“การศึกษา” ในวิสัยทัศน์แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กสศ. ชวนตั้งคำถามถึงอนาคตประเทศ ด้วยโจทย์ใหญ่ “ทุนมนุษย์ไทยที่ถดถอย” และความจริงของ “เรียนฟรีที่ไม่ฟรีจริง”

“การศึกษา” ในวิสัยทัศน์แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กสศ. ชวนตั้งคำถามถึงอนาคตประเทศ ด้วยโจทย์ใหญ่ “ทุนมนุษย์ไทยที่ถดถอย” และความจริงของ “เรียนฟรีที่ไม่ฟรีจริง”

บนเวที The National Debate ดีเบตโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งปี 2569 เมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569 ซึ่งจัดโดยสถาบันพระปกเกล้าร่วมกับ PPTV มีการหยิบประเด็น “การศึกษา” ขึ้นมาถกอย่างจริงจัง ในฐานะรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ แม้เด็กไทยจะใช้เวลาเรียนติดอันดับต้น ๆ ของโลก แต่วาทกรรม “เรียนฟรี” และผลลัพธ์ทางการศึกษากลับยังไม่สะท้อนคุณภาพและความเสมอภาคอย่างแท้จริง

ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สะท้อนปัญหาการศึกษาด้วยการเริ่มฉายภาพเปรียบเทียบ “เสือเศรษฐกิจ” ของเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ว่าประเทศเหล่านี้มีรายได้เฉลี่ยต่อประชากรต่อเดือนสูงถึงหลักแสนบาท และมีจำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยราว 13 ปี ในขณะที่ประเทศไทยยังคงเป็น “เสือตัวเล็ก” รายได้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 21,000 บาทต่อเดือน และจำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยของประชากรไทยยังอยู่ที่เพียง 9 ปี แม้จะมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปีต่อเนื่องมานานเกือบ 20 ปีแล้วก็ตาม

คำถามสำคัญจึงถูกส่งถึงแคนดิเดตนายกฯ ว่าจากแนวโน้มพัฒนาการทางเศรษฐกิจของประเทศไทย และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนไทยที่ถดถอยลงอย่างต่อเนื่องตลอด 20 ปีที่ผ่านมา สะท้อนว่าประเทศไทยยังไม่สามารถยกระดับคุณภาพคน เพื่อก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้อย่างแท้จริง  หากท่านได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ท่านจะมีแนวทางอย่างไรในการเป็นผู้นำคนแรกที่สามารถพาประเทศไทยและคนไทยออกจากกับดักรายได้ปานกลาง ด้วยการพัฒนาคนและการแก้ไขปัญหาการศึกษาให้เกิดผลสำเร็จ

เริ่มที่ พล.อ. รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ มองว่าทุกวันนี้การศึกษาของประเทศไทยกำลังถดถอยลงไปเรื่อยๆ จากหลายปัจจัย ทั้งครู หลักสูตร โดยเห็นว่าต้นตอสำคัญคือภาวะเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยหนี้และคอร์รัปชัน หากไม่ฟื้นเศรษฐกิจและจัดการปัญหาการทุจริต งบประมาณด้านการศึกษาก็จะไม่ถูกใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้แต่ปัญหาการโกงกินในงบจัดซื้อจัดจ้างและก่อสร้างโรงเรียนเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขอย่างจริงจัง พร้อมเสนอให้ใช้ AI เข้ามาช่วยประเมินทั้งครูและนักเรียน เพื่อค้นหาศักยภาพที่เหมาะสมของผู้เรียนแต่ละคน ไม่จำกัดเส้นทางการศึกษาไว้เพียงสายวิชาการ แต่ให้อาชีวะและศิลปะมีคุณค่าเท่าเทียมกัน โดยย้ำว่าการพัฒนาเศรษฐกิจและปราบคอร์รัปชันคือจุดเริ่มต้นของการยกระดับการศึกษา 


