<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>เด็กนอกระบบการศึกษา | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Fri, 06 Mar 2026 14:40:15 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.10</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>เด็กนอกระบบการศึกษา | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>พม. – กสศ. ใช้ระบบ “พม. Smart” ยกระดับการค้นหา – ติดตามเด็กเปราะบาง หนุน Thailand Zero Dropout</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-060326/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=news-060326</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 06 Mar 2026 12:25:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กันตพงศ์ รังษีสว่าง]]></category>
		<category><![CDATA[บูรณาการฐานข้อมูล]]></category>
		<category><![CDATA[ค้นหาและติดตามเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบขอรับความช่วยเหลือ]]></category>
		<category><![CDATA[สวัสดิการเด็กปฐมวัย]]></category>
		<category><![CDATA[Care Plan]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรมดิจิทัลเพื่อสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand Zero Dropout]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กเปราะบาง]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กนอกระบบการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[อพม.]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=100411</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมปรินซ์ พาเลซ กรุงเทพฯ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-060326/">พม. – กสศ. ใช้ระบบ “พม. Smart” ยกระดับการค้นหา – ติดตามเด็กเปราะบาง หนุน Thailand Zero Dropout</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมปรินซ์ พาเลซ กรุงเทพฯ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดอบรมการใช้งานระบบ <strong>“พม. Smart”</strong> เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ (Thailand Zero Dropout) โดยมี <strong>นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์</strong> เป็นประธานเปิดการอบรม พร้อมด้วยผู้บริหารและบุคลากรด้านสังคมสงเคราะห์จากหน่วยงานในสังกัด พม. และผู้แทนจาก 77 จังหวัด รวมถึงผู้แทนจาก กสศ. เข้าร่วม</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" fetchpriority="high" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/0306_พม-กสศ.-01.jpg" alt="" class="wp-image-100412" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/0306_พม-กสศ.-01.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/0306_พม-กสศ.-01-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/0306_พม-กสศ.-01-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/0306_พม-กสศ.-01-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/0306_พม-กสศ.-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p><strong>นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง</strong> กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง พม. และ กสศ. ในการใช้ระบบ <strong>“พม. Smart”</strong> ซึ่งเป็นระบบขอรับความช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาทางสังคม ถือเป็นการบูรณาการการทำงานโดยใช้นวัตกรรมดิจิทัลเป็นเครื่องมือสำคัญ ช่วยให้การทำงานในพื้นที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาระบบดิจิทัลเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม</p>



<p>“ตัวเลขเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษากว่า 603,000 คน สะท้อนโจทย์สำคัญที่ทุกหน่วยงานต้องร่วมกันแก้ไข พม. จำเป็นต้องเข้าไปมีบทบาทในมิติด้านการศึกษา เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของมนุษย์ การใช้ระบบ พม. Smart จะช่วยให้เราทราบว่าเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษามีตัวตนอยู่ที่ไหน ชื่ออะไร และต้องการความช่วยเหลือแบบใด เพื่อให้สามารถวางแผนช่วยเหลือได้อย่างตรงจุด และร่วมกันขับเคลื่อนเป้าหมาย Thailand Zero Dropout ให้เกิดขึ้นจริง”</p>


<div class="gb-grid-wrapper gb-grid-wrapper-7ce5556c">
<div class="gb-grid-column gb-grid-column-e3a8ad1f"><div class="gb-container gb-container-e3a8ad1f">

<figure class="gb-block-image gb-block-image-8dbb36c4"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" class="gb-image gb-image-8dbb36c4" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/นายกันตพงศ์-รังษีสว่าง.jpg" alt="" title="นายกันตพงศ์-รังษีสว่าง" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/นายกันตพงศ์-รังษีสว่าง.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/นายกันตพงศ์-รังษีสว่าง-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/นายกันตพงศ์-รังษีสว่าง-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/นายกันตพงศ์-รังษีสว่าง-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/นายกันตพงศ์-รังษีสว่าง-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>

</div></div>

<div class="gb-grid-column gb-grid-column-e341fa5e"><div class="gb-container gb-container-e341fa5e">

<figure class="gb-block-image gb-block-image-fad63e8e"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" class="gb-image gb-image-fad63e8e" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/0306_พม-กสศ.-02.jpg" alt="" title="0306_พม-กสศ.-02" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/0306_พม-กสศ.-02.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/0306_พม-กสศ.-02-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/0306_พม-กสศ.-02-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/0306_พม-กสศ.-02-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/0306_พม-กสศ.-02-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>

</div></div>
</div>


<p>นายกันตพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การบันทึกข้อมูลเด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบางในระบบ พม. Smart มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อนและความล่าช้าจากการจัดส่งเอกสาร ทำให้การช่วยเหลือผู้ที่ประสบปัญหาทางสังคมเป็นไปอย่างรวดเร็วและทันเวลา อีกทั้งยังช่วยเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน และทำให้สามารถส่งต่อความช่วยเหลือในมิติต่าง ๆ ได้อย่างครบถ้วน</p>



<p>พร้อมกันนี้ พม. ยังให้ความสำคัญกับการดูแลเด็กปฐมวัย โดยตั้งเป้าไม่ให้เด็กอายุ 0–6 ปี หลุดจากระบบสวัสดิการพื้นฐาน เช่น การได้รับเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด รวมถึงการดูแลผู้พิการให้สามารถเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการที่พึงได้รับ อาทิ การมีบัตรประจำตัวคนพิการและการเข้าถึงชุดสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานโดยไม่ตกหล่น</p>



<figure class="wp-block-image size-full is-resized"><img decoding="async" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/ดร.ไกรยส-ภัทราวาท-02.jpg" alt="ดร.ไกรยส ภัทราวาท" class="wp-image-100417" style="aspect-ratio:1.5026362038664323;width:780px;height:auto" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/ดร.ไกรยส-ภัทราวาท-02.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/ดร.ไกรยส-ภัทราวาท-02-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/ดร.ไกรยส-ภัทราวาท-02-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/ดร.ไกรยส-ภัทราวาท-02-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/ดร.ไกรยส-ภัทราวาท-02-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p>ด้าน <strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> กล่าวว่า โครงการ <strong>Thailand Zero Dropout</strong> เป็นความร่วมมือระหว่าง กสศ. และหน่วยงานภาครัฐรวม 11 หน่วยงาน ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2567 เพื่อค้นหาและช่วยเหลือเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาอายุ 3–18 ปี ให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา หรือเข้าสู่รูปแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสม</p>



<p>ที่ผ่านมา กสศ. ได้ทำงานร่วมกับ พม. อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) เพื่อพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือเด็กและเยาวชนให้สามารถเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาอย่างเสมอภาค ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาระบบ <strong>พม. Smart</strong> ที่เปิดให้ประชากรกลุ่มเปราะบางสามารถขอรับความช่วยเหลือผ่านช่องทางออนไลน์ได้ตั้งแต่ปี 2565</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/0306_พม-กสศ.-03-1.jpg" alt="" class="wp-image-100419" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/0306_พม-กสศ.-03-1.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/0306_พม-กสศ.-03-1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/0306_พม-กสศ.-03-1-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/0306_พม-กสศ.-03-1-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/0306_พม-กสศ.-03-1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p>ข้อมูลในปี 2567 พบว่า การเชื่อมโยงฐานข้อมูล <strong>พม. Smart</strong> กับฐานข้อมูล <strong>Thailand Zero Dropout</strong> ทำให้พบเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาจำนวน <strong>7,322 คน</strong> จากครอบครัวที่ได้รับเงินสงเคราะห์เด็กในครอบครัวยากจน โดยเจ้าหน้าที่ พม. ได้ลงพื้นที่สำรวจและจัดทำแผนดูแลรายกรณี (Care Plan)&nbsp;</p>



<p>ในช่วงเดือนตุลาคม 2568 – มกราคม 2569 มีการสำรวจข้อมูลเด็กและเยาวชนจำนวน <strong>4,676 คน</strong> ส่งผลให้เด็กและเยาวชน <strong>482 คน</strong> ได้รับการสนับสนุนให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น หรือการพัฒนาทักษะอาชีพ</p>



<p>ขณะเดียวกัน ข้อมูลปี 2568 พบว่า การเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่าง พม. Smart กับฐานข้อมูล Thailand Zero Dropout ยังพบเด็กและเยาวชนอีก <strong>4,716 คน</strong> จากครอบครัวที่ได้รับความช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาทางสังคม และยังไม่มีชื่ออยู่ในระบบการศึกษา โดย กสศ. ได้สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเรียนและพัฒนาทักษะอาชีพ <strong>4,000 บาทต่อคน</strong> รวมถึงค่าดำเนินการ <strong>1,000 บาทต่อราย</strong> ให้แก่บุคลากร พม. ที่ทำหน้าที่สำรวจและจัดการรายกรณี</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/0306_พม-กสศ.-04.jpg" alt="" class="wp-image-100415" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/0306_พม-กสศ.-04.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/0306_พม-กสศ.-04-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/0306_พม-กสศ.-04-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/0306_พม-กสศ.-04-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/0306_พม-กสศ.-04-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p>นอกจากนี้ ในปีนี้ <strong>อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.)</strong> ซึ่งมีเครือข่ายอยู่ทั่วประเทศ จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการร่วมสำรวจ ค้นหา และช่วยเหลือเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาในระดับพื้นที่ สนับสนุนนโยบาย <strong>“พม. ใกล้คุณ”</strong> ที่มุ่งให้การช่วยเหลือประชาชนเข้าถึงได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็วดร.ไกรยส กล่าวว่า การอบรมในครั้งนี้จะช่วยสนับสนุนการใช้นวัตกรรมระบบ <strong>พม. Smart</strong> ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ช่วยลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน ทำให้สามารถค้นหา ติดตาม และวางแผนดูแลช่วยเหลือเด็กและเยาวชนได้อย่างรวดเร็ว ผ่านการทำงานบนระบบข้อมูลเดียวที่เชื่อมโยงการช่วยเหลือได้ครบทุกมิติ รวมถึงมิติด้านการศึกษา</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-060326/">พม. – กสศ. ใช้ระบบ “พม. Smart” ยกระดับการค้นหา – ติดตามเด็กเปราะบาง หนุน Thailand Zero Dropout</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ครั้งแรกของ ‘ทีมเด็กนอกระบบการศึกษา’ ในสนามฟุตบอล 7 สี เพราะโอกาส…ต้องไปถึงเด็กทุกคนอย่างเสมอภาค</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-101125/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=article-101125</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 10 Nov 2025 07:27:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กนอกระบบการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ลำปางหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุตบอล 7 สี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=97425</guid>

					<description><![CDATA[<p>ทำไม “ฟุตบอล 7 สี” จึงสำคัญ ? ที่ผ่านมารายการ “ฟุตบอล 7 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-101125/">ครั้งแรกของ ‘ทีมเด็กนอกระบบการศึกษา’ ในสนามฟุตบอล 7 สี เพราะโอกาส…ต้องไปถึงเด็กทุกคนอย่างเสมอภาค</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h3 class="wp-block-heading"><strong>ทำไม “ฟุตบอล 7 สี” จึงสำคัญ ?</strong></h3>



<p>ที่ผ่านมารายการ “ฟุตบอล 7 สี” เป็นเวทีสำหรับเด็กในระบบโรงเรียน<br>แต่ครั้งนี้…เป็น <strong>ครั้งแรกที่เด็กนอกระบบการศึกษา<br></strong>ได้ก้าวขึ้นสนามเดียวกันบนมาตรฐานระดับประเทศ</p>



<p>กสศ. และภาคีเครือข่ายเห็นว่าฟุตบอล 7 สี<br>คือพื้นที่ที่สามารถ “เชื่อมโอกาส” ให้เด็กทั่วประเทศได้จริง<br>โดยเฉพาะเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา ขาดแคลนโอกาสและอยู่ในพื้นที่ห่างไกล&nbsp;ที่ไม่เคยสัมผัสการแข่งขันระดับประเทศ</p>



<p>การลงแข่งนัดพิเศษครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเกมฟุตบอล<br>แต่คือสัญลักษณ์ว่าเด็กทุกคน—ไม่ว่ามาจากเส้นทางไหน—ควรมีสิทธิ์เข้าถึงโอกาสอย่างเสมอภาค</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2f6ac6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/1110_ทีมเด็กนอกระบบการศึกษา-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>ประเทศไทยยังมีเด็กและเยาวชนมากกว่า 1 ล้านคน ที่หลุดจากระบบการศึกษา</strong></h3>



<p>และอีกกว่า <strong>1.3 ล้านคน</strong> ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงหลุดออกจากระบบ<br>กสศ. และภาคีเครือข่ายทั่วประเทศจึงร่วมกันสร้าง “สนามแห่งโอกาส”<br>เพื่อให้เด็กทุกคน—ไม่ว่าจะอยู่ในโรงเรียนหรือนอกโรงเรียน—ยังมีพื้นที่เรียนรู้ เติบโต และค้นพบศักยภาพของตนเอง</p>



<p>หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือ <strong>กีฬา ดนตรี และศิลปะ</strong><br>โดยเฉพาะ “ฟุตบอล” ที่ไม่ใช่เพียงการแข่งขัน<br>แต่เป็นพื้นที่เรียนรู้ทักษะชีวิต วินัย ความรับผิดชอบ การทำงานเป็นทีม และการเห็นคุณค่าของตัวเองอีกครั้ง</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จากสนามเล็กในชุมชน…สู่เวทีระดับประเทศ</strong></h3>



<p>ทีมฟุตบอลเยาวชน กสศ. มาจากพื้นที่เทศบาลตำบลลำปางหลวง จังหวัดลำปาง นำโดย คุณหมอตุ้ย สันติพงษ์ ศิลปสมบูรณ์&nbsp;แกนนำเครือข่าย กสศ. ผู้เปลี่ยนสนามฟุตบอลให้กลายเป็น “ห้องเรียนชีวิต”ที่เด็กทุกคน&nbsp;ไม่ว่าจะยังเรียน เสี่ยงหลุด หรือหลุดไปแล้ว&nbsp;ได้กลับมาเรียนรู้ เติบโต และเชื่อในตัวเองอีกครั้ง</p>



<p>พวกเขาฝึกซ้อมกันทุกวันที่สนามเล็ก ๆ ของชุมชน<br>ท่ามกลางข้อจำกัดด้านอุปกรณ์และทรัพยากร<br>แต่สิ่งที่มีอยู่เต็มสนามคือความตั้งใจ แรงบันดาลใจ และการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนในพื้นที่—<br>ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม</p>



<figure class="wp-block-gallery has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex">
<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="97428" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/1110_ทีมเด็กนอกระบบการศึกษา-03.jpg" alt="" class="wp-image-97428" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/1110_ทีมเด็กนอกระบบการศึกษา-03.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/1110_ทีมเด็กนอกระบบการศึกษา-03-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/1110_ทีมเด็กนอกระบบการศึกษา-03-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/1110_ทีมเด็กนอกระบบการศึกษา-03-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/1110_ทีมเด็กนอกระบบการศึกษา-03-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="97426" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/1110_ทีมเด็กนอกระบบการศึกษา-01.jpg" alt="" class="wp-image-97426" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/1110_ทีมเด็กนอกระบบการศึกษา-01.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/1110_ทีมเด็กนอกระบบการศึกษา-01-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/1110_ทีมเด็กนอกระบบการศึกษา-01-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/1110_ทีมเด็กนอกระบบการศึกษา-01-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/1110_ทีมเด็กนอกระบบการศึกษา-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>
</figure>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>บทบาทของ กสศ. ต่อเด็กกลุ่มลำปางหลวง</strong></h3>



<p>กสศ.ร่วมกับ เทศบาลตำบลลำปางหลวง ร่วมกับทำงานแบบรอบด้าน ได้แก่</p>



<ul>
<li style="font-size:16px"><strong>คัดกรองและติดตามเด็กหลุดจากระบบ</strong> ผ่านระบบข้อมูล และการทำงานเชิงรุกกับชุมชน &#8211; โรงเรียน</li>



<li style="font-size:16px"><strong>ทำงานร่วมกับผู้นำชุมชน</strong> ศูนย์การเรียน CYF เพื่อพาเด็กๆกลับเข้าสู่การเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ชีวิต เช่น Mobile School / ศูนย์การเรียน / การเรียนรู้แบบยืดหยุ่น</li>



<li style="font-size:16px"><strong>สนับสนุนกิจกรรมกีฬา</strong>เพื่อสร้างแรงจูงใจและทักษะพื้นฐานทางสังคม</li>



<li style="font-size:16px"><strong>เสริมทรัพยากรพื้นฐาน</strong> เช่น อุปกรณ์การฝึกซ้อม การฝึกฝน การเก็บตัว เบี้ยเลี้ยงสำหรับโค้ชอาสา&nbsp;&nbsp;</li>



<li style="font-size:16px"><strong>ประสานภาคีในพื้นที่</strong> รัฐ–เอกชน–ประชาสังคม ร่วมสนับสนุน</li>



<li style="font-size:16px"><strong>ติดตามเป็นรายบุคคล</strong> เพื่อให้แน่ใจว่าเด็กทุกคนไม่หลุดซ้ำ และมีเส้นทางการเรียนรู้ต่อเนื่อง</li>
</ul>



<p><strong>การสนับสนุนเชิงระบบและเชิงพื้นที่เช่นนี้ ทำให้ทีมลำปางหลวงไม่ใช่เพียง “ทีมฟุตบอล”แต่เป็นตัวอย่างของการใช้กีฬาเป็น “สะพานเชื่อมเด็กกลับเข้าสู่โอกาสการศึกษา”</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9d37c1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/1110_ทีมเด็กนอกระบบการศึกษา-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>แม้น้อง ๆ จะพ่ายแพ้ให้กับ ‘ทีมตัวตึง กระแสดัง แชมป์กีฬา 7 HD’ ไป 0 ต่อ 2&nbsp;ในฟุตบอลนัดพิเศษ แต่ทุกคนได้ลงไปพิสูจน์ให้เห็นว่า พวกเขาพาหัวใจลงไปวิ่งเต็มที่ ตลอดเวลาที่อยู่ในสนาม แม้สุดท้ายจะทำไม่สำเร็จ&nbsp;แต่ประสบการณ์จากสนามคือสิ่งที่น้อง ๆ จะนำไปพัฒนาต่อยอดเสริมความแข็งแกร่งของทีมเพื่อก้าวต่อไปทุกสนามในอนาคต</p>



