<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ศิริพร พรมวงศ์ | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%a8%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%a3-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b9%8c/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Sat, 06 Jul 2024 08:47:37 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ศิริพร พรมวงศ์ | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เด็กไม่พ้นวิกฤตหลุดนอกระบบ เพราะครอบครัวไร้งานทำและสิ้นหวัง ศูนย์ช่วยเหลือเด็กวิกฤตทางการศึกษา กสศ. แนะรัฐต้องมีมาตรการเร่งด่วน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-190623/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 19 Jun 2023 07:35:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ]]></category>
		<category><![CDATA[ศิริพร พรมวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[คลองเตยดีจัง]]></category>
		<category><![CDATA[วสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[Thai pbs]]></category>
		<category><![CDATA[The Reporters]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สุรศักดิ์ เก้าเอี้ยน]]></category>
		<category><![CDATA[ลภนพัฒน์ หวังไพสิฐ]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มนักเรียนเลว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=68653</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อเร็ว ๆ นี้  ที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-190623/">เด็กไม่พ้นวิกฤตหลุดนอกระบบ เพราะครอบครัวไร้งานทำและสิ้นหวัง ศูนย์ช่วยเหลือเด็กวิกฤตทางการศึกษา กสศ. แนะรัฐต้องมีมาตรการเร่งด่วน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อเร็ว ๆ นี้  ที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย <strong>ศูนย์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตทางการศึกษา กสศ.</strong> <strong>ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.), หน่วยปฏิบัติการวิจัยเพื่อการพัฒนาด้านเด็กและเยาวชน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ </strong>พร้อมด้วย<strong>ไทยพีบีเอส</strong> และ <strong>The Reporters</strong> จัดเวทีเสวนา <strong>‘เปิดเทอมที่ไม่ได้เรียนต่อ’</strong> เพื่อเสนอรายงานข้อค้นพบจากศูนย์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตการศึกษา กสศ. โดยมีทั้งนักวิชาการ นักกิจกรรม และนักการเมืองที่ทำงานด้านการศึกษาเข้าร่วมการเสวนา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9a98b2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/ภาพประกอบ-32-scaled.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภาคประชาสังคม กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภาคประชาสังคม กสศ.</strong> เปิดประเด็นว่า จากตัวเลขเด็กหลุดจากระบบที่ทางกระทรวงศึกษาธิการเปิดเผยข้อมูลล่าสุดสูงถึงกว่า 100,000 คน โดยสาเหตุหลักมาจากปัญหาความยากจนของครอบครัวที่ผลักให้เด็กต้องออกจากการเรียนเพื่อไปทำงานหาเงินแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง ตนเห็นว่าในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลเช่นนี้ จะต้องมีการจัดตั้งรัฐบาลให้เร็วที่สุด และผลักดันให้เป็นวาระเร่งด่วน เพราะปีการศึกษา 2566 จะเกิดปรากฎการณ์ที่มีเด็กหลุดจำนวนมาก เพราะครัวเรือนยากจนไม่สามารถฟื้นตัวจากผลกระทบทางเศรษฐกิจจากช่วงโควิด-19 และหากยังไม่มีมาตรการที่เหมาะสม เด็กเหล่านี้จะหลุดออกนอกระบบการศึกษาและตกอยู่ในกับดักความยากจนข้ามรุ่นอย่างถาวร</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-aaf804"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/ภาพประกอบ-08-scaled.jpeg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong><strong>ศาสตราจารย์</strong></strong> <strong>ดร.สมพงษ์</strong> กล่าวว่า นโยบายที่จะมาแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ต้องประกอบไปด้วยมาตรการสร้างรายได้ให้ผู้ปกครองที่มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงแหล่งงานและเงินทุน เพื่อมีความสามารถในการอุปการะบุตรหลานของตัวเอง การมีทางเลือกการศึกษาที่หลากหลายและมีความยืดหยุ่น รวมถึงสวัสดิเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนที่ครอบคลุมทุกช่วงชั้น โดยเฉพาะอนุบาล ม.ปลาย สายอาชีพ และทุกรูปแบบการศึกษา  นอกจากนี้มาตรการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายทางการศึกษา จะต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ นอกเหนือจากค่าเล่าเรียนด้วย เช่น ค่าเดินทาง ซึ่งจากผลการสำรวจพบว่ามีเด็กจำนวนมากที่ต้องหลุดออกนอกระบบการศึกษา เพราะไม่สามารถแบกรับค่าเดินทางในการไปเรียนหนังสือได้</p>



<p>“ในปีการศึกษา 2566 ศูนย์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตทางการศึกษา กำลังช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายระดับวิกฤตราว 1,100 คน ผ่านกลไกระดับพื้นที่ เพื่อให้ได้เรียนกับศูนย์การเรียนซึ่งเป็นเส้นทางการศึกษาทางเลือกที่วางแผนการเรียนและพัฒนาทักษะ Soft Skills ทักษะอาชีพเป็นรายคน ตามข้อจำกัดของเด็ก  ในจำนวนนี้รวมถึงเด็กและเยาวชนในสถานพินิจและศูนย์ฝึกอบรม พ่อแม่วัยรุ่น”  ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ca2253"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/ภาพประกอบ-12-scaled.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.สุรศักดิ์ เก้าเอี้ยน หน่วยปฏิบัติการวิจัยเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน<br>คณะครุศาสตร์ จุฬา ฯ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เช่นเดียวกับ<strong> ดร.สุรศักดิ์ เก้าเอี้ยน หน่วยปฏิบัติการวิจัยเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</strong>  ได้รายงานข้อค้นพบจากการวิจัยเชิงลึก จำนวน 848 กรณีศึกษา ของศูนย์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตการศึกษา กสศ. พบว่า เด็กช่วงชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น เป็นกลุ่มที่อยู่ในภาวะวิกฤตหลุดจากระบบการศึกษามากที่สุด ทั้ง ๆ ที่อยู่ภายใต้นโยบายเรียนฟรี  โดยพบว่าสาเหตุส่วนใหญ่เชื่อมโยงครอบครัวทั้งหมด ได้แก่ 1.ผู้ปกครองมีรายได้น้อย โดยรายได้ของครัวเรือนที่มีเด็กกลุ่มวิกฤตฯ เฉลี่ยอยู่ที่ 900 บาทต่อเดือนต่อคน ในขณะที่หนี้สิ้นอยู่ที่ 40,000 บาทต่อครัวเรือน ทำให้แต่ละครอบครัวมีหนี้สินสูงกว่ารายได้ประมาณ 45 เปอร์เซ็นต์ 2.ผู้ปกครองไม่มีงานทำ และตกอยู่ในภาวะสิ้นหวัง 3.ไม่มีค่าเดินทางมาเรียน 4.ครอบครัวแตกแยก พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว 5.ถูกทอดทิ้งไม่มีผู้อุปการะทางการศึกษา ซึ่งทั้งหมดส่งผลให้เด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษาได้</p>



<p><strong>ดร.สุรศักดิ์</strong> กล่าวว่า การวิจัยในพื้นที่ยังพบว่าเด็กวิกฤตการศึกษาจำนวน 73 เปอร์เซ็นต์ มีปัญหาที่ซับซ้อนมากกว่า 1 ปัญหา โยงใยมาที่ครอบครัว ทั้งด้านเศรษฐกิจ สุขภาพกายจิตใจ สวัสดิภาพความปลอดภัย   เมื่อเข้าสู่โปรแกรมช่วยเหลือพบว่าการให้เงินอุดหนุนช่วยเหลืออย่างเดียว ไม่สามารถช่วยให้เด็กพ้นวิกฤตได้ แต่ต้องสนับสนุนให้ครอบครัวมีความสามารถในการอุปการะเลี้ยงดูเด็กได้ด้วย ภาครัฐจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงรุก ที่มุ่งสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่พ่อแม่ผู้ปกครองของนักเรียนยากจน สามารถยืนหยัดขึ้นมาพึ่งพาตัวเองได้อย่างภาคภูมิใจ ไม่ใช่มาตรการสงเคราะห์เงินช่วยเหลือเพียงอย่างเดียวแต่ไม่สามารถแก้ปมปัญหาที่แท้จริงได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-66b291"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/ภาพประกอบ-19-scaled.jpeg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“จากการลงพื้นที่เราพบว่าครัวเรือนเหล่านี้ตกอยู่ในภาวะสิ้นหวัง มองไม่เห็นโอกาสที่จะลืมตาอ้าปาก   ทัศนคติเหล่านี้ยังส่งผลลบมาถึงอนาคตทางการศึกษาของบุตรหลานอีกด้วย ในส่วนของการเดินทางมาเรียนก็เป็นอุปสรรคสำคัญ จำเป็นต้องมีสวัสดิการที่ช่วยเติมค่าเดินทาง หรือสวัสดิการรถรับส่งในชุมชนให้เด็กยากจนมาเรียนได้ เราพบว่าเด็กที่สามารถพ้นวิกฤตได้ยั่งยืนซึ่งมีอยู่จำนวน 32 เปอร์เซ็นต์ จากการช่วยเหลือที่ผ่านมาเป็นเพราะมีกลไกในพื้นที่สนับสนุนให้พ่อแม่สามารถมีอาชีพ ลืมตาอ้าปากได้  และมีทางเลือกการศึกษาที่เหมาะกับข้อจำกัดในชีวิตของเด็กและเยาวชนแต่ละคน”</p>



<p><strong>ศูนย์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตการศึกษา เป็นโครงการวิจัยพื้นที่และช่วยเหลือฉุกเฉินเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบบการศึกษาด้วยการเชื่อมโยง บูรณาการทุกหน่วยงานในพื้นที่ โดยความร่วมมือของ กสศ. กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  กระทรวงศึกษาธิการ</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-05a00a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/ภาพประกอบ-28-scaled.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศิริพร พรมวงศ์ ผู้ริเริ่ม Free From School เครือข่ายคลองเตยดีจัง</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นอกจากนี้มีการเปิดวงพูดคุยสะท้อนความเห็นเกี่ยวกับผลการศึกษาดังกล่าว พร้อมทั้งเสนอกลไกความร่วมมือเพื่อรองรับภาวะวิกฤตเด็กหลุดจากระบบ โดยมี <strong>ศิริพร พรมวงศ์ </strong>หรือ <strong>ครูอ๋อมแอ๋ม</strong> ผู้ริเริ่ม Free From School เครือข่ายคลองเตยดีจัง <strong>ลภนพัฒน์ หวังไพสิฐ</strong> ตัวแทนกลุ่มนักเรียนเลว ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ว่าด้วยวิธีคิดของระบบการศึกษา ไม่ว่าจะวิธีคิดของครูในโรงเรียนที่มีการขู่ไล่เด็กออกจากโรงเรียนบ่อยครั้ง ไม่สร้างบรรยากาศที่ดีให้กับเด็ก หรือวิธีคิดในการให้คุณค่าของการเรียนในระบบและนอกระบบที่แตกต่างกัน ทำให้ผู้ปกครองมีความรู้สึกไม่สบายใจที่จะส่งลูกของตัวเองไปเรียนนอกระบบ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6d49b9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/ภาพประกอบ-31-scaled.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ลภนพัฒน์ หวังไพสิฐ ตัวแทนกลุ่มนักเรียนเลว</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคก้าวไกล</strong> และ<strong>ตัวแทนสภาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) พรรคเพื่อไทย</strong> ยังเข้าร่วมแสดงความเห็นและหาทางออกร่วมกัน เพื่อให้ผลการศึกษาเหล่านี้สามารถถูกนำไปปฏิบัติและแก้ไขปัญหาเด็กหลุดออกนอกระบบได้จริง ผ่านกลไกทางการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่นและในระดับประเทศ โดยในการทำงานจะมุ่งเน้นไปที่การให้ความสำคัญกับร่วมมือและประสานกับเครือข่ายและชุมชนต่าง ๆ เพื่อที่จะสามารถเข้าใจปัญหาของเด็กหลุดนอกระบบการศึกษาได้อย่างถูกต้อง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-73d08c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/ภาพประกอบ-34-scaled.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคก้าวไกล และตัวแทนสภาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) พรรคเพื่อไทย</figcaption></figure></div></div></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-190623/">เด็กไม่พ้นวิกฤตหลุดนอกระบบ เพราะครอบครัวไร้งานทำและสิ้นหวัง ศูนย์ช่วยเหลือเด็กวิกฤตทางการศึกษา กสศ. แนะรัฐต้องมีมาตรการเร่งด่วน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นวัตกรรม “Free From School” ปิดช่องโหว่ปัญหาจากตลาดการเรียนรู้ไปสู่ตลาดแรงงาน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-free-from-school-240523/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 24 May 2023 10:20:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดแรงงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ศิริพร พรมวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[คลองเตยดีจัง]]></category>
		<category><![CDATA[Free From School]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดการเรียนรู้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=67943</guid>

					<description><![CDATA[<p>แนวทางการช่วยเหลือเด็กนอกระบบในระยะยาวนั้น ระบบการศึกษา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-free-from-school-240523/">นวัตกรรม “Free From School” ปิดช่องโหว่ปัญหาจากตลาดการเรียนรู้ไปสู่ตลาดแรงงาน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>แนวทางการช่วยเหลือเด็กนอกระบบในระยะยาวนั้น ระบบการศึกษาควรต้องปรับปรุงให้สอดรับกับความต้องการของผู้เรียน ยึดเด็กเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ เพื่อสลายเส้นแบ่งของคำว่า ‘ในระบบ-นอกระบบ’ ให้หมดไป</p>



<p>กสศ. ร่วมกับเครือข่ายนวัตกรรมการศึกษาทางเลือก ได้ทำงานวิจัยเชิงพื้นที่ เพื่อเรียนรู้ ทดลอง พัฒนานวัตกรรม สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง ตลอดจนแสวงหาทางออกใหม่ ๆ เพื่อไม่ให้เด็กคนใดต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา&nbsp;</p>



<p>“นวัตกรรมการศึกษาทางเลือก” นั้นมีความสำคัญมาก เพราะเป็นกลยุทธ์ที่สร้างโอกาสเพื่อเอื้อให้คนหลายภาคส่วนแก้ไขปัญหาและเรียนรู้ร่วมกัน โดยมีปลายทางที่ “เครือข่ายความเสมอภาคที่ยั่งยืนและพึ่งพาตัวเองได้” จะกลายเป็นความจริงในทุกหัวระแหงของเมืองไทย</p>



<p>ชวนอ่านความพยายามสร้าง “Free From School”&nbsp; ห้องเรียนนอกกรอบเพื่อให้เด็กมีทักษะการทำงานและวุฒิการศึกษา&nbsp;อีกหนึ่งนวัตกรรมที่พยายามปิดช่องโหว่ปัญหาจากตลาดการเรียนรู้ไปสู่ตลาดแรงงาน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-425b7f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/5-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>รู้จัก Free From School</strong></h2>



<p><strong>ห้องเรียนนอกกรอบเพื่อให้เด็กมีทักษะการทำงานและวุฒิการศึกษา </strong>ทางเลือกที่จะช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการศึกษาและเศรษฐกิจจนต้องหลุดจากระบบการศึกษาให้กลับเข้าห้องเรียน</p>



<p><strong>กลุ่มเป้าหมาย</strong> : <strong>&nbsp;</strong>เด็กนอกระบบในชุมชนคลองเตย กรุงเทพมหานคร</p>



<figure class="wp-block-table"><table><tbody><tr><td><strong>สลายปมในและนอกระบบ</strong></td><td><strong>ตอบโจทย์ชีวิตจริง</strong></td><td><strong>เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ</strong></td></tr><tr><td><strong>กิจกรรมที่เด็กทำจะเป็นประสบการณ์และนำไปเทียบวุฒิการศึกษาของศูนย์การเรียน</strong> เพื่อใช้เรียนต่อในระบบ&nbsp;&nbsp;</td><td><strong>Learn and Earn</strong><strong> </strong>ฝึกการเป็นผู้ประกอบการและมีรายได้ด้วย ผลจากจากเรียนที่นี่ทำให้เด็กถูกจองตัวเป็นจำนวนมาก ทำให้ตอนนี้ผลิตเด็กไม่ทันกับความต้องการของตลาด</td><td><strong>เด็กต้องมีทักษะที่ทำงานได้จริงและมีคุณภาพ</strong> เป้าหมายนอกจากเด็กต้องได้เงินแล้ว ฐานการเรียนต้องพัฒนาตนเองเป็นกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) ให้ได้&nbsp;</td></tr></tbody></table></figure>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ศิริพร พรมวงศ์&nbsp;หัวหน้าโครงการคลองเตยดีจัง</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>สร้าง “นวัตกรรม” เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายได้ประโยชน์สูงสุด</strong></h2>



<p>การออกแบบนวัตกรรมเริ่มต้นที่การตั้งคำถามว่าพื้นที่ที่เราทำงานนั้นมีปัญหาอะไร เด็กมีปัญหาอะไร เสร็จแล้วออกแบบเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายได้ประโยชน์สูงสุด&nbsp;</p>



