“เด็กล่องหน” และ “กำแพงกฎหมาย” เรื่องราวศูนย์การเรียนยุวชนสร้างสุข หาดใหญ่ กับสิทธิ์ที่หายไป และความหวังที่ศูนย์การเรียนพยายามกู้กลับมา

“เด็กล่องหน” และ “กำแพงกฎหมาย” เรื่องราวศูนย์การเรียนยุวชนสร้างสุข หาดใหญ่ กับสิทธิ์ที่หายไป และความหวังที่ศูนย์การเรียนพยายามกู้กลับมา

ท่ามกลางความหนาแน่นของตึกแถวและเสียงอึกทึกของเมืองเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้อย่างหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมืองที่ดูเหมือนจะมั่งคั่งและเต็มไปด้วยโอกาสสำหรับทุกคน ทว่าในซอกมุมที่สายตาของระบบราชการมองไม่เห็น กลับมี “เด็กล่องหน” ที่หลุดออกจากระบบการศึกษาอยู่กว่าสองหมื่นราย เฉพาะในอำเภอหาดใหญ่เพียงแห่งเดียว ตัวเลขเด็กที่หลุดออกจากระบบ (Zero Dropout) มีสูงร่วม 8,000 คน ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 3 ของเด็กที่หลุดจากระบบทั้งจังหวัดสงขลา นี่คือยอดภูเขาน้ำแข็งของปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ฝังรากลึก ซึ่ง นิพนธ์ รัตนาคม หรือ ครูตั้ม ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนยุวชนสร้างสุข และประธานมูลนิธิอาสาสร้างสุข พยายามจะใช้ “หัวใจ” และ “ความเข้าใจ” เข้าไปอุดช่องว่างที่ระบบการศึกษาปกติทำหล่นหาย โดยทำมาตลอดระยะเวลาเกือบสองปีของการตั้งศูนย์การเรียนแห่งนี้

บทสัมภาษณ์นี้จะพาคุณไปรู้จักกำแพงกฎหมายที่สร้างจากตัวอักษรไม่กี่ตัว และสำรวจความหวังที่ส่งผ่านการ “ออกแบบการศึกษา” เพื่อคืนลมหายใจให้แก่ชีวิตที่ถูกลืม

ปฐมบทแห่งยุวชนสร้างสุข : เมื่อ “โรงเรียน” ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

ครูตั้ม เริ่มต้นด้วยการถอดรหัสปัญหาจากการทำงานในโครงการ Thailand Zero Dropout ร่วมกับ กสศ. เขาพบความจริงที่สะเทือนใจว่า แม้ภาครัฐจะพยายามเอื้ออำนวยให้เด็กกลับเข้าสู่โรงเรียนเพียงใด แต่หาก “วิถีชีวิต” และ “ความจำเป็น” ของเด็กไม่สอดคล้องกับระเบียบราชการ โรงเรียนก็กลับกลายเป็นเพียงสถานที่ที่ไกลเกินเอื้อมสำหรับพวกเขาเท่านั้น

“เราพบว่ามีเด็กจำนวนมากที่แม้ระบบจะเอื้อยังไงก็ตามให้เขากลับเข้าสู่โรงเรียน แต่โดยวิถีชีวิต โดยข้อจำกัด โดยเงื่อนไขชีวิตของเขา มันไม่ได้จริงๆ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เด็ก แต่ปัญหาอยู่ที่ระบบและการจัดการ” ครูตั้ม เล่าถึงจุดเริ่ม

เด็กบางคนต้องออกจากระบบเพื่อไปทำงานช่วยแบ่งเบาภาระที่บ้าน  เมื่อหลุดออกมาแล้วจะกลับไปเรียน กศน. (สกร.) ก็ยังติดเงื่อนไขเรื่องเวลาที่ต้องไปเรียนสัปดาห์ละครั้ง ซึ่งมักตรงกับวันที่พวกเขาต้องทำงานแลกเงินเลี้ยงปากท้อง หรือโรงเรียนทั่วไปทุกแห่งล้วนมีค่าใช้จ่ายแฝง ช่องว่างมหาศาลนี้เองที่ทำให้ครูตั้มตัดสินใจศึกษาเรื่อง “ศูนย์การเรียนตามมาตรา 12” ซึ่งเป็นสถานศึกษาที่สามารถออกแบบการศึกษาได้แบบ “เฉพาะรายบุคคล” เพื่อรองรับเด็กที่ขาดโอกาสหรือมีความต้องการพิเศษเหล่านี้โดยเฉพาะ

