<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>พริษฐ์ วัชรสินธุ | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B9%8C-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B8/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 24 Feb 2025 07:48:19 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>พริษฐ์ วัชรสินธุ | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เปิดโจทย์การศึกษา 2568: ถึงเวลายกระดับโครงสร้างใหม่ เพื่อการศึกษาไทยที่เท่าเทียมมากขึ้น</title>
		<link>https://www.eef.or.th/education-restructuring-for-equity-2025/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 18 Feb 2025 07:39:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กนอกระบบ]]></category>
		<category><![CDATA[พริษฐ์ วัชรสินธุ]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ. x 101]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.เทอดชาติ ชัยพงษ์]]></category>
		<category><![CDATA[จูสตีน ซาส]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=91218</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัญหาการศึกษาไทยอยู่คู่สังคมไทยมาทุกยุคทุกสมัย ปัญหายิ่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/education-restructuring-for-equity-2025/">เปิดโจทย์การศึกษา 2568: ถึงเวลายกระดับโครงสร้างใหม่ เพื่อการศึกษาไทยที่เท่าเทียมมากขึ้น</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปัญหาการศึกษาไทยอยู่คู่สังคมไทยมาทุกยุคทุกสมัย ปัญหายิ่งถูกซ้ำเติมเมื่อโลกผันผวน ซับซ้อน และเผชิญวิกฤตอย่างโรคระบาดที่ถาโถมอย่างไม่ทันตั้งตัว ผนวกกับโครงสร้างสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงไป กล่าวคือเรากำลังเข้าสู่ ‘สังคมสูงวัย’ ที่จำนวนเด็กเกิดน้อยลงนำมาสู่วัยแรงงานที่ลดลง และจำนวนประชากรผู้สูงวัยเพิ่มขึ้น</p>



<p>ยังมินับอีกว่า เมื่อพูดถึงการศึกษา เราไม่ได้หมายถึงแค่ตัวเด็ก แต่เรากำลังมองถึงระบบนิเวศของการศึกษาทั้งหมด ทั้งสภาพแวดล้อม โรงเรียน ผู้สอน ไปจนถึงครอบครัวที่อยู่รายล้อมเด็ก ซึ่งหลายครั้งส่งผลกระทบกับตัวเด็กไม่แพ้ระบบโครงสร้างใหญ่</p>



<p>ทั้งหมดนี้ทำให้ปัญหาการศึกษาไทยยิ่งทวีความซับซ้อนและรุนแรงมากยิ่งขึ้น แต่ขณะเดียวกัน นี่เป็นปัญหาที่เราทุกคนต้องเร่งแก้ไข เพราะอย่างที่เราทราบกันดี การศึกษาคือรากฐานสำคัญ คือจุดเริ่มต้นการสร้างทรัพยากรมนุษย์คนหนึ่งให้เติบโตและเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศให้บรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงและหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางตามที่มุ่งหมายไว้</p>



<p>เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงไม่มีเหตุผลใดที่เราจะล่าช้าและปล่อยให้เด็กแม้แต่เพียงคนเดียวต้องร่วงหล่นจากตาข่ายความคุ้มครองทางการศึกษาไป – คำถามสำคัญคือเราควรทำอย่างไร มีทิศทางไหนบ้างที่จะทำให้การศึกษาไทยหลุดพ้นจากกับดักความเหลื่อมล้ำนี้ได้</p>



<p>101 ชวนสำรวจ<a href="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/equity_forum_2025.pdf?fbclid=IwY2xjawIXk91leHRuA2FlbQIxMAABHYh5HyFwGr9h7VUwSvKKoHM6v00oXY--oBIF8E2l7Nbmb-Xkv3xFCCUe2g_aem_XxZVicH8EctkR1X1fnS8SQ" target="_blank" rel="noreferrer noopener">สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ปี 2567 และทิศทางในปี 2568</a>&nbsp;และวงเสวนาเชิงนโยบายเพื่อร่วมหาทิศทางก้าวต่อไปของการศึกษาไทยเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และทำให้การศึกษาเหมาะสม ครอบคลุม และยืดหยุ่น เป็นการศึกษาของทุกคนอย่างแท้จริง</p>



<p><em>หมายเหตุ:&nbsp;เก็บความบางส่วนจาก&nbsp;</em><a href="https://www.facebook.com/share/v/19t5cYu7ZG/" target="_blank" rel="noopener" title=""><em>Equity Forum 2025&nbsp;ประเทศไทยกับการแก้ปัญหาเชิงระบบเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</em></a><em>&nbsp;ซึ่งจัดโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2568</em></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>1</strong><br><strong>อ่านสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาใน 3 มิติ</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-312eb6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/1739525299_828166-the101world-1200x800-1.webp" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">จูสตีน ซาส</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>การศึกษาคือ ‘การลงทุน’ ที่คุ้มค่าที่สุด – จูสตีน ซาส</strong></h3>



<p>“ยูเนสโก (UNESCO) เชื่อว่า การศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์และเป็นปัจจัยในการสร้างความยุติธรรมทางสังคม อีกทั้งยังช่วยลดความยากจนและแก้ไขปัญหาใหญ่ๆ ทั่วโลก” ข้างต้นคือคำกล่าวนำจาก<strong>&nbsp;จูสตีน ซาส</strong>&nbsp;หัวหน้าฝ่าย Education for Inclusion and Gender Equality องค์การยูเนสโก สำนักงานใหญ่ (กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส) พร้อมทั้งกล่าวถึงคำถามสำคัญของการทำ<em>รายงานฉบับพิเศษ</em><em>:&nbsp;</em><em>สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาปี 2567 และทิศทางสำคัญในปี 2568</em>&nbsp;ว่า “หากสิทธิการศึกษา<em>ไม่ได้รับการเติมเต็ม</em>จะเกิดต้นทุนอะไรกับประเทศบ้าง”</p>



<p>จูสตีนฉายภาพให้เห็นต่อว่า รายงานฯ ทำการศึกษาเด็กที่ต้องออกจากโรงเรียนกลางคันและเด็กที่ไม่มีทักษะขั้นพื้นฐาน โดยศึกษาต้นทุนที่เกิดขึ้นทั้งในระดับบุคคล รัฐบาล ศึกษาความแตกต่างระหว่างเด็กชายและหญิง รวมถึงศึกษาผลกระทบอื่นๆ ที่ไม่ใช่ตัวเงิน อาทิ อาชญากรรม</p>



<p>“ผลการศึกษาในภาพรวมพบว่า มีเด็กจำนวนมากที่ไม่ได้รับการศึกษาในโรงเรียนและยังขาดทักษะพื้นฐานสำคัญ อาทิ การอ่าน ทักษะทางสังคมและอารมณ์” จูสตีนกล่าว พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่าสิ่งนี้จะก่อให้เกิดความท้าทายในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ที่มุ่งจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และถ้าไม่บรรลุจะทำให้เกิดต้นทุนมหาศาล หรือที่เรียกว่า ‘ต้นทุนจากการเพิกเฉย’ ตามมา</p>



<p>ถ้าเราตั้งเป้าโดยมีการบรรลุ SGDs เป็นหมุดหมายสำคัญ จูสตีนฉายภาพว่า หากเรายังอยู่กันแบบนี้ต่อไป ภายใน ค.ศ. 2030 (ซึ่งเป็นปีที่ตั้งเป้าหมายว่าจะบรรลุ SDGs) เศรษฐกิจทั่วโลกจะสูญเสียเงินหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมีการประมาณว่าต้นทุนที่เกิดกับบุคคลจะสูงถึง 9 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐสำหรับเด็กที่มีทักษะต่ำกว่าพื้นฐาน และ 6 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐสำหรับเด็กที่ออกจากโรงเรียนก่อนกำหนด ต้นทุนภาครัฐจะสูงถึง 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐและมากกว่า 1 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐตามลำดับ และต้นทุนทางสังคมในแต่ละปีจะสูงถึง 10 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐและ 6 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐตามลำดับ</p>



<p>“ในภาพรวม ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่จะสูญเสียไปจากการที่เด็กมีทักษะทางอารมณ์และสังคมต่ำจะมีมูลค่าสูงถึง 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ”</p>



<p>ไม่ใช่แค่ต้นทุนที่เป็นจำนวนเงินเท่านั้น แต่ยังมีต้นทุนอื่นๆ ที่ไม่สามารถประเมินเป็นมูลค่าเงินได้ อาทิ การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น การก่ออาชญากรรม หรือกลุ่มเด็กที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา การทำงาน หรือการฝึกอบรม ดังนั้น รัฐบาลหรือองค์การระหว่างประเทศที่จะมอบทุนสนับสนุนเพื่อให้เกิดการบรรลุ SDGs จึงจำเป็นต้องคำนึงถึงต้นทุนมหาศาลที่เกิดจากการเพิกเฉยตรงนี้เอาไว้ด้วย</p>



<p>“เราต้องลงทุนในระบบการศึกษาให้มากขึ้นอย่างเท่าเทียมและมีประสิทธิภาพ เพื่ออนาคตของเด็กและอนาคตของพวกเราทุกคน”</p>



<p>นอกจากข้อมูลเฉพาะตรงส่วนนี้แล้ว ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจอีกหลายประการ อาทิ ประเด็นเรื่องเพศสภาพ กล่าวคือเพศชายมีแนวโน้มจะมีออกจากระบบการศึกษาก่อนกำหนดและขาดทักษะขั้นพื้นฐานมากกว่าเพศหญิง เพราะจำนวนผู้ชายที่อยู่นอกระบบทั่วโลกมีมากกว่า ยกเว้นในภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ของสะฮาราที่มีจำนวนผู้หญิงสูงกว่า</p>



<p>“ถ้าพูดรวมๆ สัดส่วนของผลกระทบต่อ GDP ที่ถูกคาดการณ์ไว้ (forecast) จะสูงในซีกโลกใต้ที่มีสัดส่วนเด็กที่ขาดทักษะขั้นพื้นฐานมากกว่าภูมิภาคอื่นๆ”</p>



<p>ผลจากรายงานฯ ชี้ชัดว่า กลยุทธ์ที่คุ้มค่าที่สุดในการพัฒนาเศรษฐกิจคือ การลงทุนในการศึกษา เพราะเพียงแค่ลดสัดส่วนเด็กที่ต้องออกจากโรงเรียนก่อนกำหนดและมีทักษะขั้นพื้นฐานต่ำเพียงร้อยละ 10 จะเพิ่ม GDP ได้ถึงร้อยละ 1-2 ต่อปี</p>



<p>ทั้งหมดนำมาซึ่งข้อสรุปของจูสตีนว่า ประเทศต่างๆ ลงควรลงทุนเรื่องการศึกษาและพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ อาทิ การจัดสรรงบประมาณเพื่อการศึกษา การสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่คำนึงถึงความเท่าเทียมทางเพศ รวมไปถึงการลงทุนในการศึกษาระดับปฐมวัยเพื่อวางรากฐานที่มั่นคงในการเรียนรู้ และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โรงเรียน บุคลากรทางการศึกษา รวมถึงข้อมูลการวิจัยเพื่อกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนต่อไป</p>



<p>“การศึกษาเป็นหนึ่งในการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด ทั้งต่อบุคคล เศรษฐกิจ และโลกของเรา” จูสตีนเน้นย้ำ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f523b1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/1739525276_857096-the101world-1200x800-2.webp" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สร้าง ‘โอกาส’ ทางการศึกษาให้เด็ก เพื่อสร้างอนาคตประเทศไทย – ไกรยส ภัทราวาท</strong></h3>



<p>“หลายคนคงเคยเห็นข่าวว่า เด็กและเยาวชนในช่วงนี้เกิดแค่ประมาณ 460,000 คน ถามว่าน้อยแค่ไหน ในช่วงประมาณ ค.ศ. 1983 เรามีเด็กไทยเกิดราวหนึ่งล้านคน แต่ตอนนี้เด็กจำนวนมากหายไป และจากการประเมินพบว่า สัดส่วนเด็กเกิดใหม่ในอนาคตจะน้อยลงเรื่อยๆ”</p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท</strong>&nbsp;ผู้จัดการ กสศ. กล่าวนำ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่า จำนวนเด็กที่เกิดน้อยลงสวนทางกับฐานประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มสูงขึ้น นำมาซึ่งความท้าทายว่า หากไทยมีเป้าหมายคือการคงไว้ซึ่งเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน และมุ่งหลุดออกจากกับดักรายได้ปานกลาง หนทางเดียวที่จะมุ่งไปสู่เป้าหมายเหล่านี้ได้ภายใต้โครงสร้างประชากรในปัจจุบันคือ เด็กและเยาวชนไทยต้องมีผลิตภาพ (productivity) เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต และการจะสร้างผลิตภาพได้ต้องมาจากการศึกษาที่มีคุณภาพและเสมอภาค</p>



<p>“เศรษฐกิจไทยเคยเติบโตร้อยละ 7 ต่อปีก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง ขยับลงมาเหลือร้อยละ 5 และปรับฐานลงเรื่อยๆ ตั้งแต่เจอวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์และมาโควิด-19 จนถึงปัจจุบัน การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มอยู่ที่ร้อยละ 1.6 ต่อปีเท่านั้น ซึ่งเป็นอาการที่เกิดกับประเทศรายได้ปานกลางทั่วโลก”</p>



<p>หากจะตั้งเป้าหมายก็จำเป็นจะต้องรู้กลุ่มเป้าหมาย – ไกรยสชี้ให้เห็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของไทยซึ่งเป็นประชากรวัยเรียนอายุ 3-24 ปีทั้งในและนอกระบบการศึกษา โดยจากการศึกษาของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เด็กที่อยู่ในระบบการศึกษาและมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนมีประมาณ 1.9 ล้านคนที่ได้รับเงินอุดหนุน และหลายหน่วยงานพยายามตรึงวงเด็กไม่ให้หลุดออกจากระบบด้วยวิธีต่างๆ พร้อมทั้งหาทุนเพื่อส่งเด็กเติบโตไปสู่การศึกษาสูงสุดตามศักยภาพ</p>



<p>อีกกลุ่มหนึ่งคือเด็กนอกระบบการศึกษาซึ่งมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ทว่าประเด็นสำคัญที่ไกรยสชี้ให้เห็นคือ การออกนอกระบบการศึกษาไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษา แต่ยังมีปัจจัยเรื่องครอบครัว เศรษฐกิจ และสังคม หนึ่งในความท้าทายสำคัญจึงเป็นการพาเด็กเหล่านี้กลับเข้าสู่เส้นทางการศึกษาและเติบโตไปทำงานเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป</p>



<p>ทว่าอย่างที่เราทราบกันดี ปัญหาการศึกษาเป็นปัญหาเรื้อรัง ท้าทาย และมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในปีที่ผ่านมา จำนวนเด็กที่ถูกจัดให้เป็นเด็กยากจนพิเศษเพิ่มขึ้นเป็น 1.3 ล้านคน สะท้อนถึงเศรษฐกิจที่ชะลอตัว อีกทั้งยังมีเยาวชนจำนวนหนึ่งที่ต้องการโอกาสคุ้มครองเพื่อไม่ให้เขาหลุดออกจากระบบการศึกษา</p>



<p>นอกจากนี้ การเยี่ยมบ้านเด็กๆ กลุ่มนี้ชี้ให้เห็นว่า มีเด็กเกือบครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 42) ที่พ่อแม่หย่าร้าง แยกกันอยู่ สูญเสียพ่อแม่ ไปจนถึงไม่รู้จักหน้าพ่อแม่หรือโดนทอดทิ้งแต่เด็ก หลายครอบครัวเป็นครอบครัวแหว่งกลาง มีสมาชิกหลายคน หรือมีภาวะพึ่งพิง (อยู่กับผู้สูงอายุที่อายุเกิน 60 ปี ผู้พิการ หรือผู้ว่างงาน) โดยไกรยสชี้ว่า สถานการณ์ความเปราะบางของครอบครัวถือเป็นหัวใจสำคัญในการทำงานเพื่ออนาคตประเทศไทย ดังนั้น นอกจากเรื่องทางเศรษฐกิจแล้ว ทุกภาคส่วนต้องมาช่วยดูแลครอบครัวเหล่านี้ด้วย</p>



<p>“ในครัวเรือนยากจนพิเศษ สมาชิกส่วนใหญ่จบชั้นประถมศึกษา ถ้ามีใครสักคนเรียนจบการศึกษาภาคบังคับ (ม.3) ได้ เขาจะเป็นคนแรกในหลายเจเนอเรชันที่จบสูงกว่าประถม และน้อยกว่านั้นที่จบปริญญาตรีได้ แต่ถ้าทำได้ก็เป็นหลักฐานว่า ครัวเรือนเหล่านี้จะออกจากความยากจนข้ามรุ่นได้”</p>



<p>เมื่อขยับมาที่อีกหนึ่งปัญหาใหญ่อย่างเด็กออกนอกระบบการศึกษา ไกรยสชี้ว่าในปัจจุบันเด็กที่ไม่อยู่ในระบบการศึกษาสังกัดต่างๆ มีมากถึง 9.8 แสนคน แต่ในปีที่ผ่านมามีเด็กราว 3 แสนคนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ ซึ่งส่วนมากเป็นเด็กก่อนวัยเรียน ทว่าปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการที่เด็กออกจากระบบการศึกษาเกิดจากปัจจัยมากมาย อีกทั้งแม้จะมีเด็กกลับเข้าไปได้ ก็ยังมีเด็กที่หลุดออกจากระบบมาเรื่อยๆ อยู่</p>



<p>“ถามว่าทำไมพวกเขาไม่กลับเข้าระบบการศึกษา” ไกรยสเริ่มตั้งคำถาม ก่อนจะตอบด้วยคำตอบที่เรียบง่ายที่สุดคือ ‘ค่าใช้จ่ายที่สูง’ ทว่าไม่ใช่เพียงแค่นั้น แรงจูงใจก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะหากในครัวเรือนของเด็กไม่เคยมีใครเรียนถึงระดับมหาวิทยาลัยเลย ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็นจะต้องมีมาตรการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระตรงนี้ เพื่อผลักดันให้เกิดแรงงานมีทักษะ (skilled labour) รวมถึงผลักดันให้มหาวิทยาลัยหรือหน่วยจัดการเรียนรู้ต่างๆ สร้างรายได้ที่ตลาดแรงงานตอบรับได้ให้ขยับขึ้นมา พูดให้ง่ายกว่านั้นคือ พยายามอุดช่องว่างพร้อมกับดึงรายได้ที่ตลาดแรงงานพร้อมจ่ายให้สูงขึ้น</p>



<p>ทั้งหมดนี้นำมาซึ่งข้อเสนอในการแก้ปัญหาสองข้อของไกรยส&nbsp;<strong>ข้อแรก</strong>&nbsp;คือการเชื่อมโยงข้อมูล กล่าวคือเมื่อมีการจัดเก็บข้อมูลเลขบัตรประชาชน 13 หลักของเด็กอยู่ก่อนแล้ว ก็ควรมีการเชื่อม API ระหว่างหน่วยงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เด็กได้รับสวัสดิการต่างๆ ตามที่รัฐจัดสรร อีกทั้งยังเป็นการสร้างหลักประกันทางการศึกษาและไม่จำเป็นต้องสร้างหน่วยงานใหม่ แต่เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน</p>



<p>และ&nbsp;<strong>ข้อที่สอง</strong>&nbsp;คือพาสปอร์ตการเรียนรู้ (learning passport) เพราะเด็กในวันนี้มีแนวคิดทางการศึกษาที่หลากหลายกว่าคนรุ่นก่อน ไกรยสจึงเสนอว่า หากมีระบบที่เด็กคนหนึ่งสามารถเดินทางไปยังแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ที่หลากหลายและเลือกเรียนรู้ และสามารถเชื่อมโยงหน่วยกิตเข้าด้วยกันเป็นใบแสดงผลการศึกษาใบเดียว ไม่ว่าจะเป็นแหล่งเรียนรู้แบบใดหรือการเรียนรู้แบบไหน กำแพงการศึกษาที่สูงหนามหาศาลจะหายไป</p>



<p>“การศึกษาที่เสมอภาคคือการลงทุน ไม่ใช่การสงเคราะห์” ไกรยสทิ้งท้าย “และข้อมูลรายบุคคลที่ดีขึ้นจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสและคุณภาพการศึกษาได้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5071b3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/1739525288_591122-the101world-1200x800-2.webp" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ยกระดับ ‘คุณภาพ’ การศึกษาระดับปฐมวัยและประถมศึกษา สู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาในภาพรวม – วีระชาติ กิเลนทอง</strong></h3>



<p>ไม่ใช่แค่เรื่องการลงทุนหรือโอกาส แต่ ‘คุณภาพ’ คืออีกหนึ่งคีย์เวิร์ดสำคัญที่ไม่ควรหายไปจากระบบการศึกษา โดย&nbsp;<strong>รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง</strong>&nbsp;ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) และคณบดีคณะการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย นำข้อเสนอ<a href="https://www.eef.or.th/publication-evidence_based_policy/?fbclid=IwY2xjawIXk2NleHRuA2FlbQIxMAABHa94gx1FOXmFQLdgc278TClzAr2MY4ZsEAaQABqRzt44EULs5CN0pv98Ww_aem_cMX9aJDWFT8n_Cmh394KIg" target="_blank" rel="noreferrer noopener">แนวทางการยกระดับสมรรถนะผู้เรียนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ผ่านข้อค้นพบจากผลทดสอบ The PISA-Based Test for Schools (PTBS)</a>&nbsp;ที่มีความคล้ายคลึงกับการสอบ PISA ใหญ่ (ซึ่งเป็นการทดสอบขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)) และ OECD ประเมินแล้วว่ามีความเทียบเคียงกันได้</p>



<p>การทดสอบ PTBS เก็บข้อมูลจาก 16 จังหวัด 150 โรงเรียน ในช่วงปลาย ค.ศ. 2023 ถึงต้น ค.ศ. 2024 ทดสอบเด็กที่มีอายุ 15 ปี รวม 5,683 คน รวมถึงสอบถามข้อมูลกับผู้ปกครองและมีเครื่องมือวัดที่มีเกมเป็นฐาน (game-based) ให้เด็กได้เล่นทดสอบการบริหารความสามารถทางสมอง (executive functions: EF)</p>



<p>วีระชาติฉายภาพว่า หากดูคะแนนสอบ PISA ของเด็กไทยจะพบว่าคะแนนลดลงเรื่อยๆ ยกเว้นใน ค.ศ. 2012 ที่มีการเพิ่มกลุ่มตัวอย่างโรงเรียนสาธิตฯ และกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยมากกว่าปกติ ขณะที่การทดสอบ PTBS จะมีคะแนนต่ำกว่า PISA ใหญ่ ซึ่งมองมุมหนึ่งอาจจะไม่ได้น่าประหลาดใจนัก เนื่องจากทั่วโลกมีแนวโน้มลดลงเนื่องยังแก้ปัญหาเรื้อรังที่มาจากโควิด-19 ไม่ได้</p>



<p>“สิ่งหนึ่งที่ PISA ทำได้ดีและน่าสนใจคือการจัดระดับ (level) ของเด็ก โดยระดับ 1 ก็คือพื้นฐานมากๆ ต้องทำได้ทุกคน เข้าใจอะไรง่ายๆ จากนั้นแต่ละระดับจะขยับเกณฑ์ขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ที่น่าสนใจคือ ในระดับที่สูงจะเน้นคีย์เวิร์ดอยู่ 2-3 คำ คือ ‘ซับซ้อน นามธรรม ไม่คุ้นชิน’” วีระชาติกล่าว “ผมว่านั่นคือสิ่งที่เราเรียกว่า ทักษะขั้นสูง คือคนที่มีจะสามารถแก้ปัญหาหรือทำอะไรเพื่อแก้ปัญหาที่ซับซ้อน เห็นอะไรใหม่ๆ ก็สามารถทำได้ รวมถึงสามารถคิดและเข้าใจปัญหาที่เป็นนามธรรมได้”</p>



<p>“สำหรับผม นี่คือหัวใจของ PISA คือเขาสนใจการคิดวิเคราะห์ พูดง่ายๆ คือไม่ได้สนใจแค่การนำไปใช้ แต่สนใจการนำไปใช้ที่มีความซับซ้อน นามธรรม และไม่คุ้นชิน”</p>



<p>หากให้สรุปจากผลการทดสอบ วีระชาติชี้ว่าเด็กที่ยังอยู่ในระดับสีแดง (ระดับ 1 2 และ 3) มีจำนวนเยอะพอสมควร โดยเฉพาะในระดับที่ 1 ซึ่งนำไปสู่ความท้าทายทางนโยบายในการลดเปอร์เซ็นต์เด็กกลุ่มนี้ลง</p>



<p>ประเด็นที่น่าสนใจคือ ทำไมผลการทดสอบ PBTS น้อยกว่าผลการสอบ PISA คำตอบง่ายๆ คือ ไทยมีเด็กยากจนมากกว่า โดยวีระชาติแบ่งเด็กออกเป็น 4 กลุ่ม (ยากจน ค่อนข้างจน ค่อนข้างรวย และรวย) จากนั้นจึงสร้างกราฟเพื่อดูว่าเด็กแต่ละคนอยู่ตรงไหนบ้าง ผลพบว่าเด็กที่มีฐานะยากจนจะมีจำนวนเยอะที่สุด</p>



<p>“ตรงนี้บอกเราได้ว่า เศรษฐฐานะและฐานะทางครัวเรือนมีผลมาก ที่น่าสนใจคือเศรษฐฐานะที่มีผลต่อเด็กตอนเขาอายุ 15 ปีอาจไม่ใช่เศรษฐฐานะ ณ ตอนนั้นของเขา แต่ย้อนกลับไปคือตั้งแต่ตอนที่เขายังเป็นเด็กเล็ก โดยผมมีหลักฐานทางอ้อมที่จะแสดงให้เห็นว่า เราควรนำทรัพยากรกลับไปยังเด็กปฐมวัยและประถมศึกษาเพื่อช่วยแก้ปัญหาสมรรถนะ PISA ของเรา”</p>



<p>เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น วีระชาติชี้ว่า การเปรียบเทียบกับความจนกับความรวยของเด็กไม่ใช่แค่ว่า เด็กที่ฐานะร่ำรวยกว่าสองเท่าจะมีคะแนนสูงกว่าเด็กที่มีฐานะยากจนกว่าสองเท่า แต่อาจจะเพิ่มขึ้น 3-4 เท่าเลยก็เป็นได้ เท่ากับว่า ความเหลื่อมล้ำของเศรษฐฐานะจะถ่างความเหลื่อมล้ำของสมรรถนะออกไปให้มากขึ้น คนที่ได้เปรียบจะเป็นคนรวย ยิ่งรวยยิ่งก้าวกระโดด ซึ่งยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า การจะแก้ปัญหาตรงนี้จะต้องลดช่องว่างและทำให้เด็กสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพใกล้เคียงกันได้เพื่อทำให้ฐานะรวยหรือจนมีผลต่อสมรรถนะลดลง</p>



<p>อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ การเชื่อมผลคะแนน PISA กับการสอบ O-NET ตอนประถมศึกษาปีที่ 6 โดยเปรียบเทียบเด็กสองคนที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจนและร่ำรวย แต่มีคะแนน O-NET เท่ากัน เท่ากับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนี้จะไม่ได้มาจากคะแนน O-NET และเมื่อดูผลที่เกิดขึ้น วีระชาติตีความว่า ความแตกต่างที่เกิดขึ้นจากการสอบ PISA เกิดขึ้นตั้งแต่การสอบ O-NET แล้ว คือปัญหาเริ่มต้นตั้งแต่ฐานชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และส่งผลมาถึงตอนที่เด็กอายุ 15 ปีและทำการทดสอบ PISA</p>



<p>อย่างไรก็ดี วีระชาติชี้ให้เห็นประเด็นที่น่าสนใจในการสอบ PISA กล่าวคือ PISA จะมีแบบทดสอบที่ถามเด็กเกี่ยวกับสภาพห้องเรียนว่า มีความเรียบร้อยหรือมีความวุ่นวายมากน้อยแค่ไหน ซึ่งวีระชาติมองว่า เป็นตัวแปรที่เป็นประโยชน์มากและอาจพิจารณาเพิ่มเข้าไปในการสอบ O-NET ด้วย</p>



<p>ทั้งหมดนี้นำมาซึ่งข้อเสนอเชิงนโยบาย 4 ข้อ&nbsp;<strong>ข้อแรก</strong>&nbsp;วีระชาติเสนอว่าการยกระดับสมรรถนะของผู้เรียนในระดับปฐมวัยและประถมศึกษาเป็นเรื่องสำคัญยิ่งในการพัฒนา&nbsp;<strong>ข้อที่สอง</strong>&nbsp;คือการให้ความสำคัญกับเด็กที่มีระดับสมรรถนะระดับที่หนึ่ง (ต่ำสุด) ซึ่งมีจำนวนมาก โดยวีระชาติเสนอให้เน้นที่เด็กกลุ่มนี้โดยการพัฒนาและหาทรัพยากรที่จะช่วยให้เขามีสมรรถนะที่สูงขึ้นได้</p>



<p>“ถ้าเราช่วยเด็กกลุ่มนี้ได้ เราจะยกระดับทั้งประเทศขึ้นไปได้”<strong></strong></p>



<p><strong>ข้อที่สาม</strong>&nbsp;ในฐานะนักวิชการ วีระชาติเน้นถึงประเด็นที่กล่าวไปแล้วว่า การสอบ O-NET อาจจะพิจารณาเพิ่มคำถามที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสอบ (เหมือนอย่างการสอบ PISA) เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์การเรียนรู้ด้วย และ&nbsp;<strong>ข้อสุดท้าย</strong>&nbsp;และเป็นประเด็นเดียวกับไกรยสคือ การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาลในการทำความเข้าใจการกระทำและระบุปัญหาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น</p>



<p>อย่างไรก็ดี วีระชาติทิ้งท้ายไว้ว่า แม้จะใช้การสอบ PISA หรือ O-NET มาทดสอบหรือทำการศึกษา ก็ไม่ได้หมายความว่าการสอบทั้งสองอย่างนี้หรืออย่างใดอย่างหนึ่งจะสามารถพยากรณ์ความสำเร็จได้มากกว่ากัน เพราะเป้าหมายของการศึกษาที่แท้จริงไม่ใช่เพียงการยกระดับคะแนน แต่เป็นการทำให้ทุกคนมีทุนมนุษย์ที่ดี ประสบความสำเร็จในการทำงานและดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>2</strong><br><strong>มุมมองนโยบาย การศึกษาไทยควรไปทิศทางไหนในปี 2568</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-520684"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/1739525255_187526-the101world-1200x800-2.webp" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong><br>ตั้งเป้าหมายการศึกษาไทย</strong><strong>&nbsp;‘</strong><strong>เรียนดีมีความสุข และไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง</strong><strong>’</strong><strong>– สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ</strong></h3>



<p>แม้ที่ผ่านมา เรามักจะเห็นข่าวเด็กไทยคว้ารางวัลหรืออยู่ในลำดับต้นๆ ของการแข่งขันทางวิชาการอยู่เสมอ แต่ในมุมมองของ&nbsp;<strong>ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ</strong>&nbsp;ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ปัญหาสำคัญของการศึกษาอยู่ที่ความเหลื่อมล้ำในคุณภาพการศึกษาที่ไม่เท่ากันในแต่ละพื้นที่ และประเด็นสำคัญที่ผูกโยงอยู่กับเรื่องนี้คือ งบประมาณ</p>



<p>“ผมคิดว่ารัฐควรลงทุนในการศึกษาให้มากกว่านี้” สิริพงศ์กล่าว ก่อนจะยกตัวอย่าง ‘นโยบายเรียนฟรี’ ที่มักถูกตั้งคำถามว่าเรียนฟรีจริงหรือไม่ ในเมื่อผู้ปกครองยังต้องมีภาระค่าใช้จ่ายอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องข้อจำกัดของงบประมาณกับอุดหนุน</p>



<p>แม้จะมีข้อจำกัดหลายประการ แต่ที่ผ่านมา หัวเรือใหญ่อย่างกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ก็พยายามทำทุกอย่างเพื่อตอบสนองนโยบาย ‘เรียนดีมีความสุข’ เนื่องจากความเชื่อที่ว่า สิ่งแวดล้อมและบรรยากาศการเรียนรู้ทีดี่จะอำนวยให้การเรียนดีตามไปด้วย จึงมีความพยายามหลายอย่าง อาทิ การปรับปรุงห้องน้ำตามนโยบายสุขาดีมีความสุข ซึ่งมาจากผลสำรวจของเด็กกว่า 90% ที่อยากให้มีการปรับปรุงห้องน้ำในโรงเรียน</p>



<p>“เราจะเห็นว่า ศธ. ได้รับเงินอุดหนุนสูงเป็นอันดับ 1 มาตลอด แต่เราถูกตัดงบบ้างจนเหลือแค่ร้อยละ 15 เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ส่วนอีกร้อยละ 85 คือบุคลากร แต่ถึงจะมีสัดส่วนสูงขนาดนี้เราก็ต้องยอมรับว่า เรายังดูแลบุคลากรทางการศึกษาได้ไม่ดีเท่าที่ตั้งใจไว้ ส่วนอีกร้อยละ 15 ที่ว่าก็มีไว้เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาทุกด้าน เพราะฉะนั้น งบประมาณมีส่วนสำคัญมากที่จะช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้”</p>



<p>อย่างไรก็ดี แม้จะมีทรัพยากรจำกัด แต่สิริพงศ์ยืนยันถึงแนวทางการมุ่งมั่นแก้ปัญหาให้ได้ดีที่สุด โดยการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงยังมีการดำเนินนโยบายต่างๆ อาทิ&nbsp;<a href="https://flexiblelearning.eef.or.th/creditbanksystem/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ธนาคารหน่วยกิต</a>&nbsp;หรือโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime) ที่จะช่วยทำให้การเรียนการสอนเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล (personalized) มากขึ้น</p>



<p>อีกหนึ่งก้าวที่ยิ่งใหญ่คือการปรับหลักสูตร หลังจากที่ผ่านมาเป็นการปรับเพียงเล็กน้อย (minor) สิริพงศ์ฉายภาพว่า ในปีนี้ จะมีการปรับหลักสูตรครั้งใหญ่ กล่าวคือชั้นประถมศึกษาอาจจะใช้การเรียนแบบกิจกรรมเป็นฐาน (activity based) โดยมีกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัยมากขึ้นหรือมุ่งสมรรถนะที่จะเกิดขึ้นกับผู้เรียน</p>



<p>“ปกติเราจะเห็นการวัดผลเชิงปริมาณเยอะ เช่น ครูสอนครบชั่วโมงไหม แต่เราไม่ได้วัดว่าผู้เรียนได้รับอะไร อย่างตอนที่ ศธ. ปิดเรียนเพื่อให้เตรียมตัวสอบเข้ามหาลัยในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา เราจะเห็นข่าวคุณครูออกมาบอกว่า สอนไม่ทัน เพราะตัวชี้วัดในอดีตจะวัดว่าสอนครบไหม แต่ถ้าเราอยากเปลี่ยนจะต้องไม่มีคำถามเช่นนี้ เพราะเรากำลังจะมุ่งไปที่ผลลัพธ์ของการเรียนรู้มากกว่า”</p>



<p>นอกจากการปรับในห้องเรียนแล้ว ปลายทางอย่างการเข้ามหาวิทยาลัยก็เป็นสิ่งสำคัญ ทำให้เริ่มมีการหารือกับที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) และมหาวิทยาลัยว่า การสอบเข้ามหาวิทยาลัยควรเป็นฐานสมรรถนะที่ทดสอบการนำไปใช้มากกว่าท่องจำหรือไม่ หรือการปรับ O-NET ให้สอดคล้องกับแนวทางการสอบที่เป็นสากลมากขึ้น</p>



<p>อีกปัญหาใหญ่อย่าง<a href="https://www.eef.or.th/news-070125/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">การหลุดออกนอกระบบการศึกษา (drop out)</a>&nbsp;ก็เป็นเรื่องสำคัญ โดยในปัจจุบัน มีการสำรวจข้อมูลของเด็กใน 16 จังหวัดได้ครบร้อยละ 100 แล้ว ทว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะต้องมีการแบ่งข้อมูล เช่น สัญชาติ ช่วงชั้น เพื่อหาทางแก้ปัญหาให้เหมาะสมต่อไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c86b34"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/1739525244_502663-the101world-1200x800-2.webp" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.เทอดชาติ ชัยพงษ์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>รื้อระบบ ปรับระเบียบ เพื่อให้โรงเรียนอยู่ได้ด้วยตนเอง – เทอดชาติ ชัยพงษ์</strong></h3>



<p>“โอกาสกับคุณภาพการศึกษาเชื่อมโยงกัน และเชื่อมโยงไปถึงคุณภาพของประเทศในอนาคตด้วย เพราะคุณภาพของเด็กไทยคือคุณภาพของประเทศไทย”</p>



<p><strong>ดร.เทอดชาติ ชัยพงษ์</strong>&nbsp;สส. พรรคเพื่อไทย จ.เชียงราย และรองประธานกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร กล่าวนำ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่า พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯ ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมาค่อนข้างมีความล้าหลังและจำเป็นที่จะต้องปรับให้ทันยุคทันสมัยยิ่งขึ้น ผนวกกับความเหลื่อมล้ำทางสังคม ความหลากหลายในพื้นที่ และสถานการณ์ต่างๆ ที่ไม่ได้ดีขึ้น ทำให้เกิดช่องว่างทางการศึกษาเพิ่มขึ้น</p>



