<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สหรัฐอเมริกา | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Sun, 27 Mar 2022 07:31:46 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>สหรัฐอเมริกา | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เผยผลศึกษาพบเด็กเล็กในสหรัฐฯใช้โซเชียลมีเดียมากขึ้น</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-family-kids-social-media-safety-wellbeing/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 27 Mar 2022 07:23:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[โซเชียลมีเดีย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=53546</guid>

					<description><![CDATA[<p>ทีมนักวิจัยในสหรัฐฯ เผยผลการศึกษาพฤติกรรมการใช้หน้าจอขอ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-family-kids-social-media-safety-wellbeing/">เผยผลศึกษาพบเด็กเล็กในสหรัฐฯใช้โซเชียลมีเดียมากขึ้น</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ทีมนักวิจัยในสหรัฐฯ เผยผลการศึกษาพฤติกรรมการใช้หน้าจอของเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ พบเด็กเล็กอายุต่ำสุดประมาณ 8 ขวบหันมาใช้เวลาหน้าจอและท่องโลกโซเชียลมีเดียมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จำนวนเด็กเยาวชนและวัยรุ่นชาวอเมริกันใช้หน้าจอเพิ่มขึ้น 17% เมื่อเทียบกับช่วง 4 ปีก่อนหน้า</strong></p>



<p>Common Sense Media องค์การไม่แสวงหาผลกำไรในสหรัฐฯ เปิดเผยผลการสำรวจพฤติกรรมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของเด็ก เยาวชน และวัยรุ่นทั่วสหรัฐฯ ซึ่งพบว่า เด็กเหล่านี้ใช้เวลาบนหน้าจอและสื่อสังคมออนไลน์มากขึ้น โดยมีจำนวนชั่วโมงออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในช่วงกว่า 2 ปีที่ผ่านมา&nbsp;</p>



<p>ผลการสำรวจพบว่า การใช้หน้าจอโดยรวมในหมู่เด็กและวัยรุ่นเพิ่มขึ้น 17 % ในช่วงระหว่างปี 2019 &#8211; 2021 ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมากกว่าช่วง 4 ก่อนหน้านี้ และโดยเฉลี่ยแล้ว การใช้หน้าจอในแต่ละวันเพิ่มขึ้นในกลุ่มวัยรุ่น (อายุ 8 &#8211; 12 ปี) เป็น 5 ชั่วโมง 33 นาทีจากเดิมที่ 4 ชั่วโมง 44 นาที และเพิ่มขึ้นเป็น 8 ชั่วโมง 39 นาทีจากเดิม 7 ชั่วโมง 22 นาทีสำหรับวัยรุ่นอายุ 13 &#8211; 18 ปี</p>



<p>บรรดาผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า&nbsp; ตัวเลขของการใช้หน้าจอที่เพิ่มขึ้นยังสะท้อนถึงความยากลำบากที่ครอบครัวต้องทนกับโรงเรียน การดูแลเด็ก และปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ในช่วงที่โควิด-19 กำลังระบาด โดยประเด็นค้นพบที่น่ากังวลเป็นพิเศษก็คือการที่เด็กอายุระหว่าง 8-12 ปีใช้เวลาบนหน้าจอท่องโลกโซเชียลมีเดีย อย่าง อินสตาแกรม Snapchat หรือเฟซบุ๊ก เพิ่มขึ้น แม้ว่าแพลตฟอร์มต่าง ๆ เหล่านี้จะมีข้อกำหนดให้ผู้ใช้งานต้องมีอายุอย่างน้อย 13 ปีขึ้นไป ตามเงื่อนไขกฎหมายคุ้มครองข้อมูลเด็ก&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a7b271"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/01-แปล-เผยผลศึกษาพบเด็กเล็ก-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ไดอานา เกรเบอร์ ผู้ก่อตั้ง Cyberwise ซึ่งเป็นเว็บไซต์ข้อมูลสำหรับคนทั่วไปที่ต้องการช่วยเหลือเด็กวัยรุ่นในการใช้งานเทคโนโลยีอย่างปลอดภัย และผู้เขียนหนังสือเรื่อง &#8220;Raising Humans in s Digital World&#8221; กล่าวว่า ผลลัพธ์ที่ค้นพบนี้ไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจ เพราะเด็ก ๆ หันไปใช้เวลาบนหน้าจอเพื่อสร้างความบันเทิงให้กับตนเอง และใช้เป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสารกับเพื่อนๆ ทดแทนช่วงเวลาที่ไม่สามารถออกไปพบปะทำกิจกรรมร่วมกันที่โรงเรียน หรือสถานที่ต่างๆ เพราะไวรัสโควิด-19 ระบาด&nbsp;</p>



<p>อย่างไรก็ตาม เกรเบอร์กล่าวว่า แม้การเพิ่มขึ้นจะไม่ใช่เรื่องน่าประหลาด แต่จำนวนเด็กที่ใช้โซเชียลมีเดียขณะที่ยังเล็ก คือวัยต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดที่มาขึ้น กลับเป็นเรื่องที่น่าวิตกอย่างมาก เพราะแพลตฟอร์มออนไลน์เหล่านี้ ไม่ได้รับการออกแบบมาสำหรับผู้ใช้งานที่เป็นเด็กแต่อย่างใด&nbsp;</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหมายความว่าอย่างไร</strong></h2>



<p>เดโวราห์ ฮีทเนอร์ ผู้ก่อตั้ง Raising Digital Natives และผู้เขียนหนังสือเรื่อง &#8220;Screenwise: Helping Kids Thrive (and Survive) in Their Digital World&#8221; กล่าวว่า แม้การใช้เทคโนโลยีจะเพิ่มมากขึ้นในคนทุกกลุ่ม แต่การสำรวจพบว่า การใช้หน้าจอในหมู่เด็กจากครอบครัวยากจนรายได้น้อย รวมถึงเด็กผิวสีเพิ่มมากขึ้น เนื่องจาก เด็กกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบจากการะบาดของไวรัสโควิด-19 มากที่สุด ดังนั้น จึงตัดสินใจใช้เวลาบนหน้าจอให้มากที่สุดเพื่อหลีกหนีจากโลกความเป็นจริง และเพื่อฆ่าเวลา&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ด้านดอกเตอร์เกรเบอร์เสริมว่าว่า เด็กจากครอบครัวยากจนได้รับผลกระทบจากการที่โรงเรียนปิดมากกว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน เพราะเด็กเหล่านี้ไม่มีกิจกรรมหลังเลิกเรียนที่จะทำได้มากนัก นอกจากการใช้เวลาอยู่ที่บ้านและท่องโลกโซเชียลมีเดียว ขณะเดียวกัน เนื่องจากพ่อแม่ของเด็กจากครอบครัวยากจนส่วนใหญ่ทำงานในลักษณะที่ไม่สามารถทำงานผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนได้ ต้องใช้แรงงาน ดังนั้น เด็กเหล่านี้ก็ยิ่งถูกทิ้งไปไว้กับสมาร์ทโฟนของตนเองมากขึ้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-10d1ba"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/01-แปล-เผยผลศึกษาพบเด็กเล็ก-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>รายงานยังพบว่า เด็กผู้ชายใช้เวลาอยู่หน้าจอมากกว่าเด็กผู้หญิง โดยอาจเป็นเพราะว่าเด็กผู้ชายชอบเล่นเกมบนมือถือหรือเกมคอมพิวเตอร์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไรนัก เพราะการติดเกมจะยิ่งทำให้เด็กใช้เวลาบนหน้าจอหนักขึ้นมากกว่าเดิม&nbsp;</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญอีกส่วนหนึ่งแย้งว่า การใช้เวลาบนหน้าจอไม่จำเป็นต้องเป็นประเด็นที่น่ากังวลเสมอไป ยกตัวอย่างเช่น บางครั้ง เด็กๆ ก็ใช้ช่องทางออนไลน์ในการติดต่อสื่อสารกับเพื่อนฝูง ซึ่งการใช้ดังกล่าวถือว่าเป็นเรื่องที่ดีสำหรับรักษาสายสัมพันธ์&nbsp;</p>



<p>กระนั้น สำหรับการศึกษาล่าสุดที่สำรวจกลุ่มเด็กและวัยรุ่นอายุระหว่าง 8-18 ปีจำนวน 1,306 คน ผ่านโลกออนไลน์ และเผยแพร่เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่่ผ่านมา (23 มีนาคม) พบว่า การใช้งานสมาร์ทโฟนของเด็กๆ ส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ติดต่อกับเพื่อนๆ เป็นหลัก อย่าง กลุ่มวัยรุ่นที่เข้าร่วมตอบแบบสอบถามระบุว่าตนเองใช้เวลาหน้าจอโดยเฉลี่ยมากกว่า 3 ชั่วโมงในการดูคลิปวีดีโอหรือรายการทีวีต่าง ๆ และใช้เวลาเล่นเกมอีกเกือบ 2 ชั่วโมงต่อวัน ส่วนเวลาสำหรับพูดคุยกับเพื่อนเฉลี่ยอยู่ที่วันละประมาณ 20 นาทีเท่านั้น&nbsp;</p>



<p>ทั้งนี้ สิ่งที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญรู้สึกกังวลก็คือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมาหากว่าเด็กๆ ใช้เวลาอยู่หน้าจอนานเกินไป โดยดอกเตอร์ฮีทเนอร์อธิบายว่า การใช้หน้าจอนานเกินไปย่อมหมายถึงเวลาในการทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น กิน นอน อ่านหนังสือ เล่น หรือพูดคุยกับครอบครัวจะหายไป ซึ่งกิจกรรมที่หายไปเหล่านี้ต่างหากเป็นสิ่งที่น่ากลัวอย่างแท้จริง&nbsp;</p>



<p>ขณะเดียวกัน ผลสำรวจยังพบว่า ไม่เพียงแต่วัยรุ่นเท่านั้นที่ใช้เวลาบนหน้าจอมากเกินไปจนพ่อแม่กังวล เพราะ 64% ของเด็กวัยทวีน (วัยที่อยู่ก้ำกึ่งระหว่างเด็กกับวัยรุ่น คือช่วงอายุระหว่าง 8-14 ปี) ดูวิดีโอออนไลน์ทุกวัน และอีก 65 % ระบุว่าดูทีวีทุกวัน อีกทั้งในบรรดาวัยทวีนเหล่านั้น ราว 38% ของผู้เข้าร่วมการสำรวจกล่าวว่า ตนเองใช้โซเชียลมีเดียเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 31 % ในปี 2019</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7648ae"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/01-แปล-เผยผลศึกษาพบเด็กเล็ก-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เกรเบอร์กล่าวว่า เป็นเรื่องน่ากังวลที่เด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีหันมาใช้โซเชียลมีเดียแล้ว แต่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียในเวลานี้มักมีการเผยแพร่เนื้อหาข้อมูล ภาพคลิปและภาพกราฟิกและน่ากลัว ซึ่งเด็กๆ ยังไม่พร้อมที่จะดู ยกตัวอย่างเช่น ภาพถ่ายทอดดสงครามในยูเครนที่เผยแพร่อยู่ทั่ว TikTok&nbsp;</p>



<p>ขณะที่ดอกเตรอ์ ฮีทเนอร์ กล่าวเสริมว่า เด็กอาจสะดุดกับภาพอนาจาร ภาพการทำร้ายตัวเอง หรือโพสต์ที่ส่งเสริมการกินที่ไม่ถูกหลักโภชนาการ หรือต่อให้มีระบบกลไกที่สามารถคัดกรองเนื้อไม่เหมาะสมได้ แต่ดอกเตอร์ฮีทเนอร์ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญอีกส่วนหนึ่งก็ยอมรับว่า ระบบคัดกรอง เช่น Roblox ที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดและเด็กเล็กหลายคนใช้งานอยู่ก็ยังมีปัญหากับภาพและเนื้อหาบางอย่าง</p>



<p>ส่วนเกรเบอร์ มองว่า ปัจจัยน่ากังวลอีกประการหนึ่งก็คือข้อมูลผิด ๆ&nbsp; ที่มีอยู่มากมายบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเช่น YouTube โดยเด็กเล็กยังมีวุฒิภาวะไม่พอที่จะรู้ว่าอะไรจริง อะไรปลอม ดังนั้น เด็กๆ จึงสามารถหล่นลงหลุมกับดักของข้อมูลผิด ๆ ที่จะทำให้เจ้าตัวรู้สึกสับสนกับโลกที่ตนเองกำลังเผชิญหน้าอยู่ อีกทั้งบางแพลตฟอร์ม เช่น YouTube ยังมีระบบอัลกอริธึมที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ชมได้เห็นเนื้อหาที่รุนแรงมากขึ้นเมื่อใช้งานผ่านไปได้สักระยะเวลาหนึ่ง</p>



<p>&#8220;นอกจากนี้ยังไม่ดีต่อสุขภาพสำหรับเด็กเล็กที่จะเผชิญกับความซับซ้อนทางสังคมที่เกิดขึ้นจริงในโซเชียลมีเดีย การเปรียบเทียบทางสังคมและความรู้สึกพลาดหรือไม่ได้เข้าร่วมกับเหตุการณ์บางอย่าง อาจเป็นเรื่องที่สร้างความเจ็บปวดและบาดแผลทางใจให้กับเด็กๆ ได้&#8221; ดอกเตอร์ฮีทเนอร์กล่าว</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>อะไรคือสิ่งที่ผู้ปกครองสามารถทำได้บ้าง</strong></h2>



<p>ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ เกรเบอร์ได้ยกตัวอย่างแบบฝึกหัดหนึ่งที่ตนเองใช้กับนักเรียนที่มีความรู้ด้านดิจิทัล และผู้ปกครองสามารถลองทำเองที่บ้านได้ คือการขอให้เด็กๆ วิเคราะห์ว่าพวกเขาใช้เวลาอย่างไรในหนึ่งวัน</p>



<p>จากนั้น เกรเบอร์ก็ขอให้เด็กเหล่านั้นสร้างรายการที่อยากทำ 25 รายการหากว่าหน้าจอทั้งหลาย (สมาร์ทโฟน, คอมพิวเตอร์, โทรทัศน์) ไม่มีอยู่ ก่อนแนะนำให้พวกเขาใช้เวลาพักร้อน 24 ชั่วโมงจากหน้าจอ กระตุ้นให้ไปทำงานในรายการที่ต้องทำในช่วงเวลานั้นให้สำเร็จ</p>



<p>“เชื่อหรือไม่ พวกเขามักจะกลับมาในสัปดาห์หน้าและพูดว่า &#8216;คุณรู้อะไรไหม มันรู้สึกดีเป็นบ้าเลยที่ได้พักหน้าจอ&#8217; ” เกรเบอร์กล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตจากการสำรวจของ Common Sense Media ฉบับล่าสุดที่พบว่า มีวัยรุ่นเพียง 34% เท่านั้นที่ระบุว่าตนเองชอบใช้โซเชียลมีเดียมากๆ ดังนั้น ก็เท่ากับเด็กวัยรุ่นเกินครึ่งที่ค่อนข้างตระหนักถึงการใช้งานมากเกินไป และคิดจะหาทางพักเบรกจากการใช้งานบ้างแล้ว&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-506bb9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/01-แปล-เผยผลศึกษาพบเด็กเล็ก-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ยิ่งไปกว่านั้น เกรเบอร์แนะว่า พ่อแม่ผู้ปกครองอาจต้องนั่งจับเข่าคุยกับลูก ๆ และสร้างเงื่อนไขข้อตกลงร่วมกันในการใช้เทคโนโลยี สรุปรายละเอียดต่างๆ รวมถึงเวลาและสถานที่ที่เด็กๆ สามารถใช้หน้าจอได้ และนานแค่ไหน เช่น บางทีเด็กที่อายุน้อยกว่า 13 ปีจะสามารถดู YouTube ได้ก็ต่อเมื่อมีผู้ปกครองอยู่ในห้องกับพวกเขาเท่านั้น เป็นต้น&nbsp;</p>



<p>“สำหรับเด็กจำนวนมาก การมีผู้ปกครองนั่งดูอยู่ด้วยถือเป็นคำเตือนที่ดี เพราะเด็กจะไม่คลิกดูเรื่องที่ไม่สมควรเพราะมีแม่ดูอยู่ด้วย ขณะที่ถ้าเด็กเล็กใช้หน้าจอเพียงลำพัง ผู้ปกครองสามารถจำกัดการใช้แอปที่ผู้ใหญ่สามารถควบคุมได้ง่ายกว่า เช่น Netflix หรือ Disney+&#8221; ดอกเตอร์ฮีทเนอร์แนะนำก&nbsp;</p>



