“ชีวิตตอนนี้มีพื้นที่ให้ฝันมากขึ้นกว่าเดิม” ตามติดน้องพี ไรเดอร์ส่งพัสดุที่ยังไม่หยุดเรียน เพราะการศึกษายืดหยุ่นได้ตามชีวิตจริง

“ชีวิตตอนนี้มีพื้นที่ให้ฝันมากขึ้นกว่าเดิม” ตามติดน้องพี ไรเดอร์ส่งพัสดุที่ยังไม่หยุดเรียน เพราะการศึกษายืดหยุ่นได้ตามชีวิตจริง

การศึกษายืดหยุ่นที่ไม่ปล่อยให้เด็กหลุดไป
การศึกษายืดหยุ่น “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” กลายเป็นกลไกรองรับชีวิตจริงของพีรภัทร ทองขาว ไรเดอร์ส่งพัสดุที่ออกกลางคันตั้งแต่ ม.2 เพื่อออกไปทำงาน เขาเกือบไม่มีวันได้กลับมา แต่โรงเรียนนิวิฐราษฎร์อุปถัมภ์เลือกตามเขากลับ และออกแบบการเรียนให้เดินตามชีวิตที่เขาเป็นอยู่จริง

พีรภัทร คือเด็กหนุ่มที่ออกไปทำงานก่อน แล้วค่อยค้นพบว่าวุฒิการศึกษาคือสิ่งที่ขาดไม่ได้
จากการหายไปช่วง ม.2 เพราะไม่อยากเรียนและเริ่มออกหางานทำ ครูตามกลับมาและดึงเขาเข้าสู่ระบบยืดหยุ่น เขาเรียนผ่านใบงานและออนไลน์ ส่งงานทาง LINE ควบคู่กับการทำงานเป็นช่างและพนักงานส่งพัสดุ จนจบ ม.3 ได้พร้อมเพื่อนในระบบปกติ และตั้งใจเรียนต่อจนถึง ม.6

ครูและโรงเรียนที่ไม่รอให้เด็กมาขอโอกาส แต่เดินไปหาเอง
โรงเรียนนิวิฐราษฎร์อุปถัมภ์ทำงานเชิงรุกมากว่า 15 ปี วิเคราะห์บริบทรายคน และออกแบบการเรียนให้เข้ากับเงื่อนไขชีวิตจริงของเด็กแต่ละคน ระบบนี้ช่วยให้พีรภัทรกลับมายืนได้ด้วยตัวเอง พร้อมรายได้มั่นคงและเส้นทางการศึกษาที่ยังเปิดอยู่

เช้าวันธรรมดา พีรภัทร ทองขาว ขึ้นรถและออกไปส่งพัสดุ เหมือนทุกวัน

เขาอายุยังไม่ถึง 18 ปี แต่รายได้เกินสามหมื่นบาทต่อเดือน มีรถเป็นของตัวเอง ผ่อนอยู่ ส่งเงินให้พ่อบ้าง เก็บบ้าง ใช้บ้าง ชีวิตดูเรียบง่ายและมั่นคงพอสมควรสำหรับคนอายุเท่าเขา

แต่ถ้าย้อนกลับไปไม่กี่ปี ภาพนั้นไม่ได้ชัดเจนขนาดนี้

ตอน ม.2 เทอมสอง พีรภัทรหยุดไปโรงเรียน“ไม่อยากเรียนครับ แล้วก็เกเรด้วย ไม่ยอมเข้าเรียน” เขาพูดตรงๆ ไม่ตกแต่ง เหมือนกำลังเล่าเรื่องของคนอื่น ทั้งที่มันคือตัวเองเมื่อไม่กี่ปีก่อน

ไม่รอให้เด็กหล่นหาย แต่ครูที่นี่คอยจับสัญญาณก่อนเด็กหลุดร่วง

ที่โรงเรียนนิวิฐราษฎร์อุปถัมภ์ จังหวัดกาญจนบุรี มีระบบคัดกรองนักเรียนที่ครูเรียกว่า “การดูแลช่วยเหลือ” ซึ่งในทางปฏิบัติหมายความว่า ครูที่ปรึกษาจะสังเกตพฤติกรรมเด็กทุกคนอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่รอให้ขาดเรียนครบแล้วค่อยโทรหา แต่จับสัญญาณตั้งแต่แรก

