<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>UNICEF | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/unicef/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Fri, 21 Mar 2025 10:22:08 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>UNICEF | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>รองนายกฯ ประเสริฐ ประกาศ ปิดเทอมใหญ่นี้ 77 จังหวัดลุยช่วยเด็กนอกระบบกลับมาเรียน สร้าง 1 ตำบล 1 Youth Worker</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-210325/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 21 Mar 2025 10:22:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[1 ตำบล 1 Youth Worker]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand Zero Dropout]]></category>
		<category><![CDATA[ประเสริฐ จันทรรวงทอง]]></category>
		<category><![CDATA[UNICEF]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กนอกระบบ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=92269</guid>

					<description><![CDATA[<p>รองนายกฯ ประเสริฐ ประกาศ ปิดเทอมใหญ่นี้ 77 จังหวัดลุยช่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-210325/">รองนายกฯ ประเสริฐ ประกาศ ปิดเทอมใหญ่นี้ 77 จังหวัดลุยช่วยเด็กนอกระบบกลับมาเรียน สร้าง 1 ตำบล 1 Youth Worker</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>รองนายกฯ ประเสริฐ ประกาศ ปิดเทอมใหญ่นี้ 77 จังหวัดลุยช่วยเด็กนอกระบบกลับมาเรียน พร้อมจ่ายเงินอุดหนุนการศึกษาและพัฒนาอาชีพผ่าน กสศ. ขณะที่ Microsoft หนุน ศูนย์ดิจิทัลชุมชน ยกระดับทักษะ AI เพิ่มโอกาสมีงานทำ พร้อมจับมือ UNICEF สร้าง 1 ตำบล 1 Youth Worker</strong></p>



<p>เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2568 ที่ห้องประชุม 801 อาคารสำนักงานใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ได้มีการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ หรือ Thailand Zero Dropout ระดับชาติ โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาฯ ร่วมประชุม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8eab27"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/03/0321_รองนายกฯ-ประเสริฐ-09.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นายประเสริฐ เปิดเผยภายหลังการประชุมถึงความก้าวหน้าในการช่วยเหลือเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษาว่า ขณะนี้ทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศได้แต่งตั้งคณะกรรมการจังหวัดที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนภารกิจนี้ร่วมกับทุกส่วนราชการภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมในจังหวัดแล้ว ซึ่งบางจังหวัดก้าวหน้ามีคณะกรรมการระดับอำเภอ หรือตำบล สิ่งสำคัญจากนี้คือการสนับสนุนให้คณะกรรมการทั้ง 77 จังหวัด ได้ใช้ข้อมูลเด็กและเยาวชนที่ไม่มีชื่อในระบบการศึกษา ปี 2567 จำนวน 982,304 คน ในการค้นหาและติดตามให้ความช่วยเหลือเด็กและเยาวชนทุกพื้นที่ ด้วยระบบฐานข้อมูลกลาง Thailand Zero Dropout ที่เป็นปัจจุบันระบบเดียวกันทั้งประเทศ</p>



<p>“ทั้ง 77 จังหวัดพร้อมแล้ว ในการทำงานเชิงรุกช่วงปิดทอมใหญ่นี้  ซึ่งจากข้อมูลของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระบุว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ที่ครัวเรือนของนักเรียนยากจนที่มีข้อจำกัดในชีวิตตัดสินใจไม่เรียนต่อ โดยเฉพาะช่วงชั้นรอยต่อการศึกษาภาคบังคับ ป.6 และ ม.3 ดังนั้นการทำงานจึงเน้นไปที่การช่วยเหลือ นำเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษากลับสู่การศึกษาและการเรียนรู้อีกครั้งให้ทันเปิดเทอมนี้  โดยจะมีเงินอุดหนุนสำหรับเด็กและเยาวชนนอกระบบทุกคน ผ่าน กสศ. ซึ่งจะเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการเข้าถึงการศึกษา/ค่าเล่าเรียน/ค่าพัฒนาทักษะอาชีพ โดย กสศ. จะทำงานร่วมกับ จังหวัด อำเภอ ตำบล ที่รับรองรายชื่อเด็กเยาวชนกลุ่มที่เข้ามา”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9533d8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/03/0321_รองนายกฯ-ประเสริฐ-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1b037b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/03/0321_รองนายกฯ-ประเสริฐ-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะทำงานด้วย 4 มาตรการหลักได้แก่ (1) การบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่อให้มีระบบข้อมูลกลางที่เป็นปัจจุบัน (2) การติดตาม ช่วยเหลือ ส่งต่อ และดูแล (3) การจัดการศึกษาและเรียนรู้แบบยืดหยุ่น มีคุณภาพ และ (4) การส่งเสริมผู้ประกอบการภาคเอกชนให้เข้ามาร่วมจัดการศึกษาหรือเรียนรู้ (Learn to Earn)</p>



<p>“รัฐบาลมีความเข้าใจอย่างมากต่อปัญหาและข้อจำกัดของครัวเรือนยากจน เด็กเยาวชนที่ได้รับการค้นหา จะเข้าสู่การวางแผนการช่วยเหลือเป็นรายคน ครอบคลุมทุกมิติปัญหา และนำสู่การศึกษา การเรียนรู้แบบ Learn to Earn ที่มีหลายทางเลือก ยืดหยุ่น ตอบโจทย์ชีวิตปากท้อง ทั้ง 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ&nbsp; สกร. &nbsp; ศูนย์การเรียน รวมถึงการเปิด Mobile School ที่ทาง กสศ. ได้พัฒนาขึ้น เพื่อสร้างหลักประกันโอกาสทางการศึกษาว่า เด็กทุกคนในประเทศนี้จะได้รับโอกาสทางการศึกษาเสมอภาค”</p>



<p>นายประเสริฐ ยังกล่าวอีกว่า ได้ผลักดันโคราชโมเดลเป็นหนึ่งในตัวแบบของประเทศ มีความก้าวหน้าสำคัญคือการดึงภาคเอกชน บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด มาให้การสนับสนุนศูนย์ดิจิทัลชุมชน ดูแลห้องคอมพิวเตอร์และอบรมการใช้งาน AI ขั้นพื้นฐาน โปรแกรมฝึกภาษาอังกฤษหรือภาษาจีน หรือการใช้ chatbot เพื่อการเรียนการสอน รวมถึงความร่วมมือกับองค์การยูนิเซฟ พัฒนาผู้ทำงานกับเยาวชน (Youth Worker) ให้ขยายจากจังหวัดโคราช เป็นครอบคลุมทุกตำบลทั่วประเทศ</p>



<figure class="wp-block-gallery has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex">
<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" fetchpriority="high" width="855" height="569" data-id="92282" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/03/0321_รองนายกฯ-ประเสริฐ-02.jpg" alt="" class="wp-image-92282" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/03/0321_รองนายกฯ-ประเสริฐ-02.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/03/0321_รองนายกฯ-ประเสริฐ-02-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/03/0321_รองนายกฯ-ประเสริฐ-02-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/03/0321_รองนายกฯ-ประเสริฐ-02-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/03/0321_รองนายกฯ-ประเสริฐ-02-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="855" height="569" data-id="92274" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/03/0321_รองนายกฯ-ประเสริฐ-01.jpg" alt="" class="wp-image-92274" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/03/0321_รองนายกฯ-ประเสริฐ-01.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/03/0321_รองนายกฯ-ประเสริฐ-01-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/03/0321_รองนายกฯ-ประเสริฐ-01-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/03/0321_รองนายกฯ-ประเสริฐ-01-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/03/0321_รองนายกฯ-ประเสริฐ-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>
</figure>



<figure class="wp-block-gallery has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-3 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex">
<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="855" height="569" data-id="92283" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/03/0321_รองนายกฯ-ประเสริฐ-03.jpg" alt="" class="wp-image-92283" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/03/0321_รองนายกฯ-ประเสริฐ-03.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/03/0321_รองนายกฯ-ประเสริฐ-03-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/03/0321_รองนายกฯ-ประเสริฐ-03-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/03/0321_รองนายกฯ-ประเสริฐ-03-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/03/0321_รองนายกฯ-ประเสริฐ-03-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="92284" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/03/0321_รองนายกฯ-ประเสริฐ-08.jpg" alt="" class="wp-image-92284" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/03/0321_รองนายกฯ-ประเสริฐ-08.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/03/0321_รองนายกฯ-ประเสริฐ-08-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/03/0321_รองนายกฯ-ประเสริฐ-08-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/03/0321_รองนายกฯ-ประเสริฐ-08-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/03/0321_รองนายกฯ-ประเสริฐ-08-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>
</figure><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-210325/">รองนายกฯ ประเสริฐ ประกาศ ปิดเทอมใหญ่นี้ 77 จังหวัดลุยช่วยเด็กนอกระบบกลับมาเรียน สร้าง 1 ตำบล 1 Youth Worker</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. ร่วมหาแนวทางผลักดันงานวิจัยสู่นโยบาย พลิกโฉมการศึกษาไทยที่ยั่งยืน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-70947/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 16 Aug 2023 04:24:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.รังสรรค์ วิบูลย์อุปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.พร้อมพิไล บัวสุวรรณ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร. เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพอนาคตการพลิกโฉมการศึกษาไทยเพื่อส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาและการพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[UNICEF]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=70947</guid>

					<description><![CDATA[<p>8 สิงหาคม 2566 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-70947/">กสศ. ร่วมหาแนวทางผลักดันงานวิจัยสู่นโยบาย พลิกโฉมการศึกษาไทยที่ยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>8 สิงหาคม 2566 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)ร่วมกับสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย และภาคีเครือข่ายด้านการศึกษา จัดเสวนาวิชาการเรื่อง <strong>‘ภาพอนาคตการพลิกโฉมการศึกษาไทยเพื่อส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาและการพัฒนาที่ยั่งยืน’</strong> ภายใต้การประชุมทางวิชาการ การวิจัยทางการศึกษาระดับชาติ ครั้งที่ 17 โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ <strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.), ดร. เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</strong> และ <strong>รองศาสตราจารย์ ดร.พร้อมพิไล บัวสุวรรณ</strong> <strong>คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์</strong> ดำเนินรายการโดย <strong>ดร.รังสรรค์ วิบูลย์อุปถัมภ์</strong> จาก<strong>องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9d2e7f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/1-4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ก่อนเริ่มเสวนาอย่างเป็นทางการ <strong>ดร.รังสรรค์</strong> ในฐานะผู้ดำเนินรายการเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมฟังเสวนาได้แสดงความคิดเห็นต่อการวิจัยเพื่อการศึกษา โดยมีคำถามว่า <strong>“ท่านคิดว่าการวิจัยมีส่วนสำคัญในการทำให้นโยบายการศึกษาในศตวรรษที่ 21 มีประสิทธิผลมากน้อยเพียงไร”</strong> กว่า 58.7 เปอร์เซ็นต์ของคำตอบ เห็นว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง</p>



<p>คำถามที่สองคือ <strong>“จากประสบการณ์ของท่านนั้น อะไรถือเป็นอุปสรรคในงานด้านนโยบายการศึกษาในการนำข้อมูลงานวิจัยมาเป็นส่วนประกอบ”</strong> ซึ่งคำตอบค่อนข้างหลากหลาย แต่ตัวเลือก ‘การขาดงบประมาณที่จะสนับสนุนงานวิจัยใหม่ ๆ’ และ ‘ข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลที่ทันสมัย สอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน และมีคุณภาพ’ เป็นตัวเลือกที่มีผู้เลือกมากที่สุดในจำนวนเท่า ๆ กัน </p>



<p>คำถามถัดมา <strong>“ท่านเห็นด้วยกับการที่นักวิจัยและผู้กำหนดนโยบายจะเอาผลการวิจัยเหล่านี้ไปบูรณาการกับการกำหนดนโยบายในเรื่องต่อไปนี้มากน้อยเพียงใด”</strong> โดยมีตัวเลือกทั้งหมด ได้แก่ ‘การจัดให้มีโต๊ะกลมผู้กำหนดนโยบายเสมอ ๆ และมีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้’ ‘มีโครงการวิจัยร่วมกันระหว่างนักวิจัยและผู้กำหนดนโยบาย’ ‘มีการสร้างช่องทางการสื่อสารอย่างชัดเจนระหว่างผู้วิจัยและผู้กำหนดนโยบาย’ ‘สร้างแรงจูงใจที่จะช่วยให้นักวิจัยจัดลำดับความสำคัญ’ ‘สร้างแรงจูงใจให้ผู้กำหนดนโยบายนำเอาการวิจัยมาใช้ในการตัดสินใจ’ ผลสำรวจส่วนใหญ่เลือกว่า ‘เห็นด้วยมากที่สุด’ ในทุกตัวเลือก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7d6f21"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/3-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>ต่อมา <strong>“ท่านเห็นว่านักการศึกษา ผู้บริหาร จะสามารถมีส่วนในกระบวนการวิจัยและให้ข้อมูลเพื่อการกำหนดนโยบายการศึกษาในกระบวนการต่อไปนี้ได้มากน้อยเพียงไร”</strong> ซึ่งคนส่วนใหญ่ตอบว่า ‘มากที่สุด’ ในทุกตัวเลือกเช่นเดียวกัน ได้แก่ ‘มีส่วนร่วมในการวิจัยและในการสำรวจ’ ‘ให้ข้อมูลย้อนกลับและข้อเท็จจริงที่ทราบแก่ผู้วิจัย’ ‘เข้าไปมีส่วนร่วมในการวิจัยเชิงปฏิบัติการร่วมกับนักวิจัย’ ‘รับเอาแนวคิดการสอนบนฐานงานวิจัย แบ่งปันแนวปฏิบัติที่ประสบผลสำเร็จ ตลอดจนกรณีศึกษา’ ‘มีส่วนร่วมในเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้’</p>



<p>คำถามสุดท้าย <strong>“ในความเห็นของท่าน เรื่องใดในการกำหนดนโยบายทางการศึกษาที่ต้องการวิจัยมากที่สุดในศตวรรษที่ 21 นี้”</strong> จากผลสำรวจผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ให้น้ำหนักไปที่เรื่อง ‘การออกแบบหลักสูตรและนวัตกรรม’ มาเป็นอันดับแรก 31.3 เปอร์เซ็นต์</p>



<p><strong>รศ.ดร.พร้อมพิไล </strong>กล่าวว่า จากผลสำรวจทำให้เห็นว่า ผู้ที่ร่วมตอบคำถามตระหนักและเห็นความสำคัญของการใช้งานวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายเป็นอย่างมาก ซึ่งข้อมูลต่าง ๆ ควรได้รับการสนับสนุนอย่างมีทิศทาง เพราะการกำหนดนโยบายจำเป็นต้องอยู่บนฐานของความเชื่อมั่นว่า สิ่งที่ลงทุนไปนั้นถูกทางแล้ว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-43e8d3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/4-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ในบริบทของประเทศไทยมีงบประมาณค่อนข้างจำกัด และลงไปไม่ถึงในทุกภาคส่วน ซึ่งผลการสำรวจสะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการมีส่วนร่วมเป็นสิ่งสำคัญ ควรมีการสร้างพื้นที่หรือเวทีพูดคุยเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างนโยบายกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในระดับต่าง ๆ</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>มิติเวลาของงานวิจัย มองอดีต ปัจจุบัน และอนาคต</strong></h2>



<p><strong>ดร.เกียรติอนันต์</strong> กล่าวว่า เมื่อพูดถึงปัญหาในงานวิจัยของไทยคือ <strong>‘ปัญหาวันนี้ วิจัยวันหน้า’</strong> เมื่อวิจัยเสร็จ ปัญหาก็เปลี่ยนไปแล้ว และการวิจัยแต่ละแบบมีมิติที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะในแง่ของมิติเวลา กล่าวคือ งานวิจัยนั้นจะใช้ได้หรือใช้ไม่ได้ ขึ้นอยู่กับว่า 1) เป็นการมองอดีตเพื่อเอามาใช้ในปัจจุบัน 2) มองปัจจุบันว่าเกิดอะไรขึ้น และ 3) มองเพื่อกำหนดทิศทางในอนาคต ซึ่งทั้งสามรูปแบบมีบทบาทแตกต่างกัน หากงานวิจัยให้น้ำหนักกับอดีตมากเกินไปจะทำให้ลืมปัจจุบัน หากมองแค่ปัจจุบันก็จะไม่เรียนรู้ปัญหาในอดีต และหากไม่มองไปถึงอนาคตก็จะไม่สามารถเตรียมความพร้อมขององค์ความรู้ได้ ดังนั้นการสร้างสมดุลในการวิจัยโดยใช้เวลาเป็นตัวตั้งจึงเป็นส่วนสำคัญส่วนแรก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6bedf2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/5-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ส่วนที่สอง การสร้างกรอบความคิดเพื่อการทำวิจัยในหัวข้อต่าง ๆ ที่จะนำไปสู่การปฏิบัติและการทดลองใช้จริง แต่สิ่งหนึ่งที่งานวิจัยของไทยยังมีค่อนข้างน้อยคือ ‘research for saying goodbye’ เพื่อจะรู้ว่ามีอะไรบ้างที่ควรเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิก เช่น เรามีความจำเป็นให้เด็กต้องเรียนทั้งวันหรือไม่ ถ้ามีการพิสูจน์แล้วว่าการเรียนแค่ครึ่งวันได้ผล การทำวิจัยเป็นเหมือนการสะสมตะกอนความรู้ของแม่น้ำสายหนึ่ง ถ้าไม่รู้ว่าอะไรที่ควรทิ้ง วันหนึ่งแม่น้ำสายนี้ก็จะตื้นเขิน และงานวิจัยจะไม่เกิดการขับเคลื่อน</p>



