<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>โรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a1/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 18 Dec 2023 11:44:27 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>โรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>กสศ. ActionAid และเครือข่ายโรงเรียนเล็กทั่วประเทศ ยื่นข้อเสนอ เปลี่ยนสูตรจัดสรรงบ ลดเหลื่อมล้ำ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-181223/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 18 Dec 2023 11:44:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ศุภโชค ปิยะสันต์]]></category>
		<category><![CDATA[สหภาพยุโรป]]></category>
		<category><![CDATA[เทวินฏฐ์ อัครศิลาชัย]]></category>
		<category><![CDATA[สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย]]></category>
		<category><![CDATA[พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ]]></category>
		<category><![CDATA[ActionAid]]></category>
		<category><![CDATA[สมาคมไทบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[เครือข่ายโรงเรียนปลายทางครูรักษ์ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[Access School]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=75468</guid>

					<description><![CDATA[<p>วันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม 2566 ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กอง [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-181223/">กสศ. ActionAid และเครือข่ายโรงเรียนเล็กทั่วประเทศ ยื่นข้อเสนอ เปลี่ยนสูตรจัดสรรงบ ลดเหลื่อมล้ำ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>วันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม 2566 ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) ร่วมกับ สหภาพยุโรป มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย สมาคมไทบ้าน เครือข่ายโรงเรียนปลายทางครูรักษ์ถิ่น ชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงและห่างไกล จัดเวทีขับเคลื่อนนโยบาย“ยกระดับคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก ห่างไกล ความเสมอภาคที่เป็นจริงได้” ณ ห้อง Grand hall 1 โรงแรมรามา การ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร</p>



<p>โดยมีผู้อำนวยการ ครูจากโรงเรียนขนาดเล็กทั่วประเทศเข้าร่วม กว่า 100  แห่ง เพื่อยื่นข้อเสนอทางออกการแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กเพื่อเพิ่มคุณภาพการศึกษาให้แก่โรงเรียนขนาดเล็กซึ่งมีราว เกือบ50 % ของโรงเรียนทั้งประเทศ ครอบคลุมผู้เรียนเกือบ 1 ล้านคน  โดยมีพลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ร่วมรับฟังตลอดระยะเวลา 3 ชั่วโมง และรับข้อเสนอจากเครือข่ายไปทำงานต่อตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9d70ad"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/1218_ข่าวโรงเรียนเล็ก_PHOTO1-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>พลตำรวจเอกเพิ่มพูน กล่าวว่า มาร่วมงานนี้ เพื่อที่จะมารับฟังปัญหาจากทุกฝ่าย ซึ่งทราบดีว่า ครูและหน่วยงานต่างๆ ที่เข้ามาร่วมงาน มีความตั้งใจ ที่จะช่วยสร้างแนวทางที่จะให้โรงเรียนและชุมชนมีความเข้มแข็ง สามารถปรับตัว ได้อย่างเท่าทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้ ซึ่งเป็นแนวคิดที่สอดคล้อง กับนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของกระทรวงศึกษาธิการ</p>



<p>“ผมเชื่อว่าครูคือหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ และผมยึดหลักว่า จะต้องไม่เป็นน้ำเต็มแก้ว จึงเดินทางมาที่นี่เพื่อที่จะมารับฟังว่า แต่ละฝ่ายจะเสนอให้ปรับปรุงอะไร มีทรัพยากรอะไรที่กระทรวงศึกษาธิการจะช่วยโรงเรียนขนาดเล็กในแต่ละพื้นที่ได้ ผมจะไม่ใช่ผู้ที่มีบทบาทไปเปลี่ยนแปลงอะไร เพราะบทบาทการเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ เป็นหน้าที่ของพวกท่าน เป็นหน้าที่ของครูจากพื้นที่ต่างๆ ที่จะช่วยกันเสนอแนวทางแก้ปัญหานี้&nbsp; แต่สิ่งที่ผมอยากเห็น คืออยากให้ครูมีหัวใจ ช่วยเด็กๆ ให้มีความรู้ มีคุณธรรม</p>



<p><strong>สิ่งที่อยากเห็นจากการจัดงานนี้ คือ ขอให้ กสศ. สรุปประเด็นสำคัญจากการวิจัยและเวทีวันนี้ สะท้อนทั้งปัญหาและทางออกมาให้กระทรวงศึกษาธิการนำมาพิจารณาและนำไปช่วยกันทำงาน” พลตำรวจเอกเพิ่มพูนกล่าว</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c4e44c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/1218_ข่าวโรงเรียนเล็ก_PHOTO2.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption"><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท</strong> ผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท</strong> ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) กล่าวถึงประเด็นข้อเสนอนโยบาย ว่า มีข้อเสนอนโยบาย 4 ประเด็น  สำหรับโรงเรียนขนาดเล็กที่เรียกว่า Stand Aloneหรือ protected school ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็กบนเกาะ บนดอย ไม่สามารถยุบและควบรวมได้ตามมติคณะรัฐมนตรี เนื่องจากในรัศมี 6 กิโลเมตร ไม่มีโรงเรียนอื่นในประเทศมีประมาณ 1,500 แห่ง บางโรงเรียนอยู่ในพื้นที่ อุทยานแห่งชาติ /เขตป่าสงวนต้องการการดูแลสนับสนุน โรงเรียนเหล่านี้เป็นความหวังเดียวในพื้นที่นั้นที่จะมีการศึกษา  ถ้าเราสามารถสนับสนุนให้โรงเรียนเหล่านี้จัดการศึกษาต่อไปได้ ความหวังก็จะยังมีอยู่ในชุมชน  </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e5fc5a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/1-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>1.เรื่องคน</strong>  </p>



<p>ปัญหาที่ครูไม่ครบชั้น ไม่ครบสาระวิชา เป็นปัญหาเรื้อรังเป็นปัญหาที่โรงเรียนเหล่านี้ไม่มีบุคลากรที่ยืนระยะอยู่ได้ อย่างเต็มที่ กสศ.ทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอุมศึกษาฯ พัฒนาโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น เฟ้นหาครูจากพื้นที่ ผู้ที่อยากเป็นครูของชุมชน ให้มาเรียนเป็นครู และกลับไปบรรจุในพื้นที่ ปัญหาการโยกย้ายก็จะไม่เกิดขึ้น นี่เป็นครั้งแรกที่สถาบันผลิตและพัฒนาครู 19 แห่งทั่วประเทศ ร่วมกันพัฒนาเรื่องนี้ และ หลังจากครูรัก(ษ์)ถิ่นบรรจุ สถาบันอุดมศึกษาทั้ง 19 แห่งจะติดตามเพื่อสนับสนุนครูเหล่านี้ในชุมชนต่อไปอีก 6 ปี เป็นการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในเรื่องของคน ที่ภาคอุดมศึกษาเข้ามาสนับสนุนการศึกษาขั้นพื้นฐานตรงนี้ได้เพิ่มขึ้น</p>



<p>ในปีการศึกษา 2567 จะมีครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นแรกจำนวน 327 คน กระจายตัวไปยังโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร จำนวน 284 แห่ง ใน 224 ตำบล 44 จังหวัดทั่วทุกภูมิภาค ในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า จะสามารถผลิตครูรัก(ษ์)ถิ่นได้ 1,500 คน จากนี้กสศ. จะทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขยายให้ครอบคลุมการผลิตครูในสาขาที่ขาดแคลนในประเทศ เช่น ครูการศึกษาพิเศษ </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-98546a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/5-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p><strong>2.งบประมาณ</strong> </p>



<p>เมื่อเราผูกทุกอย่างไปกับจำนวนเด็ก ทำให้งบประมาณที่แต่ละโรงเรียนได้รับ ไม่สอดคล้องต่อบริบทของโรงเรียนขนาดเล็ก สูตรจัดสรรงบประมาณต้องปรับเปลี่ยน ทำให้สูตรนั้นนอกจากคำนวณตามหัวหรือจำนวนเด็ก แต่ต้องมีเรื่องระยะทาง ความห่างไกล ชดเชยความทุรกันดารด้วย จะทำให้ทรัพยากรไปที่โรงเรียนสามารถเปลี่ยนแปลงได้ กระทรวงศึกษาอาจจะไม่ต้องใช้เงินเพิ่มแม้แต่บาทเดียว เพราะถ้าสูตรเปลี่ยน จะขยับเงินจากโรงเรียนขนาดใหญ่ ที่ได้เงินรายหัวเกินกว่าความจำเป็นที่ต้องมี หมุนไปสู่โรงเรียนขนาดเล็กได้  ด้วยการปรับสูตรเช่นนี้ เงินไม่ต้องเพิ่ม แต่เราจะลดความเหลื่อมล้ำในการจัดสรรทรัพยากรการศึกษาภายในระยะเวลา 1 ปีงบประมาณก็ทำได้แล้ว สูตรนี้มีตัวอย่าง กสศ. ทำงานวิจัยกับหลายหน่วยงาน เช่น กสศ.เตรียมสูตร Equity-based budgeting ร่วมกับคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สามารถสนับสนุนสูตรนี้ให้กระทรวงศึกษา และสำนักงบประมาณได้ว่า ถ้าเป็นโรงเรียนที่มีความต้องการพิเศษ โรงเรียนห่างไกลทุรกันดาร จะต้องใช้สูตรจัดสรรงบประมาณอย่างไร  </p>



<p>นอกจากการปรับสูตรเงินอุดหนุนรายหัวแล้ว ยังมีสูตรงบประมาณในเรื่องของเงินลงทุน กสศ.มีการทำงานวิจัยกับธนาคารโลก เรียกว่า Fundamental School Quality Level: FSQL และใช้เงินบริจาคในการอัพเกรดโรงเรียน ตอนนี้ทำแล้วที่ราชบุรี เพื่อให้โรงเรียนสามารถอัพเกรดด้วยสูตรใหม่ สูตรนี้จะมีมาตรฐานคุณภาพขั้นต่ำ โครงสร้างอาคาร บุคลากร การจัดการเรียนการนสอน ด้วยสูตรนี้ งบลงทุนด้านการศึกษา สามารถจัดสรรให้โรงเรียนสามารถมีทรัพยากรเพียงพอ ในการจัดการเรียนการสอนได้อย่างเสมอภาค และมีคุณภาพได้  มีโครงสร้างพื้นฐานภายในโรงเรียนที่ดี และมีครูที่เพียงพอต่อนักเรียน</p>



<p>ข้อเสนอการปฏิรูปการจัดสรรงบประมาณ ทั้งสองข้อนี้  ครอบคลุมงบประมาณส่วนใหญ่ของกระทรวงศึกษาธิการเกือบทั้งหมด กว่า 80-90%  ทั้งเรื่องของคน 60% เรื่องเงินอุดหนุนอีก 10%  อีก 10% คือเรื่องของเงินลงทุน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c465c7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/7.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>3.นวัตกรรมการเรียนการสอน</strong></p>



<p>โรงเรียนขนาดเล็ก จะคาดหวังให้มีครูครบชั้นในระยะเวลาอันสั้นคงเป็นไปไม่ได้ยาก จำเป็นต้องมีนวตักรรมที่เรียกว่า Multi-age classroom เด็กไม่จำเป็นต้องอายุเท่ากันที่จะเรียนในชั้นเรียนเดียวกันได้ อาจจะผสมเด็กช่วงวัย 6-9 ขวบ อยู่ในห้องเรียนเดียวกัน และครูสามารถมีนวัตกรรมการสอนคละชั้น หลายประเทศที่มีภาวะทุรกันดารห่างไกล เช่น นิวซีแลนด์ใช้กระบวนการนี้มาหลายสิบปีแล้ว ทุกคณะศึกษาศาสตร์ ครุศาสตร์ ต้องสอนให้ครูสามารถสอน Multi-age classroom เป็น</p>



<p>นอกจากนี้ต้องมีการสนับสนุนการใช้เทคโนโลยี เข้ามาส่งเสริมให้ครู ผู้เรียนสามารถใช้การเรียนการสอน กับเทคโนโลยีปัจจุบันได้ อินเทอร์เน็ต แล็ปท็อป เชื่อมโยงโลกเราทั้งใบเข้าไปอยู่ในห้องเรียนนี้ได้ จะทำให้ห้องเรียนสามารถเป็น smart classroom ในอนาคตได้  ยังมีนวัตกรรมอีกมากมายที่จะทำตรงนี้ได้</p>



<p></p>



<p><strong>4.การเชื่อมโยงชุมชน</strong>  </p>



<p>ปวงชนเพื่อการศึกษา all for education เช่นเดียวกับนโยบายรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ  จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน ความฝันของชุมชนคือ อยากให้ลูกหลานมีการเรียนรู้ที่ดี เป็นอนาคตของพื้นที่ ของชุมชน เราต้องชวนชุมชนให้มีส่วนร่วม จัดการศึกษาในโรงเรียนตั้งแต่วันนี้ ทำอย่างไรให้ภาคเอกชน ผู้นำท้องถิ่น ปราชญชาวบ้าน ซึ่งมีตัวอย่างที่ราชบุรีรวมถึงจังหวัดอื่นๆ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-24d2a8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/8.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>สำหรับโรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่ใช่ protected school ถ้าเราอยากจะเห็นผลลัพธ์ที่แตกต่างเราควรมาร่วมกันเปลี่ยนโจทย์โรงเรียนขนาดเล็กเพื่อเปลี่ยนอนาคตของโรงเรียนกลุ่มนี้ เช่น เป็นเรื่องปฏิเสธไม่ได้ ว่าคนไทยไม่ว่าช่วงวัยไหนไม่ควรหยุดพัฒนา สามารถพัฒนาได้ตลอดเวลา คนในชุมชน เด็กปฐมวัย ผู้สูงอายุ วัยแรงงาน ล้วนได้ประโยชน์จากการพัฒนาตนเองที่โรงเรียน เราอาจเปลี่ยนโรงเรียนเล็ก เป็นศูนย์เรียนรู้ตลอดชีวิต พัฒนาทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ ทุกช่วงวัย สอดคล้องกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต พ.ศ.2566 ที่ สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ กำลังมีการขยายพื้นที่การทำงาน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-eb8100"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/10-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ถ้าเปลี่ยนได้เป็นการจัดการเรียนรู้ทุกช่วงวัย หลายหน่วยงานจะเข้ามาสนับสนุนโรงเรียนได้ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงแรงงาน กระทรวงการอุดมศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย จะร่วมต่อท่อให้ทรัพยากรเหล่านี้เข้ามาอยู่ที่โรงรียนได้ เพื่อให้โรงเรียนได้รับการดูแล พัฒนา เป็นพื้นที่เรียนรู้ของชุมชนได้ อย่างแท้จริงยั่งยืน ผู้ปฏิบัติหน้าที่ก็ปรับเปลี่ยนโจทย์นอกจากจัดการเรียนการสอนให้แก่เด็กแล้ว สามารถทำในภารกิจอื่นได้เช่นกัน</p>



<p>ผู้จัดการ กสศ.กล่าวว่า นอกเหนือจากปรับโจทย์คือการปรับระเบียบ ตนเองลงพื้นที่หลายปี ผู้นำท้องถิ่น เช่น นายก อบจ. นายกเทศบาล อยากจะจัดสรรเงินท้องถิ่น มาให้โรงเรียนแต่ติดเงื่อนไข ที่สตง.ตรวจ และจะให้คืนเงิน ผอ.หลายท่าน ก็ทำการบ้าน ต้องทำหนังสือจากผอ.รร. ถึงเลขาสพฐ. เพื่อยืนยันว่าไม่มีงบประมาณจากสพฐ. ใดใดแล้วจริงๆ ที่จะมาดูแลโรงเรียนเหล่านี้ และให้ตอบกลับมาเพื่อให้นายกเทศมนตรีใช้ในการตั้งงบประมาณ วงจรนี้หลายปีกว่าจะเสร็จ ถ้าสามารถปรับระเบียบ กติกาที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะกระทรวงแรงงาน กระทรวงการอุดมศึกษา กระทรวงมหาดไทย สามารถจัดสรรงบประมาณสนับสนุนตรงนี้มาที่โรงเรียนได้ จะมีทรัพยากรอีกมากมาย มาที่สถานศึกษาขนาดเล็กได้ในอนาคต</p>



<p>ทั้งหมดคือข้อเสนอของกสศ. กลั่นจากหน่วยงานทั้งระดับพื้นที่และรดับประทศ และระดับนานาชาติ เพื่อสนับสนุนให้อนาคตของโรงเรียนขนาดเล็ก ไม่ว่าจะเป็น protected school  หรือ non protected school สามารถที่จะมีความยั่งยืนและเป็นของชุมชนอย่างแท้จริง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2f7c4c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/1218_ข่าวโรงเรียนเล็ก_PHOTO8.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายเทวินฏฐ์ อัครศิลาชัย ผู้ประสานงาน Access School</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นายเทวินฏฐ์ อัครศิลาชัย ผู้ประสานงานโครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพ (Access School) กล่าวว่า การทำงานที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่า ชุมชนบางแห่งสามารถนำปัญหาที่เกิดขึ้นมาเปลี่ยนเป็นโอกาสในการสร้างองค์ความรู้ ที่นำไปใช้กับชุมชนได้จริง และพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการจัดการศึกษา เป็นเรื่องของทุกคน เป็นเรื่องของทุกภาคส่วน และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชน เข้ามาสนับสนุนโรงเรียนขนาดเล็กให้อยู่ได้</p>



<p>“จากการทำงาน เพื่อดูแลโรงเรียนขนาดเล็ก ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาพบว่า สิ่งที่เป็นยาขมมากสำหรับ การแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก คือเรื่องของการ จัดสรรงบประมาณรายหัว เราเคยเสนอว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะเปลี่ยนจาก จัดสรรงบประมาณรายหัว เป็นการจัดสรรงบประมาณเชิงพื้นที่ และควรจะปลดล็อคระเบียบ บางอย่าง เช่นเรื่องครูฝึกสอน ซึ่งพบว่าโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งมีครูสอนคละชั้น คละวิชา ไม่สามารถรับครูฝึกสอนที่ไม่มีครูพี่เลี้ยงเด็ก หรือครูที่มีวิชาเอกไม่ตรงกันมาช่วยสอนได้  รวมถึงปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กหลายแห่ง ที่อยากถ่ายโอนไปให้กับท้องถิ่น แต่ก็ติดกับระเบียบที่ทำให้ดำเนินการได้ยาก”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9a28a6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/1218_ข่าวโรงเรียนเล็ก_PHOTO9.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ศุภโชค ปิยะสันต์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดร.ศุภโชค ปิยะสันต์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย และที่ปรึกษาเครือข่ายชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการดูแลโรงเรียนขนาดเล็ก คือการทำให้โรงเรียนกับชุมชนเป็นเรื่องเดียวกัน มุมมองของการศึกษาในอนาคต คือเรื่องของการเรียนรู้ตลอดชีวิต การจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก จึงต้องมองมากกว่าเรื่องของตัวเด็กนักเรียน โรงเรียนอาจจะต้องมีบทบาทในการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาชุมชน ชุมชนสร้างโรงเรียนโรงเรียนก็ต้องสร้างชุมชน หากเปลี่ยนความคิดได้ว่าการมีโรงเรียนขนาดเล็กไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ไม่ใช่เรื่องการลดคุณภาพการศึกษา แต่เป็นเครื่องมือของรัฐที่จะใช้เจ้าหน้าที่ของรัฐในพื้นที่เพื่อพัฒนาชุมชน หากเราทำโรงเรียนขนาดเล็ก ให้เป็นโรงเรียนที่มีคุณภาพของชุมชน สิ่งที่ทำก็จะกลายเป็นโอกาสหนึ่งของการพัฒนาประเทศ</p>



