AI จะเปลี่ยนภูมิทัศน์การศึกษาได้จริงหรือไม่? หากผู้เรียนกลุ่มเปราะบางยังถูกมองไม่เห็น

AI จะเปลี่ยนภูมิทัศน์การศึกษาได้จริงหรือไม่? หากผู้เรียนกลุ่มเปราะบางยังถูกมองไม่เห็น

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ผศ.ดร.สหวรัชญ์ พลหาญ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมเป็นวิทยากรในเวทีเสวนาออนไลน์หัวข้อ “AI กับการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การศึกษาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: บทเรียนจากการดำเนินงานจริงในพื้นที่” (How AI is Shaping the Education Landscape Across Southeast Asia: What’s Working on the Ground) ซึ่งจัดโดย EdTech Hub โดยเวทีดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญ นักปฏิบัติงาน และผู้กำหนดนโยบายจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในระบบการศึกษา พร้อมถอดบทเรียนจากประสบการณ์การดำเนินงานจริงในพื้นที่

การเสวนาครั้งนี้มีวิทยากรจากหลายประเทศในภูมิภาคเข้าร่วม ได้แก่ ผศ.ดร.สหวรัชญ์ พลหาญ (กสศ.), Natalja Rodionova (IT Academy STEP Cambodia Institute), Dr. Nurhasmiza Sazalli (Universiti Teknologi Malaysia), Dr. Kruakae Pothong (London School of Economics), และ Bela Nurul Fadhilah (ASEAN Foundation) โดยผู้ร่วมเสวนาได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้ม ความท้าทาย และโอกาสของการนำ AI มาใช้ในระบบการศึกษา พร้อมสะท้อนบทเรียนสำคัญว่า การพัฒนานวัตกรรมที่ตั้งอยู่บนหลักฐานเชิงประจักษ์ (evidence-based approaches) และการใช้ AI อย่างเหมาะสม สามารถช่วยขับเคลื่อนระบบการเรียนรู้ให้มีความครอบคลุมและเสมอภาคมากยิ่งขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ภายหลังการนำเสนอกรอบประเด็นโดย Iona Wotton และ Delanie Honda ในหัวข้อ “บทบาทของครูในยุคปัญญาประดิษฐ์” (AI in Southeast Asia: The Role of Teachers and AI) ผศ.ดร.สหวรัชญ์ ได้สะท้อนถึงความเป็นจริงของผู้เรียนกลุ่มเปราะบาง (marginalized learners) ซึ่งมักถูกมองข้ามในการออกแบบระบบ AI ด้านการศึกษา โดยชี้ให้เห็นว่าเครื่องมือนวัตกรรม AI จำนวนไม่น้อยถูกพัฒนาขึ้นโดยยังขาดความเข้าใจบริบทของเด็กและเยาวชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือชนบท ซึ่งยังคงเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อโอกาสทางการเรียนรู้ในประเทศไทย

สำหรับการทำงานของ กสศ. การออกแบบระบบการเรียนรู้ที่ครอบคลุมจะเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจ ความต้องการที่แท้จริงของผู้เรียนกลุ่มเปราะบางก่อน แล้วจึงออกแบบแนวทางแก้ไขย้อนกลับ (work backward) แทนที่จะเริ่มต้นจากเทคโนโลยีเป็นตัวตั้ง ผ่านการวิจัยภาคสนามและการทดลองนำร่องในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ โดยจากข้อมูลงานวิจัยของ กสศ. พบว่าเด็กจำนวนมากยังเผชิญกับ “กำแพงที่มองไม่เห็น” (invisible barriers) ซึ่งทำให้ไม่สามารถเข้าถึงประโยชน์จากนวัตกรรมดิจิทัลได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ต้นทุนการดำเนินงานที่สูงในพื้นที่ห่างไกล หรือการขาดแคลนทรัพยากรพื้นฐานในการเรียนรู้ ซึ่งเป็นปัญหาที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ไขได้

