<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Learning Loss | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/learning-loss/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Fri, 21 Nov 2025 09:40:52 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>Learning Loss | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>“จากโควิดถึงน้ำท่วม: หลักฐานชี้ชัดว่า ไทยต้องมี ระบบเรียนรู้ฉุกเฉินและสวัสดิการดิจิตัลเพื่อการเรียนรู้”</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-221125/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 21 Nov 2025 08:25:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Digital Welfare]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบเรียนรู้ฉุกเฉิน]]></category>
		<category><![CDATA[โควิด]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Loss]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=97758</guid>

					<description><![CDATA[<p>สามปีของโควิด-19 ทำให้โลกได้เห็นชัดว่า “โรงเรียนปิด = ก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-221125/">“จากโควิดถึงน้ำท่วม: หลักฐานชี้ชัดว่า ไทยต้องมี ระบบเรียนรู้ฉุกเฉินและสวัสดิการดิจิตัลเพื่อการเรียนรู้”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สามปีของโควิด-19 ทำให้โลกได้เห็นชัดว่า “โรงเรียนปิด = การเรียนรู้หยุดทันที” ในหลายพื้นที่ของโลก เด็กต้องหยุดเรียนในห้องเรียนต่อเนื่องยาวนานกว่า <strong>40 &#8211; 60 สัปดาห์</strong> ยาวนานที่สุดครั้งหนึ่ง เด็กหลายล้านคนไม่มีอุปกรณ์ ไม่มีอินเทอร์เน็ต และไม่สามารถเรียนออนไลน์ได้จริง ส่งผลให้เกิด <strong>Learning Loss</strong>, ภาวะซึมเศร้า และการหลุดออกนอกระบบการศึกษาเป็นจำนวนมาก</p>



<p>วิกฤตครั้งนั้นคือสัญญาณชัดเจนว่า&nbsp;“ระบบเรียนรู้ฉุกเฉิน” เป็นเรื่องจำเป็น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0e8915"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/3-4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4e2cc4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/2-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เราเจอสัญญาณเตือนในประเทศไทยและรุนแรงอีกหลายครั้ง เช่น จากอุทกภัย  ล่าสุดโรงเรียนจำนวนมากใน <strong>อยุธยา อ่างทอง ชัยนาท ปทุมธานี นนทบุรี</strong> ถูกน้ำท่วม อาคารเรียนเสียหาย เส้นทางถูกตัดขาด หนังสือและอุปกรณ์จำนวนมากไม่สามารถใช้งานได้ เด็กจำนวนมาก “หยุดเรียนโดยไม่ตั้งใจ” เพราะเดินทางไม่ได้ และไม่มีอุปกรณ์สำหรับเรียนจากที่บ้าน  บางพื้นที่ปิดเรียนมากกว่า 4 เดือนแล้ว</p>



<p>นี่คือ “บทเรียนซ้ำ” ที่บอกเราว่า หากไม่มีระบบรองรับ เด็กกลุ่มเดิมจะเป็นผู้เสียโอกาสซ้ำแล้วซ้ำเล่า</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1490e6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/7-2.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ปวรินทร์ พันธุ์ติเวช</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>มือถือหนึ่งเครื่อง = ห้องเรียนฉุกเฉินของเด็กกลุ่มเปราะบาง</strong></h3>



<p>นายปวรินทร์ พันธุ์ติเวช หัวหน้าฝ่ายข้อมูลและติดตามสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำ กสศ. อธิบายว่า<br>ในพื้นที่วิกฤต “โทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ต” คืออุปกรณ์สาธารณะขั้นพื้นฐานที่ช่วยให้เด็ก</p>



<ul>
<li style="font-size:16px">รับข้อมูลเตือนภัย</li>



<li style="font-size:16px">ติดต่อครู</li>



<li style="font-size:16px">เข้าถึงแบบฝึก–บทเรียน&nbsp; ส่งงาน และเรียนออนไลน์ได้แม้อยู่กลางวิกฤต</li>
</ul>



<p>“ช่วงโควิดพิสูจน์แล้วว่า มือถือช่วยให้เด็กจำนวนมากเรียนต่อได้จริง<br>และในสถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ มือถือมีบทบาทสำคัญในการแจ้งเตือนภัยแบบเรียลไทม์ผ่านแอปฯ อย่าง&nbsp;<strong>THAI DISASTER ALERT / PhonPhai / Thai Water / RainViewer</strong> รวมถึง <strong>Cell Broadcast</strong> ที่ส่งข้อความเตือนภัยไปยังมือถือทุกเครื่องในพื้นที่เป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ แม้ในขณะที่เครือข่ายโทรศัพท์มีปัญหา ซึ่งนิยมใช้ในการแจ้งเตือนภัยพิบัติสำคัญ เช่น แผ่นดินไหว สึนามิ หรือน้ำท่วมใหญ่</p>



<p>และที่สำคัญเด็กจำนวนมาก โดยเฉพาะเด็กที่อาศัยกับปู่ย่าตายาย กลายเป็น “ผู้ใช้เทคโนโลยีที่คล่องตัวที่สุดในบ้าน” และสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ช่วยชีวิตครอบครัวได้จริง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9ffb73"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/6-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4f83ac"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/5-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>แต่ความจริงที่น่ากังวลคือ…เด็กที่เสี่ยงที่สุดกลับเป็นเด็กที่ ‘ไม่มีอุปกรณ์’</strong></h3>



<p>ข้อมูลจากโครงการ SIM การเรียนรู้ของกสศ. ระบุว่า <strong>เด็กนอกเมือง 50 &#8211; 80% ไม่มีโทรศัพท์มือถือ</strong> แม้จะอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติรุนแรง นี่ทำให้เด็กกลุ่มนี้ “ตัดขาดทั้งการเรียนรู้และข้อมูลเตือนภัย” ไปพร้อมกัน</p>



<p>และนี่คือเหตุผลว่า ทำไมประเทศไทยต้องลงทุนใน “Digital Welfare” สำหรับเด็กยากจน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fd2f93"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/1-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ระบบเรียนรู้ฉุกเฉินและสวัสดิการดิจิตัลเพื่อการเรียนรู้ของประเทศไทย ต้องมี 5 เสาหลัก </strong></h3>



<p>นายปวรินทร์เสนอว่า หากต้องการให้เด็กไทยไม่หลุดเรียนอีกในทุกวิกฤต ประเทศไทยต้องสร้างระบบเรียนรู้ฉุกเฉินบน 5 องค์ประกอบดังนี้</p>



<ol>
<li style="font-size:16px"><strong>โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ทั่วถึง–เสถียร</strong><br>รัฐต้องมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางด้านดิจิทัลให้มีความทั่วถึงและมีเสถียรภาพ สามารถใช้งานได้แม้ในพื้นที่ห่างไกล<br></li>



<li style="font-size:16px"><strong>อุปกรณ์ดิจิทัลสำหรับเด็กทุกคน</strong><br>เด็กและเยาวชนควรสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ได้ เช่นในประเทศสิงคโปร์ที่จัดให้เด็กทุกคนเข้าถึงอุปกรณ์ดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ส่วนบุคคล (Personal Learning Device) โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียนยากจน ที่รัฐจัดให้เด็กกลุ่มนี้ได้เข้าถึงโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแม้แต่เหรียญเดียว ขณะที่เด็กที่มีอยู่ในกลุ่มรายได้น้อยในลำดับรองลงมา ก็จะได้รับเงินอุดหนุนหรือความช่วยเหลือทางการเงินจากรัฐ<br></li>



<li style="font-size:16px"><strong>อินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนรู้ราคาย่อมเยาหรือใช้ฟรี</strong><br>รัฐควรจัดให้เด็กและเยาวชนยากจนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ฟรีหรือในราคาย่อมเยา รวมทั้งจัดให้มีจุดให้บริการอินเทอร์เน็ตฟรีในโรงเรียน พื้นที่การเรียนรู้ และพื้นที่สาธารณะ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของเด็กและเยาวชนยากจน<br></li>



<li style="font-size:16px"><strong>แพลตฟอร์มเรียนรู้ที่เข้าถึงได้ทุกสถานการณ์</strong><br>ควรจัดให้มีแพลตฟอร์มการเรียนรู้ที่เด็กและเยาวชนยากจนเข้าถึงได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายหรือมีต้นทุนที่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐ เพื่อให้เด็กและเยาวชนมีโอกาสเข้าถึงความรู้และสื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพสูงได้<br></li>



<li style="font-size:16px"><strong>ทักษะดิจิทัลและเทคโนโลยีสำหรับเด็กและครอบครัว</strong><br>รัฐควรลงทุนด้านการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลและทักษะด้านเทคโนโลยี เช่น ทักษะด้าน AI เพื่อให้เด็กและเยาวชนสามารถใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์ อินเทอร์เน็ต และเทคโนโลยีที่อยู่ในมือของเขาได้อย่างเต็มศักยภาพ</li>
</ol>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0325b3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/4-4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>การลงทุนที่ต้นทุนน้อย แต่ผลลัพธ์สูงมาก</strong></h3>



<p>ระบบเรียนรู้ฉุกเฉินและสวัสดิการดิจิตัลเพื่อการเรียนรู้จะช่วยให้ </p>



<ul>
<li style="font-size:16px">เด็กไม่ Dropout</li>



<li style="font-size:16px">ไม่เกิด Learning Loss</li>



<li style="font-size:16px">การเตือนภัยเข้าถึงทุกครัวเรือน</li>



<li style="font-size:16px">เด็กเข้าถึงสิทธิรัฐได้ง่ายขึ้น</li>



<li style="font-size:16px">และทำให้ครอบครัวพร้อมรับมือ Climate Change ที่รุนแรงขึ้นทุกปี</li>
</ul>



<p>นี่คือการลงทุน “คุ้มค่าที่สุด” สำหรับอนาคตของเด็กไทยและสังคมไทยในระยะยาว</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-221125/">“จากโควิดถึงน้ำท่วม: หลักฐานชี้ชัดว่า ไทยต้องมี ระบบเรียนรู้ฉุกเฉินและสวัสดิการดิจิตัลเพื่อการเรียนรู้”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>101 In Focus Ep.147: ‘Error Childhood’ การเรียนรู้ที่หล่นหายของเด็กเล็กไทย</title>
		<link>https://www.eef.or.th/101-in-focus-ep-147/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 28 Sep 2022 06:56:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Loss]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้ที่หล่นหาย]]></category>
		<category><![CDATA[error childhood]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้ถดถอย]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวะถดถอยทางการเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนาการเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กปฐมวัย]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=65777</guid>

					<description><![CDATA[<p>วัยเด็กเป็นความทรงจำอันแสนสุขของหลายคน โดยเฉพาะสำหรับเด [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/101-in-focus-ep-147/">101 In Focus Ep.147: ‘Error Childhood’ การเรียนรู้ที่หล่นหายของเด็กเล็กไทย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<figure class="wp-block-embed aligncenter is-type-rich is-provider-soundcloud wp-block-embed-soundcloud wp-embed-aspect-4-3 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="‘Error Childhood’ การเรียนรู้ที่หล่นหายของเด็กเล็กไทย | 101 In Focus Ep.147 by 101 Podcast" width="750" height="400" scrolling="no" frameborder="no" src="https://w.soundcloud.com/player/?visual=true&#038;url=https%3A%2F%2Fapi.soundcloud.com%2Ftracks%2F1349237017&#038;show_artwork=true&#038;maxheight=1000&#038;maxwidth=750"></iframe>
</div></figure>



<p>วัยเด็กเป็นความทรงจำอันแสนสุขของหลายคน โดยเฉพาะสำหรับเด็กเล็ก สิ่งที่พบเจอในแต่ละวันคือความแปลกใหม่ คือบทเรียนแรก คือการทำความรู้จักโลกใบน้อยๆ ที่เขาจะเติบโตต่อไป</p>



<p>แต่การปรากฏกายของโควิด-19 ทำลายประสบการณ์หลายอย่างของเด็กปฐมวัย โลกของพวกเขาหดแคบเหลือแค่พื้นที่ในบ้าน บ้างเรียนรู้ผ่านจอ บ้างก็ต้องหยุดเรียนไปเลย</p>



<p>โลกที่หดแคบไม่เพียงทำให้พวกเขาหยุดเรียนรู้ แต่ทำให้พวกเขา ‘ถดถอย’ ทางการเรียนรู้</p>



<p>จากภาวะ ‘Learning Loss’ ที่เกิดขึ้นกับเด็กปฐมวัย อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เด็กรุ่นนี้เป็น ‘Lost Generation’ หากปัญหานี้ไม่ถูกเหลียวแลจากระบบการศึกษา</p>



<p>101 In Focus สัปดาห์นี้จึงชวนคุยกันเรื่องปัญหาภาวะการเรียนรู้ถดถอยของเด็กปฐมวัย ผลร้ายที่จะตกค้างต่อพัฒนาการของเด็ก บทเรียนการจัดการการศึกษาในภาวะวิกฤต จนถึงทางออกที่จะฟื้นฟูการเรียนรู้ของเด็ก</p>



<p>ดำเนินรายการโดย ภาวรรณ ธนาเลิศสมบูรณ์ กองบรรณาธิการ The101.world และ วจนา วรรลยางกูร บรรณาธิการ The101.world</p>



<p>……………….</p>



<p>อ่านเพิ่มเติม</p>



<p>สปอตไลต์<a href="https://www.the101.world/category/spotlights/education-spotlights/error-childhood/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">&nbsp;Error Childhood: การเรียนรู้ที่หล่นหาย</a></p>



<figure class="wp-block-image"><a href="https://open.spotify.com/episode/43rIiqbGrA25ZB0txsd6hP?si=8jta3AycTWaUSDrt7zIZSA" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2021/03/Spotify@4x.png" alt="" class="wp-image-247025"/></a></figure>



<figure class="wp-block-image"><a href="https://soundcloud.com/the101world/101infocus-ep147" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2021/03/Soundcloud@4x.png" alt="" class="wp-image-247023"/></a></figure>



<figure class="wp-block-image"><a href="https://podcasts.apple.com/th/podcast/101-podcast/id1413595477?i=1000580401602" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2021/03/Apple-Podcasts@4x.png" alt="" class="wp-image-247024"/></a></figure>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2022/09/20220922-infocus-poster-1200x1200.jpg" alt="" class="wp-image-316298"/></figure>



<p></p>



<figure class="wp-block-pullquote"><blockquote><p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p></blockquote></figure>



<p></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/101-in-focus-ep-147/">101 In Focus Ep.147: ‘Error Childhood’ การเรียนรู้ที่หล่นหายของเด็กเล็กไทย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘จับดินสอผิด-ไม่มีสมาธิ-เขียนหนังสือกลับด้าน’ : มอง ‘การเรียนรู้ถดถอย’ ในเด็กเล็ก ผ่านสายตาครู-ผู้ปกครอง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/teachers-and-guardians-opinions-about-learning-loss/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 07 Sep 2022 07:54:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กปฐมวัย]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้ที่หล่นหาย]]></category>
		<category><![CDATA[error childhood]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้ถดถอย]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Loss]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=63043</guid>

					<description><![CDATA[<p>ภายหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อต้นปี 2020 ที่ผ่านม [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/teachers-and-guardians-opinions-about-learning-loss/">‘จับดินสอผิด-ไม่มีสมาธิ-เขียนหนังสือกลับด้าน’ : มอง ‘การเรียนรู้ถดถอย’ ในเด็กเล็ก ผ่านสายตาครู-ผู้ปกครอง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ภายหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อต้นปี 2020 ที่ผ่านมา สถานศึกษาหลายแห่งประกาศให้มีการเรียนการสอนแบบออนไลน์เพื่อป้องกันการระบาดของโรค อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาสองปีของการปรับรูปแบบการศึกษาเช่นนี้ส่งผลต่อพัฒนาการของผู้เรียน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กปฐมวัยที่ยังต้องเรียนรู้ผ่านการละเล่นและการลงมือปฏิบัติจริง รวมถึงต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากผู้สอนและผู้ปกครอง</p>



<p>ช่วงที่การเรียนออนไลน์เข้ามามีบทบาทในชีวิตเด็กเล็กจึงส่งผลกระทบต่อพัฒนาการพวกเขามหาศาล เกิดเป็นภาวะการเรียนรู้ถดถอยหรือ Learning Loss ซึ่งหลายประเทศล้วนต้องเผชิญหน้าและหาทางรับมืออย่างเร่งด่วน ไม่เพียงแต่ในแง่ความรู้ทางวิชาการ เช่น การคิดเลขพื้นฐานหรือการเขียนตัวอักษร แต่ยังหมายรวมถึงทักษะการเข้าสังคมบางประการด้วย</p>



<p><a href="https://research.eef.or.th/6-steps-to-restore-education-in-covid-19/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.)&nbsp;</a>ชี้ว่า ภายหลังเด็กเล็กเข้าระบบเรียนออนไลน์นั้น ความรู้ด้านคณิตศาสตร์ของเด็กลดลงเกือบสองเดือน และด้านสติปัญญาลดลง 1.39 เดือน นับเป็นตัวเลขที่น่าเป็นห่วงทั้งในระยะสั้น และในระยะยาวหากพวกเขาต้องเข้าศึกษาในชั้นเรียนที่สูงขึ้นไป</p>



<p>101 สัมภาษณ์เหล่าผู้ใกล้ชิดเด็กปฐมวัยเหล่านี้ โดยเฉพาะคุณครูชั้นอนุบาลและผู้ปกครองที่มีบุตรหลานช่วงปฐมวัย ว่าภายหลังการหวนกลับมาเปิดเรียนภาคสนามอีกครั้ง พวกเขาเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรในตัวเด็กบ้างหรือไม่</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>พัฒนาการด้านร่างกายที่ไม่เป็นไปตามเป้า</strong></h2>



<p>‘เอ’ เป็นคุณครูสอนชั้นอนุบาลในโรงเรียนอินเตอร์แห่งหนึ่ง และหลังจากที่โรงเรียนกลับมาเปิดให้เด็กๆ ได้เข้าชั้นเรียนอีกครั้งนั้น เธอสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของพวกเขาไม่น้อย “เราคิดว่าสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนมากๆ คือพัฒนาการด้านร่างกายของเด็กๆ นั้นช้ามาก เช่น การใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ หรือการหัดปีนป่ายเครื่องเล่นและกิจกรรมกลางแจ้งต่างๆ ช้าลงไปพอสมควร” เธอเล่า “เนื่องจากว่า โดยทั่วไปแล้วในวัยนี้ เด็กๆ จะยืนขาข้างเดียว ก้าวกระโดดหรือเดินบนเส้นตรงได้ แต่สิ่งเหล่านี้กลับถดถอยลงอย่างเห็นได้ชัด หรือในกล้ามเนื้อมัดเล็กที่พัฒนาได้จากการจับดินสอ เราก็พบว่าเด็กๆ หลายคนจับดินสอผิด เนื่องจากการเรียนผ่านคอมพิวเตอร์หรือไอแพดทำให้เด็กๆ ไม่ค่อยได้ใช้มือจับดินสอ หรือไม่ค่อยได้ทำกิจกรรมที่มีในโรงเรียน เช่น การปั้นดินน้ำมันที่ช่วยฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กในมือของเด็กๆ ได้เต็มที่</p>



<p>“นอกจากนี้ เมื่อเด็กๆ ใช้เวลาอยู่ในบ้านเป็นเวลานาน ไม่ค่อยได้ออกไปข้างนอก ทำให้พวกเขาใช้ร่างกายได้ไม่ค่อยเต็มที่ บางคนยังใส่แพมเพิร์สอยู่เลยก็มี ทำให้บางคนขากางเนื่องมาจากการใส่แพมเพิร์สเป็นเวลานาน”</p>



<p>ไม่ว่าจะการใช้เวลาเพื่อพัฒนากล้ามเนื้อทั้งมัดเล็กหรือกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ตลอดจนการฝึกหัดเข้าห้องน้ำเพื่อลดการใช้แพมเพิร์ส ล้วนเป็นสิ่งที่เด็กๆ ควรจะเรียนรู้ในขวบปีแรกๆ ของชีวิตซึ่งส่วนใหญ่แล้วผ่านสถานศึกษาระดับชั้นอนุบาล โดยมีครูที่เข้าใจการเรียนรู้เหล่านี้ดีคอยช่วยฝึกสอน ทว่า เมื่อเด็กๆ ต้องใช้เวลาอยู่ที่บ้านเป็นส่วนใหญ่ เอก็พบว่าพัฒนาการหลายประการหดหายไปอย่างน่าเสียดาย “เช่นเรื่องการเข้าห้องน้ำ หลายครอบครัวรู้สึกว่าการให้เด็กใส่แพมเพิร์สตลอดเวลานั้นสะดวกสำหรับการดูแลมากกว่า เมื่อเด็กๆ กลับมาเรียนที่โรงเรียน เราก็พบว่าต้องฝึกสอนเรื่องการเข้าห้องน้ำใหม่หมดเลย</p>



<p>“เมื่อทักษะเหล่านี้ไม่ได้รับการสอนอย่างต่อเนื่อง พอเปิดเรียนแล้วเราจึงต้องกลับมาสอนเด็กๆ ใหม่เกือบทั้งหมด ส่วนตัวคิดว่าพัฒนาการเหล่านี้ไม่ได้หายไปโดยสิ้นเชิง เพียงแต่ต้องสอนเพื่อทบทวนเด็กๆ เท่านั้น”</p>



