การปิดโรงเรียนส่งผลต่ออารมณ์ของเด็ก #COVID-19

โดย : OLIVER FRANKLIN-WALLIS
แปลและเรียบเรียง : กมลกานต์ โกศลกาญจน์

ผลกระทบจาก COVID-19
เมื่อการปิดโรงเรียนนั้นส่งผลต่ออารมณ์ของเด็ก

จากเหตุการณ์ COVID-19 เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าการปิดโรงเรียนเป็นระยะเวลาหลายเดือนส่งผลโดยตรงในเรื่องหลักสูตรการเรียนของเด็ก การสอบเข้ามหาวิทยาลัย การส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ในเด็กเล็ก โดยต้องไม่ลืมว่าส่งผลโดยอ้อมต่อสุขภาพจิตและความแปรปรวนทางอารมณ์อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงด้วยเช่นกัน

เพราะไม่ใช่แค่ความไม่สามารถในการรับมือกับเหตุการณ์โรคระบาดที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ปัจจัยอื่นๆ อย่างการขาดแคลนอาหาร การแยกตัวจากสังคม พ่อแม่บางครอบครัวที่ต้องตกงานและขาดรายได้ การระบาดของไวรัสโคโรน่าได้เป็นจุดทำให้เกิดความไม่เสถียรของระบบสังคม จึงไม่ใช่แค่เรื่องทางกายภาพเท่านั้นที่เราควรคำนึงถึง แต่เป็นเรื่องของสภาพจิตใจและความรู้สึก เป็นผลต่อเนื่องทำให้เกิดความบอบช้ำที่ส่งผลในระยะยาว

การปิดโรงเรียนอย่างยาวนานนั้นส่งผลต่อเด็กๆ อย่างไร? สัญญาณเริ่มต้นที่สังเกตได้ง่ายๆ ก็คือมีกำลังใจน้อยลง ผลการศึกษาเด็กที่ได้รับผลจากภัยพิบัติอย่างเช่น พายุ แผ่นดินไหว หรือโรคระบาด ได้ระบุว่าหายนะต่างๆ ส่งผลเสียอย่างรุนแรงต่อประสิทธิภาพในการเรียนและสุขภาพจิตของเด็กๆ ลิซ่า กิบบส์ (Lisa Gibbs) ผู้อำนวยการโปรแกรม Jack Brockhoff Child Health and Wellbeing แห่งมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น หน่วยงานวิจัยเรื่องนี้ได้กล่าวว่า “สิ่งที่เราค้นพบคือลักษณะเฉพาะของความอันตรายด้านสุขภาพจิตของเด็กๆ นั้นสำคัญมาก จึงกลายมาเป็นจุดเริ่มของการสร้างประสบการณ์ในการฟื้นฟูสภาพจิตใจ”

ตัวอย่างวิจัยที่ลิซ่าทำคือ การศึกษาผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ไฟป่า Black Saturday ที่ออสเตรเลียเมื่อปี 2009 โดยพบว่าเด็กจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบนั้นมีประสิทธิภาพในการเรียนแย่ลงอย่างมาก เมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมชั้นจากพื้นที่อื่น ประเมินจากผลสอบความสามารถในการอ่านเขียนและแบบทดสอบคำนวณ “เหตุการณ์นั้นได้สร้างความเจ็บปวดที่สำคัญและความสูญเสียที่ยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องในพื้นที่ โดยขยายช่วงเวลาของการเรียนหรือการปิดโรงเรียนไปได้ส่งผลในเชิงลบ เมื่อเด็กๆ ต้องกลับไปเรียนตามเดิม พบว่าพวกเขามีความสามารถในการเรียนรู้ที่ลดลง พวกเขาไม่อาจเรียนได้ทันตามหนังสือหรือหลักสูตร คุณจะเห็นได้เลยว่า การปิดโรงเรียนไปนั้นส่งผลต่อเนื่องเรื่องทักษะการเรียนรู้ไปทั้งชีวิต”

“เมื่อนักเรียนไม่ได้ไปโรงเรียน พวกเขาจะไม่ได้เรียนรู้อะไรมากเท่าที่ควร ยิ่งไม่ได้ไปโรงเรียนนานเท่าไหร่ ก็ยิ่งไม่ได้เรียนรู้นานขึ้นเท่านั้น” แซม ซิมส์ (Sam Sims) นักวิจัยแห่ง UCL Institute Of Education

