<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Education for All | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/education-for-all/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Tue, 13 Feb 2024 13:56:43 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.10</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>Education for All | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ให้เท่ากันไม่ได้หมายถึงเท่าเทียม: อ่านสูตรจัดสรรงบประมาณการศึกษาไทย ออกแบบนโยบายใหม่โดยไม่ทิ้งเด็กคนไหนไว้ข้างหลัง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/101-policy-forum-19-brief/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=101-policy-forum-19-brief</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 09 Nov 2023 13:53:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[Education for All]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ฉัตร คำแสง]]></category>
		<category><![CDATA[ธร ปีติดล]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาเพื่อทุกคน]]></category>
		<category><![CDATA[ณัฐพงศ์ เรืองปัญญาวุฒิ]]></category>
		<category><![CDATA[สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=77099</guid>

					<description><![CDATA[<p>หากย้อนดูกระบวนการเกี่ยวกับงบประมาณแผ่นดินของไทยที่ผ่าน [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/101-policy-forum-19-brief/">ให้เท่ากันไม่ได้หมายถึงเท่าเทียม: อ่านสูตรจัดสรรงบประมาณการศึกษาไทย ออกแบบนโยบายใหม่โดยไม่ทิ้งเด็กคนไหนไว้ข้างหลัง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หากย้อนดูกระบวนการเกี่ยวกับงบประมาณแผ่นดินของไทยที่ผ่านมา หนึ่งในส่วนที่ได้รับงบประมาณเยอะที่สุดและได้ติดต่อกันมาหลายปีคือ&nbsp;‘การศึกษา’</p>



<p>ในทางทฤษฎี เรื่องนี้ไม่น่าแปลกอะไร เพราะการลงทุนกับภาคส่วนการศึกษาคือการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ที่สามารถเติบโตไปและสร้างผลตอบแทนกลับคืนมาได้มหาศาล เช่นเดียวกับหลายๆ ประเทศที่ถือว่าทรัพยากรมนุษย์คือทรัพยากรที่มีค่าที่สุดและเลือกลงทุนในเรื่องนี้</p>



<p>ทว่าในทางปฏิบัติ แม้งบประมาณจำนวนมากจะทุ่มลงไปที่การศึกษา แต่การศึกษาไทยคล้ายจะติดหล่มเดิมมาเป็นเวลาหลายปี ซ้ำร้าย การแพร่ระบาดของโควิด-19&nbsp;ที่ผ่านมากลับยิ่งเปิดแผลความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและตอกย้ำให้ผลกระทบนี้เลวร้ายมากขึ้นไปอีก</p>



<p>พูดให้ถึงที่สุด เมื่อตาข่ายทางสังคมไม่อาจครอบคลุมเด็กทุกคนได้แม้แต่ก่อนมีโรคระบาด ทำให้เด็กจำนวนมากต้องหลุดร่วงออกจากระบบการศึกษา ก่อให้เกิดการสูญเสียต้นทุนมนุษย์จำนวนมหาศาล ยิ่งเมื่อปัญหานี้เกิดขึ้นในยุคที่เด็กเกิดน้อยลงและมีผู้สูงอายุมากขึ้นในทุกๆ วัน การที่เด็กร่วงหล่นออกจากระบบการศึกษาจึงไม่ได้มีมิติแค่ในเชิงการศึกษา แต่ยังหมายรวมถึงมิติทางเศรษฐกิจและมิติแรงงานควบคู่ไปด้วย</p>



<p>101 เปิดพื้นที่ถกเถียงและแลกเปลี่ยนกับผู้ที่เกี่ยวข้องด้านการศึกษาร่วมถกเถียงประเด็นท้าทายในการศึกษาไทย ทั้ง <strong>ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ</strong> ส.ส.บัญชีรายชื่อก้าวไกล และประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ, <strong>ผศ.ดร.ธร ปีติดล</strong> ศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (CRISP), <strong>สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ</strong> ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ <strong>ฉัตร คำแสง</strong> ผู้อำนวยการ 101 Public Policy Think Tank</p>



<p>เพราะเหตุใดการศึกษาที่ได้รับจัดสรรงบเยอะที่สุดจึงยังติดหล่มความเหลื่อมล้ำอยู่ที่เดิม อะไรคือความท้าทายสำคัญที่ต้องการศึกษาไทยต้องเผชิญ และเราควรจะมีสูตรในการจัดสรรงบประมาณอย่างไรที่จะทำให้การศึกษาหลุดพ้นจากกับดักความเหลื่อมล้ำและเป็นการจัดทรัพยากรการศึกษาเพื่อ&nbsp;‘ทุกคน’&nbsp;อย่างแท้จริง</p>



<p>ชวนหาคำตอบได้ในบรรทัดถัดจากนี้</p>



<p><em>หมายเหตุ: เรียบเรียงเนื้อหาจาก </em><a href="https://www.the101.world/101-policy-forum-19-2/?fbclid=IwAR0BwI8dGJpCUCmHqrGPj1od0SKj3tphvfJ-TKBHPqdwMXvdAF241KPxzOg"><em>101 Policy Forum #19 ทรัพยากรการศึกษาเพื่อทุกคน: จากข้อมูล ถึงงบประมาณ สู่นโยบาย</em></a><em> เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2566</em></p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="‘การจัดสรรทรัพยาการศึกษาเพื่อทุกคน’ | 101 Policy Forum" width="750" height="422" src="https://www.youtube.com/embed/DDfLqD0NU_M?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>งบประมาณและการจัดสรร โจทย์ใหญ่ที่ผู้กำหนดนโยบายด้านการศึกษาต้องเผชิญ</strong></h2>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>หลังจากที่คุณเข้ารับตำแหน่งในกระทรวงศึกษาธิการมาแล้วประมาณ&nbsp;2&nbsp;เดือน เห็นคำถามหรือโจทย์ท้าทายอะไรในระบบการศึกษาบ้าง</strong></h3>



<p><strong>สิริพงศ์:</strong>&nbsp;คำถามที่ทุกคนถามกันเยอะมากคือ กระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงที่ได้รับงบมากที่สุด งบเหล่านี้นำไปใช้กับอะไรบ้าง ต้องอธิบายแบบนี้ว่า งบของกระทรวงฯ ในแต่ละปีจะได้ประมาณ&nbsp;2-3&nbsp;หมื่นล้านบาท โดย&nbsp;60%&nbsp;เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับบุคลากรทางการศึกษาโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของกระทรวงฯ งบอีกประมาณ&nbsp;25%&nbsp;เป็นเงินอุดหนุนหรืองบอุดหนุนรายหัว ส่วนงบลงทุนคิดเป็น&nbsp;5%&nbsp;ใช้ไปกับการสร้างห้องทดลอง ซ่อมตึก และอีก&nbsp;10%&nbsp;เป็นงบดำเนินงานที่มีไว้เสริมทักษะให้ครูหรือจัดกิจกรรมต่างๆ</p>



<p>ส่วนประเด็นที่คนวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก เช่น ปัญหาเด็กจบมาไม่มีงานทำ หรือหลักสูตรแกนกลางล้าสมัยไปไหม ต้องบอกว่ากระทรวงฯ ค่อนข้างทำการบ้านหนักในเรื่องนี้ เช่น เรื่องคนจบมาไม่มีงานทำ จริงๆ เรามีหลักสูตรทวิภาคี คือเรียน&nbsp;2&nbsp;ปี ทำงาน&nbsp;2 ปี ระหว่างเรียนก็มีเงินเดือนให้ จบมามีงานทำแน่นอน&nbsp;แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นที่รับรู้ในวงที่แคบมากๆ</p>



<p>ส่วนเรื่องการจัดการเรียนการสอนที่มีคนวิจารณ์ว่าหลักสูตรแกนกลางล้าสมัย จริงๆ วิชาบังคับ&nbsp;8&nbsp;วิชาที่เรามีก็ปรับมาจากหลักสูตรทั่วโลก แต่การบริหารภายในเป็นอำนาจของสถานศึกษา เพราะฉะนั้น จุดนี้สะท้อนว่าความสามารถในการจัดการเรียนการสอนของแต่ละโรงเรียนหรือแต่ละภาคส่วนไม่เหมือนกัน แนวทางของเราจึงเป็นการลดภาระผู้เรียน ผู้สอน ไปจนถึงผู้ปกครอง เพื่อจะนำมาซึ่งความสุขในการเรียนการสอนและผลลัพธ์ที่ดีขึ้น</p>



<p>เรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่มีมิติของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ซึ่งในการแก้ไขต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคส่วนอื่นๆ ด้วย รวมถึงมิติความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงข้อมูลที่คนในเมืองใหญ่มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลได้ดีกว่า ดังนั้น ตอนนี้เราจึงมองไปที่นโยบายย่อโลกให้แคบลง และเน้นนำข้อมูลมาอยู่บนออนไลน์ให้มากขึ้น</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จากที่พูดมาทั้งหมด คิดว่าอะไรเป็นโจทย์สำคัญลำดับแรกที่ต้องรีบแก้ไขก่อน</strong><strong></strong></h3>



<p><strong>สิริพงศ์:</strong>&nbsp;ก่อนหน้านี้เรามีการทำโพลให้บุคลากรการศึกษาทั่วประเทศตอบ ประเด็นปัญหาอันดับแรกที่พวกเขาอยากให้แก้ไขคือเรื่องการประเมินวิทยฐานะ ตามมาด้วยเรื่องหนี้สินครู อันดับที่สามคือการลดภาระของผู้เรียน</p>



<p>จากนั้นเรานำผลโพลทั้งหมดมาดูว่าจะแก้ไขปัญหาอะไรได้บ้างภายใต้นโยบายเรียนดีมีความสุข โดยเราเห็นว่าคุณครูต้องเจอปัญหาจากความไม่ชัดเจนในการประเมินวิทยาฐานะมาตลอด ดังนั้น เราจึงมีนโยบายว่าการประเมินวิทยฐานะต้องประเมินจากผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน ร่วมไปกับการประเมินเรื่องการเรียนการสอนด้วย</p>



<p>อีกประเด็นหนึ่งที่เกี่ยวกับการประเมินวิทยฐานะคือ ครูก็มีทั้งส่วนที่เป็นสายสอนและสายสนับสนุน ซึ่งทั้งสองสายนี้มีความเชี่ยวชาญไม่เหมือนกัน เราจึงอาจจะแก้ไขด้วยการเพิ่มเกณฑ์ประเมินของครูให้ตรงกับสายงาน</p>



<p>ส่วนเรื่องภาระงานของครูที่มากเกินไป ต่อไปนี้เราจะให้เขตพื้นที่การศึกษาบรรจุกำลังคนลงไปเพิ่ม หรือถ้าไม่มีบุคลากรจริงๆ จะให้เขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้ดำเนินการก่อน</p>



<p><a href="https://www.the101.world/inequality-in-small-school/">เรื่องโรงเรียนขนาดเล็ก</a>ที่เคยมีประเด็นว่าจะยุบหรือไม่ยุบ ต้องบอกว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ต้องทำการหารืออย่างรอบคอบและรอบด้าน เพราะจะกระทบกับหลายภาคส่วน ทั้งเด็กและชุมชน เราจึงมองต่อไปว่าอาจใช้วิธีทำเป็นโรงเรียนต้นแบบเพื่อแบ่งปันทรัพยากรกับโรงเรียนใกล้เคียง ทำเป็นโรงเรียนพี่โรงเรียนน้องแล้วขยายกลุ่มออกไปในอนาคต เป็นการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด</p>



<p>ประเด็นที่คนพูดถึงเยอะอีกข้อหนึ่งคือเรื่องแท็บเลต เรารู้ว่าสังคมกำลังจับจ้องและตั้งคำถามกับเรื่องนี้อยู่ว่าการใช้แท็บเลตในเด็กโปร่งใสและตรงไปตรงมาหรือไม่ ผมคิดว่าเราต้องย้อนมาตั้งหลักที่การมีแท็บเลตก่อน ซึ่งเริ่มมาจากการมองประเด็นความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่เกิดจากการเข้าถึงทรัพยากรและข้อมูลที่ไม่เท่ากัน กระทรวงฯ จึงจำเป็นต้องหาพื้นที่ตรงกลาง อาจจะเป็นแพลตฟอร์มที่รวบรวมแหล่งข้อมูลความรู้ทั้งหมด ทั้งจากคุณครูและติวเตอร์ต่างๆ เรากำลังมุ่งพัฒนาแพลตฟอร์มนี้ภายในปี&nbsp;2567&nbsp;ให้เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา แต่แน่นอนว่าแพลตฟอร์มไม่ได้ทำให้ความเหลื่อมล้ำหมดไป เราจึงนำแท็บเลตมาใช้ตามนโยบายรัฐบาล เพื่อเป็นเครื่องมือให้เด็กสามารถเข้าสู่เนื้อหาสาระต่างๆ ได้โดยไม่มีความเหลื่อมล้ำ&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้ เราเห็นปัญหาสำคัญที่ผ่านมาคือ แท็บเลตมีอายุการใช้งานสั้น เมื่อไม่งานไม่ได้แล้วก็กลายเป็นขยะที่โรงเรียนต้องการจัดการ เราจึงออกแนวคิดว่าจะไม่ซื้อแท็บเลต แต่ใช้การเช่าแทน หรืออนาคตอาจมองไปถึงการแจกโน้ตบุ๊กด้วย&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>คุณเห็นอะไรจากการจัดสรรงบประมาณแบบนี้ และกระทรวงศึกษาธิการจะมีแนวทางในการจัดสรรงบประมาณต่อไปยังไง</strong><strong></strong></h3>



<p><strong>สิริพงศ์</strong><strong>:</strong>&nbsp;กระทรวงศึกษาธิการมีโครงสร้างไม่ค่อยสมประกอบ คือในเชิงการบริหารองค์กร ถ้าองค์กรจะขับเคลื่อนไปได้ควรจะมีโครงสร้างเป็นทรงพีระมิด ข้างล่างที่ฐานกว้างคือคนทำงาน&nbsp;80%&nbsp;บนยอดคือผู้บริหาร&nbsp;20%&nbsp;แต่โครงสร้างของกระทรวงฯ วันนี้เป็นเหมือนทรงถัง คือจำนวนคนทำงานกับผู้บริหารมีพอๆ กัน อาจจะเป็นสัดส่วน&nbsp;55:45&nbsp;</p>



<p>แนวทางของกระทรวงฯ ตอนนี้คือการไม่เพิ่มอัตรากำลังคนสายบริหารเมื่อคนเก่าครบวาระแล้ว และนำอัตราดังกล่าวมาทดแทนด้วยครูผู้สอน เรายังปรึกษากับทางสำนักงบประมาณด้วยว่า การอุดหนุนในลักษณะการจ่ายเงินรายหัวโดยใช้ฐานยาวเท่ากันน่าจะไม่ตอบโจทย์ เพราะโรงเรียนใหญ่จะได้เงินอุดหนุนเยอะกว่า ตอนนี้ก็กำลังอยู่ในช่วงออกแบบวิธีการว่าจะทำอย่างไรให้โรงเรียนเล็กอยู่ได้ด้วย</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>อ่านสูตรคิดจัดสรรงบประมาณไทย ทำอย่างไรให้เด็กทุกคนได้&nbsp;‘เท่าเทียมกัน’</strong></h2>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ คุณเห็นสอดคล้องกันไหมในเรื่องการจัดสรรงบประมาณ</strong><strong></strong></h3>



<p><strong>ณัฐพงษ์:</strong>&nbsp;ส่วนตัวผมมองว่า เราควรจะตั้งต้นจากข้อมูลไปที่นโยบาย และมาสู่งบประมาณ โจทย์ของเราในวันนี้คือการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ถ้าเราดูรายจ่ายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาในไทย ทั้งของภาครัฐ เอกชน ภาคครัวเรือน และ&nbsp;NGOs&nbsp;จะเห็นว่าของไทยไม่ได้ขี้เหร่เลย รายจ่ายเกี่ยวกับการศึกษาของเราคิดเป็น&nbsp;5-6%&nbsp;ของ&nbsp;GDP&nbsp;เรียกได้ว่าเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่ผลสัมฤทธิ์ในตัวชี้วัดต่างๆ เช่น ผลการสอบ&nbsp;PISA&nbsp;ของเรากลับไม่ได้เท่าเทียมประเทศที่มีรายจ่ายต่อ&nbsp;GDP&nbsp;พอๆ กับเรา</p>



<p>ถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้ ผมมองว่าเพราะสัดส่วนของงบประมาณส่วนใหญ่ไปลงกับค่าใช้จ่ายของบุคลากรด้านการศึกษา ส่วนค่าใช้จ่ายรายหัวก็อาจไม่ได้แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้จริง เช่น โรงเรียนห่างไกลได้งบน้อย</p>



<p>กลับมาที่ผมพูดตอนแรก ที่ผมเสนอว่าการจัดสรรงบประมาณคือปลายทาง เพราะทิศทางนโยบายของเราต้องชัดเจนก่อน สำหรับผม การศึกษาเป็นบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานที่ถูกรับรองในรัฐธรรมนูญว่า ประชาชนไทยทุกคนต้องได้รับการเข้าถึงการศึกษาที่เท่าเทียม เพราะฉะนั้น เราต้องปรับสูตรคิดในการจัดสรรงบประมาณ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>คุณมองว่าสูตรคิดในการจัดสรรงบประมาณควรเป็นอย่างไร</strong><strong></strong></h3>



<p><strong>ณัฐพงษ์</strong><strong>:</strong>&nbsp;ในระบบเศรษฐศาสตร์ปัจจุบันมองว่า การแข่งขันจะช่วยเพิ่มคุณภาพของสินค้าและบริการ แต่ผมว่าการแข่งขันไม่ใช่คำตอบของทุกสิ่ง การแข่งขันจะได้ผลต่อเมื่อฝั่งอุปทาน (supply) มีเยอะ เช่น คุณไปเลือกซื้อแชมพูที่มีหลายยี่ห้อ ผู้บริโภคจะได้เปรียบในการเลือกซื้อสินค้าและบริการที่ถูกลง คุณภาพดีขึ้น&nbsp;</p>



<p>แต่ถ้าอุปทานมีน้อย เช่น โรงเรียน ซึ่งไม่ได้มีทุกหัวมุมถนนแบบร้านสะดวกซื้อ จะทำให้เกิดอุปสงค์ (demand) ที่มากกว่า เพราะทุกคนอยากให้ลูกหลานเรียนโรงเรียนดีๆ แต่คนรวยก็พร้อมจะจ่ายมากกว่า เพราะฉะนั้น ถ้าเราใช้โมเดลการแข่งขันล้วนๆ จะทำให้เด็กที่เกิดในครอบครัวร่ำรวยมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่ดีกว่า และอย่าลืมว่าไม่มีใครเลือกเกิดได้</p>