<p>สำหรับพัฒนาการด้านวิชาการ เอตั้งข้อสังเกตว่า พัฒนาการของเด็กๆ แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับว่าครอบครัวใดให้ความสำคัญและทุ่มเวลาฝึกสอนบุตรหลาน “อย่างเวลาเราให้เด็กๆ นับเลขหรือถามคำถามบางคำ บางคนก็ตอบเราได้ นับเลขถอยหลังให้เราฟังได้ หรือบางคนเขียนชื่อตัวเองได้โดยที่เรายังไม่ได้สอนเพราะที่บ้านคอยฝึกให้ตลอดระยะเวลาที่ต้องเรียนออนไลน์ แต่บางคนคือไม่ได้เลย นับเลขไม่ได้ เป็นต้น</p>



<p>“เราคิดว่า ความรู้ที่เกิดขึ้นจากการเรียนออนไลน์นั้นไม่คงทนเท่ากับการเรียนในสถานศึกษา เทียบกับเมื่อก่อนที่เมื่อเด็กๆ กลับมาจากการปิดภาคเรียน พวกเขายังจำความรู้ที่เราสอนได้อยู่ แต่เมื่อเรียนออนไลน์ ความรู้กลับหายไปเร็วมาก” เอกล่าว และระบุว่า เมื่อความรู้ของเด็กๆ หดหายไปอย่างรวดเร็วในช่วงหยุดโควิด ทำให้เมื่อกลับมาเรียน ช่องว่างระหว่างชั้นจึงกว้างมาก “เมื่อก่อนมีโควิด เราแบ่งเด็กในชั้นเรียนออกเป็นสามระดับ คือเด็กที่อยู่ในระดับเก่ง-ปานกลาง-ต่ำ แต่หลังโควิด เราต้องแบ่งออกเป็นสี่หรือห้าระดับเพราะพัฒนาการของเด็กๆ ในชั้นห่างกันเยอะมาก</p>



<p>“ส่วนตัวคิดว่าการเรียนออนไลน์เหมือนดูโทรทัศน์ เด็กๆ ไม่ได้เจอคนจริงๆ อีกทั้งการเรียนรู้ที่คงทนเกิดจากการทบทวนและการทำซ้ำเป็นหลัก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการเรียนออนไลน์” เอบอก “แต่เราก็ไม่อยากโทษผู้ปกครองนะ เพราะพวกเขาก็ต้องทำงาน ไม่มีเวลามาคอยทวนบทเรียนให้ลูก ขณะที่โรงเรียนมันมีกิจกรรมมากมาย มีแบบฝึกหัด มีคุณครูคอยออกแบบกิจกรรมที่ทำให้เด็กได้พัฒนาทักษะต่างๆ ได้มากกว่า”</p>



<p>อีกประการหนึ่งที่เอพบคือ เด็กปฐมวัยที่ต้องเรียนออนไลน์นั้น เมื่อกลับมาเปิดภาคเรียนตามปกติแล้วมีภาวะเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง (self centred) ค่อนข้างหนักซึ่งโดยทั่วไปแล้วเป็นพฤติกรรมที่ไม่ค่อยพบในเด็กเล็กแล้ว เป็นผลมาจากการอยู่กับผู้ใหญ่เยอะและไม่ค่อยได้เจอเด็กในวัยเดียวกัน เมื่อเปิดภาคเรียนแล้วเอจึงต้องออกแบบกิจกรรมที่ทำให้เด็กได้ใช้เวลาด้วยกันมากขึ้น นอกจากนี้เธอยังพบว่าเมื่อเด็กๆ อยู่บ้านเป็นเวลานานทำให้เข้าสังคมไม่เก่ง อันจะเห็นได้ชัดจากเรื่องระเบียบวินัย เช่น เด็กไม่รู้ว่าถ้าจะใช้อ่างล้างมือต่อจากเพื่อนก็ต้องรอและรู้จักการต่อแถว ซึ่งเด็กส่วนใหญ่ใช้เวลาทำความเข้าใจไม่นานและให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามอย่างยินดี&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เมื่อครอบครัวไม่มีเวลาดูแลลูกอย่างใกล้ชิด</strong></h2>



<p>ประเด็นการเข้าสังคมของเด็กๆ ก็เป็นสิ่งที่ ‘แตน’ ตั้งข้อสังเกตเช่นกัน เธอเป็นคุณครูชั้นอนุบาลของโรงเรียนรัฐเล็กๆ แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ และพบว่าเมื่อเด็กๆ กลับมาเข้าชั้นเรียน ทักษะการเข้าสังคมเช่น การต่อแถว, การอยู่ร่วมกันกับเพื่อนลดน้อยถอยลงจนมองเห็นได้</p>



<p>“บางคนไม่รู้ว่าจะบอกสิ่งที่ต้องการให้คนอื่นรู้ได้อย่างไร อยากได้อะไรก็กรี๊ดก่อน ไม่รู้จักการรอคอย ถ้ามีเพื่อนรออยู่ก่อนแล้วก็จะผลักเพื่อนออกจากแถวหรือแทรกแถว” แตนกล่าว “เราเป็นครู เรามีหน้าที่ต้องทำให้เด็กๆ รู้ว่าเขาทำอย่างนั้นในสังคมไม่ได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราสอนเด็กๆ เพียงสองสัปดาห์ พวกเขาก็เข้าใจแล้ว”</p>



<p>นอกจากเรื่องการเข้าสังคมแล้ว เรื่องทักษะด้านความรู้ต่างๆ ก็หดหายไปอย่างรวดเร็วด้วย โดยข้อจำกัดประการหนึ่งที่แตนตระหนักดีคือ ผู้ปกครองของเด็กๆ หลายครอบครัวไม่มีความพร้อมที่จะสอนบุตรหลานของตนระหว่างที่เด็กเล็กเหล่านั้นต้องเรียนออนไลน์เนื่องจากโรงเรียนปิดเพราะโควิด</p>



<p>“เราต้องยอมรับตรงนี้ก่อนเป็นลำดับแรก เนื่องจากพ่อแม่ของเด็กๆ หลายคนก็ยังต้องหาเช้ากินค่ำ เขาไม่มีเวลามานั่งดูแลลูกอย่างใกล้ชิดขนาดนั้น” เธอเล่า “ทีนี้เมื่อเด็กๆ กลับมาเรียนในชั้นเรียน เราก็พบว่าหลายคนมีปัญหาเรื่องการฟัง จิตใจไม่จดจ่ออยู่กับสิ่งที่ฟังหรือสิ่งที่ทำ ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถฝึกได้ในโรงเรียนเพราะครูจะค่อยๆ เล่านิทานให้เขาฟัง จบเรื่องแล้วก็ถามตอบกับเด็กๆ แต่ผู้ปกครองหลายคนไม่มีเวลามาอ่านนิทานให้บุตรหลานฟัง เมื่อเด็กกลับมาโรงเรียนก็จะเห็นเลยว่าพวกเขาไม่มีสมาธิฟังอะไร บางคนพูดไม่เป็นประโยค หรือไม่สามารถเล่าเรื่องของตัวเองได้เพราะไม่ได้ถูกฝึกให้ถามตอบเหมือนตอนอยู่ที่โรงเรียน”</p>



<p>แตนเล่าว่า สมัยที่สถานศึกษายังให้เรียนออนไลน์ เธอเคยไปเยี่ยมเด็กที่อยู่ในย่านชุมชน และเห็นว่าส่วนใหญ่ผู้ปกครองให้เด็กอยู่กับโทรศัพท์เป็นเวลานาน หรือหากออกนอกบ้านมาเล่นกับเพื่อน ก็จะยังหยิบโทรศัพท์ติดมือมาเพื่อเล่นด้วย อันส่งผลต่อพัฒนาการเรื่องความใจร้อนของเด็กในภาพรวม เธอยกตัวอย่างว่า โดยทั่วไปแล้วเมื่อเธออ่านนิทานให้เด็กๆ ฟัง เด็กจะฟังจนจบเรื่องอย่างอดทนและสามารถตอบคำถามง่ายๆ ที่เธอถามจากเนื้อเรื่องได้ แต่ในยุคหลังโควิด เมื่อเธออ่านนิทานถึงแค่หน้าที่สองของเล่ม เด็กๆ ก็ไม่สนใจฟังสิ่งที่เธอเล่าแล้ว “ประเด็นเด็กไม่จดจ่อกับสิ่งที่ทำยังพบได้จากการฝึกระบายสี” เธอเล่า “โดยทั่วไป ถ้าเราให้เด็กระบายสีนั้นเด็กจะตั้งใจระบายสิ่งที่ได้รับมอบหมายในเวลาที่กำหนดให้ได้ สนใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้า แต่หลังโควิดเมื่อเปิดภาคเรียนมา เด็กๆ ไม่มีสมาธิจดจ่อกับภาพที่เราให้ระบาย คือมืออาจระบายอยู่แต่ตาไม่ได้มอง เขามองไปที่อื่น มองเพื่อน ชวนเพื่อนคุย ดังนั้นแม้มือจะระบายสีอยู่แต่ก็ออกนอกเส้นที่วางไว้ หรือบางคนก็ระบายสีไม่เสร็จในเวลาที่กำหนด” ยังไม่นับว่าการระบายสีทำให้เธอเห็นว่ากล้ามเนื้อมัดเล็กที่มือของเด็กๆ นั้นยังมีพัฒนาการได้ไม่เต็มที่ ในช่วงแรกๆ ของการเปิดภาคเรียน เด็กหลายคนระบายสีอ่อนมากเนื่องจากมือไม่มีแรงกดสีลงหน้ากระดาษ โดยสิ่งเหล่านี้ต้องค่อยๆ ใช้เวลาฝึกไปเป็นลำดับ</p>



<p>“หรือในด้านความรู้ เมื่อเด็กไม่มีสมาธิจดจ่อ เรารู้สึกเหมือนเขาอยู่กับเราแต่เขาไม่ได้ฟังเรา บอกอะไรไปเขาก็จำไม่ได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องค่อยๆ ใช้เวลาในการทบทวนเด็กๆ และในช่วงหลังๆ นี้เราพบว่าพัฒนาการต่างๆ ของเด็กในชั้นที่เข้าเรียนเป็นประจำก็ดีขึ้นมาก” เธอเล่าอย่างชื่นใจ “บางเรื่องเป็นสิ่งที่ต้องมาเรียนรู้กันในชั้นเรียนจริงๆ แม้ว่าตอนเรียนออนไลน์เราจะพยายามดัดแปลง หาวิธีการที่เหมาะสมให้เด็กๆ ได้เรียนรู้แล้วก็ตาม เช่น ให้เกมเด็กไปเล่น แต่ถึงที่สุดแล้วผู้ปกครองส่วนใหญ่ก็ไม่มีเวลามาดูแลบุตรหลานหรือคอยเล่นด้วย ทำให้ไม่เกิดการส่งเสริมการเรียนรู้เท่าที่ควร”</p>



<p>ข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งที่แตนเองก็เพิ่งมารู้หลังจากได้สอนเด็กเล็กหลังปิดเรียนเพราะโควิด คือการที่เด็กส่วนใหญ่ออกเสียงไม่ถูก เนื่องจากคู่สนทนาสวมหน้ากากอนามัย ทำให้เด็กๆ ไม่เห็นรูปปากและไม่สามารถเรียนรู้การพูดและการออกเสียงที่ถูกต้องได้ “ดังนั้นเมื่อเราจะพูดคำศัพท์บางคำที่เด็กๆ ออกเสียงไม่ชัด เราก็จะให้เด็กๆ สวมหน้ากากแล้วเราเป็นคนถอด ด้วยวิธีนี้เด็กๆ เขาก็จะเรียนรู้วิธีการออกเสียงจากเรา” เธออธิบาย “เรื่องเหล่านี้ใช้เวลาไม่นาน เด็กๆ เขาก็เข้าใจ เนื่องจากวัยเด็กคือวัยแห่งการจดจำ ถ้าเราสอนเขาไปเรื่อยๆ เขาจะจำของเขาเอง” เธอปิดท้าย</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>‘การเข้าสังคม’ ปัญหาใหญ่ของเด็กปฐมวัยในช่วงโควิด</strong></h2>



<p>‘บี’ เป็นคุณแม่ของบุตรสาวที่อยู่ในชั้นปฐมวัยหนึ่งคน ตัวเธอทำงานประจำในฐานะพนักงานรัฐในสำนักงานเล็กๆ แห่งหนึ่ง เธอให้ลูกสาวของเธอเรียนในโรงเรียนรัฐบาลเล็กๆ ใกล้บ้าน ช่วงที่โควิดแพร่ระบาดและบุตรสาวต้องหยุดเรียนออนไลน์อยู่บ้านนั้น เธอเองก็ได้อยู่บ้านด้วย แม้จะยังต้องแบ่งเวลาทำงานประจำ แต่เธอก็ยังรู้สึกว่าการอยู่บ้านทำให้เธอดูแลลูกสาวได้อย่างใกล้ชิด</p>



<p>“เราก็รู้สึกว่าการได้อยู่บ้านกับลูกทำให้เราได้อยู่ใกล้กับเขาเหมือนกันค่ะ ถ้าเราพักจากการทำงานก็คอยหากิจกรรมมาทำด้วยกันตลอด เช่น เล่นปั้นดินน้ำมัน เล่นระบายสี หรือถ้าเราติดงานอยู่เราก็ให้คุณยายคอยช่วยดูแล ตรงนี้ถือว่าเราโชคดีและเป็นข้อได้เปรียบในการดูแลลูกเหมือนกัน” บีเล่า “น้องเขาชอบเล่นขายของ เราก็ให้เขาเล่นกับคุณยายไประหว่างที่เราทำงาน ประกอบกับน้องเป็นเด็กเลี้ยงง่าย นอนหลับง่าย พอสักบ่ายเขาก็นอนกลางวันนานสี่ชั่วโมง เราก็ทำงานของเราไป น้องตื่นมาอีกทีก็เย็นๆ แล้ว เล่นด้วยกันอีกนิดหน่อย พอสองทุ่มเขาก็หลับ”</p>



<p>สำหรับการเรียนออนไลน์ ในฐานะที่บีคอยดูแลการเรียนของลูกสาวอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด เธอคิดว่าการเรียนออนไลน์นั้นเหมือนการดูคลิปวิดีโอทางยูทูบ กล่าวคือหากเป็นคลิปที่สั้นมากๆ จะยังดึงความสนใจเด็กได้อยู่ แต่ถ้าเป็นคลิปอธิบายการเรียนที่ยาวเกินสิบนาที ลูกสาวของเธอจะหันเหความสนใจไปทำอย่างอื่น ทั้งนี้ สิ่งหนึ่งที่บีเคร่งครัดมากในการดูแลลูกสาวคือเรื่องการใช้โทรศัพท์มือถือ โดยเธอแทบไม่ให้ลูกเธอได้เล่นโทรศัพท์เลย “เราอยากให้เขาอยู่กับของเล่นต่างๆ มากกว่า ให้เขาร้อยลูกปัดหรือทำสิ่งที่เขาเล่นคนเดียวได้ไปก่อน ถ้าเรามีเวลาหน่อย อาจจะช่วงพักงานหรือก่อนนอนก็อ่านนิทานให้เขาฟัง ดังนั้นเขาก็ไม่มีเวลาไปเล่นโทรศัพท์เลย จะมีบ้างก็ช่วงไม่กี่นาทีในแต่ละวัน โดยเราจะเป็นคนคอยดูแลการใช้งานอย่างใกล้ชิดเอง”</p>



<p>กิจกรรมประจำวันของบีกับลูกสาว นอกจากการเรียนออนไลน์แล้ว บียังพยายามพาลูกสาวออกไปเล่นนอกบ้านให้บ่อยที่สุดเท่าที่สถานการณ์จะเอื้ออำนวย เนื่องจากเธออกังวลเรื่องมัดกล้ามเนื้อของลูกที่อาจไม่พัฒนาไปตามมาตรฐานเพราะอยู่บ้านนานเกินไป “บริเวณรอบๆ บ้านเราก็ไม่ได้กว้างหรอก แต่เราก็พยายามหาพื้นที่ บางครั้งก็ชวนเขาเล่นซ่อนแอบบ้างแต่ก็ทำได้ไม่เต็มที่หรอก” เธอยอมรับ</p>



<p>อย่างไรก็ตาม สิ่งที่บีเป็นกังวลมากจากการที่ลูกสาวหยุดเรียนช่วงโควิดนั้นคือการเข้าสังคม เนื่องจากการอยู่แต่บ้านทำให้ลูกของเธอไม่มีโอกาสได้ใช้เวลาร่วมกันกับเด็กในวัยเดียวกัน “พอเขาอยู่กับผู้ใหญ่เยอะๆ บางทีเขาก็รู้ว่าเขางอแงได้ ถ้าไม่อยากทำอะไรก็จะไม่ทำเลย แต่ถ้าไปอยู่ในโรงเรียนซึ่งสภาพแวดล้อมเหมาะสำหรับการเรียนรู้มากกว่า เขาก็จะฟังมากขึ้น และยิ่งเรื่องการเข้าสังคม ที่โรงเรียนเขามีกิจกรรมรีวิว คือให้เด็กๆ ออกมาพูดหน้าชั้นว่าวันนี้ไปทำอะไรมาบ้าง ปรากฏว่าพอกลับมาเปิดเรียนอีกครั้ง ลูกเราลืมวิธีการพูดหน้าชั้นเรียนไปแล้วทั้งที่เมื่อก่อนชอบมาก เขาบอกว่าเวลาพูดต่อหน้าเพื่อนๆ แล้วเขามั่นใจ มีความสุข แต่เมื่อหยุดเรียนไปนานๆ และต้องกลับมาพูดอีกครั้งก็ทำไม่ค่อยได้ ไม่รู้ต้องพูดอย่างไร ซึ่งกิจกรรมนี้เป็นสิ่งที่ทางบ้านจัดให้ไม่ได้ ต้องเป็นที่โรงเรียนเท่านั้น</p>



<p>“เราอยากให้ลูกได้ไปอยู่กับเพื่อนๆ จะได้เรียนรู้ว่ากติกาการเข้าสังคมนั้นเป็นอย่างไร เนื่องจากเราต้องมีกติการ่วมกันจึงจะอยู่ในสังคมใหญ่ได้” บีเล่า “ที่บ้านมีกฎแบบหนึ่ง แต่ข้างนอกมีกฎอีกแบบหนึ่ง อยากให้เขาได้เห็นความหลากหลายของผู้คนแล้วมาคุยกันว่าต้องปรับตัวอยู่ด้วยกันอย่างไร หรือเมื่ออยู่กับเพื่อนก็ต้องเคารพกติกาส่วนรวมว่าอะไรที่ทำได้ อะไรที่ทำไม่ได้ อยากให้ลูกเขาเรียนรู้เรื่องนี้จากโรงเรียนเพราะนี่เป็นสิ่งที่เราคิดว่าขาดหายไปเมื่อเขาอยู่บ้านค่ะ”</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ทักษะความรู้ที่หดหาย&nbsp;</strong></h2>



<p>‘โบว์’ เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ เธอได้ดูแลหลานสาวอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษในช่วงที่หลานหยุดไปโรงเรียนเพราะปิดโควิด อันเป็นช่วงระหว่างที่หลานของเธอกำลังเลื่อนขึ้นจากชั้นอนุบาล 3 ไปสู่ชั้นประถมปีที่ 1 พอดี และเธอพบว่าช่องว่างของการหยุดเรียนนั้นส่งผลต่อตัวหลานโดยตรง แม้ว่าหลานของเธอจะยังนับเลขและคำนวณเลขได้ดี แต่ในแง่การใช้ภาษา -ไม่ว่าจะการเขียนภาษาไทยและภาษาอังกฤษ- เธอพบว่าหลานสาวสะกดคำผิดเยอะมาก</p>



<p>“เด็กๆ ในวัยนี้ยังไม่แข็งแรงด้านภาษาก็จริง เราเข้าใจว่าเขายังสะกดไม่เป็น ซึ่งเขาก็จะใช้วิธีจำคำง่ายๆ เอา เช่น คำว่า bat, dog, cat หรือภาษาไทยก็จะเป็นศัพท์ง่ายๆ อย่างคำว่าวันหรือคำว่ารัก คำที่ยากที่สุดที่เขาเขียนได้คือชื่อเล่น ชื่อจริงและนามสกุลตัวเอง คือชื่อเขาค่อนข้างเขียนยาก ชื่อเล่นก็สองพยางค์ ชื่อจริงสามพยางค์ นามสกุลห้าพยางค์ แต่ว่าเขาเขียนจำจนได้หมด” โบว์เล่า “ทีนี้ช่วงที่หยุดเรียนเพราะโควิด เราจะซื้อสีมาให้เขาระบายเล่น ก็เริ่มสังเกตว่า เขาเขียนตัวอักษรบางตัวกลับด้าน ตอนแรกคิดว่าบังเอิญ แต่เห็นหลายครั้งเลยทักไป ซึ่งเขาเถียงเราว่า เขาเขียนถูกแล้วเขียนแบบนี้ตลอด แล้วพอให้เขียนชื่อ-นามสกุลตัวเอง กลายเป็นว่าเขียนผิดเขียนถูกไป</p>