<p>เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น เทอดชาติยกตัวอย่างปัญหาสองข้อ&nbsp;<strong>ปัญหาแรก&nbsp;</strong>คือเรื่องของเศรษฐฐานะที่มีผลต่อคุณภาพคนและเป็นความเหลื่อมล้ำที่สำคัญที่สุดที่ไทยยังไม่สามารถลดได้&nbsp;<strong>ปัญหาที่สอง</strong>&nbsp;และสอดคล้องกับที่สิริพงศ์กล่าวถึงคือเรื่องงบประมาณ กล่าวคือตัวเงินที่จะส่งไปสู่หน่วยปฏิบัติซึ่งก็คือสถานศึกษายังมีน้อยและไม่เพียงพอต่อความต้องการ นำไปสู่แนวคิดการกระจายอำนาจสู่หน่วยปฏิบัติ เพราะการกระจายอำนาจจะช่วยให้ปัญหาเรื่องงบประมาณและการจัดสรรงบประมาณบรรเทาลง และ<strong>ปัญหาข้อสุดท้าย</strong>&nbsp;คือโครงสร้างพื้นฐานของสถานศึกษาที่มีขนาดไม่เท่ากันและได้รับการจัดสรรงบประมาณไม่เท่ากันด้วย</p>



<p>“ผมเสนอให้เราจัดตั้งอนุกรรมาธิการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก เพราะว่าโรงเรียนแบบนี้เกิดน้อยลงทุกปี โรงเรียนที่มีขนาดเล็กก็จะเล็กลงทุกปี และเราไม่เคยแก้ปัญหาให้เขาได้เลย บางทีก็ต้องแก้โดยใช้การทอดผ้าป่า ซึ่งมันก็เป็นการมีส่วนร่วมที่ดีแต่ไม่ใช่หลักการในการพัฒนา”</p>



<p>เทอดชาติกล่าวว่า ปัญหาที่ว่ามาทั้งหมดจะแก้ไขไม่ได้เลย หากไม่ช่วยกันรื้อโครงสร้างขนานใหญ่ อีกทั้งยังมีเรื่องการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและให้เกิดผลกับผู้เรียนโดยตรง ซึ่งก็ต้องนำไปสู่การทบทวนโครงสร้างการจัดสรรงบประมาณให้โรงเรียนต่อไป</p>



<p>ขณะที่ในเรื่องหลักสูตร เทอดชาติมองว่าหลักสูตรปัจจุบันไม่ตอบสนองต่อการจัดการเรียนรู้และวิธีจัดการเรียนรู้ของเด็กในยุคปัจจุบัน ที่สามารถเรียนรู้และดำเนินการได้เองโดยมีสื่อต่างๆ เป็นสื่อช่วยในการเรียน ดังนั้น หน่วยปฏิบัติแต่ละพื้นที่จะต้องจัดการดำเนินการให้สอดคล้องกับบริบทของตนเองและบริบทของนักเรียนเพื่อให้ตอบโจทย์เชิงคุณภาพ</p>



<p>“เราอาจจะไม่ได้เริ่มต้นแค่ที่หลักสูตรปฐมวัยและเด็กเล็ก แต่ไปเริ่มต้นตั้งแต่เด็กอยู่ในครรภ์มารดา โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมทำงาน ปูพื้นฐานมาจนถึงปฐมวัยเพื่อเราจะได้ทรัพยากรคนที่มีคุณภาพในระยะยาว” เทอดชาติเสนอ “การจัดการศึกษาก็เช่นกัน ต้องให้มีความเชื่อมโยงต่อเนื่องกันไปว่าจะจัดอย่างไร ให้เกิดผลอย่างไร เพื่อทุกคนจะได้ผลร้อยละ 100 เท่ากัน เป็นระบบที่มีความเชื่อมโยงร้อยรัดซึ่งกันและกัน”</p>



<p>ไม่ใช่แค่เรื่องนักเรียน แต่บุคลากรทางการศึกษาอย่างครูก็สำคัญไม่แพ้กัน เทอดชาติเสนอว่า การคัดเลือกและผลิตครูจะต้องปรับใหม่ โดยเฉพาะเรื่องวิทยฐานะและโอกาสความก้าวหน้าในอาชีพที่มีความไม่เสถียรอยู่ตลอดเวลาจนกลายเป็นการเพิ่มภาระให้ครู ดังนั้น การกระจายอำนาจให้ไปสู่หน่วยปฏิบัติที่ใกล้ชิดครูมากที่สุดจึงเป็นเรื่องจำเป็น รวมถึงหาแรงจูงใจให้ครูที่ยินดีไปสอนในพื้นที่ห่างไกลเพื่อดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถ</p>



<p>ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่ได้มองไปถึงร่มใหญ่อย่างกระทรวงศึกษาธิการ เทอดชาติมองว่ากระทรวงฯ มีขนาดเทอะทะและมีหน่วยสั่งการมากเกินไป ซึ่งยังเป็นความท้าทายสำคัญในการปรับตัวต่อไป รวมถึงการมีระบบติดตามและประเมินผลเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลให้เห็นภาพทั้งหมด ทั้งด้านโอกาสและคุณภาพ</p>



<p>“สิ่งสำคัญที่สุดคือระบบทั้งหมดต้องถูกปรับรื้อเพื่อให้โรงเรียนสามารถบริหารจัดการและอยู่ได้ด้วยตนเอง รัฐมีหน้าที่เพียงสนับสนุนส่งเสริมให้เขาอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”</p>



<p>ในตอนท้าย เทอดชาติกล่าวว่า “ในตอนนี้ ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯ ฉบับใหม่กำลังเข้าสู่สภาเพื่อเข้าสู่กระบวนการต่อไปแล้ว ซึ่งร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯ นี้จะเป็นร่างที่ทุกคนมีส่วนร่วม ปรับรื้อระบบที่เราคิดว่ามีปัญหา ให้คนไทยมีโอกาส มีคุณภาพ และนั่นคือคุณภาพของประเทศด้วยเช่นกัน”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5c5cad"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/1739525233_155419-the101world-1200x800-1.webp" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ปัญหา (การศึกษา) เชิงระบบต้องถูกแก้ด้วยระบบ – สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์</strong></h3>



<p>สำหรับ&nbsp;<strong>ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์</strong>&nbsp;รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ปัญหาการศึกษาเป็นปัญหาเชิงระบบ และการจะแก้ปัญหาเชิงระบบได้จะต้องแก้ด้วยระบบจึงจะเกิดผล ซึ่งสุชัชวีร์ชี้ให้เห็นอุปสรรคในการแก้ปัญหาเชิงระบบสองข้อ</p>



<p><strong>ข้อแรก</strong>&nbsp;คือเป้าหมายด้านการศึกษาของประเทศไทยไม่เคยชัดเจน กล่าวคือ ไม่เคยมีการตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนว่า ในอีก 5 ปีเด็กไทยจะต้องได้คะแนนสอบ PISA เท่าไร จะลดความเหลื่อมล้ำให้ได้เท่าไหร่ ซึ่งสุชัชวีร์ชี้ว่าจำนวนลดลงอาจไม่ได้ดีขึ้นเสมอไป เพราะส่วนหนึ่งมาจากการที่เด็กเกิดน้อยลงด้วย การจะวัดผลจริงๆ จึงต้องตั้งเป้าหมาย ที่สำคัญคือ ภาคเอกชนต้องเข้ามาร่วมพัฒนา เพราะลำพังเงินจากภาครัฐอย่างไรก็ไม่พอ</p>



<p><strong>ข้อที่สอง</strong>&nbsp;คือโลก AI ปัจจุบันกำลังจะเป็นควอนตัม แต่ระบบของไทยยังไม่มีความแม่นยำ ซึ่งจะส่งผลต่อการแก้ปัญหา เพราะถ้ายังพุ่งเป้าไปที่ระดับจังหวัด โรงเรียน ก็จะไม่สามารถแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพในเมื่อโลกไปถึงการแก้ไขปัญหารายบุคคลแล้ว ทว่าสุชัชวีร์ย้ำเตือนว่า หากพูดถึงการกระจายอำนาจ จะต้องระวังไม่ให้ปัญหาจากส่วนกลางกลายเป็นปัญหาเชิงพื้นที่ได้ เพราะพื้นที่ไม่มีสรรพกำลังเท่าส่วนกลาง</p>



<p>ทั้งหมดนี้นำมาซึ่งข้อเสนอในการแก้ไขปัญหา 5 ประการ โดย&nbsp;<strong>ประการแรก</strong>&nbsp;สุชัชวีร์ย้ำเรื่องการตั้งเป้าหมายเพื่อให้มองภาพชัดเจนและเดินไปถึงเป้าหมายได้ร่วมกัน&nbsp;<strong>ประการที่สอง</strong>&nbsp;คือการดำเนินการรายบุคคล (personalized) กล่าวคือใช้ AI เจาะเข้าไปรายบุคคลในกลุ่มตัวอย่างที่เป็นแสนเป็นล้านคนเพื่อทำการจับคู่ว่า พื้นที่ลักษณะนี้มีผู้ปกครองและครูแบบไหน หรือทำโมเดลที่สามารถนำไปสู่การติดตามและแก้ไขปัญหาเด็กรายบุคคลได้ต่อไป</p>



<p><strong>ประการที่สาม</strong>&nbsp;และต่อเนื่องจากประเด็นก่อนหน้าคือ หากเราใช้ AI ระบุตัวเด็กรายบุคคลได้ จะทำให้คนไทยทั้งประเทศสามารถช่วยดูแลเด็กทั้งประเทศได้</p>



<p>“เพราะการศึกษาไม่ใช่ภาระของรัฐเท่านั้น แต่เราทุกคนต้องช่วยกัน” สุชัชวีร์กล่าว</p>



<p><strong>ประการที่สี่</strong>&nbsp;สุชัชวีร์กล่าวว่าเงินไม่ใช่เรื่องเดียวที่จะนำไปสู่ความล้มเหลวทางการศึกษา แต่มีปัจจัยแวดล้อมมากมาย ทั้งครอบครัว ชุมชน หรือแม้กระทั่งสิ่งแวดล้อม การเติมเต็มและพิจารณามิติเหล่านี้จะช่วยให้เราแก้ไขปัญหาได้มากขึ้น</p>



<p>“<strong>ประการสุดท้าย</strong>&nbsp;ข้อมูลที่มีบอกเราว่า เด็กยากจนพิเศษเข้ามหาวิทยาลัยได้ร้อยละ 5 ซึ่งเพิ่มขึ้นแต่ยังไม่เท่าเด็กทั่วไปที่เข้าได้ร้อยละ 30 อันนี้ต้องบอกว่า จริงๆ เด็กในมาเลเซียเข้ามหาวิทยาลัยได้ร้อยละ 70 และสิงคโปร์คือร้อยละ 100 แล้วนะครับ</p>



<p>“เพราะฉะนั้น การเพิ่มขึ้นไม่เท่ากับคุณภาพ เราต้องเน้นเรื่องคุณภาพด้วย” สุชัชวีร์ทิ้งท้าย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-572e11"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/1739525266_133221-the101world-1200x800-2.webp" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">พริษฐ์ วัชรสินธุ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาด้วยแนวทางที่&nbsp;</strong>‘<strong>เร็วขึ้น นานขึ้น ใกล้ขึ้น กว้างขึ้น และลึกขึ้น</strong>’ –&nbsp;<strong>พริษฐ์ วัชรสินธุ</strong></h3>



<p>“ผมคิดว่าความท้าทายเรื่องการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในประเทศมาจากปัญหาเชิงระบบ 4 ประการ”&nbsp;<strong>พริษฐ์ วัชรสินธุ&nbsp;</strong>สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวนำ</p>



<p><strong>ประการแรก</strong>&nbsp;พริษฐ์เกริ่นว่า ไทยลงทุนในการศึกษาไม่น้อย หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 4.7 ของ GDP ซึ่งไม่ได้แตกต่างจากประเทศสมาชิก OECD มากนัก ทว่าปัญหาอยู่ที่งบประมาณไปถึงนักเรียนอย่างไม่เพียงพอ<strong>&nbsp;</strong>เนื่องจากงบส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับด้านบุคลากร จึงจำเป็นต้องทบทวนการแบ่งสัดส่วนโครงสร้างงบประมาณ โดยเฉพาะงบบุคลากรที่ต้องมองไปถึงโครงสร้างของกระทรวงและหน่วยงานว่ามีความเทอะทะหรือทำงานซ้ำซ้อนกันเกินไปหรือไม่<strong></strong></p>



<p>“อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้งบไปถึงนักเรียนอย่างไม่เสมอภาคคือ การกระจายงบโดยการคำนวณแบบรายหัวให้นักเรียนตามสถานศึกษา เราอาจจะต้องลองคำนึงถึงปัจจัยอื่นเพิ่มขึ้นเพื่อคิดถึงความเสมอภาค ไม่เช่นนั้น โรงเรียนขนาดเล็กจะเสียเปรียบ”<strong></strong></p>



<p><strong>ประการที่สอง</strong>&nbsp;หลายครั้งที่คนที่อยู่ใกล้ชิดกับปัญหาจริงๆ กลับไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมคือ การที่ส่วนกลางทุ่มงบมาพัฒนาบางอย่างในโรงเรียนก่อน ซึ่งไม่ใช่เรื่องไม่ดี แต่นั่นอาจจะไม่ใช่ความสำคัญลำดับต้นๆ ที่โรงเรียนอยากพัฒนา<strong></strong></p>



<p>“ผมเข้าใจดีว่าเราต้องมีมาตรฐานส่วนกลางในการกำกับดูแล เช่น สุขาที่ถูกสุขอนามัย อาคารเรียนที่ปลอดภัย แต่ถ้าพูดถึงการพัฒนาที่เกินกว่านี้ เราควรกระจายอำนาจให้โรงเรียนสามารถตัดสินใจได้มากกว่านี้ไหม เพราะฉะนั้น การกระจายอำนาจสู่สถานศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ”<strong></strong></p>



<p><strong>ประการที่สาม</strong>&nbsp;พริษฐ์ชี้ว่า การลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษาต้องไม่ใช่แค่ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสถานศึกษา แต่ต้องเป็นการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสถานศึกษา&nbsp;<strong>‘</strong>ที่มีคุณภาพ<strong>’</strong>&nbsp;นอกจากนี้ หากสามารถนำเด็กที่หลุดออกจากระบบกลับเข้าสู่ระบบได้แล้ว เราจะต้องคำนึงถึงต่อว่า หากนำเด็กกลับเข้าสู่ระบบแล้ว การศึกษาที่เด็กได้รับมีคุณภาพเพียงพอหรือไม่ เช่น การมีโครงการพัฒนาศักยภาพของเด็กทว่ายังเชื่อมกับหลักสูตรเดิม ทั้งที่หลักสูตรเป็นหนึ่งในปัญหาที่เกิดขึ้นในการศึกษาไทย<strong></strong></p>



<p>และ&nbsp;<strong>ประการที่สี่</strong>&nbsp;พริษฐ์เน้นย้ำว่า การลดความเหลื่อมล้ำไม่ได้สวนทางกับการโอบรับความหลากหลาย หากพูดให้เป็นรูปธรรมมากขึ้นคือ การศึกษาที่ดีของแต่ละคนอาจไม่ได้มีหน้าตาเหมือนกัน ดังนั้น การปลดล็อกการศึกษานอกระบบโรงเรียนจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการศึกษาแต่ละแบบมีความเหมาะสมกับเด็กแต่ละคนที่เจอสถานการณ์ต่างกัน สิ่งสำคัญที่จะเป็นกลไกที่ช่วยโอบรับความหลากหลายและใช้ทรัพยากรที่ตอบโจทย์พื้นที่ได้คือ บทบาทของท้องถิ่น แต่ปัจจุบัน ท้องถิ่นก็ยังเจอข้อจำกัดและความท้าทายเชิงระเบียบตลอดเวลาหากจะทำโครงการที่เกี่ยวข้องกับนักเรียนนอกสังกัดท้องถิ่น<strong></strong></p>



<p>นั่นจึงนำมาสู่แนวทางการของพริษฐ์เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา คือการลงทุนที่ “เร็วขึ้น นานขึ้น ใกล้ขึ้น กว้างขึ้น และลึกขึ้น”<strong></strong></p>



<p>“<em>เร็วขึ้น</em>&nbsp;คือถ้าเราจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา จะต้องรีบลดตั้งแต่ต้น คือลดในระดับปฐมวัยหรือประถมศึกษา ซึ่งจะได้ผลประโยชน์จากการลงทุนสูงมาก ที่ผ่านมาไทยลงทุนในระดับนี้ค่อนข้างน้อย”<strong></strong></p>



<p>เพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น พริษฐ์ชี้ให้เห็นแนวทาง 2 ข้อ ข้อแรกคือการยกระดับคุณภาพและการมีอยู่ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก คือปรับหรือขยายเวลาให้บริการให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตของผู้ปกครองมากขึ้น เช่น เปิดให้บริการเย็นขึ้น เปิด 7 วันและไม่มีปิดเทอม และข้อสอง พริษฐ์ชี้ให้เห็นว่า เด็กในช่วงอายุ 3 เดือนถึง2 ปี คือช่วงที่ร่วงหล่นจากการได้รับบริการจากรัฐมากที่สุด เพราะเป็นจุดที่สิทธิลาคลอดของมารดาจบลงจนถึงอายุ 2 ปีที่จะเข้าได้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จึงจำเป็นต้องมีการลงทุนเพื่อดูแลเด็กในช่วงนี้ ทั้งด้านทรัพยากรและบุคลากร<strong></strong></p>



<p>สำหรับ&nbsp;<em>นานขึ้น</em>&nbsp;พริษฐ์ชี้ว่าคือการให้ความสำคัญกับการเรียนรู้และพัฒนาทักษะตลอดชีวิต เช่น การทำคูปองเพื่อให้ผู้เรียนทุกช่วงวัยสามารถใช้พัฒนาทักษะได้ เพราะแม้ปัจจุบันจะมีคอร์สยกระดับทักษะหรือการเรียนรู้ที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมาย ทว่าหลายครั้งที่อุปสรรคจริงๆ ไม่ใช่แค่เรื่องค่าใช้จ่าย แต่เป็นเรื่องเวลา เพราะคนทำงานจะต้องทำงานหารายได้ตลอดเวลาทำให้ไม่อยากเสียสละเวลามาเรียน เพราะการมาเรียนจะทำให้รายได้ลดลง ดังนั้น พริษฐ์จึงยกตัวอย่างโมเดลของอินโดนีเซียที่ไม่ใช่แค่มีคูปองเรียนฟรี แต่มีการให้เงินสดด้วยตอนเรียนจบเพื่อเป็นแรงจูงใจ<strong></strong></p>



<p>การกระจายอำนาจหรือการเพิ่มบทบาทท้องถิ่นคือคำตอบของแนวคิด&nbsp;<em>ไกลขึ้น</em>&nbsp;แต่ต้องมาพร้อมกลไกตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการตรวจสอบจากผู้ปกครอง นักเรียน คุณครู ไปจนถึงบุคลากรของสถานศึกษาในพื้นที่ในเรื่องการใช้งบประมาณ ซึ่งพริษฐ์มองว่าการกระจายอำนาจเช่นนี้จะช่วยทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล เพราะท้องถิ่นจะรู้ปัญหาอุปสรรคของเด็กแต่ละคนมากกว่า<strong></strong></p>



<p>“การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษา แต่ต้องดูการใช้ชีวิตของเด็กแต่ละคนด้วย” พริษฐ์อธิบายแนวคิด&nbsp;<em>กว้างขึ้น</em>&nbsp;“เพราะฉะนั้น บทบาทของ ศธ. หรือสถานศึกษาจึงไม่ใช่แค่ดูแลเรื่องวิชาการ แต่ต้องดูถึงการจัดสภาพแวดล้อมหรือสุขภาวะของเด็กให้พร้อมต่อการเรียนรู้ด้วย เพราะถ้าเด็กยังต้องอดอาหารหรือเจอสภาวะความเครียดจากครอบครัว ต่อให้ครูสอนดีแค่ไหนก็ไม่อาจอยู่ในจุดที่จะเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพได้”<strong></strong></p>



<p>นอกจากนี้ เพราะนักเรียนยากจนพิเศษจำนวนหนึ่งอาศัยอยู่ในครอบครัวแหว่งกลาง คืออยู่กับปู่ ย่า ตา ยาย ดังนั้น พริษฐ์จึงเสนอว่า เราต้องดูแลถึงคนกลุ่มนี้ให้มีทักษะในการเลี้ยงดูบุตรหลานด้วย<strong></strong></p>



<p>และสุดท้าย&nbsp;<em>ลึกขึ้น</em>&nbsp;พริษฐ์เห็นพ้องกับทุกคนถึงเรื่องการใช้ข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลเชิงลึกเพื่อการจัดสรรทรัพยากรให้เหมาะกับผู้เรียนแต่ละคนมากขึ้น โดยเฉพาะแนวทางการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างชุดข้อมูลเด็กยากจนพิเศษของ กสศ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นการต่อยอดการดำเนินการต่อไป</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/education-restructuring-for-equity-2025/">เปิดโจทย์การศึกษา 2568: ถึงเวลายกระดับโครงสร้างใหม่ เพื่อการศึกษาไทยที่เท่าเทียมมากขึ้น</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ’ ปฏิวัติการศึกษาหรือแค่ปรับโฉม ?</title>
		<link>https://www.eef.or.th/policy-forum-national-education-act/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 24 Dec 2024 15:45:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กนอกระบบ]]></category>
		<category><![CDATA[พริษฐ์ วัชรสินธุ]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ. x 101]]></category>
		<category><![CDATA[พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[วันนิวัติ สมบูรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ประชาชน]]></category>
		<category><![CDATA[ปฏิวัติการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[เพื่อไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ภูมิใจไทย]]></category>
		<category><![CDATA[101 Policy Forum]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=90247</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา’ เป็นปัญหาที่ฝังรากลึกจนแทบก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/policy-forum-national-education-act/">‘พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ’ ปฏิวัติการศึกษาหรือแค่ปรับโฉม ?</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>‘ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา’ เป็นปัญหาที่ฝังรากลึกจนแทบกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและระบบการศึกษา ท่ามกลางระบบการศึกษาที่มีแต่ข้อกังขาถึงความล้าหลัง กระทั่งจนถึงทุกวันนี้หลายปัญหาเชิงโครงสร้างยิ่งเปิดเปลือยให้เห็นถึงปัญหาเรื้อรังที่ฝังรากลึกหรือแม้แต่ซุกซ่อนอยู่ใต้พรมมาเนิ่นนาน ซึ่งล้วนเป็นผลพวงมาจากนโยบายต่างๆ ที่ไม่ตอบสนองต่อความต้องการในการเรียนรู้ที่แท้จริงของผู้เรียน</p>



<p>ทุกวันนี้ประเทศไทยยังใช้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับปี 2542 ซึ่งถูกใช้มานานมากกว่า 20 ปี แม้ที่ผ่านมามีความพยายามผลักดันร่างกฎหมายฉบับใหม่ แต่ก็ยังไปไม่พ้นข้อวิจารณ์เดิมว่าเป็นการวางโครงสร้างการศึกษาที่ไม่สอดรับกับอนาคต กระทั่งปัจจุบันจึงมีความพยายามอีกครั้งที่จะเสนอร่างกฎหมายฉบับใหม่จากหลายพรรคการเมือง</p>



<p>ในโลกที่ความรู้และทักษะเปลี่ยนแปลงใหม่ทุกวัน ความเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาเกิดขึ้นตลอดเวลา โรงเรียนในความหมายเดิมยัง ‘ใช่’ อยู่หรือไม่ อะไรคือความหมายของการเรียนรู้ และ ‘ผู้เรียน’ อยู่ส่วนไหนของการปฏิรูปครั้งนี้</p>



<p>วันโอวันร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ชวนตัวแทนพรรคการเมืองพูดคุยถึงอนาคต พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ประกอบด้วย&nbsp;<strong>พริษฐ์ วัชรสินธุ&nbsp;</strong>สส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคประชาชน,&nbsp;<strong>วันนิวัติ สมบูรณ์</strong>&nbsp;โฆษกคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎรและ สส.เขตพรรคเพื่อไทย และ<strong>สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ</strong>&nbsp;ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการและรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย</p>



<p><em>หมายเหตุ: เรียบเรียงเนื้อหาจากรายการ 101 Policy Forum #21</em> <em>ปฏิวัติการศึกษาไทยด้วย พ.ร.บ. ฉบับใหม่ ?</em></p>



<figure class="wp-block-embed aligncenter is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="ปฏิวัติการศึกษาไทยด้วย พ.ร.บ. ฉบับใหม่? | 101 Policy Forum #21" width="750" height="422" src="https://www.youtube.com/embed/OjaX1rWVPwQ?start=1&#038;feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a8a6b7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/1735048755_881635-the101world-scaled-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ยุคสมัยเปลี่ยนแปลง การศึกษาต้องเปลี่ยนตาม</strong><strong></strong></h3>



<p><strong>สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ&nbsp;</strong>ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการและรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เริ่มต้นอธิบายว่า หากดูจากร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่จากพรรคภูมิใจไทย จะเห็นว่าร่าง พ.ร.บ. ที่กรรมาธิการการศึกษายกขึ้นมานั้นมีเนื้อหาสาระเพื่อตอบโจทย์บริบทของโลกที่เปลี่ยนไป เมื่อย้อนดู พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับปี 2542 จะพบว่าเนื้อหาไม่ตอบโจทย์ และไม่เพียงพอสำหรับการศึกษาในยุคปัจจุบัน ขณะเดียวกันระหว่างทางจนถึงวันนี้ก็ยังมีการบัญญัติกฎหมายฉบับอื่นเพิ่มเติมขึ้นมา สิริพงศ์จึงเน้นย้ำว่า การจะทำความเข้าใจการศึกษาทั้งระบบ จำเป็นต้องไปดูกฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษาไทยทั้งระบบ</p>



<p>“ต้องยอมรับว่า พ.ร.บ.การศึกษา ปี 2542 ค่อนข้างจะก้าวหน้าในยุคนั้น มีหลายอย่างที่แนวคิดดี แต่พอถึงเวลาปฏิบัติจริงๆ กลับทำไม่ได้ หรือล้าสมัยในยุคปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องมีการอัปเดต จัดเรียงหมวดหมู่ใหม่ เพราะมีหลายอย่างที่ค่อนข้างซ้ำซ้อน เกินความจำเป็น ควรมีการหยิบยกมาคุยกันมากขึ้น”</p>



<p>“ผมคิดว่าการยกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาขึ้นมาใหม่ก็เพื่ออัปเดตกฎหมาย เพื่อดูว่ามีอะไรในโลกยุคนี้บ้างที่เปลี่ยนไปแล้วจากยุคก่อน” สิริพงศ์กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-787c60"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/1735048689_084646-the101world-scaled-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><br>สิริพงศ์อธิบายเพิ่มเติมว่า ในยุคปัจจุบันการเสนอกฎหมายระดับ พ.ร.บ. โดยเฉพาะกฎหมายปฏิรูปในแต่ละครั้ง ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีผู้มีส่วนได้และส่วนเสียจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการปรับปรุง กระนั้น สิ่งสำคัญคือการถกเถียงและอภิปรายกันว่ามีจุดไหนที่ควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เช่น พ.ร.บ. ปี 2542 มีหลายเรื่องที่ควรให้สิทธิสถานศึกษามากกว่านี้ เช่น การซื้อหนังสือที่สถานศึกษาไม่มีอิสระและความยืดหยุ่นเพียงพอ ดังนั้นพอมาถึงยุคปัจจุบันระเบียบที่เคยล้าสมัยก็ควรจะต้องปรับแก้</p>



<p>แน่นอนว่าการศึกษาในโลกยุคปัจจบันที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะการเข้ามาใหม่ของเทคโนโลยี สิริพงศ์มองว่าย่อมเป็นโอกาสที่ดีที่ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงที่กำลังร่างกฎหมายขึ้นมาใหม่ เพื่อให้ทันต่อเหตุการณ์ อีกทั้งในการร่างกฎหมายฉบับใหม่ ต้องคำนึงว่าบางกฎระเบียบที่เราคาดการณ์ว่าในอนาคตจะเกิดการเปลี่ยนแปลงก็จำเป็นต้องเขียนกว้างๆ ในเชิงหลักการไปเสียก่อน เนื่องจากการแก้ พ.ร.บ. ครั้งหนึ่งเป็นเรื่องใหญ่อย่างมากและมีที่มาจากหลายความคิดเห็น</p>



<p>“ในอดีตเราอาจเคยคิดว่า การศึกษามีรูปแบบที่ตายตัว แต่คำว่า ‘การปฏิวัติการศึกษา’ ในมุมมองของพรรคภูมิใจไทยคือไม่จำเป็นต้องตายตัว ผู้เรียนอยากเรียนแบบไหนก็ต้องเรียนได้ ไม่ต้องยึดโยงว่าอยู่ที่ไหน อายุเท่าไหร่ หรือต้องเรียนตามหลักสูตรเท่านั้น ต้องออกแบบตามใจของผู้เรียน</p>



<p>“แต่ละคนที่มาร่วมพูดคุยเรื่องกฎหมายการศึกษามาจากบริบทที่ต่างกัน บางคนเป็นครูเก่าที่เห็นระบบการศึกษาในอดีตแบบหนึ่งมา บางคนเป็นนักการศึกษาที่มาจากยุคใหม่ ซึ่งอาจจะเห็นระบบต่างกันคนละขั้ว ก็คงต้องใช้เวลาในการพูดคุย และหาแนวคิดร่วมกัน” สิริพงศ์กล่าว</p>



<p>อย่างไรก็ดี สิริพงศ์เน้นย้ำว่า แม้ พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่จะเน้นให้ผู้เรียนสามารถเลือกแนวทางการศึกษาได้ด้วยตนเอง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การศึกษาสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีนั้นรัฐยังต้องมีหน้าที่จัดรูปแบบการเรียนการสอนให้ ซึ่งเป็นการเรียนในระบบที่ไม่ใช่แค่วิชาความรู้ แต่หมายถึงการที่เด็กต้องมีการเรียนรู้ soft skills และ hard skills ไปจนถึงความเป็นพลเมืองของชาติและพลเมืองของโลกด้วย หลังจากอายุ 15 ปีขึ้นไปจึงค่อยมาตัดสินใจเองว่าอยากจะไปสายไหน</p>



<p>“หลังอายุ 15 ปีเป็นช่วงที่เด็กศึกษาได้ด้วยตัวเอง แต่ก่อน 15 ปีคือช่วงของการดูแลให้เด็กอ่านออกเขียนได้ มีอีคิว มีความสามารถ ความรู้ที่เหมาะสมแก่ช่วงวัย</p>



<p>“ในอดีตเราจะเห็นว่ามีการศึกษาสามแบบ คือ ในระบบ นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย โดยรัฐจะจัดการศึกษาในระบบกับตามอัธยาศัย ขณะเดียวกันก็มีหน้าที่เป็นคนกำกับดูแลและติดตามการศึกษานอกระบบ แต่ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่ รัฐจะเป็นผู้จัดการศึกษานอกระบบด้วย</p>



<p>“มันอาจจะค้านกับวัฒนธรรมของคุณครูยุคเก่าๆ ที่มีความคิดว่าการศึกษาต้องเป็นระบบเดิม แต่เราออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ว่าผู้เรียนเลือกเรียนได้ตามใจ ไม่ต้องมีหลักสูตรตายตัว เพราะสุดท้ายปลายทางเราวัดที่ความสามารถและทักษะ ไม่ใช่วุฒิการศึกษา” สิริพงศ์เน้นย้ำ</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ถึงเวลาที่ ‘ความเหลื่อมล้ำ’ และ ‘การศึกษา’ ต้องแยกขาดจากกัน</strong></h3>



<p>ขณะที่&nbsp;<strong>วันนิวัติ สมบูรณ์&nbsp;</strong>โฆษกคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎรและ สส.เขตพรรคเพื่อไทย เน้นย้ำถึงเหตุผลที่ต้องมีการปรับปรุง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ โดยระบุว่าที่ผ่านมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ความเหลื่อมล้ำกับปัญหาการศึกษาแยกจากกันไม่ออก ดังนั้น การแก้ไขปัญหาทั้งสองประเด็นนี้จึงควรจะมีแนวทางไปในทิศทางเดียวกัน ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่จากพรรคเพื่อไทยจึงมีจุดสำคัญที่การแก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำเป็นสำคัญ</p>



<p>“เพื่อต้องการแก้ปัญหานี้ เราเน้นให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางในการออกแบบหลักสูตร ทั้งเรื่องการประเมินและพัฒนาครูให้ทันโลกและยุคสมัยมากขึ้น ต้องมีโครงการที่จะขยับศักยภาพของครูขึ้นมา เมื่อโลกหมุนไป การศึกษาไทยก็ต้องก้าวให้ทัน โดยครูไม่ได้มีหน้าที่แค่สอน แต่ต้องนำพาให้เด็กสามารถสร้างองคาพยพของการเรียนรู้ได้และไปได้ไกลกว่าเดิม” วันนิวัติกล่าวเสริม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-005220"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/1735048712_888123-the101world-scaled-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">วันนิวัติ สมบูรณ์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ต่อประเด็นนี้ วันนิวัติอธิบายเพิ่มเติมว่า การแก้ไขปัญหาในทุกองคาพยพ ระบบการศึกษาถือเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินนโยบายและแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น นโยบายที่สนับสนุนให้มี ‘ธนาคารสมรรถนะ’ ที่จะตอบโจทย์ทั้งผู้เรียนที่อยู่ในระบบและนอกระบบ ให้สามารถเรียนไปด้วย มีรายได้ด้วย</p>



<p>“เพราะเรื่องเงินเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา นโยบายนี้เรายกโมเดลมาจากประเทศอิตาลี ที่มีการเก็บทักษะใช้ในการเทียบโอนการศึกษาได้ มีรายได้ และมีอิสระมากขึ้น โดยมีหน่วยงานกลางในการประเมินทักษะ เพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงระบบการศึกษา”</p>



<p>ถึงที่สุด วันนิวัติมองว่ามองปลายทางในการแก้ไข พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติคือทุกอย่างต้องอยู่ที่ผู้เรียน ให้ผู้เรียนมีส่วนตัดสินใจ แม้กระทั่งการประเมินโรงเรียน ให้ระบบการศึกษาและหลักสูตรต่างๆ มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ปรับแก้ได้ตามยุคสมัย และมีระบบที่เอื้อให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนทักษะขั้นพื้นฐานมากขึ้น ซึ่งจะแก้ไขให้ไปในทิศทางไหน ต้องดูบริบทการศึกษาไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเป็นหลัก</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ที่ทางของ พ.ร.บ.การศึกษา ต่อการปฏิรูปโครงสร้างประเทศ</strong></h3>



<p>ในวันที่เรากำลังจะ ‘วางแปลน’ การศึกษาเพื่ออนาคตของเด็กไทย&nbsp;<strong>พริษฐ์ วัชรสินธุ&nbsp;</strong>สส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคประชาชน เปิดประเด็นชวนขบคิดสามคำถามหลักที่ต้องพูดถึงให้ชัดเจนในการแก้ไข พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ</p>



<p><em>ประเด็นแรก</em>&nbsp;อะไรเป็นปัญหาสำคัญของระบบการศึกษาไทยในภาพรวม ต่อประเด็นนี้พริษฐ์เน้นย้ำว่าหลายภาคส่วนเห็นตรงกันเรื่องปัญหาคุณภาพการศึกษา ไปจนถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำและสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ แต่ในมุมของพรรคประชาชนมองว่าที่ผ่านมาประเทศไทยขาดระบบการศึกษาที่มี 3 E</p>



<p>1) efficiency – ประสิทธิภาพ ที่ผ่านมาระบบการศึกษาไทยใส่หลายหลักสูตรเข้าไป แต่กลับไม่สามารถแปลงออกมาเป็นทักษะที่เทียบกับนานาชาติได้เท่าที่ควร อีกทั้งครูหรือบุคลากรทางการศึกษาต้องใช้เวลาไปกับหลายเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอน เช่น งานธุรการ งานเอกสารเยอะเกินจำเป็น ทำให้ประสิทธิภาพในการพัฒนาผู้เรียนลดน้อยลงไป</p>



<p>2) empathy – ความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจผู้เรียน การเข้าใจว่าเด็กจะเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพจะต้องมีสุขภาพกายและใจที่ดี เมื่อเป็นเช่นนั้นบทบาทของสถานศึกษาไม่ได้จำกัดแค่ด้านวิชาการ แต่รวมไปถึงการดูแลไปถึงสุขภาพจิต อาหารการกิน ป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ พยายามสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีต่อผู้เรียน ทำให้การศึกษาหลากหลาย และมีเสรีภาพในการเรียนรู้</p>



<p>3) elasticity – ความยืดหยุ่น ต่อให้วันนี้ประเทศไทยออกแบบการศึกษาที่ดีที่สุดสำหรับปัจจุบัน แต่อีก 10 – 20 ปีก็จะมีอะไรใหม่ๆ เข้ามาให้ระบบปรับไป จึงจำป็นต้องยืดหยุ่นให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อมีพลวัตในการปรับปรุงระบบได้อย่างรวดเร็ว</p>