<p>ที่สำคัญที่สุด ผู้เชี่ยวชาญแนะว่า ผู้ปกครองควรพูดคุยกับลูกๆ เกี่ยวกับหน้าจอและโซเชียลมีเดียเป็นประจำ ถามเด็ก ๆ ว่า ชอบอินฟลูเอนเซอร์ของ YouTube คนไหนและเพราะเหตุใด หรือหากเด็กๆ อยู่บนแพลตฟอร์มอื่น ให้ถามว่าพวกเขากำลังดูอะไรและสนใจอะไร</p>



<p></p>



<p><strong>ที่มา :</strong> <a href="https://cnalifestyle.channelnewsasia.com/wellness/family-kids-social-media-safety-wellbeing-308026" target="_blank" rel="noreferrer noopener" title="https://cnalifestyle.channelnewsasia.com/wellness/family-kids-social-media-safety-wellbeing-308026">Kids as young as 8 years old are using social media more than ever, study finds</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-family-kids-social-media-safety-wellbeing/">เผยผลศึกษาพบเด็กเล็กในสหรัฐฯใช้โซเชียลมีเดียมากขึ้น</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>องค์กรเอ็นจีโอทุ่ม 4 ล้านดอลลาร์จัดหนังสือให้นักเรียนทั่วสหรัฐฯ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-feed-the-children-to-provide-070322/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 06 Mar 2022 10:25:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[Feed the Children]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=52578</guid>

					<description><![CDATA[<p>Feed the Children องค์การอิสระไม่แสวงหาผลกำไรในสหรัฐฯ จ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-feed-the-children-to-provide-070322/">องค์กรเอ็นจีโอทุ่ม 4 ล้านดอลลาร์จัดหนังสือให้นักเรียนทั่วสหรัฐฯ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>Feed the Children องค์การอิสระไม่แสวงหาผลกำไรในสหรัฐฯ จัดงบประมาณมากกว่า 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับโครงการซื้อหนังสือให้โรงเรียนและชุมชนทุกแห่งในเครือข่ายทั่วประเทศสหรัฐฯ ต้อนรับเดือนมีนาคมซึ่งถือเป็นเดือนแห่งการอ่านแห่งชาติ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมสนับสนุนทักษะการอ่านของเด็กนักเรียน</strong></p>



<p>สื่อท้องถิ่นรายงานว่า โครงการจัดหาและส่งมอบหนังสือให้กับโรงเรียนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะให้ความช่วยเหลือนักเรียนที่มีปัญหาทางด้านการอ่านสามารถขัดเกลาทักษะการอ่านในช่วงที่ไวรัสโควิด-19 ยังคงระบาดอยู่ในเวลานี้&nbsp;</p>



<p>โดย Feed the Children ถือเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในสหรัฐฯ ที่มุ่งบรรเทาปัญหาความหิวโหยในเด็ก กล่าวว่า ขณะนี้ ทางองค์กรกำลังอยู่ในระหว่างการเดินหน้าแจกจ่ายหนังสือมากกว่า 275,000 เล่มให้กับโรงเรียนและพันธมิตรในชุมชนทั่วประเทศในช่วงเดือนแห่งการอ่านแห่งชาตินี้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-56ae3c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/04-แปล-องค์กรเอ็นจีโอทุ่ม-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>สำหรับแนวคิดริเริ่มแจกหนังสือนี้เป็นการต่อยอดจากเป้าหมายดั้งเดิมในการบรรเทาความหิวโหยของเด็ก ๆ กล่าวคือจากการแก้ไขความหิวโหยในเรื่องของปากท้อง ก็มุ่งแก้ปัญหาความหิวโหยทางด้านจิตใจของเด็ก ๆ ซึ่งโดยรวมแล้ว องค์กรไม่แสวงหากำไรแห่งนี้ ตั้งเป้าจะแจกจ่ายหนังสือทั้งหมดจำนวน 13 รถบรรทุก มูลค่ารวมมากกว่า 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐในระหว่างโครงการนี้</p>



<p>ทั้งนี้ Feed the Children เชื่อมั่นว่าการส่งหนังสือถึงมือนักเรียนทั่วอเมริกามีความสำคัญมากกว่าที่เคยในช่วงเวลาที่เพิ่งผ่านพ้นวิกฤตไวรัสโควิด-19 เช่นนี้ โดยทางองค์กร จะจัดส่งหนังสือให้กับโรงเรียนทั่วประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่ ทางตะวันตกสุดของลอสแองเจลิส ทางตะวันออกสู่เมืองบัลติมอร์ในรัฐแมริแลนด์ ทางเหนือสู่เมืองดีทรอยต์ รัฐมิชิแกน และทางใต้สู่เมืองดัลลาส รัฐเท็กซัส</p>



<p>นอกจากนี้ Feed the Children ยังร่วมมือกับเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองในแต่ละพื้นที่  ตลอดจนโรงเรียนและพันธมิตรในชุมชนที่เข้าถึงชนบทที่ด้อยโอกาสเพื่อส่งมอบหนังสือหลากหลายประเภทที่เหมาะสมกับเด็กนักเรียนในแต่ละช่วงวัย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-222766"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/04-แปล-องค์กรเอ็นจีโอทุ่ม-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>มิสตี โลเปซ (Misty Lopez) ผู้ช่วยครูใหญ่แห่งโรงเรียน Blackwater Community School ในรัฐแอริโซนา ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่ได้รับหนังสือจากองค์กร Feed the Children กล่าวว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่น่าทึ่งและยอดเยี่ยม โดยหนังสือมีตั้งแต่สำหรับเด็กก่อนวัยเรียนไปจนถึงวรรณกรรมสำหรับผู้ใหญ่ ซึ่งทางโรงเรียนรู้สึกขอบคุณเป็นอย่างมาก&nbsp;</p>



<p>ทั้งนี้ การแจกหนังสือเหล่านี้เป็นเพียงหนึ่งในวิธีที่องค์กร Feed the Children ดำเนินการเพื่อให้หนังสือเข้าไปอยู่ในมือของนักเรียนโดยตรง โดยในแต่ละปีนับตั้งแต่ปี 2012 ทางองค์กรฯได้ทำการแจกจ่ายหนังสือให้กับนักการศึกษาในโรงเรียนผ่านทางร้าน Teacher Store ที่มีอยู่ 5 แห่งทั่วสหรัฐฯ&nbsp;</p>



<p>การแจกหนังสือครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางความกังวลต่อทักษะการอ่านที่ถดถอยของเด็กนักเรียน โดยผลการศึกษาล่าสุดขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) เปิดเผยว่ามีเด็กอีก 100 ล้านคนที่ทักษะการอ่านขั้นต่ำด้อยลงอย่างเห็นได้ชัด อันเนื่องมาจากการปิดโรงเรียนจากเหตุไวรัสโควิด-19 ระบาด </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fba582"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/04-แปล-องค์กรเอ็นจีโอทุ่ม-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ตามรายงาน นักเรียนอายุน้อยและนักเรียนในกลุ่มยากจนมีทักษะการอ่านที่ลดลงมากที่สุด</p>



<p>ในมุมมองของนักการศึกษา ทักษะการอ่านที่คล่องแคล่วถือเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาทางวิชาการ เนื่องจากปัญหาของทักษะนี้อาจรบกวนความสามารถของนักเรียนในการเรียนรู้วิชาอื่น ๆ ในระดับการศึกษาที่สูงขึ้นไป ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มพูนความรู้ ความจำ และคำศัพท์ ตลอดจนการช่วยลดระดับความเครียด</p>



<p>แทรวิส อาร์โนล์ด (Travis Arnold) ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ขององค์กร Feed the Children กล่าวว่า นิสัยการรักการอ่านเป็นนิสัยที่ดีที่สามารถนำไปสู่ความสำเร็จทางวิชาการ และทางองค์กรภูมิใจที่ได้ร่วมงานกับโรงเรียนและพันธมิตรทั่วประเทศเพื่อมอบหนังสือให้ถึงมือเด็กนักเรียนโดยตรง</p>



<p>&#8221; Feed the Children เข้าใจถึงความสำคัญของการศึกษาและเชื่อว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการทำลายวงจรความยากจน&#8221;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-37a541"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/04-แปล-องค์กรเอ็นจีโอทุ่ม-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>สำหรับเดือนแห่งการอ่านแห่งชาติ หรือ National Reading Month ได้รับการออกแบบมาเพื่อส่งเสริมให้คนอเมริกันทุกวัยได้อ่านหนังสือทุกวัน นอกจากนี้ยังท้าทายให้ทุกคนอ่านและมีส่วนร่วมกับเด็กเพื่อให้การอ่านเป็นประสบการณ์ที่สนุกสนานและมีการโต้ตอบมากขึ้น</p>



<p>องค์กร Feed the Children เป็นองค์กรอิสระที่มีเป้าหมายเพื่อขจัดความหิวโหยของเด็กในสหรัฐฯ และทั่วโลก โดยทุ่มเทให้ความช่วยเหลือครอบครัวและชุมชนให้มีชีวิตที่มั่นคงเพื่อลดความต้องการความช่วยเหลือในวันพรุ่งนี้ ควบคู่ไปกับการจัดหาอาหารและทรัพยากรเพื่อช่วยเหลือคนที่ต้องการในปัจจุบัน ในสหรัฐฯ ทางองค์กรฯทำหน้าที่เป็นคนกลางในการแจกจ่ายการบริจาคผลิตภัณฑ์จากผู้บริจาคองค์กรให้กับพันธมิตรในชุมชนในท้องถิ่น และให้การสนับสนุนครูและนักเรียน และระดมทรัพยากรเพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติอย่างรวดเร็ว ขณะที่ในระดับสากล ทางองค์กรมุ่งเน้นจัดการโครงการพัฒนาชุมชนสำหรับเด็ก และยินดีต้อนรับเครือข่ายพันธมิตรเพิ่มเติมฃ</p>



<p><strong>ที่มา :</strong> <a href="https://finance.yahoo.com/news/feed-children-more-4-million-000100650.html?guccounter=1" target="_blank" rel="noreferrer noopener" title="https://finance.yahoo.com/news/feed-children-more-4-million-000100650.html?guccounter=1">Feed the Children to Provide More Than $4 Million in Books to Schools, Community Partners Across America During National Reading Month</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-feed-the-children-to-provide-070322/">องค์กรเอ็นจีโอทุ่ม 4 ล้านดอลลาร์จัดหนังสือให้นักเรียนทั่วสหรัฐฯ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จัดทหารสหรัฐฯช่วยสอนแก้ปัญหาขาดครู</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-national-guard-soldiers-help-schools-060322/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 06 Mar 2022 09:56:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[ขาดแคลนครู]]></category>
		<category><![CDATA[National Guard]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=52542</guid>

					<description><![CDATA[<p>รัฐบาลท้องถิ่นบางแห่งในสหรัฐฯ จัดเจ้าหน้าที่ทหารจาก Nat [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-national-guard-soldiers-help-schools-060322/">จัดทหารสหรัฐฯช่วยสอนแก้ปัญหาขาดครู</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>รัฐบาลท้องถิ่นบางแห่งในสหรัฐฯ จัดเจ้าหน้าที่ทหารจาก National Guard ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่กองกำลังสำรองของรัฐบาล ให้เข้ามาทำหน้าที่เป็นครูผู้ช่วยสอนหนังสือให้กับโรงเรียนบางแห่งที่ตกอยู่ในภาวะขาดแคลนครูอย่างหนัก เนื่องจากครูผู้สอนมีปัญหาติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ไม่สามารถเดินทางสอนได้ เพราะต้องกักตัวเพื่อรักษาอาการ</strong></p>



<p>สื่อท้องถิ่นสหรัฐฯ รายงานว่า นับตั้งแต่ที่หลายพื้นที่ในสหรัฐฯ เปิดรั้วโรงเรียนต้อนรับนักเรียนให้กลับมาเรียนได้อีกครั้ง หลายโรงเรียนก็ประสบปัญหาขาดแคลนครู เพราะว่าครู หรือสมาชิกในครอบครัวหลายๆ คนติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จนต้องกักตัวหยุดอยู่ในบ้านไปทำงานไม่ได้ ทำให้มีครูสอนหนังสือไม่เพียงพอ ดังนั้น หลายโรงเรียนจึงต้องหา ผู้ช่วยสอน ที่เรียกว่า &#8220;substitutes&#8221; เข้ามา</p>



<p>อย่างไรก็ตาม การหาผู้ช่วยสอนไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด โดยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา โรงเรียนบางแห่งในรัฐเท็กซัส ต้องการครูผู้ช่วยสอนมาทดแทนถึง 455 คนภายในวันเดียว ซึ่งตามปกติแล้วต้องการผู้ช่วยสอนเพียง 185 คนเท่านั้น&nbsp;</p>



<p>ทั้งนี้ เพื่อที่จะช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนครู บรรดาผู้ว่าการรัฐในรัฐแคลิฟอร์เนีย, รัฐคอนเนคติคัต, รัฐนิวเจอร์ซีย์ และรัฐเพนซิลวาเนีย ได้ออกมาร้องขอให้ครูที่เกษียณอายุแล้วกลับมาทำงานในช่วงเวลาสั้น ๆ ขณะที่รัฐโอกลาโฮมาและรัฐยูทาห์ มีการขอให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลเข้าไปทำหน้าที่เป็นครูช่วยสอนในโรงเรียนด้วยเช่นกัน</p>



<p>แนวทางดังกล่าวข้างต้น ช่วยให้โรงเรียนหลายแห่งในพื้้นที่ยังคงเปิดสอนต่อไปได้ ซึ่งบรรดาผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า การที่เด็กๆ ยังคงสามารถไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนต่อไปได้ ถือเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการเด็กต้องเรียนอยู่ในบ้านเหมือนในช่วงเริ่มต้นของการระบาดใหญ่ของไวรัสโควิด-19</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า ไม่ใช่ทุกพื้นที่จะสามารถหาครูวัยเกษียณ หรือเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาช่วยสอนได้ ดังนั้น บางรัฐ เช่น ทางฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐนิวเม็กซิโก เลือกใช้ครูผู้ช่วยสอนจากเจ้าหน้าที่ทหารในกองกำลังสำรองของรัฐฯ หรือ National Guard มาเป็นครูผู้ช่วยสอนเหล่าเด็กนักเรียนในห้องเรียน</p>



<p>ไมเคิล สต็อกเวลล์ (Michael Stockwell) หนึ่งในนายทหารผู้มีหน้าที่ดูแลแนวพรมแดนระหว่างสหรัฐอเมริกากับเม็กซิโก รวมถึงรับผิดชอบดูแลความปลอดภัยของศาลาว่าการรัฐนิวเม็กซิโก กล่าวว่า รับอาสามาสอนหนังสือนักเรียนในฐานะครูผู้ช่วยสอนทดแทนในวิชาวิทยาศาสตร์ของโรงเรียนมัธยม Alamogordo High School ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงหลังจากที่ทางโรงเรียนต้องเผชิญกับวิกฤตครูขาดงานถึง 30%</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-02e474"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/01-แปล-จัดทหารสหรัฐ-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ทั้งนี้ สต็อกเวลล์ยอมรับว่า สิ่งที่ยากที่สุดในการมาสอนภายใต้ยูนิฟอร์มทหารเต็มยศ ก็คือการที่ตนเองไม่สามารถสวมบท &#8220;ทหาร&#8221; ได้ และด้วยความที่ลูกศิษย์กำลังย่างเข้าสู่วัยรุ่น ทำให้ตนเองต้องระมัดระวังการพูดจาสื่อสารกับนักเรียนในห้อง&nbsp;</p>



<p>รายงานระบุว่า เนื่องจากปัญหาขาดแคลนครูในรัฐนิวเม็กซิโก เจ้าหน้าที่กองกำลัง National Guard หลายรายต่างรับหน้าที่ครูทดแทนให้กับหลายโรงเรียนใน 36 เขตการศึกษาจาก 89 เขตการศึกษาของรัฐ&nbsp;</p>