<p>“ตอนแรกเราคิดว่าหลานเราเป็นคนเดียวนะ แต่พอไปถามเพื่อนที่ทำงาน เขาก็เล่าให้ฟังว่า ลูกเขาซึ่งเด็กกว่าหลานเราหนึ่งปี เขียนตัวอักษรกลับด้านเหมือนกัน เลยเข้าใจว่าน่าจะมาจากการไม่ได้ไปโรงเรียนแล้วลืม”</p>



<p>คำถามสำคัญคือ ในช่วงที่ปิดโควิดนั้นเด็กๆ ก็ยังต้องเรียนออนไลน์อยู่ แล้วเหตุใดทักษะด้านภาษาของหลานสาวเธอจึงถดถอยลงมาจากปกติ คำตอบที่โบว์ให้คือ หลานของเธอแทบไม่ได้เรียนออนไลน์เลย “ครูประจำชั้นเขาเปิดสอนพิเศษในช่วงโควิด-19 วันละสองชั่วโมง โดยครูเขาจะไปเรียนออนไลน์แทน แล้วเอามาสอนเด็กเป็นกรุ๊ปเล็กๆ ประมาณ 13-14 คน พูดง่ายๆ ว่าก็จ่ายเงินซื้อความสะดวก นอกจากจะสอนแล้ว ครูยังช่วยเก็บใบงานให้ด้วย คือ ไม่ต้องเอาอะไรกลับบ้าน ครูปรินต์แล้วให้ทำเลย ช่วงสอบครูก็จะแจ้งให้เราเตรียมโทรศัพท์ ไอแพด หรือคอมพิวเตอร์ไว้เวลาไปเรียนพิเศษ ครูก็จะพาทำตัวอย่างข้อสอบ ส่วนวันสอบจริงก็ไปสอบบ้านครูนั่นแหละ”</p>



<p>ตัวโบว์เองก็มีลูกเล็ก วัยไม่กี่ขวบ ทำให้เธอต้องดูแลทั้งลูกน้อยและหลานสาวไปพร้อมๆ กัน ด้วยการหากิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะพาวาดรูป พาไปเล่นกลางแจ้ง แต่เมื่อมาถึงประเด็นการดูแลหลานช่วงเรียนออนไลน์ เธอก็พบว่าเป็นเรื่องยากพอสมควร “ใครเป็นผู้ปกครองจะรู้ดีว่า การเรียนออนไลน์พวกวิชาหลักจะมีคลิปให้ดูประมาณ 20-30 นาที แล้วก็มีแบบฝึกหัดให้ทำ เรากล้าฟันธงเลยว่า เด็กไม่สามารถดูได้จนจบครบทุกวิชาหรอก ต่อให้นั่งดูพร้อมเราก็ตาม มันก็เลยจบด้วยการที่ต้องให้ผู้ใหญ่สักคนมาดูแทน แล้วไปสอนเขาต่อ” โบว์อธิบาย</p>



<p>อีกปัญหาหนึ่งที่เธอพบคือ หลานของเธอติดโทรศัพท์หนักมากแม้เธอจะพยายามควบคุมการใช้งานอย่างเข้มงวดแล้วก็ตาม “มีอยู่ช่วงหนึ่งเขาหายไปประมาณสองสัปดาห์ ได้เจอกันบ้างนิดหน่อย พอได้เจอกันอีกที เห็นเขากะพริบตาตลอดเวลา เพราะตาแห้ง ช่วงที่เขาใช้โทรศัพท์หนักๆ ก็วันละ 6-7 ชั่วโมงได้ เรียกได้ว่า กลับมาจากเรียนพิเศษก็เล่นยาวไปจนเข้านอน ช่วงหนึ่งเขาตื่น 6 โมงเช้าเพื่อเล่นมือถือเลยก็มี มันทำให้เด็กหงุดหงิดง่าย ยิ่งถ้าไปบอกให้หยุดเล่นโทรศัพท์เขายิ่งหงุดหงิด จากเด็กที่พูดคุยได้ งอแงบ้างตามประสาเด็ก ก็กลายเป็นเด็กไร้เหตุผลไปเลย”</p>



<p>อย่างไรก็ตาม หลังจากกลับมาเปิดเรียน เมื่อได้อยู่กับเพื่อนวัยเดียวกันและได้เจอกับสังคมอื่นๆ บ้าง โบว์ก็พบว่าหลานของเธอทำตัวสมวัยขึ้น “สามีเราที่เขาสนใจเรื่องนี้ เขาอธิบายว่า ถ้าเด็กอยู่กับผู้ใหญ่มากๆ เขาก็เครียดเหมือนกัน เพราะเขาต้องเป็นคนที่อำนาจน้อยที่สุดตลอด เวลาจะทำอะไรก็ต้องต่อรอง แต่ถ้าไปอยู่กับเพื่อน ความสัมพันธ์จะเป็นอีกแบบ เขาก็อาจจะเครียดน้อยลง เราไม่รู้หรอกว่าใช่ไหม แต่ก็ฟังดูเป็นไปได้อยู่” เธอบอก&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>ส่งท้าย</strong></h3>



<p>ภาวะการเรียนรู้ถดถอยในเด็กปฐมวัยไม่ได้มีเพียงเรื่องวิชาการอันจะเห็นได้ชัดจากการเขียนหนังสือหรือการคำนวณเลขพื้นฐาน หากแต่ยังอยู่ในพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อและการเข้าสังคม ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการพัฒนา ส่งเสริมอย่างใกล้ชิดทั้งจากรั้วโรงเรียนและผู้ปกครองที่บ้าน โดยไม่อาจปราศจากการส่งเสริมจากภาครัฐในภาพใหญ่ด้วยเช่นกัน เนื่องจากเด็กไม่อาจเป็นสิ่งที่จะละเลยได้ไม่ว่าจะในเวลานี้หรือในอนาคต -ไม่ว่าจะในระยะใกล้และไกล</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/teachers-and-guardians-opinions-about-learning-loss/">‘จับดินสอผิด-ไม่มีสมาธิ-เขียนหนังสือกลับด้าน’ : มอง ‘การเรียนรู้ถดถอย’ ในเด็กเล็ก ผ่านสายตาครู-ผู้ปกครอง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Error Childhood: การเรียนรู้ที่หล่นหาย</title>
		<link>https://www.eef.or.th/error-childhood-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%b2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 07 Sep 2022 07:48:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[lost generation]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้ที่หล่นหาย]]></category>
		<category><![CDATA[error childhood]]></category>
		<category><![CDATA[school readiness]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Loss]]></category>
		<category><![CDATA[วีระชาติ กิเลนทอง]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กปฐมวัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=63036</guid>

					<description><![CDATA[<p>“เราต้องรู้ว่าปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่ และเป็นปัญหาที่ต้อง [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/error-childhood-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%b2/">Error Childhood: การเรียนรู้ที่หล่นหาย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<figure class="wp-block-embed aligncenter is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-4-3 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="Error Childhood: ความรุนแรงของปัญหาการเรียนรู้ถดถอยในเด็กปฐมวัย" width="750" height="563" src="https://www.youtube.com/embed/F_CXMlspFdY?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p>“เราต้องรู้ว่าปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่ และเป็นปัญหาที่ต้องใช้เวลาในการแก้”</p>



<p>โรคระบาดที่เกิดขึ้นทิ้งบาดแผลหลากรูปแบบให้กับคนแต่ละช่วงวัย สำหรับเด็กปฐมวัยไทย บาดแผลนั้นชื่อว่า ‘ภาวะการเรียนรู้ถดถอย’ หรือ learning loss</p>



<p>จากการทำโครงการสำรวจและประเมินความพร้อมเด็กปฐมวัยเข้าสู่ระบบการศึกษา (School Readiness) โดย รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง และคณะ ที่มีการเก็บข้อมูลเด็กก่อนขึ้น ป.1 ทั่วประเทศ ทำให้พบว่าการปิดโรงเรียนส่งผลให้ทักษะการเรียนรู้ของเด็กถดถอยลง</p>



<p>สิ่งสำคัญคือการหาวิธีฟื้นฟูก่อนที่คนรุ่นนี้จะกลายเป็น ‘lost generation’ เมื่อพวกเขาโตไป</p>



<p>101 คุยกับ รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ถึงความรุนแรงของปัญหาการเรียนรู้ถดถอย และทางออกสู่การฟื้นฟูการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย</p>



<p>อ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ที่ :&nbsp;<a href="https://www.eef.or.th/weerachart-kilenthong-interview/" title="https://www.eef.or.th/weerachart-kilenthong-interview/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">วีระชาติ กิเลนทอง : เด็กเล็กไทยกับ ‘Learning Loss’ บาดแผลทางการศึกษาที่รอเยียวยา</a></p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/error-childhood-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%b2/">Error Childhood: การเรียนรู้ที่หล่นหาย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>101 Policy Forum #18 ฟื้นฟูการศึกษา พาเด็กไทยออกจากวิกฤตการเรียนรู้</title>
		<link>https://www.eef.or.th/101-policy-forum-18-%e0%b8%9f%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9f%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2-%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 06 Sep 2022 07:41:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กรรณิการ์ กิจติเวชกุล]]></category>
		<category><![CDATA[error childhood]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Loss]]></category>
		<category><![CDATA[ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[พริษฐ์ วัชรสินธุ]]></category>
		<category><![CDATA[วิเชียร ไชยบัง]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=63031</guid>

					<description><![CDATA[<p>101 Policy Forum เปิดเวทีถกเถียงเรื่องนโยบายสาธารณะที่ม [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/101-policy-forum-18-%e0%b8%9f%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9f%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2-%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87/">101 Policy Forum #18 ฟื้นฟูการศึกษา พาเด็กไทยออกจากวิกฤตการเรียนรู้</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<figure class="wp-block-embed aligncenter is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="101 Policy Forum #18 ฟื้นฟูการศึกษา พาเด็กไทยออกจากวิกฤตการเรียนรู้" width="750" height="422" src="https://www.youtube.com/embed/s3C9Ly3yHXk?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p>101 Policy Forum เปิดเวทีถกเถียงเรื่องนโยบายสาธารณะที่มีความหมายกับชีวิตของผู้คนและสังคม</p>



<p>เพราะเราเชื่อว่า นโยบายสาธารณะเป็นเรื่องของพลเมืองทุกคน และนโยบายที่ดีมาจากการแลกเปลี่ยนถกเถียงอย่างมีคุณภาพ ผ่านการมีส่วนร่วมของสังคม ไม่ใช่เฉพาะช่วงเลือกตั้ง และไม่ใช่แค่ในสภา</p>



<p>สำหรับเดือนนี้ ถก-คิด-ถาม-ตอบกันเรื่อง ‘การฟื้นฟูการศึกษาจากวิกฤตการเรียนรู้’</p>



<p>พบกับ</p>



<p>พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้จัดการการสื่อสารและการรณรงค์นโยบาย พรรคก้าวไกล</p>



<p>ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</p>



<p>วิเชียร ไชยบัง ผู้อำนวยการโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา</p>



<p>ดำเนินรายการโดย กรรณิการ์ กิจติเวชกุล</p>



<p>ตีโจทย์การศึกษาไทยหลังโควิด-19 อะไรคือบาดแผลสำคัญ | นโยบายแบบไหนจะนำพาเด็กไทยออกจากวิกฤตการเรียนรู้ |<br>ข้อเสนอการแก้ปัญหาภาวะการเรียนรู้ถดถอยของเด็กปฐมวัย | ฯลฯ</p>



<p>ถก-คิด-ถาม-ตอบ พร้อมกัน วันจันทร์ที่ 12 กันยายน 2565 เวลา 14.00-16.30 น. ทาง The101.world</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-085384"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/20220919-PolicyForum-Poster-edit1-1200x1200-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/101-policy-forum-18-%e0%b8%9f%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9f%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2-%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87/">101 Policy Forum #18 ฟื้นฟูการศึกษา พาเด็กไทยออกจากวิกฤตการเรียนรู้</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วีระชาติ กิเลนทอง : เด็กเล็กไทยกับ ‘Learning Loss’ บาดแผลทางการศึกษาที่รอเยียวยา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/weerachart-kilenthong-interview/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 05 Sep 2022 09:45:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้ถดถอย]]></category>
		<category><![CDATA[school readiness]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Recovery]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Loss]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนาการเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[วีระชาติ กิเลนทอง]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กปฐมวัย]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=62975</guid>

					<description><![CDATA[<p>ช่วงเวลาสำคัญในการเรียนรู้ของมนุษย์คือช่วงปฐมวัย ในทุกว [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/weerachart-kilenthong-interview/">วีระชาติ กิเลนทอง : เด็กเล็กไทยกับ ‘Learning Loss’ บาดแผลทางการศึกษาที่รอเยียวยา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ช่วงเวลาสำคัญในการเรียนรู้ของมนุษย์คือช่วงปฐมวัย ในทุกวันของเด็กเล็กคือการเรียนรู้โลกใหม่ ทำความรู้จักสิ่งรอบตัว ทำความเข้าใจสิ่งที่เขาเห็นทีละนิด</p>



<p>กลายเป็นโชคร้ายของเด็กยุคโควิดที่การเรียนรู้ของพวกเขาต้องหยุดชะงัก แม้ว่าคนทุกช่วงวัยจะได้รับผลกระทบจากโรคระบาดกันถ้วนหน้า แต่สำหรับเด็กเล็กนั้นผลร้ายกลับทวีคูณ</p>



<p>การว่างเว้นจากการเรียนรู้ไม่เพียงทำให้พวกเขาอยู่กับที่ แต่ทำให้การเรียนรู้ของพวกเขาถดถอยลง</p>



<p>ภาวะการเรียนรู้ถดถอย (learning loss) ในเด็กปฐมวัยไทยช่วงโควิด-19 นี้ได้รับการยืนยันจากงานวิจัย&nbsp;<a href="https://research.eef.or.th/research/school-readiness/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">โครงการสำรวจและประเมินความพร้อมเด็กปฐมวัยเข้าสู่ระบบการศึกษา (School Readiness)</a>&nbsp;ของ รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง และคณะ ซึ่งเป็นการสำรวจความพร้อมในการเรียนรู้ของเด็กไทยทั่วประเทศ ก่อนขึ้นชั้น ป.1 และในช่วงที่เก็บข้อมูลเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้มีการปิดโรงเรียนในบางพื้นที่ ทางทีมวิจัยจึงถือโอกาสนี้เก็บข้อมูลความพร้อมในการเรียนรู้ของเด็กที่โรงเรียนปิด จนพบว่าการหยุดเรียนต่อเนื่องกันนานนับเดือนมีผลให้การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยถดถอยลง</p>



<p>แม้วันนี้สถานการณ์โรคระบาดจะเริ่มคลี่คลายแล้ว แต่บาดแผลที่เกิดขึ้นกับการเรียนรู้ของเด็กเล็กยังไม่จางหาย สิ่งสำคัญคือการหาวิธีฟื้นฟูก่อนที่คนรุ่นนี้จะกลายเป็น ‘lost generation’ เมื่อพวกเขาโตไป</p>



<p>101 จึงคุยกับ รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) และคณบดีคณะการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ถึงเรื่องความพร้อมในการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยไทย ความรุนแรงของปัญหาการเรียนรู้ถดถอย และทางออกสู่การฟื้นฟูการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0923c9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/20220905-Wirachat-interview-7-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>โครงการสำรวจ&nbsp;</strong><strong>school readiness เริ่มต้นได้อย่างไร</strong></h3>



<p>โครงการนี้เริ่มจาก ดร.ไกรยส ภัทราวาท (ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา – กสศ.)&nbsp;ที่พยายามปักหมุดการทำงานกับคนสามช่วงวัยคือ เด็กปฐมวัย วัยรุ่น และวัยเข้าทำงาน ส่วนตัวผมเข้าไปเกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัย คุณไกรยสตั้งคำถามว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าสถานการณ์เด็กปฐมวัยเป็นอย่างไร จึงต้องการให้สำรวจ school readiness ของไทย วัดทักษะเด็กปฐมวัยก่อนจะเข้า ป.1</p>



<p>ข้อดีของ school readiness คือโครงสร้างคำถามอนุญาตให้เราทำภาพใหญ่ได้ เราจึงเก็บข้อมูลเด็กเยอะมากและเก็บมาหลายปี ในปี 2563 เราเก็บข้อมูลเด็กประมาณ 9,000 คน ปี 2564 เก็บข้อมูลเด็ก 10,000 กว่าคน ปี 2565 เราตั้งใจจะเก็บข้อมูลเด็กประมาณ 13,000-15,000 คน แต่ทำได้ประมาณ 12,000 คน เพราะโควิดหนักมาก</p>



<p>ช่วงปี 2564 โควิดเริ่มมา เราจึงคุยกันในทีมว่าต้องปรับจังหวะการเก็บข้อมูลเพื่อให้เห็นภาพว่าผลกระทบระหว่างเด็กในโรงเรียนที่ถูกปิดมากหรือน้อยนั้นแตกต่างกันไหม เป็นที่มาของการวัดเรื่องการเรียนรู้ถดถอย (learning loss) ซึ่งที่จริงเรื่องนี้ไม่ใช่เป้าหมายหลักของโครงการ เป้าหมายแรกของเราคือการตอบโจทย์คำถามว่า ในหนึ่งวันที่เด็กไปโรงเรียนนั้นเด็กได้ทักษะแต่ละอย่างไปเท่าไหร่ หรือเฉลี่ยต่อสัปดาห์เด็กเรียนรู้อะไรเท่าไหร่</p>



<p>พอเกิดโควิดผมก็คุยกับทีมว่าจะเลื่อนการเก็บข้อมูลออกไป เพื่อรอให้โรงเรียนที่ถูกปิดนานๆ เริ่มเปิดเรียนก่อน และให้โรงเรียนที่ไม่ปิดได้เรียนเยอะกว่า ให้มีความแตกต่างระหว่างเด็กในโรงเรียนที่ปิดกับไม่ปิด</p>



<p>สิ่งที่เราพบคือ บางโรงเรียนปิด บางโรงเรียนไม่ปิด การที่ประเทศไทยสั่งปิดโรงเรียนในแต่ละจังหวัดไม่เท่ากันทำให้เราใช้เป็นเครื่องมือการทดลองตามธรรมชาติ การที่รัฐบาลสั่งปิดพื้นที่ใดไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลการเรียนของเด็ก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้ปกครอง ไม่เกี่ยวว่าสอนเด็กดีหรือไม่ดี แต่เป็นเพราะรัฐบาลจำเป็นต้องปิด เราก็ใช้สถิติมาช่วยบอกความต่างระหว่างการปิดและไม่ปิด สุดท้ายเราจึงมาใช้มอง learning loss</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>school readiness คืออะไร สำรวจเรื่องอะไรบ้าง</strong></h3>



<p>school readiness คือความพร้อมของเด็กก่อนเข้าระดับประถมศึกษา ดูว่าก่อนเข้า ป.1 เด็กควรมีทักษะอะไรบ้างเพื่อจะเตรียมความพร้อมให้เขาประสบความสำเร็จในการเรียนระดับประถมฯ เช่น ด้านคณิตศาสตร์ เด็กควรรู้จักตัวเลข รู้ว่าเลข 8 มากกว่าเลข 3 ด้านภาษา เด็กควรรู้จักตัวหนังสือ ฟังข้อความสัก 4-5 นาทีแล้วสามารถจับใจความได้ รู้จักคำง่ายๆ ที่เขาต้องรู้เพื่อไปเรียนต่อ</p>



<p>ในต่างประเทศมีงานวิจัยที่วัด school readiness ของเด็กในระยะยาว เขาวัดตอนเด็กอยู่อนุบาล 3 แล้วก็ตามไปดูเด็กตอน ป.5-ป.6 ซึ่งพบว่าเด็กที่มีความพร้อมตอนอนุบาล 3 เมื่อโตขึ้นแล้วจะมีปัญหาในการเรียนน้อยกว่า เราจึงค่อนข้างเชื่อมั่นว่าข้อมูลส่วนนี้เป็นสิ่งที่เราควรสำรวจ ซึ่งแบบทดสอบที่เราวัดไม่ยากมาก คือดูว่าเด็กจำเป็นต้องรู้อะไรบ้างเพื่อเป็นฐานให้เขาเข้าเรียนในระดับประถมฯ แล้วก้าวไปข้างหน้าได้ นั่นคือคำว่า school readiness</p>



<p>นอกจากนี้เรายังวัดทักษะด้านความจำใช้งาน (working memory) ซึ่งกลายมาเป็นผลหลักในการวัดเรื่อง learning loss วิธีวัดคือเราจะให้เด็กดูตัวเลขประมาณ 10 วินาที แล้วอีก 10 วินาทีต่อมาเราถามว่าเห็นเลขอะไร โดยให้บอกเลขเรียงตามลำดับและให้บอกเลขเรียงจากด้านท้าย เช่นให้ดูเลข 3 กับ 5 ก็ต้องตอบว่า “3 กับ 5” และให้กลับด้านก็คือ “5 กับ 3” การจะตอบได้เขาต้องจำแม่นและต้องคิดย้อนกลับ ซึ่งก็มีทั้งเด็กที่ทำได้บ้างและเด็กที่ทำได้ไม่เยอะ เราเชื่อว่าเกิดจากการที่เด็กไม่ได้รับการกระตุ้นทั้งจากที่โรงเรียนและที่บ้าน</p>



