ลูกหลานของชาวนา เด็กจากครอบครัวที่หย่าร้าง เงินก้อนสุดท้ายที่กำใส่มือเพื่อเดินทางเข้ามาเรียนที่วิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์ คือคำอธิบายของกลุ่มผู้เรียนหลักๆ ที่ ดร.พรสวรรค์ พรดอนก่อ อาจารย์ประจำภาควิชานาฏศิลป์กล่าวภาพรวมให้เราฟังคร่าวๆ เส้นทางในอดีตของเธอมีบางช่วงชีวิตที่ฟ้อนรำบนพื้นผิวขรุขระไม่ต่างจากลูกศิษย์ของเธอ การเดินทางมาพบกับเวทีหมอลำศึกษาของศูนย์การเรียนรู้ปัญญากัลป์โดยความร่วมมือจาก กสศ. คืออีกหนึ่งทางที่เธออยากช่วยเป็นกระบอกเสียงในการสนับสนุนพร้อมทั้งสะท้อนภาพความจริงที่พบเห็นคือการเข้ามาและโบกมือลาของนักเรียน
The Isaan Record ร่วมกับ กสศ. ชวนเธอสนทนาเกี่ยวกับภาพวนเวียนดังกล่าวโดยเชื่อมร้อยไปกับพัฒนาการของหลักสูตรนาฏยศิลป์พื้นเมืองที่จะต้องถูกผลักดันเพื่อโอบรับคนที่ไม่มีโอกาส รวมไปถึงหลักสูตรหมอลำศึกษาในสายตานาฏยาจารย์ในระบบการศึกษา
ปากต่อปาก การศึกษาหมอลำในอดีต
ก่อนการเกิดขึ้นของหลักสูตรดนตรีและนาฏยศิลปพื้นเมือง การฝากตัวยกพานขันไหว้ให้กับบรมครูหมอลำและอยู่กินที่บ้านของท่านนั้นๆ เพื่อศึกษาและรับความรู้ในการที่จะนำไปใช้ประกอบอาชีพ คือระบบการศึกษาของหมอลำในอดีต ครูหมอลำน้อยคนนักที่จะได้ศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยม ประถมศึกษาคือการศึกษาสูงสุดของพวกท่านเหล่านั้นและวิธีแบบมุขปาฐะ การส่งต่อจากปากต่อปาก นั่นคือสื่อการสอนเพียงอย่างเดียว จึงทำให้การศึกษาหมอลำไม่ได้เป็นไปอย่างมีระบบระเบียบ และไม่ได้ถูกจัดเรียงเป็นตำราที่จะส่งต่อไปให้รุ่นต่อรุ่น

“เราอยากให้ศิลปะพื้นบ้านทัดเทียมกับสาขาอื่นๆ โดยเฉพาะการแสดงหมอลำ เพราะศิลปินบ้านนอกบ้านนาที่ไม่มีโอกาสเข้าไปเรียนในระบบ เขาก็ไปเรียนรู้จากพ่อครูแม่ครู บ่มเพาะจนกลายเป็นศิลปินที่เรายกย่องได้ อย่างแม่หวี (ดร.ฉวีวรรณ ดำเนิน ศิลปินแห่งชาติ) แม่ก็เรียนจากครูหมอลำ เรียนนอกระบบทั้งนั้น ไม่ได้เข้าสู่ระบบ แต่ถ้าใครเก่งจริง โดดเด่นจริง ถึงจะได้เป็นศิลปินแห่งชาติ ซึ่งก็มีไม่กี่คน เพราะทุกอย่างต้องต่อสู้เอง ต้องบ่มเพาะเอง ไม่มีใครมาสอนเป็นขั้นตอน
“ลูกศิษย์ที่เข้าไปอยู่ในวงหมอลำ บางคนก็หัดลำได้แล้วก็ขึ้นเวที บางคนดัง บางคนไม่ดัง บางวงก็ต้องล้มเพราะไม่มีงาน ไม่มีความต่อเนื่อง การถ่ายทอดก็ขาดไป กว่าจะมีศิษย์เอกที่โด่งดังได้สักคนหนึ่ง ก็นานมาก