พีรภัทรอยู่ในสายตานั้น

ชลธิชา ร่มโพธิ์รี รองผู้อำนวยการโรงเรียนนิวิฐราษฎร์อุปถัมภ์ เล่าว่า “พีเคยเป็นเด็กปกติในระบบที่มาโรงเรียนทุกวัน แต่ว่าด้วยการคัดกรองของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน คุณครูที่ปรึกษาก็สังเกตเห็นพฤติกรรมความเสี่ยงของพีในการมาเรียน”

เธออธิบายต่อว่าพีไม่ได้หายไปทีเดียว แต่ “มาบ้าง ไม่มาบ้าง” – ซึ่งในระบบที่ไม่มีกลไกรองรับ นั่นคือเส้นทางที่นำไปสู่การออกกลางคัน

ครูตามเขากลับมา พูดคุยกัน และแนะนำโครงการที่โรงเรียนทำมานานกว่า 15 ปีแล้ว

“การศึกษายืดหยุ่น 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ”

ระบบที่ไม่ได้เกิดจากนโยบาย แต่เกิดจากปัญหาจริง

นิวิฐราษฎร์อุปถัมภ์ไม่ใช่โรงเรียนในเมือง นักเรียนที่นี่หลายคนมาจากครอบครัวที่รายได้ไม่แน่นอน บางคนต้องช่วยพ่อแม่ทำไร่ทำนา บางคนต้องเลี้ยงน้อง บางคนป่วย บางคนอยากออกไปทำงานเพราะเห็นแม่เหนื่อย

ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นวันเดียว และโรงเรียนรู้ดีว่าการบังคับให้เด็กทุกคนเรียนตามตารางปกติ 8 โมงเช้าถึงบ่ายสาม คือการมองข้ามความจริงของชีวิตที่เด็กแต่ละคนเผชิญอยู่

ผู้อำนวยการในยุคปี 2540 จึงเดินทางไปกระทรวงศึกษาธิการด้วยตัวเอง เพื่อขออนุญาตจัดการเรียนการสอนในรูปแบบที่ไม่มีใครทำมาก่อน ไม่มีคู่มือ ไม่มีแนวปฏิบัติ มีแค่ปัญหาจริงในพื้นที่และความตั้งใจว่าจะไม่ยอมปล่อยให้เด็กหลุดออกไป

ลองผิดลองถูกมาเรื่อยๆ จนมาถึงวันนี้ที่โรงเรียนได้รับการรับรองเป็นโรงเรียนนำร่องและโรงเรียนต้นแบบ มีโรงเรียนอื่นทั่วประเทศเดินทางมาดูงาน

รอง ผอ.ชลธิชาอธิบายหลักคิดของ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบไว้ว่า มันคือ “โอกาสที่ทำให้เด็กได้รับการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นขั้นพื้นฐาน หรือการจบการศึกษาภาคบังคับตามความคาดหวังของเด็ก โดยที่เด็กแต่ละคนมีเงื่อนไขและข้อจำกัดที่แตกต่างกันไป” แปลให้ง่ายกว่านั้นก็คือ เด็กทุกคนต้องเรียนครบหลักสูตร แต่ วิธีเรียน นั้นยืดหยุ่นได้ตามชีวิตจริงของแต่ละคน

ชลธิชา ร่มโพธิ์รี รองผู้อำนวยการโรงเรียนนิวิฐราษฎร์อุปถัมภ์  และ พีรภัทร ทองขาว (น้องพี)

เมื่อพีรภัทรตัดสินใจกลับมา ไม่มีใครยื่นตารางสอนปกติให้เขา สิ่งที่เกิดขึ้นแทนคือการประชุมของครูทุกวิชาชั้น ม.3 เพื่อออกแบบการเรียนเฉพาะสำหรับเขาคนเดียว

“เราจะวิเคราะห์บริบทของเด็กก่อนว่าเด็กมีข้อจำกัดหรือเงื่อนไขใดบ้าง” รอง ผอ.ชลธิชาบอก “อย่างของพี เราจะมีการพูดคุยกันในกลุ่มครูผู้สอนระดับชั้น ม.3 เพราะว่าพีจะเสี่ยงในช่วง ม.2 และจะทำยังไงให้กลับมาเรียนในชั้น ม.3 และจบหลักสูตรภาคบังคับได้”