<p>บางคนถามว่าทำไมไม่วัดพวก growth mindset หรือ EF ด้วย ปัญหาคือแม้พอจะมีเครื่องมือที่ใช้วัดได้ แต่ต้องใช้เวลาและทรัพยากรสูงมาก ซึ่งเราไม่สามารถทำได้ในการวัดเด็กหมื่นคน เราจึงทำแบบทดสอบอย่างนี้</p>



<p>อีกส่วนหนึ่งคือเราไปถามครูและผู้ปกครองในเรื่องที่เราวัดโดยตรงไม่ได้ คือทักษะทางอารมณ์ของเด็ก (social emotional) เช่น ถามว่าเด็กบ่นบ่อยไหมว่ารู้สึกไม่มีใครรัก เด็กดื้อแค่ไหน พวกนี้เป็นคำถามมาตรฐานที่เราเอามาจากต่างประเทศ แต่เราต้องยอมรับว่าคำถามเหล่านี้เป็นความคิดเห็น ซึ่งมีความผิดพลาดสูง ความน่าเชื่อถือสู้การที่เราไปวัดเองไม่ได้ ฉะนั้นในงานวิจัยที่ผมเขียนก็จะไม่ได้ใช้มากนัก</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>การเก็บข้อมูลแต่ละโรงเรียนต้องทำอย่างไรบ้าง</strong></h3>



<p>เราจะเก็บข้อมูลตั้งแต่เช้า เพราะช่วงบ่ายเด็กจะนอน พอคุยกับคุณครูเสร็จก็จะให้เด็กเข้ามาทีละคน โดยเราให้ทำแบบทดสอบและจัดเก็บข้อมูลในโทรศัพท์มือถือ เด็กแต่ละคนใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 20 นาที ในหนึ่งห้องเรียนเราจะเก็บข้อมูลประมาณ 15 คน ปีล่าสุดจะมีปัญหาค่อนข้างมากเพราะโควิด โรงเรียนเปิดบ้างไม่เปิดบ้าง ผู้ปกครองบางคนก็ยังไม่ให้เด็กไปโรงเรียน เก็บข้อมูลบางครั้งได้ไม่ถึง 15 คน โดยเฉพาะทางภาคอีสานที่มีโรงเรียนขนาดเล็กเยอะมาก การสำรวจนี้สะท้อนให้เห็นว่าโรงเรียนขนาดเล็กอยู่ที่ภาคอีสานเป็นหลัก เพราะในหนึ่งจังหวัดเราตั้งเป้าว่าเราจะเก็บข้อมูลจาก 35 โรงเรียนเพื่อให้ได้เด็กประมาณ 500 คน บางจังหวัดในภาคอีสานต้องเก็บข้อมูล 45 โรงเรียน เพราะเด็กไม่พอ บางห้องมีเด็ก 5-6 คน ขณะที่ภาคใต้ซึ่งก็มีโรงเรียนขนาดเล็กมาก แต่แทบไม่เกิดปัญหาแบบนี้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-71d96b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/LINE_ALBUM_srs5_๒๒๐๘๒๓_17-1200x900-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ก่อนทำโครงการนี้ ได้ตั้งสมมติฐานล่วงหน้าไหมว่าจะเจออะไร</strong></h3>



<p>เราเพียงแต่อยากรู้สถานการณ์ว่าอะไรที่เด็กรู้และอะไรที่เด็กไม่ค่อยรู้ ซึ่งต้องระวัง ไม่ได้หมายความว่าพอเด็กไม่รู้สิ่งนี้แล้วเราก็ไปสอนสิ่งนี้เพิ่มอย่างเดียว ความยากคือการทดสอบเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ซึ่งอย่างน้อยมันสะท้อนปัญหา แต่โลกจริงๆ ของเด็กใหญ่กว่านั้น การทดสอบนี้เราคาดหวังว่าจะสะท้อนให้เห็นว่าเรื่องอะไรที่เด็กยังขาดตกบกพร่องอยู่</p>



<p>นอกจากนี้คือการมีข้อมูลเชิงพื้นที่ กสศ. ต้องการเก็บข้อมูลทั้งประเทศ แต่ละจังหวัดเป็นอย่างไร จังหวัดไหนที่มีปัญหาเยอะ ซึ่งพอมีโควิดก็เป็นโอกาสให้เราศึกษาเรื่อง learning loss แต่ขณะเดียวกันก็สร้างปัญหาในการเปรียบเทียบแต่ละจังหวัด ลองคิดดูว่าระหว่างจังหวัดที่เราเพิ่งเก็บข้อมูลไปจะเอาไปเปรียบเทียบกับจังหวัดที่เก็บข้อมูลก่อนโควิด ก็ลักลั่นกันพอสมควร ต้องยอมรับว่าสถานการณ์เปลี่ยนไปเป็นประเด็นที่เราต้องคิดต่อในอนาคต</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เมื่อได้ข้อมูล&nbsp;</strong><strong>school readiness ทั่วประเทศแล้ว มีเรื่องใดไหมที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าผลจะออกมาแบบนี้</strong></h3>



<p>เรื่องที่เซอร์ไพรส์ผมคือ ปรากฏว่าทักษะด้านคณิตศาสตร์ของเด็กดีกว่าทักษะด้านภาษา ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเครื่องมือเราง่ายกว่าหรือเปล่า อีกเรื่องคือหลายฝ่ายกังวลเรื่องเด็กแคระแกร็น แต่ปรากฏว่าพอเอาน้ำหนักกับสูงส่วนทั่วประเทศมาดู เรื่องเด็กแคระแกร็นหรือเด็กเตี้ยเกินไปไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ยกเว้น 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้นที่ชัดเจนที่สุด อย่างที่สงขลามีบางพื้นที่ซึ่งปัญหาค่อนข้างชัดเจนแต่ไม่ใช่ทั้งจังหวัด ส่วนจังหวัดอื่นๆ ที่เหลืออยู่ในระดับที่ไม่ใช่ปัญหาพิเศษอะไรนัก</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จากการสำรวจข้อมูลเด็กทั่วประเทศ พบข้อมูลส่วนไหนที่น่าสนใจ</strong></h3>



<p>ถ้าถามว่าผลการศึกษาส่วนไหนที่จับต้องได้มากที่สุดก็คงเป็นเรื่อง learning loss ที่สุดท้ายเราเอามาทำวิจัยได้ นอกจากนี้มีแบบทดสอบหนึ่งที่เราเพิ่มเข้าไป คือเราถามเด็กว่ารู้จักตัวหนังสือภาษาอังกฤษหรือเปล่า ในมุมหนึ่งอาจมากไปหากเราจะคาดหวังให้เด็กรู้ แต่ถ้ามองไปยังอนาคตคงเลี่ยงไม่ได้ว่าภาษาอังกฤษสำคัญ แหล่งความรู้อยู่ที่ภาษาอังกฤษ แต่เด็กของเราแทบไม่ได้ภาษาอังกฤษเลย เด็กอนุบาล 3 ทั่วประเทศส่วนใหญ่ยังได้รับการกระตุ้นทักษะทางภาษาไม่มากพอ กิจกรรมที่ครูทำยังไม่มากพอ ชนบทก็ยังถูกทิ้งไว้ข้างหลัง</p>



<p>อีกเรื่องที่เราเห็นจากการไปสังเกตห้องเรียนคือครูยังตีเด็กอยู่พอสมควร ขนาดในวันที่เราซึ่งเป็นคนข้างนอกเข้าไปเขาก็ยังตี</p>



<p>แล้วขณะที่เราเข้าไปทำการทดสอบต่างๆ กับเด็ก เราก็ถามครูด้วยว่า คุณครูคิดว่าเด็กทำได้ไหม สมมติเด็กทำได้แค่ครึ่งเดียว แต่ครูจะตอบว่าทำได้เกือบทั้งหมด ก็เป็นข้อสังเกตสำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ไม่ใช่ฟังรายงานจากครูเพียงอย่างเดียว ครูอาจจะรู้ว่าความเป็นจริงเป็นอย่างไรแต่ตอนเขียนรายงานก็อีกเรื่องหนึ่ง จึงต้องเข้าไปดูด้วย ประโยชน์ของการเก็บข้อมูล school readiness คือเราเป็นบุคคลที่สามซึ่งเข้าไปสังเกตว่ามีอะไรเกิดขึ้น สามารถนำสิ่งที่พบจากการสังเกตไปเทียบกับรายงานในระบบได้ น่าจะช่วยให้เราเห็นภาพที่ถูกต้องมากขึ้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-13e920"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/20220905-Wirachat-interview-9-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>อะไรเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กมีความพร้อมในการเรียนรู้แตกต่างกัน</strong></h3>



<p>ทางทฤษฎีมีอยู่ 3 อย่าง คือ บ้าน โรงเรียน และชุมชน ซึ่งผมคิดว่าบ้านกับโรงเรียนสำคัญ บ้านหมายถึงพ่อแม่ การเลี้ยงดู อุปกรณ์สิ่งของที่มีซึ่งจะสร้างความรู้นำไปสู่ทักษะที่ต่างกัน วิธีการเลี้ยงดูก็สำคัญไม่น้อย</p>



<p>ถามว่าในปัจจัยเหล่านี้อะไรสำคัญกว่ากัน จากข้อมูลเราไม่สามารถแยกได้ขนาดนั้น แต่ผมคิดว่าน่าจะใกล้เคียงกันพอสมควร บางคนอาจจะบอกว่าบ้านสำคัญกว่าโรงเรียนมาก ผมต้องบอกว่าก็ไม่เชิง เพราะถ้าบ้านสำคัญกว่าโรงเรียนมาก โควิดคงไม่ทำให้เกิด learning loss เมื่อโรงเรียนปิด สมมติมองความสำคัญว่าบ้าน 80% โรงเรียน 20% พอโรงเรียนปิดก็ต้องหายไป 20% ใช่ไหม แต่ที่จริงหายไปมากกว่านั้น</p>



<p>learning loss บอกเราว่าการเรียนรู้ที่บ้านสำคัญ แต่ยังทำได้ไม่ดี ช่วงโรงเรียนปิด เด็กอยู่บ้านตลอด แต่ใช่ว่าผู้ปกครองจะมีเวลาให้เด็กตลอด เป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะเลิกทำทุกอย่างแล้วมาสอนลูกตัวเอง ผมเองก็ทำไม่ได้ นอกจากนี้คนที่ไม่มีความรู้เลยเขาจะสอนลูกอย่างไร หลายคนบอกว่าสอนเด็กอนุบาลง่ายนิดเดียว ตัวความรู้ง่ายแหละ แต่วิธีสอนไม่ง่าย ไม่ใช่ว่าจะไปชี้บอกเด็กว่า 1+1=2 แล้วจบ เด็กเล็กเขาไม่สน ครูจึงต้องมีทักษะ ครูปฐมวัยเป็นครูที่มีความท้าทายเพราะต้องสอนคนที่ไม่มีอะไรเลยให้รู้อะไรบางอย่าง เขาต้องมีเทคนิค มีกระบวนการ มีวิธีการว่าจะกระตุ้นอย่างไร จึงไม่ง่ายที่จะทำให้การเรียนรู้ที่บ้านทำได้มีประสิทธิภาพ</p>



<p>การสร้างการเรียนรู้ที่บ้านเป็นเรื่องสำคัญ แต่ยังทำได้ไม่มากพอ ไม่อย่างนั้นเราคงไม่ต้องกังวลเรื่องโควิด</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ปัจจัยเรื่องฐานะส่งผลต่อความพร้อมในการเรียนรู้ของเด็กไหม</strong></h3>



<p>มีผล เพียงแต่ว่าจากการศึกษานี้เราสามารถเห็นได้แค่ในระดับหนึ่ง ในครอบครัวที่ฐานะยากจน ส่วนมากผู้ปกครองมักมีการศึกษาไม่สูงนักและมีวิธีการเลี้ยงที่ไม่ดีนัก จึงแยกได้ยากว่าเกิดปัญหาเพราะความรู้ในการเลี้ยงเด็ก หรือเพราะยากจนก็เลยซื้อของเล่นและหนังสือให้ไม่ได้ หรือเพราะพ่อแม่ไม่มีเวลาให้ เรารู้ว่าเมื่อยากจนแล้วมีปัญหาแน่ แต่เป็นปัญหาเพราะเรื่องใดนั้นเป็นคำถามที่ไม่ง่ายเลย ต้องศึกษากันต่อไป ผมเชื่อว่าเรื่องสิ่งของอาจจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของประเทศไทย แต่เรื่องวิธีการเลี้ยงดู คุณภาพในการเลี้ยงดูอาจสำคัญยิ่งกว่า</p>



<p>เรากำลังมีโครงการใหญ่กับ กสศ. คือเราจะไปสอนผู้ปกครองในชนบทเรื่องการอบรมเลี้ยงดู โดยใช้เครื่องมือจากต่างประเทศที่เขาพิสูจน์ว่าทำงานได้ดีในชนบท โดยเราจะส่งคนไปเยี่ยมผู้ปกครองทุกสัปดาห์ ครั้งละหนึ่งชั่วโมง โดยแต่ละครั้งที่ไปจะเตรียมอุปกรณ์และมีแผนว่าวันนี้จะไปเล่นกับผู้ปกครองและเด็กอย่างไรบ้าง ลึกๆ เราเชื่อว่าเขาขาดองค์ความรู้ว่าต้องทำอย่างไรบ้าง โครงการนี้จะมาตอบโจทย์ว่าคนขาดความรู้ในการเลี้ยงเด็กจริงหรือเปล่า แล้วนำข้อมูลไปประกอบกับข้อมูลชุดอื่นเพื่อจะเห็นว่าปัจจัยอะไรกันแน่ที่สำคัญ</p>



<p>ความยากจนมีผลแน่นอน แต่มันส่งผลมาทางไหน นั่นหมายถึงการแก้ไขก็ต้องใช้นโยบายแตกต่างกันไป ไม่ใช่ว่าเรารู้ว่าความยากจนคือปัญหา แล้วจะรู้ว่านโยบายที่ดีคืออะไร</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>มีโรงเรียนใดไหมที่ผลโดยรวมออกมาดีมาก แล้วเขามีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้เด็กมีความพร้อมที่ดี</strong></h3>



<p>ข้อมูลของเราไม่ได้ดูรายโรงเรียน แต่จากการสังเกตผมคิดว่าวุฒิการศึกษาของครูไม่ได้มีผลมาก และหากดูข้อมูลชุดอื่นๆ อย่างข้อมูลโอเน็ตชั้นประถมฯ จะเห็นว่าโรงเรียนเอกชนทำได้ดีกว่า ส่วนหนึ่งคำอธิบายหลักๆ ของผมคือว่า เป็นเพราะเด็กเล็กนอกจากจะเรียนรู้ผ่านความรู้แล้วยังมีเรื่องการดูแลเอาใจใส่ สิ่งหนึ่งที่โรงเรียนเอกชนโดยทั่วไปดีกว่าโรงเรียนรัฐคือความเอาใจใส่ ซึ่งเป็นการมองในภาพรวมเพราะทุกอย่างมีข้อยกเว้นหมด ส่วนขนาดของห้องเรียนก็มีผลบ้างแต่ไม่ได้ชัดเจนมาก</p>



<p>โรงเรียนเอกชนมักทำได้ดีในความรู้ระดับที่ไม่สูงมาก แต่ในทางกลับกันคะแนนโอเน็ตเด็ก ม.6 โดยเฉลี่ยโรงเรียนเอกชนจะได้คะแนนน้อยกว่าโรงเรียนรัฐ เหตุผลอาจเพราะเด็กย้ายออก โรงเรียนเอกชนส่วนใหญ่ไม่สามารถจัดการในระดับมัธยมปลายได้ อาจเพราะการผลิตเด็กมัธยมมีต้นทุนที่สูง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c1cebc"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/20220905-Wirachat-interview-2-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ระหว่างการเก็บข้อมูลเกิดการระบาดของโควิด</strong><strong>-19 จึงทำให้โรงเรียนปิด นำมาสู่ข้อค้นพบเรื่องการเรียนรู้ถดถอย (learning loss) ของเด็กปฐมวัยจากการไม่ได้ไปโรงเรียน หากจะอธิบายง่ายๆ learning loss ในงานวิจัยนี้คืออะไร</strong></h3>



<p>คำว่า learning loss นี้คือเราพยายามวิเคราะห์ข้อมูลว่า ทักษะของเด็กคนหนึ่ง ณ วันที่เราไปวัดนั้นต่ำกว่าทักษะที่ควรจะเป็นของเขา ณ วันเดียวกัน</p>



<p>สิ่งที่ยากคือทักษะที่ควรจะเป็นของเขามาจากไหน ซึ่งส่วนนี้เราได้จากการสังเกต เรามีข้อมูล เราเปรียบเทียบกลุ่มเด็กที่โรงเรียนไม่ถูกปิดและกลุ่มเด็กที่โรงเรียนถูกปิดยาวนาน แล้วเรามีการจัดการทางสถิติหลายอย่าง เพื่อดูว่าเด็กที่ไม่ได้เรียนมีผลออกมาต่ำกว่าเด็กที่ได้เรียนเท่าไหร่</p>



<p>การที่เขาไม่ได้เรียนนี้ ไม่ได้เป็นผลจากการที่เขาเลือกจะไม่เรียน แต่เป็นผลมาจากการที่รัฐบาลสั่งปิดโรงเรียน ฉะนั้นเขาไม่ใช่เป็นคนที่ไม่อยากเรียน ถ้าเขาไปโรงเรียนได้ก็อาจมีทักษะเหมือนเด็กกลุ่มที่โรงเรียนไม่ปิด</p>



<p>อธิบายง่ายๆ คือทักษะของเด็กคนนี้เมื่อไม่ได้ไปโรงเรียนหายไปแค่ไหน เมื่อเทียบกับการที่เขาได้ไปโรงเรียน โดยอาศัยเครื่องมือทางสถิติ ซึ่งมีการสั่งปิดของภาครัฐเป็นเครื่องมือในการวัดผลออกมา</p>



<p>ตอนนี้เราใช้ข้อมูลปี 2564 ส่วนที่ปิดโรงเรียนเกิดที่สมุทรสาครเป็นหลัก ตอนนั้นปิดไปหนึ่งเดือนกว่า ซึ่งพอจะทำให้เห็นผลความต่าง ถ้าจะให้บอกเป็นปริมาณก็ตีว่าถ้าเด็กไปโรงเรียนหนึ่งเดือนเขาควรจะได้สัก 100 แต่พอโรงเรียนปิดเขาจะได้ไม่ถึง 10 ซึ่งหายไปเยอะอยู่ แล้วเด็กเล็กน่าจะหนักกว่าเด็กวัยอื่น เพราะธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กเล็กต้องเรียนรู้ด้วยการปฏิสัมพันธ์กับคน โดยเฉพาะกับครู ฉะนั้นมันยากมากที่เขาจะไปเรียนผ่านระบบออนไลน์แล้วเกิดประสิทธิภาพ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ในงานวิจัยนี้มีข้อมูลอะไรที่มาชี้ชัดว่าการเรียนรู้ของเด็กถดถอยลงช่วงโควิด</strong></h3>



<p>การมองแบบนักเศรษฐศาสตร์อย่างพวกผม คือการบอกขนาดของการเรียนรู้ที่หาย เพราะเรารู้ว่ามันหาย แต่ไม่รู้ว่าหายไปเท่าไหร่ ซึ่งก็น่ากังวลอยู่ที่หายไปถึงกว่า 90% &nbsp;เราจำเป็นต้องมีตัวเลขเพื่อจะบอกว่าเยอะหรือน้อย</p>



<p>นอกจากนี้ เรื่องนี้ยิ่งตอกย้ำหลักการที่ว่าโควิดกระทบทุกคนในเรื่องของ learning loss คนที่เคยได้เปรียบก็ไม่ค่อยได้เปรียบนักในช่วงนั้น เด็กที่เคยเรียนพิเศษก็โดนกันถ้วนหน้า เป็นเรื่องที่ถ้าไม่ได้วิจัยคงไม่เห็น และเรายังไม่เห็นสัญญาณว่าการมีหรือไม่มีคอมพิวเตอร์จะส่งผลอะไรมากนักต่อ learning loss ของเด็กเล็ก การมีคอมพิวเตอร์ที่บ้านก็ไม่ได้ช่วยให้เด็กเจอ learning loss น้อยกว่าคนอื่นนัก ซึ่งสำหรับเด็กอนุบาลอุปกรณ์การเรียนออนไลน์ยังไม่ใช่ประเด็นหลัก</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>การเรียนรู้ถดถอยที่เกิดจากโควิดแตกต่างจากการถดถอยในช่วงปิดเทอมที่เด็กไม่ได้ไปโรงเรียนไหม</strong></h3>



