ดร.ราตรีศรีวิไล บงสิทธิพร การศึกษาซิ่งๆ ในจังหวะกลอนลำ ความ Never die ของเส้นทางการเรียนรู้
โดย : อาชวิชญ์ อินทร์หา

ดร.ราตรีศรีวิไล บงสิทธิพร การศึกษาซิ่งๆ ในจังหวะกลอนลำ ความ Never die ของเส้นทางการเรียนรู้

“หมอลำ Never die” เป็นประโยคช่วงท้ายๆ ที่หมอลำบรมครูอย่าง ดร.ราตรีศรีวิไล บงสิทธิพร ศิลปินแห่งชาติ สาขาการแสดง (หมอลำกลอนประยุกต์) พ.ศ.2565  ย้ำด้วยน้ำเสียงหนักแน่น   คำว่า never die หรือไม่เคยตาย ได้อธิบายภาพรวมตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการปรับเปลี่ยนตามยุคสมัยเพื่อให้ตัวเองได้อยู่รอด  ดร.ราตรีศรีวิไล เป็นผู้สอนวิชาลำกลอนประยุกต์และผู้ทรงคุณวุฒิ ในหลักสูตรหมอลำศึกษา ความร่วมมือระหว่าง ศูนย์การเรียนปัญญากัลป์  และ กสศ.

หากมองในทางชีววิทยา Charles Dawin ก็คงบอกว่า สิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวได้ดีและแข็งแรงที่สุดจะอยู่รอดได้ ในทำนองคล้ายกัน Charles F. Keyes บอกว่า คนอีสานคือชาวบ้านผู้รอบรู้โลกกว้างเพราะความแร้นแค้นบีบเค้นให้ต้องปากกัดตีนถีบ หากเปรียบว่าหมอลำเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตก็คงปรับตัวตามยุคตามสมัยให้อยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ ด้วยการศึกษาจากสิ่งรอบตัวและปรับจนเข้ากับสภาพแวดล้อม

เช่นเดียวกับการเกิดขึ้นมาของ หมอลำกลอนประยุกต์หรือที่เรียกติดปากว่าหมอลำซิ่งที่ ดร.ราตรีศรีวิไล ได้คิดค้นขึ้นมาเมื่อปี พ.ศ.2529 เพื่อฟื้นฟูลำกลอนที่กำลังจะตายให้มีลมหายใจในอีกรูปแบบ ไม่ใช่เพียงวัฒนธรรมจับต้องไม่ได้เท่านั้นที่ลืมตาอ้าปากและถูกสืบทอด แต่มันหมายถึงคนเป็นๆ ก็ลืมตาอ้าปากได้จากการไม่ตายของหมอลำ

ครอบครัวหมอลำ 

สมาชิกครอบครัวของคุณแม่ราตรีมี 7 คน ประกอบไปด้วย พ่อ แม่ พี่สาว พี่ชาย เธอเป็นลูกคนที่ 3 และน้องชาย ใน 7 คนนี้ประกอบอาชีพหมอลำไปแล้ว 5 คน นั่นหมายความว่าการซึมซับความเป็นหมอลำเริ่มตั้งแต่เธอจำความได้

“สมัยเด็กๆ ซึมซับความเป็นหมอลำจากพ่อแม่ตั้งแต่ ป.1-ป.4 นั่นคือชีวิตที่เรียนรู้ในระบบการศึกษา หลังจากจบป.4 แล้วถามว่าเราไปไหน เราทิ้งระบบการเรียนและหันไปกอดตำรากลอนลำแทน”

พ่อแม่ของเธอต้องการให้สืบทอดวิชาหมอลำไม่ให้สูญหาย นับตั้งแต่วันนั้น ด.ญ.ราตรีก็ได้เดินบนเส้นทางสายกลอนลำเรื่อยมา จากเด็กหญิงเปลี่ยนผ่านวัยสู่นางสาว เส้นทางของหมอลำยังคงเป็นทางหลักที่ใช้เดินและย่ำอยู่ตั้งแต่รุ่งอรุณจนย่ำสายัณห์ 

