กสศ.จัดเวทีสะท้อนเสียงโรงเรียนชายขอบ

รร.ห่างไกล บนเกาะ – ภูเขาสูง กังวล ไร้ไฟฟ้า สัญญาณเนต อาจไม่พร้อมต่อการเรียนผ่านระบบออนไลน์ แนะทำสื่อเรียนรู้แบบออฟไลน์ให้ครูสอนเด็กๆ ถึงหมู่บ้าน

กองทุนเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดเสวนาผ่านเพจเฟซบุ๊ก กสศ. ในหัวข้อ “ผลกระทบของ COVID-19 ต่อการศึกษาไทย ภาพรวมและเสียงสะท้อนจากโรงเรียนชายขอบ”​ โดยดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ. ​ระบุว่า ​จากงานวิจัยของ OECD ที่ศึกษาผลกระทบของนักเรียนในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 พบว่า เด็กนักเรียนยากจนที่สุดมีเพียง 57% ที่เข้าถึงสัญญาณอินเตอร์เน็ต อาจเพราะไม่มีเงินสำหรับสมัครสมาชิกหรืออยู่ในบริเวณห่างไกลกว่าที่จะมีสัญญาณเข้าถึง สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงอาจเกิดการเสียเปรียบในการเข้าถึงการเรียนรู้ของนักเรียนยากจนที่สุดได้  โดยหลายประเทศใช้การจัดสรรอุปกรณ์ Wi-fi แบบพกพาให้กับนักเรียนที่บ้านไม่สามารถเข้าถึงสัญญาณอินเทอร์เน็ตได้ หรือจัดสรรงบประมาณเพื่อให้ครัวเรือนยากจนมีเงินในการสมัครบริการอินเทอร์เน็ต เป็นต้น หากต้องการเผยแพร่ข้อมูลทางการศึกษาแบบทางไกลในประเทศไทย สื่อเช่น โทรทัศน์ หรือโทรศัพท์สมาร์ทโฟน อาจจะเป็นอีกช่องทางที่สามารถเข้าถึงเด็กจำนวนมากได้ เพราะมีต้นทุนที่ต่ำและยุ่งยากน้อย ประเทศส่วนใหญ่เด็กนักเรียนจะสามารถเข้าถึงโทรศัพท์สมาร์ทโฟนมากที่สุด รวมถึงโทรทัศน์ที่มักจะต้องมีในทุกบ้าน  แต่ไม่ว่าจะใช้วิธีการแบบใดก็ตามในการเรียนการสอนช่วงวิกฤต COVID-19 สิ่งที่สำคัญคือ การเลือกให้เหมาะสมกับบริบทและความพร้อมของผู้เรียนและผู้สอน ซึ่งจะเป็นคนที่รู้ดีที่สุด

ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษา
สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ.

นายศุภโชค ปิยะสันติ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ที่ปรึกษาเครือข่ายชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร โรงเรียนพื้นที่เกาะ กล่าวว่า นักเรียนของโรงเรียนส่วนหนึ่งเป็นชนเผ่าผู้ปกครองไม่สามารถอบรมบุตรหลานหรือสอนการบ้านได้ อีกทั้งการจเรียนออนไลน์ยังมีปัญหาเพราะเด็กที่มีความพร้อมมีเพียงแค่ 20% ซึ่งเวลานี้สิ่งสำคัญคือการเตรียมการรับมือช่วงเปิดเทอมตั้งแต่ตอนนี้จะรอเดือน ก.ค.คงไม่ทันการณ์ ต้องออกแบบการสอนใหม่เกือบทั้งหมด ทั้งจำแนกเด็กที่จะเรียนออนไลน์ ทีวีทางไกล โดยวิธีการควรยืดหยุ่นซึ่งแต่ละโรงเรียนต้องวางแผนให้เหมาะกับบริบทของตัวเอง

อย่างไรก็ตาม โรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี อาจจะเป็นโรงเรียนกึ่งกลางคือบางส่วนใช้ออนไลน์ได้ เรียนโทรทัศน์ทางไกลได้ แต่มีกลุ่มยากจนที่ต้องการสื่อการเรียนออฟไลน์ ซึ่งอาจจัดแบบคละชั้นเรียน เป็นกลุ่มหมู่บ้าน หรือในส่วนที่อยู่ใกล้โรงเรียนสามารถมาเรียนได้ 2-3 วัน โดยควบคุมไม่ให้เกิดการแพร่ระบาด เช่น การจำกัดจำนวนนักเรียน หรือจำกัดเวลา