ด้าน อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี จากพรรครวมไทยสร้างชาติ ชี้ว่าโจทย์ใหญ่ของการศึกษาไทยคือ เด็กเรียนจบแล้วไม่ตรงกับความต้องการของสังคมและตลาดแรงงาน จนเกิดคำถามว่า “เรียนไปทำไม” เพราะระบบยังยึดติดกับรูปแบบเดิม เน้นสอบและกรอบเวลา มากกว่าการพัฒนาศักยภาพที่แท้จริงของผู้เรียน

แนวคิดที่พรรคเสนอคือการลดการสอบแบบรวมศูนย์อย่าง O-NET และหันมาประเมินเด็กจากสมรรถนะที่หลากหลาย เปิดโอกาสให้เรียนรู้ได้ทั้งในและนอกระบบ โดยวัดผลที่ความสามารถ ไม่ใช่จำนวนชั่วโมงเรียน ควบคู่กับการเชื่อมโยงการผลิตคนต้องเชื่อมโยงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ผ่านความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานเศรษฐกิจ เพื่อให้คนไทยเรียนจบแล้วมีงานทำ และตอบโจทย์การพัฒนาประเทศได้จริง

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ระบุว่า พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับการเดินหน้า พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ โดยมีเป้าหมายหลักคือการคืนครูสู่นักเรียน และคืนครูสู่ห้องเรียน ผ่านการลดภาระงานเอกสารและปรับกระบวนการประเมินที่เป็นอุปสรรคต่อการสอนในปัจจุบัน

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการผลักดันระบบ Credit Bank เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต เปิดทางให้ผู้มีประสบการณ์ทำงานจริงสามารถนำความรู้และทักษะมาเทียบวุฒิการศึกษาได้ ช่วยเพิ่มโอกาสในการยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของแรงงานนอกระบบ 

ขณะที่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน มองว่า การพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อพาประเทศไทยหลุดออกจากกับดักรายได้ปานกลาง แบ่งออกเป็น 2 โจทย์หลักคือ การปรับระบบการเรียนรู้ให้สอดรับกับโลกยุคใหม่ และการสร้างงานคุณภาพภายในประเทศ

พร้อมกันนั้นยังชี้ว่ารูปแบบการเรียนรู้ของโลกได้เปลี่ยนไปจากเดิม ระบบการศึกษาจำเป็นต้องยืดหยุ่น เปิดโอกาสให้พัฒนาทักษะได้ตลอดชีวิต ขณะที่ประเทศไทยยังเผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำ เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา และนโยบายเรียนฟรีที่ยังไม่ตอบโจทย์ทั้งคุณภาพและความเสมอภาค พรรคประชาชนจึงเสนอแนวคิดการจัดตั้ง แพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติ คล้ายโครงการ SkillFuture ของสิงคโปร์ รองรับการเรียนทั้งในและนอกระบบ ผ่านคูปองการศึกษาและการสะสมหน่วยกิตในรูปแบบ Credit Bank แต่ขณะเดียวกันทุนมนุษย์ไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่เด็ก แต่ต้องครอบคลุมคนทุกช่วงวัย และต้องมีการลงทุนในอุตสาหกรรมมูลค่าสูงเพื่อสร้างงานคุณภาพ เพื่อแก้ปัญหาสมองไหล

ด้าน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนอว่าการปฏิรูปการศึกษาเพื่อพาประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ต้องมองควบคู่ทั้งการบริหารทรัพยากรและทิศทางของการศึกษา โดยเห็นว่าประเทศไทยมีโอกาสจากโครงสร้างประชากรที่เด็กเกิดน้อยลง ทำให้ทรัพยากรต่อหัวเพิ่มขึ้น รัฐควรปลดล็อกให้ท้องถิ่นมีบทบาทในการเติมงบประมาณ และใช้ข้อมูลของทางกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อแก้ไขความเหลื่อมล้ำอย่างตรงจุด