<p>สต็อกเวลล์กล่าวถึงครั้งแรกที่เดินทางมาถึงห้องเรียนในชุดยูนิฟอร์มทหาร นักเรียนในห้องต่างคิดว่าตนเองแค่แวะมาเยี่ยมชมเท่านั้น ไม่มีเด็กคนไหนคิดว่าสต็อกเวลล์มาสอนหนังสือจนกระทั่งเจ้าตัวเดินเข้าไปนั่งที่โต๊ะของครู</p>



<p>ลิลลี เทอร์ราซัส (Lilli Terrazas) วัย 15 ปี หนึ่งในนักเรียนของสต็อกเวลล์ กล่าวว่า รู้สึกตื่นเต้นอย่างอดไม่ได้เมื่อรู้ว่านายทหารสต็อกเวลล์จะมาเป็นครูทดแทน แต่ก็ไม่เป็นปัญหาใด ๆ เพราะ ครูสต็อกเวลลส์สอนได้ดี และให้ความช่วยเหลือด้านการเรียนแก่ตนเองอย่างมาก&nbsp;</p>



<p>ขณะนี้ มีนายทหารประมาณ 80 นายทำงานอยู่ในโรงเรียนรัฐทั่วสหรัฐฯ โดยทั้งหมดต้องผ่านการตรวจสอบด้านความปลอดภัยและต้องเข้าเรียนตามหลักสูตรที่ครูทดแทนทุกคนต้องเรียนด้วย โดยครูทดแทนส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในวิชาของตน แต่ต้องเต็มใจที่จะมาสอนและทำงานร่วมกับเด็กนักเรียน&nbsp;</p>



<p>ปัจจุบัน รัฐนิวเม็กซิโกต้องเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนครูด้วยเหตุผลหลัก 2 ประการ หนึ่งคือวิกฤตการระบาดของไวรัสโควิด-19 และสองคือการที่ครูอีกส่วนหนึ่งถึงเวลาเกษียณอายุงาน&nbsp;</p>



<p>ทั้งนี้ ตามปกติแล้ว รัฐนิวเม็กซิโกจะมีครูอยู่ประมาณ 20,000 คน แต่ขณะนี้มีตำแหน่งครูที่ทำงานอยู่เพียงแค่ 1,000 อัตราเท่านั้น&nbsp;</p>



<p>มิเชล ลูยัน กริชแฮม (Michelle Lujan Grisham) กล่าวในฐานะผู้ว่าการรัฐนิวเม็กซิโกระบุว่า การใช้เจ้าหน้าที่ทหารมาเป็นครูทดแทนถือเป็นแนวทางแก้ปัญหาขาดแคลนครูเป็นการชั่วคราว หรือเป็นเพียงระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น โดยทางรัฐกำลังอยู่ในระหว่างการพยายามหาครูเพิ่มเติม ด้วยการนำเสนอค่าจ้างผลตอบแทน รวมถึงสวัสดิการครูให้ดีขึ้นกว่าเดิม&nbsp;</p>



<p>เรห์ เบิร์นส (Raeh Burns) หนึ่งในเจ้าหน้าที่ที่ทำงานในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งกล่าวว่า อีกหนึ่งงานหลักของตนก็คือการทำให้แน่ใจว่า มีจำนวนคุณครูเพียงพอในแต่ละวัน และเจ้าหน้าที่ทหารอย่างสต็อกเวลล์ก็ค่อนข้างตอบโจทย์ เพราะมีความยืดหยุ่นในการสามารถเดินทางไปยังสถานที่่ที่กำลังขาดแคลนครูได้</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่ทหารจะได้รับการต้อนรับ เช่นบางพื้นที่รัฐนิวเม็กซิโก บรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองส่วนหนึ่งต่างกังวลเกี่ยวการให้เจ้าหน้าที่ในชุดทหารเต็มยศเข้ามาสอนในโรงเรียน ยกตัวอย่างเช่นผู้ปกครองที่เมืองซานตาเฟได้ออกมาแสดงความสงสัยในเครื่องแบบเต็มยศจะพกปืนในโรงเรียนด้วยหรือไม่ ร้อนถึงโฆษกของโรงเรียนที่ต้องออกมายืนยันว่า ทหารเหล่านั้นไม่เคยมีแผนที่จะพกปืน และทางโรงเรียนตัดสินใจให้ทหารสวมเสื้อผ้าแบบปกติเแทน เพื่อเลี่ยงคำครหา&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a5a151"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/01-แปล-จัดทหารสหรัฐ-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ทว่า เจ้าหน้าที่ทหารในกองกำลัง National Guard บางรายเลือกที่จะสวมยูนิฟอร์มทหารเต็มยศ เพื่อเพิ่มความภูมิฐานเนื่องจากอายุยังน้อยอยู่ อย่าง คาแซนดรา เซียร์รา (Cassandra Sierra) ทหารหญิงวัย 22 ปี ซึ่งยอมรับว่า ตนเองจะดูเหมือนเด็กวัยรุ่นอายุ 18 ถ้าไมได้ใส่เครื่องแบบทหาร&nbsp;</p>



<p>ขณะเดียวกัน เซียร์รากล่าวว่า เวลาที่ไม่ได้ทำงานให้กับทาง National Guard&nbsp; ตนเองก็จะทำงานในโรงเรียนกินนอนที่นักเรียนอาศัยอยู่ไกลจากบ้าน ก่อนย้ำว่า ประสบการณ์การทำงานเป็นทหารช่วยในการทำงานเป็นครูสอนทดแทนอย่างมาก เพราะหนึ่งในคุณสมบัติที่สำคัญของครูก็คือความอดทน ซึ่งในฐานะทหารอาชีพ เซียร์ราคิดว่าตนเองมีความอดทนมากพอ</p>



<p>ด้านนักเรียนในโรงเรียนมัธยมอีกแห่งในเขตการศึกษา Alamogordo ซึ่งตั้งอยู่ภายในพื้นที่ของฐานทัพอากาศ กล่าวว่า แม้จะคุ้นเคยกับเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบ แต่ก็อดรู้สึกแปลก ๆ ไม่ได้เมื่อต้องเห็นเจ้าหน้าที่ทหารในเครื่องแบบมายืนสอนอยู่หน้าห้องเรียน&nbsp;</p>



<p>โดยแอนดรูว์ จอร์จ วัย 12 ปี กล่าวว่า แม้จะรู้สึกพิกลในช่วงแรกแต่สุดท้ายเมื่อทำความคุ้นเคยกับครูทหาร จอร์จก็รู้สึกว่า ห้องเรียนจะต้องสนุกและน่าสนใจอย่างมากแน่นอนนอน&nbsp;</p>



<p></p>



<p><strong>ที่มา :</strong> <a href="https://learningenglish.voanews.com/a/national-guard-soldiers-help-schools-with-teacher-shortage/6448907.html" target="_blank" rel="noreferrer noopener" title="https://learningenglish.voanews.com/a/national-guard-soldiers-help-schools-with-teacher-shortage/6448907.html">National Guard Soldiers Help Schools with Teacher Shortage</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-national-guard-soldiers-help-schools-060322/">จัดทหารสหรัฐฯช่วยสอนแก้ปัญหาขาดครู</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ชวนส่องโมเดล “ห้องเรียนติดล้อ” ฝึกงานช่างไม้ให้เยาวชน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-woodshop-class-210222/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 20 Feb 2022 13:25:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[Zenith Community Arts Foundation]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[Mobile Woodshop]]></category>
		<category><![CDATA[Ballou STAY Opportunity Academy]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=51995</guid>

					<description><![CDATA[<p>Zenith Community Arts Foundation องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรใ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-woodshop-class-210222/">ชวนส่องโมเดล “ห้องเรียนติดล้อ” ฝึกงานช่างไม้ให้เยาวชน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>Zenith Community Arts Foundation องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในสหรัฐฯ เผยความสำเร็จของโมเดลการศึกษานอกห้องเรียนด้วยโครงการ Mobile Woodshop ซึ่งเป็นโรงเรียนช่างไม้เคลื่อนที่ของสถาบัน Ballou STAY Opportunity Academy ในกรุงวอชิงตัน ดีซี เมืองหลวงของสหรัฐฯ ที่ได้รับการตอบอย่างดี ภายใต้เป้าหมายเพื่อการสอนทักษะงานไม้และงานช่างไม้ให้แก่เยาวชนและคนหนุ่มสาวที่สนใจ ช่วยให้เยาวชนอเมริกันสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่ๆและมีโอกาสในการใช้เครื่องมืออุปกรณ์ ภายใต้การสอนที่มีประสิทธิภาพจากผู้เชี่ยวชาญ และเพื่อให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยให้เยาวชนได้ค้นพบเส้นทางสู่อาชีพหรือทักษะงานที่ตนเองชอบหรือถนัดได้ต่อไป</strong></p>



<p>สำหรับหลายครอบครัวในสหรัฐฯ การปล่อยให้ลูกๆ เรียนรู้งานช่าง ลองหยิบจับเครื่องไม้เครื่องมือกันเอง ถือเป็นเรื่องต้องห้าม ด้วยพ่อแม่ผู้ปกครองเกรงว่า การกระทำดังกล่าวอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับ <em>Zenith Community Arts Foundation </em>องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในสหรัฐฯกลับมองว่า การได้หยิบจับอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ ภายใต้คำแนะนำและการขัดเกลาสั่งสอนของครูผู้เชี่ยวชาญ ผู้เรียนรุ่นเยาว์ย่อมได้เรียนรู้ทักษะใหม่ที่ไม่อาจประเมินค่าได้ รวมถึงอาจะเป็นโอกาสอันดีที่นักเรียนจะได้ค้นพบความถนัดจนต่อยอดไปถึงหน้าที่การงานของตนเองในอนาคต</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ac725b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/02/13-แปล-สหรัฐฯ-เผยโมเดล-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>งานนี้ องค์กรเอ็นจีโอในกรุงวอชิงตัน ดีซี จึงได้ริเริ่มโครงการ “ห้องเรียนติดล้อ” หรือ “classroom on wheels” ขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อสอนการประดิษฐ์งานไม้ และอบรมขัดเกลาทักษะต่างๆ ของช่างไม้ให้กับเยาวชนและวัยรุ่นในพื้นที่ โดยภายในห้องเรียนเคลื่อนที่บรรทุกอัดแน่น ด้วยอุปกรณ์เครื่องมือสารพัดครบถ้วนสำหรับงานช่างไม้โดยเฉพาะ</p>



<p>ปัจจุบัน Zenith Community Arts Foundation จัดทำโครงการห้องเรียนติดล้อร่วมกับสถาบัน Ballou STAY Opportunity Academy ในกรุงวอชิงตัน โดยสถาบันดังกล่าวเป็นโปรแกรมการศึกษทางเลือกให้เด็กนักเรียนในพื้นที่ได้เลือกฝึกอบรมทักษะทางอาชีพที่ตนเองสนใจ และมีโปรแกรมการศึกษาระดับมัธยมศึกษาให้กับผู้ใหญ่ที่มีอายุตั้งแต่ 23 ปีขึ้นไป</p>



<p>Margery Goldberg ผู้อำนวยการองค์กร Zenith Community Arts Foundation (มูลนิธิศิลปะชุมชนซีนีท) กล่าวว่า จุดประสงค์แรกสุดของห้องเรียนช่างไม้ติดล้อแห่งนี้กก็คือ การทำให้ “คนได้งานทำ” ซึ่งในฐานะศิลปินนักแกะสลักไม้ และเป็นสมาชิกของชุมชนศิลปะในกรุงวอชิงตัน Goldberg วางหวังมานานแล้วว่าต้องการจะจัดห้องเรียนไม้เคลื่อนที่เพื่อให้ความช่วยเหลือเด็กนักเรียนในการเรียนรู้งานไม้ จนกระทั่งเป็นรูปเป็นร่างได้จริงในปี 2020 เมื่อทางคณะกรรมการชุมชนจัดสรรทุนก้อนใหญ่ให้ Goldberg ได้ดำเนินการตามโปรเจ็กต์ที่เสนอไป</p>



<p>ภายใต้ความร่วมมือกับสถาบัน Ballou ตัวโครงการใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า Pre-Apprenticeship Carpentry Training Program หรือ โครงการฝึกอบรมช่างไม้เบื้องต้นก่อนฝึกงาน โดยวิชาและทักษะต่าง ๆ ที่สอนภายในชั้นเรียนมีความคล้ายคลึงกับวิชาและทักษะที่สอนโดยสมาพันธ์ช่างไม้ในท้องถิ่นซึ่งให้การสนับสนุนโครงการนี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นทักษะการตัด การทำเครื่องหมายขึ้นรูป (marking) การวัดขนาด การตอก การสลัก ไปจนถึงวิธีการใช้เครื่องมืองานไม้ประเภทต่างๆ</p>



<p>แม้จะเน้นหนักในภาคปฏิบัติ แต่การเรียนการสอนก็มีในส่วนของทฤษฎีที่ผู้เรียนได้เรียนจากหนังสืองานไม้ที่จัดทำขึ้นอย่างละเอียด บอกเล่าขั้นตอนงานไม้ที่ละขั้นตอน เริ่มตั้งแต่ การทำงานไม้พื้นฐานง่ายๆ อย่าง บ้านนก ไปจนถึงงานไม้ที่ซับซ้อนอย่างข้างของเครื่องใช้ เฟอร์นิเจอร์ และตู้หรือหีบบรรจุของ (container)</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c1bf17"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/02/13-แปล-สหรัฐฯ-เผยโมเดล-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>สำหรับห้องเรียนติดล้อนี้จะมีหน้าตาไม่ต่างอะไรกับรถบรรทุกขนาดใหญ่ แต่ภายในกลับบรรจุอัดแน่นไปด้วยอุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ สำหรับงานไม้ไว้อย่างครบถ้วน ซึ่งล้วนเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการทำงานไม้ เรียกได้ว่าเป็นห้องเรียนติดล้อสำหรับว่าที่ช่างไม้ที่สมบูรณ์เพียบพร้อมที่สุดแห่งหนึ่ง และที่สำคัญยังมี workstation (โต๊ะทำงานไม้เคลื่อนที่) เพื่อให้นักเรียนสามารถเคลื่อนย้ายงานและอุปกรณ์ต่างๆ ไปสร้างสรรค์งานไม้ของตนนอกรถบรรทุกได้</p>



<p>ทั้งนี้ ในกรณีที่นักเรียนเรียนจนจบคลาสแล้วรู้สึกสนใจอยากเรียนต่อก็สามารถสมัครเรียนต่อในโปรแกรมฝึกงานของทางสมาพันธ์ช่างไม้ต่อไปได้ โดยข้อดีของการเรียนในโครงการห้องเรียนติดล้อก็คือ ผู้เรียนไม่ต้องเสียเวลาเข้าโครงการฝึกงานถึง 4 ปี เหมือนผู้เรียนทั่วไป ทำให้สามารถเรียนจบโดยใช้ระยะเวลาที่สั้นกว่า แล้วให้ผู้เรียนที่พบว่าตนชอบงานไม้ไปต่อยอดตามบริษัทผลิตงานไม้อย่างจริงจังยึดเป็นอาชีพต่อไป</p>



<p>ในฐานะของครูผู้สอน Joe Largess กล่าวว่า การสอนในห้องเรียนยังให้น้ำหนักกับการให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ทักษะ ซอฟท์สกิล ทั้งหลาย นอกเหนือจากทักษะเทคนิคด้านงานไม้ เนื่องจาก ซอฟท์สกิล เป็นทักษะพื้นฐานที่ทุกสาขาอาชีพล้วนจำเป็นต้องมี ยกตัวอย่างเช่น การทำงานเป็นทีม (ทีมเวิร์ค) การมีจรรยาบรรณในวิชาชีพ มีทัศนคติในการทำงานที่ยอดเยี่ยม สามารถปฏิบัติตามคำสั่ง และมาทำงานตรงเวลา นอกจากนี้นักเรียนยังได้เรียนรู้ทักษะพื้นฐาน เช่น คณิตศาสตร์และวิธีการอ่านไม้บรรทัดอีกด้วย</p>



<p>ด้าน Austin Travis ครูผู้ฝึกสอนอีกรายกล่าวเสริมว่า ขณะนี้ ตลาดแรงงานช่างไม้ล้วนต้องการช่างไม้ที่พร้อมจะทำงานได้ทันที ซึ่งความพร้อมในการทำงานนี้ หมายรวมถึงทักษะด้านซอฟท์สกิล ซึ่งเป็นทักษะที่ต้องอาศัยความนุ่มนวลที่มากกว่าความสามารถในการประกอบชิ้นงานไม้เข้าไว้ด้วยกัน</p>