อีกหนึ่งความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ กสศ. พบจากโครงการทดสอบต้นแบบสูตรการจัดสรรงบประมาณรายหัวสำหรับโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล คือความไม่เพียงพอของสูตรการจัดสรรงบประมาณรายหัวมาตรฐานสำหรับโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลของไทย โรงเรียนเหล่านี้มีต้นทุนการดำเนินงานสูงกว่าเนื่องจากที่ตั้งและจำนวนนักเรียนที่น้อย แต่รูปแบบการจัดสรรงบประมาณแบบดั้งเดิมกลับไม่ได้คำนึงถึงความแตกต่างดังกล่าว บทเรียนจากโครงการนี้สะท้อนให้เห็นว่า การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจำเป็นต้องคำนึงถึงความแตกต่างของบริบท เช่นเดียวกับการนำ AI มาใช้กับผู้เรียนชายขอบ ซึ่งไม่สามารถใช้แนวทางแบบเดียวกันทั้งหมด (one-size-fits-all) แต่ต้องออกแบบให้เหมาะสมกับข้อจำกัดด้านทรัพยากรและบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่ เช่น การพัฒนาแอปพลิเคชัน AI ที่สามารถทำงานได้แม้ในสภาพที่มีข้อจำกัดด้านอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์ หรือการออกแบบเนื้อหาที่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น

นอกจากนี้ กสศ. ยังพบข้อค้นพบสำคัญเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา จากการดำเนินโครงการจัดสรรซิมอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อการศึกษา ให้กับผู้เรียนกลุ่มเปราะบางทั่วประเทศ โดยผลการศึกษาพบว่า แม้จะมีการแจกจ่ายซิมการ์ดอินเทอร์เน็ตฟรีในวงกว้าง แต่มีนักเรียนเพียงบางส่วนเท่านั้นที่ลงทะเบียนขอรับซิม และในกลุ่มผู้ที่ได้รับซิม ก็มีเพียงบางส่วนที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง

ข้อค้นพบดังกล่าวนำไปสู่บทเรียนสำคัญสำหรับการพัฒนา AI เพื่อการศึกษาว่า การให้เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง หากขาดการพัฒนาทักษะดิจิทัล ระบบสนับสนุน และแรงจูงใจในการเรียนรู้ที่เหมาะสม เช่นเดียวกับการพัฒนา AI สำหรับผู้เรียนกลุ่มเปราะบาง ที่จำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยเชิงพฤติกรรมและบริบททางสังคมที่ส่งผลต่อการยอมรับและใช้งานเทคโนโลยี

ในช่วงท้าย ผศ.ดร.สหวรัชญ์ ได้เปิดเผยถึงความร่วมมือระหว่าง กสศ. โดยสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กับ Media Lab แห่งสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) และ KASIKORN Business-Technology Group (KBTG) ในการพัฒนาโครงการ AI-based Goal Coach ซึ่งใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ช่วยนักเรียนกลุ่มเปราะบางตั้งเป้าหมายที่ท้าทายแต่เป็นไปได้ พร้อมแผนปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม

โครงการดังกล่าวตั้งอยู่บนแนวคิดการทำให้ AI เป็นมากกว่าเพียงผู้ช่วย ภายใต้กรอบแนวคิด AI เพื่อความเจริญงอกงามของมนุษย์ (AI for Human Flourishing) ซึ่งประกอบด้วยการพัฒนาและสนับสนุน 3 องค์ประกอบสำคัญ (3W) ได้แก่ ปัญญา (Wisdom) ความใฝ่รู้ (Wonder) และสุขภาวะ (Wellbeing) โดยมุ่งแก้ไขความท้าทายในการพัฒนา growth mindset ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของนักเรียนว่าจะศึกษาต่อหรือออกจากระบบการศึกษา

โครงการนี้จะช่วยให้นักเรียนที่มองเห็นโอกาสในชีวิต สามารถจินตนาการถึงโลกที่กว้างขึ้น และตัดสินใจเกี่ยวกับการศึกษาและอาชีพบนฐานข้อมูลสำคัญ 3 แหล่ง ได้แก่ ข้อมูลสถิติความเสี่ยงของนักเรียนจาก OBEC CARE, ข้อมูลชุมชนจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และข้อมูลทุนการศึกษาจากแพลตฟอร์ม “ส่องทางทุน” เพื่อสร้างคำแนะนำที่เหมาะสมกับบริบทของผู้เรียนแต่ละคน ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนา และจะเริ่มทดลองนำร่องกับนักเรียนด้อยโอกาสในปี 2569 ก่อนขยายผลผ่านเครือข่ายของ กสศ. ต่อไป