<p>นวัตกรรมที่คลองเตยอาจจะไม่สามารถนำเอาไปใช้ได้ทุกที่ วิธีการคือการทดลองทำ อันไหนไม่ตอบโจทย์ก็ตัดออก อันไหนตอบโจทย์ก็เก็บไว้ เพื่อให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด เพราะฉะนั้นนวัตกรรมจึงไม่ได้ตายตัว เมื่อไหร่ก็ตามที่ปัญหาเปลี่ยน นวัตกรรมก็ต้องเปลี่ยน มุ่งหาแนวทางการหารายได้ที่หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์เด็กที่มีความแตกต่างกัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8fe454"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/5_ครูอ๋อมแอ๋ม-ศิริพร-03.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศิริพร พรมวงศ์  หัวหน้าโครงการคลองเตยดีจัง</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ผลักดันให้เด็กเข้าสู่ระบบการศึกษา</strong></h2>



<p>คลองเตยเป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างมีปัญหาความเหลื่อมล้ำอยู่แล้ว เป็นชุมชนที่มีปัญหาเรื่องพื้นที่ทำกิน ยาเสพติด ปัญหาเรื่องครอบครัว ซึ่งส่งผลกระทบต่อเรื่องการศึกษาด้วย ถึงแม้จะมี นโยบายให้เรียนฟรี แต่ก็ไม่ได้ฟรีจริง เพราะสำหรับครอบครัวยากจน แค่ค่าใช้จ่ายเล็กน้อยก็เป็นจำนวนค่อนข้างเยอะสำหรับครอบครัวเขา</p>



<p><strong>เราพยายามปิดช่องโหว่ปัญหาจากตลาดการเรียนรู้ไปสู่ตลาดแรงงาน และผลักดันให้เด็กเข้าสู่ระบบการศึกษา แต่ผลสุดท้ายเด็กไม่สามารถกลับเข้าระบบได้ จึงต้องหาวิธีการคือ ทดลองให้เด็กฝึกทำงาน แต่ก็พบว่าเด็กไม่สามารถทำงานได้ เนื่องจากปัญหาต่าง ๆ เช่น ความรับผิดชอบ การสื่อสาร ขาดทักษะในการทำงาน ฯลฯ ผู้ประกอบการจึงส่งเด็กกลับมา เราจึงพยายามแก้ปัญหาเหล่านี้อีกครั้ง</strong> ค้นหาว่าทักษะอะไรที่เด็กยังขาด และพัฒนาเพื่อให้เด็กเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานคุณภาพ ดังนั้นจึงมีการออกแบบหลักสูตรเพื่อเพิ่มศักยภาพให้เด็ก แต่ก็มีข้อจำกัดด้านการทำงานเชิงลึกเพราะต้องใช้ต้นทุนสูง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครู การจัดการต่าง ๆ แต่ก็ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะเด็กจะกลายเป็นคนที่มีคุณภาพในสังคม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d2c93a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/4-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>มิติความเหลื่อมล้ำมีขนาดใหญ่ สิ่งที่เราทำมันเล็กน้อยมาก เราแค่เพิ่มโอกาสให้เด็กที่ไม่มีทางเลือก ต้องใช้ความเข้าใจปัญหา เข้าใจบริบทของเด็ก เข้าใจต้นทุน และทำเพื่อตอบโจทย์เด็ก เพราะฉะนั้นเด็กบางคนอาจไม่ได้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เรามองว่าการศึกษาไม่ใช่ทั้งหมดของเด็ก ชีวิตรอดต่างหากที่เป็นทางเลือกของเด็ก ถ้าใครอยากเข้าสู่ระบบก็เข้าสู่ระบบ ถ้าใครไม่ได้อยากเข้าสู่ระบบก็ฝึกทักษะอาชีพ ฝึกทักษะชีวิต เพื่อที่จะสามารถมีชีวิตในสังคมต่อไปได้</p>



<p><strong>เป้าหมายนอกจากเด็กต้องได้เงินแล้ว ฐานการเรียนต้องพัฒนาตนเองเป็นกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) ให้ได้ มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาทางสังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก ยืนอยู่ได้ด้วยตนเอง โครงการไม่ต้องให้เงินสนับสนุนแล้ว เพราะเราไม่มีทุนมากพอที่จะช่วยเด็กได้ตลอดไป</strong></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>สำหรับเด็กนอกระบบ: ทางเลือกควรจะมีมากกว่าการศึกษา</strong></h2>



<p>การศึกษาที่ไม่ตอบโจทย์ชีวิตทำให้เด็กไม่รู้ว่าจะเรียนไปเพื่ออะไร ไม่รู้เป้าหมาย เรียนตามหลักสูตรเพื่อให้จบแล้วก็สอบ อาจจะมีความรู้ แต่ไม่รู้ว่าความรู้นั้นนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างไร ทำให้ไม่มีแรงบันดาลใจ หรือเรียนไปแล้วจบออกมาค่าแรงเท่ากับคนที่ไม่ได้เรียน ไม่เห็นความแตกต่างระหว่างเรียนกับไม่เรียน&nbsp;</p>



<p>บางคนอาจจะชอบเรียน อยากจะได้ความรู้ อยากจะเรียนต่อ อยากจะมีความฝัน แต่วิธีการเรียนการสอนอาจไม่สนุก ไม่ทำให้เด็กเกิดความสนใจมากพอ หรือโรงเรียนไม่มีคุณภาพ ไม่มีพื้นที่พอให้เขามีทางเลือกที่ตอบสนองต่อความสนใจ&nbsp;</p>



<p><strong>ฉะนั้นทางเลือกควรจะมีมากกว่าการศึกษา พื้นที่ที่จะให้โอกาสควรมีมากกว่านั้น&nbsp; เป็นพื้นที่ให้เขาได้ทดลองฝึกทักษะต่าง ๆ ถ้ามีทางเลือกให้เด็กโดยไม่ต้องยึดติดค่านิยมแค่ว่าจะต้องได้วุฒิการศึกษาระดับ คิดว่าน่าจะตอบโจทย์ได้มากกว่า</strong> เพราะตอนนี้เด็กเราหลายคนที่เรียนจบ ม.6 แล้วมาขับแกร็บ มาขายข้าวแกง มาอยู่ร้านกาแฟ เป็นพนักงานปั๊ม เป็นพนักงานกวาดขยะ อาจจะมีแค่ขั้นพื้นฐานว่าเขาจะเรียนรู้อะไร แต่การเรียนรู้ชีวิตน่าจะเป็นเรื่องสำคัญที่สุด</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-be76d8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/2-5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>หลักสูตรที่ตอบโจทย์ชีวิต</strong></h2>



<p>อันดับแรกต้องจัดเด็กตามลำดับชั้นก่อน หลังจากนั้นเราจะให้เด็กเรียนออนไลน์ผ่านศูนย์การเรียน แต่ถ้าเป็นวิชาการต้องมาเรียนรวมกลุ่มที่โครงการ ระบบการเรียนจะเป็นแบบช่วยกัน โดยมีพี่เลี้ยง และไม่ได้เน้นวิชาการมากเกินไป&nbsp;</p>



<p><strong>ด้านวิชาการ</strong>: ประกอบด้วย 3 วิชา คือ คณิตศาสตร์ อังกฤษ ภาษาไทย&nbsp; เช่น</p>



<p><strong>คณิตศาสตร์</strong> &#8211; เน้นให้เด็กเรียนรู้ในสิ่งที่จำเป็นและใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น เรียนรู้เรื่องเปอร์เซ็นต์ดอกเบี้ยผ่านธนาคาร, เรียนเรื่องแชร์ลูกโซ่ผ่านเลขยกกำลัง, เรียนเรื่องหวยผ่านความน่าจะเป็น ฯลฯ ร่วมออกแบบหลักสูตร&nbsp; โดยอาจารย์ที่จบปริญญาเอกด้านคณิตศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมหิดล</p>



<p><strong>อังกฤษ</strong> &#8211; ร่วมมือกับโค้ช Teach for Thailand และ UNICEF ที่เป็นอาสาสมัครต่างชาติมาช่วยสอนหลักสูตรภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน เก็บคะแนนตามระดับต่าง ๆ และให้รางวัลเด็กที่ผ่านเกณฑ์ทำคะแนนได้ดีให้ไปเที่ยวต่างประเทศที่ปีนัง มาเลเซีย และฝึกภาษาไปในตัวด้วย เป็นการกระตุ้นให้เด็กตั้งใจเรียน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a18e81"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/1-4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ทักษะชีวิต: Learn and Earn ฝึกการเป็นผู้ประกอบการและมีรายได้ด้วย</strong></h2>



<p>เด็กจะได้รับค่าแรงตามระดับความสามารถ ตัวอย่างเช่น ฝึกการใช้โปรแกรม Canva (แพลตฟอร์มการออกแบบกราฟิก) ออกแบบโปสเตอร์ได้ชิ้นละ 100 บาท ถ้าทำอย่างอื่นได้ เช่น สัมภาษณ์เพื่อทำคอนเทนต์ด้วย ก็ได้ค่าแรงเพิ่มอีก&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้เรายังร่วมมือกับคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเครือข่ายภาคธุรกิจ สอนเรื่องการขายเสื้อผ้ามือสอง เด็กต้องเรียนการตลาดกับ Shopee มีเวิร์กช็อปและทำระบบการขาย มีทั้งขายส่ง ออนไลน์ และขายในชุมชน เราพบว่าเด็กสามารถบริหารจัดการได้ดี ตอนนี้ทำรายได้ถึงเดือนละแสน ทำให้ไม่ต้องขอทุนโครงการ เหล่านี้เป็นการทำงานเสมือนจริง เพราะมีบริษัทที่เด็กทำงานด้วย เป็นคนแก้งานจริง ๆ เหมือนการทำงานทั่วไป</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ระบบดูแลรายบุคคล</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-493e25"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/6-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>1. เด็กแต่ละคนมีปัญหาต่างกัน</strong><strong> </strong>เราจะมีการพูดคุยก่อนว่าเขาประสบปัญหาอะไร เขาต้องการอะไร แล้วเขามีทางเลือกอะไรบ้าง ต้องวางแผนชีวิตร่วมกับเด็กและพ่อแม่ผู้ปกครอง เช่น เด็กบางคนอยู่ในโรงเรียนติดศูนย์ 24 ตัว เขาก็รู้สึกว่าไม่อยากเรียนในระบบแล้ว เพราะว่าเขาไม่มีความสุข เข้ากับเพื่อนไม่ได้ แต่พ่อแม่ก็ยังอยากให้เรียนอยู่ ทางเลือกของเขาคือ ต้องการที่จะหาเงินไปด้วยเรียนไปด้วย แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเรียนแบบไหน เช่น จะเรียน กศน. หรือจะออกไปเรียนสายอาชีพ หรือจะเรียนกับเราที่ทำ MOU ร่วมกับศูนย์การเรียน ต้องถามความเห็นเด็กก่อนว่าต้องการอะไร</p>



<p><strong>2. ให้โอกาสเด็กได้เลือก</strong> พอเลือกเสร็จแล้วให้เขากลับไปปรึกษากับครอบครัว อย่างเคสนี้น้องเลือกเรียนที่ศูนย์การเรียนเพื่อมีวุฒิการศึกษา และทำงานที่เป็นโปรเจ็กต์กับเรา ทำตารางเรียนร่วมกัน มีระเบียบ มีข้อตกลงร่วมกัน จากนั้นเขาก็ต้องเรียนและทำงานไปด้วย เช่น วันเสาร์เรียนคณิตศาสตร์ ช่วงบ่ายเรียนภาษาอังกฤษ วันจันทร์ อังคาร คือวันหยุด ต้องทำการบ้าน เพราะมีเรียนออนไลน์ด้วย&nbsp;</p>



<p><strong>3. มีระบบผู้จัดการคอย Follow up &nbsp;</strong>ในระยะเวลา 8 เดือนเขาก็สอบ สอบเสร็จก็มาวางแผนกันใหม่ว่าจะเลือกอะไร เรียนจบกับเรา ม.3 แล้วจะไปเรียนอาชีวะต่อหรือจะเข้าสู่ระบบ ต้องมีทางเลือกให้เขาตัดสินใจ ถ้าเด็กขัดแย้งกับครอบครัว ก็ต้องมีการประนีประนอมกับครอบครัว&nbsp;<br><strong>4.ตอบโจทย์ความต้องการเด็กทุกช่วงเวลา </strong>สิ่งที่เขาเลือกไม่ได้หมายความว่าเลือกแล้วเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่ถ้าเลือกแล้วก็ต้องทำตามข้อตกลง ถ้าเขาไม่มีความสุข อยากเปลี่ยน ก็มาทำแผนกันใหม่ ทำซ้ำจนกว่าเขาจะพอใจ</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ต้องใช้พลังงานสูงเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-06bc68"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/09/คลองเตย-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ข้อจำกัดน่าจะเป็นเรื่องจำนวนคนที่จะต้องมาดูแลระบบ เพราะเรามีคนน้อย เนื่องจากเราไม่ได้รับงบจากที่ไหน เราพยายามทำเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด เพราะฉะนั้นการจ้างครูที่มีคุณภาพค่อนข้างยาก</p>



<p>การรับเด็กสักคนมาดูแลจะต้องคุยกันพอสมควรว่าเขาจะตัดสินใจเรียนหรือไม่เรียน พอเราลงทุนกับเขาไปแล้ว เราต้องการเด็กที่มีคุณภาพ เราไม่ต้องการจ่ายเงินรายหัวเป็นทุนการศึกษาแล้วเด็กก็ไปมีชีวิตของเขาเอง แต่เราจะ Follow up เด็กค่อนข้างใกล้ชิด ช่วงแรกที่รับมาก็จะมีการคัดกรองระหว่างทาง เช่น รับมา 30 คน คัดกรองไปแล้วระหว่างทางอาจจะเหลือ 20 คนหรือ 15 คน การขยายจำนวนเด็กจึงยังไม่ได้ ด้วยข้อจำกัดและเงื่อนไขต่าง ๆ</p>



<p>ประเด็นที่เราเป็นห่วงคือการ Follow up ระยะยาว  เพราะการทำงานกับเด็กกลุ่มเปราะบางหรือมีความเสี่ยงที่จะ drop out จากความยากจนต้องใช้พลังงานสูงมาก เราทำงานกับเขามา 9 ปี เหมือนเราเลี้ยงลูก กว่าเราจะมั่นใจได้ว่าเขากลายเป็นคนที่มีคุณภาพในสังคมได้นั้นต้องผ่านอะไรมาเยอะมาก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-796a55"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/infographic-Free-Form-School-1200x-1500-2-01_0.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ภาพฝัน: วันที่เมืองไทยจะไม่มีคำว่าเด็กนอกระบบ</strong></h2>



<p>“<strong>ในอนาคตอยากเห็นภาพที่สังคมมองว่าการไม่อยู่ในโรงเรียน ไม่ใช่เรื่องผิดปกติหรือแปลกอะไร และเด็กสามารถเลือกแหล่งเรียนรู้ที่ไหนก็ได้ </strong>ไม่ว่าจะในระบบ นอกระบบ แหล่งเรียนรู้อื่น ๆ หรือโรงเรียนเฉพาะทางก็ได้ ซึ่งต้องมีมาตรฐานในการออกใบประกาศหรือวุฒิรองรับ ฉะนั้นการออกนอกระบบไม่ใช่ปัญหาของเด็ก แต่สังคมจะต้องมีแหล่งเรียนรู้ที่รองรับความต้องการและความหลากหลายให้ได้มากที่สุด เพื่อทำให้เด็กมีทางเลือกในการใช้ชีวิต และการออกนอกระบบโรงเรียนจะไม่กลายเป็นตราบาปให้กับเด็กได้อีก&#8221;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-free-from-school-240523/">นวัตกรรม “Free From School” ปิดช่องโหว่ปัญหาจากตลาดการเรียนรู้ไปสู่ตลาดแรงงาน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘ชุมชนแออัดในมหานคร’ หนึ่งปมปัญหาท้าทายว่าที่ผู้ว่าฯ กทม.</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-200522/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 20 May 2022 04:17:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ศิริพร พรมวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการคลองเตยดีจัง]]></category>
		<category><![CDATA[วิโรจน์ ลักขณาอดิศร]]></category>
		<category><![CDATA[ชัชชาติ สิทธิพันธุ์]]></category>
		<category><![CDATA[รสนา โตสิตระกูล]]></category>
		<category><![CDATA[ศิธา ทิวารี]]></category>
		<category><![CDATA[สกลธี ภัททิยกุล]]></category>
		<category><![CDATA[โฆสิต สุวินิจจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ว่าฯ กทม.]]></category>
		<category><![CDATA[เลือกตั้งผู้ว่าฯ]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชนแออัด]]></category>
		<category><![CDATA[อัศวิน ขวัญเมือง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=55988</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘ชุมชนแออัดในเมืองหลวง’ อีกหนึ่งปมปัญหามหากาพย์ที่อยู่ค [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-200522/">‘ชุมชนแออัดในมหานคร’ หนึ่งปมปัญหาท้าทายว่าที่ผู้ว่าฯ กทม.</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>‘ชุมชนแออัดในเมืองหลวง’ อีกหนึ่งปมปัญหามหากาพย์ที่อยู่คู่กรุงเทพมหานครมายาวนาน เมื่อความขาดแคลนด้อยโอกาสที่ห้อมล้อมเด็กเยาวชน ได้พาพวกเขาไปสู่วงจรยาเสพติด อาชญากรรม ค้าประเวณี ฯลฯ</p>