<p>ขณะที่ Ryan หนึ่งในนักเรียนที่เข้าเรียนกับทางห้องเรียนช่างไม้เคลื่อนที่ กล่าวว่า ตนเองเคยมีประสบการณ์การทำงานเกี่ยวกับไม้และเคยใช้เครื่องมือมาบ้าง ทั้งยังเคยช่วยสมาชิกในครอบครัวสร้างรั้วรอบบ้านอีกด้วย ดังนั้นจึงตัดสินใจเลือกที่จะมาเรียนที่นี่เพราะพบว่าตนเองชอบทำงานช่าง ทำงานด้วยมือ บวกกับมีพื้นฐานรู้วิธีการทำงานกับเครื่องมือไฟฟ้าอยู่แล้ว จึงอยากให้โอกาสตัวเองในการพัฒนาฝีมือให้ดียิ่งขึ้น</p>



<p>นอกจากนี้ Ryan ยังกล่าวอีกว่า ประโยชน์อีกอย่างหนึ่งของการเรียนงานไม้ก็คือ สามารถขายของที่สร้างขึ้นมาเพื่อหารายได้เสริมให้ตัวเองได้อีกทางหนึ่งด้วย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2c29fb"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/02/13-แปล-สหรัฐฯ-เผยโมเดล-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ทั้งนี้ ห้องเรียนช่างไม้ติดล้อนี้ถือได้ว่าสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในสหรัฐฯ ที่งานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างกำลังเป็นที่ต้องการสูงทั่วประเทศ โดยผลการศึกษาฉบับหนึ่งจากสถาบัน Home Builders Institute (สถาบันผู้รับเหมาก่อสร้างบ้านสหรัฐฯ) พบว่า ภายในปี 2024 จะมีตำแหน่งงานด้านการก่อสร้าง ซึ่งรวมถึง งานไม้ ที่เป็นที่ต้องการมากถึง 2.2 ล้านตำแหน่งเพื่อให้เพียงพอต่อการก่อสร้างอาคาร ขณะที่สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ คาดการณ์ว่า ทุก ๆ ปีจะมีการเปิดงานช่างไม้มากกว่า 89,000 ตำแหน่งในสหรัฐฯ ภายใน 10 ปีข้างหน้า</p>



<p>สำหรับมุมมองของ Goldberg ผู้อำนวยการมูลนิธิ Zenith เจ้าตัวเชื่อมั่นว่า โครงการห้องเรียนช่างไม้จะสามารถช่วยเตรียมความพร้อมให้กับช่างไม้รุ่นต่อ ๆ ไปได้ อีกทั้งผลตอบรับและความสำเร็จในช่วงเกือบ 2 ปีที่ผ่านมาทำให้หลาย ๆ โรงเรียนในกรุงวอชิงตันแสดงความสนใจกับโครงการห้องเรียนช่างไม้เคลื่อนที่ ดังนั้น โครงการดังกล่าวจึงมีแนวโน้มที่ดีที่จะได้ขยายออกไปให้ครอบคลุมหลายพื้นที่ทั่วสหรัฐฯ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า</p>



<p>ขณะที่ ครู Largess สำทับปิดท้ายว่า ห้องเรียนงานไม้ติดล้อของสถาบัน Ballou มีเป้าหมายสูงสุดในการพยายามที่จะช่วยคนที่ไม่มีโอกาสได้เข้าร่วมในโครงการฝึกงาน และพยายามที่จะให้ความช่วยเหลือแก่คนเหล่านั้นเพื่อให้มีอนาคตที่ดีขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย</p>



<p></p>



<p><strong>ที่มา :</strong> </p>



<ul><li><a href="https://learningenglish.voanews.com/a/classroom-on-wheels-teaches-woodworking-skills-to-teens/6400616.html" target="_blank" rel="noreferrer noopener" title="https://learningenglish.voanews.com/a/classroom-on-wheels-teaches-woodworking-skills-to-teens/6400616.html">‘Classroom on Wheels’ Teaches Woodworking Skills to Young People</a></li><li><a href="https://www.redding.com/story/news/2022/02/09/redding-woodshop-class-helps-students-prepare-make-good-living/6657207001/" target="_blank" rel="noreferrer noopener" title="https://www.redding.com/story/news/2022/02/09/redding-woodshop-class-helps-students-prepare-make-good-living/6657207001/">How is this North State woodshop class making a difference in the lives of its students?</a></li></ul><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-woodshop-class-210222/">ชวนส่องโมเดล “ห้องเรียนติดล้อ” ฝึกงานช่างไม้ให้เยาวชน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โรงเรียนในอเมริกาหันพึ่งแนวทาง &#8220;บำบัด&#8221; เยียวยาจิตใจเด็กนักเรียน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-overwhelmed-kids-240122/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 23 Jan 2022 08:52:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[เยียวยาจิตใจ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=50842</guid>

					<description><![CDATA[<p>โรงเรียนในระดับประถมและมัธยมศึกษาหลายแห่งทั่วสหรัฐอเมริ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-overwhelmed-kids-240122/">โรงเรียนในอเมริกาหันพึ่งแนวทาง “บำบัด” เยียวยาจิตใจเด็กนักเรียน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>โรงเรียนในระดับประถมและมัธยมศึกษาหลายแห่งทั่วสหรัฐอเมริกาต่างหันมาพิจารณาประยุกต์ใช้แนวทาง &#8220;บำบัด&#8221; เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการเรียนการสอน โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยดูแลและบำบัดเยียวยาจิตใจ ให้สุขภาพจิตของเด็กนักเรียนอยู่ในสภาวะที่ดี ท่ามกลางสภาพสังคมที่ตึงเครียดและน่าวิตกทั้งจากสถานการณ์เศรษฐกิจและสภาวะการระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะเด็กกลุ่มเสี่ยงซึ่งมีสภาวะจิตใจที่อ่อนไหวได้ง่าย</strong></p>



<p>รายงานพิเศษจัดทำโดยสำนักข่าวเอพี ได้ยกตัวอย่างโครงการสุนัขบำบัดของโรงเรียนประถมศึกษาตอนต้น อย่าง Paw Paw Early Elementary School ในแถบชนบทห่างไกลทางตะวันตกเฉียงใต้ของเขตการศึกษา Van Buren รัฐมิชิแกน ที่จัดให้นักสังคมสงเคราะห์คนหนึ่งพร้อมด้วย &#8220;ทริกซี&#8221; (Trixie) สุนัขบำบัดขนาดเล็กคอยยืนทักทายอยู่ตรงประตูทางเข้าโรงเรียน ให้นักเรียนที่เดินทางมาเรียนพร้อมด้วยหน้ากากอนามัยและมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมได้ทักทายและลูบตัวลูกสุนัขก่อนเดินเข้าโรงเรียน</p>



<p>ทั้งนี้ นักเรียนของโรงเรียนประถมในรัฐมิชิแกนแห่งนี้ต่างเผชิญสถานการณ์ต่างๆ มากมายในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เพราะการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะยังไม่จบสิ้นไปโดยง่าย ทำให้ชั้นเรียนต่างๆ ต้องหยุดชะงัก นักเรียนหลายคนต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ไม่ว่าจะเพื่อนฝูงหรือสมาชิกในครอบครัว ขณะที่บางครอบครัวประสบปัญหาทางการเงิน ต้องตกงานและไร้ที่อยู่อาศัย</p>



<p>มีรายงานว่า นักเรียนอย่างน้อย 3 คนในเขตการศึกษา Van Buren ของรัฐมิชิแกน พยายามฆ่าตัวตายนับตั้งแต่ที่โรงเรียนกลับมาเปิดสอนได้เต็มเวลาอีกครั้งในช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมา และมีนักเรียนอีก 2 คนฆ่าตัวตายได้สำเร็จเมื่อปีที่แล้ว ขณะที่เมื่อไม่นานมานี้ ยังมีเหตุกราดยิงที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตเกิดขึ้นห่างจากโรงเรียนไปราว 2-3 ชั่วโมง</p>



<p>สถานการณ์ทางสังคมข้างต้นส่งผลให้ผู้เชี่ยวชาญและนักจิตวิทยาหลายคนในสหรัฐฯ ออกโรงสนับสนุนให้ทางโรงเรียนนำหลักสูตรและแนวทางบำบัดมาใช้เพื่อคอยดูแลสภาพจิตใจของเด็กนักเรียนอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เนื่องจากเชื่อมั่นว่า เด็กๆ จะไม่สามารถประสบความสำเร็จด้านวิชาการได้หากเจ้าตัวต้องเผชิญปัญหาทางด้านสภาวะอารมณ์ อย่างความตึงเครียด ความกลัว และความวิตกกังวล พร้อมระบุว่า ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่โรงเรียนสมควรรีบดำเนินการ เพราะได้รับเงินสนับสนุนส่วนหนึ่งจากรัฐบาลกลางในการช่วยเหลือเยียวยาจากวิกฤตโควิด-19</p>



<p>มีรายงานว่า นักเรียนในเขตการศึกษา Van Buren ได้รับความช่วยเหลือเพิ่มเติมพิเศษดังกล่าวแล้วกว่า 15,000 คน ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยทางโรงเรียนได้เปิดตัวโปรแกรมการศึกษาตามหลักจิตวิทยาสมัยใหม่เพื่อการบำบัดพฤติกรรมด้านการรับรู้ ซึ่งถูกรวมอยู่ในหลักสูตรและเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-17ce86"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/16-แปล-โรงเรียนในอเมริกา-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ภายใต้หลักสูตรข้างต้น จะสอนให้เด็กนักเรียนทั้งหลายในทุกระดับชั้นรู้ว่า ความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมเชื่อมโยงกันได้อย่างไร และจะมีวิธีการควบคุมและปรับเปลี่ยนความคิดเหล่านี้ขึ้นมาใหม่เพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์เชิงบวกได้อย่างไร โดยตัวโปรแกรมนี้ยังรวบรวมบทเรียนเข้มข้นสำหรับเด็กที่มีปัญหาในด้านความวิตกกังวล ภาวะอาการซึมเศร้า หรือสภาวะบอบช้ำทางจิตใจต่างๆ ควบคู่ไปกับการสอนแนวทางป้องกันการฆ่าตัวตาย ซึ่งนอกจากนักเรียนแล้ว บรรดาเจ้าหน้าที่ของเขตการศึกษาทุกคนก็ต้องเรียนรู้แนวคิดทั้งหมดที่กล่าวมาด้วยเช่นเดียวกัน</p>



<p>รายงานระบุอีกว่า ขณะที่โรงเรียนหลายแห่งทั่วสหรัฐฯ ต่างเพิ่มการสอนทักษะการเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์ให้มากขึ้น โรงเรียนอีกหลายแห่งหันมาใช้วิธีการเข้าหานักเรียนแบบค่อยเป็นค่อยไป ด้วยการออกแบบชั้นเรียนที่ให้นักเรียนได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกของตนเอง หรือออกแบบชั้นเรียนโดยมุ่งความสนใจเฉพาะกับกลุ่มเด็กที่มีปัญหามากที่สุด</p>



<p>อย่างไรก็ตาม สำหรับโรงเรียนอีกหลายแห่งที่ขาดแคลนทั้งทุนทรัพย์และทรัพยากรที่จะใช้วิธีการทั้งหมดข้างต้น ซึ่งรวมถึงโรงเรียนประถม Paw Paw และโรงเรียนในละแวกใกล้เคียง ได้เลือกวิธีการที่ต่างออกไป โดยหันมาใช้วิธีที่มีหลักฐานทางจิตวิทยาเป็นพื้นฐานในหลักสูตรแทน</p>



<p>ทั้งนี้ โอลกา อะคอสตา ไพรซ์ (Olga Acosta Price) ผู้อำนวยการศูนย์ระดับชาติด้านสุขภาพและการดูแลสุขภาพในโรงเรียน (Center for Health and Health Care in Schools) กล่าวว่า การเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์อย่างมีประสิทธิภาพไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบางช่วงเวลาของวัน หรือกับบางคนเท่านั้น แต่ควรจะสะท้อนให้เห็นในการดำเนินงานและการปฏิบัติของโรงเรียนทั้งหมด และการหยุดชะงักต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการระบาดใหญ่ ทำให้มีความจำเป็นที่จะต้องมีแนวทางดังกล่าวในตอนนี้มากกว่าที่ผ่านๆ มา</p>



<p>โดยภายใต้แนวทางดังกล่าว ทำให้นักเรียนในชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ของโรงเรียนประถม Paw Paw ได้รับคำแนะนำจากครูพร้อมรับชมวิดีโอสาธิตที่สอนเกี่ยวกับการระบุและการจัดการความรู้สึกเชิงลบ อย่างความกังวล ความโกรธ และความเศร้า ยกตัวอย่างเช่น ตอนหนึ่งในวิดีโอสาธิตแสดงให้เห็นเด็กคนหนึ่งที่โกรธและตะโกนใส่แม่เพราะแม่ลืมซื้ออาหารเช้าของโปรดอย่างซีเรียลมาให้ ซึ่งวิดีโออธิบายความโกรธและการกระทำที่เกิดจากความโกรธทำให้เด็กอารมณ์เสียและทำให้แม่รู้สึกเศร้า ก่อนแนะว่า ถ้าไม่พอใจ ให้ลองนึกถึงอาหารเช้าอย่างอื่นที่ชอบกินแทน แล้วขอให้แม่ทำให้ดีๆ เท่านั้น ทั้งแม่และเด็กก็จะมีความสุขและเริ่มต้นวันที่ดี</p>



<p>ขณะที่ในกลุ่มเด็กที่โตขึ้นมา อย่างระดับประถมศึกษาปีที่ 4 และ 5 และมีการแสดงออกถึงพฤติกรรมว่าเป็นเด็กมีปัญหา หรือจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง โรงเรียนส่วนหนึ่งได้จัดสอนการนั่งสมาธิ กำหนดลมหายใจเข้าออก พร้อมกับใช้นิ้วชี้อีกข้างหนึ่งลากขึ้นและลงตามจังหวะลมหายใจ โดยเอริค คลาร์ค (Eric Clark) ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรม ซึ่งมีส่วนร่วมในการสอนนักเรียนกล่าวว่า โปรแกรมดังกล่าวที่เน้นด้านจิตวิทยาที่เขตการศึกษาของตนใช้ในการรับมือกับปัญหาท้าทายในขณะนี้มีชื่อเรียกว่า “TRAILS” ออกแบบโดยมหาวิทยาลัยแห่งมิชิแกน (University of Michigan) และเจ้าตัวตัดสินใจนำมาใช้หลังพบว่าตั้งแต่กลับมาเปิดเรียน นักเรียนหลายคนมีระดับความวิตกกังวลที่ค่อนข้างสูง มีความคิดที่จะทำร้ายตัวเอง และหลายคนอยู่ในสภาพเหนื่อยล้าจนไม่อยากจะทำอะไรเลย</p>



<p>&#8220;เราไม่สามารถควบคุมบงการสิ่งต่างๆ ที่เข้ามาหาเราได้ แต่เราสามารถควบคุมวิธีการที่เราจะตอบสนองต่อสิ่งเร้าเหล่านั้นได้&#8221; คลาร์คกล่าว</p>



<p>แอบบี้ โอล์มสเตด (Abby Olmstead) เด็กหญิงวัย 10 ปี ซึ่งเข้าร่วมกิจกรรมทำสมาธิกล่าวว่า การกำหนดลมหายใจเข้าออกและลากนิ้วชี้ตามจังหวะหายใจทำให้จิตใจของตนเองสงบ และมีความสุขมากขึ้น โดยแม่ของแอบบี้ยอมรับว่า ลูกสาวมีสภาวะอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ หลังจากที่ต้องเรียนออนไลน์เมื่อปีที่แล้ว และการทำสมาธิทำให้ลูกสาวรู้วิธีการจัดการกับอารมณ์ของตนเองได้ดีขึ้น</p>