<p><strong>“ฟุตบอลมันสอนเราครับ ว่าถ้าอยากชนะก็ต้องลุกขึ้นให้ได้ทุกครั้งที่แพ้” หนึ่งในบทเรียนที่ ‘อิ๊กคิว’ วรภพ กาเตจ๊ะ และเพื่อนๆได้เรียนรู้จากประสบการณ์แข่งฟุตบอลครั้งนี้</strong></p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>มากกว่าการแข่งขัน คือการขยายขอบเขตของโอกาส</strong></h3>



<p>เด็กหลายคนยังขาดอุปกรณ์กีฬา พื้นที่ฝึกซ้อม และทรัพยากรในการพัฒนา<br>และยังมีอีกหลายชุมชนทั่วประเทศที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน</p>



<p>แต่การได้ลงสนามฟุตบอล 7 สี<br>กลายเป็น “จุดประกายสำคัญ” ที่ทำให้สังคมหันมาเห็นร่วมกันว่า<br><strong>ถ้าเราเปิดพื้นที่ให้เด็กได้ลอง ได้ฝึก และได้แสดงออก—<br>พวกเขาสามารถเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพไม่ต่างจากใคร</strong></p>



<p>การแข่งขันครั้งนี้จึงเป็นพลังเล็ก ๆ<br>ที่ช่วยให้เด็กนอกระบบและเด็กในโรงเรียนห่างไกลเห็นเส้นทางใหม่ในชีวิต<br>และทำให้ทุกพื้นที่หันกลับมาตั้งคำถามสำคัญว่า</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6f8d3c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/1110_ทีมเด็กนอกระบบการศึกษา-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>“เราจะทำให้โอกาสเป็นของเด็กทุกคน…ได้อย่างไร?”</strong></h3>



<p>กสศ. จะเดินหน้าทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน<br>เพื่อสร้างระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่น เข้าถึงได้ และตอบโจทย์ความแตกต่างของเด็กแต่ละกลุ่ม<br>เพราะโอกาสที่ดี…ควรไปถึงเด็กทุกคนอย่างแท้จริง<br>ไม่ว่าเขาจะอยู่ในโรงเรียน หรืออยู่นอกเส้นทางเดิมของระบบก็ตาม</p>



<p><strong>กสศ.ขอบคุณ ฟุตบอลนักเรียน 7 คน แชมป์กีฬา 7 HD 2025 และทีมไทยรัฐ สปอต ที่ร่วมสร้างโอกาสให้กับเด็กๆอย่างเสมอภาค</strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-101125/">ครั้งแรกของ ‘ทีมเด็กนอกระบบการศึกษา’ ในสนามฟุตบอล 7 สี เพราะโอกาส…ต้องไปถึงเด็กทุกคนอย่างเสมอภาค</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Thailand Zero Dropout พาเด็กเข้าระบบการศึกษาได้แล้ว 3 แสนคน ปี 68 ลุยดึงเด็กนอกระบบ 9 แสนคน กลับสู่การเรียนรู้ที่ทุกคนเลือกเอง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-070125/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=news-070125</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 07 Jan 2025 12:49:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อมวลชน]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand Zero Dropout]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กนอกระบบการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=89440</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2568 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-070125/">Thailand Zero Dropout พาเด็กเข้าระบบการศึกษาได้แล้ว 3 แสนคน ปี 68 ลุยดึงเด็กนอกระบบ 9 แสนคน กลับสู่การเรียนรู้ที่ทุกคนเลือกเอง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2568 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดสัมมนาพิเศษหัวข้อ “Exclusive Seminar ถอดรหัสการช่วยเหลือเด็กนอกระบบ ข้อค้นพบจากชีวิตจริงและปมปัญหาที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันแก้” </strong>โดยเชิญสื่อมวลชนและผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา รับฟังการนำเสนอข้อค้นพบจากชีวิตจริงและปมปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษาจากประสบการณ์ทำงาน Thailand Zero Dropout ในปีที่ผ่านมาของ กสศ. และภาคีเครือข่าย เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นผลและยั่งยืนในปี 2568&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-79e14b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ. </strong>กล่าวถึงความคืบหน้าสำคัญของนโยบาย Thailand Zero Dropout ว่า “เพราะมอง หาจึงมองเห็น” โดยในปี 2567 สามารถติดตามเด็กเยาวชนกลับเข้าสู่เส้นทางการศึกษาเรียนรู้ได้แล้ว 304,082 คน จากจำนวนเด็กและเยาวชนที่ไม่มีรายชื่อในระบบการศึกษา 1,025,514 คน&nbsp;</p>



<p>ล่าสุดข้อมูล ณ เดือนธันวาคม 2567 ยังมีเด็กและเยาวชนที่ไม่มีรายชื่อในระบบการศึกษาจำนวนทั้งสิ้น 982,304 คน แบ่งเป็นช่วงวัยก่อนการศึกษาภาคบังคับ 279,296 คน อยู่ระหว่างการศึกษาภาคบังคับ 387,591 คน และหลังการศึกษาภาคบังคับ 315,417 คน&nbsp; โดยพบว่าในระหว่างปีการศึกษา มีการขยับเข้า-ออกระบบการศึกษาของเด็กเยาวชนอยู่ตลอดเวลา ทั้งกลุ่มที่หลุดออกไปแล้วได้กลับมาเรียน กลุ่มที่อายุเข้าสู่วัยเรียนแต่ยังไม่ได้เข้าเรียน และกลุ่มที่หลุดจากระบบการศึกษาออกมาเพิ่มด้วยสาเหตุต่าง ๆ ดังนั้นทิศทางการทำงานเรื่องเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษาจึงต้องทำให้เกิดการรับรู้และมีความเข้าใจจากสังคมในการสร้างโอกาสเข้าถึงการศึกษา ทางเลือกพัฒนาตนเองและเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ ตลอดจนหาทางป้องกันไม่ให้มีเด็กหลุดออกจากเส้นทางการศึกษากลางทาง ซึ่งเป็นมิติปัญหาที่มีความเปราะบาง ซับซ้อน</p>



<p><strong>“กสศ. และภาคีมีข้อสรุปว่าการจะทำงานให้ลุล่วงได้ จำเป็นต้องมีสองสิ่งดำเนินไปควบคู่กัน หนึ่งคือใช้การระดมสมองเพื่อจัดการ และสองคือใช้หัวใจเพื่อทำความเข้าใจเด็ก ๆ เพราะหากมองตัวเลขเป็นตัวตั้ง แล้วใช้เพียงการจัดการโดยไม่เอาหัวใจลงไปจับกับสถานการณ์ที่เด็กเผชิญอยู่ เราจะไม่มีหนทางเลยที่จะทำให้เด็กเยาวชนทุกคนเข้าสู่การเรียนรู้ที่เหมาะสมกับบริบทชีวิตของแต่ละคนได้จริง ๆ”</strong></p>



<figure class="wp-block-gallery has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-3 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex">
<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="89444" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/2.jpg" alt="" class="wp-image-89444" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/2.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/2-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/2-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/2-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/2-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="89445" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/3.jpg" alt="" class="wp-image-89445" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/3.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/3-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/3-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/3-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/3-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>
</figure>



<figure class="wp-block-gallery has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-5 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex">
<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="89446" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/4.jpg" alt="" class="wp-image-89446" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/4.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/4-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/4-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/4-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/4-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="89447" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/5.jpg" alt="" class="wp-image-89447" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/5.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/5-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/5-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/5-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/5-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>
</figure>



<figure class="wp-block-gallery has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-7 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex">
<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="89448" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/6.jpg" alt="" class="wp-image-89448" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/6.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/6-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/6-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/6-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/6-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="89449" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/7.jpg" alt="" class="wp-image-89449" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/7.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/7-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/7-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/7-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/7-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>
</figure>



<p></p>



<p><strong>ผู้จัดการ กสศ. </strong>นำเสนอแนวโน้มโครงสร้างประชากรที่ประมาณการณ์ได้ว่า ในอนาคตอันใกล้ประเทศไทยจะมีประชากรส่วนใหญ่ของประเทศเป็นกลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่มีรายได้ ดังนั้นเด็กทุกคนในวันนี้จึงเป็นทรัพยากรทรงคุณค่า ที่ไม่อาจปล่อยให้ใครแม้แต่คนเดียวเข้าไม่ถึงโอกาสการเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอีกต่อไป&nbsp;</p>



<p>ขณะที่องค์การยูเนสโกประเมินว่าหากประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมาย Thailand Zero Dropout ได้สำเร็จ จะช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ถึงปีละ 1.7% ของ GDP ซึ่งตัวเลขนี้มากกว่าค่าเฉลี่ยการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ประเมินไว้ในอีกสิบปีข้างหน้า ดังนั้นการแก้ไขการพัฒนาทุนมนุษย์ให้กลับเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้ คือกุญแจดอกสำคัญของ ‘การตัดวงจรส่งต่อความยากจนข้ามรุ่น’ ที่จะพาประเทศไทยออกจากกับดักรายได้ปานกลางไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูงในประชากรรุ่นนี้</p>



<p>“กลไกสำคัญของมาตรการ Thailand Zero Dropout คือการทำงานเชิงพื้นที่ (Area Based) โดยจำนวนเด็กนอกระบบในภาพรวมของประเทศอยู่ที่ราวร้อยละ 1-2 ของแต่ละจังหวัด และจะมีจำนวนที่เยอะเป็นพิเศษในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ ซึ่งในกระบวนการทำงานแล้ว เมื่อพบตัวเลขของเด็กเยาวชนนอกระบบ จะมีการส่งข้อมูลไปยังทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อเริ่มสำรวจค้นหาเชื่อมโยงตัวตน ก่อนไปถึงกระบวนการดูแลช่วยเหลือและส่งต่อสู่เส้นทางการเรียนรู้ ซึ่งในการส่งต่อเมื่อพบตัวเด็กแล้วส่วนกลางเพียงฝ่ายเดียวไม่สามารถทำได้ แต่ต้องทำให้มีการบูรณาการงานระดับตำบล อำเภอ และจังหวัด เพื่อบรรลุเป้าหมายในระดับพื้นที่ก่อนจะไปถึงภาพรวมระดับประเทศ โดยการทำงานเชิงพื้นที่จะมี Case Manager หรือ ‘ผู้ดูแลรายกรณี’ ซึ่งเป็นกลไกอาสาสมัครท้องถิ่นที่เมื่อเจอเด็กแล้วพบว่ามีความพร้อม ก็จะพากลับสู่การเรียนรู้ทันที ส่วนในกลุ่มที่ยังไม่พร้อม กลไกจังหวัดจะมีการดูแลฟื้นฟูรายกรณีเพื่อเตรียมความพร้อมต่อไป โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา คณะทำงาน Thailand Zero Dropout ได้ Kick Off ปูพรมทำงานไปแล้วใน 25 จังหวัด&nbsp;</p>



<p>“อีกประการหนึ่งที่จะช่วยผลักดันให้มาตรการ Thailand Zero Dropout เป็นไปได้ คือการปรับระบบการศึกษาให้ยืดหยุ่น โดยเปิดกว้างจากห้องเรียนสี่เหลี่ยมแบบเดิม ไปเป็นการเรียนรู้ที่ทำได้ในทุกที่ทุกเวลา (Anytime Anywhere) เพราะในโลกปัจจุบันและอนาคตข้างหน้า การจัดการเรียนรู้ที่เอื้อต่อความหลากหลาย และตอบสนองต่อศักยภาพอันแตกต่างของเด็กแต่ละคนทั้งด้านวิชาการ วิชาชีพ รวมถึงทักษะงานสร้างสรรค์ต่าง ๆ จะเป็นรากฐานที่ช่วยให้เด็กทุกคนเข้าถึงการเรียนรู้ และสามารถคงอยู่บนเส้นทางต่อไปได้ในระยะยาว โดยเด็กเยาวชนรุ่นนี้จะถือเป็นผู้นำความเปลี่ยนแปลงของการจัดศึกษาที่โอบรับความหลากหลาย และ หมายถึงว่าต่อไปนี้เราจะทำให้การจัดการเรียนรู้ผ่านโทรศัพท์มือถือ ผ่านสถานประกอบการ ผ่านศูนย์การเรียนในท้องถิ่นของตน หรือผ่านรูปแบบการจัดการศึกษาอื่น ๆ กลายเป็น ‘การศึกษาทางเลือก’ สำหรับคนที่ไม่พร้อมเรียนรู้ในโรงเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหน หรือระบบการศึกษาไทยจะยืดหยุ่นและปรับตัวรองรับอนาคตได้อย่างไร ซึ่งนี่คือคำถามสำคัญในปี 2568 นี้</p>



<p>&nbsp;“ขณะเดียวกันด้วยนวัตกรรมการศึกษาใหม่ ๆ เช่น 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ หรือการเรียนผ่านศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 ก็จะทำให้สถานศึกษาหรือโรงเรียนสามารถปรับเปลี่ยนสถานะเป็น ‘ฐานปล่อย’ ที่จะพาให้เด็กคนหนึ่งเจอเส้นทางเชื่อมต่อที่ตรงกับความถนัด ความสนใจ เช่นการเรียนทักษะอาชีพในสถานประกอบการเพื่อเก็บหน่วยกิตในลักษณะ Cadit Bank แล้วนำความรู้ประสบการณ์กลับมารับวุฒิการศึกษาที่โรงเรียนได้ และนี่คือหนึ่งรูปแบบการศึกษาที่เอื้อต่อเด็กทุกคน ฉะนั้นจะเห็นว่าหากตัว ‘ระบบ’ ไม่ปรับเปลี่ยนให้ยืดหยุ่น แม้เราจะพบตัวเด็กที่หลุดออกไปและพากลับมาได้ แต่สุดท้ายถ้าการเรียนรู้นั้นไม่รองรับความหลากหลาย ปลายทางที่จะเกิดขึ้นคือเราจะเห็นเด็กหลุดจากระบบออกไปอีกครั้ง เนื่องจาก ‘โรงเรียน’ ไม่อาจตอบสนองต่อบริบทชีวิตและเส้นทางที่แต่ละคนต้องการจะมุ่งไปได้” ผู้จัดการ กสศ. กล่าว&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-32e3b6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/8.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.ลือชัย ศรีเงินยวง</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รศ.ดร.ลือชัย ศรีเงินยวง อนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาเยาวชนและแรงงานนอกระบบ กสศ. </strong>กล่าวว่า การดูแลเด็กนอกระบบการศึกษา คือการพยายามค้นหาความจริงเพื่อให้สังคมมองเห็นปัญหาอย่างรอบคอบ มองเห็นทุกมิติว่าการทำงานเรื่องเด็กเยาวชนนอกระบบเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและมีข้อจำกัดในการเข้าถึงเพื่อแก้ไขปัญหา&nbsp;</p>



<p>“เราไม่สามารถมองปัญหาแบบแยกส่วนโดยมองเป็นเส้นตรง แต่จำเป็นต้องมองให้เห็นบริบทอื่น ๆ ของตัวเด็ก โดยเฉพาะองค์ประกอบชีวิต&nbsp; สังคม หรือสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก โดยเชื่อมโยงไปถึงรากของปัญหาที่เด็กกลุ่มนี้กำลังเผชิญอยู่ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็กกลุ่มนี้คือสิ่งที่เปรียบได้กับพื้นที่ป่า ซึ่งสังคมมักจะรับรู้เพียงภาพภายนอกหรือภาพรวม แต่มองไม่เห็นรายละเอียดว่าเบื้องหลังผืนป่ามีอะไรซุกซ่อนอยู่ ซึ่งเป็นรากฐานที่ลึกไปกว่าพฤติกรรมที่ปรากฏให้เห็นในข่าว&nbsp;</p>



<p>“ดังนั้นโจทย์การนำเสนอจึงต้องมองว่าจะทำอย่างไรในการสื่อสารให้เห็นถึงสิ่งที่อยู่ลึกกว่าระดับผิวหน้า หรือทำอย่างไรจึงจะเสนอเรื่องราวของเด็กโดยเปิดให้เห็นความซับซ้อนและลึกซึ้งกว่าเพียงประเด็นดราม่า เพราะชีวิตของเด็กคือภาพสะท้อนจากท่าทีของผู้ใหญ่ มีที่มาที่ไป และต้องยอมรับว่าส่วนใหญ่แล้วเป็นปัญหาที่เป็นความจริงเชิงประสบการณ์ และความจริงเชิงสังคมที่ยากจะถ่ายทอดให้สังคมเข้าใจโดยไม่เข้าไปตัดสิน และเข้าใจได้ว่ามนุษย์แต่ละคนต่างมี Trauma หรือ ‘ปมบาดแผลทางใจ’ ที่ส่งผลกระทบทางด้านอารมณ์ ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้งระเบิดเวลา หรือในทางกลับกันก็สามารถเป็นทรัพยากรมนุษย์ซึ่งพัฒนามาเป็นอนาคตของสังคมได้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-892b1d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/9.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7b8f1f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/10.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รศ.ดร.ลือชัย</strong> ขยายความว่า สังคมส่วนใหญ่มักมองปัญหาเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษาในระดับจุลภาคหรือเชิงปัจเจก มากกว่าจะทำความเข้าใจว่าคือ ‘บทเรียน’ ที่สังคมต้องเรียนรู้ร่วมกัน เพราะเมื่อลงลึกในรายละเอียด เด็กเยาวชนเหล่านี้ล้วนมาจากวงจรครอบครัวที่ล้มเหลว ส่งผลให้ตัวเด็กไม่มีความสุขหรือเห็นคุณค่าในการเรียน นำไปสู่ปัญหาการคบเพื่อน การมีคู่ช่วงวัยเรียน ปัญหาตั้งครรภ์ หรือกระทั่งการก้าวเข้าไปเกี่ยวข้องกับสารเสพติด ฯลฯ การจะแก้ปัญหาของเด็กกลุ่มนี้จึงไม่อาจนิยามเป้าหมายหรือคำตอบของชีวิตโดยใช้มุมมองหรือมาตรวัดเดียวกับเด็กกลุ่มอื่น ๆ&nbsp;</p>