<p>ในมุมมองของ <strong>ดร.ไกรยส</strong> เห็นว่าแนวโน้มที่ปฏิเสธไม่ได้ในระดับนานาชาติคือ การกำหนดนโยบายจำเป็นต้องมีหลักฐานเชิงประจักษ์ เพื่อให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือผู้เสียภาษีมั่นใจได้ว่า การทำนโยบายจะเป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนโดยแท้จริง และมีการบริหารความเสี่ยงที่เพียงพอจะทำให้บรรลุเป้าหมายอย่างยั่งยืน</p>



<p>“การเลือกตั้งที่ผ่านมาสังเกตได้เลยว่ามีการใช้ข้อมูลเพิ่มขึ้นเยอะมาก มีทีมงานวิชาการของพรรคการเมืองต่าง ๆ ติดต่อเข้ามาหาเราเพื่อที่จะเอาข้อมูลหลักฐานเชิงประจักษ์ไปทำนโยบาย ต้องมีข้อมูลรองรับ ต้องมีผลการประเมินว่าใช้ได้จริง และอาจมีการทดลองนำร่องในบางพื้นที่ของประเทศไทย”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5e30a5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/6-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดังนั้นเมื่อกระบวนการกำหนดนโยบายมีแนวโน้มการใช้ข้อมูลการวิจัยที่มากขึ้น ภาควิชาการจะต้องก้าวขึ้นมาเพื่อนำเสนอหลักฐานหรืองานวิจัยด้านการศึกษา และผลักดันไปสู่การกำหนดทิศทางของประเทศในอนาคต</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การสื่อสารข้อมูลเชิงประจักษ์ จากนักวิจัยถึงผู้กำหนดนโยบา</strong></h2>



<p></p>



<p><strong>ดร.เกียรติอนันต์</strong> กล่าวว่า เมื่อนักวิจัยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยแล้ว ไม่เพียงต้องทำวิจัยให้สำเร็จลุล่วงเท่านั้น แต่ต้องมองไปถึง ‘communication package’ เพื่อสื่อสารไปยังสังคมในวงกว้าง เช่น การขับเคลื่อนผ่านพลังชุมชนและสังคม ซึ่งจะต้องอาศัยยุทธศาสตร์ในการสื่อสารรูปแบบต่าง ๆ ผ่านภาคประชาสังคม หน่วยงานของรัฐ หรือภาคธุรกิจ&nbsp;</p>



<p><strong>รศ.ดร.พร้อมพิไล</strong> กล่าวต่อในประเด็นเดียวกันว่า การสื่อสารงานวิจัยไปสู่การขับเคลื่อนนโยบาย จำเป็นต้องอาศัย ‘มืออาชีพ’ ในการทำงานสื่อสารผ่านช่องทางที่หลากหลาย ในส่วนของการทำวิจัยร่วมกันระหว่างผู้กำหนดนโยบายกับผู้ปฏิบัติงานจริง สิ่งสำคัญคือต้องพูดคุยให้เข้าใจเป้าหมายร่วมกัน ซึ่งเป็นการสื่อสารในระหว่างกระบวนการทำงาน อย่างไรก็ตาม การสื่อสารกับคนแต่ละกลุ่มจะต้องมีวิธีในการย่อยข้อมูลงานวิจัยให้กระชับและสื่อสารออกไป ซึ่งเป็นทักษะที่อาจารย์และนักวิจัยควรได้รับการพัฒนาด้วยเช่นกัน เพื่อส่งต่อข้อมูลสำคัญให้ผู้กำหนดนโยบายตอบรับและสามารถนำไปใช้ต่อได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-638fb7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/7-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นอกจากนี้ <strong>รศ.ดร.พร้อมพิไล</strong> กล่าวว่า ปัจจุบันการขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาในระดับโลกได้เปิดให้เด็กและเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการกำหนดนโยบาย เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรให้เด็กและเยาวชนรู้สึกว่าพวกเขามีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตการศึกษาของตนเองผ่านช่องทางต่าง ๆ ซึ่งวิธีการสื่อสารจะต้องเหมาะสมกับคนแต่ละกลุ่มด้วย</p>



<p><strong>ดร.ไกรยส</strong> ในฐานะตัวแทนหน่วยงานที่ขับเคลื่อนประเด็นการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา มองว่าหัวใจหลักคือเด็ก เยาวชน คุณครู และโรงเรียน ซึ่งหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ กสศ. ใช้อยู่ทุกวันนี้เป็นหลักฐานจากหน้างานจริง การทำงานของ กสศ. จะต้องทราบปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นอย่างชัดเจนจึงจะกำหนดทิศทางการทำงานได้ ดังนั้นจะเห็นได้ว่านโยบายและงานวิจัยที่จำเป็นสำหรับการแก้ปัญหาไม่ใช่งานทางด้านการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีความร่วมมือกันระหว่างงานวิชาการด้านสุขภาพ จิตวิทยา สังคมสงเคราะห์ เศรษฐศาสตร์ และงานวิชาการอีกหลากหลายด้าน</p>



<p>“เมื่อต้องสื่อสารพูดคุยกับกลุ่มผู้กำหนดนโยบายอย่างนักการเมืองหรือพรรคการเมืองต่าง ๆ เราจะเริ่มต้นด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ก่อน และพยายามศึกษาข้อมูลที่ลึกลงไปในระดับพื้นที่ เวลาไปสภาหรือต้องไปพูดคุยกับ สส. จากจังหวัดไหน เราก็จะเตรียมข้อมูลของจังหวัดนั้นไปให้เขาดูเพื่อให้เข้าใจบริบท” <strong>ดร.ไกรยส</strong> กล่าวถึงวิธีสื่อสารโดยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-72ea5d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/8-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ผู้จัดการ กสศ.</strong> เล่าด้วยว่า ทุกครั้งที่ กสศ. ลงพื้นที่ก็จะนำเอาเรื่องราวสภาพปัญหา และแนวทางแก้ไขไปสื่อสารให้ผู้กำหนดนโยบายฟัง เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของบทสนทนา และนำข้อเสนอข้อมูลที่ตรงจุด หลังจากนั้นจะเป็นการหาแนวทางว่าจะร่วมมือกันอย่างไรได้บ้าง ต้องใช้งบประมาณเท่าไร ต้องมีเครื่องมืออะไร หน่วยงานไหนเกี่ยวข้องบ้าง จะสามารถบูรณาการหลายหน่วยงานเพื่อมาแก้ปัญหาเหล่านี้ได้หรือไม่ ทั้งหมดนี้คือการนำงานวิชาการไปสู่การกำหนดนโยบายได้จริง&nbsp;</p>



<p>ทั้งนี้จะสังเกตได้ว่า กสศ. ลงทุนเรื่องข้อมูล และลงทุนกับการสร้างเครือข่ายในพื้นที่ เพราะเมื่อเกิดเหตุอะไรขึ้น คนในพื้นที่จะรู้ดีที่สุด ดังนั้นก่อนที่จะทำข้อเสนออะไรก็จะพยายามตรวจสอบข้อเท็จจริงจากพื้นที่ก่อน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ดีที่สุดสำหรับผู้กำหนดนโยบายในการตัดสินใจอย่างดีที่สุดเช่นเดียวกัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8b5587"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/9-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>สร้างเครือข่ายการทำงาน บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ทางความคิด</strong></h2>



<p>ในฐานะที่เป็นอาจารย์สอนในระดับบัณฑิตศึกษา <strong>รศ.ดร.พร้อมพิไล </strong>พบว่า งานวิจัยที่นิสิตนักศึกษาผลิตออกมาส่วนใหญ่มักไม่ถูกนำไปใช้ กลายเป็นงานวิจัยที่ถูกเก็บไว้บนหิ้ง ดังนั้นหากมีการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ อย่างเป็นระบบก็จะช่วยให้นิสิตสามารถเป็นผู้ช่วยวิจัยและสร้างองค์ความรู้ที่ตอบโจทย์ได้มากขึ้น</p>



<p>เช่นเดียวกับ <strong>ดร.ไกรยส</strong> หยิบยกประสบการณ์ที่ได้ร่วมงานกับภาครัฐมาแบ่งปันในวงเสวนาว่า จุดสิ้นสุดของกระบวนการทำวิจัยเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการทำนโยบาย</p>



<p>“หลายครั้งที่เรามีผลงานวิจัยที่ดีมากและสามารถนำไปใช้ได้ แต่พอเริ่มไปคุยกับหน่วยงานรัฐบางแห่งก็อาจติดระเบียบข้อบังคับบางอย่าง หรือติดขัดด้านงบประมาณ ทำให้ยากที่จะผลักดันข้อเสนอจากงานวิจัยไปสู่การกำหนดนโยบาย” </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bd159d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/10-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ไกรยส</strong> กล่าวเสริมว่า กระบวนการผลักดันงานวิจัยสู่การกำหนดนโยบาย ต้องอาศัยทักษะสำคัญ ได้แก่ 1) การบริหารจัดการงานวิจัย (research management) ซึ่งสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนที่ทำงานนี้ นอกจากจะช่วยให้นักวิจัยกำหนดโจทย์ได้ จะต้องช่วยให้นักวิจัยไปมีส่วนร่วมกับผู้กำหนดนโยบายตั้งแต่ต้น และ 2) การมีเครือข่าย (network) เพื่อหารือทำความเข้าใจและหาแนวทางผลักดันนโยบายการศึกษาโดยใช้งานวิจัยเป็นฐาน ซึ่งทักษะเหล่านี้มีความสำคัญอย่างมากในการเชื่อมโยงเครือข่ายวิชาการกับผู้กำหนดนโยบายให้ได้ประโยชน์ซึ่งกันและกันมากที่สุด</p>



<p><strong>ดร.เกียรติอนันต์</strong> กล่าวว่า การลงพื้นที่เพื่อศึกษาปัญหาด้านการศึกษา และได้มีโอกาสพูดคุยเรื่องนโยบายด้านการศึกษาต่าง ๆ เสมือนเป็นการหยอดเมล็ดพันธุ์ทางความคิดไว้ตามที่ต่าง ๆ ที่ควรจะเติบโตได้ ฉะนั้นการทำงานวิจัยที่สอดคล้องกับปัญหาในพื้นที่จึงเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนนโยบายไปพร้อม ๆ กัน </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c0e848"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/11.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ปัจจัยสำคัญในการพลิกโฉมการศึกษาไทย</strong></h2>



<p>ช่วงหนึ่งของการเสวนา มีการสำรวจความคิดเห็นของผู้ร่วมฟังเสวนาเพิ่มเติมว่า <strong>“ในกรณีของประเทศไทย ปัจจัยสำคัญใดที่ควรจะพิจารณาเพื่อพลิกโฉมการศึกษา”</strong> ส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่าควรพิจารณาเรื่องของบุคลากร <strong>ดร.รังสรรค์ </strong>ผู้ดำเนินรายการกล่าวขยายความคำว่า ‘บุคลากร’ ว่าควรจะรวมไปถึงบุคลากรงานวิจัย เนื่องจากบุคลากรเหล่านั้นมีส่วนสำคัญในการบริหารจัดการองค์ความรู้ของงานวิจัยด้วยเช่นกัน</p>



<p><strong>ดร.ไกรยส</strong> ให้ความเห็นว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะพลิกโฉมการศึกษาได้คือ กระบวนการนโยบาย ซึ่งทุกฝ่ายเราต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจ อีกประการหนึ่งคือการทำงานร่วมกับคนทุกระดับของกระบวนการทำนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นผู้ปฏิบัติ ผู้กำหนดนโยบาย ผู้แทนราษฎร หรือกระทั่งผู้กำหนดทิศทางงบประมาณแผ่นดิน ดังนั้นหากเข้าใจผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทางนโยบาย จะทำให้เข้าใจสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ทั้งนี้ นโยบายการศึกษามีมูลค่าทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูงมาก หากทำงานร่วมกับกลไกเหล่านี้ได้ก็จะสามารถพลิกโฉมการศึกษาอย่างยั่งยืนได้&nbsp;</p>



<p><strong>รศ.ดร.พร้อมพิไล</strong> สะท้อนจากผลสำรวจจากผู้ร่วมฟังเสวนาว่า เราให้ความสำคัญกับเรื่องของ ‘คน’ ซึ่งหมายถึงคนทุกระดับ และผู้บริหารเองก็ควรมีวิสัยทัศน์ที่มองเห็นประโยชน์ของการวิจัยในการขับเคลื่อนสร้างความเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเราอยู่ในยุคที่มีข้อมูลล้นหลาม แต่ขาดการเชื่อมโยงข้อมูล ซึ่งจะต้องอาศัยทรัพยากรมนุษย์หรือบุคลากรในทุกระดับเพื่อนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์มากขึ้น</p>



<p><strong>ดร.เกียรติอนันต์</strong> กล่าวว่า การขับเคลื่อนนโยบายยุคใหม่ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ 1) ข้อมูลสนับสนุน (data ecosystem) 2) การเอาข้อมูลไปทำให้เกิดประโยชน์ (research ecosystem) 3) การขับเคลื่อนนโยบาย (policy ecosystem) และ 4) การนำไปปฏิบัติจริง (implementation ecosystem) ซึ่งประเทศไทยมีข้อมูลค่อนข้างมาก แต่ยังขาดการต่อยอด จึงไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันเวลา และไม่เกิดการนำไปใช้ในทางปฏิบัติจริง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-221327"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/12.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.เกียรติอนันต์</strong> กล่าวต่อว่า การออกนโยบายภายใต้กรอบความคิดว่า ‘ตอบสนองความต้องการของตลาด’ นักเศรษฐศาสตร์แรงงานกำลังเตือนว่าเป็นนโยบายที่ผิดอย่างมาก เพราะในอดีตประมาณ 50 ปีที่แล้ว ตลาดแรงงานจะค่อนข้างนิ่ง แต่ปัจจุบันโครงสร้างทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงทุก ๆ 5 ปี ตลาดแรงงานจึงไม่มีความแน่นอน อีกประการหนึ่งคือ ตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 3 เป็นต้นมา ไทยเน้นการส่งออกเป็นหลัก เพราะฉะนั้นเราต้องหันมาพัฒนาคนให้มากขึ้นตามกลไกโลก</p>



<p>“การศึกษาเป็นสิ่งที่มีพลังมาก ถ้าพลาดนิดเดียวจะกลายเป็นลิ่มที่ตอกคนให้เกิดความเหลื่อมล้ำในระยะยาว ไม่มีความผิดพลาดใดร้ายแรงเท่าการจัดการศึกษาที่เหลื่อมล้ำอีกแล้ว”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-98e135"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/13.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รศ.ดร.พร้อมพิไล</strong> ย้ำถึงคีย์เวิร์ดสำคัญในการเสวนาครั้งนี้ คือ ‘IMPACT’ ตัวแรกคือ Information คือหลักฐานที่จะนำไปสู่การขับเคลื่อนนโยบายได้อย่างมีเป้าหมายและมีความหมาย ซึ่งแม้เราจะมีข้อมูลมาก แต่ถ้าไม่ได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบข้อมูลเหล่านั้นก็จะไม่มีความหมาย นำไปสู่ตัวที่สองคือ ‘Management’ หรือการจัดระเบียบข้อมูล ต่อมา ‘Partnership’ การมีส่วนร่วมในทุกภาคส่วน นอกจากนี้ยังต้องมี ‘Assessment’ การประเมิน โดยใช้หลักฐานหรือข้อพิสูจน์เพื่อประเมินว่าอะไรดีและอะไรที่ไม่ควรทำ นอกจากนี้จะต้อง ‘Change’ อะไรที่เคยทำแล้วไม่เกิดประโยชน์ จะต้องเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกไป เพื่อที่จะนำไปสู่การ ‘Transfrom’ หรือการปฏิรูปอย่างยั่งยืน</p>



<p>สุดท้าย <strong>ดร.ไกรยส</strong> ฝากทิ้งท้ายว่า เราจำเป็นจะต้องมีการลงทุนกับโครงสร้างและระบบนิเวศการเรียนรู้ การเชื่อมโยงข้อมูลในระบบการศึกษาทุกวันนี้ยังต้องการการลงทุนอีกมาก ทั้งทางด้านไอที คน รวมถึงการเชื่อมโยงระบบ เพื่อให้เกิดการวิจัยที่มีคุณภาพ การสร้างเครือข่ายนักวิจัยทั้งหน่วยงานภายในและภายนอกกระทรวงต่าง ๆ ให้มีการเชื่อมโยงบูรณาการการทำงานได้ สิ่งเหล่านี้เป็นความก้าวหน้าด้านการลงทุนที่จะมีผลต่อไปในอีกหลายสิบปีข้างหน้า</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5993ff"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/14.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นอกจากนี้ในกระบวนการจัดสรรงบประมาณสำหรับการวิจัย มีการกำหนดตายตัวในกรอบ 12 เดือนเท่านั้น ซึ่งไม่สอดคล้องกับการทำงานวิจัย หากต้องการให้งานวิจัยมีความยืดหยุ่นและตอบสนองต่อโจทย์ของนโยบายนั้น กระบวนการงบประมาณควรต้องปรับเปลี่ยน</p>



