เมื่อ “วิชาชีวิต” มาก่อน “อาชีพ” การเรียนรู้ที่คืนความเป็นมนุษย์ให้เด็ก กับ ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการบ้านกาญจนาภิเษก

เมื่อ “วิชาชีวิต” มาก่อน “อาชีพ” การเรียนรู้ที่คืนความเป็นมนุษย์ให้เด็ก กับ ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการบ้านกาญจนาภิเษก

มีคำถามหนึ่งที่ ทิชา ณ นคร หรือ ‘ป้ามล’’ ผู้อำนวยการบ้านกาญจนาภิเษก มักจะถามย้อนกลับไปยังผู้ที่เชื่อว่าการฝึกอาชีพคือทางออกของเด็กในสถานพินิจ

“ลองมองไปที่เรือนจำ คนที่ติดคุกไม่ใช่เพราะเขาไม่มีอาชีพ มีทั้งตำรวจ ข้าราชการ นักธุรกิจ หมอ และทนาย ดังนั้นปัญหาไม่ได้อยู่ที่อาชีพ”

คำถามนี้ไม่ใช่การปฏิเสธความสำคัญของการมีงานทำ แต่คือการชวนให้ย้อนกลับไปมองรากที่แท้จริงของปัญหา ตลอดกว่า 20 ปีที่บ้านกาญจนาภิเษก ป้ามลสร้างระบบการเรียนรู้บนความเชื่อที่ว่า ถ้าเปลี่ยนวิธีคิดได้ พฤติกรรมจะเปลี่ยนตามเอง และถ้าให้ชีวิตได้ก่อน เด็กจะไปหาอาชีพได้เอง

เมื่อรั้วไม่ใช่กำแพง

บ้านกาญจนาภิเษกไม่ใช่คุกเด็กแบบที่หลายคนจินตนาการ เด็กที่ก้าวเข้ามาที่นี่ส่วนใหญ่ผ่านประสบการณ์อันหนักหน่วงมาแล้ว บ้างถูกทอดทิ้ง บ้างเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ความรุนแรงคือเรื่องปกติ และเกือบทุกคนหลุดออกจากระบบการศึกษาในช่วงชั้นที่ต่างกัน สิ่งแรกที่พวกเขาได้รับเมื่อมาถึงจึงไม่ใช่ตารางเรียน แต่คือการกอดและคำถามง่ายๆ ว่าผมไปทำอะไรมาครับเขาจึงให้ผมมาอยู่ที่นี่

“เมื่อเด็กรู้สึกปลอดภัยว่าตัวเองจะไม่ถูกตัดสิน เขาจะตอบเต็มที่” ป้ามลกล่าว ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง เด็กหลายคนเริ่มเล่าเรื่องที่ไม่เคยบอกใคร บ้างเล่าถึงคดีที่ก่อ บ้างเล่าถึงพ่อที่หายไป แม่ที่ทิ้ง ความรู้สึกที่ถูกกดทับมาตลอด

สิ่งที่ป้ามลค้นพบจากประสบการณ์ที่สะสมมาคือ เด็กส่วนใหญ่ที่เดินทางมาถึงจุดนี้ไม่ได้ขาดทักษะหรือความสามารถ แต่ขาด ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ที่ทำให้พวกเขาไม่จำเป็นต้องรักษา ‘ด้านมืด’ เอาไว้เพื่อปกป้องตัวเอง

“เด็กบางคนมาจากที่อื่นที่ต้องแสดงความดุ ความเหี้ยม เพื่อให้อยู่รอด พอมาที่นี่และเขารู้สึกว่าไม่ต้องทำแบบนั้นแล้ว เขาก็วางมันลงเอง” ป้ามลอธิบาย “เราไม่ต้องถือไม้กระบองหรือทำท่าให้น่ากลัว เพราะพื้นที่ปลอดภัยทำงานแทนเราได้ทั้งหมด”

วิชาชีวิต ที่ไม่มีในหลักสูตรกระทรวง

ระบบการศึกษาที่บ้านกาญจนาภิเษกเดินบนสองเส้นทางขนานกัน เส้นทางแรกคือการเรียนผ่านระบบ สกร. (กรมส่งเสริมการเรียนรู้ อดีต กศน.) เพื่อให้เด็กได้รับวุฒิ ม.6 ส่วนเส้นทางที่สองซึ่งป้ามลออกแบบเองคือ ‘วิชาชีวิต’ ที่มี 8 กลุ่มสาระ แต่ไม่ใช่ 8 กลุ่มสาระของกระทรวงศึกษาธิการ