<p>ถ้าให้ผมออกแบบ เราว่าเราควรแบ่งเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานกับการศึกษาในระดับสูงกว่านั้น อะไรที่จะเน้นความเป็นเลิศก็ใช้โมเดลการแข่งขัน แต่สำหรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เราไม่ได้เน้นความเป็นเลิศ แต่ต้องการเน้นความเท่าเทียมให้ทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่เท่ากัน ดูง่ายๆ อย่างผลการสอบ&nbsp;PISA&nbsp;ต่อให้มีโรงเรียนหนึ่งที่เป็นเลิศมากๆ ก็ไม่ได้ทำให้คะแนนในภาพรวมดีขึ้น&nbsp;เมื่อเรามองแบบนี้ ก็จะสะท้อนต่อไปถึงระดับนโยบายและการจัดสรรงบประมาณด้วย</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าเป็นเช่นนี้ เราจะจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาให้เกิดความเท่าเทียมและลดความเหลื่อมล้ำให้มากขึ้นได้อย่างไร เราแก้ไขปัญหาอะไรได้บ้างในตอนนี้</strong><strong></strong></h3>



<p><strong>ณัฐพงษ์:</strong>&nbsp;ถ้าเป็นในระยะกลางหรือสั้นที่แก้ได้เร็วที่สุด นอกจากการจัดสรรงบประมาณที่เป็นการอุดหนุนรายหัว เช่น ค่าเดินทาง อาหารฟรี รถรับส่ง ผมว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันดำเนินนโยบายได้เลย หรืออย่างเรียกแท็บเลตที่ว่าจะเช่า ผมเห็นด้วยนะครับ แต่ในขณะเดียวกันก็มองว่าแท็บเลตยังเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายทาง เพราะเราต้องคิดถึงต้นทางก่อนซึ่งก็คือโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาของเด็ก</p>



<p>นอกจากแท็บเลต ยังมีเรื่องหลักสูตรออนไลน์ที่อาจไม่ต้องเรียนในโรงเรียนอย่างเดียว คำถามคือเรามีแพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิต (life-long learning platform) แล้วหรือยัง ถ้าเราคิดถึงเรื่องนี้และอยากต่อยอดจากการแจกแท็บเลต หลักสูตรการศึกษาออนไลน์ก็อาจไม่จำเป็นต้องมาแต่จากกระทรวงฯ แต่นำคนที่เชี่ยวชาญนอกห้องเรียนมาสอนได้ด้วย</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>กระบวนการจัดทำงบประมาณมีอุปสรรคอะไรอีกไหม เช่น งบคงตัวที่ต้องจ่ายทุกปี หรือระบบที่อาจไม่ได้เอื้อให้เราผันงบไปสู่เรื่องการศึกษาได้ดีขนาดนั้น</strong><strong></strong></h3>



<p><strong>ณัฐพงษ์:</strong>&nbsp;ผมว่านี่เป็นปัญหาที่กระบวนการจัดสรรงบประมาณของไทยในทุกสมัยและเป็นทุกด้าน คือเป็นระบบงบประมาณแข็งตัว จริงๆ เราพยายามเสนอให้มีการจัดทำงบประมาณฐานศูนย์ ตรงนี้ไม่ใช่การรื้องบทั้งหมดและจัดใหม่ แต่อะไรที่เป็นค่าใช้จ่ายประจำ เช่น ค่าใช้จ่ายบุคลากรหรือการชดใช้หนี้ ต่างเป็นสิ่งที่ต้องจ่ายตามกฎหมาย แต่สิ่งที่เราสามารถจัดสรรได้ เช่น งบลงทุน งบดำเนินงานโครงการต่างๆ ผมคิดว่าเราใช้งบประมาณฐานศูนย์ได้ นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะเห็น</p>



<p>แต่ปัจจุบันที่ยังใช้กระบวนการแบบเดิม ผมคิดว่าสิ่งที่รัฐบาลพอจะทำได้คือการทำโครงการต่างๆ เป็นโครงการเล็กน้อยแต่ยังปรับโครงสร้างใหญ่ไม่ได้ ก็เป็นความท้าทายในอีกรูปแบบหนึ่งว่าเราจะปฏิรูปการจัดสรรงบประมาณอย่างไร</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>จากภาพรวมนโยบายและการจัดสรรงบประมาณ สู่ทางออกแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำการศึกษาไทย</strong></h2>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>หลังจากที่ฟังแนวคิดในเชิงนโยบายและการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาแล้ว คุณมองเรื่องนี้อย่างไร</strong><strong></strong></h3>



<p><strong>ธร:</strong>&nbsp;ผมเชื่อว่ากระทรวงศึกษาธิการทราบและทำการศึกษาเกี่ยวกับปัญหาการศึกษาไทยมานานแล้ว แต่ประเด็นคือเรายังแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เสียที โจทย์จึงอยู่ที่ว่า ทำไมเรายังแก้ปัญหาไม่ได้ จึงเป็นโจทย์สำคัญไม่แพ้เรื่องการจัดสรรงบประมาณเลยทีเดียว</p>



<p>ในประเด็นความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ถ้ามองจากมุมของการจัดสรรทรัพยากรจะเห็นว่า ไทยไม่ได้ลงทรัพยากรกับเรื่องนี้น้อย แต่ผลที่เกิดกลับน้อย นำมาซึ่งคำถามต่อว่าทรัพยากรที่ลงไปไปกองอยู่ตรงไหน เมื่อพิจารณาดูแล้วเราจะเห็นว่า งบในส่วนของบุคลากรและงบอุดหนุนรายหัวคือส่วนที่ใช้งบประมาณเยอะ ทั้งที่จริงๆ ทรัพยากรควรลงไปที่โรงเรียนอันจะนำมาสู่การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา</p>



<p>เราจะเห็นว่า สูตรการจัดสรรทรัพยากรของไทยไม่ใช่สูตรที่ช่วยคนเสียเปรียบ แต่เป็นแบบให้ทุกคนเท่ากันทำให้มีโรงเรียนเสียเปรียบ โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กที่ต้องใช้งบประมาณต่อหัวนักเรียนมากกว่าโรงเรียนขนาดกลางถึง&nbsp;50%&nbsp;แต่สูตรการจัดงบประมาณของเราในปัจจุบันเป็นแบบให้ต่อหัวเท่ากัน ซึ่งแก้ปัญหานี้ไม่ได้ เราจึงเห็นเลยว่าโรงเรียนขนาดเล็กมีคุณภาพการศึกษาที่ต่ำกว่า</p>



<p>เมื่อขยับไปดูต่อว่า นักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กคือกลุ่มไหน ส่วนมากโรงเรียนแบบนี้จะตอบโจทย์เด็กที่มีฐานะยากจน ซึ่งจริงๆ การศึกษาเป็นกลไกที่จะทำให้ความเหลื่อมล้ำในสังคมลดลงได้ แต่เมื่อมองที่ครอบครัวเด็กยากจนจะเห็นว่า เขามีปัญหาในการเรียนให้จบการศึกษาระดับมัธยม และเข้าไม่ถึงมหาวิทยาลัย เพราะครอบครัวยากจนมีรายจ่ายอื่นที่ไปบดบังด้านการศึกษา แม้พวกเขาไม่ได้ละเลยค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาแต่ไม่มีรายได้พอ ทำให้พอถึงระดับมัธยม เด็กจึงเลือกจะทำงานเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เราจึงควรมองไปที่การอุดหนุนถึงครอบครัวเด็ก ซึ่งเป็นประเด็นที่ยังไม่ค่อยมีใครพูดถึง</p>



<p>เพราะฉะนั้น ผมมองว่าปัญหาที่ใหญ่ที่สุดและเป็นปัญหารากฐานของการศึกษาไทยตอนนี้คือเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การจะแก้ปัญหาต้องใช้สูตรที่เติมเต็มให้คนที่เสียเปรียบ มากกว่าสูตรที่จัดให้ทุกคนเท่ากัน</p>



<p><strong>ฉัตร:</strong>&nbsp;เรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและการตกหล่นจากระบบเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ที่จะพูดถึง เพราะการศึกษาควรเป็นเครื่องมือยกระดับชนชั้นและสร้างความเท่าเทียม แต่ทุกวันนี้ผมไม่แน่ใจว่าการศึกษาทำหน้าที่นั้นได้ดีไหม&nbsp;</p>



<p>ถ้าเราลองดูงานวิจัยต่างๆ จะเห็นว่า การลงทุนกับคนต้องรีบลงทุนให้เร็วเพื่อจะได้ผลตอบแทนสูง แต่ภาพเหล่านี้ยังไม่ค่อยเกิดขึ้นในไทย ไม่ถึง&nbsp;1%&nbsp;ของ&nbsp;GDP&nbsp;ด้วยซ้ำ ทำให้มีปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบเรื่อยๆ ส่วนเงินก้อนใหญ่ที่ลงไปที่ระดับอุดมศึกษาก็สะท้อนว่าเราจัดสรรเงินไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะจริงๆ เราควรจะเร่งลงทุนในเด็กเล็ก รวมถึงศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่เป็นแหล่งพึ่งพิงของคนมีรายได้น้อยที่ต้องทำงานด้วย</p>



<p>ถ้าลองไปดูเด็กที่ต้องออกจากระบบตอนมัธยมศึกษา เราจะเห็นว่ามีเด็กจำนวนมากที่พอเรียนจบ ม.3&nbsp;ก็ไม่รู้จะเรียนไปทำอะไรต่อ อาจจะช่วยงานที่บ้าน หรือรับกิจการต่อซึ่งการมีประสบการณ์อาจสำคัญกว่าการเรียน เลยทำให้เกิดการหลุดออกจากระบบเพราะการศึกษาไม่ได้ตอบโจทย์เขาแล้ว&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้ เมื่อมองงานที่ปลายทางจึงเกิดคำถามว่า พอจบออกมาแล้วเด็กได้ทำงานที่มีความหมายเพียงพอไหม ยังไม่นับเรื่องเทคโนโลยีหรือ&nbsp;AI&nbsp;ที่อาจเข้ามาทดแทนการทำงานบางส่วน โดยเฉพาะงาน&nbsp;routine&nbsp;ซึ่งเป็นแนวแบบที่การศึกษาไทยให้เรียนเลย เพราะเป็นการเรียนที่เน้นท่องจำ ทำให้เด็กไม่แน่ใจว่าเรียนไปแล้วจะคุ้มค่าเรียนไหม ไปทำอย่างอื่นน่าจะดีกว่า</p>



<p>อีกประเด็นหนึ่งคือการจัดสรรโรงเรียน&nbsp;<a href="https://101pub.org/teacher-shortage-problem/">งานวิจัยของ&nbsp;101 Pub&nbsp;เคยศึกษาดูข้อมูลการจัดสรรครูในโรงเรียนของ สพฐ.&nbsp;เกือบสามหมื่นแห่ง</a>&nbsp;พบว่าโรงเรียนขนาดเล็กมีปัญหามาก ครูหนึ่งคนต้องรับผิดชอบหลายชั้นเรียนทำให้บางทีเด็กแต่ละระดับชั้นต้องมานั่งเรียนรวมกัน เราจึงควรมาคุยกันเรื่องควบรวมชั้นเรียนหรือโรงเรียน อาจไม่ถึงขั้นยุบ แต่แบ่งปันทรัพยากรบางอย่างด้วยกันเพื่อจะได้มีจำนวนครูเพียงพอและสามารถดูแลเด็กได้อย่างทั่วถึง</p>



<p><strong>ณัฐพงษ์:</strong>&nbsp;ผมอยากเสริมในเรื่องการลงทุนในเด็กเล็ก จากประสบการณ์ ผมเห็นว่าท้องถิ่นหรือเทศบาลหลายที่สามารถจัดการศึกษาได้ดีกว่าส่วนกลางด้วยซ้ำนะครับ เพราะฉะนั้น ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นสามารถจัดการศึกษาได้ เพราะจะทำให้เกิดความก้าวหน้าได้จริง รวมถึงเปิดให้พื้นที่และชุมชนที่อยู่รายรอบมาร่วมกันออกแบบหลักสูตรได้ด้วย</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>อ่านร้อยพันปัญหาการศึกษาไทย สู่การสร้างโลกที่การศึกษาเป็นของทุกคน</strong></h2>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ปัจจุบันเด็กไร้สถานะหรือเด็กไม่มีสัญชาติจำนวนมากในไทยยังพบอุปสรรคในการเข้าสู่ระบบการศึกษา เราควรมีนโยบายอย่างไรในการดึงเด็กกลุ่มนี้กลับเข้าสู่ระบบ</strong></h3>



<p><strong>ฉัตร:</strong>&nbsp;มีทั้งเด็กที่เกิดในไทยแต่มีปัญหาขอสัญชาติไม่ได้ ตรงนี้เริ่มต้นคือเราต้องมองว่าเขาเป็นคนไทย เพียงแต่มีปัญหาด้านการเข้าถึงเอกสารของรัฐ แต่ถ้าเป็นแรงงานข้ามชาติ หลายคนอาจจะมองว่า เราจะเอาเงินคนไทยไปช่วยต่างชาติทำไม แต่ผมอยากให้มองมากกว่าว่า ถ้าเราไม่ช่วยพวกเขาจะก่อให้เกิดต้นทุนอะไรกับสังคมบ้าง ถ้าเรามองไกลๆ จะเห็นว่าทุกวันนี้เด็กเกิดน้อยลง ซึ่งจะส่งผลให้เราขาดกำลังแรงงานสำหรับภาคการผลิต เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำไมเราไม่ดูแลให้เด็กกลุ่มนี้เติบโตอย่างมีคุณภาพเพียงพอและยึดโยงกับไทยได้ เพื่อจะเป็นการแก้ปัญหาเรื่องขาดแคลนแรงงานในระยะยาวด้วย</p>



<p><strong>ณัฐพงษ์:</strong>&nbsp;ผมมองว่าตอนนี้เราทุกคนคือพลเมืองโลกแบบหนึ่ง สิ่งที่รัฐควรมองจึงไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษา แต่คือการระบุสัญชาติคน เช่น ชาติพันธุ์คนนี้ยังห่างไกลและไม่มีบัตรประชาชน รัฐต้องมองว่าเขาคือพลเมืองของเราไหมและแก้ปัญหาตรงนั้น และเรื่องสวัสดิการก็จะตามมาเอง ตรงนี้อย่ามองว่าเป็นภาระของรัฐ แต่ให้มองว่าประเทศก็ขาดแคลนแรงงานเช่นกัน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ช่วงโควิด</strong><strong>-19</strong><strong>&nbsp;มีนักเรียนจำนวนมากต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา เราจะมีแนวทางในการดึงเด็กกลุ่มนี้กลับเข้าสู่ระบบได้อย่างไร</strong><strong></strong></h3>



<p><strong>ธร</strong><strong>:</strong>&nbsp;ผมมองว่าวิธีที่เร่งด่วนที่สุดคือการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจที่ตกค้างอยู่ เพราะจริงๆ แล้ว ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาเพราะโควิดมีความซ้อนทับกับปัญหาทางเศรษฐกิจด้วย ถ้ามีร่องรอยแผลเป็นระยะยาวจากเศรษฐกิจและโควิด เราก็ต้องช่วยฟื้นฟูเขากลับมา ถ้าเด็กต้องออกจากระบบเพราะครอบครัวมีภาระเยอะ ก็ต้องช่วยเหลือครอบครัวเขาด้วย</p>



<p>แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ เมื่อเด็กกลับเข้าระบบได้แล้วต้องตามให้ทัน ดังนั้น ถ้าภาครัฐอยากทำอะไรให้มากไปกว่าการให้เด็กกลับมาเรียน ก็ต้องพยายามหาช่องทางสนับสนุนให้เขาสามารถเรียนไล่ทันเด็กคนอื่นในระบบได้ เช่น มีกลไกหนุนเสริมต่างๆ หรืออาจพิจารณาเรื่องการเรียนซ้ำชั้นก่อน เพื่อไม่ให้เป็นการเพิ่มต้นทุนให้เด็กเอง</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความผันผวนทางการเมืองส่งผลต่อการจัดทำนโยบายการศึกษา เราจะทำอย่างไรให้การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำมีความต่อเนื่องและเกิดการส่งต่อนโยบายได้แม้มีการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล</strong><strong></strong></h3>



<p><strong>ณัฐพงษ์:</strong>&nbsp;เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าระบบราชการไทยหรือรัฐไทยขับเคลื่อนด้วยราชการ ดังนั้นถ้าจะเปลี่ยน ผมว่าอาจจะต้องเริ่มจากการเปลี่ยนทัศนคติของบุคลากรที่มีอำนาจตัดสินใจเรื่องระบบการศึกษา</p>



<p>ในระยะสั้น เราอาจเริ่มจากการอุดหนุนงบประมาณรายหัวที่หลายอย่างอาจไม่เหมาะสม รวมถึงการหลุดออกจากระบบการศึกษา ส่วนระยะกลาง เริ่มจากการปรับทัศนคติ ถ้าเราวางหลักไว้ว่า การศึกษาก่อนวัยเรียนหรือการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นบริการสาธารณะที่ประชาชนต้องเข้าถึงได้อย่างถ้วนหน้า จะเห็นว่าสิ่งที่ต้องมาก่อนคือความเท่าเทียม ไม่ใช่ความเป็นเลิศ เราต้องทำให้คนรวยส่งลูกเข้าเรียนข้างบ้านได้และยังได้การศึกษาที่มีคุณภาพดี ส่วนคนจนจะส่งลูกเรียนที่ไหนก็ได้การศึกษาที่ดีไม่แพ้กัน เราต้องมองว่าการจัดการศึกษาคือการสอนให้เด็กมีทักษะเชิงวิพากษ์ สามารถปรับตัวให้ทันโลกและยุคสมัยใหม่ๆ&nbsp;</p>



<p>ถ้าเราเปลี่ยนทัศนคติตรงนี้ได้จะสะท้อนไปถึงการจัดสรรงบประมาณ นโยบาย และการออกแบบหลักสูตร ผมไม่ปฏิเสธนะว่ามันยาก แต่ต้องมองว่ามันเป็นเรื่องคู่ขนานกัน ถึงจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ</p>



<p><strong>ฉัตร:</strong>&nbsp;ผมว่ามีหลายเรื่องที่พ่วงกันอยู่ การให้ท้องถิ่นสามารถจัดการศึกษาได้ก็เป็นการตอบโจทย์รูปแบบหนึ่งที่จะแก้ปัญหาทั้งความเหลื่อมล้ำและการตกหล่น รวมถึงจะทำให้เกิดศักยภาพและความต่อเนื่องได้ด้วย เพราะการย้ายอำนาจการจัดการศึกษาจากส่วนกลางไปสู่ท้องถิ่นไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องโรงเรียน แต่จะทำให้เกิดความรับผิดรับชอบแบบใหม่ในพื้นที่มากขึ้น เช่น คณะกรรมการโรงเรียนที่มีส่วนร่วมจากคนในพื้นที่</p>



