จากบ้านเรียน สู่การเปลี่ยนแปลงกฎหมายการศึกษา เพราะ “เด็กเรียนรู้ผ่านอายตนะทั้ง 6 ไม่ใช่แค่นั่งฟังในห้องเรียน” ว่าด้วย “การพิสูจน์ทฤษฎีด้วยชีวิตจริง” ของแม่และลูกที่กลายเป็นต้นแบบ

จากบ้านเรียน สู่การเปลี่ยนแปลงกฎหมายการศึกษา เพราะ “เด็กเรียนรู้ผ่านอายตนะทั้ง 6 ไม่ใช่แค่นั่งฟังในห้องเรียน” ว่าด้วย “การพิสูจน์ทฤษฎีด้วยชีวิตจริง” ของแม่และลูกที่กลายเป็นต้นแบบ

“ระบบการศึกษาต้องออกแบบให้ตอบโจทย์ผู้เรียนทุกวัย ทุกรูปแบบ ทุกศักยภาพ ไม่ใช่แค่ยืดหยุ่นเพื่อรองรับบางอย่าง แต่ต้องหลากหลายตั้งแต่แรก”

ธรรณพร คชรัตน์ สบายใจ รองเลขาธิการ (เครือข่ายบ้านเรียน) และผู้อำนวยการศูนย์ประสานสิทธิการศึกษาบ้านเรียนและศูนย์การเรียนไทย สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย

ถ้าวัดจากปีที่เริ่มต้น แม่นิ่ม หรือ ธรรณพร คชรัตน์ สบายใจ ทำงานเรื่องการศึกษาทางเลือกมาตั้งแต่ปี 2542 ก่อนที่คนส่วนใหญ่จะรู้จักคำว่า ‘บ้านเรียน’ ด้วยซ้ำ

วันนี้เธอดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ (เครือข่ายบ้านเรียน) สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย และผู้อำนวยการศูนย์ประสานสิทธิการศึกษาบ้านเรียนและศูนย์การเรียนไทย ซึ่งตำแหน่งหลังเกิดขึ้นมาจากสถานการณ์จริงที่เกิดปัญหาเรื่องสิทธิทางการศึกษามาตรา 12 ในสังคมไทย

ตลอด 25 ปีนั้น เธอผ่านทั้งการผลักดันกฎกระทรวง ร่วมจัดทำคู่มือบ้านเรียนเล่มแรกของประเทศ เดินเรื่องเคสเด็กหลุดระบบมาหลายร้อยราย ต่อสู้กับการตีความระเบียบที่ผิด และเสนอร่างกฎหมายใหม่ที่ยังค้างอยู่ในระบบ สิ่งที่เธอทำไม่ใช่การรอให้ระบบเปลี่ยน แต่คือการผลักระบบให้เปลี่ยนทีละขั้น

เมื่อโรงเรียนอนุบาลในบ้านเริ่มตั้งคำถามที่ไม่มีในหลักสูตร

แม่นิ่มเติบโตมากับโรงเรียนอนุบาลของครอบครัว เธอเรียนคณะครุศาสตร์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสอนพิเศษเด็กหลายคนในช่วงนั้น สิ่งที่เธอสังเกตเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ เด็กจำนวนมากเรียนในโรงเรียนมาหลายปีแต่ยังเรียน ‘ไม่รู้ทันในชั้นเรียน’ ขณะที่บ้านข้างเคียงและญาติมิตรต่างก็ล้วนฝากลูกหลานมาเรียนกับเธออยู่แล้ว

คำถามที่ตามมาเมื่อเธอมีลูกชายของตัวเองฟังดูเรียบง่าย แต่เปลี่ยนทิศทางชีวิตทั้งหมด คือ แล้วทำไมเธอต้องเอาลูกไปเรียนกับคนอื่น

“เราถามตัวเองว่า ทำไมเราต้องเอาลูกไปเรียนกับคนอื่น ในเมื่อเราก็สอนหนังสือได้ บ้านเราก็มีโรงเรียนอนุบาล แล้วคนอื่นก็ส่งลูกมาเรียนกับเรา ทำไมลูกเราต้องออกไปข้างนอก”

นั่นทำให้เธอเริ่มค้นหาคำตอบจากกฎหมาย และพบว่า พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 เปิดช่องให้ครอบครัวจัดการศึกษาเองได้จริง จากวันนั้นเป็นต้นมา แม่นิ่มไม่ได้แค่ใช้สิทธิของตัวเอง แต่ร่วมขับเคลื่อนให้ระบบเปิดกว้างสำหรับการใช้สิทธิของครอบครัวบ้านเรียนอื่นๆ ทั่วประเทศด้วย

บ้านเรียนของป้อมปืน และการจัดการเรียนที่เน้นความเป็นมนุษย์

ก่อนที่จะมีคู่มือบ้านเรียนหรือแนวปฏิบัติใดรองรับ แม่นิ่มเลือกเป็น ‘เคสนำร่อง’ ด้วยตัวเอง เธอเริ่มจัดการศึกษาให้ลูกชายที่ชื่อ ‘ป้อมปืน’ ตั้งแต่ชั้น ป.1 โดยไม่มีแผนภูมิหรือตารางสอนที่ตายตัว มีเพียงการสังเกตและความเชื่อที่เธอสั่งสมมาจากการทำงานกับเด็กมาตลอด

“มนุษย์ทุกคนเรียนรู้ผ่านอายตนะทั้ง 6 การเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมไปเรื่อยๆ ประสาทสัมผัสทั้ง 6 ที่ทำงานอยู่ตลอดเวลา ก็เชื่อมโยงสิ่งแวดล้อมในบริบทต่างๆ และสะสมองค์ความรู้ในตัวเองขึ้นมาเอง บางอย่างฝึกจากทักษะปฏิบัติ ตาหูจมูกลิ้นกายใจ กระทบอะไรก็เกิดกระบวนการเรียนรู้ ขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่เราทำในบ้าน นอกบ้าน หรือตามความสนใจของเด็ก”