“วิชาของเราเริ่มจากชื่อที่อาจฟังดูแปลก” ป้ามลบอก หนึ่งในนั้นคือวิชาที่ชื่อ ‘ผู้รอดบนความขาดพร่อง’ ซึ่งพาเด็กไปรู้จักกับผู้คนทั่วโลกที่ฝ่าฟันชีวิตด้วยสิ่งที่หายไป ตั้งแต่ Nick Vujicic ชายที่เกิดมาโดยไม่มีแขนไม่มีขา ไปจนถึงเรื่องราวของคนที่ไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ แต่สร้างชีวิตได้

“เราไม่ได้บอกเด็กว่า เฮ้ย คนไม่มีพ่อไม่มีแม่ก็เยอะแยะ ไม่เห็นเป็นอะไร” ป้ามลอธิบายเจตนา “แต่เราชวนเขาไล่ดูว่าคนเหล่านี้มีอะไรหายไปจากชีวิตบ้าง แล้วมีอะไรเหลืออยู่อีก และเขาให้คุณค่ากับอะไรถึงรอดมาได้ จากนั้นก็ย้ายคำถามมาที่ตัวเด็กเอง”

เด็กคนหนึ่งเคยบอกกับป้ามลว่า ก่อนจะเรียนวิชานี้ ทุกครั้งที่เดินสวนกับผู้ชายในชุมชน เขาจะแอบคิดในใจตลอดว่า ‘ขอให้เขาเป็นพ่อผมเถอะ’ ทั้งที่มีแม่อยู่ที่บ้านคนเดียว “ผมมัวแต่งมหาคนที่หายไป ไม่เคยให้ความสนใจกับสิ่งที่ผมมีอยู่” เด็กคนนั้นพูดหลังเรียนวิชานี้ไปสักพัก

นอกจากวิชาผู้รอดฯ ยังมีการวิเคราะห์ข่าว วิเคราะห์หนัง และถกประเด็นร้อนในสังคม เป้าหมายคือให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่กำลังหมุนอยู่ ไม่ใช่คนที่ถูกหยุดเวลาหลังถูกพิพากษา

“นาฬิกาชีวิตของเด็กต้องไม่หยุดเดิน แม้เขาจะอยู่ในสถานควบคุม” ป้ามลกล่าว “สังคมหมุนไปทางไหน เขาต้องหมุนต้องขบคิดติดตาม เพื่อให้ยังเป็นส่วนหนึ่ง ไม่ใช่คนอื่น”

ต้นไม้ที่ต้องใช้เวลาก่อนย้ายกระถาง

ไม่นานมานี้ บ้านกาญจนาภิเษกรับเด็กชายคนหนึ่ง ลูกชายนายตำรวจระดับสูง สถานีตำรวจในเมืองใหญ่ เพราะเคย ก่อคดีมาแล้วนับสิบ ก่อนมาถึงที่นี่ เขาผ่านสถานพินิจมาหลายแห่ง และหนึ่งในนั้น เขาถูกตั้งข้อหาเพิ่มจากการทะเลาะและใช้อาวุธที่ประดิษฐ์เองแทงเด็กข้างใน จนอธิบดีสั่งให้ไปแจ้งความ เพิ่มคดีต่อเนื่อง

แต่ตั้งแต่วันแรกที่เขาเข้ามาบ้านกาญจนาภิเษก ป้ามลไม่เคยเห็นด้านมืดหรือความรุนแรงที่เขามีชื่อเสียงเลย เขาร่วมเดินทางไปกับคนในบ้านกาญจนาภิเษกเพื่อทำกิจกรรม รู้จักคิด รู้จักไตร่ตรอง และเริ่มพูดคุยกับพ่อมากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมาตลอดชีวิต

“ผมไม่เคยคุยกับพ่อมากเท่าตอนมาอยู่ที่บ้านกาญจนาเลย” เด็กบอก “รู้สึกสนิทกับพ่อ ได้กินข้าวด้วยกัน ได้คุยกัน มันเป็นความสุขที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน”