พีรภัทรตอนนั้นเริ่มทำงานแล้ว เป็นช่างซ่อมรถ รับจ้าง ได้เงินน้อย แต่ก็ยังทำ ครูจึงเอาสิ่งที่เขาทำอยู่ในชีวิตจริงมาวิเคราะห์เทียบกับตัวชี้วัดหลักสูตร แล้วออกแบบ “ชุดการเรียน” ให้เขากลับไปทำที่บ้านหรือที่ทำงาน

การเรียนของพีจึงกลายเป็นการผสมสามแบบ ได้แก่ on hand คืองานที่ทำด้วยมือและส่งมาให้ครู, online คือเรียนผ่านระบบที่ครูอัปโหลดไว้ให้สแกน QR ได้เลย และ onsite คือการเข้ามาพบครูที่โรงเรียนเป็นบางสัปดาห์ เพื่อเติมเต็มส่วนที่ยังขาด

ช่องทางหลักที่ครูติดตามงานคือ LINE

“ครูจะติดตามใน LINE ครับ ส่วนมากจะเป็นใน LINE ครับ” พีรภัทรเล่า “ครูจะทักมาว่าให้เอางานไปทำครับ”

ฟังดูเรียบง่าย แต่นั่นคือความจริงของระบบนี้ ไม่มีพิธีรีตองมาก ไม่ต้องใส่ชุดนักเรียนขึ้นรถมาโรงเรียนทุกเช้า แค่ทำงานส่ง แค่ตอบรับ แค่ไม่ปล่อยให้ด้ายขาด

และด้ายนั้นไม่ขาด

หนึ่งปีต่อมา พีรภัทรจบ ม.3 พร้อมกับเพื่อนที่เรียนในห้องปกติ

ทำไมถึงกลับมา: เรื่องที่ตรงกว่าที่ใครคาดไว้

ถ้าอยากได้คำตอบที่ฟังดูดี พีรภัทรคงพูดว่าเขากลับมาเรียนเพราะเห็นคุณค่าของการศึกษาแต่คำตอบที่เขาให้ตรงกว่านั้น

“เพราะว่าอยากได้วุฒิไปสมัครงานครับ ตอนนั้นผมไปสมัครงาน เค้าไม่รับครับ เพราะว่าไม่มีวุฒิ”

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจในเรื่องของพีรภัทรคือสิ่งที่เขาทำหลังจากได้วุฒิมา

เขาบอกเพื่อน

“ผมก็เล่าให้เพื่อนฟังว่า ที่โรงเรียนเค้ามีให้กลับไปเรียนเพื่อเอาวุฒิ แล้วก็ชวนให้เพื่อนมาเรียนครับ เพราะว่าถ้าเพื่อนเค้าไปทำงานที่ไหน จะได้มีวุฒิ จะได้ไม่ต้องทำงานรับจ้าง”

ประโยคสุดท้ายนั้นมีน้ำหนัก เขาเข้าใจดีว่า “ทำงานรับจ้าง” กับ “ทำงานด้วยวุฒิ” มันต่างกันอย่างไร และเขาอยากให้เพื่อนรู้ด้วย ไม่มีใครบอกให้เขาทำ มันเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เหมือนคนที่รอดมาแล้วและอยากบอกต่อว่ามีทางรอดอยู่

ระบบที่ยืดหยุ่น แต่ไม่ได้หย่อนยาน

หลายคนที่ได้ยินคำว่า “การศึกษายืดหยุ่น” ตั้งคำถามเดียวกันในใจ ว่ามันคือการปล่อยผ่านเด็กที่ไม่มีคุณภาพออกไปหรือเปล่า?

รอง ผอ.ชลธิชาเผยว่า ตัวเธอเองก็เคยตั้งคำถามแบบเดียวกันนี้ ก่อนที่จะมารับตำแหน่งที่นิวิฐราษฎร์อุปถัมภ์

“เมื่อก่อนตอนที่เป็นคุณครู เราก็เคยมีความคิดว่า เด็กก็ต้องมาโรงเรียนสิ เด็กต้องทำข้อสอบได้ เด็กต้องอ่านออกเขียนได้ ต้องมาโรงเรียนครบเกิน 80%”

“พอได้มาอยู่นิวิฐราษฎร์ฯ ในตำแหน่งรองผู้อำนวยการ ก็เลยได้เข้ามาเรียนรู้ว่า 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ คืออะไร ทำได้จริงๆ ไหม มีกฎหมายรองรับไหม ถูกกฎหมายไหม ถูกระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการหรือเปล่า”

