โครงการจัดสรรเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข Conditional Cash Transfer

จัดสรรเงินอุดหนุนอย่างไร
ไม่ให้มีเด็กคนไหน ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แม้แต่คนเดียว

จากข้อมูลบัญชีรายจ่ายการศึกษาแห่งชาติ พบว่าในโรงเรียนหนึ่งจะมีนักเรียนที่มาจากครอบครัวยากจน เฉลี่ยรายได้ไม่ถึง 3,000 บาทต่อเดือนหรือไม่ถึง 30,600 บาทต่อปี ครอบครัวเหล่านี้จะต้องแบกรับรายจ่ายการศึกษา คิดเป็น 22% ของรายได้ สูงกว่าครัวเรือนที่มีฐานะร่ำรวยที่รับภาระเพียง 6% ของรายได้ หรือเฉลี่ยแล้วครัวเรือนยากจนรับภาระมากกว่าเกือบ 4 เท่า ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้เด็กกลุ่มนี้มีแนวโน้มออกจากโรงเรียนกลางคันหรือหลุดจากระบบการศึกษา คิดเป็นตัวเลขเฉลี่ยแล้วปีละกว่า 670,000 คน

ที่ผ่านมาประเทศไทยมีงบประมาณช่วยเหลือนักเรียนยากจน เรียกว่าเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานสำหรับนักเรียนยากจนในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งเป็นการจัดสรรความช่วยเหลือแบบเท่ากันทุกคน แต่ในความเป็นจริงนักเรียนแต่ละคนมีปัญหาและความต้องการที่แตกต่างกัน การช่วยเหลือลักษณะนี้จึงยังไม่ตรงจุด ทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้

กสศ. สพฐ. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้ทำการวิจัยจนได้ข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดสรรงบประมาณให้เป็นไปตามอุปสงค์ (Demand-side Financing) ตรงตามความต้องการของนักเรียนเป็นรายบุคคล ในบริบทพื้นที่ซึ่งแตกต่างกัน เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาและบรรเทาอุปสรรคการมาเรียน โดยเริ่มต้นก้าวแรกที่โรงเรียนในสังกัด สพฐ. กับโครงการเงินอุดหนุนช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษอย่างมีเงื่อนไขโดยให้ สพฐ. เป็นหน่วยผู้จัดการศึกษาแรกในประเทศที่ปฏิรูปกระบวนการจัดสรรงบประมาณเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาแก่นักเรียนยากจนที่สุดในระบบการศึกษา

การคัดกรองนักเรียนยากจนพิเศษ
กสศ.ใช้การประเมินจากข้อมูล 2 ประเภท ดังนี้

 

ประเภทที่ 1

ครอบครัวที่รายได้ไม่เกิน
3,000 บาท / คน / เดือน

ข้อมูลสถานะครัวเรือน 4 ด้านได้แก่

ครอบครัวมีภาระพึ่งพิง
เช่น มีคนพิการ มีคนชรา

สภาพที่อยู่อาศัยที่
ทรุดโทรมไม่มั่นคงปลอดภัย

ไม่มีรถยนต์

หากเป็นเกษตรกรต้องมี
ที่ดินทำกิน ไม่เกิน 1 ไร่

ประเภทที่ 2

 

7 ขั้นตอน
ก่อนจัดสรรเงินอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไข

1ครูลงพื้นที่เยี่ยมบ้านนักเรียน เพื่อบันทึกข้อมูลการคัดกรองผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ด้วยวิธีการวัดรายได้ทางอ้อม (Proxy Means Tests)
2ครูนำข้อมูลจากการคัดกรองของนักเรียนรายบุคคลให้เจ้าหน้าที่รัฐ “รับรองสถานะครัวเรือนของนักเรียน”
3กสศ. ประกาศรายชื่อ “นักเรียนทุนเสมอภาค” ที่ผ่านเกณฑ์การคัดกรองความยากจนตามวิธีการวัดรายได้ทางอ้อม (Proxy Means Tests) ผ่านระบบ CCT ของแต่ละสังกัด
4สถานศึกษาจัดให้มีการประชุมคณะกรรมการสถานศึกษา เพื่อรับรองผลการบันทึกข้อมูลนักเรียนทุนเสมอภาคของครูขั้นสุดท้าย และรับรองแผนกิจกรรมพัฒนานักเรียนทุนเสมอภาค ผ่านระบบคัดกรองของแต่ละสังกัด
5กสศ. จัดสรรเงินอุดหนุน เพื่อบันทึกข้อมูล การคัดกรองผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ด้วยวิธีการวัดรายได้ทางอ้อม (Proxy Mean Tests)
6สถานศึกษาบันทึกการมาเรียน – น้ำหนักส่วนสูงของนักเรียนทุนเสมอภาคตามเงื่อนไขการรับเงินอุดหนุนจาก กสศ.
7เขตพื้นที่การศึกษา กองการศึกษา กองกำกับลงพื้นที่สนับสนุน กำกับ ติดตามการเบิกจ่ายเงิน ผลการคัดกรองและติดตามการใช้เงินของโรงเรียน

สำรวจอย่างแม่นยำ
ยืนยันตัวตนอย่างชัดเจน

กสศ. ใช้ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (GIS) ไม่ว่าจะเป็นการยืนยัน
ด้วยพิกัดบ้าน ภาพถ่าย สภาพบ้านพร้อมรูปนักเรียนและสมาชิก
ในครอบครัว รวมทั้งพิกัดและเวลาในการลงนามรับรองของ
คณะกรรมการเพื่อให้มั่นใจว่าเด็กเหล่านั้นมีตัวตนจริงและอาศัยอยู่
ในบ้านที่มีสภาพดังกล่าวจริง ซึ่งถือเป็นหลักฐานทางกายภาพที่สำคัญในการประกอบการพิจารณา (Hard Evidence)

 

เงินอุดหนุน
นำไปใช้ทำอะไรบ้าง

ปัจจัยที่ทำให้นักเรียนยากจนหลุดจากระบบการศึกษา
ไม่มีค่าเดินทาง
การไม่ได้รับประทาน
อาหารเช้า/กลางวัน

กสศ. จึงจัดสรรเงินอุดหนุนเพื่อเป็น

ค่าอาหาร
ค่าเดินทาง
กิจกรรมพัฒนานักเรียนยากจนพิเศษ

“ เด็กทุกคนมีความฝัน แต่หลายคน
กลับไม่กล้าแม้แต่จะฝัน เพราะต้นทุนชีวิตน้อย
และขาดโอกาส “

Back To Top