น้ำลด โรงเรียนเปิด แต่ความเสี่ยงยังไม่จบ
ในโรงเรียนขนาดเล็กหลายแห่ง ระบบไฟฟ้าที่ถูกซ่อมแซมแบบ “พอใช้ได้” ยังคงซ่อนความเสี่ยงที่อาจอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ต้องเผชิญน้ำท่วมยาวนานนับเดือน
“การสืบประวัติของระบบไฟฟ้าจากทางเดินสายไฟ กำลังบอกว่าโรงเรียนแห่งนี้ต้องเจอกับข้อจำกัดเรื่องบุคลากรแค่ไหน เราเห็นร่องรอยการติดตั้งและซ่อมแซมที่น่าจะทำโดยช่างอาสาในพื้นที่ ซึ่งทุกครั้งอาจเปลี่ยนคนไม่ซ้ำ และเน้นให้ใช้ได้ มากกว่าคำนึงเรื่องความปลอดภัย…
“…สิ่งที่เราเห็นคือสถานการณ์ของโรงเรียนหนึ่ง สะท้อนไปถึงโรงเรียนลักษณะใกล้เคียงอื่น ๆ ว่ากำลังเจอปัญหาเดียวกัน เหมือนวิกฤตใหญ่นี้ย้ำว่า โรงเรียนขนาดเล็กหลายแห่งต้องได้รับการประเมินระบบไฟฟ้าทันที และไม่ใช่แก้ปัญหาชั่วคราว แต่ต้องออกแบบระบบให้รองรับการใช้งานระยะยาว”
ครึ่งหลังของปี 2568 ตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน จังหวัดพระนครศรีอยุธยาต้องเผชิญวิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่ กระทบ 13 อำเภอ 160 ตำบล ครอบคลุมมากกว่า 1,000 หมู่บ้าน
หลายพื้นที่มีน้ำท่วมขังยาวนาน 2–4 เดือน ส่งผลให้โรงเรียนนับร้อยแห่งต้องปิดการเรียนการสอน และเลื่อนช่วงเวลาเปิด–ปิดเทอมออกไปอย่างไม่มีกำหนด
เมื่อเข้าสู่เดือนพฤศจิกายน–ธันวาคม สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย แต่สิ่งที่หลงเหลือไว้ไม่ใช่เพียงความเสียหายของบ้านเรือน ทรัพย์สิน และอาคารเรียน หากยังรวมถึง ‘ภาวะการเรียนรู้ถดถอย’ จากการหยุดชะงักของการเรียนรู้

ย่างเข้าสู่ปี 2569 แม้ภาพรวมจะกลับสู่ ‘ภาวะปกติ’ โรงเรียนทยอยเปิดเรียนเต็มรูปแบบอีกครั้ง และดำเนินต่อเนื่องจนจบปีการศึกษา จนดูราวกับว่าวิกฤตได้ผ่านพ้นไปแล้ว
หากความเป็นจริงที่พบวันนี้ คือผลพวงจากระดับน้ำที่ท่วมขังยาวนาน กลับเผย ‘อีกวิกฤตหนึ่ง’ ว่าโรงเรียนในพื้นที่จำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับปัญหาจากระบบไฟฟ้าชำรุด อุปกรณ์หมดสภาพใช้งาน และการติดตั้งซ่อมแซมระบบไฟที่ไม่ตรงมาตรฐาน และข้อค้นพบนี้กำลังบอกว่า ‘ทุกวันที่โรงเรียน เด็ก ๆ และครูกำลังอยู่ในความเสี่ยง …ซึ่งอาจอันตรายถึงชีวิต’

