จาก “ปฏิรูปการศึกษา” สู่ “การพัฒนาคนทั้งมวล” รำลึกมรดกแนวความคิด ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเวศ วะสี

จาก “ปฏิรูปการศึกษา” สู่ “การพัฒนาคนทั้งมวล” รำลึกมรดกแนวความคิด ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเวศ วะสี

ไม่นานมานี้สังคมไทยได้สูญเสียนักคิด นักปฏิรูปของไทย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประเวศ วะสี ที่ได้จากไปอย่างสงบ เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2569   

ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเวศ นับเป็นนักปฏิรูปการเรียนรู้ ที่สามารถถักทอความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยมุ่งโจทย์ที่การพัฒนา “คน” ได้อย่างลงตัว แปลงแนวความคิดสู่การลงมือทำ หนึ่งในนั้นคือมุมมองเรื่อง “การศึกษา” ไม่ใช่เรื่องของโรงเรียนเพียงอย่างเดียว แต่นับเป็นภารกิจร่วมกันของคนทั้งสังคม

ย้อนกลับไปเมื่อ 14 ปีที่แล้ว คำว่า “การศึกษา” หลายคนมองว่าเป็นหน้าที่ของบางหน่วยงานและการพัฒนาก็เป็นไปอย่างแยกส่วน จึงเกิดการออกแบบการทำงานร่วมกัน โดยเริ่มต้นจากโจทย์ที่ทุกคนสามารถทำได้ง่ายที่สุด และเป็นงานที่ทรงคุณค่าที่มีผลต่อการเรียนรู้ ผ่านโครงการสังคมไทยร่วมกันคืนครูดีให้ศิษย์เชิดชู ยกย่อง “ครูสอนดี” โดยการทำงานร่วมกันของสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) หรือ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาในปัจจุบัน ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ที่ร่วมแต่งตั้งกลไกระดับจังหวัด กระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  

เพราะเชื่อว่า “คุณภาพครู” ส่งผลต่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพของเด็กและเยาวชน 

การให้คนในสังคมร่วมเฟ้นหาครูสอนดี ที่ครูไม่ต้องเขียนผลงานนำส่ง แต่ให้คนในชุมชนร่วมกันสะท้อนชีวิตการทำงานของครู และผลงานเชิงประจักษ์ผ่านชีวิตของลูกศิษย์ โดยกลไกการทำงานระดับจังหวัด ที่ประกอบไปด้วย 5 ภาคส่วนคือ  ภาครัฐ-วิชาการ-ท้องถิ่น-ประชาสังคม-เอกชน เกิดเป็นกลไกจังหวัดทั้ง 77 แห่ง 

กลไกจังหวัดที่ทำงานร่วมกัน ผ่านโจทย์แรกของการเฟ้นหาครูทำให้เริ่มเห็นแง่มุมของการพัฒนาคนในพื้นที่ของตนเอง และนำสู่โจทย์การทำงานที่ตามมาคือ การจัดทำฐานข้อมูลเด็กเยาวชน การวางภาพในอนาคตด้านการพัฒนาคนของแต่ละพื้นที่ในอีก 5 ปีข้างหน้าและโจทย์ในการทำงานร่วมกัน นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานกลไกจังหวัดเพื่อปฏิรูปการเรียนรู้ 

เวทีปฏิรูปการเรียนรู้สู่การศึกษาเพื่อคนทั้งมวล’ ที่จัดขึ้นในทุกเดือน จึงถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และนำไปปรับใช้ในการทำงานของกลไกจังหวัดและท้องถิ่น โดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี  ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ในฐานะประธานกรรมการบริหาร สสค. ในขณะนั้น และนพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการ สสค. ได้เชิญชวนให้กรณีศึกษาจากหลากหลายแง่มุมด้านปฏิรูปการเรียนรู้มานำเสนอ เพื่อให้กลไกจังหวัด ภาควิชาการ ภาครัฐ ได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 