<p><em>ประเด็นที่สอง</em>&nbsp;เราจะแก้ปัญหานี้ด้วยกฎหมายอะไรและแก้ไขแบบไหน พริษฐ์เน้นย้ำว่าสิ่งที่ควรตามมาขณะที่มีการแก้ไขปัญหาการศึกษาคือการหาแนวทางว่าปัญหาอะไรควรแก้ด้วยกฎหมายและอะไรควรแก้ด้วยนโยบายฝ่ายบริหาร เพื่อให้ได้กฎหมายที่สั้นกระชับ ไม่ยืดยาวจนเกินไปหรืออาจสร้างปัญหาในการตีความได้ ขณะเดียวกัน ถึงแม้กฎหมายจะสั้นก็ต้องรัดกุม ไม่เกิดช่องโหว่ต่อสิทธิ์ของผู้เรียน จึงจำเป็นต้องวางหลักประกันเชิงนโยบายในบางเรื่องให้ไม่แคบจนเกินไป รวมถึงการวางโครงสร้างอำนาจและการจัดสรรงบประมาณ และการวางหลักประกันเชิงนโยบาย</p>



<p><em>ประเด็นสุดท้าย</em>&nbsp;ภาพใหญ่หรือตำแหน่งแห่งที่ของ พ.ร.บ.การศึกษาจะอยู่ตรงไหนเมื่อเปรียบเทียบกับ พ.ร.บ. อื่นๆ พริษฐ์ชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายเรื่องการศึกษาเยอะไปหมด หากมองในมุมของยุทธศาสตร์เชิงการเมือง พ.ร.บ.การศึกษาปี 2542 แม้จะมีลำดับเทียบเท่า พ.ร.บ. อื่น แต่พ.ร.บ.การศึกษาถูกใช้เป็นกระดุมเม็ดแรกในการปฏิรูปและสร้างการถกเถียงเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง</p>



<p>“ดังนั้น ถ้าผ่าน พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่มาได้ จะเป็นการริเริ่มบทสนทนาครั้งใหม่ในการออกแบบระบบการศึกษา เป็นการกระตุกให้เราต้องไปทบทวนกฎหมายฉบับอื่นๆ ด้วยเช่นกัน เพื่อให้การศึกษาในทุกระดับและทุกระบบยืดหยุ่นไร้รอยต่อ” พริษฐ์กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e388ab"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/1735048733_415676-the101world-scaled-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">พริษฐ์ วัชรสินธุ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นอกจากนี้ ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาจากพรรคประชาชนมีเนื้อหาสาระพยายามผลักดันให้เป็น พ.ร.บ.การศึกษาที่ตอบโจทย์ผู้เรียนได้ ต้องมีการไล่ดูทุกมาตราว่าต้องมีผู้เรียนอยู่ในนั้น เมื่อมองอนาคตของผู้เรียนในวันนี้ ไปจนถึงการสร้างอนาคตที่ดี ร่าง พ.ร.บ. ของพรรคประชาชนจึงมีห้าหัวข้อหลัก</p>



<p>1) ออกแบบสิทธิสวัสดิการที่ตอบโจทย์ผู้เรียน มีหมวดสิทธิผู้เรียนที่รัฐต้องคุ้มครอง เช่น การเรียนฟรี การเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ขั้นพื้นฐาน สิทธิมีส่วนร่วมในการออกแบบการศึกษา การดูแลอาหารการกิน การดูแลสุขภาพจิต</p>



<p>2) พัฒนาบุคลากรทางการศึกษาให้ตอบโจทย์ผู้เรียน วางหลักประกันเพื่อลดภาระงานที่ไม่จำเป็น มีเวลาไปทุ่มเทการเรียนรู้ที่มีผลดีต่อตัวผู้เรียน เพื่อเสริมทักษะและคุ้มครองสวัสดิภาพของผู้สอน รวมถึงมีนโยบายให้นักศึกษาฝึกสอนได้ค่าตอบแทน เป็นต้น และอาจจะมีนักจิตวิทยา-นักโภชนาการที่มาร่วมประจำสถานศึกษา</p>



<p>3) การมีสถานศึกษาที่ตอบโจทย์ผู้เรียน กระจายอำนาจากกระทรวงไปสู่สถานศึกษาให้มากที่สุด โดยไม่ถูกล็อกโดยกรอบของแกนกลางมากจนเกินไป ให้มีอำนาจในการจัดสรรงบประมาณของตัวเองมากขึ้น ให้เหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษาของตัวเอง และยกระดับการบริหารที่มีทักษะและทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น</p>



<p>4) โครงสร้างกระทรวงที่ตอบโจทย์ผู้เรียน ต้องมีศูนย์กลางที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ เป็นคนกำหนดมาตรฐานอย่างมีประสิทธิภาพและลดความซ้ำซ้อน ให้องค์กรส่วนท้องถิ่นเข้ามาบทบาทเรื่องการศึกษามาขึ้น</p>



<p>5) วางกลไกที่เน้นผู้เรียนเป็นหลัก วางกรอบหลักสูตรหลายระดับ ให้สถานศึกษาลงรายละเอียดได้ด้วยตัวเอง โดยอิงจากกรอบหลักสูตร และการประกันคุณภาพการศึกษาและสถานศึกษา &nbsp;</p>



<p>“เราอยากจะสลายคำว่าการศึกษา ‘ในระบบ’ และ ‘นอกระบบ’ เปลี่ยนภาพการศึกษาจากระบบที่เราคุ้นเคยกัน ต้องมีการศึกษารูปแบบใหม่ๆ ที่หลากหลายมากขึ้นและเชื่อมกับการศึกษาที่เราคุ้นชินกันแบบไร้รอยต่อ” พริษฐ์เน้นย้ำ</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/policy-forum-national-education-act/">‘พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ’ ปฏิวัติการศึกษาหรือแค่ปรับโฉม ?</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>101 Policy Forum #21 ปฏิวัติการศึกษาไทยด้วย พ.ร.บ. ฉบับใหม่?</title>
		<link>https://www.eef.or.th/101-policy-forum-21-national-education-act/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 11 Dec 2024 06:47:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กนอกระบบ]]></category>
		<category><![CDATA[พริษฐ์ วัชรสินธุ]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษายืดหยุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ. x 101]]></category>
		<category><![CDATA[พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[วันนิวัติ สมบูรณ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=89692</guid>

					<description><![CDATA[<p>ล้าหลัง ฉุดรั้งความก้าวหน้า ไม่ตอบโจทย์อนาคต เหล่านี้คื [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/101-policy-forum-21-national-education-act/">101 Policy Forum #21 ปฏิวัติการศึกษาไทยด้วย พ.ร.บ. ฉบับใหม่?</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<figure class="wp-block-embed alignfull is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="ปฏิวัติการศึกษาไทยด้วย พ.ร.บ. ฉบับใหม่? | 101 Policy Forum #21" width="750" height="422" src="https://www.youtube.com/embed/OjaX1rWVPwQ?start=613&#038;feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p></p>



<p>ล้าหลัง ฉุดรั้งความก้าวหน้า ไม่ตอบโจทย์อนาคต</p>



<p>เหล่านี้คือเสียงวิจารณ์ต่อ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติที่ใช้กันมาตั้งแต่ปี 2542 และแม้ที่ผ่านมาจะมีความพยายามเสนอร่างฉบับใหม่หลายครั้ง แต่ก็ยังไปไม่พ้นข้อวิจารณ์เดิมๆ</p>



<p>ในวันที่เรากำลังจะ ‘วางแปลน’ การศึกษาเพื่ออนาคตของเด็กไทย วันโอวันชวนตัวแทนพรรคการเมืองมาร่วมพูดคุยถึง ‘หน้าตา’ และ ‘หัวใจ’ ของ พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ว่าควรวางรากฐานแบบไหน อะไรคือโจทย์สำคัญที่เราต้องตีให้แตก และ พ.ร.บ. ฉบับนี้จะตอบรับการศึกษาที่ยืดหยุ่นและก้าวหน้าได้อย่างไร</p>



<p>ในโลกที่ความรู้และทักษะเปลี่ยนแปลงใหม่ทุกวัน โรงเรียนในความหมายเดิมยัง ‘ใช่’ อยู่ไหม และอะไรคือความหมายของการเรียนรู้</p>



<p>พบกับ</p>



<ul>
<li>พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคประชาชน</li>



<li>วันนิวัติ สมบูรณ์ โฆษกคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎรและ สส.เขตพรรคเพื่อไทย</li>



<li>สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการและรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย</li>
</ul>



<p>ดำเนินรายการโดย ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย</p>



<p>วันจันทร์ที่ 16 ธันวาคม 2567 เวลา 19.00 น. ทาง The101.world</p>



<p>กสศ. x 101</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a1de33"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/1733985221_136193-the101world-960x1200-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/101-policy-forum-21-national-education-act/">101 Policy Forum #21 ปฏิวัติการศึกษาไทยด้วย พ.ร.บ. ฉบับใหม่?</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘การศึกษาเพื่อทุกคน’ ว่าที่รัฐบาลใหม่ตีโจทย์อย่างไร?</title>
		<link>https://www.eef.or.th/policy-forum-education-for-all/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 05 Jun 2023 04:56:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[พริษฐ์ วัชรสินธุ]]></category>
		<category><![CDATA[The 101.world]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบายการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[พรรคก้าวไกล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=71557</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผลการเลือกตั้งสะท้อนถึงความต้องการที่อยากจะเห็นการเปลี่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/policy-forum-education-for-all/">‘การศึกษาเพื่อทุกคน’ ว่าที่รัฐบาลใหม่ตีโจทย์อย่างไร?</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ผลการเลือกตั้งสะท้อนถึงความต้องการที่อยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในสังคมไทยของประชาชน ด้วยผลคะแนนของพรรคการเมืองรุ่นเล็กที่เฉือนพรรคการเมืองเก่าไปได้หลายล้านเสียงอย่างคาดไม่ถึง หลากหลายนโยบายที่ถูกมองว่าเป็นไปได้ยากกำลังจะถูกนำเข้าสู่รัฐสภาในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าในฐานะรัฐบาลใหม่</p>



<p>ท่ามกลางกระแสความยินดีและความตึงเครียดของการจัดตั้งรัฐบาล ปัญหาคั่งค้างที่อยู่ในโครงสร้างยังคงไม่ถูกแก้ไขมีมากมายสารพัด&nbsp;หนึ่งในปัญหาที่คั่งค้างคือ ‘การศึกษา’ ซึ่งขึ้นชื่อว่าเกี่ยวพันกับปัญหาเชิงโครงสร้างอื่นๆ อีกมากมาย</p>



<p>101 ชวน&nbsp;<strong>พริษฐ์ วัชรสินธุ</strong>&nbsp;ผู้จัดการการสื่อสารและการรณรงค์นโยบาย ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และ&nbsp;<strong>ไกรยส ภัทราวาส</strong>&nbsp;ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมแลกเปลี่ยนกันถึงปัญหาในวงการการศึกษา ไล่เรียงตั้งแต่การศึกษาไร้รอยต่อ การเพิ่มทางเลือกและยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ไปจนถึงภาพอนาคตทางการศึกษาไทยที่ทั้งสองอยากจะเห็นภายใต้การนำของรัฐบาลก้าวไกล</p>



<figure class="wp-block-embed alignfull is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="ชวนว่าที่รัฐบาลใหม่ ตอบโจทย์ประเทศไทย | 101 Policy Forum" width="750" height="422" src="https://www.youtube.com/embed/8LpiCEKqZYA?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>นโยบายการศึกษาใน 100 วันแรกของรัฐบาลน้องใหม่</strong></h2>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>นโยบายด้านการศึกษาที่จะได้เห็นจากว่าที่รัฐบาลใหม่ในเร็วๆ นี้มีเรื่องอะไรบ้าง</strong></h3>



<p><strong>พริษฐ์</strong>: ในภาพรวม หลักๆ นโยบายการศึกษาของพรรคก้าวไกลออกบนฐานจากการที่ว่า การแก้ไขปัญหาด้านการศึกษาที่ผ่านมาไม่สำเร็จเพราะขาด 2E</p>



<p>E ที่หนึ่งคือ Efficiency หรือประสิทธิภาพ ระบบการศึกษายังขาดประสิทธิภาพหลายอย่างในการแปรสิ่งที่เอาเข้าไปให้ออกมาเป็นผลสัมฤทธิ์อย่างที่ต้องการ เช่น จำนวนชั่วโมงเรียนที่เยอะเกินไป คือประเทศไทยกำหนดให้เด็กนักเรียนมีจำนวนชั่วโมงเรียนเยอะ แต่ไม่สามารถแปรจำนวนชั่วโมงเรียน ความขยันของนักเรียนเหล่านั้นออกมาเป็นทักษะที่แข่งกับนานาชาติได้ เราเห็นว่ากระทรวงศึกษาได้รับงบประมาณเป็นอันดับต้นๆ ทุกปี แต่ระบบงบประมาณไม่สามารถแปรเม็ดเงินออกเป็นการรับประกันสิทธิเรียนฟรีให้แก่นักเรียนทุกคนได้จริงๆ</p>



<p>E ที่สองคือ Empathy หรือความเห็นอกเห็นใจ หลายคนยังมองว่าการศึกษาที่ดีคือการศึกษาที่ใช้ระบบอำนาจนิยม บอกเด็กว่าจะต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ แล้วเอาไม้บรรทัดแบบเดียวไปวัดกับทุกคน ทั้งที่เด็กแต่ละคนมีความต้องการ ความถนัด และความชื่นชอบที่แตกต่างกัน เราจึงอยากเห็นการศึกษาที่มีความเห็นอกเห็นใจ เห็นถึงความแตกต่างหลากหลายของเด็กแต่ละคน รวมถึงกระจายอำนาจทางการศึกษาให้การตัดสินใจไม่กระจุกอยู่ที่ส่วนกลางด้วย</p>



<p>เพราะฉะนั้น นโยบายด้านการศึกษาของก้าวไกลจึงจะแบ่งออกเป็น 6 เป้าหมายเบื้องต้น</p>



<p><em>เป้าหมายที่หนึ่ง</em>คือ รับประกันสิทธิทุกคนในการเรียนฟรีจริง ถึงแม้ประเทศเราจะมีนโยบายเรียนฟรีมาสักพัก แต่มันมีค่าใช้จ่ายแอบแฝงที่ทำให้ยังเรียนฟรีไม่จริง ตกอยู่ที่ประมาณ 2,000-6,000 บาทต่อคนต่อปี</p>



<p><em>เป้าหมายที่สอง</em>&nbsp;เราต้องการให้ทุกโรงเรียนเป็นโรงเรียนที่ปลอดภัยไร้อำนาจนิยม ทั้งทางร่างกาย ไร้อุบัติเหตุ มีอาหารการกินที่ถูกสุขอนามัย ปลอดภัยในเชิงของสภาพจิตใจ และปลอดภัยจากการถูกละเมิดสิทธิ</p>



<p><em>เป้าหมายที่สาม</em>คือ ยกระดับคุณภาพการศึกษาโดยการออกแบบหลักสูตรใหม่ หากเราเป็นรัฐบาล เราจะออกแบบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานใหม่ เน้นทักษะและสมรรถนะที่เท่าทันโลก</p>



<p><em>เป้าหมายที่สี่</em>คือ การคืนครูให้ห้องเรียน เพราะถึงแม้จะมีหลักสูตรที่ดี แต่ถ้าครูไม่มีเวลาให้สำหรับนักเรียน ก็อาจจะไม่สามารถยกระดับทักษะของนักเรียนให้ดีได้เท่าที่ควรจะเป็น เราจะลดเวลาที่ครูเสียไปกับกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอนเพื่อเป็นการคืนเวลาให้กับครู คืนครูให้กับห้องเรียน</p>



<p><em>เป้าหมายที่ห้า</em>คือ การส่งเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียน ไม่ว่าจะเป็นนอกห้องเรียนในช่วงสมัยเรียน หรือว่านอกห้องเรียนในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตกับคนหลังวัยเรียน เป็นต้น</p>



<p><em>เป้าหมายที่หก</em>คือ ครูสามารถมีส่วนร่วมในการออกแบบการศึกษาหรือตัดสินใจมากขึ้น</p>



<p>หกเป้าหมายที่ผมพูดมาต้องทำตั้งแต่วันแรก เรายืนยันว่าเรามีความพร้อม เพราะว่าอะไรก็ตามที่ต้องมีการแก้ไขกฎหมาย เราเตรียมไว้แล้ว 45 ฉบับ พร้อมยื่นตั้งแต่วันแรกที่สภาเปิด หนึ่งในนั้นคือ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯ ฉบับก้าวไกลด้วย แต่ที่เป็นประเด็นสำคัญคือ อะไรจะเห็นผลภายใน 100 วัน อะไรจะเห็นผลภายใน 1 ปี หรืออะไรจะต้องใช้เวลา 4 ปีเต็มมากกว่า</p>



<p>สิ่งที่ผมคิดว่าเราจะเห็นภายใน 100 วันแรก&nbsp;<em>อย่างที่หนึ่ง</em>คือการแก้ไขปัญหาอำนาจนิยมในโรงเรียนเพื่อทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย โดยออกข้อกำหนดเป็นนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการว่า ทุกโรงเรียนจะต้องไม่ออกกฎระเบียบที่ขัดต่อหลักสิทธินักเรียน หรือสิทธิมนุษยชน การกระจายอำนาจการตัดสินใจต้องไม่อยู่บนฐานของการไปเปิดช่องให้มีการละเมิดสิทธินักเรียนในกรณีที่เป็นการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับการรับประกันสิทธินักเรียน ถ้ามีการค้นพบว่าบุคลากรทางศึกษาไปละเมิดสิทธินักเรียนจริง ต้องมีการพักใบประกอบวิชาชีพ เป็นการปิดช่องให้ไม่มีการลงโทษนักเรียนเกินขอบเขต ทั้งทางร่างกายหรือทางวาจา เป็นต้น</p>



<p><em>อย่างที่สอง</em>ที่คิดว่าจะเห็นผลภายใน 100 วันคือ การคืนเวลาให้กับครูและคืนครูให้กับห้องเรียน เช่น แก้ระเบียบและใช้อำนาจของคณะรัฐมนตรียกเลิกภาระหน้าที่การเข้าเวรของครู แล้วหาวิธีอื่นในการรักษาความปลอดภัยให้กับโรงเรียน อีกเรื่องคือเรื่องของการลดงานธุรการ งานเอกสาร ตัดอะไรที่ไม่จำเป็นออก หรือสมมติว่ามีการตรวจราชการเข้ามาแล้วครูต้องเสียเวลาไปพบปะกับหน่วยงานราชการที่เข้ามาตรวจสอบก็ต้องตัดออกเช่นกัน ภารกิจของก้าวไกลคือ การยกเลิกกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนออกให้หมด จากข้อมูลในปัจจุบัน 42% ของเวลาครูถูกใช้ไปกับเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอน ภายใน 100 วันแรกเราอาจจะตัดออกไม่ครบทั้ง 42% แต่บางเรื่อสามารถทำได้ทันที</p>



<p>อีกหนึ่งเรื่องที่ต้องทำภายใน 100 วันแรกคือ การออกแบบหลักสูตรการศึกษาใหม่ เพราะสิ่งนี้เราไม่ได้เริ่มจากศูนย์ มีหลักสูตรทางสมรรถนะที่ผู้เชี่ยวชาญและหลายภาคส่วนด้านการศึกษาทำมาเป็นสารตั้งต้นอยู่ เพียงแต่ถูกชะลอไป เราคิดว่าจะเอาสารตั้งต้นตรงนั้นหยิบกลับขึ้นมา มีกระบวนการรับฟังความเห็น ร่วมกันออร่วมกันอีกสักรอบหนึ่ง เพื่อให้หลักสูตรการศึกษาฉบับใหม่เสร็จภายในหนึ่งปี</p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ประสิทธิภาพ-เสมอภาค-คุณภาพ</strong><br><strong>สามสิ่งที่ต้องมีในระบบการศึกษา</strong></h2>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>แม้จะมีนโยบายการเรียนฟรี มีเงินสนับสนุนด้านการศึกษามาหลายรัฐบาล แต่ท้ายสุดก็ยังคงไม่พอ กลายเป็นปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา เพราะเหตุใดประเด็นดังกล่าวจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนในมุมมองของกสศ.</strong></h3>



<p><strong>ไกรยส</strong>: อยากจะชวนมองภาพเชิงระบบของปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาก่อนว่า จะต้องมีการสังคายนาระบบข้อมูลของกลุ่มเป้าหมายที่เป็นประชากรไทยหรือคนที่มีสิทธิอยู่อาศัยในประเทศแต่ยังอยู่นอกระบบการศึกษาในปัจจุบัน ซึ่งมีหลายลักษณะ เช่น เด็กเข้าเรียนช้า ย้ายตามพ่อแม่ กว่าจะเอาลูกไปลงหลักปักฐานแล้วได้เข้าเรียน การเข้าเรียนช้าจะกระทบกับพัฒนาการของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นทางด้านกล้ามเนื้อ ร่างกาย และการเรียนรู้หลายๆ อย่าง ถ้าให้เปรียบเทียบคือหน้าต่างหลายๆ บานมันปิดแล้วมันเปิดอีกไม่ได้</p>



<p>ถ้าเราให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับทะเบียนราษฎร์ ทะเบียนนักเรียนได้มีโอกาสเข้ามาเชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกัน แล้วกระจายออกไปยังกลไกพื้นที่ ตามตัวนักเรียนที่หลุดออกจากระบบให้เขามีโอกาสได้กลับมาเรียนหนังสือ แล้วถ้าใครตกหล่นตรงไหน ก็จะมีตัวเลขเป็น KPI ให้ตรวจสอบได้ ถ้าเราสามารถเริ่มต้นตรงนี้ได้เป็นจุดตั้งต้น สิ่งที่จะตามมาคือโจทย์ในการทำงานต่อว่า โรงเรียนจะต้องปรับตัวอย่างไร ที่ไม่ให้ปรับตัวเฉพาะกับเด็กทั่วไป แต่สำหรับเด็กที่มีความต้องการเป็นพิเศษเหล่านี้ด้วย แต่ถ้าจะทำเช่นนั้นได้ คำถามคือจะทำอย่างไรให้โรงเรียนได้รับการกระจายอำนาจในการบริหารจัดการทรัพยากรของตนเองได้</p>



<p>ก็จะมาถึงเรื่องของสูตรจัดสรรงบประมาณการศึกษา เราไปผูกทุกอย่างที่ฝั่งขวาของสมการคือจำนวนหัวของผู้เรียน กล่าวคือ เราใช้จำนวนหัวผู้เรียนในการจัดสรรงบประมาณ ซึ่จะส่งผลให้โรงเรียนขนาดเล็กได้รับผลกระทบอย่างมาก ทั้งๆ ที่ข้อมูลหลายๆ อย่างก้าวหน้าขึ้นเยอะ เราสามารถใช้ระยะทาง ใช้ตำแหน่งที่ตั้งของโรงเรียน ใช้สัดส่วนของผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ เรามีอะไรหลายอย่างที่จะนำไปใส่ในสูตรจัดสรรเพื่อความเสมอภาคมากขึ้นได้</p>



<p>ถ้าเกิดเรามีการปรับระเบียบ ปรับกติกาต่างๆ โดยคำนึงถึงความเสมอภาคในสูตรการจัดสรรงบประมาณ ผลที่ตามมาจะยั่งยืน ไม่ใช่แต่เฉพาะรัฐบาลนี้ แต่รัฐบาลต่อๆ ไปด้วย การจัดสรรงบประมาณจึงเป็นประเด็นที่จะกระทบทั้งประสิทธิภาพ (Efficiency) ความเสมอภาค (Equity) และ คุณภาพ (Quality)</p>



<p>ในส่วนของความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) หลายๆ อย่างคนอาจจะมองว่าการลดความเหลื่อมล้ำคือการทำให้คนได้เท่ากัน แต่สิ่งที่กสศ. พยายามจะนำเสนอคือ ถ้าทุกคนเคยเห็นภาพที่สะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เด็กสามคนพยายามจะชะเง้อดูกีฬา แต่มีกำแพงขวางอยู่ จริงๆ ถ้าเอากำแพงนี้ออกไปให้ระบบการศึกษาปรับตัว ปรับให้เป็นระบบการศึกษาที่มีทางเลือกสำหรับทุกคน ทำให้เด็กที่มีความสามารถที่จะนำความก้าวหน้ามาสู่ประเทศได้ เราก็ไม่ควรจะให้ระบบประเมินผลทำเด็กรู้สึกท้อ ทำให้รู้สึกต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า มาถูกทางหรือเปล่า เพราะฉะนั้น ระบบการศึกษาจะต้องปรับตัวเข้าหาผู้เรียน ไม่ใช่ให้ผู้เรียนต้องปรับตัวเข้ากับระบบ เพราะบางคนที่ปรับตัวไม่ได้จะถูกบีบให้หลุดออกนอกระบบไป</p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>การจัดสรรงบประมาณอย่างมีคุณภาพสำคัญต่อการสร้างระบบการศึกษาที่ดีให้แก่ประเทศไทย</strong></h2>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>กสศ. มองเป้าหมายหกข้อว่าด้วยการศึกษาของพรรคก้าวไกลอย่างไร</strong></h3>



<p><strong>ไกรยส</strong>: สิ่งที่คุณพริษฐ์พูดถือเป็นประเด็นสำคัญทั้งหมด เรื่องการกระจายอำนาจเป็นประเด็นที่ต้องลงไปดูในแต่ละพื้นที่ว่าจะทำอย่างไรให้องค์กรเอาเด็กเป็นตัวตั้ง กศส. ทำงานหลายประเด็น พอประชุมร่วมกันแล้วมันไปต่อไม่ได้ เพราะหลายๆ อย่างเพราะว่าติดที่องค์กรในระบบการศึกษาหรือกติกามันล็อก ถ้าเราสามารถเอาระเบียบเหล่านี้มาสังคายนาแล้วให้เด็กคือจุดตั้งต้น และครูต้องทำงานเพื่อเด็กให้ได้ความรู้อย่างเต็มที่ที่สุด ผมเชื่อว่าคำตอบหลายๆ คนในพื้นที่รู้มานานแล้ว พยายามผลักดันอยู่ แต่เขาอาจจะไม่มีกำลังเพียงพอที่จะทำได้ ถ้า 100 วันแรกเราสามารถเริ่มกระจายอำนาจได้ การแก้ไขประเด็นอื่นๆ ก็จะตามมา</p>



<p><strong>พริษฐ์</strong>: อาจจะต้องแยกก่อนว่าอะไรที่ ‘จะทำ’ ใน 100 วันแรก และอะไรที่จะ ‘เห็นผล’ ใน 100 วันแรก เรื่องอำนาจนิยม คืนครูให้ห้องเรียน ผมว่าเป็นสิ่งที่จะเห็นผลภายใน 100 วันแรก แต่จะมีสิ่งอื่นๆ ที่ถึงแม้จะไม่เห็นผลใน 100 วันแรก แต่ก็ต้องทำภายใน 100 วันแรกเช่นกัน หนึ่งในนั้นคือเรื่องงบประมาณ ผมเห็นด้วยกับคุณไกรยสในส่วนของการจัดสรรงบประมาณที่จะสร้างความเป็นธรรมให้กับนักเรียนทุกคน</p>



<p>หลักคิดของก้าวไกลเกี่ยวกับงบประมาณด้านการศึกษาจะแบ่งออกเป็นสามอย่างหลักๆ&nbsp;<em>อย่างที่หนึ่ง</em>คือ ต้องมีการเพิ่มงบประมาณในการรับประกันสิทธิเรียนฟรีของนักเรียนทุกคน เราตั้งเป้าว่าต้องเพิ่มงบประมาณ 33,000 ล้านบาทต่อปี ในนั้น 4,000 ล้านบาท เป็นงบประมาณที่ต้องใช้ในการจำกัดค่าใช้จ่ายแอบแฝงทางการศึกษาของเด็กที่ถูกนิยามว่า มาจากครอบครัวยากจนหรือยากจนพิเศษ อีก 29,000 ล้านบาท เป็นการเพิ่มงบรายหัวของค่าอาหารและค่าเดินทาง เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับประกันสิทธิเรียนฟรี อาหารฟรีและมีรถรับส่ง</p>



<p>นอกจากการเพิ่มขนาดของเค้ก เราต้องการจัดงบประมาณให้มีความเป็นธรรมในโรงเรียนแต่ละแห่งเหมือนที่คุณไกรยสพูดว่า ที่ผ่านมา การจัดสรรงบประมาณใช้หลักจัดสรรแบบรายหัวในการคำนวณว่าแต่ละโรงเรียนจะได้รับงบประมาณเท่าไร ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กมีความเสียเปรียบพอสมควร พรรคก้าวไกลจะคำนึงถึงหลายปัจจัยมากกว่าแค่การจัดสรรรายหัว ส่วนงบก้อนที่เหลือจากการจัดสรรที่เป็นธรรมแล้ว จะเป็นงบก้อนที่ทำให้โรงเรียนมีอำนาจในการตัดสินใจใช้ทรัพยากรมากขึ้น นอกจากนี้ โรงเรียนแต่ละแห่งควรมีตัวแทนของครูที่มาจากการเลือกตั้งของครูด้วยกันเอง ตัวแทนของนักเรียนที่มาจากการเลือกตั้งของนักเรียนด้วยกันเอง เข้าไปอยู่ในคณะกรรมการสถานศึกษาเพื่อให้มีอำนาจในการดูแลออกความเห็น</p>



<p>ปีแรกที่รัฐบาลเริ่มงานเป็นช่วงการจัดทำงบประมาณปี 2567 งบประมาณส่วนการศึกษาจะอยู่ที่ประมาณ 15,000 ล้านบาท แบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนที่หนึ่งคือ 4,000 ล้านบาทที่ตั้งใจจะจัดสรรให้ กสศ.ใช้แก้ไขปัญหาเด็กหลุดจากระบบ อีก 11,000 ล้านบาท คือโครงการคูปองเปิดโลก เป็นการส่งเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียน นักเรียนระดับประถมจะได้ 1,000 บาทต่อปี ระดับมัธยมจะได้ 1,500 บาทต่อปี ส่วนอุดมศึกษาจะได้รับเงิน 2,000 บาทต่อปีให้นำไปใช้ในการเรียนรู้นอกห้องเรียนได้</p>



<p><strong>ไกรยส</strong>: ภาพรวมของประเทศไทยคือ ในเมื่อเด็กเกิดน้อยลงเรื่อยๆ งบประมาณส่วนของกระทรวงศึกษาจะค่อยๆ ลดลง เพียงแต่ว่างบประมาณที่แม้จะลดลงไปนั้นต้องถูกนำไปใช้ในจุดที่ควรจะใช้มานานแล้ว เช่น การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ทาง กสศ.มีแผนที่ที่ระบุได้เลยว่ามีประมาณ 1,500 กว่าโรงเรียนที่อยู่ห่างไกลหรือทุรกันดาร ซึ่งเป็นความหวังสุดท้ายให้คนจะมีการศึกษาได้ในพื้นที่เหล่านั้น เพราะฉะนั้น ต้องมีการใส่ทรัพยากรเข้าไปเพิ่มเติมให้สามารถจัดการศึกษาอย่างเสมอภาคได้</p>



<p>ส่วนเรื่องคูปองเปิดโลก ผมว่าน่าจะเป็นนโยบายที่เจาะไปที่กลุ่ม NEET (Not in Education, Employment, and Training) ซึ่งประเทศไทยมีประชากรกลุ่มนี้ในช่วงอายุ 15-24 ปี ประมาณ 15% ซึ่งจริงๆ มีศักยภาพที่จะขยับไปเป็นแรงงานฝีมือ (skilled labor) หรือสูงไปกว่านั้นได้ คูปองดังกล่าวจะช่วยพัฒนาทักษะที่เราเชื่อว่าตลาดแรงงานต้องการ&nbsp;</p>



<p>กสศ.อยากเห็นวงจรชีวิตของคนๆ หนึ่งว่า ตั้งแต่ช่วงปฐมวัยยาวไปจนถึงวัยแรงงานช่วงต้นจะมีความสามารถแข่งขันทัดเทียมในระดับโลกได้ คำถามคือเราจะสามารถพัฒนาคนให้ตอบโจทย์ได้ไหม เพราะถ้าประเทศอื่นทำได้แล้วเรายังล่าช้า นั่นหมายความว่าอนาคตของประเทศไทยในอีก 10-20 ปีข้างหน้า ประชากรจะยังคง ‘แก่ก่อนรวย’ อยู่</p>



<p>การลงงบประมาณอย่างที่คุณพริษฐ์อธิบายจะส่งผลให้ได้รับผลตอบแทนกลับคืนมาสูงมาก ผมไม่อยากให้มองว่าการให้งบทางการศึกษาเป็นการสงเคราะห์หรือเป็นอะไรที่สิ้นเปลือง แต่ให้มองว่าเป็นการลงทุน ถ้าการศึกษามีความเสมอภาคมากขึ้น ก็จะกลายเป็นผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่จะพาคนไทยออกจากกับดักรายได้ปานกลางหรือกับดักของความยากจนได้เร็วขึ้น</p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>การศึกษาไทยในระยะยาวผ่านสายตาของผู้กำหนดนโยบายและผู้ผลักดันการแก้ไขปัญหา</strong></h2>



<p><strong>พริษฐ์</strong>: มองภาพไปข้างหน้า 4 ปีเราต้องการลดความเหลื่อมล้ำและทำให้การศึกษามีความหลากหลายมากขึ้น ทำให้การศึกษาเป็นพื้นที่ที่เด็กได้พัฒนาศักยภาพของตนเองตามความถนัดหรือความชอบที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งจะเป็นการศึกษาที่มีความหลากหลายในหลายมิติ ได้แก่</p>



<p><em>มิติที่หนึ่ง</em>คือ ความหลากหลายของการศึกษา ความชอบ ความถนัดของเด็กแต่ละคนมากขึ้น อย่างการออกแบบหลักสูตรการศึกษาใหม่ โดยพรรคมองไปถึงเป้าหมายของการพัฒนาสมรรถนะที่เท่าทันโลกอนาคต ลดวิชาบังคับและเพิ่มวิชาเลือก ทำให้เด็กแต่ละคนมีศักยภาพในการเรียนรู้มากขึ้น</p>



<p><em>อย่างที่สอง</em>คือ ความหลากหลายในแต่ละโรงเรียน นอกจากอำนาจในการตัดสินใจทางการเงินแล้ว เราอยากกระจายอำนาจการศึกษาให้โรงเรียนมีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการคัดเลือกบุคลากรหรือการออกแบบหลักสูตร อาจต้องวางมีแกนกลางบางอย่างกำหนดเป้าหมายภาพรวมว่าหลักสูตรมุ่งสู่เป้าหมายอะไร แต่ท้ายสุด เราอยากให้โรงเรียนมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะออกแบบหลักสูตรที่เหมาะสมกับบริบทของนักเรียนในโรงเรียน</p>



<p><em>อย่างที่สาม&nbsp;</em>ความหลากหลายของรูปแบบการเรียนการสอน เพราะการศึกษาไม่ใช่แค่ชั่วโมงเรียนหรือระบบโรงเรียนเท่านั้น สิ่งหนึ่งที่พรรคก้าวไกลเสนอเป็นนโยบายคือ การตั้งศูนย์อำนวยความสะดวกของการศึกษาทางเลือกที่ไม่ใช่ระบบโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็น Home School ศูนย์การเรียน การศึกษานอกระบบ (กศน.) เพื่อให้เป็นที่อำนวยความสะดวกแก่การศึกษาในรูปแบบเหล่านี้ ไม่ว่าจะลงทะเบียน ประเมิน รับประกันการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการของนักเรียนในระบบเหล่านี้ การเชื่อมโยงกับอุดมศึกษา ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยเพิ่มความหลากหลายได้เช่นกัน</p>



<p><em>อย่างสุดท้าย</em>คือ ความหลากหลายของวัตถุประสงค์การเรียนรู้ ท้ายสุดแล้วการศึกษาหรือการเรียนรู้ไม่ควรจำกัดอยู่แค่การศึกษาเพื่อวุฒิการศึกษาอย่างเดียว แต่ต้องส่งเสริมให้มีการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วย ถึงแม้บุคลากรรุ่นใหม่จะผ่านระบบการศึกษาที่ดีที่สุด แต่ความรู้ที่เราได้รับจากระบบในวัยเรียน อีก 5 ปี 10 ปีอาจจะตกยุคตกสมัยไปแล้ว เพราะโลกเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพราะฉะนั้นต้องมีการพัฒนาทักษะใหม่ๆ อยู่ตลอด พรรคก้าวไกลจึงให้การส่งเสริมเรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วยเช่นกัน เรามีนโยบายในการสร้างแพลตฟอร์ม&nbsp;3 in 1 สำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิตคล้าย Netflix, Linkedin และ JobsDB ในแพลตฟอร์มเดียว ส่วน Netflix เป็นการรวบรวมเนื้อหาการเรียนการสอน คอร์สทักษะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอ แบบฝึกหัดให้กับผู้ใช้งาน ส่วน Linkedin เป็นระบบที่บันทึกว่าเรียนอะไรมาบ้างแล้ว ผ่านแบบฝึกหัดอะไรมา ได้คะแนนเท่าไร ส่วน JobsDB จะช่วยในการจับคู่กับผู้ประกอบการที่ต้องการบุคลากรที่มีทักษะเหล่านั้น</p>



<p>ท้ายที่สุด ระบบการศึกษาต้องเป็นการศึกษาที่เติมไฟในการเรียนรู้ แต่ในปัจจุบันเรายังอยู่ในระบบการศึกษาที่ดับไฟแห่งการเรียนรู้ เพราะการศึกษายังกำหนดชั่วโมงเรียนภาคบังคับเยอะ ภาระเยอะ การบ้านก็เยอะ สิทธิในการเลือกเรียนวิชาที่ต้องการก็ไม่ได้มีอิสระมากนัก ทำให้ผู้ที่ผ่านระบบการศึกษามารู้สึกว่า พอแล้วกับการศึกษา พอแล้วกับการเรียนรู้ สิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่ต้องแก้ไขเพื่อเติมไฟให้คนยังมีความต้องการการเรียนรู้อยู่</p>