<p>ประเด็นสุดท้ายคือ การประเมินผล หลายครั้งที่นโยบายสาธารณะไม่ได้พ่วงไปกับการประเมินผล ซึ่งในอนาคตควรมีการกำหนดมาตรฐานการประเมินผลของโครงการต่าง ๆ ไว้ตั้งแต่ต้น เพื่อจะทำให้ไม่เกิดความผิดพลาดซ้ำกับที่ผ่านมา และจะทำให้การทำงานวิจัยพัฒนาได้ดียิ่งขึ้นไป&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-70947/">กสศ. ร่วมหาแนวทางผลักดันงานวิจัยสู่นโยบาย พลิกโฉมการศึกษาไทยที่ยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ยูนิเซฟรายงานสำรวจการฟื้นตัวของประเทศไทยหลังโควิด-19 ยกโครงการฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย จ.สมุทรสาคร เป็น ‘โมเดลต้นแบบ’</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-151222/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 15 Dec 2022 13:22:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[UNICEF]]></category>
		<category><![CDATA[สมุทรสาครโมเดล]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.​]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=62687</guid>

					<description><![CDATA[<p>81% ของคนวัยแรงงานเริ่มกลับมามีงานทำ83% ของเด็กวัยเรียน [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-151222/">ยูนิเซฟรายงานสำรวจการฟื้นตัวของประเทศไทยหลังโควิด-19 ยกโครงการฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย จ.สมุทรสาคร เป็น ‘โมเดลต้นแบบ’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>81% ของคนวัยแรงงานเริ่มกลับมามีงานทำ<br>83% ของเด็กวัยเรียนได้กลับไปเรียนในห้องเรียนตามปกติ</p>



<p>ตัวเลขที่ระบุในรายงานฉบับย่อว่าด้วยผลสำรวจ High Frequency ครั้งที่ 1 ในช่วงเดือน สิงหาคม &#8211; กันยายน 2556 โดยองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ผ่านกลุ่มตัวอย่างประชากรวัยแรงงานทั้งในเมืองและชนบท 2,583 ราย สะท้อนถึงการฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 ที่บ่งบอกว่าสถานการณ์โดยทั่วไปในประเทศไทย ‘กำลังเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น’</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ค่าตัวเลขสถิติเหล่านี้ กลับ<strong>มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในทุกกลุ่มประชากร ซึ่งนำไปสู่คำถามสำคัญว่า ประเทศไทยกำลังเดินไปบนเส้นทางของการฟื้นฟูประเทศ โดยยัง ‘มีคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังหรือไม่’</strong></p>



<p>โดยจาก รายงานผลกระทบของโควิด-19 ต่อสถานการณ์การเรียนรู้ถดถอย (Learning Loss) กับการฟื้นฟูคุณภาพการศึกษา (Learning Recovery) ของ กสศ. ที่มีการเปิดเผยต่อสังคมมาตลอดในช่วงที่ผ่านมา ผ่านการวิจัยและการทำงานร่วมภาคีเครือข่ายในการจัดทำข้อมูลสำคัญ ที่แสดงค่าเฉลี่ยความพร้อมในการกลับมาเรียน หลังการปิดสถานศึกษาในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาอย่างยาวนาน ส่งผลให้เกิดภาวะเรียนรู้ถดถอยในเด็กปฐมวัยอย่างชัดเจน รวมถึงข้อสังเกตด้านการเรียนรู้ของเด็กนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษ ที่มีระดับความพร้อมด้านคณิตศาสตร์และภาษาต่ำกว่าเด็กทั่วไป นอกจากนี้ยังมีเรื่องภาวะถดถอยทางร่างกาย เช่นปัญหาเรื่องการทรงตัว จับดินสอไม่ถูกวิธี ไม่มั่นใจกับการเดินขึ้น-ลงบันได ไปจนถึงความถดถอยของพัฒนาการด้านทักษะสังคม ซึ่งทั้งหมดล้วนมีความสัมพันธ์กับความสำเร็จด้านการเรียนของเด็กในอนาคต</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-06eb78"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/08-เตรียมขยายผลสู่ระดับชาติ-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ทั้งนี้หากสถานการณ์ในภาพรวมของระบบการศึกษายังเป็นเช่นนี้ต่อไป ประเทศไทยจะมีกราฟการฟื้นตัวที่เป็นลักษณะ K-Shaped ซึ่งหมายถึงช่องว่างความเหลื่อมล้ำของเด็กเยาวชนจากครัวเรือนที่มีรายได้น้อยกับครัวเรือนที่มีความพร้อมทางเศรษฐกิจมากกว่า จะยิ่งถ่างกว้างออกไปมากขึ้น แล้วสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือเด็ก ๆ จากครัวเรือนรายได้น้อยเหล่านี้ จะมีอัตราฟื้นตัวจากภาวะถดถอยที่เชื่องช้า หรือในอีกทางหนึ่ง ประเทศไทยจะมีเด็กเยาวชนกลุ่มหนึ่งที่เข้าไม่ถึงโอกาสในการฟื้นฟู กลายเป็นกลุ่มประชากรรุ่นที่สูญหาย หรือ ‘Lost Generation’ ซึ่งจะหลุดไปจากระบบการศึกษาอย่างถาวร</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การฟื้นตัวที่เป็นไปอย่างไม่สมดุล </strong></h2>



<p>องค์กรยูนิเซฟ จึงทำรายงานการสำรวจขึ้นมา ที่มุ่งเป้าไปที่ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมต่อสวัสดิภาพครัวเรือน และทิศทางการฟื้นตัวของประชากรกลุ่มต่าง ๆ ในมิติการจ้างงาน รายได้ ความมั่นคงทางอาหาร การปรับตัว การศึกษา และสุขภาพ ซึ่งมีข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้</p>



<p><strong>การจ้างงาน &#8211; </strong>81% ของกลุ่มสำรวจบอกว่าพวกเขามีงานทำในช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน 2565 โดยภาพรวมแล้วมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจของธนาคารโลกเมื่อปี 2564 และบ่งชี้ว่าสถานการณ์แรงงานเป็นไปในทางที่ดีขึ้น ขณะที่เมื่อเจาะลึกลงไป ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีการจ้างงานในสัดส่วนต่ำที่สุดที่ 73% นอกจากนี้ถ้าแยกตามกลุ่มครัวเรือน พบว่าการจ้างงานในกลุ่มครัวเรือนผู้มีการศึกษาน้อยในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ 70% และในกลุ่มครัวเรือนยากจนที่สุด มีสัดส่วนการจ้างงานที่ 68%</p>



<p>ในสัดส่วนของคนที่กลับไปทำงานอีกครั้ง กลุ่มครัวเรือนที่มีเด็กมีความยากลำบากมากกว่าเมื่อเทียบกับครัวเรือนที่ไม่มีเด็ก ในสัดส่วน 68% ต่อ 84% &nbsp;</p>



<p>กลุ่มผู้อยู่ในพื้นที่เขตเมือง-เทศบาล สามารถหางานใหม่หลังจากตกงานได้ในสัดส่วนสูงกว่ากลุ่มผู้อยู่พื้นที่รอบนอก-ชนบท ที่ 83% ต่อ 77%</p>



<p>กลุ่มผู้อาศัยในกรุงเทพมหานคร ภาคกลาง และภาคเหนือ ประสบความสำเร็จในการได้รับการจ้างงานใหม่สูงกว่าภูมิภาคอื่น ๆ ที่ 84% 92% และ 89% ขณะที่กลุ่มผู้อาศัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ มีสัดส่วนการหางานใหม่ได้ต่ำที่สุด ที่ 63% และ 77%</p>



<p>กลุ่มคนจากภาคการผลิตและก่อสร้างสามารถกลับไปทำงานใหม่ได้ถึง 98% ขณะที่ภาคเกษตรกรรมฟื้นตัวได้ในสัดส่วนต่ำที่สุด เพียง 80% </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9590c5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/14-ยูนิเซฟรายงานสำรวจ-06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ข้อสังเกตหนึ่งจากรายงานการจ้างงานระบุว่า กลุ่มตัวอย่างจากครอบครัวยากจนเป็นกลุ่มที่ฟื้นตัวได้ช้าที่สุด โดยมีถึง 36% ในกลุ่มนี้ที่ยังไม่สามารถเริ่มต้นกับงานใหม่ได้ ซึ่งหากเปรียบกับครัวเรือนที่มีฐานะเศรษฐกิจดีกว่า มีเพียง 10% ที่ยังไม่ได้กลับไปทำงานอีกครั้ง</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>วิกฤตการดูแล</strong></h2>



<p>ภาระการดูแลผู้พึ่งพิงนับว่าเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการจ้างงาน โดยมีกลุ่มตัวอย่าง 24% ของกลุ่มสำรวจ ที่ต้องดูแลเด็กหรือผู้เจ็บป่วยในครอบครัว ทั้งนี้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีครัวเรือนที่มีผู้ที่ไม่สามารถทำงานสร้างรายได้เพราะต้องดูแลสมาชิกคนอื่นในครอบครัวถึง 40% ซึ่งในจำนวนนี้เป็นกลุ่มที่ต้องดูแลเด็กกว่า 70%</p>



<p>นอกจากนี้ ข้อมูลยังชี้ว่ากลุ่มครัวเรือนยากจนที่ไม่สามารถทำงานสร้างรายได้เนื่องจากต้องดูแลเด็ก มีสัดส่วนที่น่าวิตกอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยเหตุผลด้านข้อจำกัดทางทุนทรัพย์ การยังชีพ การเข้าถึงบริการด้านดูแลเด็ก อันเป็นประเด็นที่ต้องวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มเติมต่อไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-82221c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/7_พี่นก-เนตรดาว-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>รายได้</strong></h2>



<p>แม้ภาพรวมของประเทศไทย จะเป็นไปในทางที่ดีขึ้นดังที่กล่าวไปแล้ว อย่างไรก็ตาม 60% ของกลุ่มสำรวจระบุว่ารายได้ครัวเรือนลดลงเมื่อเทียบกับ 12 เดือนก่อนการสำรวจ มีเพียง 35% ที่มีรายได้เพิ่มขึ้นหรือเท่าเดิม และเป็นอีกครั้งที่ 70% ของกลุ่มสำรวจที่มีรายได้ลดลง มาจากครัวเรือนที่ยากจนที่สุด</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เงินเฟ้อ</strong></h2>



<p>ต่อข้อสอบถามถึงราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้นในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา(ก่อนการสำรวจ) มีครัวเรือนถึง 99% ที่ระบุว่ารับรู้ถึงราคาสินค้าที่สูงขึ้น โดย 90% ของกลุ่มสำรวจกล่าวว่าการขยับราคาขึ้นของสินค้า เป็นความเสี่ยงต่อระบบการเงินของครอบครัว</p>



<p>ทั้งนี้ความวิตกกังวลเกี่ยวกับราคาสินค้า มีความแตกต่างกันในกลุ่มสำรวจ โดยผลสำรวจชี้ว่าในประชาชนกลุ่มที่ยากจนที่สุด ประเด็น ‘เงินเฟ้อ’ หรือราคาสินค้าที่สูงขึ้น เป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าการติดเชื้อไวรัสโคโรนา ซึ่งกลับกันสำหรับกลุ่มสำรวจที่มีฐานะเศรษฐกิจดีกว่า ระบุว่ากังวลเรื่องการติดเชื้อไวรัสโคโรนามากที่สุด</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b6d6d1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/14-ยูนิเซฟรายงานสำรวจ-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>กลยุทธิ์-การรับมือ</strong></h2>



<p>ข้อมูลจากรายงานเสนอว่า ‘หนี้สินครัวเรือน’ เป็นประเด็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุด โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีเด็ก โดยกลุ่มนี้จะมีสัดส่วนของผู้ชำระหนี้สินช้ากว่ากำหนด การกู้ยืมเงิน และการจำนอง/จำนำทรัพย์สิน หรืออสังหาริมทรัพย์ ในสัดส่วนที่สูงที่สุด</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ความมั่นคงทางอาหาร</strong></h2>



<p>กว่า 20% ของกลุ่มสำรวจเผยว่าไม่สามารถบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพและมีคุณค่าทางโภชนาการ รวมถึงอาหารที่ชื่นชอบได้ ในจำนวนนี้เป็นกลุ่มสำรวจจากครัวเรือนยากจนถึง 40%</p>



<p>มีถึง 4% ที่บอกว่าสมาชิกในครอบครัวต้องออกไปประกอบภารกิจนอกบ้าน (ไปทำงาน/ไปโรงเรียน) โดยไม่ได้กินอาหารตลอดทั้งวัน ซึ่ง 12% ในกลุ่มนี้เป็นผู้ที่มาจากครอบครัวยากจนที่สุด</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5675fa"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/13-ติดตามนโยบายลดความเหลื่อมล้ำ-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ความช่วยเหลือทางสังคม</strong></h2>



<p>60% ของกลุ่มสำรวจบอกว่าพวกเขาได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ แต่อย่างไรก็ตาม 13% ของกลุ่มสำรวจระบุว่าพวกเขาประสบปัญหาในการรับความช่วยเหลือทางสังคม โดยประเด็นปัญหาสำคัญได้แก่ 1)ปัญหาอินเทอร์เน็ต/ไฟฟ้า 2)ปัญหาการยืนยันตัวตน 3)ปัญหาความยุ่งยากซับซ้อนในการใช้งานแอปพลิเคชั่น โดยกลุ่มครัวเรือนที่มีเด็ก ประสบปัญหามากกว่าครัวเรือนที่ไม่มีเด็กอยู่ที่ 22% ต่อ 5%</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การศึกษาและพัฒนาการของเด็กปฐมวัย</strong></h2>



<p>ในภาพรวม เด็กจากครอบครัวของกลุ่มสำรวจ 42% ได้กลับไปเรียนตามปกติเมื่อโรงเรียนเปิดอีกครั้ง ขณะที่ข้อมูลเผยว่า 90% ของเด็กที่ไม่ได้กลับไปเรียนตามปกติอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และมาจากครัวเรือนที่มีรายได้น้อย</p>



<p>79% แสดงความคิดเห็นว่าการเรียนการสอนออนไลน์มีประสิทธิภาพน้อย และกลุ่มสำรวจจากครอบครัวยากจนถึง 25% ระบุว่าการเรียนการสอนออนไลน์ไม่มีประสิทธิภาพต่อเด็กเลย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-274921"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/14-ยูนิเซฟรายงานสำรวจ-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ผลสำรวจพบว่าการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์สำหรับเรียนออนไลน์เป็นอุปสรรคสำคัญที่สุด (24%) รองลงมาคือปัญหาที่พ่อแม่ผู้ปกครองมีภารกิจมากจนไม่สามารถสนับสนุนการเรียนการสอนออนไลน์ของเด็ก (20%) รวมถึงพ่อแม่ผู้ปกครองที่ไม่มีทักษะเพียงพอสนับสนุนการเรียนการสอนทางไกล (12%) นอกจากนี้การที่ครูผู้สอนไม่มีความพร้อมที่จะทำการสอนในรูปแบบออนไลน์ก็เป็นอีกประเด็นที่มีการกล่าวถึง</p>



<p>ส่วนการเข้าเรียนในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ผลสำรวจพบว่าแม้อัตราการเข้าเรียนจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากหากเปรียบกับช่วงเวลาการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างไรก็ตาม มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญคือเด็กจากครัวเรือนฐานะดีมีอัตราลงทะเบียนเรียนสูงที่สุด เมื่อเทียบกับเด็กจากครัวเรือนกลุ่มอื่น</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>สุขภาพและการฉีดวัคซีน</strong></h2>



<p>โดยภาพรวมแล้วครัวเรือนกลุ่มต่าง ๆ สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้ดีในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา กลุ่มสำรวจ 98% ระบุว่าสมาชิกวัยผู้ใหญ่ในครัวเรือนได้รับวัคซีนโควิด-19 แล้วอย่างน้อยสองเข็ม อย่างไรก็ตาม 4% ของครัวเรือนกลุ่มยากจนที่สุดบอกว่า พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้เลยเมื่อถึงคราวจำเป็</p>



<p>นอกจากนี้ยังมีประเด็นปัญหาสุขภาพจิต โดยกลุ่มสำรวจจากกลุ่มยากจน 14% บอกว่าพวกเขาวิตกกังวลมาก ‘ทุกวัน’ ขณะที่มีกลุ่มสำรวจจากครัวเรือนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าเพียง 4% ที่บอกว่าวิตกกังวลทุกวัน ส่วนข้อคำถามที่เกี่ยวข้องกับความวิตกกังวลของเด็กในครัวเรือน มีกลุ่มสำรวจวัยผู้ใหญ่ถึง 23% ที่บอกว่าพวกเขา ‘ไม่ทราบ’ เลยว่าเด็กมีความวิตกกังวลหรือไม่ ในช่วงเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f50a9a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/12/16-สมุทรสาคาโมเดล-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การฟื้นฟูภาวะเรียนรู้ถดถอย (Learning Loss) และฟื้นฟูคุณภาพการศึกษา (Learning Recovery)</strong></h2>