คำตอบที่รอง ผอ.ชลธิชาพบคือ ถูกกฎหมาย มีระเบียบรองรับจาก สพฐ. และที่สำคัญกว่านั้น เด็กทุกคนยังต้องผ่านตัวชี้วัดหลักสูตรอยู่ดี เพียงแต่วิธีพิสูจน์ว่าผ่านนั้นถูกออกแบบใหม่ให้สอดคล้องกับชีวิตจริง

ใบงาน บันทึกการสัมภาษณ์กับครู หลักฐานการทำกิจกรรม ข้อสอบปลายภาคแบบเปิดหนังสือที่ต้องใช้การคิดวิเคราะห์ ทุกอย่างต้องมี “ร่องรอยการเรียนรู้” ที่ตรวจสอบได้ และโรงเรียนเก็บหลักฐานทุกชิ้นไว้ครบ

“เชื่อมั่นได้ว่าเด็กที่จบจากโครงการจะมีประสิทธิภาพ มีคุณภาพ แล้วก็ออกไปเป็นพลเมืองที่สำคัญของประเทศได้อย่างแน่นอน” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ใช่แค่การรับรองนโยบาย แต่เป็นน้ำเสียงของคนที่เคยสัมผัสพบเจอสิ่งนี้มาแล้ว

และเมื่อระบบแข็งแรงพอ มันเริ่มช่วยคนที่ไม่ใช่เด็กของโรงเรียนด้วย

หนึ่งในสิ่งที่รอง ผอ.ชลธิชาพูดถึงด้วยความภูมิใจคือเมื่อโครงการของนิวิฐราษฎร์อุปถัมภ์เข้มแข็งพอ โรงเรียนไม่ได้รับแค่เด็กที่เคยเรียนที่นี่แล้วหลุดออกไป แต่สามารถ “โอบอุ้มเด็กที่ไม่ใช่เด็กของเรา” กลับเข้ามาสู่ระบบการศึกษาได้ด้วย

เด็กที่หลุดออกจากโรงเรียนอื่น เด็กที่ไม่มีที่ไป เด็กที่สังคมบอกว่า “สายไปแล้ว” ทุกคนยังมีที่ยืนในระบบนี้

นั่นคือความแตกต่างระหว่างสถานศึกษาที่ทำหน้าที่ “คัดเลือก” กับโรงเรียนที่ทำหน้าที่ “โอบรับ”

วันนี้ของไรเดอร์ที่ชื่อ พีรภัทร และวันพรุ่งนี้ที่เขาวางไว้

วันนี้พีรภัทรในวัยไม่ถึง 18 ปี มีรายได้ 30,000 บาทขึ้นไปต่อเดือน มีรถที่กำลังผ่อน มีเงินเก็บ และมีเงินส่งให้พ่อบ้าง  เขามีชีวิตในแบบที่เขาอยากได้ตั้งแต่ต้น

แต่เรื่องการเรียนยังไม่จบ

“ถ้ามีเวลาก็อยากจะกลับมาเรียนต่อให้ได้วุฒิไปเรื่อยๆ ครับ ตั้งใจไว้ว่าอยากเรียนถึง ม.6 ครับ” 

พีรภัทรยังส่งพัสดุ ยังทำงาน และยังคิดถึง ม.6 อยู่

ใจความเดิมอยู่ครบ แค่ชีวิตตอนนี้มีพื้นที่ให้ฝันมากขึ้นกว่าเดิม


โรงเรียนนิวิฐราษฎร์อุปถัมภ์ จังหวัดกาญจนบุรี พัฒนาการเรียนยืดหยุ่นจากปัญหาจริงในพื้นที่มานานกว่า 20 ปี เด็กเรียนครบหลักสูตร แต่เลือกวิธี เวลา และการประเมินที่สอดคล้องกับชีวิต เพื่อให้เด็กได้รับโอกาสเต็มที่

หากโรงเรียนหรือครูต้องการข้อมูล หรือคำแนะนำเชิงปฏิบัติในการจัดการศึกษายืดหยุ่น

สามารถปรึกษาแบบตัวต่อตัวได้ที่ LINE OA กสศ.การศึกษายืดหยุ่น คลิก https://line.me/R/ti/p/@436jruda