นิพนธ์ รัตนาคม (ครูตั้ม)

วงจรซ้ำซาก : เมื่อความมืดกลืนกินอนาคตในซอกมุมของเมืองใหญ่

หากไม่มีศูนย์การเรียนแห่งนี้ อนาคตของเด็กกลุ่มเป้าหมายในหาดใหญ่คงหนีไม่พ้น “วงจรซ้ำซาก” ที่ส่งต่อความยากจนจากรุ่นสู่รุ่น ครูตั้มเล่าภาพที่พบเห็นบ่อยครั้งในชุมชนเปราะบางว่า หากเป็นเด็กชายที่หลุดจากระบบ พวกเขามักจะก้าวเข้าสู่โลกของยาเสพติด เริ่มจากการเป็นผู้เสพ เด็กเดินยา แล้วกลายเป็นผู้ค้าในที่สุด

แต่ที่น่าสะเทือนใจยิ่งกว่าคือวิถีของเด็กหญิง ครูตั้มพบกลุ่ม “คุณแม่วัยใส” ที่ติดอยู่ในวงจรการมีลูกตั้งแต่อายุ 14-15 ปี เนื่องจากไม่มีโรงเรียนเป็นเซฟโซนที่ช่วยดึงพวกเขาออกจากสถานการณ์เสี่ยง

“เราไปเจอบางครอบครัว ผู้หญิงหนึ่งคนมีลูก 4 คนจากผู้ชาย 5 คน… เป็นวงจรแบบนี้ในบ้านนั้นจะมีอยู่สัก 4-5 เจเนอเรชั่น ตั้งแต่เด็กอ่อน คุณแม่วัยใส คุณยายอายุ 30 คุณทวดอายุ 50 และคุณเทียดอายุ 70 ปี ทั้งหมดเรียนไม่จบ ม.3 วงจรมันซ้ำเดิมครับ”

การมีโรงเรียนจึงไม่ใช่แค่เรื่องวิชาการ แต่คือการมอบ “พื้นที่ปลอดภัย” อย่างน้อยวันละ 1 ใน 3 ของชีวิต เพื่อให้เด็กๆ รอดพ้นจากด้านมืดของสังคมที่คอยจ้องจะดึงพวกเขาไป

เคส “น้องคิตตี้” และ “วุฒิการศึกษา” ที่เปลี่ยนจังหวะชีวิต

ครูตั้ม ยกตัวอย่างเคสที่ทำให้เขารู้สึกว่าการมีอยู่ของศูนย์การเรียนคือเรื่องของ “การกู้คืนลมหายใจ” เคสของน้องคิตตี้ เด็กหญิงที่เรียนจบ ป.6 แต่ไม่ได้เข้าต่อ ม.1 เพราะครอบครัวยากจนจนไม่มีเงินจ่ายค่าบำรุงการศึกษา เมื่อครูตั้มไปพบเข้าในเดือนมิถุนายน ซึ่งโรงเรียนทั่วไปเปิดเทอมไปนานแล้ว เขาพยายามพาน้องกลับเข้าสู่โรงเรียนเอกชนของวัดใกล้บ้านที่มีผู้ใจดีพร้อมสนับสนุนค่าใช้จ่าย

ทว่าระบบราชการกลับกลายเป็นอุปสรรค โรงเรียนแจ้งว่าไม่สามารถรับได้เพราะ “ชั่วโมงเรียนไม่พอ” และบอกให้เด็ก “รอไปเรียนปีหน้า” 

“หนึ่งปีสำหรับเด็กคนหนึ่งมันนานมาก จังหวะชีวิตมันเปลี่ยนไปหมดแล้ว ยิ่งนานไปไฟในการเรียนรู้ก็มอดลง” ครูตั้มสะท้อนความจริงที่น่าตกใจ