<p>เพราะฉะนั้น แทนที่จะแขวนนโยบายการศึกษาไว้ในระดับชาติอย่างเดียว ผมว่าเราน่าจะมีระยะบางอย่างได้ ทำให้โรงเรียนสามารถเติมความหลากหลายและเลือกวิธีการทำงานได้ชัดขึ้น สุดท้าย มันเป็นเรื่องการทำอุปสงค์ การให้เงินอุดหนุน และการเงินต่างๆ เพื่อทำให้เกิดความรับผิดรับชอบและมีการแข่งขันในแต่ละโรงเรียน ตรงนี้ก็น่าจะตอบโจทย์ได้</p>



<p><strong>ธร</strong><strong>:</strong>&nbsp;ในปัจจุบัน ปัญหาหนึ่งคือเราไม่ชัดเจนว่าจะแก้ปัญหาการศึกษาด้วยทางไหนดี กลุ่มมีอำนาจรัฐจะยึดโยงกับความมั่นคง ปลูกฝังให้เด็กเป็นคนดีและรักความเป็นไทย แต่บางกลุ่มก็อยากผลักดันให้การศึกษาเป็นการปลดปล่อยศักยภาพในตัวเด็ก ทำให้เราไม่เคยชัดสักวิธีว่าเราจะตอบโจทย์อะไร</p>



<p>ผมว่าแนวทางหนึ่งที่น่าสนใจและมีการพูดถึงกันมากขึ้นคือ<a href="https://www.the101.world/human-capital-development/">การลงทุนในมนุษย์</a>&nbsp;เพราะถ้าเราไม่ลงทุนตรงนี้จะทำให้เสียโอกาสของประเทศ ตรงนี้ทำให้เราตอบได้ด้วยว่า การทำให้การศึกษาเป็นเรื่องของความเสมอภาคไม่ใช่แค่การแก้ความเสมอภาคในตัวเอง แต่เป็นการทำให้ประเทศนี้สามารถอยู่รอดต่อไปได้ในอนาคต</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/101-policy-forum-19-brief/">ให้เท่ากันไม่ได้หมายถึงเท่าเทียม: อ่านสูตรจัดสรรงบประมาณการศึกษาไทย ออกแบบนโยบายใหม่โดยไม่ทิ้งเด็กคนไหนไว้ข้างหลัง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘การศึกษา’ ที่ทิ้งผู้แพ้ไว้ข้างหลัง: ตีโจทย์อย่างไรให้เด็กไทยเรียนได้ เรียนดี ไม่มีข้อจำกัด</title>
		<link>https://www.eef.or.th/education-for-all-public-forum/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=education-for-all-public-forum</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 14 Sep 2023 02:42:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[Education for All]]></category>
		<category><![CDATA[The 101.world]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาทางเลือก]]></category>
		<category><![CDATA[กระจายอำนาจการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[สมพงษ์ จิตระดับ]]></category>
		<category><![CDATA[นุชนาถ สอนสง]]></category>
		<category><![CDATA[วัฒนชัย วินิจจะกูล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=71996</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘การเรียนรู้เพื่อทุกคน’ เป็นเป้าหมายที่ถูกตั้งเป็นโจทย์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/education-for-all-public-forum/">‘การศึกษา’ ที่ทิ้งผู้แพ้ไว้ข้างหลัง: ตีโจทย์อย่างไรให้เด็กไทยเรียนได้ เรียนดี ไม่มีข้อจำกัด</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>‘การเรียนรู้เพื่อทุกคน’ เป็นเป้าหมายที่ถูกตั้งเป็นโจทย์ในการปรับรูปแบบการศึกษาไทยให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต แต่สภาพความเป็นจริงคือระบบยังเน้นการแข่งขันและผลักเด็กให้หลุดออกจากการศึกษามากขึ้นเรื่อยๆ โดยในปี 2564 มีเด็กที่ต้องเสียโอกาสในการพัฒนาชีวิตเช่นนี้มากถึง 238,000 คน</p>



<p>สภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ลักษณะครอบครัวที่แตกต่าง และสังคมที่กดทับ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เงื่อนไขในชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ในขณะที่การศึกษาถือเป็นสิทธิและโอกาสที่มนุษย์คนหนึ่งควรได้รับเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองได้ โจทย์สำคัญจึงเป็นการตั้งคำถามว่าต้องทำอย่างไรให้การศึกษาเข้าถึงคนทุกกลุ่ม สร้างทักษะชีวิตได้เหมาะสม และสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ไม่มีข้อจำกัดอย่างแท้จริง</p>



<p>101 ร่วมกับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ชวนพูดคุยกะเทาะปัญหาระบบการศึกษาที่ไม่ตอบโจทย์ชีวิตผู้เรียน แลกเปลี่ยนและค้นหานวัตกรรมที่จะโอบรับคนทุกกลุ่ม และมองโจทย์ใหญ่อย่างการยกระดับสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ กับ <strong>ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ</strong> กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภาคประชาสังคม กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) <strong>ดร.นุชนาถ สอนสง</strong> ผู้อำนวยการ โรงเรียนนิวิฐราษฎร์อุปถัมภ์ จ.กาญจนบุรี และ <strong>วัฒนชัย วินิจจะกูล</strong> ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาองค์ความรู้ สถาบันอุทยานการเรียนรู้ TK Park ในรายการ <em>‘</em>101 Public Forum: เรียนได้ เรียนดี ไม่มีข้อจำกัด’ ดำเนินรายการโดยจิรัฐิติ ขันติพะโล</p>



<figure class="wp-block-embed alignfull is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="101 Public Forum เรียนได้ เรียนดี ไม่มีข้อจำกัด" width="750" height="422" src="https://www.youtube.com/embed/HZnWR2rCdfg?start=2&#038;feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ปัญหาใหญ่ที่ไทยกำลังเผชิญ</strong></h2>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ในมุมมองของคุณเห็นว่าปัญหาสำคัญของการศึกษาไทยในปัจจุบันคืออะไร</strong></h3>



<p><strong>สมพงษ์:&nbsp;</strong>ปัญหาหลักของระบบการศึกษาไทย คือมองว่าระบบหลักต้องเป็นการเรียนที่อยู่ในสถาบันการศึกษา ซึ่งเป็นการมองความหมายของคำว่า ‘การจัดการศึกษา’ (education) เป็นแนวดิ่ง หมายถึง ‘การเรียนรู้ในระบบโรงเรียน’ (schooling) ที่กลายเป็นแนวคิดในการนำมาจัดกิจกรรมทางการศึกษา ทั้งหลักสูตรที่รัฐต้องกำหนดให้ กำหนดกิจกรรมว่าครูต้องเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้ รวมถึงการวัดผลที่ดูแค่ว่านักเรียนตอบกลับครูได้หรือไม่ กิจกรรมทางการศึกษาเหล่านี้ทำให้เกิดระบบการเรียนแบบ ‘แพ้คัดออก’ ที่ตอบโจทย์ผู้เรียนได้เพียงกลุ่มเดียวเท่านั้นคือกลุ่มที่เรียนได้ดี สอบได้ และสามารถเลื่อนระดับไปได้เรื่อยๆ แต่ยังมีอีกกว่า 20 ล้านคนในประเทศที่เป็นผู้แพ้จนต้องออกจากระบบการศึกษากลางคัน ระบบเช่นนี้จึงตอบโจทย์ระบบแรงงาน แต่ไม่ได้ตอบโจทย์ผู้เรียนแต่ละคน</p>



<p>อย่างไรก็ดี ปัจจุบันเราเริ่มเห็นภาพของอนาคตของการศึกษาที่มีความหลากหลายมากขึ้น จากเดิมที่ให้ความหมายคำว่าการศึกษาในแนวดิ่ง กลายเป็นการให้ความหมายว่าเป็น ‘การเรียนรู้’ (learning) ที่มองว่าการศึกษาเป็นสิทธิ หน้าที่ และโอกาสของมนุษย์ที่เป็นเจ้าของการเรียนรู้นั้น โดยออกแบบการศึกษาให้สอดคล้องกับประสบการณ์ ความสนใจ และสภาวะของตนเองได้ เนื้อหาจึงมาได้หลากหลายทาง เช่น สื่อออนไลน์ ชุมชน ครอบครัว และเกิดการเรียนรู้ได้ทุกเวลา บทบาทของครูจะเปลี่ยนจากการเป็นผู้ถ่ายทอดสู่การเป็นผู้จัดการเรียนรู้ และภาครัฐเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้จัดการศึกษาสู่ผู้อำนวยความสะดวก โดยจัดสรรในเชิงนโยบายให้เหมาะสม มีวิธีวัดผลให้เหมาะสมกับผู้เรียน</p>



<p>สำหรับสถานการณ์เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษานั้น ตามปกติจะมีเด็กหลุดออกจากระบบประมาณ 67,000 คนต่อปี แต่ในช่วงสถานการณ์โควิด มีเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษามากถึงกว่า 200,000 คน โดยมักจะเกิดจากปัญหาครอบครัว ซึ่งเราสำรวจพบว่าพ่อแม่มักจะมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 1,200 ต่อเดือน แต่มีหนี้สินถึงประมาณ 100,000 บาท รวมถึงสภาพครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์อีกด้วย</p>



<p>ในช่วงปกติ เด็กที่หลุดออกจากการศึกษามักจะอยู่ในช่วงมัธยมต้น-มัธยมปลาย แต่ปี 2566 นี้เราพบว่าเด็กถูกดึงออกจากระบบการศึกษาเร็วขึ้นคือตั้งแต่ช่วงประถมศึกษา เพื่อนำเด็กไปช่วยทำงานให้ครอบครัว ดังนั้นสภาวะทางเศรษฐกิจและหนี้สินจึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เด็กต้องออกกลางคัน</p>



<p>หลังเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาแล้วจะมีทางเดินต่อไปเป็น 3 ทาง คือ ไปเรียนการศึกษานอกระบบ (กศน.), เข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยต้องเป็นแรงงานที่รายได้ต่ำตลอดอายุการทำงาน และทางสุดท้ายคืออาจเข้าสู่เส้นทางอาชญากร โดยช่วงไม่เกิน 3 เดือนหลังหลุดออกจากระบบการศึกษานั้น เด็กอาจเริ่มเข้าสู่สังคมสีเทาและเริ่มกระทำผิดเล็กๆ น้อยๆ จนกลายเป็นอาชญากร และนอกจาก 3 ทางนี้นั้น ในระยะหลังยังค้นพบกลุ่มที่ 4 ที่พบมากถึง 2-3 ล้านคน คือออกจากการศึกษาแล้วไม่ไปทำงาน เพียงใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวไปเรื่อยๆ ทั้งหมดนี้จึงสรุปได้ว่าภาพหลังเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษานั้นมีทั้งเส้นทางที่น่าเป็นห่วงและทางที่เสี่ยง</p>



<p>แม้ในตอนนี้สถานการณ์หลังโควิดจะเริ่มดีขึ้นแล้ว แต่จากการต้องตกอยู่ในสภาวะที่ยากลำบากนานถึง 3 ปี คนจึงยังต้องเผชิญปัญหาหนี้สินเพิ่มขึ้นทุกวัน คนชนชั้นล่างกว่า 1.8 ล้านคนยังเผชิญความเสี่ยงเรื่องการไม่มีรายได้ ไม่เพียงพอต่อการหาเลี้ยงชีพ และลูกยังไม่ได้กลับเข้าระบบการศึกษา</p>



<p><br><strong>นุชนาถ:</strong>&nbsp;สำหรับโรงเรียนนิวิฐราษฎร์อุปถัมภ์ ตั้งอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรีซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรม คนมีอาชีพทำเกษตร ค้าขาย และรับจ้าง โรงเรียนของเราไม่ได้เป็นโรงเรียนที่มีการสอบแข่งขัน รับเด็กทุกคนเข้ามาเรียนทั้งหมด จากการไปเยี่ยมบ้านเด็กนักเรียนพบว่า ปัญหาที่ทำให้เด็กต้องออกจากระบบการศึกษาคือปัญหาเศรษฐกิจ ต่อมาคืออพยพตามผู้ปกครอง ปัญหาครอบครัว ต้องช่วยพ่อแม่หาเลี้ยงชีพ บางคนออกไปสมรส บ้างเจ็บป่วย และสุดท้ายคือการก่ออาชญากรรม อีกเรื่องที่พบจากการเยี่ยมบ้านคือเด็กบางส่วนขาดความอบอุ่น ผู้ปกครองฝากลูกไว้กับญาติ ความรักที่ผู้เลี้ยงมีให้เด็กจึงอาจไม่สามารถเทียบได้กับความรักที่พ่อแม่มีให้ลูก ครูจึงต้องใช้จิตวิทยาการแนะแนวเข้ามาช่วยเหลือเพื่อให้เด็กไม่ต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา</p>



<p>ส่วนในการสำรวจของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี พบว่า เด็กที่หลุดออกจากระบบมีสาเหตุได้แก่ ศึกษาต่อที่อื่น, จบการศึกษาภาคบังคับแล้วไม่ประสงค์ศึกษาต่อ, อายุเกินเกณฑ์แล้วไม่ประสงค์ที่จะศึกษาต่อ, ย้ายถิ่นที่อยู่ และความจำเป็นทางครอบครัว ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การปรับตัว และผลจากโควิด</p>



<p>ปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นช่วงโควิดคือเรื่องความยากจนและการย้ายถิ่น ทำให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาเพิ่มขึ้น โดยจากการสำรวจครั้งล่าสุดในปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงหลังโควิดแล้ว ก็ยังพบว่าเด็กมีแนวโน้มออกจากระบบการศึกษามากขึ้นอยู่ดี เพราะเด็กพบว่าตนสามารถเรียนรู้ด้วยวิธีอื่นโดยไม่ต้องอยู่ในระบบการศึกษาได้ โดยเรียนรู้จากครอบครัว สถานประกอบการ สิ่งแวดล้อม และสื่อออนไลน์ เช่น หากอยากทำงานเป็นช่างซ่อมรถ พ่อแม่อาจไปฝากให้เรียนรู้ที่อู่ซ่อมรถเลย หรือหากอยากขายของออนไลน์ก็สามารถเรียนรู้จากสื่อออนไลน์ได้ เราจึงเห็นว่าเด็กมีหนทางที่อยากเน้นทักษะอาชีพที่หาเงินได้ เลี้ยงดูตัวเองได้</p>



<p>ในช่วงสถานการณ์โควิด เด็กสามารถเรียนทางออนไลน์ได้และประกอบอาชีพไปด้วยได้ เด็กบางคนจึงพบแล้วว่าตนจะบริหารชีวิต-เลี้ยงดูตัวเองได้อย่างไร หรือพ่อแม่มีความต้องการให้ลูกมาช่วยที่บ้านทำงาน จึงไม่ต้องการให้เรียนต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับหรือ ม.3 เด็กจึงเรียนรู้ว่าตนสามารถเรียนรู้ได้หลายวิธี และไม่ต้องการเข้ามาอยู่ในระบบที่มีข้อจำกัดเรื่องเวลา หลักสูตร คะแนน และคุณลักษณะต่างๆ ปัญหาที่พบที่โรงเรียนของเราหลังจากนั้นคือเด็กมาสาย เวลาเรียนไม่อยากเรียน ดูแต่โทรศัพท์ รวมถึงปัญหาเรื่องพฤติกรรมที่เป็นปัญหาสำคัญ ทั้งการขาดสมาธิและก้าวร้าว</p>



<p><br><strong>วัฒนชัย:&nbsp;</strong>ปัญหาร้ายแรงของการศึกษาไทยตอนนี้คือผลลัพธ์ที่ได้จากการศึกษาไม่ได้สัดส่วนกับทรัพยากรที่ทุ่มเทลงไป โดยจากสถิติที่รวบรวมจากองค์กรระดับโลกหลากหลายแห่งพบว่าประเทศไทยมีแนวโน้มที่ดีขึ้นในแง่ของจำนวนปีที่เด็กได้รับการศึกษา แต่ขณะเดียวกันตัวเลขที่ปรากฏชัดคือความเหลื่อมล้ำและความไม่เท่าเทียมในสังคมที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาคุณภาพคนอย่างมีนัยสำคัญ</p>



<p>ตัวเลขที่น่าสนใจคือเด็กไทยมีระยะเวลาในการเข้าเรียนประมาณ 12.7 ปี แต่มีคุณภาพเทียบเท่าการเข้าเรียน 8.7 ปี โดยจากตัวเลข Human Development Index (HDI) หากเด็กที่เกิดในวันนี้มีอายุครบ 18 ปีในอนาคต จะมีผลิตภาพ (productivity) สูงสุดอยู่ที่ประมาณ 61% คือหมายความว่าคนที่เกิดในประเทศไทยตอนนี้นั้น ในอนาคตจะมีศักยภาพได้เพียงแค่ประมาณ 2 ใน 3 ของที่ควรจะมีได้ สะท้อนถึงคุณภาพทางการศึกษาที่ต้องเร่งแก้ไข</p>



<p>ขีดความสามารถการแข่งขันของไทยเปลี่ยนแปลงขึ้นลงไม่มากนัก โดยปีล่าสุดคะแนนด้านคุณภาพและทักษะประชากรมีคะแนนลดลง โดยทักษะที่น่าเป็นห่วงคือการสอนให้คิดเชิงวิพากษ์ (critical thinking) ซึ่งไทยมีคะแนนเกือบรั้งท้ายในกลุ่มประเทศอาเซียน นอกจากนั้นยังปรากฏคะแนนความสามารถด้านการใช้นวัตกรรมต่ำ และคะแนนความสามารถทางภาษาอังกฤษต่ำมาก</p>



<p>ประเทศไทยลงทุนทางการศึกษาประมาณ 6.2% ของ GPD ซึ่งถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD ที่อยู่ที่ประมาณ 5.0% โดยความเหลื่อมล้ำการศึกษาของไทยในปี 2565 อยู่ที่ประมาณ 18.3% ซึ่งมีความสัมพันธ์กับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ปัญหาเศรษฐกิจและหนี้สินในครัวเรือนจึงมีผลต่อการศึกษาของเด็กด้วย</p>



<p>ประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่องคำว่า ‘การศึกษา’ และคำว่า ‘การเรียนรู้’ ซึ่งความเข้าใจในสองคำนี้มีความสำคัญ เมื่อพูดคำว่าการศึกษา นิยามจะเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาในระบบ มีหลักสูตรและการวัดผลตายตัว แต่คำว่าเรียนรู้มีความหมายกว้างกว่าการศึกษา คือเราสามารถเรียนรู้สิ่งที่เราสนใจเพิ่มเติมทั้งจากการศึกษาในและนอกระบบได้ด้วยตัวเอง</p>