<p>“การแก้ปัญหานี้อย่างยั่งยืน คือการออกแบบกระบวนการช่วยเหลือประคับประคองให้เด็กกลุ่มนี้ก้าวข้ามช่วงชีวิต และได้รับโอกาสเรียนรู้และพัฒนาตนเอง เริ่มจากสร้างกระบวนการค้นหา-เข้าถึง โดยมีกลไกเชิงพื้นที่ที่เชื่อมโยงเครือข่ายในการค้นหาตัวเด็ก เพราะลำพังหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งไม่สามารถทำได้ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงต้องร่วมกันสร้างระบบนิเวศใหม่ เป็นพื้นที่ที่เด็กรู้สึกปลอดภัย และเป็นพื้นที่เรียนรู้ที่เข้าถึงได้โดยไม่มีเงื่อนไข ปราศจากการตีตราตัดสินและเลือกปฏิบัติ รวมถึงมีระบบการศึกษาที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการที่จำเป็นและหลากหลาย”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7beb7f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/11.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">คุณทรงวุฒิ อัศวพฤกษชาติ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>คุณทรงวุฒิ อัศวพฤกษชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเด็กนอกระบบ กสศ. </strong>กล่าวถึงความซับซ้อนของการทำงานกับเยาวชนนอกระบบการศึกษา ว่า ‘หัวใจหลักคือการสร้างความคุ้นเคยไว้ใจ’ เพื่อให้เกิดการเปิดใจระหว่างกัน ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นที่คณะทำงานต้องปรับทัศนคติ นอกจากนั้นยังต้องพร้อมทุ่มเทเวลาเป็นต้นทุนสำคัญ เพราะ “คนทำงานกับเด็กเยาวชนซึ่งไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา ต้องเข้าใจก่อนว่าการที่น้อง ๆ แต่ละคนมีบริบทปัญหาที่แตกต่าง หลายคนจึงมีบาดแผลทางจิตใจที่รุนแรง ฉะนั้นท่าทีการเข้าหาเด็ก ๆ จึงเป็นประเด็นแรกสุดที่ต้องคำนึงถึง&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“ด้วยประสบการณ์ชีวิต น้อง ๆ กลุ่มนี้จะมีทักษะประเมินคนที่เข้าหาสูง ตั้งแต่การแสดงออกของท่าทาง สายตา หรือคำพูดที่เลือกใช้ ซึ่งล้วนมีความหมายต่อการสร้างความเชื่อใจไว้ใจ และจะเป็นกุญแจสำคัญของการเข้าถึงสิ่งที่อยู่ในใจเด็ก โดย ‘ท่าทีการเข้าหา’ จะเป็นสิ่งที่ ‘สะท้อนไปถึงวิธีคิด’ ของคณะทำงาน ฉะนั้นเราจึงไม่อาจเปิดประตูไปสู่เด็ก ๆ ได้ หากไม่มีทัศนคติที่เปิดกว้างยอมรับ และไม่ใช้การตีตราตัดสินเด็กคนใดคนหนึ่งจากเพียงลักษณะทางกายภาพหรือภาษาที่ใช้สื่อสาร คือถ้าเปิดใจมองและเคารพว่าเด็กทุกคนคือมนุษย์คนหนึ่ง เราจะมองผ่านความไม่พึงประสงค์ทั้งหมดนั้นไปได้ แล้วเมื่อนั้น ‘การก่อร่างความสัมพันธ์’ จึงเกิดขึ้น และพาต่อไปถึง ‘การสื่อสาร’ ในลำดับถัดไป</p>



<p>“สำคัญเลยคือต้องทำให้เด็กรู้สึกว่าเราไม่ได้มาตักตวงผลประโยชน์จากเขา แต่เป็นแค่การมาไถ่ถาม มาทำความรู้จัก มาแลกเปลี่ยนความคิดและเรียนรู้ชีวิตประจำวัน จากนั้นจึงค่อย ๆ สื่อสารจากภายนอกไปถึงภายใน แล้วเมื่อไหร่ที่หัวข้อสนทนาเรื่องทั่ว ๆ ไปราบรื่นไม่สะดุด เมื่อนั้นเองถึงเป็นสัญญาณว่าเด็กพร้อมมากขึ้น ที่จะเปิดใจให้เราเข้าถึงเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ภายในตัวเขา ซึ่งจากจุดนี้ก็ต้องใช้เวลาทำความคุ้นเคยต่อไป เพื่อรับฟังปัญหาและดูแลช่วยเหลือ แล้วท้ายสุดถึงเป็นการหาทางเชื่อมโยงน้อง ๆ มาสู่โลกของการเรียนรู้ ในทางกลับกันหากการทำงานกับเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษาเริ่มต้นจากการตีตราตัดสิน หรือไม่ได้ใช้เวลาลงไปคลุกคลีเพียงพอ การทำงานนั้นอาจเป็นการตอกย้ำบาดแผล และจะยิ่งทำให้ช่องว่างของโอกาสในการดึงเด็กมาสู่การเรียนรู้ถ่างกว้างออกไปยิ่งขึ้น” ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเด็กนอกระบบ กสศ. กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-de8d51"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/12.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">คุณนเรศ สงเคราะห์สุข</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>คุณนเรศ สงเคราะห์สุข รองผู้จัดการโครงการพัฒนาการเรียนรู้สำหรับเยาวชนนอกระบบการศึกษา กสศ.</strong>&nbsp; กล่าวว่า สิ่งสำคัญในการทำงานกับกลุ่มเยาวชนนอกระบบการศึกษา คือการปรับรูปแบบการทำงานให้ยืดหยุ่นเพียงพอเพื่อเข้าถึงตัวเด็กได้มากที่สุด และต้องตระหนักถึงความแตกต่างเชิงพื้นที่และมิติปัญหารายบุคคล และมองถึงการสร้างระบบดูแลต่อเนื่อง</p>



<p>“เราต้องออกแบบสังคมที่รองรับเด็กทุกคน มีพื้นที่ปลอดภัยที่สามารถดูแลเด็กได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ดังนั้นแต่ละพื้นที่ แต่ละชุมชนจะต้องพยายามออกแบบแนวทางเฉพาะตัว โดยระบบนิเวศใหม่ที่จะถูกสร้างขึ้น เป็นโจทย์ที่คนทั้งชุมชนต้องร่วมกันเรียนรู้และสร้างไปด้วยกัน โดยอาจเริ่มจากการสร้างทัศนคติความเป็นเจ้าของร่วม และต้องชักชวนให้คนในชุมชนมาร่วมกันออกแบบโดยเห็นความเชื่อมโยงและความสำคัญ สำหรับการทำงานที่ผ่านมา เราได้เห็นโจทย์สำคัญว่า ทำอย่างไรที่จะสร้างกลไกให้เด็กเยาวชนนนอกระบบการศึกษาจากพื้นที่ต่าง ๆ สามารถส่งเสียงสะท้อนถึงปัญหาที่แต่ละคนเผชิญอยู่จริง เพื่อให้คณะทำงานรวบรวมปัญหา และนำมาออกแบบแนวทางช่วยเหลือดูแลอย่างตรงจุด ขณะที่อีกด้านหนึ่งของการถอดบทเรียนการสร้างพื้นที่รองรับเด็กเยาวชนนอกระบบ ทำให้พบว่าเมื่อเริ่มรู้สึกปลอดภัย เด็กจะค่อย ๆ เผยให้เห็นศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ หลายคนสามารถค้นพบความชอบความสนใจ หรือแสดงความถนัดในด้านต่าง ๆ ออกมาอย่างที่คณะทำงานเองก็คาดไม่ถึง” รองผู้จัดการโครงการพัฒนาการเรียนรู้สำหรับเยาวชนนอกระบบการศึกษา กสศ. กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-70016f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/13.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">คุณพัฒนพงษ์ สุขมะดัน</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>คุณพัฒนพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ. </strong>&nbsp;เสนอแนวทางการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น เพื่อเป็นทั้งแนวทางป้องกันการหลุดจากระบบ และเป็นการพากลุ่มที่หลุดออกจากระบบการศึกษาไปแล้ว ให้กลับสู่เส้นทางพัฒนาตันเองอย่างมีประสิทธิภาพ ว่า ณ วันนี้ กสศ. มี 8 มาตรการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น ได้แก่&nbsp;</p>



<ol>
<li style="font-size:16px">สร้างหลักประกันโอกาสทางการศึกษา เพื่อป้องกันเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาด้วยทุนเสมอภาค อันเป็นหนึ่งกลไกการดูแลช่วยเหลือ และประคองป้องกันให้เด็กเยาวชนกลุ่มยากจนด้อยโอกาส สามารถศึกษาอย่างต่อเนื่องได้จนจบการศึกษาภาคบังคับ&nbsp;</li>



<li style="font-size:16px">ขยายตัวแบบการจัดการศึกษา 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ ให้ขยายครอบคลุม 1 โรงเรียน 1 อำเภอ&nbsp;</li>



<li style="font-size:16px">จัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้ผ่านศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 ที่เปิดโอกาสให้องค์กร ชุมชน หรือภาคเอกชนสามารถจัดการศึกษาได้</li>



<li style="font-size:16px">ดำเนินการเพื่อลดอุปสรรคและทำให้เกิดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นเหมาะสมกับผู้เรียนเป็นรายบุคคล ร่วมกับศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.)&nbsp;</li>



<li style="font-size:16px">ดึงภาคีหน่วยงานในพื้นที่และสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ร่วมสร้าง ‘ตำบลต้นแบบ’ พัฒนาเป็นตำบล Zero Dropout&nbsp;</li>



<li style="font-size:16px">ใช้เทคโนโลยีช่วยอำนวยให้เกิดรูปแบบการเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime) เช่น โรงเรียนมือถือ (Mobile School)</li>



<li style="font-size:16px">พัฒนาระบบสะสมหน่วยกิต ‘Credit Bank’ เพื่อรองรับการเทียบโอนวุฒิการศึกษาและคุณวุฒิวิชาชีพ&nbsp;&nbsp;</li>



<li style="font-size:16px">บูรณาการระหว่างหน่วยงาน เพื่อสร้างการเรียนรู้บนเส้นทางอาชีพส่งเสริมการสร้างรายได้ หรือเป็นการเรียนรู้แบบ Learn to earn&nbsp;</li>
</ol>



<p>โดยทั้ง 8 มาตรการคือเครื่องมือที่นำมาใช้ภายใต้มาตรการ Thailand Zero Dropout เพื่อพยายามดึงเด็กเยาวชนมาสู่ ‘พื้นที่สว่าง’ และมองหาหนทางผลักดันศักยภาพ ให้ทุกคนเข้าถึงโอกาสอย่างเสมอภาคที่สุดตามบริบทของชีวิต</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-070125/">Thailand Zero Dropout พาเด็กเข้าระบบการศึกษาได้แล้ว 3 แสนคน ปี 68 ลุยดึงเด็กนอกระบบ 9 แสนคน กลับสู่การเรียนรู้ที่ทุกคนเลือกเอง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>หนึ่งในทางออกของประเทศไทย คือต้องใส่ใจเด็กนอกระบบการศึกษาอย่างจริงจัง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-250923/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=article-250923</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 25 Sep 2023 06:30:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[แรงงานด้อยทักษะ]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กนอกระบบการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=72267</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัจจุบันประเทศไทยมีเด็กนอกระบบการศึกษาประมาณ 1.4 ล้านคน [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-250923/">หนึ่งในทางออกของประเทศไทย คือต้องใส่ใจเด็กนอกระบบการศึกษาอย่างจริงจัง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปัจจุบันประเทศไทยมีเด็กนอกระบบการศึกษาประมาณ 1.4 ล้านคน ทั้งที่พวกเขาอยู่ในวัยที่ควรได้รับการส่งเสริมศักยภาพ เพราะเรากำลังพูดถึงคนกลุ่ม Gen Z ที่กำลังจะกลายเป็นทรัพยากรสำคัญของประเทศ</p>



<p>ดังนั้นการใส่ใจเด็กนอกระบบ จึงเป็นวาระหนึ่งที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าวาระอื่น&nbsp; เพราะการปล่อยมือจากพวกเขาจะทำให้คำว่า “แรงงานด้อยทักษะ” เป็นคำที่ติดตัวไปตลอดชีวิต &nbsp;</p>



<p>ชวนทำความเข้าใจสถานการณ์วิกฤตทางการศึกษาที่สำคัญ&nbsp;องค์กรไซส์เล็กอย่างกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กับภารกิจภาพฝันว่า…วันหนึ่งประเทศไทยจะไม่มีคำว่าเด็กนอกระบบ</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>1. กลุ่มเด็กมีความหลากหลาย มีสภาพปัญหาที่ซับซ้อนมากขึ้น&nbsp;ทำให้ “การสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา” เป็นโจทย์ที่ไม่ง่าย</strong></h2>



<p><strong>เด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาของไทยมีจำนวนสะสมราวๆ 1 ล้านคน ซึ่งหากเรานำมาหารด้วยจำนวนจังหวัด 77 จังหวัด จะพบว่าเหลือจังหวัดละประมาณ 13,000 คน ถือเป็นตัวเลขที่ไม่เยอะมาก ด้วยตัวเลขประมาณนี้ จังหวัดสามารถรับมือได้ กสศ.จึงสนใจจับมือกับกลไกจังหวัด</strong></p>



<p>เหตุผลที่ กสศ.เลือกร่วมมือกับกลไกจังหวัดที่มีการเชื่อมการทำงานไปสู่หน่วยจัดการเรียนรู้ที่ย่อยกว่าระดับอำเภอ ระดับตำบล เพราะเชื่อมั่นว่าเป็นหน่วยพื้นที่ซึ่งใกล้ตัวเด็ก อีกทั้งในจังหวัดยังมีหน่วยงานย่อยที่ดูแลด้านการศึกษา ดูแลด้านแรงงาน ดูแลด้านสวัสดิภาพต่างๆ ซึ่งหน่วยงานย่อยเหล่านี้มีขอบเขตอำนาจที่สามารถช่วยเหลือเด็กและเยาวชนนอกระบบได้ หากหน่วยงานในจังหวัดหันมาจับมือกันทำงาน โดยมองเด็กเป็นศูนย์กลาง ความเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดได้เร็ว&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2d91bf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/09/0919_หนึ่งในทางออกของประเทศไทย_PHOTO-4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>การมีเด็กและเยาวชนนอกระบบเยอะ ยังสร้างความสูญเสียต่อ GDP จังหวัดราวๆ 1-2 จุด ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก จังหวัดย่อมไม่อยากเห็นภาพนี้เกิดขึ้นอยู่แล้ว ซึ่งในมุมของ กสศ. เรามีบทบาทเข้าไปชวนจังหวัดหารือเพื่อให้เห็นปัญหาและทางออกร่วมกัน ควบคู่ไปกับการพัฒนาสร้างความเข้มแข็งให้หน่วยจัดการเรียนรู้ในพื้นที่&nbsp;</p>



<p>ปัจจุบัน กสศ. นำร่องทำงานกับ 12 จังหวัดก่อน โดยสุดท้ายจะมีการถอดบทเรียนเพื่อเป็นต้นแบบเรียนรู้ต่อไป ทั้งนี้ในการแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบนั้น เรามองโจทย์เรื่องความเหลื่อมล้ำด้วย จึงมีการเสนอเชิงนโยบายไปพร้อมกันเพื่อปลดล็อกหลายอย่าง และผลักดันให้กลไกจังหวัดทำงานได้ผล&nbsp;</p>



<p>โดยในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่กำลังร่างกันอยู่ มีมาตรา 18 ที่ระบุว่า <em>เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ประชาชนซึ่งมีภูมิลำเนาหรือประกอบอาชีพหรือธุรกิจในจังหวัดใด อาจรวมตัวกันเป็นคณะบุคคล เพื่อให้การส่งเสริม สนับสนุน ช่วยเหลือ เสนอแนะ อุดหนุน หรือให้ความร่วมมือในการจัด การศึกษาของสถานศึกษาในจังหวัดนั้นหรือจังหวัดใกล้เคียงได้…</em>ซึ่งก็คือการเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมระดับจังหวัด โดยประชาชนเข้ามาจัดการศึกษาได้และสามารถลดหย่อนภาษีได้ด้วย&nbsp;</p>



<p>เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ กสศ. เองก็ต้องช่วยผลักดัน รวมถึงขับเคลื่อนให้มีแพลตฟอร์มเชิงกฎระเบียบและกฎหมายที่จะมารองรับการทำงาน ถ้าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง จะส่งผลดีต่อการทำงานด้านเด็กและเยาวชนนอกระบบในทุกจังหวัด ไม่ใช่เฉพาะแค่ 12 จังหวัดนำร่องเท่านั้น</p>