กลับสู่ถนนเส้นเดิมคือ การศึกษา

การเป็นหมอลำค่อนข้างลำบากเพราะต้องเดินทางไปต่างพื้นที่ การจ้างงานแต่ละครั้งรายได้ไม่แน่นอนบ้างก็ได้มากโขและบ้างก็ได้น้อย รวมไปถึงการที่ต้องแลกหยาดเหงื่อและเสียงร้องไปกับเวลาพักผ่อนในยามค่ำคืน ทำให้อาชีพหมอลำเป็นหนึ่งในอาชีพที่ไม่ได้มีเวลาใช้ชีวิตที่แน่นอนเพราะมีความเสี่ยงทางสุขภาพทั้งกายและใจ 

นอกไปจากความเหน็ดเหนื่อยทางกายที่จะต้องพบเจอ ความคมกริบที่กรีดแทงทางใจก็ถาโถมเข้ามาเช่นกัน “หมอลำมันเต้นกินรำกิน” คำนี้เป็นคำที่ใช้ดูถูกคนที่ทำอาชีพอย่างเรา แต่สมัยนี้คนไม่ค่อยมองอาชีพหมอลำว่าเต้นกินรำกินแล้วเพราะทัศนคติที่มีต่ออาชีพนี้เปลี่ยนไปแล้ว 

ความทุกข์ยากที่พบเจอในการเป็นหมอลำเดินสายเป็นส่วนหนึ่งที่ผสมคลุกเคล้าด้วยกันกับความสุขสนุกสนานและได้เป็นตัวเอง ตลอดชีวิตการเป็นหมอลำ เธอยังคงคิดตลอดว่า การกลับเข้าสู่ระบบการศึกษายังคงสำคัญกับชีวิตเธอเรื่อยมานับตั้งแต่วันที่โบกมือร่ำลา

“เมื่อช่วงอายุประมาณ 27 ปี ตอนนั้นแต่งงานแล้วและสามีทำงานที่เทศบาลตำบลเชียงยืนเราเลยได้สมัครเข้าไปเรียนเพื่อเรียนต่อในชั้น ป.5 เพราะอยากกลับเข้าสู่ในระบบการศึกษาและเรียนเรื่อยมาจนจบชั้นป.6 เมื่อปี พ.ศ.2524

“การกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาเราเห็นความสำคัญว่า มันคือการกลับเข้ามาเรียนรู้ในการจัดระบบข้อมูลและเอาความรู้ไปทำมาหาเลี้ยงชีพพัฒนาตัวตนด้านต่างๆ ของเรา สมัยก่อนคนชอบดูถูกหมอลำว่าเป็นกลุ่มคนที่ไร้การศึกษา ได้แต่เต้นกินรำกินไปวันๆ”

ภาพ ดร.ราตรีศรีวิไล สมัยวัยกลางคน ภาพจากเฟซบุ๊ก ดร.ราตรีศรีวิไล

เธอกลับมาในเส้นทางการศึกษาในระดับชั้นป.6 และเรียนจบตอนอายุ 29 ปี สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษา (กศน.) ในอายุ 47 ปี ปริญญาตรีในอายุ 52 ปี ปริญญาโทในอายุ 59 ปี และชั้นปริญญาเอกในวัย 62 ปี ตัวเลขของอายุสะท้อนการศึกษาว่าไม่มีที่สิ้นสุดและบรรจบที่ตรงไหนและไม่มีใครแก่เกินเรียน แต่หากมองในมุมตรงกันข้าม ระบบการศึกษาที่ควรจะเข้าถึงทุกคนในฐานะปัจจัยพื้นฐานที่ประชาชนควรได้รับก็อาจจะห่างไกลหากสังเกตประวัติการเดินทางของปราชญ์วัยเก๋าที่เล่าเรื่องให้ฟังในข้างต้น