ศูนย์การเรียนยุวชนสร้างสุขจึงเข้ามาทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อมสั้นๆ” โดยจัดการสอน ม.1 เทอม 1 ให้แบบเร่งด่วนใน 3 เดือน ทั้งเรียนผ่านออนไลน์ ใบงาน และเทียบประสบการณ์ชีวิต เพื่อออกผลการเรียนให้น้องนำไปใช้สมัครเรียนต่อในเทอม 2 ได้ทันที แววตาของเด็กที่เคยเศร้าสร้อยและสิ้นหวังกลับมาสดใสอีกครั้งเมื่อรู้ว่าตนเอง “รอดแล้ว” และได้กลับไปเรียนในโรงเรียนเหมือนเพื่อนวัยเดียวกัน

ไม่เพียงเด็กเล็ก แต่ยังมีเคสของ “ผู้ใหญ่” ที่ทำงานโรงงานมานานแต่ไร้วุฒิการศึกษา เมื่อศูนย์การเรียนเข้าไปจัดการศึกษาแบบยืดหยุ่นจนเขาได้รับวุฒิ ม.3 เขาสามารถนำวุฒินั้นไปยื่นเพื่อเลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้างานได้ทันที รายได้และความมั่นคงที่เพิ่มขึ้นนี้คือคำตอบว่าทำไมการศึกษามาตรา 12 จึงจำเป็นต่อการยกระดับคุณภาพชีวิต

การล่องหนในฐานข้อมูล : เมื่อน้ำท่วมหาดใหญ่แต่ “ศูนย์การเรียน” ไม่ถูกมองเห็น

ความเหลื่อมล้ำที่ชัดเจนที่สุดอีกประการคือการที่ศูนย์การเรียน ไม่ถูกนับรวมในฐานข้อมูล DMC (Data Management Center) ของกระทรวงศึกษาธิการโดยอัตโนมัติ  ส่งผลให้งบประมาณอุดหนุนรายหัวไม่ตกถึงท้องเด็ก และการเข้าถึงโปรแกรมราชการเพื่อออกระเบียนแสดงผลการเรียนก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก

ครูตั้มยังเล่าถึงเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ล่าสุดว่า เมื่อมีการสำรวจความเสียหายของสถานศึกษา หน่วยงานพื้นที่กลับไม่เคยสอบถามมายังศูนย์การเรียน

“แน่นอนอย่างตอนนี้เนี่ย เวลาเค้าสำรวจความเสียหาย… เค้าไม่ได้สอบถามมาถึงศูนย์การเรียน… เด็กนักเรียนเราที่ได้รับความเดือดร้อนก็ไม่ได้ถูกดูแลหรือถูกใส่ใจไปด้วย”

การที่เด็กนักเรียนของศูนย์การเรียนไม่มีชื่อในฐานข้อมูลของกระทรวง ทำให้สิทธิต่างๆ ที่ควรได้รับในฐานะนักเรียนไทยหายไปทันที ไม่ว่าจะเป็นสิทธิการได้รับความช่วยเหลือเยียวยาจากภัยพิบัติ หรือสิทธิต่างๆ ที่เด็กในโรงเรียนปกติได้รับเป็นมาตรฐาน

กำแพงในถ้อยคำ : เมื่อคำว่า “อาจ” กลายเป็นกำแพงที่ขวางกั้นสิทธิ

แม้ “ศูนย์การเรียนตามมาตรา 12”  เช่น ศูนย์การเรียนยุวชนสร้างสุข จะได้รับการรับรองสิทธิตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ แต่ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของศูนย์ฯ รวมถึงศูนย์การเรียนภาคประชาสังคมทั่วประเทศ ไม่ใช่ความยากลำบากในการสอน แต่คือความเหลื่อมล้ำที่ถูกขีดเขียนไว้ในตัวบทกฎหมาย โดยครูตั้มได้สะท้อนว่า ความไม่เท่าเทียมผ่านถ้อยคำที่ระบุในกฎกระทรวงนั้น ได้สร้างความแตกต่างอย่างมหาศาลระหว่างการจัดการศึกษาโดยรัฐกับโดยองค์กรชุมชน

