ครูพริก ครูหยก และครูพี่ปอย รายงานตัวบรรจุเป็นครูวันที่ 30 ตุลาคม 2568
ปลายพฤศจิกายน ยังไม่ทันครบเดือนดี น้ำท่วมครั้งประวัติศาสตร์เข้าครอบคลุมหลายพื้นที่ในจังหวัดสงขลาและจังหวัดใกล้เคียง
กลางมกราคม 2569 เกือบสองเดือนเต็มหลังน้ำลด พื้นที่ประสบภัยหลายจุดยังเกลื่อนกองด้วยซากเศษหักพัง เศรษฐกิจชะงัก บ้านเรือนและจิตใจผู้คนรอการฟื้นฟู …เช่นเดียวกับที่โรงเรียนและเด็ก ๆ ยังไม่อาจกลับไปจัดการเรียนการสอนได้ตามปกติ

ในช่วงเวลาเริ่มต้นชีวิตครู ขณะที่พายุลูกใหญ่เพิ่งพัดผ่าน ทิ้งไว้เพียงรอยความเสียหายของโรงเรียน ชุมชน และบ้านของเด็ก ๆ กสศ. อยากชวนวัดชีพจรหัวใจ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’ รุ่นที่ 2 ที่เพิ่งรับตำแหน่ง ‘ครูคนใหม่ ณ โรงเรียนบ้านเกิด’ ว่าหนทางจากนี้แต่ละคนต้องเจอกับโจทย์แบบใด แล้วความมุ่งมั่นตั้งใจที่หอบหิ้วมาพร้อมกับเครื่องแบบสีกากีที่เพิ่งได้สวมใส่ จะยังแข็งแรงมั่นคงหรือหวั่นไหวสั่นคลอนแค่ไหน พร้อมสำรวจสถานการณ์ของโรงเรียนขนาดเล็กหลังภัยพิบัติไปด้วยกัน ผ่านสายตาของ ‘ครูพริก’ ปิยธิดา คงฉิม จากโรงเรียนบ้านสะพานหัก ‘ครูพี่ปอย’ อัฟด้อล โส๊ะหมีน จากโรงเรียนกระจายสุทธิธรรมโมอนุสรณ์ ฯ อ.จะนะ จ.สงขลา และ ‘ครูหยก’ กนกวรรณ ไชยประสิทธิ์ จากโรงเรียนบ้านช่องฟืน อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง ในโอกาสการพบกันที่งาน ‘ธนาคารโอกาสและถนนครูเดิน: รวมพลังฟื้นฟูการศึกษา สร้างอนาคตเด็กสงขลา’ อันเป็นปฏิบัติการระดมทรัพยากรครั้งใหญ่ โดย กสศ. และภาคีเครือข่าย เพื่อปักหมุดจุดส่งต่อความช่วยเหลือ ให้กระจายไปสู่โรงเรียนและเด็ก ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม
เมื่อวันที่น้ำมาถึง …และวิกฤตทิ้งไว้
“โรงเรียนเราเป็นที่ราบต่ำ พอน้ำมาชั้นล่างเลยจมหมด ทั้งน้ำยังเชี่ยวจนเซาะสิ่งของเสียหายทั้งหมด ตั้งแต่โต๊ะเก้าอี้ ชั้นวางของ คอมพิวเตอร์ สื่อการสอน ผ้าห่มที่นอนของเด็กเล็ก ไม่มีอะไรเหลือสักอย่าง” ครูพี่ปอยเล่าย้อนเหตุการณ์วันน้ำเข้าท่วมโรงเรียน

ครูพริกบอกว่า ตอนน้ำมา เธออยู่บ้านกับครอบครัว ต้องพากันฝ่ากระแสน้ำไปอยู่กันที่วัด ส่วนโรงเรียนจมมิดถึงหลังคาอาคารชั้นหนึ่งเกือบสัปดาห์ พอน้ำลงจึงได้กลับไปดูบ้านและโรงเรียน เพื่อพบความเสียหายที่ไม่ต่างไปจากครูปอยว่า คือทุกอย่างล้วนพังไปกับน้ำ พร้อมบอกความรู้สึกส่วนตัวต่อประสบการณ์นี้ว่า “คงไม่มีวันลืมลง”