ต่อลมหายใจให้ลำกลอนไม่ตาย

ช่วงยุคปลายสงครามเย็นในช่วงทศวรรษที่ 1980-1990 (พ.ศ.2520-2530) วัฒนธรรมเพลงจากตะวันตกอย่างสหรัฐอเมริกาได้แพร่หลายและเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยไปแล้ว ความนิยมชมชอบในหมอลำกลอนแบบดั้งเดิมเริ่มไม่จูงใจคนหนุ่มสาวให้อยู่กับรากเหง้า สิ่งเหล่านี้เริ่มจะหายไปตามกาลเวลา 

หลังจากสำเร็จการศึกษาชั้นป.6 ในปี พ.ศ.2524 5 ปีหลังจากนั้นการเสื่อมความนิยมในหมอลำคือผลกระทบโดยตรงที่เธอเผชิญอยู่

“ก่อน พ.ศ. 2529 สักปีสองปี หมอลำเริ่มซบเซาลง เพราะช่วงนั้นมีดิสโก้ในผับบาร์ ต่อมาก็มีการว่าจ้างออกมาเล่นตามบ้านนอก มันสนุกกว่า เสียงดัง แสงสีครบ วัยรุ่นชอบกันมาก คนก็ไม่อยากฟังหมอลำแล้ว เวลาเดินผ่านหน้าเวทีก็มีคนปิดหน้าหนี กลัวถูกว่าเชย หนังกลางแปลงก็เริ่มซบเซาตามไปด้วย

“หมอลำเรื่องต่อกลอนที่เป็นวงใหญ่ยังพออยู่ได้ แต่ดิสโกเธคไปได้ทุกที่ แม้แต่ในวัดก็มีการว่าจ้าง เพราะมันตรงกับยุคของคนรุ่นใหม่ รุ่นลูกหลานที่ได้เรียนสูงขึ้น มีงาน มีเงินเดือน มาทำบุญที่วัด นำผ้าป่า กฐินมา งานบุญก็เลยมีทั้งดิสโก้และหนังจอใหญ่ ส่วนจอเล็กๆ ก็หายไป หมอลำที่ใช้ผ้าฉากก็ยุบหายหมด

“พอเห็นว่าเริ่มไม่มีงาน ลูกศิษย์ก็ลดลง เพราะเรียนแล้วไม่ประสบความสำเร็จ ผู้ปกครองก็ไม่อยากให้เรียน สุดท้ายจึงเกิดความคิดว่าเราต้องหาทางรอด ต้องปรึกษาผู้ใหญ่ ครูบาอาจารย์ และพ่อแม่ว่าจะทำอย่างไร เพราะผู้ว่าจ้างก็น้อยลง ผู้เรียนก็น้อยลง เราก็หันไปดูว่าคนที่ยังอยู่รอด เขาทำอะไร คำตอบคือ คนรุ่นใหม่ชอบความสนุก เราจึงลองเอาดนตรีใหม่ๆ เข้ามาผสม

“ตอนแรกก็ยังมีแคนเป็นหลัก แต่ลองเอาพิณเข้ามาเพิ่ม เสียงพิณมัน ‘ดึงๆ’ เวลาบรรเลงเศร้าก็เล่น ‘อ้อยๆ’ ทำให้หนุ่มสาวสนใจมากขึ้น จากนั้นก็เพิ่มกลองโทนสองหน้า ฉาบ ฉิ่ง เสียงดนตรีก็ยิ่งเต็มขึ้น จนปี พ.ศ. 2529 เรามีวงที่ครบทั้งเบส กีตาร์ อิเล็กโทน คีย์บอร์ด กลองชุด แซ็กโซโฟน ทุกอย่างเหมือนวงลูกทุ่ง แต่ยังคงมีแคนเป็นหลัก

