ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง “หลักสูตรผู้ช่วยพยาบาล 1 ปี” เมื่อการศึกษาที่ ‘ใช่’ เปิดประตูชีวิตใหม่เด็กนราธิวาส

ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง “หลักสูตรผู้ช่วยพยาบาล 1 ปี” เมื่อการศึกษาที่ ‘ใช่’ เปิดประตูชีวิตใหม่เด็กนราธิวาส

นราธิวาสเป็นเมืองชายแดนใต้ที่มีทะเลและธรรมชาติที่สวยงาม แต่ด้วยประเด็นความแตกต่างทางอัตลักษณ์และวัฒนธรรม ทำให้พื้นที่แห่งนี้เกิดความขัดแย้งตลอดหลายสิบปี 

สถานการณ์เหล่านี้ทำให้นราธิวาสไม่ได้รับโอกาสในการเติบโตทางเศรษฐกิจ กลายเป็นเมืองเงียบงันแม้จะมีวัฒนธรรมและธรรมชาติที่งดงาม ส่งผลให้ภาวะความยากจนกระจายตัว รายงานสถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยในปี 2567 จากสภาพัฒน์ฯ ชี้ว่า จังหวัดนราธิวาสมีสัดส่วนคนจนเป็นอันดับ 4 ของประเทศ (รองจากแม่ฮ่องสอน, ยะลา และปัตตานี) และยังติด 10 อันดับแรกตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ซึ่งหมายถึงการเผชิญกับปัญหาความยากจนเรื้อรัง

เด็กและเยาวชนในนราธิวาสจำนวนมากเติบโตมาในครอบครัวที่ยากจนเนื่องจากสภาพสังคมและเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ เด็กหลายคนอาศัยอยู่ในกระท่อมลึกหลังสวนยาง หลายคนโตมาในบ้านที่พ่อเป็นชาวประมงและเป็นเสาหลักเพียงคนเดียวของบ้าน หลายคนเติบโตมาในบ้านที่มีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่า 3,000 บาท/คน/เดือน ซึ่งนั่นหมายถึงการอยู่แบบวันต่อวันและหวังยากที่จะต่อยอดไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม

นอกจากประเด็นเรื่องความยากจนแล้ว ยังมีประเด็นเรื่องความไม่ถนัดภาษาไทยของเยาวชนในพื้นที่ เนื่องจากเยาวชนจำนวนมากใช้ภาษามลายูกับครอบครัวมาตั้งแต่เกิดจนโต พวกเขาจะได้ใช้ภาษาไทยก็ต่อเมื่ออยู่ในโรงเรียนเท่านั้น ด้วยเงื่อนไขชีวิตเหล่านี้ทำให้พวกเขาตกหล่นจากระบบการศึกษาและระบบแรงงานได้อย่างง่ายดาย 

ในทางหนึ่ง การศึกษาเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กในพื้นที่ได้ และจำเป็นต้องเป็นการศึกษาที่เหมาะสมกับเงื่อนไขชีวิตของเด็ก จึงจะสามารถเป็นประตูบานแรกในการเปลี่ยนชีวิตพวกเขาได้จริงๆ

จากสถานการณ์เหล่านี้จึงสอดคล้องกับทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงของ กสศ. ที่เป็นความพยายามแก้โจทย์เรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศและยกระดับชีวิตของเยาวชนให้หลุดพ้นจากความยากจนในเวลาเดียวกัน โดยมีทุนให้เปล่าสำหรับเยาวชนจากครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำสุดร้อยละ 20 ล่างของประเทศ ให้ศึกษาต่อสายอาชีพในสาขาซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน 

หลักสูตรประกาศนียบัตรผู้ช่วยพยาบาล 1 ปี ที่คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นหนึ่งในหลักสูตรที่เข้าร่วมกับโครงการทุนนวัตกรรมฯ และได้รับการตอบรับอย่างดีจากเยาวชนในพื้นที่ ทั้งยังมีผลลัพธ์ออกมาน่าพอใจคือนักศึกษาที่จบจากหลักสูตรมีงานทำ 100% เป็นสถาบันการศึกษา best practice มีหลักสูตรผู้ช่วยพยาบาลที่เป็นต้นแบบการจัดการเรียนการสอนและการดูแลนักศึกษาทุน กสศ.  ปัจจุบันในปีการศึกษา 2568 รับนักศึกษาเป็นรุ่นที่ 6 แล้ว (เริ่มเปิดรับทุน กสศ. ปี 2565) 