แม่นิ่มสรุปรูปแบบการเรียนรู้ที่เธอเห็นจากการเรียนรู้ของลูกออกมาเป็น 3 ฐาน ได้แก่ Home-based Learning การเรียนรู้ในบ้าน, Community-based Learning การเรียนรู้จากชุมชนรอบตัว และ Specific-based Learning การเรียนรู้ตามความสนใจเฉพาะทาง ซึ่งแม้ไม่เคยออกแบบให้ตรงกับหลักสูตรแกนกลาง แต่พอถึงเวลาเข้าร่วมงานวิจัยของสมาคมฯ ร่วมกับสภาการศึกษา ก็พบว่าการเรียนรู้จาก 3 ฐานก็ครอบคลุมทุกกลุ่มสาระตามหลักสูตรได้ครบถ้วน เรียกว่าเรียนจากสิ่งแวดล้อมทุกทิศทางรอบตัว Experiential Based Learning

ในยุคเริ่มต้น แม้เส้นทางการเรียนแบบ ‘บ้านเรียน หรือ homeschool’ ของป้อมปืนราบรื่น แต่การประเมินร่วมกับภาครัฐยังติดขัดบ้าง  เพื่อ จบ ม.3 ต้องขับรถไปกลับระหว่างกรุงเทพฯ กับสงขลาหลายรอบ เพราะสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายังไม่มีแนวทางรองรับ แต่สิ่งที่แม่นิ่มยืนยันตลอดมาคือ เธอไม่เคยปฏิเสธการประเมินหรือการสอบ สิ่งที่เธอต่อสู้คือความหมายของการประเมินที่แท้จริง

“การประเมินที่ไม่สามารถสะท้อนคุณภาพที่เด็กผ่านการเรียนรู้มาได้จริง ไม่ได้เป็นการประเมินเพื่อแสดงผลการเรียนรู้ของผู้เรียน และก็ไม่ใช่การประเมินเพื่อร่วมพัฒนาผู้เรียนให้ก้าวไปข้างหน้า ป้อมปืนเตรียมตัวสอบอยู่แล้ว เราไม่ห่วงการทำข้อสอบของเขา แต่เราห่วงว่าการประเมินที่ควรจะต้องตรงกับกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจริง”

ป้อมปืนจบ ม.6 และสอบติดสาขา Emagineering  จินตวิศวกรรมของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง แต่สุดท้ายไม่ได้เข้าเรียน เพราะมหาวิทยาลัยเปลี่ยนเงื่อนไขการเรียนแบบ Project-based หลังประกาศผลให้ต้องเข้าเรียนในคลาสซึ่ง ลูกเรียนได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว  ลูกบอกว่าไม่จำเป็นต้องให้พ่อเสียเงินเป็นแสนเพื่อไปนั่งรออาจารย์สอน ป้อมปืนเลือกเรียนภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์เอง และเลือกปฏิเสธการเข้าเรียนสาขาที่มหาวิทยาลัยประกาศรับแล้ว เปลี่ยนมาเลือกเส้นทางพัฒนาทักษะการเป็นผู้ประกอบการทางสังคมตามแนวทางที่เขาต้องการเลือกเรียนจากการทำงานลงพื้นที่ เป็นเส้นทางการเรียนต่อที่มีความหมายได้จาก Experience Based

ทุกวันนี้เขากลายมาเป็นผู้นำการออกแบบระบบงานใหม่ ๆ ให้กับงานหลักของแม่ เพื่อสนับสนุนศูนย์การเรียนและครอบครัวบ้านเรียนทั่วประเทศมีเครื่องมือการประเมินผลตามสภาพจริงที่ดีกว่าที่เป็นอ

สิทธิการเรียนที่ต้องยืนยันซ้ำทุกปี

หลังป้อมปืนเรียนจบ ถ้าคิดว่างานของแม่นิ่มหมดลงหลังจากลูกชายจบการศึกษา ก็คิดผิด เพราะทุกปีนับตั้งแต่นั้นมา เธอยังคงทำหน้าที่เดิมซ้ำๆ เพื่อช่วยครอบครัวและเด็กๆ ทั่วประเทศที่ติดขัดกับการอ้างระเบียบ ถูกปฏิเสธสิทธิการเรียน หรือไม่รู้ว่ากฎหมายให้อำนาจทางการศึกษาแก่พวกเขาได้มากกว่าที่เจ้าหน้าที่บอก

หนึ่งในเคสที่ทำให้เห็นภาพชัดคือเด็กอายุ 14 ปีที่เคยถูกบูลลี่ตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนไม่ยอมไปโรงเรียนอีก ถูกวินิจฉัยว่าเป็นเด็กพิเศษ และใช้ชีวิตอยู่บ้านมาหลายปี วันที่คุณแม่ได้พบกับแม่นิ่ม บังเอิญเป็นวันที่เธอนั่งช่วยตรวจแผนการศึกษาอยู่ที่สำนักงานเขตแห่งหนึ่ง หากไม่ได้เจอกันวันนั้น เด็กคนนั้นจะต้องเรียนชั้น ป.1 ทั้งที่อายุ 14 ปี เพราะนั่นคือสิ่งที่ระบบตีความเมื่อเด็กขาดการเรียนมานาน แต่แม่นิ่มประสานสิทธิให้ทำบ้านเรียน ประเมินตามความสามารถที่มีจริง และค้นพบจากการประเมินโดยเพื่อนเครือข่ายที่เป็นสถาปนิกว่า เด็กคนนั้น “มีความสามารถพิเศษในการเขียนภาพ Perspective Drawing ได้ดีมากในวัย 14 ปี”

เคสเรื่องสิทธิการรียนของเด็กๆ ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียว แต่เกิดซ้ำทุกปี ในทุกจังหวัด กับเด็กหลากหลายกลุ่ม ปีนี้ก็มีเด็กที่ครอบครัวย้ายกลับจากต่างประเทศและลูกทั้งหมดหลุดจากระบบการศึกษา มีเด็กชาติพันธุ์ไทยใหญ่ที่โรงเรียนเอกชนกำหนดให้จบได้แค่ ป.4 ทั้งที่อายุ 14 ปีแล้ว ไปจนถึงเยาวชนอายุเกิน 18 ปีที่ไม่มีสถานศึกษารับเข้าเรียนเพราะระเบียบเก่าเรื่องเกณฑ์อายุยังล็อกอยู่

“ล่าสุด แม่นิ่มเตรียมจะทำเรื่องประสานสิทธิให้เด็กไทยใหญ่ ที่เรียนอยู่ในโรงเรียนเอกชน ปัจจุบันเด็กคนนี้อายุ 14 ปี โรงเรียนแจ้งเด็กว่าจะให้จบ ป.4 ทั้งที่ให้นั่งเรียนในชั้น ป.6 กับเพื่อน เด็กเรียนดีและอยากจบ ป.6 พร้อมเพื่อน”