ขณะที่โรงเรียนของครูหยกแม้จะเสียหายเพียงบางส่วน ด้วยตั้งอยู่บนพื้นที่พ้นน้ำ แต่บริเวณรอบโรงเรียนซึ่งเป็นที่ต่ำ และเป็นที่ตั้งของชุมชน ปรากฏว่าไม่มีบ้านหลังใดเลยที่รอดพ้นจากน้ำท่วม เมื่อน้ำผ่านไป สถานการณ์จึงกลายเป็นว่าครอบครัวเด็ก ๆ เดือดร้อนกันอย่างหนัก ทั้งปัญหาที่อยู่อาศัย การสูญเสียที่ทำกินของผู้ปกครอง และความขาดแคลนปัจจัยดำรงชีวิต

ในทุกความเสียหายที่กล่าว ครูหยกเผยว่าสิ่งที่กังวลที่สุด คือ ‘ความเครียดของผู้ปกครอง’ เนื่องจากบางคนยังคงไม่มีรายได้ ต้องกู้เงินจนเป็นหนี้ก้อนใหญ่ และยังมองไม่เห็นทางว่า …จะฟื้นตัวกลับมาได้อย่างไร
วิกฤตที่ยังไม่จบ ถ้าครูตั้งหลักไม่ได้ เด็กก็ไม่เหลือใครแล้ว
เพื่อพาเด็กเดินหน้าต่อ หลังน้ำลดจึงไม่มีเวลาให้เสียดายเสียใจ หาก ‘ครู’ ยังต้องลุกขึ้นตั้งหลักให้ไวกว่าใคร หลังจัดการบ้านตัวเองไม่ทันเรียบร้อย ครูทั้งสามคนกลับไปที่โรงเรียน ทำความสะอาด ทิ้งเศษซากสิ่งพัง เอาของใช้ได้ไปซ่อมแซม ระหว่างนั้นก็เริ่มสำรวจทันที ว่าเด็กและครอบครัวเจอผลกระทบอะไร เพื่อเก็บข้อมูลไว้ประสานความช่วยเหลือให้ทั่วถึงและตรงจุด

“ความตื่นเต้นของการเป็นครูใหม่หมดช่วงโปรโมชั่นเร็วมากครับ” ครูพี่ปอยหยอดอารมณ์ขัน จนเราขอให้ทบทวนถึงวันแรกที่สวมเครื่องแบบ จึงบอกว่า “วันที่ใส่ชุดสีกากีมาโรงเรียน เราผ่านถนนเส้นเดิมที่ใช้ตั้งแต่เด็ก รู้สึกภูมิใจ ว่าตั้งแต่นี้เราจะมองวิวสองข้างทางด้วยสายตาใหม่ ด้วยบทบาทใหม่ หากไม่ทันไรบททดสอบใหม่ก็มาถึงทันทีด้วยเช่นกัน ก็คือน้ำท่วม และถึงจะยังตกใจและเป็นหนึ่งในผู้ประสบภัย แต่เราต้องรีบลุกขึ้นให้เร็ว คิดอย่างเดียวว่าต้องสู้ เพราะเด็ก ๆ เขารอให้เราพร้อมกว่านี้ไม่ได้แล้ว”
ครูหยกเชื่อว่าผลพวงจากน้ำท่วมจะกระทบเป็นลูกโซ่ โดยเฉพาะกับลูกศิษย์ของเธอ ที่เกินครึ่งขาดความพร้อมด้านการศึกษาอยู่แล้ว ฉะนั้นหากครูไม่ยื่นมือไปหาและคอยฉุดดึง โอกาสที่เด็กจะหลุดจากระบบการศึกษาในเทอมนี้และเทอมแรกของปีการศึกษาหน้า ก็จะยิ่งมีมากขึ้น