ทั้งหมดนี้ต้องดำเนินร่วมกันเป็นองคาพยพ ทั้งสถานศึกษาและสถานพยาบาล เพื่อที่จะสร้างพื้นที่ในการเติบโตและเรียนรู้ของเยาวชน จนกลายเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตได้จริง

เสียงพูดคุยของพยาบาลพี่เลี้ยงกับนักศึกษาฝึกงานผู้ช่วยพยาบาลดังเบาๆ อยู่หน้าตึกอุบัติเหตุ ที่โรงพยาบาลยี่งอเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา พื้นที่แห่งนี้เป็นหนึ่งในสถานพยาบาลที่รับนักศึกษาฝึกงานจาก ม.นราธิวาสฯ ให้เด็กฝึกงานเวียนตึกผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกเพื่อเรียนรู้วิธีทำงานให้ครบถ้วน

“หนูชอบอยู่ตึกอุบัติเหตุ เพราะชอบทำแผลค่ะ” นักศึกษาหลักสูตรผู้ช่วยพยาบาล ม.นราธิวาสฯ กล่าวด้วยรอยยิ้ม พวกเธอเป็นนักศึกษารุ่น 2568 ที่กำลังอยู่ในช่วงการฝึกงานที่โรงพยาบาล หน้าที่หลักๆ ที่ต้องทำคือรับผู้ป่วย วัดความดัน วัดชีพจร กรอกข้อมูลผู้ป่วย ไปจนถึงทำแผลเบื้องต้นให้ผู้ป่วยอุบัติเหตุ 

ในขณะที่อีกคนบอกว่าตัวเองชอบดูแลผู้ป่วยใน เพราะชอบที่ได้คุยกับผู้ป่วยและญาติ หลายครั้งพวกเธอเข้าไปช่วยให้ข้อมูลเพื่อปลอบให้ญาติไม่ต้องกังวลจนเกินไปนัก สำหรับเด็กอายุราว 18-19 ปี นี่คือ ‘โลกใหม่’ ของพวกเขา การได้เข้าสู่โลกของมืออาชีพและมีเงินอุดหนุนรายเดือนเดือนละ 7,500 บาทในช่วงที่เรียนอยู่ ทำให้พวกเขาได้ฝึกทักษะใหม่และเห็นโอกาสที่เปิดกว้างในชีวิต

รศ.ดร.ศิริพันธุ์ ศิริพันธุ์ คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นหนึ่งในผู้ร่วมออกแบบหลักสูตรนี้ตั้งแต่ต้นและคลุกคลีอยู่กับนักศึกษา อธิบายให้ฟังว่า นอกจากมีระบบการฝึกงานแล้ว ที่นี่มีการสอนทักษะชีวิตหลายอย่างเพื่อให้นักศึกษาปรับตัวได้ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในรั้วมหาวิทยาลัย

“เด็กที่เข้ามาบางคนเขาไม่ได้เข้มแข็ง ไม่ได้มั่นใจ เด็กบางคนไม่กล้าสบตา ไม่กล้าพูด เป็นเด็กกลุ่มเปราะบาง บางคนเพิ่งเคยเข้าเมืองนราธิวาสครั้งแรก บางคนบ้านอยู่ลึกเข้าไปหลังสวนยาง พอเขามาที่นี่เขาก็ตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศในคณะพยาบาล ดังนั้นนอกจากหลักสูตรเกี่ยวกับการพยาบาลแล้ว เรายังมีกิจกรรมเสริมหลักสูตรเพื่อปรับจุดอ่อนเหล่านี้ เช่น พัฒนาบุคลิกภาพ สอนการอ่านจับใจความภาษาไทย สอนภาษาอังกฤษ สอนเรื่องการเก็บออมเงิน การเตรียมตัวสัมภาษณ์และทำเรซูเม่ ฯลฯ” รศ.ดร.ศิริพันธุ์ ลงรายละเอียด 

รศ.ดร.ศิริพันธุ์ยังกล่าวถึงประเด็นที่สำคัญว่า การให้ทุนการศึกษาไม่ใช่แค่เรื่องให้เงินเท่านั้น แต่ต้องส่งเสริมเด็กให้ครบทุกมิติ ซึ่งต้องเริ่มต้นจากการพัฒนาคุณภาพของเด็กให้แข็งแรงก่อน เพื่อที่เขาจะเดินต่อในโลกจริงได้อย่างมั่นคง