“สถานการณ์ปัจจุบัน มีเด็กหลุดจากระบบทุกปี เราก็ช่วยตามให้ จริงๆ แล้ว ระเบียบที่สนับสนุนสิทธิการศึกษาทางเลือกเด็กนั้นมีอยู่แล้ว แต่ทุกวันนี้เราก็ยังเจอว่า ต้องออกมายืนยันสิทธิการเรียนซ้ำทุกปี เพราะยังมีกลไกที่แข็งตัวอยู่ในหน่วยงานเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาทางเลือก ซึ่งแม่นิ่มมองว่า ควรจะต้องเปลี่ยนแปลง เราอยากให้หน่วยงานด้านการศึกษาทำงานโดยยึดหลักว่า ทำงานเพื่อที่จะซัพพอร์ตให้เด็กคนหนึ่งได้เติบโต ได้เรียนรู้อย่างมีความสุข เพราะด้วยกฎหมายและระเบียบตอนนี้ คุณสามารถทำงานเอื้อให้กับสิทธิเด็กได้อยู่แล้ว แต่คุณไม่ยอมทำ คุณใช้ทัศนคติเดิม ใช้การตัดสินด้วยทัศนคติส่วนบุคคลซึ่งไม่ถูกต้อง เจ้าหน้าที่ไม่ควรเป็นแบบนี้ และนักการศึกษาก็ไม่ควรเป็นแบบนี้” แม่นิ่มกล่าวย้ำ

บ้านเรียนและศูนย์การเรียน : สิทธิที่กฎหมายเปิดไว้แต่การปฏิบัติยังปิดอยู่

พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า บุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถานประกอบการ สถาบันทางศาสนา และสถาบันทางสังคมต่างๆ สามารถจัดการศึกษาได้ด้วยตัวเอง โดยมีกฎกระทรวงรองรับถึง 6 ฉบับ ครอบคลุมทั้งบ้านเรียน ศูนย์การเรียนโดยบุคคล องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถานประกอบการ และสถาบันพระพุทธศาสนา แต่หลังจากผ่านมากว่าสองทศวรรษ สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับคนไทยจริงยังไกลจากที่กฎหมายเขียนไว้มาก

ตัวแม่นิ่มเป็นพยานประวัติศาสตร์ชิ้นหนึ่งของความพยายามนั้น เธอมีส่วนอยู่หลังบ้านในการผลักดันกฎกระทรวงฉบับแรกในปี 2547 ร่วมจัดทำคู่มือบ้านเรียนเล่มแรกในปี 2549 และตั้งแต่นั้นมาจนถึงวันนี้ เธอยังต้องเจอปัญหาเดิมซ้ำไปมา ปัญหาที่ไม่ได้มาจากการขาดกฎหมาย แต่มาจากการที่คนทำงานกับกฎหมายนั้นไม่เข้าใจมันอย่างแท้จริง

ปัญหาแรกคือระเบียบ เราติดด้วยระเบียบวิธีที่เอาระเบียบปฏิบัติของโรงเรียนมาใช้กับบ้านเรียน แล้วปัญหาที่สองคือคน เราใช้คนที่ทำงานกับระเบียบปฏิบัติของโรงเรียนมาดูแลบ้านเรียนและศูนย์การเรียนอีก มันก็เลยเป็นชุดคิดคนละแบบ มีปัญหามาเรื่อยๆ ทั้งระเบียบและคนที่ไม่แมทช์กับงานของเรา คือกลไกผิดฝาผิดตัวไม่เหมาะสมกับการที่จะซัพพอร์ตให้บ้านเรียนเป็นการจัดการศึกษาที่ได้รับสิทธิตามกฎหมาย” เครือข่ายบ้านเรียนจึงจำเป็นต้องมีอยู่เพื่อยืนยันสิทธิดำเนินการและรักษาฐานข้อมูลและองค์ความรู้ในการจัดการศึกษาทางเลือกตามกฎหมาย

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เจ้าหน้าที่บางแห่งยังคงบังคับให้ครอบครัวบ้านเรียนหรือศูนย์การเรียนเขียนแผนการศึกษาหรือหลักสูตรเป็น 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้เหมือนการเรียนการสอนในโรงเรียน ทั้งที่หลักเกณฑ์ตามกฎหมายไม่ได้กำหนดเช่นนั้น การศึกษาทางเลือกสามารถออกแบบการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง ผ่านกิจกรรมหลากหลาย หรือหลายสำนักงานยังมีการออกเอกสารรับรองวุฒิที่ยังไม่ตรงกับแผนการศึกษารูปแบบหลากหลายตามที่ได้รับอนุญาต ซึ่งมีประกาศรับรองการออกวุฒิการศึกษาอยู่แล้ว เพราะเจ้าหน้าที่ที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเป็นคนใหม่ๆ อยู่เรื่อยไม่รู้ว่ามีประกาศนั้นอยู่ ความผิดพลาดจากความไม่รู้เหล่านี้ไม่ได้เกิดจากเจตนาร้าย แต่เกิดจากการที่ระบบปฏิบัติงานไม่ได้ออกแบบให้มีบุคลากรที่เหมาะสมในการทำงานรองรับสิทธิการจัดการศึกษาบนความหลากหลายตั้งแต่ต้น การทำงานเครือข่ายจึงมีภาระงานเป็นศูนย์ประสานเพื่อทำให้สิทธิการศึกษาทางเลือกได้รับการปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบและแนวปฏิบัติที่ถูกต้อง

และนั่นยังไม่นับกฎกระทรวงอีก 2 ฉบับที่ไม่เคยถูกนำไปปฏิบัติเลยแม้แต่ฉบับเดียว ซึ่งตรงนี้แม่นิ่มพูดถึงกฎกระทรวงการจัดการศึกษาโดยสถาบันศาสนาและโดยองค์กรวิชาชีพ ซึ่งมีอยู่ในกฎหมาย มีอยู่ในเอกสารราชการ แต่ไม่มีใครรู้ว่าจะทำอย่างไรให้เป็นจริง

เธอย้ำว่า “ขนาดบ้านเรียนกับศูนย์การเรียนโดย 4 กฎกระทรวงที่มีคนทำอยู่แล้วยังติดขัด อีก 2 แบบใหม่ยิ่งไม่เคลื่อนเลย”