วันที่พ่อมารับกลับบ้านช่วงสิ้นเดือน เขาเอ่ยปากขอให้ลูกไปเรียนต่อนิติศาสตร์ ป้ามลฟังแล้วก็ยิ้ม แต่ก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่ต้องพูดตรงๆ

“เราดีใจที่พ่อเห็นคุณค่าของลูก แต่ต้นไม้ที่เพิ่งย้ายกระถางต้องใช้เวลาให้รากแข็งแรงก่อน” ป้ามลอธิบายว่าเด็กคนนี้กำลังอยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของกระบวนการ ความสัมพันธ์กับพ่อกำลังงอกงาม ความไว้วางใจกำลังสะสม การรีบดึงออกไปก่อนที่รากจะพร้อม อาจทำให้ทุกอย่างที่สร้างมาต้องเริ่มใหม่

“ป้าเชื่อว่าการเปลี่ยนวิธีคิดและ ‘การถักทอสายสัมพันธ์กับครอบครัว’ คือสิ่งสำคัญอันดับแรก (First Priority) เด็กที่นี่ในอีกมิติหนึ่งเหมือน ‘ต้นไม้ที่ย้ายกระถาง’ เขาต้องการเวลาและความรู้สึกปลอดภัยก่อน สำหรับเคสลูกชายนายตำรวจ เมื่อเขารู้สึกปลอดภัยจนไม่จำเป็นต้องแสดง ‘ด้านมืด’ ออกมา และฟื้นฟูความสัมพันธ์กับพ่อดีขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนแล้ว สิ่งนี้สำคัญกว่าการรีบส่งเขาออกไปเรียนวิชาการในทันที เพราะเขาต้องเป็นต้นไม้ที่แข็งแรงก่อนจะย้ายกระถางอีกครั้ง” ป้ามลกล่าวย้ำ

หมายเหตุ  ระหว่างการเดินทางบนทุนคิด ทุนชีวิต ทุนสายสัมพันธ์ที่ขาดพร่องและไม่แข็งแรงพอ เด็กคนนี้ล้มอีกครั้ง  ตอนนี้กำลังตั้งหลักใหม่ โดยพ่อเริ่มเห็นส่วนที่ขาดพร่องและต้องเติม นั่นคือการมานอนกับลูกชายสลับกับแม่ที่ “Parents room”  ซึ่งเป็นห้องสำหรับให้คนในครอบครัวได้อยู่กันอย่างใกล้ชิดในช่วงที่สะดวกจากงาน (ส่วนใหญ่คือช่วงกลางคืน) โดยมีทีมฯ บ้านกาญจนาภิเษกช่วยเสริมพลัง

ให้ชีวิตก่อน แล้วชีวิตจะหาอาชีพเอง

เมื่อครั้งที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เสด็จมาเยี่ยมบ้านกาญจนาภิเษก และรับสั่งว่าพระองค์พร้อมช่วยเรื่องการฝึกอาชีพ ป้ามลทูลตอบไปตรงๆ ว่าไม่จำเป็น

“เราไม่เชื่อเรื่องอาชีพนำหน้า” เธอบอก และยกตัวอย่างให้เห็นว่า บรรดาคนในเรือนจำมีทั้งคนที่มีอาชีพดี  มีการศึกษา มีฐานะ ปัญหาของพวกเขาไม่ใช่ขาดทักษะอาชีพ แต่ขาดวิธีคิดที่ทำให้อยู่กับโลกได้อย่างที่ควรจะเป็น

หลักการที่ป้ามลใช้คือ ‘ให้ชีวิตก่อน แล้วเอาชีวิตไปหาอาชีพ’ ศิษย์เก่าของบ้านกาญจนาภิเษกที่กลายเป็นสตั้นแมน ไม่ได้รับการสอนเรื่องการแสดงแต่อย่างใด แต่เมื่อเขารู้สึกปลอดภัยพอที่จะ ‘ลงจากหลังเสือ’ วางด้านมืดที่เคยใช้ปกป้องตัวเองลง เขาก็เริ่มหยิบกีตาร์ขึ้นมาเล่น พัฒนาตัวเองจากตรงนั้น จนมีแสงเป็นของตัวเอง