ในทุกเดือนของเวทีแลกเปลี่ยน ศ.นพ.ประเวศ ได้ให้แง่คิดในการขยายการทำงานไปยังกลไกจังหวัดที่อยากลุกขึ้นจัดการบ้านของตัวเอง เป็นการเสริมพลังให้กับคนทำงานได้อิ่มในหัวใจ เห็นคุณค่า เห็นเป้าหมายของสิ่งที่ได้ลงมือทำ จากเดิมคำว่า “การศึกษา” หลายคนมองว่าเป็นหน้าที่ของบางหน่วยงาน ถูกเปลี่ยนมุมมองใหม่เป็นการมองที่ “คน” แล้วหาวิธีการที่ทำให้ดียิ่งขึ้น หลอมรวมทุกบทบาทมาทำงานร่วมกัน 

ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเวศ กล่าวว่า การศึกษาไม่ใช่เรื่องของครูกับนักเรียนเพียงเท่านั้นแต่เป็นเรื่องของคนทั้งมวลในพื้นที่ การศึกษาสำหรับคนทั้งมวล Education for all ต้อง All for Education ด้วย คนทั้งมวล ไม่ว่าจะเป็นบ้าน วัด โรงเรียน ภาคเอกชน มาทำเพื่อการศึกษา เพราะการเรียนรู้คือชีวิต และคือทุกสิ่ง 

ตัวอย่างกรณีศึกษาจังหวัดปฏิรูปการเรียนรู้ที่ได้มาร่วมแลกเปลี่ยนในเวที อาทิ จ.สุรินทร์ ซึ่งพบจำนวนเด็กที่ออกจากการศึกษากลางคัน โดยมีสาเหตุจากปัญหาครอบครัว และความยากจน คณะกรรมการปฏิรูปจังหวัดสุรินทร์ ร่วมกับ อบจ.สุรินทร์ จึงช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสด้วยการพัฒนาฐานข้อมูลเด็กและเยาวชนในจังหวัด ส่งเสริมให้เด็กที่ออกกลางคัน ในระดับ ม.ต้น ให้กลับเข้ามาศึกษาต่อจนจบ ส่วนเยาวชนที่ออกกลางคันในระดับ ม.ปลาย จะได้รับการฝึกทักษะอาชีพ หรือเรียนต่อจนจบ ปวช. หัวใจสำคัญที่จะนำสู่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนคือการดึงทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมกันแก้ปัญหา พัฒนาฐานข้อมูลให้มีความสมบูรณ์และสะท้อนปัญหาที่แท้จริง

นพ.ประเวศ เสริมว่า การดึงเด็กกลับเข้าสู่การศึกษาไม่จำเป็นต้องดึงกลับเข้าสู่สายสามัญเพียงอย่างเดียว การฝึกทักษะอาชีพเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่จะทำให้เด็กมีสัมมาอาชีพ ได้เรียนรู้ เติบโตจากการทำงาน ดังนั้นการดึงภาคธุรกิจเข้ามาร่วมมือจะสามารถหนุนเสริมหรือสร้างโอกาสให้เด็กได้มีโอกาสฝึกอาชีพได้มากขึ้น 

“หอการค้าเขามีทุกจังหวัด เขาควรจะร่วมมือกับพื้นที่สร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ เพราะเมื่อคนได้เรียนรู้จากการมีอาชีพ จะทำให้เด็กหรือผู้คนเติบโตเร็ว เขาจะคิดมาก คิดเรื่องการจัดการ เรื่องการออมทรัพย์ ความขยันเพราะเขาได้ประโยชน์โดยตรง ดีกว่าการท่องหนังสือ” ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเวศ ย้ำ  