“ตรงนั้นเอง หมอลำที่เคยหนีไปทำอาชีพอื่นก็มีบ้าง แต่เรายังพยายามอยู่ต่อ เปิดสอนเด็กๆ ให้เล่นดนตรีเอง เช่น กลองโทนหรือพิณ ช่วยกันประคองให้วงอยู่รอด ไม่มีหน่วยงานไหนเข้ามาช่วย ต้องยืนหยัดกันเอง

ยุคแรกเริ่มของหมอลำกลอนประยุกต์หรือหมอลำซิ่งหลังจากการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย ภาพจากเฟซบุ๊ก ดร.ราตรีศรีวิไล

“เราจึงตั้งเป็นโรงเรียนสอนหมอลำ สอนดนตรี เปิดพื้นที่ให้เด็กๆ ได้เรียนแล้วมีงานทำ คนก็เรียกเราว่า ‘หมอลำกลอนประยุกต์’ แต่คนดูหน้าเวทีเขาเรียกติดปากว่า ‘หมอลำซิ่ง’ เพราะมันสนุก คึกคัก เหมือนมอเตอร์ไซค์ซิ่งที่กำลังนิยมในสมัยนั้น

“ตั้งแต่นั้นมา งานก็กลับมา คณะหนึ่ง มีหมอลำคู่หนึ่ง หางเครื่อง 4 คน ดนตรี 1วง เราสร้างเวทีขึ้นมาเองบ้าง รับจ้างบ้าง ถือว่าเป็นความภาคภูมิใจ ว่าเราได้สร้างอาชีพหมอลำกลอนประยุกต์ หรือหมอลำกลอนซิ่งให้เกิดขึ้นจริง ให้เด็กรุ่นใหม่ได้ทั้งวิชาชีพและความรู้จักรากเหง้าของหมอลำ”

ชีวิต กลอนซิ่ง และความสำคัญของการศึกษา

ดร.ราตรีศรีวิไลอธิบายต่อว่าความสำคัญของการศึกษาไม่เพียงแต่จะทำให้เรารู้เรื่องการจัดความคิดอย่างเป็นระบบซึ่งสามารถนำเอามาใช้ในการจัดระบบระเบียบมรดกทางวัฒนธรรมอย่างที่เธอทำอยู่ รวมไปถึงการเปิดมุมมองของโลกให้กว้างขึ้นเพื่อเปิดรับสิ่งใหม่ๆ และพัฒนาตนเองอยู่เรื่อยๆ 

ดร.ราตรีศรีวิไล เมื่อครั้งสำเร็จการศึกษาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม พ.ศ.2557 ภาพจากเฟซบุ๊ก ดร.ราตรีศรีวิไล 

“การศึกษามันสำคัญนะคะ สมัยก่อนตอนที่เราเรียนรำ ครูบาอาจารย์ก็สอนดี ท่านลำให้ฟังแล้วก็ให้เราท่องจำต่อ การเขียนหนังสือบางทีก็ถูกบ้างไม่ถูกบ้าง การเขียนกลอนลำสะกดผิดๆ ถูกๆ ก็ยังลำได้ คนสมัยก่อนท่านไม่ถือสาอะไร วิธีนี้ก็ดีอย่างหนึ่ง คือเราไม่ต้องเสียเวลาไปนั่งเรียนสะกดมากนัก

“แต่พอเราอายุมากขึ้น กลายเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงพอสมควรแล้ว เราก็คิดว่า ถ้าเรายังเขียนกลอนลำผิดๆ ถูกๆ แล้วไปสอนลูกศิษย์ลูกหา มันคงไม่ถูกต้อง เราเลยคิดว่าต้องกลับมาเรียนในระบบเพิ่ม ต้องมีวิชาการเข้ามาช่วย จะได้แต่งกลอนลำให้ถูกต้องมากขึ้น