<p>เราจะเห็นว่ามีการเคลื่อนไหวอย่างเป็นรูปธรรมที่น่าสนใจที่เกิดขึ้นในการศึกษานอกระบบโรงเรียน โดยเราเห็นพื้นที่ที่ส่งเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียนปรากฏตัวขึ้นหลายรูปแบบในท้องถิ่นต่างๆ ในพื้นที่เมืองจะเห็นพื้นที่อย่าง co-working space แต่ในต่างจังหวัดจะเห็นคนที่จัดการเรียนรู้ให้ตรงกับความสนใจของท้องถิ่น ที่เคยได้ยินชื่ออย่างมหา’ลัยไทบ้าน, กิ่งก้านใบ, บ้านไร่อุทัยยิ้ม ซึ่งเป็นตัวอย่างสำหรับคนที่สนใจการเรียนรู้แต่มีข้อจำกัดว่าระบบโรงเรียนไม่ตอบโจทย์ความต้องการของเด็ก จึงสร้างการเรียนรู้ด้วยตัวเองที่สอดคล้องกับทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่น ซึ่งเห็นแนวโน้มเช่นนี้เพิ่มขึ้นในประเทศไทย</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>นวัตกรรมการเรียนรู้ กู้ปัญหาการศึกษาไม่ตอบโจทย์ผู้เรียน</strong></h2>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ปัญหาใหญ่ที่การศึกษาไม่สอดรับกับเงื่อนไขชีวิตของผู้เรียนที่มีความหลากหลาย จะมีนวัตกรรมรูปแบบใดบ้างที่จะแก้ปัญหา สามารถทำให้คนมีการเรียนรู้ที่ต่อเนื่องได้</strong></h3>



<p><strong>สมพงษ์:&nbsp;</strong>ในการแก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษานั้น การให้นิยามคำว่า ‘การเรียนรู้’ มีความสำคัญ จาก พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 นิยามคำว่าการเรียนรู้ได้ดีขึ้น โดยแบ่งเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต, การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง และการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ สอดคล้องกับที่ ดร.นุชนาถ ช่วยจัดการศึกษานอกระบบหรือการศึกษาตามอัธยาศัย</p>



<p>สิ่งที่ กสศ. พยายามจะทำคือการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลง การปฏิรูปการศึกษา โดยชี้เป้า สร้างองค์ความรู้ สร้างต้นแบบ และพัฒนานวัตกรรมการศึกษา โดยเราจัดทำ ‘การศึกษาทางเลือก’ ที่สถาบัน-องค์กร-ประชาชนทั่วไป-ครอบครัวร่วมกันจัด เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาในภาพใหญ่</p>



<p>ปัจจุบันเรามีนวัตกรรมและพื้นที่ที่ทำงานกับคนยากจน โดยขอยก 3 ตัวอย่าง ได้แก่</p>



<p><em>แบบที่ 1 </em><a href="https://www.the101.world/cyf-nakhon-panom-model/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">การจัดการศึกษาในสถานพินิจ</a> ในอดีตสถานพินิจเป็นสถานที่ปิด คนทั่วไปเข้าไปในสถานพินิจไม่ได้ โดยอธิบดีคนก่อนๆ เห็นว่าการจัดการศึกษาในสถานพินิจนั้นไม่มีประโยชน์ เด็กเรียนไปก็ใช้ในชีวิตประจำวันไม่ได้ โดยเราพบว่ามีสัดส่วนเด็กที่ออกจากสถานพินิจได้เพียง 3-6 เดือนก็กระทำผิดซ้ำและกลับเข้ามาในอัตราที่สูงมาก เมื่ออธิบดีมีวิสัยทัศน์ที่เห็นคุณค่าว่าต้องไม่ให้เด็กกลับเข้ามาในสถานพินิจซ้ำและเด็กต้องมีอาชีพ จึงทลายกำแพงของสถานพินิจและเปิดระบบการศึกษา มีการศึกษาดีๆ ไหลเข้าสถานพินิจ เช่น กศน. อาชีวะ หรือภาคประชาสังคมที่เข้าไป จนเด็กที่อยู่ระดับต่ำสุดของสังคมฟื้นกลับมาเป็นคนดีและอยากกลับมาเรียนหนังสือ</p>



<p><em>แบบที่ 2</em>&nbsp;คือการศึกษาเต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ จึงจัดทุนการศึกษาเรียนหลักสูตรผู้ช่วยพยาบาลและผู้ช่วยทันตแพทย์ให้กับเด็กที่เรียนจบ ม.6 แต่ฐานะยากจน หลังจบการศึกษาเด็กมีงานทำทันทีทั้งหมด 100% จากเด็กที่แทบไม่มีทางไป กลายเป็นกินอิ่มนอนหลับ และมีโอกาสศึกษาต่อเป็นพยาบาลวิชาชีพ การให้การศึกษากับคนยากจนจึงช่วยตัดวงจรความยากจนข้ามรุ่นได้</p>



<p><em>แบบที่ 3</em>&nbsp;คือการศึกษาของคนพิการ คนพิการมักถูกครอบครัวและชุมชนไว้ในบ้าน มีการตีตราว่าคนพิการเป็นกาลกิณีของชุมชน เราจึงเข้าไปสนับสนุนการศึกษาเพื่อสร้างอาชีพ เช่น การเพาะเห็ด การทำกุญแจ ปรากฏว่ากลุ่มคนพิการเหล่านั้นได้มาเรียนรู้ มีอาชีพ เกิดความภูมิใจในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กลายเป็นเสาหลักของครอบครัวได้ โดยได้ต่อยอดจากการที่ SCG เห็นประโยชน์ จัดตั้งกองทุนสำหรับคนพิการ ช่วยดูแลสวัสดิการต่างๆ</p>



<p><br><strong>นุชนาถ:</strong>&nbsp;ก่อนหน้านี้โรงเรียนเราจัดการศึกษาในระบบเท่านั้น แต่ในฐานะผู้บริหารที่ใกล้ชิดกับทั้งเด็กและครู เราต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้เด็กกลุ่มเสี่ยงออกจากระบบจะได้กลับเข้ามาศึกษาต่อ จึงมีการจัดการศึกษา 1 โรงเรียน 3 ระบบ (ในระบบ นอกระบบ และอัธยาศัย)</p>



<p>เราเริ่มต้นด้วยการใช้จิตวิทยาในการพูดคุยหรือหลักความเข้าใจร่วมกัน (understanding) ให้ครูทุกคนเห็นความสำคัญของการศึกษาและช่วยให้เด็กได้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาอีกครั้ง โดยการขอความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ มาให้ความรู้กับครู โดยโรงเรียนใกล้เคียงในสหวิทยาเขตที่อยากจัดการศึกษาแบบนี้ จึงเป็นวิธีหนึ่งที่จะจัดการศึกษาให้กับเด็กที่หลุดออกจากระบบไปแล้วได้ เมื่อครูทุกคนเข้าใจบนพื้นฐานความคิดเดียวกันแล้ว การดำเนินการในขั้นตอนต่อไปก็เป็นเรื่องง่าย</p>



<p>สิ่งสำคัญที่สุดในการจัดการศึกษาแบบนี้คือข้อมูลสารสนเทศ เพื่อค้นหาเด็กที่เป็นกลุ่มเสี่ยง โดยใช้ระบบจัดเก็บข้อมูลนักเรียนรายบุคคล (DMC) ที่จะบอกได้ว่าเด็กออกไปตอนไหน เพราะอะไร และยังมีการจัดเก็บข้อมูลดูแลช่วยเหลือนักเรียนจากการเยี่ยมบ้านด้วย จึงทราบปัญหารายบุคคลของเด็กแต่ละคน และนำข้อมูลเหล่านี้มาจัดเด็กกลุ่มเป้าหมายในการพัฒนาการศึกษาให้เขา</p>



<p>ขั้นต่อมา เราต้องการพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาให้เหมาะสมกับเด็กกลุ่มเป้าหมาย โดยจัดการศึกษานอกระบบไว้สำหรับเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาแล้วต้องการกลับเข้ามา เราพัฒนาเว็บไซต์ห้องเรียนออนไลน์ ซึ่งเด็กสามารถเข้ามาเรียนรู้ได้ทุกรายวิชา ครบทุกหน่วยการเรียน ซึ่งประกอบไปด้วยแบบทดสอบก่อนเรียน แบบทดสอบหลังเรียน และคลิปวิดีโอที่ให้เด็กได้เรียนรู้ โดยห้องเรียนนี้จะคอยตรวจสอบและพัฒนาอยู่เสมอ ให้เด็กสามารถเลือกเรียนรู้ได้ตามความสนใจอย่างยืดหยุ่นและคล่องตัว</p>



<p>เมื่อมีรูปแบบการจัดการศึกษาที่เหมาะสม โจทย์ต่อมาคือการหารูปแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสม สิ่งสำคัญคือหลักสูตรที่เอื้อต่อการพัฒนาผู้เรียน อาจต้องมีเนื้อหากว้างๆ ให้ตอบโจทย์เรื่องทักษะอาชีพและทักษะชีวิตโดยมีเวลาเรียนที่ยืดหยุ่น มีวิธีการวัดผลประเมินผลที่เอื้อต่อการเรียนรู้ และที่สำคัญคือการเทียบโอนความรู้และประสบการณ์ในกรณีเด็กเคยประกอบอาชีพมาแล้ว</p>



<p>อีกหนึ่งสิ่งสำคัญคือการพัฒนาความร่วมมือภาคีเครือข่าย ทั้งความร่วมมือจากคณะกรรมการสถานศึกษา ศิษย์เก่า ชุมชน และอาสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่ได้ขอความร่วมมือในการติดตามเด็ก ให้ผู้ใหญ่บ้านหนึ่งคนจับคู่กับครูหนึ่งคนในการค้นหาเด็ก อย่างในช่วงโควิด อสม. อาจเป็นผู้ที่ใกล้ชิดและบอกได้ว่าเด็กหลุดออกไปเพราะอะไร เช่น ย้ายถิ่นที่อยู่ไปแล้ว</p>



<p>นอกจากนั้นโรงเรียนยังพยายามจัดสรรสวัสดิการให้เด็กด้อยโอกาส อย่างการมีรถรับส่งฟรี โดยขอความร่วมมือเรื่องค่าใช้จ่ายจากชุมชน เนื่องจากเราสำรวจพบว่าบางครอบครัวมีพาหนะไม่เพียงพอที่จะให้เด็กเดินทางมาโรงเรียนได้ จึงจัดรถรับส่งฟรีให้กับเด็ก โดยให้ครูเวียนกันดูแลเด็กตามความสมัครใจ</p>



<p><br><strong>วัฒนชัย:</strong>&nbsp;ที่ผ่านมามีตัวอย่างในต่างประเทศที่ปรับรูปแบบการศึกษาและการเรียนรู้ให้มีความยืดหยุ่น โดยเน้นความสนใจของผู้เรียนเป็นสำคัญ ในช่วง 10-20 ปีนี้ โดยในสหรัฐอเมริกาเริ่มต้นจากการปรับใช้ในระดับมหาวิทยาลัยก่อน และค่อยๆ ใช้ในระดับอื่น สำหรับประเทศไทยก็ดูจะมีการยอมรับเรื่องนี้มากขึ้น เห็นได้จาก พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ ฉบับล่าสุด</p>



<p>อย่างไรก็ดี ตอนนี้เราเริ่มเห็นความสำเร็จในระดับพื้นที่ แต่ต้องตั้งคำถามว่าจะทำอย่างไรให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในระบบใหญ่ได้ ทำอย่างไรให้ผู้มีอำนาจสนใจปัญหาการศึกษาอย่างจริงจัง</p>



<p>การกระจายอำนาจก็เป็นกลไกหนึ่งที่จะช่วยให้กลไกที่จะทำให้การศึกษาแบบยืดหยุ่นเกิดขึ้นได้จริง ที่ผ่านมามีสมัชชาการศึกษาจังหวัดแล้ว แต่ปีนี้เป็นครั้งแรกที่มีการจัดสมัชชาสภาการศึกษาระดับชาติ เห็นว่าเป็นเครื่องมือที่ดีในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการทำงานให้ประสบผลสำเร็จ และแลกเปลี่ยนอุปสรรคที่พบ รวมถึงการแก้ไขอุปสรรคนั้น โดยมีเวทีที่รองรับทั้งระดับท้องถิ่น ระดับจังหวัด และระดับชาติ</p>



<p>ประเด็นถัดมาคือต้องค้นหานวัตกรรมที่แก้ไขปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นคือสังคมสูงวัย เพราะปัจจุบันมีเด็กเข้าเรียนน้อยลง เพราะสังคมไทยเด็กเกิดน้อยแต่ผู้สูงอายุเยอะ จึงถึงเวลาแล้วที่จะตั้งคำถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่ในหนึ่งห้องเรียนจะมีคนหลายช่วงวัยที่ช่วยกันเติมเต็มทักษะที่ขาด ภาพแบบนี้ควรจะเกิดขึ้นเพื่อให้เรียนได้ เรียนดี ไม่มีข้อจำกัด</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ภาพฝันนโยบาย ความหวังในการแก้ไขปัญหาการศึกษา</strong></h2>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จากปัญหาการศึกษาไทยในปัจจุบัน คุณต้องการเสนอนโยบายอะไรต่อการจัดการศึกษา รวมถึงการต่อยอดการเรียนรู้สำหรับคนทุกช่วงวัย</strong></h3>



<p><strong>สมพงษ์:</strong>&nbsp;คำตอบของการเปลี่ยนแปลงการศึกษาอยู่ที่รัฐสภา การออกกฎหมาย ต้องพาคนที่สนใจด้านการศึกษาลงพื้นที่ให้เห็นถึงประเด็นปัญหา เพื่อให้มีความเข้าใจลึกซึ้งและกลับมาออกข้อกฎหมายที่เหมาะสมได้ ที่ พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ ฉบับนี้เขียนออกมาได้ดีก็เพราะมีการลงพื้นที่ โดยยังมีกฎหมายที่รอให้เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดใหม่นี้คือ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ หากเกิดขึ้นได้จริงก็จะทำให้เกิดโครงสร้างใหม่ ระบบใหม่ และหากสามารถทำได้มากกว่านั้นอาจเป็นหลักสูตรสมรรถนะที่เน้นเรื่องทักษะ สมรรถนะ และการฝึกปฏิบัติ ครูจะกลายเป็นผู้จัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะชีวิต</p>



<p>รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ มีเรื่องที่จะต้องทำคือปฏิรูปการศึกษาในรูปแบบดิจิทัลแพลตฟอร์มให้สอดรับกับคนรุ่นใหม่ เด็กเข้าถึงได้ง่าย รวมถึงโรงเรียน 3 ระบบ การแก้ไขปัญหาการศึกษาจึงไม่ใช่การสั่งให้ทำแบบนั้นแบบนี้ แต่ต้องดีไซน์ใหม่ ให้การเรียนรู้เข้าไปสู่โลกของเด็กรุ่นใหม่ มีการสอดแทรกประเด็นสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นองค์ความรู้ ไม่เพียงแต่สอนตามกลุ่มสาระการเรียนรู้เดิมๆ โดยสรุปจึงอยากให้รัฐบาลตีความโดยเห็นคุณค่าคำว่าการเรียนรู้ ว่าเป็นสิทธิและโอกาสของมนุษย์</p>



<p><br><strong>นุชนาถ:&nbsp;</strong>สิ่งสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาได้คือการศึกษาต้องทำระบบติดตามนักเรียนที่ออกกลางคันได้อย่างชัดเจน หรือการมีระบบสารสนเทศที่สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย เราต้องการได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ โดยต้องมีระบบดูแลสนับสนุนนักเรียนอย่างชัดเจนและทำอย่างสม่ำเสมอ ถัดมาคือการจัดการรูปแบบการศึกษาให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายที่มีหลายกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงและที่ออกกลางคัน ประเมินผลตามสภาพจริงแต่ยืดหยุ่นได้ โดยบทบาทของครูที่แต่เดิมเป็นการสอนโดยการพูด จะปรับเป็นผู้กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ และพัฒนากลไกความร่วมมือของภาคีเครือข่ายในสวัสดิการที่เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน และที่สำคัญที่สุดคือการจัดการศึกษาแบบนี้จะต้องไม่แสวงหาผลประโยชน์จากจำนวนของนักเรียน</p>



<p>นอกจากนี้มีความเห็นที่น่าสนใจคือ ความต้องการให้รัฐบาลใหม่จัดการให้มาตรา 15 ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้เกิดขึ้นได้จริง ซึ่งมีใจความสำคัญคือให้จัดให้มีระบบการเทียบระดับการศึกษาหรือเทียบโอนทักษะได้</p>



<p><br><strong>วัฒนชัย:&nbsp;</strong>สนับสนุนเรื่องการผลักดันให้มาตรา 15 สามารถใช้ได้จริงเช่นกัน เนื่องจากครูมีความตั้งใจที่จะมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการออกแบบการเรียนรู้ด้วยตัวเอง แต่ถ้าหากยังต้องมากังวลว่าตามกฎหมายทำได้จริงหรือไม่ก็จะกลายเป็นอุปสรรคของคนทำงาน และถ้าหากระดับนโยบายกำหนดให้สามารถกระจายอำนาจได้จริง ก็จะทำให้คนที่อยู่หน้างานสามารถปฏิบัติอย่างสบายใจได้</p>



<p>อีกนโยบายที่น่าสนใจคือ การจัดตั้งกองทุนพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้แห่งชาติ ซึ่งจะมาสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงการศึกษาตามพระราชบัญญัติที่ได้กล่าวถึงก่อนหน้านี้ โดยให้ความสนใจกับทักษะและขีดความสามารถของผู้เรียนเป็นสำคัญ ซึ่งจะเปลี่ยนวิธีคิดของทั้งผู้เรียนและผู้สอนให้แตกต่างไปจากเดิม</p>



<p>แม้ส่วนตัวจะไม่ได้สนับสนุนการมีกองทุน แต่กองทุนจะเป็นอีกหนึ่งกลไก ที่ทำให้เกิดการขยับตัวทั้งอุปสงค์และอุปทาน โดยนำไปพัฒนาท้องถิ่น พัฒนาสื่อการเรียนรู้ให้มีความน่าสนใจ ไปจนถึงการทำให้เกิดศูนย์การเรียนรู้ออนไลน์ และส่งเสริมสร้างความเข้าใจในอาชีพใหม่ๆ</p>



<p>นอกจากนั้นกองทุนนี้ยังสามารถช่วยสนับสนุนโรงเรียนในระบบได้ด้วย โดยโรงเรียนสามารถ คัดเลือกเนื้อหาหรือสื่อการเรียนรู้ที่ไม่จำเป็นต้องถูกผูกขาดโดยส่วนกลาง สามารถเลือกให้เหมาะสมกับนักเรียนหรือสอดคล้องกับท้องถิ่นได้ ทั้งหมดนี้จึงจะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้แนวใหม่ได้จริง</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/education-for-all-public-forum/">‘การศึกษา’ ที่ทิ้งผู้แพ้ไว้ข้างหลัง: ตีโจทย์อย่างไรให้เด็กไทยเรียนได้ เรียนดี ไม่มีข้อจำกัด</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘เรียนไม่ได้หรือไม่เคยปรับ’: สำรวจการศึกษาใน ‘เด็กพิเศษ’ ที่ไม่เคยพิเศษในระบบการศึกษาไทย กับ ชนิศา ตันติเฉลิม</title>
		<link>https://www.eef.or.th/special-education-chanisa/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=special-education-chanisa</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 06 Sep 2023 08:06:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[The 101.world]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[Education for All]]></category>
		<category><![CDATA[ความเท่าเทียม]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ชนิศา ตันติเฉลิม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=76543</guid>