“นอกจากการให้ทุนค่าเทอม ค่าใช้จ่ายรายเดือน และอุปกรณ์การเรียนแล้ว สิ่งที่มากกว่านั้นคือกระบวนการส่งเสริมความเป็นอยู่ของเด็ก สร้างอุปนิสัยการออม ส่งเสริมบุคลิกภาพ และส่งเสริมคุณภาพการเรียนการสอน เด็กเหล่านี้จะได้รับการปั้นแต่งเพื่อจบไปเป็นผู้ช่วยพยาบาลมืออาชีพ” รศ.ดร.ศิริพันธุ์ ย้ำ

นักศึกษาฝึกงานที่โรงพยาบาลยี่งอมีรอยยิ้มสดใส พวกเขามีความหวังเดียวกันว่า ประกาศนียบัตรผู้ช่วยพยาบาลจะเป็นประตูบานแรกที่ทำให้พวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ 

หลังการฝึกงานที่เข้มข้น เหล่านักศึกษาผู้ช่วยพยาบาลที่จบหลักสูตรก็จะมุ่งตรงเข้าสู่โลกการทำงาน ซึ่งนั่นหมายถึง ‘ชีวิตจริง’ ที่รออยู่เบื้องหน้า แต่ด้วยการเคี่ยวกรำอย่างเข้มข้นก็ทำให้พวกเขามีก้าวแรกที่มั่นคง นักศึกษาผู้ช่วยพยาบาลทุน กสศ. ที่เรียนจบและมีงานทำในสถานพยาบาล มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 12,000-15,000 บาท หลายคนสามารถเข้าทำงานที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ ทำหน้าที่รับผู้ป่วยจากตะวันออกกลางด้วยความสามารถทางภาษา ซึ่งนับว่าเป็นการยกระดับรายได้จากเดิมให้เพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า

สูรียานิง ยูโซ๊ะ นักศึกษาผู้ช่วยพยาบาลทุน กสศ. ปี 2567 ปัจจุบันทำงานที่โรงพยาบาลสุไหงโก-ลก เล่าถึงประสบการณ์ของตัวเองว่า “ทุน กสศ. และหลักสูตรผู้ช่วยพยาบาลเปลี่ยนชีวิตหนูจากหน้ามือเป็นหลังมือในเวลาแค่หนึ่งปี” 

สูรียานิงเกิดในครอบครัวที่พ่อทำงานรับจ้างทั่วไป ส่วนแม่ทำขนมขาย เธอเป็นลูกสาวคนโตจากพี่น้อง 8 คน จากเด็กที่เคยได้เงินไปโรงเรียนวันละไม่กี่สิบบาทและเก็บหอมรอมริบมาตั้งแต่เด็ก ตอนนี้เธอกลายเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญของครอบครัว หลังจากจบหลักสูตรผู้ช่วยพยาบาล

ในช่วงที่เรียนที่ ม.นราธิวาสฯ นอกจากเรียนรู้เรื่องการพยาบาลแล้ว เธอยังเรียนรู้เรื่องการออมเงิน การทำเรซูเม่ และการสอบสัมภาษณ์ ทำให้เธอพัฒนาตัวเองทั้งด้านการเงินและความมั่นใจในการสมัครงาน จนได้งานในที่สุด

“ตอนได้เงินเดือนเดือนแรกหนูดีใจมาก แบ่งเก็บไว้ส่วนหนึ่ง แล้วก็สั่งขนมจีน 25 กิโลฯ มากินเลี้ยงกับครอบครัว” สูรียานิงเล่าย้อนถึงตอนที่ได้เงินเดือนเดือนแรกหลังจากได้งานที่โรงพยาบาล มาถึงตอนนี้เธอสามารถหาเงินเลี้ยงตัวเอง ส่งเงินให้ครอบครัว และส่งน้องเรียนหนังสือ

“น้องหนูเรียนเก่งค่ะ หนูจึงคิดว่าจะส่งน้องเรียนโรงเรียนที่ดีและให้เขาเรียนได้สูงที่สุด” สูริยานิงเล่าด้วยเสียงหนักแน่น เธอย้ำอีกครั้งว่า “ชีวิตหนูเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือจริงๆ” 

ไม่ใช่แค่สูรียานิงเท่านั้น ยังมีนักศึกษาคนอื่นๆ ที่ชีวิตเปลี่ยนไปหลังจากจบหลักสูตรเช่นกัน ซีมาอ์ สือแม นักศึกษาผู้ช่วยพยาบาลทุน กสศ. ปี 2565 ปัจจุบันทำงานที่โรงพยาบาลราษฎร์นรา เติบโตมาในครอบครัวที่พ่อเป็นชาวประมง ส่วนแม่รับจ้างเย็บผ้า บ้านเกิดอยู่ที่ตากใบ ห่างจากทะเลราวสองกิโลเมตร