“เมื่อก่อนพ่อแม่ก็มักสอนว่า เขียนกลอนลำให้เต็มหน้ากระดาษนะ กระดาษมันแพง เราก็เขียนเต็มตามนั้น ไม่รู้หรอกว่ามันผิดหรือถูก จนได้มาเรียนต่อปริญญาโท ปริญญาเอก ทำวิจัยเรื่องสุนทรียภาพในกลอนลำของหมอลำกลอน ถึงได้เรียนรู้ระบบที่ถูกต้องจริงๆ ทั้งสำหรับการสอนและการเรียน คนเรียนก็จำง่าย เข้าใจง่าย

“บางทีเราลืมสะกด หรือไม่แน่ใจว่าคำนี้เขียนยังไง ก็อาศัยเทคโนโลยี เปิด Google ตรวจสอบ แล้วก็พิมพ์ลงในคอมพิวเตอร์เลย มันสะดวกกว่าการเขียนมือเยอะ

“สำหรับแม่ การศึกษามันทำให้เรามีระบบ มีหลัก และสามารถสืบสานหมอลำต่อไปได้อย่างมั่นคงถูกต้องค่ะ”

หมอลำศึกษา ในสายตาของดร.ราตรีศรีวิไล

ศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาไทยด้านศิลปกรรมการแสดงพื้นบ้าน(หมอลำ) คือที่ตั้งของบ้านดร.ราตรีศรีวิไล ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันคือพื้นที่ที่มีฟังก์ชั่นในการถ่ายทอดศิลปะการแสดงอย่างกลอนลำให้ศิษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่า เธอกล่าวกับเราว่าการเรียนรู้ทุกอย่างคล้ายๆ กับการศึกษาในระบบ ต่างกันเพียง การเรียนรู้จากศูนย์การเรียนรู้นี้ได้เพียงวิชาชีพที่จะเอาไปใช้งานแต่ไม่ได้วุฒิการศึกษา

จากผลสำรวจของศูนย์การเรียนรู้ปัญญากัลป์ หน่วยงานที่ริเริ่มหลักสูตรหมอลำศึกษา พบว่ากว่า 30% ของสมาชิกวงหมอลำเรียนไม่จบ ม.6 ประมาณ 13% ไม่จบ ม.3 อายุเฉลี่ยของพวกเขาเหล่านี้อยู่ที่ 25-30 ปี และเสียงส่วนมากในนั้นตอบไปในทำนองเดียวกันว่าพวกเขาอยากเรียนแต่เงินและปากท้องกลับสำคัญกว่า 

ความเห็นของเธอที่น่าสนใจคำแรกที่เธอกล่าวออกมาคือ “คึดได้จั่งได๋” แปลว่าคิดได้อย่างไรที่ออกแบบหลักสูตรนี้มาโอบรับศิลปินตัวเล็กตัวน้อยที่ไม่ได้มีทางเลือกมาก

“สำหรับแม่แล้ว มองว่านี่เป็นสิ่งที่ดี และดีมากๆ เลยนะ ไม่ใช่ว่าพอเห็นแล้วก็มาชมกันเฉยๆ แต่มันชื่นชมจากใจจริงๆ เพราะถ้าสมัยก่อนมีระบบแบบนี้ หมอลำก็คงได้จบ ม.ต้น ม.ปลายกันหมด ไม่ใช่แค่ออกมาแสดงเป็นอาชีพ ได้ค่าตอบแทน แถมยังได้จบการศึกษาไปพร้อมกันด้วย