ในช่วงเหตุการณ์โรคระบาด หลายโรงเรียนได้ปรับมาเรียนเป็นแบบออนไลน์ ซึ่งคุณครูต้องสอนทางไกลผ่านช่องทางต่างๆ อย่างเช่น Google Classroom หรือเปิดคลิปวิดีโอจาก Youtube หรือสอนผ่าน Zoom แต่ผลที่เกิดขึ้นคือการปรับไปสู่การเรียนออนไลน์ก็ดูเหมือนว่าจะให้ผลลัพธ์ที่แย่ลง โดยเฉพาะเด็กจากครอบครัวที่มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจไม่ดีนัก ก็ยิ่งให้ผลระยะยาวที่แย่ไปกันใหญ่

“ข้อมูลบางแห่งระบุว่า 55% ของคุณครูในพื้นที่ด้อยพัฒนานั้นรู้สึกเหมือนว่าเด็กนักเรียนได้เรียนออนไลน์ด้วยเวลาน้อยกว่า 1 ชั่วโมงต่อวัน” กล่าวโดยลอร์ร่า แมคอินเนอร์เนย์ (Laura McInerney) ผู้ร่วมก่อตั้ง Teacher Tapp

แน่นอนว่าโรงเรียนเอกชนหลายแห่งใช้เครื่องมือการสอนออนไลน์ในช่วงเหตุการณ์ COVID-19 นักเรียนที่มีฐานะดีก็มีอุปกรณ์เป็นของตัวเอง ที่บ้านติดตั้งเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และสภาพพื้นที่พร้อมเรียน เด็กๆ ที่มีความพร้อมจากโรงเรียนเอกชนส่วนมากเกินครึ่งจึงมีมาตรฐานการเรียนที่แตกต่างจากเด็กโรงเรียนรัฐบาลที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเพียบพร้อมเช่นนี้เพียง 10% เท่านั้น

ในช่วงเวลานี้ โรงเรียนในหลายประเทศเริ่มกลับมาเปิดทำการอีกครั้ง อย่างเช่นประเทศจีน ฝรั่งเศส และเยอรมัน โดยรัฐบาลของประเทศเหล่านี้มาพร้อมกับความหวังว่าจะปรับแผนการกลับมาเปิดโรงเรียนเป็นปกติในวันที่ 1 มิถุนายน ที่ต้องปฏิบัติตามเกณฑ์การป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคอย่างเคร่งครัด สำหรับในหลายประเทศอื่นๆ อย่างอิตาลี โปรตุเกส นิวยอร์กหรือแคลิฟอร์เนีย ยังคงยืนยันที่จะปิดโรงเรียนเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือนจนกว่าจะถึงเดือนกันยายน

 

ความธรรมดาใหม่ของห้องเรียนที่เปลี่ยนไป

ตัวอย่างโรงเรียนจากประเทศเดนมาร์ก ที่กลับมาเปิดเรียนอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน โดยปฏิบัติตามคำแนะนำจากกระทรวงสาธารณสุขเดนมาร์กอย่างเคร่งครัด ถือเป็นหนึ่งในโรงเรียนต้นแบบสำหรับโรงเรียนอื่นๆ ทั่วโลก

เริ่มที่การเข้าใจเรื่องสภาพแวดล้อมของการเรียนรู้นั้นจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากที่เด็กๆ จะมีส่วนร่วมกันเป็นกลุ่มหรือช่วยกันทำโปรเจ็กต์ต่างๆ ร่วมกัน มาเป็นรูปแบบของนั่งโต๊ะแยกระหว่างกันสองเมตร สิ่งแรกที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอนคือความจำเป็นต้องมีครูจำนวนมากขึ้น สอนด้วยรูปแบบการสอนที่เปลี่ยนไป โดยที่ยังมุ่งสู่เป้าหมายในการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของเด็กให้เต็มศักยภาพท่ามกลางเงื่อนไขใหม่นี้ได้อยู่เสมอ