“เราเองก็เป็นลูกหมอลำ อยู่ในวงการนี้ตั้งแต่เกิด แม่ก็คิดว่า หมอลำเรานี่เก่งมาก แต่ปัญหาคือไม่มีโอกาส ไม่มีเวทีให้เล่น บางคนไม่มีลูกศิษย์ บางคนก็ไม่มีเวลาสอน เพราะต้องไปทำอาชีพอื่น หลายคนก็เคยเป็นพระเอกหมอลำ มีชื่อเสียง แต่พอเจ็บป่วยก็ไม่มีสวัสดิการรองรับ
“เราจึงคิดว่า ถ้าหมอลำได้เข้าไปอยู่ในหลักสูตรการเรียนการสอนในโรงเรียนหรือวิทยาลัย มันจะดีมาก จะช่วยสืบทอดต่อเนื่อง รุ่นแล้วรุ่นเล่า ไม่หายไปเหมือนการสอนกันที่บ้าน”
ดร.พรสวรรค์เล่าว่าหลักจากเธอสำเร็จการศึกษาชั้น ม.3 เธอมีปณิธานอย่างแรงกล้าที่จะศึกษาต่อ แต่ช่วงที่จบใหม่ๆ นั้นโรงเรียนมัธยมปลายที่ต้องการเข้าศึกษามีระยะทางที่ไกลมาก จึงตั้งหลักอยู่ที่บ้านและเข้าศึกษาที่วิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์ในเวลาต่อมา การแสดงศิลปะพื้นบ้านเป็นสิ่งที่เธอนั้นสนใจเป็นพิเศษ แต่ในอดีตหลักสูตรศิลปะการแสดงพื้นบ้านนั้นไม่ใช่วิชาหลักเป็นแค่เพียงวิชาเลือกในระบบการศึกษา
ช่วงแรกของการพัฒนาหลักสูตรศิลปะการแสดงพื้นบ้านที่จะผลักดันให้เป็นวิชาหลักคือ การลงพื้นที่ภาคสนามเพื่อเก็บข้อมูลว่าแต่ละสำนักมีวิธีการแสดง การฟ้อน ทำนองการร้องลำอย่างไร และนำมาจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบแบบแผน เพื่อที่จะได้ต่อลมหายใจของรากเหง้าพื้นบ้านที่ในอดีตไม่ได้มีระเบียบแบบแผนอย่างชัดเจน
เพราะนอกจากอาชีพหมอลำแล้ว เกษตรกรรมคืออาชีพหลัก หรือบางเหตุการณ์ก็ทำให้ตัวหมอลำจะต้องดิ้นรนผันเปลี่ยนอาชีพเพื่อปากท้อง สาเหตุนี้ทำให้ข้อมูลภูมิปัญญาไม่ได้ถูกถ่ายทอดอย่างต่อเนื่อง และบางครั้งวิชาก็สูญหายไปพร้อมกับตัวคนหลังจากครูท่านนั้นๆ เสียชีวิต


“เราเองก็เคยเรียนต่อแบบยากลำบาก หลังจบ ม.1 ก็อยากเรียนต่อแต่ไปไม่ไหว ต้องกลับมาตั้งหลัก จนพอมีวิทยาลัยที่กาฬสินธุ์เปิดถึงได้ไปเรียนต่อ ม.4 ตอนนั้นอาจารย์ที่มาสอน ส่วนใหญ่จบแค่ ป.6 หรือ ม.3 แต่เป็นศิลปินดังในอดีต และมีโอกาสเข้ามาสอนในสถาบัน แม้ตอนนั้นยังไม่เป็นวิชาอย่างเป็นทางการ
“หลังเรียนจบก็ได้มาเป็นครู ช่วยเขาวางแผน จัดทำหลักสูตร และเป็นอาจารย์ผู้สอนในหลักสูตรนั้น ทำให้การเรียนการสอนศิลปะหมอลำมีระบบและมีความต่อเนื่องจริงๆ ไม่ใช่สอนกันที่บ้านแล้วขาดช่วง แต่พอเข้ามาอยู่ในสถาบัน มันก็ไม่มีวันสิ้นสุด เด็กที่เข้ามาเรียนก็จะได้สืบทอดต่อไปเรื่อยๆ รุ่นแล้วรุ่นเล่า”
ฉากทรรศแห่งความจริงที่ไม่ใช่การแสดง