“ตอนนั้นมันก็ว่าไม่ได้ เพราะไม่ใช่ยุคโซเชียลเหมือนทุกวันนี้ ทุกวันนี้ดีตรงที่ว่า ออกแสดงงาน มีชื่อเสียงเป็นหมอลำได้ แล้วก็ยังมาเรียนต่อได้โดยไม่ต้องทิ้งงาน เวลาจะสอบก็ไปสอบตามตารางเรียน วิชารวมก็ยังเรียนทางออนไลน์ได้ เด็กสมัยนี้เขาเก่งออนไลน์ เก่งกว่าเราอีก เขาเรียนได้สบาย จะอยู่บนรถบัส จะอยู่บนเวที หรืออยู่ที่ไหนก็ยังเรียนออนไลน์ได้ ถือว่าดีมากๆ สำหรับคนยุคใหม่

“มันไม่ได้ดีเฉพาะกับคนแก่ที่อยากกลับมาเรียน แต่สำหรับคนรุ่นใหม่ยิ่งดี เพราะเขาเก่งโซเชียล เก่งคอมพิวเตอร์ ได้ความรู้ไปด้วย ได้เงินไปด้วย ได้สืบสานหมอลำไปด้วยพร้อมกัน แถมยังได้ความสนุกด้วย เป็นการคลายเครียดไปอีกแบบ อย่างแม่เองเวลาไปลำจบงานหนึ่ง แม่ก็รู้สึกว่าได้ทั้งความรู้ ได้เกรด ได้คะแนน มันเป็นการทำความดีเพิ่มอีกด้วย

“ที่สำคัญ มันทำให้เราแสดงด้วยความกระตือรือร้นมากขึ้น เพราะเราไม่ได้เป็นแค่หมอลำธรรมดา แต่เราเป็นหมอลำที่กำลังเรียนอยู่ด้วย ความคิดของเด็กที่เรียนไปด้วยแสดงไปด้วย มันก็จะพัฒนาตัวเองขึ้นมาได้ ถ้าสอบไม่ผ่านหรือคะแนนน้อยก็จะรู้สึกอายเอง ไม่ต้องรอให้ใครมาบอก เราจะกระตือรือร้นเอง แล้วพอผลออกมาดี ได้เกรด ได้คะแนน ก็ดีใจไปอีกแบบโดยไม่ต้องไปนั่งสอบแบบยุ่งยาก

“แม่คิดว่า มันเป็นสิ่งที่ดีมากๆ เด็กยุคใหม่ก็ควรเรียนไปด้วยทำงานไปด้วยได้ คนแก่ที่ยังไม่ได้เรียนก็ควรเข้ามาเรียนเช่นกัน”

มรดกของหมอลำศึกษาในวันที่เบ่งบาน

แม้ว่าหลักสูตรหมอลำศึกษาที่ออกแบบโดยศูนย์การเรียนรู้ปัญญากัลป์ร่วมกับ กสศ. จะเป็นช่วงเริ่มต้นที่ทดลองพัฒนาหลักสูตรเพื่อให้คนในระบบนิเวศหมอลำนั้นได้วุฒิไว้ประกอบอาชีพในอนาคต แต่ภาพข้างหน้าในสายตาบรมครู มันคือวิธีการเก็บรักษา ต่อยอดศิลปวัฒนธรรมอีสานให้ยังคงหายใจให้มีชีวิตร่วมกับคนหนุ่มสาวโดยไม่เหี่ยวเฉาไปตามกาลเวลา

“คิดว่า หลักสูตรนี้ตอบโจทย์ เรียนหนังสืออยู่ก็ไม่ได้ทิ้งงานหมอลำ ถ้าวันนี้มาเรียนหนังสือ แล้วไม่มีหลักสูตรแบบนี้ ก็ต้องเสียเวลาเข้าไปเรียนในระบบ ซึ่งพอเข้าไปเรียนในระบบปกติ ถ้าไม่ได้เลือกเอกหมอลำ ก็จะไม่ได้เรียนหมอลำจริงๆ พอไปเรียนสาขาอื่น ก็กลายเป็นว่าขาดโอกาสในการทำมาหากิน ขาดวิชาชีพที่เรามีอยู่