<p>&#8220;ดิฉันสนับสนุนให้พ่อแม่ผู้ปกครองทั้งหลายส่งลูกเข้าร่วมโปรแกรมการเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์ เพราะถ้าไม่มีหลักสูตรดังกล่าว ลูกสาวของฉันก็คงไม่มีพื้นฐานที่จะจัดการรับมือกับสภาวะจิตใจของตนเองได้&#8221; แม่ของแอบบี้กล่าว</p>



<p>โคเรย์ ฮาร์เบาว์ (Corey Harbaugh) ผู้อำนวยการหลักสูตรของโรงเรียน Paw Paw กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ทุกคนในระดับ ไม่เว้นแม้แต่พนักงานขับรถ จะได้รับการฝึกอบรมด้านการสังเกตพฤติกรรมของเด็ก เพื่อให้มีความชำนาญมากพอที่จะทำให้เด็กทุกคน ไม่ว่าจะเข้าหาผู้ใหญ่คนไหน ได้รับความช่วยเหลือเกี่ยวกับทักษะทางสังคมและอารมณ์อย่างถูกต้องและเต็มที่</p>



<p>แม้ว่าพ่อแม่บางคนจะตั้งคำถามเกี่ยวกับแนวทางดังกล่าว พร้อมแย้งว่า ลูกๆ ของตนมีความประพฤติที่เรียบร้อยดีและไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ แถมบางรายยังเข้าใจผิดคิดว่าการเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์นั้นเกี่ยวข้องกับวิธีการทำความเข้าใจการเหยียดเชื้อชาติของอเมริกา กระนั้น ผู้อำนวยการหลักสูตรอย่างฮาร์เบาว์ก็ไม่ถอยหรือถอดใจ เพราะสิ่งที่ทำอยู่เป็นสิ่งที่ดีสำหรับเด็กอย่างแท้จริง และมีหลักฐานงานวิจัยเป็นเครื่องพิสูจน์ยืนยัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-656477"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/16-แปล-โรงเรียนในอเมริกา-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ทั้งนี้ ผลการศึกษาหลายฉบับพบว่า โปรแกรมการเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์สามารถช่วยพัฒนาผลการเรียน พฤติกรรมในห้องเรียน และการจัดการกับความเครียดได้ นอกจากนี้ การวิจัยยังชี้ให้เห็นว่าการใช้โปรแกรม TRAILS สำหรับเด็กที่มีความเสี่ยงนั้น สามารถลดภาวะซึมเศร้าและช่วยพัฒนาทักษะด้านการเผชิญปัญหาได้อย่างดี</p>



<p>ด้านอลิซาเบธ โคชแมนน์ (Elizabeth Koschmann) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งมิชิแกน ผู้พัฒนาโปรแกรมดังกล่าว เปิดเผยว่า ขณะนี้มีโรงเรียนในสหรัฐฯ เกือบ 700 แห่งได้จ่ายเงินทำสัญญาเพื่อรับการช่วยเหลือและนำโปรแกรมนี้ไปใช้ในโรงเรียนแล้ว โดยทางโคชแมนน์ยังให้บริการสื่อออนไลน์ฟรีผ่านเว็บไซต์ ซึ่งมีการดาวน์โหลดมากกว่า 2,000 ครั้งต่อวัน และมีผู้ใช้โปรแกรมนี้มาจากทั่วทุกมุมโลก ก่อนตั้งข้อสังเกตว่าการดาวน์โหลดเหล่านี้มีอัตราที่สูงขึ้นมากในช่วงการระบาดใหญ่ของโควิด-19 อย่างเห็นได้ชัด</p>



<p>โคชแมนน์ยอมรับว่า โรงเรียนหลายแห่งได้ติดต่อเข้ามาแทบทุกวันเพื่อสอบถามว่า ทางโรงเรียนจะสามารถรับมือกับนักเรียนที่มีสภาพจิตใจย่ำแย่ได้อย่างไร จะจัดการกับเจ้าหน้าที่ที่สูญเสียขวัญและกำลังใจและประสบกับภาวะหมดไฟอย่างมากจนมีเพียงความรู้สึกหมดแรงและสิ้นหวังได้อย่างไร</p>



<p>รายงานระบุว่า จนถึงขณะนี้ มีหลักฐานมากมายที่สนับสนุนความจำเป็นในการให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตของนักเรียนให้มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ข้อมูลจากห้องฉุกเฉินตามโรงพยาบาลทั่วสหรัฐฯ ที่พบว่า ในช่วงกว่า 1 ปีของวิกฤตโควิด-19 มีจำนวนเด็กที่มีปัญหาสุขภาพจิต รวมถึงพฤติกรรมฆ่าตัวตาย ภาวะซึมเศร้า และความผิดปกติในเรื่องการกิน เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และนักบำบัดสุขภาพจิตในเด็กนั้นหายากในหลายๆ พื้นที่ และเด็กๆ มักจะต้องรอรับการรักษาแบบผู้ป่วยนอกนานเป็นเดือนๆ</p>



<p>ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมา นายแพทย์วิเวก เมอร์ธี (Vivek Murthy) ที่ปรึกษาด้านสาธารณสุขและแพทย์ใหญ่ของสหรัฐฯ ได้อ้างถึงงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า ภาวะอาการซึมเศร้าและวิตกกังวลมีปริมาณเพิ่มขึ้นสองเท่าในหมู่เยาวชนทั่วโลกในช่วงการระบาดใหญ่ และแนะนำให้โรงเรียนขยายโปรแกรมด้านสุขภาพจิตให้เพิ่มมากขึ้น</p>



<p>ขณะเดียวกัน ทางสมาคมกุมารแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา หรือ The American Academy of Pediatrics ก็เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่ออกมาเรียกร้องให้โรงเรียนทำตามคำแนะนำของนายแพทย์เมอร์ธี รวมถึงเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศให้ปัญหาสุขภาพจิตเด็กเป็นวาระแห่งชาติ</p>



<p>ดร.ซาร่า โบเด (Dr. Sara Bode) ประธานสภาสุขภาพโรงเรียนของโรงเรียนและกุมารแพทย์ของโรงพยาบาลเด็ก Nationwide Children’s Hospital ในโคลัมบัส รัฐโอไฮโอ กล่าวว่า ครูและนักเรียนต่างต้องดิ้นรนกับผลกระทบของโควิด-19 ดังนั้น โปรแกรมการศึกษาที่ครอบคลุมถึงทักษะทางสังคม อารมณ์ และจิตใจจึงเป็น &#8220;เรื่องสำคัญ&#8221; อย่างมาก เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถจัดการตนเองให้พ้นจากสภาวะจิตใจเชิงลบได้</p>



<p></p>



<p><strong>ที่มา :</strong> <a href="https://apnews.com/article/coronavirus-pandemic-science-business-lifestyle-health-7334cc0e3bd636ff86ab51c2b7f56849" target="_blank" rel="noreferrer noopener" title="https://apnews.com/article/coronavirus-pandemic-science-business-lifestyle-health-7334cc0e3bd636ff86ab51c2b7f56849">Schools use therapy-based programs for ‘overwhelmed’ kids</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-overwhelmed-kids-240122/">โรงเรียนในอเมริกาหันพึ่งแนวทาง “บำบัด” เยียวยาจิตใจเด็กนักเรียน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ เปิดตัวห้องเรียนโลกเสมือนจริง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-virtual-reality-metavers-us-240122/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 23 Jan 2022 05:02:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[Virtual People]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี VR]]></category>
		<category><![CDATA[เมตาเวิร์ส]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=50782</guid>

					<description><![CDATA[<p>มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ เปิดตัวห [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-virtual-reality-metavers-us-240122/">มหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ เปิดตัวห้องเรียนโลกเสมือนจริง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ เปิดตัวห้องเรียนเสมือนจริง หรือ Virtual Classroom ซึ่งใช้เทคโนโลยีโลกเสมือนจริง (Virtual Reality) แบบเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก ตั้งเป้าสร้างห้องเรียนออนไลน์ให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในห้องเรียนเสมือนเดินทางมาเรียนที่มหาวิทยาลัยจริงๆ สอดคล้องกับโลกยุคดิจิทัลที่การสื่อสาร เชื่อมต่อ และเข้าถึง จะไร้พรมแดนกีดขวางอย่างแท้จริง</strong></p>



<p>ทั้งนี้ เทคโนโลยี VR ไม่นับว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นแต่อย่างใด ทว่ากลับเริ่มแพร่หลายในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดย VR คือการสร้างสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่จำลองมาจากสภาพแวดล้อมจริงที่คนสามารถเข้าไปสัมผัสและควบคุมได้ ผ่านการสวมใส่อุปกรณ์ (headset) ที่จะทำให้เห็นสภาพแวดล้อมและวัตถุเสมือนจริง ซึ่งการใช้งานอุปกรณ์ดังกล่าวจะควบคู่ไปการใช้งานเครื่องควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถสัมผัสกับวัตถุและสภาพแวดล้อมแบบเสมือนจริงที่เห็นตรงหน้าได้</p>



<p>เจเรมี ไบเลนสัน (Jeremy Bailenson) ศาสตราจารย์ด้านการสื่อสารแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ผู้ริเริ่มและทำการสอนชั้นเรียนหรือหลักสูตรใหม่ในชื่อ &#8220;Virtual People&#8221; กล่าวว่า ตนเองได้แทรกการสอนเกี่ยวกับเทคโนโลยี VR ให้แก่นักศึกษามานานกว่า 20 ปี ซึ่งทำให้เห็นว่าเทคโนโลยีดังกล่าวยังคงเดินหน้าพัฒนาต่อไปได้เรื่อยๆ ดังนั้น จึงเห็นว่าวิธีที่ดีที่สุดในการสาธิตให้เห็นขีดความสามารถของ VR ก็คือการสร้างหลักสูตรเต็มรูปแบบที่จะเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้มีประสบการณ์สัมผัสกับเทคโนโลยี VR อย่างจริงจังมากขึ้น</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="Stanford &quot;Virtual People&quot; class in the Metaverse." width="750" height="422" src="https://www.youtube.com/embed/gOLI_OIV3nc?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p></p>



<p>สำหรับการเรียนการสอนและเนื้อหาการเรียนในชั้นเรียน VR นี้จะครอบคลุมถึงการขยายขอบเขตของ VR ในสาขาวิชาต่างๆ เช่น วัฒนธรรมบันเทิง วิศวกรรมศาสตร์ พฤติกรรมศาสตร์ และการสื่อสาร เป็นต้น</p>



<p>ทั้งนี้ ในแต่ละสัปดาห์ตามกำหนดระยะเวลาของหลักสูตรจะมีใจความสำคัญ (center) ของการใช้เทคโนโลยี VR ในโลกแห่งความเป็นจริงในด้านต่างๆ พร้อมเปิดโอกาสในนักเรียนแต่ละคนได้ใช้งาน VR ภายในคาบเรียน และให้นักเรียนทั้งชั้นเรียนสามารถก้าวเข้าสู่โลกเสมือนพร้อมๆ กันด้วย</p>



<p>&#8220;ในหลักสูตร Virtual People นักศึกษาไม่เพียงแต่จะได้ทดลองใช้อุปกรณ์ VR เท่านั้น แต่ VR จะกลายเป็นสื่อกลาง (medium) ที่นักศึกษาต้องพึ่งพา ซึ่งเท่าที่ผมทราบมา ไม่เคยมีหลักสูตรไหนหรือผู้สอนคนใดสามารถเชื่อมโยงนักเรียนจำนวนหลายร้อยคนด้วยอุปกรณ์แว่นตา VR เป็นระยะเวลานานหลายเดือนแบบนี้มาก่อน&#8221; ศาสตราจารย์ไบเลนสันกล่าว</p>



<p>รายงานระบุว่า เมื่อลงทะเบียนเรียนในหลักสูตรดังกล่าวแล้ว นักเรียนแต่ละคนจะได้รับอุปกรณ์เป็นแว่นตาสวมศีรษะอย่าง Oculus Quest 2 สร้างโดย เมตา (Meta) บริษัทแม่ของเฟซบุ๊ก ซึ่งจะเป็นอุปกรณ์ VR ที่ใช้งานตลอดหลักสูตร โดยทางเมตากล่าวว่า ชุดอุปกรณ์นี้จะมีส่วนสำคัญต่อ &#8220;เมตาเวิร์ส&#8221; (metaverse) หรือจักรวาลนฤมิต ในอนาคต และทางเมตามีแผนการที่จะพัฒนาร่วมกับบริษัทอื่นๆ ต่อไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4c3714"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/09-แปล-มหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ-08.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ด้านมหาวิทยาสแตนฟอร์ดกล่าวว่า ในปี 2021 ที่ผ่านมา สองหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับ VR ได้ให้นักศึกษาจำนวน 263 คนสามารถใช้เวลาร่วมกันเกือบ 3,500 ชั่วโมงในสภาพแวดล้อม VR โดยนักเรียนสามารถไปทัศนศึกษา ร่วมสนทนาเป็นกลุ่ม หรือแม้แต่มีส่วนร่วมในกิจกรรมการแสดงดนตรีสดและการแสดงอื่นๆ แบบเสมือนจริงได้</p>



<p>นอกจากอุปกรณ์สวมศีรษะ (headset) แล้ว ทางหลักสูตรยังจำเป็นต้องมีซอฟต์แวร์เพื่อใช้เป็นช่องทางเชื่อมต่อระหว่างครูผู้สอนกับนักศึกษา โดยศาสตราจารย์ไบเลนสันกล่าวว่า ทางมหาวิทยาลัยตัดสินใจใช้ซอฟต์แวร์ ENGAGE ซึ่งเป็นระบบสื่อสารเสมือนจริงที่บริษัทใหญ่ๆ และองค์กรการศึกษาต่างๆ ใช้ในการจัดการประชุมและกิจกรรมเสมือนจริงต่างๆ</p>



<p>ไซอัน เดอโวซ์ (Cyan DeVeaux) นักศึกษาระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด แสดงความเห็นในฐานะผู้ช่วยสอนในชั้นเรียนว่า เทคโนโลยี VR ช่วยให้ผู้คนสามารถ &#8220;จินตนาการถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้&#8221; โดยได้ยกตัวอย่างหนึ่งในกิจกรรมฝึกหัดของชั้นเรียน อย่างแนวทางการทำสมาธิที่นอกโลก ซึ่งนักศึกษาสามารถสาธิตให้เห็นด้วยร่างอวตาร์หรือร่างจำลองที่แตกต่างกัน อีกทั้งยังสามารถสร้างฉากที่ไม่ธรรมดาด้วยตนเองได้อีกด้วย</p>



<p>ขณะที่อัลลิสัน เลตเทียร์ (Allison Lettiere) นักศึกษาเอกวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่ลงทะเบียนเรียนในหลักสูตร VR กล่าวว่า ก่อนมาเรียน เคยคิดว่า VR เป็นเทคโนโลยีของวิดีโอเกมเท่านั้น แต่หลักสูตรนี้กลับแสดงให้เห็นเนื้อหาและข้อมูลมีค่ามากมายเกี่ยวกับเทคโนโลยี VR ที่ตนเองน่าจะสามารถนำไปใช้ในอาชีพการงานในอนาคตต่อไปได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fb964c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/09-แปล-มหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ด้านโซเฟีย มารีย์ วอลเลซ (Sophie Marie Wallace) นักศึกษาสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคม กล่าวว่า หลักสูตรนี้ช่วยให้ตนเองสามารถเชื่อมโยงเข้าถึงประสบการณ์ของโลกเสมือนจริง ซึ่งช่วยให้ค้นพบเรื่องใหม่ๆ ที่น่าสนใจ เช่นการใช้ VR เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการเล่นกีฬาทั้งบนบกและทางน้ำ เป็นต้นทั้งนี้ ตัวหลักสูตรชั้นเรียน VR นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิจัยของศูนย์ปฏิบัติการ Virtual Human Interaction Lab ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ซึ่งทางแล็บกำลังดำเนินการศึกษาว่าจะสามารถนำเทคโนโลยีเสมือนจริงมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพในสภาพแวดล้อมทางการศึกษาได้อย่างไร </p>



<p>โดยทางศาสตราจารย์ไบเลนสันและผู้ช่วยสอนอย่างเดอโวซ์มีแผนที่จะใช้ข้อมูลจากชั้นเรียน VR ในการตรวจสอบความแตกต่างของพฤติกรรมในสภาพแวดล้อมเสมือนจริง และหวังว่าข้อมูลที่ได้นี้จะสามารถนำมาใช้เพื่อช่วยให้เข้าใจความแตกต่างของพฤติกรรมเหล่านี้ ที่จะนำไปสู่การขยายตัวของเทคโนโลยีโลกเสมือน (VR) ทางการศึกษาได้ในที่สุด</p>