<p><strong>ไกรยส</strong>: ตอนนี้ทุกประเทศทั่วโลกอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งถูกทำให้เสียระบบ (Disrupt) ด้วยเหตุผลหลายอย่าง ขณะที่งานด้านการศึกษาเป็นงานที่ต้องอาศัยการมองและการคาดการณ์ไปในอนาคตสองสามขั้นข้างหน้า หากเราตั้งเป้าจะพัฒนาให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีความสามารถด้านการแข่งขัน เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และจะให้คนไทยจะเป็นหัวใจสำคัญในการพาประเทศออกจากกับดักความยากจนและกับดักรายได้ปานกลาง เราต้องมองว่ามีทักษะอะไรบ้างที่เราต้องการ ซึ่งทุกวันนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ Hard Skills เท่านั้น แต่ยังมีทักษะอื่นๆ ที่ทวีความสำคัญขึ้น เช่น ทักษะทางอารมณ์และสังคม (Socio-Emotional Skill), ทักษะพื้นฐานการทำงานในโลกยุคใหม่ (Foundational Skill), ทักษะทางดิจิทัล (Digital Skill) ทั้งหลาย คำถามคือ สิ่งเหล่านี้จะเข้าไปอยู่ในหลักสูตรอย่างไร</p>



<p>ระบบการศึกษาเป็นระบบที่มีขนาดใหญ่ โจทย์คือเราจะบริหารการเปลี่ยนแปลงอย่างไรให้ได้รับความร่วมมือและแนวร่วม ส่วนตัวผมมองว่าอยู่ที่คน คือจะทำอย่างไรให้คนในกระทรวงต่างๆ เข้าใจทิศทางดังกล่าว เพราะหลายอย่างต้องมีการ Reskill หรือ Upskill ในหน่วยงานด้วยเพื่อที่จะมาสานต่อนโยบายที่ใช้ระยะเวลาในการดำเนินการมากกว่า 4 ปีหรือ 8 ปีด้วยซ้ำไป นี่เป็นเกมระยะยาวที่ผู้ที่อยู่ในคณะกรรมการบริหารต้องคิดตั้งแต่ต้นว่า เราจะบริหารในช่วงเปลี่ยนผ่านอย่างไร การมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนจะทำให้เราไปสู่ความสำเร็จ และถ้าเรามีหลักคิดร่วมกันก็จะนำไปสู่ความยั่งยืนได้</p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ปัญหาเก่าและโจทย์ใหม่ ความท้าทายที่รัฐบาลก้าวไกลพร้อมรับมือ</strong></h2>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>รัฐบาลควรจะมีวิธีการทำงานอย่างไรที่จะสามารถแก้ไขปัญหาเก่าและรับมือกับโจทย์ใหม่ที่กำลังจะเข้ามา</strong></h3>



<p><strong>พริษฐ์</strong>:&nbsp;<em>ประเด็นที่หนึ่ง</em>&nbsp;อนาคตของการศึกษาอยู่บนพื้นฐานการศึกษาอนาคต การศึกษาจะเป็นไปในทิศทางใดนั้นขึ้นอยู่กับเราศึกษาว่าแนวโน้มของโลกในอนาคตจะเป็นอย่างไร และขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการให้บุคลากรในประเทศเรามีทักษะอะไรที่จะสามารถปรับตัวสู่โลกอนาคตได้ พอเราแปรส่วนนั้นมากำหนดเป็นรูปแบบของการทำงาน สิ่งที่ก้าวไกลพยายามจะทำจึงไม่ใช่แค่ออกแบบใหม่แล้วจบเลย แต่ต้องคำนึงให้ระบบมีความยืดหยุ่นเพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคตด้วย สมมติว่าผ่านไปอีก 4 ปีข้างหน้า ถ้าก้าวไกลไม่ใช่รัฐบาลแล้ว เราต้องทำให้ระบบสามารถรับรู้ถึงสัญญาณการปลี่ยนแปลงต่างๆ และปรับรูปแบบให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นได้</p>



<p><em>ประเด็นที่สอง</em>&nbsp;เราเข้าใจดีว่าหากจะขับเคลื่อนให้สำเร็จ การทำงานร่วมกับระบบราชการเป็นสิ่งสำคัญ สิ่งนี้จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ก้าวไกลประกาศนโยบาย 300 ข้อในการหาเสียง แทนที่จะเลือกเฉพาะข้อสำคัญ เรามองว่าการสื่อสารกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมาตั้งแต่แรกเป็นการสื่อสารกับระบบราชการด้วย ประชาชนที่เลือกก้าวไกลมาอาจจะไม่ได้เห็นด้วยกับทั้ง 300 นโยบาย แต่ท้ายสุดแล้ว คะแนนเสียงที่ได้มาเป็นสิ่งที่บอกว่านี่คือภาพอนาคตที่ประชาชนอยากเห็น และเราสามารถเริ่มได้ตั้งแต่วันแรกที่เข้าไปทำงาน เราชัดเจนกับระบบราชการว่าต้องการจะเข้าไปขับเคลื่อนอะไร</p>



<p><strong>ไกรยส</strong>: ผมอยากสนับสนุนแนวคิดวัฒนธรรมการใช้ข้อมูล การใช้ผลลัพธ์เชิงประจักษ์ในการออกแบบนโยบายและมีการประเมินผลต่อเนื่อง เป็นหัวใจสำคัญในการทำงานของ กสศ. ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาวิจัยเรื่องในโรงเรียน ในชั้นเรียน เราให้นักวิจัยหลายคนเข้ามาทำงานวิจัยเชิงระบบ ในอนาคตถ้าอยากให้ระบบการศึกษามีความยืดหยุ่น เราต้องมีกลไกพัฒนาองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง และกลไกบริหารจัดการข้อมูลที่ทำให้ผู้กำหนดนโยบายเห็นแดชบอร์ด (Dashboard) ทำให้เห็นว่าทรัพยากรที่ใส่ไปในแต่ละปีการศึกษามีอะไร พอนำข้อมูลมาคุยกัน ก็สามารถจะดึงเอาข้อเท็จจริงมาสู่การกำหนดหรือการตัดสินใจเชิงนโยบายได้ และนำสิ่งนี้ลงมาสู่พื้นที่ เพื่อพัฒนาให้คนที่อยู่ในระบบการศึกษามีทักษะที่หลากหลายและนำไปสู่ความยั่งยืน</p>



<p>การทำให้การปฏิรูปในระบบการศึกษายั่งยืนได้นั้นอยู่ที่คน และการรักษาให้คนเหล่านี้อยู่ในระบบการศึกษาได้คือกลไกของข้อมูล หลายครั้งต่างคนต่างมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน แต่ถ้าความคิดเห็นที่แตกต่างกันนั้นสามารถมาอยู่ในจุดที่ลงตัวกันได้ด้วยข้อมูลที่ทุกคนเชื่อมั่นว่าเป็นทิศทางที่ถูกต้อง ข้อขัดแย้งก็อาจจะคลี่คลายไปสู่ทิศทางที่ดีได้</p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>สร้างระบบ All for Education เพื่อนำไปสู่ Education for All</strong></h2>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>มีความคาดหวังอย่างไรกับผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งในกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งในฐานะหน่วยงานที่ต้องร่วมงานด้วยและในฐานะผู้กำหนดนโยบาย และอยากฝากอะไรถึงรัฐบาลใหม่เพื่อให้การศึกษาเป็นการศึกษาเพื่อทุกคน</strong></h3>



<p><strong>ไกรยส</strong>: สิ่งแรกที่ผมอยากเห็นคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการอยู่นานเกิน 10 เดือน รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการถูกเปลี่ยนบ่อยมาก เป็นหนึ่งในกระทรวงที่เปลี่ยนบ่อยที่สุด ในขณะที่ความเสถียรภาพของนโยบายด้านการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ เพราะฉะนั้น สิ่งที่สำคัญคือจะทำอย่างไรให้ดำรงตำแหน่งได้เกิน 10 เดือน</p>



<p>อีกเรื่องคือคาดหวังว่าผู้ที่อยู่ในระบบราชการจะมีความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจ ลำดับความสำคัญไปที่ตัวนักเรียน ตัวครู เป็นจุดตั้งต้น แก้ไขปัญหาต่างๆ ที่อยู่ในระบบการบริหารงานราชการ ถ้าตอบโจทย์เด็ก ครู โรงเรียน ครอบครัวได้ ประเทศก็จะปฏิรูปการศึกษาอย่างก้าวหน้าได้</p>



<p><strong>พริษฐ์</strong>: ภาพรวมของสิ่งที่รัฐบาลก้าวไกลพยายามทำคือ การเอาวาระเป็นตัวตั้ง ที่ผ่านมามีการพยายามที่จะร่าง Memorandum Of Understanding (MOU) ขึ้นมา เพื่อที่อย่างน้อยจะมีวาระขั้นพื้นฐานที่พรรคร่วมรัฐบาลเห็นเป็นพื้นฐานร่วมกัน เอาวาระเป็นตัวตั้งและชี้วัดความสำเร็จของรัฐบาลชุดใหม่ หากใช้วาระเป็นตัวตั้ง สิ่งนี้จะไปทลายกำแพง 2 อย่างคือ&nbsp;<em>หนึ่ง</em>&nbsp;วาระจะไปทลายกำแพงระหว่างกระทรวง เช่น เรารู้ว่าวาระการศึกษาไม่ได้ถูกขับเคลื่อนแค่กระทรวงศึกษาอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงหลายกระทรวง การทำงานต้องไม่เป็นไปในลักษณะของกระทรวงใคร กระทรวงมัน ต้องมีการเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานมากขึ้น</p>



<p><em>อย่างที่สอง</em>คือ ทลายตำแหน่ง ผมไม่สามารถยืนยันได้ว่ารัฐมนตรีจะเข้ามาดำรงตำแหน่งได้นานเท่าไร แต่เมื่อเราเอาวาระเป็นตัวตั้ง หากมีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรี ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐมนตรีก็จะถูกกำหนดไว้ด้วยวาระ</p>



<p><strong>ไกรยส</strong>: ถ้า กสศ.ได้รับการสนับสนุนตามพันธกิจที่ถูกตั้งขึ้นมาว่า เป็นหน่วยงานอิสระที่สามารถให้คำแนะนำรัฐบาลในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เรามีข้อเสนอต่อรัฐบาลว่าจะต้องมีการลงทรัพยากรเท่าไหร่ในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้จบ มีผลต่อคนกี่คน กลุ่มเป้าหมายไหน ด้วยวิธีอย่างไร โดยที่งบประมาณไม่จำเป็นต้องมาที่ กสศ. โดยตรง เราแค่ชี้เป้าและให้วิธีการ นี่น่าจะเป็นการสนับสนุนสำคัญที่ทำให้เราสามารถทำหน้าที่ในฐานะตัวกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบ รวมถึงช่วยสนับสนุนการทำงานอย่างอิสระ รายงานกับนายกรัฐมนตรีที่สามารถทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานได้</p>



<p>การศึกษาสำหรับคนทุกคนคืออนาคตของประเทศไทย เรามียังมีโอกาสก่อนที่เราจะมีคนเกิดน้อยกว่าคนที่ต้องดูแล เด็กคนหนึ่งมีศักยภาพแตกต่างหลากหลายและไปได้สุดทาง นั่นคือความเสมอภาคที่ผลลัพธ์ ถ้าเรารู้ได้ว่าผลที่หลากหลายเหล่านั้นจะทำให้เสมอภาคได้อย่างไร แล้วมาจัดสรรเรื่องระบบงบประมาณ นโยบายต่างๆ การทำงานที่ทุกภาคส่วนสามารถทำงานร่วมกัน นั่นจะเป็นหัวใจของการบริหารความยั่งยืนจากการเปลี่ยนแปลงนี้</p>



<p><strong>พริษฐ์</strong>: การยกระดับการศึกษาเพื่อทุกคนเป็นวาระสำคัญ หลายปัญหาในประเทศนี้จะแก้ไขไม่ได้หากเราไม่แก้ไขปัญหาด้านการศึกษา ถ้าเราอยากยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เราก็ต้องทำให้บุคลากรของประเทศเรามีศักยภาพที่ตอบโจทย์อนาคต ถ้าเราอยากจะลดความเหลื่อมล้ำในสังคม สร้างสังคมที่เป็นธรรม เราไม่สามารถมีสังคมที่เป็นธรรมได้ ถ้าเด็กสองคนเกิดที่ในประเทศนี้เข้าถึงระบบการศึกษาที่มีคุณภาพแตกต่างกัน ถ้าเราอยากมีประชาธิปไตยที่มั่นคง ไม่ใช่แค่ในเชิงระบบ แต่ในเชิงค่านิยม เราก็ต้องส่งเสริมค่านิยมเหล่านั้นในทุกห้องเรียน ทุกโรงเรียนของประเทศนี้&nbsp;</p>



<p>พรรคก้าวไกลไม่เพียงแต่จะยกระดับการศึกษาเพื่อทุกคนอย่างเดียว แต่เราต้องการจะเป็นรัฐบาลของคนทุกคน เพื่อคนทุกช่วงวัย ทุกภูมิภาค ทุกอาชีพ และเป็นรัฐบาลให้กับทั้งคนที่เห็นด้วยและเห็นต่างกับเรา</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/policy-forum-education-for-all/">‘การศึกษาเพื่อทุกคน’ ว่าที่รัฐบาลใหม่ตีโจทย์อย่างไร?</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>101 Policy Forum #18 ฟื้นฟูการศึกษา พาเด็กไทยออกจากวิกฤตการเรียนรู้</title>
		<link>https://www.eef.or.th/101-policy-forum-18-%e0%b8%9f%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9f%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2-%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 06 Sep 2022 07:41:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[วิเชียร ไชยบัง]]></category>
		<category><![CDATA[พริษฐ์ วัชรสินธุ]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Loss]]></category>
		<category><![CDATA[error childhood]]></category>
		<category><![CDATA[กรรณิการ์ กิจติเวชกุล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=63031</guid>

					<description><![CDATA[<p>101 Policy Forum เปิดเวทีถกเถียงเรื่องนโยบายสาธารณะที่ม [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/101-policy-forum-18-%e0%b8%9f%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9f%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2-%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87/">101 Policy Forum #18 ฟื้นฟูการศึกษา พาเด็กไทยออกจากวิกฤตการเรียนรู้</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<figure class="wp-block-embed aligncenter is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="101 Policy Forum #18 ฟื้นฟูการศึกษา พาเด็กไทยออกจากวิกฤตการเรียนรู้" width="750" height="422" src="https://www.youtube.com/embed/s3C9Ly3yHXk?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p>101 Policy Forum เปิดเวทีถกเถียงเรื่องนโยบายสาธารณะที่มีความหมายกับชีวิตของผู้คนและสังคม</p>



<p>เพราะเราเชื่อว่า นโยบายสาธารณะเป็นเรื่องของพลเมืองทุกคน และนโยบายที่ดีมาจากการแลกเปลี่ยนถกเถียงอย่างมีคุณภาพ ผ่านการมีส่วนร่วมของสังคม ไม่ใช่เฉพาะช่วงเลือกตั้ง และไม่ใช่แค่ในสภา</p>



<p>สำหรับเดือนนี้ ถก-คิด-ถาม-ตอบกันเรื่อง ‘การฟื้นฟูการศึกษาจากวิกฤตการเรียนรู้’</p>



<p>พบกับ</p>



<p>พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้จัดการการสื่อสารและการรณรงค์นโยบาย พรรคก้าวไกล</p>



<p>ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</p>



<p>วิเชียร ไชยบัง ผู้อำนวยการโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา</p>



<p>ดำเนินรายการโดย กรรณิการ์ กิจติเวชกุล</p>



<p>ตีโจทย์การศึกษาไทยหลังโควิด-19 อะไรคือบาดแผลสำคัญ | นโยบายแบบไหนจะนำพาเด็กไทยออกจากวิกฤตการเรียนรู้ |<br>ข้อเสนอการแก้ปัญหาภาวะการเรียนรู้ถดถอยของเด็กปฐมวัย | ฯลฯ</p>



<p>ถก-คิด-ถาม-ตอบ พร้อมกัน วันจันทร์ที่ 12 กันยายน 2565 เวลา 14.00-16.30 น. ทาง The101.world</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-085384"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/20220919-PolicyForum-Poster-edit1-1200x1200-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/101-policy-forum-18-%e0%b8%9f%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9f%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2-%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87/">101 Policy Forum #18 ฟื้นฟูการศึกษา พาเด็กไทยออกจากวิกฤตการเรียนรู้</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“Free School-in-a-Box” นวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-free-school-in-a-box-251121/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 25 Nov 2021 07:41:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[พริษฐ์ วัชรสินธุ]]></category>
		<category><![CDATA[StartDee]]></category>
		<category><![CDATA[Free School-in-a-Box]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เอ็ดดูเคชั่น เทคโนโลยี จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[Alternative Education]]></category>
		<category><![CDATA[ปารมี ทองเจริญ]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=48340</guid>

					<description><![CDATA[<p>สาเหตุที่ทำให้เด็กยากจนหลุดออกจากระะบบการศึกษา&#160; นอ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-free-school-in-a-box-251121/">“Free School-in-a-Box” นวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สาเหตุที่ทำให้เด็กยากจนหลุดออกจากระะบบการศึกษา&nbsp; นอกจากความยากจนทำให้เด็กๆต้องออกจากโรงเรียนมาทำงานเป็นเสาหลักของบ้านแล้ว ยังพบว่ามีปัจจัยจากการไม่มีอุปกรณ์การเรียนออนไลน์&nbsp; จนทำให้หลุดออกจากระบบในที่สุดเช่นกัน&nbsp; นี่คือช่องว่างความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในวิกฤตโควิด-19&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>5 หน่วยงาน ประกอบด้วย กสศ. StartDee บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด และบริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ริเริ่มโครงการ “Free School-in-a-Box” โรงเรียนหลังที่สอง เปิดกว้างให้เด็กที่หลุดออกจากการเรียนรู้และระบบการศึกษาจากวิกฤตโควิด-19 ได้กลับมาเรียนต่อ ด้วยแนวทางที่ยืดหยุ่นและเหมาะสมกับความจำเป็นรายบุคคล โดยเริ่มต้นที่ 6,500 คน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f82a7b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/11-Free-School-in-a-Box-13.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>พริษฐ์ วัชรสินธุ ซีอีโอ บริษัท เอ็ดดูเคชั่น เทคโนโลยี จำกัด ที่พัฒนาแอปพลิเคชัน StartDee&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong></p>



<p><strong>“</strong>Free School-in-a-Box  เกิดจากความคิดในการสร้างโรงเรียนหลังที่สอง ที่มีความยืดหยุ่น  รองรับนักเรียนที่หลุดจากระบบการศึกษา เพื่อให้กลับเข้าสู่ระบบได้อย่างไร้รอยต่อ StartDee ในฐานะที่มีซอฟต์แวร์และสื่อการสอนสำหรับทุกวิชาหลักในระดับชั้น ป.4 &#8211; ม.6 ได้ร่วมกับ กสศ. ที่มีข้อมูลเด็กกลุ่มเสี่ยงหลุดจากระบบและเด็กนอกระบบการศึกษาทั่วประเทศ และบริษัทเอกชนที่เป็นพันธมิตร ” </p>



<p>“กล่องนี้จะเป็นแบบจำลองโรงเรียนที่เด็กๆ จะเข้าถึงได้ โดยภายในประกอบด้วย 3 สิ่งที่สำคัญ อย่างแรกคือ มือถือจากซัมซุง มือถือและแท็บเล็ตมือสองที่ประชาชนร่วมบริจาคเข้ามา สองคือ ซิมอินเทอร์เน็ตฟรีจากทรู และสามคือโค้ดฟรีเพื่อเข้าถึงทุกคลังความรู้ทั้งหมดในแอปพลิเคชั่น StartDee ได้ครบถ้วน หลังจากส่งกล่องไปถึงมือเด็ก ๆ แล้ว กสศ.ร่วมกับ StartDee พร้อมระดมครูอาสาสมัครที่จะคอยช่วยสนับสนุน จัดคู่มือการเรียน ให้คำแนะนำน้องๆ วางแผนการเรียน การสอบ เพื่อให้ผ่านพ้นอุปสรรคและเรียนให้สำเร็จไปในแต่ละขั้นได้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f6a94f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/EEF_interview_kparis_photo01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“หลายประเทศที่มีการปฏิรูปการศึกษาในช่วงโควิดแล้วพบว่าความเปลี่ยนแปลงได้นำไปสู่ทิศทางทางการศึกษาใหม่ๆ ที่ควรคงไว้หลังจากช่วงโควิด เช่น การลงทุนด้านสิทธิ์ในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตหรือโลกออนไลน์อันเป็นแหล่งความรู้มหาศาลสำหรับทุกคน การตัดเนื้อหาหลักสูตรที่ไม่จำเป็นออก หรือการปรับการสอนออนไลน์ให้มีมาตรฐานผ่านการพัฒนาทักษะครูและความหลากหลายของการผลิตสื่อการสอน รวมถึงการแบ่งบทบาทให้ครูรับผิดชอบในส่วนที่เทคโนโลยีทำไม่ได้ เช่น การออกแบบกระบวนการเรียนรู้ เป็นที่ปรึกษาให้นักเรียน พัฒนาสมรรถนะ ดูแลจิตใจ อะไรที่ถูกปรับและได้ผลสำเร็จในช่วงโควิดเราควรเก็บไว้ เพื่อพัฒนาการศึกษาในอนาคตต่อไป”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6adee2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/17-PISA-For-Schools-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</strong></strong></p>



<p><strong>“</strong>ปัญหาการหลุดออกจากระบบการศึกษาของเด็กและภาวะถดถอยทางการเรียนรู้มีมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ธนาคารโลกประเมินว่า จะมีระดับความเสียหายสูงที่สุดประเทศหนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กสศ.พยายามระดมความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนการสอนที่มีความยืดหยุ่น เพื่อให้เยาวชนมีโอกาสทางการศึกษาและการประกอบอาชีพควบคู่กันไป รวมทั้งร่วมกันทดลองต้นแบบระบบการศึกษาทางเลือกใหม่ (Alternative Education) โดยโครงการ “Free School-in-a-Box” เป็นหนึ่งในความพยายามค้นหาวิธีการเอาชนะอุปสรรคในการจัดการเรียนรู้ภายใต้สถานการณ์ Covid-19  ทำให้เห็นว่าทุกภาคส่วนสามารถระดมทรัพยากรกำลังเพื่อช่วย  “บรรเทาผลกระทบ” และ “เสริมแรง” ครูและผู้ปกครองในการดูแลเด็กเยาวชนในช่วงเวลาสำคัญนี้”</p>



<p>“ครู ผู้ปกครอง สถานศึกษา และภาคส่วนต่าง ๆ พยายามจะช่วยสนับสนุนเด็กเยาวชนทุกคนผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปด้วยกัน มีนวัตกรรมที่น่าสนใจเกิดขึ้นมากมายที่จะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปการศึกษาและการจัดการเรียนการสอนในอนาคต และการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่เสมอภาค รวมถึงการมีแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพและไม่จำกัดเพียงแค่ในรั้วโรงเรียน จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้การศึกษาไปถึงเด็กทุกคน ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้”</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4a20ed"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/11-Free-School-in-a-Box-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong><strong>ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านนวัตกรรมและความยั่งยืน บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)</strong></strong></p>



<p>“จากข้อมูลพบว่าเด็กยากจนพิเศษ 80% เข้าไม่ถึงการศึกษาออนไลน์เพราะเรื่องอุปกรณ์สัญญาณ เป็นเรื่องน่าเสียดายที่เด็กซึ่งมีความสามารถแต่ขาดโอกาส ทางกลุ่มบริษัททรู โดยมูลนิธิสานอนาคตทางการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี (CONNEXT ED FOUNDATION) ได้มีส่วนร่วมยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้พัฒนาอย่างยั่งยืนผ่าน 5 ยุทธศาสตร์หลัก เช่น การระดมทุนเพื่อการศึกษา พัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน ที่เน้นเด็กเป็นศูนย์กลาง ตลอดจนเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ทางบริษัททรูมีความยินดี ที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการนำซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือมาให้น้องๆ6,500 ซิม ทำให้สามารถเข้าไปเรียนในแอปพลิเคชันของสตาร์ทดี ตลอดจน แอปพลิเคชันพื้นฐาน เช่น ไลน์ เฟซบุ๊ก ยูทูบ เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมในการเรียนรู้ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายสำหรับการใช้ดาต้า  รวมทั้งยังช่วยเติมเต็มด้วยระบบ VLEARN ที่จะเป็นเครื่องมือสำหรับให้คุณครูเข้ามาสอนสดกับนักเรียนอีกด้วย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-40e1f4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/11-Free-School-in-a-Box-08.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“สถานการณ์ขณะนี้ยังเป็นเพียงแค่เวฟแรกที่กำลังจะมีเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง ตรงนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่พวกเรามุ่งมั่นมาช่วยกันเติมเต็มแก้ปัญหา ซึ่งความยากจนพิเศษเป็นของชั่วคราว พวกเขาจะหลุดพ้นได้หากมีความรู้ และความรู้มีวันหมดอายุ ต้องหาความรู้ใหม่เพิ่มเติม”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6dfc0a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/นางสาวปารมี-ทองเจริญ-ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดองค์กร-บริษัท-ไทยซัมซุง-อิเลคโทรนิคส์-จำก.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong><strong>น.ส.ปารมี ทองเจริญ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดองค์กร บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด</strong></strong></p>



<p>“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ซัมซุงได้มุ่งเน้นในการพัฒนาสังคมผ่านโครงการด้านการศึกษามาโดยตลอด เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้เยาวชนไทยได้ใช้ศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ในการเปลี่ยนแปลงสังคมในเชิงบวกและสร้างโลกที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน ตามวิสัยทัศน์ด้านความรับผิดชอบทางสังคม &#8220;Together for Tomorrow! Enabling People&#8221; และจากสถานการณ์ปัจจุบันที่นักเรียนต้องปรับตัวเข้าสู่การเรียนออนไลน์ จำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นี้ ซัมซุงในฐานะผู้นำนวัตกรรมระดับโลกจึงขอเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนภาคการศึกษาไทยโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ด้วยการบริจาคสมาร์ทโฟนจำนวน 500 เครื่อง ซึ่งเป็นสินค้าที่เคยถูกนำมาใช้ในกิจกรรมทางการตลาดแต่ยังคงมีสภาพดี ผ่านโครงการ “Free School-in-a-Box”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6071d1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/11-Free-School-in-a-Box-21.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ซัมซุงเชื่อว่านวัตกรรมมีส่วนช่วยในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับคนในสังคมได้ทุกมิติ​ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการศึกษา ซึ่งการมีอุปกรณ์ที่ดีจะช่วยต่อยอดพร้อมขยายขอบเขตการเรียนรู้ของเยาวชนให้กว้างไกลยิ่งขึ้น ด้วยสมาร์ทโฟนที่มีประสิทธิภาพนี้จะทำให้นักเรียนสามารถเข้าถึงการเรียนออนไลน์ได้อย่างสะดวกขึ้น ไร้อุปสรรคทางด้านเทคนิค ไม่ว่าจะเป็นการเข้าเรียนผ่านโปรแกรมหรือแอปพลิเคชันต่างๆ การถ่ายภาพเพื่อส่งการบ้านได้อย่างคมชัด หรือการค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมก็สามารถทำได้อย่างง่ายดายขึ้น พร้อมผลักดันให้เด็กๆ สามารถเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพโดยไม่ต้องกังวลถึงปัญหาด้านเทคโนโลยี”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-727039"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/11-Free-School-in-a-Box-19.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong><strong>คุณวราวุธ นาถประดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)</strong></strong></p>



<p><strong>“</strong>ที่ผ่านมาทางเคอรี่ได้จัดส่งอุปกรณ์การศึกษาให้กับนักศึกษามหาวิทยาลัย เด็กมัธยม ในช่วงที่ต้องจัดการเรียนการสอนที่บ้านอย่างต่อเนื่อง เมื่อได้รับโจทย์ที่จะต้องจัดส่ง “Free School-in-a-Box” จึงตอบรับโดยไม่ลังเล เพื่อขอรับไม้ต่อเป็นไม้สุดท้ายในการนำเครื่องมืออุปกรณ์ที่ดีไปส่งถึงมือน้องๆ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ชายขอบห่างไกล พื้นที่เกาะ หรือบนดอย ก็จะไปส่งให้ถึงปลายทางให้กับน้อง ๆ ทุกคน ด้วยการจัดส่งให้เร็วที่สุด ผ่านเครือข่ายที่เข้มแข็งทั่วประเทศ”&nbsp;&nbsp;</p>



<p>&#8220;เราเชื่อเรื่องความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่มีความพร้อม ซึ่งเคอรี่เองมีเครือข่ายอยู่ทั่วประเทศและมีความพร้อมในเรื่องจัดส่ง ทำให้ส่งอุปกรณ์ไปถึงมือน้องทุกคนได้อย่างรวดเร็ว และถ้าทุกหน่วยงานใช้ความพร้อมและความเข้มแข็งในโครงการที่ดีเช่นนี้ เราก็จะร่วมขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าได้ รวมทั้งหากต่อไปมีโครงการอื่นอีก ทางเคอรี่ก็พร้อมที่จะสนับสนุนและจะช่วยส่งต่อไม้สุดท้ายเพื่อทำให้น้อง ๆ เกิดการเรียนรู้&#8221;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d01d90"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/11-Free-School-in-a-Box-07.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>สำหรับ “Free School-in-a-Box” ประกอบไปด้วย</strong></p>



<ol><li>แพ็คเกจการเรียนของ StartDee ตลอดปีการศึกษา มีเนื้อหาการเรียนการสอนครอบคลุมทุกบทเรียนในทุกวิชาหลัก ตั้งแต่ ป.4 ถึง ม.6 ด้วยคลิปวิดีโอบทเรียนกว่า 10,000 คลิป และการันตีคุณภาพด้วยยอดนักเรียนดาวน์โหลดเรียนกว่า 1,000,000 คนในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา&nbsp;</li><li>ซิมการ์ดจากทรูเพื่อให้น้องๆเรียนออนไลน์และท่องโลกการเรียนรู้โดยไม่เสียค่าอินเทอร์เน็ตจำนวน 6,500 ซิม และสิทธิพิเศษกดรับสิทธิในการใช้งานแอปพลิเคชัน StartDee โดยไม่มีค่าบริการอินเทอร์เน็ต 12เดือน ด้วยความเร็วต่อเนื่อง 4Mbps. สิทธิพิเศษสำหรับซิมเรียนที่บ้านเท่านั้น รับสิทธิ์กด *900*1311# โทรออก</li><li>มือถือสมาร์ทโฟน กรณีที่น้อง ๆ ไม่มีอุปกรณ์และบริการจัดส่งถึงมือน้อง ๆ ทั่วประเทศ โดย Kerry Express</li><li>ทีมครูอาสา พูดคุย ให้คำปรึกษา และแนะนำเรื่องการเรียน เพื่อช่วยให้น้อง ๆ ทุกคนสามารถกลับเข้าสู่ระบบการเรียนรู้ที่เปิดกว้างได้อย่างไร้รอยต่อ</li></ol>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-09032a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/11-Free-School-in-a-Box-11.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ผู้สนใจสามารถร่วมบริจาคมือถือหรือแท็บเล็ตร่วมโครงการได้ที่</strong><br>“โครงการ StartDee Free School”<br>บริษัท เอ็ดดูเคชั่น เทคโนโลยี จำกัด เลขที่ 926 โครงการบล็อก 28 อาคารซี ชั้น3 ซอย จุฬา 7 แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330<br>โทร. 0-2481-9981</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-free-school-in-a-box-251121/">“Free School-in-a-Box” นวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘โรคใหม่’ สร้าง ‘โลกแห่งการเรียนรู้ใหม่’ : อนาคตการศึกษาไทยยุคหลัง COVID-19</title>
		<link>https://www.eef.or.th/future-of-thai-education-after-covid19/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 02 Jul 2021 07:11:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[วิเชียร ไชยบัง]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[พริษฐ์ วัชรสินธุ]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร]]></category>
		<category><![CDATA[อธิษฐาน์ คงทรัพย์]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษะแห่งอนาคต]]></category>
		<category><![CDATA[จิรัฐิติ ขันติพะโล]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[สฤณี อาชวานันทกุล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=42476</guid>

					<description><![CDATA[<p>จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ&#160;Covid-19&#160;ทำให้ทั่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/future-of-thai-education-after-covid19/">‘โรคใหม่’ สร้าง ‘โลกแห่งการเรียนรู้ใหม่’ : อนาคตการศึกษาไทยยุคหลัง COVID-19</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ&nbsp;<a href="https://www.the101.world/tag/covid-19/">Covid-19</a>&nbsp;ทำให้ทั่วโลกต่างเฟ้นหามาตรการรับมือที่ดีที่สุด ก่อนมาลงเอยด้วยมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมหรือ Social Distancing จนนำไปสู่การปิดเมือง ปิดเศรษฐกิจ และ<a href="https://www.the101.world/covid19-school-closure/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ปิดสถาบันการศึกษา</a>ในเวลาต่อมา</p>



<p>นั่นกลายเป็นสาเหตุให้นักเรียนจำนวนกว่า 1.5 พันล้านคน หรือมากกว่า 90% ของนักเรียนทั้งหมดในโลกได้รับผลกระทบ ถูกปั่นป่วนกระบวนการเรียนรู้ และบางส่วนยังประสบปัญหาเรื่องการเข้าถึงเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทในโลกการศึกษาแบบปัจจุบันทันด่วน ชี้ให้เห็นถึงประเด็นด้านความเหลื่อมล้ำที่อาจรุนแรงสาหัสมากขึ้นเป็นทวีคูณ</p>



<p>การมาเยือนของวิกฤตโรคระบาดทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับระบบการศึกษาหลากหลายด้าน เป็นต้นว่า เราจะออกแบบการเรียนรู้ในยุคโควิด-19 ให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร ทักษะและหลักสูตรโลกการศึกษารูปแบบใหม่หลังจากนี้ควรมีหน้าตาแบบไหน เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทด้านการเรียนรู้หรือทำให้ความเหลื่อมล้ำย่ำแย่กว่าเดิม</p>



<p>และจริงหรือไม่ ที่เราสามารถเปลี่ยนวิกฤตครั้งนี้ให้กลายเป็นโอกาสด้านการศึกษาใหญ่ได้</p>



<p>101 ชวน <strong>วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร</strong> รองศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง National Graduate Institute for Policy Studies (GRIPS) และผู้เขียนหนังสือ “เศรษฐกิจสามสี – เศรษฐกิจแห่งอนาคต”, <strong>สฤณี อาชวานันทกุล</strong> กรรมการผู้จัดการ ด้านการพัฒนาความรู้ บริษัท ป่าสาละ จำกัด, <strong>ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค</strong> ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.), <strong>อธิษฐาน์ คงทรัพย์</strong> ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหัวหน้ากลุ่มก่อการครู, <strong>วิเชียร ไชยบัง</strong> ผู้อำนวยการและผู้ก่อตั้งโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา และ <strong>พริษฐ์ วัชรสินธุ</strong> ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง ‘StartDee’ สตาร์ทอัพใหม่ด้านการศึกษา มาร่วมตอบคำถามและระดมสมองออกแบบโลกการศึกษาในวันข้างหน้า ใน Public Forum <a href="https://www.the101.world/public-forum-thai-education-after-covid19/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">“โรคใหม่ – โลกใหม่ – การเรียนรู้ใหม่ : อนาคตการศึกษาไทยยุคหลัง COVID-19”</a></p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="101 Public forum :: &quot;โรคใหม่ - โลกใหม่ - การเรียนรู้ใหม่ : อนาคตการศึกษาไทยยุคหลัง COVID-19&quot;" width="750" height="422" src="https://www.youtube.com/embed/HZlr7lwJMU8?start=145&#038;feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<blockquote class="wp-block-quote"><p><strong>วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร</strong></p></blockquote>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-be1fbe"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/DSC08924-3.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h1 class="wp-block-heading" id="1--%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81---covid-19-"><strong>มองความท้าทายด้านเศรษฐกิจและการศึกษาจาก&nbsp;</strong><strong>COVID-19</strong></h1>



<p>เมื่อมองในภาพรวม อาจกล่าวได้ว่า ตอนนี้โลกกำลังเผชิญ 3 คำถามใหญ่ร่วมกัน คือ 1.โลกาภิวัตน์จะสิ้นสุดหรือไม่ 2.ระบอบทุนนิยมจะล่มสลายหรือไม่ 3.ความเหลื่อมล้ำจะมากขึ้นหรือไม่</p>



<p>ประเด็นแรกที่ว่าโลกาภิวัตน์จะสิ้นสุดหรือไม่เมื่อโควิด-19 ทำให้ทุกอย่างแทบจะหยุดชะงัก ผมคิดว่าอาจเป็นความกลัวที่มากเกินไปของนักคิดสายเสรีนิยมหรือผู้สนับสนุนโลกาภิวัตน์ พวกเขามองเห็นพัฒนาการของโลกเป็นเส้นตรงมากเกินไป หากเราดูพัฒนาการทางประวัติศาสตร์โลก จะพบว่าโลกาภิวัตน์มีทั้งช่วงที่เปิดและปิด เผชิญวิกฤต หรือถูกตั้งคำถาม ประวัติศาสตร์โลกไม่ได้เป็นเส้นตรง เพราะฉะนั้นพัฒนาการอาจเป็นไปได้หลายทาง</p>