ข้อมูลของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และงานวิจัยเชิงสำรวจ พบว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กต้องออกจากโรงเรียนหรือไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้ มีอยู่ด้วยกัน 7 ประการ โดยความยากจนเป็นปัจจัยที่มีน้ำหนักมากที่สุด คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของทั้งหมด (ร้อยละ 46.70) ตามมาด้วยปัญหาครอบครัว (ร้อยละ 16.14) การออกกลางคันหรือถูกผลักออกจากโรงเรียน (ร้อยละ 12.03) และการไม่ได้รับสวัสดิการด้านการศึกษา (ร้อยละ 8.88) ขณะที่สาเหตุอื่นๆ ได้แก่ ปัญหาสุขภาพ (ร้อยละ 5.91) การอยู่ในกระบวนการยุติธรรม (ร้อยละ 4.93) และการถูกกระทำความรุนแรง (ร้อยละ 3.63)
เดือนธันวาคม 2567 ประเทศไทยมีเด็กและเยาวชนที่ไม่มีรายชื่อในระบบการศึกษาแล้วถึง 982,304 คน กลุ่มนี้ถูกจัดว่าเป็นเด็กนอกระบบการศึกษา(Out-of-school Children) ซึ่งหมายถึงทั้งเด็กที่ไม่เคยเข้าเรียนเลย และเด็กที่เคยเรียนแต่หลุดออกจากระบบ โดยในจำนวนนี้ประมาณ 900,000 คนใช้ชีวิตอยู่นอกโรงเรียน
หากมองตามช่วงวัย จะพบว่าเด็กนอกระบบแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่
- เด็กวัยก่อนการศึกษาภาคบังคับ 279,296 คน
- เด็กวัยที่ควรอยู่ระหว่างการศึกษาภาคบังคับ 387,591 คน
- เด็กวัยหลังการศึกษาภาคบังคับ 315,417 คน
นอกจากนี้ ยังมีเด็กและเยาวชนอีกประมาณ 2.8 ล้านคน ที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา ซึ่งหมายถึงเด็กที่ยังอยู่ในโรงเรียน แต่มีแนวโน้มว่าจะออกกลางคัน โดยเฉพาะในช่วงรอยต่อระหว่างระดับการศึกษา ตั้งแต่ประถมศึกษาไปจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย
จากสถิติแล้วคงไม่แปลกที่ข้อมูลตรงหน้าของ ดร.พรสวรรค์ เป็นหนึ่งในหลายเปอร์เซ็นต์ที่ปรากฎเป็นตัวคนที่มีเนื้อหนังและความรู้สึก
การมาเรียนหนังสือสำหรับลูกศิษย์หลายคนต้องประหยัดเงินไว้เพื่อซื้ออุปกรณ์การเรียน บางครั้งก็มากินข้าวที่บ้านครู แต่ด้วยความเกรงใจจึงกินได้เพียงบางมื้อบางคาบ หลายครอบครัวมีฐานะยากจน เช่น ครอบครัวต้องแยกย้ายกันไปทำงานตามที่ต่างๆ เพื่อหารายได้ อีกทั้งยังมีผู้ปกครองสูงอายุที่มีเพียงรายได้จากการทำนา แล้วนำเงินที่ได้ส่งลูกหลานมาเรียน