<p>งานวิจัยนี้พยายามให้เหตุผลว่ามันต่าง แน่นอนว่าช่วงปิดเทอมเด็กก็ไม่ได้ไปโรงเรียน แต่ว่าช่วงปิดเทอมคนมีฐานะก็ส่งลูกไปเรียนพิเศษ เวลาเกิด summer slide ช่วงปิดเทอม การเรียนรู้ของเด็กที่มีฐานะอาจจะลดหรือไม่ลดก็ได้ เพราะก็ได้ไปเรียนอยู่ดี แต่คนที่ไม่มีฐานะไม่ได้ไปเรียน การลดลงนี้จึงจะมีช่องว่าง ส่วนช่วงโควิด ไม่ว่าเด็กมีฐานะหรือไม่มีฐานะก็โดนทั้งคู่ เพราะช่วงนั้นแม้แต่ที่เรียนพิเศษก็ไม่กล้าเปิด</p>



<p>ช่วงปิดเทอมการเรียนรู้ไม่ได้หายไปทุกคน แต่ช่วงโควิดหายกันทุกคน เด็กในครอบครัวที่มีฐานะก็กระทบไม่น้อยจากโควิด เพียงแต่ว่าพอหมดโควิด คนมีฐานะคงฟื้นคืนได้เร็วกว่า โดยให้เด็กไปเรียนพิเศษ ไปทำกิจกรรมมากขึ้น เพราะฐานะที่ดีกว่าทำให้เขามีแนวทาง มีช่องทาง มีทรัพยากรที่จะทำมากกว่า</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จากที่เห็นผลการศึกษาเรื่อง&nbsp;</strong><strong>learning loss อาจารย์มองว่าปัญหานี้รุนแรงแค่ไหน</strong></h3>



<p>รุนแรงครับ ข้อเสียคือปีที่ผ่านมาช่วงที่โรงเรียนปิดยาวๆ เราเก็บข้อมูลได้ลำบาก เพราะโดนปฏิเสธไม่ให้เข้าไปจึงยังไม่ได้วิเคราะห์ว่าเมื่อปิดโรงเรียนนานๆ แล้วจะเป็นอย่างไร แต่เราจะเห็นว่าช่วงปี 2563 ก่อนเกิดโควิด เมื่อเทียบกับช่วงปี 2564 ที่เริ่มมีการปิดโรงเรียน ผลปรากฏว่าทักษะด้านความจำใช้งาน (working memory) ของเด็กหายไปเยอะ เพราะเราเชื่อว่าความจำใช้งานไม่ได้ถูกสร้างด้วยการสอนโดยตรง แต่ถูกสร้างผ่านการทำกิจกรรม ถูกกระตุ้นในการเรียนรู้ไปเรื่อยๆ สมองก็พัฒนาความจำ แล้วสมองก็พัฒนาการไปดึงความจำนั้นมาใช้งาน ฉะนั้นพอไม่ไปโรงเรียนก็ไม่แปลกที่ผู้ปกครองจะไม่รู้วิธีกระตุ้นเลย คือมันไม่สามารถจะมานั่งสอนกันได้ ทักษะด้านคณิตศาสตร์ของเด็กก็หายไปเยอะ อาจจะสะท้อนว่าผู้ปกครองส่วนใหญ่ไม่รู้วิธีสอนคณิตศาสตร์ก็ได้ เมื่อเทียบกับทักษะด้านภาษา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-09e67c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/ภาพที่-1-1200x883-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ภาพที่ 1</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>จากภาพที่ 1 นี้ แสดงสัดส่วนเด็กหางแถวช่วงก่อนและหลังโควิด สีแดงเข้มคือมีปัญหามาก เราวัดโดยเอาคะแนนของปี 2563 ที่ไม่ได้มีผลจากโควิด แต่ตัดสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ออก เพราะพื้นที่มีลักษณะเฉพาะ เราวัดคะแนนรวมคิดเป็น 100% แล้วเอาคะแนนมาเรียงลำดับทำเป็นเปอร์เซ็นไทล์ และดูว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 10 คือเท่าไหร่ แล้วใช้เป็นเกณฑ์ว่าคะแนนใครที่ต่ำเท่านี้หรือต่ำกว่านี้คือเรียกว่า bottom ten หรือเด็กหางแถว จากนั้นจึงดูว่าในแต่ละจังหวัดมีเด็กหางแถวที่ว่านี้เท่าไหร่ ซึ่งในปี 2565 ที่โรงเรียนปิดยาวนานมากจะเห็นสีแดงเพิ่มขึ้นชัดเจน ผมยังบอกไม่ได้ว่าขนาดเท่าไหร่ ต้องวิเคราะห์เพิ่ม แต่อย่างน้อยภาพนี้สะท้อนว่ามันเกิดขึ้นจริง</p>



<p>ถามว่าปิดโรงเรียนไปนานแค่ไหนถึงจะเกิด learning loss… ไม่รู้ ถ้าปิดไปสัก 1-2 สัปดาห์อาจจะฟื้นได้ ปิดไปหนึ่งเดือนก็ไม่แน่ว่าจะฟื้นได้ไหม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นปิดไปนานมาก เราคงต้องคุยกันเรื่องฟื้นคืนอีกพอสมควร</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ee97b8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/ภาพที่-2-1200x874-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ภาพที่ 2</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>และจากภาพที่ 2 อันนี้เราวัดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาภายในจังหวัด โดยที่เอาคะแนนของคนที่อยู่ในเปอร์เซ็นไทล์ที่ 90 หารด้วยคนที่อยู่เปอร์เซ็นไทล์ที่ 10 ของแต่ละจังหวัด ถ้าตัวเลขออกมาเยอะก็คือตัวเลขห่างกันมาก หมายถึงมีความเหลื่อมล้ำกันมาก ซึ่งเราแทนด้วยสีแดง ส่วนสีน้ำเงินคือเหลื่อมล้ำน้อย</p>



<p>น่าสนใจว่าในปี 2565 ไม่ใช่เพียงว่าคะแนนเด็กแย่ลง แต่คะแนนของเด็กในจังหวัดเดียวกันก็มีความแตกต่างกันมากขึ้น ในมุมกลับอาจบอกว่า ช่วงที่โรงเรียนปิดนี้เด็กบางคนอยู่ที่บ้านแล้วได้เรียนรู้มากกว่าเด็กบางคน เด็กบางคนอยู่บ้านแล้วอาจไม่ได้อะไรเลย ช่องว่างของคนที่ได้คะแนนมากกับคนที่ได้คะแนนน้อยจึงถ่างออกมากขึ้น</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าเด็กขาดการเรียนรู้ไปช่วงหนึ่ง เมื่อเทียบกันแล้วเด็กปฐมวัยจะได้รับผลกระทบมากกว่าเด็กโตไหม</strong></h3>



<p>ถ้าขาดการเรียนรู้แบบ 100% เหมือนกันก็อาจจะหนักเหมือนกัน แต่ผมเข้าใจว่าช่วงปิดเรียนบางโรงเรียนเขาก็สอนออนไลน์ให้เด็กโต และผมคิดว่าประสิทธิภาพของการเรียนออนไลน์อาจจะเพิ่มขึ้นตามอายุ เด็กโตขึ้นมาหน่อยก็อาจจะรู้จักรับผิดชอบ ทนดูจอได้มากหน่อย โดยไม่ต้องอาศัยผู้ใหญ่นัก แต่การเรียนออนไลน์สำหรับเด็กเล็ก มันไม่ใช่ทรมานแค่เด็ก แต่ทรมานพ่อแม่ด้วย พ่อแม่แทบไม่ได้ทำอะไรต้องมานั่งเรียนกับลูก ส่วนเด็กโตเขาทำเองได้ ฉะนั้นความยุ่งยากซับซ้อนและประสิทธิภาพมันต่างกัน ดังนั้นในเด็กเล็กจึงเกิด learning loss มากกว่า</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>มองเรื่องการเรียนออนไลน์ในเด็กเล็กอย่างไร ได้ผลแค่ไหน</strong></h3>



<p>ผมไม่ได้คาดหวังกับประสิทธิภาพของมันมากตั้งแต่แรกอยู่แล้ว มันยากอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้มีงานวิจัยที่บอกว่าเด็กเรียนรู้ผ่านสื่อพวกนี้ได้น้อยมาก แต่ผมก็ไม่ได้ปฏิเสธไม่ให้ทำเลย เพราะโรงเรียนกับเด็กยังต้องรักษาความสัมพันธ์กัน ต้องเจอกันบ้าง แต่อย่าไปคาดหวังมาก อย่าไปคาดคั้นผู้ปกครอง ถ้าเขาอยากจะพาลูกเข้าเรียนออนไลน์บ้างไม่เข้าบ้าง อย่างน้อยให้เด็กไม่ลืมครู ครูไม่ลืมเด็ก เด็กไม่ลืมโรงเรียน เป็นความสัมพันธ์ที่ต้องสร้างไว้เพื่อเมื่อได้กลับมาแล้วจะรื้อฟื้นไม่ยาก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-00442c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/20220905-Wirachat-interview-4-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จากเสียงสะท้อนของครูและผู้ปกครองช่วงโควิด อะไรเป็นปัญหาของเขามากที่สุด</strong></h3>



<p>การสอนออนไลน์ไม่ใช่ว่าง่าย แรกๆ ครูก็ต้องปรับตัวเยอะ ครูอนุบาลถูกสอนมาให้ทำสื่อทำกิจกรรม พอต้องไปสู่โหมดเล่าให้เด็กฟังอย่างเดียวก็ปรับตัวลำบาก แต่ครูอาจจะไม่โดนหนักเท่าผู้ปกครองที่โดนผลกระทบเยอะมาก เพราะผู้ปกครองต้องมานั่งเรียนกับลูกทั้งที่ก็ยังต้องทำงาน</p>



<p>ฉะนั้น เมื่อรัฐบาลอนุญาตให้เปิด อย่างที่ ร.ร.สาธิตปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ก็กลับมาเปิดทันที ซึ่งผู้ปกครองก็ดีใจมาก เหตุผลจริงๆ ไม่ใช่แค่เรื่อง learning loss แต่เพื่อช่วยผู้ปกครองด้วย เพราะผู้ปกครองไม่ไหวแล้ว ถ้าใครต้องทำงานแล้วต้องดูลูกเล็กไปด้วยนั้นทรมานมาก เด็กเล็กเขาต้องการความสนใจตลอดเวลา เป็นธรรมชาติของเขา ต้องชื่นชมครูปฐมวัยว่าทำงานหนักมาก</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลของนักวิจัย นอกจากความถดถอยในทักษะต่างๆ ตามที่ปรากฏในรายงานแล้ว มีเรื่องอื่นที่สังเกตเห็นจากการลงพื้นที่ไหม</strong></h3>



<p>ที่อยู่ในงานวิจัยก็ชัดเจนว่าเป็นความถดถอยเรื่องความรู้ แต่ส่วนอื่นที่เห็นคือ เด็กกล้าคิด กล้าพูด และกล้าทำน้อยลง ก่อนหน้านี้เวลาลงพื้นที่ โดยเฉพาะในที่ที่เขาตั้งใจสอนหน่อย เด็กก็จะคุยกับเรา ผมคิดว่าทักษะเหล่านี้หายไป เรื่องความมั่นใจในตนเองและทักษะทางภาษาก็อาจจะน้อยลง</p>



<p>การที่เขาขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและไม่ได้เจอคนอื่นเป็นเวลานาน อาจทำให้ความกล้าพูด กล้าแสดงความคิดเห็นลดน้อยลงไป ก็ต้องดูกันต่อในระยะยาวว่ามีผลยาวแค่ไหน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ในงานวิจัยมีการสำรวจด้วยว่าที่บ้านเด็กมีหนังสือนิทานหรือไม่ เรื่องนี้สำคัญกับการเรียนรู้อย่างไร</strong></h3>



<p>โดยส่วนใหญ่บ้านที่มีหนังสือมากกว่า เด็กก็มักจะมีทักษะที่สูงกว่า แต่ผมไม่อยากสรุปเรื่องนี้ว่าเป็นเพราะหนังสือเด็กเลย ไม่ใช่ว่ามีหนังสือแล้วจะไม่ดี แต่หมายความว่าบ้านที่มีหนังสือนิทานมากกว่าก็มักจะมีอย่างอื่นที่ดีกว่าด้วยเสมอ มักจะเลี้ยงดูดีกว่า มีของเล่นมากกว่า เราเลยบอกไม่ได้ว่ามันเป็นเพราะหนังสือ สิ่งที่เรารู้แน่ๆ คือบ้านที่ลงทุนและดูแลเอาใจใส่ดีกว่าจะทำให้เด็กมีทักษะที่ดีกว่า</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-816c9b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/ภาพที่-3-1200x877-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ภาพที่ 3</figcaption></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-021ce1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/ภาพที่-4-1200x877-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ภาพที่ 4</figcaption></figure></div></div></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>โครงการ </strong><a href="http://riece.org/about/" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><strong>RIECE Thailand</strong></a><strong> ก็มีกิจกรรม ‘พานิทานกลับบ้าน’ ที่ให้เด็กเล็กยืมนิทานกลับไปให้ผู้ปกครองอ่านให้ฟัง มีข้อค้นพบอย่างไร</strong></h3>



<p>จากโครงการนี้เราติดตามเก็บข้อมูลจากเด็กประมาณพันกว่าคน เริ่มตั้งแต่ 1 ขวบ ส่วนใหญ่เริ่มที่ 2-3 ขวบ ตามเก็บข้อมูลเด็กคนเดิมมาเรื่อยๆ จนปีนี้เป็นปีที่ 8 จึงมีชุดข้อมูลที่เทียบกันได้เพราะเป็นข้อมูลกลุ่มตัวอย่างชุดเดิม ในภาพที่ 3 ถึง ภาพที่ 6 จะเห็นว่าช่วงก่อนหน้านี้ข้อมูลแต่ละปีจะเกาะกลุ่มกัน แต่พอมีโควิดเราจะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน</p>



<p>จากภาพที่ 3 คือข้อมูลที่เราถามผู้ปกครองว่าอ่านหนังสือให้เด็กฟังมากน้อยแค่ไหนในแต่ละสัปดาห์แล้วนำมาเฉลี่ยตามอายุเด็ก โดยแยกปีที่เก็บข้อมูล กราฟนี้บอกเราว่าโดยปกติคนไทยในชนบทอ่านหนังสือให้เด็กฟังประมาณนี้ &nbsp;ตอนเด็กอายุ 3 ขวบน่าจะอ่านให้ฟังมากสุดแล้วหลังจากนั้นก็ค่อยๆ ลดลงเพราะเด็กเริ่มโตขึ้น</p>



<p>จะเห็นว่าข้อมูลที่เก็บในปี 2016 หรือ 2559 สูงกว่าปกติ เพราะเราให้เด็กยืมนิทานกลับบ้านไป เป็นช่วงแรกๆ ที่เราทำโครงการที่มหาสารคามและกาฬสินธุ์ เราแนะนำคุณครูว่าให้เด็กยืมกลับบ้านนะ สิ่งที่เห็นคือผู้ปกครองอ่านนิทานให้ฟังเพิ่มชัดเจน</p>



<p>ถามว่าที่เราให้ยืมนิทานไปมีผลไหม ก็มีบ้างแต่ไม่มากอย่างที่ฝัน คือเห็นในทักษะด้านความเข้าใจในการฟัง (listening comprehension) พอเด็กฟังแล้วเด็กก็ตอบได้ดีขึ้นเล็กน้อย ผมคิดว่าการส่งเสริมการอ่านนั้นดี แต่ไม่ใช่ยาวิเศษ ผมไม่เห็นด้วยถ้าจะบอกว่าทุกอย่างจบด้วยการอ่าน มันไม่จริง เพราะจิกซอว์มีอยู่หลายอย่าง การกระตุ้นให้คิด การทำกิจกรรม การอ่านเป็นส่วนหนึ่งในหลายๆ อย่างที่ประกอบกันเพื่อจะสร้างคนคนหนึ่งให้มีคุณภาพ อ่านอย่างเดียวไม่มีทางพอ เราควรส่งเสริมการอ่าน แต่อย่าหวังกับมันเสียจนคิดว่าฉันทำอย่างเดียวแล้วพอ</p>



<p>อีกเรื่องที่น่าสนใจคือพอมีโควิด เด็กอยู่บ้านมากขึ้น แทนที่ผู้ปกครองจะอ่านให้ฟังมากขึ้น แต่ก็ไม่ เรื่องที่แย่กว่านั้นก็คือเด็กก็อ่านหนังสือเองลดลงด้วย (ภาพที่ 4) พอมีโควิดแทนที่เด็กจะอ่านหนังสือเองเพิ่มขึ้น เพราะไม่ได้ไปโรงเรียน ซึ่งอาจจะเป็นเพราะพอไม่ได้ไปโรงเรียนก็ไม่ได้อ่านหนังสือ ไม่มีใครกระตุ้นให้อ่าน แม้ยังบอกสาเหตุที่แท้จริงไม่ได้แต่กราฟบอกเราชัดเจน ซึ่งน่าเป็นห่วงมาก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-397ecd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/ภาพที่-5-1200x875-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ภาพที่ 5</figcaption></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b95482"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/ภาพที่-6-1200x871-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ภาพที่ 6</figcaption></figure></div></div></div>



<p>จากภาพที่ 5 เรื่องการทำการบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่เก็บข้อมูลจากในชนบท เด็กจะทำการบ้านเพิ่มขึ้นตามอายุ แต่พอมีโควิด ทั้งที่พอไม่ได้ไปโรงเรียนก็น่าจะต้องฝึกฝนเพิ่มขึ้น แต่กลายเป็นว่าเด็กทำการบ้านน้อยลง น่าเป็นห่วงว่ามันจะซ้ำเติมปัญหา</p>



<p>สิ่งเดียวที่เด็กทำเพิ่มคือการใช้โทรศัพท์และไอแพดมากขึ้น (ภาพที่ 6) แต่นี่เป็นเทรนด์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะปีนี้ ซึ่งข้อมูลนี้เราตัดเวลาเรียนออนไลน์ออกแล้ว</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>มองว่าปัญหา&nbsp;</strong><strong>learning loss ที่เกิดขึ้นช่วงโควิดสัมพันธ์กับปัญหาการศึกษาไทยที่มีอยู่ก่อนหน้าหรือเปล่า</strong></h3>



<p>ไม่ว่าเราจะดีกว่านี้หรือแย่กว่านี้ เราก็จะเจอ learning loss จากโควิดแน่นอน เพราะการศึกษาที่ดีคือการศึกษาที่ต้องไปเรียนออนไซต์ โรงเรียนที่ดีคือโรงเรียนที่เด็กไปอยู่ที่นั่นแล้วเจอครูที่ดี ครูที่เก่ง กระบวนการที่ดี เราสู้โควิดไม่ได้อยู่ดี แต่ถ้าการศึกษาของเราดีอาจทำให้เราปรับตัวได้ดีกว่านี้เมื่อโควิดมาถึง หรืออาจทำให้เราฟื้นคืนได้เร็ว</p>



<p>ถ้าถามว่าปัญหาของการศึกษาคืออะไร ก็คือเราไม่มีกรอบแนวคิดที่จะปรับตัวเพื่อรับเด็ก เราไม่ได้เป็น child center มากพอที่จะรู้ว่าเด็กมี learning loss นะ ฉะนั้นโรงเรียนจะปรับตัวไปหาเขา แต่ถ้าถามว่า learning loss จะเกิดไหมถ้าการศึกษาเราดีกว่านี้… เกิด ที่ต่างประเทศก็เกิด อเมริกาก็เกิดเยอะ สวิตเซอร์แลนด์ปิดแค่ไม่กี่สัปดาห์ก็ยังเกิด เขาก็เลยแทบจะไม่ปิดโรงเรียนเลยระหว่างที่มีการระบาดของโควิด</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>learning loss ที่เกิดขึ้นในช่วงโควิดจะส่งผลในระยะยาวไหม</strong></h3>



<p>ถ้าเราไม่ได้ทำอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปเลย ก็มีสองเรื่องที่น่าเป็นห่วงว่าเมื่อเกิด learning loss แล้วจะมีปัญหา</p>



<p>เรื่องแรก คำของ เจมส์ เจ. เฮกเมน (James J. Heckman – นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล) คือ ‘Skills Beget Skills’ หมายความว่าทักษะสร้างมาจากทักษะก่อนหน้านั้น เพราะฉะนั้นถ้าทักษะของเด็กสูญเสียไปแล้ว ตอนอยู่ ป.3 เขาถดถอย พอขึ้น ป.4 เขาก็มีทักษะไม่เท่าเด็ก ป.4 สมัยก่อนๆ ถ้าครูไม่ปรับตัว สอนเด็ก ป.4 ชุดนี้ตามลำดับ 1 2 3 4 5 เหมือนปกติ จะเกิดช่องว่างที่เด็กไม่เข้าใจเยอะมาก ส่วนหนึ่งอาจจะใช้เวลาให้เด็กตามทันบ้างไม่ทันบ้าง แต่ที่น่าเป็นห่วงกว่านั้นคือ ถ้าเด็กกลับไปโรงเรียนรอบนี้แล้วเรียนไม่รู้เรื่องเลย เขาอาจยอมแพ้ ไม่เรียนแล้ว ไม่สนแล้ว นี่เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงและผมคิดว่าเรายังทำน้อยเกินไป เราไม่ได้ผลักดัน ส่งเสริม หรือพัฒนาครูให้ teach at the right level ครูต้องถอยกลับลงมารับเด็กให้มากขึ้นในช่วงนี้ ต้องตระหนักว่าเด็กไม่พร้อม ครู ป.4 ต้องสอนแบบครู ป.3 ปลายๆ หรืออะไรที่คิดว่าสำคัญก็ต้องสอนซ้ำ ซึ่งถ้าทำก็จะดีขึ้น</p>