<p>แต่หากเรามองแนวโน้มเรื่อง supply chain การแบ่งกันผลิต พึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศอื่นเข้ามาผลิตนั้นมีแนวโน้มที่จะลดลงทั่วโลก โดยเฉพาะจากจีน เพราะบริษัทใหญ่เริ่มรู้แล้วว่าการผลิตเช่นนี้มีความเสี่ยงเมื่อไวรัสระบาดในจีน บริษัทจึงไม่สามารถพึ่งพาการผลิตจากจีนได้ ดังนั้น supply chain ระดับโลกมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนหน่วยมาผลิตในระดับภูมิภาคมากขึ้น แต่อาจไม่ถึงขั้นกลับเป็นชาตินิยมหรือปิดประเทศเสียทีเดียว</p>



<p>ส่วนคำถามที่สองซึ่งคนกลัวมาก คือทุนนิยมจะล่มสลายหรือไม่ แต่หากเราดูรายละเอียดในแต่ละธุรกิจ จะพบว่าแต่ละธุรกิจได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ไม่เท่ากัน มีบางธุรกิจรายได้ติดลบ ยอดขายหายไป เช่น ธุรกิจท่องเที่ยว ยานยนต์ ปิโตรเคมี ธุรกิจธนาคาร แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีธุรกิจที่ทรงตัวได้ หรือได้รับผลประโยชน์จากสถานการณ์ตอนนี้ เช่น ธุรกิจอุปโภคบริโภค ธุรกิจยารักษาโรค ธุรกิจผลิตอุปกรณ์การแพทย์ ผลิตหน้ากากอนามัย ดังนั้น ทุนนิยมไม่ได้ล่มสลาย แต่มีผู้ได้ผู้เสียต่างกันออกไป</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ทิศทางที่เห็นได้ชัดคือ ธุรกิจอย่าง Tech firm จะเติบโตและขยายอิทธิพลข้ามพรมแดนไปในธุรกิจอื่น เพราะทั้งภาคธุรกิจ โรงเรียน มหาวิทยาลัย หน่วยงานรัฐ ต่างต้องหันมาพึ่งโลกออนไลน์มากขึ้น ธุรกิจค้าขายผ่าน e-commerce มากขึ้น การทำธุรกรรมออนไลน์ก็มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน เห็นได้ชัดว่าแม้แต่ Huawei ก็ยังทำกำไรเพิ่มขึ้นจากปีก่อนในไตรมาสแรกซึ่งเป็นช่วงที่ระบาดรุนแรงได้ และยังไม่นับว่า Tech firm เป็นบริษัท ‘Trillion Dollar Club’ ที่มีมูลค่าในตลาดเกินล้านล้านดอลลาร์แล้ว อย่าง Amazon, Google, Apple, Microsoft</p>



<p>การเติบโตและขยายอิทธิพลของ Tech firm จะส่งผลสะเทือนทั่วโลก เพราะการแข่งขันต้องพึ่งพาบริษัทเหล่านี้ นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อเรื่องความเป็นส่วนตัวและความมั่นคงระหว่างประเทศ ทิศทางในอนาคตอาจเกิดการควบรวมกิจการครั้งใหญ่ ส่งผลต่อตลาดแรงงานและตลาดการค้า</p>



<p>ประเด็นที่สาม เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงตั้งแต่เริ่มปิดเมือง และจะส่งผลกระทบในระยะยาว วิถีชีวิตของคนมีความแตกต่างเหลื่อมล้ำต่ำสูงอย่างมาก มีทั้งคนที่เข้าถึงและเข้าไม่ถึงหน้ากากอนามัย แต่ละพื้นที่เผชิญวิกฤตรุนแรงมากน้อยต่างกัน</p>



<p>ยิ่งมองเรื่องการศึกษา ความเหลื่อมล้ำก็จะยิ่งชัดเจน อย่างนักเรียนที่มีฐานะดีอาจเจอปัญหาเพียงแค่ว่าการเรียนออนไลน์นั้นไม่มีประสิทธิภาพ แต่อย่างเด็กนักเรียนฐานะยากจนจะเจอปัญหาที่ใหญ่กว่ามาก เมื่อพิจารณางานศึกษาการระบาดของไวรัสอีโบลาในทวีปแอฟริกา จะพบว่าการศึกษาที่เป็นปัจจัยให้การเลื่อนชนชั้นทางสังคม (social mobility) นั้นกลายเป็นปัจจัยลบ ทั้งๆ ที่ในสถานการณ์ปกติ การศึกษาเป็นปัจจัยที่ทำให้คนเลื่อนชนชั้นได้ เพราะการระบาดส่งผลให้ครอบครัวเด็กที่ยากจนนั้นไม่สามารถกลับเข้าโรงเรียนได้อย่างถาวร</p>



<p>โลกการศึกษาหลัง COVID-19 จึงต้องปรับโจทย์ใหม่ หากมองในมุมบทบาทของภาครัฐ รัฐจะต้องออกมาตรการเยียวยาระหว่างวิกฤตสำหรับนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากการที่ไม่สามารถเรียนออนไลน์ได้ รวมทั้งยังต้องคิดมาตรการรับมือในกรณีที่เด็กต้องออกจากโรงเรียนอย่างถาวร ซึ่งมาตรการเหล่านี้รัฐสามารถลงมือได้ทันที ไม่ต้องรอวิกฤตผ่านไปก่อน และหลังจากนี้ต้องวางทิศทางการศึกษาในอนาคตเพื่อตอบรับกับเศรษฐกิจ</p>



<p>นอกจากนี้ เราต้องแยกให้ออกว่า new normal ที่หลายคนกำลังพูดถึงเป็นความผิดปกติชั่วคราว หรือจะกลายเป็นลักษณะของโลกใหม่หลังโควิด-19 จริง ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะจะทำให้เราประเมินเรื่องเศรษฐกิจและการศึกษาได้ดีขึ้น หลายเรื่องที่ผิดปกติตอนนี้ ที่จริงแล้วเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว เช่น ธุรกิจการท่องเที่ยวและโรงแรมอาจไม่ล่มสลายและกลับมาดำเนินตามปกติได้ หากสามารถคิดค้นวัคซีนสำเร็จ หรือการเรียนออนไลน์ซึ่งจะมาแทนที่มหาวิทยาลัยก็อาจเป็นเรื่องชั่วคราวเช่นกัน</p>



<p>new normal ยังขึ้นกับบริบทที่ต่างออกไปในแต่ละประเทศ อย่างในสหรัฐฯ สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ คือ การเรียนออนไลน์อาจลดลง และเพิ่มการเรียนในชั้นเรียนมากขึ้น เพราะสหรัฐฯ มีเรียนออนไลน์ส่วนหนึ่งอยู่แล้วแต่เดิม เมื่อเกิดวิกฤตโควิด-19 การเรียนออนไลน์ที่เพิ่มยิ่งขึ้นยิ่งกลับทำให้นักเรียนโหยหาชั้นเรียนแบบดั้งเดิม หรืออย่างญี่ปุ่นที่แทบไม่มีการเรียนออนไลน์มาก่อน หลังโควิด-19 ก็มีแนวโน้มปรับไปเรียนออนไลน์เพิ่มมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น new normal ยังต่างไปตามแต่ละสาขาวิชา เช่น สาขาวิทยาศาสตร์ที่จำเป็นต้องใช้ห้องแล็บในการทดลอง ก็ยังต้องใช้วิธีเดิมต่อไป หรือบางที่ นักศึกษาอยากอภิปรายกันในห้องเรียนแบบเดิมด้วยซ้ำ</p>



<h1 class="wp-block-heading" id="2--%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%88-%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2-"><strong>การเรียนข้ามศาสตร์ และสร้างความเห็นอกเห็นใจ ทิศทางใหม่ของโลกการศึกษา</strong></h1>



<p>ตอนนี้ประเทศอื่นๆ เริ่มพูดถึงทิศทางการศึกษาในอนาคตแล้วว่าจะมุ่งไปทางไหน อย่างเช่นสิงคโปร์ตัดสินใจที่จะมุ่งไปทางดิจิทัล เยอรมนีจะมุ่งไปทางอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด แต่รัฐไทยยังไม่ส่งสัญญาณที่ชัดเจน และยังไม่มีสัญญาประชาคมใหม่ว่าจะวางตำแหน่งแห่งที่ของเศรษฐกิจไทยในตลาดโลกอย่างไร ประเด็นนี้สำคัญต่อการศึกษา เพราะนักเรียนนักศึกษาจะได้รู้ว่าควรจะมุ่งพัฒนาทักษะเพื่อตอบโจทย์กับการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในโลกที่เปลี่ยนไปหลังวิกฤตได้อย่างไร</p>



<p>ถ้าสำรวจปัญหาบางอย่างที่เกิดขึ้น อย่างภาวะไม่พึงประสงค์จากความคิดและค่านิยมที่เกิดคู่ขนานกับวิกฤตโควิด-19 จะพบว่ามีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการศึกษาด้วย เช่น ภาวะชาตินิยมสุดโต่ง ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศ หรือการขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (empathy) ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นผลจากการออกแบบการศึกษา เราต้องมองเห็นปัญหาตรงจุดนี้เพื่อที่ว่าจะออกแบบการศึกษาในโลกหลังโควิด-19 ให้ดีขึ้นได้อย่างไร อย่างเราต้องออกแบบให้การศึกษาในสายวิทยาศาสตร์หรือสายแพทยศาสตร์มีความรู้ความเข้าใจด้านสังคมศาสตร์หรือมนุษยศาสตร์หรือไม่ หรือในทางกลับกัน ต้องออกแบบให้การเรียนด้านสังคมศาสตร์ก็ต้องมีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ด้วยหรือไม่</p>



<p>ดังนั้น ประเด็นสำคัญ 2 ประเด็นที่ผมมองการออกแบบการศึกษาในโลกหลัง COVID-19 คือ การเรียนการสอนข้ามสาขาวิชา (interdisciplinary) และความเห็นอกเห็นใจ</p>



<p>หากมองในมุมทางเศรษฐศาสตร์ โจทย์เรื่องการศึกษาในโลกที่ผ่านมามุ่งเน้นการพัฒนาทักษะแบบแบ่งงานกันทำตามความชำนาญเฉพาะทาง เช่น เมื่อเลือกเรียนวิศวกรรมแล้ว ก็ต้องเลือกเจาะสาขาแยกไปอีกอย่างวิศวกรรมเคมี วิศวกรรมไฟฟ้า เป็นต้น แต่ผมประเมินว่าเราต้องการทักษะที่ครบรอบด้านในอนาคตเพิ่มมากขึ้น และความสำคัญของทักษะความชำนาญแบบเฉพาะทางจะลดลง</p>



<p>ดังนั้น แต่ละสาขาวิชาควรจะมีความเชื่อมโยงมากขึ้น อย่างนักวิเคราะห์ข้อมูลที่กำลังเป็นที่ต้องการอย่างมากในอนาคตควรทำงานแบบมองให้รอบด้าน ไม่ควรประมวลผลโดยใช้ข้อมูลจากมุมวิทยาศาสตร์อย่างเดียว แต่ควรรู้มุมมองทางมนุษยศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ หรือสังคมวิทยาด้วยเพื่อที่จะประมวลข้อมูลได้ดียิ่งขึ้น ไม่เช่นนั้น เราก็จะเผชิญปัญหาเดิมที่นักวิทยาศาสตร์ไม่เข้าใจสังคมศาสตร์ หรือนักสังคมศาสตร์ไม่เข้าใจวิทยาศาสตร์ จนกลายเป็นความขัดแย้งเพราะไม่เข้าใจวิธีคิดของอีกฝ่ายหนึ่ง</p>



<p>และถ้ามองมิติระดับปัจเจกเอง แต่ละคนควรมีทักษะรอบด้านที่จบครบในตัวเองไม่ว่าจะทำอาชีพอะไร เช่น หากทำอาชีพขายของ จะรู้แค่เพียงซื้อมาขายไปไม่ได้ แต่ต้องมีความเข้าใจตลอด supply chain ในธุรกิจที่ทำอยู่ ต้องรู้ว่าสินค้าที่นำมาขายมาจาก supply chain ไหนในโลก หาก supply chain ในแต่ละส่วนมีปัญหาขึ้นมา ก็ต้องรู้ว่าควรจะต้องทำอย่างไรเพื่อลดความเสี่ยง หากจะเป็น fashion designer ก็ต้องรู้เรื่องคอมพิวเตอร์หรือการทำบัญชีด้วย หรือหากทำขนมขาย ก็ต้องรู้ที่มาของวัตถุดิบ ดังนั้น โลกที่แต่ละคนแบ่งงานกันทำตามทักษะเฉพาะจะลดความสำคัญลง</p>



<p>นอกจากนี้ การรู้รอบด้านจะทำให้เราสามารถทำอะไรหลายอย่างเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น สามารถแก้ไขสถานการณ์เวลาเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้ (resilient)</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ตอนนี้การเรียนข้ามสาขาวิชานั้นมีปัญหาในตัวเองระดับหนึ่งจากการคิดเชื่อมโยงข้ามสาขาวิชาแล้วไม่รู้ว่าจะสกัดออกมาเป็นความเข้าใจ หรือเชื่อมโยงเป็นวิธีคิดต่อนโยบายอย่างไร ดังนั้น หลักสูตร มหาวิทยาลัยและอาจารย์ต้องปรับตัว โดยเริ่มใช้วิธีคิดข้ามศาสตร์เข้ามาปรับกับงานวิจัย และรู้ว่าควรจัดการสอนอย่างไรให้นักศึกษาเชื่อมโยงได้</p>



<p>ต้องย้ำว่าการเรียนแบบข้ามสาขาไม่ใช่แค่การเรียนหลายสาขาเท่านั้น แต่ต้องรู้ว่าต้องเชื่อมโยงหลายสาขาอย่างไรเพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ใหม่ แล้วนำไปสู่การคิดค้นใหม่ ในแง่นี้ อาจนับว่าเทคโนโลยีเป็นศาสตร์หนึ่งที่จะต้องนำเข้ามาเรียนร่วมกับศาสตร์อื่น เช่น การเรียนสังคมวิทยาในอนาคต การลงพื้นที่อาจไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องใช้เทคโนโลยีช่วยประมวลผลข้อมูลให้เข้าใจทั้งภาพใหญ่และภาพเล็กไปพร้อมกัน</p>



<p>นอกจากนี้ ยังต้องมีการคิดเชื่อมโยงภายในศาสตร์เองด้วย อย่างในสาขาเศรษฐศาสตร์เองก็สามารถถกเถียงแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างสำนักทฤษฎีต่างๆ ภายในศาสตร์ได้ ดังนั้น การเรียนข้ามสาขาวิชาหมายถึงทั้งเชื่อมโยงกันในภายในสาขาวิชา และเชื่อมโยงระหว่างสาขาอื่น ประยุกต์รวมกันเพื่อตอบโจทย์ในอนาคตให้ดียิ่งขึ้น</p>



<p>ด้านทักษะการใช้ชีวิต ก็ควรจะเป็นทักษะแบบรู้รอบด้าน เข้าใจโลกได้หลากหลายมิติเช่นกัน รวมทั้งมีความเห็นอกเห็นใจซึ่งเพิ่มความสำคัญขึ้นอย่างมากในยุคโควิด-19 และจะกลายเป็นหัวใจสำคัญของการศึกษาในอนาคต ในโลกศตวรรษที่ 21 ที่เต็มไปด้วยปัญหาและภัยคุกคามใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น อย่างเช่นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งจะส่งผลต่ออีกหลายเรื่อง เช่น เกษตรกรรมหรือวิถีชีวิต</p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p><strong>สฤณี อาชวานันทกุล</strong></p></blockquote>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-dbdb49"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/DSC09799edit.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h1 class="wp-block-heading" id="3--%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%88%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%B0---covid-19-"><strong>สำรวจเทรนด์การศึกษาโลกที่เปลี่ยนไปเพราะ&nbsp;</strong><strong>COVID-19</strong></h1>



<p>ในเรื่องเทรนด์การศึกษา บางคนบอกว่า โควิด-19 เป็นตัวเร่ง (accelerator) หรือเป็นเหตุระดับโลกที่มาขับเน้นหรือเร่งการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ให้เกิดขึ้น สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดมากคือ การเปลี่ยนสิ่งต่างๆ ให้อยู่ในรูปดิจิทัล (digitalization) หรือเปลี่ยนการศึกษาให้เป็นแบบออนไลน์มากขึ้น นี่เป็นผลพวงโดยตรงจากโควิด-19 ที่แม้จะเป็นวิกฤตด้านสุขภาพ แต่วิกฤตครั้งนี้ก็เรียกร้องให้เราต้องหาวิธีการจัดการที่อยู่ภายใต้ศักยภาพของระบบสุขภาพแต่ละประเทศ ทำให้เราเริ่มพูดถึงมาตรการรักษาระยะห่างทางสังคม การปิดเมืองหรือกึ่งปิดเมือง แน่นอนว่า เมื่อคนเรามีระยะห่างกันทางกายภาพ ก็จะเกิดความคาดหวังทันทีว่าเทคโนโลยีดิจิทัลจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ตั้งแต่การทำงานไปจนถึงการศึกษา</p>



<p>ดังนั้น การเคลื่อนไหวในแวดวงการศึกษาที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเรียนการสอนแบบออนไลน์ หรือการศึกษาทางไกล ทั้งหมดเหมือนถูกโยนเข้ามาทันที ซึ่งก่อนหน้านี้หลายนวัตกรรมอาจจะอยู่ในช่วงทดลอง แต่เมื่อเกิดโควิด-19 ทุกคนต้องเร่งนำนวัตกรรมเหล่านี้เข้ามาใช้ทันที เพราะแม้นักเรียนจะยังไปโรงเรียนไม่ได้ แต่เราต้องหาวิธีจัดการเรียนการสอนต่อไป</p>



<h1 class="wp-block-heading" id="4--%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%99--%E2%80%98--%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B3%E2%80%99---%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%99-"><strong>การใช้เทคโนโลยีเพิ่มขึ้น = ‘</strong><strong>ความเหลื่อมล้ำ’</strong><strong>&nbsp;ทางการศึกษาเพิ่มขึ้น?</strong></h1>



<p>การเกิดขึ้นของ digitalization หรือความจำเป็นในการใช้เทคโนโลยีต่างๆ ในช่วงโควิด-19 ยิ่งขับเน้นให้เห็นประเด็นความเหลื่อมล้ำมากขึ้น จริงๆ เรามีทั้งงานวิจัยและผลการศึกษาจำนวนมากที่บอกว่า ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาเป็นตัวคาดการณ์ความเหลื่อมล้ำทางด้านอื่นๆ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจได้ค่อนข้างดี เราสามารถคาดการณ์ได้เลยว่า คนเราจะมีแนวโน้มการหารายได้หรือมีโอกาสในชีวิตมากน้อยแค่ไหน จากคุณภาพหรือระดับการศึกษาที่ได้รับ</p>



<p>เมื่อโควิด-19 ทำให้เทรนด์ digitalization แหลมคมมากขึ้น ในประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงดิจิทัลหรืออุปกรณ์ดิจิทัลอยู่มาก เช่น ประเทศไทย จะเกิดประเด็นว่า ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามีแนวโน้มถูกถ่างให้กว้างมากขึ้นทันที ถ้าพูดอย่างหยาบๆ คือ เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างนักเรียนที่ไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้กับนักเรียนที่สามารถเข้าถึงได้ แต่ถ้ามองให้ลึกไปกว่านั้น ความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี เพราะการศึกษามีองค์ประกอบและโครงสร้างมากมาย ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว เช่น ต่อให้นักเรียนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ แต่ถ้ากระทรวงศึกษาธิการหรือโรงเรียนประกาศว่า ให้นักเรียนเรียนที่บ้านผ่านหลักสูตรออนไลน์ ก็มีนัยว่า นักเรียนต้องมีสมาธิจดจ่อกับแบบเรียนออนไลน์ได้ และยังมีความคาดหวังว่า ผู้ปกครองจะคอยดูแลนักเรียน โดยเฉพาะเด็กเล็ก</p>



<p>เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเกิดประเด็นตามมา เพราะปกติแล้ว พ่อแม่คาดหวังว่าเมื่อตนส่งลูกไปเรียนที่โรงเรียน ก็จะมีคุณครูคอยดูแล แต่ตอนนี้ลูกต้องเรียนอยู่ที่บ้าน แล้วบ้านพร้อมแค่ไหนที่จะเป็นสถานที่เรียนรู้ของเด็ก และต่อให้เด็กสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ พ่อแม่ก็ยังต้องรับภาระดูแลลูกเพิ่มเติมด้วย การที่พ่อหรือแม่จะต้องสละเวลามาดูแลลูกอาจหมายถึงพวกเขาต้องสละโอกาสในการหารายได้ไปด้วย จะเห็นว่า การที่บอกให้จัดการเรียนการสอนที่บ้านมีนัยหลายอย่างตามมา สำหรับครอบครัวที่มีรายได้น้อย การจัดการเรียนการสอนแบบนี้อาจจะทำไม่ได้โดยง่าย</p>



<p>ดังนั้น ความเหลื่อมล้ำในด้านต่างๆ ที่เราเคยเห็นกันอยู่แล้วจะยิ่งมาขับเน้นความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาให้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อความสามารถในการเรียนรู้และศักยภาพในการจัดการเรียนสอนด้วย ยังไม่นับประเด็นที่มีหลายคนพูดถึงคือ การออกแบบหลักสูตรหรือเนื้อหาการเรียนการสอนที่ใช้เทคโนโลยีเป็นสื่อกลางจำเป็นต้องจัดรูปแบบให้เหมาะสมกับผู้เรียน คือมีคนทำหน้าที่อำนวยความสะดวก (facilitate) ด้วย คำถามคือบทบาทหน้าที่ของครูจะเป็นยังไง นี่ไม่ใช่ประเด็นที่ตอบได้ง่ายๆ ด้วยการแจกอุปกรณ์ดิจิทัลให้แล้วทุกอย่างจะจบ เพราะมันมีประเด็นที่พัวพันอยู่เยอะมาก ตั้งแต่เรื่องผู้ปกครอง ฐานะทางเศรษฐกิจ ความพร้อมหรือโครงสร้างต่างๆ ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจึงเป็นประเด็นใหญ่ แต่ประเทศต่างๆ จะเจอความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน ก็น่าจะขึ้นอยู่กับมาตรการรับมือและการจัดการของภาครัฐ รวมถึงโครงสร้างในการทำงานด้วย เช่น รัฐจะให้ภาคประชาสังคมเข้ามาช่วยเหลือมากน้อยแค่ไหน</p>



<p>นอกจากนี้ ในทางเทคโนโลยีหรือโทรคมนาคม มีศัพท์คำว่า ‘last miles’ คือสมมติว่า ผู้ให้บริการตั้งใจจะให้บริการกับผู้ใช้มากขึ้น เตรียมเทคโนโลยีและใบอนุญาตต่างๆ ไว้เรียบร้อย แต่ถ้ามีอุปสรรคไมล์สุดท้ายที่ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงผู้ใช้ได้ ก็เท่ากับว่าการลงทุนที่ผ่านมาไม่ได้ผลอะไร การใช้เทคโนโลยีอย่างเข้มข้นในช่วงโควิด-19 ทำให้เราต้องคิดถึงปัญหา last miles ให้มากขึ้น ต้องคิดให้ชัดขึ้นว่า การวัดผลไม่ได้วัดแค่การเข้าถึงการศึกษาของนักเรียน แต่ต้องตั้งคำถามไปถึงคุณภาพหรือผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาด้วย</p>



<p>อีกหนึ่งตัวอย่างที่อยากพูดถึงคือ โรงเรียนประถมจะมีงบอาหารกลางวัน แต่ถ้ามีการเลื่อนเปิดเทอมหรือเด็กต้องเรียนที่บ้านแล้ว เราจะสามารถนำงบอาหารกลางวันมาจัดสรรใหม่ ให้เข้าถึงครอบครัวที่ต้องรับภาระในการเลี้ยงดูลูกเพิ่มขึ้นได้หรือไม่ หรือเราจะเอื้อให้องค์กรด้านธุรกิจสังคมทำแบบนี้ได้ไหม นี่เป็นโจทย์ในมุมที่กว้างกว่าเรื่องเทคโนโลยี และเป็นเรื่องที่เราน่าจะต้องคุยกันต่อไป</p>



<h1 class="wp-block-heading" id="5--covid-19---%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A8%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-21-"><strong>COVID-19</strong><strong>&nbsp;ตอกย้ำความสำคัญของทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21</strong></h1>



<p>วิกฤตโควิด-19 ชี้ให้เห็นว่าทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 มีความสำคัญมาก ทั้งการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ (adaptability) ความเข้าใจอกเข้าใจผู้อื่น มี global mindset มองตัวเองเป็นพลเมืองโลก และมองผู้อื่นด้วยความเชื่อมโยงกันในระดับโลก มีความสามารถในการแก้ไขสถานการณ์เวลาเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝัน (resilient) รวมถึงเรื่องความรู้ (literacy) ใหม่ๆ เช่น ทักษะด้านดิจิทัล (digital literacy) หรือการเงิน (financial literacy) และทักษะการจัดการตัวเอง ภาวะผู้นำ การทำงานร่วมกับผู้อื่น</p>



<p>ถ้าพูดให้ชัดขึ้น คือเมื่อเกิดโควิด-19 ตอนแรกเราเห็นว่ามันเป็นเรื่องสุขภาพ เป็นโรคระบาด เราคิดว่าเราต้องฟังแพทย์เป็นหลัก แต่พอเหตุการณ์เริ่มบานปลาย และเหมือนว่าเราต้องอยู่กับมันไปอีกระยะหนึ่ง ทีนี้โควิด-19 จึงไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพ แต่เป็นประเด็นที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญทางด้านสังคมศาสตร์หลายศาสตร์ รวมถึงศาสตร์ด้านมานุษยวิทยา มีความเข้าอกเข้าใจ มองเห็นความต้องการที่แตกต่างกันของคนที่เดือดร้อนไม่เท่ากันในวิกฤต อีกทั้งวิธีการที่พยายามใช้แก้ปัญหาในยุคโควิด-19 ทั้งกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์ หรือทางสังคม รวมถึงนโยบายสาธารณะต่างๆ ก็ล้วนเกี่ยวพันกับทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ทั้งสิ้น ทักษะดังกล่าวจึงสำคัญมากในการเอาตัวรอด</p>



<p>อีกตัวอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญชัดเจนมากขึ้น คือการเชื่อมต่อกันของโลก (global connectedness) หรือการมี global mindset เพราะโควิด-19 เป็นโรคระบาดระดับโลก ต่อให้เราดูแลและระมัดระวังตัวเองกับครอบครัว พยายามทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้แล้ว แต่ละแวกบ้านของเรายังอันตรายอยู่ มันก็ส่งผลกระทบกับเราอยู่ดี หรือต่อให้ประเทศเราทำได้ดี ควบคุมสถานการณ์ได้ แต่ถ้าประเทศอื่นยังประสบปัญหา ก็เท่ากับว่ายังมีความเสี่ยงอยู่ เพราะฉะนั้น โควิด-19 เป็นตัวอย่างที่ดีมากของคำถามที่ว่า ทำไมเราต้องมีทัศนะที่มองออกไปข้างนอก พยายามทำความเข้าใจคนที่มีความแตกต่างทางความคิด วัฒนธรรม และบริบท เรียกร้องความเป็นพลเมืองโลกให้มากขึ้น</p>



<p>อีกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 คือ เทรนด์งานในอนาคต มีแนวโน้มที่บอกว่า ในปี 2030 งาน 60-80% จะเป็นงานใหม่ที่วันนี้เรายังไม่รู้จัก ไม่มีชื่อเรียก ยังไม่นับเทรนด์ที่เกิดขึ้นแล้วในประเทศอุตสาหกรรม อย่างการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือหุ่นยนต์มาทดแทนแรงงานมนุษย์ในหลายงาน เมื่อเทรนด์เหล่านี้ผนวกรวมกับโควิด-19 จึงน่าจะช่วยเร่งการปรับทิศและหลักสูตรการศึกษาทั้งหมดให้มุ่งไปสู่ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 มากขึ้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องการเรียนแบบท่องจำ เราต้องทำอะไรอีกเยอะ</p>



<h1 class="wp-block-heading" id="6--%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B0%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B9%83%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%95%E0%B8%A3-"><strong>ทักษะใหม่ที่ต้องเติมใส่หลักสูตร</strong></h1>



<p>โควิด-19 เป็นความเสี่ยงอุบัติใหม่ ถึงคนที่ทำงานสายวิจัยหรือการพัฒนาที่ยั่งยืนจะได้ยินมาเยอะแล้วว่า มนุษย์ทำลายถิ่นที่อยู่สัตว์ป่าหรือสิ่งแวดล้อม ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาดที่มนุษย์อาจไม่รู้จักมาก่อน แต่พอโควิด-19 เกิดขึ้นจริงๆ เราเห็นเลยว่า ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่เรายังมองไม่รอบด้านและยังไม่พร้อมรับมือ สาเหตุหนึ่งที่เราไม่พร้อมเพราะยังมีปัญหาเรื่องการทำงานแบบข้ามศาสตร์ (interdisciplinary) ซึ่งเชื่อมกับเรื่องการทำงานร่วมกัน (collaboration) และโยงกลับไปที่การมีความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น</p>



<p>ถ้าเราไม่เข้าใจว่างานของคนอื่นสำคัญอย่างไร ก็อาจไม่เกิดแรงจูงใจในการทำงานร่วมกันหรือร่วมมือกัน บางครั้ง เราคิดง่ายๆ ว่า แค่ดึงตัวคนจากศาสตร์อื่นมาร่วมกันพอเป็นพิธี แต่เราไม่ได้เข้าใจจริงๆ ว่าบางครั้ง ทักษะหลายอย่างต้องไปด้วยกัน</p>



<p>อีกทักษะที่คิดว่าสำคัญสำหรับสังคมไทย แต่อาจจะไม่ได้อยู่ในกรอบของทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยตรง คือเรื่องการมองประเด็นความเสี่ยง วัฒนธรรมการเผื่อเหลือเผื่อขาด และการออม ซึ่งถือเป็นความรู้เช่นกัน เราจะทำอย่างไรให้แต่ละคนมองเห็นปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ในชีวิต ทั้งของตัวเองและในระดับที่ใหญ่กว่านั้น และพยายามหาหนทางบรรเทาหรือจัดการความเสี่ยง รวมไปถึงการใช้สิทธิพลเมืองในฐานะที่เราเป็นพลเมือง ซึ่งรวมถึงการใช้สิทธิพลเมืองเรียกร้องให้รัฐดูแลเรื่องความเสี่ยงของเราให้มากขึ้น เราเห็นว่าเรื่องตาข่ายทางสังคมในไทยยังเป็นปัญหาอยู่ ทักษะใหม่ที่โควิด-19 กำลังตอกย้ำให้เราเรียนรู้จึงเป็นเรื่องการใช้สิทธิ และการมองตัวเองในฐานะที่เป็นพลเมืองของสังคมและพลเมืองโลก</p>



<h1 class="wp-block-heading" id="7--%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%88%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88---%E2%80%93-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A8%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B9-%E2%80%93-%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95-"><strong>ตั้งโจทย์การสอนใหม่&nbsp;</strong><strong>– ปรับทัศนคติครู – สร้างทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต</strong></h1>



<p>ถ้าเราตั้งต้นว่าทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 จะทวีความสำคัญมากขึ้น ความท้าทายของเราจึงเป็นเรื่องการปรับตัวของระบบการศึกษา ซึ่งอาจจะยังติดกับวิธีคิดหรือรูปแบบการเรียนการสอนแบบเดิม ให้สอดคล้องกับทักษะที่จำเป็น แต่เชื่อว่า ไม่มีใครที่มองว่าโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยไม่สำคัญ เพราะต่อให้เราทุกคนเข้า google ได้หมด ก็ไม่ใช่ว่าเราต้องฉลาดเหมือนกันหมดหรือรู้เรื่องทุกอย่าง แต่เราอาจจะต้องดูเรื่องการเรียนการสอนที่มีโครงสร้างชัดเจน หรือ active learning รูปแบบต่างๆ เพิ่มขึ้นด้วย</p>



<p>นอกจากนี้ เราอาจสนับสนุนให้มีการเรียนแบบข้ามศาสตร์เพิ่มขึ้น ตัวอย่างเช่น ถ้าเราเรียนเน้นทางเศรษฐศาสตร์ เราอาจจะต้องเผื่อเวลาสัก 1 ใน 4 ของเวลาเรียนไปเรียนศาสตร์อื่นๆ รวมถึงทักษะพื้นฐานจำเป็น เช่น ความรู้เกี่ยวกับดิจิทัล หรือความรู้ทางด้านการเงิน แต่ไม่ได้หมายความว่า เราต้องรู้ทุกเรื่อง ทุกศาสตร์ หรือเป็นพหูสูต มันเป็นการย้อนกลับไปมองว่าคนเรามีความสนใจหลากหลาย เราจะเรียนศาสตร์อะไรก็ได้ แต่ต้องมีความเคารพซึ่งกันและกัน เคารพบทบาทหน้าที่ ความสำคัญของศาสตร์อื่นๆ แล้วมองเห็นความเชื่อมโยงของความรู้ที่จะดึงมาทำงานร่วมกันได้</p>



<p>ถ้าเราออกแบบระบบการศึกษาที่ไม่ได้เริ่มตั้งโจทย์ที่ตัวความรู้ แต่เริ่มตั้งโจทย์ที่ทักษะ เช่น ถ้าเราพูดถึงเรื่องทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ (critical thinking) เราอาจจะต้องเปิดโลกให้เขาเห็นได้ว่า โลกเรามีความสัมพันธ์และเชื่อมโยงกันอย่างไร ทำไมเราต้องมีความเข้าอกเข้าใจคนอื่น ทำไมความคิดเราเป็นเพียงความคิดหนึ่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าความคิดของเราต้องถูกต้องทั้งหมด ถ้าเราสอนสิ่งเหล่านี้ได้ มันจะค่อยๆ นำไปสู่การมองเห็นความจำเป็นของการทำงานแบบข้ามศาสตร์</p>



<p>แต่ที่ผ่านมา เราอาจจะทำเรื่องการทำงานข้ามศาสตร์ได้ไม่มากพอ เพราะเรายังไม่ได้เปิดช่องหรือเปิดโอกาสให้เด็กมองเห็นความสำคัญของการมีความเห็นอกเห็นใจ การทำงานร่วมกับคนอื่น ความสำคัญของการยอมรับความแตกต่างทางความคิด และการเปิดโอกาสให้แต่ละคนได้แสดงความคิดเห็น นี่จึงอาจจะเป็นโอกาสหนึ่งของการออกแบบหลักสูตรที่เน้นเรื่องเหล่านี้มากขึ้น</p>



<p>ข้อควรระวังของการออกแบบหลักสูตรที่มีการข้ามศาสตร์และบูรณาการร่วมกัน คือวิธีคิดเวลาเราจะสร้างหลักสูตร เรามักเอาชื่อทุกอย่างที่ต้องการมารวมในประโยคเดียวกัน เช่น บอกว่าเป็นปริญญาเกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อตอบโจทย์โลกาภิวัตน์และเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งๆ ที่โดยเนื้อแท้แล้ว เราควรตั้งต้นจากการมองว่าวัตถุประสงค์จริงๆ ที่เราต้องการคืออะไร และวิธีมองโลกหรือวิธีคิดหลักที่เราจะใช้ในหลักสูตรนั้นๆ คืออะไร แทนที่จะพยายามไปคิดว่า ต้องพยายามรวมเอา 5 ประเด็นเข้ามาไว้ด้วยกัน</p>



<p>มีอาจารย์ที่เคารพท่านหนึ่งเคยพูดไว้ว่า หน้าที่ของอาจารย์ไม่ใช่การให้แผนที่กับนักเรียน เพราะแผนที่อาจจะล้าสมัยได้ แต่หน้าที่ของอาจารย์คือ สอนวิธีการอ่านแผนที่ และสอนให้รู้ว่า ในโลกอาจจะมีแผนที่หลายแบบ เวลาที่นักเรียนไปยังประเทศไม่คุ้นเคยจะได้สามารถจัดการตัวเองได้ ส่วนตัวจึงชอบคำว่า การเรียนรู้แบบนำตนเอง (self-directed learning)&nbsp; เพราะฉะนั้น โจทย์สำคัญของเราคือ การถอยออกมาจากชื่อวิชาก่อน แล้วเริ่มจากการดูเป้าหมายว่า เป้าหมายหลักของหลักสูตรหรือศาสตร์นี้ต้องการจะช่วยเรามองเรื่องอะไรหรือแก้ปัญหาเรื่องอะไร</p>



<p>อีกโจทย์หนึ่งในการศึกษาของเราคือ ทัศนคติของครูผู้สอนบางท่านยังมองว่า เด็กต้องรับฟังคำสั่ง หรือครูรู้ดีกว่าเด็ก ทำให้บรรยากาศการเรียนเกิดความตึงเครียดมากขึ้น เพราะเด็กทุกคน โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ เป็น digital native เป็นคนที่เกิดมาก็เข้าถึงโลกดิจิทัล คำถามคือ เราจะออกแบบ mindset หรือทัศนคติของผู้สอนในระบบอย่างไรให้ไปในทิศทางเดียวกัน หรือเปิดกว้างกับความหลากหลายทางความคิดของเด็ก ซึ่งในช่วงหลายปีมานี้ เราเห็นหลายการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ เช่น เรื่องทรงผมนักเรียน เห็นพื้นที่ที่ทุกคนที่เกี่ยวข้องมามีส่วนร่วมมากขึ้น ทั้งผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง และนักเรียน</p>