อีกสิ่งที่ต้องรีบปรับแก้ คือเงินอุดหนุนที่ต้องตามทวงสิทธิให้กับเด็กๆ ทุกปี

หนึ่งในงานที่แม่นิ่มและเครือข่ายบ้านเรียนต้องทำซ้ำทุกปีจนกลายเป็นภารกิจประจำ คือการสำรวจรวบรวมรายชื่อครอบครัวที่ได้รับอนุญาตบ้านเรียนถูกต้องตามกฎหมาย แต่ไม่ได้รับเงินอุดหนุนในแต่ละปีการศึกษา เพื่อส่งรายชื่อไปยัง สพฐ. นั้น ต้องทำกันเองทุกปี ไม่มีกลไกกลางในการรับเรื่องเพื่อติดตาม ตรวจสอบ และขอรับสิทธิ

นับจนถึงตอนนี้ ในปี 2568 – ซึ่งเป็นเวลา 25 ปีแล้วหลังจากที่กฎหมายออกมา – เธอก็ยังทำงานชิ้นนี้อยู่

แม้งานนี้ไม่ควรจะเป็นหน้าที่ของเธอและเครือข่ายบ้านเรียนตั้งแต่ต้น แต่เมื่อไม่มีใครทำ และเด็กเหล่านั้นก็ยังคงถูกลืม เธอและเครือข่ายบ้านเรียนจึงยังต้องร่วมกันทำงานต่อไป

“ด้วยกลไกการทำงานเครือข่าย มีข้อจำกัด เรายังไม่มีระบบที่ monitoring ติดตามสิทธิทั่วประเทศได้ ซึ่งจริงๆ สพฐ. ควรจะทำ แต่ก็ไม่สามารถ monitor ได้ เพราะแต่ละสำนักงานเขตฯ ปฏิบัติไม่เหมือนกัน อย่างล่าสุด บ้านเรียนที่ได้รับอนุญาตในปี 2568 บางบ้านได้รับเงินอุดหนุน บางบ้านไม่ได้รับ แล้วบ้านเรียนใหม่จะไปตามที่ใคร นอกจากทางเครือข่ายจะต้องพยายามทำแบบสำรวจออนไลน์และร่วมตรวจสอบ และแจ้งให้บ้านเรียนติดตามขอรับเงินอุดหนุนตามสิทธิ”

นอกจากเงินอุดหนุนรายหัวแล้ว อาหารเสริม(นม) อาหารกลางวัน และสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่เด็กในโรงเรียนได้รับ ก็ยังไม่ครอบคลุมถึงเด็กบ้านเรียนอย่างเสมอภาค ทั้งที่กฎหมายระบุสถานะเป็นสถานศึกษาในระบบที่รัฐรับรองและควรได้รับสิทธิเท่าเทียมกัน ความเหลื่อมล้ำนี้ไม่ได้เกิดจากเจตนาร้าย แต่เกิดจากการที่ไม่มีระบบกลางติดตามดูแลอย่างจริงจัง และเมื่อไม่มีระบบกลาง งานนี้ก็กลายเป็นงานของคนที่มีกระบวนทัศน์ต่างอ้างเป็นความห่วงใย เป็นงานของคนที่ไม่ยอมปล่อยอำนาจรวมศูนย์ซึ่งจำกัดงบประมาณไว้ไม่ทำให้เกิดสิทธิขั้นพื้นฐานสำหรับเด็กทุกคน ทำให้สิทธิเด็กกลุ่มนี้ถูกกีดกัน 25 ปีแล้วก็ยังไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบจัดทำระบบงบประมาณใหม่

‘ยืดหยุ่น’ เป็นคำที่ยอมรับความแข็งตัว

คำว่า ‘การศึกษายืดหยุ่น’ กำลังถูกพูดถึงมากขึ้นในแวดวงการศึกษาไทย เป็นคำที่ให้ความหวัง เป็นคำที่ดูก้าวหน้า แต่สำหรับแม่นิ่ม คำนี้ยังแตกต่างจากการศึกษาทางเลือก เพราะการศึกษาที่ยืดหยุ่นยังแฝงการยอมรับไว้ในตัวว่า มีระบบยังแข็งตัวเวิร์กอยู่ ความยืดหยุ่นคือพยายามทำเพื่อรองรับสิทธิของบางกลุ่มเท่านั้น

“ถ้าคุณยังใช้คำว่ายืดหยุ่น แสดงว่าคุณยอมรับการศึกษาที่แช่แข็งเด็กในนั้น แล้วคุณก็แค่อยากทำให้มันยืดหยุ่นขึ้นเพื่อรองรับบางอย่าง ซึ่งไม่ใช่ความครอบคลุมแผนปกติทั้งหมด สิ่งที่ควรจะเป็นคือระบบการศึกษาควรออกแบบมาให้รองรับความหลากหลายตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ประนีประนอมกับระบบแข็งตัวซึ่งไม่ถูก และยอมรับให้ถูกด้วยการยืดหยุ่นทีหลัง เพราะพอยืดหยุ่นทีหลัง มันก็เป็นงานแค่บางส่วน บางพื้นที่ บางกลุ่มเท่านั้น คนที่อยู่นอกขอบข่ายนั้นก็ยังหลุดจากสิทธิในการจัดการที่ยอมรับศักยภาพเด็กที่มีความหลากหลายอยู่ดี”

แม่นิ่มยกตัวอย่างให้เห็นภาพจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาได้ถูกสร้างขึ้นโดยจำกัดสถานศึกษารูปแบบโรงเรียนเท่านั้น และอยู่ในบางจังหวัดเท่านั้นที่ได้รับโอกาสทดลองรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ๆ ซึ่งแม้จะเป็นก้าวที่ดี แต่ก็กลายเป็นก้าวที่สร้างความเหลื่อมล้ำใหม่ขึ้นมาในตัวเอง เพราะไม่ได้เปิดโอกาสให้ทุกพื้นที่การเรียนรู้และเด็กทุกคนเข้าถึงโอกาสในการเรียนรู้ตามเป้าหมายของการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์ได้จากทุกสถานศึกษา

“พื้นที่นวัตกรรมมีกี่จังหวัดแล้ว จังหวัดอื่นที่อยากทำ เขาไม่มีทุน ไม่มีระบบสนับสนุน ทำไม่ได้ อันนี้คือการสร้างความเหลื่อมล้ำตัวจริงเลย ถ้าระบบการศึกษาจะตอบโจทย์คนทุกคน ควรต้องทำได้ทุกพื้นที่ ไม่ใช่แค่พื้นที่ที่ได้รับการคัดเลือก นั่นไม่ใช่ปฏิบัติการปฏิรูปการศึกษาระดับประเทศ นั่นคือการทดลองที่สร้างความหวังไว้ที่เกาะ ส่วนคนที่อยู่บนแผ่นดินใหญ่ก็ยังดิ้นรนอยู่”