					<description><![CDATA[<p>ที่ผ่านมา ‘เด็กพิเศษ’&#160;เป็นหนึ่งในกลุ่มเปราะบางที่ส [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/special-education-chanisa/">‘เรียนไม่ได้หรือไม่เคยปรับ’: สำรวจการศึกษาใน ‘เด็กพิเศษ’ ที่ไม่เคยพิเศษในระบบการศึกษาไทย กับ ชนิศา ตันติเฉลิม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ที่ผ่านมา ‘เด็กพิเศษ’&nbsp;เป็นหนึ่งในกลุ่มเปราะบางที่สังคมไทยไม่ค่อยพูดถึงมากนัก ทำให้หลายครั้งความเข้าใจเกี่ยวกับเด็กพิเศษมีอยู่อย่างจำกัด และความเข้าใจที่จำกัดนั้นหลายอย่างก็เป็นความเข้าใจผิด จนนำไปสู่การออกแบบนโยบายที่ไม่ตอบโจทย์กลุ่มเด็กพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายทางด้านการศึกษา ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องประสบพบเจอ เป็นหมุดหมายสำคัญในชีวิตของเด็กแต่ละคน</p>



<p>แม้การจัดการศึกษาสำหรับบุคคลผู้มีความต้องการพิเศษนั้น อาจกล่าวได้ว่าเป็นภารกิจที่สถาบันทางการศึกษาต้องให้ความสำคัญ ดังที่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติกำหนดให้มีการจัดการศึกษาแก่บุคคลผู้มีความต้องการพิเศษอย่างทั่วถึงและไม่เก็บค่าใช้จ่าย แต่ในความเป็นจริง เด็กพิเศษกลับเป็นกลุ่มที่ถูกผลักออกจากระบบการศึกษาและผลักพวกเขาออกไปเป็น ‘คนพิการ’ ทั้งที่เนื้อแท้ของทั้งสองกลุ่มแตกต่างกันอย่างมาก และผู้มีความต้องการพิเศษ ต้องการ ‘การศึกษาพิเศษ’ ที่เป็นการศึกษาอีกรูปแบบหนึ่ง มีความเฉพาะตัวทั้งในด้านวิธีการสอน เนื้อหาวิชา เครื่องมือที่จำเป็นต่างไปจากหลักสูตรแกนกลางปกติ เพื่อตอบโจทย์การเรียนรู้ของพวกเขาอย่างจำเพาะเจาะจง</p>



<p>แต่ถึงแม้จะมีคำว่า&nbsp;‘พิเศษ’&nbsp;ต่อท้าย ตลอดมาหลักสูตรกลับไม่เคยปรับให้ตอบโจทย์กับผู้เรียน บุคลากรครูก็ไม่พร้อมสำหรับการศึกษาพิเศษ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เด็กผู้มีความต้องการพิเศษเหล่านี้จะถูกผลักออกไปจากระบบการศึกษา&nbsp;– และการศึกษาไทยก็เหมือนไม่ใช่ของทุกคนอย่างแท้จริง</p>



<p>101&nbsp;จึงชวน&nbsp;<strong>ผศ.ดร.ชนิศา ตันติเฉลิม</strong>&nbsp;คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองปัญหา<a href="https://www.the101.world/daranee-interview/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">การศึกษาพิเศษ</a>ที่ไม่เคยพิเศษ และอนาคตของการศึกษาพิเศษของประเทศไทย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-867204"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/01/10106619-1200x801-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ชนิศา ตันติเฉลิม</figcaption></figure></div></div></div>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การศึกษาพิเศษ(?) ที่ไม่เคยพิเศษในระบบการศึกษา</strong></h2>



<p><a href="https://www.eef.or.th/news-1st-international-virtual-symposium-on-vocational-education-for-all/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ผศ.ดร.ชนิศา ตันติเฉลิม</a>&nbsp;อธิบายว่าการทำความเข้าใจเกี่ยวกับการศึกษาพิเศษ ลำดับแรกต้องเข้าใจนิยามของคำว่า&nbsp;‘เด็กพิเศษ’&nbsp;เสียก่อน เพราะที่ผ่านมาความเข้าใจเกี่ยวกับเด็กพิเศษมีจำกัดมาก และบางทีความเข้าใจที่จำกัดนั้นหลายอย่างก็อาจเป็นความเข้าใจที่ผิด&nbsp;</p>



<p>“คำว่า&nbsp;‘เด็กพิเศษ’เป็นเหมือนคำย่อของ&nbsp;‘เด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ’&nbsp;หรือ&nbsp;‘children with special needs’&nbsp;นั่นแปลว่าไม่ว่าจะเป็นเยาวชนคนไหนก็ตามที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษ เช่น การรักษาพยาบาล การเรียนรู้เพิ่มเติม การเรียนรู้ด้านพฤติกรรม ต่างเป็นเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษด้วยกันทั้งหมด”</p>



<p>แม้คำว่า&nbsp;‘เด็กพิเศษ’&nbsp;จะเป็นคำที่หลายคนได้ยินอยู่บ่อยครั้ง แต่ชนิศาเล่าว่า ‘เด็กพิเศษ’&nbsp;กลับไม่ถูกบรรจุลงไปในกฎหมายของไทยสักฉบับ เพราะในกฎหมายมักเรียกเด็กกลุ่มนี้ว่า&nbsp;‘คนพิการทางการศึกษา’&nbsp;นั่นสะท้อนแนวคิดในการจัดการสวัสดิการว่า หนทางเดียวที่คุณจะได้รับบริการจากรัฐในฐานะเด็กพิเศษได้ ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการสำหรับการรักษาพยาบาลซึ่งต้องใช้ทุนทรัพย์มหาศาล หรือจะเป็นการปรับพฤติกรรมก็ตาม ผู้ปกครองจะต้องนำลูกไปขึ้นทะเบียนเป็นคนพิการ</p>



<p>ทั้งนี้ชนิศาตั้งคำถามว่า หากวันนี้เด็กคนหนึ่งที่เป็นผู้มีความต้องการจำเป็นพิเศษไปขึ้นทะเบียนเป็นคนพิการ เพื่อเข้าถึงสวัสดิการทางด้านการรักษาพยาบาลแล้ว สังคมไทย ผู้ปกครอง หรือสถาบันทางการศึกษาจะปฏิบัติเปลี่ยนไปจากเดิมหรือไม่ สำหรับชนิศาคำตอบคงเป็นเหมือนเดิม</p>



<p>“ดังนั้น เมื่อมีเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ การศึกษาพิเศษจึงเกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการจำเป็นนี้ เพราะหลักสูตรแกนกลางไม่ได้ถูกเขียนไว้ให้พวกเขา เด็กกลุ่มนี้มักถูกมองว่า&nbsp;‘เรียนไม่ได้’&nbsp;แต่ครูขอขยายความว่า พวกเขาเรียนไม่ได้ ถ้าหลักสูตรหรือโรงเรียนไม่มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการ</p>



<p>“ที่ผ่านมาโรงเรียนไม่เคยเปลี่ยน การศึกษาไม่เคยเปลี่ยนไปเลย แม้กระทั่งการศึกษาทางเลือกก็ยังคงอยู่ภายใต้ระบบของมัน นั่นแปลว่าเราไม่ได้ยอมรับเลยว่า มีเด็กกลุ่มหนึ่งที่ไม่สามารถเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางได้ ไม่ใช่เพราะเขามีสติปัญญาบกพร่อง แต่แค่เด็กเหล่านั้นเรียนคณิตศาสตร์แบบที่คุณสอนเขาไม่ได้ เรียนวิชาภาษาไทยแบบที่คุณสอนเขาไม่ได้”</p>



<p>แม้ประเทศไทยจะยอมรับในข้อตกลงของประเทศสมาชิกองค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติเกี่ยวกับหลักการสากลอย่าง&nbsp;‘การศึกษาเพื่อปวงชน (education for all)’&nbsp;ที่กำหนดว่าการศึกษาเป็นสิทธิอันพึงมีของประชากรโลก เพราะการศึกษาจะพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ให้สามารถดำรงอยู่ในชุมชนและสังคมโลกได้อย่างเข้มแข็ง แต่ชนิศายังพบว่ากลุ่มเด็กพิเศษกลับถูกเลือกปฏิบัติ บางสถานศึกษาเลือกไม่รับเด็กพิเศษหรือไม่ให้เรียนต่อ ภายใต้เหตุผลว่าหลักสูตรของโรงเรียนไม่พร้อม หรือไม่มีครูการศึกษาพิเศษ</p>



<p>“แม้ที่ผ่านมาการศึกษาพิเศษจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่ก็ยังมีจุดอ่อนเยอะมากเช่นกัน จุดอ่อนนั้นมาจากความไม่แน่นอนของนโยบายด้านการศึกษา และความสามารถของบุคลากรทางการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาชีพครู จนทำให้เด็กพิเศษหลายคนอาจจะหลุดออกจากระบบการศึกษาไปซึ่งการแก้ไขจุดอ่อนดังกล่าวต้องใช้เวลาอย่างมาก</p>



<p>“ในฐานะคณะที่ผลิตบุคลากรทางการศึกษานั้น เอกการศึกษาพิเศษ สาขาจิตวิทยาการปรึกษา การแนะแนวและการศึกษาพิเศษ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็พยายามจะออกแบบหลักสูตรเพื่อสร้างบุคลากรทางการศึกษาพิเศษที่เข้าใจในการศึกษาพิเศษ เช่น การสร้างห้องปฏิบัติการวิจัยทางการศึกษาพิเศษ (special education research unit)&nbsp;เพื่อให้นิสิตคณะครุศาสตร์มาศึกษาว่าเมื่อมีเด็กพิเศษมีปัญหาในการเรียนรู้ เช่น อ่านไม่ออก ครูจะต้องช่วยเขาอย่างไร เราก็จะสาธิตในห้องนี้เพื่อให้เขาที่จะออกไปเป็นครูรู้ว่าจะต้องใช้อุปกรณ์อะไรบ้างในการช่วยเหลือเด็กแต่ละคน”</p>



<p>การศึกษาพิเศษในมุมมองของชนิศาจึงไม่ใช่การเรียนเพื่อติวสอบ หรือการสอบเพื่อวัดระดับของสติปัญญา แต่เป็นการแก้ไขในสิ่งที่นักเรียนไม่เข้าใจ เพราะความพิเศษของเด็กกลุ่มนี้เกิดจากภายในสมองของเขาที่ทำให้มองโลกไม่เหมือนเด็กคนอื่น ดังนั้นการแก้ปัญหาของครูกับเด็กพิเศษก็จะไม่เหมือนการแก้ปัญหาของครูกับเด็กคนอื่นเช่นกัน</p>



<p>“ที่ผ่านมา ห้องปฏิบัติการวิจัยทางการศึกษาพิเศษ (special education research unit)&nbsp;นี้เพิ่งได้เปิดให้บริการ โดยพบว่าเยาวชนที่เข้ามาใช้บริการอยู่ ม.1 แต่ยังมีปัญหาในการอ่านหนังสือ เช่น ไม่สามารถแยกตัวอักษร&nbsp;‘ฬ’&nbsp;ได้ คำถามคือ เด็กคนนี้ผ่านการศึกษาจนมาถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ได้อย่างไร นั่นเป็นเพราะนโยบายการศึกษาไม่มีนโยบายให้เด็กคนไหนซ้ำชั้น และครอบครัวโรงเรียนก็ไม่ได้แก้ไขอะไร ในขณะที่ระบบหลักสูตรแกนกลางบอกให้เขาต้องเรียนกาพย์ กลอน เมื่อเขายังไม่สามารถอ่านหนังสือได้ แค่นี้เด็กคนนี้ก็ลำบากแล้ว</p>



<p>“แม้วันนี้ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเข้ามาอำนวยความสะดวกมากขึ้น จนการอ่านไม่ออกหรือเขียนไม่ได้อาจจะไม่กระทบต่อชีวิตของพวกเขาในวันที่เรียนจบไป แต่การที่เด็กคนหนึ่งจะทำงานได้ เพื่อนยอมรับ ทั้งหมดล้วนเป็นทักษะสังคม เช่น หากได้รับงานมา แต่พวกเขาทำงานไม่ได้ก็เลือกที่จะไม่ทำเลย นี่คือธรรมชาติของเด็กกลุ่มนี้คือการเรียนรู้ที่จะล้มเหลว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bc4d36"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/01/10106577-1200x800-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ห้องปฏิบัติการวิจัยทางการศึกษาพิเศษ (special education research unit)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“การศึกษาพิเศษไม่ได้สอนแค่ให้เด็กพิเศษอ่านออกเขียนได้ แต่มุ่งเน้นเรื่องการจัดการพฤติกรรมของ&nbsp;‘เด็กทุกคน’&nbsp;ภาพที่ดีที่สุดคือเด็กที่มีความต้องการพิเศษกับเด็กปกติก็สามารถเรียนในห้องร่วมกันได้ และครูก็สามารถจัดการพฤติกรรมของเด็กทุกคน เช่น รู้ว่าเด็กคนนี้กำลังจะกรี๊ดแล้ว ครูก็จับเด็กย้ายที่นั่ง เหมือนเป็นการวางแผน&nbsp;นี่คือการจัดการพฤติกรรมที่การศึกษาพิเศษจะทำได้ดีกว่าการศึกษาทั่วไป เพราะการศึกษาทั่วไปมักจะไปเน้นกลุ่มสาระ จะต้องทำอย่างไรให้เด็กแก้โจทย์ปัญหาได้ แต่ครูไม่ได้มีเวลาพอที่จะเรียนรู้ในการจัดการพฤติกรรมในชั้นเรียน คุณจะเอาแต่สอนวิชาการไม่ได้ เพราะคุณจะไม่ได้รับความสนใจจากเด็กเลย”</p>



<p>ชนิศาตั้งคำถามว่า หากวันนี้การศึกษาไทยพยายามจะกีดกันเด็กพิเศษออกไปจากระบบการศึกษาแกนกลางแล้ว เด็กกลุ่มนี้จะเรียนหนังสือได้อย่างไร เพราะที่ผ่านมาสังคมมักแยกพวกเขาออกไปเรียนที่โรงเรียนสำหรับคนพิการ ซึ่งแนวทางดังกล่าวไม่ตอบโจทย์สำหรับการศึกษาในเด็กพิเศษ เนื่องจากโรงเรียนเหล่านั้นต่างมองว่าเด็กกลุ่มนี้คือตัวปัญหาที่ต้องกันออกจากสังคมส่วนรวม</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เรียนร่วม&nbsp;หรือ เรียนรวม&nbsp;</strong><br><strong>การกลัดกระดุมผิดเม็ดตั้งแต่เม็ดแรกของระบบการศึกษาไทย</strong></h2>



<p>การศึกษาแบบเรียนรวม เป็นการจัดการการศึกษาเพื่อให้ผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษสามารถเข้าถึงการศึกษาได้ตามสิทธิในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อีกทั้งยังส่งเสริมให้นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษสามารถอยู่ร่วมกับนักเรียนปกติ</p>



<p>“การเรียนรวม คือ การจำลองโลกปกติให้กับทุกคน ที่ห้องเรียนใดห้องเรียนหนึ่งจะมีเด็กแสบ เด็กซน เด็กซ่า เด็กเกเร หรือแม้แต่เด็กพิเศษ ก็เหมือนกับสังคมที่เมื่อคุณออกไปทำงานคุณก็พบเจอผู้คนที่หลากหลายไม่ต่างกัน</p>



<p>“ถ้าไม่มีการศึกษาแบบเรียนรวม เด็กพิเศษเหล่านั้นจะไม่มีโอกาสฝึกการอยู่กับเด็กทั่วไปเลย เมื่อออกมาสังคมอาจจะไม่เข้าใจในการกระทำของเขา เพราะว่าพวกเขาไม่เคยได้ฝึกว่าอยู่โรงเรียน หรืออยู่กับคนทั่วไปจะต้องทำอย่างไร เพราะฉะนั้น โรงเรียนจึงเป็นเหมือนภาพฉายสังคมที่มีทั้งคนส่วนมากและคนส่วนน้อย และโรงเรียนต้องแก้ปัญหาในการจัดชั้นเรียนเองว่าถ้าเจอแบบนี้จะทำอย่างไร ไม่ใช่ผลักคนที่ไม่ใช่เด็กปกติออกไปจากระบบการศึกษา”</p>



<p>สำหรับนโยบายด้านการศึกษาของรัฐต่อกลุ่มเด็กพิเศษตลอดระยะเวลา&nbsp;10&nbsp;ปีที่ผ่านมา ชนิศามองว่าประเทศไทยกำลังพบเจอกับ&nbsp;‘ปัญหาไม้เอกระดับชาติ’&nbsp;เพราะรัฐบาลไม่สามารถเลือกได้ว่านโยบายการศึกษาในกลุ่มเด็กพิเศษนั้นจะเป็น&nbsp;‘การเรียนร่วม (mainstreaming)’&nbsp;หรือ&nbsp;‘การเรียนรวม (inclusive education)’</p>



<p>โดยนักวิชาการและนักวิจัยต่างพยายามนิยามความแตกต่างของรูปแบบการศึกษาทั้งสองแบบนี้ โดยอธิบายว่า&nbsp;‘การเรียนร่วม (mainstreaming)’&nbsp;เป็นการจัดการศึกษาแก่นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษให้ได้รับบริการทางการศึกษาพิเศษในห้องทั่วไป เพื่อให้เหมาะสมกับศักยภาพของนักเรียนเป็นหลัก เช่น เรียนบางวิชากับนักเรียนทั่วไป แต่บางวิชาก็จะเป็นการเรียนตัวต่อตัวกับครูการศึกษาพิเศษ</p>



<p>สำหรับ ‘การเรียนรวม (inclusive education)’&nbsp;เป็นการจัดการศึกษาให้แก่นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษให้มีข้อจำกัดน้อยที่สุดในการเรียนกับเด็กทั่วไปโดยไม่คำนึงถึงความบกพร่อง กล่าวคือโรงเรียนมีหน้าที่เตรียมสภาพแวดล้อม เครื่องมือ อุปกรณ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของนักเรียนเป็นรายบุคคล</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3731c6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/01/10106524-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ปัญหาไม้เอกระดับชาตินั้นส่งผลต่อนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการอย่างมาก โดยในช่วงแรกกระทรวงเองก็บอกว่าจะเป็นการเรียนร่วม แต่เมื่อนานาชาติกดดันว่าต้องเป็นการเรียนรวม เขาจึงเอาไม้เอกออก แต่นโยบายก็เหมือนเดิม โดยไม่มีใครบอกว่าเมื่อเอาไม้เอกออกแล้ว โรงเรียนต้องทำอย่างไร</p>