<p>โรงเรียนขนาดเล็กจะกลายเป็นเครื่องมือหนึ่ง ที่จะช่วยให้ชุมชนเติบโต รัฐมีเครื่องมือหนึ่ง ก็คือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ซึ่งใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด มีผู้แทนของประชาชนเข้าไปทำงานและมีงบประมาณ ในการจัดการปัญหาพัฒนาพื้นที่ หากเปิดโอกาสด้วยการปลดล็อค หรือกฎระเบียบบางอย่าง ให้หน่วยงานนี้เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาโรงเรียน</p>



<p>“ปัจจุบันนี้ อบต. ติดระเบียบบางอย่างที่ ทำให้ไม่สามารถช่วยเหลือโรงเรียนขนาดเล็กได้ แม้จะเห็นว่าโรงเรียนถูกพายุพัดหลังคา หายไปต่อหน้าต่อตาก็ไม่สามารถซื้อกระเบื้องมาเปลี่ยนให้โรงเรียนได้ เพราะติดอยู่กับระเบียบที่ว่า คนละหน่วยงานกันไม่สามารถช่วยเหลือกันได้  ควรจะหาวิธีปลดล็อคกฎระเบียบให้ท้องถิ่นเข้ามาช่วยเหลือโรงเรียนขนาดเล็กได้ จะทำให้ชุมชนอีกหลายแห่งอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข” ดร.ศุภโชคกล่าว</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-181223/">กสศ. ActionAid และเครือข่ายโรงเรียนเล็กทั่วประเทศ ยื่นข้อเสนอ เปลี่ยนสูตรจัดสรรงบ ลดเหลื่อมล้ำ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. และภาคีเครือข่าย ‘ผ่างบการศึกษาไทย’ ฉายภาพความเหลื่อมล้ำ ‘เท่ากันแต่ไม่เท่าเทียม’</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-020623/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 02 Jun 2023 07:49:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ศุภโชค ปิยะสันต์]]></category>
		<category><![CDATA[ผ่างบการศึกษาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เท่ากันแต่ไม่เท่าเทียม]]></category>
		<category><![CDATA[ขบวนเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ครั้งที่ 1]]></category>
		<category><![CDATA[ปฏิรูปงบแก้เหลื่อมล้ำ เพื่อเด็กและโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล]]></category>
		<category><![CDATA[Public Policy Move #1]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อารี อิ่มสมบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[ชัยศักดิ์ ภูมูล]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านกองม่องทะ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ชัยนนท์ นิลพัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[ประยูร สุธาบูรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการเตรียมความพร้อมพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล เพื่อผลิตครูรุ่นใหม่ ภาคกลาง/ตะวันออก/ตะวันตก]]></category>
		<category><![CDATA[ดนัยวัฒน์ มณี]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านปางมะหัน]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=68180</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2566 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางกา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-020623/">กสศ. และภาคีเครือข่าย ‘ผ่างบการศึกษาไทย’ ฉายภาพความเหลื่อมล้ำ ‘เท่ากันแต่ไม่เท่าเทียม’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2566 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พร้อมด้วยเครือข่ายชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร เครือข่ายโรงเรียนปลายทางโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มูลนิธิกระจกเงา และภาคีเครือข่าย เปิดวงเสวนา<strong>ขบวนเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ครั้งที่ 1 หรือ Public Policy Move #1 ในหัวข้อ ‘ปฏิรูปงบแก้เหลื่อมล้ำ เพื่อเด็กและโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล’</strong> ณ โรงเรียนบ้านซองกาเรีย อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนและข้อเสนอจากคนในพื้นที่ โดยเฉพาะปัญหาการจัดสรรงบประมาณที่เท่ากันทั้งประเทศ แต่กลับทำให้เกิดช่องว่างความเหลื่อมถ่างกว้างยิ่งขึ้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-47b1de"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/15กสศ.-และภาคีเครือข่าย-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>วงเสวนาเริ่มต้นจาก <strong>ดร.อารี อิ่มสมบัติ นักวิชาการอาวุโส สำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กสศ.</strong> ที่ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำส่วนหนึ่งเกิดจากการจัดสรรงบประมาณที่ไม่เป็นธรรมต่อโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล เนื่องจากรัฐใช้วิธีเหมาจ่ายแบบรายหัว กล่าวคือ โรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีเด็กจำนวนมากจะได้รับงบโดยรวมเป็นจำนวนมาก แต่หากเป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่มีจำนวนเด็กไม่เกิน 120 คน ก็จะได้รับงบประมาณที่ลดหลั่นลงไปตามสัดส่วนนักเรียน รวมถึงอุปกรณ์การเรียนและสาธารณูปโภคต่าง ๆ ก็ย่อมน้อยลงไปด้วยเช่นกัน </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-beb2c4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/15กสศ.-และภาคีเครือข่าย-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.อารี</strong> ยกข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ณ วันที่ 10 มิถุนายน 2564 พบว่า ประเทศไทยมีโรงเรียนสังกัด สพฐ. 29,117 แห่งทั่วประเทศ เป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนไม่เกิน 120 คน จำนวน 14,660 แห่ง หรือคิดเป็น 50.35 เปอร์เซ็นต์ และมีนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กเหล่านี้มากถึง 963,432 คน จากนักเรียนทั้งประเทศ 6.5 ล้านคน</p>



<p>“โจทย์สำคัญอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรให้โรงเรียนขนาดเล็กเหล่านี้ที่ได้รับทรัพยากรน้อยกว่า แต่มีคุณภาพเท่าเทียมกัน ถ้าประเทศไทยสามารถปรับปรุงพัฒนาเรื่องการจัดสรรงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมจะส่งผลดีต่อเด็กนักเรียนทั้ง 963,432 คนด้วย”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0d5192"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/ดร.อารี-อิ่มสมบัติ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.อารี อิ่มสมบัติ นักวิชาการอาวุโส<br>สำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.อารี </strong>ชี้ด้วยว่า ในจำนวนเด็กนักเรียน 963,432 คน ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนระดับประถมศึกษา 696,721 คน (73.5 เปอร์เซ็นต์) รองลงมาเป็นเด็กปฐมวัย 215,182 คน (22.7 เปอร์เซ็นต์) นั่นหมายความว่า ถ้ารัฐลงทุนในโรงเรียนขนาดเล็กมากขึ้นจะทำให้เด็กกลุ่มนี้ได้รับการพัฒนามากยิ่งขึ้น ช่วยให้เด็กมีพื้นฐานการเรียนที่ดีขึ้น ทั้งการอ่านออกเขียนได้ นำไปสู่การเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้นต่อไปได้&nbsp;</p>



<p>จากการสำรวจของธนาคารโลก (World Bank) ปี 2563 ระบุว่า นอกจากโรงเรียนขนาดเล็กโดยทั่วไปแล้ว ยังมีโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล (protected schools) จำนวนประมาณ 1,155 แห่ง ที่อยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง เนื่องจากโรงเรียนเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนด้านทรัพยากรที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ อีกทั้งประสบปัญหาขาดแคลนครู ทำให้การเรียนรู้ของเด็กขาดความต่อเนื่อง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c19c2d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/ผอ.-สมศักดิ์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายชัยศักดิ์ ภูมูล ผอ.โรงเรียนบ้านกองม่องทะ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายชัยศักดิ์ ภูมูล ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านกองม่องทะ</strong> <strong>อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี</strong> กล่าวถึงความเหลื่อมล้ำด้านอัตรากำลัง ซึ่งโรงเรียนขนาดเล็กไม่เพียงขาดแคลนกำลังครู แต่ยังขาดเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรการและนักการภารโรงที่จะช่วยแบ่งเบาภารกิจของครูได้</p>



<p>ปัจจุบันโรงเรียนบ้านกองม่องทะได้รับงบประมาณไม่มากนัก จึงต้องอาศัยการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการทอดผ้าป่า หรือระดมทรัพยากรด้วยวิธีการหลากหลายรูปแบบ แต่ก็ทำได้เพียงครั้งคราวและไม่ยั่งยืน ฉะนั้นฝ่ายที่กำหนดนโยบายต้องให้ความสำคัญกับการจัดสรรงบประมาณและแก้ปัญหาให้เป็นรูปธรรม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-636583"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/ดร.ชัยนนท์-นิลพัฒน์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(ขวา)ดร.ชัยนนท์ นิลพัฒน์ ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เมื่อขาดตำแหน่งธุรการก็ต้องใช้ครูมาทำหน้าที่แทน เราเห็นภาพของผู้บริหารหรือครูที่ต้องทำงานไม่ตรงกับหน้าที่จนเป็นเรื่องปกติ หลายครั้งก็ต้องระดมความร่วมมือจากชุมชนเพื่อแก้ปัญหากันเอง ฉะนั้นจึงอยากส่งเสียงสะท้อนว่า เราต้องมองว่าการศึกษาเป็นเรื่องการพัฒนาคุณภาพคน คุณภาพสังคม ไม่ใช่มองแค่เรื่องการลงทุนและความคุ้มค่าทางตัวเลขเศรษฐกิจ”</p>



<p><strong>ดร.ชัยนนท์ นิลพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 </strong>อธิบายว่า นโยบายด้านการศึกษาที่จัดสรรงบประมาณโดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างเฉพาะพื้นที่ เช่น การเบิกจ่ายค่าเดินทางแบบคิดตามกิโลเมตร บางโรงเรียนอยู่บนภูเขา แม้เดินทางด้วยระยะทางเท่ากัน แต่ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงไม่เท่ากัน หรือกรณีเกิดภัยพิบัติขึ้นในโรงเรียน เขตพื้นที่การศึกษาจะได้รับงบประมาณพร้อมกันและเท่ากันทั่งประเทศ ก็ไม่สามารถช่วยเหลือค่าใช้จ่ายได้ทันเหตุการณ์ และไม่ครอบคลุมความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bd72ac"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/นายประยูร-สุธาบูรณ์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายประยูร สุธาบูรณ์ ประธานโครงการเตรียมความพร้อมพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล<br>เพื่อผลิตครูรุ่นใหม่ ภาคกลาง/ตะวันออก/ตะวันตก</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายประยูร สุธาบูรณ์ ประธานโครงการเตรียมความพร้อมพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล เพื่อผลิตครูรุ่นใหม่ ภาคกลาง/ตะวันออก/ตะวันตก</strong> กล่าวว่า จากที่ได้สัมผัสโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลจะพบว่าทุกโรงเรียนอยู่ในสภาพคล้ายกัน คืออาคารสถานที่ไม่มีความพร้อม ต้องปรับปรุงซ่อมแซมตามงบประมาณเท่าที่มี ฉะนั้นหากจะทำให้การศึกษามีคุณภาพก็ต้องมีการจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสม</p>



<p>“โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นของ กสศ. เป็นความพยายามหนึ่งในการแก้ไขปัญหาครูขาดแคลนของโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล โรงเรียนเหล่านี้มีปัญหาเรื่องอัตรากำลังมาตลอด บางแห่งไม่มีผู้บริหารมายาวนาน ด้วยเหตุนี้เมื่อเปิดภาคเรียนแต่ละครั้งจึงต้องแก้ปัญหากันเองเฉพาะหน้า เพื่อให้การเรียนการสอนดำเนินไปได้ แต่อย่างไรก็ไม่ได้ทำให้เกิดความยั่งยืน” </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f9b57e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/นายดนัยวัฒน์-มณี.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายดนัยวัฒน์ มณี ผอ.โรงเรียนบ้านปางมะหัน</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายดนัยวัฒน์ มณี ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านปางมะหัน</strong> <strong>อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย</strong> กล่าวว่า โรงเรียนขนาดเล็กโดยทั่วไปจะประสบปัญหาเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณไม่เพียงพอ จึงอยากเสนอว่าควรมีการเปลี่ยนรูปแบบการจัดสรรงบประมาณใหม่ โดยพิจารณาตามบริบทพื้นที่ ตามสภาพความเป็นจริง เพื่อตอบโจทย์ความเหลื่อมล้ำ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-45d7f6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/ดร.ศุภโชค-ปิยะสันต์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ศุภโชค ปิยะสันต์ ผอ.การโรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี, ที่ปรึกษาเครือข่ายชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ศุภโชค ปิยะสันต์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี</strong> <strong>อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ที่ปรึกษาเครือข่ายชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร</strong> กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลคือโรงเรียนขนาดเล็กยังมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ขณะที่รูปแบบการจัดสรรงบประมาณกลับไม่มีความเปลี่ยนแปลง ซึ่งระบบปัจจุบันคือการพิจารณารายหัว ทั้งที่จริงแล้วขนาดของปัญหาในแต่ละโรงเรียนนั้นต่างกัน โดยโรงเรียนขนาดเล็กจะมีเด็กนักเรียนยากจนมากกว่า โอกาสในการระดมทรัพยากรมีน้อยกว่า หากรัฐยังใช้วิธีจัดสรรงบประมาณแบบเท่ากัน จะยิ่งทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้น </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-20f9f6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/15กสศ.-และภาคีเครือข่าย-08.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“รัฐไม่ควรจัดสรรงบประมาณแบบเดียวทั้งประเทศ ตรงไหนปัญหาเยอะ ตรงไหนมีเด็กยากจนมาก ตรงไหนที่มีปัญหาในการบริหารจัดการ อาจจะต้องหาวิธีคิดใหม่ ก็อยากจะฝากไปยังผู้เกี่ยวข้องและรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วยครับว่าจะมีวิธีคิดแบบไหนที่จะช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-020623/">กสศ. และภาคีเครือข่าย ‘ผ่างบการศึกษาไทย’ ฉายภาพความเหลื่อมล้ำ ‘เท่ากันแต่ไม่เท่าเทียม’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’ เติมบุคลากรตรงโจทย์ เสริมแกร่งด้วยคุณภาพ เพื่อโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล</title>
		<link>https://www.eef.or.th/teachereef-200822/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 20 Aug 2022 16:14:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ครูรักษ์ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[PLC]]></category>
		<category><![CDATA[TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ศุภโชค ปิยะสันต์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=59442</guid>

					<description><![CDATA[<p>ประเทศไทยมีโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลราว 2,000 แห [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/teachereef-200822/">‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’ เติมบุคลากรตรงโจทย์ เสริมแกร่งด้วยคุณภาพ เพื่อโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ประเทศไทยมีโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลราว 2,000 แห่ง มีทั้งที่ตั้งอยู่บนพื้นที่สูง เกาะแก่ง พื้นที่ชายขอบ และพื้นที่เสี่ยงภัย โรงเรียนเหล่านี้แม้จะมีขนาดเล็ก แต่ก็มีบริบทเฉพาะที่ทำให้ไม่สามารถควบรวมกับโรงเรียนใกล้เคียงได้ ในทางกลับกัน ยิ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลและพัฒนาคุณภาพ เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพของเด็กและเยาวชนในพื้นที่เหล่านี้ แต่ปัญหาหลักของโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลที่ยังแก้ไม่ตกมาโดยตลอดก็คือ อัตราการโยกย้ายของครูที่มีสูง ทำให้ขาดแคลนครูและบุคลากร เด็ก ๆ จึงไม่ได้รับการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นปัจจัยสอดคล้องไปกับการที่คนในชุมชนส่วนใหญ่ไม่สามารถก้าวข้ามไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้</p>



<p>โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น จึงเกิดขึ้นภายใต้เป้าหมายและผลลัพธ์ที่ต้องการสร้างโอกาสสำหรับนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล ให้ได้เข้าถึงการศึกษาและพัฒนาศักยภาพเพื่อกลับมาเป็นครูรุ่นใหม่และมีองค์ความรู้เฉพาะในการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนตามบริบทของชุมชน การเพิ่มการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพของเด็กในพื้นที่ห่างไกล จะช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนครูของโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในชนบทห่างไกล ทั้งยังมีบทบาทของการเป็นครูนักพัฒนาชุมชนเพื่อเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ให้แก่ชุมชนที่เป็นภูมิลำเนาของตนเอง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-dd5459"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/01-เติมบุคลากรตรงโจทย์.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ครูรัก(ษ์)ถิ่น เป็นโครงการที่มุ่งแก้ปัญหาคุณครูโยกย้ายในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล เราประสบปัญหาว่าโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล อัตราการโยกย้ายสูงเพราะไม่ใช่คนพื้นถิ่น กสศ. เองก็มองว่า วิธีลดความเหลื่อมล้ำที่ดี คือการทำให้คนในพื้นถิ่นซึ่งโอกาสในการเรียนต่อต่ำอยู่แล้ว ได้มาเรียนเพื่อเป็นครูและกลับไปพัฒนาบ้านเกิดของตัวเองได้ ทำให้ได้แต้มต่ออีกหลายต่อ ครูรัก(ษ์)ถิ่น จึงเกิดขึ้นจากเป้าหมายในการเพิ่มโอกาสให้คนพื้นถิ่นได้มาเรียนครู เท่าที่ดำเนินการมาระยะหนึ่ง เราพบว่าเด็กกลุ่มนี้ก็สามารถเรียนรู้ได้ดี สามารถดำรงชีวิตในมหาวิทยาลัย และหากดูจากคุณลักษณะของนักศึกษาครูชุดแรก หรือรุ่นที่ 1 เท่าที่ติดตามดูอย่างต่อเนื่องก็ถือว่า พวกเขาเป็นกลุ่มนักศึกษาที่น่าสนใจ”</p>



<p><strong>ดร.ศุภโชค ปิยะสันต์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย</strong> และคณะอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น อธิบายถึงจุดเริ่มต้นและจุดประสงค์ของโครงการไว้ในงานประชุมวิชาการ ‘Education Journey 50 ปี การศึกษาไทย’ วงเสวนาหัวข้อ ‘ถอดบทเรียนงานพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนจากโมเดลกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย’ เมื่อวันที่ 13 ส.ค. ที่ผ่านมา</p>



<p>ดร.ศุภโชค เล่าต่อไปว่า พอผลิตครูเพื่อกลับไปพัฒนาท้องถิ่นของตัวเองแล้ว เลยเกิดโครงการพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลด้วย เพื่อไปเตรียมโรงเรียนสำหรับน้อง ๆ ที่จบครูให้กลับไปทำงานที่โรงเรียนปลายทางอย่างมีคุณภาพ เพราะวัฒนธรรมการทำงานบางอย่างของโรงเรียนที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงอาจทำให้มีแรงเสียดทานบางอย่าง หรืออาจมีอุปสรรคเฉพาะของการเป็นโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล ดังนั้น จึงจะมีทีมจากโครงการเข้าไปช่วยปรับกระบวนการทางความคิดของคุณครูในโรงเรียนปลายทางเข้าร่วมโครงการกับเรา เพื่อปรับวัฒนธรรมของโรงเรียน และหาจุดเชื่อมโยงสำคัญในการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงาน และกระตุ้นให้โรงเรียนเกิดการพัฒนาตนเอง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3e2df9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/02-เติมบุคลากรตรงโจทย์.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“กระบวนการทำงานที่สำคัญของโครงการนี้คือ เราจะสร้างทีมขึ้นมาอีกทีมหนึ่ง ผมเรียกว่า ทีมหนุนเสริม เป็นกลุ่มที่ใช้กลุ่มพลังเดิม ต้นทุนเดิมที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักศึกษาในโครงการคุรุทายาท หรือกลุ่มชมรมนักจัดการศึกษาในพื้นที่สูง จุดเด่นประการหนึ่งของโครงการเหล่านี้ก็คือ การหมุนโรงเรียน วิธีนี้เป็นการหมุนในแนวระนาบด้วยตัวโรงเรียนเอง และด้วยเพื่อน ๆ ที่อยู่ใกล้ ๆ กันเอง”</p>