<p>บทเรียนที่เราพบคือ</p>



<p>1.พื้นที่ซึ่งทำสำเร็จ กลไกจังหวัดจะมีการบูรณาการ โดยรวบรวมคณะทำงานจากหลายภาคส่วน ทั้งจาก พม. (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) นักการศึกษา รวมถึงกลุ่มเอ็นจีโอ เข้ามาหารือและขับเคลื่อน ทั้งนี้เอ็นจีโอถือว่าสำคัญ เป็นหน่วยขับเคลื่อนที่ทำให้เราได้เห็นตัวเด็ก เพราะเขามีคนลงพื้นที่<br><br>นอกจากนี้เรายังการทำงานกับหน่วยจัดการเรียนรู้ระดับอำเภอและระดับตำบล ที่จะเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้แก่เยาวชนทั้งด้านทักษะวิชาการ ทักษะชีวิต และทักษะอาชีพ โดยใช้ทุนในพื้นที่เป็นฐานการทำงาน&nbsp;<br><br>ดังนั้นการร่วมมือทำงานในหลายภาคส่วนจึงสำคัญและเป็นหนึ่งในปัจจัยความสำเร็จ แต่ทั้งนี้ก็มีจังหวัดและหน่วยจัดการเรียนรู้ที่ทำงานแล้วติดขัดหรือทำงานไม่สำเร็จด้วยเช่นกัน โดยปัจจัยที่ไม่สำเร็จเกิดเพราะมีแต่นักการศึกษาที่เข้าไปทำงานเรื่องนี้ ต้องยอมรับว่านักการศึกษามีความคุ้นเคยกับเด็กและเยาวชนในระบบมากกว่ากลุ่มที่หลุดออกนอกระบบ ซึ่งพอนักการศึกษาไม่ค่อยมีความรู้เรื่องเด็กและเยาวชนนอกระบบจึงส่งผลให้การขับเคลื่อนติดขัด การทำงานประเด็นเหล่านี้ควรต้องเป็นสหวิชาชีพ มีคนทำงานจากหลายวิชาชีพมาขับเคลื่อนด้วยกัน</p>



<p>2.ปัจจัยด้านข้อมูล ต้องทำงานด้วยฐานข้อมูล หากคนทำงานไม่มีข้อมูลชี้เป้า จะระบุและเจอตัวเด็กและเยาวชนที่หลุดออกนอกระบบยากมาก ดังนั้นฐานข้อมูลชี้เป้าจึงสำคัญมาก เพื่อเราจะได้หาพวกเขาพบ ไปเยี่ยม ไปพูดคุย และนำการศึกษากลับไปสู่ชีวิตพวกเขาอีก</p>



<p>3.เราต้องสร้างแรงบันดาลใจให้เด็ก ต้องทำมากกว่าแค่บอกให้พวกเขา “กลับไปเรียน” “กลับไปฝึกอาชีพ” เราต้องมีกระบวนการสร้างแรงบันดาลใจ ให้เขาเห็นคุณค่าตนเอง เห็นทุน เห็นโอกาส&nbsp;<br><br>เมื่อเราให้โอกาสเด็กและเยาวชนวิเคราะห์ว่าเขามีทุนอะไรบ้าง เช่น มีที่ดิน มีความรู้ด้านการเกษตร มีมอเตอร์ไซค์ สิ่งเหล่านี้จะทำให้เขารู้สึกมีคุณค่า และพร้อมแปลงทุนที่ตนมีให้เป็นโอกาสด้านการศึกษาและการทำงาน เขาจะเห็นความหมายของมันมากยิ่งขึ้น เพราะถ้าแค่ให้เงินแล้วส่งเขาไปฝึกอาชีพหรือไปเรียนต่อ ไม่ได้การันตีเลยว่าเขาจะไม่หลุดออกจากระบบอีก&nbsp; แต่เราต้องมีระบบสนับสนุนรองรับเขา ต้องมีระบบติดตามที่ดี ปัจจัยเหล่านี้หากทำได้ก็จะนำมาสู่ความสำเร็จ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0fb794"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/09/0919_หนึ่งในทางออกของประเทศไทย_PHOTO-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>2. การศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือก สลายเส้นแบ่งของคำว่าในระบบ-นอกระบบ</strong></h2>



<p>คำว่า “การศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือก” เป็นคำที่ทรงพลังและมีความหมายมาก โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชนนอกระบบที่เรากำลังทำงานด้วย คำนี้ยิ่งมีความหมายกับพวกเขา เพราะเวลาเราพูดถึงเด็กนอกระบบ เรากำลังพูดถึงเด็กหลายเฉดมาก มีทั้งเด็กที่ไม่ได้เรียนต่อ ม.3 หรือ ม.6 แต่เขาอาจจะไม่ได้มีความเสี่ยงอะไร, มีทั้งเด็กกลุ่มเปราะบาง เด็กในสถานพินิจฯ เด็กพิการ คุณแม่วัยใส ซึ่งกลุ่มเหล่านี้เราต้องมีทางเลือกให้พวกเขา</p>



<p><strong>ความท้าทายที่เจอคือ ปัจจุบันการศึกษาไทยมีแค่ลู่เดียวให้เด็กก้าวเดิน ทั้งที่เด็กและเยาวชนมีหลายเฉดมาก ดังนั้นระบบการศึกษาทางเลือกต้องยืดหยุ่น เด็กจะไปทางไหนก็ได้ จริงๆ ในต่างประเทศนั้น เส้นแบ่งระหว่างวิชาชีพกับวิชาการค่อนข้างเบลอ เหลือแค่เส้นบางๆ แต่ของประเทศไทยการศึกษาสายอาชีพกับวิชาการสามัญยังแบ่งกันเข้มข้นอยู่ จุดนี้ถือว่าเป็นปัญหามาก</strong></p>



<p>การศึกษาทางเลือกก็เกี่ยวพันกับการศึกษาในระบบด้วย ด้วยความแข็งตัวของการศึกษาในระบบจนสร้างอุปสรรคขัดขวาง ทำให้เด็กบางกลุ่มไม่มีโอกาสเข้าเรียน ต้องหันออกนอกระบบ ดังนั้นหากการศึกษาในระบบสามารถทำให้เด็กมีทางเลือกมากขึ้น ยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น นำหลักสูตรการศึกษาทางเลือกเสริมเข้าไปในหลักสูตรปกติของโรงเรียน และเพิ่มพื้นที่ให้เด็กค้นพบตัวเอง ก็จะทำให้เด็กค้นพบความหมายในตัวเขา ส่งผลให้เขาอยากเรียนรู้ จนลดจำนวนเด็กที่เสี่ยงหลุดจากระบบได้ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้เกี่ยวพันกัน</p>



<p>เด็กและเยาวชนหลุดออกมานอกรั้วโรงเรียนแล้ว เราควรมีระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นให้พวกเขามีทางเลือก คือ “วิชาการ วิชาชีพ วิชาชีวิต” อย่างปัญหาที่เจอตอนนี้ คือ เยาวชนในสถานพินิจ ฯ เขาออกจากรั้วโรงเรียนก่อนจบ ม.3 หรือ ม.6 ทำให้เขาได้วุฒิแค่ ป.6 หรือ ม.3 ซึ่งเป็นวุฒิต่ำกว่าที่เขาได้เรียนรู้มา ดังนั้นเราจึงควรต้องสร้างทางเลือกการศึกษาในสถานพินิจ ฯ ให้เขา เพื่อให้เขาได้รับทั้งวิชาการ วิชาชีพ และวิชาชีวิต&nbsp;</p>



<p>กรณีคุณแม่วัยใสนั้น มีกฎหมายรองรับให้พวกเขากลับเข้าไปเรียนต่อได้ แต่ในทางปฏิบัติมีหลายอย่างไม่เอื้อ ทำให้แม่วัยใสต้องหลุดออกนอกระบบไป แต่หากเราสามารถจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น และเปิดโอกาสให้แม่วัยใสสามารถเรียนรู้ที่บ้านได้ การสร้างการยอมรับทัศนคติและความเข้าใจ จะทำให้พวกเขาไม่ต้องหลุดจากระบบและจบการศึกษาได้&nbsp; ดังนั้นความยืดหยุ่นคือหัวใจสำคัญ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3024de"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/09/0919_หนึ่งในทางออกของประเทศไทย_PHOTO-5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>3. นวัตกรรมการศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือก</strong></h2>



<p>กรณีศึกษาที่น่าสนใจและอาจนำไปขยายต่อในวงกว้างได้นั้น เบื้องต้นมี 3 โมเดล คือ</p>



<p>1.<span style="text-decoration: underline;">โมเดลการจัดการศึกษาทางเลือกให้แก่เด็กและเยาวชนในสถานพินิจ ฯและศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน</span>  ถือเป็นกรณีที่สามารถนำไปขยายวงกว้างได้ โดยตอนแรกเรานำร่องที่จังหวัดนครพนมที่เดียว แต่ต่อมาก็ขยายไปยัง 8 จังหวัดในภาคอีสาน และคิดว่าน่าจะขยายให้ครอบคลุมทั้งประเทศได้<br><br>เราทำทั้งการทำงานกับศูนย์การเรียน กศน. Mobile Learning คือสร้างพื้นที่และโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้เรียนระหว่างที่พวกเขาอยู่ในสถานพินิจ ฯและศูนย์ฝึกฯ หากขยายไปทั่วประเทศได้ จะสามารถช่วยเหลือเด็กได้หลักหมื่นคน</p>



<p>2.<span style="text-decoration: underline;">โมเดลกลุ่มคุณแม่วัยใส</span>  ตอนนี้ยังไม่ได้ขยายมากแต่มีศักยภาพที่จะขยายไปวงกว้างได้ ทั้งนี้เราพบว่าการจัดการศึกษาให้กับคุณแม่วัยใสนั้น ควรเริ่มที่วิชาชีพและวิชาชีวิตก่อน ยังไม่ต้องเน้นวิชาการ เพราะสิ่งสำคัญคือต้องสร้างให้เขามีแรงบันดาลใจ ภูมิใจในตนเองก่อน อันจะทำให้เขาเห็นโอกาส เห็นความเป็นไปได้ อยากเรียนรู้  และยังต้องเอื้อให้เขาสามารถดูแลลูกได้ด้วย จากประสบการณ์คือเป็นการทำงานทั้งครอบครัว ควรเปิดโอกาสให้คุณพ่อวัยใสมาเรียนด้วยกัน และทำเรื่องพัฒนาการและการศึกษาของลูกพวกเขาด้วยอีกทาง<br><br>โมเดลที่คิดว่าน่าสนใจคือที่อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ตอนแรกยังคิดไม่ออกว่าจะไปหาตัวคุณแม่วัยใสได้ที่ไหน แต่ที่เชียงใหม่เขามีนวัตกรรมจับมือกับ รพ.สต. เราเลยได้ลงพื้นที่ ไปเยี่ยมบ้านคุณแม่วัยใส ทำให้ครอบครัวเขายอมรับและยินยอมให้คุณแม่วัยใสมาฝึกอบรมวิชาชีพและวิชาชีวิต หลังจากนั้นก็เรียนรู้การเป็นผู้ประกอบการ พอเขาได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้ก็เกิดแรงบันดาลใจที่อยากกลับไปเรียน หลายคนภูมิใจที่หารายได้เองได้ ที่สำคัญคือเขาเห็นคุณค่าตัวเอง และมองเห็นโอกาสจากทุนที่เขามีอยู่</p>



<p>3.<span style="text-decoration: underline;">โมเดลบทบาทท้องถิ่น</span> เช่น อบต. สามารถเป็นหน่วยจัดการเรียนรู้ได้ โดยเฉพาะกับกลุ่มเยาวชนนอกระบบ ผู้สูงอายุ และผู้ว่างงาน ที่บอกว่า อบต.สามารถเป็นผู้จัดการเรียนรู้ได้ เพราะเขามีทรัพยากร ทั้งงบประมาณและเครือข่ายคนทำงาน<br><br>ตัวอย่างที่พบคือ อบต.หนองสนิท อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์ ทำเรื่องเกษตรอินทรีย์ เขานำปราชญ์ชาวบ้าน เกษตรอำเภอ และสาธารณสุขอำเภอ มารับรองคุณภาพผักให้เกษตรกร ผลผลิตต่างๆ จึงส่งขายตลาดใหญ่ได้ง่าย และ อบต.ยังมีที่ดินให้ด้วย เกษตรกรสามารถมาทำแปลงเกษตรในที่ดินนี้ได้เลย นอกจากนี้เรายังเห็นเรื่องการศึกษาที่เชื่อมโยงกับชุมชน เชื่อมโยงกับความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ ตอบโจทย์ทุนที่ชุมชนมี โดยที่เด็กและเยาวชนยังได้อยู่ในชุมชน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a676f3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/09/0919_หนึ่งในทางออกของประเทศไทย_PHOTO-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>4. การสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง</strong></h2>



<p>การสร้างผู้นำความเปลี่ยนแปลงที่จะมาขับเคลื่อนการศึกษานอกระบบ เป็นเรื่องสำคัญ แต่ไม่ง่าย คิดว่าน่าจะมีอยู่ 3 เรื่องที่ผู้นำการเปลี่ยนแปลงควรมี คือ</p>



<p>1.<span style="text-decoration: underline;">ต้องเข้าใจกลุ่มเป้าหมายและมีทัศนคติต่อกลุ่มเป้าหมายบนฐานของความเป็นมนุษย์</span> เพื่อทำให้กลุ่มเป้าหมายมีพื้นที่ปลอดภัย มีพื้นที่เรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้เข้าถึงง่าย และผู้นำควรเข้าใจบริบท เข้าใจสภาพแวดล้อมว่าปัจจัยแบบไหนที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของกลุ่มเป้าหมาย ยกตัวอย่างเช่น กรณีคุณแม่วัยใส บริบทที่เอื้อต่อเขาคือต้องพาคุณพ่อวัยใสและลูกๆ มาเรียนรู้ด้วย ดังนั้นผู้นำจึงควรเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย มองเห็นศักยภาพ และอย่ามองว่าเขาเป็นผู้ด้อยโอกาส</p>



<p>2.<span style="text-decoration: underline;">มีทัศนคติที่ดีต่อการศึกษา</span> เดิมเรามองว่าการศึกษาเป็นเรื่องของนักการศึกษาเท่านั้น แต่เมื่อโจทย์ที่เรากำลังขับเคลื่อนคือเด็กและเยาวชนนอกระบบ ซึ่งนักการศึกษาอาจไม่คุ้นเคยกับกลุ่มนี้ ดังนั้นเมื่อจะขับเคลื่อนเรื่องนี้ เราจึงควรต้องเปิดให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการพัฒนารูปแบบการศึกษา เพื่อนำไปสู่การตอบโจทย์หลายๆ กลุ่ม เช่น ตอบโจทย์คุณแม่วัยใส ตอบโจทย์เด็กและเยาวชนสถานพินิจฯ ตอบโจทย์เด็กและเยาวชนทั่วไป เรื่องเหล่านี้ต้องอาศัยเครือข่ายเข้ามาทำงานร่วมกัน เป็นลักษณะของสหวิชาชีพ</p>



<p>3.<span style="text-decoration: underline;">ต้องมีการทดลองปฏิบัติจริงกับภาคีในพื้นที่</span> ควรทำ Social Lab เพื่อหากลไกการทำงาน หาแนวทางการทำงานใหม่ๆ ที่ลดช่องว่างและอุปสรรคที่มีอยู่ ซึ่งต้องทดลองทำไปแล้วสรุปบทเรียน เพื่อให้เห็นว่าแต่ละพื้นที่มีปัญหาไม่เหมือนกัน โอกาสในอาชีพก็ไม่เหมือนกัน ต้องตอบโจทย์ความหลากหลายตรงนี้ด้วย</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>5. ภารกิจของ กสศ. เป็นงานที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน</strong></h2>



<p>การทำงานเพื่อผลักดันความเปลี่ยนแปลงต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ในมุม กสศ.​เรามองว่านี่คือการขับเคลื่อนแนวคิด All For Education ที่ทุกคนต้องเข้ามามีส่วนร่วม เราต้องเชื่อในพลังของเครือข่าย ถ้าทุกคนมีส่วนร่วม พลังจะเยอะ</p>



<p>ในแต่ละปี กสศ.ได้รับงบประมาณจากกระทรวงศึกษา ฯ ไม่ถึง 1% ซึ่งเป็นงบประมาณที่น้อย อย่างเด็กและเยาวชนนอกระบบเราก็ช่วยได้แค่ราวๆ 20,000 คนเท่านั้น&nbsp;ทั้งที่กลุ่มนี้มีเป็นล้านคน ดังนั้นเราจึงต้องช่วยในลักษณะที่เป็น Social Lab ทำตัวแบบแล้วหาปัจจัยความสำเร็จ หาแหล่งเรียนรู้เพื่อสร้างแรงบันดาลใจแล้วทำเป็นนโยบาย เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0d957d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/09/0919_หนึ่งในทางออกของประเทศไทย_PHOTO-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>กสศ. จึงต้องเข้าไปสร้างเครือข่าย ทำอย่างไรให้จังหวัดเห็นสภาพปัญหา กสศ.ก็นำตัวเลขฐานข้อมูลที่เราสำรวจเข้าไปพูดคุย ให้ผู้เกี่ยวข้องได้เห็นว่าสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำในจังหวัดของเขาเป็นอย่างไร เหมือนเราเป็นทั้งกระจกและไฟฉาย ส่องให้เขาได้เห็น โดยเชื่อว่าเมื่อได้เห็นข้อมูลสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำในพื้นที่แล้ว คงไม่มีใครอยากปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้น คนก็อยากแก้ปัญหา แต่เขาอาจไม่เห็นข้อมูล เลยไม่รู้ว่าปัญหาในพื้นที่มันใหญ่</strong><strong>&nbsp;</strong></p>



<p>เมื่อเขามองเห็นถึงปัญหาแล้วเขาก็ยินดีที่จะลงทุน ซึ่งต้องบอกว่างบประมาณและทรัพยากรในจังหวัดมีไม่น้อย เพียงแต่มันยังไม่ถูกจัดสรรในมิติเหล่านี้&nbsp; กสศ.ก็เข้าไปช่วยทำหน้าที่เหมือนแพลตฟอร์ม ให้เกิดการจัดสรรหรือลงทุนเรื่องความเสมอภาคทางการศึกษามากขึ้น&nbsp;</p>