แนวคิดนี้กำลังจะขยับต่อ เมื่อกฎกระทรวงที่เปิดทางให้ภาคประชาสังคมบริหารสถานควบคุมได้ผ่าน ครม. แล้ว ป้ามลวางภาพไว้ว่าในอนาคต บ้านกาญจนาภิเษกจะไม่ต้องพึ่งเจ้าหน้าที่รัฐสอนวิชาชีพอีกต่อไป แต่จะเชิญรุ่นพี่ที่เคยอยู่ที่นี่และมีวิชาชีพแล้ว มาเป็นผู้สอนแทน เธอเรียกมันว่า ‘จากผู้รอดสู่ผู้รอด’

“เราจะไปหารุ่นพี่ที่เป็นเจ้าของร้านหอยทอด ช่างล้างแอร์ หรืออาชีพอะไรก็แล้วแต่ที่เขาทำสำเร็จ ให้เขามาสอนน้อง” ป้ามลอธิบาย “เพราะเขาพูดจากชีวิตจริง ไม่ใช่จากตำรา”

ความสำเร็จของปัจเจก ไม่พอ ถ้าระบบยังไม่เปลี่ยน

มีวันหนึ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในยุคนั้น คือคุณทวี สอดส่อง มาเยือนบ้านกาญจนาภิเษก ท่ามกลางกระแสข่าวที่ป้ามลอาจถูกให้ออกจากตำแหน่ง ในวันนั้นมีศิษย์เก่าที่ปล่อยตัวออกไปนานแล้วกลับมาพบกันด้วย หนึ่งในนั้นคือเด็กหนุ่มที่เคยเวียนเข้าออกสถานพินิจต่างๆ มาแล้วถึง 8 รอบ ก่อนที่รอบที่ 8 จะพาเขามาที่บ้านกาญจนาภิเษก

“ถ้าผมไม่รอดในรอบที่ 8 นี้ ผมจะไม่มีรอบที่ 9 ในคุกเด็ก แต่ผมจะเป็นรอบที่ 1 ของคุกผู้ใหญ่”  เขาพูดกับรัฐมนตรีตรงๆ

คุณทวี ซึ่งเป็นรัฐมนตรีในตอนนั้นฟังแล้วปลื้มใจ บอกว่า “อย่างน้อยได้มาคนนึง(ที่กลับใจ) ผมก็ปลื้มแล้ว” แต่ป้ามลกลับพูดขึ้นทันทีว่าอย่าพูดแบบนั้น นั่นเพราะเธอมองว่า

“ความสำเร็จระดับปัจเจกบอกเราแค่ว่าเรามาถูกทางแล้ว แต่มันต้อง scale up ไปสู่ระบบ เราไม่ควรกอดความสำเร็จของปัจเจกแล้วปลื้มกับมัน” ป้ามลอธิบาย

และนี่คือหัวใจของข้อเสนอเชิงนโยบายที่ป้ามลพยายามผลักดันมาตลอด ว่าการศึกษาของเด็กในสถานพินิจต้องไม่ฝากไว้กับความใจดี ความทุ่มเทของคนๆ เดียว แต่ต้องมีระบบรองรับ

ปัญหาที่เธอเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือรอยแยกระหว่างสองโลกที่ควรจะเชื่อมกัน โลกของ สกร. ที่ส่งครูมาสอนหนึ่งวันต่อสัปดาห์ และโลกของวิชาชีวิตที่บ้านกาญจนาภิเษกสร้างขึ้น ทั้งสองเดินคู่ขนานกันโดยไม่ได้บรรจบ

“สกร. กับเราใกล้กัน แต่แทบจะเชื่อมกันในเชิงเนื้อหาไม่ได้เลย ครูที่เขาส่งมาเห็นวิชาชีวิตที่เกิดขึ้นตรงหน้าทุกสัปดาห์ แต่ก็ยังคงเดินหน้าตามธงของตัวเองเหมือนเดิม” ป้ามลกล่าว ส่วนหนึ่งเพราะบุคลากรของ สกร. เปลี่ยนบ่อย ความยึดโยงกับองค์กรจึงน้อย และยากที่จะสร้างความเข้าใจร่วมกันในระยะยาว

การศึกษาที่ยืดหยุ่นจริงในความเห็นของป้ามล ไม่ใช่แค่การมีหลักสูตรทางเลือกเพิ่มขึ้น แต่คือการเริ่มจากการมอบอำนาจให้เด็กมีส่วนร่วมในการตัดสินใจว่าจะเรียนอะไรตั้งแต่แรก