<p>นอกจากนี้ เรายังได้บทเรียนสำคัญจากการที่ กสศ. ทำโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง (Teacher and School Quality Program : TSQP) นั่นคือ การต้องมีเป้าหมายของโรงเรียนที่ชัดเจน เราจะมีการวางโครงสร้างให้โรงเรียนทำระบบฐานข้อมูลหรือ  Q &#8211; Info ที่ กสศ.พัฒนาขึ้น ซึ่งจะให้เห็นข้อมูลร่วมกัน เพื่อติดตามปัญหาหรือพัฒนาไปในทิศทางเดียวกันได้ นอกจากนี้ จะต้องมีการสร้างชุมชนการเรียนรู้เกิดขึ้น หรือที่เรียกว่า กระบวนการ PLC ในการให้ทุกฝ่ายมาพูดคุยกันและออกแบบการศึกษาไปพร้อมกันเพื่อทำให้โรงเรียนเข้มแข็งอย่างมีทิศทาง</p>



<p>“กระบวนการ PLC ที่มีประสิทธิภาพจะทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงในโรงเรียนชัดเจน บางโรงเรียนอาจจะมี PLC ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องอุบัติเหตุในโรงเรียน หรือบางโรงเรียนอาจเป็นเรื่องโรงเรียนสกปรกบ้าง บางโรงเรียนอาจคุยกันเรื่องระเบียบวินัยเด็ก แต่ PLC ที่เราให้ความสำคัญจริง ๆ เป็นเรื่องของการเรียนรู้ อันนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่เราค้นพบว่า เราจะต้องผลักดันโรงเรียนให้คุยเรื่องนี้มากขึ้น</p>



<p>“แต่เวลาผมจะต้องเข้าไปเตรียมโรงเรียนให้พร้อม เราเลือกทำทั้งหมดไม่ได้ เพราะโรงเรียนขนาดเล็กจะมีข้อจำกัด ทั้งเรื่องคนไม่เว้นแม้แต่ผู้บริหาร เพราะเราค้นพบว่าโรงเรียนเหล่านี้ อายุการทำงานในพื้นที่จริง ๆ มีไม่ถึง 5 ปี ผู้บริหารส่วนใหญ่อยู่กันแค่ปีสองปีเท่านั้น บางคนเพิ่งขึ้นเป็นผู้บริหารใหม่แล้วถูกให้ต้องไปอยู่ที่นั่นยังไม่มีประสบการณ์ใด ๆ สวนทางกับปัญหามากมาย อันนี้คือประเด็นปัญหาหนึ่ง”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5c725a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/03-เติมบุคลากรตรงโจทย์.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดร.ศุภโชค ปิยะสันต์ เล่าต่อว่า ผลลัพธ์จากการทำงานในพื้นที่ เมื่อดูจากข้อมูลการศึกษากลุ่มโรงเรียนในภาคเหนือ เรื่องของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน RT หรือผลการประเมินความสามารถในการอ่าน เดิมเราพบว่าเด็กโรงเรียนกลุ่มนี้ต่ำมาก แต่ 3 ปีผ่านไปเมื่อมีโครงการเหล่านี้เข้าไป สิ่งที่เปลี่ยนแปลงคือ NT หรือ ผลการทดสอบความสามารถพื้นฐานของผู้เรียนระดับชาติสูงขึ้นหลายโรงเรียน หมายความว่า พลังเดิมที่มีอยู่ในโรงเรียน สามารถเปลี่ยนแปลงเด็กให้ NT สูงขึ้นได้ภายใน 3 ปี</p>



<p>ในช่วงท้าย ดร.ศุภโชค ปิยะสันต์ ได้ให้ข้อสรุปแนวทางการพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ภายใต้โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น เพื่อให้ประสบความสำเร็จ ว่า ประการแรก คือการใช้กระบวนการ PLC เป็นคานงัดสำคัญในการขับเคลื่อนและสร้างวัฒนธรรมคุณภาพของโรงเรียน โดยเชื่อมโยงกับหลักเกณฑ์การประเมินเพื่อความก้าวหน้าในวิชาชีพ</p>



<p>ประการที่สอง การหนุนเสริมและสนับสนุนทรัพยากรเพื่อลดภาระงานธุรการของครู ต้องมีสื่อการเรียนรู้ในรูปแบบต่าง ๆ มีแหล่งความรู้และองค์ความรู้ที่จำเป็นในการจัดการเรียนรู้สำคัญให้แก่ครู โดยเน้นเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นที่ห้องเรียน</p>



<p>ประการสุดท้าย ผู้บริหารเป็นตัวแปรสำคัญของการสร้างการเปลี่ยนแปลง จึงต้องเร่งพัฒนาทักษะที่จำเป็น เพื่อให้มีเป้าหมายชัดเจน ใช้ฐานข้อมูลได้ และทำงานเป็นเครือข่าย มีเจตคติที่ดีไม่ว่าความทุ่มเท มีอุดมการณ์ และมีความเป็นนักพัฒนา รวมถึงต้องมีการสนับสนุนองค์ความรู้ที่จำเป็นในการพัฒนาโรงเรียนแก่ผู้บริหารโรงเรียน</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/teachereef-200822/">‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’ เติมบุคลากรตรงโจทย์ เสริมแกร่งด้วยคุณภาพ เพื่อโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เสนอแนวทางจัดการศึกษากลับด้าน ให้อิสระโรงเรียนจัดการตามบริบทพื้นที่</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-18-05-21/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 18 May 2021 10:03:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[iSEE]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ธันยวิช วิเชียรพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี]]></category>
		<category><![CDATA[New Normal]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ศุภโชค ปิยะสันติ์]]></category>
		<category><![CDATA[ตวง อันทะไชย]]></category>
		<category><![CDATA[TDRI]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนพื้นที่เกาะ]]></category>
		<category><![CDATA[เปิดเทอมใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม : สอนอย่างไร เรียนแค่ไหน เมื่อออนไลน์ไปไม่ถึง]]></category>
		<category><![CDATA[พงศ์ทัศ วนิชานันท์]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านตะโกล่าง]]></category>
		<category><![CDATA[ประหยัด อุสาห์รัมย์]]></category>
		<category><![CDATA[สยาม เรืองสุขใสย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=41067</guid>

					<description><![CDATA[<p>กสศ. วุฒิสภา ทีดีอาร์ไอ และภาคี ระดมสมองรับเปิดเทอมใหม่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-18-05-21/">เสนอแนวทางจัดการศึกษากลับด้าน ให้อิสระโรงเรียนจัดการตามบริบทพื้นที่</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<blockquote class="wp-block-quote"><p><strong>กสศ. วุฒิสภา ทีดีอาร์ไอ และภาคี ระดมสมองรับเปิดเทอมใหม่</strong> <strong>เสนอแนวทางจัดการศึกษากลับด้าน ให้อิสระโรงเรียนจัดการตามบริบทพื้นที่</strong> <strong>แนะลดความเสี่ยงเร่งฉีดวัคซีนครูก่อนเปิดเทอม</strong> <strong>พร้อมใช้ “ฐานข้อมูล” ออกแบบมาตรการลดความเหลื่อมล้ำตรงจุด</strong> <strong>ชู อสม.การศึกษาตัวช่วยครูนำการศึกษาไปให้ถึงเด็ก</strong></p></blockquote>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-468241"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/สรุปข้อเสนอจากเวทีระดมสมองรับเปิดเทอมให-1-scaled.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>17 พฤษภาคม 2564 &#8211; กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จับมือภาคีพันธมิตร วุฒิสภา TDRI The Reporters และ The Active Thai PBS จัดเสวนาออนไลน์ในหัวข้อ <strong>“เปิดเทอมใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม : สอนอย่างไร เรียนแค่ไหน เมื่อออนไลน์ไปไม่ถึง” </strong>ในวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 โดยมีผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการในแวดวงการศึกษาที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมพูดคุยกันถึงประเด็นการศึกษาแบบ New Normal ในภาวะวิกฤตโควิด-19 เพื่อร่วมกันแบ่งปันการทำงานในการศึกษาปัญหาและหาทางออกให้กับเด็กยากจน เด็กยากจนพิเศษ ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและไม่สามารถเข้าถึงสัญญาณอินเทอร์เน็ตได้ พร้อมตัวแทนคุณครูและผู้บริหารสถานศึกษาในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งได้มาร่วมแบ่งปันนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนในยุคโควิด-19 ที่ใช้ได้ผลสำเร็จจากประสบการณ์จริง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-123623"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/23-ข่าวสัมมนาเปิดเทอมใหม่-10.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p><strong>นายตวง อันทะไชย ประธานกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา</strong> กล่าวว่า ทาง กมธ.ได้ลงไปทำวิจัยผลกระทบจากโควิด-19 ต่อการศึกษา พบว่าในรอบที่ 3 สาหัสมาก หนึ่งในข้อเสนอคือ ควรให้เกิดการจัดการศึกษาได้ตามสภาพจริง บางพื้นที่วิกฤต แต่บางพื้นที่ไม่มีผู้ติดเชื้อ จึงควรให้พื้นที่ที่ไม่มีโควิด-19 ระบาด จัดการเรียนได้เต็มหลักสูตรเต็มเวลา โดยยึดหลักควบคุมโรคระบาด ตามมาตรการวัดไข้ รักษาระยะห่าง ใช้เจลล้างมือ และต้องทำงานร่วมกันระหว่าง 3 ฝ่าย คือ 1. กระทรวงมหาดไทย 2. กระทรวงสาธารณสุข และ 3. กระทรวงศึกษาธิการ นอกจากนี้ การจัดการศึกษาในพื้นที่บนเขา เกาะ ชนบท มีเทคนิคจัดการศึกษาที่แตกต่างกัน ควรนำวิธีเหล่านั้นมาถอดบทเรียนเพื่อจัดการเรียนการสอน อีกทั้งที่ผ่านมาพบว่าการบริหารจัดการการศึกษาที่สั่งการจากฝั่งกระทรวงศึกษาธิการไม่ประสบความสำเร็จ วันนี้สถานศึกษาควรจะเป็นคนกำหนดรูปแบบการเรียนการสอนและส่งขึ้นมาให้กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อจะได้เห็นความแตกต่างหลากหลาย ไม่ต้องเหมือนกัน โดยกระทรวงศึกษาธิการจะมีหน้าที่สนับสนุนงบประมาณและมาตรการช่วยเหลือ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-662dbb"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/23-ข่าวสัมมนาเปิดเทอมใหม่-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>นายตวงกล่าวด้วยว่า สิ่งสำคัญควรมีนวัตกรรมการเรียนการสอนที่นำมาถอดเป็นบทเรียนชุดความรู้ ที่เกิดการมีส่วนร่วมจากกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อในอนาคตไม่ว่าจะเกิดวิกฤตรอบที่ 4 รอบที่ 5 ก็สามารถรับมือได้ โดยเชื่อมโยงทั้งพื้นที่ สถานศึกษา อสม. ว่าจะต้องจัดการศึกษาอย่างไร อีกทั้งบทเรียนที่ผ่านมาการเรียนการสอนออนไลน์ หรือ DLTV มีปัญหาอะไรบ้างนั้น ยังมีอุปสรรค ทักษะบางอย่างเรียนออนไลน์ไม่ได้ เช่น ดนตรี กีฬา ศิลปะ ต้องเป็นแอคทีฟเลิร์นนิ่ง ไปจนถึงมีกระบวนการพัฒนาผู้เรียน พัฒนาอารมณ์ สติปัญญา อีกทั้งหลังโควิด-19 อาจจะเป็นการสิ้นสุดของโรงเรียนขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ กลายเป็นโรงเรียขนาดพอดี เพื่อสามารถควบคุมดูแล รักษาระยะห่างในชั้นเรียนได้ ทำให้ผู้เรียนไม่ต้องหยุดเรียน ไม่ลืมบทเรียน ไม่ต้องหลุดจากระบบการศึกษา</p>



<p>“ที่สำคัญคือ บทบาทของกระทรวงศึกษาธิการต้องปรับใหม่ ต้องไม่ใช้การสั่งการ แต่ใช้การสร้างแรงจูงใจบุคลากรทางการศึกษา และอำนวยความสะดวกทั้งเรื่องหน้ากากอนามัย เจลล้างมือ ที่มีข้อเสนอไปถึงรัฐบาลว่า ควรมีการจัดสรรงบพิเศษ ไม่ใช่ให้โรงเรียนไปหักจากงบเดิมที่ใช้ไม่พออยู่แล้ว อีกทั้งควรมีกระบวนการให้โรงเรียนที่พร้อมเปิดเรียนได้ โดยมีความเป็นเอกภาพทางนโยบาย แต่หลากหลายทางปฏิบัติ โรงเรียนไหนพร้อมก็เปิดก่อนได้เลย ไม่ต้องรอพื้นที่อื่น และควรจะได้นำแนวคิดที่ผ่านมาไปต่อยอดนวัตกรรมจัดการศึกษาต่อไป” นายตวงกล่าว</p>



<p></p>



<h3 class="gb-headline gb-headline-9e8a0012 gb-headline-text">แนะใช้ “ฐานข้อมูล” ออกแบบมาตรการลดความเหลื่อมล้ำ</h3>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e68535"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/23-ข่าวสัมมนาเปิดเทอมใหม่-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการ กสศ.</strong> กล่าวว่า ในช่วงที่กำลังจะเปิดเทอม ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามีแนวโน้มรุนแรงขึ้น การทำงานบนฐานข้อมูลรายบุคคล รายโรงเรียน และรายพื้นที่ ด้วยข้อมูลที่เป็นปัจจุบันมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ช่วยให้มองเห็นสถานการณ์หน้างานจริง สามารถออกแบบมาตราการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้ตรงจุด สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย</p>



<p><strong>ข้อมูลในระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</strong> หรือ <strong>iSEE</strong> ช่วยทำให้เห็นภาพจริงในปัจจุบันของเด็กยากจนด้อยโอกาสที่ครัวเรือนมีรายได้น้อยที่สุด 20 เปอร์เซ็นต์ล่างของประเทศ ซึ่งจากการวิเคราะห์ข้อมูลของ กสศ. พบว่า ประชากรผู้มีรายได้น้อยเหล่านี้อาศัยอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีบริบทความยากลำบากที่หลากหลาย ซึ่งจำเป็นที่รัฐต้องมีมาตรการที่หลากหลายและสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในพื้นที่ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในภาวะวิกฤตโควิด-19 ในช่วงเปิดเทอมนี้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงได้อย่างแท้จริง ตัวอย่างเช่น ปัจจุบันมีสถานศึกษามากถึง 510 แห่ง ที่มีนักเรียนยากจนพิเศษทั้งโรงเรียน โดยจังหวัดที่มีสัดส่วนนักเรียนยากจนพิเศษมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ แม่ฮ่องสอน นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และตาก นอกจากนั้นข้อมูลระบบ iSEE ยังชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันยังมีสถานศึกษาที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล (Stand Alone) มากกว่า 1,200 แห่งทั่วประเทศ ที่ยังต้องการการพัฒนาและการลงทุนในโครงสร้างพื้นที่หลายด้าน เพื่อให้มีความพร้อมในการจัดการเรียนการสอนในปีการศึกษา 2564 นี้ ตัวอย่างเช่น จังหวัดที่มีสถานศึกษาขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลซึ่งยังไม่มีไฟฟ้าใช้มากที่สุด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง และแพร่ ส่วนจังหวัดที่ยังมีสถานศึกษาที่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ตใช้จำนวน 255 แห่ง กระจายตัวอยู่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ขอนแก่น และร้อยเอ็ด มากที่สุด เป็นต้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0a4731"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/23-ข่าวสัมมนาเปิดเทอมใหม่-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>ดร.ไกรยสกล่าวว่า ปีการศึกษา 2563 ยังมีพื้นที่กว่า 78 ตำบล ที่ไม่มีโรงเรียนอยู่ในตำบลแล้ว ทั้งที่ในท้องถิ่นเหล่านี้ยังมีเด็กวัยเรียน 4,580 คน ที่ต้องข้ามตำบลไปเรียน และบางคนที่ยังอยู่นอกระบบการศึกษา ซึ่งปัจจุบันยังมีเด็กวัยการศึกษาภาคบังคับ (6 &#8211; 14 ปี) มากกว่า 400,000 คน ที่ยังไม่มีข้อมูลอยู่ในระบบการศึกษา นอกจากนั้น จากการสำรวจสภาพความพร้อมเรียนรู้ที่บ้านในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ระลอกใหม่ในปี 2564 พบความแตกต่างระหว่างนักเรียนในครอบครัวฐานะดี ร้อยละ 20 อันดับแรก สามารถเข้าถึงโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน ในพื้นที่เรียนรู้แบบส่วนตัวมากถึงร้อยละ 90 ในขณะที่นักเรียนในครอบครัวยากลำบากที่สุดร้อยละ 20 ลำดับล่าง โอกาสเข้าถึงการเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีมีเพียงร้อยละ 10&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>บทเรียนจากการทำงานของ กสศ. ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาพบว่า ข้อมูลถือเป็นเครื่องมือในการทำงานเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาที่มีศักยภาพสูง การมีข้อมูลช่วยให้เรามองเห็นสถานการณ์จริงในพื้นที่ ได้ยินเสียงจากในพื้นที่ และทำให้ช่วยเหลือได้ตรงจุด อีกทั้งการมีข้อมูลยังสามารถแชร์ข้อมูลเหล่านี้ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำการศึกษาไปสู่ตัวผู้เรียน และสุดท้ายการมีข้อมูลจะเชื่อมโยงไปสู่นโยบายที่มาจากปัญหาหน้างานจริง จากคนทำงานจริง ซึ่งไม่ใช่แค่การทำงานในช่วงเปิดเทอมปีนี้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงปีต่อๆ ไป โดยการทำงานบนฐานข้อมูลที่มีคุณภาพสูงจากหน้างานจริงจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เรามีการศึกษาที่เสมอภาคได้ในอนาคต” ดร.ไกรยสกล่าว</p>