 เช่นเดียวกับกรณีศึกษา จ.ลำพูน พื้นที่เหรียญ 2 ด้านของนิคมขนาดใหญ่ และวัฒนธรรมพื้นถิ่นอันทรงคุณค่า คณะกรรมการยกระดับการเรียนรู้ จ.ลำพูน พบว่า โจทย์สำคัญคือ แรงงานขาดทักษะ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญจากการจัดการศึกษาที่ผลิตไม่สอดคล้องกับความต้องการของผู้จ้างงาน รวมถึงปัญหาเด็กกลุ่ม NEET (Not in Education, Employment, or Training) ที่ว่างงานจำนวนมาก จึงจัดอบรมพัฒนาทักษะอาชีพให้กับเยาวชน กลุ่ม NEET ที่ออกกลางคัน รวมถึง upskill เด็กที่จบแล้วแต่ยังไม่มีงานทำ พร้อมกับอบรมทักษะชีวิต ตลอดจนการทำฐานข้อมูลเด็กเยาวชน ครู และบุคลากรทางการศึกษาเพื่อเป็นข้อมูลวางแผนทิศทางการจัดการศึกษาของจังหวัด และนำสู่การตั้งสภาการศึกษา จ.ลำพูน เพื่อเป็นกลไกทำงานร่วมกันในจังหวัด

ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเวศ กล่าวว่า ตัวอย่างประสบการณ์การทำงานของจังหวัดปฏิรูปการศึกษาเมื่อมีการถักทอการทำงานเต็มพื้นที่ ซึ่งมาจากการนำพื้นที่เป็นตัวตั้งจากเดิมที่รวมศูนย์อำนาจอยู่ที่ส่วนกลางซึ่งไม่มีการถักทอ ไม่มีพลัง เกิดการรั่วไหล การจัดการศึกษาจึงต้องเป็นการศึกษาที่สร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่

“การศึกษาของไทยที่สอนมา 100 กว่าปี เน้นเรื่องการสอนวิชา ไม่ได้แปลว่าไม่ดี มันมีประโยชน์ในช่วงต้นเพราะขณะนั้นมหาอำนาจตะวันตกกำลังรุกรานประเทศ เราจึงต้องรีบท่องวิชา แต่ปัญหาในศตวรรษที่ 21 ขณะนี้ สังคมซับซ้อนและยากขึ้น เราต้องการบุคลิกคนไทยสมัยใหม่ บุคลิกและคุณภาพคนไทยที่มีความแข็งแรงในเรื่อง ‘ความสุจริต’ ‘การเห็นแก่ส่วนรวม’ ‘การเห็นคุณค่าของการทำงาน’ ทำงานเป็นและมีทักษะในการเรียนรู้และการอยู่ร่วมกัน  ซึ่งขณะนี้การศึกษาที่สอนท่องวิชาไม่สามารถสร้างคนให้มีบุคลิกในลักษณะนี้ได้ เรากำลังสร้างคนที่หยิบหย่ง ทำอะไรไม่เป็น ไม่อดทน ไม่รับผิดชอบ ไม่อยากเรียนรู้ เพราะเป็นการสอนแบบท่องจำ และเมื่อจำไม่ได้ก็เจ็บปวด ทำให้ไม่อยากทำสิ่งนั้น นั่นคือการศึกษาแบบเดิม 

แต่การที่เรามีเวทีมานั่งแลกเปลี่ยน มันเปลี่ยนเป็นการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ จากสถานการณ์จริง และคนร่วมมือกันเยอะซึ่งมีคนอื่นเข้าร่วมได้เยอะ เป็นการเปลี่ยนพื้นที่เรียนรู้ สนุก และไม่แยกส่วน เราจึงเรียกว่า การปฏิรูปการเรียนรู้ ปฏิรูปการสอนวิชามาเป็นการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง มาเรียนรู้ร่วมกันเพื่อสร้างบุคลิกใหม่ของคนไทย ที่สุจริต เห็นแก่ส่วนร่วม เห็นคุณค่าของงาน ทำงานเป็น อดทน มีนิสัยชอบเรียนรู้ และจัดการเป็น เพราะการบริหารจัดการเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้งานสำเร็จ เมื่อการลงมือปฏิบัติก็จะต้องจัดการ”  ศ.นพ.ประเวศ ทิ้งท้าย

และผลของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่เชื่อมร้อยการทำงานในพื้นที่ ยังส่งผลต่อแนวคิดการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ ที่เกิดดอกออกผลในแต่ละจังหวัดจนถึงทุกวันนี้