<p>ในโค้งสุดท้ายของการชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการ กทม. กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) และ PPTVHD36 ชวนผู้สมัครร่วมประชันวิสัยทัศน์ปัญหาคนกรุง กับแนวทางนโยบายต่อสู้กับวิกฤตความเหลื่อมล้ำ ซึ่งอาจเป็นทางออกของปัญหา และจะส่งผลต่อการกำหนดอนาคตของกรุงเทพมหานคร นับตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม 2565 นี้ ไปจนถึงอีกหลายปีข้างหน้า</p>



<p>‘ครูแอ๋ม’ ศิริพร พรมวงศ์ ผู้จัดการโครงการคลองเตยดีจัง และครูอาสาผู้คลุกคลีกับปัญหาเด็กเยาวชนในพื้นที่ชุมชนคลองเตยมาเกือบ 10 ปี เผยว่า ปัญหาของเด็กเยาวชนในชุมชนมีความซับซ้อนและซ้อนทับด้วยหลายประเด็น จากจุดตั้งต้นที่ความยากจนขาดแคลนโอกาส ส่วนสำหรับทางออก ตนมองว่าทางเดียวที่จะทำให้เด็กเยาวชนหลุดพ้นไปได้ คือทำให้ทุกคนเข้าถึง ‘การศึกษา’ แต่ที่ผ่านมากลับกลายเป็นว่า ‘ระบบการศึกษา’ ได้เข้ามาซ้ำเติมน้อง ๆ จนเป็น ‘ปัญหาใหม่’ ที่กดทับลงมาอีก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-82bc0c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/ครูอ๋อมแอ๋ม.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">‘ครูแอ๋ม’ ศิริพร พรมวงศ์ ผู้จัดการโครงการคลองเตยดีจัง</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เราพยายามนำการศึกษารูปแบบที่ต่างไปจากในโรงเรียนมาให้เด็ก ๆ มุ่งสร้างแรงบันดาลใจ ความฝัน เปิดโลกทัศน์ให้เขามองออกไปไกลกว่าแค่ชีวิตในชุมชน อยากมีชีวิตในวันข้างหน้าที่ดีขึ้น แต่อย่าลืมว่า<strong>กว่าที่เด็กคนหนึ่งจะเติบโตขึ้นไปเป็นคนหนึ่งคนที่มีคุณภาพได้ พร้อมฝันวัยเยาว์ที่เคยมี ว่าอยากประกอบอาชีพดี ๆ สักอย่าง ระหว่างทางนั้นเขาแทบไม่เคยเห็นสังคมปกติภายนอก ไม่เคยมีใครบอกให้พูดสวัสดี ขอบคุณ หรือสอนเรื่องการแบ่งปัน ทั้งยังต้องเจอนานาอุปสรรคมาบั่นทอน ตั้งแต่ความลำบากของครอบครัว พ่อแม่ไม่มีงานทำ คนรอบตัววนเวียนในวงจรยาเสพติด ได้พบเห็น รับรู้ ซึมซับว่าอาชญากรรมเป็นเรื่องธรรมดาใกล้ตัว และค่อย ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต มันก็ยากที่เราจะหวังให้เขาเติบโตขึ้นมามีคุณภาพได้</strong>”</p>



<p>“ไม่แปลกเลยที่เราจะเห็นเด็กตัวเล็ก ๆ เล่นบทบาทสมมติกัน โดยจำลองสถานการณ์การขายยา ขายตัว สวมบทเป็นแม่เล้า เป็นโสเภณี หรือเป็นคนซื้อบริการ เพราะเขาคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ แล้ววงจรเหล่านี้ พอใครสักคนหลงเข้าไปแล้ว ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหลุดพ้นออกมา ชีวิตจะเบนไปในมาตรฐานสังคมอีกแบบหนึ่ง ยากจะปรับตัวอยู่กับคนหมู่มากได้”&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ครูแอ๋มฝากถึงผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. บนเวทีดีเบตครั้งนี้ว่า&nbsp; “เราต้องลงทุนกับมนุษย์คนหนึ่งมากกว่านี้ เพื่อให้เขาได้มีชีวิตที่มีคุณภาพ ไม่ใช่แค่มีอาหารกิน หรือแค่มีชีวิตรอด แต่ต้องพัฒนาไปถึงจุดที่เป็นคนมีคุณภาพ และมีศักยภาพเต็มกำลังที่จะช่วยพัฒนาสังคมและประเทศต่อไป”</p>



<p>สำหรับตนเองในฐานะครูที่ทำงานกับเด็ก ๆ ในชุมชน อยากเสนอว่าในการทำงานที่ผ่านมา ภาคประชาสังคมไม่เคยได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ หรือ กทม. ด้วยติดปัญหาเรื่องขั้นตอนกฎระเบียบที่ซับซ้อน เช่นการจัดตั้งงบประมาณที่ไม่ยืดหยุ่นกับสถานการณ์ หรือข้อกำหนดระหว่างหน่วยงาน โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา ยิ่งทำให้เห็นว่าระบบระเบียบเหล่านี้ทำให้การช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ทำได้ล่าช้า ไม่ทั่วถึง และไม่สอดคล้องกับสภาพความจริงที่เกิดขึ้น&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ในบรรยากาศการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ที่กำลังจะมาถึง ครูแอ๋มกล่าวว่า “ปีนี้เรามีความหวัง หลังได้เห็นผู้สมัครหลายคนที่อยากเข้ามาเปลี่ยนแปลง คนทำงานก็รู้สึกมีกำลังใจขึ้น นอกจากนี้เรายังเห็นการตื่นตัวทางการเมือง เห็นคนรุ่นใหม่ที่คิดไกลไปถึงภาพสังคมโดยรวม หรือเด็กหลายคนในคลองเตยเองที่อยากมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนด้วย</p>



<p>“วันนี้ประเทศของเรากำลังอยู่ในกระแสทางสังคมการเมืองที่ดีขึ้น เราจะทำยังไงให้กระแสนี้มันถูกพัฒนาในเชิงลึก และมีคุณภาพจริง ๆ ใช่เพียงพัดวูบมาแล้วหายไป ให้คนที่ด้อยโอกาสได้มีความหวังที่จะหลุดพ้นจากชีวิตที่เป็นอยู่ ด้วยอาชีพ สวัสดิการ นโยบายการช่วยเหลือดูแลที่ทำให้ทุกคนในสังคมมีชีวิตที่ดีกว่านี้”</p>



<p>&#8230;จากนี้ขอเชิญร่วมติดตามว่า ว่าที่ผู้ว่าฯ กทม. แต่ละท่าน จะมีวิสัยทัศน์ต่อประเด็นปัญหาเด็กเยาวชนในชุมชนอย่างไร?</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>สร้างชุมชนแนวตั้ง ชวนคนเข้าใจปัญหาร่วมกำหนดนโยบาย&nbsp; &nbsp;</strong></h2>



<p>ศิธา ทิวารี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 11 กล่าวว่า กทม. สามารถเอางานเป็นตัวตั้ง แล้วบูรณาการกระบวนการร่วมกับคนที่เขาขลุกอยู่กับปัญหาเป็นเวลาสิบปี หรือบ้างยาวนานกว่านั้น เพราะคนเหล่านี้เองที่เขารู้ปัญหา ทำได้ทันที แล้วยังช่วยคิด ช่วยชี้ทางได้ว่าจะใช้เงินทุกบาทอย่างไรให้เกิดผลคุ้มค่าที่สุด&nbsp;&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5e6642"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/05ศิธา-ทิวารี.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศิธา ทิวารี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 11</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“แก่นปัญหาเรื่องนี้คือเด็กส่วนหนึ่งเข้าไปอยู่ในระบบการค้ายาเสพติดไปแล้ว มีเด็กส่งยาอายุ 7-8 ขวบที่ทำงานแลกกับขนมราคาไม่กี่บาท ตำรวจจับไปก็สาวไม่ถึงต้นตอ ที่เป็นอย่างนี้ เพราะมันคือวิถีชีวิตของชาวบ้าน คนลุกมาต่อต้านบางทีต้องกลายเป็นแกะดำของชุมชน ไม่มีใครคุยด้วย แล้วเด็กไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องผิด คนค้ายามีทองใส่ กินหรูอยู่สบาย ชีวิตสนุกสนานได้ทุกวัน เรื่องพวกนี้เด็กเห็นจนชินตาอยู่แล้ว ตรงนี้จึงต้องเข้าไปแก้ไขที่ทัศนคติให้ได้”</p>



<p>“ผมมองว่าการแก้ปัญหาของผู้ว่าฯ กทม. ที่ผ่านมาเหมือนกรรไกรที่คมด้านเดียวคือด้านบน แต่จากนี้ไปผมจะจะลับให้คมจากด้านล่าง ด้วยการจัดตั้งคอมมิวนิตี้สำหรับคนในชุมชน ให้เขามีส่วนร่วมกำหนดนโยบาย ร่วมกำหนดงบประมาณ สามารถแนะนำ เสนอแนะ มีส่วนร่วมในการเลื่อน ลด ปลด ย้ายข้าราชการได้”</p>



<p>“แล้วเมื่อก่อนคำว่าชุมชนคือเป็นแค่แนวระนาบเดียว คือคนที่อยู่ใกล้ ๆ กัน แต่เดี๋ยวนี้โลกเปลี่ยนแปลงไปแล้ว<strong> เราสามารถทำชุมชนแนวตั้ง หรือชุมชนออนไลน์ได้ ด้วยการรวมคนที่สนใจในเรื่องเดียวกันมาใช้ให้เป็นประโยชน์ กทม. ต้องไม่คิดเบ็ดเสร็จคนเดียว ชวนชาวบ้านมาช่วยคิดช่วยทำ ชวนคนที่สนใจเรื่องการศึกษา เข้าใจปัญหายาเสพติด คนที่เขารู้ว่าต้องแก้ปัญหาอย่างไร แล้วคนเหล่านี้จะกำหนดงบประมาณให้ผู้ว่าฯ ช่วยคิดว่าจะแก้ปัญหานั้น ๆ อย่างไร</strong>”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เปลี่ยนระบบจัดสรรงบประมาณใหม่ / เปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วม</strong></h2>



<p>รสนา โตสิตระกูล ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 7 กล่าวว่า สิ่งที่ กทม. ยุคใหม่ทำได้คือ ต้องเปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมช่วยรัฐอย่างจริงจัง เพราะพวกเขาช่วยมาตลอดอยู่แล้ว ทั้งที่ไม่เคยได้รับการสนับสนุน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fd6dae"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/04รสนา.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รสนา โตสิตระกูล ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 7</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ในเรื่องงบประมาณ ถ้าลดการทุจริตลงได้จะมีทรัพยากรเหลือเยอะมาก อย่างโรงเรียน 437 โรงเรียนใน กทม. เราใช้เงินแค่ 700 ล้านบาทในการดูแล แต่งบกำจัดขยะตกปีละ 7 พันล้านบาท ทั้งที่ขยะสามารถแปรรูปกลับมาให้เป็นทรัพย์สินได้ ฉะนั้น<strong>ขอเสนอว่า 1.เปลี่ยนระบบจัดสรรงบประมาณใหม่ 2.เปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วม เพราะเราจะไม่มีทางรู้เลย ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน แต่คนหน้างานเขารู้ นี่คือมือมากมายที่เขาพร้อมเข้ามาช่วยช้อนเด็ก ๆ พร้อมดูแลแก้ปัญหา</strong> แต่ละเคสสามารถลงไปดูได้ในรายละเอียด อาศัยคนที่ทำงานกับเด็ก ๆ อยู่แล้วให้มีส่วนร่วมจริงจัง แล้วข้อดีอีกอย่างคือเขาไม่ติดกรอบการทำงานเหมือนราชการ”</p>



<p>“นอกจากนี้ดิฉันขอเสนอนโยบายกระจายงบประมาณเขตละ 50 ล้านบาท เพื่อจัดทำงบประมาณแบบที่ประชาชนมีส่วนร่วม (Participatory Budgeting) ทดลองกระจายงบ ให้ ผอ.เขต เอาไปลงเรื่องการศึกษา ส่งเสริมกิจกรรมสำหรับเด็กในชุมชน โดยเฉพาะช่วงเวลาปิดเทอมใหญ่ 120 วัน ให้เขาได้มีพื้นที่ มีโอกาสเติมประสบการณ์ดี ๆ เพื่อถอยห่างจากเส้นทางอบายมุข แล้วต้องสนับสนุนให้ภาคประชาสังคมทั้งหมดเข้ามามีส่วนช่วย”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ปลดล็อคข้อบัญญัติ เพื่อกระจายเงินลงไปทุกภาคส่วน</strong></h2>



<p>สกลธี ภัททิยกุล ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 3 เสนอว่า ปัญหาเด็กเยาวชนในพื้นที่สุ่มเสี่ยงต้องแก้ที่ระบบ การถมเงินไปอย่างเดียวแก้ปัญหาทั้งหมดไม่ได้ สุดท้ายจะวนลูปเดิม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b40de2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/06สกลธี.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">สกลธี ภัททิยกุล ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 3</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“สิ่งที่ภาครัฐจะให้ได้คือเงินตั้งต้น แล้วติดอาวุธทางความรู้ให้ผู้ปกครองในการประกอบอาชีพ หาสถานที่ทำมาหากินให้ ส่วนปัญหาการทำงานของภาคประชาสังคม ผมเข้าใจ เพราะระบบราชการมีความอุ้ยอ้าย เราต้องปรับ ผู้ว่าฯ ต้องวางโครงสร้างการแก้ปัญหาไว้ตั้งแต่แรก ดูเรื่องจัดสรรงบประมาณให้ครอบคลุมความเป็นไปได้ทั้งหมด เบิกจ่ายได้สะดวกไม่ซับซ้อน”</p>



<p>“ปัญหาอีกประการคือเงิน กทม. ยังไม่สามารถลงในพื้นที่สาธารณะได้ ด้วย กทม. ไม่อยากรับภาระเยอะ ลำพังพื้นที่สาธารณะเงินก็ลงไม่พออยู่แล้ว จึงเป็นสิ่งที่ผู้ว่าฯ ต้องหาเงินนอกกรอบมาเติม แล้วใช้ให้เป็นประโยชน์ที่สุด<strong> ไม่มีอีกแล้วโครงการสองสามพันล้านที่ได้ประโยชน์ไม่คุ้ม แต่เงินต้องกระจายไปทั่วทุกภาคส่วน ปลดล็อคแก้ข้อบัญญัติที่ปิดไว้ ไม่ใช่แค่เรื่องเด็ก แต่ยังมีเรื่องอื่น ๆ ที่ถ้าปลดได้ เงินจะลงไปถึงเด็ก ๆ กลุ่มนี้ได้หมด</strong> ผมว่า กทม. ได้เปรียบอยู่แล้ว เพราะแม้แต่กระทรวงพัฒนาสังคม ฯ ที่รับผิดชอบโดยตรง ยังไม่มีเซลล์ที่ละเอียดเหมือนภาคประชาสังคมในแต่ละเขต แล้วงบ พม. ปีละไม่เท่าไหร่ ช่วยคลองเตยยังไม่ถึงครึ่งชุมชนก็หมดแล้ว ที่ต้องทำคือเพิ่มเงินลงไป ผู้ว่าฯ ต้องหาเงินให้ได้ แล้วต้องพยายามให้โอกาสคนในการประกอบอาชีพ ให้คนมีความรู้ติดตัว ต้องแก้ตรงนั้น”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>สร้างวิถีการเรียนรู้นอกระบบ ส่งเสริมการทำมาหากินสร้างรายได้</strong></h2>



<p>โฆสิต สุวินิจจิต ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 24 กล่าวว่า ประเด็นเรื่องการศึกษา การเรียนในระบบอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องเปลี่ยนสู่วิถีใหม่ให้เป็น ‘การเรียนรู้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง’ ให้เด็กเข้าใจการเรียนรู้จากนอกระบบด้วย เพื่อให้เด็กเยาวชนมีทักษะการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข ถูกต้อง ทุกโรงเรียนต้องสอนเรื่องนี้ได้หมด</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d7aeae"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/02โฆษิต-24ชั่วโมง.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">โฆสิต สุวินิจจิต ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 24</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“วิถีใหม่คือการปลูกฝังเรื่องทำมาหากินแต่เด็ก เป็นเถ้าแก่อายุน้อย ขายของเป็น มีรายได้ สำคัญคือบูรณาการ ผมเคยเป็นประธานบูรณาการเครือข่ายภาค กระทรวงยุติธรรม เจอเครือข่ายภาคประชาสังคมที่ทำงานจริงจำนวนมาก กทม. ต้องดึงมาร่วมงาน พวกเครือข่ายประชาสังคมและเอกชนที่อยากทำ CSR เขาพร้อมทำ แต่ต้องมีเจ้าภาพที่ดี รวมได้ วางเป้าหมายชัด แล้วถ้าเขาเห็นชัดเจนว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขายินดีช่วยอยู่แล้ว”</p>