<p>ยูนิเซฟ กสศ. กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับภาคีจัดตั้งโครงการฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย โดยนำร่องในจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อค้นหาเครื่องมือนวัตกรรม และแนวทางต้นแบบในการช่วยเหลือดูแลนักเรียนในช่วงการศึกษาภาคบังคับ ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 และดำเนินการต่อเนื่องจนเห็นผลสำเร็จในระดับหนึ่ง ซึ่งหลังจากนี้ ทางคณะทำงานจะถอดบทเรียนเป็น ‘โมเดลต้นแบบ’ ในการทำงานกับพื้นที่อื่น ๆ และขยายผลสู่ระดับนานาชาติ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-439986"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/23-กสศ.ร่วมเวทียูนิเซฟ-00.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ส่วนการฟื้นตัวของเด็กเยาวชนในภาวะวิกฤตทางการศึกษา กสศ. ได้มุ่งช่วยเหลือสนับสนุนนักเรียนทั้งในและนอกระบบ จากครัวเรือนกลุ่มรายได้น้อยที่สุด 15% ของประเทศ ทั้งในรูปแบบทุนการศึกษา จนถึงแนวทางให้ความช่วยเหลือด้านอื่น ๆ ที่ครอบคลุมทั้งเรื่องสุขภาพ ความมั่นคงทางอาหาร สวัสดิภาพความปลอดภัย ปัญหาครอบครัว รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา เช่นค่าเดินทางเป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้เด็กเยาวชนสามารถกลับมามีความพร้อมในการเรียนรู้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีควบคู่กันไป ภายใต้เป้าหมายของการสร้างความเสมอภาคให้กับประชากรทุกกลุ่มในประเทศ</p>



<p>สำหรับผลรายงาน High Frequency ฉบับนี้ เป็นเพียงฉบับแรก โดยยูนิเซฟจะทำการสำรวจกลุ่มเป้าหมายเพิ่มเติมเป็นครั้งที่สอง และติดตามความเปลี่ยนแปลงในระยะเวลา 5 เดือน ก่อนถอดบทเรียนสรุปเป็นรายงานฉบับสมบูรณ์ และนำเสนอต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการกำหนดนโยบายของประเทศไทยใน 1-2 ปีหลังจากนี้ &nbsp;&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-151222/">ยูนิเซฟรายงานสำรวจการฟื้นตัวของประเทศไทยหลังโควิด-19 ยกโครงการฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย จ.สมุทรสาคร เป็น ‘โมเดลต้นแบบ’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ.ร่วมเวทียูนิเซฟ ฉายภาพสถานการณ์เรียนรู้ถดถอยและฟื้นฟูคุณภาพการศึกษา ชี้การลงทุนกับทรัพยากรมนุษย์ ช่วยประเทศไทยฟื้นตัวอย่างเสมอภาคทุกกลุ่ม</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-041222/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 04 Dec 2022 07:40:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ฟื้นฟูคุณภาพการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนรู้ถดถอย]]></category>
		<category><![CDATA[TDRI]]></category>
		<category><![CDATA[UNICEF]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=62370</guid>

					<description><![CDATA[<p>องค์การยูนิเซฟ เผยรายงานผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม และก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-041222/">กสศ.ร่วมเวทียูนิเซฟ ฉายภาพสถานการณ์เรียนรู้ถดถอยและฟื้นฟูคุณภาพการศึกษา ชี้การลงทุนกับทรัพยากรมนุษย์ ช่วยประเทศไทยฟื้นตัวอย่างเสมอภาคทุกกลุ่ม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>องค์การยูนิเซฟ เผยรายงานผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม และการฟื้นตัวหลังโควิด-19 ครั้งที่ 1 (ระหว่างเดือนสิงหาคม-กันยายน 2565 ผ่านการสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างในเมืองและชนบท จำนวน 2,583 ตัวอย่างในพื้นที่ทั่วประเทศจากกลุ่มเป้าหมายประชากรวัยแรงงานทั่วประเทศไทย โดยมีสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กสศ. และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เข้าร่วมหารือเกี่ยวกับผลการสำรวจ ด้วยเป้าหมายเพื่อประเมินผลกระทบต่อสวัสดิการและสวัสดิภาพครัวเรือน และติดตามเส้นทางการฟื้นฟูในประชากรต่าง ๆ ในหลากหลายมิติ เช่น การจ้างงาน รายได้ ความั่นคงทางอาหาร การปรับตัว การศึกษา และสุขภาพ พร้อมเปิดเวทีแลกเปลี่ยนเพื่อหาแนวทางในการสำรวจครั้งต่อไป และเตรียมสรุปรายงานผลฉบับสมบูรณ์ ในปี 2566 เสนอเป็นข้อมูลตั้งต้นในการกำหนดเชิงนโยบายฟื้นฟูประเทศอย่างเป็นองค์รวม</p>



<p>Ms.Kyungsun Kim, UNICEF Representative for Thailand กล่าวว่า รายงานการสำรวจผลกระทบทางเศรษฐกิจสังคม และการฟื้นตัวหลังโควิด-19 ครั้งที่ 1 หลังวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้แสดงให้เห็นถึงสวัสดิภาพครัวเรือนไทย และทิศทางการฟื้นตัวของประชากรหลายกลุ่ม ในมิติการจ้างงาน รายได้ ความมั่นคงทางอาหาร การปรับตัว การศึกษา และสุขภาพ โดยแม้การสำรวจกลุ่มตัวอย่างประชากรวัยแรงงานทั่วประเทศระบุว่า แนวโน้มสถานการณ์ทั่วไปของประชากรไทย เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญของความเหลื่อมล้ำในประชากรบางกลุ่ม จึงเกิดคำถามที่ตามมาว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในเส้นทางสู่การฟื้นฟูในองค์รวม โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังหรือไม่</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5537ac"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/23-กสศ.ร่วมเวทียูนิเซฟ-00.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“แม้ว่ารัฐบาลไทยได้ดำเนินมาตรการที่หลากหลาย ซึ่งช่วยรับมือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ในระดับหนึ่ง แต่ผลสำรวจยังคงชี้ว่า ปัญหาความยากจนยังคงอยู่ และเป็นวาระสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะกับประชากรในกลุ่มด้อยโอกาสที่ต้องเจอปัญหาอุปสรรคอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ยังส่งผลถึงเด็กเยาวชนจากครอบครัวเหล่านี้ ที่ประสบภาวะความรู้ถดถอยจำนวนมาก และไม่ได้รับการฟื้นฟูความรู้เท่าที่ควร ท่ามกลางสถานการณ์ของราคาอาหาร ค่าครองชีพ ราคาพลังงาน รวมถึงอัตราเงินเฟื้อที่ยังคงพุ่งสูงขึ้น”</p>



<p>Ms.Kyungsun Kim กล่าวว่า ผลการสำรวจครั้งนี้ ทิ้งคำถามที่ฝากไว้ให้คิดว่า เราจะทำอย่างไรให้ประชากรทุกกลุ่ม ฟื้นตัวได้อย่างเสมอภาคและยั่งยืน ไม่ว่าจะอาศัยอยู่ที่ใด เขาต้องได้รับโอกาสเข้าถึงการศึกษา บริการสาธารณสุข มีงานทำ มีรายได้ โดยการสำรวจครั้งนี้เป็นเพียงครั้งที่ 1 ซึ่งจะมีการสำรวจครั้งที่ 2 ตามมา และทางยูนิเซฟจะสรุปจัดทำรายงานฉบับสมบูรณ์ เพื่อเป็นข้อเสนอที่ช่วยในการกำหนดนโยบายของประเทศไทยใน 3-5 ปีต่อจากนี้ และหวังว่าการทำงานครั้งนี้จะช่วยปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ นำพาประเทศไทยไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้นในอนาคต โดยไม่มี ‘ใคร’ หรือ ‘ประชากรกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง’ ถูกทิ้งไว้ข้างหลังอีกต่อไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-76eaec"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/ดร.สมชัย-จิตสุชน.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง TDRI</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ด้าน <strong>ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)</strong> กล่าวว่า ข้อสรุปหนึ่งจากรายงานฉายให้เห็นภาพใหญ่ว่าสถานการณ์ของประเทศดีขึ้น ประเด็นที่น่าสนใจคือยังมีประชากรกลุ่มที่จะทำอย่างไรให้เขาเข้าถึงการฟื้นฟูให้ได้ ในการสำรวจจะนำเราไปหาข้อมูลที่จะสามารถศึกษาคนกลุ่มนี้ได้มากขึ้น พยายามออกแบบวิธีการที่จะพาเขากลับมา เพื่อตอบโจทย์การฟื้นฟูประเทศในองค์รวมให้ได้ ส่วนในเรื่องนโยบาย ต้องออกแบบมาตรการทางสังคมที่เหมาะสมกับสถานการณ์หลังโควิด-19 โดยทำความเข้าใจผ่านรายงานผลสำรวจต่าง ๆ</p>



<p>ประเด็นที่ชัดคือเรื่องการพัฒนาเด็กเยาวชน จากผลสำรวจมีประเด็นที่น่าสนใจว่าเด็กยังขาดความมั่นคงทางอาหาร ตรงนี้ต้องมีนโยบายเข้าไปช่วยเหลือให้ทั่วถึง ในส่วนของการศึกษา ต้องมีการนำความมีส่วนร่วมของภาคเอกชนเข้ามา เช่นลดค่าใช้จ่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษา ร่วมกับที่ภาครัฐมีนโยบายอยู่แล้ว ในแง่นี้ยูนิเซฟหรือหน่วยงานใดก็ตามอาจเข้ามาให้คำปรึกษาในระดับปฏิบัติการ ช่วยสำรวจพื้นที่ วางแผน และแก้ปัญหาร่วมกันเพื่อทำงานในระดับพื้นที่ เนื่องจากการแก้ปัญหาใหญ่ระดับชาติ ต้องอาศัยความร่วมมือที่จริงจัง จึงจะตอบโจทย์การแก้ปัญหาความรู้ถดถอย และฟื้นฟูประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-88f9f8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/ดร.ไกรยส-ภัทราวาท.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>สอดคล้องกับ <strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</strong> ที่กล่าวถึงรายงานว่า รายงานฉบับนี้ของยูนิเซฟ ถือว่ามีความสำคัญมากในช่วงเวลาที่ไทยกำลังฟื้นฟูประเทศจากวิกฤตโควิด-19 ผลสำรวจนี้จะมีประโยชน์อย่างมากกับการกำหนดนโยบายของประเทศในอนาคตอันใกล้ เพื่อทำงานกับประชากรทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง</p>



<p>ทั้งนี้ กสศ. ได้ร่วมนำเสนอรายงาน ผลกระทบของโควิด-19 ต่อสถานการณ์การเรียนรู้ถดถอย (Learning Los) กับการฟื้นฟูคุณภาพการศึกษา (Learning Recovery)  สำรวจค่าเฉลี่ยความพร้อมในการเรียนรู้ของเด็กเยาวชนทั่วประเทศ พบว่าความยากจนเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเรียนรู้ โดยเด็กจากครัวเรือนยากจนที่สุด 10-20% ของประเทศ มีผลกระทบเรื่องการเรียนรู้ถดถอยสูงกว่าเด็กทั่วไป และนอกจากการเรียนรู้ด้านวิชาการ ยังพบภาวะถดถอยทางร่างกายในเด็กชั้นอนุบาล-ประถมศึกษาตอนต้น ที่มีปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรง พัฒนาการกล้ามเนื้อมัดใหญ่มัดเล็กไม่สมวัย ขาดความมั่นใจในการเคลื่อนไหว หรือขาดทักษะด้านการสื่อสาร เป็นต้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d9b635"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/23-กสศ.ร่วมเวทียูนิเซฟ-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ฐานข้อมูลการสำรวจที่เจาะลึกถึงต้นตอของปัญหา ทำให้ กสศ. ร่วมกับโรงเรียนภาคีในการสนับสนุนให้ครูและผู้ปกครอง ร่วมสังเกตเด็ก ๆ และเร่งหาวิธีการฟื้นฟูภาวะพัฒนาการทางร่างกายถดถอยให้ดีขึ้น อันจะนำไปสู่การฟื้นฟูพัฒนาการรอบด้านของเด็ก ให้กลับมามีความพร้อมและความมั่นใจในการเรียนรู้อีกครั้ง”</p>



<p>ขณะเดียวกัน ดร.ไกรยส ได้เสนอว่า ภาครัฐจำเป็นต้องลงทุนกับกลุ่มผู้ด้อยโอกาสอย่างจริงจัง และมีการประเมินผลผ่านข้อมูลการสำรวจ เช่นเดียวกับที่ยูนิเซฟจัดทำรายงานฉบับนี้ เพื่อนำไปสู่ขั้นตอนกำหนดนโยบายที่มีคุณภาพ ส่งเสริมสนับสนุนคนทุกกลุ่มได้ถูกต้องตรงจุด ซึ่งจะเป็นย่างก้าวที่สำคัญของการฟื้นฟูประเทศจากโควิด-19 อย่างเสมอภาคในระยะยาว เพราะการสำรวจและติดตามข้อมูลจากประชากรทุกกลุ่มทั่วประเทศ จะถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงการค้นหามาตรการดูแลคนทุกกลุ่มอย่างถ้วนหน้า ทั้งยังสามารถมุ่งเป้าไปที่การสนับสนุนช่วยเหลือประชากรเฉพาะกลุ่มปัญหาได้อีกด้วย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-95447b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/ดร.พิสิทธิ์-พัวพันธ์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.พิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายเศรษฐกิจมหภาค<br>สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.พิสิทธิ์ พัวพันธ์</strong> <strong>ผู้อำนวยการกองนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง </strong>กล่าวว่า สามด้านของยุทธศาสตร์กระทรวงการคลังที่เชื่อมโยงกับองค์การยูนิเซฟ และการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคต หนึ่งคือนโยบายการคลังเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ รายงานของยูนิเซฟแสดงให้เห็นชัดเจนว่ากลุ่มครัวเรือนรายได้น้อยยังได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ต่อเนื่อง และมากกว่าคนกลุ่มอื่น ๆ โดยหลังจากนี้การพัฒนาข้อมูลที่ทำให้รัฐรู้จักประชาชนหรือผู้ประกอบการ จะนำไปสู่การช่วยเหลือเรื่องสวัสดิการสังคมได้มากขึ้น</p>