<p>ที่ผ่านมาคิดว่าเขาได้แรงบันดาลใจและมันขยายผลได้จริง&nbsp; อย่างในหลายจังหวัดเขาก็ช่วยเหลือเด็กนอกระบบได้หลักหมื่นคน มากกว่าที่ กสศ.ช่วยได้โดยตรงด้วยซ้ำ การที่จังหวัดยื่นมือมาช่วยยิ่งเป็นการขยายตัวของผลประโยชน์ที่กลุ่มเป้าหมายจะได้รับ ดังนั้นการมีเครือข่ายทำงานที่แข็งแรงยิ่งทำให้ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้เร็ว</p>



<p>ด้านเครือข่ายภาคเอกชน ตอนนี้บริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) ก็มาร่วมมือเรื่องเยาวชนนอกระบบ&nbsp;“Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน” ให้เด็กหลุดออกจากการศึกษาเป็นศูนย์ให้ได้ใน 3 ปี กับ “ราชบุรีโมเดล” เอกชนนับเป็นอีกกลไกที่มาช่วยขับเคลื่อนได้ หรือก่อนหน้านี้คนมักจะมีภาพว่าต้องให้ กศน. ดูแลรับผิดชอบ แต่แค่ลำพัง กศน. ย่อมไม่เพียงพอ ดังนั้นต้องมีเครือข่ายทำงานอื่นๆ มาช่วยกัน ขณะเดียวกันก็ต้องขับเคลื่อนนโยบายภาพใหญ่ด้วย ต้องทำพร้อมกัน ที่อยากเน้นย้ำคือการร่วมมือกันจะช่วยสร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดความเปลี่ยนแปลง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a39715"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/09/0919_หนึ่งในทางออกของประเทศไทย_PHOTO-6.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>6. ความเสี่ยงที่เด็กจะหลุดออกจากระบบการศึกษาจะเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งในปีการศึกษา 2566 ถ้าไม่จัดการหรือไม่มีนโยบายที่ชัดเจน&nbsp;จากข้อมูลเด็กจะหลุดออกจากระบบวนซ้ำถึง 85%</strong></h2>



<p>การแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบที่กลับเข้ามาในระบบอีกครั้งแต่อาจเสี่ยงหลุดออกไปอีก คิดว่านโยบายรัฐที่ทำแล้วได้ผลดีและไม่แพงคือจัดฐานข้อมูล เราต้องจริงจังกับฐานข้อมูล เด็กเข้าเรียนกี่คน อยู่ในระบบกี่คน มีความเสี่ยงอะไรบ้าง แล้วเราค่อยใช้ข้อมูลทำงาน หรือเอาข้อมูลมาออกแบบการทำงานได้อย่างตรงจุด&nbsp;</p>



<p>ยกตัวอย่างการจัดฐานข้อมูลกลุ่มอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นอีกกลุ่มที่เราได้เข้าไปทำงานด้วย เราพบว่าทุกคนมีความเสี่ยงที่จะหลุดออกนอกระบบได้หมด แต่ความเสี่ยงนั้นมีความหนักเบาแตกต่างกัน โดยเราสามารถจัดกลุ่มเยาวชนอาชีวศึกษาได้ 3 กลุ่ม</p>



<p>กลุ่มที่ 1 กลุ่มที่ยังสามารถดูแลความเสี่ยงได้ มีประมาณ 70-80% โดยกลุ่มนี้ หากเราจัดโปรแกรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะชีวิตให้เขา ทำให้เขารู้สึกภาคภูมิใจ มีภูมิคุ้มกัน รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียน&nbsp; เขาจะมองเห็นความหมายในการเรียนรู้ ถ้าเราทำกระบวนการเหล่านี้ให้เกิดขึ้นในโรงเรียนได้ เราจะป้องกันเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้ไม่ให้หลุดออกจากระบบการศึกษาได้</p>



<p>กลุ่มที่ 2 กลุ่มที่เสี่ยงหลุดออกจากระบบสูง มีประมาณ 10% เอาไม่อยู่ เพราะเขามีปัญหาสภาพครอบครัวแตกแยก ปัญหารุมเร้าและซับซ้อน ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสุขภาพจิต มาช่วยแนะนำและปรึกษา ดูแลเด็กเป็นรายคน&nbsp;</p>



<p>กลุ่มที่ 3 กลุ่มที่อาจต้องช่วยทั้งในแง่นำส่งโรงพยาบาล หรือให้การดูแลด้านยาซึมเศร้า มีประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์&nbsp; เป็นเป็นกลุ่มที่ถือว่าสถานการณ์หนักจริง&nbsp;</p>



<p>ในแง่การทำงาน เราสามารถทำข้อมูลและแบ่งกลุ่ม เขียว-เหลือง-แดง เพื่อดูแลไม่ให้เด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษา แต่ที่ผ่านมาประเทศไทยอาจไม่ได้ใช้ข้อมูลในการทำงาน ทำให้เราไม่รู้สถานการณ์เด็ก ไม่รู้ความเปลี่ยนแปลงของเด็กอย่างแท้จริง ทั้งนี้เด็กที่เสี่ยงหลุดออกจากระบบ เขาจะมีการส่งสัญญาณมาก่อนอยู่แล้ว เช่น เริ่มขาดเรียน ผลการเรียนตก สิ่งเหล่านี้ดูแลได้ตั้งแต่ในโรงเรียน หากครูได้รู้ข้อมูลก็สามารถเข้าไปดูแลช่วยเหลือได้เลย&nbsp;</p>



<p><strong>การทำงานอย่างเป็นระบบ มีการใช้ฐานข้อมูล จัดกลุ่มเด็กตามความเสี่ยง และเข้าไปช่วยเหลือดูแลทันทีที่พบสัญญาณบ่งชี้&nbsp; จะช่วยลดจำนวนเด็กหลุดออกจากระบบแบบวนซ้ำได้ ช่วยได้ก่อนที่เด็กจะหันหลังให้ระบบการศึกษาอย่างถาวร</strong></p>



<p>โจทย์เรื่องเด็กนอกระบบเป็นโจทย์ใหญ่ การป้องกันปัญหาก็สำคัญ แต่การแก้ไขปัญหาที่เกิดแล้วก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อน&nbsp;อายุของพวกเขาคือ 15-24 ปี ถือเป็นแรงงานที่สำคัญของประเทศ ขณะที่เรากำลังเจอภาวะสังคมสูงวัยและเด็กเกิดใหม่น้อยลง ดังนั้นเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้จึงสำคัญมาก หากเราไม่ทำอะไรกับเขาเลย ไม่ดูแลช่วยเหลือ เขาจะกลายเป็นแรงงานนอกระบบที่ทักษะต่ำและเสี่ยงติดอยู่ในวงจรความยากจนอีกนาน&nbsp; แต่หากเราลงทุนดูแลให้พวกเขาช่วยเหลือตนเองและครอบครัวได้ ผลที่เกิดขึ้นจะดีต่อทั้งชุมชน จังหวัด และประเทศไทย</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-250923/">หนึ่งในทางออกของประเทศไทย คือต้องใส่ใจเด็กนอกระบบการศึกษาอย่างจริงจัง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“ผมจะมีร้านตัดผมของตัวเอง แล้วจะเรียนหนังสือไปด้วย” การศึกษาที่มีทางเลือกกำลังช่วยเปลี่ยนการเรียนรู้ที่เคยก้าวพลาด</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-260423/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=article-260423</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 26 Apr 2023 07:06:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิปัญญากัลป์]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 5 อุบลราชธานี]]></category>
		<category><![CDATA[จิตติมา กระสานติ์กุล]]></category>
		<category><![CDATA[กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กนอกระบบการศึกษา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=67219</guid>

					<description><![CDATA[<p>“เด็กเยาวชนทุกคนเชื่อว่าใครที่ก้าวเท้าผ่านเข้ามาในศูนย์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-260423/">“ผมจะมีร้านตัดผมของตัวเอง แล้วจะเรียนหนังสือไปด้วย” การศึกษาที่มีทางเลือกกำลังช่วยเปลี่ยนการเรียนรู้ที่เคยก้าวพลาด</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“เด็กเยาวชนทุกคนเชื่อว่าใครที่ก้าวเท้าผ่านเข้ามาในศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน หรือสถานพินิจฯ ความฝันความหวังที่เคยวาดเคยมีจะดับสูญลงทันที”</p>



<p>คำบอกเล่าของ <strong>จิตติมา กระสานติ์กุล </strong>ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 5 จังหวัดอุบลราชธานี มีใจความสอดคล้องกับที่ <strong>‘น้องฟิว’</strong> เยาวชนวัย 18 ปี บอกกับเราว่า <strong>วินาทีแรกที่ย่างเท้าก้าวเข้ามาในศูนย์ฝึกฯ เขาก็คิดไปแล้วว่าอนาคตคงจบแค่นั้น เพราะสิ่งที่ต้องเจอจากนี้คือช่วงเวลาของการรับโทษจองจำ ซึ่งเขาคงทำได้แค่นับวันคืนให้ค่อย ๆ พ้นผ่าน แล้วเมื่อถึงวันที่กลับออกไป เขาก็ยังไม่แน่ใจเลยว่า จะยังมีเส้นทางเดินใดที่ดี ๆ เหลืออยู่อีก</strong></p>



<p>แต่ภาพที่คาดไว้กลับไม่เกิดขึ้น และกลายเป็นว่าเกือบหนึ่งปีที่ผ่านมา ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนเขต 5 แห่งนี้ ได้เปลี่ยนแปลง ‘ฟิว’ ทั้งภายนอกและภายใน โดยจากวันที่เข้ามาเขามีเพียงวุฒิการศึกษาชั้น ป.6 กับโทษทัณฑ์ติดตัว มาถึงวันนี้ ที่เหลือเวลาอีกแค่หนึ่งเดือนก็จะได้กลับออกไปในโลกภายนอก ฟิวได้กลายเป็นช่างตัดผมฝีมือดี และกำลังเรียนอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นด้วยหลักสูตร กศน. ทั้งยังเหลืออีกเพียงเทอมเดียวก็จะจบ ม.3 พร้อมรับวุฒิบัตรในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้แล้ว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-976384"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/2-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>น้องฟิวสรุปเส้นทางชีวิตสั้น ๆ ให้เราฟังว่า เขาอาศัยอยู่กับปู่ย่าที่เป็นเกษตรกรในจังหวัดมุกดาหาร ตัวเขาเองพอเรียนหนังสือจบชั้น ป.6 ก็ไม่ได้เรียนต่อ โดยเลือกออกมาใช้ชีวิตระหกระเหินนอกรั้วโรงเรียน บนกงล้อแห่งความสุ่มเสี่ยงที่วันหนึ่งโชคชะตาก็พัดพาจนเข้ามาอยู่ใน ‘ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนเขต 5 จังหวัดอุบลราชธานี’ แห่งนี้</p>



<p>“ตอนนั้นผมรู้แค่ว่าที่นี่คือสถานที่ที่คนทำผิดต้องมารับโทษ ใครเข้ามาแล้ว พอกลับออกไปก็ยากจะได้กลับไปใช้ชีวิตปกติเหมือนคนอื่นอีก ผมจึงไม่มีความหวังอะไรแล้ว &#8230;แต่<strong>เชื่อไหมว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกลายเป็นว่าผมได้เรียนหนังสือ ได้ฝึกอาชีพ จนผ่านมาเกือบหนึ่งปีเต็ม ผมเริ่มตอบตัวเองได้แล้วว่าเมื่อกลับออกไปจะจัดการชีวิตตัวเองยังไง</strong>” ฟิวเล่า</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-110401"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/3-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>จากความกลัวความกังวลและความคิดที่ว่าจะใช้เวลาอยู่ไปวัน ๆ ให้ผ่านไปในศูนย์ฝึกฯ อย่างไร ความรู้สึกข้างในของฟิวเริ่มเปลี่ยนแปลงช้า ๆ เมื่อเขาพบว่าพื้นที่บริเวณขนาดใหญ่ภายในศูนย์ฝึกฯ มีโรงเรียนให้เลือก ทั้งระบบ กศน. หรือจะเรียนออนไลน์ผ่านระบบศูนย์การเรียนของสถาบันการศึกษาเอกชนหลายแห่งก็ทำได้ นอกจากนี้ยังมีหลักสูตรฝึกวิชาชีพระยะสั้นที่มีอาจารย์จากวิทยาลัยอาชีวศึกษาเข้ามาสอน ซึ่งถ้าฝึกอบรมครบชั่วโมงที่กำหนดไว้ เขาก็สามารถรับวุฒิบัตรนำไปต่อยอดประกอบอาชีพได้</p>



<p>“ที่นี่มีกิจกรรมน่าสนใจให้เลือกเยอะครับ โดยเฉพาะหลักสูตรที่วิทยาลัยสารพัดช่างและวิทยาลัยเทคนิคนครอุบลเข้ามาจัดฝึกอบรมพวกพื้นฐานงานอาชีพเช่น ช่างเชื่อม ช่างไม้ ช้างไฟฟ้า ช่างแอร์ ทักษะการเกษตร งานศิลปะและหัตถกรรม</p>



<p><strong>“ที่ผมชอบคือทุกสัปดาห์จะมีกิจกรรมพัฒนาความรู้ทางธุรกิจ มีครูมาแนะนำ ชี้ทาง สร้างแรงบันดาลใจ เริ่มจากให้เราลองเขียนแผนธุรกิจจากสิ่งที่สนใจ หลายคนจึงได้เห็นภาพสิ่งที่ตัวเองอยากทำชัดขึ้น เห็นความเป็นไปได้ของการเริ่มต้นธุรกิจ</strong> ที่บางคนอาจต่อยอดได้จากธุรกิจที่ทางบ้านทำอยู่แล้ว หรือคนที่อยากคิดใหม่ทำใหม่ลองเปิดตลาดใหม่ ๆ ก็จะมีผู้เชี่ยวชาญมาช่วยวางแผน ตรงนี้ผมคิดว่าสำคัญมาก ๆ เพราะเราอยู่ข้างในจะไม่รู้เลยว่าโลกภายนอกเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ad5725"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/ปฏิรูปการศึกษาเสมอภาค-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ฟิวบอกว่าการ ‘รู้เท่าทันโลก’ จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการปรับตัวให้พร้อมตั้งรับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง เพราะถึงแม้ว่าแผนที่ออกแบบเอาไว้จะไม่เป็นไปอย่างใจคิด เขาก็ยังมีทางออกฉุกเฉินไว้รองรับ ไม่ตะหนกท้อแท้จนเสียกำลังใจไป</p>



<p>“ครูเปิดมุมมองให้เห็นว่ามีอาชีพที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย เช่นเกมเมอร์ ช่างสัก หรือพนักงานส่งอาหาร พวกเราจะได้รับคำแนะนำ แล้วครูจะสอบถามความสนใจและความถนัดของแต่ละคน จากนั้นจึงช่วยผลักดัน ดูแลให้ฝึกฝนต่อเนื่องจนมีพื้นฐานแน่นพอสำหรับการทำงานหรือเอาไปต่อยอดได้ ผมมองว่าสิ่งที่เรียนรู้ข้างในสามารถเอาไปใช้ประโยชน์จริงได้ทั้งหมด ทุกครั้งที่ชั่วโมงกิจกรรมจบลง พวกเราจึงรู้สึกมีกำลังใจ อยากพัฒนาตัวเองต่อไป</p>



<p>“แล้วครูไม่ได้เตรียมพร้อมให้เราแค่ทักษะทำงานหรือวิชาความรู้ แต่ยังมีกิจกรรมบำบัดความกดดัน เพื่อเรียนรู้และรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ เมื่อกลับไปใช้ชีวิตในสังคม ผมคิดว่าทักษะนี้จำเป็น เพราะหลังออกไปแล้วเราต้องคอยบอกคอยเตือนตัวเองไม่ให้ทำผิดพลาดซ้ำอีก”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7b7c2d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/6-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>“เวลานั้นสำคัญ และมันไหลผ่านไปเรื่อย ๆ”</strong></h2>



<p>เมื่อน้องฟิวแนะนำกิจกรรมน่าสนใจในศูนย์ฝึกฯ แล้ว เขาย้อนมาเล่าเรื่องราวของตัวเองอีกครั้งว่าในช่วงเวลา ‘แรกเข้า’ เขาต้องเผชิญ 1-2 เดือนแรกอันยากลำบาก ด้วย ‘ทุกการเริ่มต้นมักยากเสมอ’ โดยเขาไม่รู้เลยว่าตัวเองสนใจอะไร ทำได้แค่ตามเพื่อนไปดูกิจกรรมทุกอย่าง</p>



<p>ฟิวเฝ้ามองเพื่อนฝึกฝน จาก ‘ไม่เป็น’ จน ‘พอทำได้’ และในเวลาสั้น ๆ เขาเห็นเพื่อนบางคนมีพัฒนาการก้าวกระโดดในสิ่งที่ทำจนน่าประหลาดใจ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d9069f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/5-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ตอนเห็นทักษะของเพื่อนค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไป ผมเริ่มเข้าใจเลยว่าเวลานั้นสำคัญ และมันกำลังไหลผ่านไปเรื่อย ๆ จึงตัดสินใจว่าต้องลงมือทำอะไรสักอย่าง ก็เลือกเอาช่างตัดผมเพราะอยากทำเป็น กลายเป็นว่าผมใช้เวลาไม่นานก็ทำได้ดีจนครูชม <strong>มันเหมือนกับพอได้จับอุปกรณ์ ได้ยืนอยู่ตรงนั้น ผมได้พบทักษะที่ตัวเองมี เข้าใจงานได้เร็ว แต่กว่าจะทำจนอยู่มือจริง ๆ ผมใช้เวลาเกือบแปดเดือนเต็มฝึกฝนเกือบทุกวัน</strong> ผ่านทั้งช่วงที่ยาก ช่วงที่สนุก ช่วงท้อและช่วงที่มีความสุขมาหมด ตอนนี้ผมกล้าพูดว่าผมทำได้ ภูมิใจในฝีมือตัวเอง แต่ผมรู้ว่าถ้าจะให้เก่งจริง ๆ ก็ต้องฝึกต่อเนื่องไปไม่หยุด แล้วผมยังเรียน กศน. ไปด้วย จากที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เรียนอีกแล้ว จนตอนนี้เหลืออีกเทอมจะจบได้วุฒิ ม.3 ก็ตั้งใจว่าจะทำทั้งสองอย่างต่อไปให้สุดทาง”</p>



<p>ฟิวกล่าวถึงบทสรุปของตัวเขากับศูนย์ฝึกฯ ที่เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่สัปดาห์ว่า “ผมตั้งใจว่าอยากเปิดร้านตัดผมเล็ก ๆ ที่บ้านในจังหวัดมุกดาหาร แล้วจะเรียน กศน. ต่อให้จบ ม.ต้น แล้วเอาวุฒิไปต่อ ม.ปลายโดยทำงานไปด้วย</p>



<p>“ผมอยากขอบคุณศูนย์ฝึกฯ ที่ทำให้ผมมีอาชีพติดตัว มีอนาคต ขอบคุณ กสศ. ที่จะสนับสนุนทุนเริ่มต้นค่าอุปกรณ์ทำร้านตัดผม และขอบคุณครูทุกคนที่ช่วยให้ผมได้เปลี่ยนแปลงชีวิต ได้เดินบนเส้นทางใหม่ ตอนนี้ผมตื่นเต้นมาก ๆ กับเวลาอีกไม่ถึงหนึ่งเดือนที่จะได้กลับออกไป สิ่งหนึ่งที่ผมบอกตัวเองในใจเสมอคือ <strong>จะนำประสบการณ์ที่ได้รับในนี้ไปใช้ให้คุ้มค่าที่สุด และไม่ว่ายังไงก็ตามผมจะไม่กลับมาที่นี่อีกแล้ว”</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-adb8d8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/7-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>เส้นทางพลิกผันของเยาวชนคนหนึ่ง ที่กลับพบเส้นทางดำเนินชีวิตได้ด้วยหลักการทำงานของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน บนฐานความเชื่อที่ว่า ชีวิตที่หักเห ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากโอกาสที่เขาไม่เคยได้รับ ทั้งการศึกษา การพัฒนาศักยภาพ และการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดด้วยความรักความเข้าใจ และมูลเหตุเหล่านี้คือต้นทางอันซับซ้อนของปัญหาอื่น ๆ ที่ตามมา จนนำมาสู่ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ในโครงการ ‘พัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา’ โดย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน และมูลนิธิปัญญากัลป์ ซึ่งทำให้วันนี้ หลังบานประตูเหล็กที่เคยถูกมองว่าเป็น ‘กำแพงปิดกั้นโอกาส’ ได้กลายมาเป็น ‘พื้นที่เรียนรู้ที่หลากหลาย’ สำหรับเยาวชนกลุ่มหนึ่งที่อาจพูดได้ว่า พวกเขาอยู่ใน ‘ห่วงข้อสุดท้ายของสายโซ่แห่งความเหลื่อมล้ำ’ ให้ได้ค้นพบกับโอกาสและพบทางรอดทางสังคม ด้วยการศึกษา การฝึกอบรมอาชีพตามความสนใจและความถนัด และไม่เพียงแค่เรียนจบได้วุฒิการศึกษา หากยังมีกระบวนการติดตามเมื่อกลับไปใช้ชีวิตในสังคมอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาจะสามารถเดินหน้าไปต่อได้ ด้วยวุฒิที่มี มีงานทำ และมีรายได้จากทักษะที่ได้รับการฝึกฝน ซึ่งถือเป็นการ ‘คืนความฝันและความหวังให้กับเด็กเยาวชนกลุ่มนี้ได้สำเร็จ’</strong></p>



<p>อ่าน – <a href="https://www.eef.or.th/news-200323/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">กสศ. ร่วมกับกรมพินิจฯ มอบวุฒิบัตรสร้างโอกาสชีวิตใหม่แก่เด็กเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม พลิกโฉมการศึกษาเปลี่ยน ‘ศูนย์ฝึกฯ’ เป็น ‘ศูนย์การเรียน’ เปลี่ยน ‘ผู้คุม’ เป็น ‘นักจัดการเรียนรู้’</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-260423/">“ผมจะมีร้านตัดผมของตัวเอง แล้วจะเรียนหนังสือไปด้วย” การศึกษาที่มีทางเลือกกำลังช่วยเปลี่ยนการเรียนรู้ที่เคยก้าวพลาด</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทะลุกรอบวาทกรรม ‘เด็กในระบบหรือนอกระบบการศึกษา’ ด้วยการเรียนรู้ที่มีทางเลือกและตอบโจทย์ชีวิต</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-310323/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=article-310323</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 31 Mar 2023 09:14:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 5 อุบลราชธานี]]></category>
		<category><![CDATA[จิตติมา กระสานติ์กุล]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กนอกระบบการศึกษา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=66048</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#160;ทางเข้าศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 5 จังหวัดอ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-310323/">ทะลุกรอบวาทกรรม ‘เด็กในระบบหรือนอกระบบการศึกษา’ ด้วยการเรียนรู้ที่มีทางเลือกและตอบโจทย์ชีวิต</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>&nbsp;</strong>ทางเข้าศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 5 จังหวัดอุบลราชธานี มีบานประตูเหล็กสีน้ำเงินหนาทึบสูงตระหง่าน กั้นแบ่งขอบเขตอิสรภาพไว้จากจองจำ&nbsp; ณ ปัจจุบันในปีการศึกษา 2566 ที่นี่มีเด็กเยาวชน 167 คน ที่ต่างใช้เวลาของตนอยู่ภายในนี้</p>



<p>ประตูเหล็กบานนี้เป็นผลงานของน้อง ๆ สาขาช่างเชื่อมโลหะในโครงการพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ที่เป็นความร่วมมือของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และมูลนิธิปัญญากัลป์ ที่ช่วยกันสร้างพื้นที่จัดการศึกษาเสมอภาคและพัฒนาทักษะชีวิตให้กับน้อง ๆ ในพื้นที่ ‘ปิด’ ให้เป็นพื้นที่ ‘เปิดรับ’ กลุ่มเด็กเยาวชนที่เข้ามา ให้รู้สึกอยากเข้าใกล้การศึกษามากกว่าเดิม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-948414"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/01-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>“ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”</strong> ประโยคนี้หากมองเป็นวาทกรรม ก็เป็นเป้าหมายสูงสุดของการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ที่พวกเราอยากทำให้เด็กและเยาวชนทุกคน ไม่ว่าเป็นใครหรืออยู่ที่ไหนก็ตาม ต้องมีโอกาสได้รับการศึกษาที่ ‘ดี’ ‘มีคุณภาพ’ และ ‘เหมาะสม’ กับตัวเอง</p>



<p>เมื่อย้อนกลับมาที่การลงมือ พวกเราระดมความคิด ระดมข้อมูล และงานวิชาการ เพื่อค้นหาและพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาที่มีทางเลือกและเปิดกว้างด้วยระบบที่หลากหลาย ตอบโจทย์ทั้งชีวิต เป้าหมาย และมีวุฒิบัตรรับรองการสำเร็จการศึกษา เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับเด็กเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมให้เป็นเรื่องจริง</p>



<p>มันไม่ใช่งานบนเส้นทางราบรื่นดังที่ <strong>ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ</strong> กรรมการบริหาร กสศ. ได้เคยพูดไว้ว่า “<strong>การจะทำให้การศึกษาทะลุฝ่ากำแพงหนาทึบและปิดสนิทเข้าไปได้ เป็นโจทย์ที่ยากด้วยข้อจำกัดนานัปการ ดังนั้นต้องมีความร่วมมือ มีนวัตกรรมที่เหมาะสมและทรงพลัง เพื่อให้การศึกษาเข้าไปทำหน้าที่เปลี่ยนแปลงเด็ก ๆ ให้กลับมาเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ”</strong> และไม่ใช่แค่การศึกษา แต่ต้องมีกระบวนการที่ครอบคลุมทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ ทักษะวิชาการ เพื่อรู้เท่าทันความซับซ้อนในสังคม มีการดูแลติดตามต่อเนื่องหลังกลับออกไปใช้ชีวิต เพื่อให้มั่นใจว่าน้อง ๆ ทุกคน จะพบที่ทางของตนในสังคม ไม่เวียนซ้ำกลับไปที่จุดเดิมอีก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ea1b18"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/ปฏิรูปการศึกษาเสมอภาค-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>รูปแบบการเรียนรู้ที่ ‘ยืดหยุ่น’ ตอบโจทย์เด็กเยาวชนที่หลุดหล่นจากการศึกษาระหว่างทาง</strong></h2>



<p>เป็นเวลา 71 ปีแล้ว ที่กรมพินิจ ฯ จัดการศึกษาให้กับเด็กเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม ทั้งเด็กเยาวชนในสถานพินิจ ฯ ที่อยู่ในขั้นตอนรอการพิจารณาจากศาล และเด็กเยาวชนที่ศาลมีคำสั่งให้อยู่ในความดูแลของศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนซึ่งมีอยู่ 21 แห่งทั่วประเทศ โดยมีหลักสูตรการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย หรือ กศน. และหลักสูตรฝึกอาชีพ</p>



<p>แม้ที่ผ่านมา จะมีเด็กเยาวชนจำนวนหนึ่งสามารถเรียนรู้จนสำเร็จการศึกษา แต่ยังนับเป็นจำนวนไม่มาก เนื่องจากปัญหาสำคัญคือเด็กเยาวชนส่วนใหญ่มักหลุดจากระบบการศึกษากลางทาง มีเหตุให้พ้นจากโรงเรียนระหว่างช่วงชั้น เช่น หลุดตอน ม.1 เทอม 2 หรือ ช่วง ม.2 เทอมแรก บ้างก็ใกล้จะจบการศึกษาแล้ว แต่มาหลุดเอาตอน ม.3 เทอม 2 ซึ่งการเรียนด้วยหลักสูตร กศน. พวกเขาจำเป็นต้องอยู่ในกระบวนการเรียนให้ครบทั้งหลักสูตรในชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-aad534"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/ปฏิรูปการศึกษาเสมอภาค-08.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>กระทั่งในปี 2563 <strong>กสศ.</strong> มีเป้าหมายในการพัฒนาครูและเด็กนอกระบบการศึกษาผ่านโครงการย่อย 66 โครงการ ในจำนวนนี้มี 20 โครงการที่ทำงานร่วมกับกรมพินิจ ฯ หนึ่งในนั้นคือการทำงานกับ<strong>ศูนย์การเรียนซีวายเอฟ </strong>ที่ริเริ่มจัดการศึกษาตามความสนใจและความถนัดผ่านระบบ ‘ศูนย์การเรียน’ จนกลายเป็นโมเดลสำคัญที่ทำให้เห็นว่าการจัดการศึกษาตามความสนใจและความถนัด ควบคู่กับการส่งเสริมทักษะชีวิตให้ผู้เรียนมีความพร้อมในการกลับไปใช้ชีวิตในสังคม คือรูปแบบการศึกษาที่อาจเป็นทางออกสำหรับผู้เรียนที่หลุดหล่นจากระบบการศึกษากลางทาง</p>



<p>จากนั้นในปี 2564 <strong>ศูนย์การเรียนซีวายเอฟ</strong> ได้ร่วมกับจังหวัดนครพนม ทำโครงการ ‘นครพนมโมเดล’ ที่ใช้การศึกษาในรูปแบบการเทียบเคียงประสบการณ์และความชำนาญเฉพาะทางของผู้เรียน มาใช้กับเยาวชนนอกระบบการศึกษา รวมถึงเด็กเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม จนประสบความสำเร็จและเป็น ‘ต้นแบบ’ การพัฒนาการจัดการศึกษาให้เด็กเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม ที่กรมพินิจฯ และ กสศ. นำมาทดลองใช้ที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 5 จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งทำให้มีเด็กเยาวชนที่สำเร็จการศึกษา 101 คน ในปีการศึกษา 2565</p>



<p><strong>อ่าน</strong> &#8211; <a href="https://www.eef.or.th/news-200323/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">กสศ. ร่วมกับกรมพินิจฯ มอบวุฒิบัตรสร้างโอกาสชีวิตใหม่แก่เด็กเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม พลิกโฉมการศึกษาเปลี่ยน ‘ศูนย์ฝึกฯ’ เป็น ‘ศูนย์การเรียน’ เปลี่ยน ‘ผู้คุม’ เป็น ‘นักจัดการเรียนรู้’</a></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e77584"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/ปฏิรูปการศึกษาเสมอภาค-06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ด้วยระบบ ‘ศูนย์การเรียน’ ที่มีความยืดหยุ่น ทำให้เด็กเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม สามารถเทียบโอนประสบการณ์เพื่อแปลงเป็นหน่วยกิต และเข้าศึกษาต่อเนื่องตามระดับชั้นที่เรียนค้างไว้ เมื่อเด็กพ้นออกไปจากที่นี่ ก็สามารถกลับไปศึกษาต่อที่สถาบันเดิมได้ทันที รวมถึงผู้ที่จบการศึกษาขณะอยู่ข้างใน ก็จะได้วุฒิบัตรไปใช้ศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น หรือใช้ต่อยอดสมัครทำงานกับสถานประกอบการได้</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>พลิกโฉมการศึกษา… เปลี่ยน ‘ศูนย์ฝึกฯ’ เป็น ‘ศูนย์การเรียน’ เปลี่ยน ‘ผู้คุม’ เป็น ‘นักจัดการเรียนรู้’</strong></h2>



<p>ในเชิงโครงสร้าง การพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาจะพัฒนาผ่าน 4 เป้าหมายหลัก คือ 1.)ยกระดับศูนย์ฝึกฯ ให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้ 2.)เปลี่ยนผู้บริหารสถานพินิจฯ และศูนย์ฝึกฯ เป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ที่สามารถออกแบบการศึกษาให้เหมาะสมและมองภาพรวมการจัดการศึกษาได้ในทุกมิติ 3.)เปลี่ยนผู้ดูแล เป็นครูนักจัดการเรียนรู้ที่เปี่ยมประสิทธิภาพ และ 4.)พัฒนาเด็กเยาวชนในกระบวนการให้เป็นนักเรียนรู้ตลอดชีวิต ภายใต้กรอบการพัฒนาทักษะวิชาการ วิชาชีพ และวิชาชีวิต ขับเคลื่อนผ่าน 6 แผนงานสร้างโอกาสทางการศึกษาบนพื้นฐานของความเสมอภาค ดังนี้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8f1944"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/ปฏิรูปการศึกษาเสมอภาค-09.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<ol><li>ครูเป็น ‘โค้ชชีวิต’ ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญเชิงลึก สามารถดูแลเด็กเยาวชนได้อย่างต่อเนื่องจนเห็นเส้นทางชีวิตชัดเจนขึ้น และเชื่อมโยงให้เข้าถึงการเรียนรู้ในรูปแบบที่เหมาะสมตามบริบทของตนเอง</li><li>จัดการเรียนการสอนและประเมินผลเช่นเดียวกับสถานศึกษาทั่วไป มีหลักสูตรวิชาชีพรองรับ มีการเทียบประเมินประสบการณ์ เพื่อให้ผู้เรียนนำหน่วยวิชาชีพมาเทียบเป็นเครดิตใช้ศึกษาต่อและรับวุฒิบัตรได้</li><li>จัดการเรียนรู้ทางวิชาชีพ มีโปรแกรม ‘young boots-up’ ร่วมกับสถานประกอบการ ให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะผู้ประกอบการ ได้ฝึกทักษะวิชาชีพตามความสนใจและความถนัด ได้ลองทำงานจริง ฝึกประสบการณ์ในสถานที่จริง</li><li>เรียนรู้วิชาชีวิต ส่งเสริมทักษะชีวิตทั้งมิติสุขภาพจิต ภาวะอารมณ์-ปัญญา เพื่อพัฒนาพฤติกรรมเชิงบวก โดยพัฒนาเครื่องมือเพิ่มเติม 11 ชิ้น เพื่อยกระดับให้เด็กและเยาวชนในกระบวนการสามารถตั้งคำถาม-หาคำตอบ และกำหนดเป้าหมายด้วยตัวเองได้</li><li>เชื่อมโยงชุมชนสร้างกระบวนการติดตามหลังกลับคืนสู่สังคม โดยทำงานกับชุมชนปลายทางผ่านกลไก ‘ชุมชนโอบอุ้มคุ้มครองเด็ก’ และผลักดันการทำงานเชิงนโยบายระดับจังหวัด กำหนดนโยบายคุ้มครอง สร้างการยอมรับในสังคม ลดความเสี่ยงของการกระทำผิดซ้ำ และผลักดันให้กลุ่มเป้าหมายปรับตัวในสังคมอย่างมีคุณภาพ</li><li>ฐานข้อมูลและงานวิจัย 3 ด้าน คือ วิจัยเชิงระบบเพื่อสังเคราะห์ภาพรวมการทำงาน วิจัยกลุ่มเป้าหมายเพื่อศึกษาความต้องการและการพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาที่เหมะสม และ วิจัยครูผู้จัดการเรียนรู้โดยวิเคราะห์พัฒนาการด้านสมรรถนะการจัดการเรียนรู้</li></ol>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a2d841"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/ปฏิรูปการศึกษาเสมอภาค-11.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>นอกจาก 6 แผนงานดังกล่าว ในการดูแลน้อง ๆ อย่างต่อเนื่อง กสศ. ยังสนับสนุนให้เกิด ‘แผนงานที่ 7’ ผ่าน ‘ทุนสานฝันปันโอกาส’ ให้กับเด็กเยาวชน 1,081 คนทั่วประเทศ เพื่อเข้าสู่ระบบการศึกษาในรูปแบบศูนย์การเรียน และผลักดันให้ได้ศึกษาต่อแม้เมื่อพ้นจากความดูแลของศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนออกไป ในระบบการศึกษาทั้งสายสามัญและสายอาชีพ</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 5 อุบลราชธานี ‘พื้นที่แห่งโอกาสทางการศึกษา และโอกาสชีวิตใหม่’</strong></h2>



<p><strong>“เด็กเยาวชนทุกคนเคยเชื่อว่า ใครที่ก้าวเท้าผ่านเข้ามาในศูนย์ฝึกฯ หรือสถานพินิจฯ ความฝัน ความหวังที่เคยวาดเคยมีจะดับสิ้นลงไปทันที ขณะที่เราในฐานะผู้ดูแลเยาวชนเหล่านี้ เชื่อว่าความผิดพลาดหรือชีวิตที่หักเหของเด็กเยาวชนในช่วงเวลาหนึ่ง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากโอกาสที่เขาไม่เคยได้รับ</strong> ทั้งโอกาสทางการศึกษา การพัฒนาศักยภาพในตัวเอง หรือการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดด้วยความรักความเข้าใจ และมูลเหตุเหล่านี้คือต้นทางอันซับซ้อนที่ทำให้เกิดปัญหารูปแบบอื่น ๆ ตามมา”</p>



<p>นี่คือเรื่องเล่าจาก <strong>จิตติมา กระสานติ์กุล</strong> ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 5 จังหวัดอุบลราชธานี ที่เล่าให้ฟังถึงหลักการทำงานของศูนย์ฝึกฯ ก่อนพาเราเข้าไปเยี่ยมเยือนข้างใน เพื่อดูว่าด้านหลังบานประตูเหล็กที่มีกำแพงรั้วสูงทึบ ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นพื้นที่ปิดกั้นโอกาส ในวันนี้เมื่อเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จนกลายเป็น ‘พื้นที่การเรียนรู้อันหลากหลาย’ น้อง ๆ เยาวชนข้างในจะมีช่องทางเข้าถึงการพัฒนาตนเองในรูปแบบใดบ้าง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4aa96f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/ปฏิรูปการศึกษาเสมอภาค-02.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">จิตติมา กระสานติ์กุล ผู้อำนวยการ<br>ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 5 จังหวัดอุบลราชธานี</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ที่นี่แบ่งการดูแลเด็กเยาวชนออกเป็น 4 ระยะ เริ่มจาก ‘ระยะแรกรับ’ (Orientation Stage) เมื่อน้อง ๆ เข้ามาจะมีการตรวจร่างกาย ดูแลเรื่องอาหาร ที่อยู่อาศัย มีครูที่ปรึกษา (นักจิตวิทยา) พาเข้าสู่กิจกรรมบำบัดฟื้นฟูจิตใจ ร่างกาย ความคิด และทบทวนตัวเองเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ก่อนเข้าสู่ ‘ระยะฝึกอบรม’ (Intermediate Stage) ด้วยการจัดการศึกษาทั้งสายสามัญ (กศน., อุดมศึกษา, ศูนย์การเรียน) ควบคู่กับการฝึกอาชีพ ในสาขาช่างเชื่อมโลหะ ช่างไม้และก่อสร้าง ช่างไฟฟ้า ดนตรี ศิลปหัตถกรรม ช่างตัดผม การเกษตร การช่างสตรี กีฬาและ E-sports เป็นต้น</p>



<p>นอกจากนี้ยังมีหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้นให้เลือกเรียนตามความสนใจ ได้แก่ หลักสูตรช่างซ่อมรถจักรยานยนต์ ทำอาหาร เบเกอรี ช่างตัดเย็บ นวดเพื่อสุขภาพและแปรรูปสมุนไพร คอมพิวเตอร์เพื่อการสร้างอาชีพ โดยระหว่างการศึกษาวิชาการและวิชาชีพ น้อง ๆ จะได้รับการดูแลด้านจิตใจ สุขภาพร่างกาย และฝึกวินัยในเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ มีครูที่ปรึกษา นักบำบัดจิต นักสังคมสงเคราะห์ คอยอภิบาลสนับสนุนเพื่อเตรียมพร้อมกลับคืนสังคม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3a24f2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/ปฏิรูปการศึกษาเสมอภาค-07.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เข้าสู่ ‘ระยะเตรียมพร้อมก่อนปล่อยตัว’ (Pre-Release Stage) สำหรับคนที่เหลือเวลาในศูนย์ฝึกฯ ไม่เกิน 6 เดือน จะมีกิจกรรมฝึกทักษะชีวิต-สังคม ความเข้มแข็งทางใจ แนะแนวการศึกษาต่อ เส้นทางอาชีพที่น่าสนใจ โดยได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายสถาบันการศึกษาและภาคเอกชนเข้ามาเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ รวมถึงร่วมวางแผนติดตามน้อง ๆ หลังออกไปจากศูนย์ฝึกฯ ครอบคลุม 5 ด้าน คือที่อยู่อาศัย ชุมชน การศึกษา/การทำงาน ครอบครัว และความสัมพันธ์ทางสังคมกับการใช้เวลาว่าง</p>



<p>แล้วเมื่อถึงกำหนดออกจากศูนย์ฝึกฯ จะเป็น ‘ระยะการติดตามภายหลังปล่อย 1 ปี’ (The follow-up assistance after release Stage) โดยประสานผู้นำชุมชน ผู้ปกครอง สถานพินิจฯ สถานศึกษา และสถานประกอบการปลายทาง พร้อมกับผลักดันติดตามสนับสนุนทางวิชาชีพ และเป็นที่ปรึกษาด้านการใช้ชีวิต เพื่อร่วมกันดูแลจนเด็กเยาวชนสามารถตั้งหลักด้วยตัวเองได้ มีความแข็งแรงสมบูรณ์ทั้งด้านสภาพจิตใจและการประกอบภารกิจด้านการศึกษาหรือการทำงานอย่างมั่นคง</p>



<p>“<strong>ภารกิจของเราคือต้องช่วยให้เด็ก ๆ ค้นพบโอกาส พบทางรอดใหม่ ๆ ทางสังคมด้วยการศึกษา การฝึกอบรมอาชีพตามความสนใจและความถนัด และไม่เพียงแค่เรียนจบได้วุฒิการศึกษา แต่ยังต้องมีกระบวนการติดตามเมื่อเด็กกลับไปใช้ชีวิตในสังคมอีกครั้ง</strong> เพื่อติดตามว่าการศึกษา การพัฒนาตนเองของเขายังเดินหน้าไปต่อได้ สามารถเรียนต่อได้ด้วยวุฒิที่มี มีงานทำและมีรายได้จากทักษะที่ได้รับการฝึกฝน ซึ่งเมื่อไปถึงจุดนั้น หมายถึงเราสามารถคืนความฝันความหวังให้กับเด็กเยาวชนกลุ่มนี้ได้สำเร็จ” <strong>จิตติมา กระสานติ์กุล</strong> ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 5 จังหวัดอุบลราชธานี ทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มแห่งความหวัง</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-15a142"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/ปฏิรูปการศึกษาเสมอภาค-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p><strong>แนวทางการออกแบบการศึกษาของ ‘ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เขต 5 จังหวัดอุบลราชธานี’ แสดงให้เห็นว่า ‘กำแพง และบานประตู’ ที่เคยเป็นเส้นแบ่งระหว่าง ‘อิสรภาพ’ และ ‘จองจำ’ วันนี้ได้รับการเปลี่ยนแปลงจนทำให้เกิดภาพจำใหม่ โดยที่อีกฟาก ‘กำแพง และบานประตู’ เดียวกันได้กลายเป็นพื้นที่แห่ง ‘โอกาส’ ซึ่งไม่ใช่แค่โอกาสของน้อง ๆ ในกระบวนการยุติธรรม หากแต่เป็นจุดเริ่มของการ ‘เปลี่ยนแปลงการศึกษา’ ที่มีทางเลือกและตอบโจทย์ความสนใจของแต่ละคนได้ เป็นตัวอย่างการทะลุเส้นแบ่งของคำว่าเด็ก ‘ในระบบ’ หรือ ‘นอกระบบ’ เหลือเพียงรูปแบบการศึกษาที่มีทางเลือกโดยมีเด็กเยาวชนเป็น ‘ที่ตั้ง’ มีลู่ทางเดินหลากหลายให้พวกเขาพัฒนาทักษะที่มาจากความต้องการภายในอย่างแท้จริง ซึ่งกรมพินิจ ฯ และภาคีเครือข่ายของ กสศ. ได้ทำให้เห็นผลลัพธ์ความสำเร็จของเด็กกลุ่มหนึ่งที่ก้าวเดินล่วงหน้ากันไปแล้ว</strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-310323/">ทะลุกรอบวาทกรรม ‘เด็กในระบบหรือนอกระบบการศึกษา’ ด้วยการเรียนรู้ที่มีทางเลือกและตอบโจทย์ชีวิต</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>5 คำถามถอดรหัส ‘ยะลาเสมอภาค’ สู่การสร้าง ‘สภาการศึกษา’</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-5-decoding-questions-260122/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=article-5-decoding-questions-260122</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 25 Jan 2022 09:58:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[จังหวัดเสมอภาคทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[สภาการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กนอกระบบการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[มุขตาร์ มะทา]]></category>
		<category><![CDATA[เกราะป้องกันที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ยะลาเสมอภาค]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาจังหวัดยะลา]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบช่วยเหลือดูแลเด็กหลุดจากระบบการศึกษาช่วงโควิด-19]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กอยากเรียนต่อต้องได้เรียน]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กหลุดจากระบบการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาทางเลือก]]></category>
		<category><![CDATA[พาน้องกลับโรงเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=50907</guid>

					<description><![CDATA[<p>“เครือข่ายการทำงานเชิงพื้นที่ทำให้เรามีความหวังที่จะแก้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-5-decoding-questions-260122/">5 คำถามถอดรหัส ‘ยะลาเสมอภาค’ สู่การสร้าง ‘สภาการศึกษา’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“เครือข่ายการทำงานเชิงพื้นที่ทำให้เรามีความหวังที่จะแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้อยโอกาสที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วจังหวัด แต่ยิ่งลงลึกในกระบวนการทำงาน ก็ยิ่งต้องยอมรับว่า เด็กคนหนึ่งที่หลุดออกจากระบบ หรือไม่มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ จนนำไปสู่วงจรความยากจนที่ส่งต่อกันข้ามชั่วคน ไม่ใช่เรื่องที่จะทำให้หมดไปได้ในระยะเวลาสั้นๆ</p>



<p>“ผลลัพธ์จาก<strong>การทำงานโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ฯ ทำให้เราเห็นแนวทางว่า ถ้ามีรูปแบบวิธีการที่ชัดเจน และรวมพลังของคนในจังหวัดได้จริงๆ การกระจายความเสมอภาคทางการศึกษาและคุณภาพชีวิตที่ดีก็ไม่ใช่เรื่องห่างไกลอีกต่อไป ดังนั้นเมื่อ กสศ. เข้ามาวางรากฐานการทำงานแล้ว เราต้องมองถึงความต่อเนื่องในการรักษาพลังและยกระดับการทำงานต่อไป เพื่อเป็นที่พึ่งให้กับเด็กเยาวชนนอกระบบได้ในระยะยาว</strong>”&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-be839a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/14-5-คำถามถอดรหัส-ยะลาเสมอภาค-02.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">มุขตาร์ มะทา นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา<br>ประธานสภาการศึกษาเชิงพื้นที่จังหวัดยะลา</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>มุขตาร์ มะทา </strong>นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา/ประธานสภาการศึกษาเชิงพื้นที่จังหวัดยะลา เผยประสบการณ์การทำงานร่วมกับโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ในฐานะ 1 ใน 20 จังหวัดนำร่อง จนสามารถค้นพบและช่วยเหลือเด็กเยาวชนนอกระบบ รวมถึงประคับประคองกลุ่มเสี่ยงหลุดได้ 2,435 คน พร้อมนำมาสู่การจัดตั้ง ‘สภาการศึกษาจังหวัด’ และ ‘กองทุนเพื่อการศึกษาเพื่อเด็กและเยาวชนยะลา’ ซึ่งพร้อมดำเนินงานด้านการศึกษาเพื่อ ‘คนยะลา’ ทุกคนต่อไปในอนาคต&nbsp; นี่คือ 5 คำถามอันจะนำไปสู่การถอดรหัสการทำงานเชิงพื้นที่ ว่าพวกเขาไปสู่ผลลัพธ์และสร้างเครือข่ายความร่วมมือของคนในพื้นที่ให้เข้มแข็งได้อย่างไร&#8230;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-942488"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/14-5-คำถามถอดรหัส-ยะลาเสมอภาค-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">1. การร่วมโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ฯ ได้จุดประกายแนวทางที่ต่อยอดไปถึงการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายอย่างไร</h2>



<p><strong>ตอบ: “นำมาสู่การสานสร้างเครือข่ายความร่วมมือของคนทั้งจังหวัด และมีการทำงานที่ลงลึกในระดับชุมชน”</strong></p>



<p>การทำงานโครงการเริ่มต้นที่จุดเล็กๆ มีการจัดตั้งคณะกรรมการดำเนินงานจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ ด้วยความร่วมมือจากหน่วยงานรัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม ธุรกิจท้องถิ่น ผู้นำชุมชน จากระดับจังหวัดลงสู่อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน มี CM, CMS ซึ่งเป็น อสม. หรือบัณฑิตอาสาลงพื้นที่ค้นหาเด็กเยาวชนนอกระบบตามบ้านต่างๆ แล้วนำข้อมูลกลับมาบูรณาการจัดการกลุ่มเป้าหมายเป็นรายคน เมื่อเคสแรกๆ ทำแล้วเห็นผล เครือข่ายจึงแข็งแรงขึ้น มีกลไกที่ทำให้งานก้าวหน้าไปตามขั้นตอน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-415dc6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/14-5-คำถามถอดรหัส-ยะลาเสมอภาค-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“<strong>โครงการเข้ามาจุดประกายการทำงาน เพราะแม้ก่อนหน้านั้นจะมีการทำงานเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษามาก่อน แต่ก็เป็นแบบต่างคนต่างทำ และยังไม่มีแผนงานเชิงพื้นที่ที่ละเอียด พอมีการปรับเปลี่ยนมารวมกำลังทำงานด้วยกัน ผสานกับข้อมูลเชิงลึก ทำให้ทุกฝ่ายเห็นตัวเลขที่แท้จริงของเด็กจำนวนมากในพื้นที่ และปลุกความเชื่อว่าเราสามารถกระจายความเสมอภาคทางการศึกษาออกไปได้</strong></p>



<p>“จากนั้นจึงเกิดการทำงานและส่งต่อกลุ่มเป้าหมายที่ไร้รอยต่อ ไร้สังกัด เพราะทุกคนใช้เด็กเป็นตัวตั้ง แล้วใส่ความมุ่งมั่น ตั้งใจ เสียสละเข้าไป เพื่อเป้าหมายเดียวกันคือ ทำให้เด็กได้รับความช่วยเหลือ ได้เข้าถึงการศึกษา ได้พัฒนาทักษะอาชีพ และมีงานทำในอนาคต</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fc5a35"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/14-5-คำถามถอดรหัส-ยะลาเสมอภาค-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“พื้นที่เรามีปัญหาสั่งสมจากความไม่สงบและความยากจนข้ามชั่วคนมายาวนาน ขณะที่โครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ฯ ทำให้คณะทำงานเราเห็นชัดว่าความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ‘มีตัวตน’ จับต้องได้ ซึ่งทำให้ ‘เรา’ เชื่อว่าถ้าปลดล็อกปัญหาการศึกษาได้ ความยากจนเหลื่อมล้ำจะลดลงตามกัน”<strong>&nbsp;</strong></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">2. โมเดล ‘ยะลาเสมอภาค’ / เกิดขึ้น / มีกลไกทำงาน / และมีเป้าหมาย / อย่างไร</h2>



<p><strong>ตอบ: “กำเนิดบนรากฐานของโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ฯ เพื่อสานต่อพลังที่ร้อยรวมกันแล้วของคนทำงานทุกภาคส่วนให้ยั่งยืน สามารถช่วยเหลือเด็กเยาวชนและเป็นกลไกพัฒนาระบบการศึกษาจังหวัดได้ในระยะยาว”</strong></p>



<p>“การทำงานโครงการเกือบสามปีทำให้เห็นว่า เรากำลังต่อสู้กับปัญหาที่ใหญ่ หนัก ซับซ้อน ซึ่งไม่อาจแก้ไขได้ในเวลาสั้นๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกันในอีกด้านหนึ่ง คือพลังความร่วมมือของ ‘คนยะลา’ ที่ทำให้การขับเคลื่อนงานรวดเร็วและไปสู่ความสำเร็จได้เป็นลำดับขั้น ดังนั้น การมองไปยังปลายทางว่าจำนวนของเด็กที่เข้าไม่ถึงการศึกษาที่มีคุณภาพจะลดน้อยลงหรือหมดไปในวันหนึ่ง จึงไม่ได้เป็นเพียงความหวังอีกต่อไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a62c86"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/14-5-คำถามถอดรหัส-ยะลาเสมอภาค-06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ด้วย<strong>รากฐานที่โครงการวางไว้ ทำให้เรามองไปที่ความต่อเนื่องของการทำงานที่ยั่งยืน หมายถึง ‘อนาคต’ ที่วาดไว้จะต้องไม่จบไปพร้อมการสิ้นสุดของโครงการ เรามองว่าสิ่งที่มีค่ามากๆ คือความผูกพันแน่นเหนียวของคนจำนวนมากที่เขาตระหนักถึงปัญหา รู้สึกมีส่วนร่วม มีเป้าหมายเดียวกัน ซึ่งมันน่าเสียดายเกินกว่าจะปล่อยให้คลายออก</strong></p>



<p><strong>“การค้นหา เจอตัว และช่วยเหลือเด็กในพื้นที่ไปแล้วจำนวนหนึ่ง มันได้สร้างประสบการณ์ที่พิเศษเอาไว้ในหัวใจของคนทำงาน เพราะพวกเขาลงไปสัมผัสพูดคุยกับเด็กและครอบครัวจนกลายเป็นความใกล้ชิด เอาใจใส่ ร่วมรับรู้แบ่งปันทั้งความสุข ความทุกข์ หรือความหวัง ได้เห็นแววตาของเด็กๆ ที่ค่อยๆ เปลี่ยนไปตามเวลา เห็นครอบครัวเขามีชีวิตที่ดีขึ้น</strong> นี่คือสิ่งที่สะท้อนอยู่ในใจคนทำงานว่า ถ้าวันหนึ่งโครงการจบลงแล้ว เด็กๆ เหล่านี้จะไปต่อได้อย่างไร</p>



<p>“คณะทำงานจึงเห็นร่วมกันว่า เราจะจัดตั้ง ‘สภาการศึกษาจังหวัด’ เพื่อระดมทุน แรง สมอง และเครื่องมือทรัพยากรทั้งหมดในจังหวัด เพื่อต่อยอดการทำงานออกไป เพราะในเมื่อเรามีความผูกพันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้ขนาดนี้แล้ว มันเหมือนความเป็นคนยะลาที่ฝังลึกในตัวทุกคนถูกปลุกขึ้น ฉะนั้นก็ไม่มีใครอยากย้อนกลับไปจุดเดิม คือจบโครงการแล้วแยกย้ายกันไปต่างคนต่างทำอีก”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">3. ผลกระทบจากโควิด-19 และบทบาทของโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ ฯ เป็นอย่างไร</h2>



<p><strong>ตอบ: “คนจนยิ่งจนลง อัตราว่างงานเพิ่มขึ้น เด็กต้องออกไปเป็นแรงงาน ขาดเครื่องมืออุปกรณ์เรียนออนไลน์ จำนวนเด็กหลุดหรือกลุ่มเสี่ยงหลุดก็ยิ่งเพิ่มขึ้น</strong></p>



<p><strong>“โมเดล ‘ห้องเรียนฉุกเฉิน’ จึงเกิดขึ้นเพื่อช้อนรับเคสที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน”</strong></p>



<p>“เดิมก่อนมีโควิด-19 สถิติและข้อเท็จจริงก็ชี้ว่าเรามีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาอยู่ในอันดับท้ายๆ ของประเทศอยู่แล้ว พอสองปีที่ผ่านมาเจอโควิด-19 กระหน่ำซ้ำ ปัญหาก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ครอบครัวที่จนอยู่แล้วจนลงไปอีก คนว่างงาน รายได้ลดลง กลายเป็นผลที่สะเทือนไปถึงเรื่องการศึกษา”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ca55aa"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/14-5-คำถามถอดรหัส-ยะลาเสมอภาค-08.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เด็กหลายคนต้องเลิกเรียนออกไปหางานทำ บางบ้านพ่อแม่ไม่มีเงินส่งลูกเรียนต่อ ยิ่งในภาวะวิกฤตที่การเรียนออนไลน์เข้ามามีบทบาท เด็กจำนวนมากไม่มีสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต สัญญาณไวไฟ เขาก็ค่อยๆ ขาดการติดต่อแล้วหายไปจากการเรียน”</p>



<p>“ตัวเลขของเด็กที่ได้รับการช่วยเหลือจากโครงการทำให้ครู ผู้ปกครอง ผู้นำชุมชนที่แม้ไม่ได้อยู่ในพื้นที่อำเภอนำร่อง ได้รับทราบว่ามีคณะทำงานที่พร้อมรับเคสฉุกเฉินต่างๆ ของเด็กที่หลุดแล้วหรือเสี่ยงมากที่จะหลุด จนมีการส่งรายชื่อกันเข้ามา ตรงนี้ทำให้เกิดโมเดล ‘ห้องเรียนฉุกเฉิน’ เพื่อรองรับปัญหาที่จะส่งผลกระทบไปอีกนาน โดยเฉพาะกับเด็กกลุ่มเสี่ยงในช่วงรอยต่อทางการศึกษา เช่น จบ ป.6 หรือ ม.3 ซึ่งไม่ได้เรียนต่อเยอะมากจากผลของโควิด-19”</p>



<p>“<strong>การทำงานในสถานการณ์วิกฤต CM, CMS หรือผู้ดูแลรายกรณีจึงมีความสำคัญมาก เพราะต้องคอยสอบถามติดตามเด็กใกล้ชิด คอยรายงานสถานการณ์ของเด็กกลุ่มเสี่ยง หรือแม้แต่คนที่อยู่นอกพื้นที่อำเภอนำร่อง เมื่อพบเด็กแล้วแจ้งเรื่องเข้ามา คณะทำงานจะลงพื้นที่แล้วเข้าไปช้อนไว้ทันที ให้เขาได้รับความช่วยเหลือเรื่องปากท้อง มีเครื่องไม้เครื่องมือเรียนออนไลน์จนผ่านวิกฤตไปได้ หรือที่หลุดออกมาแล้วมีความพร้อมก็จะประสานกับสถานศึกษาเพื่อพากลับเข้าเรียนเร็วที่สุด</strong> ไม่รอถึงเทอมการศึกษาถัดไป”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">4. หลังได้รับการช่วยเหลือแล้ว มีกระบวนการฟื้นฟูดูแลกลุ่มเป้าหมายในระยะยาวอย่างไร</h2>



<p><strong>ตอบ: “มุ่งช่วยเหลือตามบริบทปัญหา สื่อสารสถานศึกษาให้มีโปรแกรมฟื้นฟูดูแลรายกรณี ผลักดันกลุ่มเป้าหมายให้ได้ไปตามความต้องการของแต่ละคน”</strong></p>



<p>“เมื่อพบเด็กแล้ว อย่างแรกเราต้องค้นหาว่าเขาอยากเรียนหรืออยากทำอะไร รวมถึงสอบถามผู้ปกครองถึงความพร้อมต่างๆ ในครอบครัว อย่างที่บอกว่าเราจะไม่ปล่อยให้เด็กรอ เพราะเป็นไปได้สูงว่าเขาจะไม่กลับมาอีก เรามีโรงเรียนในเครือข่ายที่พร้อมยืดหยุ่นกฎระเบียบบางอย่าง เพื่อเอาเด็กเข้าเรียนให้ได้ก่อน โดยเฉพาะพวกที่หลุดช่วงรอยต่อมาไม่นาน หรือเข้าเรียนไม่ทัน จะต้องได้เข้าเรียนและมีโปรแกรมฟื้นฟูความรู้ ปรับสภาพจิตใจและความพร้อมด้านต่างๆ เพื่อไม่ให้กลับไปในวงจรเสี่ยงหลุดอีก”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e78794"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/14-5-คำถามถอดรหัส-ยะลาเสมอภาค-09.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ส่วนพวกที่หลุดจากระบบมานานแล้ว กลุ่มนี้บางคนไม่อยากกลับไปเรียนในโรงเรียน เราจะสนับสนุนให้รับการพัฒนาทักษะอาชีพ มีผู้ดูแลรายกรณีคอยประกบ อาจเป็นครูในโรงเรียน หรือ อสม.พื้นที่ช่วยติดตามความเป็นอยู่ เพื่อประคองให้อยู่บนเส้นทางได้ในระยะยาว”</p>



<p>“<strong>การที่เราพบเด็กและนำเข้าสู่ความช่วยเหลือ ไม่ได้หมายความว่างานสิ้นสุดแล้ว แต่เราต้องทำงานต่อเนื่องเพื่อไม่ให้เด็กหลุดซ้ำ มีการติดตามพัฒนาการการเรียนรู้ ประเมินผล และช่วยกันปรับแผนเป็นระยะ นั่นถึงจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เขาไปต่อได้จริงๆ”</strong></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">5. อะไรคือ ‘หัวใจสำคัญ’ ที่ทำให้จังหวัดยะลาสามารถหลอมรวม ‘คนทุกภาคส่วน’ ไว้ด้วยกัน จนเกิดกลไกทำงานที่เข้มแข็ง</h2>



<p><strong>ตอบ: “เพราะเรารับรู้ร่วมกันว่าการช่วยเหลือเด็กคนหนึ่ง หมายถึงความเป็นไปได้ที่เพิ่มขึ้น ในการเปลี่ยนแปลงอนาคตของเมืองเราไปในทางที่ดี”</strong></p>



<p>“พอเราตระหนักร่วมกันว่าเด็กและเยาวชนในจังหวัดยะลาทุกคนคือลูกหลานของเรา คืออนาคตของท้องถิ่น ดังนั้นยิ่งเราช่วยเหลือเด็กได้มากขึ้นเท่าไหร่ ประโยชน์ที่ได้รับก็จะย้อนกลับมาหาพวกเราทุกคนเท่าๆ กัน”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cd7d0d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/14-5-คำถามถอดรหัส-ยะลาเสมอภาค-11.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“<strong>การทำงานต่อจากนั้นมันจึงหลุดไปจากคำว่า ‘หน้าที่’ หรือ ‘ผลงาน’ ของใครหรือหน่วยงานใดหนึ่ง แต่ความสำเร็จจะเป็นสิ่งที่ทุกคนชื่นชมร่วมกัน เราต่างรู้ว่าการจะทำให้เด็กเยาวชนทุกคนในจังหวัดมีชีวิตที่ดี มีทางไปต่อในระบบการศึกษาหรือเส้นทางประกอบสัมมาชีพนั้น ไม่อาจพึ่งพิงหน่วยงานเดียว แต่ต้องดึงพลังความสามารถจากหลายฝ่ายมาประกอบกัน ทั้งรัฐ เอกชน ธุรกิจท้องถิ่น หรือแม้แต่ชาวบ้านคนหนึ่งก็มีส่วนในการทำให้สำเร็จได้”</strong></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ฝากทิ้งท้าย ‘กองทุนเพื่อการศึกษาเด็กและเยาวชน’ กับเป้าหมายในอนาคตอันใกล้</h2>



<p>“ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันทำให้เราสามารถตั้งสภาการศึกษาจังหวัด และกองทุนเพื่อการศึกษา ที่จะช่วยระดมทุนจากคนในจังหวัด มาช่วยให้เราก้าวข้ามงบประมาณโครงการที่จำกัด พร้อมนำข้อมูลและประสบการณ์จากโครงการไปทำงานต่อเนื่อง ช่วยเหลือเด็กๆ ให้พ้นวิกฤตในวันนี้ จนถึงขยายผลต่อไปถึงอนาคต”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-df68c4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/14-5-คำถามถอดรหัส-ยะลาเสมอภาค-10.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เราจะเปิดหลักสูตรการศึกษาทางเลือกเกี่ยวกับอาชีพต่างๆ ที่เด็กสนใจ พร้อมสนับสนุนค่าใช้จ่าย ค่ากินอยู่ เดินทาง ค่าเล่าเรียนและทำกิจกรรมต่างๆ อาจเป็นหลักสูตรระยะสั้น 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี เพื่อให้เด็กกลุ่มนี้มีทางเลือกเพิ่มขึ้น ได้เข้าถึงวิชาความรู้ที่ตรงกับความต้องการ โดยเฉพาะหลักสูตรพื้นฐานพวกงานช่างที่เด็กสนใจกันมาก และหลักสูตรเกี่ยวกับการสร้างนวัตกรรม เทคโนโลยีดิจิทัล ศาสตร์ความรู้ที่ทันกับโลกปัจจุบันและอนาคต ซึ่งวันนี้จังหวัดยะลาเราได้เริ่มต้นสร้างอาคารเรียน และคุยกับสถาบันอาชีวะเพื่อพัฒนาหลักสูตรแล้ว” นายก อบจ. ยะลากล่าว</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-5-decoding-questions-260122/">5 คำถามถอดรหัส ‘ยะลาเสมอภาค’ สู่การสร้าง ‘สภาการศึกษา’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ประสานความร่วมมือเครือข่ายภาคประชาสังคมสร้าง &#8220;ครูพี่เลี้ยง&#8221;</title>
		<link>https://www.eef.or.th/13-07-2020-5/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=13-07-2020-5</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 13 Jul 2020 05:13:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ปราจีนบุรี]]></category>
		<category><![CDATA[เยาวชนในนิคมอุตสาหกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ครูพี่เลี้ยง]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนพัฒนาทักษะอาชีพเสริม]]></category>
		<category><![CDATA[67 องค์กรภาคีเครือข่าย]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กนอกระบบการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[นิคมอุตสาหกรรมปราจีนบุรี]]></category>
		<category><![CDATA[อาชีพสำรอง]]></category>
		<category><![CDATA[โควิด-19]]></category>
		<category><![CDATA[สุภกร บัวสาย]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=17927</guid>

					<description><![CDATA[<p> เผย&#8220;เยาวชนในนิคมอุตสาหกรรม&#8221; จังหวัดปราจีนบ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/13-07-2020-5/">ประสานความร่วมมือเครือข่ายภาคประชาสังคมสร้าง “ครูพี่เลี้ยง”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-17949" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail_2.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail_2.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail_2-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail_2-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail_2-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> เผย<strong>&#8220;เยาวชนในนิคมอุตสาหกรรม&#8221;</strong> จังหวัดปราจีนบุรี คือหนึ่งในพื้นที่เป้าหมาย พัฒนาทักษะอาชีพเสริมเผื่อไว้เป็น <strong>&#8220;อาชีพสำรอง&#8221;</strong> ประกันความเสี่ยงหากต้องว่างงานจากวิกฤติโควิด-19</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ประกาศผลการพิจารณา โครงการสนับสนุนการพัฒนาครูและเด็กนอกระบบการศึกษา ปีการศึกษา 2563 ให้แก่ 67 องค์กรหรือเครือข่ายภาคีความร่วมมือผนึกกำลังปูพรมลงพื้นที่ 77 จังหวัดทั่วประเทศเพื่อ<strong>ช่วยเหลือเด็กนอกระบบที่ฐานะยากจนขาดแคลนทุนทรัพย์ไม่สามารถเข้าสู่ระบบการศึกษา</strong> อยู่ในภาวะพึ่งพาหรือมีปัญหาสังคมต้องการได้รับความช่วยเหลือด้านการศึกษาและพัฒนาทักษะอาชีพที่เป็นเด็กและเยาวชนอายุตั้งแต่ 2 &#8211; 25 ปี ให้มีโอกาสเข้าถึงทุนสนับสนุนรายหัวละ 3 พันบาทจาก กสศ. เพื่อนำไปจัดการศึกษาเรียนรู้หรือพัฒนาทักษะอาชีพตามความประสงค์ของกลุ่มเป้าหมาย โดยมีองค์กรหรือภาคีเครือข่ายเป็น <strong>“ครูพี่เลี้ยง”</strong> ให้การสนับสนุน </span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-17951" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/b_0.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/b_0.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/b_0-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/b_0-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/b_0-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/b_0-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ภายใต้ความร่วมมือกับองค์กรและภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคม กสศ. กำหนดเป้าหมายจะดึงเด็กนอกระบบ 3.5 หมื่นคนทั่วประเทศให้เข้าถึงการศึกษา โดยแบ่งภารกิจการทำงานออกเป็น 7 ภาค อาทิ เหนือ(บน-ล่าง), กลาง, ใต้(บน-ล่าง), ตะวันออก และตะวันตก เข้ามาเป็นเครือข่ายการทำงานเชิงพื้นที่ (Area Based Approach) พร้อมกับฝึกอบรม <strong>“ครูพี่เลี้ยง”</strong> ให้เข้ามาเป็นฟันเฟืองการทำงานประสานและส่งต่อเด็กนอกระบบการศึกษาให้กับ กสศ.เพื่อจัดลำดับความสำคัญเร่งด่วน แบ่งประเภทและจัดทำรูปแบบการให้การศึกษาตามความเหมาะสมและความต้องการของเด็ก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พร้อมติดตามและประเมินผลลัพธ์ของโครงการที่เกิดผลสำเร็จ สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิตหรือพฤติกรรมเด็กนอกระบบให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้จากการเข้าถึงระบบการศึกษาจากทุนสนับสนุนรายหัวละ 3 พันบาท  จนสามารถก้าวข้ามจากปัญหาความด้อยโอกาสทางสังคมและได้รับโอกาสทางการศึกษาจนสามารถพัฒนาทักษะอาชีพ รวมถึงสามารถดำรงชีวิตอยู่รอดท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัส โควิด-19 ในขณะนี้</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-17952" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a_1.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a_1.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a_1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a_1-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a_1-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a_1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี หนึ่งในพื้นที่ทำงานและกลุ่มเป้าหมายของ กสศ.ที่จะทำงานกับ <strong>&#8220;เยาวชนในนิคมอุตสาหกรรม&#8221;</strong> ให้สามารถเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาทักษะอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้เผื่อไว้เป็น <strong>&#8220;อาชีพสำรอง&#8221;</strong> หลักประกันความเสี่ยงจากสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปราะบาง และเพื่อรองรับปัญหาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีก้าวกระโดด ( Disruptive Technology) หรือ สถานการณ์โรคอุบัติใหม่ในกรณีการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19)ที่อาจทำให้เกิดปัญหาว่างงานได้ในอนาคตจึงเป็นข่าวดีสำหรับเยาวชนแรงงานในระบบหรือนอกระบบ</span></p>
<p>&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/13-07-2020-5/">ประสานความร่วมมือเครือข่ายภาคประชาสังคมสร้าง “ครูพี่เลี้ยง”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