โดยปัญหาหลักอยู่ที่กฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิขององค์กรชุมชนและและองค์กรเอกชนในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียนใช้คำว่า “อาจได้รับ” สิทธิประโยชน์ด้านเงินอุดหนุนจากรัฐ ในขณะที่ศูนย์การเรียนของสถานประกอบการใช้คำว่า “ได้รับ” คำเพียงคำเดียวนี้กลายเป็นกำแพงที่ทำให้ศูนย์การเรียนยุวชนสร้างสุขยังไม่ได้รับเงินสนับสนุนและสิทธิประโยชน์ด้านภาษีจากภาครัฐโดยตรง

“มันยังมีความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างอยู่อีกมาก” ครูตั้มกล่าวเน้นย้ำ

ปัจจุบัน ครูตั้มต้องใช้ทรัพยากรจากมูลนิธิอาสาสร้างสุข และการเปิดรับบริจาคเพื่อประคับประคองศูนย์การเรียน งบประมาณส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการลงพื้นที่ติดตามเด็กและค่าเอกสารใบงาน  ในบางครั้ง ครูต้องขอความร่วมมือจาก อบต. เพื่อช่วยพิมพ์ใบงานให้เด็กๆ เพราะศูนย์ฯ ไม่มีงบประมาณแม้แต่ค่าหมึกพิมพ์และวัสดุพื้นฐาน

นโยบายที่รอคอย : จากสิทธิที่ “อาจมี” สู่สิทธิที่ “ต้องได้รับ”

เป้าหมายสูงสุดที่ครูตั้มพยายามสื่อสารถึง ครม. และรัฐบาล คือการทำให้สิทธิของเด็กทุกคนเท่าเทียมกันอย่างเป็นรูปธรรม  หาก ครม. ชุดใหม่ “ไฟเขียว” ให้เงินอุดหนุนแก่ศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 สิ่งที่จะเปลี่ยนไปใน 3 เดือนแรกคือ :

ความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้น : สังคม ผู้ปกครอง และหน่วยงานรัฐจะมั่นใจว่าศูนย์การเรียนไม่ใช่ “โรงเรียนเถื่อน” แต่เป็นสถานศึกษาที่รัฐรับรองผ่านกลไกการสนับสนุนเฉกเช่นโรงเรียนทั่วไป

โภชนาการที่ยั่งยืน : เด็กจะได้รับนมโรงเรียนและงบสนับสนุนอาหารกลางวัน เพื่อให้ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน

บุคลากรที่มีคุณภาพ : ศูนย์ฯ จะสามารถจ้างครูที่มีความเชี่ยวชาญในการออกแบบการศึกษารายบุคคลมาดูแลเด็กได้อย่างใกล้ชิดและมั่นคงมากขึ้น

ครูตั้มยังเสนอให้รัฐปรับปรุงสิทธิการลดหย่อนภาษี ผ่านระบบ e-Donation สำหรับผู้บริจาคให้แก่ศูนย์การเรียนทั้ง 6 ประเภทให้เท่าเทียมกัน เพื่อให้ศูนย์การเรียนสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้นและลดการพึ่งพางบประมาณรัฐในระยะยาว

“ทางเลือก” ไม่ใช่ “ฟอกตัว” : การต่อสู้กับความไม่เข้าใจของแวดวงวิชาการ

วันที่ยากที่สุดของ ครูตั้ม ไม่ใช่การเดินไปหาเด็กในสลัม แต่คือการเดินเข้าไปในเขตพื้นที่การศึกษาหรือมหาวิทยาลัยเพื่ออธิบายว่า “ศูนย์การเรียนคืออะไร” เขาต้องเผชิญกับทัศนคติที่มองว่าศูนย์การเรียนเป็นเพียง “ช่องทางให้เด็กขี้เกียจมาฟอกตัว” ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดเพี้ยนไปจากเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างมาก