<p>“ไม่ต้องสนใจหรอกว่าวันนี้ การศึกษาของประเทศไทยจะเป็นการเรียนร่วมหรือการเรียนรวม หากเรายึดหลักการว่าการศึกษานั้นต้องเป็นของทุกคน เพราะฉะนั้นต้องไม่มองว่าเด็กคนนั้นจะเป็นเด็กพิเศษหรือไม่ เพียงต้องยอมรับว่าเด็กทุกคนต้องมีสิทธิ์ที่จะเข้ามาเรียนและอยู่ร่วมกัน อย่างการศึกษาในประเทศฟินแลนด์ ที่ยึดหลักว่าโรงเรียนที่ดีที่สุดของทุกคนคือโรงเรียนใกล้บ้าน ดังนั้นเขาจะไม่แยกว่าเด็กพิเศษจะต้องไปเรียนโรงเรียนไหน เพราะทุกโรงเรียนเป็นการเรียนรวมและมาตรฐานของโรงเรียนเท่ากันหมด”</p>



<p>ทั้งนี้ ชนิศามองว่าปัญหาที่ทำให้การศึกษาไม่สามารถเป็นของทุกคนได้ ก็เพราะนโยบายการผลิตบุคลากรครูที่มีปัญหา กล่าวคือกระทรวงศึกษาธิการไม่สนใจว่าครูแต่ละคนนั้นสอนอะไรบ้าง สนใจเพียงจำนวนสัดส่วนระหว่างเด็กกับครู เช่น หากโรงเรียนหนึ่งต้องการครูเพิ่ม จะต้องไปดูสัดส่วนและเพิ่มตามสัดส่วนนั้น แต่ไม่เคยสนใจว่าครูที่บรรจุเข้ามาจะสอนวิชาอะไร อีกทั้งยังไม่มีอัตราในการบรรจุครูการศึกษาพิเศษ</p>



<p>“นโยบายดังกล่าวไม่ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาการศึกษาอย่างมาก เหมือนวันนี้โรงพยาบาลรับเพียงหมอหัวใจ แต่ปรากฏว่ามีคนไข้ที่เป็นโรคหืดด้วย คุณจะทำอย่างไร เพราะโรงพยาบาลนี้ไม่มีหมอโรคหืดเลยด้วยซ้ำ (หัวเราะ)</p>



<p>“ดังนั้น อนาคตของการศึกษาพิเศษนั้นคือการเรียนรวมนั่นแหละ แต่สังคมอาจจะต้องเปลี่ยนโจทย์จากอนาคตของการศึกษาในเด็กพิเศษ เป็นอนาคตของการเรียนรวม เมื่อไหร่ที่เราทำให้การเรียนรวมดีได้ เราจะช่วยเด็กได้ทุกคน”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-010c2b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/01/10106539-1-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/special-education-chanisa/">‘เรียนไม่ได้หรือไม่เคยปรับ’: สำรวจการศึกษาใน ‘เด็กพิเศษ’ ที่ไม่เคยพิเศษในระบบการศึกษาไทย กับ ชนิศา ตันติเฉลิม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“เป้าหมายทางการศึกษาควรเป็นไปเพื่อเติมเต็มความเป็นมนุษย์มากกว่าจะเป็นการศึกษาเพื่อให้เด็กโตขึ้นมาเป็นแรงงาน”</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-a-chieve-040122/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=article-a-chieve-040122</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 04 Jan 2022 06:54:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ภูมิสิทธิ์ ศิระศุภฤกษ์ชัย]]></category>
		<category><![CDATA[Education for All]]></category>
		<category><![CDATA[a-chieve]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=50175</guid>

					<description><![CDATA[<p>อาชีฟ (a-chieve) ทำงานด้านการศึกษาในประเด็น “แนะแนว” มา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-a-chieve-040122/">“เป้าหมายทางการศึกษาควรเป็นไปเพื่อเติมเต็มความเป็นมนุษย์มากกว่าจะเป็นการศึกษาเพื่อให้เด็กโตขึ้นมาเป็นแรงงาน”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>อาชีฟ (a-chieve) ทำงานด้านการศึกษาในประเด็น “แนะแนว” มาได้ 10 ​ปีแล้ว โดยเราทำงานทั้งกับเด็กและครูแนะแนว ในมุมที่ทำกับเด็กๆ ทีมจะเน้นเรื่องการค้นหาตัวเองของเด็ก การสำรวจอาชีพ&nbsp; และช่วยให้เด็กได้ทบทวนตัวเอง ผ่านกระบวนการและเครื่องมือหลากหลาย นอกจากนี้ยังมีโปรเจ็กต์ที่เปิดโอกาสให้เด็กได้เชื่อมต่อและเรียนรู้อาชีพกับคนทำงานในสายอาชีพต่างๆ เพื่อให้เด็กได้มีประสบการณ์ตรงในการตัดสินใจ ส่วนในมุมที่ทำงานกับครูแนะแนว เราจะมีหลักสูตรซัพพอร์ตครูแนะแนว โดยปัจจุบันเปิดหลักสูตรไปแล้ว 4 รุ่น รุ่นละ 25 คน ก็มีครูแนะแนวที่เข้าร่วมจากทุกภูมิภาคของประเทศ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a82e6e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/10-หลักประกันโอกาส-เอิร์ธ_-ทีม-a-chieve-01-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">Education for All<br>ควรขับเคลื่อนเพื่อทุกคน และเปิดให้ทุกคนมีส่วนร่วมในกระบวนการ</h2>



<p>ถ้ามองในมุมการศึกษา คำว่า “Education For All” ควรเป็นการศึกษาที่ลดการผูกขาดลง แล้วก็กระจายให้เป็นการศึกษาของทุกคนจริงๆ ซึ่งปัจจุบันก็เห็นความพยายามจากหลายภาคส่วนที่ผลักดันให้เกิดสิ่งนี้ขึ้น ทั้งนี้ในมุมมองผม มองประเด็น “Education for All” หรือ “การศึกษาของทุกคน” ใน 2 ความหมาย ได้แก่</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d1ed13"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/01-achieve-b.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“การศึกษาของทุกคน” ในความหมายแรก หมายถึง การศึกษาสำหรับทุกคนจริงๆ ซึ่งการจะทำให้เกิดขึ้นได้ ต้องปรับเปลี่ยนหลักสูตร ระบบโรงเรียน ระบบการศึกษาให้เหมาะสมและสอดคล้องกับเด็กทุกคน ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะเป็นเด็กที่อยากเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา เป็นเด็กที่ไม่ได้มีเป้าหมายอยากเรียนต่อ เป็นเด็กพิการ หรือเป็นเด็กแบบอื่นก็ตาม การศึกษาควรถูกออกแบบมาให้เอื้อและส่งเสริมการเรียนรู้ของทุกคน ซึ่งในแง่นี้การศึกษาแต่ละท้องถิ่นอาจถูกออกแบบให้มีหลักสูตรที่แตกต่างกันไปก็ได้ ผมมองว่าอันนี้เป็นสิ่งที่นโยบายการศึกษาควรจะก้าวไปให้ถึง</p>



<p>“การศึกษาของทุกคน” ในความหมายที่สอง คำว่า “ของทุกคน” ควรหมายถึง การเปิดโอกาสให้เด็ก ครอบครัว ชุมชน หรือทุกคนที่มีส่วนในกระบวนการศึกษา ได้เข้ามามีส่วนร่วม ร่วมออกแบบและจัดการระบบในโรงเรียน ออกแบบหลักสูตร หรือออกแบบเนื้อหาการศึกษาของตัวเขาเอง หรืออย่างน้อยๆ พวกเขาต้องได้มีส่วนร่วม&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-09cd34"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/10-หลักประกันโอกาส-เอิร์ธ_-ทีม-a-chieve-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดังนั้น Education for All &nbsp;ควรต้องลดการผูกขาดลง แล้วก็กระจายให้เป็นการศึกษาของทุกคนจริงๆ ให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมออกแบบการเรียนการสอน ออกแบบชั้นเรียน เพื่อให้เหมาะกับเงื่อนไขปัจจัยของเขา และเหมาะกับท้องถิ่นหรือพื้นที่ของเขาด้วย</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">รัฐควรเปิดรับวิธีคิดหรือปรัชญาการศึกษาหลากหลายแบบ</h2>



<p>จากประสบการณ์ทำงานของทีมอาชีฟที่ได้ทำงานร่วมกับองค์กร กระทรวงที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้บริหารหลากหลายท่าน วิธีคิดหนึ่งที่ผู้บริหารและส่วนกลางมักจะมองคือ เขามองการศึกษาเป็นเครื่องมือที่จะป้อนเด็กออกไปสู่ตลาดแรงงาน แต่จริงๆ แล้วปรัชญาทางการศึกษาสามารถมีเป้าหมายแบบอื่นนอกเหนือจากผลักดันคนสู่ตลาดแรงงานก็ได้ จากการที่เราได้พูดคุยในหมู่คนทำงานด้านการศึกษาทางเลือก เราพบข้อเสนอหนึ่งว่า เป้าหมายทางการศึกษาควรเป็นไปเพื่อเติมเต็มความเป็นมนุษย์ มากกว่าจะเป็นการศึกษาเพื่อให้เด็กโตขึ้นมาเป็นแรงงาน หรือมองคนเป็นแรงงานทางเศรษฐกิจอย่างเดียว หากรัฐเปิดรับปรัชญาการศึกษาแบบอื่นหรือเปลี่ยนวิธีคิด เราอาจจะได้เห็นการปรับเปลี่ยนหลักสูตรการเรียนของไทยก็ได้ เพราะหลักสูตรก็ถูกออกแบบมาจากวิธีคิดของคนนี่แหละครับ หากวิธีคิดเปลี่ยน หลักสูตรเปลี่ยน เด็กอนุบาล ประถม และมัธยมของไทย อาจจะได้เรียนรู้เรื่องของพื้นฐานชีวิตที่เปิดกว้างกว่านี้ ทั้งในมุมของการเรียนรู้ตลอดชีวิต และพื้นฐานที่ส่งเสริมให้เขาเปิดกว้างมากขึ้นในแง่ความเป็นมนุษย์</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e4ccaa"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/10-หลักประกันโอกาส-เอิร์ธ_-ทีม-a-chieve-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">“รัฐสวัสดิการ” เป็นคำตอบที่น่าสนใจ</h2>



<p>ในแง่ของการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของไทย ผมคิดว่า “รัฐสวัสดิการ”​ ยังเป็นแนวคิดที่น่าสนใจ น่าจะเป็นคำตอบในระยะยาวได้ หากประเทศไทยมีสวัสดิการทางด้านการศึกษาที่ทุกคน ทุกพื้นที่สามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมและถ้วนหน้า คงน่ายินดีไม่น้อย แต่ขณะเดียวกัน นอกจากความเท่าเทียมและถ้วนหน้าแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องมาคู่กันคือ “คุณภาพทางการศึกษา” หากว่าสามารถยกระดับการศึกษาให้มีคุณภาพมากขึ้น อย่างน้อยที่สุด เมื่อเด็กสำเร็จการศึกษาภาคบังคับออกไป เราก็ยังพอมั่นใจได้ว่า เด็กคนนั้นจะมีพื้นฐานและทักษะจำเป็นที่ทำให้เขาเอาตัวรอดได้แล้ว ไม่ว่าเขาจะเลือกทางอื่นที่ไม่ใช่การเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยก็ตามที</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d4ed8b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/10-หลักประกันโอกาส-เอิร์ธ_-ทีม-a-chieve-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">เด็กหลุดจากระบบมีมาอย่างต่อเนื่อง อาจต้องกลับไปมองที่ต้นทาง ได้แก่ “นโยบายการศึกษา”</h2>



<p>จากสถานการณ์เด็กหลุดจากระบบ เท่าที่เราได้ทำงานร่วมกับคุณครูมา พบว่า เด็กหลุดจากระบบมีมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนโควิด-19 ด้วยซ้ำ ทีนี้ประเด็นสำคัญคือ เราอาจต้องกลับมามองว่า อะไรคือเหตุผลที่ทำให้เด็กบางกลุ่มตัดสินใจไม่มาโรงเรียน ซึ่งปัญหาเศรษฐกิจอาจเป็นส่วนหนึ่ง แต่ตัวนโยบายการศึกษาเองนั้น เป็นต้นทางส่วนหนึ่งที่ผลักเด็กออกไปหรือเปล่า</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a60ea0"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/10-หลักประกันโอกาส-เอิร์ธ_-ทีม-a-chieve-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>สิ่งที่เราพบคือ โรงเรียนไทยจะมีค่านิยมในการเชิดชูเด็กเก่งบางแบบ เช่น โรงเรียนมักจะขึ้นป้ายชื่นชมเด็กที่สอบติดหมอ ติดวิศวะ ขณะที่ไม่ได้ใส่ใจชื่นชมเด็กอีกส่วน ในมุมการเรียนรู้ของเด็ก เด็กบางคนอาจจะไม่เหมาะกับการท่องจำ แต่อาจจะเหมาะกับการเรียนรู้แบบอื่น เช่น การใช้ฐานกาย แต่เพราะค่านิยมและนโยบายการศึกษาที่เป็นอยู่ จะทำให้เด็กบางกลุ่มรู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งกับระบบการศึกษา นั่นอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักเขาออกไป การกลับมามองต้นทาง ปรับแก้ที่ต้นทางอย่างนโยบายการศึกษา อาจเป็นข้อเสนอหนึ่งที่ผมอยากฝากไว้</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-a-chieve-040122/">“เป้าหมายทางการศึกษาควรเป็นไปเพื่อเติมเต็มความเป็นมนุษย์มากกว่าจะเป็นการศึกษาเพื่อให้เด็กโตขึ้นมาเป็นแรงงาน”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานร่วมกับกสศ. เข้าใจสภาพปัญหาความเหลื่อมล้ำการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/interview-13-11-20/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=interview-13-11-20</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 12 Nov 2020 04:12:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ศพด.]]></category>
		<category><![CDATA[กยศ.]]></category>
		<category><![CDATA[อสม.]]></category>
		<category><![CDATA[Education for All]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันพระปกเกล้า]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=23376</guid>