การเรียนในระบบต้องเรียนทุกวันและมีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ทั้งค่ากิน ค่าอยู่ ค่าหอพัก และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ทำให้บางคนไม่สามารถเรียนต่อได้ ต้องออกกลางคัน และไปเลือกเส้นทางอื่น เช่น ออกไปเป็นหมอลำ ออกไปประกอบอาชีพส่วนตัว หรือเป็นศิลปินเดี่ยว เพื่อเลี้ยงชีพและช่วยเหลือครอบครัว
“แม่คะ หนูขออนุญาตออกไปทำงาน” ศิษย์หลายคนพูดกับเราแบบนี้เพราะเลี่ยงที่จะพูดสาเหตุตรงๆ แต่ในฐานะครูเราทราบเลยว่าเขากลัวเพื่อนๆ หรือคนอื่นดูแคลนเหยียดหยามว่าฐานะยากจน
เราเลยบอกกับเขาว่า “ลูก พูดกับแม่ให้ชัดๆ ก่อน ว่าเกิดอะไรขึ้น”
เท่านั้นแหละเขาก็พูดตรงๆ กับเราว่า “แม่คะ หนูไม่มีเงินเรียนต่อ”
เธอจำลองบทสนทนาระหว่างศิษย์กับตัวเธอในวันที่เขาเดินมาบอกลาได้อย่างกับเหตุการณ์เกิดขึ้นตรงหน้า ขณะเล่านัยย์ตาทั้งสองคลอไปด้วยน้ำตาเหมือนจะปริ่มล้นออกมาตรงแก้ม

กศน.คือทางที่หมอลำหลายคนเลือกสำหรับต่อยอดโอกาสทางการศึกษาแต่ไม่ได้ตอบโจทย์ทั้งหมด ด้วยลักษณะการทำงานที่เวลาพักผ่อนไม่สัมพันธ์กับเวลาเรียนเท่าที่ควร หลักสูตรหมอลำศึกษาของศูนย์การเรียนรู้ปัญญากัลป์ จึงเป็นสิ่งใหม่ที่เธอรู้สึกว่าเป็นทางเลือกที่ยืดหยุ่นและโอบรับคนที่ไม่มีโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา
“เราคิดว่าถ้ามีระบบการเรียนการสอนแบบนี้ เกิดขึ้นในสมัยเราและได้ใกล้ชิดครูบาอาจารย์มากกว่านี้ เมื่อก่อน การจะเข้าไปกราบศิลปินแห่งชาติได้ ถ้าไม่ใช่ลูกศิษย์ใกล้ชิดจริงๆ มันแทบจะเป็นไปไม่ได้ใช่ไหมคะ
“การจะได้เรียนรู้หรือได้ใกล้ชิดท่าน ต้องใช้ความพยายามมาก การจะเดินทางไปหาท่านก็ไม่ใช่ว่าท่านไม่อยากเจอเรา จริงๆ ท่านอยากเจอเรามากด้วยซ้ำ แต่เราต่างหากที่เข้าไม่ถึงท่าน
“พอแม่มาเห็นว่า วันแรกได้เรียนกับพ่อครูคนนี้ แม่ครูคนนั้น วันที่สองได้เรียนกับอีกคนหนึ่ง ได้เจอพ่อครูแม่ครูที่อยู่ในระบบการศึกษาตลอด แม่ก็คิดเลยว่า ทำไมถึงทำได้ดีขนาดนี้” เธอกล่าวถึงหลักสูตรหมอลำที่ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 17-20 สิงหาคม พ.ศ.2568
ท่วงทำนองที่โอบรับคนหล่นหาย
“เด็กตาดำๆ หอบวุฒิ ม.3 จาก กศน. ภาพจำคือหน้าแม่พ่อ กับน้องที่ยังลำบาก ออกเดินตามฝัน เพื่อหวังสักวันให้คนที่ฮัก ได้มีที่พึ่งที่พัก มีชีวิตดีกว่านี้” ท่อนหนึ่งของเพลงหอบฝันมาหลังฮ่านของ อุ๋งอิ๋ง สาวน้อยเพชรบ้านแพง เป็นจุดเริ่มต้นของ ดร.ศุภชัย ไตรไทยธีระ ในการก่อตั้งหลักสูตรหมอลำศึกษา ซึ่งในความคิดของดร.พรสวรรค์ เธอยังไม่เข้าใจมากนักในตอนแรกที่ได้ยินชื่อหลักสูตรนี้