<p>เรื่องที่สอง ถ้าในระยะยาวเราไม่ได้ทำอะไรเลย แล้วสมมติมีคนอยู่สามคน คือ คนที่เรียนจบก่อนจะมีโควิด คนที่โดนช่วงโควิด และคนที่โตทีหลังไม่โดนโควิด แล้วสุดท้ายสามคนนี้ต้องไปอยู่ในตลาดแรงงานพร้อมกัน คนที่เจอโควิดตอนเรียนซึ่งมีทักษะน้อยที่สุดก็จะซวยใช่ไหมครับ คนนี้จะเป็น lost generation สู้คนรุ่นก่อนหน้าหรือคนรุ่นหลังไม่ได้ เพราะในตลาดแรงงานเขาไม่ดูว่าคุณจบรุ่นไหน เวลาทำงานก็จะมีปัญหาได้ ประสิทธิภาพการผลิตของประเทศก็อาจจะขาดหายไป นึกภาพว่าเด็กรุ่นนี้เจอโควิดไปสักกี่คน กี่ปีของการเรียน มันก็น่าจะส่งผลต่อผลิตภาพของประเทศในอนาคต นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องใส่ใจในการฟื้นคืนการเรียนรู้</p>



<p>นโยบายที่ผมอยากจะเสนอจริงๆ ง่ายมาก แต่ไม่ค่อยมีใครทำ ก็คือทำซัมเมอร์แคมป์ ช่วงปิดเทอมก็เปิดเรียนซะ สมมติเราปิดเรียนไป 6 เดือน ถ้าเชื่องานวิจัยของผม เด็กก็จะหายไปสัก 6 เดือน เรามีปิดเทอมใหญ่ครั้งละ 2 เดือน นั่นหมายความว่าเราต้องสอนซ้ำ 3 ปี เพื่อจะได้กลับมา 6 เดือน คิดเลขง่ายๆ แต่ก็ต้องเตรียมทรัพยากร ทำความเข้าใจ ไม่ใช่สอนทุกเรื่อง โฟกัสบางเรื่องอาจจะทำให้ใช้เวลาน้อยลง โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีเด็กยากจนหรือในชนบทควรจะต้องทำมากกว่าในเมืองที่มีเด็กมีฐานะ เพราะเด็กที่มีฐานะเดี๋ยวเขาก็ไปเรียนพิเศษ ผมไม่ได้สนับสนุนการเรียนพิเศษนะ แต่เราไม่มีเหตุผลที่จะไปห้ามเขา สิ่งที่ต้องห่วงคือคนที่ไม่มีศักยภาพต่างหาก คนที่ไม่มีฐานะ คนที่อยู่ในชนบท ไม่มีทางเลือก นั่นต่างหากที่จะไม่มีโอกาสฟื้นคืน</p>



<p>สังคมต้องออกแบบร่วมกัน ทำซัมเมอร์แคมป์ให้สนุกก็ได้ สอนแค่วิชาหลักก็ได้ เราทำได้และไม่ต้องใช้ทรัพยากรเยอะเกินไป ซึ่งคุ้มที่จะทำ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c7436e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/20220905-Wirachat-interview-8-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ผู้กำหนดนโยบายควรมองปัญหา&nbsp;</strong><strong>learning loss อย่างไร</strong></h3>



<p>จริงจังกับมัน ถ้าเด็กหายไป 6 เดือน เราชดเชยได้ปีละ 2 เดือน ก็ต้องทำยาวๆ อย่าทำปีนี้ปีเดียว ถ้าคิดว่าจะทำแค่ 3 เดือนข้างหน้าเพื่อแก้ปัญหา learning loss ผมคิดว่าเรากำลังหลอกตัวเอง ขั้นแรกเราต้องไม่หลอกตัวเองก่อน เราต้องรู้ว่าปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่และเป็นปัญหาที่ต้องใช้เวลาในการแก้ เพราะเราไม่สามารถยกระดับการศึกษาได้ภายในพริบตา เราไม่สามารถฟื้นคืนเด็กด้วยการยกระดับคุณภาพการศึกษา เพราะมันไม่ทัน เราจึงต้องเพิ่มเวลาให้เขาและต้องใช้เวลายาวนาน ต้องวางแผน 3 ปี 5 ปี ว่าจากนี้ไปเราจะทำอย่างไรกับเด็ก</p>



<p>เราจะช่วยเขาอย่างไรให้กลับมาอยู่จุดที่ควรจะเป็น หรือดีกว่านั้นถ้าเป็นไปได้ อย่างน้อยเอาที่ควรจะเป็นก่อน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ในระยะยาวมีข้อเสนออย่างไรเพื่อแก้ปัญหานี้</strong></h3>



<p>เรื่องการยกระดับคุณภาพการศึกษา หลายคนอาจหัวเราะแล้วบอกว่า “ก็รู้แล้ว” มันก็จริง แต่เป็นความท้าทายที่ต้องทำ สิ่งหนึ่งที่ผมยังไม่แน่ใจก็คือ ถ้า ณ วันที่เรามีโควิด แล้วมุมมองทางการเมืองและสังคมของเราอยู่ในโหมดการกระจายอำนาจมากกว่านี้ เราจะเปิดเรียนได้มากกว่านี้หรือเปล่า นี่เป็นคำถามที่ไม่มีใครตอบได้</p>



<p>ในมุมหนึ่งผมเชื่อว่าการจะพัฒนาคุณภาพของการศึกษา สุดท้ายแล้วเราต้องกระจายอำนาจ ผมเชื่อว่าคนในท้องถิ่นจะตัดสินใจได้ดีกว่า การกระจายอำนาจไม่ได้หมายความว่าใครอยากสอนอะไรก็สอนนะ คุณก็ต้องสอนสิ่งที่มีประโยชน์แหละ ผมเชื่อว่าผู้ปกครองพร้อมที่จะเป็น stakeholder ที่สำคัญ แต่ที่ผ่านมาผมไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะแนวคิดแบบรวมศูนย์ของบ้านเราในช่วงนี้หรือเปล่า จึงทำให้มีการสั่งปิดโรงเรียนแบบหน้ากระดาน สั่งปิดเพราะแค่กลัวที่จะต้องรับผิดชอบหรือเปล่า ถ้าเรากระจายอำนาจมากพอ ผู้ปกครองมีส่วนร่วม และทุกคนพร้อมรับผิดชอบร่วมกัน สุดท้ายเด็กจะได้ไปโรงเรียนมากกว่านี้ไหม</p>



<p>น่าเสียดายว่ามีหลายแห่งที่ควรจะเปิดได้และไม่จำเป็นต้องปิด แต่ก็มีโรงเรียนที่อุบลราชธานีเขาเปิดแทบจะตลอดเลย ขณะที่โรงเรียนอื่นๆ รอบข้างปิด ผมชื่นชมเพราะไม่มีคำสั่งให้เปิด แต่ก็ไม่มีคำสั่งห้ามเปิด เขาก็ยังเปิดโรงเรียน ผู้ปกครองก็แฮปปี้</p>



<p>หวังว่าเราจะมีการกระจายอำนาจทางด้านการศึกษามากขึ้นเพื่อให้พัฒนา มันเป็นไม่กี่ทางที่จะทำให้โรงเรียนหรือสถานศึกษามีแรงจูงใจที่จะพัฒนาเด็กจริงๆ เพราะเมื่อเรารวมศูนย์แล้วแรงจูงใจก็ไม่ไปอยู่ที่เด็ก</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ที่สุดแล้วคนที่อยู่กับเด็ก</strong><strong>-คนที่อยู่ในพื้นที่จะรู้ดีที่สุด</strong></h3>



<p>เรามักได้ยินข่าวเป็นระยะๆ ว่า ครูตีเด็ก ครูทำร้ายเด็ก ซึ่งเกิดขึ้นทุกที่ กรณีแบบนี้ถ้าเป็นโรงเรียนรัฐเขาก็ให้ย้ายไปที่อื่น แต่ถ้าเกิดพื้นที่ของท้องถิ่น อบต. หรือเทศบาล ครูก็อยู่ไม่ได้นะครับ พอผู้ปกครองมาที่เทศบาล นายกฯ ก็อยู่ไม่ได้ อย่างน้อยคือมีกลไกที่จะตอบสนองในสิ่งที่ควรต้องตอบสนอง แต่กลไกแบบรวมศูนย์มันไม่รู้จะตอบสนองตรงไหน ไม่มีแรงจูงใจตอบสนองในเรื่องที่ควรต้องตอบสนองแบบนี้ ผมว่ามันคือปัญหาใหญ่ของการศึกษา อย่างพอมีโควิดก็ทำให้ไม่ได้คิดว่าฉันจะทำอย่างไรให้เด็กได้เรียนรู้ช่วงนี้ ตราบใดที่กระทรวงสั่งอย่างนี้แล้วทุกคนทำตามก็ไม่ผิด</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>โควิดอาจจะเป็นเรื่องชั่วคราว แต่มันทำให้เราเห็นปัญหาเรื่องการกระจายอำนาจทางการศึกษา ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่เราต้องแก้ให้ได้?</strong></h3>



<p>ใช่ โควิดแค่มากระทุ้งให้เราเห็นปัญหาบางอย่าง แต่ปัญหาใหญ่ของการศึกษาคือเรื่องแรงจูงใจในระบบการศึกษา ว่าระบบการศึกษาของเราตั้งใจพัฒนาเด็กแค่ไหนและใส่ใจจะพัฒนาเด็กแค่ไหน</p>



<p>ผมเชื่อว่าต้องมีสองเรื่องที่มาคู่กัน การแข่งขันในระบบการศึกษาจะต้องเข้มข้นขึ้นและต้องกระจาย เพราะการกระจายอำนาจอาจนำมาซึ่งการแข่งขัน ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเอาเด็กมาแข่งกันนะครับ แต่เหมือนบริษัทที่ต้องแข่งกันผลิตสิ่งที่ดีขึ้น เพราะเมื่อไม่มีการแข่งขันก็ไม่รู้จะทำให้ดีขึ้นไปทำไม นี่คือปัญหาเรื่องแรงจูงใจที่ทำให้ระบบการศึกษาเราเป็นอย่างนี้ ยังไม่มีแรงจูงใจมากพอที่คนในระบบการศึกษาจะทำเพื่อเด็กจริงๆ</p>



<p>การกระจายอำนาจและการส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันจึงเป็นเครื่องมือไม่กี่อย่างที่มีโอกาสสร้างแรงจูงใจในระบบและทำให้คุณภาพดีขึ้น หลักสูตรก็เรื่องหนึ่งนะ แต่เปลี่ยนหลักสูตรอย่างไร ถ้าไม่แก้เรื่องแรงจูงใจก็ไม่มีทางแก้ปัญหาหรอก คนทั้งระบบยังหน้าตาเหมือนเดิม หลักสูตรเป็นแค่กระดาษ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องเรียน เวลาอยู่หน้ากระดานหรืออยู่กับเด็กต้องอาศัยแรงจูงใจในการทำงาน ตรงนั้นต่างหากที่ขาดหายไป หลักสูตรเป็นแค่ส่วนเล็กๆ น้อยๆ ที่ไปต่อเติม ซึ่งไม่ว่าจะเปลี่ยนอย่างไร ถ้าคนในระบบไม่มีแรงจูงใจหลักสูตรก็ช่วยไม่ได้</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/weerachart-kilenthong-interview/">วีระชาติ กิเลนทอง : เด็กเล็กไทยกับ ‘Learning Loss’ บาดแผลทางการศึกษาที่รอเยียวยา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ระเบิดเวลา ‘Learning Loss’ เปิดงานวิจัย-หาทางออกวิกฤตเด็กไทยกับภาวะการเรียนรู้ถดถอย</title>
		<link>https://www.eef.or.th/learning-loss-and-learning-recovery/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 18 Aug 2022 08:51:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Recovery]]></category>
		<category><![CDATA[ศิริวรรณ ฉัตรมณีรุ่งเจริญ]]></category>
		<category><![CDATA[school readiness]]></category>
		<category><![CDATA[สวัสดิ์ พุ่มทอง]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวะการเรียนรู้ถดถอย]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Loss]]></category>
		<category><![CDATA[วีระชาติ กิเลนทอง]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=62963</guid>

					<description><![CDATA[<p>“เขาเป็นเจเนอเรชันที่อยู่ในภาวะโควิด-19 มา 3 ปี ถ้าเราไ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/learning-loss-and-learning-recovery/">ระเบิดเวลา ‘Learning Loss’ เปิดงานวิจัย-หาทางออกวิกฤตเด็กไทยกับภาวะการเรียนรู้ถดถอย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“เขาเป็นเจเนอเรชันที่อยู่ในภาวะโควิด-19 มา 3 ปี ถ้าเราไม่ฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการเรียนรู้นี้ เด็กก็จะสูญเสียการเรียนรู้นี้ไปเลย ประเทศชาติก็จะสูญเสียเช่นกัน”</p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท&nbsp;</strong>ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวถึงความสำคัญของ<a href="https://research.eef.or.th/research/readiness-to-enter-the-student-education-system/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">โครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลแบบออนไลน์และการขยายผลการสํารวจสถานะความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษาของเด็กปฐมวัย</a>&nbsp;ซึ่งเป็นการศึกษาเกี่ยวกับความพร้อมในการเข้าสู่การเรียนภาคบังคับของเด็กปฐมวัย หรือ ‘school readiness’ ซึ่งเป็นการวิจัยที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2558 ซึ่ง กสศ. ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดยหวังจะสร้างเครื่องมือของประเทศที่มีการเก็บข้อมูลลงลึกรายบุคคลและนำเสนอออกมาเป็นรายจังหวัด ในการเฝ้าระวังสถานการณ์ของประชากรกลุ่มสำคัญคือ เด็กปฐมวัย&nbsp;ที่มีอายุช่วง 3-5 ปี ซึ่งมีเด็กจำนวนมากที่อยู่นอกระบบการศึกษาเพราะต้องติดตามพ่อแม่ไปทำมาหากิน ทำให้เด็กกลุ่มนี้ไม่มีโอกาสเข้าเรียนในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กหรือโรงเรียนอนุบาล กสศ. จึงติดตามวิจัยต่อว่าเด็กปฐมวัยทั่วประเทศมีความพร้อมในการเข้าสู่การศึกษาภาคบังคับเพียงไร</p>



<p>ในช่วงที่เก็บข้อมูลนี้เองก็เกิดการระบาดของโควิด-19 ทำให้โรงเรียนปิดและมีการหยุดเรียนจนสร้างผลกระทบต่อการเรียนรู้ของเด็กจนนำมาสู่ ‘ภาวะถดถอยทางการเรียนรู้’ หรือ ‘learning loss’ อันทำให้ช่องว่างของความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษาขยายกว้างมากขึ้น และหากไม่ทำอะไรเด็กรุ่นนี้จะกลายเป็น ‘lost generation’</p>



<p>ในวันนี้สิ่งสำคัญคือกระบวนการที่จะนำเด็กปฐมวัยเข้าสู่ภาวะปกติของการเรียนรู้ คือ ‘learning recovery’ หรือ ‘การฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการเรียนรู้’ ซึ่งเป็นกระบวนการที่สำคัญมาก เพราะหากเด็กปฐมวัยได้รับการฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ เด็กเหล่านี้ก็จะกลับสู่ภาวะปกติและเดินเข้าสู่เส้นทางของระบบการศึกษา จนเติบโตเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีศักยภาพสูงได้</p>



<p>ดังนั้น โจทย์สำคัญต่อไปของสังคมไทยคือ ในภาวะที่ประเทศก้าวออกจากช่วงที่แย่ที่สุดของโควิด-19 มาแล้ว แต่สำหรับเด็กปฐมวัย การก้าวออกจาก learning loss เข้าสู่ learning recovery นั้นจะทำได้อย่างไร?</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เปิดข้อมูลเชิงประจักษ์</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เด็กไทยกับวิกฤต ‘ภาวะถดถอยทางการเรียนรู้’</strong></h2>



<p><strong>รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง</strong>&nbsp;ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เรียกข้อมูลชุดนี้ว่า school readiness หรือความพร้อมของการเข้าสู่ระบบการศึกษาของเด็กปฐมวัย ซึ่งเป็นการวัดทักษะพื้นฐานที่จำเป็นและสำคัญในการนำไปต่อยอดในระดับ ป.1 โดยมีการทำแบบทดสอบกับเด็กอนุบาล 3 ทั่วประเทศในหลากหลายรูปแบบ จนเป็นที่มาของหลักฐานเชิงประจักษ์เรื่อง learning loss ในช่วงโควิดที่เกิดในช่วงการเก็บข้อมูลพอดี</p>



<p>วีระชาติเล่าว่า หนึ่งในแบบทดสอบคือการนำเลข 0-9 ให้เด็กดูและผลปรากฏว่ามีเด็กจำนวนไม่น้อยที่รู้จักตัวเลขไม่ครบ บางจังหวัดมีมากถึงครึ่งหนึ่งและบางจังหวัดมีกว่า 30%</p>



<p>“พูดง่ายๆ ว่าหากเดินสุ่มเข้าไปในโรงเรียนธรรมดาแห่งหนึ่ง ในห้องอนุบาล 3 มีเด็กอยู่ 10 คน จะมีเด็กประมาณ 3 คนที่รู้จักตัวเลขตั้งแต่ 0-9 ไม่ครบ”</p>



<p>ขณะที่การทดสอบอีกอันที่น่าสนใจคือ มีการอ่านข้อความให้เด็กฟังหนึ่งย่อหน้าหรือประมาณสัก 4-5 นาที และให้เด็กตอบคำถามง่ายๆ 5 ข้อ ผลพบว่ามีเด็กจำนวนไม่น้อยที่ตอบคำถามได้แค่ข้อเดียวหรือตอบไม่ได้เลย</p>



<p>อย่างไรก็ตาม school readiness นั้นต้องทดสอบในหลายด้านทั้งคณิตศาสตร์ ภาษา ฯลฯ จึงมีการนำทุกด้านมารวมกันแล้วทำเป็นค่าเฉลี่ยโดยให้คะแนนเต็ม 100 ซึ่งพบข้อมูลอย่างชัดเจนว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนเด็กก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 มีทั้งจังหวัดที่ได้คะแนนระดับแย่และมีจังหวัดที่ได้คะแนนระดับดี แต่เมื่อมาดูผลคะแนนในช่วงการแพร่ระบาดหนักๆ ทุกจังหวัดจะเป็นสีแดงหรืออยู่ในระดับที่แย่เกือบทั้งหมด</p>



<p>วีระชาติกล่าวว่า การทำแบบทดสอบวัดผลนั้นเป็นการทำข้อสอบอันเดียวกันทุกคนแค่ทำกันคนละปี ดังนั้นจึงเห็นผลชัดเจนในภาพรวมว่าเด็กมีความพร้อมลดลง จึงเป็นบททดสอบที่ท้าทายให้ผู้เกี่ยวข้องต้องทำงานหนักยิ่งขึ้นเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัย</p>



<p>“ข้อมูลอีกชุดหนึ่งเป็นข้อมูลเชิงลึกแต่ขนาดกลุ่มที่ศึกษาจะเล็กกว่า ผมตามเด็กคนเดิม 1,000 กว่าคน เก็บข้อมูลมาเรื่อยๆ กว่า 6 ปี เวลาในการทำการบ้านของเด็กก่อนเกิดโควิด-19 เขาจะทำการบ้านมากขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุ แต่พอเกิดโควิด-19 แม้ในช่วงอายุเดียวกันปรากฏว่าทำการบ้านน้อยลง”</p>



<p>ดังนั้นแล้วไม่ว่าจะดูข้อมูลจากภาพใหญ่หรือในภาพที่เล็กลงมาในระดับปัจเจกก็เกิดปัญหาเดียวกันคือ เด็กไม่สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองตามที่เราคาดหวังเพื่อชดเชยการไม่ได้ไปเรียนในโรงเรียน เด็กไม่ได้อ่านหนังสือหรือทำการบ้านเพิ่มขึ้นแต่เล่นเกมมากขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมถึงเกิด learning loss เมื่อการใช้เวลาของเด็กเปลี่ยนไปและขาดประสิทธิภาพ</p>