เด็กนักเรียนจะต้องเรียนแบบพึ่งพาตัวเองเป็นสำคัญ ไม่อาจจะแบ่งปันสิ่งของต่างๆ ได้เหมือนอย่างที่เคย โดยจะต้องเตรียมตัวนำทุกอย่างมาด้วยตัวเอง ทั้งขวดน้ำ ดินสอ ปากกา หรือสื่อการเรียนรู้ต่างๆ การแบ่งใช้ร่วมกับเพื่อนๆ ในห้องนั้นจะไม่ใช่สิ่งที่จะเป็นได้อีกต่อไป คุณครูเองจะไม่อาจเก็บหนังสือแบบฝึกหัดได้ โดยจะต้องให้เด็กๆ วางหนังสือไว้บนโต๊ะในช่วงพักเที่ยงหรือช่วงพักเล่น โดยคุณครูเองจะต้องเขียนฟีดแบ็คการบ้านแปะไว้ในหนังสือของเด็กแต่ละคน

สิ่งของที่ใช้งานร่วมกันจะต้องได้รับการทำความสะอาดทั้งก่อนและหลังการใช้งาน พื้นที่ในห้องเรียนจะต้องทำความสะอาดทุกซอกทุกผิวสัมผัส ทั้งโต๊ะเรียน ที่จับประตู และห้องน้ำ 2 ครั้ง/วัน

ในขณะที่โรงเรียนปรับรูปแบบของสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ใหม่ เด็กๆ ก็ได้เรียนรู้ และค่อยๆ เพิ่มทักษะในการพึ่งพาตัวเองมากขึ้น แม้จะว่าต้องอาศัยการเคลื่อนที่ไปพร้อมกัน สร้างโอกาสในการเลือก และทางแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ แต่ก็พบว่าสภาพแวดล้อมใหม่นั้นเด็กๆ ได้ตอบรับเป็นอย่างดี

 

แล้วเราจะช่วยให้เด็กๆ รับมือกับความยากลำบากนี้ได้อย่างไร?

คำตอบคือการกำหนดเงื่อนไขเชิงสังคมที่ช่วยให้เด็กเข้าใจปัญหาได้ ด้วยการสร้างความรู้สึกปลอดภัย ความหวัง ความสงบ และความรู้สึกเชื่อมโยงกับคนในครอบครัวและคนรอบข้างได้อยู่เสมอ ลองดูตัวอย่างการฟื้นฟูสุขภาพจิตจากผลกระทบในเหตุการณ์เฮอริเคนแคทรีนาถล่มสหรัฐอเมริกา ด้วยการสร้างเสริมพลังและช่วยฟื้นฟู โรงเรียนในสหรัฐบางแห่งจัดการเปิดสวนให้เด็กๆ ได้กลับมาปลูกต้นไม้ เพราะเชื่อว่าพวกเขาต้องการความรู้สึกว่าสามารถจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าได้ และสร้างความรู้สึกร่วมกับรับมือสิ่งต่างๆ กับสมาชิกในครอบครัว ตัวอย่างนี้นำมาปรับใช้ในปัจจุบัน เราจึงได้เห็นข้อความให้กำลังใจที่เขียนไว้ตรงฟุตบาท หรืองานประดิษฐ์สายรุ้งที่บานหน้าต่าง ที่ทำให้แม้แต่เด็กเล็กก็ยังรู้ได้เลยว่าความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ กำลังเกิดในชุมชนของพวกเขา

ที่สำคัญเลยคือรัฐบาลจะต้องมีแผนรองรับหลังวิกฤตจากไวรัสโคโรน่า โดยลิซ่าเองแนะนำว่าแผนฟื้นฟูนั้นต้องมีระยะเวลาอย่างน้อย 5 ปีหรือมากกว่า โดยต้องไม่ลืมเน้นการสื่อสารถึงความหวัง และจำไว้เสมอว่า ท่ามกลางความเลวร้ายทีเกิดขึ้น เด็กๆ มีความสามารถในการฟื้นฟูจากหายนะเหล่านั้น ชีวิตพวกเขาดำเนินต่อไป กลับมาเป็นปกติและใช้ชีวิตด้วยความสุขอีกครั้ง

 

ที่มา : This is how the school shutdown will affect children for many years

 

Back To Top