วิกฤตความปลอดภัยในโรงเรียน ถูกพบผ่าน ‘การตรวจระบบไฟฟ้าหลังเหตุอุทกภัย’ โรงเรียนวัดพระงาม (อรรถกฤษณ์ประชารัฐ) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่ง กสศ. ร่วมกับ ‘อาจารย์และนักศึกษาจิตอาสา’ จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
และเพียงการประเมินเบื้องต้น กลุ่มนักศึกษาชั้นปี 4 สาขาวิชาครุศาสตร์ไฟฟ้า คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี 7 คนที่เป็นกำลังหลัก ได้แก่ ‘อุ้ม’ ญาณาธิป นวลหงส์, ‘เต๊ะ’ เตชินท์ วิจิตร์ปัญญารักษ์, ‘กริช’ อภิวัฒน์ ธวัชสานนท์, ‘มะขาม’ อลิษา โซรัมย์, ‘แอ๋ม’ ภัทรวดี ปานอำพันธ์ และ ‘อาเล่ย’ ทองประเสริฐ สันทะรา ก็ช่วยกันลิสต์รายการ ‘สัญญาณอันตราย’ ที่อาจนำสู่ภัยต่อการสูญเสียทรัพย์สิน อาคารเรียน และร้ายแรงที่สุดคือชีวิต จากการเดินสายไฟทับซ้อนไม่เป็นระบบ ความเสี่ยงไฟรั่วจากการเดินสายไฟบนคานเหล็ก การใช้สายไฟไม่ได้มาตรฐานต่อลงพื้นเป็นสายดินโดยไม่มีเบรคเกอร์ตัดไฟ จนถึงในรายละเอียดของอุปกรณ์ฟ้าที่พบเต้าปลั๊กเสียบห้อยตก ไม่มีฝาครอบ บางจุดชำรุด เก่าล้าสมัย บ้างไม่อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ซึ่งหลายตำแหน่งอยู่ในจุดที่เป็นทางเดินหลัก หรือบริเวณใกล้พื้นที่เล่นของเด็ก ๆ

รอยชำรุดจากน้ำท่วม ไม่ชวนตกใจเท่าอุปกรณ์ไฟฟ้าจากศตวรรษที่ 20
“ก่อนไปเราเตรียมเจอสภาพเละเทะจากน้ำท่วม แต่กลายเป็นว่าความเสียหายเคลียร์ไปเยอะแล้ว …ส่วนที่เซอร์ไพรส์จริง ๆ กลับคืออุปกรณ์ไฟฟ้าบางรุ่นน่าจะอายุร่วมสามสิบปี ซึ่งเราควรเห็นได้จากแค่ในหนังเก่า ๆ หรือในพิพิธฑภัณฑ์เท่านั้น” ‘อาเล่ย’ เปิดเรื่องคนแรก ก่อนชาวคณะร่วมสมทบประสบการณ์แรกปะทะตรงหน้างาน ว่าเพียงแสกนด้วยสายตาคร่าว ๆ แต่ละคนต่างพบ ‘จุดอันตราย’ ทั้งจากอายุของอุปกรณ์ จนถึงการขาดความคำนึงเรื่องความปลอดภัยในการใช้งาน อาทิ ตำแหน่งปลั๊กสูงไม่พ้นมือเด็ก สวิทช์ที่อยู่ในที่เปิดโล่งเสี่ยงโดนฝนสาด หรือภาพรวมของระบบไฟฟ้าที่ผ่านการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าซ้ำ ๆ ซึ่งอ่านได้จากรอยทางเดินสายไฟที่ไร้ระเบียบ
‘อาเล่ย’ เปิดเรื่องคนแรก ก่อนชาวคณะร่วมสมทบประสบการณ์แรกปะทะตรงหน้างาน ว่าเพียงแสกนด้วยสายตาคร่าว ๆ แต่ละคนต่างพบ ‘จุดอันตราย’ ทั้งจากอายุของอุปกรณ์ จนถึงการขาดความคำนึงเรื่องความปลอดภัยในการใช้งาน อาทิ ตำแหน่งปลั๊กสูงไม่พ้นมือเด็ก สวิทช์ที่อยู่ในที่เปิดโล่งเสี่ยงโดนฝนสาด หรือภาพรวมของระบบไฟฟ้าที่ผ่านการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าซ้ำ ๆ ซึ่งอ่านได้จากรอยทางเดินสายไฟที่ไร้ระเบียบ

“การสืบประวัติของระบบไฟฟ้าจากทางเดินสายไฟ กำลังบอกว่าโรงเรียนแห่งนี้ต้องเจอกับข้อจำกัดเรื่องบุคลากรแค่ไหน เราเห็นร่องรอยการติดตั้งและซ่อมแซมที่น่าจะทำโดยช่างอาสาในพื้นที่ ซึ่งทุกครั้งอาจเปลี่ยนคนไม่ซ้ำ อีกทั้งเป้าหมายยัง ‘เน้นให้ใช้ได้ มากกว่าคำนึงเรื่องความปลอดภัย’ แล้วรูปแบบหรือมาตรฐานของงานแต่ละครั้ง ก็ไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน”
‘กริช’ รายงานผลการสืบเสาะระบบไฟฟ้าที่โรงเรียนวัดพระงาม


