การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้มีอนาคตหน้าที่การงานที่ดี แม้เศรษฐกิจจะยังไม่ฟื้นตัว

ไม่ต้องรอเศรษฐกิจรุ่ง
เพราะการศึกษาที่ดีจะช่วยให้รอด

ในยุคที่เศรษฐกิจกำลังรอการฟื้นตัวหลายครอบครัวมีรายได้น้อยกว่ารายจ่าย โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรที่กำลังประสบปัญหาพืชผลการเกษตรตกต่ำ แถมค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมีแต่สูงขึ้น 

เสียงสะท้อนจากหลายพื้นที่พบว่าข้อจำกัดทางเศรษฐกิจนี้กำลังลุกลามทำให้บางครอบครัวต้องยอมเสียสละให้บุตรหลานออกจากโรงเรียนมาช่วยงานเพื่อแบ่งเบาภาระที่บ้านอีกทางหนึ่ง 

ไม่เว้นแม้แต่ในพื้นที่ ต.บาละ อ.กาบัง จ.ยะลา ซึ่งเด็กนักเรียนจำนวนไม่น้อยที่ต้องออกจากระบบการศึกษา เพื่อไปรับจ้างทำงานในกรุงเทพฯ บางคนไปเป็นยาม บางคนไปทำงานร้านอาหาร และมีจำนวนหนึ่งที่เดินทางออกไปทำงานที่ประเทศมาเลเซีย 

เรื่องนี้ “ครูสุเทพ เท่งประกิจ” ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ปี 2562  จากโรงเรียนบ้านคลองน้ำใสในพื้นที่เดียวกัน ได้เล่าถึงปัญหาของชุมชนว่าเด็กในโรงเรียนส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจน ผู้ปกครองมีอาชีพกรีดยาง ที่ดินก็ไม่มีเอกสารสิทธิ์  และตอนนี้ราคายางตกลงมาเหลือแค่ 4 กิโลกรัม 100 บาท ทำให้เด็กหลายคนแม้จะอยากเรียนต่อแต่ก็ต้องหยุดเรียนเพื่อออกไปช่วยที่บ้านทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัว แต่ก็พยายามติดตามตัวให้กลับมาเรียนหนังสือตามปกติ

 

ครูสุเทพ เท่งประกิจ ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ปี 2562
จากโรงเรียนบ้านคลองน้ำใส
พลิกวิกฤต ให้เป็นโอกาส

หนึ่งในทางออกที่ครูในโรงเรียนพยายามหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกันคือการจัด “โครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้และสร้างแกนนำเพื่อการพัฒนาทักษะอาชีพสู่การมีงานทำ” สร้างรายได้ระหว่างเรียนให้กับเด็กนักเรียน ตามความถนัดและความสนใจของแต่ละคน ทั้ง ​ตัดเย็บเสื้อผ้า ช่างเชื่อม ช่างไม้ เกษตรกรรม งานประดิษฐ์ ทำอาหาร ฯลฯ 

ซึ่ง กสศ. ได้เข้ามาเป็น “ลมใต้ปีก” ในการให้เงินทุนสนับสนุนโครงการนี้ ซึ่งมีทั้งหมด 93 โครงการกระจายใน 4 ภูมิภาคของประเทศ ในลักษณะโครงการที่แตกต่างกันตามความเหมาะสม เช่น การเรียนการสอน พัฒนาผู้เรียน ทักษะอาชีพ รายได้เสริม ศิลปะ วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ดูแลนักเรียน และการเรียนร่วม ศึกษาพิเศษ ภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความรู้และเตรียมความพร้อมให้เด็กได้มีประสบการณ์ทางการศึกษาในด้านต่างๆ สร้างแกนนำเด็กรุ่นใหม่ที่จะถ่ายทอดประสบการณ์จากรุ่นสู่รุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน มีงานทำหลังจบการศึกษา และการพัฒนาระบบการดูแลเด็กด้อยโอกาสเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา

และด้วยการสนับสนุนจากโครงการนี้ ทำให้โรงเรียนสามารถนำไปจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ ทั้งจักรเย็บผ้า ตู้เชื่อม เครื่องตัดเหล็ก เครื่องตัดไม้ กบไฟฟ้า หินเจียร มาใช้ประกอบการฝึกทักษะ

ครูสุเทพ เล่าให้ฟังว่า ​โครงการนี้เป็นการนำประสบการณ์ตรงในอดีตที่ครูเคยส่งเสียตัวเองเรียนจากการรับจ้างทำงานต่างๆ ตั้งแต่ กวนปูน ก่ออิฐ ฉาบปูน เป็นช่างไม้ ทำให้มีทั้งรายได้และทักษะอาชีพติดตัวมาจนถึงปัจจุบัน และทำให้สามารถใช้รายได้จากงานตรงนั้นมาเป็นค่าใช้จ่ายและค่าเล่าเรียนจนมีทุกวันนี้ 

 

บทเรียนจริงที่ต้องเอามาใช้จริง

 

โครงการฝึกทักษะชีพ จะเป็นการฝึกลงมือทำจริง และมีรายได้แบ่งให้นักเรียนจริง เช่น การตัดเย็บเสื้อผ้า​ก็เริ่มจากงานง่ายๆ การตัดเย็บผ้าคลุมผม ผ้าพันคอลูกเสือ ซึ่งเด็กๆ ก็ต้องใช้กันอยู่แล้วน่าจะตัดเย็บใช้เอง ไปจนถึงกระเป๋าผ้าที่มีการรณรงค์ไม่ให้ใช้ถุงพลาสติก  ส่วนช่างเชื่อมปัจจุบันเด็กๆ สามารถผลิตชั้นวางรองเท้า โต๊ะ โกลฟุตบอลรูหนูใช้เองได้แล้ว เริ่มมีคนมาจ้างให้ผลิตของใช้ต่างๆ หรือช่างไม้ก็เริ่มสอนให้เด็กรู้จัก​ไปหาของที่มีอยู่ตามธรรมชาติ มาออกแบบ

“ทั้งหมดเด็กจะได้ฝึกทักษะการวางแผนพรุ่งนี้จะทำอะไร ต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง  ได้ทั้งการคำนวณว่าซื้อผ้ามาหนึ่งโหลกี่บาท ตัดได้กี่ชิ้น ตรงนี้จะฝึกให้เขาได้รู้กระบวนการคิดต้นทุนการผลิต ซึ่งไม่ได้มีสอนในตำราเรียน และสุดท้ายรายได้ก็จะย้อนกลับมาหาเขาเอง” ครูสุเทพกล่าว 

 

 

แม้เศรษฐกิจจะไม่ดี แต่การศึกษาถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้มีอนาคตหน้าที่การงานที่ดี ดังนั้นสิ่งที่จะต้องปลูกฝังเด็กนักเรียนคือแนวคิดที่เราจะสอนเขา

 

“น้องบิ๊ก – ซูฟัร แลฮา” นักเรียนชั้น ม.3 ของโรงเรียน เล่าให้ฟังระหว่างเชื่อมเหล็กสร้างกรงนก ว่า ชอบงานด้านช่างเชื่อม โดยเริ่มเรียนตั้งแต่การออกแบบ การวัด การตัด จนถึงการเชื่อม​ ซึ่งช่วงเริ่มต้นอาจลำบากหน่อย เช่น แช่นานไปก็เหล็กทะลุ หรือเร็วไปก็เหล็กก็ไม่ติดกันต้องลองทำไปเรื่อยๆ ทุกวันนี้ชำนาญมากขึ้น มีคนมาจ้างต่อกรงนกและกำลังจะทำไซดักปลาที่ออกแบบเอง เมื่อมีรายได้ก็เอาไปซื้ออุปกรณ์การเรียนไม่ต้องรบกวนที่บ้าน   