<p></p>



<h3 class="gb-headline gb-headline-242bf349 gb-headline-text">สแกนพื้นที่ทำความเข้าใจปัญหาออนไลน์และการศึกษาที่เข้าไม่ถึงเด็ก</h3>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8e4506"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/EEF_webbanner_thumbnailNEWWW-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p><strong>นายพงศ์ทัศ วนิชานันท์ นักวิจัยด้านการศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)</strong> กล่าวว่า สำหรับสาเหตุที่ทำให้การจัดการศึกษามีความเหลื่อมล้ำ เข้าไม่ถึงเด็กบางกลุ่ม ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ส่วนหนึ่งคือ “เวลา” เนื่องจากโรงเรียนเปิดเรียนไม่ได้ตามกำหนด การจัดการเรียนการสอนทำตามปกติไม่ได้ ยิ่งตอกย้ำให้บางโรงเรียนที่ไม่มีความพร้อมในการจัดการศึกษาต้องลดเวลาเรียนลง เด็กจึงเข้าถึงหลักสูตรได้ไม่ครบถ้วน ค่าเฉลี่ยของปีการศึกษาที่ผ่านมา โรงเรียนส่วนใหญ่ต้องลดเวลาเรียนจาก 200 วัน เหลือราว 180 วัน หายไปประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ และจากบทเรียนในการจัดการศึกษาแบบ 4อ. คือ ออนไลน์ ออนแอร์ สอนผ่าน DLTV ออนแฮนด์ ให้ครูเดินทางไปแจกใบงานในพื้นที่ และออนไซต์ คือให้เด็กสลับวันเข้ามาเรียนเป็นกลุ่มเล็กๆ พบว่ายังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะเด็กที่ไม่มีความพร้อมจะรับผลกระทบมากที่สุด นั่นทำให้เห็นว่า หากแก้ปัญหาเพียงเฉพาะหน้าโดยไม่เปลี่ยนวิธีการสอน เวลาที่มีอยู่จะไม่พอกับการเรียนรู้เนื้อหาทั้งหมด ดังนั้นการจัดการศึกษานอกจากแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าตามสถานการณ์แล้ว ต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ เพื่อผลการศึกษาในระยะยาว หมายถึงการเรียนในภาวะวิกฤตที่เด็กจะยังได้ทักษะต่างๆ ที่จำเป็นรอบด้าน คือ ต้องมีการเรียนการสอนแบบใหม่ที่ใช้เวลาเรียนน้อยลง และสามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งที่อยู่นอกโรงเรียนได้เต็มที่</p>



<p>อย่างไรก็ตาม<strong> นายพงศ์ทัศ</strong>กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ปัจจุบันที่กำลังจะเปิดเทอมใหม่ มาตรการระยะสั้นคือ ต้องเร่งฉีดวัคซีนให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาให้เร็วที่สุด ก่อนเปิดเรียน เริ่มจากพื้นที่สีแดงเข้มก่อน ทั้งนี้ประเด็นหนึ่งคือ ต้องสร้างความมั่นใจในเรื่องผลข้างเคียงของวัคซีน เช่น คำแนะนำทางการแพทย์ในการประเมินความเสี่ยงของแต่ละคนก่อนการรับวัคซีน และต้องมีมาตรการชดเชยกรณีที่เกิดการแพ้วัคซีนร่วมด้วย เชื่อว่าถ้ามาตรการเหล่านี้สื่อสารไปถึงทุกโรงเรียนได้ชัดเจน ก็จะทำให้ครูมีความมั่นใจเพิ่มขึ้น&nbsp;&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-632952"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/23-ข่าวสัมมนาเปิดเทอมใหม่-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>ในมุมของผู้ที่ทำงานในพื้นที่ <strong>ดร.ศุภโชค ปิยะสันติ์ ผู้อำนวยการบ้านโรงเรียนห้วยไร่สามัคคี จังหวัดเชียงราย ที่ปรึกษาเครือข่ายชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร โรงเรียนพื้นที่เกาะ</strong> กล่าวว่า สภาพปัญหาของโรงเรียนพื้นที่สูงมักพบปัญหาเกี่ยวกับการเดินทางและความแตกต่างทางวัฒนธรรมชนเผ่า โดยพบโรงเรียนที่มีปัญหาทั้งสิ้น 1,190 โรงเรียน แบ่งเป็นปัญหายุ่งยากมาก 259 โรงเรียน ยุ่งยากปานกลาง 565 โรงเรียน และยุ่งยากน้อย 366 โรงเรียน กระจายตัวอยู่ตามเขตชายแดน ไล่ตั้งแต่จังหวัดเชียงราย แม่ฮ่องสอน น่าน ตาก และกาญจนบุรี ซึ่งพบว่านักเรียนหลายคนไม่สามารถเรียนออนไลน์ หรือเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและโทรทัศน์ได้ สำหรับคุณครูที่เข้าไปในพื้นที่ก็พบกับความลำบาก มีพื้นที่เป็นภูเขาชัน ไม่สะดวกต่อการเดินทาง บางครั้งชุมชนก็ไม่ไว้ใจครู เพราะเป็นคนแปลกหน้า กลัวว่าจะนำโควิด-19 เข้าไปติดเด็กๆ</p>



<p></p>



<h3 class="gb-headline gb-headline-a5e8a6d2 gb-headline-text">โรงเรียนและการเรียนที่ต้องเปลี่ยนไป</h3>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7499ea"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/23-ข่าวสัมมนาเปิดเทอมใหม่-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p><strong>รศ.ดร.ธันยวิช วิเชียรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและวิทยบริการ มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี กล่าวว่า</strong> การจัดการศึกษาในช่วงหลังการเกิดวิกฤตโควิด-19 จะเปลี่ยนแปลงไป อย่างแรกคือ วิถีชีวิตของคนที่เปลี่ยนไป ทำให้คนเดินทางน้อยลง สื่อสารกันลดลง การวัดผลการศึกษาที่จากเดิมเน้นเรื่องศักยภาพในการแข่งขันเพื่อเข้าสู่สถานประกอบการขนาดใหญ่ข้ามชาติ จะเปลี่ยนเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพเล็กๆ ที่ทำแบรนด์ท้องถิ่น เน้นการสร้างอาชีพใหม่ๆ ด้วยตัวเอง ผลที่ตามมาคือ ความคาดหวังเรื่องผลลัพธ์ทางการศึกษาจะมุ่งเน้นที่เรื่องความคิด ทักษะการทำงาน ทักษะชีวิต ทักษะสังคม และการเป็นนักเรียนรู้เชิงรุกตลอดชีวิต</p>



<p>“เราจะไม่ยึดโยงกับโรงเรียนอีกแล้ว กระบวนการเรียนรู้จะไม่เป็นรายวิชาอีกต่อไป แต่จะเป็นหน่วยการเรียนรู้ที่บูรณาการสาระวิชาต่างๆ ลงไป โรงเรียนจะลดความสำคัญลง การเรียนตามอัธยาศัยหรือการศึกษาทางไกลจะเข้ามามีบทบาทสำคัญ การเรียนจะพึ่งพิงกับสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ปัญหา สำหรับบทบาทของครูก็จะเปลี่ยนเป็นผู้แนะนำและประสานงานแทน” รศ.ดร.ธันยวิชกล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-14a9cc"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/23-ข่าวสัมมนาเปิดเทอมใหม่-09.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="gb-headline gb-headline-509248b1 gb-headline-text">ครูเคลื่อนที่ &#8211; อสม.การศึกษา &#8211; ครูหลังม้า นวัตกรรมการเรียนการสอนจากโควิด-19</h3>



<p>ในการเสวนาออนไลน์ยังได้ถอดบทเรียนการบริหารจัดการการศึกษาของโรงเรียนในพื้นที่พิเศษ ที่ประสบความสำเร็จจากการปรับตัวในการจัดการเรียนการสอนในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา โดยก้าวข้ามข้อจำกัดของพื้นที่ <strong>มีการ</strong>ผสมผสานการสอนทั้งแบบออนไลน์และออนไซต์ บางพื้นที่มีอาสาสมัครการศึกษาที่อยู่ในชุมชนเข้าไปช่วยเสริมการเรียนการสอน เช่น ศิษย์เก่า รุ่นพี่ และปราชญ์ รวมไปถึงการระดมความร่วมมือจากผู้ปกครองและชุมชน ได้แก่ โรงเรียนบ้านห้วยนกกก ตั้งอยู่ในเขตชายแดนจังหวัดตาก มีสภาพภูมิประเทศเป็นพื้นที่สูง มีหมู่บ้านกระจายเป็นหย่อม ที่ผ่านมาในสถานการณ์โควิด-19 แต่ละระลอก ได้ลองจัดการศึกษาตามนโยบาย แต่ไม่ได้ผลดีนัก จึงคิดค้นวิธีแก้ปัญหาหลายรูปแบบ ทั้งให้เด็กพื้นที่ห่างไกลมาพักนอนและเรียนที่โรงเรียน จัดครูเคลื่อนที่เข้าไปสอนตามหมู่บ้าน รวมถึงคัดเลือกและมอบหมายให้ “พี่ครู” ทำหน้าที่สอนน้องๆ ในหมู่บ้าน&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4c71d2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/23-ข่าวสัมมนาเปิดเทอมใหม่-06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p><strong>โรงเรียนบ้านตะโกล่าง จังหวัดราชบุรี </strong>ใช้รูปแบบการจัดการศึกษาแบบหย่อมบ้าน แบ่งออกเป็น 7 หย่อม ใช้พื้นที่ศาลาวัด โบสถ์คริสต์ ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงหมู่บ้าน เพื่อแยกนักเรียนไม่ให้มารวมตัวกันมากเกินไป ลดการแพร่ระบาด มีการประสานความร่วมมือกับทั้งผู้นำชุมชน อบต. นายอำเภอ ผู้ใหญ่บ้าน อสม. ผู้นำศาสนา พร้อมทั้งมีครูอาสาที่เป็นทั้งศิษย์เก่า ปราชญ์ชาวบ้าน คนในท้องถิ่น มาช่วยสอนเด็กๆ บางส่วนมีค่าตอบแทน บางส่วนไม่มีค่าตอบแทน เกิดการเชื่อมโยงสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น เกิดการต่อยอด เรียนรู้จากแหล่งเรียนในชุมชน</p>



<p><strong><strong>โรงเรียนบ้านตะโกล่าง</strong> จังหวัดแม่ฮ่องสอน</strong> กล่าวว่า ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน โรงเรียนกระจายอยู่ตามเขาสูงทุรกันดาร ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต คนในพื้นที่รายได้น้อย ทำให้ร้อยเปอร์เซ็นต์เข้าไม่ถึงการเรียนรู้แบบออนไลน์ ดังนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่จึงเกิดโครงการครูหลังม้าที่เป็นนวัตกรรมในอดีตของแม่ฮ่องสอน ซึ่งเปลี่ยนจากม้าเป็นมอเตอร์ไซค์บรรทุกสื่อการสอนไปตามพื้นที่แบบคละชั้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-85dda3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/23-ข่าวสัมมนาเปิดเทอมใหม่-08.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p><strong>นายประหยัด อุสาห์รัมย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยนกกก จังหวัดตาก</strong> กล่าวว่า สำหรับวันเปิดเทอมที่กำลังจะมาถึง ทางโรงเรียนได้มีมาตรการเตรียมพร้อมโดยให้ครูทุกคนกักตัว 14 วัน ส่วนนักเรียนให้กักตัวอยู่ที่บ้าน และผู้นำชุมชนทุกแห่งต้องรู้และสามารถประเมินภาวะความเสี่ยงในพื้นที่ โดยแจ้งข้อมูลบุคคลเข้าออกหมู่บ้านให้ทางโรงเรียนทราบ และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดว่าจะสามารถเปิดเรียนได้ในรูปแบบใด หากยังเปิดเรียนเต็มรูปแบบไม่ได้ การจัดการเรียนการสอนด้วยวิธีครูเคลื่อนที่ การสอนแบบเว้นระยะห่างที่โรงเรียน และระบบพี่ครู ก็จะนำมาใช้ต่อไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f602e6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/23-ข่าวสัมมนาเปิดเทอมใหม่-07.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p><strong>ด้านนายสยาม เรืองสุขใสย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนล่องแพวิทยา จังหวัดแม่ฮ่องสอน </strong>กล่าวว่า อยากให้หน่วยงานต้นสังกัดพิจารณาปลดล็อกทั้งระเบียบการจัดซื้อหนังสือ เพื่อให้สามารถใช้นำมาจัดทำแบบฝึกให้สอดคล้องกับการจัดการศึกษา รวมถึงการออกแบบการเรียนรู้ที่มีการวัดผลต่างออกไป เน้นการวัดผลตามสภาพจริง ไม่ได้ยึดตามตัวชี้วัด แต่ยึดสาระที่คิดว่าสำคัญ ดูจากสภาพจริง ชิ้นงาน พัฒนาการผู้เรียน และให้พิจารณาการเปิด-ปิดสถานศึกษาตามความพร้อม หากพื้นที่ไหนพร้อมก็ให้เปิดออนไซต์ ซึ่งจะดีกว่าเรียนอยู่ที่บ้าน เรียนได้เต็มที่ และใช้มาตรการควบคุมการระบาด รวมทั้งอยากให้มีการสนับสนุนเรื่องเจลล้างมือ หน้ากากอนามัย และค่าใช้จ่าย เช่น เบี้ยเลี้ยง ค่าน้ำมัน ให้กับบุคลากรที่ต้องลงพื้นที่</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-18-05-21/">เสนอแนวทางจัดการศึกษากลับด้าน ให้อิสระโรงเรียนจัดการตามบริบทพื้นที่</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เฝ้าระวังกลุ่มนร.ยากจนเฉียบพลัน ให้การช่วยเหลือตรงจุดทันท่วงที</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-surveillance-poor-student/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 18 May 2021 09:05:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[นวัตกรรมต้นแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[iSEE]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาคุณภาพตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านสว้า]]></category>
		<category><![CDATA[เชียงราย]]></category>
		<category><![CDATA[น่าน]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ฮ่องสอน]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนล่องแพวิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ศุภโชค ปิยะสันติ์]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนพื้นที่เกาะ]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิสตาร์ฟิช]]></category>
		<category><![CDATA[สยาม เรืองสุกใสย์]]></category>
		<category><![CDATA[ปกรณ์ ศศิวัจน์ไพสิฐ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=41045</guid>

					<description><![CDATA[<p>ลำพังแค่สถานการณ์ปกติเด็กๆ ในพื้นที่ห่างไกล เขาสูง ทุรก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-surveillance-poor-student/">เฝ้าระวังกลุ่มนร.ยากจนเฉียบพลัน ให้การช่วยเหลือตรงจุดทันท่วงที</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ลำพังแค่สถานการณ์ปกติเด็กๆ ในพื้นที่ห่างไกล เขาสูง ทุรกันดาร ก็มีโอกาทางการศึกษาน้อยกว่าคนในเมืองอยู่แล้ว ยิ่งต้องเผชิญผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ยิ่งส่งผลรุนแรงกว่าเดิม ทั้ง “การเรียนรู้ถดถอย” ช่วงที่ต้องหยุดเรียนเวลานาน ขณะที่มาตรการสอนเสริมผ่านระบบออนไลน์ หรือ DLTV ก็ยังมีข้อจำกัด ยิ่งทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเพิ่มมากขึ้น</p>



<p>ที่สำคัญผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ทำให้ผู้ปกครองหลายคนต้องตกงาน ถูกเลิกจ้าง ​ซ้ำเติมปัญหา​ค่าใช้จ่ายในครอบครัว ครอบครัว&nbsp; สุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เด็กที่มีฐานะยากลำบากอยู่แล้วต้องหลุดจากระบบการศึกษาในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความเปราะบางเช่นนี้ จำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องเข้ามาช่วยสนับสนุนช่วยเหลือให้พวกเขาฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้</p>



<p></p>



<h3 class="gb-headline gb-headline-9ac5896a gb-headline-text">เฝ้าระวังกลุ่มนร.ยากจนเฉียบพลัน<br>ให้การช่วยเหลือตรงตามความต้องการ</h3>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e7af6f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/รร.ห่างไกล-ทุรกันดาร-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p><strong>ดร.ศุภโชค ปิยะสั​นติ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี จ.เชียงราย และ ที่ปรึกษาเครือข่ายชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร โรงเรียนพื้นที่เกาะ</strong> ประเมินว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในเวลานี้ล้วนแต่ไปซ้ำเติมปัญหาที่มีอยู่เดิม เช่น การไม่ได้ทานอาหารเช้าที่อาจทำให้เกิดภาวะทุพโภชนาการ หรือการที่ต้องสูญเสียการเรียนรู้ เพราะเด็กพื้นที่ห่างไกลยังมีข้อจำกัดเรื่องอุปกรณ์ สัญญาณอินเตอร์เน็ตทำให้การส่งผ่านความรู้ผ่านออนไลน์ทำได้ลำบาก สำหรับทางแก้ไขที่ผ่านมาจะให้ครูจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มเล็กๆ หรือ กล่องการเรียนรู้ที่ได้รับการสนับสนุนจาก <strong>มูลนิธิสตาร์ฟิช</strong> และ <strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (<strong>กสศ.</strong>)​</strong> อย่างไรก็ตาม​กลุ่มเด็กในช่วงชั้นรอยต่อมีความสุ่มเสี่ยงจะหลุดจากระบบการศึกษาโดยเฉพาะชั้น ม.3 ขึ้น ม.4 ที่จะพ้นการศึกษาภาคบังคับแล้วจะเรียนต่อหรือไม่เรียนต่อก็ได้ รวมทั้งยังมีกลุ่มที่ “ครอบครัวยากจนเฉียบพลัน” จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พ่อแม่ถูกเลิกจ้างงาน ทางแก้ไขก็ควรเร่งคัดกรองเช่นการค้นหากลุ่มเสี่ยงผ่านระบบ <strong>iSEE</strong> และให้การช่วยเหลือได้อย่างตรงเป้าหมาย และควรเป็นการให้ความช่วยเหลือตามความต้องการ เช่น บอกให้เขาเอาเงินไปซื้อสมุด ทั้งที่เขาอาจมีเรื่องจำเป็นกว่า การช่วยเหลือจึงอาจต้องเปิดกว้างให้ตรงตามความต้องการ</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">เตรียมแผนสำรอง ปัดฝุ่น “ครูหลังม้า”<br>เสริมการเรียนรู้ให้เด็กบนพื้นที่เขาสูง</h3>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e75641"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/รร.ห่างไกล-ทุรกันดาร-06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>คล้ายกับ <strong>สยาม เรืองสุกใสย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนล่องแพวิทยา จ.แม่ฮ่องสอน</strong>&nbsp; ที่ระบุว่า ปัจจุบันผู้ปกครองจำนวนมากทั้งที่ไปรับจ้างทำงานที่เชียงใหม่ หรือ กรุงเทพฯ​เมื่อเกิดสถานการณ์โควิดก็ถูกเลิกจ้าง ​กลับมาอยู่บ้านไม่มีรายได้ กลายเป็นความเสี่ยง สำหรับเด็กที่ต้องลงจากดอยไปเรียนต่อในเมือง&nbsp; เพราะได้รับผลกระทบจากรายได้ครอบครัวที่ลดลง&nbsp; ที่ต้องมีค่าใช้จ่าย ค่ากินอยู่ ค่าหอพัก และเสี่ยงที่จะหลุดจากระบบได้ แต่สำหรับเด็กที่โรงเรียนล่องแพวิทยา เด็กส่วนใหญ่เป็นเด็กพักนอนไม่มีค่าใช้ จึงไม่มีปัญหาเรื่องเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา</p>



<p>ทั้งนี้ อีกปัญหาที่น่าเป็นห่วงหากต้องเลื่อนการเปิดเทอมออกไปนานขึ้น คือ เรื่องอาหารซึ่งจากเดิมเด็กจะได้มาทานที่โรงเรียน โดยการระบาดรอบที่แล้วทางโรงเรียนใช้วิธีนำอาหารไปตระเวนแจกให้เด็กๆ รอบนี้หากมีปัญหาเหมือนเดิมก็อาจจะต้องใช้วิธีเดียวกัน เช่นเดียวกับการเรียนการสอนที่เดิมเคยใช้วิธี “ครูหลังม้า” บรรทุกสื่อการสอนขึ้นไปหาเด็กๆ ซึ่งตอนนี้ทางโรงเรียนก็เตรียมตัวไว้เผื่อทั้งกรณีที่สอนในโรงเรียนปกติได้ หรือ หากไม่ได้ก็เตรียมสื่อการสอนที่จะนำไปให้เด็กๆ&nbsp; เพื่อให้เด็กพลาดโอกาสการเรียนรู้ เพราะปกติเด็กในพื้นที่ห่างไกล เขาสูงก็มีโอกาสในการเรียนน้อยกว่าในพื้นที่อื่นอยู่แล้ว</p>