สิ่งที่เครือข่ายการศึกษาทางเลือกทำเรื่องปฏิรูปการเรียนรู้แล้ว มีประกาศรับรองรูปแบบและวิธีการหลากหลายที่เลือกได้ และต้องการขับเคลื่อนต่อเนื่อง ไม่ใช่การใช้อำนาจยืดหยุ่นได้ในบางพื้นที่ แต่คือระบบการศึกษาตามหลักการ แนวทาง จุดหมายของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯ ปัจจุบันที่ยอมรับการเข้าถึงโอกาสการเรียนรู้ของผู้คนที่มีศักยภาพหลากหลายเป็นหลัก ไม่ใช่เป็นข้อยกเว้นสำหรับบางพื้นที่บางกลุ่มผู้จัดการศึกษา ไม่เลือกปฏิบัติ เธอกล่าวย้ำ

เมื่ออายุ (18 ปี) กลายเป็นกำแพงหลายชั้นของการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา

หนึ่งในปัญหาที่แม่นิ่มพบซ้ำๆ และทำให้เธอรู้สึกไม่เข้าใจและเห็นข้อจำกัดของระเบียบอย่างแท้จริงคือ เยาวชนที่หลุดออกจากระบบและอยากกลับมาเรียนต่อเมื่ออายุเกิน 18 ปี พวกเขาติดอยู่ในพื้นที่ที่กฎหมายหลักไม่ได้ห้าม แต่ระเบียบล็อกอายุไว้ไม่ได้รองรับ

“เด็กอายุ 19 ปีที่หลุดออกจากระบบไปแล้วอยากกลับมาเรียน เขาจะไปเรียนที่ไหน ระเบียบเขียนว่าต้องอายุไม่เกิน 18 ปี แต่เราแย้งว่า อย่างน้อยนิยามของเยาวชนในกฎหมายไทยและกติกาสากลคืออายุถึง 25 ปี แล้วทำไมการศึกษาถึงหยุดรองรับเขาตอนอายุ 18 เบื้องต้นเราเสนอให้อนุโลมถึง 24-25 ปีได้เลย เพราะศูนย์การเรียนบางแห่งทำงานให้กับสิทธิเยาวชนอายุถึง 24 ปีอยู่แล้ว แต่มีกำแพงกั้นระบบสนับสนุนงบประมาณจากรัฐ ทำให้การทำงานเพื่อเด็กกลุ่มนี้ติดวนอยู่ในเขาวงกต ไม่มีทางออก ไม่ผิดกฎหมาย แต่ก็ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางการศึกษาใดๆ ”

แม่นิ่มบอกว่านี่คือหนึ่งในจุดที่แก้ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอออกกฎหมายใหม่ทั้งฉบับ ไม่ต้องรอรัฐบาลชุดใหม่ ไม่ต้องรอนักการเมืองรุ่นใหม่ เพียงแค่ผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานการศึกษาเห็นความสำคัญโดยสามารถประกาศมาตรการและปรับระเบียบปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฎหมายการศึกษาที่มีอยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่มีใครทำจริงจัง ทั้งที่เด็กเหล่านั้นไม่ได้หยุดโตแค่ 18 ปี ชีวิตพวกเขายังดำเนินต่อไป และความต้องการเรียนรู้ก็ยังมีอยู่ การรอหน่วยงานรัฐแก้ไขแนวปฏิบัติเรื่องเกณฑ์อายุจึงเป็นกำแพงทำให้สิทธิการศึกษาของเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้ตกหล่น

นอกจากนี้ในสังคมไทยยังมีคนวัยผู้ใหญ่ที่หลุดจากระบบมาทำอาชีพสุจริตแต่ถูกกำแพงเงินเดือนที่ผูกกับระดับการศึกษาสุดท้าย พวกเขาต้องการได้รับวุฒิการศึกษาเพื่อนำไปปรับฐานเงินเดือนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต การเข้าสู่ระบบการเรียนทีละชั้นปีจะทำให้เสียเวลา  แต่การศึกษาทางเลือกเน้นเรื่องการเข้าถึงโอกาสของผู้เรียนทุกวัย ซึ่งใช้มาตรา 15 ของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯ มาเป็นแนวปฏิบัตินำการเรียนรู้นอกระบบ ตามอัธยาศัย การฝึกอาชีพ หรือจากประสบการณ์การทำงาน มาเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินผลการเรียนให้กับผู้เรียนกลุ่มนี้

ต้องเห็นภาพรวมก่อน จึงจะรู้ว่าต้องเปลี่ยนอะไร

เมื่อถามแม่นิ่มถึงข้อเสนอเชิงนโยบาย เธอไม่ได้เริ่มจากข้อมูลจากโครงการใดโครงการหนึ่ง ไม่ได้เริ่มจากนโยบายและแผนงานที่สวยงาม แต่เริ่มจากสิ่งที่เธอเชื่อว่ายังไม่มีความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการทำงานร่วมกันจริงๆ นั่นคือการมองเห็น Big Data ของความเหลื่อมล้ำในระบบการศึกษาไทยทั้งหมดอย่างครอบคลุม ลงรายละเอียดกันอย่างจริงจัง และแบ่งงานให้ Players ของทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมที่เหมาะสมกับลักษณะความเหลื่อมล้ำรายบุคคล

เธอมองว่า ถ้าไม่รู้ว่าระบบมีรูรั่วตรงไหนบ้าง เราก็จะไม่รู้ว่าต้องซ่อมตรงไหนก่อน ถ้าไม่รู้ข้อเท็จจริงว่าแต่ละรูปแบบของการจัดการศึกษามีประเด็นความเหลื่อมล้ำอย่างไร เราก็จะแก้ได้แต่อุดรอยรั่วด้วยวิธีการแบบเหมารวมแค่สร้างภาพปลายเหตุ ไม่ใช่การร่วมมือกันซ่อมสร้างใหม่ที่สาเหตุจำเป็นต่อการขจัดปัญหาความเหลื่อมล้ำสอดคล้องกับความต้องการอย่างเหมาะสมกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษารายกรณีเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างแท้จริง