ซีมาอ์เป็นคนขี้อาย แต่ทุกครั้งที่พูดเธอจะพูดด้วยรอยยิ้มเสมอ เธอเล่าช่วงการตัดสินใจสมัครทุน กสศ. ให้ฟังว่า “พอเรียนจบ ม.6 หนูก็อยากเรียนต่อ แต่ก็กังวลเรื่องค่าใช้จ่าย ไม่รู้ว่าครอบครัวจะจ่ายค่าเทอมไหวไหม หนูไม่อยากให้พ่อทำงานหนัก เพราะตอนนั้นที่บ้านคุณพ่อทำงานคนเดียว แต่ก็ลองสมัครเรียนดูก่อน ตอนนั้นได้มหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ แล้ว แต่ก็คิดว่าค่าใช้จ่ายจะเยอะมากและต้องเรียนถึง 4 ปี พอดีมีเพื่อนแนะนำทุน กสศ. ที่นี่ เลยสละสิทธิ์ที่นั่นแล้วมาสมัครหลักสูตรผู้ช่วยพยาบาล หนูชอบที่เป็นหลักสูตรระยะสั้นค่ะ เรียน 1 ปีก็มีงานทำแล้ว แต่ที่กรุงเทพฯ ต้องเรียน 4 ปี หนูรู้สึกว่า 4 ปีนานเกินไป”

คำว่า ‘4 ปีนานเกินไป’ ไม่ใช่เรื่องเกินเลยสำหรับคนที่รายได้ไม่แน่นอน การต้องมีอาชีพและรายได้อย่างเร็วที่สุดเป็นเงื่อนไขชีวิตที่พวกเขาต้องเผชิญ ในขณะที่การทำงานด้านพยาบาลก็เป็นความฝันของซีมาอ์เป็นทุนเดิม จึงทำให้เธอดีใจมากที่สอบติดและได้ทุนนี้

“การเป็นผู้ช่วยพยาบาลเป็นความฝันของหนูค่ะ เพราะหนูมีน้าเป็นพยาบาล เรารู้สึกว่าเขามีความมั่นคงในสถานการณ์ด้านการเงิน หนูก็อยากทำตามความฝัน แต่พอเข้ามาเรียนก็ยากค่ะ หนูก็พยายามฝึกภาษาอังกฤษ ศัพท์การแพทย์ที่ไม่เคยเจอก็ต้องกลับไปท่อง และฝึกการเข้าสังคมและคุยกับผู้ป่วยด้วยค่ะ” ซีมาอ์เล่าถึงช่วงก่อนเข้าเรียนและช่วงที่เรียนอยู่

เมื่อเรียนจบ ซีมาอ์เข้าทำงานที่โรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพฯ เงินเดือนอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แต่ทำงานได้เพียง 9 เดือน เธอก็ตัดสินใจลาออก เลือกกลับมาอยู่ที่นราธิวาสเพราะต้องการกลับมาดูแลแม่ที่ป่วยและลดค่าใช้จ่ายการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ตอนนี้เธอทำงานในโรงพยาบาลที่อำเภอเมืองนราธิวาส ซึ่งแม้จะอยู่คนละอำเภอกับบ้านเกิด แต่อย่างน้อยเธอก็เดินทางกลับบ้านง่ายขึ้นกว่าที่กรุงเทพมหานคร

“การได้เป็นผู้ช่วยพยาบาลทำให้หนูช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัวได้ค่ะ สามารถส่งน้องเรียนได้ ช่วงที่พ่อออกเรือไม่ได้ เราก็สามารถช่วยหาเงินให้ที่บ้านได้ พ่อไม่ต้องเครียดมาก เพราะก่อนหน้านี้พ่อออกทะเลแล้วไม่ค่อยได้ปลา พวกเราก็ต้องประหยัด แต่ตอนนี้หนูก็พอช่วยหาเงินให้ที่บ้านได้” ซีมาอ์เล่าถึงความภูมิใจด้วยรอยยิ้ม

