เด็กบางคนต้องนั่งเรือวันละ 4 ชั่วโมงเพื่อให้ได้เรียน “ระยะทาง” ด่านแรกของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

เด็กบางคนต้องนั่งเรือวันละ 4 ชั่วโมงเพื่อให้ได้เรียน “ระยะทาง” ด่านแรกของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

ทุกเช้า ก่อนฟ้าจะสว่าง เด็กจากชุมชนบ้านพุเข็มต้องออกจากบ้าน เพื่อเริ่มต้นการเดินทางกว่า 2 ชั่วโมงไปโรงเรียน

พวกเขาไม่มีรถโรงเรียน ไม่มีรถรับ-ส่ง มีเพียงเรือลำหนึ่งที่ค่อย ๆ ลัดเลาะไปตามแนวเขื่อน รับเด็กทีละคนจากจุดเล็ก ๆ ที่กระจายตัวอยู่ตามซอกซอยของชุมชนริมผืนน้ำ

“ผมต้องออกเรือตั้งแต่เกือบหกโมงเช้า ไปรับเด็กคนแรกที่อยู่ไกลสุด แล้วค่อยย้อนกลับมาเก็บเด็กตามจุดต่าง ๆ”
ลุงโป่ง ผู้ทำหน้าที่รับ-ส่งเด็ก ๆ มากว่า 30 ปี เล่าอย่างคุ้นเคย

กว่าจะพาเด็กครบทุกคนมาถึงโรงเรียน ก็ใช้เวลาร่วมสองชั่วโมง และเมื่อเรือเทียบท่า นั่นคือสัญญาณเริ่มต้นของการเรียนในวันนั้น

ปลายทางของการเดินทางคือ “โรงเรียนบ้านพุเข็ม” โรงเรียนขนาดเล็กริมขอบเขื่อนแก่งกระจาน ที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในพื้นที่ซึ่งการเดินทางทางบกใช้เวลานานกว่าสองชั่วโมงจากอำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี

เส้นทางไปโรงเรียนของเด็กที่นี่เริ่มต้นจาก “เรือ” ไม่ใช่รถโรงเรียน และใช้เวลาไป-กลับรวมกันกว่า 4 ชั่วโมงต่อวัน ขณะที่เวลาเลิกเรียนก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตารางสอนเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับลมฟ้าอากาศ

“วันไหนลมแรง หรือมีพายุ ผมจะบอกครูให้ปล่อยเด็กกลับก่อน เพื่อความปลอดภัย”

เมื่อถามว่าเด็ก ๆ เหนื่อยไหมกับการต้องตื่นแต่เช้าและเดินทางไกลทุกวัน
ลุงโป่งยิ้มก่อนตอบทันทีว่า

“ไม่เคยเลยครับ เด็ก ๆ สนุกกันมาก บางวันต้องออกเร็วก่อนตีห้าก็ไม่มีใครบ่น มารอตลอด ผมยืนยันได้เลยว่าเด็กทุกคนอยากมาโรงเรียน”

คำตอบที่เรียบง่ายนี้สะท้อนสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง คือเด็ก ๆ ไม่ได้ปฏิเสธการเรียนรู้ ตรงกันข้าม พวกเขา “อยากเรียน” อย่างชัดเจน

แต่ความอยากเรียนเพียงอย่างเดียว อาจยังไม่เพียงพอให้เด็กที่นี่ไปได้ไกลกว่านั้น ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เด็กจำนวนมากในพื้นที่นี้มีวุฒิการศึกษาสูงสุดเพียงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่เก่ง ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่พยายาม แต่เพราะ “ไปต่อไม่ได้” เพราะการเรียนต่อหมายถึงการต้องออกจากชุมชน ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ทั้งค่าที่พัก ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกัน ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยก็กังวลเรื่องความปลอดภัยของลูกหลานที่ต้องไปอยู่ไกลบ้าน

“สามสิบกว่าปี ผมเห็นเด็กดั้นด้นมาเรียน เพราะเขามีความสุขที่ได้เจอเพื่อน เจอครู ได้เล่น ได้กินอิ่ม แต่น่าเสียดายว่าโรงเรียนนี้มีแค่ ป.6 เกินครึ่งของเด็กเลยไม่ได้เรียนต่อ” ลุงโป่งเล่าด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่หนักแน่น

“ผมว่าอุปสรรคจริง ๆ คือเส้นทางมันลำบาก ถ้าเด็กจะเรียนต่อ ต้องไปอยู่ข้างนอก พ่อแม่ถึงไม่ส่งลูกเรียน เขาห่วงเรื่องความปลอดภัย และที่สำคัญคือค่าใช้จ่าย ทั้งค่ากินอยู่ ค่ารถ ลำพังอาชีพทำสวนทำไร่จับปลามันไม่พอส่งลูกไป”

ในบริบทเช่นนี้ “ระยะทาง” จึงไม่ใช่แค่เรื่องของกิโลเมตร แต่เป็นเรื่องของต้นทุนความเสี่ยง และข้อจำกัดของครอบครัว และกลายเป็นด่านแรกที่ขวางโอกาสของเด็กจำนวนมากอย่างเงียบงัน