<p>ประเด็นที่สองคือการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันระยะปานกลางถึงระยะยาว รัฐต้องยกระดับศักยภาพของเด็กเยาวชนและแรงงานให้มากขึ้น โดยจากผลสำรวจจะเห็นว่าเทคโนโลยีดิจิทัลคือเครื่องมือในการพัฒนา ซึ่งภาครัฐต้องลงทุนในส่วนนี้มากขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมเป้าหมายต่าง ๆ ที่จะส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ และทำยังไงถึงจะทำให้แรงงานได้เข้าไปอยู่ในอุตสาหกรรมที่จะเติบโตในอนาคต เช่นท่องเที่ยว หรือบริการสุขภาพ </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-23f0b5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/23-กสศ.ร่วมเวทียูนิเซฟ-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ยุทธศาสตร์ที่สามคือการรักษาความยั่งยืนของนโยบายการคลัง เรามีงบประมาณที่จำกัด ด้วยภาษีต่อ GDP ประเทศไทยอยู่ที่ 14% ขณะที่ฐานภาษียุโรปอยู่ที่ 30-35% ฉะนั้นนโยบายสวัสดิการสังคมถ้าเราไม่ขยายฐานภาษี ก็ต้องแลกมาด้วยระบบสวัสดิการที่เจาะจงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น เช่นช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยให้มีทางพัฒนาเติบโต ซึ่งในท้ายที่สุดนโยบายเจาะจงช่วยเหลือเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม อาจเป็นทางเลือกที่สำคัญของการฟื้นฟูประเทศในเป้าหมายระยะสั้น”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-041222/">กสศ.ร่วมเวทียูนิเซฟ ฉายภาพสถานการณ์เรียนรู้ถดถอยและฟื้นฟูคุณภาพการศึกษา ชี้การลงทุนกับทรัพยากรมนุษย์ ช่วยประเทศไทยฟื้นตัวอย่างเสมอภาคทุกกลุ่ม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. ร่วมระดมความเห็นผ่านเวที &#8216;พลิกโฉมการศึกษาไทย&#8217; เพื่อเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา ย้ำเด็กกลุ่มเปราะบางสำคัญที่สุด</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-all-for-education-110822/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 11 Aug 2022 12:22:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฏ]]></category>
		<category><![CDATA[เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ประชุมนานาชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวงานต่างประเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.จีรเดช อู่สวัสดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok Statement 2022]]></category>
		<category><![CDATA[สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ชิเกรุ อาโอยางิ]]></category>
		<category><![CDATA[คยองซอน คิม]]></category>
		<category><![CDATA[National Consultation for Transforming Education Summit]]></category>
		<category><![CDATA[All For Education]]></category>
		<category><![CDATA[ตรีนุช เทียนทอง]]></category>
		<category><![CDATA[UNICEF]]></category>
		<category><![CDATA[SDGs]]></category>
		<category><![CDATA[ศธ.]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[unesco]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=59212</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับชาติเพ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-all-for-education-110822/">กสศ. ร่วมระดมความเห็นผ่านเวที ‘พลิกโฉมการศึกษาไทย’ เพื่อเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา ย้ำเด็กกลุ่มเปราะบางสำคัญที่สุด</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับชาติเพื่อระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับการพลิกโฉมการศึกษา (National Consultation for Transforming Education Summit) ผ่านระบบการประชุมทางไกล&nbsp;&nbsp;โดยมี โดย<strong> นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) นางคยองซอน คิม ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย นายชิเกรุ อาโอยางิ ผู้อำนวยการ องค์การยูเนสโก สำนักงานกรุงเทพฯ รศ.ดร.จีรเดช อู่สวัสดิ์ ที่ปรึกษาคณะกรรมการพัฒนาการศึกษาหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฏ รองประธานสายงาน FTI Academy สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย</strong> และ <strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</strong> และคณะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วม</p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท</strong> ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้ร่วมเป็นส่วนสำคัญกล่าวในหัวข้อแนวทางการพลิกโฉมการศึกษาไทยว่า&nbsp; การรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลมีความสำคัญมากต่อการทำงานด้านการศึกษา โดยเฉพาะประชากรในส่วน 5 &#8211; 10 % สุดท้าย คือกลุ่มที่เราต้องเข้าถึงให้ได้ เพื่อลดผลกระทบจากโควิด-19 และทำให้พวกเขาได้เข้าถึงโอกาสในการศึกษา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f37a7d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/06-พลิกโฉมการศึกษาไทย-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>&#8220;ประชากร&nbsp; 5 &#8211; 10 % นี้ เราเรียกว่า ประชากรในหลักกิโลเมตรสุดท้าย (Last &#8211; mile) ซึ่งทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในภาครัฐหรือภาคเอกชน ต่างทราบดีว่าโจทย์ของหลักกิโลเมตรสุดท้ายเป็นโจทย์ที่มีความท้าทายมากที่สุดเสมอ เป็นโจทย์ที่จะต้องใช้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจริง ๆ เราจึงใช้คีย์เวิร์ดสำคัญเรื่อง All for Education เพื่อบรรลุเป้าหมาย Education for All&nbsp; ร่วมกันให้ได้</p>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวต่อไปว่า การบรรลุไปสู่ All for Education จะต้องใช้มาตรการที่หลากหลาย และหลายหน่วยงานมาทำร่วมกัน อย่างมาตรการด้านข้อมูลสารสนเทศ เช่น ถ้าใช้เลข 13 หลักเป็นตัวตั้ง จะทำอย่างไรให้เกิดกระบวนการบูรณาการทุกสังกัด แม้ทุกสังกัดจะเปิดเทอมใกล้เคียงกัน แต่วงจรในการรวบรวมข้อมูลรายบุคคลไม่เหมือนกัน เช่น ข้อมูลจาก กทม.มี 400 กว่าโรงเรียนก็แบบหนึ่ง เมื่อเปิดเทอมใหม่ เด็กอาจย้ายไปตามไซต์ทำงานของพ่อแม่หรือกลับต่างจังหวัดไป ข้อมูลอาจไปอยู่ในโรงเรียนสังกัด สพฐ. หรือหายไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ba0d0f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/นางสาวตรีนุช-เทียนทอง.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ฉะนั้นการจะรวบรวมข้อมูลรายบุคคลมาจากทุก ๆ หน่วยงาน สู่ระบบข้อมูลเดียวกันเพื่อตรวจสอบเด็กตกหล่น จึงยังเป็นเรื่องที่ท้าทายเป็นอย่างมาก</p>



<p>ในส่วนของการทำงานด้านกระบวนการเหล่านี้ เมื่อได้ข้อมูลที่ชัดเจนตรงกันแล้ว ก็ไปสู่เรื่องของงบประมาณต่อไป การที่เรามีข้อมูลที่มีตัวตนชัดเจน สามารถตรวจสอบได้ จะนำไปสู่การจัดสรรงบประมาณไปที่ตัวเด็กอย่างถูกต้องและรายงานผลได้อย่างไม่คลาดเคลื่อน</p>



<p>“ประเทศไทยภายใต้แนวคิด All for Education จะเกิดขึ้นได้ ต้องมีระบบสารสนเทศที่ดี มีแนวทางประสานความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และภาคประชาสังคมให้ได้ รวมถึงต้องมีนวัตกรรมทางการเมืองและการคลังด้วย”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ab1215"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/06-พลิกโฉมการศึกษาไทย-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวเสริมว่า เป็นที่ทราบดีว่าเมื่อเกิดการระบาดของโควิด-19&nbsp; การจัดเก็บรายได้ของภาครัฐมีแนวโน้มลดลง แนวทางและมาตรการในการใช้งบประมาณเพื่อลดผลกระทบจากโควิด-19 จึงมีความจำกัด แต่มีมิติที่หลากหลายขึ้น ดังนั้น การสร้างนวัตกรรมทางการเงินการคลังเพื่อดึงเงินจากภาคเอกชน หรือภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามาหนุนเสริมกันจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อทำให้รัฐมีงบประมาณที่เพียงพอในการจัดการศึกษาในภาวะโควิด-19 รวมถึงมีระบบคุ้มครองด้านสังคมต่าง ๆ อย่างครอบคลุมปัญหา</p>



<p>“ประเด็นสุดท้าย ผมจะขอเน้นย้ำตามข้อสรุปที่เคยเสนอไปตั้งแต่เมื่อปี 2563 คือ Area Based Education หรือการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ อย่างจังหวัดที่มีสภาหอการค้าจังหวัด หรือสภาอุตสาหกรรมจังหวัด เขาจะรู้ความต้องการภาคแรงงาน รู้ความต้องการของทักษะตามแต่ละพื้นที่ต้องการ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-965b1c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/1660238206670-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นางคยองซอน คิม ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>การฟื้นฟูเศรษฐกิจและการศึกษา จึงต้องเป็นการปักหมุดหมายร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ให้สามารถผลิตบัณฑิตและกำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก”</p>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวต่อไปว่า เมื่อขยับการทำงานมาในปี 2564 เรามีการประชุมนานาชาติ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ&nbsp; กสศ. และองค์กรระหว่างประเทศร่วมกันจัด ครั้งนั้นได้มีการเน้นย้ำความสำคัญไปที่เรื่องของครู เพราะภายใต้วิกฤตเป็นช่วงที่โรงเรียนต้องปิดและเปลี่ยนมาเป็นการเรียนการสอนแบบออนไลน์</p>



<p>&#8220;คุณครูคือความหวังสำคัญที่จะช่วยให้การเรียนรู้ยังคงมีอยู่ได้ แต่คุณครูและสถานศึกษาจะเข้าไปอยู่ในระบบออนไลน์ ตรงนี้จึงเป็นโจทย์สำคัญต่อการจะพลิกโฉมทางการศึกษา เพราะในสถานการณ์นี้ เราจะทำแบบเดิมไม่ได้อีก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7e0998"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/06-พลิกโฉมการศึกษาไทย-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“การแก้ไขปัญหาทั้งหมดจึงเน้นหลักการขับเคลื่อนให้ทุก ๆ ภาคส่วนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา Last mile ตรงนี้เป็นสิ่งที่สำคัญและเราก็พยายามที่จะให้ข้อสรุปจากข้อตกลงที่เรียกว่า ถ้อยแถลงกรุงเทพฯ 2565 มุ่งสู่การฟื้นฟูการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพสำหรับทุกคนและการพลิกโฉมการศึกษาในภูมิภาคเอเชีย &#8211; แปซิฟิก (Bangkok Statement 2022) เข้าไปอยู่ในการทำงานในอนาคต ของทั้ง กสศ.และหน่วยงานต่าง ๆ”</p>



<p>ดร.ไกรยส อธิบายเพิ่มเติมว่า ข้อเสนอในถ้อยแถลงกรุงเทพฯ 2565 แบ่งออกเป็นหลายด้าน แต่ที่อยากเน้นย้ำมี 4 ด้าน คือ 1.การเปิดเรียนอย่างปลอดภัยและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อผู้เรียนทุกคน 2.กลยุทธ์การฟื้นฟูการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ 3.ความเท่าเทียม การครอบคลุมและความเสมอภาคทางการศึกษา และ 4.การลงทุนทางการศึกษาที่ดีขึ้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a97b5a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/นายชิเกรุ-อาโอยางิ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายชิเกรุ อาโอยางิ ผู้อำนวยการ องค์การยูเนสโก สำนักงานกรุงเทพฯ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>การเปิดเรียนอย่างปลอดภัยและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อผู้เรียนทุกคน ที่เราเน้นในด้านนี้เพราะอยากให้ทุก ๆ คนได้นึกถึงน้อง ๆ ในส่วนที่ยังไม่ได้กลับมาสู่โรงเรียน ทุกวันนี้แม้ว่าในโครงการพาน้องกลับมาเรียน ของรัฐบาล เราพาน้อง ๆ กลับมาได้สำเร็จพอสมควรในปี 2564 แต่พอปี 2565 ก็เหมือนวงจรต้องย้อนกลับมาให้เริ่มต้นใหม่</p>



<p>“เมื่อวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมาได้มีการตรวจสอบชื่อทั่วประเทศไปแล้ว หลังจากนี้ทุกโรงเรียนต้องไปติดตามว่ามีเด็กคนไหนที่หายไปจากการตรวจเช็คเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ที่ผ่านมาหรือไม่ และจะมีการตรวจสอบครั้งต่อไปในวันที่ 10 พฤศจิกายน เราต้องติดตามต่อเนื่อง เพราะการเปิดเรียนอย่างปลอดภัย ต้องให้น้อง ๆ กลับมาได้ เมื่อกลับมาแล้วก็ต้องมีมาตรการเรื่องการฟื้นฟูการเรียนรู้เป็นรายบุคคล เด็กคนไหนที่มีภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ต้องมีการติดตามเป็นรายบุคคล”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-23661a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/ดร.ไกรยส-.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวว่า การทำงานตรงนี้จะต้องมีระบบติดตามกลุ่มเปราะบาง และอีกสิ่งสำคัญคือ การลงทุนด้านการศึกษา &#8220;นับเป็นครั้งแรกในรอบ 10 กว่าปีที่เราใช้โอกาสตรงนี้พูดถึงนโยบายเรียนฟรี 15 ปี มีการปรับอัตราให้เด็ก ๆ ทุกคนได้รับงบประมาณอย่างทั่วถึงกัน อย่างไรก็ตาม ยังมีเด็กยากจนอีกกลุ่มที่เปราะบาง ถ้ามีการจัดการให้เด็กกลุ่มนี้อยู่ในเป้าหมายของเรียนฟรี 15 ปีด้วย เราก็จะสามารถขยับตรงนี้ได้เพิ่มเติมในอนาคต การฟื้นฟูให้เกิดความเสมอภาคได้อย่างแท้จริง จะต้องมีการลงทุนทางการศึกษาที่ดีขึ้นด้วยการจัดสรรงบประมาณตามหลักความเสมอภาคและเชื่อมโยงกับแผนคุ้มครองทางสังคมที่เข้มแข็งอย่างมีประสิทธิภาพ&#8221;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-all-for-education-110822/">กสศ. ร่วมระดมความเห็นผ่านเวที ‘พลิกโฉมการศึกษาไทย’ เพื่อเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา ย้ำเด็กกลุ่มเปราะบางสำคัญที่สุด</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>UNICEF รณรงค์ขยายแนวทาง R.A.P.I.D. เพื่อต่อสู้กับภาวะยากจนทางการเรียนรู้ที่เพิ่มขึ้น</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-unicef-r-a-p-i-d/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 04 Jul 2022 10:35:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวะยากจนทางการเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[R.A.P.I.D.]]></category>
		<category><![CDATA[UNICEF]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=57923</guid>

					<description><![CDATA[<p>องค์การกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) ออกโรงเร [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-unicef-r-a-p-i-d/">UNICEF รณรงค์ขยายแนวทาง R.A.P.I.D. เพื่อต่อสู้กับภาวะยากจนทางการเรียนรู้ที่เพิ่มขึ้น</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>องค์การกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) ออกโรงเรียกร้องให้รัฐบาลนานาประเทศและพันธมิตรทั่วโลกสนับสนุนการดำเนินการที่จำเป็น รวมถึงแนวทาง R.A.P.I.D. เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงภัยพิบัติทางการศึกษาที่เกิดในเด็กรุ่นนี้และรุ่นต่อไป หลังผลการศึกษาพบว่า ประมาณ 70% ของเด็กในวัย 10 ขวบทั่วโลกขณะนี้ไม่สามารถอ่านและทำความเข้าใจข้อความง่าย ๆ ได้</strong></p>



<p>แถลงการณ์ร่วมของ UNICEF และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในองค์การสหประชาติ (UN) รวมถึงพันธมิตรอื่นๆ ระบุว่า ผลการสำรวจพบผลลัพธ์ทางการศึกษาและการเรียนที่น่าหวาดหวั่นที่สุดในประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึกไว้ เนื่องจากภาวะยากจนทางการเรียนรู้ หรือ Learning Povertyเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง โดยมากกว่า 2 ใน 3 ของเด็กอายุ 10 ปีในกลุ่มประเทศรายได้ต่ำและปานกลางไม่สามารถเข้าใจข้อความที่เขียนง่ายๆ&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-86d570"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/07/02-แปล-UNICEF-รณรงค์ขยายแนวท-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ทั้งนี้ ในรายงาน The State of Global Learning Poverty: 2022 Update ซึ่งเป็นการตีพิมพ์ร่วมกันของธนาคารโลก, ยูนิเซฟ, สำนักงานต่างประเทศ, เครือจักรภพและการพัฒนาของรัฐบาลสหราชอาณาจักร,หน่วยงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกา (USAID) และมูลนิธิ Bill &amp; Melinda Gates Foundation ภายใต้การสนับสนุนของ UNESCO ระบุว่า ก่อนหน้าการระบาดใหญ่ของไวรัสโควิด-19 ก็มีวิกฤตด้านการเรียนรู้อยู่แล้ว และการหยุดชะงักของโรงเรียนเพราะโควิดได้ทำให้สถานการณ์เลวร้ายมากขึ้นกว่าเดิม&nbsp;</p>



<p>เด็กจากครอบครัวยากจน ซึ่งถือเป็นกลุ่มเปราะบางถือว่าได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยเด็กในประเทศที่มีรายได้ต่ำมีโอกาสน้อยกว่าถึง 7 เท่า ที่จะมีทักษะการอ่านขั้นต่ำเมื่ออายุ 10 ปี เมื่อเทียบกับเด็กในวัยเดียวกันในประเทศที่มีรายได้สูง&nbsp;</p>



<p>การขาดดุลการเรียนรู้กลายเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของความยากจนและความไม่เท่าเทียมกันระหว่างรุ่น</p>



<p>ในโอกาสที่บรรดาผู้นำทั่วโลกได้มารวมตัวกันที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส เพื่อเตรียมการประชุมก่อนการประชุมเพื่อการปฏิรูปการศึกษา หรือ Transforming Education Pre-Summit ทาง UNICEF ได้เสนอขอต่ออายุการเรียกร้องให้ดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อหลีกเลี่ยงภัยพิบัติที่เกิดในชั่วอายุคน</p>



<p>UNICEF ชี้ว่าจากการศึกษาพบว่า วิกฤตการเรียนรู้ถือเป็นภัยคุกคามต่ออนาคตและสวัสดิภาพของเด็กทั้งรุ่น เช่นเดียวกับการพัฒนา การเติบโต และความเจริญรุ่งเรืองในระดับโลกและระดับประเทศ โดยภาวะยากจนทางการเรียนรู้ทำให้มีความเสี่ยงสูญเงินถึง 21 ล้านล้านดอลลาร์สำหรับรายได้ตลอดช่วงชีวิต</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-504a1f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/07/02-แปล-UNICEF-รณรงค์ขยายแนวท-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางข่าวร้ายก็มีข่าวดีอยู่ เพราะมีหลักฐานยืนยืนว่า การแก้ปัญหาภาวะยากจนทางการเรียนรู้ใช้เงินเพิ่มขึ้นเพียงแค่ 10-15 ดอลลาร์สหรัฐต่อเด็กหนึ่งคนในการจัดการส่งมอบการศึกษา ฟื้นฟูทักษะ และเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการศีกษาที่มีอยู่เพื่อให้เด็กได้รับความรู้พื้นฐานได้อย่างเหมาะสมตามช่วงวัยขณะเดียวกัน ก็แนะนำให้รัฐบาลทั่วโลกประยุกต์ใช้แนวทาง&nbsp; &#8220;R.A.P.I.D.&#8221; ของ UNICEF ซึ่งเป็นกรอบแนวคิดในการจัดการกับวิกฤตการเรียนรู้ทั่วโลก ประกอบด้วย</p>