<p>“อีกอย่างคือเราไม่ได้ใช้พลังชุมชนเลย อุตส่าห์มีเลือกตั้งกรรมการชุมชน แต่มันจะเข้มแข็งได้ยังไงถ้าเขามีงบประมาณไม่พอ กรรมการชุมชนไม่เกินสามร้อยครัวเรือนได้เดือนละ 5 พันบาท ปีละ 6 หมื่นบาท ตกหลังคาเรือนละ 2 ร้อยบาท ทั้งปี มันจะพัฒนายังไง ทำไมไม่เพิ่มงบตรงนี้ให้เขา ที่ผ่านมากรรมการชุมชนจะทำโครงการ ทำกิจกรรมแต่ละที ต้องสำรองจ่ายแทน จ่ายก่อนเบิกทีหลัง บางอย่างเบิกไม่ได้ ควักเนื้อ ทำไปทำมาเครือข่ายชุมชนหมดไฟ หมดแรง”</p>



<p>“<strong>ผมอยากชี้ให้เห็นว่าเราต้องแบ่งเป็นมิติ หนึ่งเรื่องวิถีเรียนรู้ใหม่ ทำให้เด็กมีความสุข สนุกกับการเรียนรู้ มีรายได้ ให้เขารู้ว่าทำอย่างนี้ดีกว่าเสี่ยงไปค้ายา มิติที่สองคือชุมชนเข้มแข็ง ส่งเสริมพัฒนากรรมการชุมชน มีสวัสดิการ ร่วมบูรณาการกับภาคีเครือข่าย</strong> มิติที่สามคือทำงานร่วมกับกระทรวงยุติธรรมในการให้ประชาชนทั่วไปช่วยชี้ช่องยึดทรัพย์ รับรางวัลนำจับ 1-2% ซึ่งเป็นเงินจำนวนมาก เพื่อตัดวงจรยาเสพติดที่ต้นตอ และให้ทุกคนมีส่วนร่วมขจัดปัญหายาเสพติดไปด้วยกัน”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การกระจายอำนาจที่ดีที่สุดคือการกระจายงบประมาณ</strong></h2>



<p>วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 1 กล่าวว่า ประการแรกผู้ว่าฯ กทม. สามารถดึงงบกลางมาใช้แก้ปัญหาได้ทันที ประการที่สอง กทม. ต้องตัดงบผูกพันมากมายจากการแปะโครงการก่อสร้างมูลค่าหลายล้านบาทซึ่งเป็นเบี้ยหัวแตก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-404381"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/03วิโรจน์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 1</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“กทม. มีงบผูกพันปี 65 คือ 1 หมื่น 5 พันล้าน ปี 66 อีก 2 หมื่น 7 พันล้าน ผมคิดว่ากลไกนี้ถ้ามีความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงโควิด พอจะเอางบกลางมาใช้ก็ไม่สามารถทำได้”</p>



<p>“แล้วรัฐมีวิธีคิดที่ผลักภาระให้กับครอบครัว จะเห็นว่าการปิดโรงเรียนไม่ได้เป็นไปเพื่อเร่งฉีดวัคซีน หรือเตรียมความพร้อมระบบสาธารณสุข แต่นี่คือปิดเพราะถ้าเด็กติดโควิด ก็ถือว่าอยู่นอกความรับผิดชอบของโรงเรียน ทั้งที่ถ้าว่ากันเรื่องความเสี่ยงจริง ๆ เด็กอยู่โรงเรียนมีครูดูแล กับอยู่ในชุมชน ง่ายมากที่จะมองว่าอย่างไหนเสี่ยงกว่ากัน แต่วิธีคิดของ กทม. คือจะผลักภาระอย่างเดียว ล็อคโรงเรียนไว้ นี่คือปัญหา”</p>



<p>“วันนี้ผมว่าประชาชนเข้าใจแล้วว่า ทำไมเราถึงต้องสร้างรัฐสวัสดิการให้ได้ เพราะเงิน Top Up ที่กระจายไปถึงคนเพิ่มขึ้น จะทำให้คนตัวเล็กทุเลาลง ตัวเบาขึ้นจากการแบกรับความกดดันในชีวิต ส่วนที่ภาคประชาสังคมไม่เคยทำงานได้เต็มที่ เป็นเพราะว่ารัฐไม่เคยกระจายอำนาจ ซึ่ง<strong>การกระจายอำนาจที่ดีที่สุดคือกระจายงบประมาณ ผมจึงมีนโยบายจะกระจายงบที่กระจุกอยู่ตรงกลางทั้งหมด ดึงเงินออกมา 4 พันล้าน เอาไปลงที่ชุมชน ชุมชนละ 5 แสนถึง 1 ล้านบาท พื้นที่ที่ไม่ใช่ชุมชนอีก 2 พัน 4 ร้อยล้าน ใน 50 เขต ทีนี้พอภาคีเครือข่ายมีงบ มีความร่วมแรงร่วมใจจากประชาชน เราก็สามารถผลักดันโครงการที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน และตรงโจทย์ความต้องการของประชาชนจริง ๆ</strong>”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>คนรุ่นลูกต้องมีชีวิตที่ดีกว่าพ่อแม่ ด้วยการเข้าถึงโอกาสในการเรียนรู้พัฒนาตนเอง</strong></h2>



<p>ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 8 กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมที่ดีที่สุดคือ ‘การศึกษา’ นิยามง่ายที่สุดคือคนรุ่นลูกต้องมีชีวิตที่ดีกว่าพ่อแม่ ด้วยการเข้าถึงโอกาสในการเรียนรู้พัฒนาตนเอง เรามีตัวอย่างของเด็กที่เติบโตในพื้นที่ชุมชน 70 ไร่ คลองเตย แต่สามารถใช้การศึกษาพาตัวเองไปจนจบปริญญาเอก ได้งานในบริษัทปูนซีเมนต์ ยกระดับครอบครัวให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น นี่คือผลของการศึกษาที่เป็นหัวใจสำคัญให้คนหลุดพ้นจากปัญหาความเหลื่อมล้ำ ตัดวงจรความยากจนไม่ให้ส่งต่อรุ่นสู่รุ่น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-dd1f1b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/ชัชชาติ-d.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 8</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“สำคัญคือทำให้ทุกโรงเรียนมีมาตรฐานทัดเทียมกัน และจำเป็นต้องมุ่งทำศูนย์ก่อนวัยเรียนให้มีคุณภาพ เพื่อเริ่มพัฒนาเด็กตั้งแต่วัย 0-6 ปี เพราะถ้ารอถึง ป.1 ก็สายไปแล้ว พอถึงโรงเรียนระดับประถม ต้องมีโรงเรียนคุณภาพใกล้บ้าน มีการสอน 3 ภาษา มีคอมพิวเตอร์แลป ต้องลดภาระครู คืนครูให้นักเรียน ช่วยเรื่องการขยับวิทยฐานะ เอาเทคโนโลยีมาช่วยในเรื่องการเรียนการสอน”</p>



<p>“ข้อเสนอหนึ่งคืออยากให้มีการ<strong>เปิดโรงเรียนช่วงวันเสาร์อาทิตย์สำหรับในพื้นที่ชุมชน ให้เป็นศูนย์การเรียนรู้นอกเหนือจากวิชาปกติ จัดให้มีกิจกรรมดนตรี กีฬา สร้างพื้นที่ปลอดภัยเพิ่มขึ้น มีอินเทอร์เน็ตฟรีให้เด็กใช้ มีสาธารณูปโภคครบครัน ดึงชุมชนเข้ามามีส่วนช่วยดูแลเด็ก ๆ ไปด้วยกัน พร้อมชักชวนครูอาสาในชุมชน กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือภาคเอกชนที่มีใจอยากร่วมพัฒนาหลักสูตรนอกเวลาให้กับเด็ก ๆ มาช่วยกัน สถานที่เช่นนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจ เนื่องจากเด็ก ๆ จะได้เจอกับคนที่มีความรู้ คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต เป็นต้นแบบของอาชีพที่หลากหลาย แล้วอยู่ใกล้บ้าน ไม่ต้องเดินทางไกล</strong>”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>โครงการ ‘ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’ พาน้องห่างไกลยาเสพติด</strong></h2>



<p>อัศวิน ขวัญเมือง ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 6 พ่วงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนปัจจุบัน กล่าวว่า “เด็กจากชุมชนแออัดเหล่านี้เขาเหมือนม้าที่อยู่ในซอง ระยะสายตาจำกัด มองอะไรไม่เห็น ครอบครัวก็ไม่มีเงิน ผมจึงทำโครงการ ‘ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’ เอาเด็กหลังห้อง ผลการเรียนกลาง ๆ มาทำกิจกรรมรุ่นละ 20 คน เสาร์อาทิตย์พาไปเที่ยว เช่นไปทะเลบางแสน ซึ่งบางคนไม่เคยเห็นไม่เคยไปเลย พาไปสนามบินดอนเมือง ดูเครื่องบิน ผมทำอยู่ 15 สัปดาห์ เกือบ 4 เดือน สัปดาห์สุดท้ายเราบอกเขาว่าจะพาไปขึ้นเครื่องบิน เด็กดีใจกันใหญ่</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-09580b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/ที่มา-เพจFBอัศวิน-ขวัญเมือง.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">อัศวิน ขวัญเมือง ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 6</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“พอรุ่นสองเราพาไปเคปแลนด์ สิงคโปร์ รุ่นสามไปเมลเบิร์น 5 วัน รุ่นสุดท้ายไปดัลลัส เท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา 12 วัน ทั้งหมดไม่ใช้งบราชการเลย สิ่งที่เห็นคือพอเด็กกลับมาปั๊บ ทั้งหมด 80 คน 4 รุ่น ทุกคนเรียนต่อ ม.1 หมด ครอบครัวอบอุ่นขึ้น เพราะ<strong>ในกิจกรรมต่าง ๆ เราให้การศึกษาสอดแทรกเข้าไป สอนให้เขาห่างไกลยาเสพติด การพนัน คือเรื่องอย่างนี้ต้องค่อย ๆ แทรกไปในความสนุกสนาน ในการเรียนรู้ทักษะชีวิต แล้วเราเสริมสร้างบุคลิกภาพ สร้างลานกีฬา แนะนำให้เขาเล่นกีฬา มันก็ทำให้เขามีทางไปที่ดีในชีวิตได้”</strong>&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-200522/">‘ชุมชนแออัดในมหานคร’ หนึ่งปมปัญหาท้าทายว่าที่ผู้ว่าฯ กทม.</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เยียวยาร่างกาย พักผ่อนจิตใจ รู้จักเพื่อนใหม่ นำความทรงจำดี ๆ ติดตัวกลับไป</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-heal-the-body-120422/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 12 Apr 2022 04:27:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ศิริพร พรมวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการคลองเตยดีจัง]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านปันยิ้ม]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์ประสานงานช่วยเหลือเด็กและครอบครัวในสถานการณ์โควิด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=54581</guid>

					<description><![CDATA[<p>“เมื่อเด็กติดเชื้อ เขาจะมีแต่ความกังวล ทั้งอาการป่วย ต้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-heal-the-body-120422/">เยียวยาร่างกาย พักผ่อนจิตใจ รู้จักเพื่อนใหม่ นำความทรงจำดี ๆ ติดตัวกลับไป</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“เมื่อเด็กติดเชื้อ เขาจะมีแต่ความกังวล ทั้งอาการป่วย ต้องหยุดเรียน ไม่ได้เล่นสนุก บางคนเครียดสะสม แบกรับความกดดันมายาวนานจากปัญหาเศรษฐกิจในครอบครัว ทีนี้พอต้องเข้ามารักษากักตัวในสถานที่ไม่คุ้นเคย มาอยู่ร่วมกับคนแปลกหน้า มันก็ยิ่งทำให้ความกลัวความกังวลทับถมเข้าไปอีก”</p>



<p>“ดังนั้นที่เราทำได้คือ<strong>ช่วงเวลาสั้น ๆ ตรงนี้ น้อง ๆ ต้องอยู่ในบรรยากาศผ่อนคลาย ได้พักผ่อนจิตใจ ได้รู้สึกเหมือนมาเข้าค่ายทำกิจกรรมรู้จักเพื่อนใหม่ ได้รับการดูแลอย่างอบอุ่นจากเจ้าหน้าที่ จากอาสาสมัคร แล้วในวันที่กลับออกไป สิ่งที่เขาจะนำติดตัวไปด้วย ก็จะเป็นความทรงจำและประสบการณ์ดี ๆ ที่ประทับอยู่ในใจต่อไป”</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4165d8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/04/Photo2_เยียวยาร่างกาย-พักผ่อนจิตใจ-รู้จักเพื่อนใหม่.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>‘ครูแอ๋ม’ ศิริพร พรมวงศ์ ผู้จัดการโครงการคลองเตยดีจัง กล่าวถึงแนวทางการทำงานของ ‘บ้านปันยิ้ม’ </strong>ศูนย์ประสานงานช่วยเหลือเด็กและครอบครัวในสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง กรมกิจการเด็กและเยาวชน กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กรมสุขภาพจิต องค์การยูนิเซฟประเทศไทย กรุงเทพมหานคร คลองเตยดีจัง ไทยพีบีเอส ไลน์แมน กลุ่มธุรกิจ tcp และธนาคารกรุงศรีอยุธยา ในการทำงานเพื่อรองรับเด็ก ๆ ที่ไม่สามารถกักตัวทำ Home Isolation ที่บ้าน ด้วยข้อจำกัดด้านที่พักอาศัย รวมไปถึงน้อง ๆ กลุ่มเปราะบางจากชุมชนต่าง ๆ</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ไม่เพียงดูแลสุขภาพกาย แต่ต้องได้รับการเยียวยาจิตใจ</strong></h2>



<p>“มีแนวโน้มว่าเราอาจต้องอยู่กับโควิด-19 ไปอีกนาน และแน่นอนว่าผลที่ตามมาจะไม่กระทบแค่ปัญหาด้านสุขภาพ แต่สิ่งที่การแพร่ระบาดนำมาด้วย คือความเครียดกังวล ความบอบช้ำทางจิตใจที่เด็กเยาวชนซึมซับเข้าไปทุกวัน ทีนี้สำหรับน้อง ๆ ที่ติดเชื้อ ต้องเข้ามาอยู่ในศูนย์ เรามองว่าช่วงเวลา 7-10 วันนี้สำคัญมาก เราสามารถถ่ายทอดข่าวสารความรู้ ความตระหนักเกี่ยวกับการใช้ชีวิตท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาด และในอีกด้านคือกิจกรรมเพื่อเยียวยาจิตใจ การต้อนรับดูแลที่จะทำให้เขาไม่กลัว ไม่เครียดกังวล ได้พัฒนาทักษะการเล่น การสื่อสาร ความรับผิดชอบตัวเองและการอยู่ร่วมในสังคม”&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </p>



<p>“สถานที่ของเราจึงเน้นสีสันที่สดใส มีการจัดสรรพื้นที่ให้เหมาะกับการทำกิจกรรม มีห้องสมุด มีหนังสือการ์ตูน นิทาน มีของเล่น มีเกมเชิงสร้างสรรค์ มีมุมออกกำลังกาย เพื่อให้ที่นี่เป็นสถานที่ที่เด็ก ๆ จะได้มาทำความรู้จักกัน และเป็นบรรยากาศที่พี่ ๆ น้อง ๆ ได้ดูแลกัน”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e2d9b9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/04/messageImage_1650254804638-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>‘ปรับ’ สภาพแวดล้อม ‘เปลี่ยน’ สภาวะจิตใจ</strong></h2>



<p>‘พี่เบญ’ เบญจวรรณ ธนพรภูริช เจ้าหน้าที่อาสาสมัครจากคลองเตยดีจัง เล่าว่า สถานที่ที่สวยงาม กิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ และการสื่อสารพูดคุยด้วยความอ่อนโยนเอาใจใส่ ถือว่าช่วยชุบชูจิตใจเด็กได้มาก โดยจากประสบการณ์ตรงในการดูแลน้อง ๆ พบว่า เด็กจะปรับอารมณ์และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้ใน 2-3 วันหลังจากเข้ามาอยู่ในศูนย์ ด้วยความรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย ที่ช่วยละลายความแปลกแยก พร้อมทำกิจกรรมทางร่างกายที่ช่วยบำบัดความมั่นคงทางอารมณ์ รวมถึงอาการติดจอโทรศัพท์มือถือ ที่นับวันมีแต่จะขโมยเวลาของน้อง ๆ ไปจากการฝึกทักษะทางสังคม</p>



<p>“ที่เราเห็นคือเด็กจะใช้เวลาทำความคุ้นเคยกันสักพัก แล้วหลังรู้จักสนิทสนมมากขึ้น ก็จะดูแลกันแบบพี่ ๆ น้อง ๆ ทั้งช่วยเหลือ หรือแลกเปลี่ยนคำปรึกษาระหว่างกัน จนกลายเป็นวัฒนธรรมเล็ก ๆ ที่ส่งต่อเมื่อคนเก่าออกไปคนใหม่เข้ามา”&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-52ad39"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/04/Photo4_เยียวยาร่างกาย-พักผ่อนจิตใจ-รู้จักเพื่อนใหม่.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เกมและกิจกรรมต่าง ๆ ส่งผลอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ระหว่างเด็กด้วยกันเอง รวมไปถึงเด็กกับผู้ดูแลอีกด้วย โดยแม้ส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่จะดูแลเด็กผ่านหน้าจอมอนิเตอร์ แต่จะคอยสังเกตตลอด เมื่อเห็นว่าเด็กคนไหนเก็บตัว ไม่สื่อสารกับเพื่อน แยกไปกินข้าวคนเดียว ก็จะมีการชักชวนให้น้องเข้ามาสู่กิจกรรมโดยจะไม่มีการบังคับ ถ้าเขายังไม่พร้อม ก็จะแค่ให้ลองมาดูเพื่อนเล่นกันใกล้ ๆ อยู่นอกวงไปก่อน จนกว่าน้องจะพร้อมแล้วสมัครใจร่วมด้วยตัวเอง ซึ่งส่วนใหญ่ต้องใช้เวลา 1-3 วัน”</p>