<p></p>



<h3 class="gb-headline gb-headline-8d16ab2f gb-headline-text">สายธารน้ำใจจากคนในสังคม<br>ดังน้ำทิพย์ชโลมใจร่วมช่วยเด็กๆ</h3>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fa1bf9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/รร.ห่างไกล-ทุรกันดาร-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>ด้าน <strong>ปกรณ์ ศศิวัจน์ไพสิฐ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านสว้า จ.น่าน</strong>&nbsp; อธิบายว่า แม้ปัจจุบันในพื้นที่ยังไม่พบผู้ติดเชื้อ แต่สถานการณ์ที่เป็นอยู่ก็กระทบกับการท่องเที่ยวในพื้นที่ทำให้ผู้ปกครองรายได้ลด ซึ่งยังต้องติดตามสถานการณ์ในช่วงใกล้เปิดเทอมว่าจะมีเด็กหลุดจากระบบการศึกษามากน้อยแค่ไหน แต่ที่ผ่านมาเด็กส่วนใหญ่พักนอนอยู่กับทางโรงเรียนจึงไม่มีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย และยังมีผู้ใหญ่ใจดีคอยมาช่วยเหลือบริจาคสิ่งของ อาหาร ช่วยเหลือเด็ก ที่ถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยกันในสถานการณ์เช่นนี้</p>



<p>“เวลานี้ทุกฝ่ายควรจะต้องมาร่วมมือกันช่วยเด็กๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลแบบนี้ การทำงานในพื้นที่ลำบาก การเดินทางลำบาก การกินอยู่ลำบาก แต่สิ่งที่เป็นเหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจให้พวกเราก็คือความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่มาจากคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ สิ่งดีๆ เหล่านี้ยังปรากฏอยู่ในสังคม เวลานี้เรากำลังเตรียมเปิดโรงเรียน โดยนัดครูทุกท่านมาร่วมกันกักตัวที่โรงเรียน ตั้งแต่วันที่ 17 พ.ค. เพื่อให้ทันเปิดเรียน 1 มิ.ย. นี้”​</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-25bd1a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/รร.ห่างไกล-ทุรกันดาร-08.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>อย่างไรก็ตาม หากสามารถเปิดเทอมได้ตามปกติก็จะช่วยทุ่นค่าใช้จ่ายผู้ปกครองไปได้มาก ไม่ต้องมากังวลเรื่องค่าอาหารกลางวันหรือถ้าเด็กที่พักนอนก็แบ่งเบาภาระปัจจัยสี่ของเด็กไปได้มาก แต่สิ่งที่เชื่อว่าทุกโรงเรียนยังต้องการเวลานี้คือ เจลล้างมือ และ หน้ากากอนามัย เพราะเมื่อเด็กมาอยู่รวมกันจำนวนมากก็ต้องมีมาตรการเฝ้าระวังที่เข้มงวด แต่ถ้าโรงเรียนเปิดไม่ได้ตามกำหนดก็เตรียมแผนสำรองคือการทำใบงานแบบฝึกหัดให้เด็กไปทำที่บ้านเพราะในพื้นที่เข้าไม่ถึงอุปกรณ์สำหรับเรียน ออนไลน์ หรือ ออนแอร์ พร้อมมอบหมายให้มีเด็กรุ่นพี่ไปคอยสอนเด็กรุ่นน้อง</p>



<p></p>



<p></p>



<p><strong>ร่วมสร้างโอกาสไปกับ</strong><br><strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong><br><a href="http://www.eef.or.th/donate/"><strong>www.eef.or.th/donate/</strong></a><br><strong>ธนาคารกรุงไทย สาขาซอยอารีย์</strong><br><strong>เลขที่ : 172-0-30021-6</strong><br><strong>บัญชี : กสศ.มาตรา 6(6) – เงินบริจาค</strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-surveillance-poor-student/">เฝ้าระวังกลุ่มนร.ยากจนเฉียบพลัน ให้การช่วยเหลือตรงจุดทันท่วงที</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปิดมุมมอง “ดร.ศุภโชค ปิยะสันติ์” กสศ.โมเดล  สร้างความเสมอภาคอย่างยั่งยืน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/interview-11-03-21/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 11 Mar 2021 07:36:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[เชียงราย]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ศุภโชค ปิยะสันต์]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=27945</guid>

					<description><![CDATA[<p>ไอเดียหนึ่งที่เราพยายามพูดคุยมาตลอด นั่นคือ การจัดสรรงบ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/interview-11-03-21/">เปิดมุมมอง “ดร.ศุภโชค ปิยะสันติ์” กสศ.โมเดล  สร้างความเสมอภาคอย่างยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p>ไอเดียหนึ่งที่เราพยายามพูดคุยมาตลอด นั่นคือ การจัดสรรงบประมาณทางการศึกษาไม่ควรเป็นแบบเดิม ในลักษณะได้เท่ากันหมดทั้งประเทศ ซึ่งตรงกับที่กสศ.ได้วิจัยเรื่องบัญชีค่าใช้จ่ายทางการศึกษาไว้เช่นกัน</p></blockquote>
<p>&#8220;ทำไมหลายโรงเรียนยังขาดแคลน&nbsp;&nbsp; ทำไมองค์กรภาคธุรกิจเอกชนให้การบริจาคนักเรียนผู้ขาดโอกาสทางการศึกษา แต่ทำไมผู้รับยังไม่ลดลง&nbsp; ทำไมยังมีโรงเรียนที่ไม่ได้รับความเสมอภาคทางการศึกษา ฯลฯ&#8221;</p>
<p>หลากหลายคำถามที่ผู้คนในสังคม ต่างตั้งข้อสงสัยต่อสภาพการณ์ศึกษาของไทยที่ไม่ได้รับความเสมอภาคอย่างยั่งยืน</p>
<p><strong>ดร.ศุภโชค ปิยะสันติ์ &nbsp;ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย</strong> &nbsp;ได้ถ่ายทอดมุมมองผ่านเครื่อข่ายสื่อเพื่อชุมชน(เชียงใหม่) ต่อประเด็นคำถามเหล่านี้ไว้อย่างน่าสนใจ</p>
<p>อีกบทบาทหนึ่งของดร.ศุภโชค คือคณะอนุกรรมการกำกับทิศทางของ<strong>ทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น</strong> ทุนสำหรับนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลสู่การเป็นครูรุ่นใหม่เพื่อพัฒนาคุณภาพโรงเรียนของชุมชน โดย<strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong></p>
<p>อดีต ดร.ศุภโชค คือนักศึกษาคุรุทายาทรุ่นแรกของประเทศ ส่วนปัจจุบันเป็นประธานชมรมคุรุทายาทแห่งประเทศไทย รวมทั้งเป็นที่ปรึกษาเครือข่ายชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร โรงเรียนพื้นที่เกาะ</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>ทำไมเด็กในพื้นที่ชายขอบยังถูกลืม ?</h3>
<p><img decoding="async" fetchpriority="high" class="aligncenter size-full wp-image-27948" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/03/ผ่ามุมมอง-ดร.ศุภโชค-ปิยะสันต์-1.jpg" alt="" width="855" height="569"></p>
<p>ดร.ศุภโชค&nbsp; บอกว่า วันนี้ปัญหาการศึกษาของบ้านเมืองเราโดยเฉพาะในพื้นที่เปราะบางห่างไกลจากศูนย์กลางก็ยังไม่ได้หนีหายไปไหน​ ใน พ.ศ. นี้ เราไม่น่าจะอยู่ในยุคสมัยที่มีบางโรงเรียนรอดพ้นสายตาของการเข้าไปช่วยเหลือ การจ่ายงบประมาณ การสนับสนุนการมีการศึกษาที่ดีอย่างที่เห็นในข่าวบ่อยๆ คือถ้า 30-40 ปีก่อนหน้าอาจพอจะเข้าใจได้ว่า บางโรงเรียนมันอยู่พ้นสายตาจริงๆ แต่ตอนนี้เรายังเห็นว่าเด็กในพื้นที่ชายขอบ พื้นที่ห่างไกล แทบจะถูกลืม มันเป็นไปได้อย่างไร</p>
<p>“จริงๆ แล้วทุกโรงเรียนได้รับการช่วยเหลือ แต่เวลาเราช่วยเหลือ บ้านเราช่วยแบบเรตเดียวกันทั้งประเทศ โรงเรียนที่มีศักยภาพสูง อยู่ในเมือง อันนี้ต้นทุนต่ำ เด็กเพียบพร้อมมาจากบ้าน ผู้ปกครองมีพ่อมีแม่ครบ มีเงินมีทอง มีฐานะ เก็บตังค์ได้ด้วย ค่าเทอมก็เก็บไป รัฐก็ให้เท่ากับโรงเรียนที่อยู่ชายแดน เก็บเงินไม่ได้ เด็กไม่มีข้าวกิน ไม่มีชุดนักเรียนใส่ รัฐให้เรตเท่ากัน เพราะฉะนั้นถามว่า มีโรงเรียนไหนที่ไม่ได้ตังค์ไหม ไม่มีหรอก เพราะรัฐจ่ายตังค์ไง เพียงแต่ว่าเงินที่เราลงไปให้เขามันไม่พอดีกับปัญหาเขา เพราะฉะนั้นโรงเรียนที่มีปัญหาเยอะ ห่างไกล ต้นทุนต่ำ มันจะต้องหาวิธีช่วยเขา จริงๆ แล้ว รัฐบาลก็พยายามคิด​ กลุ่มโรงเรียนที่เฝ้ามองกันอยู่สามกลุ่มที่ห่วงกัน” ดร.ศุภโชค จำแนกกลุ่มโรงเรียนสามกลุ่มไว้ดังนี้</p>
<p><strong>กลุ่มที่หนึ่ง </strong>คือโรงเรียนพื้นที่สูง ในพื้นที่ทุรกันดาร โรงเรียนที่การเดินทางยาก ไปไกลๆ อยู่กับชนเเผ่า มีเด็กเคลื่อนตัวบ้าง เด็กอพยพบ้าง เด็กข้ามมาจากฝั่งพม่า ฝั่งชายแดนบ้าง บางคนก็ยังไม่มีสถานภาพของการเป็นคนไทย อันนี้คือกลุ่มโรงเรียนพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร</p>
<p><strong>กลุ่มที่สอง</strong>เป็นกลุ่มโรงเรียนพื้นที่เกาะ ที่เกาะก็มีเกาะทันสมัยอย่างภูเก็ต สีชัง เกาะช้าง ไม่ต้องห่วง แต่ก็มีเกาะที่ไม่ดัง เกาะที่เป็นโรงเรียนเล็กๆ กว่าจะได้ทรายสักลังหนึ่ง ผู้บริหารคนหนึ่งบอกว่า พี่เขาบริจาคม้าหินอ่อนให้หนู หนูไม่กล้าปฏิเสธเขา ทำไมเหรอ ค่าเรือขนแพงกว่าค่าหินอ่อน อันนี้ก็เป็นประเด็นให้ผู้บริหารได้ขบคิดอีกเหมือนกัน คนช่วยก็คิดอีกแบบหนึ่ง คนที่อยากได้ก็เกรงใจ แต่ว่ามาพร้อมกับปัญหา มาพร้อมกับวิธีแก้ปัญหาอีก อันนี้คือกลุ่มโรงเรียนพื้นที่เกาะ พื้นที่สูงผมมีตัวเลขอยู่ 1,190 โรง ยังไม่อัพเดทนะครับ ส่วนพื้นที่เกาะประมาณ 123 โรง</p>
<p><strong>กลุ่มที่สาม</strong> อันนี้ก็เปราะบางเหมือนกัน เป็นโรงเรียนชายแดนของจังหวัด สมมุติว่าอยู่ลำพูน หรือเพชรบูรณ์ แล้วไปอยู่ชายแดน เป็นโรงเรียนเล็กๆ ไกลๆ กว่าจะเดินทางมาประชุม มาเยี่ยมเยือน มาพัฒนากันแต่ละครั้งก็ลำบาก ทีนี้ทุกโรงเรียนที่ว่ามา รัฐจะสนับสนุนแน่ๆ เลยคือ งบรายหัว งบอุดหนุน งบอุดหนุน ก็อย่างที่เรารู้กัน 1,800, 2,500, 3,500, 3,800 ถ้าจำไม่ผิด</p>
<blockquote><p>งบต่อหัว แบบนี้โรงเรียนที่ใหญ่เขาก็จะได้เงินเยอะ เพราะว่ารายหัวเขาเยอะ แต่ว่าโรงเรียนที่เล็ก ก็จะได้เงินน้อย บางโรงเรียนมีนักเรียน 20 กว่าคน ชาวบ้านก็ไม่ยอมยุบ ถ้ายุบเด็ก 20 คนนั้นไม่มีที่เรียนแน่ ผมตีไปว่า ได้ประมาณห้าหกหมื่น ทั้งปีเขาต้องใช้เงินพัฒนาอยู่แค่นั้น แต่เทียบกับอีกโรงหนึ่ง ได้เงินสองสามล้าน มันก็ต่างกันแล้ว</p></blockquote>
<p>เพราะฉะนั้นต้นทุนในการทำงานก็ต่างกัน โรงเรียนเหล่านี้ต้องหาเงินด้วยการไประดมทรัพยากรในพื้นที่ หาคนไปบริจาคสร้างนั่นสร้างนี่ เพื่อที่จะให้โรงเรียนเรามีความพร้อม และทำให้การศึกษามีคุณภาพด้วยตนเอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>“ครูคะ ทำไมปีที่แล้วหนูยังได้กินข้าวกลางวัน&nbsp; ปีนี้หนูทำไมไม่ได้กิน”</h3>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-27949" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/03/ผ่ามุมมอง-ดร.ศุภโชค-ปิยะสันต์-2.jpg" alt="" width="855" height="569"></p>
<p>ดร.ศุภโชค สะท้อนสภาพปัญหาไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า โรงเรียนๆ หนึ่ง เขาจะได้รับเงินสนับสนุนจากแบบไหน อย่างไรบ้าง</p>
<p><strong>หนึ่ง</strong> เงินสนับสนุนรายหัวนักเรียน เป็นเงินอุดหนุนการศึกษาขั้นพื้นฐาน</p>
<p><strong>สอง</strong> เงินอุดหนุนเพื่ออาหารกลางวัน อันนี้ได้เฉพาะเด็กปฐมวัย อนุบาล-ป.6 ก็จะได้เงินอุดหนุนอาหารกลางวันรายหัว หัวละ 20 บาท เท่ากับจำนวนนักเรียน เขาคำนวณให้อยู่ที่ประมาณ 200 วันต่อปี เพราะเราเปิดเรียนกันประมาณ 200 วันต่อปี อันนี้ก็ให้โรงเรียนไปซื้อกับข้าวเลี้ยงเด็ก ถ้าโรงเรียนใหญ่เขาก็มีคนเยอะเนาะ เหมือนเราไปขายในเมืองใหญ่ๆ เราก็ได้กำไรเยอะ ราคาไม่สูง</p>
<p>ถ้าโรงเรียนเล็ก เด็กแค่ 20 คน วันละ 400 บาท เลี้ยงเด็กไป ทั้งข้าว ทั้งกับข้าว มันก็ค่อนข้างที่จะพูดไม่ออก บางโรงเรียนที่ยากจน เด็กจบ ป.6 แล้วขึ้น ม.ต้น เราไม่สามารถให้อาหารเด็กได้ เพราะระเบียบเขาให้ดูแลถึงแค่ ป.6</p>
<blockquote><p>เด็กก็จะมาถามว่า ครูคะ ทำไมปีที่แล้วหนูยังได้กินข้าวกลางวันอยู่ ปีนี้หนูทำไมไม่ได้กิน หนูเลื่อนชั้นแล้วแต่หนูไม่ได้รวยขึ้นนะคะ นี่ก็เป็นดราม่า เป็นเรื่องที่ผมได้ยินบ่อย เด็กผมเองแหละเขามาถาม ซึ่งเป็นช่องว่างที่เรายังเอื้อมไปไม่ถึง ดูแลไปไม่ถึง</p></blockquote>
<p><strong>สาม</strong> เงินอุดหนุนเรียนฟรี 15 ปี รัฐบาลจะควบคุมการใช้จ่ายให้เป็นค่าใช้จ่ายสำคัญอยู่สองสามเรื่อง คือเสื้อผ้านักเรียน อันนี้ให้แจกกับเด็ก ซึ่งโรงเรียนรวยๆ เขาก็ได้นะ โรงเรียนบนดอยเขาก็ได้รับเท่ากัน แล้วก็ให้เป็นค่าหนังสือ ค่ากิจกรรมพัฒนาผู้เรียน กิจกรรมพวกนี้ก็ออกแบบให้โรงเรียนเอาไปใช้ ดูแลเรื่อง ICT บ้าง เรื่องการศึกษาแหล่งเรียนรู้ เดินทางพาเด็กไปทัศนศึกษาอะไรบ้าง เอาเป็นค่ายเพื่อพัฒนาทักษะทางวิชาการบ้าง กิจกรรมลูกเสือ ยุวกาชาด อะไรอย่างนี้ที่เขาให้ไป ก็เป็นอีกก้อนหนึ่งที่โรงเรียนได้รับตามรายหัวเหมือนกัน</p>
<p>ที่เหลือก็จะเป็นค่าใช้จ่ายที่มาตามนโยบาย เช่น ค่าใช้จ่ายเรื่องการให้สัญญาณอินเทอร์เน็ต ค่าใช้จ่ายเรื่องเช่าต่ออินเทอร์เน็ตให้โรงเรียน ก็จะมีปัญหาในการจัดการนิดหน่อย บางช่วงไหลลื่นดี เพราะว่ากระจายอำนาจให้โรงเรียนคัดเลือก บริษัทที่สัญญาณดีที่สุดมาติดตั้ง มีอยู่ช่วงหลังที่เขาพยายามรวบไปทำเอง รวบไปเพื่อประหยัดงบประมาณ เพื่อจะเซฟค่าใช้จ่าย ก็กลายเป็นช่องว่างไปอีก เพราะว่าบางพื้นที่ ไม่มีสัญญาณ ทำให้บ่นกันอยู่หลายโรงเรียนเหมือนกันว่า จ่ายอย่างเดิมน่ะดีแล้ว ให้โรงเรียนทำเถอะ แต่นี่รัฐพยายามประหยัดงบประมาณ แล้วใช้กลไกระบบงบประมาณให้โปร่งใส ประหยัดโปร่งใส แต่มันไม่ fit กับปัญหา</p>
<p>บางโรงเรียนมีเด็กพักนอนเขาก็จะมีงบเด็กพักนอนให้ ที่เหลือเป็นหน้าที่ของโรงเรียนที่จะต้องทำแผนพัฒนาตัวเอง แล้วก็ตั้งงบประมาณไว้ เช่น อย่างผมต้องการห้องประชุม ผมก็ต้องเสนอไปว่าต้องการห้องประชุมแบบนี้ๆ แต่ทีนี้ โรงเรียนเขาเสนอทุกโรงครับ ซึ่งเงินที่รัฐบาลมีไม่พอที่จะซัพพอร์ตทุกโรงเรียนในปีเดียว ก็เรียงลำดับไป มามันก็เกิดปัญหาในการจัดการอีก บางทีก็เรียงด้วยความจำเป็น ความเดือดร้อนจริงๆ บางทีก็เรียงไปด้วยความสัมพันธ์แปลกๆ คิวฉันก่อน ใครก่อนใครหลัง พวกนั้นก็เป็นปัญหา จึงทำให้โรงเรียนหลายโรงที่พยายามต่อสู้ก็รู้สึกว่า ไม่มีความหวังแล้ว บ้านพักครู อยู่อย่างนี้ไปก่อนนะ ห้องน้ำเอาอย่างนี้ไปก่อนลูก ขอปรับปรุงซ่อมแซมก่อน แล้วก็ได้งบมาไม่สูงเท่าไร อาจจะเป็นเพราะว่าเรื่องนี้ใช้งบประมาณเยอะก็ได้ครับ เพราะประเทศเรามีโรงเรียนมาเป็นร้อยปี บางโรงเรียนก็ชำรุดทรุดโทรมไปแล้ว อาคารโรงเรียนผมอายุ 30 ปียังมีเลยเพราะฉะนั้นมันก็จะมีการ​maintenance เกิดขึ้นค่าใช้จ่ายแบบนี้แหละที่โรงเรียนจะต้องแบกภาระคอยดูแลให้มันเรียบร้อยอยู่เสมอ</p>
<p>คำถามต่อเนื่องก็คือ แล้วที่เราเห็นว่า โรงเรียนต้องทำผ้าป่าเอง ต้องทำโน่นเอง นี่เอง เงินหมวดอื่นๆ ที่ว่า เขาอนุญาตให้โรงเรียนหามาได้จากแหล่งไหนอย่างไรบ้าง​ ก็จะมีเงินบำรุงการศึกษาครับ เงิน บกศ. อันนี้จะต้องขออนุญาตจากเขตพื้นที่ แล้วก็คณะกรรมการข้างบนเพื่อขออนุญาตจัดเก็บ โรงเรียนดังๆในกรุงเทพฯ ที่เขาเก็บค่าเทอมได้ เขาจะเขียนลิสต์มาเลย ค่าจ้างครูต่างประเทศ ค่าจ้างบริการคอมพิวเตอร์ที่มากกว่าระดับปกติ ค่าสารพัดที่เขาจะดูแล บางโรงเรียนก็มีค่าห้องแอร์ด้วย มีค่าไฟค่าแอร์อะไรไป อันนี้เขาเก็บเงินได้จากผู้ปกครอง ผู้ปกครองก็พร้อมจ่าย อยากให้ลูกอยู่โรงเรียนดีๆ ถ้าเป็นข้าราชการก็ใช้สิทธิเบิกคืนได้ เพราะว่าเก็บเงินตามระเบียบราชการ แต่อย่างโรงเรียนที่ผมดูอยู่ ไม่มีปัญญาจะเก็บหรอกครับ เขาไม่มีตังค์จ่าย เราต้องให้บริการฟรีไปเลย เพราะฉะนั้นเราไม่มีงบส่วนนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>ข้อแตกต่างระหว่างโรงเรียนในเมืองกับโรงเรียนชายขอบ</h3>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-27950" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/03/ผ่ามุมมอง-ดร.ศุภโชค-ปิยะสันต์-3.jpg" alt="" width="855" height="569"></p>
<p>ดร.ศุภโชค ยกข้อเปรียบเทียบว่า ข้อแตกต่างระหว่างโรงเรียนในเมือง โรงเรียนใหญ่ที่เขาเก็บค่าเทอมได้ กับโรงเรียนชายแดนชายขอบ ระหว่างประเทศไทยเสียกรุงเมื่อไร กับหน่อไม้อยู่ตรงไหน อะไรสำคัญกว่า ต้องบอกว่า เธอถนอมหน่อไม้ยังไงให้เก็บไว้ได้นานแล้วก็ราคาดี อันนี้ต้องสอนประเภทนี้ เธออย่าทำลายป่าเดี๋ยวเธอไม่มีข้าวกิน น้ำบ้านเธอแห้งเธอปลูกผักไม่ได้นะ ผมต้องไปสอนเรื่องแบบนี้มากกว่าที่จะเอาเรื่องทางวิชาการที่เด็กในเมืองเขาเรียนรู้กัน</p>
<p>ฉะนั้น การแก้ปัญหามันไม่ใช่การมองแค่ว่าจะทำอะไรก่อนหลังเท่านั้น แต่มันมีเรื่องต้องพิจารณาร่วมกันอีกหลายปัจจัย มีระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ไอเดียหนึ่งที่เราพยายามพูดคุยมาตลอดก็คือจริงๆ แล้ว กสศ. ก็รับแนวคิดนี้ไปนะครับ เรื่องการจัดสรรงบประมาณที่มันไม่ใช่แบบเดิม แบบเดิมที่ผมว่าก็คือการได้เท่ากันหมดทั้งประเทศ</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>กระตุ้นรัฐปรับวิธีคิดงบอุดหนุนการศึกษา</h3>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-27951" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/03/ผ่ามุมมอง-ดร.ศุภโชค-ปิยะสันต์-4.jpg" alt="" width="855" height="569"></p>
<p>ไอเดียหนึ่งที่เราพยายามพูดคุยมาตลอด นั่นคือ การจัดสรรงบประมาณทางการศึกษาไม่ควรเป็นแบบเดิม ในลักษณะได้เท่ากันหมดทั้งประเทศ ซึ่งตรงกับที่กสศ.ได้วิจัยเรื่องบัญชีค่าใช้จ่ายทางการศึกษาไว้เช่นกัน</p>
<p>“ตอนนี้ กสศ. หยิบเรื่องนี้ คือ เรื่องทุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน เมื่อก่อนรัฐบาลจะวางไว้ร้อยละ 40 ของนักเรียนทั้งประเทศ และวิธีการให้ของเขา ถ้าโรงเรียนไหนมีนักเรียน 100 คนก็ให้ไป 40 คนทันทีนะ โดยไม่สนใจว่าโรงเรียนนั้นอยู่ในเมือง หรืออยู่ชายแดน ซึ่ง กสศ. ก็หยิบเรื่องนี้เรื่องแรก ชอบใจมากเลย เพราะยิงเป้าถูก เงินมาลงถูกเป้าน่ะ เพราะโรงเรียนที่เขามีร้อยหัวเขาก็อาจได้ร้อยหัวเลยก็ได้ถ้าเขายากจนทั้งโรงเรียน ไม่เหมือนสมัยก่อนที่ได้แค่ 40 เปอร์เซ็นต์ บางโรงอาจไม่ได้สักคน เพราะว่าเขาไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ที่เราคัดกรอง อันนี้น่ะดีขึ้น งบปัจจัยพื้นฐานก็ดีขึ้น งบช่วยเหลือเด็กยากจนพิเศษที่ กสศ. ทำอยู่ก็ดีขึ้น</p>
<p>ผอ.โรงเรียนจากพื้นที่สูง&nbsp; สื่อสารไปถึงภาครัฐว่า ถ้าเป็นไปได้อยากจะสะกิดคิดก็คือเรื่องงบอุดหนุนกับงบเรียนดี 15 ปี หรืองบอาหารกลางวัน งบนม คืองบลักษณะนี้เราจะปรับเปลี่ยนวิธีการที่เกี่ยวข้องได้อย่างไรเพื่อให้มันตอบสนองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทุกวันนี้ ถามเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่บอกไม่ได้ ผิดระเบียบ งั้นจบ ก็บอกทำไมไม่เปลี่ยนระเบียบ ก็เป็นเรื่องใหญ่ ดูๆ แล้วไม่น่าจะมีความหวังกับการเปลี่ยนกฎกติกาลักษณะนี้ พอทำงานระยะหนึ่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนหลายโรงก็เริ่มหมดหวัง เขาก็เริ่มมาช่วยเหลือตัวเอง คนที่เป็นนักพัฒนาหน่อย รู้จักคนเยอะ ก็เชื่อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามา มาช่วยพัฒนา ปรับนั่น ปรุงนี่ คุยกับผู้ประกอบการบ้าง จริงๆ ก็เป็นไอเดียที่ดีให้ผู้ประกอบการ</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>เสนอไอเดีย “หนึ่งโรงเรียนหนึ่งบริษัท”</h3>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-27952" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/03/ผ่ามุมมอง-ดร.ศุภโชค-ปิยะสันต์-5.jpg" alt="" width="855" height="569"></p>
<p>ดร.ศุภโชค กล่าวต่อไปว่า &nbsp;เคยคิดกับเพื่อนว่าโรงเรียนในประเทศไทยมีสามหมื่นโรง แต่บริษัทในประเทศไทยมีเป็นแสน ถ้าเขาทำ CSR หนึ่งโรงเรียนหนึ่งบริษัท จับคู่แต่งงานกัน คงมีคนเลี้ยงดูปูเสื่อโรงเรียนจำนวนมาก อันนี้เป็นไอเดียที่คุยเล่นๆ สมมุติผมเป็นเจ้าของโรงงานสักโรงงานหนึ่งแล้วผมก็จับโรงเรียนนี้ไว้ เอาไปเลยการพัฒนา แถมให้ บอกมาเลยว่าจะใช้อะไร แต่ให้ทุกปี มันก็จะมีพาร์ทเนอร์คอยช่วย แล้วการบริจาคแบบที่ผ่านๆ มา</p>
<p><b>&#8220;</b>ถ้าในความคิดผม หลายๆ แห่ง เขาก็ช่วยเยอะ แต่บางทีเขาก็ช่วยแบบอยากตักข้าวให้กิน อยากเลี้ยงไอติม มันก็ไม่ยั่งยืน มันควรจะทำอะไร มันควรจะผ่านองค์กรไหน มาเป็นตัวกลางเชื่อมไหม เพื่อให้การบริจาคนั้นไปสัมพันธ์กับการจัดการของโรงเรียนอย่างยั่งยืน คือเลี้ยงข้าวมันก็หมด สองหมื่นวันนี้ เลี้ยงข้าวอิ่มแต้ (อิ่มแน่ๆ) แต่ใจจริงเราอยากจะซ่อมห้องน้ำเหลือเกิน แต่คนให้เขาอยากเลี้ยงข้าวน่ะ เขาเห็นเด็กกินแล้วมีความสุข บางทีผู้บริจาคเขาก็จะมีวิธีคิดแบบนี้ เขาอยากจะให้กับมือ อยากแจกเสื้อผ้า อยากแจกผ้าห่ม ผมเห็นก็แจกทุกปีน่ะ เออ แต่ก็ประสบภัยหนาวกันทุกปี บางคนก็เกณฑ์มาด้วยนะ เกณฑ์มารับ แต่ว่าคนให้เขาก็เจตนาดี ถ้าคิดว่าจะแก้อย่างยั่งยืนเพื่อให้เกิดการให้ที่มันตรงเป้าหน่อย&#8221;</p>
<p>จะจัดการอย่างไรดี ? ข้อที่หนึ่ง mindset ของคนให้ก่อนนะ ? ถ้าต้องการให้เพื่ออยากจัดประเภทกลุ่มที่เขาอยากทำบุญ อยากจะให้อาหาร เราก็ตั้งกองไว้ให้จัดไปให้โรงเรียนที่เขาที่เดือดร้อน ตอนนี้โรงเรียนที่อยู่บนดอยไม่ค่อยมีคนไปเดินทางยาก แต่โรงเรียนที่อยู่ในแหล่งท่องเที่ยว เจ้าภาพกฐินไม่ขาดสาย เดินทางง่าย แต่กับอีกโรงเรียนหนึ่ง อยู่ติดชายแดน เดินทางยาก ไกลไม่มีแหล่งท่องเที่ยว&nbsp; ร้อน แล้ง มันต้องมีตัวเชื่อมกลางที่จะเป็นคนกระจายทรัพยากรตรงนี้ให้กับโรงเรียนอย่างเหมาะสม ภายใต้กลุ่ม ภายใต้ชมรม ภายใต้การขับเคลื่อนอะไรก็แล้วแต่ที่เราจะเป็นตัวกลางให้ แล้วถ้าคนให้บางคนบอกอยากจะเปลี่ยนหลังคาให้มาเลย มาเปลี่ยนหลังคาให้ เดี๋ยวเราหาโรงเรียนที่พังๆ ให้ บางคนอยากทาสี เดี๋ยวหาให้ ตรงนั้น ตรงนี้ แต่เราจะต้องมีคนกลางที่เก็บข้อมูลข่าวสารที่มันอัปเดทเสมอๆ เรียกว่าเจอปุ๊บใช้ปั๊บ ไม่มีการลักไก่ ไม่มีการใครมือยาวสาวได้สาวเอา ไม่มีคอนเนคชั่นอะไรอย่างนี้ ให้มันเป็นธรรม ถ้ามีระบบนี้เกิดขึ้น เด็กโรงเรียนก็พัฒนาได้ไว ทรัพยากรที่จะเข้ามาหาโรงเรียน ได้ช่องทางที่เขาจะวิ่งเข้าโรงเรียนก็ไม่ว่า เขาก็ให้ตรงจุด บางท่านก็ให้ไม่ตรงจุด หรือบางที่ได้รับเยอะเกินก็จะกระจายให้บางโรงที่ไม่เคยได้รับเลย&nbsp; สภาวะปกติพื้นที่ชายขอบก็ยากลำบากเป็นทุนเดิมไม่น้อย</p>
<p>&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/interview-11-03-21/">เปิดมุมมอง “ดร.ศุภโชค ปิยะสันติ์” กสศ.โมเดล  สร้างความเสมอภาคอย่างยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ต้นทุนที่มากกว่าของเด็กบนพื้นที่ห่างไกล และความเสียเปรียบของ รร.ขนาดเล็ก​​</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-24-12-20/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 24 Dec 2020 06:24:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[เชียงราย]]></category>
		<category><![CDATA[OECD]]></category>
		<category><![CDATA[ศุภโชค ปิยะสันติ์]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี]]></category>
		<category><![CDATA[NEA]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=25510</guid>