<p></p>



<p><strong>ที่มา :</strong> <a href="https://learningenglish.voanews.com/a/us-university-launches-first-full-class-in-virtual-reality/6355828.html" target="_blank" rel="noreferrer noopener" title="https://learningenglish.voanews.com/a/us-university-launches-first-full-class-in-virtual-reality/6355828.html">US University Launches First Full Class in Virtual Reality</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-virtual-reality-metavers-us-240122/">มหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ เปิดตัวห้องเรียนโลกเสมือนจริง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แคลิฟอร์เนียเล็งปรับเกณฑ์ในการให้ทุนสนับสนุนการศึกษาแก่โรงเรียนรัฐ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-california-lawmakers-may-stop-tying-k-12-schools-funding-to-daily-attendance-170122/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 15 Jan 2022 08:14:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[แคลิฟอร์เนีย]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนการศึกษา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=50519</guid>

					<description><![CDATA[<p>รัฐบาลท้องถิ่นในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ เล็งพิจารณาปรั [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-california-lawmakers-may-stop-tying-k-12-schools-funding-to-daily-attendance-170122/">แคลิฟอร์เนียเล็งปรับเกณฑ์ในการให้ทุนสนับสนุนการศึกษาแก่โรงเรียนรัฐ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>รัฐบาลท้องถิ่นในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ เล็งพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบด้านการให้ทุนการศึกษาสนับสนุนโรงเรียนรัฐทุกแห่งในพื้นที่รับผิดชอบด้วยการยกเลิกหนึ่งในเงื่อนไขการให้ทุนด้วยการวัดจำนวนการเช็กชื่อเข้าเรียนทุกวัน</strong></p>



<p>ลอสแอนเจลิสไทมส์ (Los Angeles Times) สื่อท้องถิ่นในแคลิฟอร์เนียรายงานว่า หลังจากบังคับใช้เงื่อนไขการเช็กชื่อเข้าเรียนทุกวันเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาให้ทุนแก่โรงเรียนรัฐทุกแห่งในพื้นที่ ในที่สุดบรรดาสมาชิกสภาท้องถิ่นของรัฐแคลิฟอร์เนียก็เตรียมพิจารณายกเลิกเงื่อนไขดังกล่าว พร้อมกับหาวิธีการใหม่ๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มจำนวนเด็กเข้าเรียนในโรงเรียนมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่เขตการศึกษาขนาดใหญ่อย่างกรุงลอสแอนเจลิส (L.A.)</p>



<p>แอนโทนี ปอร์ตันติโน (Anthony Portantino) วุฒิสมาชิกรัฐแคลิฟอร์เนียกล่าวว่า ตนเองจะยื่นข้อเสนอดังกล่าวต่อทางสภา โดยจะเชื่อมโยงเกณฑ์ให้ทุนการศึกษากับการลงทะเบียนประจำปีมากกว่าบันทึกการเข้าเรียนรายวัน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวน่าจะช่วยให้รัฐสามารถจัดสรรทุนให้กับทางโรงเรียนได้เพิ่มเติมอีก 3,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี</p>



<p>ทั้งนี้ รัฐบาลท้องถิ่นแคลิฟอร์เนียได้จัดสรรทุนการศึกษาให้แก่โรงเรียนในเขตการศึกษาที่มีมากกว่า 1,000 แห่งในทุกปีมาอย่างยาวนาน โดยพิจารณาจากความถี่ที่นักเรียนมาเข้าร่วมเรียนชั้นเรียนแทนที่จะนับจำนวนผู้ที่ลงทะเบียนเรียนทั้งหมด ซึ่งนโยบายดังกล่าวมีขึ้นเพื่อให้โรงเรียนรับผิดชอบต่อการขาดเรียนของนักเรียน และกระตือรือร้นที่จะตามเด็กที่ขาดเรียนมาเข้าเรียน</p>



<p>อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขดังกล่าวก็มีข้อจำกัด โดยกลุ่มที่สนับสนุนข้อเสนอใหม่ของวุฒิสมาชิกปอร์ตันติโน อย่างเขตการศึกษา Los Angeles Unified School District ระบุว่า นโยบายที่อิงกับการลงทะเบียนมีความผันผวนน้อยกว่าและจะช่วยให้โรงเรียนสามารถใช้เงินได้มากขึ้น เพราะวางแผนการใช้จ่ายได้ดีขึ้น</p>



<p>ขณะเดียวกัน เพื่อแก้ไขข้อกังวลในเรื่องของการขาดเรียน ปอร์ตันติโนได้เสนอข้อกำหนดให้อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของกองทุนใหม่ใดๆ ที่โรงเรียนได้รับภายใต้นโยบายใหม่จะต้องนำไปใช้ต่อเพื่อจัดการกับการขาดเรียน ไม่ยอมทำหน้าที่นักเรียนทั้งแบบชั่วคราวและเรื้อรัง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cc9ccf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/04-แปล-แคลิฟอร์เนียเล็งปรับเกณฑ์-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ปอร์ตันติโนย้ำว่า การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการให้ทุนการศึกษาไม่ควรถูกมองว่าเป็นความพยายามที่จะลดทอนความสำคัญของการเข้าเรียนในห้องเรียนของเด็ก แต่เป็นการมองบริบทแวดล้อมตามความเป็นจริง</p>



<p>ทั้งนี้ จากฐานข้อมูลของรัฐแคลิฟอร์เนียพบว่า 12% ของนักเรียนในภาคการศึกษาปกติ (ระดับประถมศึกษาปีที่ 1 &#8211; มัธยมศึกษาปีที่ 6) กว่า 6 ล้านคนในแคลิฟอร์เนีย ถูกระบุว่า &#8220;ขาดเรียนประจำ&#8221; (“chronically absent”) ในช่วงปีการศึกษา 2018-2019 ซึ่งหมายความว่า เด็กกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ขาดเรียนอย่างน้อย 10% อยู่แล้ว และอัตราการขาดเรียนประจำสำหรับนักเรียนผิวสีมีมากกว่านักเรียนผิวขาวถึง 2 เท่า</p>



<p>ขณะเดียวกัน ข้อเสนอปรับกฎในครั้งนี้ยังมีขึ้นหลังจากที่สำนักวิเคราะห์กฎหมายอิสระ หรือ Legislative Analyst’s Office คาดการณ์ว่าโรงเรียนสายสามัญและวิทยาลัยชุมชนจะได้การจัดสรรทุนมากกว่า 102,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีงบประมาณปัจจุบัน ซึ่งมากกว่าเดิมที่รัฐบาลท้องถิ่นเคยตั้งงบจัดสรรไว้ที่ 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงฤดูร้อนที่แล้ว ส่งผลให้โรงเรียนของรัฐได้รับการรับรองส่วนแบ่งรายได้กองทุนทั่วไปที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ที่รัฐบาลท้องถิ่นอนุมัติแนวทางจัดสรรเงินทุนสนับสนุนเพื่อการศึกษาในปี 1988</p>



<p>ทั้งนี้ ฝ่ายที่สนับสนุนข้อเสนอแก้ไขเงื่อนไขของปอร์ตันติโนกล่าวว่า การขาดเรียนของนักเรียนในช่วงที่เกิดวิกฤตโควิด-19 ระบาดทำให้โรงเรียนในเขตการศึกษาหลายแห่งทั่วแคลิฟอร์เนียประสบปัญหาการเช็กชื่อเข้าเรียน จนไม่สามารถดำเนินการด้านเอกสารเพื่อทำเรื่องขอรับทุนอุดหนุนการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการรายงานตัวเข้าเรียนที่ห้องเรียนได้</p>



<p>“ระบบการให้เงินสนับสนุนตามการเข้าชั้นเรียนในปัจจุบันทำให้โรงเรียนในพื้นที่รายได้น้อยเสียเปรียบ เนื่องจากพวกเขาประสบกับอัตราการขาดเรียนที่ค่อนข้างสูง ทำให้ไม่สามารถได้รับเงินช่วยเหลือในส่วนนี้ และความจริงก็คือ เงินสนับสนุนโดยวัดจากการเข้าเรียนกลายเป็นการลงโทษนักเรียนในโรงเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือทางการเงินจากรัฐมากที่สุด” เชน ดิชแมน (Shane Dishman) ประธานสมาคมพนักงานโรงเรียนแห่งแคลิฟอร์เนียระบุในแถลงการณ์สนับสนุน</p>



<p>แม้ว่าการเปลี่ยนไปใช้เงินทุนตามการลงทะเบียนอาจสร้างช่องว่างที่กว้างขึ้นระหว่างเขตขนาดเล็กและขนาดใหญ่ แต่ร่างกฎหมายระบุว่า ไม่มีโรงเรียนใดจะได้รับเงินทุนน้อยกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ โดยที่โรงเรียนแต่ละแห่งจะยังคงได้รับทุนสนับสนุนในระดับเดียวกับเงินช่วยเหลือที่ได้ในปัจจุบัน เพียงแต่ข้อเสนอใหม่จะอนุญาตให้ทางโรงเรียนสามารถสมัครขอรับทุนเสริม หากยอดรวมการลงทะเบียนมากกว่าการเข้าชั้นเรียนเฉลี่ยรายวัน</p>



<p>หากผ่านการพิจารณา ร่างกฎหมายนี้จะมีผลบังคับใช้ในปีการศึกษา 2023-2024 ต่อไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0986f8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/04-แปล-แคลิฟอร์เนียเล็งปรับเกณฑ์-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“สิ่งที่เราต้องการจะสื่อก็คือ การให้ตัวเลขการลงทะเบียนที่แท้จริงเป็นหลักในการแปลงเป็นเงินดอลลาร์พิเศษสำหรับเขตต่างๆ โดยจะไม่มีเขตการศึกษาใดสูญเสียเงินช่วยเหลือ เพียงแต่เป็นการเปิดโอกาสให้โรงเรียนมีช่องทางในการเพิ่มผู้เรียนและได้รับเงินทุนที่มากขึ้น” ปอร์ตันติโนกล่าว</p>



<p>แคลิฟอร์เนียเป็นหนึ่งในไม่กี่รัฐ รวมทั้งรัฐเท็กซัสและรัฐเคนทักกีที่ทางรัฐมีทุนสนับสนุนโรงเรียนโดยวัดจากจำนวนการเข้าเรียนรายวันของนักเรียน โดยข้อเสนอของปอร์ตันติโนมีขึ้นหลังจากที่กวิน นิวซัม (Gavin Newsom) ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียระงับการใช้การให้ทุนโดยพิจารณาจากการเข้าเรียนเป็นการชั่วคราว เพราะนักเรียนถูกบังคับไม่ให้เรียนหนังสือที่ห้องเรียนจากการระบาดของโควิด-19 ทำให้นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา กฎการเข้าชั้นเรียนที่มีมายาวนานได้ถูกกำหนดขึ้นใหม่เพื่อเป็นแนวทางในการส่งเสริมการสอนแบบตัวต่อตัว</p>



<p>ทั้งนี้ ปีที่ผ่านมา ข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการแคลิฟอร์เนียรายงานว่า จำนวนการลงทะเบียนของเด็กนักเรียนลดลงมากที่สุดในรอบ 20 ปี โดยมีนักเรียนน้อยกว่าปีก่อนหน้าประมาณ 160,000 คน โดยชั้นเรียนที่มีเด็กนักเรียนลดลงมากที่สุดก็คือ เด็กอนุบาล เพราะครอบครัวเลือกที่จะไม่ส่งเด็กเข้าเรียนในระบบ นับเป็นช่วงปีการศึกษาที่น่าวิตกมากที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์การศึกษาของรัฐแคลิฟอร์เนีย</p>



<p>กระนั้น แม้จะไม่มีปัญหาการขาดเรียนที่เกี่ยวเนื่องจากการระบาดของโควิด-19 บรรดาเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนก็ยังได้รับคำเตือนถึงผลกระทบทางการเงินที่ตามมาจากจำนวนนักเรียนที่ลงทะเบียนเรียนลดลงเพราะอัตราการเกิดที่ลดลง โดยข้อมูลของนักวิจัยในสังกัดกระทรวงการคลังรัฐแคลิฟอร์เนียพบว่า จำนวนประชากรของรัฐแคลิฟอร์เนียลดลงในปี 2020 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของรัฐ อันเนื่องมาจากอัตราการเกิดที่ลดลง โดยเด็กอายุ 5 &#8211; 17 ปีคิดเป็นสัดส่วนประชากรที่น้อยลงในทุกปี</p>



<p></p>



<p><strong>ที่มา :</strong> <a href="https://www.latimes.com/california/story/2022-01-03/california-lawmakers-may-stop-funding-k12-schools-based-on-daily-attendance" target="_blank" rel="noreferrer noopener" title="https://www.latimes.com/california/story/2022-01-03/california-lawmakers-may-stop-funding-k12-schools-based-on-daily-attendance">California lawmakers may stop tying K-12 schools’ funding to daily attendance</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-california-lawmakers-may-stop-tying-k-12-schools-funding-to-daily-attendance-170122/">แคลิฟอร์เนียเล็งปรับเกณฑ์ในการให้ทุนสนับสนุนการศึกษาแก่โรงเรียนรัฐ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ท้องถิ่นสหรัฐฯ ออกแบบโครงการช่วยนักเรียนอ่านหนังสือคล่องขึ้น</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-program-helps-students-read-better-311221/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 29 Dec 2021 10:19:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการช่วยนักเรียนอ่านหนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[University of Florida Literacy Institute Foundation]]></category>
		<category><![CDATA[Alachua County School District]]></category>
		<category><![CDATA[Christiana Robbins]]></category>
		<category><![CDATA[Metcalfe Elementary School]]></category>
		<category><![CDATA[Holly Lane]]></category>
		<category><![CDATA[University of Florida Literacy Institute]]></category>
		<category><![CDATA[Morgan Douglas]]></category>
		<category><![CDATA[Newberry Elementary School]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=50075</guid>

					<description><![CDATA[<p>เจ้าหน้าที่ด้านการศึกษาของเมืองเกนส์วิลล์ ในรัฐฟลอริดาข [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-program-helps-students-read-better-311221/">ท้องถิ่นสหรัฐฯ ออกแบบโครงการช่วยนักเรียนอ่านหนังสือคล่องขึ้น</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เจ้าหน้าที่ด้านการศึกษาของเมืองเกนส์วิลล์ ในรัฐฟลอริดาของสหรัฐฯ จัดตั้งโปรแกรมศึกษาพิเศษโดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้เด็กนักเรียนในพื้นที่สามารถอ่านออกเขียนได้อย่างคล่องแคล่ว โดยเฉพาะเด็กเล็กตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงระดับประถมศึกษา เนื่องจากทักษะการอ่านถือเป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญของการเรียนรู้อย่างยั่งยืนตลอดชีวิต</strong></p>



<p>สื่อท้องถิ่นของเมืองเกนส์วิลล์เปิดเผยว่า โปรแกรมดังกล่าวเป็นโปรแกรม “อ่านออกเขียนได้” ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคม 2021 ที่ผ่านมา โดยนำร่องที่โรงเรียนรัฐ Alachua County School District ซึ่งผู้เชี่ยวชาญได้ออกแบบโปรแกรมให้เด็กเล็กที่เป็นกลุ่มเป้าหมายมีโอกาสและมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ส่งเสริมทักษะการอ่าน รวมถึงช่วยให้รู้ว่าการอ่านเป็นกิจกรรมที่สนุกสนาน ทำให้เด็กมีทักษะการอ่านที่คล่องแคล่วขึ้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6f5995"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/12/21-แปล-ออกแบบโครงการช่วยนักเรียน-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>รายงานระบุว่า โครงการนำร่องครั้งนี้ ได้รับการออกแบบและพัฒนาโดยสถาบันพื้นฐานการอ่านออกเขียนได้แห่งมหาวิทยาลัยฟลอริดา หรือ University of Florida Literacy Institute Foundation ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคณะครุศาสตร์ของมหาวิทยาลัย และได้เปิดเผยโปรแกรมดังกล่าวระหว่างการสัมมนาออนไลน์เมื่อวันที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมา</p>