“การแชร์อำนาจทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองมีพลัง ตัวเองไม่โง่ รู้สึกปลอดภัย และนั่นแหละที่ทำให้เขาเห็นอนาคต อยากไปถึงเป้าหมาย โดยที่ไม่ต้องมีใครคุมเข้มเรื่องความรุนแรงเลย” เธออธิบาย เด็กใหม่หลายคนเขียนไดอารี่หลังจากมาอยู่ไม่นานว่า ไม่เข้าใจว่าทำไมที่นี่ถึงให้เด็กตัดสินใจร่วมกันทุกอย่าง แต่รู้สึกว่ามันดีมาก

ในระดับโครงสร้าง ป้ามลยังเสนอว่าระบบยุติธรรมเยาวชนของไทยยังขาดสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่ง เธอยกตัวอย่างจากสิ่งที่ได้เห็นที่ไมอามี อเมริกา ซึ่งกำหนดให้ผู้พิพากษาศาลเยาวชนต้องผ่านการเรียนด้านจิตวิทยาและพัฒนาการเด็กด้วย ไม่ใช่มีแค่ความรู้ทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว

“คนคนเดียวมีสองศาสตร์อยู่ในตัว นั่นคือสิ่งที่ดีมาก แต่ของไทยเรา ผู้พิพากษาศาลเยาวชนมีศาสตร์เดียว และศาสตร์นั้นก็ยังไม่ได้ทำให้เข้าใจเด็กได้ดีพอและในเชิงระบบยังมีการย้ายข้ามศาลทุก 1-2 ปี ฉะนั้นอย่าถามเรื่องความเชี่ยวชาญ” ป้ามลกล่าว

เมื่อระบบยังมองเด็กเป็น ‘ความเสี่ยง’

ตลอดกว่าสิบปีที่ผ่านมา กรมพินิจฯ มีนโยบายเพิ่มค่าตอบแทนให้เจ้าหน้าที่ที่สถานพินิจที่เรียกว่า ‘ค่าเสี่ยงภัย’ ซึ่งมีมูลค่า 5,500 บาทต่อเดือน  ป้ามลเป็นคนเดียวในระบบ ในนโยบายนี้ที่ปฏิเสธไม่รับเงินก้อนนี้มาตลอด  (เซ็นรับแต่มอบให้เจ้าหน้าที่จ้างเหมาที่เงินเดือนน้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำ)

“เพราะถ้าเรารับเงินค่าเสี่ยงภัย แปลว่าเรายอมรับโดยปริยายว่าเด็กที่อยู่ตรงหน้าเราคือภัยคุกคาม” เธอบอก “และถ้าเราเริ่มต้นด้วยการมองเขาแบบนั้น ความไว้วางใจจะไม่มีวันเกิด”

นี่คือสิ่งที่ป้ามลเรียกว่า ‘ความกลัวที่เป็นมายาคติ’ เธอไม่เคยรู้สึกกลัวในการทำงานกับเด็กเหล่านี้ ไม่ใช่เพราะไม่รู้ว่าพวกเขาเคยทำอะไรมา แต่เพราะเธอเชื่อว่าความปลอดภัยที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการระวังหรือควบคุม แต่เกิดจากการสร้างความสัมพันธ์ที่ทำให้เด็กไม่จำเป็นต้องระเบิดออกมา

“เราไม่ต้องนั่งถือไม้กระบองหรือทำท่าให้น่ากลัว เพราะเมื่อเด็กรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า รู้สึกว่าตัวเองมีพลัง เขาจะเก็บด้านมืดไว้เองโดยไม่มีใครสั่ง”

และในเรื่องระบบการศึกษา ป้ามลมองว่าสิ่งที่ขาดหายคือความกล้าของผู้ใหญ่ที่จะเชื่อว่าเด็กกลุ่มนี้เปลี่ยนแปลงได้จริง ระบบที่ส่งครูมาสอนวิชาสามัญในวันอังคารแล้วกลับไป โดยไม่เชื่อมกับชีวิตที่เด็กกำลังเผชิญ ยังคงทำงานอยู่แบบเดิม แม้จะมีงบประมาณและบุคลากรเพิ่มขึ้นก็ตาม