					<description><![CDATA[<p>ถ้าเรามองว่าการจัดการศึกษาเป็นหน้าที่ของทุกคน ทุกองค์กร [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-24-12-20/">ต้นทุนที่มากกว่าของเด็กบนพื้นที่ห่างไกล และความเสียเปรียบของ รร.ขนาดเล็ก​​</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p><span style="font-weight: 400;">ถ้าเรามองว่าการจัดการศึกษาเป็นหน้าที่ของทุกคน ทุกองค์กร ทุกหน่วยงาน ข้อมูลชุดนี้ทุกคนต้องหันมามอง และเอาไปใช้เพื่อตัดสินใจและใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพ</span></p></blockquote>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อมูลจากระบบบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติ (NEA) สะท้อนสภาพปัญหาในปัจจุบันว่าประเทศไทยลงทุนไปกับการศึกษาไปไม่น้อย และมากกว่าประเทศในกลุ่ม OECD แต่ผลลัพธ์ที่ผ่านมากลับไม่สะท้อนถึงความคุ้มค่าของเม็ดเงินที่ลงไป นำมาสู่การปฏิรูปและเปลี่ยนแปลงการจัดสรรงบประมาณที่มีจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในประเด็นสำคัญที่มองว่าเป็นต้อตอของความเหลื่อมล้ำคือ การจัดสรรแบบจ่ายรายหัวในปัจจุบัน ที่เด็กทุกคนจะได้รับการอุดหนุนเท่ากันทั้งประเทศ ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะอยู่ในพื้นที่ในเมือง หรือชนบทห่างไกล ที่มีต้นทุนค่าใช้จ่ายแตกต่างกัน ไปจนถึงสูตรคำนวณสนับสนุนโรงเรียนจากจำนวนนักเรียนยิ่งโรงเรียนมีเด็กมากยิ่งได้มาก เด็กน้อยยิ่งได้น้อย ที่ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กเสียเปรียบยากจะพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-25513" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/Screen-Shot-2020-12-24-at-12.13.17-PM.png" alt="" width="651" height="340" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/Screen-Shot-2020-12-24-at-12.13.17-PM.png 651w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/Screen-Shot-2020-12-24-at-12.13.17-PM-300x157.png 300w" sizes="(max-width: 651px) 100vw, 651px" /></p>
<p><strong>​</strong><span style="font-weight: 400;"><strong>ศุภโชค ปิยะสันติ์</strong> ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี จ.เชียงราย ในฐานะที่ปรึกษาชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร มองว่า NEA ทำให้มองเห็นภาพการจัดงบประมาณด้านการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม จากแต่ก่อนที่จะมี NEA เราเคยคุยกันว่าวิธีการจัดงบแบบหารยาว สมมติมีเด็ก 100 คนแล้วเอา 100 มาหารเท่าทุกคนไม่เหมาะสม ไม่ใช่ความเท่าเทียม แต่ก็เป็นการพูดลอยๆ ปราศจากข้อมูลซัพพอร์ตในการตัดสินใจเชิงนโยบาย แต่เมื่อมี NEA ทำให้มีข้อมูลชัดเจนว่าตัวเลขเป็นอย่างไรเอาไปใช้ที่ไหนบ้าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“​ต้องขอขอบคุณทีมงานที่ทำระบบ​ NEA นี้ขึ้นมา เพราะเมื่อพูดถึงนโยบายก็จะตัดสินใจได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะต้องมาชี้แจงต่อสังคมว่าทำไมเราให้เงินตรงนั้นมากกว่าตรงนี้ เพราะคนที่ไม่เคยเข้าใจข้อมูล เขาก็จะเข้าใจว่าเขามีสิทธิ หรือความเท่าเทียมกันควรจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐเหมือนกัน คำว่าเท่ากันอาจใช้ไม่ได้กับสถานการณ์แบบนี้  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นถ้าเราไม่มีตัวเลข ข้อมูลตรงนี้ก็จะทำให้ความเข้าใจสังคมคลาดเคลื่อน เมื่อเราโชว์ตัวเลขให้ปรากฏมีข้อมูลชัดเจนก็จะช่วยให้ตัดสินใจได้ง่าย”</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ความเสมอภาคไม่ได้หมายถึงได้เท่ากันทุกคน<br />
แต่ทุกคนได้มีโอกาสเรียนรู้ในคุณภาพที่เท่ากัน</h4>
<p><figure id="attachment_25514" aria-describedby="caption-attachment-25514" style="width: 451px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-25514 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/a-20.jpg" alt="" width="451" height="669" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/a-20.jpg 451w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/a-20-202x300.jpg 202w" sizes="(max-width: 451px) 100vw, 451px" /><figcaption id="caption-attachment-25514" class="wp-caption-text">ศุภโชค ปิยะสันติ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี จ.เชียงราย</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับข้อเสนอที่จะให้ปรับเปลี่ยนการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษานั้น ผอ.ศุภโชค เห็นด้วยว่า เป็นแนวคิดที่มาถูกทางเพราะ​มาตรการช่วยเหลือสนับสนุนอย่างเรียนฟรี 15 ปี ในปัจจุบันที่ให้เหมือนกันหมดทั้งพื้นที่ในเมืองหรือพื้นที่ห่างไกลอาจไม่ใช่แนวคิดที่เหมาะสม เพราะเด็กในเมืองอาจมีความพร้อมด้านเครื่องแต่งกายอุปกรณ์แล้วแต่รัฐก็ยังสนับสนุน ขณะที่เด็กยากจน ห่างไกลถิ่นทุรกันดารมีความจำเป็นสูงกว่านั้นแต่ก็ได้เท่ากัน ดังนั้น ควรจะมาหาข้อสรุปเพื่อความเหมาะสม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ถ้าเราพูดถึงความเหลื่อมล้ำ ความเสมอภาคในที่นี้ไม่ได้หมายความทุกคนได้เท่ากัน แต่ความเสมอภาคคือทุกคนได้มีโอกาสเรียนรู้ในคุณภาพที่เท่ากัน เพราะฉะนั้นถ้าอยากให้เด็กให้มีคุณภาพในการเรียนรู้ ไม่ขาดเรียน เด็กบางคนจำเป็นต้องให้เขามีอาหารกลางวันกินมากกว่าเด็กในเมือง เพื่อที่เขาจะได้มาเรียนรู้เท่ากับที่อยู่ในเมือง ​เพราะบางเรื่องคนที่มีฐานะดีก็สามารถซัพพอร์ตตัวเองได้ น่าจะไปช่วยเด็กที่ด้อยโอกาสกว่า มุมมองของการจัดงบประมาณแบบเท่ากัน ผมว่าควรจะมีการทบทวนใหม่”​</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ต้นทุนที่มากกว่าของเด็กบนพื้นที่ห่างไกล<br />
และความเสียเปรียบของ รร.ขนาดเล็ก​​</h4>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-25515" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/b-16.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/b-16.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/b-16-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/b-16-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/b-16-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่ปรึกษาชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร ยกตัวอย่างว่า ด้วยเงินอุดหนุนซื้อเสื้อผ้าอุปกรณ์การเรียนที่เท่ากัน เด็กนักเรียนคนหนี่งมาบ่นว่าแค่ค่ารถก็หมดแล้วเพราะเขาต้องเดินทางจากดอยลงมาซื้อที่ร้านในเมือง แต่เด็กที่อยู่ในเมืองเขาก็ไม่มีต้นทุนเรื่องเดินทางแค่นี้ก็ต่างกัน หรือการปรับปรุงโรงเรียนพื้นที่ราบซื้อทรายคิวละ 400 บาท แต่บนดอย จะสูงถึง 1,500 บาทเพราะมีค่าขนส่งเพิ่มขึ้นมาที่เป็นปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณาในการจัดสรรงบประมาณ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกประเด็นคือการจัดสรรเงินรายหัวตามจำนวนเด็กนักเรียน ครูที่โรงเรียนเพิ่งได้ไปบรรจุเป็นผอ.โรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง มีเด็ก 27 คน คูณรายหัวแล้วได้เงินทั้งปี 4-5 หมื่นบาท แต่มีค่าใช้จ่ายอย่างค่าไฟก็สูงถึง 2 หมื่นบาทแล้ว เหลือเงินไปพัฒนาโรงเรียนอีกแค่ไม่กี่บาท ดังนั้นจึงไม่ยุติธรรมสำหรับบางโรงเรียนที่มีเด็กน้อย หรือในพื้นที่ห่างไกล ขาดแคลนทรัพยากร การจัดสรรงบประมาณแบบเท่ากันหมดจะยิ่งก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำห่างไกลไปกว่าเดิม</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>​คิดสูตรอุดหนุนการศึกษาใหม่<br />
พิจารณา​ปัจจัยตามบริบทรายพื้นที่</h4>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-25517" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/Screen-Shot-2020-12-24-at-1.22.41-PM.png" alt="" width="891" height="409" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/Screen-Shot-2020-12-24-at-1.22.41-PM.png 891w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/Screen-Shot-2020-12-24-at-1.22.41-PM-300x138.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/Screen-Shot-2020-12-24-at-1.22.41-PM-768x353.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/Screen-Shot-2020-12-24-at-1.22.41-PM-750x344.png 750w" sizes="(max-width: 891px) 100vw, 891px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทางออกของปัญหานี้ ผอ.ศุภโชค เสอนว่า  รัฐต้องคิดสูตรใหม่ในการช่วยเหลือโรงเรียนโดยอาจแบ่งเป็นส่วนๆ  ส่วนแรกเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภคค่าน้ำค่าไฟที่เดิมส่วนกลางเคยสนับสนุนแต่ตอนหลังเปลี่ยนมาให้โรงเรียนรับผิดชอบเองเพราะรัฐปรารถนาดีอยากให้ช่วยรัดเข็มขัด ซึ่งเราอาจใช้วิธีให้งบค่าสาธารณูปโภคโดยคำนวณจาก ค่าใช้จ่าย 2-3 ปี ที่ผ่านมา เพื่อลดภาระส่วนที่หนึ่ง ส่วนที่สองความยากลำบากหรือเศรษฐกิจฐานะชุมชน ความยากจนของผู้ปกครอง อาจดูสัดส่วนได้จากพื้นที่มีกี่คนที่ได้รับงบยากจนพิเศษ และมาคำนวณว่าพื้นที่ที่ยากจนมากต้องได้รับการสนับสนุนมาก หรืองบอาหารกลางวันที่อาจขยายจาก ป.6 ในบางพื้นที่ เพื่อช่วยให้เด็กในบางพื้นที่ที่มีฐานะยากจนมาก ไม่ต้องหลุดจากระบบการศึกษา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราอาจแบ่งงบเป็นก้อนๆ ​ที่เราต้องปรับวิธีคิดใหม่ ส่วนที่ต้องได้เป็นเบสไลน์ ก็วางเป็นพื้นฐานไว้ ส่วนที่ต้องท็อปอัพถมให้เต็ม ก็ต้องทำให้เขา เพื่อให้เขายืนในพื้นที่เสมอกันก่อน โดยเอาสูตรใหม่มาดูและให้นักเศรษฐศาสตร์ช่วยเข้ามาคำนวณ​หรือการคำนวณตามราย โรงเรียนที่เด็กน้อยกว่า 120 คนอาจมีตัวเลขขั้นต่ำให้เขาอยู่ได้”</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ทุกคนต้องหันมามองและเอาข้อมูล NEA ไปใช้<br />
เพื่อการจัดงบประมาณให้มีประสิทธิภาพ<span style="font-weight: 400;"> </span></h4>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-25516" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/Screen-Shot-2020-12-24-at-1.20.39-PM.png" alt="" width="1189" height="388" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/Screen-Shot-2020-12-24-at-1.20.39-PM.png 1189w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/Screen-Shot-2020-12-24-at-1.20.39-PM-300x98.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/Screen-Shot-2020-12-24-at-1.20.39-PM-768x251.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/Screen-Shot-2020-12-24-at-1.20.39-PM-750x245.png 750w" sizes="(max-width: 1189px) 100vw, 1189px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผอ.ศุภโชค สรุปว่า ข้อมูลจาก NEA เป็นข้อมูลที่หน่วยงานหลักทั้ง โรงเรียนรัฐก็ต้องใช้ข้อมูลชุดนี้ สพฐ.ที่ดูแลโรงเรียนสามหมื่นแห่งก็น่าจะมาพิจารณาข้อมูลเพื่อพัฒนาการจัดสรรงบประมาณในการจัดสรรเงินอุดหนุน 15 ปี ที่ หากใช้สูตรเดิมก็ยังไม่ตอบโจทย์ แต่หากเขาไม่เปลี่ยนแต่เมื่อสังคมเห็นข้อมูลนี้ก็จะสามารถไปสื่อสารหรือกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งที่ผ่านมามักติดระเบียบเรื่องการตีความความเสมอภาค เท่าเทียมซึ่งเป็นการกลัว คิดไว้ก่อนแล้วไม่ได้ทำ  หรือส่วนที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่นซึ่งติดกับดักกฎหมายบางข้อ ทั้งที่กฎหมายอาจไม่ได้บังคับอย่างนั้นแต่กลัวแล้วตีความอย่างนั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ถ้าเรามองว่าการจัดการศึกษาเป็นหน้าที่ของทุกคน ทุกองค์กร ทุกหน่วยงาน ข้อมูลชุดนี้ทุกคนต้องหันมามอง และเอาไปใช้เพื่อตัดสินใจและใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพ” ที่ปรึกษาชมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร กล่าวทิ้งท้าย  </span></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-24-12-20/">ต้นทุนที่มากกว่าของเด็กบนพื้นที่ห่างไกล และความเสียเปรียบของ รร.ขนาดเล็ก​​</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สอนนักเรียนให้ช่วยเหลือตัวเองได้อย่างยั่งยืน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/hero-02-11-20/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 01 Nov 2020 04:18:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ครูฮีโร่]]></category>
		<category><![CDATA[สพฐ.]]></category>
		<category><![CDATA[เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี]]></category>
		<category><![CDATA[กุหลาบ เกิดสิน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=22921</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ช่วยเขาให้เขาช่วยเหลือตัวเอง” เป็นพระราชปณิธานในสมเด็จ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/hero-02-11-20/">สอนนักเรียนให้ช่วยเหลือตัวเองได้อย่างยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-22923" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/thumbnail-16.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/thumbnail-16.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/thumbnail-16-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/thumbnail-16-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/thumbnail-16-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ช่วยเขาให้เขาช่วยเหลือตัวเอง”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นพระราชปณิธานในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ &#8220;ครูกุหลาบ  เกิดสิน&#8221; ครูโรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ยึดเป็นแนวทางตลอดชีวิตของการเป็นครู</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในห้วงแรกของเส้นทางสายนี้ ครูกุหลาบเริ่มต้นเป็นครูที่ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดเชียงใหม่ในปี 2541 ต่อด้วยการเป็นครูในโรงเรียนเอกชน แต่ในขณะนั้นเธอรู้ใจตัวเองดีว่าความต้องการที่แท้จริง คือการเป็นครูในพื้นที่ห่างไกล เพื่อส่งมอบโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กในชนบท </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ก่อนเลือกที่จะมาเป็นบรรจุเป็นครูสพฐ. ครั้งแรกที่โรงเรียนสามสบ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ตอนนั้นสอนชั้นประถมศึกษา เราได้สอนให้เด็กๆ กลุ่มชาติพันธุ์ อ่านภาษาไทย พูดภาษาไทยได้ จากเดิมที่อ่านไม่ได้ เราสอนให้เขาอ่านออกเขียนได้ มันสัมผัสได้เลยว่าเรามีความสุขมาก&#8221; ครูกุหลาบย้อนความหลังในสมัยที่รับราชการครูใหม่ๆ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4 style="text-align: center;">ระยะแรกที่ไปเยี่ยมบ้านนักเรียน ไม่มีวันไหนที่ไม่เสียน้ำตา</h4>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-22926" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/a.jpg" alt="" width="451" height="669" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/a.jpg 451w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/a-202x300.jpg 202w" sizes="(max-width: 451px) 100vw, 451px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ต่อมา ครูกุหลาบได้ย้ายมาเป็นครูที่โรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี  อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราไปเห็นเขาลำบากมาก เด็กส่วนใหญ่ยากจน ไม่ได้อยู่กับพ่อ-แม่ เติบโตมากับปู่ย่าตายาย หรือเครือญาติ บางคนอยู่กับย่าที่แก่มากๆ ย่ายังต้องเข้าป่าไปฟันไม้ไผ่ ลากออกมาเหลา มาสานเป็นของไปขาย บางคนบ้านหลังนิดเดียวอยู่กันแปดคน ย่ายายเจอครูก็ร้องไห้ บอกให้ช่วยหลานเขาด้วย”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งนี้จุดประกายให้ครูกุหลาบ เริ่มมองห</span><span style="font-weight: 400;">าการให้การช่วยเหลือกับนักเรียน โดยการช่วยเหลือนั้นต้อง “ยั่งยืน” นั่นก็คือจะทำอย่างไรให้นักเรียนเหล่านี้สามารถดูแลตัวเองได้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4 style="text-align: center;">สอนเสริมทักษะอาชีพ สร้างรายได้ให้นักเรียน</h4>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-22927" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/d.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/d.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/d-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/d-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/d-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเด็กในพื้นที่ห่างไกล จะมีเด็กเพียง  10 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนนักเรียนทั้งหมดเท่านั้นที่ได้เรียนต่อ ที่เหลืออีก 90 เปอร์เซ็นต์ไม่ได้เรียนต่อ &#8220;การเสริมทักษะอาชีพ&#8221; เป็นสิ่งจำเป็น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การสอนของ “ครูกุหลาบ” จึงไม่ได้จำกัดเฉพาะตามที่หลักสูตรวางไว้แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเพิ่มเติมการส่งเสริมทักษะอาชีพให้กับนักเรียนอีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ด้วยความที่ครูเป็นครูศิลปะ ทำให้มองว่า งานศิลปะ หัตถกรรม และงานฝีมือ ถ้าถ่ายทอดให้นักเรียน จะสามารถนำไปต่อยอดให้นักเรียนมีรายได้เสริมได้ เราก็เริ่มสอนนักเรียนที่สนใจ ให้มารวมกลุ่มในชุมนุมศิลปะ จะถามแต่ละคนเลยว่าสนใจอะไร ทั้งการวาด ปัก เย็บ รวมถึงงานฝีมืออื่นๆ ถ้าสนใจสิ่งไหน ถนัดสิ่งไหนเราก็จะส่งเสริมให้เขาได้หัดลองทำในสิ่งนั้น”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อนักเรียนมี &#8220;ฝีมือ&#8221; ในระดับที่สามารถวางขายได้ ผลิตภัณฑ์ก็จะถูกนำไปวางขาย โดยเด็กที่ทำจะได้รับค่าตอบแทนจากการทำงานชิ้นนั้นๆ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4 style="text-align: center;">สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ยึดโยงเอกลักษณ์วัฒนธรรมชนเผ่า</h4>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-22928" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/c.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/c.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/c-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/c-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/c-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนคนไหนมีความเชี่ยวชาญ และสนใจในการสร้างผลิตภัณฑ์ของตัวเองก็สามารถทำได้ เพราะครูจะให้คำแนะนำในการผลิตผลิตภัณฑ์ ให้ตรงกับความต้องการของตลาด และยึดโยงกับเอกลักษณ์ และวัฒนธรรมของชนเผ่าต่างๆ ในพื้นที่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ที่จริงเราสนุกกับการทำงานกับเด็กชาติพันธุ์ ทั้งอาข่า ลาหู่ ไทยใหญ่ เพราะเขามีอัตลักษณ์ในประเพณีวัฒนธรรมและศิลปะ สามารถนำมาพัฒนาต่อยอดสร้างอาชีพให้กับเขาได้ เพียงแต่เราแนะนำ ชี้ช่องทาง ให้การสนับสนุน เด็กๆ ก็จะเดินได้เองตามสิ่งที่พวกเขาถนัด ยึดโยงกับต้นทุนที่เขามีอยู่แล้ว”</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-22930" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/b.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/b.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/b-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/b-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/b-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สินค้าที่เด็กๆ เหล่านี้ผลิต จะถูกนำไปวางขายบริเวณแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ รวมถึงพระตำหนักดอยตุงที่จะมีพื้นที่ขายของให้กับชนเผ่าสามารถขายสินค้าที่ระลึกให้กับนักท่องเที่ยวได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้หากเด็กคนไหนไม่ถนัดในการผลิต แต่ชอบในการให้บริการ ก็สามารถเลือกที่จะเป็นพนักงานขายของได้ โดยจะได้รับค่าตอบแทน 10 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนราคาสินค้า เด็กบางคนมีรายได้ถึงหลักหมื่นเลยทีเดียวจากการขายสินค้าในเทศกาลสีสันดอยตุงในระยะเวลาเพียง 2 เดือน</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4 style="text-align: center;">ยึดหลัก “เมตตา” เป็นแนวทางการทำงาน</h4>
<p><figure id="attachment_22929" aria-describedby="caption-attachment-22929" style="width: 864px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-22929 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/e.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/e.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/e-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/e-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/e-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /><figcaption id="caption-attachment-22929" class="wp-caption-text">ซ้าย: ครูกุหลาบ  เกิดสิน โรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ครูกุหลาบ เปรียบว่า สิ่งที่เธอทำก็คือ การสอนให้จับปลา เพื่อให้นักเรียนสามารถมีรายได้เสริมดูแลตัวเองระหว่างเรียน หรือถ้าใครไม่มีโอกาสเรียนต่อก็จะได้ใช้เป็นอาชีพดูแลครอบครัวได้อย่างสุจริต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จนในระยะหลังมีนักเรียนที่ถนัดในงานปักผ้า ขอย้ายโรงเรียนมาเรียนที่โรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี เพราะทราบว่าที่นี่ส่งเสริมทักษะอาชีพด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่หากนักเรียนคนไหน ตั้งใจเรียนต่อ แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ “ครูกุหลาบ” ก็จะช่วยเหลือดำเนินการขอทุนการศึกษาให้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“หลักในการทำงานมีคำเดียวเลย คือเมตตา สงสารเขา ตอนแรกไม่รู้หรอกว่าคือความเมตตา ครั้งแรกแค่เป็นความอยากช่วยเขา มีใจที่อยากช่วย ตอนหลังเพิ่งมาเห็นว่าความอยากช่วยของเรา คือความเมตตา” ครูกุหลาบกล่าว</span></p>
<p>&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/hero-02-11-20/">สอนนักเรียนให้ช่วยเหลือตัวเองได้อย่างยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พัฒนาผลิตภัณฑ์ตอบสนองความต้องการผู้บริโภค</title>
		<link>https://www.eef.or.th/market-07-09-20/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 02 Sep 2020 14:45:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ตลาดวาดฝัน]]></category>
		<category><![CDATA[เก่งดีมีฝีมือ]]></category>
		<category><![CDATA[เชียงราย]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี]]></category>
		<category><![CDATA[สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ]]></category>
		<category><![CDATA[ม่อนฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[กุหลาบ เกิดสิน]]></category>
		<category><![CDATA[Equity Partnership]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=20878</guid>