<p>ความเปลี่ยนแปลงอีกประการหนึ่งของบ้านปันยิ้ม คือ<strong>จากเดิมที่รับดูแลเด็กติดเชื้อช่วงวัย 6-12 ปี ก็มีการปรับให้ยืดหยุ่นเป็นรายกรณี เช่นสามารถรองรับเด็กเล็กที่มีเงื่อนไขการดูแลเยอะ หรือยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ โดยให้มีคุณแม่เข้ามาดูแลร่วมด้วย</strong> ซึ่งข้อดีคือจะมีผู้ใหญ่ในพื้นที่ทมี่คอยช่วยดูแลเด็กคนอื่น ๆ ได้ด้วย โดยเฉพาะในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินต่าง ๆ</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ชวนเข้าสังคม ลดอาการ ‘ติดมือถือ’</strong></h2>



<p>พี่เบญเล่าถึงเคสที่พบบ่อยว่า เด็ก ๆ เมื่อต้องเข้ามาอยู่รวมกันโดยไม่รู้จักกันมาก่อน ส่วนใหญ่เขาจะใช้วิธีหลีกหนีความรู้สึกสึกแปลกแยกเข้าไปสู่โลกส่วนตัว ซึ่งคือการดิ่งดำลงในโลกอินเทอร์เน็ต หรือเกมออนไลน์ต่าง ๆ นานา เช่นเคสหนึ่งที่เข้ามา เป็นน้องที่ติดมือถือมาก มือหนึ่งต้องถือสมาร์ทโฟนพร้อมสายตาต้องจ้องจอตลอดเวลา กระทั่งเวลาวัดไข้ วัดความดัน หรือวัดค่าออกซิเจน</p>



<p>“น้องจะค่อนข้างหงุดหงิดอารมณ์เสียง่าย โมโหร้ายหน่อย ๆ สิ่งที่เราทำคือพาเขาให้เข้าไปนั่งเล่นมือถืออยู่บริเวณที่เพื่อนคนอื่นเขาทำกิจกรรมกัน เขาก็จะหันมาดูบ้าง แล้วเริ่มสนใจ สักพักพอเห็นว่าน่าสนุก เขาก็ลองลงมาร่วมด้วย จนในที่สุดเขาก็ยอมวางมือถือแล้วเข้ามาเล่นกับเพื่อน ๆ เป็นประจำ”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-05f6eb"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/04/Photo5_เยียวยาร่างกาย-พักผ่อนจิตใจ-รู้จักเพื่อนใหม่.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ในการดูแลเราจะปฏิบัติกับน้อง ๆ ด้วยความเคารพ ไม่บังคับออกคำสั่งกับเขา คือถ้าเป็นเวลาส่วนตัวของเขา เขาจะทำอะไรก็ได้ที่ไม่ผิดกฎระเบียบในการอยู่ร่วมกัน แต่อย่างน้อยเราอยากชวนให้เขาได้ลองทำสิ่งแปลกใหม่บ้าง ได้สื่อสารกับเพื่อน ได้ขยับร่างกาย คือแค่ช่วงเวลาหนึ่งของวัน ที่ได้เห็นน้องทิ้งโทรศัพท์ไว้แล้วลงมาเล่นกับเพื่อนบ้าง ครั้งละ 1-2 ชั่วโมง เราก็นับว่าประสบความสำเร็จแล้ว”</p>



<p>“พอเขารับรู้ว่าเราไม่ใช่ผู้คุม แต่เป็นพี่เป็นเพื่อนเป็นคนดูแลเขา ทีนี้มีปัญหาอะไรเขาก็กล้าบอก เช่นคอแห้ง เจ็บคอ ก็จะมาขอยา เรามองว่าการอยู่ด้วยกันในบรรยากาศเช่นนี้ น้อง ๆ จะได้ประโยชน์จากประสบการณ์สั้น ๆ เต็มที่ แล้วปัญหาเรื่องไม่อยากอยู่ อยากกลับบ้าน งอแงร้องหาพ่อแม่ก็ค่อย ๆ หายไป ทุกวันนี้มีแต่เด็กที่เข้ามาอยู่แล้วร้องไห้ไม่อยากออก เริ่มสนุกกับการอยู่กับเพื่อน ได้ฝึกดูแลตัวเอง ส่วนในความสัมพันธ์ระหว่างกันก็แทบไม่มีความแปลกหน้า พอมีเพื่อนใหม่เข้ามาเขาจะออกไปรับที่หน้าประตู ช่วยดูแลแนะนำกัน”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>จัดทีมดูแล 24 ชม. สังเกตอาการรายคน</strong></h2>



<p><strong>‘</strong>บ้านปันยิ้ม’ จะมีเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตประจำอยู่ 2 คน ตลอด 24 ชั่วโมง โดยแบ่งช่วงเวลางานเป็น 3 กะ คือ 7.00-13.00 น. 13.00-19.00 น. และ 19.00-7.00 น. หน้าที่หลักคือทำประวัติเด็ก ติดตามอาการผู้ป่วยเป็นรายคน เขียนรายงานส่งแพทย์ และทำเรื่องรับส่งเคสจากโรงพยาบาลเด็ก ร่วมกับอาสาสมัครจากคลองเตยดีจัง 3 คน ที่เข้าไปช่วยดูแลน้อง ๆ ตั้งแต่ 8.30-16.30 น. โดยหลักจะรับผิดชอบเรื่องอาหารหารสามมื้อ ให้ยา ชวนเด็กทำกิจกรรม และช่วยสังเกตอาการป่วยรวมถึงอารมณ์พฤติกรรมต่าง ๆ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d280a6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/04/Photo6_เยียวยาร่างกาย-พักผ่อนจิตใจ-รู้จักเพื่อนใหม่.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“โดยเฉลี่ยแล้วจะมีเคสใหม่เข้ามาวันละ 1-2 คน และมีน้อง ๆ เวียนเข้าออกเกือบทุกวัน โดยเฉลี่ยแล้วช่วงเวลาหนึ่ง ๆ จะมีเด็กรวมถึงแม่ที่เข้ามาร่วมดูแล คราวละ 7-10 คน ส่วนการรับเคสเกือบทั้งหมดจะประสานงานระหว่างสำนักงานเขตกับโรงพยาบาลเด็ก เมื่อทางโรงพยาบาลคัดกรองแล้วว่าเป็นเคสสีเขียว อาการไม่หนัก จะส่งเรื่องมายังเขต แล้วเขตจะส่งต่อเคสมายังบ้านปันยิ้ม ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ทำการสื่อสารกับครอบครัวของเด็กและโรงพยาบาลเพื่อรับตัวเข้ามา โดยเด็กคนหนึ่งจะใช้เวลาอยู่ในศูนย์ประมาณ 7-9 วัน เพราะเราจะนับให้ครบ 10 วัน จากวันแรกที่ผล ATK แสดงว่าพบเชื้อเป็นหลัก” พี่เบญกล่าวสรุปถึงระบบการดูแลน้อง ๆ ที่บ้านปันยิ้ม</p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p><strong>ช่องทางติดต่อ ‘บ้านปันยิ้ม’ CI เพื่อแม่และเด็ก ได้ตลอด 24 ชั่วโมง</strong></p>



<ul><li>ติดต่อ ศูนย์ประสานงานช่วยเหลือเด็กและครอบครัวในสถานการณ์โควิด-19 สามารถแจ้งเหตุผ่านสายด่วน 1300 ศูนย์ช่วยเหลือสังคม กระทรวง พม.</li><li>Line Official ‘savekidscovid19’ แอพพลิเคชั่นคุ้มครองเด็ก และบ้านพักเด็กและครอบครัว 77 จังหวัด ตลอด 24 ชั่วโมง</li><li>โทรศัพท์ 065 506 9574 และ 065 506 9352 ระหว่างเวลา 09.00 – 17.00 น.</li></ul><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-heal-the-body-120422/">เยียวยาร่างกาย พักผ่อนจิตใจ รู้จักเพื่อนใหม่ นำความทรงจำดี ๆ ติดตัวกลับไป</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“สร้างพื้นที่แห่งความหวัง” แหล่งเรียนรู้ของเด็กทุกชุมชนที่เข้าถึงง่ายและตอบโจทย์ความหลากหลาย จากการทำงานกว่า 10 ปีของ “ครูอ๋อมแอ๋ม&#8221;</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-unlock-bangkok-040422/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 04 Apr 2022 03:57:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ศิริพร พรมวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการคลองเตยดีจัง]]></category>
		<category><![CDATA[คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ไทยพีบีเอส]]></category>
		<category><![CDATA[ปลดล็อกกรุงเทพฯ เมืองแห่งความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[OKMD]]></category>
		<category><![CDATA[สร้างพื้นที่แห่งความหวัง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=54180</guid>

					<description><![CDATA[<p>“พอเข้าไปในชุมชนจะเห็นเด็กทำบทบาทสมมติเล่นขายประเวณี มี [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-unlock-bangkok-040422/">“สร้างพื้นที่แห่งความหวัง” แหล่งเรียนรู้ของเด็กทุกชุมชนที่เข้าถึงง่ายและตอบโจทย์ความหลากหลาย จากการทำงานกว่า 10 ปีของ “ครูอ๋อมแอ๋ม”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“พอเข้าไปในชุมชนจะเห็นเด็กทำบทบาทสมมติเล่นขายประเวณี มีแม่เล้าเป็นเด็ก 6 ขวบ หรือเด็กอยากเป็นโจร เด็กไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้คืออะไร แต่เขารับรู้จากวิถีชุมชนจากการเล่าของครอบครัวที่เด็กซึมซับโดยไม่รู้ตัว เรากำลังทำกิจกรรมวาดรูปกับเด็ก เขาเห็นพ่อถูกตำรวจจับขึ้นรถมอเตอร์ไซต์แต่เด็กกลับเฉย ๆ และระบายสีต่อ เพราะเป็นเรื่องเคยชินของพวกเขา”</p>



<p><strong>และไม่อาจปฏิเสธได้ว่าภาพเหล่านี้ก็เป็นภาพจำของใครหลายคนที่มีต่อคน 60,00 ชีวิตในพื้นที่ 2,000 ไร่ ณ ชุมชนคลองเตย พื้นที่สะท้อนความเหลื่อมล้ำที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย แต่จะทำอย่างไรให้คุณภาพการศึกษาของเด็กในชุมชน ปลุกความหวังเพื่อให้ภาพจำเหล่านี้ทะลายลง</strong></p>



<p>ระดมแนวคิดจาก 6 คนทำงานการศึกษา เพื่อเปลี่ยนกรุงเทพมหานครให้เป็นพื้นที่แห่งการศึกษาที่เข้าถึงเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียม ในเวทีระดมข้อเสนอแก้ปัญหาด้านการศึกษา ครั้งที่ 1 โดยสะท้อนปัญหาและเสนอนโยบายผ่านหัวข้อ&nbsp; ปลดล็อกกรุงเทพฯ เมืองแห่งความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ที่จัดโดย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ. ร่วมกับ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา, OKMD, ภาคีด้านการศึกษา และไทยพีบีเอส เมื่อวันที่ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2565&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-866ffe"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/b2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ครูอ๋อมแอ๋ม&#8221; ศิริพร พรมวงศ์ ผู้จัดการโครงการคลองเตยดีจัง</strong> นำประสบการณ์ที่ทำงานกับเด็กในชุมชนแออัดมากว่า 10 ปี ที่เริ่มจากเด็กในช่วงประถมศึกษาตอนปลายจนถึงมัธยมศึกษาตอนต้น แต่พบว่าการปลูกฝังเด็กได้จริงต้องเริ่มตั้งแต่เด็กเล็ก แต่ในศูนย์เด็กเล็กของชุมชนกลับไม่มีบุคคลากรที่มีคุณภาพมาทำงาน ซึ่งครูอ๋อมแอ๋มเห็นว่าเด็กช่วงนี้ต้องเป็นส่ิงที่รัฐควรให้การสนับสนุนมากที่สุด</p>



<p>ส่วนเด็กที่มีความเปราะบางในชุมชนแม้จะเข้าถึงนโยบายเรียนฟรี 15 ปี แต่พวกเขามักพบปัญหาตั้งแต่ในครอบครัว เช่น มียายติดเตียง แม่ติดยา ทำให้พออายุ 15 ปี ก็ต้องออกจากระบบการศึกษา ซึ่งจากการทำงานของตนกับเด็ก 100 กว่าคน พบว่ามีเพียง 1 คนเท่านั้นที่เรียนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย ทำให้เด็กที่เรียนดีแค่ไหนหรืออยากเรียนต่อขนาดไหนก็ไม่สามารถทนต่อความยากจนนี้ได้ แม้กระทั่งหลักสูตรการศึกษาเองก็เป็นอุปสรรคเพราะมีสิ่งที่ไม่จำเป็นหรือไม่ส่งเสริมทักษะที่พวกสามารถนำมาใช้ได้ในชีวิตจริง</p>



<p>“ตอนแรกเราแก้ปัญหาด้วยการผลักเด็กให้กลับเข้าไปในระบบ แต่สุดท้ายเด็กก็ออกมาอีกเพราะเขาไม่มีความสุข งานที่พวกเราทำก็คือ on the job learning หมายถึง เราทำเรื่องสร้างอาชีพรวมกับเรื่องการศึกษา เรามีหลักสูตรเรื่องการทำงานพร้อมกับวิชาที่จำเป็นต่อเด็ก”&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0e8b3c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/04/b2ครูอ๋อมแอ๋ม-ศิริพร-02-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>จึงทำให้เกิดแนวคิดการตั้งศูนย์การเรียนตาม พ.ร.บ.การศึกษา มาตรา 12 ที่พัฒนาจากโฮมสกูล มาก่อตั้งเป็นศูนย์การเรียนไร่ส้ม โดยมีเด็กชายขอบที่มาเรียนอยู่ประมาณ 130 คน โดยชุมชนเป็นผู้ระดมงบประมาณในการจัดการเรียนรู้ทั้งหมดเอง ซึ่งมีการเรียนรู้เหมือนกับโรงเรียนในระบบที่มี 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้และได้วุฒิการศึกษาเหมือนกัน แต่วิธีคิด การสอนที่เน้นการทำกิจกรรมกับเด็ก และการวัดคุณภาพของเด็กจะแตกต่างออกไป&nbsp;</p>



<p>“เรากำลังจัดศูนย์การเรียน ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ.การศึกษา มาตรา 12 ที่มีโฮมสกูลและศูนย์การเรียนโดยชุมชนเป็นคนจัดการ แต่ล่าสุดยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งที่มติ ครม. ออกนโยบายเรียบร้อยแล้ว&nbsp; ทุกอย่างพร้อมออกวุฒิการศึกษาได้และถูกรับรอง แต่ไม่มีเงินอุดหนุนจากรัฐ”</p>



<p><strong>“เราตอบคำถามเด็กไม่ได้ว่าทำไมสนามบาสของเขาถึงสำคัญน้อยกว่าเสาโฆษณา”</strong></p>



<p>แม้มีความพยายามของประชาชนในชุนชนเพื่อสร้างพื้นที่การเรียนรู้ในชุมชนของเขาเอง โดยการขอพื้นที่รกร้างในกทม.มาใช้ แต่มักถูกปฏิเสธ แม้กระทั่งสนามบาสในชุมชนคลองเตยก็ถูกยุบไป 1 แห่งเพื่อเป็นที่ตั้งเสาโฆษณา เพราะฉะนั้นการที่เด็กไม่มีพื้นที่เขาก็สร้างพื้นที่ตนเองอย่างร้านเกม หรือรวมตัวหลังชุมชนต้มน้ำกระท่อม&nbsp;</p>



<p>ข้อเสนอของครูอ๋อมแอ๋มคือรัฐต้องสร้างพื้นที่การเรียนรู้ของเด็กที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ความหลากหลายของเด็ก โดยต้องให้เด็กมีพื้นที่เหล่านี้ที่เข้าถึงได้ง่ายในทุกชุมชน ทั้งนี้รัฐเองควรดึงทุกภาคส่วนมาทำงานในพื้นที่ สร้างความร่วมมือกับประชาชน ภาคเอกชน และสนับสนุนในด้านงบประมาณ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c7548e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/04/b4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ครูอ๋อมแอ๋มทิ้งท้ายข้อเสนอที่สำคัญข้อหนึ่งที่นำไปสู่การปลดล็อกความเหลื่อมล้ำทางการศึกษานั่งคือบทบาทของภาครัฐ ที่ต้องลดอำนาจในการตัดสินใจมาให้กับชุมชน และเพิ่มบทบาทในการเป็นตัวกลางดึงความร่วมมือจากทุกภาคส่วนมาทำงานร่วมกัน&nbsp;</p>