เช่นกันกับครูพริกที่ยืนยันว่า “ถ้าครูยังตั้งหลักไม่ได้ เด็กจะไม่เหลือใครแล้ว เพราะอย่างที่บอกว่าความสูญเสียครั้งนี้คนในพื้นที่โดนกันถ้วนหน้า ทีนี้ถ้าครูไม่คว้าเด็กไว้หรือโรงเรียนเป็นที่พึ่งของชุมชนไม่ได้ การจะฟื้นฟูเยียวยาให้ผู้ปกครองได้กู้อาชีพ ได้กู้ชีวิตเดิมกลับมา ก็เป็นไม่ได้เลย …งานแรก ๆ ในฐานะครูของเรา จึงต้องพยายามฟื้นคืนสภาพโรงเรียนกลับมาให้เร็วที่สุด ต้องช่วยเด็กหาสิ่งจำเป็นพื้นฐานทั้งในการเรียนและการดำรงชีวิต และหาทางพาเด็กพ้นจากภาวะการเรียนรู้ถดถอยให้ได้”

‘โจทย์ของฉัน’ ในวันชุมชนต้องฟื้นฟู
หลังช่วยกันคะเนถึงผลกระทบจากน้ำท่วม เราชวนพูดถึง ‘โจทย์ของฉันในสถานการณ์หลังน้ำลด’ ว่าครูใหม่แต่ละคนตระเตรียมอะไรกันไว้ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยทั้งสามต่างก็พูดถึงสิ่งเดียวกัน ว่าสิ่งที่จะทำให้ทุกอย่างเดินต่อไปได้ คือการมี ‘ข้อมูลที่แม่นยำ’ และ ‘สดใหม่อัพเดทสม่ำเสมอ’ เพื่อใช้ออกแบบแผนการฟื้นฟูเยียวยาที่ตรงกับปัญหา
เริ่มที่ครูหยกบอกว่า ‘การเยี่ยมบ้าน’ จะทำให้เข้าใจปัญหาเฉพาะของเด็กรายคน และคือข้อมูลสำคัญของการวางแผนประคับประคองไม่ให้หลุดจากระบบการศึกษา รวมถึงความเป็นไปได้ของการหาทรัพยากรจากภายนอกมาเติม เพื่อให้เด็กได้ไปต่อได้ เรียนต่อได้ ไม่หลุดตรงรอยต่อหลังจบ ป.6 หรือ ม.3

ครูหยกยังพูดถึงความเข้าใจในฐานะ ‘คนที่เคยผ่านมาก่อน’ ว่า “เวลามองที่เด็ก เราเห็นสิ่งเชื่อมโยงระหว่างเขากับเรา …เพราะเราเคยเป็นเขามาก่อน เราเกิดที่นี่ โตที่นี่ จนไปเรียนและกลับมาเป็นครู เรารู้ว่าเด็กที่นี่ต้องเจออะไร ทำไมถึงขาดเรียน ทำไมการเรียนต่อเป็นเรื่องยาก หรือทำไมบางคนเสี่ยงออกกลางคัน ประสบการณ์ตรงนี้ เราจะเอามาใช้รับมือและแนะแนวให้เขาฝ่าฟันไปให้ได้”
ครูพี่ปอยพูดถึงโจทย์ระยะสั้น ว่าแปลงเกษตรของโรงเรียนที่หายไปกับน้ำต้องฟื้นก่อน เพราะพื้นที่เล็ก ๆ ตรงนี้คือแหล่งอาหารของโรงเรียน และคือแหล่งเรียนรู้แห่งความสุขผ่านการลงมือปฏิบัติ ส่วนระยะยาวคืออยากขยายพื้นที่กิจกรรม โดยชวนคนในชุมชนมาช่วยสร้างประสบการณ์อาชีพ ซึ่งอาจเป็นแหล่งรายได้เสริมของพ่อแม่ผู้ปกครอง และตัวเด็กเองก็จะได้เห็นผลลัพธ์ของการเรียนรู้ที่จับต้องได้จริง