‘แอ๋ม’ ขยายความเรื่องการต่อวงจรหรือติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าว่า ถ้าเอาแค่ผลลัพธ์ให้ใช้ได้นั้นไม่ยาก และใครก็สามารถศึกษาจากอินเทอร์เน็ตแล้วทำตามได้ทันที อย่างไรก็ตามในฐานะคนเรียนไฟฟ้า แอ๋มบอกว่าพวกเขาถูกสอนว่าหัวใจหลักของการติดตั้งและใช้งานระบบไฟฟ้าทุกครั้ง จะต้อง ‘คำนึงถึงความปลอดภัย’ เป็นอย่างแรก
“…เพราะสถานการณ์เลวร้ายที่สุดที่จะเกิดขึ้นจากระบบไฟฟ้าไม่ได้มาตรฐาน อาจหมายถึงชีวิตของใครสักคน”
แอ๋มยังกำชับว่า ในอาคารไม้เก่าอายุมากกว่า 50 ปี สายไฟฟ้าเก่าที่ห้อยพันระเกะระกะ อาจคือสาเหตุแรก ๆ ที่จะทำให้เกิดไฟไหม้จากไฟฟ้าลัดวงจร เมื่อยิ่งผนวกกับอุปกรณ์ตัดไฟฉุกเฉินซึ่งผ่านการใช้งานมานาน ย่อมเท่ากับความเสี่ยงยิ่งสูงขึ้น
“…เพราะไม่มีอะไรรับประกันเลยว่า เมื่อเกิดเหตุขึ้นจริง ๆ เบรคเกอร์จะยังทำงานปกติ หรือถึงจะตัดไฟได้ แต่ประสิทธิภาพของอุปกรณ์เก่ากับของสมัยใหม่ที่ต่างกันเป็นหลักวินาที มันคือความเสียหายที่อาจแตกต่างกันจนไม่อาจประเมินได้เลย”

โรงเรียนของชุมชนทุกแห่ง จำเป็นต้องยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย
รอยทางของสายไฟไม่เพียงบ่งชี้อดีต หากยังพาน้อง ๆ คณะครุศาสตร์ไฟฟ้า มจธ. ไปพบ ‘ระยะห่างของความเหลื่อมล้ำ’ ที่แทบจะเป็นเหมือนภาพจำของโรงเรียนขนาดเล็ก …ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็เชื่อว่า ‘ความปลอดภัย’ ไม่ควรติดข้อจำกัดเรื่องขนาด ระยะทาง หรือลำดับความสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อปัญหานั้นเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของชีวิต ก็จำเป็นอย่างยิ่งว่าควรได้รับการแก้ไขทันที
“ที่เราเห็นคือสถานการณ์ของโรงเรียนหนึ่ง ซึ่งสะท้อนไปถึงโรงเรียนลักษณะใกล้เคียงอื่น ๆ ว่ากำลังเจอปัญหาเดียวกัน ทั้งที่โรงเรียนเล็กเหล่านี้มีอยู่เพื่อโอกาสการศึกษาของเด็กทั้งชุมชน แต่เพราะความห่างไกล เดินทางลำบาก ชุมชน โรงเรียน หรือเด็ก ๆ เหล่านี้จึงอยู่พ้นสายตา ไม่ถูกมองเห็น ทำให้ต้องเจอกับปัญหาเดิม ๆ ทุกปี ตั้งแต่ครูไม่พอ อาคารทรุดโทรม ทรัพยากรไม่มี จนถึงความไม่พร้อมทางสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ที่แน่นอนว่าคือปัจจัยซึ่งส่งผลต่อคุณภาพการศึกษา


“…วันนี้พวกเรามาดูระบบไฟฟ้า และเห็นว่าแทบไม่มีอะไรอยู่ในมาตรฐานความปลอดภัยเลย เหมือนวิกฤตใหญ่นี้ย้ำว่า โรงเรียนขนาดเล็กหลายแห่งต้องได้รับการประเมินระบบไฟฟ้าทันที และไม่ใช่แก้ปัญหาชั่วคราว แต่ต้องออกแบบระบบให้รองรับการใช้งานระยะยาว”
‘มะขาม’ พูดถึงความจำเป็นเร่งด่วน และเผยว่าข้อค้นพบจากหน้างานที่ผนวกกับความมุ่งมั่นของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้นำไปสู่ความร่วมมือกับ กสศ. ต่อยอดแผนงานประเมินระบบไฟฟ้า กับโรงเรียนขนาดเล็กอื่น ๆ โดยคณะครุศาตร์ไฟฟ้า มจธ. จะชวนคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมโยธา มาร่วมตรวจสภาพอาคารเรียน เพื่อขยายขอบเขตความปลอดภัยให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น
“พวกเราเชื่อว่าโอกาสการศึกษาไม่ได้มีแค่เรื่องการเรียนรู้ แต่กินความถึงสภาพแวดล้อมทั้งหมด ณ วันนี้ โรงเรียนของชุมชนทุกแห่ง จำเป็นต้องยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและคุณภาพการศึกษาไปพร้อมกัน ซึ่งพวกเราหวังว่าการทำงานครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ของการลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำให้แคบลง”