“ควรต้องเริ่มจากการรวบรวมรูปแบบการจัดการศึกษาที่มีอยู่ทั้งหมด map ภาพรวมระดับประเทศ แล้วมาวิเคราะห์การทำงานระดับพื้นที่ว่า โรงเรียนรัฐ โรงเรียนเอกชน โรงเรียน อปท. สถานศึกษารูปแบบต่าง ๆ ทั้งในระบบ นอกระบบ ตามอัธยาศัย ศูนย์ส่งเสริมการศึกษาเขต ศูนย์การเรียน บ้านเรียน การจัดการศึกษาด้วยนวัตกรรมของคนรุ่นใหม่  แหล่งเรียนรู้ สถานประกอบการ สถาบันทางสาสนา ชุมชน ครูภูมิปัญญา มีประเด็นที่จะร่วมกันแก้ไขสภาพความเหลื่อมล้ำที่ตอบโจทย์ผู้เรียนอย่างไรบ้าง แล้วค่อยวางไทม์ไลน์และแบ่งหน้าที่ตามพื้นที่และความต้องการของผู้เรียนว่าจะแก้ปัญหาแต่ละจุดด้วยกลไกจากความร่วมมือของหน่วยงานไหน จุดนี้อาจต้องอาศัยภาคการเมือง จุดนั้นอาจต้องแก้ระเบียบหรือมาตรการพิเศษควรพัฒนาให้มีการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล ระบุว่าใครจะช่วยเมื่อไหร่ ที่ไหน ด้วยวิธีอย่างไร ถ้าเราไม่มี Big Data ของความเหลื่อมล้ำที่ครอบคลุมทุกรูปแบบ เราก็จะไม่รู้ว่าต้องไปขยับตรงไหนก่อน เราก็จะยังแก้ปัญหาแบบปะติดปะต่อ ปะตรงนี้รั่วตรงนั้นไปเรื่อยๆ ซึ่งผู้ได้รับเสียหายจากรอยรั่วอื่นๆ ต้องดำเนินชีวิตต่อ ทำให้ผู้คนไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างครอบคลุมและทันการ”

ควบคู่กับการมองเห็นภาพรวมของสถานศึกษาทางเลือกตามกฎหมาย แม่นิ่มเสนอให้มีหน่วยงานเฉพาะที่ดูแลการจัดการศึกษาตามมาตรา 12 อย่างแท้จริง ไม่ใช่การฝากงานไว้กับสำนักงานที่ทำงานตามระเบียบโรงเรียน และคาดหวังว่าพวกเขาจะเข้าใจหลักการและแนวทางการจัดการศึกษาทางเลือกของบ้านเรียนและศูนย์การเรียนได้เอง ยุคนี้ หน่วยงานนี้ต้องมาพร้อมกับแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ทำให้การระบบการขออนุญาต การรับเงินอุดหนุน และการประสานติดตามสิทธิต่างๆ เกิดขึ้นได้ตามกฎหมายอย่างโปร่งใสและเสมอภาคในทุกพื้นที่ มีระบบการแก้ปัญหาทันทีที่ไม่ขึ้นกับว่าสำนักงานเขตนั้นเข้าใจบ้านเรียนมากน้อยแค่ไหน หรือเจ้าหน้าที่คนนั้นเคยได้ยินคำว่ามาตรา 12 มาก่อนหรือเปล่า ซึ่งโดยหลักการ ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับที่ผ่านสภามาแล้ว กำหนดว่า บ้านเรียนใช้สิทธิจัดการศึกษาได้โดยไม่ต้องขออนุญาต เพราะเป็นสิทธิครอบครัวโดยชอบธรรม และปัญหาที่ผ่านมาระบบงานของหน่วยงานรัฐผลิตซ้ำปัญหาของการใช้อำนาจไม่เป็นธรรมมากับการศึกษามาตรา 12 มากกว่า 20 ปี

พ.ร.บ. การศึกษาภาคสังคม: โครงสร้างที่ยังขาดหายอยู่

ข้อเสนอที่แม่นิ่มมีส่วนผลักดันร่วมกับสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย มาจากผลงานวิจัยและยังไม่เห็นรูปธรรมจากภาครัฐ คือกลไกที่เหมาะสมสำหรับการศึกษาทางเลือกของประเทศไทย สมาคมฯเตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ. การศึกษาภาคสังคม ร่วมกับเครือข่ายการศึกษาทางเลือกเพื่อจะทำให้การศึกษาทางเลือกทุกรูปแบบมีโครงสร้างทางกฎหมายรองรับอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่การอาศัยช่องว่างของมาตรา 12 ที่ยังตีความไปต่างกันในแต่ละพื้นที่ ในแต่ละสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา อย่างถูกบ้างผิดเพี้ยนไปบ้างในแต่ละช่วงเวลา

ทุกประเทศที่เจริญแล้วต้องมีการศึกษาทางเลือก เพราะรัฐต้องให้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานแก่ประชาชนในการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากการดำเนินการโดยรัฐ ไม่ใช่เรื่องพิเศษ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน แต่ตอนนี้ หมวดบริหารจัดการใน พ.ร.บ.การศึกษาฉบับปัจจุบัน เพิ่มหลักการและแนวทางตามสิทธิการจัดการศึกษาทางเลือกภาคสังคมในมาตรา 12 แล้ว แต่ไม่มีหมวดบริหารจัดการศึกษาโดยภาคสังคม ทำให้ไม่มีโครงสร้างการบริหารจัดการที่ชัดเจนรองรับ การนำบ้านเรียนกับศูนย์การเรียนซึ่งเป็นสถานศึกษารูปแบบใหม่ ไปสังกัดอยู่ในสำนักงานเดิมที่ทำงานแบบโรงเรียน ใช้คนทำงานด้วยระเบียบโรงเรียนแบบเดิม แล้วก็คาดหวังว่าจะได้ผลแบบใหม่ ซึ่งพิสูจน์มามากกว่า 20 ปีแล้วว่าไม่มีทางเกิดขึ้นได้ ปัญหาของหน่วยงานภาครัฐทั้งส่วนกลางและภูมิภาคสรุปได้ว่า ‘You cannot put the right man to the right job’ บุคลากรปัจจุบันมีความเชี่ยวชาญการศึกษาในระบบโรงเรียนรัฐขาดความเชี่ยวชาญด้านการศึกษาทางเลือก งานวิจัยของสมาคมฯ สรุปได้ว่า ควรต้องมีโครงสร้างใหม่รองรับ ถึงจะทำให้ระบบสนับสนุนการศึกษาทางเลือกเดินได้จริง”