“วันยากที่สุดคือการที่ต้องพยายามไปทำความเข้าใจกับเขตการศึกษาหลายแห่ง… แม้แต่คณะของมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องกับการผลิตครูก็ยังไม่รู้จักการจัดการศึกษาแบบศูนย์การเรียน… เราต้องไปพยายามอธิบายหาตัวอย่างให้ดู”

ครูตั้มมองว่า การสื่อสารที่น้อยเกินไปของกระทรวงทำให้ทั้งสังคมเข้าใจว่าการศึกษามีเพียงแค่ “โรงเรียน” และ “กศน.” เท่านั้น ทั้งที่ความจริงแล้วกฎหมายไทยเปิดกว้างให้มีทางเลือกถึง 7-8 ทาง หากสังคมเข้าใจทางเลือกเหล่านี้ เด็กที่หลุดออกจากระบบก็จะลดน้อยลง เพราะพวกเขาสามารถ “กระโดด” ข้ามจากระบบหนึ่งไปสู่อีกระบบหนึ่งได้ตามจังหวะชีวิต ข้อจำกัด และความต้องการของตนเอง

บทสรุป : การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดคือ “คน”

สำหรับครูตั้ม สิ่งที่ศูนย์การเรียนทำได้แม้ไม่มีงบประมาณคือการ “ค้นหาเด็ก” และ “สร้างความร่วมมือ” ตามมีตามเกิด แต่การจะทำให้การศึกษามีคุณภาพอย่างแท้จริงนั้น รัฐจำเป็นต้องเข้ามาสนับสนุนอย่างจริงจัง เขาเชื่อว่าหากเราลงทุนปั้นเด็กเหล่านี้ตั้งแต่วันนี้ พวกเขาจะเป็นพลังที่สร้างความมั่นคงให้ชาติได้จริง ไม่ใช่เป็นอนาคตของชาติที่ “กระท่อนกระแท่น”

“ความหวังสูงสุดของผมไม่ใช่แค่เรื่องศูนย์การเรียน แต่มันคือการทำให้สังคมเข้าใจว่าเด็กๆ มีทางเลือกที่หลากหลาย แต่ละเส้นทางมีโอกาสและข้อจำกัดต่างกัน หัวใจสำคัญคือการเลือกสิ่งที่สอดคล้องกับบริบทชีวิตของเด็กแต่ละกลุ่มให้ดีที่สุดครับ”  ครูตั้มกล่าว

ตลอดระยะเวลาที่ทำศูนย์การเรียน แรงบันดาลใจที่ทำให้เขายังเดินหน้าต่อคือแววตาของเด็กที่เปลี่ยนไป จากแววตาที่สิ้นหวังในวันที่ถูกปฏิเสธจากระบบ สู่แววตาที่เปี่ยมด้วยความหวังในวันที่ได้รับโอกาสอีกครั้ง 

“หลายปีมานี้ เด็กเกิดน้อยลง ทำไมรัฐถึงไม่กล้าลงทุนกับการพัฒนาและช่วยสร้างโอกาสให้เด็ก ศูนย์การเรียนก็เป็นเบ้าหลอมอย่างหนึ่งเหมือนกันที่สามารถที่จะไปหลอมเด็กให้เค้าได้เป็นคนที่มีคุณภาพของประเทศด้วย” ครูตั้มย้ำปิดท้าย

และถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะก้าวข้ามกำแพงของคำว่า “อาจ” เพื่อมอบสิทธิที่เด็กทุกคน “ต้องได้รับ” อย่างเสมอภาคและเท่าเทียม


บทความนี้เรียบเรียงจากการสัมภาษณ์ นิพนธ์ รัตนาคม (ครูตั้ม) ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนยุวชนสร้างสุข และประธานมูลนิธิอาสาสร้างสุข จังหวัดสงขลา

สำหรับท่านที่ต้องการสนับสนุนการทำงานของศูนย์การเรียนยุวชนสร้างสุข 
ร่วมสนับสนุนได้ที่
ชื่อบัญชี : ศูนย์การเรียนยุวชนสร้างสุข ธนาคารกรุงไทย
เลขที่บัญชี 879-0-46312-9
สอบถามเพิ่มเติม โทร. 086 9608334