นายศุภโชค ปิยะสันติ์
ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี

นายสยาม เรืองสุกใส ผู้อำนวยการโรงเรียนล่องแพวิทยา อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน เครือข่ายชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร โรงเรียนพื้นที่เกาะ กล่าวว่า โรงเรียนล่องแพวิทยามีบริบทพื้นที่แตกต่างจากโรงเรียนอื่นในประเทศไทยนักเรียนส่วนใหญ่เป็นกะเหรี่ยง​ จากนักเรียน 734 คน เป็นนักเรียนยากจนพิเศษ 500 คน เด็กเหล่านี้แตกต่างจากเด็กในพื้นที่ตัวเมืองเพราะไม่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ต ไม่มีแม้แต่ไฟฟ้าใช้ ผู้ปกครองไม่มีเงินซื้อสมาร์โฟน ทำให้ไม่สามารถเรียนออนไลน์ได้ และเป็นเด็กชาติพันธุ์ ที่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สองที่สาม ทั้งหมดย่อมทำให้ได้รับผลกระทบจากการปิดภาคเรียนที่ยาวขึ้นมากกว่าเด็กในพื้นที่อื่น ดังนั้นนโยบายการจัดการศึกษาในลักษณะพื้นที่พิเศษจะมองแบบเรียนออนไลน์อย่างเดียวไม่ได้ ต้องมองแบบออฟไลน์ด้วย

นายสยาม กล่าวว่า การเรียนการสอนอาจต้องเตรียมเอกสาร สื่อ อุปกรณ์ ส่งครูไปในพื้นที่หมู่บ้านและนัดกันจัดเป็นคลาสเล็กๆ  คละชั้นเรียนพบกันเป็นครั้ง สัปดาห์นี้ไปหมู่บ้าน ก.​ ข. ค. ง.​ สลับกันไป ต้องเริ่มวางแผนเลย ไม่สามารถรอจนถึง 1 ก.ค. แล้วค่อยวางแผนได้ เพราะจะเตรียมตัวไม่ทัน ต้องเริ่มเตรียมจัดวางตัวบุคลากร จัดตารางสอนว่าใครจะไปบ้านไหน ต้องออกแบบการจัดการเรียนรู้ใหม่

นายสยาม เรืองสุกใส
ผู้อำนวยการโรงเรียนล่องแพวิทยา

ทั้งนี้ ทั่วประเทศมีโรงเรียนลักษณะคล้ายกันนี้คือเป็นโรงเรียนบนพื้นที่สูง 1,190 แห่ง และเป็นโรงเรียนที่อยู่บนเกาะ 123 แห่ง ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะต้องเริ่มมองมองไปที่การจัดทำสื่อออฟไลน์ด้วย ​เพราะมีหลายพื้นที่ไม่มีไฟฟ้าเข้าถึง ไม่มีอินเตอร์เน็ต ผู้บริหารระดับนโยบายจะต้องมีการสร้างความชัดเจน และผ่อนคลายวางแผนวิธีการบริหารจัดการอย่างไรให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

ผอ.โรงเรียนล่องแพวิทยา กล่าวว่า การเปิดเทอมในช่วง 1 ก.ค.​เริ่มเข้าหน้าฝนการเดินทางก็จะลำบากขึ้น เพราะพื้นที่เป็นเทือกเขาสูง บางคนเด็กต้องเดินเท้าเป็นวันและมาพักนอนอยู่ที่โรงเรียน ดังนั้นหากให้ครูต้องออกไปสอนตามหมู่บ้านก็อาจต้องมีค่าพาหนะตอบแทนเพิ่มเติม ในอดีตเคยมีครูหลังม้าที่ขนอุปกรณ์ สื่อการสอน เทปคลาสเซ็ทไปเปิดการเรียนการสอนตามหมู่บ้านคละชั้นเรียน สั่งงาน สี่ห้าวันแล้วจัดการสอนหมุนวนไปเป็นกลุ่มย่อย

Back To Top