<blockquote class="wp-block-quote">
<p>“รัฐควรจะเล็กและไม่ต้องทำเองแต่มีกระบวนสร้างความร่วมมือกับประชาชน และเป็นเจ้าภาพในการจัดหางบประมาณมาเพื่อการทำงานของภาคประชาชนด้วย รัฐต้องลดระบบโครงสร้างที่จับผิด ลดอำนาจของผู้บริหารมาให้ครู ลดอำนาจของครูมาให้นักเรียน เพิ่มอำนาจให้ประชาชนทำงานร่วมกัน”</p>
</blockquote><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-unlock-bangkok-040422/">“สร้างพื้นที่แห่งความหวัง” แหล่งเรียนรู้ของเด็กทุกชุมชนที่เข้าถึงง่ายและตอบโจทย์ความหลากหลาย จากการทำงานกว่า 10 ปีของ “ครูอ๋อมแอ๋ม”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“เปิดบ้านปันยิ้ม&#8221; CI เพื่อแม่และเด็ก พร้อมยกระดับศูนย์ savekidscovids19 รับมือเด็กติดเชื้อเพิ่มหลังสงกรานต์</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-savekidscovids19-300322/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 30 Mar 2022 11:49:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[ศิริพร พรมวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[Wongnai]]></category>
		<category><![CDATA[คลองเตยดีจัง]]></category>
		<category><![CDATA[กรมสุขภาพจิต]]></category>
		<category><![CDATA[กรมกิจการเด็กและเยาวชน]]></category>
		<category><![CDATA[อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี]]></category>
		<category><![CDATA[จตุพร โรจนพานิช]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์ประสานงานช่วยเหลือเด็กและครอบครัวในสถานการณ์โควิด-19]]></category>
		<category><![CDATA[พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์]]></category>
		<category><![CDATA[อดิศัย ภัตตาตั้ง]]></category>
		<category><![CDATA[คยองซัน คิม]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[LINE MAN]]></category>
		<category><![CDATA[savekidscovid19]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวง พม.]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์ช่วยเหลือสังคม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=53800</guid>

					<description><![CDATA[<p>กรมกิจการเด็กฯ กสศ. กรมสุขภาพจิต ยูนิเซฟ&#160; รพ.เด็ก  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-savekidscovids19-300322/">“เปิดบ้านปันยิ้ม” CI เพื่อแม่และเด็ก พร้อมยกระดับศูนย์ savekidscovids19 รับมือเด็กติดเชื้อเพิ่มหลังสงกรานต์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กรมกิจการเด็กฯ กสศ. กรมสุขภาพจิต ยูนิเซฟ&nbsp; รพ.เด็ก กทม. และคลองเตยดีจัง&nbsp; เดินหน้าระบบดูแลช่วยเหลือกลุ่มเด็กเปราะบาง ร่วมมือ Line Official “savekidscovid19” โทร 1300</strong></p>



<p><strong>เข้าถึงบริการทุกด้านไร้รอยต่อ ตลอด24 ชั่วโมง</strong></p>



<p>เมื่อวันพุธที่ 30 มีนาคม 2565 ที่ศูนย์ประสานงานช่วยเหลือเด็กและครอบครัวในสถานการณ์โควิด” หรือ #savekidscovid19 ความร่วมมือระหว่าง กรมกิจการเด็กและเยาวชน กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</p>



<p>กรมสุขภาพจิต องค์การยูนิเซฟประเทศไทย กรุงเทพมหานคร และคลองเตยดีจัง&nbsp; “เปิด&#8221; บ้านปันยิ้ม&nbsp; CI เพื่อแม่และเด็ก และระบบดูแลช่วยเหลือกลุ่มเด็กเปราะบางในวิกฤตโควิด-19&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c67688"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/จตุพร-โรจนพานิช-.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน </strong>กล่าวว่า การแพร่ระบาดของสายพันธุ์โอมิครอน ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2564 ถึงปัจจุบัน เป็นสายพันธุ์ที่ติดเชื้อได้ง่ายทำให้มีจำนวนเด็กติดเชื้อเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก ภายในเพียง 4 เดือน</p>



<p>มีเด็กติดเชื้อรวม 234,790 คน (เทียบกับเดลต้า 11 เดือน มีเด็กติดเชื้อ 297,110) แบ่งเป็น กทม. 27,156 คน และส่วนภูมิภาค 207,634 คน โดยจังหวัดที่มีเด็กติดเชื้อเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร มีมากกว่าวันละ 400 คน และในส่วนภูมิภาคจังหวัดที่มีเด็กติดเชื้อรายวันมากกว่าวันละ 100 คน ได้แก่ สมุทรปราการ นครศรีธรรมราช นนทบุรี ชลบุรี สงขลา และนครราชสีมา<strong> </strong>โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 เป็นเดือนที่มีเด็กติดเชื้อเพิ่มขึ้นสูงสุดถึงวันละประมาณ 4,000 &#8211; 5,000 คน และลดลงในเดือนมีนาคม แต่ก็ยังมีสถิติที่ค่อนข้างสูงเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าวันละ 3,500 คน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1dd27f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/05-บ้านปันยิ้ม-10.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p> &nbsp; <strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong></p>



<p>นางจตุพร กล่าวว่า แม้ผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อฯ ในภาพรวมไม่สูงมาก แต่ปัญหาสำคัญคือ เด็กจำนวนไม่น้อยยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน เมื่อเด็กหรือครอบครัวป่วย จำเป็นต้องมีพื้นที่ปลอดภัยและเข้าถึงระบบการรักษา ซึ่งการดูแลปกป้องคุ้มครองไม่สามารถดำเนินการได้โดยหน่วยงานเดียว&nbsp; จึงมีความร่วมมือกันของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา&nbsp; กรมสุขภาพจิต&nbsp; องค์การยูนิเซฟประเทศไทย <strong>ดำเนินงาน “ศูนย์ประสานงานช่วยเหลือเด็กและครอบครัวในสถานการณ์โควิด-19” หรือ #savekidscovid19</strong></p>



<p>“savekidscovid19 เป็นศูนย์ประสานและส่งต่อเพื่อเด็กกลุ่มเปราะบางไม่ว่าจะเป็นการให้คำแนะนำกรณีกักตัวที่บ้าน Home Isolation การส่งยา การประสานหาเตียง การคัดกรองเชิงรุก การปฐมพยาบาลเยียวยาจิตสังคม การแสวงหาอาสาสมัครดูแลเด็กและครอบครัวอาสาสมัคร&nbsp; และการจัดให้มีศูนย์พักคอยเพื่อแม่และเด็ก “บ้านปันยิ้ม” เพื่อให้เด็กได้รับการดูแล คุ้มครอง ฟื้นฟู เยียวยา ในทุกมิติ จุดเน้นสำคัญคือความพยายามให้เด็กได้รับการดูแลโดยครอบครัวให้มากที่สุด” นางจตุพร กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6c435a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/ไกรยส-ภัทราวาท-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ด้าน<strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</strong> กล่าวว่า ยอดรวมจำนวนเด็กติดเชื้อ COVID-19 สะสมจาก ศบค. ตั้งแต่ ม.ค. 64 – มี.ค. 65 สูงกว่า 521,393 คน ใกล้เคียงกับจำนวนเด็กไทยเกิดทั้งปี 2564 ที่ผ่านมาซึ่งมีเด็กเกิดจำนวน 544,570 คน ต้องจับตา 3 เดือนอันตราย การระบาดอาจเพิ่มสูงขึ้นในช่วงสงกรานต์ ถึงเปิดเทอมปี 2565 จึงต้องมีการระดมความร่วมมือเพื่อยกระดับการเตรียมความพร้อมในทุกมิติจากทุกภาคส่วน</p>



<p>โดยจากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยเด็กจำนวน 200 คน&nbsp; ในพื้นที่ 29 จังหวัด และกรุงเทพฯ (ข้อมูลระหว่างวันที่ 15 กันยายน 2564 – 1 กุมภาพันธ์ 2565) พบว่าร้อยละ 27 มีสภาพปัญหาที่มีความซับซ้อนมากกว่าหนึ่งปัญหา ต้องได้รับความช่วยเหลือเร่งด่วน เช่น มีปัญหาสุขภาพเรื้อรัง มีสภาวะเครียด และครอบครัวยากจน จนเด็กเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา ขณะที่ร้อยละ 73 มีแนวโน้มหลุดจากระบบการศึกษา ต้องการได้รับความช่วยเหลือทั้งด้านทุนการศึกษาและอุปกรณ์ทางการเรียน &nbsp; ความร่วมมือครั้งนี้จะนำมาสู่ระบบคุ้มครองทางสังคมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทั้งมิติสุขภาพกาย จิตใจ สังคมและการป้องกันไม่ให้หลุดจากระบบการศึกษา ให้แก่เด็กกลุ่มเปราะบางจากครัวเรือนยากจน ยากจนพิเศษ และกลุ่มด้อยโอกาส&nbsp; โดยอาศัยความร่วมมือจากชุมชน และครูอาสาเพื่อสำรวจเด็กหลุดนอกระบบการศึกษาให้ได้รับวัคซีนไม่มีใครตกหล่น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a043e3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/อัมพร-เบญจพลพิทักษ์-.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์  อธิบดีกรมสุขภาพจิต</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์&nbsp; อธิบดีกรมสุขภาพจิต</strong> กล่าวว่า เรากำลังสร้างพื้นที่เอื้อให้เด็กกลุ่มเปราะบางและคุณแม่ได้รับการดูแลเป็นพิเศษ&nbsp; ในเวลาปกติลำพังการเลี้ยงดูก็มีความยากลำบาก เมื่อถูกซ้ำเติมด้วยการเจ็บป่วย ด้วยโรคที่ถูกสังคมมองว่าน่ากลัว ทุกหน่วยงานต้องทำลายข้อจำกัดร่วมกัน เด็ก ๆ จำนวนมากอาจตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก ดังนั้นผู้ใหญ่ต้องอยู่ในสภาพอารมณ์ที่เป็นต้นแบบ&nbsp; ให้ตระหนักปัญหาโรคแต่อย่าตระหนก &nbsp; จากประสบการณ์ให้การปรึกษา เด็ก ๆ ที่ศูนย์พักคอยพบว่า ผู้ป่วยเด็กมักมีความเครียด และกังวลเกี่ยวกับการติดเชื้อ และการเรียนออนไลน์&nbsp;&nbsp;</p>



<p>กรมสุขภาพจิตสนับสนุนการวางแผนช่วยเหลือ ปฐมพยาบาลทางจิตใจ รักษาและฟื้นฟูสภาพจิตใจให้แก่เด็กที่ได้รับผลกระทบรายบุคคล ผ่านการบูรณาการระบบสารสนเทศเพื่อการคุ้มครองเด็ก (Child Protection and Information System : CPIS)&nbsp; เพื่อสร้างกลไกการส่งต่อเด็กและครอบครัวเข้าสู่ระบบบริการทางสุขภาพจิตทั่วประเทศในรูปแบบ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8f7225"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/05-บ้านปันยิ้ม-12.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>1 บ้านพักเด็กและครอบครัว กับ 1 โรงพยาบาลสังกัดกรมสุขภาพจิต</p>



<p>“ในวิกฤตโควิดเด็กมีความเสี่ยงทางจิตใจในหลายด้านไม่ว่าจะเป็น ความหวาดกลัวต่อการแยกจากครอบครัวหรือผู้ดูแล ความหวาดกลัวต่อการสูญเสียคนที่รัก การไม่ได้เล่นหรือพบเพื่อนๆ การไม่ได้ทำกิจกรรมยามว่าง เช่น สนามเด็กเล่น สนามกีฬา&nbsp; หรือถูกกีดกัน ถูกรังเกียจจากเพื่อนหรือชุมชน&nbsp; ดังนั้นการปฐมพยาบาลทางจิตใจให้แก่เด็ก ๆ จึงมีความสำคัญอย่างมาก โดยควรมีกิจกรรมเพื่อสร้างสัมพันธภาพระหว่างเด็กให้คลายความเหงาและความกังวล&nbsp;</p>



<p>และส่งเสริมพัฒนาการเด็กในด้านต่าง ๆ ให้เป็นไปตามช่วงวัย แม้จะยังอยู่ในโรงพยาบาลสนามหรือศูนย์พักคอย” อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-49d1fd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/a-2.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายแพทย์อดิศัย ภัตตาตั้ง ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายแพทย์อดิศัย ภัตตาตั้ง ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี</strong> กล่าวว่า ผู้ป่วยเด็กส่วนใหญ่ร้อยละ 90 มีอาการน้อยหรือไม่มีอาการ&nbsp; การรักษาแบบ Home Isolation หรือ Community Isolation&nbsp; จึงเป็นทางออก เพื่อลดการส่งผู้ป่วยเด็กเข้าโรงพยาบาล ไม่ให้จำนวนเตียงมีปัญหาสำหรับผู้ป่วยอาการหนักสีเหลือง สีแดง และยังช่วยให้เด็กได้อยู่กับพ่อแม่ซึ่งเป็นส่วนสำคัญทำให้เด็กหายเร็วขึ้น โดยสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี เน้นดูแลผู้ป่วยเด็กสีเหลืองขึ้นไป&nbsp; และยังเป็นโรงพยาบาลคู่ขนานให้กับศูนย์พักคอยแม่และเด็ก บ้านปันยิ้ม ซึ่งที่ผ่านมามีผู้ป่วยเด็กจากศูนย์พักคอยฯเพียงแค่ 10% ที่มีอาการมากขึ้นจนต่อส่งต่อมารักษาที่โรงพยาบาล การทำงานรูปแบบบูรณาการเพื่อดูแลเด็กทุกมิติแบบนี้ ไม่ควรหยุดเพียงแค่ความร่วมมือสำหรับวิกฤตโรคโควิด-19&nbsp; แต่ควรเป็นกลไกบูรณาการระบบช่วยเหลือสำหรับทุกโรคในเด็ก เพราะเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า ควรได้รับการดูแลอย่างเสมอภาค</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-212ed7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/คยองซัน-คิม-.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นางคยองซัน คิม ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นางคยองซัน คิม ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย</strong>&nbsp; กล่าวว่า&nbsp; ในสถานการณ์ที่จำนวนเด็กติดเชื้อกำลังเพิ่มอย่างต่อเนื่องจำเป็นต้องมีมาตรการและกลไกปฏิบัติที่เหมาะสม&nbsp; ยูนิเซฟพร้อมสนับสนุนด้านเทคนิควิธีการเพื่อให้กลไกต่างๆเป็นไปตามมาตรฐานนานาชาติ สิ่งที่ดีที่สุดคือ การให้เด็กอยู่กับครอบครัวมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้&nbsp; ไม่ว่าในช่วงการกักตัว และการรักษา ต้องคำนึงว่าสำหรับเด็กที่ติดเชื้อหรือได้รับผลกระทบ การถูกแยกจากครอบครัว จะเป็นการซ้ำเติม ให้เด็กเกิดความเครียดความกังวล หวาดกลัว&nbsp; อาจถูกละเลยทอดทิ้ง เผชิญความรุนแรง&nbsp; อย่างไรก็ตาม</p>