<p>ดังนั้น เราจึงอยากเห็นการออกแบบระบบการสอนของไทยที่เอื้อต่อการเปิดพื้นที่ให้คนมีส่วนร่วมมากขึ้น อย่างที่เราเคยพูดเรื่องการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น หรือการให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วม และอยากเห็นเรื่องนี้พัฒนาเป็นรูปธรรมมากขึ้นไปกว่าในระดับโรงเรียนนำร่อง รวมถึงการทำให้การศึกษามีโครงสร้างที่ยืดหยุ่น แต่ก็มีระบบการวัดผลกลางบางอย่างอยู่ด้วย</p>



<p>สุดท้าย สิ่งสำคัญที่อยากฝากไว้ คือการพัฒนา mindset และทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต(life-long learning) ในเมื่อตอนนี้ประเทศกำลังจะเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ เราต้องมองด้วยว่า ลักษณะการเรียนรู้แบบไหนจะเอื้อให้ผู้สูงวัยสามารถมีการเรียนรู้ตลอดช่วงชีวิตที่เหลือของเขา ทำอย่างไรให้สามารถปรับเปลี่ยนทัศนคติ หรือเข้าถึงการอบรมทักษะใหม่ๆ (reskill) ที่จะทำให้ผู้สูงวัยดูแลตัวเองได้มากขึ้น การสร้างทักษะการเรียนรู้ที่ต่อเนื่องจากวัยเด็กจนถึงสูงวัยอาจเป็นอีกโจทย์หนึ่งของระบบการศึกษาที่น่าจะช่วยกันคิดและออกแบบได้</p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p><strong>ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค</strong></p></blockquote>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6320cf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/EMT00749-1280x854-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h1 class="wp-block-heading" id="8--%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B3-"><strong>การเรียนการสอนรูปแบบใหม่ท่ามกลางคลื่นความเหลื่อมล้ำ</strong></h1>



<p>การเรียนในช่วงปิดโรงเรียนมีหลายรูปแบบ ส่วนใหญ่คนมักจะพูดถึงการเรียนออนไลน์ เป็นกระแสหลักที่ประเทศต่างๆ พูดกันเยอะ แต่ในความเป็นจริง เราพบว่าเด็กในหลายพื้นที่ไม่มีความพร้อมตรงนี้ ไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีอินเทอร์เน็ต ถึงทางกระทรวงจะคิดว่าวิธีที่น่าจะเข้าถึงได้ง่ายที่สุดคือใช้ระบบทีวีดาวเทียม แต่ในหลายพื้นที่เด็กก็ยังไม่มีแม้กระทั่งไฟฟ้า ถ้าจะเรียนวิธีนี้ เด็กต้องเข้ามาที่โรงเรียนที่จัดสถานที่ไว้ให้ ซึ่งก็ต้องอาศัยการบริหารจัดการที่ขึ้นอยู่กับเอกลักษณ์เฉพาะพื้นที่ ขึ้นอยู่กับความพร้อมของโรงเรียนและครู &nbsp;โรงเรียนต่างๆ ค่อนข้างมีแนวคิดของเขาเอง ผมเชื่อว่าถ้าเขาสามารถบริหารได้อย่างอิสระก็น่าจะพอจัดการได้</p>



<p>อย่างไรก็ตาม โรงเรียนบางแห่งยังประสบปัญหาความเหลื่อมล้ำทางทรัพยากรทางการศึกษาอยู่ เช่น โรงเรียนในเมืองมีความพร้อม มีอินเทอร์เน็ต มีครู มีระบบสนับสนุนที่ค่อนข้างดี กับโรงเรียนในชนบทที่ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีไฟฟ้า หรือแม้แต่บางโรงเรียนอาจจะมีคอมพิวเตอร์ มีอินเทอร์เน็ต แต่ครูไม่มีศักยภาพที่จะสอนตรงนั้นได้ เพราะฉะนั้นการเรียนออนไลน์อย่างเดียว อาจจะไม่ใช่คำตอบสำหรับเด็กส่วนใหญ่ของประเทศ ต้องมีวิธีการประยุกต์ดัดแปลงที่หลากหลาย เช่น บางโรงเรียนใช้ระบบ remote learning ซึ่งอาจจะไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นระบบออนไลน์เสมอไป บางโรงเรียนก็ใช้ระบบ learning box set มีอุปกรณ์ หนังสือ แบบฝึกหัด คู่มือการเรียนที่เด็กเอาไปศึกษาเองที่บ้านได้ หรืออาศัยการประสานงานกับผู้ปกครองให้ติดตามว่ามีปัญหาอะไรไหมในการช่วยเหลือลูกเรียนหนังสือ โดยใช้ระบบเรียนที่บ้าน เป็นต้น</p>



<p>บางโรงเรียนบนดอยที่เราไปคุยมา ครูบอกว่าสมัยก่อนยังใช้วิธี ‘ครูบนหลังม้า’ คือครูต้องขี่ม้าขึ้นไป เอาถุงที่ใส่เทปคาสเซ็ต หนังสือ แบบฝึกหัด เพื่อไปสอนเด็กตามศูนย์เรียนรู้ต่างๆ ในหมู่บ้าน ซึ่งเขาคิดว่าในสถานการณ์โควิด-19 บางครั้งวิธีการแบบนี้อาจจะต้องเอากลับมาใช้ ซึ่งอาจจะไม่ได้เป็นม้า แต่เป็นรถโฟร์วีล มอเตอร์ไซค์วิบาก เพื่อเอาอุปกรณ์การสอนไปช่วยเด็กในชุมชนได้ การเรียนในช่วงนี้ต้องมีความหลากหลายและมีการประยุกต์ค่อนข้างเยอะ</p>



<h1 class="wp-block-heading" id="9--%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD--%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99-%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99--%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B6%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94--%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99-"><strong>เมื่อ</strong><strong>อาหารการกิน เป็น</strong><strong>อีกหนึ่งผลกระทบหลังปิด</strong><strong>โรงเรียน</strong></h1>



<p>ในภาวะปกติ เด็กนักเรียนยากจนพิเศษที่ กสศ. ช่วยเหลือก็เป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะออกนอกระบบการศึกษาอยู่แล้ว ส่วนมากพ่อแม่มีการศึกษาน้อย มีฐานะยากจน เด็กเหล่านี้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาไม่เท่าเทียมกับเด็กส่วนที่เหลือของประเทศไทย พอยิ่งเจอสถานการณ์โควิด-19 ก็จะมีความเปราะบางเป็นพิเศษ มีความเสี่ยงหลายเรื่อง</p>



<p>ประเด็นหนึ่งที่น่ากังวลคือ เราพบว่า ยิ่งประเทศที่มีความยากจน หรือในกลุ่มเด็กที่ด้อยโอกาสเท่าไร ความเหลื่อมล้ำก็มีสถานการณ์ที่จะแย่ลง เช่น เรื่องโภชนาการ ในกลุ่มเด็กยากจน สาเหตุหนึ่งที่พ่อแม่อยากให้ลูกไปโรงเรียน เพราะเขาได้รับประทานอาหารที่โรงเรียน จากการพูดคุยกับคุณครู เราพบข้อมูลที่น่าสนใจว่า เด็กจะมีสภาวะอ้วนและสมบูรณ์ที่สุดในช่วงก่อนปิดเทอม คือช่วงที่เขาอยู่ในโรงเรียน และเด็กจะมีสภาวะผอมที่สุดช่วงเปิดเทอมวันแรก เพราะช่วงที่อยู่บ้านเขาไม่ได้รับอาหารที่มีประโยชน์หรือมีโภชนาการเลย เพราะฉะนั้น ครอบครัวส่วนใหญ่ก็จะมีความคาดหวังว่า อยากให้ลูกไปเรียนหนังสือเพื่อที่จะได้รับประทานอาหาร</p>



<p>แต่ในสถานการณ์ที่โรงเรียนต้องขยายเปิดเทอมไปอีกเกือบสองเดือนก็น่าเป็นห่วง เป็นหนึ่งในภารกิจต้นๆ ที่เราจะเข้าไปดูแลว่าทำอย่างไรเด็กจะได้รับอาหารที่โภชนาการดี อย่างน้อยก็ในช่วงก่อนที่เขาจะเปิดภาคเรียน เราคงไม่สามารถรอให้เปิดภาคเรียนในเดือนกรกฎาคมถึงจะให้เด็กได้รับอาหาร ต้องมีมาตรการจัดการ</p>



<p>ในเบื้องต้น ทาง กสศ. ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 300 ล้านบาท เพื่ออุดหนุนเป็นค่าอาหารให้เด็กชั้นประถมศึกษา แต่สำหรับวิธีการว่าจะจัดสรรอาหารอย่างไร ก็เป็นรายละเอียดที่เราต้องคุยกับทางคุณครูหรือชุมชนในพื้นที่ ซึ่งบริบทของโรงเรียนในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก เราคงไม่สามารถใช้มาตรการเดียวกันจากทางราชการ หรือทางศูนย์กลางสั่งไปแล้วให้ทำเหมือนกัน เป็นไปไม่ได้เลย</p>



<p>จากที่เราคุยกับครูในหลายสถานการณ์ หลายพื้นที่ ทุกคนก็จะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าอยากจะให้อิสระกับทางโรงเรียน หรือทางครู ทางผู้อำนวยการเป็นผู้บริหารจัดการ เพราะว่าเขาจะเป็นคนที่รู้ดีที่สุดว่าในสถานการณ์พื้นที่ของเขา ควรจะมีการแก้ไขปัญหาอย่างไร</p>



<h1 class="wp-block-heading" id="10--covid-19---%E0%B8%8B%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%87-%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2-"><strong>COVID-19</strong>&nbsp;<strong>ซ้ำเติมความเสี่ยง เด็กออกนอกระบบการศึกษา</strong></h1>



<p>เรามีความห่วงใยมากเรื่องเด็กที่มีความเสี่ยงออกนอกระบบ เพราะแม้แต่สถานการณ์ปกติ ถ้าเทียบกับเด็กในทุกกลุ่มที่เราดูแล ไม่ว่าจะเป็นเด็กยากจน เด็กประถมวัย ฯลฯ กลุ่มที่เราดูแลยากที่สุด คือเด็กออกนอกระบบ เพราะการที่เด็กออกนอกระบบการศึกษา มีปัจจัยซับซ้อนมาก ไม่ใช่แค่เรื่องความยากจนอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องความพร้อมในครอบครัว ความอบอุ่นในบ้าน หรือปัญหาสังคมอื่นๆ มีหลายมิติมาก</p>



<p>เราให้ทางนักมานุษยวิทยา นักสังคมวิทยาเข้ามาช่วยดูเรื่องนี้ ซึ่งต้องทำงานกับหลายภาคส่วนมาก บทเรียนที่เราได้รับก็คือ การทำงานกับเด็กกลุ่มนอกระบบค่อนข้างจะเป็นคอขวดและเป็นปัญหาสำคัญ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะแก้ เพราะบางครั้งเราสามารถไปตามติด เจอแล้วแหละว่าเด็กคนนี้ออกนอกโรงเรียน แต่ถามว่าเขาจะกลับไปโรงเรียนมั้ย ก็มีคนไม่อยากกลับเหมือนกัน บางคนเราให้ทุนแล้วก็ยังไม่อยากกลับ เพราะมีปัญหาในมิติอื่นๆ ที่ทำให้เขาไม่อยากเรียนหนังสือ</p>



<p>เมื่อเจอสถานการณ์โควิด-19 ซ้ำซ้อนกับปัญหาสังคมที่อยู่รอบตัวเด็กมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจ ปัญหาทางครอบครัว ปัญหาทางสังคม หรือปัญหาจิตวิทยาต่างๆ เพราะฉะนั้น จึงเกิดความเสี่ยงสูงมากๆ ที่สถานการณ์ของเด็กที่ออกนอกระบบจะมีมากขึ้น</p>



<p>ตอนนี้เราวางแผนมาตรการเชิงรุกบางอย่าง เช่น เข้าไปประกบ พอเริ่มเปิดเทอม เราจะเข้าไปตรวจสอบว่ามีเด็กตกหล่นไปมากน้อยแค่ไหน มีใครบ้างที่พอเปิดเทอมแล้วอาจจะไม่เข้ามาเรียน เราทำงานนำร่องกับเขตพื้นที่ในจังหวัดต่างๆ ประมาณ 20 จังหวัด เพื่อคอยติดตามและดูแลเด็กกลุ่มนี้</p>



<h1 class="wp-block-heading" id="11--how-to-%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B3-"><strong>How to สร้างระบบการศึกษาใหม่และแก้ไขความเหลื่อมล้ำ</strong></h1>



<p>ประเด็นในระบบการศึกษาที่เห็นได้ชัดจากกรณีโควิด-19 ครั้งนี้มีหลายประเด็น ประเด็นที่หนึ่ง คือเรื่องการกระจายอำนาจ จากที่ได้คุยกับ ผอ.และครูหลายคน ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า สิ่งที่ต้องการคือทำอย่างไรก็ได้ให้เขามีอิสระในการจัดการบริหารหรือแก้ปัญหาตามบริบทของโรงเรียน และตามบริบทของพื้นที่ตนเอง โดยพึ่งพิงกับรัฐส่วนกลางลดลง</p>



<p>ผอ.หลายคนค่อนข้างกังวลว่า การที่เขาจะเรียกครูมาทำงาน ณ ช่วงนี้ หรือการที่ต้องใช้งบประมาณเป็นกรณีพิเศษ จะเป็นการไม่ทำตามกฎเกณฑ์ที่ส่วนกลางตั้งไว้ จากปัญหานี้จึงเห็นได้ชัดว่าการกระจายอำนาจมากขึ้นน่าจะเป็นหนึ่งในสิ่งที่พื้นที่หรือโรงเรียนต้องการ เพราะโรงเรียนจะรู้บริบทตัวเองดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นอำนาจเรื่องงบประมาณ เรื่องหลักสูตรการเรียนการสอน หรือเรื่องบุคลากรต่างๆ</p>



<p>ประเด็นที่สอง คือเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรทางการศึกษา ที่อาจจะมีความเหลื่อมล้ำกันในประเทศ ซึ่งจริงๆ เป็นปัญหาที่มีมานานแล้ว แต่เราเห็นได้ชัดว่ามันส่งผลให้เกิดความแตกต่างกันจริงๆ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โรงเรียนบางแห่งปรับตัวกับวิกฤตโควิด-19 ได้ดีพอสมควร ในขณะที่โรงเรียนหลายๆ แห่ง เช่น โรงเรียนในชนบท หรือโรงเรียนที่ยากจนขาดแคลนทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรทางกายภาพ หรือทรัพยากรทางครอบครัว สิ่งแวดล้อมของเด็กที่บ้านอาจจะมีความขาดแคลน นั้นปรับตัวยากกว่า</p>



<p>ถ้าทางภาครัฐหรือผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าไปแก้ปัญหา ทำให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรที่มีความเสมอภาค มีความเท่าเทียมกันมากขึ้น เอางบประมาณหรือทรัพยากรไปอุดหนุนกลุ่มคนที่ยากจนให้มากกว่าที่เป็นอยู่ ก็น่าจะเป็นทางออกหนึ่ง</p>



<p>ประเด็นที่สาม การจัดการเรียนแบบ home base หรือกึ่งๆ home school เมื่อก่อนเราก็มีการพูดถึงกันพอสมควร แต่ไม่ได้โดดเด่นมากนัก เมื่อเกิดสถานการณ์ของโควิด-19 กลายเป็นว่าทั้งโรงเรียน พ่อแม่ หรือชุมชน ภาคประชาสังคม เห็นความสำคัญของการเรียนการสอนในลักษณะนี้ เพราะฉะนั้น เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับผู้ปกครอง หรือความสัมพันธ์ของวิธีการเรียนการสอน สามารถให้เด็กมีการเรียนโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน โดยใช้ครัวเรือน หรือปลูกฝังให้พ่อแม่มีส่วนร่วม เป็นประเด็นสำคัญ</p>



<h1 class="wp-block-heading" id="12--%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99-"><strong>เมื่อไรจึงควรกลับมาเปิดโรงเรียน</strong></h1>



<p>ถ้าถามว่าควรจะให้เปิดเมื่อไร หรือควรใช้มาตรฐานอะไร ก็ค่อนข้างมีแนวคิดหลากหลาย เช่น บางคนก็อยากให้เปิดเรียนแล้ว อยากให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาแล้ว เพราะอาจจะเป็นเรื่องผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อคนที่ไม่ได้ทำงาน หรือภาคธุรกิจที่ต้องหยุดไป เหตุผลระหว่างสุขภาพกับเรื่องเศรษฐกิจก็มีความขัดแย้งกันอยู่ ก็ต้องพิจารณาว่าเหมาะสมแบบไหน</p>



<p>แต่ที่สำคัญที่สุดคงเป็นเรื่องสุขภาพทางสาธารณสุข ถ้าเปิดแล้ว ก็ต้องมั่นใจว่าโรงเรียนจะไม่เป็นแหล่งที่ทำให้เกิดการแพร่กระจายของโรค หรือทำให้เด็กเป็นพาหะไปสู่พ่อแม่หรือญาติพี่น้องที่บ้าน เรื่องนี้น่าจะเป็นความสำคัญลำดับต้นๆ ที่พิจารณาว่าโรงเรียนควรเปิดมากน้อยแค่ไหน</p>



<p>ณ ตอนนี้ในหลายประเทศก็เริ่มมีการเปิดเรียนกันแล้ว เช่น เดนมาร์ก จีน หรือเกาหลีใต้ เพียงแต่เขาอาจจะใช้มาตรการ social distancing ในโรงเรียนเข้มข้น หลายประเทศก็มีวิธีการรับมือหรือมาตรการที่คล้ายๆ กัน แต่หลักๆ คือ ทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้โรงเรียนมั่นใจว่าเด็กมาแล้วจะไม่ติดโรคกลับไป</p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p><strong>อธิษฐาน์ คงทรัพย์</strong></p></blockquote>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b9f357"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/Athitha02-1280x1932-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h1 class="wp-block-heading" id="13--%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%84---covid-19-"><strong>หัวใจสำคัญของการเรียนการสอนออนไลน์ในยุค&nbsp;</strong><strong>COVID-19</strong></h1>



<p>ธรรมชาติของการเรียนการสอนแบบออนไลน์ กับการเจอตัวแตกต่างกันมากพอสมควร สิ่งที่เราพบคือ ครูต้องเรียนรู้ใหม่ และพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสในการเรียนรู้ของตัวเอง หลายคนไม่เคยเรียนรู้เรื่องโปรแกรมออนไลน์ ก็ต้องมาเรียนรู้ในระยะเวลาสั้นๆ และต้องทำงานเป็นทีม เพราะบางคนถนัดบางอย่าง ไม่ถนัดบางอย่าง การออกแบบการเรียนการสอนออนไลน์จึงต้องแชร์ความรู้กัน</p>



<p>สิ่งที่เราพบจากบรรยากาศในห้องเรียนแบบออนไลน์คือ ถ้าครูสอนโดยเอาเนื้อหาเป็นตัวตั้งแล้วบรรยายหรืออ่านสไลด์ให้เด็กฟังจะไม่เวิร์ก เพราะการมีสมาธิเพื่อนั่งอยู่หน้าจอแล้วฟังอะไรนานๆ ซักครึ่งชั่วโมง เป็นสิ่งที่ทำได้ยากมาก โดยเฉพาะกับเด็กวัยรุ่น ครูต้องคิดว่า ทำอย่างไรให้เป็นการเรียนแบบ Active Learning บทแพลตฟอร์มออนไลน์</p>



<p>พอเด็กต้องเรียนออนไลน์จากที่บ้าน เขาต้องควบคุมดูแลการเรียนรู้ของตัวเอง เราไม่สามารถไปบังคับเขาได้ จึงเกิดคำถามสำคัญว่า การเรียนรู้ที่จำเป็นสำหรับเด็กคืออะไร ครูจึงต้องเปลี่ยนวิธีการออกแบบการเรียนใหม่หมด จากเดิมที่เคยสอนตามตาราง ก็ต้องเปลี่ยนเป็นการออกแบบเชิงประสบการณ์ ทำอย่างไรให้เด็กยังคงเชื่อมโยงกับเราโดยที่ไม่ปิดหน้าจอหนีไป หรือออกไปทำอย่างอื่น</p>



<p>การออกแบบกระบวนการให้มีความร่วมมือมีข้อดี คือ ครูได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ และตีโจทย์การเรียนการสอนของตัวเอง ส่วนปัญหาและข้อเรียนรู้ที่ได้จากการถอดบทเรียนของครูที่ได้จัดการเรียนการสอนไปสักสองสามอาทิตย์แล้ว มีดังนี้</p>



<p>1.ความสัมพันธ์ที่ครูมีกับเด็กสำคัญมากๆ หากความสัมพันธ์ของครูกับเด็กดี เด็กจะยินดีให้ความร่วมมือในการเข้ามาเรียนรู้ในระบบออนไลน์</p>



<p>2.การขอความร่วมมือจากผู้ปกครองเป็นสิ่งจำเป็น พ่อแม่อาจต้องมีส่วนร่วมในบางกิจกรรมที่ครูออกแบบให้นักเรียนทำร่วมกับผู้ปกครองที่บ้าน เพราะตอนนี้ชีวิตเขาอยู่ที่บ้านเป็นหลัก การเรียนไม่ควรตัดขาดตัวเขาจากบริบทแวดล้อม ต้องคิดว่าทำอย่างไรให้บริบทแวดล้อมเป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ เช่น เด็กบางคนบอกว่าอยู่บ้านแล้วไม่สามารถจัดตารางเวลาของตัวเองได้ เพราะสำหรับเขาบ้านคือที่พักผ่อน ไม่ใช่ที่ที่จะมาเรียน ครูก็เลยต้องชวนเด็กมาออกแบบพื้นที่ จัดมุมหนึ่งในห้องให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้</p>



<p>ชุดประสบการณ์นี้ฟังดูง่ายมากๆ แต่มันเชื่อมโยงกับหลายวิชาได้ เช่น การจัดแสงในวิชาทัศนศิลป์ ครูก็จะต้องนึกให้ออกว่า หนึ่งชุดประสบการณ์สามารถเชื่อมโยงกับอะไรได้บ้าง</p>



<p>3.ปฏิสัมพันธ์ในห้องเรียนที่เปลี่ยนไป เด็กบางคนจะไม่พูดหรือตอบคำถามใดๆ เลยในการสอนออนไลน์ การสอนออนไลน์มีทั้งสอนแห้ง และสอนสด สอนแห้งคือครูอัดวิดีโอ แล้วก็อัปโหลดขึ้น ให้เด็กมาเปิดดู สอนสดคือการนัดเวลาสอน ผ่านโปรแกรม Zoom หรือ Microsoft Team ปัญหาร่วมคือเด็กไม่ค่อยตอบคำถามในระบบออนไลน์ ส่วนใหญ่จะแชทหลังไมค์มากกว่า</p>



<p>4.ต้องฝึกเด็กให้เป็นself-directed learner คือเขาต้องมีวินัยในตัวเองสูงในการเรียนและการส่งงาน เราพบว่ามีเด็กบางส่วนคุ้นเคยกับระบบที่มีครูคอยตาม มีครูคอยบอกให้ทำ แต่ตอนนี้เมื่อครูไม่สามารถตามได้ เขาก็จะต้องกำกับตัวเอง</p>



<p>ผลสัมฤทธิ์ที่ได้ระหว่างการเรียนการสอนในห้องเรียนแบบปกติ กับการเรียนการสอนออนไลน์ต่างกันพอสมควร แต่เราพบว่าหัวใจสำคัญอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้ผลสัมฤทธิ์ของการเรียนดีขึ้น คือ 1. ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน ถึงตัวจะไกลกันแต่ใจต้องใกล้กัน ครูต้องมีเทคนิคหรือวิธีการใดก็ได้ทำให้เขารู้สึกว่าครูและเพื่อนๆ อยู่ตรงนี้กับเขา 2. ชุดประสบการณ์ที่ครูเลือกใช้ให้เขาเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ได้แม้จะเรียนออนไลน์ 3. ความไว้วางใจ ครูต้องวางใจว่าถึงที่สุดแล้วเด็กทุกคนจะต้องรับผิดชอบการเรียนรู้ของตัวเอง</p>



<p>หนึ่งในหน้าที่ครูจะเปลี่ยนไปคือ ไม่ใช่การบอก การสอนตัวความรู้อีกแล้ว แต่จะต้องสร้างแรงบันดาลใจให้เด็ก ครูจะโยนโจทย์ที่ท้าทายอย่างไรให้เด็กเกิดความใคร่รู้ได้ด้วยตัวเอง และไปแสวงหาความรู้นั้น เพราะในบริบทของเด็กเมืองที่อินเทอร์เน็ตเข้าถึง&nbsp; ชุดความรู้ในโลกออนไลน์มีมากมายมหาศาล เมื่อให้แรงบันดาลใจเขาได้ จุดไฟการเรียนรู้ของเขาติด ที่เหลือเดี๋ยวเด็กจะไปต่อเอง</p>



<h1 class="wp-block-heading" id="14--%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99-"><strong>เสียงสะท้อนปัญหาการเรียนจากที่บ้าน</strong></h1>



<p>โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีข้อตกลงตั้งแต่ก่อนที่เด็กจะเข้าเรียนว่า ผู้ปกครองต้องมีส่วนร่วมในการสร้างการเรียนรู้ของลูก ไม่ปล่อยให้เป็นเรื่องของครูกับเด็ก ถ้าเกิดโรงเรียนร้องขอความร่วมมืออะไรที่จำเป็น เขาจึงยินดีช่วยเหลือ</p>



<p>ตัวอย่างง่ายๆ ที่เราขอความร่วมมือในวิกฤตโควิด-19 เช่น ช่วงที่ยังไม่ปิดโรงเรียน เราจะแจ้งผู้ปกครองให้วัดไข้ลูก ดูสุขภาพของเด็ก หากมีอาการป่วยให้หยุดโรงเรียนได้เลย แต่พอปิดโรงเรียนแล้ว เราขอความร่วมมือว่า เวลาลูกได้รับมอบหมายการบ้าน ขอให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมบ้าง เช่น วิชาพละที่คุณครูให้เด็กออกไปวิ่ง แล้วถ่ายคลิปวิดีโอมาส่ง ผู้ปกครองก็จะต้องเข้ามาช่วยลูกทำกิจกรรมนี้</p>



<p>ปัญหาที่ผู้ปกครองเจอเมื่ออยู่บ้านคือ ถ้าต้องอยู่กับลูกตลอดเวลา ผู้ปกครองบอกว่าเครียดเหมือนกัน เพราะจริงๆ เขามีภาระการงานที่ต้องทำที่บ้าน ตัวเด็กเองก็สะท้อนว่าอยู่กับพ่อแม่ตลอดเวลาแล้วรู้สึกกดดัน เครียด เขาคิดถึงเพื่อน คิดถึงโรงเรียน ก็เป็นมิติการดูแลความสัมพันธ์เชิงจิตใจ บางวิชาของโรงเรียนจึงพูดถึงเรื่องสภาวะสุขภาพจิตของเด็กว่า หากเครียด เด็กจะมีวิธีดูแลตัวเองอย่างไร ครูจะช่วยเหลือเขายังไง</p>



<p>บางบ้านพบปัญหาไม่พร้อมเรื่องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ถ้าเราสำรวจพบ ก็จะหาทางช่วยเหลือ หรือไม่พร้อมเรื่องสัญญาณอินเทอร์เน็ต ตอนนี้ กสทช. เข้ามาซัพพอร์ตอินเทอร์เน็ตให้ฟรี ทางโรงเรียนเองก็มองระยะยาว เทอมหน้าก็เป็นไปได้สูงว่าจะต้องเรียนแบบออนไลน์อีก เราอาจจะต้องซัพพอร์ตซิมการ์ดหรืออินเทอร์เน็ตให้เพิ่ม เป็นโจทย์ที่โรงเรียนยังคิดอยู่</p>



<p>บางบ้านมีปัญหาเรื่องพื้นที่ เช่น อยู่รวมกันหลายคน ก็อาจจะต้องขอความร่วมมือครอบครัว กำหนดช่วงเวลาให้เป็นเวลาของการเรียนรู้</p>



<p>ทั้งนี้ เราพบด้วยว่าการเรียนออนไลน์ไม่สามารถทดแทนการเรียนออฟไลน์ได้ 100% กล่าวคือเป็นส่วนเสริมได้ แต่ในการเรียนรู้ของมนุษย์ การปฏิสัมพันธ์ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก</p>



<p>เด็กยุคนี้เกิดมาในยุคการใช้เทคโนโลยีอยู่แล้ว เป็น digital citizen ที่มีความชำนาญ แต่สิ่งที่ผู้ปกครองส่งเสียงมา คือเด็กส่วนใหญ่เอาเวลาไปเล่นเกมหรือดูสิ่งบันเทิงมากกว่า ก็กลับมาที่ว่า ถ้าอย่างนั้นการเรียนรู้ที่เกิดในโลกออนไลน์อาจจะต้องปรับให้น่าสนใจ น่าติดตาม ซึ่งอาจทำได้ผ่านการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับเด็ก เท่าที่พบมาถ้าเด็กรับรู้ว่า แม้จะอยู่ในโลกออนไลน์แต่เขาได้รับการมองเห็นจากครู ครูสามารถติดต่อเขา ให้ฟีดแบ็กเขาได้เป็นรายบุคคล เขาจะมีกำลังใจอยากเรียนต่อ นักเรียนบางคนสะท้อนว่าเวลาส่งงานไปแล้วครูเงียบหายทำให้รู้สึกว่าทำไปก็เท่านั้น แต่ถ้าครูตอบกลับ แสดงความเห็นกับเขาสักสองบรรทัด เขาจะรู้สึกใจฟู อยากจะเรียนวิชานี้ต่อ หรือทำงานให้ดียิ่งขึ้น</p>



<p>เรายังต้องเข้าใจด้วยว่าเด็กที่ติดเกมไม่ได้ติดเพราะสนุกอย่างเดียว แต่เกมคือสังคมของเขา คือพื้นที่ที่เขาได้เป็นตัวเองและเชื่อมโยงกับเพื่อนที่มีความสนใจร่วมกัน ถ้าเราสามารถสร้างสังคมแบบนี้ได้ในแพลตฟอร์มการเรียนรู้อาจทำให้เด็กให้ความสนใจและใช้เวลาไปกับการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์</p>



<p>อีกวิธีหนึ่งที่เราคุยกับผู้ปกครอง กรณีที่พ่อแม่บ่นมาหลังไมค์ว่าลูกไม่ค่อยรับผิดชอบ คืออาจต้องยอมให้ลูกได้เรียนรู้ว่า การที่เขาไม่สามารถควบคุมการเรียนรู้ของตัวเองได้จะมีผลตามมา เช่น ผลการเรียนที่แย่ลง หรือฟีดแบ็กจากคุณครูว่าเขาต้องพัฒนาเพิ่ม เพราะเราไม่สามารถกำกับเขาทุกฝีก้าวไปตลอดชีวิตได้ บางทีเด็กต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองว่า ถ้าเขาเลือกที่จะเรียนแบบนี้ ใช้เวลาแบบนี้ ผลกระทบที่ตามมาคืออะไร ต้องวัดใจพ่อแม่เหมือนกัน</p>



<h1 class="wp-block-heading" id="15--%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%B7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99---%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B9-"><strong>พัฒนาระบบการศึกษาให้ยืดหยุ่น</strong>&nbsp;<strong>มอบอำนาจและอิสระแก่ครู</strong></h1>



<p>เมื่อการศึกษาจะต้องพลิกโฉมไป สิ่งสำคัญที่จะต้องมีในตัวเด็กคือ สมรรถนะในการแก้ปัญหา ปรับตัว และเรียนรู้ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงหรือท้าทาย เพราะฉะนั้น รูปแบบการศึกษาต้องเปลี่ยนจากระบบ Standardize ไปสู่ระบบการเรียนที่สนับสนุนศักยภาพบุคคล (Personalize learning) เป็นไปตามความสนใจเฉพาะบุคคลมากขึ้น มีจังหวะการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นขึ้น และฝึกการเรียนรู้ของเด็กผ่านการทำกิจกรรม หรือปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในสังคม</p>



<p>สิ่งหนึ่งที่เราอยากจะเห็นในตัวเด็กคือการที่เขาเข้าใจว่าตัวเองมีผลกระทบต่อโลกและสังคม เห็นความเชื่อมโยงในโลกใบนี้ ไม่ใช่การเรียนที่แยกส่วนตัวเองออกจากชุมชนหรือสังคมโลก เรื่องความเห็นอกเห็นใจ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ จะต้องเข้ามามีบทบาทมากขึ้นแน่ๆ</p>



<p>ในบทบาทของครู ครูต้องช่วยเหลือกัน ไม่สามารถทำงานอยู่ในไซโล ตามที่ตัวเองเชี่ยวชาญได้ แต่ต้องมีการเชื่อมโยงและข้ามศาสตร์ เพราะการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เราไม่รู้ ศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งไม่สามารถตอบโจทย์ได้ แต่ต้องดึงเอาความร่วมมือของหลายๆ ฝ่ายมาร่วมกัน เราพบว่าครูหลายคนต้องการเพื่อนร่วมทาง เวลาที่เขาอยากจะเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างแล้วต้องทำคนเดียวมันเหนื่อยและยาก แต่เมื่อไรก็ตามที่เขาเจอเพื่อนที่มีอุดมการณ์ร่วมกัน หรืออยากแก้ปัญหาเหมือนกัน มันจะช่วยมากๆ</p>



<p>ตอนนี้ชุมชนการเรียนรู้ของครูที่เกิดขึ้นเอง มาจาก passion ของครูจริงๆ ไม่ใช่สิ่งที่กระทรวงสั่งการ มันงอกงามมาก มีแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ครูแชร์ความรู้ให้กัน แชร์ประสบการณ์ที่เวิร์กและไม่เวิร์ก ไปจนถึงตัวอย่างบทเรียนที่น่าสนใจ หากโรงเรียนหรือคนที่มีอำนาจในการพัฒนาครูสนับสนุนการเรียนรู้ของครูโดยที่ไม่เอาไปผูกกับตัวชี้วัดมาก แต่ให้ครูได้ตอบโจทย์หน้างานของตัวเอง และให้อิสระกับครู น่าจะช่วยให้ครูเกิดการเรียนรู้และจับมือไปด้วยกันได้ดีขึ้น</p>



<p>ในเชิงระบบ ระบบจะต้องยืดหยุ่นขึ้น เพื่อพร้อมรับมือหรือปรับเปลี่ยนไปตามสภาพปัญหาหรือความเปลี่ยนแปลงของโลกและสังคมบ้านเรา การกระจายอำนาจจะต้องเกิดขึ้น ชุมชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นในการจัดการเรียนรู้ เป็นการเรียนรู้แบบ blended learning คือเด็กเรียนรู้ที่บ้านด้วย ในโรงเรียนด้วย ภาพห้องเรียนขนาดใหญ่ที่มีเด็กมานั่งเรียนรวมกันอาจจะเป็นไปไม่ได้ในสถานการณ์นี้ ห้องเรียนอาจมีขนาดเล็กลง วันที่เด็กมาโรงเรียนอาจไม่ใช่ 5 วันต่อสัปดาห์ แต่อาจมีวันที่เรียนรู้ในชุมชนหรือที่บ้าน การกระจายอำนาจจึงต้องให้อิสระครูในการออกแบบการเรียนรู้ตามบริบทพื้นที่ เราเคยไปคุยกับครูบางท่านที่ต่างจังหวัด เขาบอกว่าการสอนออนไลน์เป็นไปไม่ได้เลย เพราะเด็กบางคนอยู่บ้านกับยาย ไม่มีแม้แต่มือถือ เพราะฉะนั้น ครูคือผู้ที่รู้โจทย์ในพื้นที่ของเขา</p>



<p>ที่สำคัญมากๆ คือการมองวิกฤตให้เป็นโอกาส วางใจในศักยภาพของตัวเองในฐานะมนุษย์คนหนึ่งว่า เรามีพลังที่จะลุกขึ้นมาช่วยกันสร้างการเปลี่ยนแปลง และรับมือกับปัญหา อยากให้เราวางใจ มองความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่จะตามมาภายใต้วิกฤตนี้</p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p><strong>วิเชียร ไชยบัง</strong></p></blockquote>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3d140f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/wichian02.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h1 class="wp-block-heading" id="16--%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9C%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2-%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2-"><strong>กล้าที่จะเผชิญปัญหา กล้าที่จะเปลี่ยนระบบการศึกษา</strong></h1>



<p>ผมคิดว่าข่าวที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ เป็นข่าวที่กระตุ้นให้คนกลัว โดยเฉพาะเด็กถูกกระตุ้นให้กลัวเกินไป เช่น ในหมู่บ้านจะมีการประกาศเรื่องความรุนแรงของโรค เรื่องข้อจำกัดต่างๆ ยิ่งเป็นการตอกย้ำความน่ากลัวลงไป เวลาคนกลัวจะมีภาวะถดถอย หลบหนี ไม่กล้าเผชิญหน้า และทำให้เสียโอกาสในการเรียนรู้ ทำให้การเรียนรู้ถดถอยลงไป</p>



<p>ในเมื่อเราหนีข่าวเหล่านี้ไม่พ้น สิ่งที่ควรทำคือการกระตุ้นความกล้าให้กับผู้เรียนเพื่อที่จะสามารถตั้งหลักและมองเห็นปัญหา สามารถเผชิญหน้ากับมันด้วยสติและปัญญา ซึ่งเป็นประโยชน์มากสำหรับวงการการศึกษาในสถานการณ์นี้ เพราะถ้าเรากล้าเผชิญหน้ากับปัญหา เราจะเห็นแง่ดีในบางเรื่อง เห็นโอกาสบางเรื่อง อย่างน้อยเรื่องที่เราพูดกันมามากกว่า 20 ปี คือ เรื่องการปฏิรูปการศึกษาที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ในช่วงนี้</p>