หลักสูตรนี้ยังมีเยาวชนชายที่เข้ามาเรียนแล้วยกระดับชีวิตได้ด้วยเช่นเดียวกัน มูฮัมหมัดซามีนูดิน อาแซ หรือ ดีน นักศึกษาผู้ช่วยพยาบาลทุน กสศ. ปี 2566 ปัจจุบันทำงานที่โรงพยาบาลสุไหงโก-ลก โตมาในครอบครัวที่พ่อทำงานรับจ้างทั่วไป แม่ทำขนมขาย ซึ่งมักเป็นอาชีพที่พบได้ทั่วไปในหลายครอบครัวที่นราธิวาส 

ดีนก็เป็นเหมือนเด็กอีกหลายคนที่เมื่อเรียนจบ ม.ปลาย ก็คิดว่าจะไม่เรียนต่อเพราะอยากรีบช่วยครอบครัวทำงานหาเงิน แต่เพราะพี่ชายของเขาเป็นนักศึกษาทุนนวัตกรรมฯ หลักสูตรผู้ช่วยพยาบาลรุ่นแรก จึงแนะนำให้เขามาสมัครโครงการนี้ สุดท้ายกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตเขา

“ตอนแรกผมไม่ได้ชอบสายนี้ แต่พอคิดไปคิดมาก็ไม่มีทางเลือกสำหรับเราแล้ว ผมเลยลองสมัครดูปรากฏว่าสอบติด หลังจากเรียนมาเรื่อยๆ ผมก็มีความชอบมากขึ้น ทุกคนในคณะพยาบาลดูแลเราดีมาก ทำให้ทัศนคติผมเปลี่ยนไป จากที่ไม่ชอบก็คิดว่ามันก็ไม่ได้แย่นะ เลยเรียนสายนี้ต่อเลย พอจบมาก็ทำงานของตัวเอง อย่างน้อยๆ พ่อก็ลดภาระที่จะต้องเลี้ยงผมไปหนึ่งคน แล้วผมก็ได้ส่งเงินให้ที่บ้านด้วย” ดีนเล่าย้อนอดีต

ไม่ใช่แค่เรื่องรายได้เท่านั้น แต่สิ่งที่เขาได้รับจากการเรียนหลักสูตรนี้คือทักษะชีวิตและทักษะการทำงาน 

“ทางคณะพยาบาลมีการอบรมเรื่องการเดิน ปรับสีหน้า การใช้คำให้สุภาพ ผมเอาสิ่งดีๆ ที่ได้จากคณะพยาบาลไปใช้ในการทำงานได้เยอะ เช่น เรื่องการปฏิบัติตัวต่อคนไข้ การเข้าร่วมสังคมพยาบาล การปรับบุคลิกภาพในการทำงาน และการปรับพฤติกรรมและนิสัยให้เข้ากับสถานที่ หรืออย่างบางเรื่องที่ไม่ได้คิดว่าจะได้ใช้เช่นเรื่องผู้สูงอายุ บางทีผมเจอคนไข้ที่อาจไม่เข้าใจบางเรื่อง ผมก็สามารถพูดหรือโน้มน้าวให้เขาเข้าใจสถานการณ์นั้นๆ ได้” ดีนเล่าถึงสิ่งที่ได้จากการเรียนหลักสูตรนี้ นอกเหนือจากการสนับสนุนด้านทุนการศึกษา เขาเป็นเด็กหนุ่มที่ตั้งใจและฝันใฝ่ที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้น และตอนนี้เขาก้าวมาแล้วอีกขั้นหนึ่ง 

ในรุ่นเดียวกันกับดีน มีคนที่มีรอยยิ้มสดใสอย่าง ฟันดี ดือราโพ อยู่ด้วย ฟันดีเป็นนักศึกษาผู้ช่วยพยาบาลทุน กสศ. ปี 2566 ปัจจุบันทำงานที่โรงพยาบาลกัลยาณิวัฒนาการุณย์ ฟันดีเติบโตมาในบ้านกลางสวนยางที่อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ครอบครัวมีรายได้จากการกรีดยางและรับจ้างทั่วไป แม้ครอบครัวจะไม่ร่ำรวยแต่ฟันดีบอกด้วยรอยยิ้มว่าพวกเขาเป็นครอบครัวที่อยู่กันด้วยความเข้าใจ

ที่บ้านฟันดีพูดภาษามลายูเป็นหลักเหมือนเด็กอีกจำนวนมากในพื้นที่ เขาเริ่มฝึกพูดภาษาไทยเมื่อเข้าโรงเรียน และพยายามอย่างมากที่จะพูดภาษาไทยให้ชัด “เราบอกกับตัวเองเสมอว่าพูดผิดไม่เป็นไร ขอแค่กล้าพูด” ฟันดีเล่าถึงความพยายาม