					<description><![CDATA[<p>เศษผ้าเหลือใช้จากผลิตภัณฑ์ในโครงการอันเนื่องมาจากพระราช [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/market-07-09-20/">พัฒนาผลิตภัณฑ์ตอบสนองความต้องการผู้บริโภค</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-20885" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/thumbnailA.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/thumbnailA.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/thumbnailA-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/thumbnailA-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/thumbnailA-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เศษผ้าเหลือใช้จากผลิตภัณฑ์ในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย ถูกนำมาตัดและเย็บใหม่แปรรูปเป็นถุงผ้าด้วยฝีมือของเด็กนักเรียนจากโรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี ตำบลแม่ฟ้าหลวง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถุงผ้า Handmade By ม่อนฟ้าหลวง นี้ถูกนำไปวางขายบนแพลตฟอร์ม JD CENTRAL โดยมีให้เลือกถึง 6 สี ทั้งสีน้ำเงินเข้มคาดผ้าลายสีเข้ม สีน้ำเงินเข้มคาดผ้าลายสีอ่อน สีครีมคาดผ้าลายสีเข้ม สีครีมคาดผ้าลายสีอ่อน สีครามคาดผ้าลายสีเข้ม และสีครามคาดผ้าลายสีอ่อน ในราคาใบละ 290 บาท ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้า มีออเดอร์เข้ามาจำนวนมาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยเพราะ “จุดเด่น” ของวัสดุที่ถักทอมาเส้นใยธรรมชาติ ในลวดลายที่คงไว้ซึ่งเอกลักษณ์อันเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น  ผสานกับการเลือกใช้วัสดุประเภทหนัง ทำให้ถุงผ้า Handmade By ม่อนฟ้าหลวงดูร่วมสมัย เหมาะกับคนทุกเพศ ทุกวัย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4 style="text-align: center;">จุดเริ่มต้นจาการฝึกทักษะอาชีพวางขายพระตำหนักดอยตุง</h4>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-20881" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/a.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/a.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/a-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/a-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/a-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ก่อนหน้าที่สินค้านี้จะเป็นที่ถูกใจของลูกค้านั้น กระบวนการไม่ได้มาโดยง่าย เพราะผ่านการลองผิดลองถูกหลายครั้ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ที่ผ่านมา โรงเรียนพยายามฝึกทักษะอาชีพให้เด็กในโรงเรียน โดยสอนให้ เย็บ และปักผ้า นำมาทำเป็นกระเป๋าในรูปแบบต่างๆ กว่า 10 แบบ คละกันไป โดยนำไปวางขายที่บูธบริเวณพระตำหนักดอยตุง เพราะโรงเรียนเราเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาดอยตุง จึงได้รับโอกาสนี้” ครูกุหลาบ เกิดสิน ครูโรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี เล่าถึงกระบวนการพัฒนาคุณภาพสินค้า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กระทั่งการขายสินค้าจากการฝึกทักษะอาชีพของนักเรียนถึงจุดเปลี่ยน ที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาที่พระตำหนักดอยตุง พระองค์ท่านทรงมีพระราชดำรัสแนะนำให้ลองขายผ่านออนไลน์ อีกช่องทางหนึ่ง</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4 style="text-align: center;">นักเรียนกรุงเทพคริสเตียน ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ต่อยอดผลิตภัณฑ์</h4>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-20882" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/c.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/c.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/c-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/c-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/c-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประจวบกับโรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วม โครงการพัฒนานวัตกรรมเครือข่ายสถานศึกษาเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ของกสศ. ทำให้โรงเรียนได้นำสินค้าจากฝีมือนักเรียนวางขายในช่องทางออนไลน์ได้สำเร็จ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยร่วมกับโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน แลกเปลี่ยน เรียนรู้ และพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์ การใช้เทคโนโลยี e-commerce ต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เคยทำมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“มีประโยชน์มาก เด็กโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน เขาจะมีมุมมองที่กว้างกว่า ทางเราเองคิดว่าเราทำดีอยู่แล้ว  แต่พอมารวมกัน ปรากฏว่าได้แนวคิดที่ดีกว่ามาก มีความละเอียดกว่า แล้วใส่ใจความรู้สึกของลูกค้า ให้เห็นถึงคุณค่าของชิ้นงาน เช่น แนะนำให้เราทำการ์ดขอบคุณแนบไปกับตัวสินค้าด้วย เพราะลูกค้าจะได้รู้สึกดีว่าได้ช่วยเหลือสังคมช่วยเหลือคนยากจน คุณค่าทางจิตใจที่ลูกค้าจะได้รับ นอกจากตัวสินค้า”</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ยังมีการแนะนำให้ใช้ “หนัง” เข้ามาเป็นส่วนประกอบของโลโก้แบรนด์ด้วย โดยโรงเรียนห้วยไร่สามัคคีได้นำมาประยุกต์ใช้ ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับตัวถุงผ้าได้เป็นอย่างดี</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4 style="text-align: center;">เปิดแนวคิดพัฒนาผลิตภัณฑ์ตอบสนองความต้องการผู้บริโภค</h4>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-20887" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/b.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/b.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/b-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/b-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/b-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะเดียวกันผลพลอยได้อื่นที่ตามมา คือ นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการมีความตื่นตัว และเห็นช่องทางการค้าขายออนไลน์ที่สามารถขายสินค้าได้กว้างขวางมากขึ้น  และมีแนวคิดใหม่ๆ ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รายได้ที่เกิดขึ้นจากการเข้าร่วมโครงการนี้ จะถูกจัดสรรให้กับนักเรียนเป็นค่าแรง 50 บาทต่อหนึ่งใบ โดยนักเรียนที่ได้ค่าแรงมากที่สุด ได้รับเงินถึง 2,000 บาท ซึ่งนักเรียนตั้งใจว่าจะนำเงินที่ได้ไปทำทุน ซื้อวัสดุ อุปกรณ์ มาตัดเย็บกระเป๋าผ้าขายเองที่งานสีสันดอยตุงในสิ้นปีนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และมีการนำรายได้บางส่วนมอบให้กับทางโรงเรียนเพื่อนำไปจัดซื้ออุปกรณ์ฝึกทักษะการเย็บ และปัก เพื่อให้นักเรียนทั่วไปที่สนใจมาร่วมกันทำกิจกรรมต่อยอดให้มีทักษะอาชีพและมีรายได้เสริม ช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัวอีกทางหนี่งด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ครูกุหลาบ” ตั้งใจว่า หากมีโอกาสได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อีกครั้ง ก็จะถวายรายงานถึงความคืบหน้าในการนำสินค้าของนักเรียนวางขายบนออนไลน์ ตามที่พระองค์ได้ทรงให้คำแนะนำ ซึ่งเป็นสิ่งที่ครูและนักเรียนโรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคียังคงสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่เคยทรงให้คำแนะนำไว้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ร่วมสร้างโอกาสทางการศึกษา</strong><br />
<strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong><br />
<a href="http://www.eef.or.th/donate/"><strong>www.eef.or.th/donate/</strong></a><br />
<strong>ธนาคารกรุงไทย สาขาซอยอารีย์</strong><br />
<strong>เลขที่ : 172-0-30021-6</strong><br />
<strong>บัญชี : กสศ.มาตรา 6(6) – เงินบริจาค</strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/market-07-09-20/">พัฒนาผลิตภัณฑ์ตอบสนองความต้องการผู้บริโภค</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ร.ร.ห่างไกล ชายขอบ ปรับแผนสกัดเด็กหลุดรับปิดเทอมยาว</title>
		<link>https://www.eef.or.th/interview-05-08-20/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 03 Aug 2020 14:26:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี]]></category>
		<category><![CDATA[ศุภโชค ปิยะสันต์]]></category>
		<category><![CDATA[COVID ศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านพญาไพร]]></category>
		<category><![CDATA[สุขสันต์ สอนนวล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=19059</guid>