แต่เมื่อทำความเข้าใจแล้วว่าเป็นหลักสูตรที่บูรณาการ 8 กลุ่มสาระตามหลักสูตรแกนกลาง พ.ศ.2551 ปรับปรุง พ.ศ.2560 ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมในวงหมอลำ เธอกล่าวชื่นชมว่าเป็นการบูรณาการที่ดีมากๆ และคิดว่าหลักสูตรนี้จะผลิตบุคลากรทางศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านเพื่อสร้างสรรค์ อนุรักษ์ให้ยืนยาวต่อไป


“การศึกษาในระบบที่พวกเราทำอยู่ก็มีปัจจัยคือเรารับนักเรียนได้อย่างจำกัด ไหนจะเป็นเรื่องห้องเรียนและอุปกรณ์ต่างๆ เราก็ดีใจนะที่เห็นพวกเขามีโครงการแบบนี้ เพราะเราจะได้ถ่ายทอดให้ลูกหลานว่า ขนบธรรมเนียมเป็นยังไง การเป็นครูเป็นลูกศิษย์ต้องวางตัวยังไง การเป็นหมอลำรุ่นน้องควรเคารพรุ่นพี่ยังไง การเป็นศิลปินควรมีอะไรติดตัวบ้าง ความพอเพียงอยู่ที่จุดไหน และจะรักษาเอกลักษณ์อย่างไร สิ่งไหนถึงจะเรียกว่าพอดี
“เราอยากอธิบายให้ลูกศิษย์ฟัง เพราะทุกวันนี้เห็นหมอลำบางคณะทำไปแบบที่เรามองว่าไม่ค่อยสวยงาม แต่บางคณะก็ทำได้ดีตามที่ครูบาอาจารย์สอน ซึ่งมันก็แล้วแต่ใครจะเลือกทำไปทางไหน
“ถ้ามาในแนวทางนี้ ไม่ว่าจะเป็นนักอนุรักษ์ คนรุ่นเก่าที่รักษาของเดิมไว้ ไม่ว่าจะเป็นแนวร่วมสมัยอย่างพวกเรา หรือแนวสร้างสรรค์แบบลูกๆ รุ่นใหม่ ทุกคนก็จะได้รู้ว่าความพอดีอยู่ตรงไหน กาลเทศะอยู่ตรงไหน และเราก็จะได้สอนลูกศิษย์ในคณะหมอลำที่ไม่มีโอกาสได้มาเรียนในระบบด้วย เป็นการสร้างโอกาสให้คนที่ไม่มีทุนทรัพย์ไปพร้อมกัน”

“ดิฉันอยากฝากไว้ว่า ลูกศิษย์ลูกหาคนไหนที่สนใจอยากมาเรียน ตอนนี้เรามีการเรียนการสอนที่หลากหลายให้เลือก ถ้าใครอยากเข้ามาเรียนในระบบ ที่ต้องเรียนทุกวัน ปฏิบัติตามกรอบตามระเบียบของสถาบัน ก็สามารถสมัครเรียนได้เลย เพราะสถาบันต่างๆ เปิดการเรียนการสอนทั่วประเทศ หรือแม้แต่การเรียนรู้ในวงหมอลำ ก็ยังสามารถเข้าไปเรียนได้
และที่สำคัญที่สุด คือโครงการนี้ เขาเปิดโอกาสให้กับคนทำงาน ศิลปิน หรือใครที่ยังไม่มีโอกาส ไม่มีเงิน ไม่มีเวลา ได้มาเรียนในสถาบันของเขา แม่ก็อยากฝากไว้ว่า ตอนนี้ไม่มีพรมแดนกั้น การศึกษาเริ่มโอบรับคนไม่ให้หล่นหายไประหว่างทาง นั่นมันหมายถึงว่า ศาสตร์และศิลป์อีสานของเราที่เป็นศิลปะที่งดงามของประเทศไทย กำลังถูกยกย่องส่งเสริมให้คงอยู่ต่อไปค่ะ