<ul><li>&nbsp;R &#8211; Reach and Retain every child in school (เข้าถึงและดูแลเด็กทุกคนในโรงเรียน)</li><li>A &#8211; Assess learning levels (ประเมินระดับการเรียนรู้)</li><li>&nbsp;P &#8211; Prioritize teaching the fundamentals (จัดลำดับความสำคัญการสอนพื้นฐาน)</li><li>&nbsp;I &#8211; Increase catch-up learning and progress beyond what was lost (เพิ่มการเรียนรู้ให้ทันและก้าวหน้าเกินกว่าสิ่งที่สูญเสียไป)</li><li>&nbsp;D &#8211; Develop psychosocial health and well-being so every child is ready to learn (มุ่งพัฒนาสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ที่ดีเพื่อให้เด็กทุกคนพร้อมที่จะเรียนรู้)</li></ul>



<p></p>



<p>UNICEF กล่าวว่า การเปิดให้โรงเรียนกลับมาสอนตามปกติไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาวิกฤตการเรียนรู้ เด็ก ๆ โดยเฉพาะเด็กยากจนและเด็กชายขอบจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือสนับสนุนเพื่อให้เรียนรู้ตามเพื่อนได้ทัน และให้สามารถเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้ ในการศึกษาก่อนหน้านี้เกี่ยวกับความพยายามฟื้นฟูการศึกษาที่เผยแพร่ในเดือนมีนาคม UNICEF รายงานว่าน้อยกว่าครึ่งของประเทศที่ทำการสำรวจกำลังใช้กลยุทธ์การฟื้นฟูการเรียนรู้ในระดับต่างๆ เพื่อช่วยให้เด็ก ๆ ทันสิ่งที่พวกเขาพลาดไป มีเพียงครึ่งหนึ่งของประเทศที่มีรายได้ต่ำเท่านั้นที่มีแผนการประเมินระดับการเรียนรู้ของนักเรียนที่กลับไปโรงเรียนแล้ว และประเทศยากจนส่วนใหญ่มีการจัดสรรทรัพยากรเพื่อการศึกษาลดลงในช่วงการระบาดใหญ่ทั้งในด้านความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1b6462"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/07/02-แปล-UNICEF-รณรงค์ขยายแนวท-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>แถลงการณ์ของ UNICEF ได้เรียกร้องให้พันธมิตรและผู้กำหนดนโยบายปิดช่องว่างด้วยการลงทุนในการเรียนรู้พื้นฐาน โดยมุ่งเน้นที่เด็กและชุมชนที่อยู่ชายขอบให้มากที่สุด</p>



<p>UNICEF ระบุอีกว่าการดูแลให้นักเรียนทุกคนมีพื้นฐานที่มั่นคงในด้านการอ่านขั้นพื้นฐานและคณิตศาสตร์เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก สิ่งเหล่านี้เป็นทักษะสำคัญที่เด็กๆ จำเป็นต้องสร้างอนาคต รวมไปถึงครอบครัวและชุมชนของพวกเขา ซึ่งหากไม่มีทักษะพื้นฐานเหล่านี้ นักเรียนจะไม่สามารถกู้คืนการเรียนรู้ที่สูญเสียไป ไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนไปสู่การศึกษาระดับมัธยมศึกษา และท้ายที่สุด จะต้องดิ้นรนอย่างหนักหน่วงเพื่อพบกับความสำเร็จในที่ทำงาน</p>



<p>ทั้งนี้ UNICEF ระบุว่า ทางองค์กรสนับสนุนให้รัฐบาลทั่วโลกใช้แนวทาง back-to-the-basics ที่เน้นบ่มเพาะทักษะพื้นฐานในวงกว้าง โดยเน้นที่การอ่านขั้นพื้นฐานและคิดคำนวน ซึ่งเป็นความรู้พื้นฐานที่ช่วยให้เด็กต่อยอดการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้</p>



<p></p>



<p><strong>ที่มา :</strong> <a href="https://www.forbes.com/sites/unicefusa/2022/07/01/unicef-rise-in-learning-poverty-prompts-renewed-call-for-rapid-response/?sh=6fc4ca1d4e8c" target="_blank" rel="noreferrer noopener" title="https://www.forbes.com/sites/unicefusa/2022/07/01/unicef-rise-in-learning-poverty-prompts-renewed-call-for-rapid-response/?sh=6fc4ca1d4e8c">UNICEF: Rise In Learning Poverty Prompts Renewed Call For R.A.P.I.D. Response</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-unicef-r-a-p-i-d/">UNICEF รณรงค์ขยายแนวทาง R.A.P.I.D. เพื่อต่อสู้กับภาวะยากจนทางการเรียนรู้ที่เพิ่มขึ้น</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“เร่งลงมือฟื้นฟูหลังโควิด” ยูเนสโกมั่นใจประเทศไทยสร้างการศึกษาที่ยั่งยืนของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-apremc2020-1/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 06 Jun 2022 02:24:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ประชุมนานาชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวงานต่างประเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[sgd4]]></category>
		<category><![CDATA[sdg2030]]></category>
		<category><![CDATA[APREMC2022]]></category>
		<category><![CDATA[UNICEF]]></category>
		<category><![CDATA[ชิเงรุ อาโอยากิ]]></category>
		<category><![CDATA[SDGs]]></category>
		<category><![CDATA[unesco]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=56515</guid>

					<description><![CDATA[<p>นายชิเงรุ อาโอยากิ ผู้อำนวยการองค์กรวิทยาศาสตร์ วัฒนธรร [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-apremc2020-1/">“เร่งลงมือฟื้นฟูหลังโควิด” ยูเนสโกมั่นใจประเทศไทยสร้างการศึกษาที่ยั่งยืนของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>นายชิเงรุ อาโอยากิ ผู้อำนวยการองค์กรวิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม และสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ประจำภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก</strong> กล่าวสุนทรพจน์เปิดการประชุมระดับรัฐมนตรีด้านการศึกษาแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ว่าด้วยเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 4 (การศึกษา 2030) ครั้งที่ 2 หรือ APREMC II</p>



<p>ซึ่งกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมสนับสนุน กระทรวงศึกษาธิการ องค์การยูเนสโก องค์การยูนิเซฟ และกระทรวงศึกษา วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประเทศญี่ปุ่น เป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 5-7 มิถุนายน 2565 ณ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพมหานคร</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-403608"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/06/01-ยูเนสโกมั่นใจประเทศไทย.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>โดยระบุว่า การประชุมครั้งนี้มีขึ้นในช่วงเวลาที่สำคัญที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในด้านการศึกษามาร่วมหารือแนวทางปฎิบัติเพื่อฟื้นฟูระบบและกระบวนการศึกษาของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกหลังได้รับผลกระทบความเสียหายอย่างหนักหน่วงจากวิกฤตการระบาดของไวรัสโควิด -19</p>



<p>นายชิเงรุ ชี้ว่า การระบาดของไวรัสโควิด -19 เป็นทั้งแรงกระตุ้นและแรงผลักดันที่บีบเค้นให้ระบบการศึกษาของทุกประเทศทั่วโลกต้องก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านอย่างเร่งด่วน ทุกประเทศทั่วโลกได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในด้านการศึกษา ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่เป็นกำลังหลักที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการพัฒนาระบบการศึกษาตามแนวทางและเป้าหมายด้านความยั่งยืนมาอย่างยาวนาน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-93516b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/06/02-ยูเนสโกมั่นใจประเทศไทย.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>อีกทั้งในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา ไทยก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ไทยเป็นพันธมิตรที่ยอดเยี่ยมของยูเนสโกในการยกระดับคุณภาพการศึกษา ไทยได้แสดงให้เห็นความพยายามและความตั้งใจที่จะฝ่าฟันวิกฤตการศึกษาที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งแพลตฟอร์ม เพื่อให้นักเรียนทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างเต็มที่ ขณะที่ครูเองก็ได้รับการฝึกฝนทักษะทางดิจิทัลเพื่อนำมาใช้ในการถ่ายทอดความรู้ให้กับเด็กๆ</p>



<p>ขณะนี้ การระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้คลี่คลายไปแล้ว แต่ความเสียหายทางการศึกษายังคงทิ้งร่องรอยไว้อยู่ ดังนั้นสิ่งที่สมควรทำในเวลานี้ก็คือการเร่งลงมือฟื้นฟูการศึกษาที่สูญไป ควบคู่ไปกับการปรับปรุงพัฒนาระบบการศึกษา ที่ต้องการการบูรณาการผสมผสานศาสตร์และทักษะต่างๆ ในการสอนให้แก่เด็กๆ มากขึ้นกว่าเดิม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4d5479"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/06/03-ยูเนสโกมั่นใจประเทศไทย.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ซึ่งเชื่อว่าไทย จะเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีศักยภาพที่จะแสดงให้เห็นตัวอย่างของระบบการศึกษาคุณภาพและยั่งยืนของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกแห่งนี้ โดยยูเนสโกเตรียมพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับไทยและนานาประเทศในการยกระดับคุณภาพการศึกษา เพื่อสร้างแนวทางการเรียนรู้ตลอดชีวิตและยั่งยืนตามแนวทาง SDG4</p>



<p>สำหรับการประชุมในครั้งนี้ นอกจากจะได้แนวทางการฟื้นฟูการศึกษาแล้ว ก็หวังให้ทุกฝ่ายได้ทางออกที่ไปสู่การสร้างพื้นที่การศึกษาเพื่อการเรียนรู้สำหรับทุกคน โดยเชิงรุก หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการประชุมสุดยอดในครั้งนี้จะสร้างผลลัพธ์ในทางบวกที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายต่อไป</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-apremc2020-1/">“เร่งลงมือฟื้นฟูหลังโควิด” ยูเนสโกมั่นใจประเทศไทยสร้างการศึกษาที่ยั่งยืนของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รายงานใหม่ชี้เด็กในเกือบทุกประเทศเผชิญการเรียนรู้ถดถอยเนื่องจากโควิด-19</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-report-covid19-050422/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 05 Apr 2022 04:54:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้ : Covid-19]]></category>
		<category><![CDATA[World Bank]]></category>
		<category><![CDATA[UNICEF]]></category>
		<category><![CDATA[unesco]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=54282</guid>

					<description><![CDATA[<p>กรุงเทพ, 5 เมษายน 2565 &#8211;&#160; รายงานฉบับใหม่โดยอ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-report-covid19-050422/">รายงานใหม่ชี้เด็กในเกือบทุกประเทศเผชิญการเรียนรู้ถดถอยเนื่องจากโควิด-19</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กรุงเทพ, 5 เมษายน 2565</strong> &#8211;&nbsp; รายงานฉบับใหม่โดยองค์การยูเนสโก องค์การยูนิเซฟ และธนาคารโลก พบว่าเด็กนักเรียนในเกือบทุกประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับภาวะถดถอยทางความรู้ ซึ่งเป็นผลมาจากการปิดโรงเรียนอย่างต่อเนื่องในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะเด็กจากครอบครัวยากจน เด็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล เด็กพิการ เด็กเล็ก ซึ่งต้องเผชิญกับปัญหานี้รุนแรงที่สุด&nbsp;&nbsp;</p>



<p>รายงานฉบับดังกล่าวซึ่งเผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยมีนางสเตฟาเนีย จิอานนีนี ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ด้านการศึกษา องค์การยูเนสโก พร้อมนายโรเบิร์ต เจนกินส์ ผู้อำนวยการฝ่ายการศึกษา องค์การยูนิเซฟ และนายเจมี&nbsp; ซาเวดรา ผู้อำนวยการฝ่ายการศึกษา ธนาคารโลก ออกแถลงการณ์ร่วมกันเพื่อเรียกร้องให้นานาประเทศออกมาตราการเร่งด่วนเพื่อช่วยให้เด็กทุกคนได้กลับมาเรียนหนังสือและชดเชยความรู้ที่ถดถอย ซึ่งอาจส่งผลกระทบในระยะยาวต่อสุขภาพ ความเป็นอยู่ ตลอดจนการเรียนรู้และหน้าที่การงานในอนาคตของเด็ก ๆ&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6c4967"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/04/10-รายงานใหม่-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>คำแถลงการณ์ร่วมระบุว่า “นับตั้งแต่มีการปิดโรงเรียนในเดือนมีนาคม 2563 เด็กนักเรียนทั่วโลกสูญเสียชั่วโมงเรียนไปมากกว่าสองล้านล้านชั่วโมง และเด็ก ๆ มากกว่า 4 ใน 5 ประเทศมีการเรียนรู้ที่ถดถอย ทักษะขั้นพื้นฐานในทุกมิติที่เด็ก ๆ ได้สะสมไว้กำลังหายไป เด็ก ๆ ลืมวิธีการอ่านและเขียน บางคนจำไม่ได้แม้แต่ตัวอักษร เด็กเล็กในเกือบทุกประเทศซึ่งกำลังจะเริ่มเข้าเรียนต่างไม่มีโอกาสได้เรียนรู้ทักษะเหล่านี้เลยเนื่องจากการศึกษาปฐมวัยที่ขาดหายไป”</p>



<p>คำแถลงการณ์ร่วมระบุต่อไปว่า “ตั้งแต่หกเดือนแรกหลังการแพร่ระบาด เป็นที่ทราบกันแล้วว่าเด็กอย่างน้อย 1 ใน 3 คนทั่วโลกถูกตัดขาดจากการศึกษาโดยสิ้นเชิงเพราะไม่สามารถเข้าถึงการเรียนรู้ทางไกล เรารู้ดีว่าเด็กและเยาวชนประมาณ 24 ล้านคนมีความเสี่ยงที่ต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา เรารู้ว่าแรงงานเด็กและการแต่งงานในวัยเด็กจะเพิ่มขึ้น แม้ข้อมูลต่างๆ จะถูกพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็ยังไม่มีการดำเนินการมากพอที่จะช่วยให้เด็ก ๆ ฟื้นฟูสิ่งที่พวกเขาต้องเสียไป”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f6fcc6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/04/10-รายงานใหม่-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ในประเทศไทย การปิดโรงเรียนอย่างต่อเนื่องส่งผลกระทบต่อเด็กนับล้านคน โดยเฉพาะเด็กกลุ่มเปราะบางที่เข้าไม่ถึงการเรียนออนไลน์ ผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2563 พบว่าครอบครัวในประเทศไทยเกือบครึ่งหนึ่งไม่พร้อมที่จะให้ลูกเรียนออนไลน์ โดยร้อยละ 51 ไม่มีอุปกรณ์สำหรับการเรียนออนไลน์,&nbsp; ร้อยละ 26 ไม่มีอินเทอร์เน็ต และพ่อแม่ผู้ปกครองร้อยละ 40 ไม่มีเวลาที่จะดูแลลูกในการเรียนออนไลน์</p>



<p>นอกจากนี้ รายงานของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาเมื่อเดือนที่แล้ว ระบุว่า แม้ว่าจะมีความพยายามในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มความเร็วอินเทอร์เน็ต หรือการผสมผสานเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ ตลอดจนการลดขนาดห้องเรียนในโรงเรียนลง แต่การแพร่ระบาดได้ส่งผลกระทบทางลบต่อภาพรวมของคุณภาพการเรียนการสอน จำนวนเด็กที่ขาดเรียนก็เพิ่มขึ้นทั้งในการเรียนในห้องเรียนและการเรียนออนไลน์</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e3054c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/04/10-รายงานใหม่-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กำลังทำงานกับพันธมิตร เช่น กระทรวงศึกษาธิการและกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อให้มั่นใจว่าโรงเรียนจะเปิดเรียนได้อย่างปลอดภัยและเด็ก ๆ จะสามารถเรียนตามบทเรียนได้ทัน ภายใต้ความร่วมมือในโครงการนำร่องในโรงเรียน 40 แห่งในจังหวัดสมุทรสาคร ยูนิเซฟได้สนับสนุนพันธมิตรในการประเมินภาวะความรู้ถดถอยของเด็ก ๆ และจัดอบรมครู ตลอดจนจัดเตรียมสื่อการเรียนการสอนและทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อให้ครูสามารถจัดการเรียนรู้ซ่อมเสริมที่ตรงกับความต้องการของเด็กแต่ละคนและสามารถฟื้นฟูการเรียนรู้ที่ถดถอยของเด็ก ๆ ได้ ทั้งนี้ จะมีการถอดบทเรียนจากโครงการนำร่องนี้เพื่อใช้วางแผนฟื้นฟูภาวะถดถอยทางความรู้ในโรงเรียนทั่วประเทศต่อไป</p>