แต่พอมีหลักสูตรที่เกี่ยวกับหมอลำโดยตรง เราก็ไม่ต้องทิ้งงาน ไม่ต้องทิ้งเวที ได้เรียนไปด้วย ได้ทำงานไปด้วย ผลประโยชน์มันมีมากมาย สำคัญที่สุดคือยังได้อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านของเราไปด้วย ได้ทุกอย่างมาพร้อมกัน คิดว่าเป็นสิ่งที่ดีมากๆ สำหรับเด็กยุคใหม่”

บททิ้งท้ายและการไม่ตายของหมอลำ

73 ปีตั้งแต่วันแรกที่ก้าวออกมาจากโรงเรียนเพื่อเป็นหมอลำอาชีพจนถึงวินาทีนี้เป็นอย่างไรบ้างในสายตาของเธอ เธออมยิ้มก่อนจะเล่าต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ชวนฟัง

“ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากหมอลำกลอนธรรมดา แล้วมาริเริ่มทำหมอลำกลอนซิ่ง แม้ว่ามันจะมีคนชอบเยอะและได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น มันก็มีบ้างที่ท้อนะ ทำอะไรก็ไม่ถูกใจคน แต่เรื่องการแต่งตัว แม่ไม่เคยลืมรากเหง้าเลย หลักการของแม่ก็คือ อย่าลืมรากเหง้า จะประยุกต์ได้ จะเปลี่ยนผ่านได้ จะกี่ยุคกี่สมัยก็แล้วแต่ แต่ต้องไม่ลืมรากเหง้า

“อย่างลำกลอน ลำโอ่ หรือลำพื้น เราก็ใส่เข้าไปในงาน จังหวะช้าๆ จากลำพื้นก็ยังอยู่ เพียงแต่ดนตรีเราอาจจะปรับเพิ่มเข้าไป จากเมื่อก่อนมีแต่เสียงแคนอย่างเดียว ก็เอามาผสมกับดนตรีอื่นๆ ให้ร่วมสมัยขึ้น กลายเป็นการปรับเปลี่ยนที่ไม่ทิ้งของเดิม แม่ก็สอนลูกหลานเสมอว่า ปรับให้ร่วมสมัยได้ แต่ต้องไม่ลืมรากเหง้าของตัวเอง”

ดร.ราตรีศรีวิไล ขณะเป็นอาจารย์พิเศษให้กับสาขาศิลปะการแสดง คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ภาพจากเฟซบุ๊ก Performance Practice KKU


คุณแม่รู้สึกอย่างไร ในวันที่คนรุ่นใหม่มาฟังลำเยอะขึ้นในสายตาของบรมครู

“แม่ก็รู้สึกนะว่า ถ้าเป็นอย่างปัจจุบันที่แม่เห็น ไม่ว่าจะเป็นลำเรื่องต่อกลอน ลำกลอนประยุกต์ หรือแม้กระทั่งหมอลำหมู่ ถ้าไม่ปรับ ไม่ประยุกต์ มันก็อยู่ไม่ได้

“หมอลำของเราเป็นหมอลำที่ไม่มีวันตาย เพราะทุกวันนี้มีโซเชียลเยอะ ใครทำดี คนก็ทำตาม ใครทำไม่ดี ทำแล้วไม่มีงาน คนก็ไม่เอาไปทำต่อ มันเลยทำให้หมอลำยังคงอยู่เสมอ และสังคมก็ยอมรับเรา

“แต่สิ่งที่แม่อยากฝากก็คือ อย่าลืมรากเหง้าของเราเด็ดขาด เพราะ เมื่อรากเหง้าได้ประยุกต์ไปกับของใหม่แล้วเกิดเอกลักษณ์นั่นแหละคือความหมายที่แท้จริงของคำว่า หมอลำ Never die”

*บทสัมภาษณ์นี้เป็นความร่วมมือระหว่าง กสศ.และ The Isaan Record