<p>เด็ก Generation ใหม่ตอนนี้ เขามีการเรียนรู้แบบใหม่ไปแล้ว แต่ผู้จัดการศึกษาทั้งครูและโรงเรียนยังมี mindset และวิธีการจัดการเรียนการสอนแบบเดิม ซึ่งสวนทางกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ เพราะฉะนั้นโอกาสตอนนี้มาถึงแล้วในการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสด้วยสร้างความสมดุลระหว่างเด็กกับผู้จัดการเรียนรู้ใหม่</p>



<p>ในขณะที่ตัวโรงเรียน ถ้าเรามองเชิงระบบ การปรับรูปแบบโครงสร้างเดิมๆ ให้พร้อมเปลี่ยนแปลงก็จะสามารถไปกำหนดรายละเอียดต่างๆ ในโรงเรียนได้ เช่น เรื่องหลักสูตรซึ่งเป็นโครงสร้างหลัก แน่นอนว่าที่ผ่านมาต่อให้เราพยายามสร้างหลักสูตรที่ active แค่ไหน แต่มันก็ยังเป็นหลักสูตรที่เน้นการเรียนเนื้อหาความรู้มากมาย ขณะที่สถานการณ์ตอนนี้ได้พิสูจน์แล้วว่าความรู้ต่างๆ ที่เรียนกันมาในโรงเรียน ไม่ได้ถูกใช้จริง ส่วนความรู้ที่ใช้แก้ปัญหาเวลานี้กลับไม่ได้ถูกสอนในโรงเรียน เช่น เราจะจัดการกับหน้ากากอนามัยอย่างไร เพื่อให้ใช้ได้หลายครั้ง นี่เป็นความรู้ใหม่ทั้งนั้น</p>



<p>เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมเห็น คือการสร้างหลักสูตรให้พุ่งตรงไปยังการสร้างสมรรถนะของผู้เรียน เพื่อที่เขาจะสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และไม่ตระหนกในการพร้อมเผชิญหน้ากับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ผมยังมองเป้าหมายของการศึกษาในระยะยาวอีก 2 เรื่องหลักๆ คือ 1. การที่ผู้เรียนได้ค้นพบตัวเองว่าคุณเป็นใคร ชีวิตต้องการอะไร แล้วคุณจะอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างไร&nbsp; และ 2. ผู้เรียนต้องมีทักษะในการแก้ปัญหาชีวิตได้จริงๆ ซึ่งเราต้องออกแบบระบบใหม่เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง เพราะในที่สุดคนๆ หนึ่งจะต้องรับผิดชอบในการเรียนรู้ของตัวเองไปตลอดชีวิต</p>



<p>เราต้องกล้าที่จะไม่ดำรงระบบที่เป็นอยู่ เราต้องกล้าวิวัฒน์มัน เราต้องมองผู้เรียนแบบใหม่สอดรับกับโลกใหม่</p>



<h1 class="wp-block-heading" id="17--%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87---covid-19-%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9B-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88-"><strong>หลัง&nbsp;</strong><strong>COVID-19 เป็นต้นไป การเรียนการสอนต้องปรับรูปแบบใหม่</strong></h1>



<p>สำหรับโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา การแก้ปัญหาในช่วงแรก ตั้งแต่ทราบข่าวการแพร่ระบาด โรงเรียนของเราได้ปรับตัวก่อนจะปิดโรงเรียนทันทีเมื่อมีการประกาศล็อกดาวน์ ระหว่างที่ปิดโรงเรียน คุณครูแต่ละชั้นได้ออกแบบกิจกรรม ออกแบบสถานการณ์ร่วมกับผู้เรียนกับผู้ปกครองให้ไปทำที่บ้าน</p>



<p>เราใช้เทคโนโลยีแบบง่ายๆ ที่ผู้ปกครองและครูทุกคนได้ใช้อยู่แล้วในชีวิตประจำวัน คือ แอปพลิเคชัน Line เพื่อการแลกเปลี่ยนหรือส่งการบ้านแต่ละสัปดาห์</p>



<p>ส่วนอนาคตถ้าหากจะมีการกลับมาเปิดเรียนใหม่ ก็คงยังต้องมีระบบออนไลน์และออนกราวด์ควบคู่ไปด้วยกัน แต่การเรียนแบบออนกราวด์เพื่อที่จะได้เจอหน้าคุณครูและเพื่อนๆ คงต้องออกแบบรูปแบบใหม่ ออกแบบอุปนิสัยใหม่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดอีก</p>



<p>ทั้งนี้ ที่โรงเรียนของเรามีหลักสูตรบูรณาการเรื่อง Problem based Learning มาตั้งนานแล้ว ฉะนั้นเด็กที่ฝึกฝนให้เผชิญหน้ากับปัญหาและแก้ปัญหามาเรื่อยๆ เขาจะไม่ตระหนกมากกับสถานการณ์ในปัจจุบัน</p>



<p>หากมีการเปิดเรียนขึ้นมาก็ต้องมีการเปลี่ยนรูปแบบไปสมควร ซึ่งเป็นสิ่งดีที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะจะยิ่งทำให้การปฏิรูปการศึกษายิ่งถูกเร่งอัตราให้เร็วขึ้น</p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p><strong>พริษฐ์ วัชรสินธุ</strong></p></blockquote>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-24775b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/EMT09063-3-1280x853-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h1 class="wp-block-heading" id="18--%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99---%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B9-%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2-"><strong>เทคโนโลยีไม่ได้แทนที่โรงเรียน</strong><strong>-ครู แต่มาเป็นกองหนุนในระบบการศึกษา</strong></h1>



<p>คำถามที่ว่าเทคโนโลยีจะมาเพิ่มหรือลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ ตราบใดที่ทุกคนยังเข้าไม่ถึงเทคโนโลยีนั้น เทคโนโลยีจะเพิ่มความเหลื่อมล้ำสำหรับบางคนและลดความเหลื่อมล้ำในบางคน เช่น ในสังคมหนึ่ง มีคนเข้าถึงเทคโนโลยี 80 คน และเข้าไม่ถึงอีก 20 คน ถ้าเราเอาเนื้อหาดีๆ ไปใส่ในออนไลน์อาจช่วยลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มประสิทธิภาพใน 80 คนนั้น แต่อาจเพิ่มช่องว่างในอีก 20 คนที่เข้าไม่ถึง นี่เป็นโจทย์สำคัญของนักพัฒนาเทคโนโลยีการศึกษาต้องตระหนักว่าอาจมีคน 10-20% กำลังถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และหากเทคโนโลยีจะมีความสำคัญขึ้นหลังโควิด-19 ก็อาจถึงเวลาที่เราจะต้องยกระดับการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตให้เป็นสิทธิพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนพึงมี</p>



<p>นักพัฒนาเทคโนโลยีการศึกษาไม่เคยตั้งโจทย์ว่าเทคโนโลยีจะมาทดแทนคุณครูหรือระบบการศึกษา แต่โจทย์คือเทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยส่งเสริมการศึกษาหรือการเรียนในห้องเรียนได้อย่างไร หากเปรียบการศึกษาเป็นทีมฟุตบอล โรงเรียนและคุณครูเปรียบเหมือนกองหน้า เทคโนโลยีเหมือนกองหลัง ปัจจัยสำคัญที่สุดต่อการพัฒนาคุณภาพการเรียนและทักษะของเด็กในแต่ละประเทศคือคุณครู ดังนั้น ทำอย่างไรเทคโนโลยีจะมาช่วยส่งเสริมระบบการศึกษาให้การเรียนการสอนมีคุณภาพมากขึ้น</p>



<p>โจทย์นี้แยกได้เป็นสองส่วน คือ เราจะใช้เทคโนโลยีอย่างไรให้การเรียนในห้องเรียนมีประสิทธิภาพมากขึ้น และจะใช้เทคโนโลยีมาทำสิ่งที่ไม่สามารถทำในห้องเรียนได้อย่างไร</p>



<p>โจทย์ข้อแรกเรื่องเทคโนโลยีจะมาช่วยให้การเรียนในห้องเรียนมีประสิทธิภาพมากขึ้น จะขอยกตัวอย่าง 3 รูปแบบ คือ</p>



<p>1.เทคโนโลยีช่วยแก้ปัญหาโรงเรียนบางแห่งที่เข้าไม่ถึงเนื้อหาและความเชี่ยวชาญในทุกส่วน ปัญหาของโรงเรียนขนาดเล็กคือการขาดแคลนคุณครู โรงเรียนประถมบางแห่งมีครูไม่ถึง 6 คน ทำให้ครูต้องสอนหลายชั้นเรียนไปพร้อมกัน ส่วนระดับมัธยมอาจมีปัญหาเชิงวิชาเรียน เทคโนโลยีมาช่วยปิดช่องโหว่ความเชี่ยวชาญบางส่วนที่ขาดหายในโรงเรียนนั้น เช่น โรงเรียนขาดครูเก่งภาษาอังกฤษ ก็สามารถดึงเนื้อหาที่มีคุณภาพจากครูที่อื่นมาฉายได้ แล้วครูในโรงเรียนก็ทำหน้าที่เป็นเมนเทอร์ช่วยจัดเนื้อหา</p>



<p>2.การออกแบบการเรียนรู้ที่เรียกว่า flipped classroom เทคโนโลยีทำให้ครูไม่จำเป็นต้องเสียเวลาบรรยายหน้าห้อง เพราะเด็กสามารถเข้าถึงข้อมูลล่วงหน้าได้ แล้วใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงในห้องเรียนสำหรับพัฒนาทักษะแทน ครูจะเปลี่ยนบทบาทจากหน้าห้องมาอยู่หลังห้อง จากการบรรยายมาเป็นผู้นำประเด็นการถกเถียงและวิเคราะห์ หรือจัดกิจกรรมกลุ่ม ดูแลเด็กแต่ละคนที่มีความต้องการแตกต่างกัน</p>



<p>และ 3. เทคโนโลยีมาช่วยลดงานธุรการหรืองานเอกสารที่ครูต้องทำจนไม่มีเวลาสอนนักเรียน</p>



<p>ส่วนโจทย์ข้อที่สอง เป็นการใช้เทคโนโลยีมาทำสิ่งที่การเรียนการสอนในห้องเรียนไม่สามารถทำได้ คือ แนวคิดการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคล (personalized learning) เมื่อเด็กแต่ละคนมีระดับการพัฒนาและทักษะแตกต่างกัน เทคโนโลยีสามารถปรับประสบการณ์การเรียนรู้ให้ตรงกับความต้องการของแต่ละคนได้ ทั้งลำดับของเนื้อหา ความยากของเนื้อหาและคำถาม วิธีการสอนที่แตกต่างกันไป ทำให้เด็กแต่ละคนมีการพัฒนาการเรียนรู้ที่ดีขึ้น เข้าสู่เป้าหมายได้รวดเร็วขึ้น</p>



<p>นอกจากนี้เทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยเก็บข้อมูลมหาศาลเพื่อนำมาพัฒนาการเรียนการสอนให้ดีขึ้นได้ เช่น ในแอปฯ ที่เราจะเปิดตัวกลางเดือนนี้ จะมีวิดีโอการเรียนการสอนขนาดสั้น 5-7 นาที ประมาณ 2,000 วิดีโอ เราไม่ได้คิดว่าทุกวิดีโอจะได้รับความสนใจเท่ากัน แต่เราสามารถรู้ได้ว่าวิดีโอไหนที่เด็กมีปฏิสัมพันธ์มากที่สุด วิดีโอไหนที่เขาเข้ามาแล้วดูจนจบ อันไหนที่เขาไม่ต้องย้อนดูซ้ำส่วนที่สับสนหลายครั้ง นี่เป็นข้อมูลที่ทำให้เราปรับเนื้อหาให้ตรงความต้องการของเด็กได้ทันท่วงที</p>



<h1 class="wp-block-heading" id="19--%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%88%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%89%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%84%E0%B8%A5-"><strong>การใช้เทคโนโลยีตอบโจทย์การเรียนรู้เฉพาะบุคคล</strong></h1>



<p>เทคโนโลยีไม่ใช่คำตอบทุกอย่างของทุกปัญหา ถ้าเราตีความว่าระบบการศึกษาคือการเตรียมความพร้อมให้บุคลากรในประเทศสามารถรับมือกับโลกแห่งอนาคตได้ จะมีหลายปัญหาที่ไม่ได้แก้ด้วยเทคโนโลยี เช่น เรื่องการกระจายอำนาจให้โรงเรียน หรือเรื่องการศึกษาตลอดชีวิต</p>



<p>แม้เทคโนโลยีไม่ใช่คำตอบของทุกปัญหา แต่มีบางคำตอบที่ทำได้ด้วยเทคโนโลยี หนึ่งในคำตอบนั้นคือการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคล ในโลกอนาคตที่มีความหลากหลายมากขึ้น แต่ละคนจำเป็นต้องมีทักษะครบถ้วน แต่มีความถนัดและความสนใจแตกต่างไป การศึกษาที่ตอบโจทย์ความถนัด ความสามารถ และความชอบของเขาจึงเป็นสิ่งสำคัญ</p>



<p>การเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคลมีองค์ประกอบที่จะทำให้เป็นจริงได้ด้วยเทคโนโลยี คือ 1. การปรับเนื้อหาการเรียนการสอนให้ตรงกับเด็กแต่ละคน &nbsp;2. การใช้ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาเรียนรู้ จัดแพทเทิร์นพฤติกรรมแล้วจัดเนื้อหาและรูปแบบให้ตรงกับความต้องการของเด็ก 3. เทคโนโลยีมาช่วยทำงานธุรการให้ครูมีเวลากับนักเรียน 4. ครูทุกคนต้องผ่านการพัฒนาทักษะการใช้ดิจิทัล ปัจจุบันครูจำนวนมากยังกังวลว่าจะใช้เทคโนโลยีไม่คล่องตัว</p>



<h1 class="wp-block-heading" id="20--covid-19---%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%82%E0%B8%88%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89-"><strong>COVID-19</strong><strong>&nbsp;คือโจทย์ชั่วคราวของเทคโนโลยีการศึกษา และตัวเร่งการพัฒนานับจากนี้</strong></h1>



<p>ในช่วงโควิด-19 ระยะสั้นนี้ โจทย์เปลี่ยนไปชั่วคราว เมื่อเด็กไปโรงเรียนไม่ได้ คนจึงคาดหวังว่าเทคโนโลยีจะมาทดแทนโรงเรียนในช่วงเวลานี้ ถึงจะทดแทนไม่ได้ 100% แต่ทุกคนก็เห็นว่าสามารถช่วยประคับประคองเด็กส่วนหนึ่งในช่วงเวลานี้ได้</p>



<p>ช่วงต้นปีที่โควิดเริ่มเกิดขึ้น ผมบอกคนในบริษัทว่าจะมีความคาดหวังและความเร่งด่วนมากขึ้นในการพัฒนาแอปฯ นี้เพื่อเป็นทางเลือกให้เด็กเข้าถึงการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ในต้นเดือนเมษายนที่มีการเลื่อนเปิดเทอมไป 6 สัปดาห์ เรากังวลว่าถ้ายืดปิดเทอมยาวออกไปอีก เด็กจะมีความเสี่ยงที่จะมีพัฒนาการเรียนรู้ถดถอยไปอีก ฉะนั้น แม้โรงเรียนจะยังเปิดไม่ได้ อย่างน้อยเราต้องเร่งเปิดตัวแอปฯ ให้เด็กที่มีมือถือมีอีกทางเลือกหนึ่งในการเข้าถึงการเรียนการสอนได้ฟรี ส่วนเรื่องค่าอินเทอร์เน็ต เราไปจับมือกับเครือข่าย AIS ว่าให้สามารถใช้เน็ตฟรีเพื่อเข้าแอปฯ เราได้ หากไม่มีซิมของเครือข่ายนั้นก็กดสั่งซิมได้ฟรี เป็นสิ่งที่เราในฐานะภาคเอกชนพอจะทำได้เพื่อช่วยประคับประคองเด็กในช่วงที่ยังเปิดเทอมไม่ได้</p>



<p>ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้การเลือกอุปกรณ์ก็มีความสำคัญ ต้องดูว่าปัจจุบันคนไทยเข้าถึงอุปกรณ์แต่ละประเภทได้แค่ไหน สำหรับการเข้าถึงคอมพิวเตอร์ตอนนี้มีแค่ราว 50% แต่สมาร์ทโฟนนั้นคนเข้าถึงได้มากกว่า นักเรียนเข้าถึงสมาร์ทโฟนได้ 86% ขณะที่เด็กที่มาจากครอบครัวที่ยากจนที่สุด 20% ในประเทศก็เข้าถึงสมาร์ทโฟนได้ 79% แม้จะยังไม่ถึง 100% แต่ยังฝากความหวังได้</p>



<p>โควิด-19 คล้ายเป็นบททดลองในสถานการณ์บังคับว่าเทคโนโลยีการศึกษารูปแบบไหนจะใช้ได้ดี และมีปัจจัยอะไรบ้างที่จะเข้ามาส่งเสริม และเมื่อก้าวผ่านโควิด-19 ไปแล้วคนเปิดรับเทคโนโลยีการศึกษามากขึ้นเราจะได้พัฒนาได้ตรงจุดโดยมีข้อมูลและงานวิจัยมารองรับมากขึ้น</p>



<p>วิกฤตนี้สร้างความท้าทายในหลายระดับ ใครที่กำลังต่อสู้กับการปรับเข้าสู่การเรียนออนไลน์หรือพยายามเอาเทคโนโลยีมาใช้ในการศึกษา อยากให้มองเห็นศักยภาพของเทคโนโลยีด้านการศึกษาไปไกลกว่าแค่การใช้ทดแทนโรงเรียนในช่วงโควิด-19 คล้ายเป็นสถานการณ์ที่กองหน้าบาดเจ็บจนลงสนามไม่ได้ ปัจจุบันเรากำลังเอากองหลังมาเล่นแทนกองหน้าชั่วคราว จึงอาจตะกุกตะกักบ้าง แต่เมื่อกองหลังกลับไปเล่นตำแหน่งเดิมแล้วเราจะได้เข้าใจว่าอะไรคือจุดเด่นจุดด้อยของเขา&nbsp; แล้วเราจะได้ออกแบบการเล่นให้ดีที่สุดสำหรับทีม และจะได้เห็นคุณครูและโรงเรียนกลับมาเป็นกองหน้าให้กับการศึกษาไทยอีกครั้งหนึ่ง</p>



<p>หวังว่าเมื่อผ่านโควิด-19 ไปแล้วเราจะมาถอดบทเรียนเพื่อทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้เทคโนโลยีอย่างเป็นประโยชน์มากขึ้น และถ้าท้ายที่สุด ประเทศของเรามองว่าบริการและธุรกรรมหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การแพทย์ การเงิน มีความจำเป็นต้องให้ทุกคนเข้าถึงเทคโนโลยีมากขึ้น ก็อาจพัฒนาเป็นโจทย์ในภาพรวมว่าเราต้องทำให้การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตถูกยกระดับมาเป็นสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนพึงมี</p>



<figure class="wp-block-pullquote"><blockquote><p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p></blockquote></figure><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/future-of-thai-education-after-covid19/">‘โรคใหม่’ สร้าง ‘โลกแห่งการเรียนรู้ใหม่’ : อนาคตการศึกษาไทยยุคหลัง COVID-19</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คำถามชวนคิด ‘จำเป็นแค่ไหน’ ที่ทุกโรงเรียนทั่วประเทศควรเข้าถึง ‘เน็ตฟรีมีคุณภาพ’</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-free-internet-for-all-school/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 30 Jun 2021 07:28:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[DLTV]]></category>
		<category><![CDATA[ตวง อันทะไชย]]></category>
		<category><![CDATA[พริษฐ์ วัชรสินธุ]]></category>
		<category><![CDATA[StartDee]]></category>
		<category><![CDATA[วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์]]></category>
		<category><![CDATA[วิโรจน์ ลักขณาอดิศร]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาขั้นพื้นฐาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=42397</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผลจากการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส ทำให้เปิดเทอมครั้งนี้โร [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-free-internet-for-all-school/">คำถามชวนคิด ‘จำเป็นแค่ไหน’ ที่ทุกโรงเรียนทั่วประเทศควรเข้าถึง ‘เน็ตฟรีมีคุณภาพ’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ผลจากการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส ทำให้เปิดเทอมครั้งนี้โรงเรียนในหลายพื้นที่ยังไม่สามารถจัดการเรียนการสอนได้ตามปกติ โดยเฉพาะในพื้นที่ 4 จังหวัดที่มีการระบาดรุนแรง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี นนทบุรี และสมุทรปราการ ซึ่งยังถูกจำกัดให้เป็น ‘พื้นที่สีแดงเข้ม’ โรงเรียนในพื้นที่เสี่ยงเหล่านี้จึงจำเป็นต้องใช้วิธีการจัดการศึกษาออนไลน์เข้ามาช่วย ทั้งมีแนวโน้มต้องเรียนด้วยวิธีดังกล่าวต่อไปจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น</p>



<p>หากกล่าวถึงการจัดการศึกษาที่นำมาใช้ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ทุกครั้ง การเรียนออนไลน์จะได้รับการพูดถึงเป็นลำดับแรก ๆ ทั้งในด้านที่ช่วยทำให้การศึกษาสามารถดำเนินต่อไปได้ &nbsp;แต่ในขณะเดียวกัน<strong>การเรียนออนไลน์ได้เผยให้เห็นถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่เด่นชัด</strong>เพราะเด็กและเยาวชนบางกลุ่มไม่สามารถเข้าถึงการเรียนออนไลน์ที่มีคุณภาพได้ ทั้งในเรื่องความขาดแคลนอุปกรณ์เครื่องมือ เพราะความยากจนด้อยโอกาส หรือเรื่องของสัญญาณอินเทอร์เน็ต ที่ไม่ครอบคลุมทั่วถึงในหลายพื้นที่</p>



<p>กลายเป็นคำถามชวนคิดว่า มีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน ที่รัฐจะต้องดำเนินนโยบายจัดสรร ‘สัญญาณอินเทอร์เน็ต’ ที่ดีมีคุณภาพให้กระจายไปสู่โรงเรียนทุกแห่งทั่วประเทศ โดยร่วมมือกับบริษัทเอกชน อาทิ ค่ายโทรศัพท์มือถือต่าง ๆ เพื่อให้เด็กและเยาวชนทุกคน ไม่ว่าจะอาศัยอยู่ในพื้นที่ชุมชนเมือง หรือเรียนรู้อยู่ในพื้นที่ชนบทห่างไกล ได้เข้าถึงการศึกษาออนไลน์ที่ดียิ่งขึ้น</p>



<p></p>



<h3 class="gb-headline gb-headline-7828f17a gb-headline-text">‘อินเทอร์เน็ตคือถนนที่เชื่อมโยงความรู้จากทั่วโลก ซึ่งจะช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่’</h3>



<p><strong>อาจารย์วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์ นักวิชาการอิสระ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน</strong> กล่าวว่า ‘เทคโนโลยี’ จะช่วยพัฒนาการศึกษาได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้นการทำให้โรงเรียนในทุกพื้นที่เข้าถึงสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่มีคุณภาพได้ ย่อมหมายถึงการ ‘สร้างถนน’ ที่จะนำความรู้และการเข้าถึงสิทธิทุกด้านมาสู่เด็ก ๆ</p>



<p>โดยอาจารย์วิริยะกล่าวว่า รัฐมีการจัดสรรงบประมาณในส่วนหนังสือเรียนหรือชุดนักเรียนให้เด็กทุกปี ตนมองว่าการสนับสนุนด้วยวิธีดังกล่าวแสดงถึงการจัดสรรงบฯ ที่ไม่ทันยุคสมัย เพราะหากนำเงินทุนส่วนนี้ไปพัฒนาเรื่องเครือข่ายอินเทอร์เน็ต แล้วเชิญชวนองค์กรและบริษัทที่จัดทำหนังสือประเภทต่าง ๆ ให้นำหนังสือเข้าไปช่วยแบ่งปันให้เด็กทั่วประเทศได้เข้าถึง วิธีการนี้เท่ากับเราสร้างเครื่องมือเชื่อมโยงให้เขาเข้าถึงแหล่งความรู้ที่ใหญ่ที่สุดได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6b2085"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/01-ชวนคิด-เน็ตฟรี-01-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>“ไม่เพียงหนังสือ แต่สัญญาณอินเทอร์เน็ตที่มีคุณภาพจะช่วยให้เด็กเข้าถึงแอปพลิเคชันทางการศึกษาที่หลากหลายและทันสมัย ขณะที่ครูเองก็จะมีแหล่งความรู้ที่กว้างขวางเพื่อสร้างคอนเทนต์การสอนที่เหมาะสมกับเด็กในแต่ละพื้นที่ ไม่ใช่ว่าบทเรียนเดียวจะต้องเรียนเหมือนกันทั้งประเทศ นี่คือความสำคัญของการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งทุกวันนี้ไม่ได้เป็นแค่การศึกษาทางเลือกอีกแล้ว”</p>



<p>อาจารย์วิริยะกล่าวถึงหนทางที่เป็นไปได้ในการกระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ตคุณภาพให้ไปถึงพื้นที่ต่าง ๆ ว่า ด้วยงบประมาณที่มี รัฐสามารถร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงไปถึงธุรกิจเอกชนที่มีทรัพยากรในมือ ที่สำคัญคือต้องตั้งงบประมาณในส่วนนี้ไว้เพื่อการศึกษาของเด็กโดยเฉพาะ&nbsp;</p>



<p>หากแผนการดังกล่าวเกิดขึ้นจริง สิ่งที่นักเรียนได้รับจะไม่ใช่แค่การเข้าถึงแหล่งข้อมูลจากทั่วโลก แต่ยังเป็นการพัฒนาด้านอื่นไปด้วยพร้อมกัน &nbsp;เช่น การตรวจสอบเรื่องความโปร่งใส หรือช่วยลดอัตราการถูกละเมิด หรือลดความรุนแรงภายในโรงเรียนได้อีกด้วย</p>



<p>อินเทอร์เน็ตที่ดีจะทำให้เด็กสามารถสื่อสารสิ่งที่เขาประสบไปสู่สังคมภายนอกได้ อาทิ ข้อมูลเกี่ยวกับอาหารกลางวันหรือสาธารณูปโภคภายในโรงเรียนว่ามีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน หรือการติดตั้งเครื่องมือที่จะทำให้ช่วยสอดส่องกรณีเช่น ครูทำร้ายเด็ก หรือเด็กกลั่นแกล้งกันเอง ทั้งหมดนี้สามารถทำได้ ถ้ามีการมอบอำนาจในการเข้าถึงข้อมูลและการสื่อสารไปให้ถึงมือเด็ก</p>



<p>“บางโรงเรียนมีกล้องวงจรปิดที่ผู้ปกครองสามารถเห็นเด็กได้แทบจะเรียลไทม์ ซึ่งช่วยให้เขาสอดส่องความปลอดภัยของบุตรหลานได้ ขณะที่เด็กด้อยโอกาสในโรงเรียนที่ไม่มีความพร้อมมากนัก ต้องเสี่ยงกับการถูกล่วงละเมิดในรูปแบบต่าง ๆ นี่คือความเหลื่อมล้ำที่ไม่ใช่เพียงเรื่องการศึกษา แต่หมายถึงความเสี่ยงด้านคุณภาพชีวิต และการเข้าไม่ถึงสิทธิพื้นฐานที่เขาควรได้รับ “ลองนึกภาพว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าโรงเรียนตั้งอยู่ลำพังโดยไม่มีถนนตัดเข้าไปถึง เด็ก ๆ และบุคลากรทางการศึกษาจะต้องลำบากสักแค่ไหน ตรงนี้คือการเปรียบเทียบว่าอินเทอร์เน็ตก็เหมือนกับถนนของความรู้ &nbsp;เราได้เห็นตัวอย่างการจัดการศึกษาต่าง ๆ จากทั่วโลก ที่ส่งต่อความเปลี่ยนแปลงไปถึงเรื่องอื่น ๆ อีกมาก <strong>หากเราทำสำเร็จ จะช่วยยกระดับประเทศของเรา ไม่ใช่แค่เรื่องคุณภาพการศึกษา แต่ยังเป็นการกระจายความเสมอภาคของการมีชีวิตไปให้กับเด็กทุกคน”</strong> อาจารย์วิริยะกล่าว</p>



<p></p>



<h3 class="gb-headline gb-headline-5e7928ba gb-headline-text">เด็กทุกคนควรเข้าถึงเครื่องมือการเรียนรู้ เพื่อไม่ให้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษายิ่งถ่างกว้างออกไป</h3>



<p><strong>คุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร </strong>กล่าวว่า การกระจายโอกาสในการเข้าถึงการเรียนรู้เป็นเรื่องสำคัญที่รัฐต้องเร่งทำ เพราะแม้ว่าการศึกษาจะมีความเหลื่อมล้ำในตัวเองอยู่แล้ว แต่เมื่อมีเรื่องบทบาทของเทคโนโลยีอันเป็นสิ่งที่มีราคาเข้ามา แน่นอนว่าช่องว่างของความเหลื่อมล้ำจะยิ่งถ่างกว้างขึ้น ดังนั้นหากรัฐไม่มีการจัดสรรนโยบายหรืองบประมาณเข้ามาช่วยลดช่องว่างตรงนี้ คุณภาพการศึกษาของเด็กที่แตกต่างด้วยฐานะ สภาพสังคม หรือความห่างไกลของพื้นที่ก็จะยิ่งถ่างกว้างยิ่งขึ้น</p>



<p>“ผมมองว่าไม่ใช่แค่อินเทอร์เน็ต แต่เราต้องมองไปถึงเรื่องฮาร์ดแวร์ เช่น แท็บเล็ต และการส่งเสริมให้มีครูอาสาสมัครเข้าไปให้ความรู้กับเด็กในแต่ละพื้นที่ ถ้าเราจำเป็นต้องสู้ศึกในระยะยาว สิ่งที่รัฐต้องเตรียมในช่วง 120 วันที่ตั้งใจว่าเราจะเปิดประเทศได้ คืองบประมาณด้านการศึกษาและเวลาให้เด็กได้เรียนเสริมในรายวิชาสำคัญ โดยเฉพาะในส่วนของพื้นฐานที่เขาอาจจะสูญเสียโอกาสการเรียนรู้ไปในช่วงวิกฤตโควิด-19</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-df99f1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/01-ชวนคิด-เน็ตฟรี-02-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>“สำหรับเด็กจากครอบครัวที่มีโอกาส เขาสามารถซื้อคอร์สออนไลน์ดี ๆ มาเรียนเสริม เพื่อให้ได้องค์ความรู้ตามวัยที่ควรได้รับ แต่เด็กจากครอบครัวที่ไม่พร้อม เขาไม่มีแม้กระทั่งอุปกรณ์สำหรับการเรียน บางบ้านสามคนพี่น้องมีโทรทัศน์เครื่องเดียว แค่ต้องเรียน DLTV พร้อมกันเขายังไม่สามารถทำได้”</p>



<p>คุณวิโรจน์กล่าวว่า รัฐจำเป็นต้องตระหนักว่าเป็นช่วงแห่ง ‘ความสูญเปล่าทางการเรียนรู้’ ของเด็กจำนวนหนึ่ง ที่เขาจะถูกทิ้งห่างทางการเรียนรู้จากเด็กวัยเดียวกันออกไป และในท้ายที่สุดเมื่อเปรียบเทียบความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาระหว่างเด็กสองกลุ่มนี้ อาจพบว่าระดับความรู้ห่างกันมากถึง 2 หรือ 3 ปีการศึกษา นั่นคือเรื่องที่เราต้องช่วยกันในสถานการณ์เช่นนี้ เพื่อไม่ให้ระดับความรู้ของเด็กห่างไกลจากกันไปมากกว่าเดิม</p>



<p>“เริ่มที่ระยะสั้นคือ การส่งเสริมความรู้ ถ้าสถานการณ์ยังยืดเยื้อต่อไปต้องมีการเตรียมเรื่องระบบสัญญาณอินเทอร์เน็ต ทีวี หรือเตรียมงบสำหรับแท็บเล็ตให้โรงเรียนทั่วประเทศที่ยังไม่มีความพร้อม การจัดวางระบบไม่ใช่เรื่องยาก เราสามารถจัดสรรงบประมาณให้ กสทช. ดำเนินการ แล้วเชิญเครือข่ายมือถือต่าง ๆ เข้าร่วมหารือ</p>



<p>“สำคัญที่สุดคือ ต้องไม่ลืมว่าเมื่อมีอุปกรณ์สื่อสารและอินเทอร์เน็ตพร้อมแล้ว เราต้องคำนึงถึงการจัดสรรงบประมาณให้มีครูอาสาสมัคร เพื่อเข้าไปช่วยพัฒนาทักษะการเรียนออนไลน์ เก็บตกในสิ่งที่เด็กยังเรียนไม่เข้าใจด้วย ครูคนหนึ่งต่อเด็ก 30 &#8211; 50 คนอาจจะน้อยเกินไป เราต้องเพิ่มครูผู้ช่วยให้มากขึ้นแล้วแบ่งเด็กเป็นกลุ่มย่อย หรือมีการอบรมอภิปรายเกี่ยวกับการเรียนออนไลน์ให้ทุกโรงเรียนมีคุณภาพเท่าเทียมกัน นี่คือแผนที่ควรเตรียมไว้สำหรับการต่อสู้กับปัญหาโควิด-19 ในระยะยาว” คุณวิโรจน์กล่าว</p>



<p></p>



<h3 class="gb-headline gb-headline-a53f6014 gb-headline-text">จำเป็นต้องยกระดับคุณภาพเรียนออนไลน์ทั่วประเทศ แต่ไม่ควรยึดว่าทางออกของการแก้ไขปัญหาด้านการศึกษามีเพียงแบบเดียว</h3>



<p><strong>คุณพริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้สร้าง ‘StartDee’ แอปพลิเคชันด้านการศึกษา แพลตฟอร์มทางเลือกให้นักเรียนทั่วประเทศเข้าถึงการศึกษาที่เหมาะสมกับตนเอง</strong> กล่าวว่าวิกฤตโควิด-19 ทำให้บาดแผลของการศึกษาไทยเปิดกว้างขึ้นใน 2 มิติ</p>



<p>หนึ่ง เรื่องคุณภาพ เพราะการสอนออนไลน์ไม่สามารถทดแทนการเรียนในห้องเรียนได้ทั้งหมด สอง ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ที่โดยปกติแต่ละโรงเรียนก็มีความแตกต่างกันมากอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อต้องเข้ามาสู่ระบบออนไลน์ ก็ยิ่งเห็นชัดว่ามีเด็กที่ไม่สามารถเข้าถึง ประกอบกับการถูกซ้ำเติมด้วยวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้นอกจากขาดโอกาสในการเรียนรู้แล้ว ยังมีความเสี่ยงที่จะหลุดจากระบบการศึกษาอีกด้วย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-18a774"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/01-ชวนคิด-เน็ตฟรี-03-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>คุณพริษฐ์เสนอว่า ทางออกที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาแบ่งออกได้เป็น 3 ทางหลัก ๆ</p>



<ul><li>ประเด็นแรก : ต้องไม่ใช้นโยบายแบบ ‘One Size Fit All’ หรือวิธีการเดียวใช้กับทุกโรงเรียนทั่วประเทศ เพราะแต่ละพื้นที่มีข้อจำกัด รวมถึงความเสี่ยงที่ต่างกันไป เราเห็นแล้วจากการแก้ปัญหาโควิด-19 ระลอกแรก ที่ทุกโรงเรียนต้องจัดการสอนออนไลน์ทั้งหมดทันที ทั้งที่บางแห่งไม่ได้มีความเสี่ยงสูงมากกับการจัดการศึกษาปกติ ซึ่งทำให้หลายโรงเรียนที่ไม่มีความพร้อม ต้องประสบปัญหาทั้งในเรื่องสัญญาณอินเทอร์เน็ตและการขาดแคลนอุปกรณ์ </li><li>ประเด็นที่สอง : สำหรับโรงเรียนที่จำเป็นต้องสอนออนไลน์จริง ๆ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงไม่ใช่เรื่องอินเทอร์เน็ตหรืออุปกรณ์เพียงอย่างเดียว แน่นอนว่าเราต้องสนับสนุนเรื่องสัญญาณให้มีคุณภาพครอบคลุมทุกพื้นที่ แต่ที่ต้องมองไปให้ไกลกว่านั้นคือ โรงเรียนหรือบ้านจะต้องมีพื้นที่ที่เด็กสามารถมีสมาธิเรียนได้ มีเวลาเรียนที่เหมาะสม เนื่องจากนักเรียนบางคนอาจจำเป็นต้องช่วยครอบครัวทำงานหารายได้ในช่วงที่โรงเรียนปิด ดังนั้นจึงต้องมองไปที่ความช่วยเหลือครอบครัว ให้เขาได้รับการเยียวยาปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนมีสมาธิกับการเรียนมากขึ้น</li><li>ประเด็นที่สาม : เมื่อทุกคนเข้าถึงการเรียนออนไลน์ได้หมดแล้ว สิ่งที่ต้องทำควบคู่ไปด้วยคือการจัดการศึกษาออนไลน์ ที่ไม่ใช่การนำเอากรอบความคิดเดียวกันกับการสอนที่โรงเรียนมาใช้ เช่น การยึดกับตารางสอนหรือการแบ่งคาบเรียนที่ตายตัว ทั้งที่ลักษณะของการเรียนออนไลน์ควรมีความยืดหยุ่น เปิดโอกาสให้นักเรียนเลือกเวลาเรียนที่สะดวก หรือมีคลิปหรือสื่อการสอนที่น่าสนใจที่ครูเลือกมาให้ “เราต้องจัดรูปแบบการเรียนการสอนที่เหมาะกับพฤติกรรมของเด็ก อาจมีการจัดทำวิดีโอสั้นให้นักเรียนเลือกเรียนย้อนหลังได้ในหัวข้อที่ตนยังไม่เข้าใจ นี่คือเรื่องที่เราต้องรณรงค์ให้แต่ละโรงเรียนลองปรับวิธีการ เพื่อให้การเรียนออนไลน์ทำได้เต็มประสิทธิภาพ</li></ul>