<p>บางครอบครัวที่อยู่รวมกันในห้องเล็ก ๆ การมีศูนย์กักตัวในชุมชน ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ได้รับการอบรม มีความพร้อมในการดูแลเด็กได้อย่างเหมาะสมย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ดังนั้นการจัดบริการที่ครอบคลุมหลากหลายเพื่อให้เด็กได้รับการดูแลตามบริบทของพื้นที่&nbsp; จะช่วยลดผลกระทบเชิงลบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยแนวทางของศูนย์พักคอยเพื่อแม่และเด็ก ”บ้านปันยิ้ม” จะเป็นตัวอย่างเพื่อให้พื้นที่อื่น ๆ นำไปขยายผลได้&nbsp;&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-89e219"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/ศิริพร-พรมวงศ์-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นางสาวศิริพร พรมวงศ์ ผู้จัดการโครงการคลองเตยดีจัง</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นางสาวศิริพร พรมวงศ์ ผู้จัดการโครงการคลองเตยดีจัง</strong> กล่าวว่า&nbsp; ส่วนใหญ่พ่อแม่กังวลสูง เมื่อลูกติดเชื้อ ดังนั้น ศูนย์ฯจึงจัดให้มีหน่วยบริการเชิงรุกในชุมชน&nbsp; และอบรมอาสาสมัครเยาวชนเป็น case manager&nbsp; ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับคุณหมอ&nbsp; สื่อสารความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับชุมชนเปลี่ยนพ่อแม่ให้เป็นหมอ สำหรับศูนย์พักคอยเพื่อแม่และเด็ก “บ้านปันยิ้ม” เราพยายามออกแบบระบบที่เป็นมิตรกับเด็ก โดยเป้าหมายคือการเป็นพื้นที่รองรับเด็กกลุ่มเปราะบาง มีบรรยากาศผ่อนคลาย มีห้องสมุดที่มีหนังสือนิทาน การ์ตูน มีของเล่น มีกิจกรรมเล่นเกมส์ ออกกำลังกาย เป็นพื้นที่ที่เด็ก ๆ จะได้รู้จักและดูแลกัน เหมือนมาเข้าค่ายรู้จักเพื่อนใหม่ ได้รับการดูแลอย่างอบอุ่น และเมื่อถึงวันที่กลับออกไป สิ่งที่เขาจะนำติดตัวไปด้วยก็จะเป็นความทรงจำที่ดีและประสบการณ์ประทับใจ&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a13ca3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/อิสริยะ-ไพรีพ่ายฤทธิ์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายสาธารณะ<br>และรัฐกิจสัมพันธ์ LINE MAN Wongnai</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายสาธารณะและรัฐกิจสัมพันธ์ LINE MAN Wongnai</strong> กล่าวถึงความร่วมมือของภาคเอกชนในครั้งนี้ที่จะเข้ามามีบทบาทในฐานะธุรกิจผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ ซึ่งสามารถนำจุดแข็งที่มีผู้ให้บริการไรเดอร์กระจายอยู่ในทุกพื้นที่เข้ามาสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานด่านหน้า ที่แต่เดิมมีปัญหาในการกระจายยาไปยังผู้ป่วยที่แยกกักตัวที่บ้าน (Home Isolation) หรือกักตัวในศูนย์โควิดชุมชนระดับอำเภอ (Community Isolation ) โดยสนับสนุนในการส่งยา ส่งอาหาร และส่งเครื่องมือการแพทย์ไปยังผู้ป่วย ซึ่งจะช่วยเติบเต็มการดำเนินงานของโครงการอย่างไร้รอยต่อ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5d8c8f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/05-บ้านปันยิ้ม-11.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>สำหรับ “ศูนย์ประสานงานช่วยเหลือเด็กและครอบครัวในสถานการณ์โควิด-19”&nbsp; ประชาชนสามารถแจ้งเหตุผ่านสายด่วน 1300 ศูนย์ช่วยเหลือสังคม กระทรวง พม. Line Official “savekidscovid19” แอปพลิเคชันคุ้มครองเด็ก และบ้านพักเด็กและครอบครัว 77 จังหวัด ตลอด 24 ชั่วโมง หรือโทรศัพท์ 065 506 9574 และ 065 506 9352 ระหว่างเวลา 09.00 – 17.00 น.</strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-savekidscovids19-300322/">“เปิดบ้านปันยิ้ม” CI เพื่อแม่และเด็ก พร้อมยกระดับศูนย์ savekidscovids19 รับมือเด็กติดเชื้อเพิ่มหลังสงกรานต์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ฟังเสียงประชาชน กทม.ต้องปลดล็อกออกแบบการศึกษาเอง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-260322/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 26 Mar 2022 04:49:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ]]></category>
		<category><![CDATA[ศิริพร พรมวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการคลองเตยดีจัง]]></category>
		<category><![CDATA[กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ]]></category>
		<category><![CDATA[วสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชนคลองเตย]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ปลดล็อกกรุงเทพ]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[เชาวลิต สาดสมัย]]></category>
		<category><![CDATA[น.ต.ศิธา ธิวารี]]></category>
		<category><![CDATA[น.ส.รสนา โตสิตระกูล]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=53530</guid>

					<description><![CDATA[<p>ภาคีด้านการศึกษาและภาคประชาชนระดมข้อเสนอเพื่อปลดล็อกกรุ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-260322/">ฟังเสียงประชาชน กทม.ต้องปลดล็อกออกแบบการศึกษาเอง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong><strong>ภาคีด้านการศึกษาและภาคประชาชนระดมข้อเสนอเพื่อปลดล็อกกรุงเทพฯ จากเมืองหลวงที่มีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา แนะใช้การบริหารจังหวัดปกครองพิเศษสร้างอิสระออกแบบการศึกษาของตนเอง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของเด็กที่หลากหลาย พร้อมสร้างพื้นที่การเรียนรู้และพัฒนาศูนย์เด็กเล็กให้เข้าถึงทุกชุมชน</strong></strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-96e0cd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/a1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<ul><li>กรุงเทพมหานครเมืองหลวงที่มีตั้งแต่โรงเรียนค่าเทอมหลักล้าน แต่ในช่วงเรียนออนไลน์ยังมีครอบครัวเด็กยากจนที่เข้าไม่ถึงแม้กระทั่งไฟฟ้าหรือสาธารณูปโภคเบื้องต้น&nbsp;</li><li>เด็กปฐมวัยคือเวลาทองในการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ที่แข็งแรง แต่ศูนย์ดูแลเด็กเล็กกลับไม่มีทุกเขตหลักสูตรไม่มีคุณภาพ และไม่มีสวัสดิการดูแลครูที่เหมาะสม</li><li>สนามบาสของเด็กในชุมชนคลองเตย 4 ชุมชนถูกยุบไป 1 แห่งเพื่อเป็นพื้นที่ของเสาโฆษณา ตอกย้ำปัญหาพื้นที่การเรียนรู้ของเด็กที่มีอยู่อย่างจำกัด และไม่เคยได้รับการสนับสนุนงบประมาณที่เพียงพอ</li><li>ไม่เพียงปลดล็อกแต่ต้องปลดแอกการศึกษาของ กทม.ให้เป็นอิสระจากกรอบของกระทรวงศึกษาธิการ โดยใช้ข้อได้เปรียบที่เป็นเขตการปกครองพิเศษในออกแบบการศึกษาของตัวเองได้</li><li>สร้างพื้นที่การเรียนรู้ของเด็กให้เข้าถึงทุกเขต ทุกชุมชน มีกิจกรรมที่ยืดหยุ่นหลากหลาย เพื่อตอบโจทย์เด็กทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย</li></ul>



<p><strong>กรุงเทพมหานคร 26 มีนาคม 2565</strong> &#8211; กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ. ร่วมกับ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา, OKMD, ภาคีด้านการศึกษา และไทยพีบีเอส จัดเวทีเวทีระดมข้อเสนอแก้ปัญหาด้านการศึกษา ครั้งที่ 1 โดยสะท้อนปัญหาและเสนอนโยบายผ่านหัวข้อ&nbsp; กรุงเทพ : เมืองแห่งความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพื่อปลดล็อกกรุงเทพฯ ให้มีการศึกษาที่ทั่วถึงแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างยั่งยืน</p>



<p>ทั้งนี้ผู้ร่วมเสวนาทั้งภาคีด้านการศึกษา ภาคประชาชน และว่าที่ผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม. สนับสนุนให้กรุงเทพฯใช้การบริหารรูปแบบการปกครองพิเศษเพื่อจัดการศึกษาด้วยตนเองอย่างอิสระ ซึ่งจะตอบโจทย์เด็กทุกกลุ่มที่มีความหลากหลาย อีกทั้งเร่งแก้ไขให้ทุกโรงเรียนมีมาตรฐานทัดเทียมกัน และสร้างพื้นที่การเรียนรู้รวมทั้งศูนย์เด็กเล็กกระจายให้ครบทั้ง 50 เขต</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5a1baa"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/ภูมิศรัณย์-ทองเลี่ยมนาค.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค รักษาการผู้อำนวยการ วสศ.<br>และนักเศรษฐศาสตร์การศึกษา</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค รักษาการผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.) และนักเศรษฐศาสตร์การศึกษา</strong> กล่าวว่า เมืองใหญ่ทั่วไปมักมีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามายาวนาน เพราะเมื่อมีภาวะทางเศรษฐกิจพ่อแม่มักย้ายถิ่นฐานจากบ้านเกิดมาเมืองใหญ่ หรือพอเกิดวิกฤติโควิด-19 ที่ต้องย้ายกลับถิ่นฐานก็ส่งผลกระทบต่อการศึกษาของเด็ก โดยเฉพาะในกรุงเทพ ฯ ที่ภายในเมืองเดียวจะเห็นตั้งแต่โรงเรียนที่มีคุณภาพสูงมาก ไปจนถึงโรงเรียนในชุมชนยากจนที่ขาดแคลนทรัพยากร ก็ยิ่งฉายภาพความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่เข้มข้น&nbsp;</p>



<p>โดยการกำหนดของสภาพัฒน์ระบุครอบครัวของเด็กยากจนทั้งประเทศมีรายได้ต่ำกว่า 2,762 บาทต่อคนต่อเดือน แต่ว่าครอบครัวนักเรียนยากจนในกรุงเทพ ฯ มีรายได้เพียง 1,964 บาทต่อคนต่อเดือน <strong>ดังนั้นเด็กยากจนของกรุงเทพฯ จนกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศ หรือต่ำกว่าเส้นความยากจนที่สภาพัฒน์ระบุไว้เสียอีก </strong>เด็กเหล่านี้มีความเสี่ยงสูงที่จะหลุดจากระบบการศึกษา โดยเฉพาะช่วงโควิด-19 ที่ต้องออกไปช่วยครอบครัวหารายได้ และยังพบปัญหาด้านสภาพจิตใจที่ไม่มีความสุขจากการเรียน เป็นความกดดัน ความเครียด และพบตัวเลขเด็กฆ่าตัวตายสูงขึ้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-30ea26"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/a2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ในกรุงเทพฯที่คิดว่าเด็กจะเข้าถึงเครื่องมืออุปกรณ์ทางการศึกษา แต่จากการลงพื้นที่สำรวจเด็กยากจนพิเศษ 1,408 คน มี 4% ที่ยังใช้น้ำบาดาล, 59% ไม่มีโทรทัศน์ , ในช่วงเรียนออนไลน์ที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์มีเด็กยากจนพิเศษแค่ 7 คนที่มีคอมพิวเตอร์ และยังมีเด็ก1.7% ที่ไม่มีไฟฟ้า” ดร.ภูมิศรัณย์ กล่าว</p>



<p>โดย ดร.ภูมิศรัณย์ได้เสนอวิธีแก้ปัญหาด้วยการใช้กลไกเชิงพื้นที่ (Area-based Education: ABE) โมเดลจังหวัดจัดการเรียนรู้ตนเองที่เชื่อมโยงเครือข่ายภาคเอกชน และภาคประชาชนเพื่อพัฒนาพื้นที่นำร่องการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งหลายจังหวัดที่มีขนาดใกล้เคียงกรุงเทพมหานครทำแล้วมีประสิทธิภาพในการนำเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้จริง</p>



<p>“การทำงานของกรุงเทพฯในด้านการศึกษา นอกจากทำงานเพื่อเด็กกลุ่มกระแสหลักแล้วก็ต้องดูแลเด็กที่ยากลำบาก เด็กยากจนในชุมชนแออัด และเด็กชายขอบที่ถูกมองข้ามด้วย เพราะเด็กเหล่านี้เป็นตัวแปรสำคัญของความมั่นคงยั่งยืนในกรุงเทพฯ เพื่อให้ทั้งองคาพยพในเมืองหลวงแห่งนี้เดินไปด้วยกันได้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e8fc6f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/สมพงษ์-จิตระดับ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ<br>ในคณะกรรมการบริหาร กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา </strong>กล่าวว่าสภาพความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยขณะนี้เป็นอันดับ 1 ของโลก โดยในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพ ฯ จะพบครอบครัวเด็กยากจน 15 กลุ่ม ที่มีตั้งแต่แรงงานเด็ก เด็กในชุมชนแออัด แม่วัยใส หรือเด็กชาติพันธุ์ พวกเขาเหล่านี้มีภาวะเสี่ยงออกนอกระบบการศึกษา ยิ่งไปกว่านั้นระบบการศึกษาไทยที่มุ่งเน้นการสร้างเด็กให้มีความเป็นเลิศทางการศึกษา หรือการศึกษาที่ตรงตามคุณภาพมาตรฐานยิ่งทำให้เด็กเหล่านี้ไม่มีที่ยืนสำหรับการศึกษาในระบบ และเมื่ออกไปแล้วก็กลายเป็นแรงงานที่ไม่มีคุณภาพ</p>



<p>“ไปคุยกับเด็กเล็ก ๆ ในชุมชนเขาบอกว่าโตขึ้นอยากเป็นโจร ต้องยอมรับว่าระบบการศึกษาไทยทำให้เกิดลู่การศึกษาสำหรับเด็กแค่กลุ่มหนึ่ง จนมีเด็กหลังห้อง เด็กผู้แพ้ และออกนอกระบบการศึกษาไป ซึ่งพบว่าเด็กที่ออกกลางคัน 50,000 คน มีกว่า 25,000คนหรือครึ่งนึงที่ถูกดำเนินคดีและเข้าสถานพินิจ หนึ่งในสาเหตุคือการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการที่ไปครอบงำทั้งหมดในโรงเรียนของกทม. ” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6078af"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/a3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ทำให้ข้อเสนอของศ.ดร.สมพงษ์ จึงเห็นว่ากรุงเทพฯควรใช้ศักยภาพที่เป็นเมืองปกครองพิเศษออกแบบการศึกษาของตนเอง มีความเป็นอิสระและไม่ต้องยึดติดกับแนวทางของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยความเด็ดขาดของผู้ว่าราชการจังหวัดที่กำลังจะถูกเลือกตั้งเข้ามาในอนาคตด้วย&nbsp;</p>



<p>ทั้งนี้ ศ.ดร.สมพงษ์ ยังย้ำถึงความสำคัญของการสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่ต้องรองรับเด็กที่มีความหลากหลายแตกต่าง ซึ่งพื้นที่นี้จะเป็นเครื่องมือที่เข้าไปเยียวยาและส่งเสริมการเรียนรู้ให้เด็กมีพัฒนาการตามวัย แต่จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้ายังถูกกดทับด้วยระบบอำนาจหรือกฎเกณฑ์มาตรฐานการศึกษาตามแบบของกระทรวงศึกษาธิการ&nbsp;</p>



<p>“ปิดเทอมนี้จะมีเด็กหลุดออกจากการศึกษาเป็นจำนวนมาก เราต้องสร้างแต้มต่อให้เด็กที่มีความเสี่ยงเหล่านี้ ดังนั้นการศึกษาของกรุงเทพฯต้องแตกต่างและมีลู่เป็นของตัวเอง ไม่ใช่ลู่เดียวแต่ต้องตอบโจทย์เด็กแต่ละคนได้ อาจจะตั้งโจทย์ให้เด็กมีงานทำ แต่ปัญหาคือเราก็ยังไม่กล้าออกจากวังวนการศึกษาของชาติ&nbsp; ดังนั้นต้องปลดแอกโดยการแยกตนเองออกมาเป็นอิสระจากกระทรวงศึกษาธิการ ”&nbsp; ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-90bd60"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/สมสิริ-รุ่งอมรรัตน์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.สมสิริ รุ่งอมรรัตน์ รองคณบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพ<br>คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รศ.ดร.สมสิริ รุ่งอมรรัตน์ รองคณบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล</strong> กล่าวว่า การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำต้องทำตั้งแต่ต้นทางการศึกษา เพราะทุกคนรู้ดีว่าการศึกษาเด็กปฐมวัย (วัยแรกเกิด-6 ปี) เป็นเวลาทองสำหรับพัฒนาการของเด็กที่จะส่งผลต่อการเติบโตในอนาคต ซึ่งพบว่าศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนทั้ง 290 แห่ง มีไม่ครบทุกเขต รวมทั้งการประเมินคุณภาพจากหน่วยงานภายนอกที่ให้ความสำคัญกับเรื่องการจัดประสบการณ์ทางการเรียนรู้ ได้ทำการประเมินพบว่ามีเพียง 20% อยู่ในระดับดีมาก และกว่า 50% อยู่ในระดับปานกลางไปจนถึงปรับปรุงเร่งด่วน ซึ่งการประเมินนี้แตกต่างจากที่ กทม.ประเมินเองอย่างมาก</p>



<p>รศ.ดร.สมสิริ กล่าวต่อว่าศูนย์เหล่านี้พบปัญหาในด้านหลักสูตรที่มีการจัดการเรียนรู้แบบเดิมมาเป็นเวลาหลายปี ส่วนใหญ่เน้นการดูแลทางกายภาพแต่ไม่ส่งเสริมพัฒนาการตามวัย ที่สำคัญบุคลาการที่มาเป็นครูในศูนย์เด็กเล็กมีเพียง 15% ที่จบปริญญาตรีด้านปฐมวัย แต่ส่วนใหญ่จบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีค่าจ้างแค่ 7,000 บาท ส่วนปริญญาตรีอยู่ที่ 15,000 บาท และมักพบปัญหาเงินเดือนออกไม่ตามเวลา, ไม่จ่ายค่าจ้างเมื่อหยุดงาน และไม่เคยขึ้นเงินเดือนตลอดอายุการทำงาน ทั้งนี้ในศูนย์ยังมีปัญหาเรื่องการจัดเก็บฐานข้อมูล ที่จัดเก็บไม่เป็นระบบและไม่ส่งต่อไปยังผู้ปกครองหรือโรงเรียนใหม่</p>



<p>ข้อเสนอของ รศ.ดร.สมสิริในการจัดการศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนเห็นว่าควรถ่ายโอนให้ไปอยู่ในความดูแลของสำนักงานเขต กทม.โดยเริ่มจากศูนย์ที่มีความพร้อม วางแผนค่อย ๆ ทำในระยะยาว 3-5 ปี, ค่าตอบแทนของครูที่ทำให้มีความสุขมีสวัสดิการที่ดี และให้ครูมีความภาคภูมิใจในการทำงาน ส่วนสุดท้ายคือฐานข้อมูลทั้งด้านพัฒนาการและสุขภาพของเด็กต้องถูกส่งต่อไปใช้ประโยชน์ และแปลงเป็นข้อมูลที่เข้าใจง่าย</p>