ไม่ต่างจาก  อิบรอเหม อาบู”  นักเรียน ชั้นเดียวกันจากที่เคยลองทำราวตากผ้าใช้เอง ตอนนี้มีครูในโรงเรียนสนใจสั่งให้ทำให้หลายชุดแล้ว และก่อนหน้านี้เคยทำชุดขาตั้งขวดน้ำขายไปได้หลายชุด งานตรงนี้เป็นเรื่องสนุก ได้เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ และช่วยให้มีรายได้  ซึ่งตั้งใจจะเก็บรายได้ไว้เป็นทุนการศึกษาในอนาคต

 

เรียนหนักงานเบา เรียนเบางานหนัก

ครูสุเทพ  อธิบายเพิ่มว่า แม้เศรษฐกิจจะยังไม่ฟื้นตัว แต่การศึกษาถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้มีอนาคตหน้าที่การงานที่ดี ดังนั้นสิ่งที่จะต้องปลูกฝังเด็กนักเรียนคือแนวคิดที่เราจะสอนเขาว่า “หากเรียนหนักงานเบา เรียนเบางานหนัก”  

เช่น เคยให้ลูกศิษย์ช่วยกันวิเคราะห์ว่า “หากลูก จบ ป. 4 จะทำอาชีพอะไรได้บ้าง?” เด็กๆ ก็จะบอกว่าเป็นพวกการเกษตร ตัดยาง เลี้ยงวัวควาย แต่งานที่ก้าวหน้าขึ้นมาอย่างผู้ใหญ่บ้านก็เป็นไม่ได้ หรือจบ ม.3 ม.6 แล้วเป็นอะไรได้บ้าง? ตรงนี้ทำให้เด็กเขาเห็นอนาคตตัวเองว่าหากอยากสบายในอนาคตก็ต้องตั้งใจในชั้นสูงขึ้นไป​

เมื่อเด็กมีเป้าหมายตั้งใจที่จะเรียนให้สูงๆ แล้ว จากนี้ก็เป็นเรื่องที่เราต้องช่วยพัฒนาทักษะอาชีพให้เขามีงาน มีรายได้พิเศษพอจะเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและค่าเล่าเรียนในอนาคต

 

“ปัจจุบัน มีนักเรียนหลายคนที่ตอนนี้สามารถช่วยงานรับเหมาก่อสร้าง เช่น การสร้างอาคารในโรงเรียนที่เด็กๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการก่อสร้าง ที่ทำให้นักเรียนได้เรียนรู้จากของจริง ก่ออิฐ ฉาบปูน เราก็ภูมิใจว่าเขาสามารถทำงานตรงนี้ได้ เมื่อมีวิชาความรู้ตรงนี้ก็จะมีรายได้ บางคนจะได้ใช้เป็นทุนไปเรียนต่อ บางคนหากไม่ได้เรียนต่อก็สามารถนำไปประกอบอาชีพในอนาคตได้  

จะเห็นว่าเด็กส่วนใหญ่ที่จบ ม.3 จากโรงเรียนบ้านคลองน้ำใสไปเกือบทั้งหมดก็จะเรียนต่อ บางคนไม่มีเงินก็ต้องไปรับจ้างกรีดยาง ทำงานร้านอาหาร หลายคนทำงานพิเศษ จนสามารถเรียนต่อ ม. 6 เข้ามหาวิทยาลัยทักษิณได้ ทั้งหมดเป็นสิ่งที่เราต้องแนะนำสร้างโอกาส ซึ่งโรงเรียนอื่นก็สามารถทำโครงการคล้ายกันนี้ได้ โดยดูตามความถนัด ความสนใจและบริบทของพื้นที่ตัวเอง” ครูสุเทพกล่าวทิ้งท้าย

 

ร่วมสร้างโอกาสทางการศึกษา
กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)
www.eef.or.th/donate/
ธนาคารกรุงไทย สาขาซอยอารีย์
เลขที่ : 172-0-30021-6
บัญชี : กสศ.มาตรา 6(6) – เงินบริจาค

Back To Top