<p>นางคยองซัน คิม ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า “ประเทศไทยได้มุ่งดำเนินการเพื่อระบุเด็ก ๆ ที่ไม่กลับเข้าเรียนและเด็กที่มีความเสี่ยงในการหลุดออกจากระบบ เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อการศึกษาอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ดังนั้น ยูนิเซฟจึงมุ่งมั่นทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการและพันธมิตรอื่น ๆ ในการทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องเด็ก ๆ จากการเรียนรู้ที่ถดถอยและการถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และในโอกาสที่ภาคการศึกษาใหม่กำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เราต้องดำเนินการต่าง ๆ เพื่อให้แน่ใจว่า เด็ก ๆ จะได้รับการสนับสนุนในทุกด้านเพื่อให้พวกเขากลับมาเรียนตามบทเรียนได้ทันและเรียนรู้มากยิ่งกว่าที่พวกเขาเสียไป แต่เราต้องรีบเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วน มิฉะนั้นแล้ว เด็กทั้งรุ่นอาจจะต้องเผชิญกับผลกระทบที่แก้กลับคืนมาไม่ได้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1fab70"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/04/10-รายงานใหม่-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>รายงานของยูเนสโก ยูนิเซฟ และธนาคารโลก ระบุเพิ่มเติมด้วยว่า มีประเทศที่ได้ทำการสำรวจไม่ถึงครึ่งหนึ่งที่ออกมาตรการฟื้นฟูการเรียนรู้ที่ถดถอยของเด็ก ๆ ในขณะเดียวกันงบประมาณด้านการศึกษายังคงลดลงต่อเนื่องอย่างน่าใจหาย โดยเฉลี่ยประเทศต่าง ๆ จัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาเพียงร้อยละ 3 จากแผนฟื้นฟูโควิด-19 โดยประเทศรายได้ต่ำหรือค่อนข้างต่ำจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาเพียงแค่ร้อยละ 1 เท่านั้น&nbsp;&nbsp;</p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p>ภาพ/ข่าว UNICEF THAILAND</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-report-covid19-050422/">รายงานใหม่ชี้เด็กในเกือบทุกประเทศเผชิญการเรียนรู้ถดถอยเนื่องจากโควิด-19</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Unicef เผยโควิดยังกระทบต่อนักเรียนกว่า 400 ล้านคนทั่วโลก</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-covid-closures/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 03 Apr 2022 15:03:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[UNICEF]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=54116</guid>

					<description><![CDATA[<p>องค์กรกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูนิเซฟ (Unic [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-covid-closures/">Unicef เผยโควิดยังกระทบต่อนักเรียนกว่า 400 ล้านคนทั่วโลก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>องค์กรกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูนิเซฟ (Unicef) เผยผลการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของการระบาดของไวรัสโควิด-19 ต่อการศึกษาของเด็กนักเรียนทั่วโลกล่าสุด โดยพบว่า ยังมีโรงเรียนอีกอย่างน้อยใน 23 ประเทศทั่วโลกที่ยังคงปิดโรงเรียน หรือเปิดโรงเรียนได้บางเวลา ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางการเรียนรู้และระดับการศึกษาของเด็กวัยเรียนถึง 405 ล้านคนทั่วโลก ขณะเดียวกัน โรงเรียนในบางประเทศที่เปิดแล้ว เด็กยากจน โดยเฉพาะเด็กหญิง เสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา เนื่องจากเด็กนักเรียนหญิงยากจนเหล่านี้ แม้ว่าโรงเรียนจะเปิดทำการแล้ว แต่จนถึงขณะนี้เด็กหญิงเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังไม่สามารถกลับไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนได้</strong></p>



<p>สถานีโทรทัศน์ บีบีซีแห่งอังกฤษ รายงานผลการศึกษฉบับล่าสุดของทางยูนิเซฟ หลังจากที่วิกฤตการระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ในหลายประเทศทั่วโลก ที่แม้ว่าบางประเทศจะเริ่มผ่อนคลายความเข้มงวดมาตรการคุมเข้มเพื่อสกัดกั้นการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้สถานที่ทำงาน หน่วยงานราชการ และโรงเรียนสามารถกลับมาเปิดทำการได้ตามปกติแล้ว กระนั้น ก็ยังมีอีกหลายประเทศที่ยังไม่สามารถเปิดโรงเรียนเพื่อทำการสอนได้</p>



<p>ทั้งนี้ ผลการสำรวจของยูนิเซฟพบว่ายังมีโรงเรียนใน 23 ประเทศที่ยังไม่เปิดโรงเรียน หรือเปิดโรงเรียนได้ไม่เต็มเวลาทำการปกติ ทำให้นักเรียน 405 ล้านคนยังคงไม่สามารถไปโรงเรียนได้ โดยในจำนวนนี้ ยูนิเซฟประเมินว่ามีเด็กนักเรียนราว 147 ล้านคนที่ไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาแบบตัวต่อตัวด้วยตนเองได้ </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-443740"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/04/06-แปล-Unicef-เผยโควิด-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ผลการสำรวจยังพบอีกว่า เด็กที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือเด็กจากครอบครัวยากจน มีรายได้น้อย โดยเฉพาะเด็กนักเรียนหญิงที่จนถึงขณะนี้ ส่วนใหญ่ยังไม่สามารถกลับไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนได้ แม้ว่าโรงเรียนจะเปิดให้กลับไปเรียนได้เหมือนเดิมแล้วก็ตาม&nbsp;</p>



<p>แคทเธอรีน รัสเซลล์ ผู้อำนวยการบริหารของยูนิเซฟ กล่าวว่า เด็กๆ คือความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการระบาดใหญ่ของไวรัสโควิด-19 ที่ถูกซ่อนเร้นปกปิดไว้ เพราะแม้ว่าเด็กแทบทั้งหมดจะได้รับผลกระทบด้านสุขภาพน้อยมากจากเชื้อไวรัสจนไม่ถูกจัดว่าเป็นกลุ่มเสี่ยง แต่วีถีชีวิตของเด็กเหล่านี้ก็พลิกกลับตาลปัตรจากการปิดโรงเรียน</p>



<p>ทั้งนี้ ในช่วงเริ่มต้นการระบาดใหญ่ในเดือนมีนาคมปี 2020 มีโรงเรียนใน 150 ประเทศทั่วโลกที่สั่งปิดโรงเรียนทั้งหมด ขณะที่อีก 10 ประเทศตัดสินใจเปิดบางส่วน&nbsp;</p>



<p>สองปีต่อมา ยังคงมีโรงเรียนอีกอย่างน้อย 19 ประเทศที่ยังคงปิดโรงเรียนอย่างไม่มีกำหนด ขณะที่อีก 4 ประเทศคือ ฟิลิปปินส์ ฮอนดูรัส เกาะโซโลมอน และ วานูอาตูในแปซิฟิกใต้ พบโรงเรียนอย่างน้อย 70% ในพื้นที่ยังคงปิดทำการ</p>



<p>&#8220;เรากำลังเห็นเด็กที่เคยอ่านหนังสือได้ นับตัวเลขได้ ไม่สามารถอ่าน หรือ นับเลข เหมือนที่เคยทำได้อีก&#8221; ผู้อำนวยการบริหารของยูนิเซฟกล่าวระหว่างการให้สัมภาษณ์กับทางสถานีโทรทัศน์บีบีซี&nbsp;</p>



<p>ขณะเดียวกัน ผู้อำนวยการบริหารของยูนิเซฟยังระบุว่า สิ่งที่ตนเองหวั่นเกรงมากที่สุดก็คือกลุ่มเด็กที่ต้องเลิกเรียนกลางคน เนื่องจากเสี่ยงจะกลายเป็นกลุ่มที่ถูกล่วงละเมิดหรือถูกใช้ประโยชน์และเอารัดเอาเปรียบ เพราะความยากจนของครอบครัวบีบให้เด็กต้องขายแรงงานเพื่อหารายได้จุนเจือครอบครัว ขณะที่เด็กหญิงอาจมีชะตากรรมที่เลวร้ายกว่านั้น คือถูกบังคับให้แต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อย&nbsp;</p>



<p>รายงานระบุว่าในประเทศฟิลิปปินส์ แม้จะยังคงบังคับใช้มาตรการล็อคดาวน์อย่างเข้มงวด ทำให้เด็ก ๆ ทั้งหลายไม่สามารถออกมาวิ่งเล่นข้างนอกได้ แต่ทางรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ตัดสินใจเปิดโรงเรียนให้ทำการเรียนการสอนตามปกติในช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมา กระนั้น นักเรียนส่วนใหญ่ก็ยังเลือกที่จะอยู่บ้านไม่ยอมไปโรงเรียน&nbsp;</p>



<p>ส่วนหนึ่งเลือกอยู่บ้านเพื่อความปลอดภัยและเรียนหนังสือออนไลน์ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งไปเรียนไม่ได้เพราะความยากจน ทำให้ต้องช่วยเหลือพ่อแม่ทำมาหากินเลี้ยงดูปากท้องก่อน&nbsp;</p>



<p>โคลอี อัลโมฮัวลา ดิกิต สาวน้อยชาวฟิลิปปินส์วัย 13 ปี กล่าวว่า คิดถึงการเรียนหนังสือ คิดถึงเพื่อนร่วมชั้น คิดถึงงานโรงรียน และคิดถึงกิจกรรมต่างๆ ที่โรงเรียน แต่โรงเรียนยังคงปิดอยู่ ขณะที่พ่อของดิกิต ระบุว่า อยากให้ลูกสาวได้ไปโรงเรียน เพราะการเรียนออนไลน์ ทำให้ลูกขาดทักษะทางสังคมที่การเรียนออนไลน์ไม่สามารถชดเชยให้ได้&nbsp;</p>



<p>ข้ามฟากมาที่ทวีปแอฟริกา ประะเทศในแถบตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา ถือเป็นพื้นที่ที่เด็กนักเรียนได้รับผลกระทบจากการปิดโรงเรียนมากที่สุด โดยยูนิเซฟพบว่า เด็กนักเรียนในพื้นที่แถบนี้มีทักษะการอ่าน การเขียนและการคำนวณอยู่ในระดับต่ำมากไปกว่าเดิม จากที่แต่ก่อนอยู่ในระดับต่ำที่สุดอยู่แล้ว ขณะที่ในอีกหลายประเทศ เช่น อูกันดา แม้ว่าโรงเรียนจะเปิดทำการปกติไปเมื่อเดือนมกราคาที่ผ่านมา แต่จนถึงขณะนี้ ย่างเข้าเดือนเมษายน ยังมีนักเรียนราว 1 ใน 10 ที่ยังไม่สามารถกลับไปเรียนได้ </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8af68f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/04/06-แปล-Unicef-เผยโควิด-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นอกจากจะได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 แล้ว หลายประเทศทในแถบตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา (ซับซาฮารา) ยังได้รับผลกระทบจากเหตุน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่ทำให้อาคารเรียนหลายแห่งได้รับความเสียหายหนัก ดังนั้น โรงเรียนต้องยืดเวลาปิดต่อไปเพื่อการซ่อมแซมฟื้นฟูสถานที่&nbsp;</p>



<p>ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงระหว่าง 2 ปีที่โรงเรียนปิดไป เด็ก ๆ ในแถบซับซาฮาราส่วนใหญ่ต่างเดินทางตามพ่อแม่ผู้ปกครองไปทำงานยังเหมืองต่างๆ ซึ่ง ลิเลียน นิคารุ ครูประถมแห่งหนี่งในพื้นที่กล่าวว่า การที่เด็กขาดเรียนไป 2 ปีเต็ม ๆ ทำให้ความรู้ที่เคยเรียนเลือนหายไปมาก ดังนั้น กลายเป็นงานหนักของครูที่ต้องเริ่มรื้อฟื้นความรู้เด็กขึ้นมาใหม่แทบทั้งหมด&nbsp;</p>



<p>ขณะเดียวกัน ครูอีกหลายคนยังมีหน้าที่เพิ่มเติมเข้ามา นั่นคือ ครูต้องเดินทางไปพบปะพ่อแม่ของเด็กนักเรียนบางส่วน โดยเฉพาะเด็กนักเรียนหญิง เพื่อโน้มน้าวให้ครอบครัวยอมปล่อยให้เด็กหญิงเหล่านี้ได้กลับไปเรียนหนังสือที่โรงเรียน รวมถึงเด็กหญิงที่ย่างเข้าสู่วัยรุ่นกลุ่มหนึ่งที่กลายเป็นคุณแม่วัยใสไปเรียบร้อยแล้ว</p>



<p>ชารอน (นามสมมติ) สาวน้อยวัย 17 ปี ตั้งครรภ์ในปี 2020 ซึ่งเป็นช่วงที่โรงเรียนปิด ตัดสินใจกลับมาเรียนหนังสือให้จบตามคำชักชวนของครู พร้อมหวังว่า การตัดสินใจของตนเองจะเป็นแรงบันดาลใจให้เพื่อนวัยเดียวกันที่เป็นคุณแม่ได้เห็นว่า การมีลูกไม่ใช่อุปสรรคต่อการเรียน โดยที่ทางโรงเรียนได้จัดหาสถานที่ช่วยดูแลเด็กเล็ก เพื่อให้คุณแม่วัยใสมาเรียนหนังสือได้อย่างสะดวกและหมดห่วง&nbsp;</p>



<p>ทั้งนี้ ชารอนต้องเรียนซ้ำชั้นอีกปีหนึ่ง เพื่อรื้อฟื้นความรู้ที่เลือนหายไป และตั้งเป้าว่าจะเรียนให้จบเพื่อนำวุฒิการศึกษาไปเรียนต่อด้านการเป็นเชฟ (พ่อครัวแม่ครัว) ต่อไป&nbsp;</p>



<p>รายงานของยูนิเซฟยังพบอีกว่า นอกเหนือจากการที่ต้องพานักเรียนกลับมาเรียนที่โรงเรียนให้ได้ และฟื้นฟูความรู้ที่เลือนหายไปแล้ว ปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่ต้องเร่งจัดการก็คือการให้ความรู้ด้านทักษะทางอารมณ์และสังคมแก่เด็กนักเรียนในทุกระดับชั้น ซึ่งการที่บางประเทศยังคงขยายเวลาการปิดโรงเรียนออกไป ก็ยิ่งทำให้ทักษะทางอารมณ์และสังคมของเด็กไม่สามารถพัฒนาการได้ตามวัยอย่างเหมาะสม&nbsp;</p>



<p>ทั้งนี้ มีรายงานว่า บรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองในบางประเทศ เช่น ตรินิแดด และโทบาโก หนึ่งในประเทศที่ปิดโรงเรียนยาวนานที่สุดในโลก และเพิ่งจะเปิดโรงเรียนไปเมื่อวันที่ 1&nbsp; เมษายน รู้สึกกระวนกระวายที่โรงเรียนปิดทำการล่าช้า ทั้ง ๆ ที่สถานที่สาธารณะอื่นๆ อย่าง ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า และชายหาด กลับมาเปิดทำการได้ปกตินานร่วมหลายเดือนแล้ว&nbsp;</p>



<p>อีลิย สาวน้อยวัย 9 ขวบในตรินิแดด กล่าวว่า จากที่เคยเรียนได้เต็มวัน แต่ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา การเรียนของเจ้าตัวจำกัดอยู่แค่วันละไม่เกิน 4-5 ชั่วโมง ผ่านหน้าจอแล็ปท็อปเท่านั้น ซึ่งบางครั้งก็เรียนไม่ทัน และก็ไม่กล้าถามครู เนื่องจากกลัวเสียเวลาเรียนที่มีอยู่น้อยนิดอยู่แล้ว โดยคุณแม่ของอีลินกล่าวว่าปีที่แล้ว อีลินพบครูเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น และโรงเรียนไม่มีรายงานผลการสอบหรือผลการศึกษาใดๆ กลับมา ยิ่งทำให้ลูกของตนเองขาดความมั่นใจ จนกลายเป็นเด็กเงียบหงอย ไม่ช่างพูดและร่าเริงเหมือนอย่างเคย&nbsp;</p>



<p>ขณะเดียวกัน บรรดาพ่อแม่ในตรินิแดดและโทบาโก ยังวิตกเกี่ยวกับผลกระทบของไวรัสโควิด-19 ที่มีต่อสุขภาพจิตของลูกหลาน เนื่องจากเด็กเหล่านี้ถูกโดดเดี่ยวจากสังคมมานาน ขณะที่ ทางรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีแผนพื้นฟูใด ๆ ทั้งในแง่ของวิชาการความรู้และสภาพจิตใจของเด็ก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8b9944"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/04/06-แปล-Unicef-เผยโควิด-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ยูนิเซฟพบว่าจากข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาทั้งหมด 122 ประเทศ มีเพียง 60% เท่านั้น ที่ได้จัดการเขียนแผนฟื้นฟูการศึกษา ซึ่งในสัดส่วนนี้ ส่วนใหญ่แผนที่มีก็ยังไม่จริงจังมากพอ&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้ ยูนิเซฟยังออกโรงเรียกร้องให้นานาประเทศทั่วโลกตระหนักและเห็นความสำคัญของการศึกษา โดยเฉพาะการทำให้การศึกษาเป็นเรื่องที่คนทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม รวมถึงจัดงบลงทุนการศึกษาอย่างเหมาะสม และประเทศที่ร่ำรวยแล้วควรจะจัดสรรงบส่วนหนึ่งช่วยเหลือประเทศที่ยากจน ซึ่งยูนิเซฟพบว่า ยอดบริจาคจากนานาประเทศเพื่อสนับสนุนงานด้านการศึกษาทั่วโลก ลดลงจาก 8.8% ในปี 2019 มาอยู่ที่เพียง 5.5% ในปี 2020</p>