ในขณะที่เด็กบางคนยังพอมีโอกาส “ไปต่อ” เด็กอีกจำนวนไม่น้อยในโรงเรียนนี้ ยังไม่เคยเห็นปลายทางนั้นเลยด้วยซ้ำ

“ถ้าจบ ป.6 หนูจะเป็นอะไร”

คำถามนี้ อาจไม่ได้มีคำตอบที่หลากหลายนักสำหรับเด็กในพื้นที่แห่งนี้

‘แดงน้อย’ นักเรียนชั้น ป.4 บอกว่าเขาอยากเป็น “คนหาปลา” เหมือนพ่อและปู่ ทุกวันหลังเลิกเรียน เขาจะลงน้ำ ฝึกดำน้ำจับปลา เรียนรู้การใช้เครื่องมือ และลองปรับปรุงอุปกรณ์ให้ดีขึ้น

เขาว่ายน้ำเก่ง ดำน้ำได้ลึก เข้าใจธรรมชาติของน้ำและลมอย่างชำนาญ ทักษะชีวิตของเขา อาจเหนือกว่าเด็กในเมืองหลายคนด้วยซ้ำ แต่เมื่อถามถึงการเรียนต่อ คำตอบของเขายังคงหยุดอยู่ที่ ป.6 ไม่ใช่เพราะเขาไม่เก่ง แต่เพราะเขา “ยังไม่เคยเห็นว่ามีทางอื่น”

(จากซ้าย) ครูซิม กชกร อินทร์จักร์, ครูช่อ รวิพร ดังแสง

‘ครูช่อ’ รวิพร ดังแสง นักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่นปี 3 สาขาวิชาการประถมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ซึ่งจะกลับมาบรรจุที่นี่ อธิบายว่า

เด็กที่นี่มีทักษะชีวิตสูง พวกเขาขับเรือเป็น ซ่อมเครื่องยนต์ได้ หาปลาเก่ง และอ่านสภาพอากาศจากธรรมชาติได้อย่างแม่นยำ

แต่ในอีกด้านหนึ่ง พวกเขาอาจยังไม่เห็นภาพของการศึกษาในระยะยาว และยังไม่แน่ใจว่าการเรียนต่อจะพาพวกเขาไปสู่ชีวิตแบบใด

“ถ้าไม่มีใครบอก เด็กอาจไม่รู้เลยว่าเขาไปได้ไกลกว่านี้”

“ตัวเราเองพอได้ออกไปเรียน ทำให้เห็นภาพกว้างของชุมชน และเข้าใจเด็กว่าไม่ใช่เขาไม่เก่ง แต่ที่ผ่านมาเหมือนเป้าหมายยังไม่ชัดว่ายังมีช่องทางอื่นให้เลือก” 

สิ่งที่ครูช่อพยายามเปลี่ยน จึงไม่ใช่เพียงการสอนตามบทเรียนในห้อง แต่เป็นการค่อย ๆ เปิดโลก และขยายขอบเขตความฝันของเด็กให้เขาเห็นว่ายังมีทางเลือกอื่น และยังมีเส้นทางที่ไปต่อได้

ขณะที่ ‘ครูซิม’ กชกร อินทร์จักร์ นักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นพี่ ซึ่งกำลังจะกลับมาบรรจุที่นี่ในอีกไม่กี่เดือน เล่าเสริมว่า การกลับมาเป็นครูฝึกสอนทำให้เธอเข้าใจมากขึ้นว่า “ความเข้าใจธรรมชาติของพื้นที่ มีผลต่อการออกแบบการเรียนรู้อย่างไร”

และทำให้เห็นว่า ครูในโรงเรียนพื้นที่พิเศษไม่ได้เป็นเพียงผู้สอน แต่ต้องเป็นทั้งผู้ดูแล ผู้ประสานงาน และบางครั้งต้องเป็นทุกอย่างที่เด็ก ๆ ต้องการ

เรื่องราวของเด็กบ้านพุเข็ม จึงไม่ได้สะท้อนเพียงความยากลำบากของการเดินทางหากแต่สะท้อน “โครงสร้าง” ของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างชัดเจน เพราะในบางพื้นที่ ปัญหาไม่ได้เริ่มจากห้องเรียน และไม่ได้เริ่มจากตัวเด็ก แต่เริ่มตั้งแต่ “เส้นทางไปโรงเรียน”

เมื่อระยะทางกลายเป็นค่าใช้จ่าย กลายเป็นความเสี่ยง และกลายเป็นข้อจำกัดของครอบครัว “โอกาสทางการศึกษา” จึงไม่ได้เริ่มต้นด้วยต้นทุนที่เท่ากันตั้งแต่แรก

และนี่คือคำถามสำคัญที่เรื่องราวนี้ตั้งโจทย์ไว้

เราจะออกแบบระบบการศึกษาอย่างไร ให้เด็กทุกคน “ไปต่อได้” ไม่ว่าพวกเขาจะเริ่มต้นจากจุดไหน เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความเหลื่อมล้ำอาจไม่ได้อยู่ที่ความสามารถของเด็ก แต่อยู่ที่ว่าระบบสามารถพาเขาไปได้ไกลแค่ไหน


เรื่องราวที่เกี่ยวข้อง: เปลี่ยนบ้านพักครูเป็น “จุดชาร์จใจ” โอกาสทางการศึกษาของเด็กเริ่มจากคุณภาพชีวิตครู