สหรัฐฯ ป่วน ครู-นักเรียนอเมริกัน ไม่พร้อมเรียนออนไลน์

แปลและเรียบเรียง : นงลักษณ์ อัจนปัญญา

 

ไม่เพียงแต่ไทยเท่านั้นที่ประสบปัญหาความไม่พร้อมในหลายด้านสำหรับระบบการศึกษาออนไลน์ เพราะ แม้แต่ในสหรัฐอเมริกา ประเทศที่ได้รับการยอมรับว่ามีระบบการศึกษาที่มีประสิทธิภาพและได้มาตรฐานลำดับต้นๆ ของโลกก็ประสบกับปํญหาความไม่พร้อมในการเรียนออนไลน์เช่นกัน 

และความไม่พร้อมที่ว่านี้ ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ค่อนข้างมีอยู่มากในสังคมอเมริกันด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ สำนักข่าววีโอเอ ของสหรัฐฯ รายงานว่า ทันทีทึ่รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศใช้มาตรการล็อคดาวน์ โรงเรียนรัฐและเอกชนมากกว่า 118,000 แห่งทั่วประเทศต่างปิดตัวลงอย่างกระทันหัน กระทบต่อเด็กนักเรียนในสหรัฐฯ มากกว่า 53 ล้านคน

หากมองในแง่ดี วิกฤติที่เกิดขึ้น กลายเป็นโอกาสสำคัญที่แวดวงการศึกษาของประเทศจะได้รับการผลักดันอย่างก้าวกระโดดในเรื่องของการเรียนการสอนทางไกล หรือที่เรียกว่า การสร้างห้องเรียนเสมือนจริงบนโลกออนไลน์

อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งกลับเตือนว่า ไม่อาจมองโลกในแง่ดีจนเกินไป เพราะ เหล่าครูอาจารย์ส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่เคยผ่านการฝึกอบรมทักษะการสอนออนไลน์มาอย่างจริงจัง แถมนักเรียนส่วนใหญ่เองก็ใช่ว่าจะมีอุปกรณ์พร้อมสำหรับการเรียนการสอนออนไลน์

ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงเวลาปรับเปลี่ยนที่กระทันหันและกระชั้นชิดเช่นนี้ การเปลี่ยนไปเรียนออนไลน์มีแนวโน้มจะกลายเป็นภาวะตึงเครียดและกดดันให้แก่ทั้งครูกับนักเรียนได้เป็นอย่างดี 

และที่สำคัญ ความไม่พร้อมที่สำคัญที่สุดก็คือ ครอบครัวชาวอเมริกันหลายล้านคนยังไม่สามารถเข้าถึงสัญญาณอินเทอร์เน็ตได้ ขณะที่อีกหลายล้านคน ไม่มีคอมพิวเตอร์หรือแล็ปท็อปใช้งาน

รายงานระบุว่า การที่มีโรคระบาดใหญ่ในครั้งนี้ ทำให้มีการทดลองเรียนทางไกลที่ไม่เคยวางแผนไว้ครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำหรับเด็กนักเรียนอเมริกันหลายล้านคนที่ไม่มีอินเตอร์เน็ตใช้ที่บ้าน 

โดยทั่วสหรัฐฯ เวลานี้ มีนักเรียนเกือบ 3 ล้านคนที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตใช้เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่สูง และนักเรียนที่ด้อยโอกาสส่วนใหญ่เป็นนักเรียนผิวสี ที่มาจากครอบครัวที่มีรายได้ต่ำหรือมาจากครอบครัวที่พ่อแม่ไม่ได้เรียนสูง

อุปสรรคข้างต้น ทำให้ขณะนี้เขตการศึกษาต่างๆ และรัฐบาลท้องถิ่นต่างเร่งพยายามหาทางช่วยเหลือเด็กนักเรียนเหล่านั้น ให้สามารถเรียนตามทันเพื่อนๆ

ยกตัวอย่างเช่น เขตการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ อย่าง ลอสแองเจลิส และนิวยอร์ก ต่างใช้จ่ายเงินหลายล้านดอลลาร์เพื่อจัดหาอุปกรณ์และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตให้แก่นักเรียน ส่วนเขตการศึกษาขนาดเล็กก็กำลังหาวิธีเพิ่มสัญญาณอินเตอร์เน็ตไร้สายในลานจอดรถของโรงเรียนและกระจายจุด Hot Spot ไปตามจุดต่างๆ เพื่อให้นักเรียนได้เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต

แต่ถึงกระนั้นหลายๆ เขตการศึกษาก็ยังคงยึดติดกับการให้การบ้านเป็นกระดาษและหนังสือ เนื่องจากปัญหาด้านความเท่าเทียมในเรื่องดิจิตัลนั้นยากเกินกว่าที่จะเอาชนะได้

Maura McInerney ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย ศูนย์กฎหมายการศึกษาซึ่งสนับสนุนนักเรียนที่ด้อยโอกาสกล่าวว่า สิ่งที่เรามองเห็นได้จากเรื่องนี้ก็คือช่องว่างของความสำเร็จทางการศึกษา เด็กนักเรียนที่อยู่ในเขตที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนเต็มที่ ก็สามารถปรับตัวให้เข้ากับการเรียนออนไลน์ได้ทันที เนื่องจากมีโครงสร้างพื้นฐานอยู่แล้ว ในทางตรงกันข้ามเขตที่ได้รับทุนสนับสนุนน้อย ไม่ได้มีทรัพยากรดิจิตัลทั้งหลาย อย่างเช่นการที่เด็กนักเรียนไม่มี Chromebooks ใช้ ก็ต้องดิ้นรนเพื่อที่จะตอบสนองความต้องการด้านการศึกษาของเด็กนักเรียน