<p>รัสเซลล์ ผู้อำนวยการบริหารยูนิเซฟ กล่าวว่า บรรดารัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการทั่วโลกควรจัดทำแผนฟื้นฟูการศึกษาในประเทศ ควบคู่ไปกับการให้คำมั่นที่จะช่วยเหลือกันและกันในการฟื้นฟูการศึกษาในระดับโลก โดยทุปประเทศต้องให้คำมั่นที่จะดูแลใส่ใจเด็กๆ เหล่านี้ เพื่อให้เด็กๆ สามารถดำรงชีวิตต่อไปในโลกยุคใหม่ได้ </p>



<p></p>



<p><strong>ที่มา : </strong><a href="https://www.bbc.com/news/education-60846683" title="https://www.bbc.com/news/education-60846683">Covid closures still affecting 400 million pupils &#8211; Unicef</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-covid-closures/">Unicef เผยโควิดยังกระทบต่อนักเรียนกว่า 400 ล้านคนทั่วโลก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“เปลี่ยนแม่เป็นหมอ เปลี่ยนพ่อเป็นพยาบาล” รับมือโอมิครอนในเด็กฉบับปิดเทอมใหญ่</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-53620/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 28 Mar 2022 07:09:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้ : Covid-19]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[เปลี่ยนแม่เป็นหมอ เปลี่ยนพ่อเป็นพยาบาล]]></category>
		<category><![CDATA[ปิดเทอมใหญ่ รับมือโอมิครอนในเด็กอย่างไร?]]></category>
		<category><![CDATA[HFocus]]></category>
		<category><![CDATA[สํานักงานเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[ไทยพีบีเอส]]></category>
		<category><![CDATA[แพทย์หญิงวารุณี พรรณพานิช วานเดอพิทท์]]></category>
		<category><![CDATA[สมศักดิ์ อรรฆศิลป์]]></category>
		<category><![CDATA[กรมการแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[กรมกิจการเด็กและเยาวชน]]></category>
		<category><![CDATA[กรมสุขภาพจิต]]></category>
		<category><![CDATA[คลองเตยดีจัง]]></category>
		<category><![CDATA[UNICEF]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงสาธารณสุข]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=53620</guid>

					<description><![CDATA[<p>ท่ามกลางตัวเลขผู้ติดเชื้อจากสายพันธุ์โอมิครอน ซึ่งเป็นไ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-53620/">“เปลี่ยนแม่เป็นหมอ เปลี่ยนพ่อเป็นพยาบาล” รับมือโอมิครอนในเด็กฉบับปิดเทอมใหญ่</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ท่ามกลางตัวเลขผู้ติดเชื้อจากสายพันธุ์โอมิครอน ซึ่งเป็นไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ล่าสุด ที่ยังคงพุ่งต่อเนื่อง และมียอดผู้เสียชีวิตรายวันใน อัตราที่สูงลิ่ว คำถามสำคัญของคนเป็นพ่อแม่ในช่วงปิดเทอมใหญ่ที่จะถึงนี้คือ “หากลูกฉันติดโควิด ฉันจะทำยังไง จะพาลูกไปเข้าคิวที่โรง พยาบาล หรือจะเสี่ยงหากอาการลูกแย่หนักกว่าเดิม มีทางเลือกอื่นอีกหรือไม่?” </p>



<p>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับ กรมกิจการเด็กและเยาวชน, กรมการแพทย์, กรมสุขภาพจิต, กระทรวงสาธารณสุข, UNICEF, ไทยพีบีเอส, สํานักงานเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร, คลองเตยดีจัง และ HFocus จึงร่วมกันจัดเสวนาภายใต้หัวข้อ ‘ปิดเทอมใหญ่ รับมือโอมิครอนในเด็กอย่างไร?’ </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5a9757"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/537342.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>โดยมีจุดประสงค์เพื่อพาคุณแม่ทุกท่านก้าวผ่าน ‘ความกลัว’ ที่ลูกต้องป่วยจากเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยให้คุณแม่สามารถรออยู่ในพื้นที่ปลอดภัย สะดวกสบาย มีหมอคอยให้คำแนะนำผ่าน Line Official Account เพื่อตอบปัญหาที่กังวลใจทุกข้อ อันจะทำให้คุณแม่สามารถเป็นพาร์ทเนอร์ของแพทย์ ในการดูแลลูกจากทางบ้านได้โดยไม่ต้องเสี่ยงมาโรงพยาบาล</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>HOW TO เช็คอาการลูกฉบับพ่อแม่</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-73125d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/537347.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์</strong> ได้ฉายภาพสถานการณ์เด็กติดเชื้อเพิ่มขึ้นมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เนื่องจากเด็กเป็น กลุ่มที่ได้รับการฉีดวัคซีนลำดับท้ายๆ และในช่วงนั้นยังไม่มีวัคซีนชนิดใดที่สามารถนำมาใช้กับเด็กได้อีกทั้งหากเด็กมีสภาพร่างกายแข็งแรง อาการของโรคอาจไม่แสดงและอาจหายได้เองในที่สุด ในขณะที่เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปีหากคุณพ่อคุณแม่มีความกังวลใจ ก็สามารถพาบุตรหลานไปตรวจคัดกรองเบื้องต้นก่อนได้เช่นกัน</p>



<p>&#8220;สำหรับอาการที่ต้องรีบไปโรงพยาบาลคือ หนึ่ง มีไข้สูงเกิน 39 องศาเซลเซียส สอง เริ่มซึม ไม่ดูดนม สาม ไม่กินข้าว สี่ หายใจเร็ว และ อันดับสุดท้าย มีออกซิเจนต่ำว่า 96&#8221; </p>



<p>ขณะอีกส่วนหนึ่ง คือ กลุ่มอาการของโรคที่ทำให้เด็กติดเชื้อโควิดแล้วมีอาการรุนแรงขึ้น ซึ่งประกอบไปด้วย โรคอ้วน, โรคทางเดินหายใจ เรื้อรัง, โรคไตวายเรื้อรัง, โรคมะเร็ง, โรคเบาหวาน และกลุ่มโรคทางพันธุกรรมต่างๆ นั้น นายแพทย์สมศักดิ์อธิบายว่า หากเด็กไม่อยู่ในเกณฑ์เหล่านี้จะไม่มีอาการ รุนแรง สามารถสังเกตอาการเบื้องต้นได้ </p>



<p>&#8220;ถ้าเด็กไม่มีโรคร่วม ส่วนใหญ่แล้วจะไม่มีอาการรุนแรงครับ และหากเราสังเกตได้ถึงความเปลี่ยนแปลง เราก็จะสามารถจำกัดความ รุนแรงของโรคได้สำหรับเด็ก เราจะแนะนำให้ทำ Home Isolation เป็นส่วนใหญ่ ไม่ต้อง follow up เด็กจะไม่เหมือนผู้ใหญ่แต่ถ้ามี โรคร่วม และคุณพ่อคุณแม่ไม่สบายใจ ก็สามารถพาไปคัดกรองได้&#8221;</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ปิดเทอมใหญ่ ดูแลเด็กๆ อย่างไรไม่ให้ว้าวุ่น</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ae1fbc"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/537348.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">แพทย์หญิงวารุณี พรรณพานิช วานเดอพิทท์<br>หัวหน้างานโรคติดเชื้อ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>การติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นำมาซึ่งความกังวลว่า ในช่วงปิดเทอมใหญ่กว่า 2 เดือน เราจะทำให้เด็กติดเพิ่มขึ้นหรือไม่ ซึ่งในประเด็นนี้ <strong>แพทย์หญิงวารุณี พรรณพานิช</strong> <strong>วานเดอพิทท์</strong> <strong>หัวหน้างานโรคติดเชื้อ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี</strong> อธิบายว่า จากประสบการณ์ที่สถาบันโรคเด็กแห่งชาติฯ ได้ติดตามคนไข้ที่เข้าสู่การรักษาในระบบบริการแบบ Home Isolation ช่วงแรกนั้น พบว่าจากจำนวนผู้ติดเชื้อ 900 ราย มีเพียง 12 รายที่ต้องกลับมารักษาในโรงพยาบาล คิดเป็นตัวเลขเฉลี่ยอยู่ที่ 1.3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ส่วนใหญ่การสังเกตอาการนั้น เด็กจะอยู่โรงพยาบาลไม่เกิน 2-3 คืนแรก เมื่อไข้ลดลงก็สามารถกลับไปสังเกตติดตามอาการต่อได้ที่บ้าน</p>



<p>&#8220;จริงๆ แล้วค่อนข้างวางใจได้ เพียงแต่เราก็ไม่ประมาท หมายความว่าในกรณีที่เรารู้ว่าเป็นเด็กกลุ่มเสี่ยง คือเด็กเล็กต่ำกว่า 1 ปี หรือเด็กที่มีโรคประจำตัว อันนี้ถือว่าเป็นกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวัง ในกรณีที่ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเตียงในการนอนโรงพยาบาล เราก็จะแอดมิทสังเกตอาการ&#8221;</p>



<p></p>



<h2 class="gb-headline gb-headline-f3503c26 gb-headline-text"><strong>‘เปลี่ยนแม่เป็นหมอ เปลี่ยนพ่อเป็นพยาบาล’</strong><br><strong>อยู่ร่วมกับการระบาดอย่างสมดุล</strong></h2>



<p>ด้วยนโยบายจากภาครัฐที่ต้องการส่งเสริมให้คุณพ่อคุณแม่เป็น ‘คุณหมอเสมือน’ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของแพทย์ในภาวะที่ยังคงมีงานล้นมือ คำถามคือ ระบบสาธารณสุขและแพทย์โรงพยาบาลต่างๆ มีความพร้อมมากน้อยเพียงใด โดยนายแพทย์สมศักดิ์ อธิบายว่า ปัจจัยความพร้อมทางด้านสังคมของตัวพ่อแม่เองเป็นสิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึง หากตัวคุณพ่อคุณแม่มีความรู้ มีการศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลเด็กในช่วงโควิดก็จะสามารถคลายความกังวลและทำให้มีเวลาอยู่กับลูกได้อย่างใกล้ชิดมากกว่าเมื่อเข้าสู่ช่วงปิดเทอม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a2211a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/537344.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่จะเข้ามาช่วยคุณพ่อคุณแม่คือ การมีระบบ Line Official Account ที่จะมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคอยตอบคำถาม ข้อสงสัยต่ออาการต่างๆ ของเด็กในช่วงปิดเทอม</p>



<p>&#8220;เราจะต้องเติมไม้หันอากาศเข้าไป เปลี่ยนตระหนกให้เป็นตระหนักเพราะว่าเด็กส่วนใหญ่มีเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ที่ต้องนอนโรงพยาบาล ขณะที่เด็กอีก 95 เปอร์เซ็นต์สามารถอยู่บ้านเองได้ แต่เราบอกไปแล้วว่าเด็กต่ำกว่า 1 ปีมาคัดกรอง กลับไปอยู่บ้าน&#8221;</p>



<p>ด้านแพทย์หญิงวารุณีกล่าวเสริมว่า ปัจจัยที่ทำให้บุคลากรมีความพร้อมในการดูแลผู้ป่วยนอก รวมถึงการ Home Isolation ได้ เกิดจากปัจจัยของเด็กและเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนเอง โดยเชื้อสายพันธุ์นี้ เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะไปแบ่งตัวอยู่ที่เยื่อบุทางเดินหายใจมากกว่าไปลงที่เนื้อปอด ทำให้ลักษณะธรรมชาติของเชื้อตัวนี้จะไม่ไปลงที่เนื้อปอด แต่จะทำให้เด็กมีอาการไอมากขึ้น </p>



<p>ขณะที่ปัจจัยของตัวเด็กเอง โดยธรรมชาติเด็กจะมีระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายด้วยกัน 2 แบบ แบบแรกคือ &#8211; ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด แบบที่สองคือ &#8211; ภูมิคุ้มกันที่เกิดเมื่อเด็กเติบโตและได้รู้จักเชื้อโรคต่าง ๆ ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันในแบบแรกจะมีมากในช่วงวัยเด็ก แต่จะค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นแบบที่ 2 ทำให้เมื่อโควิด-19 ระบาด จึงจำเป็นต้องเร่งฉีดวัคซีนในกลุ่มผู้สูงอายุก่อนจะไล่เลียงตามลำดับลงมา โดยระบบภูมิคุ้มกันในเด็กนี้จะเรียกว่า ‘อินเตอร์เฟอรอน’ Interferon (IFN)</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c4e67f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/537345.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>โดยแพทย์หญิงวารุณีกล่าวต่อว่า มีข้อมูลงานวิจัยออกมามากมายยืนยันว่า อินเตอร์เฟอรอนจะหลั่งออกมามากในเด็กเมื่อมีอุณหภูมิขึ้นสูง ซึ่งเป็นกลไกทางธรรมชาติของร่างกายที่จะเยียวยาตัวเองด้วยการพักผ่อน ดังนั้นเมื่อเด็กเป็นไข้ ตัวร้อน พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องปลุกเด็กมาเช็ดตัวบ่อยๆ หรือเรียกให้รับประทานอาหารบ่อยๆ แต่ปล่อยให้ร่างกายได้พักฟื้น อุณหภูมิในร่างกายก็จะลดลงได้เองในช่วง 2-3 วัน</p>



<p>&#8220;หลักการคือ เราจะรักษาพิษจากไข้ แต่เราจะไม่รักษาไข้ ถ้าเด็กเป็นไข้ก็ให้เด็กหลับเลย แต่ถ้าไข้นั้นทำให้เด็กเพ้อ ตัวสั่น เราต้องเน้นประคบที่ศีรษะ ส่วนใหญ่แล้วเด็กจะหนาว ยิ่งเช็ดยิ่งหนาว ควรให้กินยาลดไข้ก่อนแล้วค่อยเช็ดตัว ไม่อย่างนั้นเด็กจะทุกข์ทรมาน&#8221;</p>



<p></p>



<h2 class="gb-headline gb-headline-9f54f5a1 gb-headline-text"><strong>ตอบคำถามทันใจ มีหมอใกล้ตัวด้วย Line Official Account</strong></h2>



<p>&#8220;ถ้ากังวลใจจริงๆ ถ่ายวิดีโอแล้วส่งมาให้เราดู เราจะประเมินแล้วเรียกมาเองค่ะ&#8221;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-20ff2a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/537346.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ถึงอย่างนั้น คำถามและความกังวลต่างๆ เช่นว่า จำเป็นไหมที่เด็กจะต้องฉีดวัคซีน เมื่อลูกเป็นไข้แล้วจะต้องไปเอกซเรย์ปอดไหม ฯลฯ ซึ่งการใช้ Line Official Account ของสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติฯ จะเข้ามาทำหน้าที่ในการจับมือคุณแม่ให้เปรียบเสมือนเป็นหมอด้วยตัวเองผ่านการวิดีโอคอล เพื่อให้แพทย์ผู้ชำนาญการสามารถให้คำแนะนำได้ตั้งแต่ตรวจวัดสภาพการนอน เพื่อดูอัตราการเต้นของหัวใจและการทำงานของปอด ดูกิจกรรมต่างๆ ของเด็กเมื่อตื่นเพื่อตรวจวัดสภาพร่างกายว่าดีขึ้นหรือไม่ </p>



<p>&#8220;ผมขอใช้โอกาสนี้ในการทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ว่า ถ้ามีโรคร่วม ท่านพาลูกไปฉีดวัคซีนเถอะครับ แต่ถ้าไม่มีโรคร่วม อันนี้อยู่ที่ดุลยพินิจของท่าน เข้าใจได้ว่าท่านยังไม่อยากพาไปฉีด แต่ถ้าพาไปฉีดก็จะช่วยได้ส่วนหนึ่ง&#8221; นายแพทย์สมศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย</p>



<p>ท้ายที่สุด ความกังวลในเรื่องโรคระบาดสายพันธุ์โอมิครอนในเด็ก ไปจนถึงความเป็นไปได้ที่โควิด-19 จะหมดไป แพทย์หญิงวารุณีทิ้งท้ายว่า</p>



<p>&#8220;เราโดนโควิดรัฐประหารมาแล้ว 2 ปีนะคะ โควิดก็กลายพันธุ์ไปเรื่อยๆ ฉะนั้นเราจะปล่อยให้มันกลายพันธุ์ฝ่ายเดียวก็ไม่ไหว เราต้องกลายพันธุ์ด้วยเช่นเดียวกัน จากการเปลี่ยนแม่ให้เป็นหมอ เปลี่ยนพ่อเป็นพยาบาล หมายความว่าสามารถดูแลและอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุลอาจจะดีกว่า เพราะว่าถ้าเราหวังว่าจะไม่ติดเชื้อ มันจะควบคุมได้ยาก แต่เราจะดูแลร่างกายของเรายังไงที่จะอยู่ด้วยกันไปอย่างสันติสุข และสามารถทำให้ระบบเศรษฐกิจ สังคม ดำเนินไปด้วยได้ น่าจะสำคัญกว่า&#8221;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-53620/">“เปลี่ยนแม่เป็นหมอ เปลี่ยนพ่อเป็นพยาบาล” รับมือโอมิครอนในเด็กฉบับปิดเทอมใหญ่</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