<p>การประเมิน school readiness นั้นมองจาก 3 มิติ คือ มิติด้านความพร้อมของโรงเรียน ด้านความพร้อมของตัวเด็กและด้านความพร้อมของที่บ้าน ดังนั้นคือสามประสาน แต่คำถามคือปัจจัยด้านใดที่มีผลมากที่สุด เพราะจะนำไปสู่การมีนโยบายที่แตกต่างกัน หากมองว่าเป็นเรื่องโรงเรียนก็ต้องไปยกระดับการเรียนรู้ ถ้าเป็นเรื่องทักษะของการเลี้ยงดูของผู้ปกครองก็ต้องหาวิธีไปแนะนำเขาว่ามีวิธีเลี้ยงดูที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างไร</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ความพร้อมในวันนี้คือตัวกำหนด ‘อนาคต’ เด็กไทย</strong></h2>



<p>“เรื่องความพร้อมที่ผมพูดถึงก่อนหน้านี้หลายคนคงตั้งคำถามว่า แล้วจะนำไปสู่อะไร?”</p>



<p>วีระชาติเล่าว่าเขาใช้ข้อมูลแบบทดสอบทักษะด้านการอ่านของเด็ก ป.1 มาเชื่อมโยงกับข้อมูล school readiness ที่เก็บตอนเด็กเรียนอนุบาล 3 แล้วดูว่าเมื่อเด็กอยู่ชั้นอนุบาล 3 เขามีความพร้อมในระดับนี้ แล้วเมื่อโตมาขึ้น ป.1 เขาเรียนเป็นอย่างไร</p>



<p>คำถามจากข้อมูลชุดนี้ก็คือ เด็กที่มีความพร้อมมากกว่าตอนอนุบาล 3 จะมีคะแนนแบบทดสอบด้านการอ่านที่มากกว่าตอน ป.1 หรือไม่? ซึ่งผลปรากฏว่าเป็นจริงตามสมมติฐาน โดยพบว่าเด็กที่มี school readiness มากกว่าจะทำให้มีคะแนนทักษะด้านการอ่านสูงกว่า และไม่ใช่แค่ความพร้อมทางด้านการอ่านเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความพร้อมด้านคณิตศาสตร์ด้วย ซึ่งปรากฏว่าโดยผลทางด้านคณิตศาสตร์เยอะกว่าด้านการอ่านเพราะความพร้อมด้านคณิตศาสตร์คือทักษะการคิด ซึ่งหากเด็กสามารถคิดได้เยอะแค่ไหน เขาก็จะสามารถคิดวิเคราะห์ได้เยอะขึ้นในการเรียนชั้นที่สูงขึ้น หรือแม้แต่การอ่านเองก็ต้องการการคิดวิเคราะห์ด้วย</p>



<p>“เมื่อเราพบว่าเด็กเกิด learning loss ยิ่งทำให้เราต้องกังวลมากขึ้น เพราะว่าความพร้อมตอนปฐมวัยมีผลต่อการเรียนชั้นประถมฯ ของเด็ก เราต้องฟื้นฟูเขา ไม่เช่นนั้นจะมีผลต่อไปเมื่อเด็กเรียน ป.1 ต่อไปก็มีผลกับ ป.2 ภาษาวิชาการเรียกว่าเป็น dynamic complimentary มันเป็นพลวัตร เช่นที่ ศ.เจมส์ เจ เฮกแมน นักเศรษฐศาสตร์ มักใช้คำว่า ‘skills beget skills’ คือทักษะตอนเริ่มต่อทักษะอันใหม่ได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เราต้องสนใจปฐมวัยเพราะมันเป็นที่มาของทักษะในระดับที่สูงขึ้น” วีระชาติกล่าว</p>



<p>ด้าน&nbsp;<strong>ดร.สวัสดิ์ พุ่มทอง&nbsp;</strong>ที่ปรึกษาด้านการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เห็นว่า ข้อมูล school readiness ที่มีการสำรวจมานี้ หากมีความสมบูรณ์แล้วนำมากำหนดนโยบายได้จริงจะเกิดประโยชน์มหาศาลเพราะการกำหนดนโยบายโดยใช้ข้อมูลเป็นฐานเพื่อหาทางออกจะทำให้สามารถดำเนินการได้อย่างยั่งยืน</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>Learning Loss สู่ Learning Recovery</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ทางก้าวพ้น Lost Generation</strong></h2>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ข้อเสนอที่&nbsp;</strong><strong>1 : High Scope – กระบวนการพัฒนาครูปฐมวัย</strong></h3>



<p>วีระชาติพูดถึงการพัฒนาเด็กปฐมวัยที่เริ่มต้นด้วยการพัฒนาครูปฐมวัยด้วยการอบรมแบบเข้มข้นโดยหลักสูตรที่ชื่อว่า High Scope ซึ่งมีการทดลองใช้แล้วที่จังหวัดร้อยเอ็ด โดยแบ่งเด็กเป็นกลุ่มที่เรียนกับครูที่ไปอบรมและกลุ่มที่เรียนกับครูที่ไม่ได้ไปอบรม การทดสอบรูปแบบนี้จะทำให้เห็นถึงความพร้อมที่เปลี่ยนไปในแต่ละวันของเด็กรวมถึงประสิทธิภาพของการเรียนการสอนในแต่ละกลุ่มด้วย</p>



<p>ผลพบว่ากลุ่มที่ได้เรียนกับครูที่ผ่านการอบรมด้วยหลักสูตร High Scope นั้นมีประสิทธิภาพสูงขึ้นถึง 50% ซึ่งหากเด็กขาดความพร้อมไป 1 ปีเต็ม หมายความว่าต่อให้ใช้วิธีนี้ ก็ต้องหาทางชดเชยเด็กอย่างน้อย 2&nbsp;ปีเพื่อให้เขากลับมา 100%</p>



<p>อย่างไรก็ตาม วีระชาติยอมรับว่านี่เป็นเพียงแนวทางหนึ่งแต่ไม่อาจแก้ไขได้ทั้งประเทศเนื่องจากทรัพยากรที่จะใช้ในการอบรมนั้นมีน้อย</p>



<p>“learning recovery ไม่ใช่การวิ่ง 100 เมตร ที่แก้กันปีนี้แล้วเด็กกลับมาที่เดิม แต่ learning recovery คือการวิ่งมาราธอนที่ต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหา”</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>ข้อเสนอที่ 2 : สร้างการพัฒนาจาก Pre-Service Teacher สู่ In-Service Teacher</strong></h3>



<p><strong>ผศ.ศิริวรรณ ฉัตรมณีรุ่งเจริญ&nbsp;</strong>คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ตเล่าถึงสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นในโรงเรียนที่มีระดับชั้นปฐมวัย ซึ่งคณะครุศาสตร์ได้มีโอกาสเข้าไปเป็นพี่เลี้ยงจัดการเรียนการสอนให้ครูในโรงเรียนที่ยังขาดความพร้อมทั้งเรื่องอุปกรณ์ องค์ความรู้และประสบการณ์</p>



<p>การทำงานนั้นแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือ การเข้าไปช่วยครูในโรงเรียนแบบฉับพลันในช่วงของสถานการณ์โควิด-19 โดยใช้โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง TSQP (Teacher and School Quality Program) ซึ่งโรงเรียนในเครือข่ายนี้เป็นกำลังสำคัญมากในการพัฒนานวัตกรรมและแพลตฟอร์ม ทั้งเป็นเหมือนแหล่งเรียนรู้แม่ข่ายซึ่งจะคอยช่วยเหลือโรงเรียนอื่นๆ ที่ไม่มีความพร้อมหรือไม่เข้าใจการแปลงหลักสูตรเป็นการจัดการการเรียนการสอนที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ห้องเรียนในโรงเรียน แต่ทำให้ห้องเรียนคือบ้านและชุมชน การจัดการเรียนการสอนแบบนี้จึงเป็นความท้าทายของครูด้วย</p>



<p>ส่วนที่สองคือ แนวทางการผลิตครู ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาระยะยาว ภายใต้โครงการครูรักถิ่น ที่จะทำให้ครูสามารถจัดการเรียนการสอนยืดหยุ่นตามสถานการณ์ได้ เพราะโควิด-19 เป็นแค่สถานการณ์หนึ่งจากหลายสถานการณ์ในอนาคตที่จะทำให้การเรียนรู้ของเด็กหยุดชะงัก&nbsp;ดังนั้นการเตรียมครูไม่ว่าจะเป็นระบบการผลิตหรือการพัฒนาก็ตามต้องสร้างครูที่ยืดหยุ่น สามารถมองเห็นวิกฤตให้เป็นโอกาสและดึงสิ่งที่เขามีรอบตัวไปออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้&nbsp; ทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้ ที่สำคัญต้องเป็นครูที่สื่อสารได้ ทำงานร่วมกับชุมชนและผู้ปกครองได้</p>



<p>“อีกด้านหนึ่งหากเรามองการผลิตและพัฒนาครูเป็นระบบใหญ่หนึ่งระบบ จะเห็นว่าการผลิตครูสามารถไปเกื้อหนุนและช่วยเหลือพัฒนาครูประจำการที่อยู่ในโรงเรียน โดยการจัดการเรียนการสอนที่อยู่ในการพัฒนานักศึกษาครู (pre-service teacher) สามารถสร้างนวัตกรรมและส่งต่อไปให้ครูประจำการ (in-service teacher) ที่อยู่ที่โรงเรียนเพื่อใช้นวัตกรรมเหล่านี้ไปเติมเต็มสิ่งที่นักเรียนขาดหายไป เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่จะช่วยเรื่องการฟื้นฟูการถดถอยทางการเรียนรู้ได้”</p>



<p>ศิริวรรณย้ำว่า นี่คือโจทย์ที่ทำให้ต้องหันกลับมามองว่า กระบวนการผลิตครูของครุศาสตร์หรือหลายๆ หน่วยงานในปัจจุบันมีการเพิ่มประเด็นในส่วนการผลิตครูเพื่อรองรับสถานการณ์เหล่านี้หรือไม่</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p><strong>หมายเหตุ</strong>&nbsp;– สรุปความจากงานแถลงข่าว&nbsp;<a href="https://www.facebook.com/EEFthailand/videos/587414166090112" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><em>พลังฐานข้อมูล เครื่องมือสร้างความเสมอภาคสู่สังคม ปิดทุก GAP “Learning Loss สู่ Learning Recovery” หยุดการสูญเสียเด็กทั้งรุ่น (Lost Generation) : ดึงพลังทุกฝ่ายร่วมฟื้นฟูการเรียนรู้</em>&nbsp;</a>เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2565 จัดโดย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/learning-loss-and-learning-recovery/">ระเบิดเวลา ‘Learning Loss’ เปิดงานวิจัย-หาทางออกวิกฤตเด็กไทยกับภาวะการเรียนรู้ถดถอย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จาก Learning Loss สู่ Learning Recovery  ฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการศึกษา ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงหลังโควิด-19</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-learning-loss-learning-recovery-081122/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 08 Nov 2022 06:30:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Loss]]></category>
		<category><![CDATA[ฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Recovery]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กประถม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=61593</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลังวิกฤตโควิด-19 ค่อย ๆ คลายตัวลง ประเด็น Learning Los [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-learning-loss-learning-recovery-081122/">จาก Learning Loss สู่ Learning Recovery  ฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการศึกษา ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงหลังโควิด-19</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลังวิกฤตโควิด-19 ค่อย ๆ คลายตัวลง ประเด็น Learning Loss หรือ ภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ และ Learning Recovery หรือ การฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ เป็นหนึ่งในหัวข้อหลักทางการศึกษาที่พูดถึงกันอย่างมากในสังคม เพราะเป็นสถานการณ์ที่มีผลกระทบต่อนักเรียนทั้งรุ่น ทั้งยังเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เด็กจำนวนไม่น้อยต้องหลุดออกจากระบบการศึกษาไป ซึ่งผลกระทบดังกล่าวเลี่ยงไม่ได้ที่จะส่งผลต่อสังคมในอนาคตอย่างแน่นอน เพราะการไม่ได้รับการศึกษาหรือการได้รับการศึกษาที่ไม่มีคุณภาพของเด็ก ๆ จะทำให้ขาดทักษะที่จำเป็นในการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้นไป รวมถึงการขาดทักษะในการพัฒนาศักยภาพด้านอื่น ๆ</p>



<p>ด้วยความตระหนักถึงอนาคตของเด็กไทยในเรื่องนี้ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) กระทรวงศึกษาธิการ และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จึงได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง สภาวะการฟื้นฟูการเรียนรู้และเร่งรัดประสิทธิผลการเพิ่มโอกาสทางการศึกษา (Learning Recovery and Education Opportunities Effectiveness Accelerations Situation) เพื่อศึกษา วิเคราะห์ และระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางสภาวะการฟื้นฟูการเรียนรู้และเร่งรัดประสิทธิผลการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตั้งแต่ระดับห้องเรียน สถานศึกษา หน่วยงานส่วนภูมิภาค หน่วยงานส่วนกลาง และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-73d1a3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/ดร.-อาตี้-เซจิ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.อาร์ตี้ เซจิ หัวหน้าฝ่ายการศึกษา องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.อาร์ตี้ เซจิ</strong> หัวหน้าฝ่ายการศึกษา องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวถึงสถานการณ์นี้ผ่านวงประชุมว่า ไม่ว่าในการประชุมสหประชาชาติ เรื่องการพลิกโฉมการศึกษา ที่ผ่านมา การประชุมของ กสศ. รวมถึงรายงานของสภาการศึกษาฉบับล่าสุด ประเด็นที่ยังคงถูกให้ความสำคัญมากคือ Learning Loss และ Learning Recovery และนั่นจึงเป็นที่มาของการจัดเสวนาพูดคุยกันในครั้งนี้</p>



<p>“จริงอยู่ที่มีการพูดคุยเรื่องนี้กันมาหลายรอบ แต่ในครั้งนี้จะเป็นการพูดคุยเรื่องของประเทศไทยโดยเฉพาะ เพื่อหาทางแก้ปัญหาให้เข้ากับบริบทที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ การเปิดเทอมซึ่งเป็นการกลับมาเรียนในโรงเรียนอีกครั้งได้ผ่านเทอมแรกไปแล้ว จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมที่จะมาพูดคุยเพื่อถอดบทเรียนจากครูและโรงเรียน เพื่อเป็นแนวทางต่อไปสำหรับเทอมหน้า ทั้งยังเพื่อมองถอยกลับไปถึงช่วงโควิดที่มีการสอนหลายรูปแบบเกิดขึ้น จะเป็นการถอดบทเรียนปัญหา การปรับใช้หรือการพัฒนาต่อไป”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-aee612"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/07-จาก-Learning-Loss-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดร.อาร์ตี้ ยังกล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ตนเองได้มีโอกาสเดินทางไปรับฟังปัญหาจากหลายพื้นที่ เช่น ยะลา และเชียงใหม่ ได้ฟังเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับการสูญเสียการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยและมัธยมต้น ซึ่งจะกระทบต่อเนื่องไปเมื่อเขาโตขึ้นอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็ก ๆ จากพื้นที่ชายขอบ ที่ศักยภาพภาพในการแข่งขันของเขายิ่งลดลงจากการเข้าไม่ถึงเทคโนโลยีหรืออื่น ๆ&nbsp; ส่วนครูเองไม่รู้วิธีรับมือว่าจะปรับการสอนอย่างไรเมื่อต้องสอนออนไลน์ เช่นเดียวกับผู้ปกครองที่ขาดทั้งเครื่องมือ หรือไม่มีทักษะที่สอนลูกได้ ทำให้ความเหลื่อมล้ำยิ่งห่างมากขึ้น</p>



<p>“การปรับตัวจึงต้องมาดูว่า หลักสูตรหลังโควิดควรเป็นอย่างไร เพื่อช่วยให้เด็ก ๆ กลับมาเรียนรู้ได้ และเป็นเรื่องที่ต้องรีบทำ เพราะยิ่งช้าจะยิ่งยากขึ้นในการนำเด็กกลับมาสู่ระบบการศึกษา หรือยากในการฟื้นฟูทางการศึกษา เหล่านี้จะต้องลงทุนทำในตอนนี้ ทุกฝ่ายจึงควรมาคุยกันเพื่อวางแผนอนาคต ในการรับมือ Learning Loss และฟื้นฟูการศึกษาของไทย”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-dfbd3c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/ดร.-ภูมิศรัณย์-ทองเลี่ยมนาค.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค ผู้อำนวยการ วสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ขณะที่ <strong>ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค</strong> ผู้อํานวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา วศส. อธิบายถึงความน่าเป็นห่วงของสถานการณ์นี้ว่า กสศ. เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ทำงานร่วมกับ กระทรวงศึกษาธิการ สภาการศึกษา และหน่วยงานอื่น ๆ รวมถึงองค์กรที่เกี่ยวข้องอย่าง ยูนิเซฟ ซึ่งเป็นภาคีหลักในการทำงานเกี่ยวกับการฟื้นฟูความรู้ถดถอยมาตั้งแต่ต้น เมื่อเริ่มมีสถานการณ์โควิด ยูนิเซฟ เริ่มมีความกังวล จึงได้มาคุยกันว่าจะสามารถทำงานเชิงวิชาการ เพื่อกระตุ้นให้เกิดความตระหนักถึงความสำคัญเรื่องการฟื้นฟูความรู้ถดถอยได้อย่างไร</p>



<p>โดยก่อนหน้านี้มีการประชุมทั้งในระดับนานาชาติ และในวงประชุมวิชาการระดับประเทศไทย ก็มีการพูดถึงเรื่องเหล่านี้ รวมไปถึงการพูดถึงเด็กกลุ่มที่ได้ผลกระทบมากในแต่ละประเทศคือ เด็กกลุ่มด้อยโอกาส เด็กกลุ่มยากจน หรือผู้ที่มีความจำเป็นพิเศษ เรียกว่าแต่ละประเทศจะต้องมีนโยบายที่ให้ความสำคัญกับกลุ่มนี้ เมื่อเทียบกับนักเรียนกลุ่มประชากรทั่วไป ส่วนรูปแบบการดำเนินงานฟื้นฟูความรู้ก็แตกต่างหลากหลายไปตามบริบทของประเทศตนเอง</p>



<p>“สิ่งที่เราต้องการคือ นโยบายหรือแนวทางฟื้นฟู ทั้งนโยบายภาพใหญ่ที่ทางสภาการศึกษาเป็นผู้ที่พยายามรวบรวมจากในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งวันนี้เป็นเวทีที่พยายามรวบรวมจากในประเทศ หรือรับข้อมูลจากครูที่อยู่หน้างานจริง เพื่อหาข้อสรุปหรือเกิดแนวทางไปปรับใช้ในการฟื้นฟูการศึกษาไทยได้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-643af6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/ดร.-อุดม-วงษ์สิงห์-2.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา<br>กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ด้าน <strong>ดร.อุดม วงษ์สิงห์</strong> ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ได้เปิดเผยข้อมูลจากการทำงานและการสำรวจของ กสศ. พบว่า นักเรียนประถมศึกษาตอนต้น ป.1 &#8211; ป.3 เป็นช่วงชั้นที่มีปัญหาภาวะถดถอยมากที่สุด คิดเป็น 72.2% เมื่อเทียบกับระดับชั้นอื่น ๆ ของนักเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน สาเหตุที่ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ถดถอยมากที่สุดคือเรื่อง การขาดแคลนอุปกรณ์ และการไม่มีสมาธิในการเรียนออนไลน์ โดยครูมีความเห็นว่าการเรียนรู้ถดถอยของนักเรียน ส่วนหนึ่งมาจากการที่ผู้ปกครองไม่มีเวลาติดตามการเรียน สอนการบ้านให้ไม่ได้ และสัมพันธ์กับฐานะความยากจน</p>



<p>นอกจากนี้ จากสถานการณ์รอยต่อระหว่างการเปิดภาคเรียนใหม่ พบว่าผู้เรียนมีความเสี่ยงหลุดจากระบบโรงเรียนด้วยสาเหตุคือ การมาเรียนบ้างไม่มาเรียนบ้าง 85.40% ลาออก 7.40% ติดต่อไม่ได้ 7.20% ทั้งนี้ ยังมีนักเรียนอีกมากถึง 51% ที่ได้รับการติดตามแล้ว แต่ยังไม่กลับมาเรียนตามปกติ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องราวที่น่าค้นหาและติดตามค้นหาคำตอบ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาเป็นอย่างยิ่ง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b16baa"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/07-จาก-Learning-Loss-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“จากการสะท้อนของครูในวง PLC (Professional Learning Communicaty) ทราบว่าโรงเรียนได้เริ่มเตรียมความพร้อมด้านต่าง ๆ ให้เด็ก ๆ เพื่อรองรับการเรียนการสอนในเทอม 1 / 2565 ด้วยการคัดกรองทักษะการอ่าน การเขียน การคิดเลข และการสื่อสาร ทำให้พบว่านักเรียนส่วนใหญ่มีคะแนนทักษะการอ่าน การเขียน และการคิดเลขในระดับน้อยถึงน้อยมาก ซึ่ง 3 ทักษะดังกล่าวเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการเรียนรู้”</p>