“วิชาที่เขาส่งมาสอน ไม่ได้ถูกออกแบบมาสำหรับเด็กที่หลุดออกจากการศึกษาแล้วก่อคดีมา” ป้ามลพูดตรงๆ โดยนัยยะของเธอคือ ระบบต้องยืดหยุ่นพอที่จะนับรวมสิ่งที่เด็กเรียนรู้จากชีวิตจริงด้วย ไม่ใช่แค่ในห้องเรียน

เด็กที่หายไป 6 ปี

เมื่อถามถึงความล้มเหลว ป้ามลเปิดใจเล่าถึงเรื่องของเด็กที่หนีออกจากบ้านตั้งแต่อายุ 12 ปี คนหนึ่งที่เข้ามาอยู่บ้านกาญจนาภิเษกได้เพียงเดือนเดียว และหลังจากเราช่วยกันรื้อค้นความทรงจำและนำเขากลับไปที่ถิ่นฐานบ้านเกิดพ่อเฒ่า แม่เฒ่าที่จากมาแต่ในที่สุดเขาก็หลบหนีออกไปโดยไม่มีใครรู้ว่าเขาไปอยู่ที่ไหน

“เมื่อเด็กคนนี้หายไป ตลอดระยะเวลา 5-6 ปีที่ตามหาตัวเขาไม่เจอ ทุกครั้งที่มีข่าวปล้น ข่าวฆ่า ป้าต้องรีบเปิดดูว่ามีชื่อเขาไหม” เธอเล่า “เรามิอาจปฏิเสธความรับผิดชอบนั้นได้ แม้เขาจะอยู่กับเราสั้นมากและเราพยายามซ่อมรอยแตกร้าวในใจให้เขาอย่างเร่งด่วน เราทุกข์ใจกับเรื่องนี้มากเลย”

แล้ววันหนึ่ง ประมาณปีที่ 6 เด็กคนนั้น ซึ่งตอนนี้กลายเป็นชายหนุ่มแล้ว ปรากฏตัวที่หน้าห้องป้ามลพร้อมพวงมาลัย ก้มกราบ และพูดว่า “ตลอดเวลาที่ 5-6 ปีที่หนีไป ผมไม่มีใคร ผมคิดถึงบ้านนี้ตลอด แต่ไม่กล้ามา วันนี้ตัดสินใจแล้วว่าต้องมาหาป้า” เขาบอกว่าตลอด 6 ปีที่ผ่านไป เขาไม่ได้ก่อคดีอีกเลย แต่ติดรถบ้านลม ที่จัดตามตลาด ไม่รู้จะไปทางไหน จนในที่สุดก็หวนกลับมา

“ถ้าเล่าแค่ตอนที่เขาหนี นี่คือความล้มเหลวของบ้านกาญจนาภิเษก” ป้ามลพูด “แต่ถ้าเล่าต่อจนถึงวันที่เขากลับมา มอบตัว เข้าเรือนจำติดในส่วนที่เหลือ แล้วออกมาหางานทำ มีรถปิกอัพ มีครอบครัว เรื่องเดียวกันนั้นกลายเป็นอีกความหมายหนึ่ง”

และจากเรื่องราวที่เกือบจะถือเป็นความล้มเหลวของบ้านกาญจนาภิเษกนี้เอง ป้ามลก็สะท้อนบทสรุปให้พวกเราได้รับฟังอย่างมีความหวังว่า

“เรื่องราวการเปลี่ยนแปลงนี้ ในหลายเคส ทำให้ป้าอยากเขียนเป็นหนังสือเล่มที่สองต่อจาก “เด็กน้อยโตเข้าหาแสง” เพื่อบอกกับโลกว่ามนุษย์ทุกคนเปลี่ยนได้จริงภายใต้ความแตกสลายที่เขาควบคุมไม่ได้ในช่วงวัยหนึ่ง”

น้ำเสียงของป้ามลมุ่งมั่น

แน่นอนว่าการเยียวยาความแตกสลายสู่การเปลี่ยนแปลงอาจต้องใช้เวลา แต่ก็มีหลักฐานพิสูจน์ให้เห็นหลายเคส แล้วว่า 

มันสามารถเกิดขึ้นจริงได้ ถ้ามีคนที่ไม่หยุดเชื่อในตัวเด็กเหล่านี้