ความฝันของฟันดีคือการเรียนด้านพยาบาล เขาติดตามข่าวจากเพจคณะพยาบาลมาตั้งแต่มัธยมปลาย รู้ว่าการเรียนสายนี้ต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูงซึ่งเกินกำลังของครอบครัว ฟันดีจึงเริ่มขายของออนไลน์ ขายครีม ขายโลชั่น เก็บเงินทีละเล็กทีละน้อยเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการสมัครเรียนและสอบ จนท้ายที่สุด ฟันดีก็ตัดสินใจสมัครทุนผู้ช่วยพยาบาล และได้เข้ามาเรียนที่ ม.นราธิวาสฯ การได้รับทุนครั้งนี้กลายเป็นประตูบานใหญ่สำหรับเด็กจากสวนยางคนหนึ่งให้ก้าวเข้าสู่เส้นทางอาชีพที่มั่นคง

“ทุนนี้เปลี่ยนทุกอย่างในชีวิต จากเด็กคนหนึ่งที่ได้เงินวันละ 40 บาท พอมาเรียนที่นี่ เราสามารถแบ่งเบาภาระพ่อแม่ได้ ซื้อของที่เราอยากซื้อได้ ได้ให้เงินน้อง มันเปลี่ยนชีวิตไปเลย” ฟันดีเล่าด้วยแววตาเป็นประกาย แต่เขาก็ย้ำว่าต้องเก็บเงินส่วนหนึ่งไว้ทุกเดือนและจัดสรรค่าใช้จ่ายอย่างเป็นระบบเพื่อให้ตัวเองมีเงินเก็บ ทักษะเหล่านี้ฟันดีเรียนรู้จากตอนที่เรียนในหลักสูตร

หลังเรียนจบ ฟันดีเริ่มทำงานที่โรงพยาบาลในหาดใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจกลับมาทำงานใกล้บ้าน เพราะเขาเป็นคนติดครอบครัว และอยากอยู่ใกล้พ่อแม่มากที่สุด

ฟันดีติดตามเพจรับสมัครงานของโรงพยาบาลทุกแห่งในนราธิวาส จนกระทั่งเห็นประกาศรับผู้ช่วยพยาบาลของโรงพยาบาลกัลยาณิวัฒนาการุณย์ ในครั้งนั้นมีผู้สมัครกว่า 50 คน แต่รับเพียง 4 คน วันที่รู้ว่าตัวเองได้รับเลือก ฟันดีร้องไห้ด้วยความดีใจ เพราะนั่นหมายถึงเขาไม่ต้องจากบ้านไปไหนไกลอีกแล้ว ปัจจุบันฟันดีทำงานเป็นผู้ช่วยพยาบาล รายได้อาจไม่สูงมากนัก แต่เพียงพอสำหรับการใช้ชีวิต และยังมีรายได้เสริมจากการรับเวรเพิ่มเติม 

“ความฝันหนึ่งคือเราอยากให้มีคนในบ้านสักหนึ่งคนที่จบปริญญาตรี” ฟันดีเล่าแล้วยิ้มกว้าง ตอนนี้เขาส่งเสียน้องให้เรียนในระดับปริญญาตรีอยู่ ขณะเดียวกันเขาก็ยังไม่ทิ้งความฝันของตัวเอง ตั้งใจเก็บเงินเพื่อให้ตัวเองกลับไปเรียนต่อระดับปริญญาตรีด้วย 

สำหรับฟันดี ทุน กสศ. ไม่ได้เป็นเพียงทุนการศึกษา แต่มันคือโอกาสที่เปลี่ยนชีวิตทั้งชีวิตของเด็กจากสวนยางให้ลุกขึ้นมายืนได้ด้วยตัวเองอย่างภาคภูมิ

ชีวิตของเด็กเหล่านี้เป็นเพียงหนึ่งในตัวอย่างของเด็กที่ต้องเผชิญกับภาวะความยากจน แต่พลิกขึ้นมาได้จาก ‘ประตูบานแรก’ ที่พาพวกเขาไปเจอโลกใบใหม่ แม้หนทางข้างหน้ายังขรุขระ แต่อย่างน้อยๆ เขาก็มีทักษะชีวิตและทักษะการทำงานติดตัว ซึ่งนั่นอาจหมายถึงการหลุดพ้นกับดักความยากจนไปตลอดกาล