ด้าน การวิเคราะห์ข้อมูลการสำรวจสำมะโนประชากรของสำนักข่าวเอพี พบว่า 51% ของครัวเรือนในเขต Fairfield รัฐ South Carolina ไม่มีอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงใช้ ขณะที่ ทั่วประเทศมีอัตรานี้อยู่ประมาณ 18%

J.R. Green ผู้อำนวยการโรงเรียนท่านหนึ่งกล่าวว่า มีพ่อแม่จำนวนมากไม่มีความพร้อมที่จะสอนหนังสือลูกๆ ที่บ้าน

Ryan Brown โฆษกการศึกษาของรัฐกล่าวว่า เขตการศึกษาต่างๆ ทั่วรัฐ South Carolina ได้ทำเรื่องขอรถบัสโดยสารติดตั้ง Wi-Fi หลายร้อยคันจากโครงการช่วยเหลือนักเรียนที่มาจากครอบครัวที่มีรายได้ต่ำ และที่อยู่ในเขตชนบท และว่าทางรัฐก็พร้อมที่จะให้บริการรถบัสได้หลายพันคัน 

โดยรถบัสที่ติดตั้งเราเตอร์ไว้ภายในตัวรถจะทำการส่งสัญญาณแบนด์วิดท์ที่แรงพอในพื้นที่ที่มีขนาดเท่าลานจอดรถขนาดเล็กเพื่อให้ผู้ปกครองสามารถขับรถพาเด็กๆ ไปเชื่อมต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ต โดยนั่งอยู่ในรถของตัวเองได้

กระนั้น การให้บริการจะรวดเร็วได้มากขึ้น หากผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตร่วมเสนอแพคเกจที่ราคาถูกและแบบที่ไม่มีค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน ซึ่งจะสามารถช่วยลดความต้องการรถบัสลงได้

ขณะนี้ Comcast บริษัทให้บริการอินเตอร์เน็ตได้เปิดตัวแพคเกจ “Internet Essentials” ในราคาเดือนละ 10 ดอลล่าร์สหรัฐ สำหรับครอบครัวที่มีรายได้น้อยและให้บริการฟรีสองเดือนสำหรับลูกค้ารายใหม่แล้ว

ส่วนเขตการศึกษาอีกหลายแห่ง ที่แม้จะไม่เห็นด้วยกับการเรียนออนไลน์ในช่วงที่ปิดโรงเรียน เนื่องจากมีนักเรียนมัธยมปลายเพียงครึ่งเท่านั้นมีแล็ปท็อปหรือแท็บเล็ตและมีอินเทอร์เน็ตใช้ที่บ้าน แต่ดูเหมือนว่าในขณะนี้โรงเรียนจะถูกปิดเป็นเวลานานกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้ทางเขตการศึกษา เช่น ใน Philadelphia ต้องเร่งซื้อ Chromebook จำนวน 50,000 เครื่องและเริ่มสอนหนังสือออนไลน์ตั้งแต่เมื่อช่วงกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา 

ด้านผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ต่อให้เร่งกระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ตให้ทั่วถึง แต่ก็ยังมีปัญหาติดขัดอยู่ที่การแบ่งใช้งานอินเทอร์เน็ตระหว่างตัวเด็กกับผู้ปกครอง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะกลายเป็นภาระหนักในเรื่องค่าใช้จ่ายของพ่อแม่ผู้ปกครองชาวอเมริกันให้มากขึ้น

ทั้งนี้ Lacheyle Moore หนึ่งในคุณแม่ต้องดูแลลูกๆ ในการเรียนออนไลน์กล่าวว่า ตนเองต้องพยายามจำกัดการใช้สัญญาณอินเตอร์เน็ตในมือถือของตัวเองเพื่อให้ลูกสาวได้ใช้อินเตอร์เน็ตในการทำการบ้าน รวมถึงต้องเพิ่มอินเตอร์เน็ตในโทรศัพท์ของตนเพื่อให้แน่ใจว่าลูกสาวได้ทำงานส่งครูทัน โดย Moore ทำงานเป็นพนักงานรับจ่ายเงิน เธอต้องเปลี่ยนตารางงานของเธอเพื่อที่จะได้สอนลูกสองคนทำการบ้านได้

นอกจากนี้ ต่อให้ทางเขตการศึกษาเร่งจัดซื้อจัดหาอุปกรณ์อย่างคอมพิวเตอร์แจกจ่ายให้นักเรียนในโรงเรียนของตนเองใช้ แต่ก็ยังไม่อาจเพียงพอต่อความต้องการของจำนวนนักเรียนได้อยู่ดี ซึ่งทางเขตการศึกษาบางเขตยังหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลกลาง โดยเฉพาะทุนสนับสนุนในเรื่องของอุปกรณ์และสัญญาณอินเทอร์เน็ตให้มากขึ้น อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อลดช่องว่างความไม่เท่าเทียมกันทางการศึกษาให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ในช่วงที่ต้องปิดโรงเรียนเลี่ยงการระบาดของไวรัสโควิด-19 เช่นนี้

 

ที่มา : VOA News
School Districts Take Unplanned Plunge Into Online Learning

Back To Top