<p>เควิน เบอร์รี (Kevin Berry) ผู้อำนวยการหลักสูตรการศึกษาของโรงเรียนนำร่องที่นำโปรแกรมดังกล่าวมาใช้ กล่าวว่า บรรดาเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนต่างตั้งความหวังให้โครงการดังกล่าวสามารถต่อยอดไปจนถึงปีหน้าได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-32cd80"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/12/21-แปล-ออกแบบโครงการช่วยนักเรียน-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>รายงานระบุว่า ตัวโปรแกรมจะฝึกฝนทักษะการอ่านด้วยการอิงกับวิธีการออกเสียงโดยใช้ประสาทสัมผัส โดยใช้การพูดซ้ำ การเคลื่อนไหวปฏิสัมพันธ์ และความสม่ำเสมอในการสอนการอ่านและการเขียนกับนักเรียนทุกคนที่เข้าร่วมภายใต้ตารางเรียนที่กำหนด ขณะเดียวกัน นอกจากนักเรียนของโรงเรียนที่จะได้รับประโยชน์แล้ว ยังครอบคลุมถึงนักเรียนคนอื่นๆ ที่ต้องย้ายไปเข้าเรียนที่ใหม่ในระหว่างภาคปีการศึกษาด้วยเช่นกัน</p>



<p>คริสเทียนา รอบบินส์ (Christiana Robbins) ครูใหญ่โรงเรียนประถมศึกษา Metcalfe Elementary School ซึ่งอยู่ในเขตการศึกษาที่เข้าร่วมโครงการอธิบายว่า เมื่อมีนักเรียนย้ายเข้ามาใหม่ โรงเรียนจำเป็นจะต้องค้นหาว่า นักเรียนมีระดับความรู้มากน้อยแค่ไหน และจำเป็นจะต้องได้รับการส่งเสริมในทักษะด้านใดด้านหนึ่งเป็นพิเศษหรือไม่ ซึ่งการใช้โปรแกรมดังกล่าวนี้ช่วยให้เด็กทุกคนมีทักษะการอ่านที่เข้าใจตรงกัน และการทำให้เด็กมีโอกาสอ่านหนังสืออย่างสม่ำเสมอยังช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ราบรื่นเมื่อนักเรียนย้ายไปยังโรงเรียนอื่น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e0c400"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/12/21-แปล-ออกแบบโครงการช่วยนักเรียน-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ด้าน ดร.ฮอลีย์ เลน (Holly Lane) ผู้อำนวยการสถาบันการอ่านออกเขียนได้แห่งมหาวิทยาลัยฟลอริดา (University of Florida Literacy Institute) กล่าวว่า โปรแกรมดังกล่าวยังต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ปกครอง ซึ่งสามรถช่วยลูกๆ ในการฝึกฝนทักษะการอ่าน โดยตัวโครงการจะระบุแหล่งข้อมูล เครื่องมือ คำแนะนำ และกลยุทธ์ต่างๆ ที่พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถนำมาใช้สำหรับกิจกรรมการอ่านที่บ้าน เพื่อช่วยสนับสนุนพัฒนาการด้านการอ่านของลูกๆ ตลอดจนข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องว่ามีส่วนสำคัญในการช่วยพัฒนาทักษะการอ่านของผู้อ่านได้</p>



<p>ขณะเดียวกัน เหล่าคุณครูเองก็สามารถใช้รูปแบบเฉพาะของตนเองในบทเรียนโดยทำสิ่งต่างๆ เช่น ร้องเพลง เต้นรำ แต่งตัว ใช้อุปกรณ์ประกอบฉาก และสิ่งอื่นๆ ที่ออกแบบมาเพื่อให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการอ่านตามความเหมาะสมของตารางเรียนที่กำหนด</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-98515b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/12/21-แปล-ออกแบบโครงการช่วยนักเรียน-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>&#8220;เป้าหมายคือการให้เด็กๆ ได้กลายเป็นทั้งนักอ่านและนักเขียนเปี่ยมคุณภาพที่ดีมากขึ้น&#8221; ดร.เลนกล่าว</p>



<p>นอกจากนี้ ดร.เลนยังกล่าวอีกว่า บรรดาเจ้าหน้าที่ของโครงการจะจัดสรรเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เยี่ยมชมโรงเรียนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยครูในการนำโปรแกรมพื้นฐานเพื่อการอ่านไปประยุกต์ใช้ในห้องเรียน โดยจนถึงขณะนี้ ทางโปรแกรมได้รับความร่วมมือในเชิงบวกอย่างท่วมท้นจากบรรดาครูของโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ</p>



<p>“เราคิดว่าครูตระหนักดีว่านี่เป็นสิ่งที่ใช้ได้ผลและลูกๆ ของพวกเขาก็ตอบสนองต่อสิ่งนี้ได้ดีมาก ขณะที่ครูของเราบางคนบอกว่าตัวโปรแกรมถือเป็นช่วงเวลาโปรดของเด็กๆ ในวันนี้ ดังนั้น ปฏิกิริยาตอบรับของเด็กดังกล่าวคือบทพิสูจน์ข้อดีทุกอย่างของตัวโปรแกรม&#8221; ดร.เลนระบุ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-18a757"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/12/21-แปล-ออกแบบโครงการช่วยนักเรียน-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ขณะเดียวกัน ดร.เลนยังได้เอ่ยถึงระบบการทำซ้ำ หรืออ่านซ้ำๆ และออกเสียงอ่านย้ำให้เสียงดังๆ ทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้จดจำ เสริมให้พื้นฐานการอ่านแข็งแกร่ง พัฒนาต่อยอดเป็นอ่านและนักเขียนที่ดีในภายหลัง</p>



<p>ทั้งนี้ มอร์แกน ดักลาส (Morgan Douglas) ครูชั้นประถมศึกษาปีที่หนึ่งแห่งโรงเรียนประถมศึกษา Newberry Elementary School กล่าวชื่นชมโครงการว่า เป็นการให้เครื่องมือเพื่อทำให้เด็กมีนิสัยรักการอ่าน รวมถึง กลายเป็นนักอ่านตัวยงที่มีอิสระในการเลือกที่จะอ่านตามความชอบหรือความต้องการของตนได้ในภายหลัง</p>



<p></p>



<p><strong>ที่มา :</strong> <a href="https://www.gainesville.com/story/news/2021/12/15/program-helps-students-read-better/6486051001/" target="_blank" rel="noreferrer noopener" title="https://www.gainesville.com/story/news/2021/12/15/program-helps-students-read-better/6486051001/">Program helps students read better</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-program-helps-students-read-better-311221/">ท้องถิ่นสหรัฐฯ ออกแบบโครงการช่วยนักเรียนอ่านหนังสือคล่องขึ้น</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รัฐบาลท้องถิ่นสหรัฐฯ จัดงบให้ทุนการศึกษาครู</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-us-local-government-organize-budget-for-teacher-scholarships/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 25 Dec 2021 03:43:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[UC]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[Mississippi Teacher Residency Program]]></category>
		<category><![CDATA[University of Rhode Island]]></category>
		<category><![CDATA[URI]]></category>
		<category><![CDATA[University of Connecticut]]></category>
		<category><![CDATA[Valerie Maier-Speredelozzi]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=49863</guid>

					<description><![CDATA[<p>รัฐบาลท้องถิ่นในรัฐมิสซิสซิปปีของสหรัฐฯ จัดสรรงบเกือบ 1 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-us-local-government-organize-budget-for-teacher-scholarships/">รัฐบาลท้องถิ่นสหรัฐฯ จัดงบให้ทุนการศึกษาครู</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>รัฐบาลท้องถิ่นในรัฐมิสซิสซิปปีของสหรัฐฯ จัดสรรงบเกือบ 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเป็นทุนการศึกษาแก่บรรดาครู โดยมอบให้กับทางมหาวิทยาลัยในพื้นที่ 5 แห่ง โดยครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมดตลอดหลักสูตรการศึกษา ตั้งเป้าสร้างบุคลากรครูคุณภาพ แก้ปัญหาขาดแคลนครูในระยะยาว</strong></p>



<p>สำนักข่าวเอพีรายงานว่า รัฐบาลท้องถิ่นของรัฐมิสซิสซิปปีได้จัดสรรทุนเกือบ 10 ล้านเหรียญสหรัฐ ให้กับมหาวิทยาลัยรัฐ 5 แห่งภายใต้โครงการ “Mississippi Teacher Residency Program” หรือครูท้องถิ่นมิสซิสซิปปี ซึ่งถือเป็นโครงการที่จัดทำขึ้นเพื่อพยายามแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรครูคุณภาพในระยะยาว หลังผลการสำรวจล่าสุดของกระทรวงศึกษาธิการสหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 21 สิงหาคม – 11 ตุลาคม ที่ผ่านมา พบว่า โดรงเรียนรัฐในรัฐมิสซิสซิปปียังขาดครูมืออาชีพอยู่มากถึง 3,036 ตำแหน่ง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-411e99"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/12/20-แปล-จัดงบให้ทุนการศึกษาครู-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>สำหรับการให้ทุนในครั้งนี้จะครอบคลุมตั้งแต่ค่าเล่าเรียน ค่าเทอม และค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างเรียน และเป็นจำนวนทุนที่เพียงพอสำหรับนักเรียนครูที่สนใจมากถึง 240 คน โดยเบื้องต้นจะให้เป็นทุนการศึกษาสำหรับหลักสูตรครูในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ซึ่งงบที่จัดสรรมานี้ จัดสรรมาจากเงินเยียวยาชาวอเมริกันที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 (American Rescue Plan) ที่รัฐบาลประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐฯ เป็นผู้จัดสรรให้กับรัฐบาลท้องถิ่นทั่วประเทศ</p>



<p>สำหรับมหาวิทยาลัยทั้ง 5 แห่งที่ได้รับทุนสนับสนุนการศึกษาครูวิชาชีพครั้งนี้ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยรัฐเดลต้า (Delta State University) มหาวิทยาลัยรัฐแจ๊คสัน (Jackson State University) มหาวิทยาลัยรัฐมิสซิสซิปปี (Mississippi State University) มหาวิทยาลัยเซาเทิร์นมิสซิสซิปปี (University of Southern Mississippi) และมหาวิทยาลัยวิลเลียมแครีย์ (William Carey University)</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-363912"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/12/20-แปล-จัดงบให้ทุนการศึกษาครู-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ในส่วนของผู้สมัครที่ได้รับทุนจะได้รับเงินทุนการศึกษาแบบเต็มจำนวน ซึ่งรวมถึงค่าธรรมเนียมการสอบวัดระดับ ค่าหนังสือ และค่าจ้างที่ปรึกษา ขณะเดียวกันตัวเงินทุนยังรวมถึงค่าการฝึกสอน ค่าแนะแนว เงินสนับสนุนการสอบ และทุนส่งเสริมการพัฒนาทักษะทางวิชาชีพครู&nbsp; โดยผู้ที่สนใจเข้ารับทุนต้องลงนามให้คำมั่นที่จะยินดีสอนหนังสือกับกลุ่มเด็กยากจน กลุ่มเด็กชายขอบ กลุ่มเด็กจากชนกลุ่มน้อย และกลุ่มเด็กผู้พิการทุพพลภาพด้วยความเต็มใจ</p>



<p>นอกจากนี้ ในช่วงเดียวกัน มีรายงานว่าทางกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้จับมือร่วมกับมหาวิทยาลัยโรดไอแลนด์ (University of Rhode Island &#8211; URI) และมหาวิทยาลัยคอนเนตทิคัต (University of Connecticut &#8211; UC) ออกแบบหลักสูตรโปรแกรมด้านวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อให้การศึกษาและฝึกอบรมนักศึกษาในระดับปริญญาตรีที่สนใจจะเข้ามาทำงานรับใช้กองทัพเรือในด้านที่เกี่ยวกับงานด้านวิศวกรรมใต้ทะเล</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d5aa0f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/12/20-แปล-จัดงบให้ทุนการศึกษาครู-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>รายงานระบุว่า ทางกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้มอบทุนการศึกษามูลค่า 3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ให้กับมหาวิทยาลัยทั้งสองแห่ง เพื่อใช้เป็นทุนตั้งต้นในการออกแบบหลักสูตรระดับปริญญาตรีด้านวิศวกรรมใต้ทะเล (undersea engineering) โดยทางมหาวิทยาลัยโรดไอแลนด์เปิดเผยว่า ทุนสนับสนุนดังกล่าวได้นำไปพัฒนาและออกแบบหลักสูตรวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกองทัพเรือ ภายใต้ความร่วมมือจากกองทัพเรือสหรัฐฯ</p>



<p>ทั้งนี้ ตัวโครงการริเริ่มขึ้นในปี 2017 ด้วยทุนสนับสนุนเป็นระยะเวลา 3 ปี มูลค่ารวม 1.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อจัดตั้งโครงการร่วมในการเฟ้นหาและให้การสนับสนุนบุคลากรรุ่นใหม่ที่สนใจทำงานให้กับหน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับกองทัพเรือ ซึ่งทุนสนับสนุนดังกล่าวครอบคลุมโรงเรียนต่างๆ ที่ตั้งอยู่ในเขตการศึกษาคิงส์ตัน โรดไอแลนด์ และสตอร์ส คอนเนตทิคัต ตามลำดับ โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โรงเรียนเหล่านี้ได้มีการเปิดตัวหลักสูตรหลากหลายที่มุ่งเน้นการศึกษาในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ว่าด้วยเรื่องด้านการทหารเรือโดยเฉพาะ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1ad0fe"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/12/20-แปล-จัดงบให้ทุนการศึกษาครู-07.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>สำหรับทุนงวดใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาครั้งนี้ แถลงการณ์กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า จะนำไปใช้เพื่อส่งเสริมความคิดริเริ่มด้านการศึกษา การขยายงาน และการพัฒนาอาชีพ รวมถึงการขยายการเข้าถึงไปยังนักเรียนในหลักมัธยมศึกษาให้มีทางเลือกในหลักสูตรเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา รวมถึงการจัดสรรวิทยากรผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสูตรด้านวิศวกรรมศาสตร์ใต้ทะเลโดยเฉพาะ</p>



<p>“ทุนก้อนใหม่นี้จะช่วยให้เราสามารถขยายความร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัยชั้นนำในพื้นที่ โดยเป็นหลักสูตรที่เราร่วมสร้างและพัฒนาขึ้นเพื่อจัดทำงานด้านการวิจัย รวมถึงการจัดสรรเงินทุนให้กับหลักสูตรในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมด้านการศึกษาและการพัฒนาบุคลากรทั้งหมด” วาเลอรี ไมเออร์-สเปียร์เดโลซซี (Valerie Maier-Speredelozzi) ผู้อำนวยการร่วมโครงการ STEM กองทัพเรือกับมหาวิทยาลัยโรดไอแลนด์กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-734fff"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/12/20-แปล-จัดงบให้ทุนการศึกษาครู-06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ตัวแทนจากกองทัพเรือสหรัฐฯ ยังกล่าวต่อไปว่า อีกหนึ่งเป้าหมายของโครงการก็คือ ต้องการช่วยให้นักศึกษาระดับปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษาของสหรัฐฯ รู้ว่ามีโอกาสทางอาชีพอยู่ที่กองทัพเรือ และตอบโจทย์ความต้องการของกองทัพและบริษัทเอกชนที่เกี่ยวข้องกับทางกองทัพที่กำลังต้องการบุคลากรด้านวิศวกรรม การผลิต และเทคโนโลยี เพื่อกองทัพ</p>



<p>ทั้งนี้ พื้นที่ในแถบตอนใต้ของรัฐนิวอิงแลนด์ ถือเป็นแหล่งวัตถุดิบหลักในการจัดหาเรือดำน้ำและอุปกรณ์ชิ้นส่วนที่สำคัญให้กับทางกองทัพเรือสหรัฐฯ รวมถึงมีบริษัทหลายร้อยแห่งทำหน้าที่ผลิตและจัดหาเครื่องมือต่างๆ สำหรับการใช้งานในกองทัพเรือโดยเฉพาะ</p>