					<description><![CDATA[<p>การสร้างความเสมอภาคไม่เพียงหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งที่จะ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/interview-13-11-20/">ท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานร่วมกับกสศ. เข้าใจสภาพปัญหาความเหลื่อมล้ำการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">การสร้างความเสมอภาคไม่เพียงหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งที่จะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายได้ &#8216;ความร่วมมือ&#8217; คือสิ่งหนุนเสริมช่วยให้การทำงานบรรลุเป้าหมาย อย่างบทบาทของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ถือเป็นหน่วยงานสำคัญที่ร่วมทำงานกับ กสศ. มีกลไกการทำงานกระจายลงไปถึงชุมชน ในประเด็นนี้ </span><b>ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย</b> <b>เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า</b><span style="font-weight: 400;"> ช่วยฉายภาพบทบาทขององค์กรปกครองท้องถิ่นกับการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาว่า &#8220;ปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นรากลึกของสังคมเชื่อมโยงไปถึงปัญหาทางเศรษฐกิจ และการเมืองด้วย ทำไมระบบการเมืองถึงเป็นแบบอุปถัมภ์ เพราะว่าประชาชนทั่วไปไม่มีที่พึ่ง ทำไมมีคำพูดว่า มีส.ส. ที่ดี คือส.ส. ที่ฝากลูกเข้าเรียน เพราะเขาไม่รู้ว่าลูกจะเข้าโรงเรียนอย่างไรถ้าไม่มีคนฝาก ปัญหาการเข้าถึงโอกาสทางสังคม จึงเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องแก้ไปถึงรากของปัญหา ทำให้ความเหลื่อมล้ำลดน้อยถอยลง” เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าว</span></p>
<p><img decoding="async" fetchpriority="high" class="aligncenter size-full wp-image-23398" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/c-7.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/c-7.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/c-7-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/c-7-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/c-7-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ศาสตราจารย์วุฒิสาร กล่าวว่า คิดว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำมีทุกมิติและมีความซับซ้อนขึ้น เมื่อก่อนอาจบอกว่า ความเหลื่อมล้ำ คือคนจนที่ต่ำกว่าเส้นความยากจน แต่ภายหลังการแพร่ระบาดโรคโควิด</span><span style="font-weight: 400;">-19 </span><span style="font-weight: 400;">เราเห็นว่า คนจนที่ไม่ได้อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจนมีโอกาสเหลื่อมล้ำได้ ช่วงที่รัฐบาลประกาศล็อคดาวน์ </span><span style="font-weight: 400;">3-4 </span><span style="font-weight: 400;">เดือน ไม่คิดว่าช่างตัดผมจะเดือดร้อน ไม่เคยคิดว่าเด็กมาจากครอบครัวยากจนที่มีอาหารสมบูรณ์ดีที่สุดจากมื้อโรงเรียน แต่โรงเรียนปิดเด็กไม่ได้รับประทานอาหาร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ที่สำคัญ ปัญหาความเหลื่อมล้ำอยู่ในทุกพื้นที่ ทุกชุมชน คำถามว่า เรามองปัญหานี้ชัดหรือไม่ เช่น ในส่วนของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ศพด.) เราพบว่า มีทั้งเด็กยากจน เด็กที่มีปัญหาจากแม่เลี้ยงเดี่ยว รวมถึงเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูจากตายาย โอกาสกล่อมเกลาไม่เหมือนอยู่กับพ่อแม่ นี่คือความแตกต่างใน ศพด. แต่ถ้าทดสอบไปไกลกว่านั้น เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ที่เราเรียกว่า เด็ก </span><span style="font-weight: 400;">LD </span><span style="font-weight: 400;">(การเรียนรู้บกพร่อง)  เด็กเหล่านี้มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น แต่ถ้าทดสอบจะรู้ว่าเขามีความบกพร่องในการเรียนรู้ และเปอร์เซ็นต์ในอุบัติการณ์นี้ค่อนข้างสูงในสังคมไทย นั่นแปลว่า ที่เราคิดว่าเด็กที่มาจากครอบครัวยากจนขาดโอกาสแล้ว ยังมีอะไรที่ลึกซึ่งกว่านั้นที่เราควรคิดถึง” ศาสตราจารย์วุฒิสาร กล่าว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า ถ้าผู้บริหารท้องถิ่นใส่แว่นสายตา มีเครื่องเอกซเรย์ลงลึกขึ้น จะเห็นว่าความเหลื่อมล้ำไม่ได้มีชั้นเดียวมีหลายชั้น ทั้งด้าน สุขภาพ ความเป็นอยู่ เช่น วันนี้เรารายงานผู้สูงอายุมีจำนวนเท่าไหร่ เพื่อไปเบิกเบี้ยผู้สูงอายุ แต่เราไม่รู่ว่า ผู้สูงอายุอีกจำนวนเท่าไหร่ต้องเลี้ยงหลานพิการ ไม่รู้หรอกผู้สูงอายุมีบ้านอาศัยเป็นของตนเอง หรือบ้านพักอาศัยก็ผุพัง  ฉะนั้น หลักคิดสำคัญขององค์กรท้องถิ่น คือการได้เห็นปัญหาด้วยการสัมผัสจริง องค์กรท้องถิ่นเป็นองค์กรที่จะเข้าใจสภาพปัญหาได้ดีกว่าราชการ</span></p>
<p><figure id="attachment_23396" aria-describedby="caption-attachment-23396" style="width: 864px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-23396 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/f-2-1.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/f-2-1.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/f-2-1-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/f-2-1-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/f-2-1-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /><figcaption id="caption-attachment-23396" class="wp-caption-text">ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ราชการอาจบอกได้ว่ามีคนจนกี่คนในหมู่บ้าน แต่เราจะบอกได้มากกว่านั้น คนจนในหมู่บ้านกี่คนกู้เงินแล้วจะคืน หรือกู้แล้วมีโอกาสไม่คืน เพราะเราจะรู้ถึงอุปนิสัย นี่คือ ต้นทุนทางสังคมที่ท้องถิ่นมีเหนือกว่าระบบราชการ คำถามคือ ปัญหาความเหลื่อมล้ำมีอยู่ทุกมิติ ทุกชุมชน  เราหาเจอไหม เรามีความเข้าใจถึงสิ่งเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน” ศาสตราจารย์วุฒิสาร กล่าว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ศาสตราจารย์วุฒิสาร กล่าวว่า คำถามต่อไปการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำคืออะไร คือไม่ได้แปลว่าให้ทุกคนได้เท่าเทียมกัน มันเป็นไปไม่ได้ แต่การแก้ปัญหาคือ การทำให้คนมีความแตกต่างกันน้อยๆ อะไรที่เป็นปัจจัยพื้นฐาน ทุกคนพึงได้เท่ากัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ ในเรื่องความเหลื่อมล้ำมี </span><span style="font-weight: 400;">2 </span><span style="font-weight: 400;">เรื่อง </span></p>
<ol>
<li><span style="font-weight: 400;">การสร้างโอกาส คือการเปิดว่าเรามีบริการอะไรที่ให้ทุกคนได้รับในฐานะที่ทุกคนเป็นสมาชิก หรือประชาชนในพื้นที่ของเรา </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ระบบการศึกษา ระบบสุขภาพ แต่การเปิดโอกาสอย่างเดียวอาจไม่พอ เพราะการเปิดโอกาสยังมีปัญหาเรื่องความสามารถในการเข้าถึง</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">ศาสตราจารย์วุฒิสาร ยังตั้งคำถามว่า </span><span style="color: #008000;">“เด็กจบประถมทุกคนมีสิทธิ์เรียนมัธยมใช่ไหม ตอบว่า ใช่”</span><span style="font-weight: 400;"> แต่ทำไมเด็กถึงไม่ได้เรียนมัธยมได้ทุกคน เพราะความสามารถในการใช้โอกาสนั้นไม่เท่ากัน  นี่คือเลนส์ที่เราต้องส่องลงลึกถึงปัญหาว่า เด็กที่ไม่สามารถใช้โอกาสได้มีปัญหาอะไรบ้าง</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-23400" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/d-7.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/d-7.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/d-7-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/d-7-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/d-7-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉะนั้นการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ จึงเป็นเรื่องของการเปิดโอกาส และทำให้เกิดความสามารถในการใช้โอกาส จำเป็นต้องเติมทรัพยากรบางอย่างลงไป เช่น ระดับประเทศมีกองทุนเพื่อการกู้ยืมทางการศึกษา หรือ  กยศ. ทุกคนมีสิทธิ์เรียนแต่ไม่มีปัญญาเรียนจึงต้องมีกองทุน  เช่นเดียวกับท้องถิ่นต้องคิดแบบนี้ วันนี้เราต้องการมองปัญหาสองอย่าง มองปัญหาในการสร้างโอกาสที่เสมอภาคทั่วถึง  และการค้นหากลุ่มเป้าหมายที่ไม่สามารถใช้โอกาสได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรื่องที่สอง จากสถานการณ์โควิด</span><span style="font-weight: 400;">-19 </span><span style="font-weight: 400;">ทำให้ต้องมีการปรับตัว รวมถึงท้องถิ่นก็ต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดในการสร้างโอกาสทางการศึกษา เช่น การเรียนออนไลน์อย่างไรให้มีหลักประกันคุณภาพทางการศึกษา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาความเหลื่อมล้ำของโควิด-19 ถูกขยายภาพซับซ้อนขึ้น เชื่อมโยงทุกมิติ ทำให้เห็นโอกาสเข้าถึงทรัพยากรที่ชัดเจน เช่นเรียนออนไลน์ พบว่า เด็กส่วนไหนเข้าถึงและไม่ถึงต้องสร้างฟรีอินเตอร์เน็ต ต้องทำให้อินเตอร์เน็ตชุมชนที่นอกจากอยู่แค่โรงเรียน ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน ต้องขยายออกไปให้มากขึ้น </span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-23399" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/b-7.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/b-7.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/b-7-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/b-7-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/b-7-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวด้วยว่า สถานการณ์โควิด</span><span style="font-weight: 400;">-19 </span><span style="font-weight: 400;">ทำให้สังคมไทยเรียนรู้ถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำชัดเจนขึ้น ต้องปรับวิธีการทำงานใหม่สามารถเข้าถึงได้ง่าย ทั้งนี้ต้นทุนทางสังคมของไทยมีมูลค่าสูงมาก นั่นคือ สิ่งที่เรียกว่าอาสาสมัคร (อสม.) และอีกหลายเรื่อง เราสามารถบริหารจัดการผ่านกลไกอาสาสมัคร  จึงอยากเชิญชวนองค์กรท้องถิ่นกลับมาใช้พลังอาสาสมัครมากขึ้น ต้องกลับมาใช้พลังกลุ่มสตรี เยาวชนมากขึ้น ด้วยความเอื้ออาทรให้เกิดความยั่งยืน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ในเรื่องความรับผิดชอบทางสังคม ผมไม่เชื่อว่าองค์กรท้องถิ่นใด จะปรารถนาให้เด็กรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ ไม่เชื่อว่า องค์กรท้องถิ่นใดจะให้ลูกหลานได้รับการเรียนการสอนผ่านสื่อไม่มีคุณภาพ ตรงนี้จึงเป็นความรับผิดชอบทางสังคมที่องค์กรท้องถิ่นจะทำเพื่อลูกหลานอนาคต” เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ศาสตราจารย์วุฒิสาร ย้ำว่า ทำไมท้องถิ่นควรให้ความสำคัญการจัดการศึกษา อันดับแรกท้องถิ่นมีต้นทุนทางสังคมที่ดีในการจัดการศึกษา เพราะรู้ปัญหา รู้ลักษณะเด็ก การศึกษาท้องถิ่นเบื้องต้นต้องเป็นการศึกษาเพื่อความเสมอภาคในโอกาส ถัดจากนั้นถ้าจะทำเรื่องความเป็นเลิศก็ต่อเมื่อพื้นฐานการศึกษาต้องดีก่อน  </span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-23473" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/บทบาทท้องถิ่นฯ-กับการศึกษา-ผ่านแว่นขยาย.jpg" alt="" width="680" height="648" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/บทบาทท้องถิ่นฯ-กับการศึกษา-ผ่านแว่นขยาย.jpg 680w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/บทบาทท้องถิ่นฯ-กับการศึกษา-ผ่านแว่นขยาย-300x286.jpg 300w" sizes="(max-width: 680px) 100vw, 680px" /></p>
<p><span style="color: #008000;">ต้นทุนท้องถิ่นเรามีศักยภาพ มีความยืดหยุ่นในการออกแบบหลักสูตรการเรียการสอน มีอัตลักษณ์ มีความเชื่อมโยงกับเรื่องอื่นอย่างไร การเรียนรู้ดีที่สุดคือเรียนรู้จากโลกความจริง เอาสภาพปัญหาชุมชนเป็นแล็ปในการเรียนรู้ของนักเรียน<span style="font-weight: 400;">  </span></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมเชื่อว่าการศึกษาคือ การจัดการแก้ปัญหาเรื่องอื่นๆ ทั้งหมด และยึดปรัชญา  </span><span style="font-weight: 400;">EDUCATION </span><span style="font-weight: 400;"> </span><span style="font-weight: 400;">FOR </span><span style="font-weight: 400;">ALL </span><span style="font-weight: 400;">และ </span><span style="font-weight: 400;">FOR</span> <span style="font-weight: 400;"> ALL  EDUCATION </span><span style="font-weight: 400;">การศึกษาสำหรับทุกคน ไม่ได้อยู่เฉพาะโรงเรียนอยู่ในหลายพื้นที่ ส่วน  </span><span style="font-weight: 400;">FOR </span><span style="font-weight: 400;">ALL </span><span style="font-weight: 400;"> </span><span style="font-weight: 400;">EDUCATION </span><span style="font-weight: 400;">หลายเรื่องทำให้กระบวนการเรียนรู้ได้ทั้งหมด ปัจจุบันนี้ท้องถิ่นได้ทำเรื่องการศึกษาแก้เหลื่อมล้ำโดยไม่รู้ตัว  เช่น กทม.มีโครงการอาหารเช้าให้นักเรียน  หรือ การจัดการเรียนเสริม  การจัดการเรียนผู้ด้อยโอกาส  ล่าสุด อปท.ประกาศท้องถิ่นผลงานดีเด่นปี </span><span style="font-weight: 400;">63 </span><span style="font-weight: 400;">มีท้องถิ่นทำเรื่องส่งเสริมการศึกษาดีเด่นถึง </span><span style="font-weight: 400;">48 </span><span style="font-weight: 400;">แห่ง นั่นแสดงว่า สถ.เห็นการศึกษามีความสำคัญ ซึ่งท้องถิ่นสามารถทำได้อีกหลายอย่าง”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ศาสตราจารย์วุฒิสาร กล่าวว่า วันนี้ กสศ. ทำอะไรหลายอย่างในเรื่องของความเหลื่อมล้ำ และการได้มาร่วมมือกับสถ. เป็นการสานพลัง จากนี้องค์กรท้องถิ่นต้องกลับไปคิดว่าให้บริการทั้งหมดครอบคลุมทุกคน ทุกมิติทุกความซับซ้อนหรือยัง ท้องถิ่นต้องทำในสิ่งที่เรียกว่าลงลึก กลับไปค้นหารายละเอียดแต่ละกลุ่ม ว่าใครมีปัญหาอะไรที่ต้องเติม คิดว่าเทคนิคพวกนี้ กสศ. และ สถ. สนับสนุนซึ่งกันและกันได้  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมอยากเห็นเป้าหมายการศึกษาของท้องถิ่น สองเรื่อง การศึกษาเพื่อความเสมอภาค ทำให้ทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษาที่ใกล้เคียง หรือต่างกันน้อยหน่อย เมื่อพัฒนาระดับหนึ่ง เราสามารถทำให้ความเป็นเลิศ กับการตอบโจทย์เตรียมการศึกษา ในพื้นที่ ซึ่งแต่ละพื้นที่ต้องการไม่เหมือนกัน เช่น บริเวณชายแดน อ.แม่สอด อาจต้องการเรียนภาษาหนึ่ง หรือจังหวัดเชียงราย อาจเรียนภาษาจีน ตอบโจทย์ภูมิสังคม ที่เราดีไซน์ได้” ศาสตราย์วุฒิสาร กล่าวยกตัวอย่าง  </span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-23401" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/a-7.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/a-7.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/a-7-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/a-7-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/a-7-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ การศึกษาท้องถิ่นเป็นสิ่งจำเป็นต้องทำ แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ กำหนดกลุ่มเป้าหมาย กำหนดแนวทางการจัดบริการที่เหมาะสมกับสภาพปัญหา การสร้างระบบสนับสนุนที่เอื้ออำนวย แน่นอนงบประมาณสำคัญ แต่กฎระเบียบก็สำคัญ สถ.จะช่วยคลายความตรึงส่วนนี้ได้ โดยมีการจัดสรรทรัพยากรที่เหมาะสม เรื่องของงบประมาณ และสร้างองค์ความรู้ใหม่</span></p>
<p><span style="color: #008000;">“บทบาทสำคัญขององค์กรท้องถิ่น คือการพิสูจน์ไห้ได้ว่าเราคือหน่วยงานสำคัญในการช่วยลดปัญหาความแตกต่าง ความเหลื่อมล้ำ การขาดโอกาสของคน และความสามารถของคนในทุกมิติ โดยเฉพาะการศึกษา ถ้าแก้ปัญหานี้จะถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการแก้ปัญหาต่างๆ ในอนาคต  ต้องขอบคุณ กสศ. ที่เป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนและรวมพลังท้องถิ่นเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในพื้นที่และพัฒนาท้องถิ่นต่อไป เพื่อสร้างเกียรติภูมิของท้องถิ่นไทย<span style="font-weight: 400;">”</span></span> <span style="font-weight: 400;">ศาสตราจารย์วุฒิสาร กล่าวทิ้งท้าย</span></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/interview-13-11-20/">ท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานร่วมกับกสศ. เข้าใจสภาพปัญหาความเหลื่อมล้ำการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>5 นวัตกรรม ที่จะมาทำให้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาหายไป ภายใต้แนวคิด All for Education</title>
		<link>https://www.eef.or.th/knowledge-19-10-20/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=knowledge-19-10-20</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 19 Oct 2020 03:22:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[All for Education Conference]]></category>
		<category><![CDATA[iSEE]]></category>
		<category><![CDATA[Education for All]]></category>
		<category><![CDATA[การประชุมวิชาการนานาชาติ เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา : ปวงชนเพื่อการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[EFA]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=22625</guid>