ร่าง พ.ร.บ. ที่จะเสนอ ครอบคลุม  ทั้งบ้านเรียน ศูนย์การเรียน การศึกษาโดยบุคคล องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน สถานประกอบการ สถาบันศาสนา และสถาบันทางสังคมอื่นๆ การศึกษาบนฐานชุมชน กลุ่มชาติพันธุ์ พื้นที่นวัตกรรมการเรียนรู้คนรุ่นใหม่ รวมทั้งแหล่งเรียนรู้ทางสังคม ให้มีกลไกใหม่ คือ หน่วยงานเฉพาะที่รับผิดชอบโดยตรงและเข้าใจบริบทของการศึกษาทางเลือกอย่างแท้จริง มีระบบเงินอุดหนุน ระบบงานที่โปร่งใสตรวจสอบได้และไม่ขึ้นกับความไม่พร้อมของเจ้าหน้าที่รัฐที่เหวี่ยงไปเหวี่ยงมา มีกลไกประเมินที่ออกแบบมาสำหรับการเรียนรู้บนวิถีชีวิตตามความพร้อม วัย และศักยภาพรายบุคคล ไม่ใช่การนำระเบียบการเรียนการสอนแบบแมคโครในโรงเรียนมาครอบทับเป้าหมายคุณภาพที่มุ่งหวังของผู้เรียนที่เน้นศักยภาพรายบุคคลในระบบการศึกษาทางเลือก

แต่เธอก็ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า การผลักดันกฎหมายใหม่ต้องอาศัยแรงสนับสนุนจากฝ่ายการเมือง ต้องอาศัยความเข้าใจจากผู้มีอำนาจตัดสินใจ ในอดีตมีพรรคการเมืองมองว่าบ้านเรียนเป็น ‘กลุ่มเล็ก’ ที่ไม่คุ้มกับการลงทุนทางการเมือง แต่ปัจจุบันมีการทำงานเพื่อให้การศึกษาบ้านเรียนและศูนย์การเรียน นวัตกรรมการศึกษาของคนรุ่นใหม่เป็นโมเดลปฏิรูปการศึกษามากขึ้น การหยุดชะงักทางการเมืองทำให้เรื่องนี้ยังค้างอยู่ รอการเปิดลิ้นชักออกมาทำงานกันต่อ ขณะที่เครือข่ายการศึกษาทางเลือกก็ทำงานต่อไปไม่หยุดโดยใช้กฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้องยืนยันสิทธิทางการศึกษาตามกฎหมาย  เพื่อไม่ทำให้เด็กๆ ต้องหยุดรอการเติบโตจากความไม่พร้อมของหน่วยงานรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิเด็กให้ได้รับโอกาสเรียนรู้อย่างมีความสุขและมีความหมาย  

ทุกคนมีส่วนร่วมขับเคลื่อนการศึกษา (ไม่ใช่แค่กระทรวง) ตามหลักสิทธิมนุษยชนและสิทธิเด็ก

ในห้วง 10 ปีที่ถดถอย สิ่งที่แม่นิ่มมองว่าเป็นรากของปัญหาทั้งหมด ไม่ใช่การขาดทรัพยากร ไม่ใช่การขาดคน แต่คือความเชื่อที่ฝังลึกของเจ้าหน้าที่รัฐที่ขาดองค์ความรู้ด้านกฎหมายผนวกความกำกวมของรัฐธรรมนูญบัญญัติ ว่า การศึกษาเป็นหน้าที่ของรัฐ ทำให้เกิดการตีความใช้อำนาจจากเจ้าหน้าที่รัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว ขาดความเชื่อมโยงกับสิทธิทางการศึกษาด้วยหลักสิทธิมนุษยชน สิทธิเด็ก กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอื่นๆ  ความเชื่อนี้ทำให้ศักยภาพของภาคส่วนอื่นๆ ที่พร้อมจะร่วมจัดการศึกษาถูกปล่อยทิ้งไว้ให้ว่างเปล่า  

“ไม่ใช่หน้าที่ของกระทรวงอย่างเดียว ไม่ใช่หน้าที่ของโรงเรียนอย่างเดียว ไม่ใช่หน้าที่ของผู้ปกครองเท่านั้น ทุกคนมีส่วนร่วมในการที่จะทำให้การศึกษาขับเคลื่อนไปเพื่อการพัฒนาคนทุกช่วงวัยให้เข้าถึงการศึกษาตามศักยภาพรายบุคคลได้ ผู้ประกอบการ ชุมชน ครูภูมิปัญญา หน่วยงานศาสนา สถาบันทางสังคมอื่น ๆ สามารถเป็นทั้งผู้จัดการศึกษาและผู้สนับสนุนได้ แต่ตอนนี้ถูกล็อกด้วยวิธีคิดรูปแบบเดียวคือการศึกษาในโรงเรียนของรัฐทั้งส่วนกลางและพื้นที่ มีการปัดงานกันไปมา ทางพื้นที่มักอ้างว่าต้องทำตามหน้าที่ เมื่อเราอ้างถึงหลักการทางกฎหมายก็ถูกอ้างกลับมาว่าทางต้นสังกัดสั่งไม่ให้ทำ ทางส่วนกลางก็อ้างว่ากระจายอำนาจการจัดการไปที่พื้นที่แล้ว  เป็นแบบนี้กันก็เลยไม่เกิดความรับผิดรับชอบและยังไม่มีระบบพัฒนาการจัดการศึกษาทางเลือกตามหลักธรรมาภิบาล”

แม่นิ่มเสนอให้ปรับบทบาทของรัฐจากการเป็น ‘เจ้าของผูกขาด’ มาเป็น ‘ผู้สนับสนุนระบบปฏิบัติงานด้วยหลักธรรมาภิบาลและประสานงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียน มีกลไกและมาตรฐานการสนับสนุนที่เป็นธรรมกับการจัดการศึกษาทุกรูปแบบ’  คือทำให้ทุกภาคส่วนสามารถจัดการศึกษาได้ตามกฎหมาย มีระบบรับรองคุณภาพที่ไม่ใช่แค่การล็อกเอารูปแบบโรงเรียนมาใช้  