ทั้งนี้ อภิสิทธิ์ ยังย้ำถึงความสำคัญของการรื้อฟื้นนโยบาย “คืนครูสู่นักเรียน” เพื่อใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ยกระดับคุณภาพการเรียนการสอน พร้อมชี้ว่าปัญหาหลักของการศึกษาไทยคือการสอนให้ “รู้” แต่ยังไม่สามารถสอนให้ผู้เรียนคิดเป็น ปรับใช้ และต่อยอดได้ ซึ่งเป็นหัวใจของการพัฒนาคนและเศรษฐกิจในระยะยาว เพราะฉะนั้นพรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้ปรับหลักสูตรให้ยืดหยุ่น ลดเนื้อหาที่ไม่จำเป็น และใช้ National Digital Learning Platform อย่างเต็มศักยภาพ ควบคู่กับการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ แนวคิด “บุฟเฟ่ต์การศึกษา” และการรีสกิลแรงงานผู้ใหญ่ในวงกว้าง เพื่อให้ทักษะของคนไทยสอดคล้องกับตลาดแรงงาน 

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ระบุว่า การพัฒนาทุนมนุษย์และการยกระดับคนไทยคือหัวใจของนโยบายพรรคไทยสร้างไทย โดยเสนอให้ปฏิวัติการศึกษาอย่างจริงจัง ตั้งแต่การลดระยะเวลาเรียนลง 3–4 ปี เพื่อให้เด็กสามารถจบปริญญาตรีได้ตั้งแต่อายุ 18 ปี และนำเวลาไปต่อยอดทักษะด้านอาชีวะและการทำงานที่สอดคล้องกับโลกยุคใหม่

พรรคไทยสร้างไทยเสนอให้ปรับหลักสูตรการศึกษาทั้งระบบ ให้มุ่งพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการเป็นพลเมืองโลก ลดวิชาที่ไม่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตและการทำงาน เพื่อให้เด็กค้นพบตัวตนได้เร็วขึ้น พร้อมประกาศนโยบายเรียนฟรีจริงจนจบปริญญาตรี โดยเห็นว่าการลดเวลาเรียนจะช่วยลดภาระงบประมาณ และลดปัญหาหนี้ กยศ. เพราะเป็นการลงทุนกับคนโดยตรง รวมถึงเสนอระบบคูปองการศึกษา เปลี่ยนจากการจัดสรรงบให้โรงเรียน มาให้อำนาจการเลือกอยู่ที่ตัวนักเรียน เพื่อให้โรงเรียนแข่งขันพัฒนาคุณภาพ พร้อมใช้เทคโนโลยีและ AI ลดความเหลื่อมล้ำ เปิดโอกาสให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงครูคุณภาพ และปรับระบบประเมินครูจากการทำเอกสาร มาเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ของเด็กเป็นหลัก

แม้ “การเรียนฟรี” จะเป็นนโยบายที่ถูกพูดถึงในทุกการเลือกตั้ง แต่ข้อมูลของ กสศ. สะท้อนชัดว่าความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษายังคงฝังอยู่ในระบบ ทั้งที่ประเทศไทยมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปีมากว่า 20 ปี  แต่คนไทยยังมีจำนวนปีที่ได้รับการศึกษาเฉลี่ยเพียง 9 ปี และครัวเรือนยากจนที่สุด 10% ยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาเพิ่มเติมเฉลี่ย 9,420 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา

ประเด็นดังกล่าวนำไปสู่คำถามที่สอง จาก ดร.ไกรยส ภัทราวาท ว่า  หากท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านจะมีนโยบายและมาตรการอย่างไร รวมถึงจะจัดสรรงบประมาณปี พ.ศ. 2570 อย่างไร เพื่อทำให้ “การเรียนฟรี” เป็นฟรีจริงอย่างมีคุณภาพ 

พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าในช่วงที่พรรคมีการผลักดันนโยบายเรียนฟรี เป็นช่วงที่สามารถลดจำนวนเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาได้มากที่สุดและรวดเร็วที่สุด แม้จะอยู่ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ พร้อมชี้ว่าไม่ควรยึดสูตรค่าใช้จ่ายรายหัวเป็นตัวตั้งเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อจำนวนเด็กลดลง เพียงคงงบการศึกษาไว้ ค่าใช้จ่ายต่อหัวก็เพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ ทั้งนี้ควรนำข้อมูลของ กสศ. มาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณให้โรงเรียนขนาดเล็กอย่างเป็นธรรม

พร้อมกันนั้นพรรคประชาธิปัตย์เสนอให้เปิดทางให้ท้องถิ่นเข้ามาระดมทรัพยากรสนับสนุนการศึกษาในด้านที่จำเป็น เช่น อาหารเช้า ค่าเดินทาง หรือครูเฉพาะทาง และควรใช้ข้อมูลการประเมินของ สมศ. เป็นส่วนหนึ่งในการจัดสรรงบประมาณ หากปรับระบบบริหารจัดการ ควบคู่กับการกระจายอำนาจและการดึงภาคส่วนต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วม จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและทำให้การศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นเรียนฟรีจริงอย่างมีคุณภาพ

ด้านพรรครวมไทยสร้างชาติ เห็นว่า การจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาจำเป็นต้องเพิ่มอย่างเพียงพอ เพราะเด็กคืออนาคตของประเทศ แต่ขณะเดียวกันกระทรวงศึกษาธิการต้องหลุดจากกรอบเดิมที่เน้นการสอบ มากกว่าการประเมินผลการเรียนรู้ที่แท้จริง พร้อมเสนอให้เปิดพื้นที่การเรียนรู้ที่หลากหลาย ทั้งการเรียนรู้นอกห้องเรียน การเรียนที่บ้าน หรือการเรียนรู้จากแหล่งอื่น ๆ โดยรัฐควรให้การรับรองผลการเรียนรู้เหล่านี้อย่างเป็นทางการ

อีกทั้งยังเสนอให้คิดเชิงบูรณาการข้ามกระทรวง โดยยกตัวอย่างบทบาทของ BOI ภายใต้บริบทภาษีโลกใหม่ เปลี่ยนจากการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี มาเป็นการใช้กองทุนเพิ่มขีดความสามารถ นำเงินไปพัฒนาทักษะแรงงานไทย ฝึกอาชีพให้ตรงกับความต้องการของบริษัท เพื่อให้เด็กไทยจบมาแล้วทำงานได้จริง และตอบโจทย์ภาคธุรกิจ

พรรคเศรษฐกิจ มองว่า ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาเรื่องค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมระหว่างเด็กจากครัวเรือนยากจนและครัวเรือนรายได้สูงแตกต่างกันสูงถึง 8 เท่า จากข้อมูลของ กสศ. ปัญหาหลักคือโรงเรียนรัฐที่เด็กยากจนเรียนอยู่ไม่สามารถรองรับค่าใช้จ่ายแฝงได้ ทั้งค่าวิทยากร คอมพิวเตอร์ หรือครูสอนภาษาต่างชาติ  รัฐจึงควรเข้าไปอุดหนุนค่าใช้จ่ายแฝงให้โรงเรียนขนาดเล็ก โดยเฉพาะในชนบท ควบคู่กับการใช้ AI เข้ามาช่วยลดต้นทุนและเพิ่มคุณภาพ เช่น เชื่อมการเรียนออนไลน์จากโรงเรียนมาตรฐาน การช่วยประเมินผล ออกข้อสอบ และสนับสนุนการสอน พร้อมพิจารณายุบโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ที่เหมาะสม เพื่อลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว ท่ามกลางสถานการณ์ที่อัตราการเกิดของเด็กไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง

ส่วน พรรคเพื่อไทย ชี้ว่าปัญหาการหลุดออกจากระบบการศึกษาเกิดจากศักยภาพทางเศรษฐกิจของครัวเรือนที่ไม่เพียงพอ แม้กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาจะช่วยบรรเทาปัญหาได้บางส่วน แต่ด้วยข้อจำกัดของงบแผ่นดิน การช่วยเหลือต้องไม่เป็นการแจกแบบเหมารวม พรรคเพื่อไทยจึงเสนอให้ใช้ Big Data เพื่อช่วยเหลือแบบเจาะจง กลุ่มเป้าหมายที่เปราะบางที่สุดอย่างแม่นยำ เพื่อให้การสนับสนุนไปถึงครอบครัวที่ต้องการจริง ช่วยให้เด็กสามารถเรียนต่อและเดินหน้าชีวิตได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่สร้างภาระเกินศักยภาพของรัฐ

พรรคประชาชน มองว่าสิ่งที่สำคัญกว่างบประมาณคือระเบียบและวิธีการจัดสรรงบ จากข้อมูลของ กสศ. จะเห็นว่าครอบครัวที่มีฐานะดีกว่าสามารถลงทุนกับการศึกษาของลูกได้มากกว่า ขณะที่ครอบครัวยากจนมีภาระค่าใช้จ่ายหลักเพียงไม่กี่เรื่อง ได้แก่ ค่าเล่าเรียน ค่าอาหารเช้า และค่าเดินทาง ซึ่งล้วนเป็นต้นเหตุของการหลุดออกจากระบบการศึกษา

จากการลงพื้นที่ทำงานจริง พรรคประชาชนพบว่าปัญหาเหล่านี้ยิ่งชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องอาหาร เด็กไทยราว 28% ขาดอาหารอย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งมื้อ สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกประมาณ 4 เท่า พรรคจึงเสนอให้ปรับกฎระเบียบ เช่น การจัดตั้งครัวกลางระดับจังหวัดร่วมกันระหว่างโรงเรียนในสังกัด สพฐ. และโรงเรียนท้องถิ่น เพื่อจัดอาหารเช้าและเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ ควบคู่กับการสนับสนุนค่าเดินทางผ่านตัวอย่างความสำเร็จของ อบจ.ลำพูน ที่จัดรถรับส่งนักเรียนครบทุกโรงเรียนในสังกัด ช่วยลดภาระผู้ปกครองและรักษาโรงเรียนขนาดเล็กไว้ได้ พรรคประชาชนจึงเสนอให้ปรับวิธีจัดสรรงบและปลดล็อกกฎระเบียบ เพื่อให้ดูแลค่าใช้จ่ายหลักได้ตรงจุด 

ปิดท้ายที่ พรรคไทยสร้างไทย เสนอว่าวันนี้แค่ใส่ใจและเปลี่ยนวิธีคิด โดยคงงบเท่าเดิม ไม่จำเป็นต้องเพิ่ม ก็สามารถทำให้ “เรียนฟรีอย่างมีคุณภาพ” เกิดขึ้นได้จริง ผ่านระบบคูปองการศึกษา แทนการนำงบก้อนใหญ่ไปกองไว้ที่โรงเรียน แต่จัดสรรตรงถึงตัวนักเรียน ครอบคลุมทั้งค่าเรียนและอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ วิธีนี้จะทำให้โรงเรียนต้องแข่งขันพัฒนาคุณภาพ เพราะงบประมาณจะไหลไปตามการเลือกของนักเรียน

ขณะเดียวกัน พรรคไทยสร้างไทยไม่เห็นด้วยกับการปิดโรงเรียนขนาดเล็ก เพราะเป็นโอกาสสำคัญของเด็ก โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่ต้องเดินทางไกลหลายสิบกิโลเมตร พรรคเสนอให้ใช้เทคโนโลยีเข้ามาเสริม เช่น ระบบโรงเรียนพี่–โรงเรียนน้อง ใช้ AI ช่วยสอน ตรวจการบ้าน ตอบคำถาม และประเมินผล ซึ่งจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้ โดยทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้จากการเปลี่ยนวิธีคิดและใส่ใจเด็กให้มากขึ้น

ที่มา :สรุปความเวทีTHE NATIONAL DEBATE ประเด็นการศึกษา