<p></p>



<p>ที่มา : </p>



<ul><li><a href="https://apnews.com/article/education-mississippi-jackson-fe18c7e11011bec0585c11bf7bd54cce" target="_blank" rel="noreferrer noopener" title="https://apnews.com/article/education-mississippi-jackson-fe18c7e11011bec0585c11bf7bd54cce">Universities receive $10 million to fund teacher education</a></li><li><a href="https://apnews.com/article/technology-science-education-navy-rhode-island-70ebbfa98d1652aabc141f213a1c988e" target="_blank" rel="noreferrer noopener" title="https://apnews.com/article/technology-science-education-navy-rhode-island-70ebbfa98d1652aabc141f213a1c988e">US Navy teams up with URI and UConn on engineering program</a></li></ul><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-us-local-government-organize-budget-for-teacher-scholarships/">รัฐบาลท้องถิ่นสหรัฐฯ จัดงบให้ทุนการศึกษาครู</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กุมารแพทย์ทั่วสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพจิตเด็ก</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-declare-kids-mental-health-a-national-emergency/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 23 Nov 2021 04:21:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[American Academy of Pediatrics]]></category>
		<category><![CDATA[AAP]]></category>
		<category><![CDATA[Dr. Lee Savio Beers]]></category>
		<category><![CDATA[Elena Mikalse]]></category>
		<category><![CDATA[Mary Karapetian Alvord]]></category>
		<category><![CDATA[Nekeshia Hammond]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=48186</guid>

					<description><![CDATA[<p>บรรดากุมารแพทย์พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญวัยรุ่นและนักจิตวิท [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-declare-kids-mental-health-a-national-emergency/">กุมารแพทย์ทั่วสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพจิตเด็ก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บรรดากุมารแพทย์พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญวัยรุ่นและนักจิตวิทยาเด็กและเยาวชนทั่วสหรัฐฯ ออกโรงเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม เฝ้าระวังสภาวะสุขภาพจิตของเด็กและวัยรุ่น หลังจากที่ผู้เยาว์เหล่านี้ต้องเผชิญกับความท้าทายด้านสุขภาพจิตที่ทวีความเลวร้ายเพราะผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19</strong></p>



<p>ทั้งนี้ แถลงการณ์ของสถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งอเมริกา หรือ American Academy of Pediatrics (AAP) ระบุว่า การระบาดของโควิด-19 เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ความสุขที่เด็กและเยาวชนควรได้รับตามวัยอย่างเหมาะสมหดหายหรือห่างหายไป ทำให้ปัญหาสุขภาพจิตของเด็กในวัยที่ค่อนข้างเปราะบางจากสิ่งเร้าและสภาพแวดล้อมภายนอกน่าเป็นห่วง โดยผลสำรวจล่าสุดพบว่า มีเด็กอเมริกันในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษามากกว่า 140,000 คนได้รับผลกระทบจากการที่ไม่สามารถไปโรงเรียนได้ในช่วงกว่า 1 ปีที่ผ่านมา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4bbf2c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/19-แปล-กุมารแพทย์ทั่วสหรัฐฯ-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเด็กระบุว่า การที่เด็กและเยาวชนในสหรัฐฯ จำนวนมากต้องแยกตัวออกจากสังคมและเพื่อนฝูง รวมถึงต้องพลาดจากการทำกิจกรรมสำคัญๆ ในวัยเรียนนับไม่ถ้วน ส่งผลให้เด็กหลายคนประสบปัญหาด้านสุขภาพจิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยปัญหาเบื้องต้นที่พบมากที่สุดก็คือ ความรู้สึกแปลกแยกและโดดเดี่ยว ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้นานเกินไปจะเสี่ยงให้เด็กมีอาการซึมเศร้า หรือเสี่ยงมีพฤติกรรมต่อต้านสังคมได้ในที่สุด</p>



<p>สำหรับแถลงการณ์ของ AAP ครั้งนี้ได้รับเสียงสนับสนุนจากสถาบันจิตเวชเด็กและวัยรุ่นอเมริกัน หรือ American Academy of Child and Adolescent Psychiatry (AACAP) และสมาคมโรงพยาบาลเด็ก หรือ Children&#8217;s Hospital Association (CHA) ซึ่งทั้ง 3 องค์กรมีสมาชิกกุมารแพทย์มากกว่า 77,000 คน ครอบคลุมโรงพยาบาลเด็กมากกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9af700"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/19-แปล-กุมารแพทย์ทั่วสหรัฐฯ-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดอกเตอร์ลี ซาวิโอ เบียร์ส (Dr. Lee Savio Beers) ประธานสมาคม AAP กล่าวว่า ความสนใจส่วนใหญ่เน้นไปที่ผลที่ตามมาต่อสุขภาพกาย จนหลงลืมหรือมองข้ามวิกฤตสุขภาพจิตที่ทวีความรุนแรงขึ้นในหมู่เด็กวัยรุ่น เนื่องจากต้องใช้ชีวิตอยู่แต่ในบ้านและไม่ได้เข้าสังคมพบปะเพื่อนๆ และร่วมทำกิจกรรมปกติที่นักเรียนควรจะได้ทำ</p>



<p>ด้านเอเลนา มิคาลเซน (Elena Mikalsen) หัวหน้าแผนกจิตวิทยาของโรงพยาบาลเด็กซาน อันโตนิโอ ในรัฐเท็กซัส กล่าวเสริมในประเด็นนี้ว่า โดยทั่วไปแล้วความสุขของเด็กๆ นั้นมาจากการได้เล่นหรือทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนๆ หากเราเอ่ยถามเด็กๆ ว่า ความสุขของพวกเขาคืออะไร 90% ของเด็กมักจะตอบว่า คือการได้อยู่กับเพื่อน “แต่การระบาดของโควิด-19 นั้นมาพรากสิ่งเหล่านี้ไป ทำให้เด็กๆ ต้องเรียนอยู่แต่กับหน้าจอ โดยไม่ได้ออกไปเล่นกับเพื่อนๆ เลย”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1d1921"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/19-แปล-กุมารแพทย์ทั่วสหรัฐฯ-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ความกังวลของผู้เชี่ยวชาญนั้นอาจจะเรียกได้ว่ามีมูล เพราะไม่นานนี้มีงานวิจัยเผยว่า การระบาดของโควิด-19 ซึ่งทำให้คนเราใช้ชีวิตตามปกติไม่ได้นั้น ส่งผลทางลบต่อสภาพอารมณ์และสุขภาพจิตของวัยรุ่นอเมริกันราว 1 ใน 3 ซึ่งปัญหานี้ถือว่าหนักหน่วงจนสถาบันจิตเวชเด็กและวัยรุ่นอเมริกัน หรือ American Academy of Child and Adolescent Psychiatry (AACAP) และองค์กรต่างๆ ที่ทำงานเกี่ยวกับสุขภาพจิตในเด็กต้องออกมาประกาศว่า ปัญหาสุขภาพจิตในเด็กและเยาวชนอเมริกากำลังเข้าขั้น “สภาวะฉุกเฉินระดับชาติ” แล้ว</p>



<p>ทั้งนี้ นิรมิตา ปานชาล (Nirmita Panchal) นักวิเคราะห์นโยบายอาวุโสจากมูลนิธิไคเซอร์ แฟมิลี่ (Kaiser Family Foundation หรือ KFF) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ทำงานประเด็นด้านสุขภาพในสหรัฐฯ ได้เผยว่า เด็กและเยาวชนอเมริกากำลังเผชิญกับภาวะตื่นตระหนก ซึมเศร้า และความเครียดที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้พ่อแม่ผู้ปกครองหลายครัวเรือนได้แจ้งว่า บุตรหลานของตนไม่สามารถกินอาหารหรือนอนหลับพักผ่อนได้ตามปกติ หรืออยู่ในอาการกินไม่ได้นอนไม่หลับ แถมบางรายยังมีอาการตื่นกลัว หงุดหงิด หรือติดพ่อแม่มากเกินไปร่วมด้วย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-39e17b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/19-แปล-กุมารแพทย์ทั่วสหรัฐฯ-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ขณะเดียวกัน ปานชาลยังได้กล่าวถึงรายงานอีกฉบับที่เจ้าตัวได้มีโอกาสจัดทำ โดยงานชิ้นนั้นบ่งชี้ว่า 8% ของเด็กที่มีอายุระหว่าง 3 &#8211; 17 ปีนั้น กำลังประสบภาวะตื่นตระหนกตกใจกลัวอยู่ ขณะที่สัดส่วนของเด็กที่มีอายุ 12 &#8211; 17 ปีที่มีปัญหาแบบเดียวกันเพิ่มขึ้นเป็น 13%</p>



<p>“ช่วงที่โควิด-19 ระบาด ชีวิตเด็กๆ ก็ได้รับผลกระทบไม่ต่างจากผู้ใหญ่ เด็กๆ ไม่ได้ไปเรียนเพราะโรงเรียนปิด ที่บ้านอาจมีปัญหาการเงิน เด็กบางคนอาจสูญเสียคนในครอบครัวหรือคนที่รักไป หรือไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้เด็กต้องเผชิญกับภาวะปัญหาสุขภาพจิตที่รุนแรงขึ้น” ปานชาล นักวิเคราะห์นโยบายอาวุโสจากมูลนิธิ ไคเซอร์ แฟมิลี่ กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a49939"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/19-แปล-กุมารแพทย์ทั่วสหรัฐฯ-06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ทั้งนี้ รายงานของ AAP ยังพบอีกว่า ในช่วงระหว่างปี 2010 &#8211; 2020 อัตราการป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับสุขภาพจิตและอัตราการฆ่าตัวตายในเด็กนั้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และวิกฤตการระบาดของโควิด-19 ก็ทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายมากขึ้น พิสูจน์ได้จากตัวเลขผู้ป่วยเด็กหรือผู้เยาว์ที่เข้ารับการรักษาที่แผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลเพราะปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิตที่พุ่งสูงอย่างรวดเร็ว</p>



<p>ด้านแมรี คาราพีเทียน อัลวอร์ด (Mary Karapetian Alvord) นักจิตวิทยาจากรัฐแมริแลนด์ และเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน กล่าวว่า การต้องใช้ชีวิตในสภาวะไม่แน่นอนอันเป็นผลจากโรคระบาด รวมถึงการไม่ได้ไปโรงเรียนเลย ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เด็กและเยาวชนจำนวนมากรู้สึกโศกเศร้า ยิ่งในเด็กมัธยมปลายยิ่งกระทบความรู้สึกหนักหน่วง เพราะพวกเขาต้องพลาดการเข้าร่วมกิจกรรมสนุกๆ ในรั้วโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นการเข้าชมรม เล่นกีฬา จัดงานเลี้ยงรุ่น ร่วมพิธีจบการศึกษา หรือกิจกรรมพบปะสังสรรค์อื่นๆ ที่ปกติวัยรุ่นทำกัน การระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลให้วัยรุ่นจำนวนมากไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างที่ควร ส่งผลให้พวกเขาเศร้าโศก รู้สึกสูญเสีย เผชิญภาวะไม่แน่นอน และมีความตื่นตระหนกเพิ่มพูนขึ้น แถมภาวะหยุดนิ่งยังทำให้พวกเขารู้สึกว่าชีวิตไม่ได้เรียนรู้อะไรและไม่ได้เติบโตก้าวไปข้างหน้าเลย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b59a74"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/19-แปล-กุมารแพทย์ทั่วสหรัฐฯ-07.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญยังพบอีกว่า แม้ปัญหาส่วนหนึ่งจะเกิดจากการขาดโอกาสเข้าเรียนและเจอเพื่อนๆ แต่การเร่งให้กลับมาเปิดโรงเรียนได้อีกครั้งก็ไม่ใช่หนทางแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องเสียทีเดียว แถมการกลับมาเปิดชั้นเรียนกลับทำให้เด็กหลายคนเกิดอาการตื่นกลัวด้วยเช่นกัน</p>



<p>“เด็กบางส่วนอาจกังวลที่จะกลับมาโรงเรียนเพราะกลัวติดเชื้อโควิด-19 ขณะที่บางส่วนอาจไม่แน่ใจว่าจะปรับตัวได้ ความกังวลเหล่านี้ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าหรือตื่นกลัวได้” เนคีเชีย แฮมมอนด์ (Nekeshia Hammond) อดีตประธานสมาคมจิตวิทยาฟลอริดา (Florida Psychological Association) ให้ข้อมูล</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-aa7d1a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/19-แปล-กุมารแพทย์ทั่วสหรัฐฯ-09.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>รายงานระบุว่าสถานการณ์การระบาดใหญ่ของโควิด-19 ทำให้เด็กๆ ส่วนใหญ่เกิดความรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ ที่ต้องเผชิญกับการสูญเสียผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลตนเองอย่างพ่อ แม่ ญาติผู้ใหญ่ หรือผู้ที่รับผิดชอบเลี้ยงดูตนจากไปเพราะโควิด19 อนึ่ง การสำรวจเมื่อไม่นานมานี้ชี้ว่า มีมากกว่า 1 แสนคน ยิ่งไปกว่านั้น รายงานยังพบว่าเด็กอเมริกันจากครอบครัวคนผิวสี หรือกลุ่มคนที่ไม่ใช่คนผิวขาวในสหรัฐฯ นั้น ได้รับผลกระทบจากการสูญเสียเพราะโควิดรุนแรงกว่าเด็กผิวขาวมาก เพราะการสูญเสียบุคคลที่รักของเด็กผิวสียังหมายความถึงการสูญเสียสถานะทางการเงิน สังคม และเศรษฐกิจอีกทางหนึ่งด้วย</p>



<p>การออกแถลงการณ์ของสถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งอเมริกา หรือ American Academy of Pediatrics (AAP) ในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลกลางสหรัฐฯ จัดสรรงบประมาณมาช่วยดูแลปัญหาด้านสุขภาพจิตอย่างจริงจัง ครอบคลุมตั้งแต่ในส่วนของการคัดกรองไปจนถึงการรักษา สำหรับเด็กๆ ที่มีอายุตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงวัยรุ่น โดยเน้นให้การช่วยเหลือกลุ่มเด็กที่มาจากครอบครัวยากจนและด้อยโอกาสก่อนนั่นเอง</p>



<p></p>



<p><strong>ที่มา :</strong> <br>• <a href="https://publications.aap.org/aapnews/news/17718?autologincheck=redirected" target="_blank" rel="noreferrer noopener" title="https://publications.aap.org/aapnews/news/17718?autologincheck=redirected">AAP, AACAP, CHA declare national emergency in children’s mental health</a><br>• <a href="https://www.voanews.com/a/how-covid-19-stole-children-s-joy-sparking-a-mental-health-emergency-/6297126.html" title="https://www.voanews.com/a/how-covid-19-stole-children-s-joy-sparking-a-mental-health-emergency-/6297126.html" target="_blank" rel="noreferrer noopener">How COVID-19 Stole ‘Children’s Joy,’ Sparking a Mental Health Emergency</a><br>• <a href="https://www.usnews.com/news/health-news/articles/2021-10-19/us-pediatricians-psychiatrists-declare-emergency-in-child-mental-health" title="https://www.usnews.com/news/health-news/articles/2021-10-19/us-pediatricians-psychiatrists-declare-emergency-in-child-mental-health" target="_blank" rel="noreferrer noopener">U.S. Pediatricians, Psychiatrists Declare &#8216;Emergency&#8217; in Child Mental Health</a><br>• <a href="https://abcnews4.com/news/local/national-emergency-in-child-mental-health-declared-by-several-pediatric-health-groups-wciv" title="https://abcnews4.com/news/local/national-emergency-in-child-mental-health-declared-by-several-pediatric-health-groups-wciv" target="_blank" rel="noreferrer noopener">National emergency in child mental health declared by several pediatric health groups</a><br>• <a href="https://www.kshb.com/news/local-news/american-academy-of-pediatrics-declares-national-emergency-in-children-and-teen-mental-health" title="https://www.kshb.com/news/local-news/american-academy-of-pediatrics-declares-national-emergency-in-children-and-teen-mental-health" target="_blank" rel="noreferrer noopener">American Academy of Pediatrics declares national emergency in child, teen mental health</a><br>• <a href="https://www.everydayhealth.com/emotional-health/pediatricians-declare-kids-mental-health-a-national-emergency/" target="_blank" rel="noreferrer noopener" title="https://www.everydayhealth.com/emotional-health/pediatricians-declare-kids-mental-health-a-national-emergency/">Pediatricians Declare Kids’ Mental Health a National Emergency</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-declare-kids-mental-health-a-national-emergency/">กุมารแพทย์ทั่วสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพจิตเด็ก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