					<description><![CDATA[<p>เราไม่ต้องการให้เด็กเรื้อโรงเรียนไปนาน หรือขาดจากกระบวน [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/interview-05-08-20/">ร.ร.ห่างไกล ชายขอบ ปรับแผนสกัดเด็กหลุดรับปิดเทอมยาว</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p>เราไม่ต้องการให้เด็กเรื้อโรงเรียนไปนาน หรือขาดจากกระบวนการเรียนไปเลยทีเดียว เรื่องนี้เราคิดไว้แล้วว่าเวลาปิดเทอมที่ยืดออกไปเดือนครึ่ง มันจะทำให้เด็กต้องปรับตัวเยอะมากเมื่อต้องกลับมาเรียนใหม่ ถ้าเราหยุดนิ่งไปเลย การเรียกกลับมาอีกทีอาจมีปัญหาว่าเด็กหายไปได้</p></blockquote>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลสุดชายแดนประเทศ การปิดเทอมที่ยาวนานกว่า </span><span style="font-weight: 400;">4 </span><span style="font-weight: 400;">เดือน อาจส่งผลต่อการกลับมาเรียนของเด็ก เนื่องจากการห่างหายจากบรรยากาศการเรียนไปนานทำให้เด็กหลายคนขาดแรงจูงใจ หรือด้วยพิษเศรษฐกิจที่ตามมาหลังวิกฤต </span><span style="font-weight: 400;">COVID-19 </span><span style="font-weight: 400;">เด็กบางคนจึงต้องออกไปทำงานช่วยแบ่งเบาภาระทางบ้าน และไม่ได้กลับไปเรียนอีกเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ที่โรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ผู้อำนวยการโรงเรียน ศุภโชค ปิยะสันต์ ได้มีกระบวนการที่เตรียมไว้เพื่อรับมือหลังปิดเทอมใหญ่อันยาวนาน โดยการให้เด็กได้มีโอกาสปรับตัวกับวิธีการเรียนแบบใหม่ ที่ทุกคนต้องรักษาระยะห่างระหว่างกันและเรียนรู้กฎระเบียบอีกมากมายในรูปแบบการศึกษายุค </span><span style="font-weight: 400;">COVID-19 </span><span style="font-weight: 400;">และผลจากแผนการนี้ ก็ทำให้เด็กๆ กลับมาเรียนกันพร้อมหน้าเกือบ </span><span style="font-weight: 400;">100% </span><span style="font-weight: 400;">เต็ม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผอ.ศุภโชค เล่าว่า ทางโรงเรียนได้เตรียมแผนการรับมือเปิดเทอมยุค</span><span style="font-weight: 400;"> COVID-19 </span><span style="font-weight: 400;">โดยให้เด็กสลับกลุ่มทยอยกันเข้ามาปรับตัวที่โรงเรียนเป็นกลุ่มเล็กๆ ตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายน ในห้องเรียนพิเศษที่ใช้ชื่อว่า </span><span style="font-weight: 400;">‘COVID </span><span style="font-weight: 400;">ศึกษา</span><span style="font-weight: 400;">’</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-19063" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/c.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/c.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/c-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/c-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/c-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“มีสองเหตุผลที่เราให้เด็กมาโรงเรียนก่อนเปิดเทอมจริง อย่างแรกคือเขาต้องเข้าใจสถานการณ์ และรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับไวรัสโคโรน่า เพื่อให้สามารถอยู่ได้ในสถานการณ์ต่างๆ รู้จักการดูแลตัวเองให้ปลอดภัย รวมถึงเข้าใจด้วยว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นมีผลกระทบอะไรกับเขาบ้าง เพราะเราต้องอยู่กับวิธีการดำรงชีวิตแบบใหม่นี้กันไปอีกนาน ขณะเดียวกัน โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลนั้นเป็นเหมือนแหล่งความรู้ของชุมชน เราก็ให้เด็กนำสิ่งที่เขาเรียนกลับไปถ่ายทอดสู่คนในครอบครัวของเขาได้ด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ส่วนอีกเรื่องคือ </span><b>เราไม่ต้องการให้เด็กเรื้อโรงเรียนไปนาน หรือขาดจากกระบวนการเรียนไปเลยทีเดียว เรื่องนี้เราคิดไว้แล้วว่าเวลาปิดเทอมที่ยืดออกไปเดือนครึ่ง มันจะทำให้เด็กต้องปรับตัวเยอะมากเมื่อต้องกลับมาเรียนใหม่ ถ้าเราหยุดนิ่งไปเลย การเรียกกลับมาอีกทีอาจมีปัญหาว่าเด็กหายไปได้ </b><span style="font-weight: 400;">พอล่วงเข้าเดือนมิถุนายน เราจึงค่อยๆ ดึง</span><span style="font-weight: 400;">เด็กให้มาโรงเรียนอาทิตย์ละ </span><span style="font-weight: 400;">1-2 </span><span style="font-weight: 400;">ครั้ง การขาดหายจากโรงเรียนก็ร่นระยะเวลาลง เขาก็จะรู้ตัวเองตลอดว่าเรียนหนังสืออยู่ จะไปทำอย่างอื่นก็ต้องห่วงเรื่องเรียนก่อน ดังนั้นถ้าถามว่าเด็กหายไปบ้างไหม ของเราแทบไม่เจอเลย”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผอ.ศุภโชค เผยต่อไปว่า หลังจากที่เด็กได้อยู่ในบรรยากาศของการเรียนรู้ และเจอครูตลอดหนึ่งเดือนก่อนเปิดเทอมจริง ทำให้ในวันเปิดเทอมใหม่ เด็กๆ สามารถปรับตัวได้กับรูปแบบการเรียนใหม่ การรักษาระยะห่าง มีรูปแบบการเล่นและทำกิจกรรมที่เปลี่ยนไป ที่สำคัญคือแนวคิดที่ว่า อยากให้เด็กรู้สึกใกล้ชิดกับโรงเรียนอยู่เสมอ ก็ทำให้เด็กของโรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคีกลับมาเรียนกันเกือบเต็มจำนวน </span><span style="font-weight: 400;">452 </span><span style="font-weight: 400;">คน</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ไม่ใช่แค่รับมือ COVID-19 แต่ปรับการเรียนการสอนตามบริบท ป้องกันเด็กหลุดมาแล้วเป็น 10 ปี</h4>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-19064" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/b.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/b.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/b-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/b-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/b-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ในพื้นที่ห่างไกลอย่างนี้ เด็กของเรายังมีความสนใจในการเรียน สำคัญคือเราต้องให้เขาเรียนรู้ในสิ่งที่เขานำไปต่อยอดชีวิตได้” ผอ.ศุภโชค เล่าถึงนโยบายปรับการสอนให้เข้ากับบริบทของสภาพแวดล้อม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นับเป็นเวลากว่า </span><span style="font-weight: 400;">10 </span><span style="font-weight: 400;">ปีแล้ว ที่โรงเรียนห้วยไร่สามัคคีจัดให้มีแผนการเรียนที่ออกแบบรองรับความต้องการของนักเรียนในพื้นที่ โดยเมื่อขึ้นชั้น ม.ปลาย จะมีวิชาฝึกอาชีพเสริม เช่น กลุ่มอาชีพเกษตรกรรม การปลูกและแปรรูปไม้เมืองหนาว ปลูกกาแฟ หรือพืชเศรษฐกิจที่มีชื่อเสียงของดอยตุง ส่วนอีกกลุ่มเป็นงานด้านอาหาร บริการ งานช่าง และการทำบัญชี ซึ่งเป็นวิชาที่เด็กสามารถนำไปใช้ในชีวิตได้ทันที สามารถทำอาชีพเสริมระหว่างเรียน หรือนำไปต่อยอดหลังเรียนจบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span><span style="font-weight: 400;">“ประสบการณ์การสอนในพื้นที่ชายขอบสอนเราว่า ถ้าเราสอนแต่ในเรื่องที่เขามองไม่เห็นว่าจะนำไปใช้ยังไง ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าเด็กจะถอยห่างจากการศึกษา เราจึงเลือกเอาวิชาที่เขานำไปใช้ได้มาเสริมด้วย ซึ่งรวมไปถึงเรื่องทักษะชีวิต การระมัดระวังตัวเองจากยาเสพติด เรื่องชู้สาว การปรับตัวอยู่ในสังคม เราจะเน้นเรื่องพวกนี้เยอะ เพราะมันจะมีประโยชน์กับวัย และอนาคตของเขา”</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>เปิดเทอมที่กระตือรือร้นกว่าทุกครั้ง กับเด็กอีกบางส่วนที่ยังมาโรงเรียนไม่ได้</h4>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-19065" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/d.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/d.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/d-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/d-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/d-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผอ.ร.ร.บ้านห้วยไร่สามัคคีเล่าถึงบรรยากาศของวันเปิดเทอมใหม่ว่า “แค่วันแรกก็รับรู้ได้ถึงความสนใจในการเรียนมากกว่าเปิดเทอมทุกครั้ง” ทั้งความตื่นเต้นคึกคักยังส่งไปถึงบรรดาคุณครู ที่ต่างคนต่างแสดงความพร้อมของการเปิดเรียนด้วยการโพสต์รูปเด็กๆ ผ่านโซเชียลฯ กันเป็นที่สนุกสนาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะที่มีนักเรียนอีกส่วนหนึ่งที่ยังต้องรอวันเปิดเทอมต่อไป เนื่องจากพื้นที่อาศัยอยู่บริเวณตระเข็บชายแดน ทำให้ยังไม่สามารถข้ามมาเรียนได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สุขสันต์ สอนนวล ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านพญาไพร อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย กล่าวถึงวันแรกของการเปิดเทอมว่า เป็นครั้งหนึ่งที่ได้เห็นว่าเด็กๆ ดีใจขนาดไหนที่ได้มาโรงเรียน ทุกคนยินดีที่ได้มาเจอเพื่อนๆ และที่สำคัญคือคิดถึงอาหารอร่อยๆ ที่โรงเรียน แต่ในทางกลับกัน การปิดพรมแดนตามมาตรการเฝ้าระวัง </span><span style="font-weight: 400;">COVID-19 </span><span style="font-weight: 400;">ก็ส่งผลให้นักเรียนกลุ่มหนึ่งยังมาโรงเรียนไม่ได้ หากดำเนินต่อไปในระยะยาว ก็อาจส่งผลให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราเป็นโรงเรียนบนพื้นที่ภูเขาสูง จึงมีเด็กกลุ่มหนึ่งราว </span><span style="font-weight: 400;">60 </span><span style="font-weight: 400;">คน ทั้งที่มีสัญชาติไทย เป็นคนไทยภูเขา รวมถึงกลุ่มไร้สัญชาติ ซึ่งอาศัยอยู่ตามแนวชายแดนอำเภอแม่ฟ้าหลวง ที่ต้องเจอผลกระทบจากการปิดพรมแดน ทำให้ยังมาเรียนไม่ได้ ก็ต้องรอกันต่อไป ตรงนี้เราก็พยายามติดตามอยู่ เนื่องจากหากปล่อยให้เวลายืดยาวออกไปโอกาสที่เขาจะไม่กลับมาเรียนก็มีสูง รวมถึงอีกส่วนหนึ่ง คือกลุ่มเด็กยากจนพิเศษจำนวนหนึ่งที่เมื่อปิดภาคเรียนนานขึ้น เขาจะติดตามผู้ปกครองไปทำงานที่ต่างอำเภอหรือต่างจังหวัด และด้วยงานที่ติดพันจึงอาจไม่ได้กลับมาเรียนตามกำหนด”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในส่วนของภารกิจเร่งด่วนที่ต้องทำในเปิดเทอมยุค </span><span style="font-weight: 400;">COVID-19 </span><span style="font-weight: 400;">นี้ ผอ.สุขสันต์ ระบุว่า </span><b>ครูทุกคนมีงานสำคัญ คือต้องหาวิธีจัดการเรียนการสอนที่มีจำนวนคาบน้อยลง แต่ต้องทำให้เกิดประสิทธิภาพได้เท่าเดิมหรือมากขึ้น</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“การปิดพื้นที่กว่าครึ่งเพื่อรักษาระยะห่างของเด็กทำให้กระทบไปถึงเรื่องเวลาเรียน โดยที่โรงเรียนเราจัดการเรียนการสอนให้ชั้นอนุบาล </span><span style="font-weight: 400;">1-</span><span style="font-weight: 400;">ป.</span><span style="font-weight: 400;">6 </span><span style="font-weight: 400;">มาเรียนในช่วงเช้า ส่วนกลุ่มมัธยมต้นที่เป็นนักเรียนขยายโอกาสเข้ามาเรียนช่วงบ่าย ก็เป็นโจทย์ที่ครูต้องตระหนักกันว่าจะทำอย่างไรให้เด็กเรียนรู้ และได้รับสาระจากกิจกรรม ให้เป็นไปตามคุณลักษณะที่กำหนดไว้ในรอบเทอมตามมาตรฐานเดิม ซึ่งในช่วงนี้ทางโรงเรียนก็ได้มองถึงการทำสื่อ และระดมความคิดหาเทคนิคการสอนที่จะทำให้เด็กเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดเป็นอย่างแรก” ผอ.ร.ร.บ้านพญาไพร กล่าว</span></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/interview-05-08-20/">ร.ร.ห่างไกล ชายขอบ ปรับแผนสกัดเด็กหลุดรับปิดเทอมยาว</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