เธอเชื่อว่าระบบการศึกษาของไทยยังมีศักยภาพที่ยังไม่ถูกใช้อีกมาก มีผู้คนอีกมากที่พร้อมจะทำงาน พร้อมจะร่วมสร้าง พร้อมจะเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา แต่ถูกกีดกันด้วยกำแพงที่มองไม่เห็น กำแพงของความเชื่อว่า การศึกษาต้องทำแบบนี้ตามที่รัฐกำกับเท่านั้น กำแพงของระเบียบที่ปิดโอกาสไม่ให้เกิดการมีส่วนร่วมจากหลายภาคส่วน และกำแพงของความกลัวการอ้างอำนาจรัฐจนทำให้คนเลี่ยงไม่ใช้สิทธิอันชอบธรรม ทั้งที่ระเบียบและแนวปฏิบัติที่ถูกอ้างกันนั้นขัดแย้งกับหลักการและแนวทางของกฎหมายซึ่งมีช่องทางและวิธีการใหม่ที่ผู้คนในสังคมเลือกได้ 

สิ่งที่ขาดไปจริงๆ ไม่ใช่ทรัพยากรและบุคลากรของรัฐ แต่คือ การขาดเจตจำนงของผู้รับผิดชอบภาครัฐที่มีความพร้อมในการสร้างการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างระบบใหม่ไม่เฉพาะกับสิทธิการจัดการศึกษาทางเลือกภาคสังคม แต่จะให้ระบบการศึกษาขยายพื้นที่รับรองการจัดการศึกษาในรูปแบบที่หลากหลายและเป็นพลังสนับสนุนสิทธิการเรียนรู้ของผู้เรียนซึ่งมีศักยภาพในการเข้าถึงการเรียนรู้ตามศักยภาพความถนัดที่แตกต่างกันอย่างเป็นรูปธรรม เธอกล่าวย้ำ

25 ปี ที่ยังต้องผลักดันต่อไป

แม่นิ่มทำงานทั้งหมดนี้โดยไม่มีงบประมาณส่วนกลาง ไม่มีสำนักงานถาวร และไม่มีเงินเดือนรองรับ สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทยเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรขับเคลื่อนงานกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องระดับนโยบาย การเผยแพร่องค์ความรู้ทางวิชาการและคุ้มครองสิทธิผู้จัดการศึกษาทางเลือกและการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนมาอย่างต่อเนื่อง เครือข่ายบ้านเรียนที่เธอและน้องๆ คนรุ่นใหม่ช่วยกันดูแลอยู่ขับเคลื่อนด้วยทรัพยากรส่วนตัว  ด้วยความสัมพันธ์และองค์ความรู้ทางกฎหมายและวิชาการที่สะสมมาตลอด 25 ปี ด้วยพลังการทำงานร่วมกับเครือข่ายเพื่อรักษาความถูกต้องตามสิทธิขั้นพื้นฐานทางการศึกษาของผู้คน ผลลัพธ์การเรียนรู้ของลูกหลานที่ก้าวหน้าท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย การเติบโตและเรียนรู้อย่างมีความสุขของเด็กๆ จากรุ่นสู่รุ่น ทำให้พวกเราที่มีโอกาสทำงานร่วมกันด้วยความสุขและเติบโตไปด้วยกัน

ทุกวันนี้ เธอและน้องๆ เครือข่ายบ้านเรียนยังคงติดตามทวงคืนสิทธิการได้รับเงินอุดหนุนให้ครอบครัวที่ยังไม่ได้รับ ประสานสิทธิให้เด็กที่เจ้าหน้าที่อ้างระเบียบที่ไม่ถูกต้อง ผลักดันการปรับเปลี่ยนกฎหมาย ระเบียบ คู่มือ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังติดค้างการประชุมร่วมกับทั้งภาคการเมืองและภาคราชการ ทั้งหมดนั้นทำขนานไปกับงานรณรงค์และองค์ความรู้เชิงงานวิจัยที่เธอยังคงทำอยู่ในปัจจุบันกับลูกชายและเครือข่ายพัฒนาเครื่องมือประเมินที่หน่วยงานรัฐยังไม่ได้สร้างให้ เธอทำเพราะคิดว่าการแก้ปัญหารายวันไม่ยั่งยืน แต่ต้องการอำนวยความสะดวกและเผยแพร่ให้กับเครือข่ายการศึกษาทางเลือกขยายช่องทางความช่วยเหลือกันได้มากขึ้น ซึ่งหากไม่ทำ อาจมีเด็กๆ และผู้จัดการศึกษาที่อาจจะเสียโอกาสไปจากการใช้สิทธิอันชอบธรรมมากขึ้น

เมื่อถามถึงอนาคตของการศึกษาไทย เธอไม่ได้ตอบด้วยความหวังแบบโรแมนติก หรือหมดความหวัง เธอตอบด้วยการกระทำที่เร่งด่วนแต่สงบ  เร่งด่วนเพราะเวลาไม่เคยรอ สงบเพราะเธอทำงานนี้มานานพอที่จะรู้ว่า การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากคำสัญญาบนเวที แต่เกิดจากการทำงานที่ไม่หยุดนิ่งในทุกวัน

“ระบบการศึกษาของประเทศไทย ถ้าโครงสร้างการบริหารจัดการยังเป็นแบบนี้อยู่ ไม่น่าจะเวิร์ก เราต้องการการปฏิรูปโครงสร้างและระบบการบริหารจัดการจากนักการเมืองและข้าราชการรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ใหม่ มีกระบวนทัศน์ใหม่ตรงกันว่า ควรจะแก้ไขตรงไหน ที่จะเกิดระบบใหม่ และทำให้ทุกภาคส่วนของสังคมมีส่วนร่วมทำให้เกิดระบบการเรียนรู้ทุกรูปแบบ สำหรับคนทุกวัย ทุกศักยภาพ เชื่อมพื้นที่การเรียนรู้กับพื้นที่ชีวิตจริง ไม่ใช่เป็นบล็อกแบบเดิมที่อาจเคยเหมาะกับยุคหนึ่ง แต่ใช้ไม่ได้แล้วในตอนนี้”

แล้วเธอก็หยุดพักสักครู่ ก่อนจะพูดประโยคที่เธอพูดซ้ำมาตลอด 25 ปี ในที่ประชุมนับไม่ถ้วน ในการเจรจานับไม่ถ้วน และในชีวิตจริงของเด็กนับร้อยคนในแต่ละปีการศึกษาที่เธอทำงานร่วมกับเครือข่ายมา

“เด็กไม่เคยหยุดเติบโต พวกเขาไม่รอคุณทำงานแบบนี้กันหรอกนะ”