<p>“เราต้องจัดรูปแบบการเรียนการสอนที่เหมาะกับพฤติกรรมของเด็ก อาจมีการจัดทำวิดีโอสั้นให้นักเรียนเลือกเรียนย้อนหลังได้ในหัวข้อที่ตนยังไม่เข้าใจ นี่คือเรื่องที่เราต้องรณรงค์ให้แต่ละโรงเรียนลองปรับวิธีการ เพื่อให้การเรียนออนไลน์ทำได้เต็มประสิทธิภาพ”</p>



<p>ทั้งสามประเด็นที่กล่าวมาเป็นแค่มาตรการชั่วคราวเพื่อซื้อเวลาในช่วงวิกฤต เพราะท้ายที่สุดแล้วการเรียนออนไลน์ก็ยังไม่สามารถทดแทนการเรียนที่โรงเรียนได้ทั้งหมด</p>



<p><strong>ทางออกประการสุดท้ายจึงหมายถึงการเร่งทำให้ประเทศปลดล็อกได้เร็วที่สุด โดยจัดสรรวัคซีนและกระจายไปให้ประชากรทั่วประเทศ เพื่อให้โรงเรียนกลับมาเปิดได้เต็มรูปแบบอีกครั้ง</strong></p>



<p></p>



<h3 class="gb-headline gb-headline-152c04bb gb-headline-text">ขยายสัญญาณเน็ตทั่วประเทศสามารถทำได้ แต่การศึกษาควรมุ่งไปที่วิธีการซึ่งเหมาะสมกับพื้นที่และผู้เรียน</h3>



<p><strong>คุณตวง อันทะไชย ประธานคณะกรรมาธิการคณะกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา</strong> กล่าวว่า สถานการณ์ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา โรงเรียนขนาดเล็กทั่วประเทศที่มีจำนวนนักเรียน 10 &#8211; 120 คน ในพื้นที่ห่างไกลราว 29, 000 โรงเรียน สามารถเปิดสอนที่โรงเรียนได้หมดแล้ว เนื่องจากโรงเรียนกลุ่มนี้มีพื้นที่ไม่หนาแน่น นักเรียนน้อย รวมถึงได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในการควบคุมโรคระบาด</p>



<p>ส่วนโรงเรียนในเมืองที่มีขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ยังต้องอาศัยการจัดการศึกษาที่ผสมผสานทั้งออนไลน์และออนไซต์ แต่สำหรับโรงเรียนใน 4 จังหวัดพื้นที่สีแดงเข้ม ตอนนี้ต้องนำวิธีการที่หลากหลายเข้ามาใช้ ทั้งออนไลน์ ออนแอร์ หรือออนไซต์ ที่มีการจัดการสอนเป็นกลุ่มเล็ก ๆ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8fcd2c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/01-ชวนคิด-เน็ตฟรี-04-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>“การเรียนออนไลน์เพียงอย่างเดียวจะได้เฉพาะความรู้ความจำ แต่พัฒนาการด้านอื่นจะไม่ได้รับการเรียนรู้ไปด้วย เรามีวิธีที่การจัดกลุ่มนักเรียน 5 &#8211; 10 คนต่อครู 1 คน ในพื้นที่ที่สามารถทำได้ ซึ่งอยากให้เป็นโมเดลที่ขยายออกไปในพื้นที่ต่าง ๆ เนื่องจากการเรียนแบบพบปะทั้งครูและเพื่อนนักเรียน จะช่วยเรื่องการพัฒนาผู้เรียนได้ครบ 4 มิติ คือ สติปัญญา ร่างกาย อารมณ์ และสังคม”</p>



<p>วิธีการนี้เราต้องมีครูเพิ่มขึ้น แต่เด็กจะเรียนได้อย่างปกติ มีการพัฒนาทางอารมณ์จากการได้พบปะเพื่อนฝูง ชุมชน</p>



<p>คุณตวงกล่าวว่า การเรียนออนไลน์อย่างเดียวยังมีข้อจำกัดเรื่องผลการเรียรู้ ที่เด็กอาจไม่ได้เรียนรู้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ในส่วนของความร่วมมือเพื่อสร้างระบบการเรียนรู้ออนไลน์ด้วยสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ทั่วถึงและมีคุณภาพ ตนมองว่าเป็นเรื่องสำคัญ “ถ้าเราจะลงทุนด้านการศึกษา ก็ไม่ต้องมีคำถามว่าคุ้มค่าแค่ไหน แต่สิ่งที่ควรทำจริง ๆ คือ มองความสำคัญเป็นลำดับ ถ้าเรามองไปที่การจัดการศึกษาขนาดเล็กหรือสร้างสรรค์กระบวนการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ที่เหมาะกับพื้นที่ ผมคิดว่าจะแก้ปัญหาได้ยั่งยืน แม้ว่าเราจะต้องเจอวิกฤตอีกกี่ครั้งก็ตาม</p>



<p>“เรื่องอินเทอร์เน็ตเป็นเพียงแค่ส่วนย่อย มาเสริมให้เด็กได้หาความรู้ที่ไม่มีในห้องเรียน อย่างไรก็ดี การพัฒนาครูให้เป็นผู้จัดการเรียนรู้ หรือช่วยเสริมเติมผู้เรียนในด้านอื่น ๆ ที่เขาขาดไป ก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องเร่งทำให้ได้ก่อน”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-free-internet-for-all-school/">คำถามชวนคิด ‘จำเป็นแค่ไหน’ ที่ทุกโรงเรียนทั่วประเทศควรเข้าถึง ‘เน็ตฟรีมีคุณภาพ’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การศึกษาคือจุดเริ่มต้นในการแก้ไขปัญหาสังคม</title>
		<link>https://www.eef.or.th/interview-08-12-20/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 05 Dec 2020 11:05:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[พริษฐ์ วัชรสินธุ]]></category>
		<category><![CDATA[StartDee]]></category>
		<category><![CDATA[ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ]]></category>
		<category><![CDATA[จับมือร่วมสร้างเสมอภาค]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=24604</guid>

					<description><![CDATA[<p>อยากเชิญชวนประชาชนทุกคนที่อยากพัฒนาประเทศเข้ามาสนใจเรื่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/interview-08-12-20/">การศึกษาคือจุดเริ่มต้นในการแก้ไขปัญหาสังคม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p>อยากเชิญชวนประชาชนทุกคนที่อยากพัฒนาประเทศเข้ามาสนใจเรื่องการศึกษามากขึ้น เพราะจะเป็นวิธีการเปลี่ยนอนาคตของประเทศที่ยั่งยืนมากขึ้น</p></blockquote>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยความเชื่อที่ว่า “​การศึกษา” เป็นกลไกที่แทบจะสำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศ </span><span style="font-weight: 400;">ในหลายมิติ ทำให้ </span><b>ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ </b><span style="font-weight: 400;">เดินหน้าปลุกปั้น “StartDee” แอปพลิเคชัน ด้านการศึกษา ที่จะเป็นอีกทางเลือกให้นักเรียนทั่วประเทศสามารถเข้าถึงการศึกษาในแบบที่แต่ละคนต้องการ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> ไอติม มองว่า หากมองในสามมิติ  มิติแรกเศรษฐกิจจะเติบโตสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการพัฒนาบุคลากรของประเทศให้มีทักษะที่จะหางานในอนาคตได้ ซึ่งงานกำลังจะถูกทดแทนด้วยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย การศึกษาจึงสำคัญที่จะต้องรับความเปลี่ยนแปลงในอนาคตให้ทัน</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-24609" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/EEF_interview_kparis_photo01.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/EEF_interview_kparis_photo01.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/EEF_interview_kparis_photo01-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/EEF_interview_kparis_photo01-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/EEF_interview_kparis_photo01-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">​</span><span style="font-weight: 400;">ในมิติที่สอง​ประเทศไทยมีปัญหาความเหลื่อมล้ำ ช่องว่างรายได้ระหว่างคนรวยกับคนไม่รวยสูงมาก ​สิ่งที่น่าห่วงคือความเหลื่อมล้ำตรงนี้ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น วิธีเดียวที่จะหยุดการส่งต่อความเหลื่อมล้ำจากรุ่นต่อรุ่นคือทำให้เด็กทุกคนไม่ว่าจะเกิดจากครอบครัวไหนเข้าถึงการศึกษาที่ดีได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมต้องเพิ่มการเข้าถึงการเรียนการสอนที่มีคุณภาพเท่าเทียมกัน ซึ่งปัจจุบันยังห่างไกลอยู่”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในมิติที่สาม ​“การเมือง” เราเป็นประชาธิปไตยไม่ยั่งยืน ส่วนหนึ่งที่จะช่วยได้คือการช่วยปลูกฝังวัฒนธรรมประชาธิปไตยตั้งแต่ในห้องเรียน ครูเปิดให้เด็กได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น แปรสภาพเป็นวัฒนธรรมทางสังคมที่เขาได้รับสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“การศึกษาเลยเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นในการแก้ปัญหาหลาย ๆ ปัญหา ​เลยทำให้ผมที่เคยทำงานการเมือง มีเป้าหมายอยากพัฒนาประเทศ เมื่อพักงานการเมืองลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ก็มองว่าจะสร้างประโยชน์ให้กับสังคมอย่างไรได้บ้างจนมาตกผลึกเรื่องการศึกษา”</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>สร้างการศึกษาที่ดีในมือถือ<br />
</b><b>อุดช่องโหว่ในระบบปัจจุบัน</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> ไอติม อธิบายว่า การที่มาทำสตาร์อัพเรื่องการศึกษานั้นเข้าใจบทบาทของตัวเองดี  ถ้าการศึกษาดี  SartDee ไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ แต่ในวันที่การศึกษายังมีดีและปัญหาการศึกษาเรื้อรังมายาวนาน ไม่อยากที่จะอยู่เฉย ๆ อะไรที่พอจะช่วยได้ในฐานะภาคเอกชนก็อยากช่วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เครื่องมือหนึ่งคือเรื่องเทคโนโลยี ในวันที่เด็กเข้าถึงสมาร์ทโฟน หากนำการศึกษาที่ดีไปอยู่ในสมาร์ทโฟน ​ก็จะทำให้ไม่ว่าเด็กคนนั้นได้รับการศึกษาที่ดีหรือไม่ดี หรืออยู่ในโรงเรียนที่มีคุณภาพการศึกษาดีหรือไม่ อย่างน้อยเขาก็ยังเข้าถึงการศึกษาที่ดีในมือถือ เป็นการอุดช่องโหว่ปัญหาในระบบปัจจุบัน</span></p>
<p><figure id="attachment_24610" aria-describedby="caption-attachment-24610" style="width: 864px" class="wp-caption alignnone"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-24610 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/EEF_interview_kparis_photo02.jpg" alt="" width="864" height="545" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/EEF_interview_kparis_photo02.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/EEF_interview_kparis_photo02-300x189.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/EEF_interview_kparis_photo02-768x484.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/EEF_interview_kparis_photo02-750x473.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /><figcaption id="caption-attachment-24610" class="wp-caption-text">ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ เดินหน้าปลุกปั้น “StartDee” แอปพลิเคชัน ด้านการศึกษา</figcaption></figure></p>
<h4></h4>
<h4>การขับเคลื่อนประเทศ<br />
ต้องพึ่งพา ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม</h4>
<p><span style="font-weight: 400;">ถามว่าทำไมไม่ควรปล่อยให้การแก้ไขปัญหาการศึกษาเป็นเรื่องของรัฐเพียงอย่างเดียว ไอติม ตอบว่า  การที่ประเทศจะขับเคลื่อนได้ต้องพึ่งกลไก 3 อย่าง คือ ภาครัฐ ภาคเอกชน และ ภาคประชาสังคม ​ยิ่งถ้าภาครัฐยังมีความเชื่องช้าในการตอบสนองกับปัญหาที่เป็นอยู่​ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมก็น่าจะเข้ามามีบทบาทช่วยกันตรงนี้​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากจำนวนผู้ใช้กว่า 3 แสนคนแสดงให้เห็นว่า มีนักเรียนหลายคนที่มีความกระตือรือร้นในการหาช่องทางการเรียนรู้ จากที่ได้ลองสอบถามเด็กที่มาใช้ StratDee หลายคนบอกว่าเขาเคยเข้าไปเสิร์ชหาดูบทเรียนตามยูทูปบ้าง หาเจอบ้างไม่เจอบ้าง จึงเป็นที่มาที่เราอยากสร้าง StartDee ที่ถ้าเขาเสิร์ชหาใน Youtube ไม่เจอ แต่ถ้าเข้ามาใน StartDee   เขาจะเข้าถึงเนื้อหาได้ทุกหัวข้อทุกบทเรียนที่เรียนในห้องเรียนได้  เพราะเด็กบางคนเรียนในห้องไม่เข้าใจ ไม่กล้าถาม StartDee จึงเป็นเหมือนตาข่ายรองรับให้นักเรียนที่อาจไม่ได้รับการสอนที่ดีในโรงเรียน</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>คืนเวลาให้คุณครู<br />
เพิ่มเวลาฝึกทักษะคิดวิเคราะห์ทำงานเป็นทีม</h4>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับคำถามว่าเทคโนโลยีจะช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้หรือไม่ ไอติม วิเคราะห์ว่า ทั้ง “ได้” และ “ไม่ได้” ​ในมุมที่ “ได้” คือทำให้เด็กเข้าถึงการศึกษาได้ง่ายขึ้น เพราะอัตราเด็กที่มีมือถืออยู่ที่ 86 % และกลุ่มที่มีรายได้น้อยที่สุดก็มีอัตรามือถืออยู่ที่ 79%  แต่ก็ยังมีข้อจำกัดอื่นอีกเยอะเช่นอินเตอร์เน็ตซึ่ง StartDee จับมือกับ AIS ให้ใช้อินเตอร์เน็ตฟรีสำหรับคนที่ใช้ StartDee</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตรงนี้เราสามารถคืนเวลาให้กับคุณครูได้ แทนที่คุณครูจะบรรยายเนื้อหา 1 ชม. ก็อาจให้เด็กไปดูมาก่อน แล้วในห้องก็ทำกิจกรรม ฝึกทำงานเป็นทีม ฝึกแสดงความคิดเห็น ฝึกวิเคราะห์ ซึ่งระบบการศึกษาไทยที่ผ่านมายังขาดหายไปมาก</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-24611" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/EEF_interview_kparis_03.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/EEF_interview_kparis_03.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/EEF_interview_kparis_03-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/EEF_interview_kparis_03-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/EEF_interview_kparis_03-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<h4>เพิ่มความ “ยืดหยุ่น” ทางการศึกษา<br />
ให้เด็กได้เลือกเรียนในสิ่งที่ตรงกับความต้องการ​</h4>
<p><span style="font-weight: 400;">ไอติม บอกด้วยว่า มิติที่ยากที่สุดคือการนำเทคโนโลยีมาสร้างการเรียนรู้ แบบเพอซอนอลไลเซชั่น หรือการเรียนรู้เนื้อหาที่ดัดแปลงให้ตรงกับความต้องการของผู้เรียน  เช่นผู้เรียนที่เก่งเลขอยู่แล้วก็จะเจอเนื้อหาที่ยากขึ้น หากยังตอบคำถามผิดก็จะเจอเนื้อหาที่เป็นพื้นฐานก่อน เราพยายาทำให้เป็น Netflix ทางการศึกษาคนที่ชอบซีรีส์เกาหลี ก็จะเจอซีรีส์เกาหลีคนที่ชอบหนังฝรั่งก็จะเจอหนังฝรั่ง​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตรงนี้เป็นการให้เขาเลือกเรียนในสิ่งที่อยากเรียนของแต่ละคน มีความยืดหยุ่นซึ่งสำคัญมาก ระบบการศึกษาปัจจุบันเขาเลือกอะไรไม่ได้เลย อย่างแรกตารางเรียนเขาแน่นมาก ต่อมาเขาถูกบีบบังคับให้เลือกสายวิทย์ สายศิลป์ มีความยืดหยุ่นน้อยมากว่าเขาอยากเรียนอะไร”  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ในมุมที่มองว่าอาจแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา “ไม่ได้” คือตราบใดที่นักเรียนทุกคนยังไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ ก็จะยิ่งเพิ่มช่องว่างระหว่างเด็กที่เข้าถึงเทคโนโลยีกับเข้าไม่ถึงเทคโนโลยี  ​ในอนาคตหากตัวเลข 14% ของเด็กที่ยังไม่มีมือถือ​ค่อยๆ ลดลงก็หวังว่าปัญหาจะคลี่คลายไปด้วยตัวของมันเองในอนาคต</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-24612" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/EEF_interview_kparis_photo04.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/EEF_interview_kparis_photo04.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/EEF_interview_kparis_photo04-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/EEF_interview_kparis_photo04-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/EEF_interview_kparis_photo04-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<h4>การแก้ไขปัญหาการศึกษา​<br />
หลายปัญหาในสังคมก็จะคลี่คลายได้</h4>
<p><span style="font-weight: 400;">การศึกษาเป็นอุตสาหกรรมที่บางคนอาจจะมองข้าม เพราะการเปลี่ยนการศึกษาแล้วกว่าจะเห็นผล</span><span style="font-weight: 400;">ใช้เวลานาน เทียบกับการไปสร้างถนน เราเห็นผลเลยว่ามีถนนเกิดขึ้น แต่การศึกษาอาจจะเห็นผลไม่ชัดตอนแรกและนานมากกว่าจะเห็นผล ​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่อยากเชิญชวนประชาชนทุกคนที่อยากพัฒนาประเทศเข้ามาสนใจเรื่องการศึกษามากขึ้น เพราะจะเป็นวิธีการเปลี่ยนอนาคตของประเทศที่ยั่งยืนมากขึ้น ระบบการศึกษาไทยผลิตอนาคตประเทศปีละ 1 แสนคน ถ้าเปลี่ยนกระบวนการตรงนี้ได้ก็จะสามารถผลิตบุคลากรที่มีทักษะ แข่งขันต่างชาติ แข่งขันกับเทคโนโลยี แข่งขันกับหุ่นยนต์ ในการหางาน ก็จะช่วยกระจายโอกาสสร้างความเท่าเทียม หลายปัญหาในสังคมก็จะคลี่คลายได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“พูดง่ายๆ การศึกษาอาจจะดูไม่น่าเซ็กซี่ในการเข้ามาแก้ปัญหา​ทางการศึกษา และนานกว่าจะเห็นผล แต่ถือเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน”</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-24613" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/EEF_interview_kparis_photo05.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/EEF_interview_kparis_photo05.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/EEF_interview_kparis_photo05-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/EEF_interview_kparis_photo05-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/EEF_interview_kparis_photo05-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<h4>กสศ. กับ StartDee มีเป้าหมายเดียวกัน<br />
คือ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา</h4>
<p><span style="font-weight: 400;">ไอติม เล่าให้ฟังว่า เริ่มทำงานกับ กสศ. ​ตั้งแต่ช่วยเริ่มต้นของ StratDee  ซึ่งเรามีเป้าหมายตรงกันคือลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สิ่งแรกคือเราอยากทำความเข้าใจกับตัวเองก่อนว่าเด็กที่มาใช้ แอปพลิเคชั่นเรามาจากกลุ่มไหนบ้าง เพื่อจะได้เข้าใจได้ว่ากลุ่มที่เข้าถึงเราเป็นเด็กที่มีรายได้น้อยจริงหรือเปล่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ เรามีความร่วมมือทางด้านข้อมูลกับ กสศ. โดยเราไม่ได้ใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กแต่ละคน แต่เราใช้​ข้อมูลรายโรงเรียนดูว่าโรงเรียน​ที่เข้ามาใช้แอปพลิเคชั่นเรามีสัดส่วนเด็กยากจนมากน้อยแค่ไหน  ทำให้สามารถคาดการณ์ได้ว่าเด็กที่ใช้ StartDee มาจากกลุ่มไหนบ้าง เพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งที่เราทำนั้นลด ไม่ได้เพิ่มความเหลื่อมล้ำ</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-24614" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/EEF_interview_kparis_photo06.jpg" alt="" width="864" height="541" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/EEF_interview_kparis_photo06.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/EEF_interview_kparis_photo06-300x188.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/EEF_interview_kparis_photo06-768x481.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/EEF_interview_kparis_photo06-750x470.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<h4>กสศ.ช่วยคัดกรองกระจายทุนให้ถึงมือเด็กตรงจุด</h4>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ มีหลายองค์กรที่อยากสนับสนุนทุนการศึกษาให้เด็กที่เข้ามาใช้ StartDee ไม่ต้องจ่ายค่าสมาชิก 200 บาทต่อเดือน กสศ. ก็จะเข้าคัดกรอง​กระจายทุนเหล่านี้ให้ถึงมือเด็กที่ตรงจุด ทำให้ทุนนี้ไปถึงเด็กที่มีความต้องการจริงและช่วยติดตามนักเรียนทำให้มั่นใจว่าทุนเหล่านี้จะสร้างประโยชน์ให้กับนักเรียนที่ได้รับไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“จากการทำงานของ กสศ หวังว่าจะทำให้คนหันมาความสำคัญของการศึกษามากขึ้น และเห็นความเหลื่อมล้ำที่มันกว้างขึ้นเรื่อยๆ   ซึ่งใครที่จะพอจะทำอะไรได้ตอนนี้ ก็ช่วยกันคนละไม้คนละมือ ลดความเหลื่อมล้ำในเชิงโครงสร้าง เชิงระบบ ก็น่าจะเป็นประโยชน์มาก “​ ไอติม กล่าวทิ้งท้าย</span></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/interview-08-12-20/">การศึกษาคือจุดเริ่มต้นในการแก้ไขปัญหาสังคม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เครื่องมือสแกนพื้นที่ทุกมิติพลิกชีวิตสู่ความเสมอภาคทางการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/30072020-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 29 Jul 2020 17:09:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[iSEE]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[เรืองโรจน์ พูนผล]]></category>
		<category><![CDATA[ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[พริษฐ์ วัชรสินธุ]]></category>
		<category><![CDATA[สตาร์ทดี]]></category>
		<category><![CDATA[iSEE 2.0]]></category>
		<category><![CDATA[น.ส.ฐปณีย์ เอียดศรีไชย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=18964</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2563 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางกา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/30072020-2/">เครื่องมือสแกนพื้นที่ทุกมิติพลิกชีวิตสู่ความเสมอภาคทางการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-18966" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-2-2.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-2-2.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-2-2-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-2-2-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-2-2-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p>เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2563 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดแถลงข่าวเปิดตัวระบบ<strong> “iSEE 2.0 นวัตกรรมสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา”</strong> พร้อมจัดเวทีเสวนา<strong> “EdTech และการขับเคลื่อนสังคมด้วยข้อมูล (Data Activism) กรณีศึกษาระบบ iSEE กับการระดมความร่วมมือเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา”</strong></p>
<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท</strong> รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า กสศ.ได้วิจัยและพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (Information System for Equitable Education : iSEE) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (BIG Data) รายบุคคล ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายเด็กและเยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสมากกว่า 4 ล้านคน</p>
<p>โดยเชื่อมโยงข้อมูลเด็กและครอบครัวกับฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของ 6 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงงาน และกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงข้อมูลจากระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (GIS)เพื่อที่จะช่วยให้ผู้ทำนโยบาย <strong>“มองเห็น”</strong> สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำได้ชัดเจนทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ตลอดจนเป็นเครื่องมือให้กับหน่วยงาน ภาคีต่างๆ ที่มีภารกิจในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้ในอนาคต</p>
<p>ทั้งนี้ระบบ <strong>iSEE</strong> นับเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ด้านการศึกษา ที่จะช่วยยกระดับการค้นหา คัดกรองเด็กเยาวชนทั้งในและนอกระบบการศึกษาอย่างละเอียด โดยจะสำรวจตั้งแต่ระดับประเทศ ภูมิภาค จังหวัด อำเภอ ตำบล โรงเรียน จนถึงรายบุคคล ทำให้ติดตามสถานการณ์การศึกษา อัตราการมาเรียน รายได้เฉลี่ยของครัวเรือน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กในอนาคต ฯลฯ เพื่อที่จะให้ความช่วยเหลือได้เข้าถึงตัวเด็กอย่างทันท่วงที</p>
<p><figure id="attachment_18968" aria-describedby="caption-attachment-18968" style="width: 864px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-18968 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/b-1-1.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/b-1-1.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/b-1-1-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/b-1-1-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/b-1-1-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /><figcaption id="caption-attachment-18968" class="wp-caption-text">ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></p>
<p><strong>“จุดเด่นของระบบ iSEE คือ การแสดงข้อมูลสุขภาวะและทุพโภชนาการของเด็กและเยาวชน ข้อมูลสถานะครัวเรือนและสวัสดิภาพของเด็กและเยาวชน ข้อมูลการเดินทางระหว่างไปโรงเรียน ข้อมูลสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของโรงเรียน และจากการประมวลผลข้อมูลพบปี 2562 มีนักเรียนในระบบการศึกษาหายไปครึ่งหนึ่งหลังจบ ม.3 ยังพบว่า 3 จังหวัด ได้แก่ ตาก กรุงเทพ แม่ฮ่องสอน มีเด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษามากที่สุด</strong>” รองผู้จัดการ กสศ.กล่าว</p>
<p><strong>ดร.ไกรยส</strong> กล่าวว่า กสศ.ต้องการจัดทำระบบ iSEE ให้เป็น user- centered data Visualization Tools หรือนำเสนอข้อมูลที่ซับซ้อนในรูปแบบที่ง่ายและสอดคล้องกับการใช้จริงของภาคีเครือข่าย ในการทำให้สังคมไทยมองเห็นเด็กทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยไม่ว่าจะยากดีมีจนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ผ่าน 5 เป้าหมายหลัก ได้แก่ 1) มีระบบสารสนเทศที่เชื่อมโยงฐานข้อมูลในหลายกระทรวง 2) Virtual Live ข้อมูล ให้เป็น user center design มีการทำกราฟ/ตารางที่ง่ายต่อการใช้งาน เพื่อนำไปแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมได้อย่างง่าย 3) ปฏิรูปกระบวนการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เช่น การระดมทุน หรือ การจัดค่ายอาสาพัฒนาชนบท ที่สามารถมองเห็นเด็กหรือโรงเรียนได้ชัดมากที่สุด</p>
<p>4) ขับเคลื่อนทรัพยากรและเครือข่ายในสังคมเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา 5) สนับสนุนผู้ที่ต้องการเป็นนักวิจัย start up ผู้ประกอบการทางสังคม และสื่อมวลชน ให้มีพลังในการขับเคลื่อนวาระทางสังคมมากขึ้น ด้วยข้อมูลที่ทันสมัย เพื่อช่วยกันลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้ทุกที่ ทุกเวลา นอกจากนี้ระบบ <strong>iSEE</strong> ยังมีระบบการตอบกลับที่เป็นวงจร สามารถนำข้อมูลกลับมารายงานได้ว่ามีจำนวนเด็กที่ได้รับการช่วยเหลือ เด็กที่จบการศึกษา รวมถึงเด็กที่ได้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาแล้วกี่คน</p>
<p>&#8220;กสศ. หวังว่าระบบ<strong> iSEE</strong> จะมีผู้ใช้งานเข้ามาใช้ฐานข้อมูลของเราอย่างต่อเนื่องจนเกิดความยั่งยืน เพื่อให้กรอบการทำงานระยะยาวของ กสศ. ที่มองว่า Data เป็นการทำงานเชิงยุทธศาสตร์นำไปสู่ความเสมอภาคทางการศึกษาในอนาคต&#8221; <strong>ดร.ไกรยส</strong> กล่าว</p>
<p><figure id="attachment_18970" aria-describedby="caption-attachment-18970" style="width: 864px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-18970 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/c-1-2.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/c-1-2.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/c-1-2-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/c-1-2-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/c-1-2-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /><figcaption id="caption-attachment-18970" class="wp-caption-text">iSEE 2.0 สามารถค้นหาพื้นที่ยากจนพิเศษได้อย่างเจาะลึก</figcaption></figure></p>
<p><strong>นายเรืองโรจน์ พูนผล</strong> หรือ <strong>“กระทิง&#8221;</strong> ประธาน กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) ในฐานะมือปั้น Startup มือหนึ่งของไทย กล่าวถึง ed tech และการขับเคลื่อนสังคมด้วยข้อมูล ว่า จากการที่ตัวเองทำงานด้านสตาร์ทอัพ มาหลายปี และตอนนี้มีสตาร์ทอัพที่ลงทุนอยู่ด้วย 78 ราย และในฐานะผู้ปั้นสตาร์ทอัพในประเทศไทย ทำให้รู้ว่า ฐานข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการแจ้งเกิดสตาร์ทอัพอย่างมาก และระบบisee 2.0 ของกสศ.ทำให้เราทราบว่า จะต้องพัฒนาระบบ ที่สตาร์ทอัพ สามารถนำไปใช้ได้ และแก้ปัญหาได้ตรงจุด</p>
<p>ทั้งนี้ อยากชวน สตาร์ทอัพ มาใช้ข้อมูล <strong>iSEE2.o</strong> เพื่อจะได้ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ได้ช่วยเหลือสังคม และช่วยเหลือสตาร์ทอัพให้วิเคราะห์ได้ถูกต้อง ที่ผ่านมาสตาร์ทอัพมองเห็นปัญหา แต่ไม่สามารถใส่ข้อมูลลงไปได้ พอได้ทำงานกับ กสศ. มาระยะหนึ่งทำให้ทราบว่า จะใส่ข้อมูลอะไรลงไป</p>
<p><strong>นายเรืองโรจน์</strong> กล่าวว่า จากสถานการณ์โควิด –19 <span style="font-weight: 400;">ส่งผลกระทบต่อระบบการศึกษา ทำให้เด็กไม่ได้ไปโรงเรียน และการไม่ได้รับการศึกษาย่อมส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีงานวิจัยจากแมคเคนซียังชี้ให้เห็นว่าการกระทบต่อจีดีพีสหรัฐไปแล้ว   ขณะที่มีเด็กถึง 4 ล้านคนที่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ Old normal ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี (Distrup) ยิ่งทำให้เราไม่มีข้อมูลในการเข้าไปช่วยเหลือ</span></p>
<p><figure id="attachment_18978" aria-describedby="caption-attachment-18978" style="width: 864px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-18978 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/d-3.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/d-3.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/d-3-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/d-3-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/d-3-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /><figcaption id="caption-attachment-18978" class="wp-caption-text">เรืองโรจน์ พูนผล หรือ “กระทิง&#8221; ประธาน กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG)</figcaption></figure></p>
<p>“สตาร์ทอัพหลายภาคส่วนถามหาข้อมูลอยู่ไหน ซึ่งการที่ กสศ.สร้างระบบ <strong>iSEE</strong> ขึ้นมาเหมือนมอบพลังอำนาจแห่งเทคโนโลยีมาให้ ในเมื่อเราจะเปลี่ยนแปลงประเทศด้วยพลังอำนาจของข้อมูล  จึงอยากเชิญชวนทุกคน เข้ามาเปลี่ยนแปลงเรื่องการศึกษา เพราะการศึกษาสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตได้  โดยร่วมกันเปลี่ยนแปลงเด็ก 4 ล้านกว่าคน เพื่อให้ประเทศไทยไปอยู่ข้างหน้าได้โดยเข้าไปใช้ระบบ <strong>iSEE</strong>” นายเรืองโรจน์ กล่าว</p>
<p>นายเรืองโรจน์ กล่าวว่า ระบบ <strong>iSEE</strong> ถือเป็นแพลตฟอร์มที่มีชีวิต หากผู้สนใจอยากได้ฟีเจอร์อะไรเพิ่มเติม ก็สามารถเข้ามาร่วมพัฒนากับกสศ.ได้</p>
<p>&#8220;ผมขอการันตีได้เลย ผมลงทุนสตาร์ทอัพ 79 บริษัท แต่กสศ. สร้างระบบนี้ได้เร็วกว่าบางบริษัทด้วยซ้ำ ดังนั้น มาช่วยกันได้ แค่คุณคลิก แชร์ ดาต้านี้นำไปบอกเล่า สามารถเปลี่ยนแปลงประเทศไทยในแบบของคุณได้แล้ว&#8221; นายเรืองโรจน์ กล่าว</p>
<p><strong>นายพริษฐ์ วัชรสินธุ</strong> หรือ <strong>&#8220;ไอติม”</strong> ผู้ก่อตั้ง startdee เน็ตฟลิกซ์แห่งวงการการศึกษาไทย กล่าวว่า สตาร์ทดีต้องขอบคุณ กสศ. เพราะ หลายเรื่องต้องตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูลของ กสศ. ทั้งสตาร์ทดีและกสศ. มีเป้าหมายต้องการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ปัจจุบันเด็กไทยเจอความเหลื่อมล้ำสองตลบ ตลบที่หนึ่งเป็นคุณภาพการเรียนการสอนในแต่ละโรงเรียน ไม่เท่ากันระหว่างหัวเมืองกับชนบท และตลบที่สองคือ ช่องทางการเรียนนอกห้องเรียน ก็ถูกปิดกั้นด้วยวัฒนธรรมการเรียนพิเศษที่ราคาค่อนข้างสูง สิ่งที่เล็งเห็นคือสัดส่วนเด็กไทยที่เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพจึงไม่สูงมาก</p>
<p><figure id="attachment_18977" aria-describedby="caption-attachment-18977" style="width: 864px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-18977 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/e-2.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/e-2.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/e-2-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/e-2-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/e-2-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /><figcaption id="caption-attachment-18977" class="wp-caption-text">พริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ไอติม ผู้ก่อตั้ง startdee</figcaption></figure></p>
<p><strong>นายพริษฐ์</strong> กล่าวว่า การใช้งานในส่วนของระบบ <strong>iSEE</strong> ส่วนแรกมาจากความสงสัยส่วนตัวต้องการตรวจสอบตัวเอง อยากรู้ว่าเด็กที่เข้าถึงแอปพลิเคชั่นของสตาร์ดี เป็นเด็กยากจนมากน้อยแค่ไหน เราจึงเอาข้อมูลโรงเรียนของนักเรียนที่มาใช้แอปพลิเคชั่นไปจับคู่กับข้อมูลใน<strong> iSEE</strong> ดูว่าโรงเรียนนี้มีสัดส่วนเด็กยากจนมากน้อยแค่ไหน ซึ่งพบว่ามีโรงเรียนที่มีสัดส่วนเด็กยากจน 80-100% ซึ่งเมื่อรู้กลุ่มเป้าหมายของเราแล้วก็ทำให้เราสามารถออกแบบการเรียนรู้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายเพราะเรารู้ว่าเรากำลังช่วยเหลือใครอยู่ ทำให้สามารถต่อยอดได้เพราะมีเอกชนหลายแห่งพร้อมสนับสนุน เรื่องการศึกษา เรานำข้อมูล กสศ.มาเทียบว่าเด็กคนไหนมีกำลังจ่าย มากน้อยแค่ไหน ถ้ามีฐานะดีอยู่แล้ว ทุนการศึกษาจะให้คนอื่น ซึ่งเรานำทุกโรงเรียนที่อยู่ในระบบมากางและเทียบสัดส่วนเด็กยากจนจากมากไปน้อย</p>
<p>“โดยเราเห็นว่าจังหวะก้าวการทำงานของ กสศ. เร็วกว่าการทำงานของภาครัฐที่เราคุ้นเคย การช่วยลดความเสมอภาคไม่จำเป็นต้องให้สิ่งเดียวกับทุกคน แต่สามารถให้สิ่งที่ดีที่สุดกับทุกคน ซึ่งเครื่องมืออย่างiSEE ช่วยสตาร์ทอัพอย่างสตาร์ทดีให้ไปสู่เป้าหมายจุดนั้นได้” นายพริษฐ์ กล่าว</p>
<p>ด้าน <strong>น.ส.ฐปณีย์ เอียดศรีไชย</strong> ผู้ช่วยบรรณาธิการข่าว 3 มิติ กล่าวว่า จากประสบการณ์ทำงานข่าวที่ผ่านมาได้เจอปัญหาของเด็ก และโรงเรียนที่ยากจน จึงนำเสนอเรื่องราวต่างๆให้คนทั่วไปได้รับรู้ แต่พอมีคนมาถามว่า จะไปบริจาคให้เด็กยากจนที่ไหนได้บ้าง เราก็บอกได้ไม่หมด บอกได้แค่ที่ไปเจอ แต่พอมีฐานข้อมูล <strong>iSEE 2.0</strong> ทำให้เราทราบว่า จริงๆแล้ว มีเด็กยากจน และต้องการความช่วยเหลืออีกเป็นจำนวนมาก และคนเหล่านั้น ต้องการให้ภาครัฐ หรือหน่วยงานต่างๆ เข้าไปให้การช่วยเหลือ</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/30072020-2/">เครื่องมือสแกนพื้นที่ทุกมิติพลิกชีวิตสู่ความเสมอภาคทางการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