					<description><![CDATA[<p>จากประสบการณ์ 30 ปีที่ผ่านมาของเป้าหมายการศึกษาเพื่อปวง [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/knowledge-19-10-20/">5 นวัตกรรม ที่จะมาทำให้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาหายไป ภายใต้แนวคิด All for Education</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">จากประสบการณ์ 30 ปีที่ผ่านมาของเป้าหมายการศึกษาเพื่อปวงชน (Education for All: EFA) รวมทั้งเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (Millennium Development Goals: MDGs) พบว่าความเสมอภาคทางการศึกษามีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องมาตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ในช่วงทศวรรษสุดท้ายหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหา “กิโลเมตรสุดท้าย” (Last-mile Problem) ซึ่งต้องการวิธีที่แตกต่างในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพื่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลของมาตรการ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากการประชุมวิชาการนานาชาติเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา: ปวงชนเพื่อการศึกษา (All for Education Conference) เมื่อวันที่ 10 – 11 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีข้อค้นพบว่าการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจำเป็นต้องเปลี่ยนแนวทางในการทำงาน จากเดิมซึ่งเป็นการให้คนเข้าถึงการศึกษา (Education for All) เป็นการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ที่เข้าถึงผู้เรียนผ่านเทคโนโลยี เครื่องมือ สื่อการเรียนรู้ต่างๆ เพื่อให้ผู้เรียนเข้าถึงการศึกษาได้ทุกที่ ทุกเวลา ในรูปแบบที่เหมาะสมกับการเรียนรู้และข้อจำกัดหรือความจำเป็นเฉพาะบุคคล และจำเป็นต้องมีการเชื่อมร้อยเครือข่ายหน่วยงาน องค์กร ทั้งภาครัฐภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ประชาชนทั่วไปทั้งในระดับพื้นที่ ระดับชาติ และระดับนานาชาติ (All for </span><span style="font-weight: 400;">Education)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยมี 5 นวัตกรรม เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาที่สำคัญ ต่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่นำเสนอ ดังนี้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><span style="font-weight: 400;">1. การจัดการศึกษาตามบริบทของพื้นที่ (Area based Education: ABE)</span></h4>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter wp-image-22630 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_5innovation_บทความกสศ-thumbnail-copy-5-scaled.jpg" alt="" width="2560" height="1344" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_5innovation_บทความกสศ-thumbnail-copy-5-scaled.jpg 2560w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_5innovation_บทความกสศ-thumbnail-copy-5-300x157.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_5innovation_บทความกสศ-thumbnail-copy-5-1400x735.jpg 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_5innovation_บทความกสศ-thumbnail-copy-5-768x403.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_5innovation_บทความกสศ-thumbnail-copy-5-1536x806.jpg 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_5innovation_บทความกสศ-thumbnail-copy-5-2048x1075.jpg 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_5innovation_บทความกสศ-thumbnail-copy-5-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 2560px) 100vw, 2560px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เกิดจากแนวคิดในการกระจายอำนาจในการบริหาร (Decentralization) เพื่อประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากร โดยให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ในครอบครัวและชุมชนโดยมีครอบครัวและชุมชนเป็นศูนย์กลาง ส่งเสริมโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับทุกคน และมุ่งพัฒนาเมืองและถิ่นฐานให้มนุษย์ได้อยู่ร่วมกันอย่างปลอดภัย และมีการช่วยเหลือเกื้อหนุนซึ่งกันและกันสู่ความยั่งยืน โดยในปี 2563 มี 174 เมืองจาก 55 ประเทศเข้าร่วมเป็นเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างมืองแห่งการเรียนรู้ในต่างประเทศ </span><i><span style="font-weight: 400;">เมืองเอสปู ประเทศฟินแลนด์</span></i><span style="font-weight: 400;"> เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ตั้งแต่ พ.ศ. 2558 เน้นให้ทุกคนมีสิทธิในการเข้าถึงการศึกษาที่ไม่มีค่าใช้จ่าย เช่น ห้องสมุดสาธารณะ เน้นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็งจากทุกภาคส่วนในสังคม เน้นการพัฒนาโทรคมนาคมและสนับสนุนเครื่องมือที่มีประโยชน์ต่อการเรียน อาทิ อินเทอร์เน็ต คอมพิวเตอร์ และเด็กระดับมัธยมศึกษาตอนปลายสามารถเรียนร่วมกับเด็กระดับมหาวิทยาลัย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างเมืองแห่งการเรียนรู้ในประเทศไทย </span><i><span style="font-weight: 400;">เทศบาลนครเชียงราย</span></i><span style="font-weight: 400;"> ได้รับคัดเลือกเป็น “เมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City)” แห่งแรกของประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2562 มีเป้าหมายในการทำงานเพื่อสร้างให้เชียงรายเป็นนครแห่งการเรียนรู้อย่างยั่งยืน โดยมีวิสัยทัศน์ของผู้บริหารในการสร้างโอกาสทางการศึกษาสำหรับประชาชนอย่างเสมอภาค เพื่อ การพัฒนาคุณภาพในการจัดการศึกษาโดยบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สถาบันการศึกษาในและนอกพื้นที่ เครือข่ายทางวิชาการกับสถานศึกษาทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใกล้เคียง พร้อมทั้งสร้างการเรียนรู้จากวัฒนธรรมท้องถิ่น สิ่งแวดล้อมและชุมชน ตลอดจนขยายการเรียนรู้ไปยังกลุ่มเป้าหมายอื่นๆ นอกจากเด็กและเยาวชน เช่น กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มแรงงานข้ามชาติ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><span style="font-weight: 400;">2. นวัตกรรมการเงินการคลังเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา</span></h4>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-22631" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_5innovation_บทความกสศ-thumbnail-copy-6-scaled.jpg" alt="" width="2560" height="1344" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_5innovation_บทความกสศ-thumbnail-copy-6-scaled.jpg 2560w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_5innovation_บทความกสศ-thumbnail-copy-6-300x157.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_5innovation_บทความกสศ-thumbnail-copy-6-1400x735.jpg 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_5innovation_บทความกสศ-thumbnail-copy-6-768x403.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_5innovation_บทความกสศ-thumbnail-copy-6-1536x806.jpg 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_5innovation_บทความกสศ-thumbnail-copy-6-2048x1075.jpg 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_5innovation_บทความกสศ-thumbnail-copy-6-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 2560px) 100vw, 2560px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การลงทุนหรือการดำเนินการด้านการเงินการคลังที่ไม่ใช่กระแสหลัก เพราะคาดการณ์ว่าในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั่วโลกจะต้องใช้งบประมาณถึง 2.5 ล้านล้านบาท (United Nation, Economic and Social Commission for Asia and the Pacific, 2015) จำเป็นต้องมีการทดลอง หรือค้นหาวิธีการลงทุนที่ได้ประสิทธิผลดีขึ้น  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างในต่างประเทศ เช่น การใช้</span><span style="font-weight: 400;">พันธบัตรเพื่อสังคม (Social Impact Bond: SIB) </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยมีแนวคิด คือ การออกพันธบัตรสัญญาแก่ภาคเอกชนเพื่ออนุญาตให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนหรือดำเนินการเพื่อปัญหาทางสังคม พร้อมจัดทำแผนและแนวทางในการป้องกันปัญหาสังคมในประเด็นเฉพาะตามแต่ที่ภาครัฐและภาคเอกชนตกลงกัน โดยการดำเนินการดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงด้านการลงทุนของภาครัฐ และภาคเอกชนจะได้ผลตอบแทนจำนวนมากหากดำเนินการสำเร็จ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างในประเทศไทย เช่น </span><i><span style="font-weight: 400;">โครงการจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข, ประเทศไทย</span></i><span style="font-weight: 400;"> โดยการให้เงินอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไขเป็นแนวทางที่ใช้ในหลายประเทศ เพื่อช่วยเหลือเด็กที่ยากจนและด้อยโอกาสให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเสมอภาค โดยมีขั้นตอน 4  ส่วน คือ </span></p>
<ol>
<li><span style="font-weight: 400;">การพัฒนาเครื่องมือในการเก็บข้อมูล หรือแอพริเคชั่นที่ใช้เก็บข้อมูล</span></li>
<li>การพัฒนาเกณฑ์การคัดกรองที่มีมาตรฐานเชื่อถือได้</li>
<li><span style="font-weight: 400;">การพัฒนาผู้เก็บข้อมูลโดยการอบรมครู</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">การตรวจสอบและรับรองข้อมูลโดยครูผู้เก็บข้อมูล </span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">ในปัจจุบัน ด้วยเกณฑ์คัดกรองดังกล่าว มีนักเรียนกว่า 7 แสนคนได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><span style="font-weight: 400;">3. การใช้ข้อมูลและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ</span></h4>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-22632" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_5innovation_บทความกสศ-thumbnail-copy-11-scaled.jpg" alt="" width="2560" height="1344" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_5innovation_บทความกสศ-thumbnail-copy-11-scaled.jpg 2560w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_5innovation_บทความกสศ-thumbnail-copy-11-300x157.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_5innovation_บทความกสศ-thumbnail-copy-11-1400x735.jpg 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_5innovation_บทความกสศ-thumbnail-copy-11-768x403.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_5innovation_บทความกสศ-thumbnail-copy-11-1536x806.jpg 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_5innovation_บทความกสศ-thumbnail-copy-11-2048x1075.jpg 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_5innovation_บทความกสศ-thumbnail-copy-11-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 2560px) 100vw, 2560px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การมีข้อมูลและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพเป็นเครื่องมือสำคัญในการวางแผนตลอดจนการออกมาตรการ หรือนโยบายในระดับองค์กรเมือง หรือแม้แต่นโยบายระดับประเทศ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างในประเทศไทย เช่น “พิมพ์เขียวการศึกษา” เทศบาลนครภูเก็ต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยเริ่มจากปัญหาที่พบคือ เทศบาลนครภูเก็ตเป็นพื้นที่ซึ่งมีปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาสูง ขณะที่ครูและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขาดครื่องมือในการแจ้งเตือนการหลุดออกจากระบบ โดยสาเหตุของการหลุดออกจากระบบ คือ ขาดข้อมูล</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เทศบาลนครภูเก็ตมีแนวทางการแก้ไขปัญหาโดยร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และมหาวิทยาลัยนเรศวรจัดทำ “พิมพ์เขียวการศึกษา” ขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูลสารสนเทศ (Q-info) ใช้เก็บข้อมูลเพื่อติดตามนักเรียนเป็นรายบุคคลเพื่อประเมินความเสี่ยงในการออกจากโรงเรียนกลางคัน เพื่อทำให้ครูทราบและติดตามเด็กได้อย่างทันท่วงทีก่อนที่เด็กจะหลุดออกจากระบบ เช่น ออกเยี่ยมบ้าน หารือกับผู้ปกครอง ฯลฯ สุดท้าย ข้อมูลจาก Q-info สามารถวางแผนพัฒนานักเรียนตามศักยภาพ ความสนใจ และความถนัดของนักเรียนแต่ละคน ซึ่งผลการดำเนินงานดังกล่าวทำให้อัตราการขาดเรียนลดลงถึงร้อยละ 30 ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาดีขึ้นกว่าร้อยละ 50 </span><span style="font-weight: 400;">และลดค่าใช้จ่ายด้านเอกสารได้เกือบแสนบาทต่อปีต่อโรงเรียน </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><span style="font-weight: 400;">4. การสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม</span></h4>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-22633" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_5innovation_บทความกสศ-thumbnail-copy-12-scaled.jpg" alt="" width="2560" height="1345" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_5innovation_บทความกสศ-thumbnail-copy-12-scaled.jpg 2560w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_5innovation_บทความกสศ-thumbnail-copy-12-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_5innovation_บทความกสศ-thumbnail-copy-12-1400x735.jpg 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_5innovation_บทความกสศ-thumbnail-copy-12-768x403.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_5innovation_บทความกสศ-thumbnail-copy-12-1536x807.jpg 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_5innovation_บทความกสศ-thumbnail-copy-12-2048x1076.jpg 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_5innovation_บทความกสศ-thumbnail-copy-12-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 2560px) 100vw, 2560px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แนวทางปวงชนเพื่อการศึกษา (All for Education) คือแนวคิดที่ว่า ทุกภาคส่วนในสังคม หน่วยงาน องค์กรทุกระดับ โดยเฉพาะภาคเอกชนและภาคประชาสังคมมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งยวดในการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างในต่างประเทศ เช่น โครงการ Learning Passport  ซึ่งเป็นความร่วมมือขององค์การยูนิเซฟ บริษัทไมโครซอฟ และมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ที่พัฒนารูปแบบการศึกษาขั้นพื้นฐานผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ โดยออกแบบให้เหมาะสมกับเงื่อนไขและความต้องการเฉพาะสำหรับเด็กนอกระบบการศึกษา เพื่อให้เด็กที่มีความต้องการพิเศษมั่นใจได้ว่าเด็กเหล่านี้จะได้รับโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเสมอภาค </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แนวทางการจัดหลักสูตร</span></p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">อ้างอิงจากหลักสูตรกลางของประเทศที่เด็กอาศัยอยู่รวมกับการเรียนรู้ที่จำเป็นตามบริบทของพื้นที่</span></li>
<li>การจัดเนื้อหาและบทเรียนได้ รับการพัฒนาโดยมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์</li>
<li>การจัดการด้านเทคโนโลยี รับผิดชอบโดยบริษัทไมโครซอฟ</li>
<li>การสร้างบรรยากาศให้เหมาะสมกับการเรียนรู้ รับการจัดการโดยองค์การยูนิเซฟ</li>
<li>เมื่อมีการระบาดของ COVID-19 ยังร่วมกันเป็นช่องทางในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับ COVID-19 อีกด้วย</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4><span style="font-weight: 400;">5. การวิจัยและการประเมินผลเพื่อการพัฒนา (Research and Developmental Evaluation)</span></h4>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-22634" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_5innovation_บทความกสศ-thumbnail-copy-13-scaled.jpg" alt="" width="2560" height="1345" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_5innovation_บทความกสศ-thumbnail-copy-13-scaled.jpg 2560w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_5innovation_บทความกสศ-thumbnail-copy-13-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_5innovation_บทความกสศ-thumbnail-copy-13-1400x735.jpg 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_5innovation_บทความกสศ-thumbnail-copy-13-768x403.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_5innovation_บทความกสศ-thumbnail-copy-13-1536x807.jpg 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_5innovation_บทความกสศ-thumbnail-copy-13-2048x1076.jpg 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/EEF_thumbnail_5innovation_บทความกสศ-thumbnail-copy-13-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 2560px) 100vw, 2560px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้เชิงระบบและการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายบนหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-based Policy Recommendation) เพราะมาตรการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามักถูกออกแบบและนำไปสู่การปฏิบัติโดย ขาดหลักฐานทางวิชาการสนับสนุน ขาดกระบวนการประเมินที่เพียงพอ ทำให้งบประมาณด้านการศึกษาจำนวนมากถูกใช้ไปกับมาตรการที่ลงทุนมาแต่อาจจะได้ผลน้อยกว่าที่ควรจะเป็น นี่จึงเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปี 2562 ถูกมอบให้คณะนักเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัย MIT และ Harvard ที่ริเริ่มพัฒนากระบวนการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Approach) เพื่อค้นหามาตรการและนโยบายแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและความยากจนที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สุดท้ายแล้วจะเห็นได้ว่าการศึกษาที่ดี ไม่ใช่แค่เรื่องของโรงเรียนหรือนักเรียนอีกต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากแต่เป็นทุกภาคส่วนของสังคมที่ร่วมือกัน ที่มีส่วนช่วยให้ความเหลื่มล้ำทางการศึกษาหมดไปได้อย่างแท้จริง และคุณเองร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงภายใต้แนวคิด All for Education ได้แล้ววันนี้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ร่วมแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำให้การศึกษา<br />
กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong><span style="font-weight: 400;"><br />
</span><a href="https://www.eef.or.th/"><span style="font-weight: 400;">https://www.eef.or.th/</span></a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/knowledge-19-10-20/">5 นวัตกรรม ที่จะมาทำให้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาหายไป ภายใต้แนวคิด All for Education</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ.ตั้งใจใช้บทเรียนจากสาธารณสุข แก้เหลื่อมล้ำทางการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/88433-2/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=88433-2</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 19 Jan 2020 09:34:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล]]></category>
		<category><![CDATA[PISA]]></category>
		<category><![CDATA[Growth Mindset]]></category>
		<category><![CDATA[การสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา บทเรียนจากหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า]]></category>
		<category><![CDATA[Education for All]]></category>
		<category><![CDATA[นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิมิตรภาพบำบัด]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนนายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=10634</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ดร.ประสาร” ชี้ กสศ.ตั้งใจใช้บทเรียนจากสาธารณสุข แก้เหล [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/88433-2/">กสศ.ตั้งใจใช้บทเรียนจากสาธารณสุข แก้เหลื่อมล้ำทางการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="size-full wp-image-10635 aligncenter" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/01/78536.jpg" alt="" width="1567" height="1045" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/01/78536.jpg 1567w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/01/78536-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/01/78536-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/01/78536-1024x683.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/01/78536-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/01/78536-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1567px) 100vw, 1567px" /></p>
<blockquote><p><strong>“</strong><strong>ดร.ประสาร” ชี้ กสศ.ตั้งใจใช้บทเรียนจากสาธารณสุข แก้เหลื่อมล้ำทางการศึกษา เน้นงานวิจัยเชิงระบบ-นวัตกรรม-ภาคีเครือข่าย เพื่อค้นหา ช่วยเหลือ เด็กตกหล่นด้อยโอกาส สร้างเด็กช้างเผือก เพื่อก้าวพ้นความยากจน ระบุ รัฐลงทุนเพื่อความเสมอภาคฯ เท่ากับอุดหนุนสวัสดิการสังคม เสริมการเติบโตเศรษฐกิจประเทศ</strong></p></blockquote>
<p>ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวปาฐกถา <strong>หัวข้อ “การสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา บทเรียนจากหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” </strong>ในงานรำลึก ๑๒ ปี นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์  จัดโดย มูลนิธิมิตรภาพบำบัด (กองทุนนายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์) ที่โรงแรมทีเคพาเลซ ตอนหนึ่งระบุว่า ความสำเร็จของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงบริการทางสาธารณสุขที่เคยมี ระหว่างคนที่มีฐานะแตกต่างกันในการเข้าถึงบริการของรัฐ เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ประชาชนมีความสุข มีหลักประกันในชีวิตว่าจะไม่ต้องเป็นหนี้สินหรือล้มละลายจากค่าใช้จ่ายรักษายามป่วยไข้ และยังทำให้ประเทศไทยที่แม้จะเป็นประเทศกลุ่มรายได้ปานกลาง แต่ยังสามารถเป็นกรณีตัวอย่าง เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ ในความสำเร็จทำให้เกิดระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าขึ้นมาได้</p>
<pre style="text-align: center;"><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-10637" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/01/78390.jpg" alt="" width="1567" height="1045" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/01/78390.jpg 1567w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/01/78390-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/01/78390-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/01/78390-1024x683.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/01/78390-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/01/78390-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1567px) 100vw, 1567px" />ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร กสศ.</pre>
<p>ดร.ประสาร กล่าวว่า บริการภาคการศึกษา มีโครงสร้างพื้นฐาน ที่คล้ายคลึงกับโครงสร้างของภาคสาธารณสุข และประสบปัญหาหลายๆ  อย่างเหมือนกับระบบสาธารณสุข โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ยากไร้ ด้อยโอกาส เช่น ปัญหาการเข้าถึงโรงเรียนที่มีคุณภาพ ค่าใช้จ่ายทางการศึกษาที่สูงเกินระดับรายได้ครอบครัว การที่เด็กและเยาวชนต้องหลุดออกไปจากโรงเรียนก่อนเวลาอันสมควร ความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพระหว่างคนจนกับคนรวย เป็นต้น  แม้ว่าประเทศไทยได้ร่วมเป็นภาคีสหประชาชาติ ในการร่างปฏิญญาจอมเทียน เมื่อสามสิบปีที่แล้ว เพื่อเป็นการประกันว่าเด็กทุกคนจะได้รับการศึกษาอย่างถ้วนหน้า (Education for All) และในภาพรวมประเทศไทยมีนโยบายเพิ่มการเข้าถึงการศึกษาที่ดีพอสมควร แต่ยังมีเด็กกลุ่มหนึ่งที่ต้องหลุดออกนอกระบบการศึกษา เด็กที่เข้าไปเรียนแต่ไม่มีความพร้อม นักเรียนต้องหยุดเรียนเพื่อช่วยพ่อแม่ทำงาน เด็กที่ไม่มีอาหารมื้อเช้ากินก่อนเข้าเรียน</p>
<blockquote><p>“สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา พบว่า เด็กที่อยู่ในกลุ่มครอบครัวที่ยากไร้ที่สุดมีโอกาสได้เรียนต่อขั้นสูงกว่าการศึกษาระดับมัธยมปลายเพียง 5% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของครอบครัวทั่วไปที่สามารถส่งลูกเรียนต่อในระดับสูงกว่าชั้นมัธยมปลาย 35% ดังนั้นโอกาสที่เด็กที่มาจากครอบครัวกลุ่มยากไร้ที่สุดจะสามารถขยับตัวให้พ้นจากวงจรความยากจนโดยอาศัยการศึกษาจึงยิ่งเป็นไปได้ยาก”</p></blockquote>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-10638" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/01/78391.jpg" alt="" width="1567" height="1045" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/01/78391.jpg 1567w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/01/78391-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/01/78391-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/01/78391-1024x683.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/01/78391-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/01/78391-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1567px) 100vw, 1567px" /></p>
<p>ดร.ประสาร กล่าวว่า ข้อมูล PISA ปี 2018 พบว่าเด็กกลุ่มฐานะด้อยโอกาส มีความเสียเปรียบในทุกๆ ด้าน ทั้งในด้านผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ทัศนคติในชีวิต ความเชื่อที่ว่าชีวิตตนเองสามารถพัฒนาและเติบโตได้ (Growth Mindset) หรือแม้แต่การรังแก (Bullying) กัน ก็เกิดในกลุ่มที่ครอบครัวด้อยโอกาสมากที่สุด ข้อมูลล่าสุดจาก PISA ที่น่าเป็นห่วงคือสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำของการศึกษาภายในประเทศ ที่ประเทศไทยมีการแบ่งแยกโรงเรียนตามฐานะทางเศรษฐกิจของนักเรียนอยู่ในลำดับต้นๆ ของโลก เป็นรองแค่ประเทศในละตินอเมริกาแค่ไม่กี่ประเทศเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่ภาพที่น่ายินดีนัก  แต่มีเด็กไทยจำนวนหนึ่ง (ประมาณ 13%) มาจากครอบครัวที่ยากจน (ในกลุ่ม 25% ล่างสุดในสังคม) แต่สามารถทำคะแนน PISA ได้อยู่ในกลุ่มสูงสุด 25% ของประเทศ ซึ่งทาง PISA เรียกว่ากลุ่มเด็กช้างเผือก (หรือ Academic Resilient)  เด็กกลุ่มนี้แม้ฐานะยากจน แต่มีความพยายามสูง มีทัศนคติที่ดี มองโลกในแง่บวก มีพ่อแม่ที่แม้จะยากจนแต่ก็สนับสนุนการศึกษา ตัวเขาเองก็มีความหวังที่จะได้เรียนต่อจนจบการศึกษาขั้นสูงสุดเพื่อที่จะข้ามพ้นความจนของครอบครัวได้</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/88433-2/">กสศ.ตั้งใจใช้บทเรียนจากสาธารณสุข แก้เหลื่อมล้ำทางการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