<p>ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า นอกจากการสังเกตพฤติกรรมในห้องเรียน ทีมโค้ชโรงเรียนพัฒนาตนเองของ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.วิทยาเขตหาดใหญ่) ได้นำเครื่องมือวัดแรงบีบมือ ทดสอบสมรรถภาพความแข็งแรงกล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 1,918 คน จาก 74 โรงเรียน ใน 6 จังหวัด ได้แก่ สตูล ปัตตานี สงขลา นครศรีธรรมราช ยะลา และนราธิวาส พบว่า 98% ของเด็ก ๆ มีแรงบีบมือต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของเด็กในวัยเดียวกัน ซึ่งค่ามาตรฐานจะอยู่ที่ 90 กิโลกรัม จากการทดสอบมีผ่านเกณฑ์เพียง 1.19 % เท่านั้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e1aaa1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/07-จาก-Learning-Loss-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ในภาพรวมเราพบว่า Learning Loss เกิดขึ้นแล้ว เรื่องการสูญเสียการเรียนรู้ เรื่องผลลัพธ์การเรียนรู้ในวิชาการต่าง ๆ หรือเรื่องสภาวะทางด้านอารมณ์และสังคมของเด็ก เรื่องปฏิสัมพันธ์ของเด็กระหว่างเพื่อนและครู สิ่งเหล่านี้จึงต้องหันกลับมาดูไม่น้อยไปกว่าเรื่องของการเรียนรู้ทางวิชาการ เด็กจะเริ่มมีปัญหาในการเผชิญหน้ากับบุคคลอื่นเพราะเขาจะเริ่มมีความรู้สึกว่าไม่มีความมั่นใจ โดยเฉพาะเด็กด้อยโอกาสที่เขายิ่งไม่มีแต้มต่อ”</p>



<p>ทั้งนี้ ในตอนท้าย ดร.อุดม ได้เสนอกิจกรรมฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอยของเด็กนักเรียน จากประสบการณ์การทำโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง TSQP 9 กิจกรรมด้วยกัน ได้แก่ 1. กิจกรรมพัฒนาฐานกายตามเกณฑ์มาตรฐานของระดับอนุบาล และระดับประถมต้น 2. กิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อมือ 3. ชุดฐานกิจกรรม Sensory Integration ประเภทเน้นการคิด การทรงตัว การออกแบบ การยืดหยุ่นตัว หรือการเดิน เป็นต้น 4. กิจกรรมเคลื่อนไหวตามคำสั่ง 5. กิจกรรมเบรนยิม 6. กิจกรรม Active Learning 7. เกมและการเล่นต่าง ๆ 8. กิจกรรมออกกำลังกาย และ 9. กิจกรรมการเล่นบทบาทสมมุติ</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-learning-loss-learning-recovery-081122/">จาก Learning Loss สู่ Learning Recovery  ฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการศึกษา ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงหลังโควิด-19</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Hackathon นวัตกรรมการเรียนรู้รูปแบบใหม่ แก้วิกฤต Learning loss จาก Covid-19</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-hackathon-learning-loss-covid-19/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 18 Jun 2022 14:15:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Hackathon]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Loss]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อโณทัย ไทยวรรณศรี]]></category>
		<category><![CDATA[สพฐ.]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=57049</guid>

					<description><![CDATA[<p>จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค Covid-19 ตลอดช่วงสองปีที [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-hackathon-learning-loss-covid-19/">Hackathon นวัตกรรมการเรียนรู้รูปแบบใหม่ แก้วิกฤต Learning loss จาก Covid-19</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค Covid-19 ตลอดช่วงสองปีที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบต่อระบบการศึกษาไทยเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นระบบการจัดการเรียนรู้ อย่างอินเตอร์ การสื่อสารที่ไม่เพียงพอและไม่เสถียรเมื่อนักเรียนต้องเรียนออนไลน์อยู่บ้าน ส่วนครูและบุคลากร มีภาระงานและการดูแลนักเรียนเพิ่มขึ้น ทำให้คุณภาพการจัดการเรียนรู้ของครูลดลง ส่วนตัวนักเรียนต้องปรับเวลา สถานที่  และวิธีการเรียนใหม่</p>



<p>ทำให้เกิดความกังวลเรื่องผลการเรียนและการเรียนต่อ มีภาระค่าใช้จ่ายด้านอุปกรณ์เทคโนโลยีเพิ่มขึ้นมา และที่สำคัญอย่างยิ่งคือ การสูญเสียโอกาสการเรียนรู้ ทำให้ทักษะทางวิชาการ และการทำกิจกรรมต่าง ๆ ถดถอยลง หรือที่คำศัพท์ทางการศึกษาเรียกว่า Learning loss</p>



<p>แม้ในปี 2565 สถานการณ์ Covid-19 จะเริ่มดีขึ้น โรงเรียนกลับมาเปิดการเรียนการสอนได้อย่างปกติ แต่ภาวการณ์สูญเสียการเรียนรู้ยังคงอยู่กับนักเรียนอย่างต่อเนื่อง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-583a3b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/06/01-hackathon.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จึงได้ร่วมกับ สำนักธรรมศาสตร์และการเมืองราชบัณฑิตยสภา จัดเสาวนาออนไลน์ เรื่องนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อป้องกันการสูญเสียการเรียนรู้ (learning loss) และเพิ่มการเรียนรู้ (learning gain) เพื่อเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหา โดย <strong>ดร.อโณทัย ไทยวรรณศรี ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน</strong> ได้ชี้แนะเรื่อง “Hackathon” ไว้แก้ปัญหาเรื่องนี้ได้อย่างเฉียบคม</p>



<p><strong>ดร.อโณทัย ไทยวรรณศรี ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน</strong> บอกเล่าว่า Hackathon (แฮกกาธอน) เป็นกิจกรรมการแข่งขันเพื่อระดมความคิดสร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรมใหม่ภายใต้โจทย์ที่ได้รับ ภายในระยะเวลาจำกัดตามที่ผู้จัดงานกำหนด เป็นเครื่องมือที่ใช้เพื่อตอบวัตถุประสงค์ในการรองรับปัญหาที่เกิดขึ้นจากบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป</p>



<p>โดยสามารถนำมาเสนอความคิดในการพัฒนานวัตกรรมด้านการศึกษาและแก้ปัญหาทางการศึกษาได้ ซึ่งเมื่อใช้กิจกรรมการแข่งขันในรูปแบบ Hackathon แล้วให้โจทย์เป็นการแก้ปัญหาเรื่อง learning loss จึงเกิดเป็นวิธีการและไอเดียใหม่ๆ หลากหลายรูปแบบ ไว้ใช้เป็นแนวทางเพื่อต่อยอดการแก้ไขปัญหา</p>



<p>“สมัยก่อนทำแผนทำกิจกรรมอะไรสักอย่างหนึ่ง จะใช้วิธีระดมสมองมานั่งคุยกัน เสร็จแล้วจะมีการเซอร์เวย์หาข้อมูลทำโน้นทำนี่ อาจจะใช้เวลาหนึ่งเดือนหรือสองเดือนกว่าจะได้แผนงานกิจกรรมอย่างหนึ่ง แต่ตัว Hackathon ใช้เวลา 3 วัน”</p>



<p>“วันนั้นเราตั้งโจทย์เรื่อง learning loss อยู่สามเรื่อง เรื่องแรกคือผู้ปกครองจะมาช่วยเหลือบุตรหลานหรือช่วยโรงเรียนอย่างไร เรื่องที่สองเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเด็กคนนี้ learning loss และมีวิธีการแก้ไขอย่างไร เรื่องที่สามจะมีวิธีการประเมินคุณครูและนักเรียนในภาวะที่เกิด learning loss ได้อย่างไร สามเรื่อง เราจัดกิจกรรมในสามวัน”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>Hackathon นวัตกรรมการเรียนรู้รูปแบบใหม่</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e7d5bc"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/06/02-hackathon.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>และหลังจากที่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้จัดกิจกรรมดังกล่าวเสร็จ จึงได้ผลเป็นนวัตกรรมการเรียนรู้แบบใหม่ๆ ทั้งหมดถึง 9 ทีม 9 แนวทางด้วยกัน โดยมีทีมที่น่าสนใจ และคิดว่าจะสามารถนำมาถอดแบบทำให้เกิดขึ้นจริงได้ อย่างเช่นทีมที่ชื่อว่า Open heart ในชื่อกิจกรรม ขบวนการห้องนั่งเล่น ที่มีแนวคิดว่าเด็กนักเรียนจะมีความเครียดที่เพิ่งผ่านปัญหาเรื่องโควิด และ learning loss มา จึงจะออกแบบห้องเรียนหนึ่งห้องให้เป็นห้องแห่งการพักผ่อน ไว้เล่นเกมทำกิจกรรม ให้มีความรู้สึกว่าเด็กนักเรียนเข้ามาแล้วสบายใจ</p>



<p>หรืออีกหนึ่งทีมที่ชื่อว่า Happiness booster สร้างพลังบวกด้วยพลังสุข ที่มองว่าการประเมินสุขภาวะเด็กนักเรียน มักจะมาในรูปแบบของกระดาษให้ตอบคำถาม ซึ่งมีความน่าเบื่อและจำเจ เด็กนักเรียนอาจจะไม่ใส่ใจตอบจริงบ้างไม่จริงบ้าง ข้อมูลที่ได้จึงไม่สามารถตอบโจทย์นำไปแก้ปัญหาได้ แต่ถ้าปรับเปลี่ยนรูปแบบการประเมินสุขภาวะให้เป็นลักษณะของเกมอะไรต่างๆ ที่สามารถดึงดูดความสนใจของเด็กนักเรียน จะได้คำตอบและข้อมูลที่มีความเป็นจริงมากกว่า</p>



<p>“ต้องเปิดโอกาสให้เด็กเขาค้นหาเป้าหมายอะไรต่างๆ กระบวนการ Hackathon ก็คืออยู่ในหลักนี้ และเปิดโอกาสตรงนี้ให้เขาทำ ผมว่าจะเป็นห้องเรียนที่มีความสนุก แล้วเด็กเองก็จะมีความรู้สึกว่าเขาเป็นเจ้าของ เขาเป็นผู้ดำเนินการเอง เพียงแต่คุณครูไปขับเคลื่อน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถ้าในเชิงวิชาการ หรือในเรื่องของสมองมันเป็นพฤติกรรมหรือความรู้ที่มีความยั่งยืน” ดร.อโณทัย กล่าวทิ้งท้าย</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-hackathon-learning-loss-covid-19/">Hackathon นวัตกรรมการเรียนรู้รูปแบบใหม่ แก้วิกฤต Learning loss จาก Covid-19</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ชูครูเป็น ‘ผู้ก่อการ’ ร่วมพัฒนาระบบการศึกษาในทุกระดับ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-teacher-is-agency-151121/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 15 Nov 2021 05:23:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ความสัมพันธ์แนวราบ]]></category>
		<category><![CDATA[งานเสวนา โรงเรียนเปลี่ยนใหม่ ครั้งที่ 1 ปิด Gap ห้องเรียนในยุคโควิด-19]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Gap]]></category>
		<category><![CDATA[empowerment]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ก่อการ]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Loss]]></category>
		<category><![CDATA[สช.]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช]]></category>
		<category><![CDATA[ตชด.]]></category>
		<category><![CDATA[อปท.]]></category>
		<category><![CDATA[สพฐ.]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=47886</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ถ้าการศึกษาใดครูไม่เป็นผู้ก่อการ หวังยากมากที่จะทำให้ก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-teacher-is-agency-151121/">ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ชูครูเป็น ‘ผู้ก่อการ’ ร่วมพัฒนาระบบการศึกษาในทุกระดับ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>“ถ้าการศึกษาใดครูไม่เป็นผู้ก่อการ หวังยากมากที่จะทำให้การศึกษานั้นมีคุณภาพสูง หัวใจสำคัญคืออยู่ที่ความเป็นผู้ก่อการ (agency) ในระดับปฏิบัติ แต่แน่นอนว่าระดับนโยบายมีความสำคัญด้วย นโยบายที่ทำให้เกิดขึ้นได้ คือนโยบายแบบ empowerment หรือความสัมพันธ์แนวราบ”</strong></p>



<p>ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหาร กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และประธานอนุกรรมการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ กล่าวว่า Learning Loss ภาวะการเรียนรู้ถดถอย หรือ Learning Gap ช่องว่างการเรียนรู้เกิดขึ้นในระบบการศึกษาไทยมานานและมากกว่าที่เกิดขึ้นจากโควิด-19 แต่หลายฝ่ายไม่รู้ตัว เป็นช่องว่างที่ทำให้เด็กไม่ได้รับการพัฒนาโดยใช่เหตุ ไม่บรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้เต็มศักยภาพ&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f78c7c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/13-หมอวิจารณ์_FB_0-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นักเรียนแต่ละคนมีพื้นฐานแตกต่างกัน ถ้าไม่ระวังจะมีเด็กจำนวนหนึ่งที่ไม่บรรลุเป้าหมายการเรียนรู้และไม่ได้รับการดูแล เป็นช่องว่างที่ต้องปิดเพื่อทำให้อย่างน้อยนักเรียนทุกคนต้องบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ขั้นต่ำ นี่เป็นเป้าหมายที่ไม่เหลือบ่ากว่าแรง&nbsp;</p>



<p>ประเทศที่คุณภาพการศึกษาดีทำได้ แต่ไม่ใช่ที่ประเทศไทยทำอยู่ในปัจจุบัน ต้องเปลี่ยนวิธีคิด ความเชื่อ และเปลี่ยนระบบ เรื่องนี้เป็นเป้าหมายของโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเองที่ กสศ.ร่วมกับ สพฐ. ตชด. อปท. สช. และ 11 เครือข่ายโรงเรียนพัฒนาตนเอง&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-773bbf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/13-หมอวิจารณ์-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“GAP หรือช่องว่างมีมากกว่าและใหญ่กว่า COVID GAP เกิดขึ้นจากวิวัฒนาการของการศึกษาของเรา ไม่ใช่แค่ประเทศไทย อีกกว่าครึ่งโลกก็เป็น แต่หลายประเทศรู้ตัวและหาทางแก้ไข ประเทศฟินแลนด์ใช้เวลากว่า 30 ปี จัดระบบที่ให้นักเรียนไม่ว่าอยู่ห่างไกลแค่ไหน แต่ต้องได้รับการศึกษาที่คุณภาพเท่าเทียมกัน เรื่องนี้สามารถทำได้ในประเทศไทย แต่ต้องเป็นนโยบาย นโยบายของไทยขณะนี้ แม้ว่าต้องการให้เท่าเทียม แต่วิธีปฏิบัติสร้างความแตกต่าง สร้างความไม่เท่าเทียม สร้างความด้อยโอกาสให้แก่โรงเรียนที่อยู่ห่างไกล นี่คือปัญหา เช่น ทุกโรงเรียนได้รับงบประมาณแบบเดียวกัน เหมือนกันหมดทั้งประเทศ นโยบายนี้สร้างช่องว่าง โดยไม่รู้ตัว ในนามของความหวังดี แต่จริง ๆ แล้วคือนโยบายที่ไม่ดี” ศ. นพ.วิจารณ์กล่าว&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-937b07"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/13-หมอวิจารณ์-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ศ.นพ.วิจารณ์กล่าวว่า การเรียนรู้ที่ทำให้เกิดการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าครูไม่เรียนรู้จากการทำหน้าที่ของตน นี่คือหัวใจในโลกปัจจุบันการศึกษา การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่ซับซ้อนมาก ทั้งมุมของเด็กและครู ดังนั้นแม้ครูเรียนมาจากสถาบันที่เก่งเท่าไหร่ พอมาทำงาน ความรู้ประสบการณ์เหล่านั้นไม่พอ ต้องเรียนรู้เพิ่ม ต้องเรียนรู้จากการทำหน้าที่ครู ครูต้องเป็นนักเรียน เรียนจากการทำงานในหน้าที่ครู เรียนร่วมกัน ดังนั้นโรงเรียนต้องเป็นชุมชนการเรียนรู้ (learning community) ทั้งของครูและของศิษย์&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-78595b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/13-หมอวิจารณ์-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ผมเชื่อว่าผลลัพธ์การเรียนรู้ของเด็กไม่มีวันเต็ม 100% เด็กแต่ละคนเต็มไม่เท่ากัน ผมเข้าใจว่า ขณะนี้โดยเฉลี่ยของเด็กไทย น่าจะไม่ถึง 30% เด็กเก่งอาจไม่ถึง 80-90% แต่จะมีเด็กบางคนอาจได้แค่ 10-20% ไม่ใช่พูดให้ท้อถอย หรือตำหนิใคร แต่ชี้ให้เห็นว่า ครู โรงเรียน มีโอกาสที่จะพัฒนาอีกมากมาย ช่วยกันหาทางเพื่อให้นักเรียนเรียนรู้เต็มศักยภาพยิ่งขึ้น” ศ. นพ.วิจารณ์กล่าว&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5ae44e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/13-หมอวิจารณ์-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ศ.นพ.วิจารณ์กล่าวว่า ถ้าปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนดี หลายครั้งนักเรียนที่หงอย ไร้แรงบันดาลใจ กลายเป็นคนมีชีวิตชีวา เท่ากับว่าครูได้ชุบชีวิตของนักเรียนขึ้นมา กรณีเด็กเกเร ครูก็สามารถช่วยได้ โดยการใช้เรื่องของปฏิสัมพันธ์เชิงบวก นอกจากนี้ยังมีช่องว่างที่เกิดขึ้นจากการใช้ปฏิสัมพันธ์แบบนายกับลูกน้องระหว่างครูกับผู้บริหาร ปฏิสัมพันธ์แบบแนวดิ่ง เชิงอำนาจ เป็นตัวบั่นทอนคุณภาพการศึกษา เป็นคำพูดของนักการศึกษาทั่วโลกที่ทำวิจัยมา และชี้ให้เห็นว่า การสร้างเงื่อนไข กติกา ออกข้อบังคับ ออกหลักสูตรให้ดีอย่างไร แต่ครูไม่เป็นครูผู้ก่อการ ทำงานเพื่อสนองนาย สนองคำสั่ง ระบบการศึกษาไม่มีวันที่มีคุณภาพได้ นี่คือผลการศึกษาวิจัยจากทั่วโลก&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ef8b06"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/13-หมอวิจารณ์-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดังนั้นความเป็นกัลยาณมิตร ระหว่างผู้บริหารกับครูนั้นหมายความว่า ปฏิสัมพันธ์เน้นความเป็นแนวราบ ผู้บริหารต้อง Empower ครู ไม่ใช่สั่งการครู ทำให้ครูมีพลังขึ้นมา เพื่อจะทำงานพัฒนา ครูนั้นไม่ใช่เป็นเพียงผู้ทำงานเชิงเทคนิคหรือสอนเท่านั้น แต่เป็นผู้ทำงานพัฒนาในทุกระดับ จนถึงระดับจังหวัดระดับประเทศ ครูเป็นผู้ส่วนร่วมพัฒนาระบบการศึกษาในทุกระดับ ไม่ใช่แค่ผู้รอรับคำสั่งจากเบื้องบนเท่านั้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-df640d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/13-หมอวิจารณ์-06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>สำหรับช่องว่างหรือ GAP ระหว่างต้นสังกัดใหญ่ โรงเรียนและครู นั้นต้องร่วมกันสร้างสัมพันธ์แนวราบในระบบการศึกษา เป็นเครือข่ายสร้างสรรค์ ไม่ใช่สายการบังคับบัญชา เพื่อให้ทุกจุดของระบบมีพลังสร้างสรรค์ เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ระบบการศึกษาไทยไปถูกทาง เป็นระบบที่เรียนรู้และปรับตัว การศึกษาไทยปัจจุบันเป็นระบบที่ไม่มีการเรียนรู้ เพราะสั่งการจากเบื้องบนหมด ข้างล่างปฏิบัติตามคำสั่งและมีการมาตรวจวัด ไม่มีวันที่เราจะทำให้การศึกษามีคุณภาพอย่างแท้จริง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ab1eed"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/13-หมอวิจารณ์-07.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ถ้าการศึกษาใดครูไม่เป็นผู้ก่อการ หวังยากมากที่จะทำให้การศึกษานั้นมีคุณภาพสูง หัวใจสำคัญคือ อยู่ที่ความเป็นผู้ก่อการ (agency) ในระดับปฏิบัติ แต่แน่นอนว่า ระดับนโยบายมีความสำคัญด้วย นโยบายที่ทำให้เกิดขึ้นได้ คือนโยบายแบบ empowerment หรือความสัมพันธ์แนวราบ” ศ.นพ.วิจารณ์กล่าว</p>



<p></p>



<p><strong>ที่มา :</strong> <br>สรุปสาระสำคัญ<br>งานเสวนา โรงเรียนเปลี่ยนใหม่ ครั้งที่ 1 ปิด Gap ห้องเรียนในยุคโควิด-19<br>วันที่ 6 พฤศจิกายน 2564</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="งานเสวนา : โรงเรียนเปลี่ยนใหม่ &quot;ปิด Gap ห้องเรียนในยุคโควิด-19&quot; ครั้งที่ 1" width="750" height="422" src="https://www.youtube.com/embed/1jat9qkrb6Y?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture" allowfullscreen></iframe>
</div></figure><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-teacher-is-agency-151121/">ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ชูครูเป็น ‘ผู้ก่อการ’ ร่วมพัฒนาระบบการศึกษาในทุกระดับ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