“เราเชื่อว่าทุกชุมชนมีของดีของตัวเอง มีภูมิปัญญาที่เอามาทำเป็นหลักสูตรชุมชนได้ อย่างพื้นที่เรามีเครื่องแกงตำมือเป็นจุดขาย ตรงนี้ถ้าครูสามารถลงไปเชื่อมพาชุมชนเข้ามาได้ ก็คิดว่าจะได้ผลถึงสองต่อ หนึ่งคือสร้างรายได้ และสองคือชี้ให้เด็กเห็นเป้าหมายของการเรียน แล้วมันจะช่วยรั้งเขาไว้ในระบบการศึกษาได้นานขึ้น”
จบที่ครูพริก ที่พูดถึงภารกิจซึ่งต้องนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง หลังสิ่งที่เริ่มไว้จมหายไปกับน้ำท่วม คือการพัฒนาห้องสมุดของโรงเรียนให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ของเด็ก ๆ และยังมองไกลถึงการเป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชนในวันข้างหน้า
“มีงานหนึ่งที่เริ่มทำตั้งแต่มาฝึกสอน คือปรับปรุงห้องสมุดโรงเรียน อยากทำให้ดี ๆ ให้เด็ก ๆ อยากเข้า แล้วแอบคิดด้วยว่าถ้าเป็นพื้นที่ที่คนในชุมชนมาอาศัยเรียนรู้ได้ก็ยิ่งดีมาก ๆ เราจึงหาแนวร่วมหน่วยงานที่ให้ทุนและบริจาคหนังสือ แล้วเรายังผลิตสื่อเองด้วย โดยรับโจทย์จากผู้นำชุมชน จนได้ ‘ชุดนิทานชุมชน’ สิบเอ็ดเล่ม ที่บันทึกประวัติความเป็นมาของสิบเอ็ดหมู่บ้านของเราไว้ และตีพิมพ์เป็นรูปเล่มเรียบร้อย ส่วนห้องสมุดก็เริ่มเป็นรูปร่าง …แต่พอน้ำมาทีเดียว กลายเป็นว่าตอนนี้หนังสือเล่มเดียวก็ไม่เหลือแล้วค่ะ”

แต่ถึงสิ่งที่ลงทุนลงแรงจะหายไปกับสายน้ำ ครูพริกยังประกาศว่าจะสู้ต่อ พร้อมยืนยันว่าจะทำห้องสมุดให้สำเร็จ
“ไม่เป็นไรค่ะ แค่ทำต่อไป ยังไงนี่ก็คือสิ่งที่เราคิดตั้งแต่ตอนฝึกสอนว่าจะทำให้ได้ ที่เสียไปแล้วก็คิดซะว่าคือบททดสอบที่ต้องเจอ ไม่ได้ทำให้เป้าหมายเราเสียไปด้วย …เพราะชีวิตครูของเราเพิ่งเริ่ม มีเวลาอีกมากที่จะเติมห้องโล่ง ๆ นี้ให้กลับมาเต็มค่ะ”

ดังที่ครูพริกสรุป ว่าเวลาสองเดือนครึ่งที่ผ่านมา ยังคงเป็นแค่จุดเริ่มต้นบนเส้นทางยาวไกลของครูทั้งสาม และเหตุการณ์น้ำท่วมที่เพิ่งผ่าน ก็เป็นเพียงบทตอนเดียวของเรื่องราวอีกนับร้อยนับพัน ที่ครูพี่ปอย ครูหยก และครูพริกต้องพบเจอ เรื่องน่ายินดีคือการพบกันครั้งนี้ ทำให้เราได้รู้ว่า แม้จุดเริ่มต้นของครูทั้งสาม จะต้องเผชิญข้อแม้อุปสรรคมากมาย หรือต้องเริ่มใหม่กับสิ่งที่หวังที่ลงมือทำไปแล้วสักกี่ครั้ง พวกเขาไม่คิดยอมแพ้ และพร้อมลุกขึ้นสู้เพื่อเด็ก ๆ ในพื้นที่ต่อไป
กสศ. ขอใช้โอกาสนี้ส่งกำลังใจให้ครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่น 2 ทุกคน …และขอบคุณครูทุกท่านที่ทำงานอย่างหนัก เพื่อช่วยกันถมกลบหลุมลึกของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ทั้งในยามเกิดภัยพิบัติ และในทุก ๆ เวลาที่เด็กต้องการที่พึ่งพิง