งานอาสาคือพื้นที่เรียนรู้ภาคปฏิบัติ และคือการส่งต่อแรงบันดาลใจให้น้อง ๆ ในพื้นที่ที่โอกาสไปไม่ถึง
ขณะแผนงานใหญ่เริ่มเดินหน้า เส้นทางการศึกษาของน้อง ๆ กลับมุ่งไปอีกทิศ เมื่อทั้งเจ็ดคนกำลังจะขึ้นปี 5 ซึ่งเป็นปีสำคัญของรุ่นพี่คณะครุศาสตร์ ที่ต้องแยกย้ายกันไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในบทบาท ‘ครูฝึกสอน’ อย่างไรก็ตาม ในฐานะซีเนียร์ พวกเขายังเชื่อมั่น ว่างานที่ขึ้นต้นไว้แล้วจะเดินหน้าต่อไปได้ ด้วยพลังของรุ่นน้องที่ก้าวขึ้นมาทดแทนรุ่นพี่ทุก ๆ ปี
ดังที่ ‘เต๊ะ’ บอกว่า “คนทำงานอาสาไม่ได้มีแค่พวกเรา แต่มีน้อง ๆ อีกมากที่สนใจงานเพื่อสังคม แล้วทางคณะเองก็สนับสนุนการจัดค่ายอาสาในโรงเรียนห่างไกล การลงชุมชนหรือเปิดพื้นที่ในสถาบันเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับไฟฟ้าพื้นฐาน หรือที่เกี่ยวกับโอกาสทางการศึกษาโดยตรง ก็มีกิจกรรมแนะแนวอาชีพเชิงปฏิบัติการ ‘Enjoy Careers’ ซึ่งทำร่วมกับ มจธ. ราชบุรี ที่ชวนน้อง ๆ ชั้น ม.3 มาสัมผัสการเรียนรู้ในสายอาชีพ เช่นช่างยนต์ ช่างไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ หรือช่างคอมพิวเตอร์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการเติบโตบนเส้นทางสายอาชีพ”


‘อุ้ม’ ช่วยย้ำว่า ‘งานอาสาเป็นความภูมิใจของคณะ’ และคือเมล็ดพันธ์ที่หว่านโปรยและส่งต่อกันรุ่นสู่รุ่น เพื่อให้นักศึกษาได้เข้าใจความแตกต่างของผู้คน พื้นที่ และโอกาส
“ทุกงานอาสาสอนให้เรารู้ว่าวิชาความรู้จะนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร และเป็นพื้นที่ภาคปฏิบัติซึ่งจะช่วยบ่มเพาะความชำนาญ เพื่อให้เราประเมินสถานการณ์ วางแผน และรับมือกับงานได้ในทุกข้อจำกัด
“…ขณะที่การได้เดินทางไปในที่ต่าง ๆ ยังมีความหมายในแง่ของการจุดประกาย ให้น้อง ๆ ในพื้นที่ที่โอกาสไปไม่ถึง ได้เห็นว่าการศึกษาจะช่วยเปลี่ยนแปลงเขาได้ อย่างบางคนบอกว่าจบ ม.3 จะไม่เรียนต่อ แต่พอเราชวนทำกิจกรรม ก็กลายเป็นว่าเขาเปลี่ยนความคิดหันมาวางแผนเรียนสายอาชีพ เพราะเพิ่งเข้าใจ ว่าถ้ายอมกัดฟันสู้อีกไม่กี่ปี เขาจะมีอาชีพที่มีรายได้มากกว่างานที่ใช้วุฒิ ม.3”

และนี่คือมุมมองความเห็นจากน้อง ๆ อาสาสมัคร จากสาขาครุศาสตร์ไฟฟ้า คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จากการลงพื้นที่ โรงเรียนวัดพระงาม (อรรถกฤษณ์ประชารัฐ) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากสื่อสารถึงสังคมว่า …ถึงน้ำท่วมโรงเรียนจะผ่านไปแล้ว แต่งานลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอาจยังอยู่เพียงจุดเริ่มต้น …และมีอะไรอีกมากมาย ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันลงมือทำ