<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>รศ.ดร.ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์ | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%a3%e0%b8%a8-%e0%b8%94%e0%b8%a3-%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98-%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%94%e0%b8%b4/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 24 Jul 2023 11:41:50 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>รศ.ดร.ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์ | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>รศ.ดร.ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์ : ปฏิรูปงบการศึกษาให้ถึงราก ปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-interview-chaiyuth-punyasavatsut/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 24 Jul 2023 11:41:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[งบประมาณการศึกษา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=70490</guid>

					<description><![CDATA[<p>หากมองอย่างผิวเผิน กระบวนการจัดสรรเงินอุดหนุนทางการศึกษ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-interview-chaiyuth-punyasavatsut/">รศ.ดร.ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์ : ปฏิรูปงบการศึกษาให้ถึงราก ปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หากมองอย่างผิวเผิน กระบวนการจัดสรรเงินอุดหนุนทางการศึกษาแบบรายหัว ดูเหมือนจะเป็นวิธีที่ค่อนข้างยุติธรรม เพราะรัฐจ่ายให้กับนักเรียนทุกคนเท่ากันหมด แต่ในความเป็นจริงแล้ววิธีการเช่นนี้กลับยิ่งซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำให้ถ่างกว้างขึ้นไปอีก เพราะหากเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่หรือขนาดกลางที่มีนักเรียนจำนวนมาก ย่อมได้รับงบประมาณในสัดส่วนที่มากตามไปด้วย&nbsp;</p>



<p>แต่สำหรับโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนเพียงไม่กี่ร้อยคน นั่นหมายความว่า สัดส่วนงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรจากรัฐย่อมลดหลั่นลง จนไม่เพียงพอที่จะนำไปบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพได้ ทั้งในแง่อาคารสถานที่ ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน อุปกรณ์การศึกษา ไปจนถึงคุณภาพการเรียนการสอน&nbsp;</p>



<p>จากการสำรวจและติดตามสถานการณ์ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารของ ‘ขบวนเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำการศึกษา’ ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 26-30 พฤษภาคม 2566 ที่อำเภอทองผาภูมิ และอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี โดย&nbsp;<strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เครือข่ายชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร เครือข่ายโรงเรียนปลายทางครูรัก(ษ์)ถิ่น คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&nbsp;</strong>และ<strong>มูลนิธิกระจกเงา</strong>&nbsp;ทำให้สัมผัสถึงข้อเท็จจริงที่สำคัญยิ่งว่า การจัดสรรงบประมาณทางการศึกษาของภาครัฐยังคงเป็นปัญหาใหญ่ และเป็นหนึ่งในต้นตอของความเหลื่อมล้ำที่จำเป็นต้องขจัดให้หมดไป&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-316a8c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/6-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เราได้พูดคุยกับ&nbsp;<strong>รองศาสตราจารย์ ดร.ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</strong>&nbsp;เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองในประเด็น ‘การปฏิรูปกระบวนการจัดสรรงบประมาณเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา’ (equity-based Budgeting) และมองหาความเป็นไปได้ว่าจะมีแนวทางใดบ้างในการอุดช่องว่างเหล่านี้</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="1--%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89-"><strong>ทำไมอาจารย์ถึงเลือกเดินทางมาศึกษาพื้นที่นี้</strong></h2>



<p>การลงพื้นที่ครั้งนี้ ผมมาในนามผู้วิจัยให้กับ กสศ. พร้อมทีมนักวิจัยในโครงการ และมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเขต 1 และเขต 3 กาญจนบุรี มาร่วมสังเกตการณ์</p>



<p>ขณะนี้ทาง กสศ. กำลังจัดทำโครงการวิจัยเรื่องหนึ่งที่สำคัญคือ เรื่องการจัดสรรงบประมาณให้กับโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล ก็ถือโอกาสในการเยี่ยมเยียนดูสภาพความเป็นจริง โดยเราจะเลือกโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล&nbsp;</p>



<p>ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงเรียนขนาดเล็กประมาณกว่า 15,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งหมายถึงโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนน้อยกว่า 120 คน ส่วนใหญ่เป็นระดับปฐมวัยถึงประถมศึกษา หรือตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึง ป.6 นอกจากนี้ยังมีโรงเรียนขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลที่ปัจจุบันมีอยู่กว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ หมายถึง อยู่บนพื้นที่สูง พื้นที่สันเขา หุบเขา และเกาะต่างๆ รวมถึงโรงเรียนตามแนวชายแดน ซึ่งโรงเรียนเหล่านี้คือโรงเรียนเป้าหมายที่เราลงมาศึกษาในครั้งนี้ และโรงเรียนในเขตกาญจนบุรีหลายแห่งก็อยู่ในนิยามของพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารคือ อยู่บนพื้นที่สูง สันเขา เกาะ และชายแดน โดยเฉพาะที่อำเภอทองผาภูมิ อำเภอสังขละบุรี ที่มีสภาพภูมิประเทศหลายแบบ และมีโรงเรียนที่ต้องดูแลเด็กชาติพันธุ์ หรือเด็กจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นจำนวนมาก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fc8fe3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/1-6.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="2--%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87-"><strong>มีความคาดหวังในการลงพื้นที่ครั้งนี้อย่างไรบ้าง</strong></h2>



<p>อันที่จริงผมก็ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนโรงเรียนต่างๆ เป็นประจำอยู่แล้ว แต่ก็มีความคาดหวังอยู่ว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น อย่างที่ตำบลห้วยเขย่ง อำเภอทองผาภูมิ จะมีโรงเรียนที่เปิดรับเด็กชาติพันธุ์และเด็กต่างด้าวอยู่เกินครึ่ง ซึ่งโรงเรียนขนาดเล็กเหล่านี้มักจะมีปัญหาเรื่องความไม่พร้อมในหลายด้าน โดยเฉพาะเรื่องการขาดแคลนงบประมาณ ขาดแคลนครู หรือผู้อำนวยการ อย่างเช่นโรงเรียนบ้านห้วยเขย่งก็ไม่มีผู้อำนวยการ ซึ่งไม่ใช่แค่ที่นี่เพียงที่เดียว แต่โรงเรียนอีกจำนวนมากเลยที่มีลักษณะปัญหาแบบนี้ ซึ่งแนวทางการแก้ปัญหาของโรงเรียนแต่ละแห่งอาจจะเหมือนกันบ้างหรือต่างกันบ้าง เราก็ต้องรับฟังแนวทางของเขา วิธีการดำเนินการแก้ไขของเขา เพราะว่าแต่ละเขต แต่ละชุมชน แต่ละภูมิภาค ก็ย่อมมีวิธีการที่ไม่เหมือนกัน</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="3--%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9C%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87-"><strong>สถานการณ์ปัญหาที่โรงเรียนขนาดเล็กต้องเผชิญมีอะไรบ้าง</strong></h2>



<p>ปัจจุบันนี้ เนื่องจากอัตราการเกิดของประชากรไทยลดลง ซึ่งมีผลต่อจำนวนเด็กในโรงเรียนขนาดเล็ก ขณะเดียวกัน การคมนาคมของเราก็ดีขึ้น ลองคิดง่ายๆ ว่า ถ้าคุณมีทางเลือกจากการคมนาคมที่ดี คุณก็อยากส่งลูกไปโรงเรียนที่มีคุณภาพ ถูกไหม เพราะฉะนั้นมันก็จะเกิดลักษณะของการส่งลูกไปเรียนในพื้นที่ที่ดีกว่า อย่างผู้ปกครองที่พอมีฐานะ เขาก็จะส่งลูกไปเรียนที่อื่น หรือเรียกได้ว่าถูกดูดออกไป ส่วนผู้ปกครองที่ไม่มีฐานะ ไม่มีความสามารถที่จะการจ่ายค่าเดินทางไปยังโรงเรียนที่ดีกว่า ก็จำเป็นต้องเลือกเรียนโรงเรียนเท่าที่มีอยู่ในละแวกบ้าน&nbsp;</p>



<p>อย่างกรณีบ้านห้วยเขย่ง ถ้าผู้ปกครองมีฐานะ เขาก็ให้ลูกไปเรียนที่อื่น อันนี้คือสภาพทั่วไปที่พบเจอได้ทุกที่ ถ้าใครเคยเดินทางขึ้นเหนือ เราจะเห็นว่าบางทีคนบนดอยก็ลงมาเรียนบนพื้นราบ ผมเคยไปดูโรงเรียนบนเกาะเสม็ด จังหวัดระยอง มีแต่เด็กต่างด้าว ไม่มีเด็กไทยเลย เพราะเด็กไทยนิยมไปเรียนบนฝั่งกันหมด อันนี้คือสภาพข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น</p>



<p>ด้วยเหตุนี้ นิยามของโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลก็คือ โรงเรียนที่จะต้องรองรับการดูแลเด็กที่มาจากครอบครัวด้อยโอกาสหรือฐานะยากจนเป็นส่วนใหญ่ หรือในกรณีโรงเรียนที่ติดชายแดนส่วนใหญ่ก็จะเป็นเด็กต่างด้าวหรือเด็กชาติพันธุ์ เพราะฉะนั้นโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลจึงเป็นแหล่งรวมเด็กนานาชาติ แล้วก็เป็นปัญหาที่ท้าทายว่าเราจะแก้ปัญหาให้เด็กเหล่านี้อย่างไร</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c34a59"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/3-4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="4--%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%88%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87-"><strong>ปัจจัยเรื่องขนาดของโรงเรียนส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างไรบ้าง</strong></h2>



<p>ถ้าพูดถึงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาคงต้องมองในแง่ของความพร้อมในการเข้าถึงโอกาสด้วย เพราะว่าคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กก็เป็นอย่างที่เห็นโดยสภาพ ส่วนโรงเรียนที่มีคุณภาพ เราคงไม่ต้องไปพูดถึง เพราะเขามีงบประมาณเพียงพออยู่แล้ว โรงเรียนสามารถเก็บเงินรายได้จากผู้ปกครองที่มีฐานะได้ ส่วนเรื่องคุณภาพของครู ถ้าเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ครูก็ไม่ค่อยอยากอยู่นัก เพราะหลายอย่างสู้โรงเรียนขนาดใหญ่ไม่ได้ แล้วการจัดการเรียนการสอนก็ยากลำบากกว่า แทนที่จะได้สอนในวิชาที่ตัวเองถนัด ก็อาจจะต้องไปสอนควบหลายระดับชั้น สอนควบหลายวิชา ซึ่งโรงเรียนขนาดใหญ่จะมีคุณภาพมากกว่าเพราะความพร้อมของเงิน ความพร้อมของสาธารณูปโภค ความพร้อมของครู ความพร้อมของผู้ปกครอง</p>



<p>โรงเรียนขนาดเล็กแทบจะตรงกันข้ามกับโรงเรียนขนาดใหญ่ทุกอย่าง เพราะเมื่อมีขนาดเล็กก็จะได้งบประมาณมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนน้อย เหตุผลที่ได้น้อยก็เพราะว่า เวลาที่รัฐจ่ายเงินอุดหนุน รัฐจะจ่ายตามจำนวนหัวนักเรียน ถ้าดูจากตัวเลข ระดับประถมศึกษาจะได้เงินอุดหนุนหัวละ 1,938 บาท เป็นอัตราที่ปรับขึ้นให้แล้วตามเงินเฟ้อ และเป็นอัตราที่ไม่ได้ปรับมานานกว่า 10 ปี ซึ่งที่ผ่านมาไม่รู้ว่าเงินเฟ้อพุ่งไปเท่าไรแล้ว&nbsp;</p>



<p>โรงเรียนขนาดเล็กเหล่านี้มีเด็กจำนวนน้อย แต่กลับมีค่าใช้จ่ายบางรายการที่ยังต้องแบกรับอยู่ ซึ่งมันไม่ได้ผันแปรตามจำนวนเด็ก เช่น ค่าสาธารณูปโภค เป็นต้น ผมเคยสอบถามบางโรงเรียนต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไปถึง 15-20 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณที่ได้รับ เพราะฉะนั้นเงินที่จะสามารถนำไปพัฒนาการเรียนการสอนได้นั้น ต้องหมดไปกับค่าน้ำ ค่าไฟ ยิ่งกว่านั้นโรงเรียนขนาดเล็กบางแห่งไม่มีไฟฟ้าใช้ ต้องใช้โซล่าเซลล์ บางแห่งต้องใช้เครื่องปั่นไฟในกรณีไฟฟ้าดับ อย่างโรงเรียนบนเกาะค่าสาธารณูปโภคจะค่อนข้างแพง แต่ก็อีกนั่นแหละ โรงเรียนเหล่านี้ไม่มีแม้กระทั่งคอมพิวเตอร์สักเครื่องให้กับเด็ก ส่วนคุณครูเองถึงแม้จะมีคอมพ์ แต่ก็ต้องใช้คอมพ์เพื่อทำงานธุรการ งานบัญชี แล้วก็ทำใบงานต่างๆ ที่ต้องทำแจกเด็ก</p>



<p>ในโรงเรียนขนาดเล็ก เมื่อเด็กมีน้อย ครูก็น้อยตามไปด้วย จริงๆ รัฐเขาก็อยากให้มีครูครบทุกชั้น อย่างเช่นถ้ามี 8 ระดับชั้น ก็ควรมีครู 8 คน ถูกไหม แต่ในภาพความเป็นจริงหลักเกณฑ์ในการจัดสรรอัตรากำลังครูให้กับโรงเรียนขนาดเล็กก็ยังไม่เพียงพอ ครู 1 คน ต้องสอนหลายชั้น สอนหลายวิชา ซึ่งปัญหาควบชั้นก็เป็นปัญหาทั่วไปที่พบได้ในโรงเรียนขนาดเล็ก แต่ปัญหามันจะซับซ้อนกว่านี้อีก คือระบบกฎเกณฑ์เรื่องการโยกย้ายบรรจุครู อันนี้เป็นปัญหาใหญ่มาก ถ้ามองไปในระยะยาว เรื่องการจัดสรรครูให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่น่าคิด เพราะทั้งครู ทั้งผู้อำนวยการ พอบรรจุครบวาระแล้วก็ย้ายออกไปสู่โรงเรียนที่ขนาดใหญ่ขึ้น มีเม็ดเงินให้บริหาร มีช่องทางการเติบโต อันนี้เป็นปัญหาทุกที่&nbsp;</p>



<p>เพราะฉะนั้นเมื่องบน้อย ครูน้อย ภาระงานมันก็ต้องเพิ่มขึ้น เพราะจะมีงานหลายอย่างที่ยังต้องทำ ต้องดูแลงบประมาณ ต้องมีการทำบัญชี ต้องมีงานธุรการ งานเอกสาร แล้วยังมีงานโครงการที่คิดว่าดีสำหรับเด็ก ซึ่งก็คงจะดีถ้ามีครูเยอะ แต่เมื่อครูมีน้อย งานมันก็ล้นมือ&nbsp;</p>



<p>อย่างบางโรงเรียนมีโครงการให้ครูไปเยี่ยมบ้านนักเรียน แรกๆ ก็มีเสียงบ่นจากครูอยู่บ้าง แต่พอทำไปแล้วมันก็ช่วยทำให้มองเห็นปัญหาในการดูแลเด็กมากขึ้น ได้เห็นสภาพข้อเท็จจริงมากขึ้น ถ้าเป็นครูใหม่ที่ยังไม่รู้จักเด็ก ก็อาจมองเด็กแบบหนึ่ง แต่พอได้เห็นความลำบากของเด็กจริงๆ ครูก็จะเข้าใจว่าทำไมเด็กคนนี้ไม่ได้ทานข้าวเช้ามา ทำไมเด็กคนนี้ถึงนั่งเรียนไม่รู้เรื่อง นั่งสัปหงก หรือทำไมตอนเย็นต้องไปช่วยงานพ่อแม่ เพราะฉะนั้นงานเยี่ยมบ้านก็เป็นเหมือนงานธุรการอย่างหนึ่งที่เพิ่มขึ้นมา ซึ่งอาจทำให้มีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่เพิ่มขึ้น อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b6f472"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/5-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="5--%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87-"><strong>การปฏิรูปการจัดสรรงบประมาณจะช่วยแก้ปัญหาให้กับโรงเรียนขนาดเล็กอย่างไรบ้าง</strong></h2>



<p>การจัดสรรงบรายหัวในอัตราที่เท่ากันนั้น เป็นหลักการพื้นฐานเพื่อความเสมอภาค หมายความว่า ไม่ว่าเด็กจะเป็นคนไทยหรือต่างด้าว แต่เมื่อมาอยู่เมืองไทยต้องมีโอกาสในการได้รับการศึกษาและได้รับการจัดสรรงบที่เท่ากัน แต่ปัญหาก็คือ การจัดสรรงบรายหัวในอัตราที่เท่ากันนี้มันไม่สามารถไปชดเชยความแตกต่างของเด็กแต่ละคนได้&nbsp;</p>



<p>กล่าวคือ ถ้าเด็กแต่ละคนมีความพร้อมเท่ากันก็อาจจะใช้งบไม่ต่างกัน แต่ในบางโรงเรียนอาจจะต้องดูแลเด็กที่มีความจำเป็นพิเศษ เด็กพิการที่ต้องเรียนรวม เด็กต่างชาติที่ยังพูดไทยไม่ได้ เด็กเรียนช้า หรือเด็กที่อาจจะมาจากครอบครัวที่แตกแยก เพราะฉะนั้นโรงเรียนขนาดเล็กก็เป็นจุดหนึ่งที่เป็นศูนย์รวมปัญหาเหล่านี้ ซึ่งไม่ใช่ว่าโรงเรียนใหญ่ไม่มี โรงเรียนใหญ่ก็มี แต่ว่าโรงเรียนเล็กจะต้องเผชิญกับปัญหาเหล่านี้ด้วยงบที่น้อยกว่า และมีคนดูแลน้อยกว่า&nbsp;</p>



<p>ด้วยเหตุนี้ การที่รัฐจัดสรรงบรายหัวในอัตราเท่ากัน ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กเสียเปรียบ ประการแรก งบบริหารน้อย พอหักค่าใช้จ่ายโน่นนี่ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเดินทางครูไปประชุม ค่าดำเนินการต่างๆ สุดท้ายก็เหลือเงินไม่มาก ที่จริงแล้วภาครัฐก็มีความคิดที่จะแก้ไขเรื่องนี้อยู่ เพราะตามหลักการความเสมอภาค อย่างน้อยก็ต้องมีเพดานขั้นต่ำที่เพียงพอด้วย เพราะฉะนั้นสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก รัฐจึงสมทบเพิ่มให้อีกหัวละ 500 บาท อย่างเช่นระดับประถมศึกษาหัวละ 1,900 บาท รัฐก็สมทบเพิ่มให้อีก 500 บาท ถามว่าพอไหม ถ้าเราฟังจากโรงเรียน เราก็จะรู้ว่าไม่พอ เพราะถ้าลองคำนวณจากตัวเลข สมมุติโรงเรียนที่มีเด็ก 80 คน กับโรงเรียนที่มีเด็ก 200 คน จะพบว่าโรงเรียนที่มีเด็กมากกว่าจะมีงบประมาณเหลือเพียงพอสำหรับการบริหารจัดการอีกไม่รู้ตั้งเท่าไร&nbsp;</p>



<p>เมื่อพิจารณาถึงหลักการจัดสรรงบรายหัวแบบนี้แล้ว เราก็พยายามคิดต่อไปว่ายังมีปัญหาอะไรอีกบ้างที่ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กเสียเปรียบ และเราก็พบข้อเท็จจริงประการหนึ่งว่า นอกจากโรงเรียนขนาดเล็กจะมีค่าใช้จ่ายคงที่ อย่างเรื่องค่าสาธารณูปโภคพื้นฐานดังที่กล่าวไป ฉะนั้นถ้ารัฐไม่ชดเชยความแตกต่างตรงนี้ให้ ครูที่จะต้องเดินทางไปประชุมต่างๆ เขาจะเอาเงินจากไหน เพราะเวลาไปประชุมต้องมีค่าเดินทาง ต้องค้างคืน มีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งก็ไปเบียดบังค่าใช้จ่ายที่ใช้สำหรับการจัดการเรียนการสอนให้กับเด็ก เงินที่จะเอาไปพัฒนาการสอนก็ลดลง เงินที่จะเอาไปทำสื่อการสอนหรือซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็นอย่างคอมพิวเตอร์ก็ไม่พอ เด็กจึงไม่มีโอกาสในการเข้าถึงสิ่งเหล่านั้น</p>



<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" fetchpriority="high" width="864" height="577" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/7.jpg" alt="" data-id="70497" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=70497" class="wp-image-70497" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/7.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/7-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/7-768x513.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/7-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/7-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" width="864" height="577" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/8-1.jpg" alt="" data-id="70498" data-full-url="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/8-1.jpg" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=70498" class="wp-image-70498" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/8-1.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/8-1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/8-1-768x513.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/8-1-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/8-1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></figure></li></ul></figure>



<p></p>



<p>เพราะฉะนั้นจึงมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กแตกต่างจากโรงเรียนขนาดใหญ่ และถึงแม้ว่ารัฐจะชดเชยให้โรงเรียนขนาดเล็กอีกหัวละ 500 มันก็ยังไม่พอ ด้วยเหตุนี้ กสศ. จึงคิดสูตรขึ้นมาเพื่อนำมาปฏิรูปการจัดสรรงบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ได้แก่&nbsp;</p>



<p>หนึ่ง – เด็กที่มีความแตกต่างกัน เด็กที่มีความจำเป็นพิเศษ รัฐควรอุดหนุนเพิ่มให้ เช่น เด็กยากจน ชนกลุ่มน้อย เด็กที่เรียนช้า หรือเด็กสองภาษา ซึ่งมีความจำเป็นที่รัฐจะต้องดูแล&nbsp;</p>



<p>สอง – บริบทในเรื่องของการเดินทาง สภาพสาธารณูปโภคที่ยังไม่พร้อม บางพื้นที่ต้องใช้ประปาภูเขา น้ำบ่อ บางพื้นที่ไม่มีไฟฟ้า การเรียนการสอนก็จะติดขัด รวมถึงอุปสรรคเรื่องการเดินทางของครูและนักเรียน เนื่องจากภูมิประเทศที่ทุรกันดาร เพราะฉะนั้นสูตรที่เราจะปรับปรุงแก้ไขจึงต้องคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย</p>



<p>อันที่จริงแล้ว หน่วยงานภาครัฐหรือคนที่เกี่ยวข้อง เขาก็พยายามคิดสูตรอยู่นะ พยายามชดเชยความได้เปรียบเสียเปรียบตรงนี้อยู่ แต่อาจจะออกมาในรูปแบบของโครงการ ซึ่งแต่ละปีถ้ามีโครงการต่างๆ เกิดขึ้น โรงเรียนก็จะได้เงินเพิ่ม แต่ถ้าปีนั้นไม่มีโครงการ เงินก็หายไป เพราะฉะนั้น กสศ. จึงเห็นว่าถ้ามีสูตรการปฏิรูปงบประมาณที่ชัดเจน แล้วคณะรัฐมนตรีอนุมัติ สำนักงบประมาณโอเค โรงเรียนก็จะได้จัดสรรงบเพิ่มขึ้นตามสูตรนี้ ไม่ต้องมาคอยให้แต่ละเขตพื้นที่การศึกษานั่งเช็คข้อมูล ตรวจสอบ อนุมัติ ซึ่งมันต้องผ่านขั้นตอนอีกเยอะแยะเลย&nbsp;</p>



<p>สิ่งที่ กสศ. พยายามเสนอก็จะคล้ายๆ ลักษณะการจัดสรรเงินแบบที่เรียกว่าเงินอุดหนุนทั่วไป คือรัฐจัดสรรให้ทันทีถ้าโรงเรียนเหล่านั้นเข้าเงื่อนไขอย่างที่บอก คือมีขนาดเล็ก อยู่ในพื้นที่ทุรกันดาร การเดินทางลำบาก มีเด็กด้อยโอกาสเยอะ เพราะโรงเรียนเหล่านี้มักระดมทรัพยากรไม่ค่อยได้ ส่วนใหญ่ต้องอาศัยเงินบริจาค จะไปหาเงินรายได้แบบโรงเรียนขนาดใหญ่ที่เรียกเก็บค่าโน่นค่านี่เพิ่มก็คงทำได้ยากกว่า</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>กสศ. มีบทบาทอย่างไรบ้างในการปฏิรูปการจัดสรรงบประมาณ</strong></h2>



<p>กสศ. โดยตัวบทกฎหมายก็มีหน้าที่สร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ดูแลเด็กด้อยโอกาส ดูแลโรงเรียนที่ยังขาดความพร้อม ซึ่งในการดูแลเด็กกลุ่มด้อยโอกาสนั้น กสศ. ก็มีหน้าที่ในการค้นหาเด็กที่มีความยากจนมากกว่าคนอื่นๆ หรือที่เราเรียกว่าเด็กยากจนพิเศษ กระบวนการตรงนี้ กสศ. จะมีเครื่องมือหรือการคัดกรองเพื่อที่จะแยกแยะเด็กที่มีความจำเป็นกลุ่มนี้ออกมา ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อาจจะไม่มีเครื่องมือตรงนี้ แต่เดิมก็อาจจะใช้วิธีเหมือนกับให้โควตาไป แต่การให้โควตาบางครั้งก็อาจยังไม่เพียงพอ นี่ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ กสศ. เล็งเห็นถึงประเด็นนี้ เพราะเงินที่ได้มามีอยู่จำกัด และอาจไปไม่ถึงเด็กที่ยากจนจริงๆ เพราะว่าโรงเรียนต้องมาเฉลี่ยให้กับเด็กอีกที อันนี้ก็เป็นภารกิจพื้นฐานที่ กสศ. พยายามผลักดันในช่วงแรกๆ ก็คือการระบุหรือคัดกรองนักเรียนที่มีฐานะยากจน</p>



<p>ในส่วนถัดไปเราก็มองว่า การช่วยเหลือครอบครัวเด็กให้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษา ส่วนหนึ่งก็คือต้องมีความพร้อมของสถานศึกษา ซึ่งสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ งบประมาณที่สถานศึกษาได้รับ นี่จึงเป็นโคงการหนึ่งที่เราพยายามผลักดันว่า ปัญหาที่โรงเรียนขนาดเล็กได้งบประมาณไม่เพียงพอนั้นควรจะมีแนวทางแก้ไขอย่างไร ถ้าจะปฏิรูปกระบวนการจัดสรรงบประมาณที่แต่เดิมเป็นการจัดสรรรายหัวแบบเท่ากัน แล้วเปลี่ยนใหม่เป็นการจัดสรรงบโดยคำนึงถึงความแตกต่างกันตามความจำเป็น ตามความแตกต่างของผู้เรียนหรือของโรงเรียนจะทำได้ไหม ก็เลยเกิดเป็นโครงการนำร่องขึ้นมา โดยจะมีการทดสอบว่าถ้าเราปรับปรุงเพิ่มเติมงบประมาณเข้าไปให้กับโรงเรียนแล้ว จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f694b7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/4-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เครื่องมือที่ใช้ในการชี้วัดความเหลื่อมล้ำหรือความยากจนของเด็ก มีกระบวนการอย่างไร</strong></h2>



<p>ปกติการที่เราจะไปถามว่าเขามีรายได้เท่าไร มันก็จะค่อนข้างยากพอสมควร เพราะคนที่มีฐานะยากจนเขาไม่ได้มีรายได้เป็นเงินเดือนแบบคนทั่วไป รายได้ของคนเหล่านี้จะมาจากอาชีพรับจ้าง หรืออาชีพเกษตรกรรม ซึ่งอาจไม่ได้มีรายได้ประจำสม่ำเสมอ การสอบถามรายได้จากครัวเรือนของเด็กที่มีฐานะยากจนจึงมีความคลาดเคลื่อนค่อนข้างสูง เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากจะรู้ว่าครัวเรือนเขายากจนขนาดไหน เครื่องมือหนึ่งในการแยกแยะได้ก็คือ เราอาจต้องไปดูจากชีวิตความเป็นอยู่ของเขา อันนี้คือเหตุผลที่เราให้ครูลงไปเยี่ยมบ้าน เพราะถ้าครูลงไปดูก็จะเห็นว่า บ้านนี้มีผู้ป่วยติดเตียง มีคนว่างงาน เป็นพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว ครอบครัวใหญ่ สภาพแวดล้อมในที่อยู่อาศัยทรุดโทรม ไม่มียานพาหนะ ไม่มีที่ดินทำการเกษตร เป็นต้น สิ่งที่เราพูดมาเหล่านี้จึงเป็นตัวบ่งชี้โดยอ้อม ว่าถ้าคุณไม่มีรถ ไม่มีสิ่งของเครื่องใช้ในครัวเรือนที่เหมาะสม ไม่มีทีวี ไม่มีตู้เย็น ไม่มีคอมพิวเตอร์ ก็พอจะบ่งบอกได้ว่าคุณไม่มีรายได้มาก ไม่มีที่ดินมาก ไม่มีแหล่งทำมาหากินที่เพียงพอ หรือมีภาวะพึ่งพิง ต้องดูแลคนชรา คนเจ็บป่วย ซึ่งเราใช้แนวคิดลักษณะนี้ประเมินจากสิ่งบ่งชี้โดยอ้อม แล้วก็ใช้สิ่งบ่งชี้เหล่านี้มาประเมินรายได้อีกที เราก็เรียกว่าการประเมินรายได้โดยอ้อม</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>หลังจากลงพื้นที่รับฟังปัญหาแล้ว กสศ. จะพบแนวทางที่เป็นไปได้ในการปฏิรูปการจัดสรรงบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นหรือไม่</strong></h2>



<p>กสศ. เองก็พยายามใช้เครื่องมือหรือแนวคิดที่เป็นไปตามหลักวิชาการ เพียงแต่ว่าจะสามารถทำให้เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติได้มากน้อยเพียงใดนั้น จำเป็นต้องอาศัยข้อมูล รวมถึงกระบวนการวิเคราะห์ ซึ่งเราพบว่าปัญหาที่ผ่านมาเรื่องการจัดสรรเงินอุดหนุนทางการศึกษาเปลี่ยงแปลงได้ยาก เพราะข้อมูลไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้นวิธีการหนึ่งที่จะทำให้การปรับปรุงแก้ไขเรื่องการจัดสรรงบประมาณมีน้ำหนักมากขึ้นก็คือ เราต้องหาหลักฐานว่าการใช้งบประมาณอย่างนี้จะช่วยให้เกิดความคุ้มค่า ตรงตามเป้าหมาย และสุดท้ายต้องไม่เป็นการใช้งบประมาณซ้ำซ้อน</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-interview-chaiyuth-punyasavatsut/">รศ.ดร.ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์ : ปฏิรูปงบการศึกษาให้ถึงราก ปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาประเมิน  “นโยบายเรียนฟรี 15 ปี” ต้องเร่งปรับปรุง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-300522/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 30 May 2022 04:24:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค]]></category>
		<category><![CDATA[กสว.]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบายเรียนฟรี]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ปฏิมา จงเจริญธนาวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=56320</guid>

					<description><![CDATA[<p>คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาประเมิน 13 ปี “นโยบาย [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-300522/">คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาประเมิน  “นโยบายเรียนฟรี 15 ปี” ต้องเร่งปรับปรุง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาประเมิน 13 ปี “นโยบายเรียนฟรี 15” ต้องเร่งปรับปรุง ชี้ยังมีช่องว่างงบประมาณไม่เพียงพอไม่สอดคล้องค่าครองชีพส่งผลเด็ก 2.4 ล้านคนเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา ขณะที่สภาพัฒน์พบครอบครัวคนจนเกินครึ่งยังขาดโอกาสการศึกษา เสนอ เพิ่มงบประมาณ ขยายการศึกษาภาคบังคับ 12 ปี ครอบคลุมเด็ก 0-6 ปีและมัธยมปลาย</strong></p>



<p>เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2565 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) &nbsp; จัดเสวนาหัวข้อถึงเวลาแล้วหรือยัง ปฏิรูปนโยบายเรียนฟรี”&nbsp; <strong>โดย รศ.ดร.ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์&nbsp;คณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</strong> ได้นำเสนอผลการศึกษานโยบายเรียนฟรี&nbsp; 15 ปี ระบุว่า ตลอดเวลาการดำเนินนโยบายประมาณ 13-14 ปีที่ผ่านมาพบว่า การสนับสนุนงบประมาณให้โรงเรียนอาจจะยังไม่เพียงพอ เนื่องจากนโยบายเรียนฟรี 15 ปีเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงโรงเรียน เพราะโรงเรียนได้รับเงินอุดหนุนค่ารายหัว เพื่อดำเนินการทั้งในเรื่องค่าอุปกรณ์การเรียนการสอน ค่าจัดการเรียนการสอน และค่ากิจกรรม</p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p>“เมื่องบประมาณจัดสรรตามรายหัวนักเรียน ทำให้โรงเรียนต้องหานักเรียนเข้ามาเรียนเพื่อให้ได้เงินอุดหนุนหล่อเลี้ยงโรงเรียนจึงเป็นเรื่องน่าเศร้าเมื่อเห็นข่าวคุณครูโดดตึก เพราะไม่สามารถดึงนักเรียนเข้ามาเรียนได้ตามเป้าหมายได้”</p></blockquote>



<p>รศ.ดร.ชัยยุทธ&nbsp; บอกว่า ผลการศึกษาของสภาการศึกษา ระบุว่าการจัดสรรงบประมาณไม่เพียงพอ แม้งบประมาณที่สนับสนุนในปี2564 จะมากถึง 7.6 หมื่นล้านบาทโดยกระจายให้ทั้งโรงเรียนรัฐและเอกชน แต่พบว่างบสนับสนุนการดำเนินการของโรงเรียนก็ไม่เพียงพอ&nbsp; เช่นค่าจัดการเรียนการสอน ค่ากิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเนื่องจากค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ปรับเพิ่มตามภาวะเศรษฐกิจ&nbsp; ทำให้พบว่า ผู้ปกครองยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายทั้ง ค่าอุปกรณ์&nbsp; ค่าเครื่องแบบ&nbsp;&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-116dd6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/06-เรียนฟรี-15-ปีไม่มีจริง-00.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้ยังพบว่าช่องว่างนโยบายเรียนฟรี 15 ปีไม่คครอบคลุมการเรียนการสอนก่อนเข้าเรียนอนุบาล และระดับมัธยมปลาย ทำให้ในช่วง 2-3 ปีมีนักเรียนด้อยโอกาส ต้องหลุดออกนอกระบบการศึกษานับแสนคน&nbsp; เนื่องจากเด็กกลุ่มนี้ยากจน ไม่ได้รับเงินอุดหนุน&nbsp; ดังจะเห็นข่าว น้องเรียนที่มีข่าว ฆ่าตัวตายที่จังหวัดสงขลา เพราะไม่มีเงินเรียนต่อ เนื่องจากนโยบายเรียนฟรีไม่ครอบคลุมการเรียนระดับมัธยมปลาย แม้ว่ารัฐจะมีเงินกู้จาก กยศ. แต่ส่วนใหญ่นักเรียนไม่ชอบกู้ และการกู้ต้องรอนาน 3-4 เดือนทำให้ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพจริงที่เกิดขึ้น</p>



<p>รศ.ดร.ชัยยุทธ&nbsp; เสนอให้ปรับแก้นโยบายเรียนฟรี ใน 2แนวทางคือ 1 เป็นการขยายกลุ่มเป้าหมายในโครงการเรียนฟรี 15 ปี ให้จัดสรรเป็นรายบุคคล โดยเพิ่มระดับอนุบาล ในอัตรา 1,000 บาท ต่อคน รวม 240,553 คน ใช้งบประมาณ 240 ล้านบาท</p>



<p>และระดับม.ปลาย เฉพาะนักเรียนยากจนพิเศษ ม.4 หัวละ 9,000 บาท รวม 28,382 คน ใช้งบประมาณ 255 ล้านบาท ซึ่งเดิมจัดสรรเฉพาะระดับประถมศึกษาถึงม.ต้นเท่านั้น&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0d4042"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/06-เรียนฟรี-15-ปีไม่มีจริง-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ส่วนแบบที่ 2 เป็นการปรับอัตราอุดหนุนระดับ ม.ต้น เป็น 4,000 บาทต่อคน รวม 584,620 คน ใช้งบประมาณ 2,338 ล้านบาท จากเดิมอุดหนุนรายละ 3,000 บาทต่อปี</p>



<p>“การปรับเพิ่มอัตราอุดหนุนให้เพียงพอสำหรับโรงเรียนเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งแน่นอนว่าหากปรับเพิ่มทุกส่วนอาจต้องใช้งบประมาณจำนวมากอยากให้พิจารณาโรงเรียนขนาดกลาง ขนาดเล็กที่มีปัญหาในการจัดสรรงบระมาณเพิ่ม เนื่องจากปัจจุบันมีเด็กที่ตกหล่นหรือหลุดออกจากระบบการศึกษานับแสนคนและภาวะเรียนรู้ถดถอยลงเรื่อยๆ”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เงินอุดหนุนไม่สอดคล้องภาวะค่าครองชีพจริง</strong></h2>



<p>เช่นเดียวกับ รองศาสตราจารย์ วรากรณ์ สามโกเศศ ประธานกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา&nbsp; กล่าวว่า ที่ผ่านมาคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษาได้พยายามแก้ไขปัญหาวามเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเพราะถือเป็นหัวใจในการขับเคลื่อนประเทศ&nbsp; แต่ก็พบว่า นโยบายเรียนฟรี 15 ปี เงินอุดหนุนยังไม่สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายจริงของผู้ปกครอง</p>



<p>อัตราเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนที่ ช่วยเหลือนักเรียนระดับประถมศึกษา-มัธยมศึกษาตอนต้น ยังคงเป็นอัตราเดิมที่ไม่มีการปรับมาเป็นเวลากว่า 13 ปี นักเรียนประถมศึกษา ได้รับ 1,000 บาทต่อคนต่อปีสำหรับ หรือวันละ 5 บาท&nbsp; นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น 3,000 บาทต่อคนต่อปี หรือวันละ 15 บาท ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพในปัจจุบันที่เพิ่มสูงขึ้น และในปี 2565 นี้หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนต่างๆ คาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะสูงถึง 4-5% &nbsp; จากสภาพปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อ เด็กกลุ่มเสี่ยงกว่า 2.4 ล้านคนซึ่งอยู่กับครัวเรือนที่มีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่าเส้นความยากจน ของสภาพัฒน์ฯ ที่ 2,700 บาทต่อคน/เดือน ที่มีความเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษาอย่างต่อเนื่อง”</p>



<p>นอกจากนี้พบว่ายังมีช่องว่างในช่วงการเรียนการสอนก่อนประถม คือช่วงอายุระหว่าง 0-6ปี ซึ่งมีความสำคัญมากต่อพัฒนาการเรียนรู้&nbsp;โดยมีงานวิจัยจำนวนมากที่ระบุว่าการลงทุนกับเด็กวัย 0-6 ขวบจะได้ได้ผลผลัพธ์มากถึง 13-14 %&nbsp; ดังนั้นถ้าเราต้องการเด็กที่มีคุณภาพจึงควรจะหันกลับมามองเด็กกลุ่มนี้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-405ec5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/06-เรียนฟรี-15-ปีไม่มีจริง-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นอกจากนี้ควรจะขยายนโยบายการเรียนฟรีกับ นักเรียนมัธยมปลายซึ่งรวมถึงเด็กที่เข้าเรียนสายอาชีวะเพราะที่ผ่านมาพบว่านโยบายนี้ไม่ได้ทำให้คนเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษามากขึ้น เนื่องจากสะพรานี่จะเชื่อมระหว่างการเรียนมัธยมไปสู่อุดมศึกษาขาดลง</p>



<p>“เราลงทุนด้านอุดมศึกษาประมาณ แสนล้านบาท แต่เรามีนักเรียนที่เข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาเพียง 30 % ขณะที่อีก&nbsp; 70 %ไปไม่ถึงมัธยมปลายกลายเป็นว่าการลงทุนของเราอาจะสูญเปล่าเพราะมีนักเรียนไม่มีเงินเรียนมัธยมปลาย ข้ามสะพานไปใช้ประโยชน์จากแสนล้านบาทการอุดหนุนการเรียนในระดับอุดมศึกษาได้ เนื่องจากสะพานขาดในช่วงมัธยมปลาย”</p>



<p>รองศาสตราจารย์ วรากรณ์ &nbsp; กล่าวว่า ถึงเวลาปฏิรูปการศึกษา โดยการขยายการเรียนายังคับจาก 9 ปีให้เป็น 12 ปี เหมือนในประเทศที่พัฒนาแล้วหายประเทศ&nbsp; โดยขยายการเรียนฟรี ให้ครอบคลุมในส่วนที่เป็นช่องว่างคือ ระดับก่อนอนุบาลและมัธยมปลายเพื่อให้เด็กอยู่ในระบบการศึกษาได้นานขึ้น</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>สภาพัฒน์ชี้คนจนหมดโอกาสหลุดกับดักยากจน</strong></h2>



<p>ขณะที่ <strong>ดร.ปฏิมา จงเจริญธนาวัฒน์</strong>&nbsp;<strong>นักวิเคราะห์นโยบายและแผน ชำนาญการพิเศษ กองศึกษาและวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ</strong>&nbsp; บอกว่า&nbsp; แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 จึงตั้งเป้าหมายในการขับเคลื่อนประเทศด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ซึ่งมีหมุดหมายในเรื่องของการลดวามเหลื่อมล้ำ และแก้ไขปัญหาความยากจนข้ามรุ่น ทำอย่างไรจะทำให้โอกาสของทุกกลุ่มและทุกพื้นที่ให้สามารถก้าวข้ามความยากจนข้ามรุ่นได้</p>



<p>อย่างไรก็ตาม&nbsp;ดร.ปฏิมา พบว่า โอกาสที่คนยากจนในรุ่นพ่อแม่จะส่งต่อความยากจนให้กับรุ่นลูกมีสูงมาก จากการศึกษา โดยการสำรวจรายได้ เงินออมและหนี้สินของคนเดิมซ้ำทุกปีพบว่าคนยากจนในปี 2548 ผ่านไป7 ปีคือ ปี2555&nbsp; ยังเป็นคนยากที่จนที่สุดเหมือนเดิม</p>



<p>“เราศึกษาพบว่า คนยากจนในรุ่นพ่อแม่ ส่งต่อความจนในรุ่นลูก โดยประมาณ 20 % หรือประมาณครึ่งหนึ่งของการศึกษายังยากจจน&nbsp; ขณะที่คนที่เคยรวยที่สุด ยังคงเป็นคนรวยเหมือนเกือบ 53% จะเห็นว่าประเทศไทยโอกาสที่คนจนในปัจจุบันจะมีโอกาสเป็นคนรวยยากมากขึ้น”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-707016"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/06-เรียนฟรี-15-ปีไม่มีจริง-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดร.ปฏิมา กล่าวว่า การที่ครอบคครัวคนจนไม่หลุดพ้นจากกับดักความยากจนทำให้โอกาสการเรียนของนักเรียนในครอบครัวยากจนลดลงไปด้วยโดยพบว่าในปี2564 มี ครัวเรือนที่เป็นคนจนข้ามรุ่นประมาณ 6 แสนครัวเรือน โดยในจำนวนนั้นเป็นครอบครัวที่มีเด็กอยู่ด้วย ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อครอบครัวมีปัญหาเรื่องรายได้ ทำให้การลงทุนการศึกษากับเด็กได้น้อยลงไปด้วย ทำให้โอกาสที่จะตัดวงจรความยากจนก็น้อยลงไปอีก</p>



<p>“สิ่งที่น่ากังวล คือ เด็ก อายุ 6-14 ปี หรือเด็กที่ควรจะได้รับการเรียนภาคบังคับยังหลุดออกจากระบบการศึกษามากถึง 17 %&nbsp; เพราะปัญหาความยากจน ซึ่งในแผนฯ13 เราจจะโฟกัสกลุ่มนี้เป็นลำดับแรกๆ เพื่อตัดวงจรความยากจนข้ามรุ่นให้ได้”</p>



<p>ดร.ปฏิมา กล่าวว่า&nbsp;สภาพัฒน์ จะแก้ปัญหานี้โดยะแก้ไขปัญหาแบบพุ่งเป้าหมายไม่ใช้ นโยบายตัดเสื้อโหลทุกคนได้ประโยชน์ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพออีกต่อไป โดยได้พัฒนาเครื่องมือที่เรียกว่า TPMAP ซึ่งจะสามารถค้นหาครอบครัวที่ยากจนว่ามีสาเหตุเกิดจากอะไรและเขาต้องการแก้ไขปัญหาอย่างไร</p>



<p><strong>ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค รักษาการผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</strong>&nbsp;กล่าวว่า เรียนฟรีในความเป็นจริงยังมีคค่าใช้จ่ายจำนวนมากเพราะว่าศักยภาพของแต่โรงเรียนแตกต่างกัน&nbsp;แม้จะไม่มีการเก็บค่าเทอม แต่โรงเรียนต้องใช้เงินในการดำเนินกิจการต่างๆทำให้พ่อแม่มีการเสีย่าใช้จ่ายเพิ่มเช่นเดิม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-643618"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/06-เรียนฟรี-15-ปีไม่มีจริง-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นอกจากนี้จากการสำรวจค่าใช้จ่ายทางการศึกษาของเด็กนักเรียนที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี ในพื้นที่กรุงเทพฯ พบว่า เด็กกรุงเทพฯมีค่าใช้จ่ายทางการศึกษาเฉลี่ย 37,257 บาทต่อคนต่อปี&nbsp;ในจำนวนนี้เป็นค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมการศึกษาสูงถึง 26,247 บาท ที่เหลือเป็นค่าเสื้อผ้าและเครื่องแบบ 2,072 บาท&nbsp;ค่าหนังสือ เครื่องเขียน และอุปกรณ์ 2,175 บาท และค่าเดินทาง 6,763 บาท&nbsp; ตัวเลขเฉลี่ยเหล่านี้สูงกว่าทุกพื้นที่ในประเทศไทย สูงกว่าเฉลี่ยของทั้งประเทศซึ่งมีค่าใช้จ่าย 17,832 บาทต่อคนต่อปี ถึง 2 เท่า</p>



<p>อย่างไรก็ตาม&nbsp; ดร.ภูมิศรัณย์&nbsp; เห็นว่า สิ่งที่ต้องปรับปรุงในส่วนนโยบายเรียนฟรี 15 ปี คือการ &nbsp; เงินอุดหนุนนักเรียนพื้นฐานยากจน&nbsp; แม้ว่าปัจจุบัน กสศ จะมีทุนเสมอภาคนักเรียนยากจนพิเศษ&nbsp; และสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐานจะมีเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานแต่ยังไม่เพียงพอ ทำให้มีเด็กประมาณ 60 %&nbsp; หรือประมาณ 4 แสนคนที่ยากจนแต่ไม่อยู่ในเกณฑ์ได้รับเงินอุดหนุน ซึ่งหากต้องการขยายนโยบายให้ครอบคลุมเด็กกลุ่มนี้จะใช้งบประมาณ ปีละ 800 ล้านบาท</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-300522/">คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาประเมิน  “นโยบายเรียนฟรี 15 ปี” ต้องเร่งปรับปรุง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปฏิบัติการลดความเหลื่อมล้ำภายใต้สถานการณ์ COVID-19</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-22-01-21-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 22 Jan 2021 05:35:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนเสมอภาค]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการจัดสันเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข]]></category>
		<category><![CDATA[สพฐ.]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[สุภกร บัวสาย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=26376</guid>

					<description><![CDATA[<p>บอร์ดกสศ.เห็นชอบแผนบริหารความต่อเนื่องขององค์กรเพื่อปฏิ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-22-01-21-2/">ปฏิบัติการลดความเหลื่อมล้ำภายใต้สถานการณ์ COVID-19</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><figure id="attachment_26378" aria-describedby="caption-attachment-26378" style="width: 857px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" class="wp-image-26378 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/01/เพิ่มเงินอุดหนุนทุนเสมอภาค_thumbnail-1.jpg" alt="" width="857" height="450" /><figcaption id="caption-attachment-26378" class="wp-caption-text">นายสุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</figcaption></figure></p>
<p><b>บอร์ดกสศ.เห็นชอบแผนบริหารความต่อเนื่องขององค์กรเพื่อปฏิบัติภารกิจลดความเหลื่อมล้ำภายใต้สถานการณ์ COVID-19 พร้อมติดตามความเสี่ยงการหลุดออกนอกระบบการศึกษา และผลกระทบพัฒนาการด้านการเรียนรู้และสุขภาวะนักเรียนนักศึกษาทุนกสศ. </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>นายสุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong>  กล่าวว่า เมื่อวันที่ 18 ม.ค.2564 ที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร กสศ. รับทราบมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2564 ที่เห็นชอบตามความเห็นของสำนักงบประมาณและให้ กสศ.รับความเห็นของกระทรวงการคลังไป</span><span style="font-weight: 400;">พิจารณาด้วย โดยเห็นควรที่กสศ.คงอัตราเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษในอัตราเท่าเดิมไปก่อนสำหรับปีการศึกษา 1/2565 โดยในปีการศึกษา 2/2564 กสศ. จะทำการวิจัยทดลองเพิ่มอัตราเงินอุดหนุนในกลุ่มเป้าหมายที่ยากจนที่สุดราว 30,000 คน ในอัตราใหม่ ได้แก่ อนุบาล จำนวน 4,000 บาท  ประถมศึกษา จำนวน 5,100 บาท  ม.ต้น จำนวน 4,500 บาท  ม.ปลาย จำนวน 9,100 บาท/คน/ปี และจะนำผลการติดตามประเมินผลการสนับสนุนเงินอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไขดังกล่าวไปประกอบการพิจารณาจัดทำคำของบประมาณในปีงบประมาณ 2566 เพื่อสนับสนุนนักเรียนยากจนพิเศษให้ได้ในปีการศึกษา 1/2566 ต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้คณะกรรมการยังได้เห็นชอบแผนบริหารความต่อเนื่องขององค์กร</span><span style="font-weight: 400;">ในสถานการณ์แพร่ระบาดของโรค COVID-19  ทั้งด้านบุคลากร ด้านสถานที่ปฏิบัติงาน ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและข้อมูลสำคัญ ด้านวัสดุอุปกรณ์ที่สำคัญ โดยแต่งตั้งคณะทํางานบริหารความต่อเนื่องของสำนักงาน ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อกลุ่มเป้าหมาย  อาทิ การปรับวิธีการโอนเงินตรงสู่กลุ่มเป้าหมายโดยตรง เช่น กรณีปรับแผนมุ่งจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษตรงไปที่เด็กเพื่อเป็นค่าครองชีพทั้งหมดผ่านช่องทางระบบ prompt pay หรือรับเงินสดที่โรงเรียน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดย กสศ.ได้จัดสรรเงินอุดหนุนให้นักเรียนกลุ่มเก่าต่อเนื่องในสังกัด สพฐ. สพฐ.เรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดสรรสังกัด สพฐ.ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 23 ม.ค.2564 รวมจำนวนนักเรียน</span><span style="font-weight: 400;">กลุ่มเก่าต่อเนื่อง</span><span style="font-weight: 400;">ที่ได้รับการจัดสรร 929,455 คน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“สำหรับนักเรียนกลุ่มใหม่ (ทุกระดับชั้นที่ไม่เคยได้รับทุน) ภายใต้ข้อจำกัดในการลงพื้นที่ช่วงการระบาดของโรค COVID-19  กสศ.ได้ปรับแผนให้คุณครูสามารถ สํารวจ/สอบถามข้อมูลครัวเรือนจากผู้ปกครองแทนการลงพื้นที่เยี่ยมบ้านและบันทึกข้อมูล  ซึ่งสถานศึกษาได้ดําเนินการคัดกรองเฉพาะกลุ่มใหม่เมื่อวันที่ 4-15 ม.ค.2564 เรียบร้อยแล้ว  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะนี้ กสศ.อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลและตัดเกณฑ์ความยากจน</span><span style="font-weight: 400;">ด้วยวิธีการวัดรายได้ทางอ้อม</span><span style="font-weight: 400;"> หรือ PMT เพื่อจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่นักเรียนกลุ่มใหม่ต่อไป </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ ยังมีระบบติดตาม (monitoring) ว่าวิกฤติครั้งนี้ได้กระทบคุณภาพการเรียนการสอนของนักเรียนนักศึกษาทุนหรือไม่ รวมถึงแนวโน้มความเสี่ยงการหลุดออกนอกระบบการศึกษาเพื่อช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงทีเป็นรายบุคคล” นายสุภกร กล่าว</span></p>
<p><figure id="attachment_26380" aria-describedby="caption-attachment-26380" style="width: 857px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-26380 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/01/เพิ่มเงินอุดหนุนทุนเสมอภาค_Photo-02.jpg" alt="" width="857" height="570" /><figcaption id="caption-attachment-26380" class="wp-caption-text">รศ.ดร.ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์ หัวหน้าโครงการวิจัยพัฒนาการเพิ่มประสิทธิภาพการการคัดกรองและติดตามผลการจัดสรรอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไขนักเรียนยากจนพิเศษ</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้าน </span><b>รศ.ดร.ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์</b><span style="font-weight: 400;"><strong> หัวหน้าโครงการวิจัยพัฒนาการเพิ่มประสิทธิภาพการการคัดกรองและติดตามผลการจัดสรรอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไขนักเรียนยากจนพิเศษ</strong> กล่าวว่า จากข้อมูลผลการวิจัยติดตามกลุ่มเป้าหมายของ กสศ. มามากกว่า 3 ปีการศึกษาพบว่า การปรับลดแผนการใช้เงินของกสศ. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 จากที่ กสศ.ขอไป จากเดิม 7,916.92 ล้านบาท เป็นกรอบวงเงิน 6,556.8649 ล้านบาท หรือลดลงประมาณ 1,360 ล้านบาท จะส่งผลกระทบต่อกลุ่มเป้าหมายนักเรียนยากจนพิเศษใน 2 กลุ่ม คือ กลุ่มนักเรียนยากจนพิเศษเดิม ระดับประถมศึกษา-มัธยมศึกษาตอนต้นจำนวน </span><span style="font-weight: 400;">886,852 </span><span style="font-weight: 400;">คน จะมีความเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษามากขึ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เนื่องจากภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นตามค่าครองชีพในแต่ละปี และรายได้ที่ลดลงจากวิกฤต COVID-19 นอกจากนั้น จะมีผลกระทบต่อกลุ่มนักเรียนยากจนพิเศษที่ขาดโอกาสศึกษาต่อระดับมัธยมปลายสายสามัญ/ปวช.หรืออุดมศึกษาจำนวน 48,523 คน  ซึ่งปัจจุบันมีช่องว่างทางโอกาสทางการศึกษาระดับอุดมศึกษาของครัวเรือนยากจนที่สุดและครัวเรือนร่ำรวยที่สุดมากกว่า 20 เท่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“กสศ. ควรเร่งพิจารณากรอบการวิจัยเพื่อประเมินผลกระทบของเงินอุดหนุนและเสนอแนวทางการทดลองนำร่องการอุดหนุนในปีงบประมาณ 2565  เพื่อนำไปสู่การขยายผลรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งซึ่งไม่จำเป็นต้องเพิ่มงบประมาณทั้งหมด รวมถึงการแนะนำการดำเนินนโยบายให้แก่หน่วยงานอื่นๆ” รศ.ดร.ชัยยุทธ กล่าว</span></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-22-01-21-2/">ปฏิบัติการลดความเหลื่อมล้ำภายใต้สถานการณ์ COVID-19</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แนะรัฐจัดสรรงบปี 64 เน้นเติมเต็มกลุ่มเป้าหมายและพื้นที่ด้อยโอกาส</title>
		<link>https://www.eef.or.th/29082020-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 27 Aug 2020 08:11:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[งานวิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[iSEE]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนเสมอภาค]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงศึกษาธิการ]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[งบประมาณ]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการวิจัยพัฒนาระบบบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=20727</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#160; ผลวิจัย 10 ปี บัญชีรายจ่ายด้านการศึกษา งบการศึกษ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/29082020-2/">แนะรัฐจัดสรรงบปี 64 เน้นเติมเต็มกลุ่มเป้าหมายและพื้นที่ด้อยโอกาส</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-20733" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/thumbnailB-1.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/thumbnailB-1.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/thumbnailB-1-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/thumbnailB-1-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/thumbnailB-1-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลวิจัย 10 ปี บัญชีรายจ่ายด้านการศึกษา งบการศึกษาแม้จ่ายรายหัวเท่ากันแต่ไปถึงปลายทางไม่เท่ากัน ชี้พื้นที่ด้อยโอกาสทุรกันดาร เสียเปรียบ งบบุคลากรลงไปไม่ถึงเด็ก “นักเศรษฐศาสตร์การศึกษา” แนะรัฐจัดสรรงบปี 64 เน้นเติมเต็มกลุ่มเป้าหมายและพื้นที่ด้อยโอกาส ลดผลกระทบจาก COVID-19 ดันปฏิรูประบบงบประมาณการศึกษาด้วยสูตรเสมอภาคใช้ข้อมูลเด็กรายบุคคลประกอบข้อมูลบริบทรายพื้นที่ช่วยแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน</span></p>
<p><strong> </strong><span style="font-weight: 400;"><strong>รศ.ดร.ชัยยุทธ  ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์</strong>   อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหัวหน้าโครงการวิจัยพัฒนาระบบบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติ (National Education Accounts: NEA)กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยผลการวิเคราะห์ 10 ปีจาก โครงการวิจัยพัฒนาระบบบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติ (National Education Accounts: NEA) ว่ารายจ่ายด้านการศึกษาของประเทศไทยระหว่างปี พ.ศ. 2551 – 2561 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยรายจ่ายด้านการศึกษาของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2551 มีจำนวนเงิน 560,479 ล้านบาท ต่อมาในปี พ.ศ.2561 ประเทศไทยมีรายจ่ายด้านการศึกษาเพิ่มขึ้นเป็น 816,267 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 45 ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา โดยรายจ่ายด้านการศึกษาของภาครัฐเริ่มมีแนวโน้มลดลงจาก  684,497 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2559 เป็น 620,452 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2561 หรือคิดเป็นอัตราการลดลงเฉลี่ยปีละ 4.79% สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากอัตราการเกิดของประชากรที่ลดลงทุกปี ทำให้จำนวนนักเรียนทั้งหมดของประเทศไทยมีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง จากมีนักเรียนทั้งหมดจำนวน 11,750,727 ในปี พ.ศ. 2553 เหลือจำนวน 10,763,607 คน ในปี พ.ศ.2561 หรือลดลงมาเกือบหนึ่งล้านคนในระยะเวลา 8 ปี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รศ.ดร.ชัยยุทธ กล่าวว่า จากข้อมูลการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการจัดการศึกษาภาคบังคับให้แก่เยาวชนในประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2561 สพฐ. มีโรงเรียนในสังกัดจำนวน 29,839 แห่ง โดยมีงบประมาณรายจ่ายด้านการศึกษาทั้งหมด 286,743 ล้านบาท ซึ่งแม้ว่าปัจจุบันรัฐบาลจะมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ที่จัดสรรผ่านงบบุคลากร งบลงทุน งบดำเนินงาน และมีงบรายหัวที่จัดสรรให้เด็กแต่ละคนเท่ากัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> แต่ในทางปฏิบัติแล้วเมื่อติดตามผลการจัดสรรงบประมาณในหมวดต่างๆ เหล่านี้ไปถึงปลายทางในพื้นที่ และถึงตัวผู้เรียนแล้วจะพบว่า นักเรียนแต่ละคนในพื้นที่ต่างๆ จะได้รับงบประมาณรวมเฉลี่ยต่อคนไม่เท่ากัน ซึ่งเกิดจากหลากหลายปัจจัย อาทิ จำนวนเด็กนักเรียนในแต่ละพื้นที่จำนวนครูในโรงเรียนขนาดเล็กหรือโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารที่ยังขาดครูไปสอนไม่ครบชั้นเรียน ทำให้งบบุคลากร งบลงทุนที่ได้รับการจัดสรรลงไปให้แก่นักเรียนในพื้นที่และสถานศึกษาเหล่านี้อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าโรงเรียนขนาดกลาง-ใหญ่ และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-20734" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/eef1-1-1.jpg" alt="" width="1280" height="720" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/eef1-1-1.jpg 1280w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/eef1-1-1-300x169.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/eef1-1-1-768x432.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/eef1-1-1-750x422.jpg 750w" sizes="(max-width: 1280px) 100vw, 1280px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยผลการวิจัยจากโครงการบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติพบว่า ในปีงบประมาณ 2561 ภูมิภาคที่มีรายจ่ายด้านการศึกษา มากที่สุดคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 119,153 ล้านบาท รองลงมาคือภาคกลาง จำนวน 72,231 ล้านบาท  ภาคเหนือ จำนวน 54,280 ล้านบาท ในขณะที่ภาคใต้ เป็นภูมิภาคที่มีรายจ่ายด้านการศึกษาน้อยที่สุดจำนวน 41,077 ล้านบาท หรือประมาณหนึ่งในสามของรายจ่ายด้านการศึกษาของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยเมื่อติดตามผลการจัดสรรงบประมาณการศึกษาในปี 2561 ไปถึงผู้เรียนเป็นรายบุคคลแล้วพบว่านักเรียนในบางจังหวัดได้รับจัดสรรงบประมาณการศึกษาเฉลี่ยต่อหัวอยู่ในระดับ 25,000 – 35,000 บาท เช่น จังหวัดตาก สุราษฎร์ธานี และ สมุทรสาคร ในขณะที่บางจังหวัดนักเรียนได้รับจัดสรรงบประมาณการศึกษาเฉลี่ยต่อหัวอยู่ในระดับ 53,000 – 65,000 บาท เช่น จังหวัด ปทุมธานี แพร่ และร้อยเอ็ด เป็นต้น ซึ่งแตกต่างกันอยู่ราว 1-2 เท่า อันเนื่องมาจากปัจจัยสภาพแวดล้อมในพื้นที่ และจำนวนครูและบุคลากรในสถานศึกษาข้างต้น </span></p>
<p><figure id="attachment_20730" aria-describedby="caption-attachment-20730" style="width: 864px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-20730 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/a-3-1.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/a-3-1.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/a-3-1-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/a-3-1-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/a-3-1-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /><figcaption id="caption-attachment-20730" class="wp-caption-text">รศ.ดร.ชัยยุทธ  ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์   อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหัวหน้าโครงการวิจัยพัฒนาระบบบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติ</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เมื่อพิจารณาผลกระทบจาก COVID-19 ล่าสุดที่มีจำนวนนักเรียนยากจนพิเศษในระบบการศึกษาเพิ่มขึ้นมากกว่า 300,000 คนจะเห็นได้ว่าผู้เรียนและครัวเรือนในระบบการศึกษาไทยในปีการศึกษา 2563-2564 ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจาก COVID-19 ทั่วทุกพื้นที่ ทางออกด้านหนึ่งในการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาปี 2564 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในมิติการศึกษาได้อย่างยั่งยืน คือ ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการปฏิรูปกระบวนการจัดสรรงบประมาณเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (Equity-based Budgeting) ซึ่งไม่ใช่การจัดสรรด้วยสูตรเดียวกันทั้งประเทศ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ใช้หลักการนำข้อมูลความจำเป็นของผู้เรียน และสถานศึกษา รวมทั้งบริบทเฉพาะในแต่ละพื้นที่ มาคิดคำนวณอยู่ในสูตรการจัดสรรงบประมาณด้วย สิ่งนี้จะช่วยให้ระบบการศึกษาไทยสามารถบรรลุเป้าหมายทั้งด้านประสิทธิภาพ และความเสมอภาคไปพร้อมกันได้ (Equity &amp; Efficiency Gain) เพราะนอกจากผู้เรียน โรงเรียนจะได้รับการจัดสรรทรัพยากรที่สอดคล้องกับความจำเป็นเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาแล้ว รัฐบาลจะสามารถประหยัดเงินงบประมาณได้จำนวนมากจากรายจ่ายที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการได้ด้วย” รศ.ดร.ชัยยุทธ กล่าว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หัวหน้าโครงการวิจัยพัฒนาระบบบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติ กล่าวว่า ในเดือนกันยายนนี้ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ กสศ. จะเปิดตัวฐานข้อมูลบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาออนไลน์ ในชื่อฐานข้อมูล iNEA ผ่านโปรแกรม Business Intelligence (BI) เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้เห็นถึงภาพรวมและรายละเอียดของข้อมูลรายจ่ายด้านการศึกษาของประเทศไทยย้อนหลัง 10 ปี    ด้วยการนำเสนอรูปแบบใหม่ที่ทันสมัย มีการใช้กราฟิกที่แสดงข้อมูลในรูปของกราฟแท่ง กราฟวงกลม แผนที่ และรูปภาพต่างๆ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเข้าใจข้อมูลได้อย่างชัดเจน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยฐานข้อมูลนี้จะช่วยให้ผู้ออกแบบนโยบาย ผู้บริหารสถานศึกษา และนักวิชาการผู้สนใจประเด็นการศึกษาเข้าใจโครงสร้างรายจ่ายด้านการศึกษาของประเทศมากขึ้น ข้อมูลดังกล่าวสามารถนำไปประกอบการออกแบบนโยบายด้านการศึกษา เพิ่มความพร้อมของเด็กก่อนเข้าเรียน เพิ่มอัตราการเข้าเรียนของเด็ก และกำหนดผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรของภาครัฐในแต่ละพื้นที่ได้อย่างเป็นธรรม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p>&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/29082020-2/">แนะรัฐจัดสรรงบปี 64 เน้นเติมเต็มกลุ่มเป้าหมายและพื้นที่ด้อยโอกาส</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เจาะลึกนวัตกรรมทางการเงินเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/3326-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 16 Jul 2020 04:02:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการ SIB]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการพัฒนาระบบการจัดการทรัพยากรเพื่อพัฒนาสุขภาพและการศึกษาของนักเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[การประชุมวิชาการนานาชาติ เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา : ปวงชนเพื่อการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[Teaching and learning tool kit]]></category>
		<category><![CDATA[Stephen Fraser]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนการศึกษาของประเทศอังกฤษที่ช่วยเหลือนักเรียนด้อยโอกาส]]></category>
		<category><![CDATA[Heymin Lee]]></category>
		<category><![CDATA[องค์กรแพนอิมแพคแห่งเกาหลีใต้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=18302</guid>

					<description><![CDATA[<p>การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษานั้นไม่มีสูตรสำเร็จที่ตาย [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/3326-2/">เจาะลึกนวัตกรรมทางการเงินเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษานั้นไม่มีสูตรสำเร็จที่ตายตัว เพราะแต่ละหน่วยงาน แต่ละภาคส่วนล้วนมีความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกันไป แต่จุดหมายปลายทางนั้นมีเหมือนกันคือ การอุดช่องว่างที่มีให้เหลือน้อยที่สุด แล้วนวัตกรรมทางการเงินจะมาช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ได้อย่างไร มาดูแนวคิดจากการอภิปรายในหัวข้อ “เจาะลึกนวัตกรรมทางการเงินเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา” ผ่านเรื่องราวและมุมมองของ Speakers ชั้นนำ ที่ได้พูดคุยกันไปเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา วันแรกของการประชุมวิชาการนานาชาติเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา “ปวงชนเพื่อการศึกษา&#8221;</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-18307" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Stephen-Fraser.jpg" alt="" width="640" height="640" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Stephen-Fraser.jpg 640w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Stephen-Fraser-300x300.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Stephen-Fraser-150x150.jpg 150w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></p>
<p><b>คุณ Stephen Fraser รองผู้จัดการกองทุนการศึกษาของประเทศอังกฤษที่ช่วยเหลือนักเรียนด้อยโอกาส </b><span style="font-weight: 400;">กล่าววว่า เราเชื่อเรื่องการนำหลักฐานมาใช้ประกอบการตัดสินใจในการสร้างระบบการศึกษาที่มีคุณภาพให้กับเด็กนักเรียน เพราะถึงแม้เราจะมีความตั้งใจในการช่วยเหลือเด็กให้ดีอย่างไร หากไม่มีหลักฐานยืนยันความสำเร็จผลก็จะไม่เป็นไปตามที่คิด ดังนั้นการเก็บหลักฐานรวมถึงการนำหลักฐานมาใช้และการสื่อสารรวมถึงการทำงานร่วมกับครูผู้สอนให้มีความสามารถและมีความรู้ในการนำหลักฐานไปใช้ก็จะเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่ช่วยให้ครูตัดสินใจได้ดีขึ้น ดังนั้นองค์กรของเขาจึงพัฒนาเครื่องมือขึ้นมาหนึ่งชิ้นเพื่อเป็นคู่มือที่ทำให้โรงเรียนนำไปปรับใช้ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เครื่องมือนี้เรียกว่า </span><b><span style="color: #2fb14d;">“Teaching and learning tool kit”</span>  </b>เป็น<span style="font-weight: 400;">เครื่องมือที่จะช่วยรวบรวมข้อมูลโครงการต่างๆ ของแต่ละโรงเรียน พร้อมประเมินประสิทธิภาพของโครงการ ซึ่งโรงเรียนสามารถนำผลจากการประเมินนี้ ไปประกอบการเลือกทำโครงการที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดสาหรับกลุ่มเด็กด้อยโอกาสได้  โดย</span><span style="font-weight: 400;">เครื่องมือจะเก็บข้อมูลตั้งแต่งบประมาณ ไปถึงผลสำเร็จของโครงการและหลักฐานสนับสนุนความสำเร็จของโครงการต่างๆ ด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราได้พบข้อมูลที่น่าสนใจจากการเก็บหลักฐานมาตลอดการทำงานว่า งบประมาณทางการศึกษาก้อนใหญ่ที่สุดควรถูกใช้ในเรื่องการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนในแต่ละวัน เพราะเป็นสิ่งที่นักเรียนต้องเจอทุกวัน เราจึงต้องลงทุนกับการพัฒนาครูที่มีคุณภาพ หมายถึงการลงทุนในการคัดเลือกบุคคลที่จะมาเป็นครู และนอกจากการมีครูที่ดีที่เก่งแล้ว ก็ต้องมีระบบในการสนับสนุนให้เขาอยู่กับเด็กๆ นานโดยไม่ลาออก โดยเฉพาะตอนต้นต้องสนับสุนนให้คุณครูสามารถพัฒนาความสามารถและความเชี่ยวชาญของเขาได้ เพื่อไม่ให้เขาเปลี่ยนไปทำงานอาชีพอื่น” คุณ Stephen Fraser ระบุ</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-18308" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/รศ.ดร.ชัยยุทธ-ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์-06.png" alt="" width="640" height="640" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/รศ.ดร.ชัยยุทธ-ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์-06.png 640w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/รศ.ดร.ชัยยุทธ-ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์-06-300x300.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/รศ.ดร.ชัยยุทธ-ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์-06-150x150.png 150w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></p>
<p><b>ขณะที่ รศ.ดร.ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์ นักเศรษฐศาสตร์และอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</b><span style="font-weight: 400;">กล่าวว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา งบประมาณด้านการศึกษาของประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 200% ขณะที่งบประมาณที่ถูกนำไปจัดสรรในเรื่องความยากจนมีอยู่ 0.5 % เท่าเดิมมาตลอด โดยกระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงที่ได้รับงบประมาณมากที่สุดทุกปี โดยเฉลี่ยแล้วรัฐบาลใช้งบประมาณทั้งหมด 20% ไปกับการศึกษา โดยการสนับสนุนงบประมาณการศึกษารายหัวของประเทศไทยไม่ได้รวมถึงค่าจ้างของบุคลากรทางการศึกษาต่างๆ เพราะค่าจ้างเหล่านี้คิดเป็น 75% ของงบประมาณการศึกษาทั้งหมด ซึ่งวิธีการสนับสนุนงบประมาณรายหัวสำหรับเด็กๆ จะเป็นประโยชน์กับโรงเรียนใหญ่มากกว่า แต่มีเงินเพียงส่วนน้อยที่จะลงไปช่วยเหลือให้ตรงตามความต้องการของเด็กๆ อย่างแท้จริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ </span><b>รศ.ดร.ชัยยุทธ </b><span style="font-weight: 400;">พบข้อเท็จจริงว่าโรงเรียนของรัฐบาลที่มีขนาดเล็กมากจะได้รับงบประมาณที่ไม่เพียงพอ และโรงเรียนเล็กๆ เหล่านี้ สามารถรองรับนักเรียนกว่า 1 ล้านคนที่อยู่ในครอบครัวที่ยากจน ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเห็นได้อย่างชัดเจนว่าผลการศึกษาระหว่างโรงเรียนเล็ก โรงเรียนใหญ่ โรงเรียนชนบทและโรงเรียนในเมืองมีช่องว่างที่เพิ่มมากขึ้น และถึงแม้ว่าการศึกษาในบ้านเราจะเป็นการศึกษาแบบฟรี แต่บ้านของเด็กๆ ที่ยากจนก็ยังต้องใช้จ่ายเงินในสัดส่วนที่สูงกว่ารายได้ทั้งหมดของครอบครัว เมื่อเทียบกับเด็กๆ ที่บ้านมีฐานะร่ำรวย</span></p>
<p><strong><span style="color: #2fb14d;">ในประเทศไทยมีเด็กนักเรียนที่ยากจนประมาณ 20% ที่อยู่ในการศึกษาขั้นพื้นฐาน และคิดเป็นประมาณ 1.8 ล้านคน โดยในจำนวนนี้มี 670,000 คน ที่หลุดออกจากระบบการศึกษา และเมื่อนำมาคิดเป็นความสูญเสียทางเศษฐกิจออกมาจะมากถึง 1.7% ของ GDP ในประเทศ คิดเป็นเงินได้มากถึง 6.5 สองพันล้านดอลล่าร์ </span></strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้เราพบว่าปัญหาในการลงเก็บข้อมูลของเด็กๆ จำนวน 2 ล้านคนนั้นมีความท้าทายอย่างยิ่ง เราจึงได้พัฒนาแอปพลิเคชั่นเพื่อช่วยให้คุณครูสามารถเก็บข้อมูลเด็กระหว่างลงเยี่ยมที่บ้านได้ ซึ่งอยู่ในภารกิจหลักที่คุณครูต้องดำเนินการ ภายใต้ชื่อ “</span><b>โครงการพัฒนาระบบการจัดการทรัพยากรเพื่อพัฒนาสุขภาพและการศึกษาของนักเรียน”</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งกระบวนการในการเก็บข้อมูลผ่านแอปฯ นี้จะใช้ระยะเวลาในการเก็บข้อมูล  15-20 นาทีต่อหนึ่งครอบครัว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยข้อมูลที่เราต้องการคือรายได้ต่อครัวเรือน จึงได้มีการออกแบบชุดคำถามที่จะให้รู้สภาพรายได้ของแต่ละครัวเรือนของเด็กๆ ว่าพ้นเส้นความยากจนหรือไม่ เช่น คำถามเรื่องจำนวนคนที่ไม่มีรายได้ครอบครัว ลักษณะบ้านที่อยู่อาศัย พาหนะที่ใช้ที่บ้าน และอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ครอบครัวมีเท่าไหร่ ซึ่งในกระบวนการการตรวจสอบข้อมูลเราทำงานร่วมกับชุมชนในการตรวจสอบข้อมูลที่แท้จริงอีกด้วย  หลังจากที่ได้ตรวจสอบข้อมูลเรียบร้อยแล้วเราก็จะทำการโอนเงินเข้าบัญชีให้แต่ละครอบครัวที่ยากจนโดยตรงเลย เพื่อให้การสรรงบประมาณด้านการศึกษามุ่งเน้นความเสมอภาคมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ซึ่งจากจำนวนเด็ก 2 ล้านคนที่เราลงเก็บข้อมูลผ่านโครงการนี้ กสศ.สามารถช่วยให้เด็กไม่ต้องหลุดออกจากระบบการศึกษามากถึง 700,000 คน และในส่วนของเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาไปแล้วเราก็ลงไปหาว่าเด็กอยู่ที่ไหน และต้องการความช่วยเหลืออะไร พร้อมหาโปรแกรมที่เหมาะสมสำหรับเด็ก ซึ่งต้องใช้งบประมาณในการช่วยเหลือสูงกว่าเด็กลุ่มแรก เพราะเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษามากระจายอยู่ทั่วประเทศไทย และเป็นความ</span><span style="font-weight: 400;">ท้าทายของ กสศ. ในการขยายการช่วยเหลือให้ใหญ่และครอบคลุมมากขึ้นในอนาคต เพราะเรายังขาดในเรื่องของทรัพยากร งบประมาณ และขีดความสามารถขององค์กร&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“การที่จะทำให้การศึกษามีคุณภาพนั้นไม่ใช่แค่เรื่องงบ</span><span style="font-weight: 400;">ประมาณเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงเราต้องพัฒนาคุณครูที่มีคุณภาพควบคู่กันไปด้วย” รศ.ดร.ชัยยุทธ กล่าวทิ้งท้าย</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-18309" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Hyemin-Lee.jpg" alt="" width="640" height="640" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Hyemin-Lee.jpg 640w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Hyemin-Lee-300x300.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Hyemin-Lee-150x150.jpg 150w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></p>
<p><b>ด้านคุณ Heymin Lee ผู้บริการองค์กรแพนอิมแพคแห่งเกาหลีใต้กล่าวว่า</b><span style="font-weight: 400;"> องค์กรของเธอเป็นที่แรกที่นำโครงการพันธบัตรเพื่อสังคมหรือ (SIB) มาใช้ ซึ่งโครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างองค์กรแพนอิมแพคและรัฐบาลกรุงโซลของเกาหลีใต้ โดยจะเป็นลงการลงทุนผ่านโครงการสาธารณะทางสังคมต่างๆ ของรัฐ ซึ่งจะทำให้รัฐลดการใช้งบประมาณอย่างเสียเปล่าและสามารถจัดสรรงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ  สำหรับรูปแบบการลงทุน SIB นั้นนักลงทุนภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการจะเป็นคนนำเงินมาลงทุนผ่านโครงการสาธารณะของรัฐ แล้วรัฐจะเป็นคนจ่ายเงินคืนให้กับนักลงทุนต่อเมื่อได้ผลตามที่ต้องการ ดังนั้นรัฐบาลก็เลยจะมีความเสี่ยงลดลงด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โครงพันธบัตรเพื่อสังคม หรือ (SIB) เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ช่วยเหลือเด็กๆ ที่เรียนช้า ที่อยู่ในบ้านพักเด็กของรัฐบาล ซึ่งเราจะลงไปช่วยเหลือพัฒนาคุณชีวิตและสุขภาพจิตของเด็กและช่วยวางทักษะทางสังคมให้กับเด็กด้วย นอกจากนี้ในโครงการยังมีการพัฒนาไอคิวของเด็กๆ เพื่อจะให้เด็กๆ สามารถใช้ชีวิตและเป็นประชาชนที่มีคุณภาพได้  ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบกับทางตะวันตกแล้วโครงการนี้ยังเป็นโครงการที่ใหม่อยู่สำหรับประเทศในแถบเอเชีย เพราะปัจจุบันมีแค่ 2 ประเทศที่เริ่มมีการนำโครงการในรูปแบบนี้มาใช้คือประเทศเกาหลีกับประเทศญี่ปุ่น ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วประเทศในแถบทวีปเอเชียมีศักยภาพที่จะสามารถนำมาใช้ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โครงการ SIB พิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กที่มีปัญหาในการเรียนรู้ได้ และโครงการสามารถดำเนินงานมาเป็นระยะเวลานานได้ ซึ่งเวลาที่เราจัดความช่วยเหลือให้เด็กเราจะช่วยในทุกเรื่องรวมถึงปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมรอบข้างเด็กด้วย เพราะเด็กที่มีปัญหาในการเรียนรู้นั้นก็ไม่ได้มาจากเรื่องไอคิวอย่างเดียว แต่ปัจจัยสภาพแวดล้อมรอบข้างก็มีผลกระทบกับพวกเขาด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้โครงการประสบความสำเร็จเกินจากเป้าหมายที่ตั้งไว้และรัฐบาลจ่ายเงินต้นคืนให้กับนักลงทุนและจ่ายดอกเบี้ย 25% ให้กับภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการด้วย   ซึ่งตอนนี้รัฐบาลก็ได้เริ่มโครงการ SIB ในเฟสที่ 2 แล้ว ซึ่งจะเน้นไปที่กลุ่มเยาวชนที่ว่างงาน</span></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/3326-2/">เจาะลึกนวัตกรรมทางการเงินเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>iSEE App ช่วยลดเหลื่อมล้ำ เข้าถึงข้อมูลรายบุคคล สู่การจัดสรรทุนช่วยเหลืออย่างมีคุณภาพ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/isee-app/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 10 Sep 2019 13:19:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[iSEE]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.เปิดประตูสู่โอกาส]]></category>
		<category><![CDATA[ลดเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=7750</guid>

					<description><![CDATA[<p>แอปพลิเคชันระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/isee-app/">iSEE App ช่วยลดเหลื่อมล้ำ เข้าถึงข้อมูลรายบุคคล สู่การจัดสรรทุนช่วยเหลืออย่างมีคุณภาพ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-7753" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/09/70098033_2803016536399004_7891440014792327168_o.jpg" alt="" width="1386" height="640" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/09/70098033_2803016536399004_7891440014792327168_o.jpg 1386w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/09/70098033_2803016536399004_7891440014792327168_o-300x139.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/09/70098033_2803016536399004_7891440014792327168_o-768x355.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/09/70098033_2803016536399004_7891440014792327168_o-1024x473.jpg 1024w" sizes="(max-width: 1386px) 100vw, 1386px" /></p>
<blockquote><p>แอปพลิเคชันระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ iSEE App ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) เป็นเครื่องมือช่วยให้เห็นและติดตามข้อมูลสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้อย่างชัดเจนทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย เป้าหมายเพื่อช่วยคัดกรองแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการพัฒนางานวิจัยเชิงพื้นที่สำรวจบ้านเด็กขาดแคลนทุนทรัพย์เป็นรายบุคคล เพื่อจัดสรรเงินช่วยเหลือให้ถึงมือเด็กอย่างตรงเป้าหมาย</p></blockquote>
<p>รศ.ดร.ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์ หัวหน้าโครงการพัฒนาระบบการจัดการทรัพยากรเพื่อพัฒนาสุขภาพและการศึกษาของนักเรียน อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การคัดกรองเด็กนักเรียนยากจนพิเศษเชิงพื้นที่ คือความพยายามเข้าหาเด็กที่จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือเร่งด่วนจริง ๆ เพื่อให้เด็กกลุ่มนี้ไม่หลุดออกจากระบบการศึกษา ซึ่ง กสศ. ระดมทั้งความรู้ เครื่องมือ งานวิจัย และการลงพื้นที่สำรวจเด็กเป็นรายคนเพื่อคัดแยกเด็กด้อยโอกาสที่มีความจำเป็นแตกต่างกัน แม้ในพื้นที่เดียวกัน หรือโรงเรียนเดียวกันก็ตาม</p>
<p>บนพื้นฐานของหลักการ การค้นหาเด็กด้วยรูปแบบที่เราทำ หน่วยงานใดก็สามารถนำไปใช้ได้ แต่ในความเป็นจริงก็เหมือนกับว่ารู้แต่ทำไม่ได้ เพราะวิธีการนี้ต้องใช้สองอย่างร่วมกัน คือคนทำหน้าที่ศึกษาวิเคราะห์ และต้องมีเครื่องมือ คือแอปพลิเคชันที่ทางธรรมศาสตร์ได้พัฒนาขึ้นและมีทีมงานช่วยศึกษาวิเคราะห์ เพื่อช่วยครูในการบันทึกข้อมูลเด็กเป็นรายคนซึ่งสามารถเรียกดูและอัพเดทได้ทุกที่ทุกเวลา</p>
<blockquote><p>“ไม่ใช่ว่าเราสร้างแอปฯ ขึ้นมาแล้วสามารถใช้ได้ทันที มันต้องได้รับการศึกษา พิจารณาว่ากระบวนการต่าง ๆ มีความเหมาะสมมากแค่ไหน ทั้งคำถาม บริบทเชิงพื้นที่ ความสะดวกในการใช้งานของครูที่จะต้องเข้าถึงบ้านเด็กเพื่อบันทึกรายละเอียดไว้เป็นฐานข้อมูล เหล่านี้เราติดตามผลจากการใช้งานจริง เข้าไปในพื้นที่เพื่อคุยกับครู รับทราบข้อบกพร่องจุดแข็งจุดอ่อนของเครื่องมือเพื่อนำมาปรับปรุงให้รองรับการใช้งานได้ดีที่สุด” รศ.ดร.ชัยยุทธกล่าว</p></blockquote>
<p>ทั้งนี้ การจัดสรรเงินเพื่อช่วยคนที่จำเป็นมากกว่ามีความสำคัญ เพราะรัฐมีเงินจำกัด เรื่องนี้เป็นหัวใจในการทำงานของ กสศ. ซึ่งเราได้นำนวัตกรรมและความรู้เชิงวิชาการเข้าไปช่วยเสริม เครื่องมือนี้เป็นตัวเดียวกันกับที่ใช้ในหลายประเทศ ขณะที่ในต่างประเทศเขายังไม่ลงพื้นที่ละเอียดเท่าเราด้วยซ้ำ ส่วนใหญ่เขาจะทำในระดับตำบล แต่เราทำในระดับบุคคล คือการเข้าถึงทุกครัวเรือนที่มีเด็กอยู่ในการศึกษาภาคบังคับ</p>
<p>รศ.ดร.ชัยยุทธ อธิบายเสริมอีกว่า การเก็บข้อมูลเด็กยากจนพิเศษเป็นรายบุคคลนี้ นอกจากจะช่วยให้การจัดสรรเงินสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีความจำเป็นเร่งด่วนได้เป็นลำดับแล้ว ข้อมูลซึ่งผ่านการสำรวจเชิงลึกตามเกณฑ์ต่างๆ ที่ครูเข้าไปบันทึกถึงครัวเรือนพร้อมออนไลน์แบบเรียลไทม์ ยังช่วยให้การจัดสรรเงินส่งถึงครอบครัวเด็กด้อยโอกาสได้ในเวลารวดเร็วขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการรั้งเด็กให้อยู่ในระบบการศึกษาต่อไป</p>
<blockquote><p>“การพัฒนาระบบช่วยเหลือเด็กยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไขนี้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของโรงเรียนในการจัดสรรเงินอุดหนุน ด้วยหลักฐานข้อมูลที่เรามี ทำให้สามารถส่งเงินถึงตัวเด็กได้เร็วขึ้น ซึ่งจะมีนัยยะสำคัญที่ทำให้อัตราการออกจากโรงเรียนกลางคันของเด็กลดลง หรือแม้กระทั่งการสนับสนุนให้เขาได้มีโอกาสเรียนต่อเพิ่มขึ้น นั่นหมายถึงความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของพวกเขา ทั้งการได้เรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับ การได้เรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งหมายถึงการได้ทำงานในอาชีพที่มีรายได้สูงกว่าคนรุ่นพ่อแม่” รศ. ดร.ชัยยุทธกล่าว</p></blockquote>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-7752" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/09/70743662_2803016696398988_5885732708952309760_o-1.jpg" alt="" width="2048" height="1365" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/09/70743662_2803016696398988_5885732708952309760_o-1.jpg 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/09/70743662_2803016696398988_5885732708952309760_o-1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/09/70743662_2803016696398988_5885732708952309760_o-1-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/09/70743662_2803016696398988_5885732708952309760_o-1-1024x683.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/09/70743662_2803016696398988_5885732708952309760_o-1-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/09/70743662_2803016696398988_5885732708952309760_o-1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></p>
<p>สอดคล้องกับ ดร.ไกรยส ภัทราวาทรองผู้จัดการ กสศ. และผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวว่า ความรู้ เครื่องมือ งานวิจัย และคณะทำงานทุกภาคส่วน คือส่วนประกอบที่ช่วยพัฒนาให้ระบบการคัดกรองเด็กยากจนพิเศษทั่วประเทศทำงานได้ผล และจัดสรรเงินได้รวดเร็วและตรงจุดเป้าหมาย</p>
<p>โดยเครื่องมือที่เรามีไม่ใช่แค่แอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน แต่มันคือระบบนิเวศที่รายล้อมสัมพันธ์กันผ่านการทำงานด้วยเทคโนโลยี แอปฯเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของระบบนี้ เราได้พัฒนาระบบให้รองรับการใช้งานเทคโนโลยีเพื่อความคล่องตัวของผู้ใช้ มีครูผู้เข้าใจระบบในเขตพื้นที่การศึกษา ในโรงเรียน มีเจ้าหน้าที่ที่สามารถตอบข้อซักถามและให้คำแนะนำได้ละเอียด ทั้งคอลเซ็นเตอร์หรือบนเว็บบอร์ด เฟสบุ๊ค และมีไลน์กลุ่มสำหรับโรงเรียนในประเภทและสังกัดต่างๆ ซึ่งให้ข้อมูลได้ตลอดเวลา</p>
<p>สำหรับ iSee App เป็นแอปพลิเคชันที่พัฒนาต่อเนื่องมากว่า 4 ปี ด้วยการใช้งานที่ปรับปรุงจากการลงพื้นที่จริง มีระบบ Off Line Mode สำหรับโหลดข้อมูลที่จำเป็นลงบนสมาร์ทโฟนเพื่อนำไปใช้ในพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ต แล้วนำข้อมูลกลับมาอัพโหลดลงเซิฟเวอร์ของ กสศ. ในพื้นที่ที่มีสัญญาณได้ในภายหลัง</p>
<blockquote><p>“ออฟไลน์โหมดคือสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากการลงพื้นที่ เพราะมีบางพื้นที่ที่สัญญาณอินเตอร์เน็ตยังครอบคลุมไปไม่ถึง การลงพื้นที่จริงทำให้เราได้ข้อมูลกลับมาปรับปรุงการใช้งานของระบบในส่วนต่าง ๆ ให้ผู้ใช้ทำงานได้สะดวกขึ้น เรามีการนำระบบ gis coordinate มาใช้สำหรับครูที่ลงพื้นที่ไปถ่ายรูปบ้านเด็ก ซึ่งจะมีการดึงพิกัดบ้านเข้าสู่ระบบได้ทันที นอกจากนั้นการเซ็นรับรองสถานะเด็กยากจนพิเศษ จำเป็นต้องใช้หลักฐานลายเซ็นจากสามฝ่าย คือครูผู้กรอกข้อมูล ผู้ปกครองเด็ก และกำนัน ผู้ใหญ่บ้านหรือผู้ช่วย เพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูล โดยระบบนี้ได้ตัดขั้นตอนการใช้กระดาษออกไป แล้วบันทึกข้อมูลทั้งหมดผ่านระบบดิจิตัล นั่นทำให้การเซ็นรับรองทุกครั้งจะสามารถบันทึกพิกัดที่เซ็นชื่อ ซึ่งเป็นทั้งการยืนยันข้อมูลและสะดวกต่อการนำข้อมูลมาใช้ได้ทันที” ดร.ไกรยสกล่าว</p></blockquote>
<p>รองผู้จัดการ กสศ. เสริมอีกว่า หลังปิดภาคเรียนทุกเทอมการศึกษา เราจะเชิญครูผู้ใช้เครื่องมือทุกท่านเข้าประชุมเพื่อเสนอความเห็น และผลตอบรับจากการใช้งานจริง แล้วนำข้อคิดเห็นจากการประชุมมาปรับปรุงและพัฒนาให้เครื่องมือใช้งานง่ายและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ถึงตอนนี้ ทาง กสศ. ได้กระจายศูนย์ข้อมูลออกไปแล้วในทุกภูมิภาคของประเทศ และใกล้จะครบในทุกจังหวัด การเข้าถึงทุกพื้นที่นี้ จะทำให้โครงการสามารถเดินหน้าค้นหาเด็กยากจนพิเศษได้ถูกคน จากนั้นจึงจัดสรรเงินช่วยเหลืออย่างทันท่วงที อันเป็นกระบวนการที่จะช่วยแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในภาพรวมได้ในอนาคต</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-7754" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/09/70486044_2803016613065663_912583265095778304_o.jpg" alt="" width="2048" height="1365" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/09/70486044_2803016613065663_912583265095778304_o.jpg 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/09/70486044_2803016613065663_912583265095778304_o-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/09/70486044_2803016613065663_912583265095778304_o-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/09/70486044_2803016613065663_912583265095778304_o-1024x683.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/09/70486044_2803016613065663_912583265095778304_o-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/09/70486044_2803016613065663_912583265095778304_o-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/isee-app/">iSEE App ช่วยลดเหลื่อมล้ำ เข้าถึงข้อมูลรายบุคคล สู่การจัดสรรทุนช่วยเหลืออย่างมีคุณภาพ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>งานวิจัยเชิงพื้นที่ ตอบโจทย์แก้การศึกษาเหลื่อมล้ำตรงจุด</title>
		<link>https://www.eef.or.th/%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88010819/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 01 Aug 2019 07:52:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.เปิดประตูสู่โอกาส]]></category>
		<category><![CDATA[ครูฮีโร่]]></category>
		<category><![CDATA[คืนน้องสู่ห้องเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[จดหมายลาครู]]></category>
		<category><![CDATA[สพฐ.]]></category>
		<category><![CDATA[Demand-side Financing]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการพัฒนาระบบการจัดการทรัพยากรเพื่อพัฒนาสุขภาพและการศึกษาของนักเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[มธ.]]></category>
		<category><![CDATA[เงินอุดหนุนช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษอย่างมีเงื่อนไข]]></category>
		<category><![CDATA[งานวิจัยเชิงพื้นที่]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=6257</guid>

					<description><![CDATA[<p>แม้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจะเป็นปัญหาที่มีมาอย่างช้าน [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88010819/">งานวิจัยเชิงพื้นที่ ตอบโจทย์แก้การศึกษาเหลื่อมล้ำตรงจุด</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-6259" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/08/67647697_2726941577339834_1933861981970759680_o.jpg" alt="" width="2048" height="1365" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/08/67647697_2726941577339834_1933861981970759680_o.jpg 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/08/67647697_2726941577339834_1933861981970759680_o-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/08/67647697_2726941577339834_1933861981970759680_o-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/08/67647697_2726941577339834_1933861981970759680_o-1024x683.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/08/67647697_2726941577339834_1933861981970759680_o-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/08/67647697_2726941577339834_1933861981970759680_o-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></p>
<p>แม้ความเหลื่อมล้ำทางการศึก<wbr />ษาจะเป็นปัญหาที่มีมาอย่างช้านาน และเป็นปัญหาที่หากจะแก้ไขใ<wbr />ห้หมดไปอย่างยั่งยืนนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอา<wbr />ศัยกระบวนการทำงานความร่วมมือจากหลากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แนวคิดหนึ่งในการแก้ปัญหานี้คือแก้ด้วยกระบวนการเก็บข้อ<wbr />มูลเชิงพื้นที่ ก่อนจะจัดสรรเงินอุดหนุนให้<wbr />ตรงกับปัญหาซึ่งนักเรียนกำลังเผชิญอยู่จริง</p>
<p>จากข้อมู<span class="text_exposed_show">ลรายจ่ายการศึกษาแห่งชาติ พบว่าในโรงเรียนหนึ่งจะมีนั<wbr />กเรียนที่มาจากครอบครัวยากจ<wbr />น เฉลี่ยรายได้ไม่ถึง 3,000 บาท ต่อเดือน หรือไม่ถึง 36,000 บาทต่อปี ครอบครัวเหล่านี้ต้องแบกรับ<wbr />รายจ่ายการศึกษา คิดเป็น 22% ของรายได้ ซึ่งสูงกว่าครอบครัวที่มีฐา<wbr />นะร่ำรวยที่รับภาระเพียง 6% ของรายได้ หรือเฉลี่ยแล้วคือต้องรับภา<wbr />ระมากกว่าถึงเกือบ 4 เท่า อันเป็นสาเหตุให้เด็กกลุ่มที่มาจากครอบครัวฐานะยากจนมี<wbr />แนวโน้มออกจากโรงเรียนกลางคัน หรือหลุดจากระบบการศึกษา เป็นจำนวนเฉลี่ยปีละกว่า 670, 000 คน</span></p>
<p>ขณะที่ประเทศไทยมีงบประมาณช่วยเหลือนักเรียนยากจน ที่เรียกว่าเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานสำหรับนักเรียนยาก<wbr />จนในสถานศึกษา แบบเท่ากันทุกคน แต่ในความเป็นจริง นักเรียนแต่ละคนหรือในแต่ละ<wbr />พื้นที่การศึกษาต่างมีปัญหา<wbr />และความต้องการที่แตกต่างกั<wbr />น การช่วยเหลือในลักษณะดังกล่<wbr />าวจึงอาจจะยังไม่ตรงจุด<br />
.<br />
รศ.ดร.ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์ หัวหน้าโครงการพัฒนาระบบการ<wbr />จัดการทรัพยากรเพื่อพัฒนาสุ<wbr />ขภาพและการศึกษาของนักเรียน<wbr /> อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์<wbr />มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) อธิบายว่า ที่ผ่านมามีการเก็บข้อมูลกา<wbr />รศึกษาทั่วประเทศในเชิงภาพร<wbr />วมมาโดยตลอด ช่วยให้เกิดมิติที่แตกต่างใ<wbr />นการแก้ปัญหาและเป็นประโยชน์ต่อการคาดการณ์ทิศทางการแก<wbr />้ปัญหาทางการศึกษาในอนาคต<br />
.<br />
แต่โดยสรุปแล้ววิธีดังกล่าว<wbr /> ยังมีจุดอ่อนอยู่มาก เนื่องจากทำได้เพียงแสดงทิศ<wbr />ทางของปัญหา ไม่สามารถเจาะลึกในลักษณะกา<wbr />รกระจายรายได้ของประชากรในแ<wbr />ต่ละพื้นที่ อันเป็นปัจจัยหลักของความเห<wbr />ลื่อมล้ำทางการศึกษา<br />
.<br />
กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางก<wbr />ารศึกษา (กสศ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษา<wbr />ขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยนเรศวร จึงทำการวิจัยจนได้ข้อเสนอเ<wbr />ชิงนโยบาย เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพกา<wbr />รจัดสรรงบประมาณให้เป็นไปตา<wbr />มอุปสงค์ (Demand-side Financing) ตรงตามความต้องการของนักเรี<wbr />ยนเป็นรายบุคคล ในบริบทพื้นที่แตกต่างกัน เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย<wbr />ด้านการศึกษาและบรรเทาอุปสร<wbr />รคการมาเรียน<br />
.<br />
โครงการดังกล่าว เริ่มต้นที่โรงเรียนในสังกั<wbr />ด สพฐ. กับโครงการ ‘เงินอุดหนุนช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษอย่างมีเงื่อน<wbr />ไข’ โดยให้ สพฐ. เป็นหน่วยงานแรกในการปฏิรูป<wbr />กระบวนการจัดสรรงบประมาณ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางกา<wbr />รศึกษาแก่นักเรียนที่ยากจนใ<wbr />นระบบการศึกษา</p>
<p>รศ.ดร.ชัยยุทธ ระบุว่า การเก็บข้อมูลเชิงพื้นที่ เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เห็<wbr />นว่ามิติของแต่ละพื้นที่มีค<wbr />วามแตกต่าง ซึ่งหมายถึง ต้องการวิธีการแก้ปัญหาที่ไ<wbr />ม่เหมือนกัน ขณะเดียวกัน ด้วยบริบททางสังคมของประชาก<wbr />ร ที่ต่างกันด้วยสภาพแวดล้อม ทรัพยากร ความเจริญของเทคโนโลยี การกระจายงาน ทำให้พบอีกด้วยว่า สาเหตุที่ทำให้เด็กต้องออกจ<wbr />ากโรงเรียนกลางคันหรือตกหล่<wbr />นจากการศึกษาภาคบังคับมีควา<wbr />มแตกต่างกันไปด้วย</p>
<p>“มิติของพื้นที่ ในที่นี้ หมายถึงลักษณะเฉพาะของแต่ละ<wbr />ชุมชนหรือท้องถิ่น แม้กระทั่งองค์กรภาครัฐในแต<wbr />่ละพื้นที่เอง ก็ยังมีบทบาทในการสนับสนุนก<wbr />ารศึกษาที่ต่างกันไปตามแนวท<wbr />างของภูมิภาคนั้น ๆ ซึ่งการนำวิธีการเจาะลึกข้อ<wbr />มูลในแต่ละพื้นที่อย่างละเอ<wbr />ียดมาใช้ จะทำให้มองเห็นภาพดังกล่าวไ<wbr />ด้ชัดเจนขึ้น</p>
<p>ที่ผ่านมา การเก็บข้อมูลแบบเก่า ทำให้เกิดปัญหาอีกด้วยว่า บางครัวเรือนมีผู้ได้รับสิท<wbr />ธิ์ในบ้านเดียวกันสองคนขึ้น<wbr />ไป จึงได้รับสิทธิ์มากกว่าครอบ<wbr />ครัวอื่น เช่น ผู้ด้อยโอกาสมากกว่าสองคนที<wbr />่อยู่ในบ้านเดียวกัน หรือมีทั้งเด็กด้อยโอกาส ผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยคน<wbr />ชรา หรือบ้างเป็นผู้พิการ ครอบครัวเหล่านี้ก็จะได้รับ<wbr />สิทธิ์ที่ซ้อนทับกัน แต่ด้วยการเก็บข้อมูลแบบเจา<wbr />ะลึกลงไปเป็นครัวเรือน ทำให้รัฐมีข้อมูลเชิงลึกช่ว<wbr />ยในการวางแผนจัดสรรเงินสวัส<wbr />ดิการ เนื่องจากธรรมชาติของประชาก<wbr />รเองมีการย้ายถิ่นที่อยู่ตา<wbr />มความจำเป็นทางอาชีพ หรือด้วยความจำเป็นทางการศึ<wbr />กษา จึงไม่สามารถยึดถือรายชื่อต<wbr />ามบันทึกในทะเบียนบ้านได้</p>
<p><span class="text_exposed_show">การเก็บข้อมูลเชิงพื้นที่ยั<wbr />งมีบทบาทโดยตรงต่อโครงการเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศ<wbr />ษอย่างมีเงื่อนไขในการส่งเส<wbr />ริมการทำงานของรัฐ โดยแต่เดิมที่ สพฐ. ได้วางแผนงานโดยมองโครงสร้า<wbr />งการศึกษาของเด็กทั้งประเทศ<wbr />โดยรวม ทำให้การจัดสรรเงินอุดหนุนใ<wbr />นแต่ละพื้นที่การศึกษายังช่<wbr />วยเหลือเด็กได้ไม่เต็มเม็ดเ<wbr />ต็มหน่วย เนื่องจากจำนวนเด็กด้อยโอกา<wbr />สในแต่ละพื้นที่มีไม่เท่ากั<wbr />น การจัดสรรเงินสวัสดิการจึงใ<wbr />ช้วิธีเกลี่ยให้แต่ละจังหวั<wbr />ดโดยแบ่งเป็นเปอร์เซ็นต์” อา<wbr />จารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มธ. กล่าว<br />
.<br />
รศ.ดร.ชัยยุทธ อธิบายอีกว่า ด้วยวิธีการเดิม สพฐ.จะแบ่งโควตาให้จังหวัดห<wbr />นึ่งไม่เกิน 40% นั่นหมายถึงทุกจังหวัดจะได้<wbr />เงินอุดหนุนเท่ากันทั้งหมด ขณะที่แต่ละจังหวัดมีเด็กด้<wbr />อยโอกาสจำนวนไม่เท่ากัน ทำให้จังหวัดที่มีเด็กยากจน<wbr />เยอะก็จะเข้าถึงสิทธิ์ได้น้<wbr />อยลง ปัญหาจึงไปตกที่โรงเรียน เช่นบางโรงเรียนมีเด็กยากจน<wbr /> 100 คน แต่เขาได้สิทธิ์ที่จัดสรรสำ<wbr />หรับเด็กแค่ 40 คน ก็ต้องเอาเงินสำหรับเด็ก 40 คนไปเกลี่ยให้เด็กอีก 60 คนด้วย เพราะยังไม่มีข้อมูลเจาะลึก<wbr />ในระดับจังหวัด จึงกลายเป็นปัญหาความเหลื่อ<wbr />มล้ำชัดเจนในการมอบเงินสวัส<wbr />ดิการ เท่ากับว่าจังหวัดที่มีเด็ก<wbr />ยากจนน้อยกว่าเขาก็ได้รับไป<wbr />เต็มหมด สามารถจัดสรรให้เด็กได้มากก<wbr />ว่า<br />
.<br />
ดังนั้นการเก็บข้อมูลเชิงลึ<wbr />ก ในระดับพื้นที่ จึงมีความสำคัญมากต่อการจัด<wbr />สรรความช่วยเหลือให้ตรงกับก<wbr />ลุ่มเป้าหมาย สามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ตรงจุดกว่า<br />
</span></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88010819/">งานวิจัยเชิงพื้นที่ ตอบโจทย์แก้การศึกษาเหลื่อมล้ำตรงจุด</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