<p>“ฝากถึงผู้ว่า กทม.ให้นึกถึงว่าตัวเองเป็นพ่อแม่ที่มีลูกเป็นเด็ก 3 คน โรงเรียนรัฐ &#8211; เอกชน&nbsp; &#8211; กทม. ว่าจะทำอย่างไรให้ลูกทั้ง 3 คนนี้ที่มีความหลากหลายมีการศึกษาได้เท่ากัน และต้องทำงานร่วมมือกับคนที่ทำงานในพื้นที่ให้มากขึ้นด้วย” รศ.ดร.สมสิริ กล่าวทิ้งท้าย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-00e8bf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/ศิริพร-พรมวงศ์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศิริพร พรมวงศ์ ผู้จัดการโครงการคลองเตยดีจัง</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ด้านประสบการณ์ของคนทำงานในพื้นที่อย่าง <strong>&#8220;ครูอ๋อมแอ๋ม&#8221; ศิริพร พรมวงศ์ ผู้จัดการโครงการคลองเตยดีจัง</strong> กล่าวว่าแต่เดิมตนเคยทำงานกับเด็กในช่วงประถมศึกษาตอนปลายจนถึงมัธยมศึกษาตอนต้น ทำให้เห็นว่าการปลูกฝังเด็กได้จริงต้องเริ่มตั้งแต่เด็กเล็ก แต่ในศูนย์เด็กเล็กของชุมชนกลับไม่มีบุคคลากรที่มีคุณภาพมาทำงาน ซึ่งครูอ๋อมแอ๋มเห็นว่าเด็กช่วงนี้ต้องเป็นส่ิงที่รัฐควรให้การสนับสนุนมากที่สุด</p>



<p>“เด็กอยากเป็นโจร เด็กทำบทบาทสมมติเล่นขายประเวณี มีแม่เล้าเป็นเด็ก 6 ขวบ เด็กไม่รู้ว่าคือการเล่นอะไร แต่เขารับรู้จากวิถีชุมชนจากการเล่าของครอบครัวที่เด็กซึมซับโดยไม่รู้ตัว เรากำลังทำกิจกรรมวาดรูปกับเด็ก เขาเห็นพ่อถูกตำรวจจับขึ้นรถมอเตอร์ไซต์แต่เด็กกลับเฉย ๆ และระบายสีต่อ เพราะเป็นเรื่องเคยชินของพวกเขา”</p>



<p>ครูอ๋อมแอ๋มเล่าว่าเด็กยากจนมักพบปัญหาตั้งแต่ในครอบครัว เช่น มียายติดเตียง แม่ติดยา ทำให้พออายุ 15 ปี ก็ต้องออกจากระบบการศึกษา ซึ่งจากการทำงานของตนกับเด็ก 100 กว่าคน พบว่ามีเพียง 1 คนเท่านั้นที่เรียนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย ทำให้เด็กที่เรียนดีแค่ไหนหรืออยากเรียนต่อขนาดไหนก็ไม่สามารถทนต่อความยากจนนี้ได้ แม้กระทั่งหลักสูตรการศึกษาเองก็เป็นอุปสรรคเพราะมีสิ่งที่ไม่จำเป็นหรือไม่ส่งเสริมทักษะที่พวกสามารถนำมาใช้ได้ในชีวิตจริง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cb943a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/a4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ตอนแรกเราแก้ปัญหาด้วยการผลักเด็กให้กลับเข้าไปในระบบ แต่สุดท้ายเด็กก็ออกมาอีกเพราะเขาไม่มีความสุข เราเลยจดทะเบียนโรงเรียนเอง เพราะฉะนั้นรัฐน่าจะเปิดโอกาสให้คนทั่วไปสามารถจัดการศึกษาได้เองและสนับสนุนงบประมาณ แต่กลับพบว่าแม้กฎหมายเปิดให้มีศูนย์การเรียนได้มานานแล้ว แต่รัฐไม่มีเงินอุดหนุนการจัดการศึกษาเหล่านี้”</p>



<p>ข้อเสนอของครูอ๋อมแอ๋มคือรัฐต้องสร้างพื้นที่การเรียนรู้ของเด็กที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ความหลากหลายของเด็ก ทั้งนี้รัฐเองควรดึงทุกภาคส่วนมาทำงานในพื้นที่ สร้างความร่วมมือกับประชาชน ภาคเอกชน และสนับสนุนในด้านงบประมาณ</p>



<p><strong>“เราตอบคำถามเด็กไม่ได้ว่าทำไมสนามบาสของเขาถึงสำคัญน้อยกว่าเสาโฆษณา”</strong></p>



<p>ครูอ๋อมแอ๋มเล่าทิ้งท้ายว่าแม้มีความพยายามของประชาชนในชุนชนเพื่อสร้างพื้นที่การเรียนรู้ในชุมชนของเขาเอง โดยการขอพื้นที่รกร้างในกทม.มาใช้ แต่มักถูกปฏิเสธ แม้กระทั่งสนามบาสในชุมชนคลองเตยก็ถูกยุบไป 1 แห่งเพื่อเป็นที่ตั้งเสาโฆษณา เพราะฉะนั้นการที่เด็กไม่มีพื้นที่เขาก็สร้างพื้นที่ตนเองอย่างร้านเกม หรือรวมตัวหลังชุมชนต้มน้ำกระท่อม ดังนั้นพื้นที่การเรียนรู้ของเด็กจึงควรถูกสนับสนุนและมีทุกชุมชน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-187b43"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/เชาวลิต-สาดสมัย.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">เชาวลิต สาดสมัย ครูอาสาของเด็กยากจน</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ไม่ต่างจากการทำงานของ <strong>&#8220;ครูเชาว์&#8221; เชาวลิต สาดสมัย ครูอาสาของเด็กยากจน </strong>ที่ทำงานกับศูนย์สร้างโอกาสทั้ง 7 แห่งในกรุงเทพมหานคร เขาเล่าในฐานะของคนที่ทำงานในพื้นที่มาตลอด 15 ปี ทุก 7 วัน พบว่าหลักสูตรการศึกษาตอบสนองเฉพาะเด็กที่มีฐานะและครอบครัวที่มีความพร้อม รัฐไม่ได้ออกนโยบายที่เข้าใจปัญหาของเด็กยากจนหรือขาดโอกาส</p>



<p>“ป้ายหน้าโรงเรียนมีเด็กเก่ง 10 คนแต่เด็กที่เหลือไปไหนหมด เราต้องมีวิชาชีวิตสำหรับเขา ต้องลดขั้นตอนที่อยู่ในหนังสือให้น้อยลง และทำให้เข้าใจง่าย” ครูเชาว์กล่าว</p>



<p>ทั้งนี้ครูเชาว์เองมองว่าครูเป็นตัวแปรสำคัญเช่นกัน ที่รัฐต้องทำให้ครูมีความมั่นคง มีใจในการทำงาน และสร้างแรงบันดาลใจให้เขามีชีวิตดีขึ้น รวมทั้งศูนย์สร้างโอกาสที่ช่วยเหลือเด็กเชิงรุกซึ่งขณะนี้มีเพียง 7 แห่ง ก็ควรทำให้เกิดขึ้นทุกเขตในกรุงเทพฯ ให้ครบทั้ง 50 เขต</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-540940"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/เชษฐา-มั่นคง.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">เชษฐา มั่นคง ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>เชษฐา มั่นคง ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก</strong> กล่างถึงการทำงานในการสำรวจพื้นที่การเรียนรู้ Learning Space ในกรุงเทพมหานครพบว่าหลายแห่งยังขาดอุปกรณ์ที่จำเป็น ไม่กระจายครบทุกเขต บางแห่งอยู่ไกลจากชุมชน หรือมีค่าใช้จ่ายที่ทำให้ครอบครัวของเด็กยากจนไม่สามารถเข้าถึงได้ และยังพบว่าถูกออกแบบมาไม่เหมาะสมสำหรับเด็กบางกลุ่มบางวัย ที่สำคัญคือขาดการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนในการออกแบบพื้นที่การเรียนรู้ที่ตอบโจทย์หรือช่วยแก้ปัญหาที่หลากหลายของแต่ละชุมชนได้</p>



<p>“เราทำงานมาตลอด 20 ปี ตั้งแต่ปี 2546 เราขอพื้นที่ใต้ทางด่วน พื้นที่รกร้างว่างเปล่าเป็นพื้นที่เรียนรู้ให้กับเด็กแต่ไม่เป็นผล เด็กเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีพื้นที่เรียนรู้ที่สร้างความสุข สร้างโอกาส และพื้นที่ปลอดภัย รวมทั้งรูปแบบกิจกรรมที่หลากหลายเข้าถึงได้ง่ายและเน้นกระตุ้นจินตนาการของเด็ก ดังนั้นกรุงเทพฯ 50 เขตจึงควรมี 50 พื้นที่การเรียนรู้ให้ครบทุกเขต” เชษฐา กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6eaf69"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/ศิธา-ธิวารี.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">น.ต.ศิธา ธิวารี ว่าที่ผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม.ของพรรคไทยสร้างไทย</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ทั้งนี้ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็กยังเห็นว่านโยบายเงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้าเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ แต่ที่ผ่านมารัฐไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้จริง ซึ่งงบประมาณจำนวนนี้สามารถสร้างเป็น Smart City เพื่อปรับพื้นที่เรียนรู้สร้างสรรค์ที่จะตอบโจทย์คนทุกช่วงวัย ทั้งเด็กเยาวชน และครอบครัวทั่วกรุงเทพฯ จึงจำเป็นที่จะต้องสร้างความร่วมมือ และแก้กฎระเบียบต่าง ๆ ที่ทำให้การผลักดันนโยบายนี้มีความต่อเนื่องและสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนได้จริง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d639de"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/รสนา-โตสิตระกูล-.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">น.ส.รสนา โตสิตระกูล ว่าที่ผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>สอดคล้องกับความคิดเห็นของ <strong>น.ต.ศิธา ธิวารี ว่าที่ผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม.ของพรรคไทยสร้างไทย</strong> เห็นว่า ปัญหาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนในกรุงเทพ ฯ ที่ไม่เท่ากัน ควรจะต้องเร่งแก้ไขให้ทุกโรงเรียน มีคุณภาพมาตรฐานในระดับเดียวกัน เพื่อให้ผู้ปกครองเชื่อมั่นว่า ลูกหลานของพวกเขาเรียนโรงเรียนใกล้บ้านได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0fef4f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/เกษรา-ธัญลักษณ์ภาคย์-.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ผศ.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ด้าน <strong>น.ส.รสนา โตสิตระกูล ว่าที่ผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม. ในนามอิสระ</strong> เห็นว่า การศึกษาในกรุงเทพฯ ต้องปรับใหม่เป็นระบบ &#8220;สาธิต&#8221; ที่จับมือกับภาคเอกชน เปิดโอกาสให้เด็ก ๆ สามารถเรียนรู้ในสิ่งที่สนใจได้ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องเรียนเท่านั้น เน้นการเรียนรู้อัตลักษณ์ในชุมชนของตนเอง ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถนำมานับเป็นหน่วยกิตได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bb4d8a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/กุลธิดา-รุ่งเรืองเกียรติ-.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">น.ส.กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ขณะที่ <strong>ผศ.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ ตัวแทนนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ น.ส.กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ ตัวแทนนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร</strong> มาร่วมแลกเปลี่ยนและรับฟังปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ทั้งปัญหาการเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียมของเด็กด้อยโอกาส หรือการกระจายศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ด้วย</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-260322/">ฟังเสียงประชาชน กทม.ต้องปลดล็อกออกแบบการศึกษาเอง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นานาทรรศนะจากคนทำงานด่านหน้า ‘อุปสรรค-ปัจจัย’ ต่าง ๆ ที่ทำให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-obstacles-factors-that-cause-children-to-fall-out-of-the-education-system-050122/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 05 Jan 2022 04:04:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[จังหวัดเสมอภาคทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[รุ่งกานต์ สิริรัตน์เรืองสุข]]></category>
		<category><![CDATA[อนรรฆ พิทักษ์ธานิน]]></category>
		<category><![CDATA[ศิริพร พรมวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[คลองเตยดีจัง]]></category>
		<category><![CDATA[เนตรดาว ยั่งยุบล]]></category>
		<category><![CDATA[ปกรณ์ ศศิวัจน์ไพสิฐ]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[พาน้องกลับโรงเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาทางเลือก]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กหลุดจากระบบการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กอยากเรียนต่อต้องได้เรียน]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบช่วยเหลือดูแลเด็กหลุดจากระบบการศึกษาช่วงโควิด-19]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาจังหวัดยะลา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=50194</guid>

					<description><![CDATA[<p>“งานของ กสศ.คือการแสวงหาความร่วมมือเพื่อช่วยให้เด็กๆ ไม [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-obstacles-factors-that-cause-children-to-fall-out-of-the-education-system-050122/">นานาทรรศนะจากคนทำงานด่านหน้า ‘อุปสรรค-ปัจจัย’ ต่าง ๆ ที่ทำให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<blockquote class="wp-block-quote"><p>“งานของ กสศ.คือการแสวงหาความร่วมมือเพื่อช่วยให้เด็กๆ ไม่หลุดจากระบบการศึกษา เป็นความพยายามที่อยากให้คนไทยทุกภาคส่วนเข้าไปสนับสนุนในส่วนใดก็ได้ เพราะเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้เกิดความร่วมมือ ซึ่งทั้งภาคธุรกิจ ภาครัฐ ประชาชน ผู้นำทางความคิด จะมาร่วมเป็นเครือข่ายทางสังคมที่แน่นแฟ้น เอาชนะอุปสรรคไปด้วยกัน โดยทาง กสศ.จะพยายามทำทุกทางเพื่อนำข้อมูลที่มีมาใช้ประสานให้เกิดเป็นเครือข่าย สร้างความเสมอภาคให้เกิดขึ้นในการทำงานทุกระดับ&#8221; &#8211; <strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</strong></p></blockquote>



<p>4.3 หมื่นคน คือตัวเลขที่ กสศ.และ สพฐ.สำรวจพบเด็กเยาวชนหลุดจากระบบการศึกษาในช่วงเทอม 1 ปีการศึกษา 2564 ตามแนวทางการสร้าง ‘ระบบป้องกันและช่วยเหลือเด็กหลุดออกนอกระบบ’ โดยส่วนใหญ่เป็นเด็กเยาวชนที่หายไปจากระบบในช่วงรอยต่อช่วงชั้น</p>



<p>ขณะที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบให้จำนวนเด็กเยาวชนกลุ่มนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น กสศ.ได้ร่วมกับเครือข่ายคณะทำงานทุกระดับ มุ่งค้นหาและวางแนวทางช่วยเหลือผลักดันให้น้องๆ กลุ่มนี้ได้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา หรือได้รับการพัฒนาทักษะอาชีพที่เหมาะสมกับสภาพปัญหาของแต่ละคน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cb3235"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/ระดมสมองหยุดปัญหา-Drop-out-06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>อย่างไรก็ตาม การค้นพบและนำพาเด็กเยาวชนคนหนึ่งที่หลุดไปจากระบบการศึกษากลับเข้าสู่รั้วโรงเรียน หรือกระบวนการพัฒนาทักษะ ยังไม่ใช่ปลายทางสุดท้ายของการทำงานที่แท้จริง</p>



<p>ชวนฟังนานาทรรศนะจากคนทำงานด่านหน้า มาร่วมแง้ม ‘อุปสรรค-ปัจจัย’ ต่างๆ ที่เป็นสาเหตุให้น้องๆ ประคองตัวอยู่ในระบบการศึกษาได้ไม่สุดทาง&nbsp;&nbsp;</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">กำแพงกฎระเบียบ/หลักสูตรไม่ตอบโจทย์</h2>



<p>“ประการแรกสุด ทุกฝ่ายต้องมีเป้าหมายร่วมกันก่อนว่า ถ้าเจอตัวเด็กแล้วเขามีความพร้อม เราต้องช่วยพากลับโรงเรียนได้ทันที ดังนั้นทุกโรงเรียนต้องรับรู้ร่วมกันว่า <strong>ปราการที่แข็งแรงของกฎระเบียบ เช่น การไม่สามารถรับเด็กเข้ากลางเทอมได้ คืออุปสรรคสำคัญที่ทำให้เด็กหลุดมือเราไป เพราะแม้จะเป็นเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่สัปดาห์หรือไม่กี่เดือนของการรอรอบปฏิทินการศึกษา แต่สำหรับน้องๆ ที่พ้นจากรั้วโรงเรียนไปแล้ว วิถีชีวิตทุกวันที่ผ่านไปของเขาจะยิ่งเบนออกไปจากการศึกษา ทำให้รู้สึกหมดไฟกับการเรียนลงทุกที</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a1955b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/อุปสรรคการศึกษา-หลากเหตุผล-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“นอกจากนี้ การพาเด็กกลับสู่ระบบการศึกษาต้องมีมาตรการรองรับในทุกด้าน ไม่ใช่แค่เรานำเด็กมาเชื่อมเข้ากับโรงเรียนแล้วถือเป็นอันสิ้นสุด แต่สิ่งที่จะช่วยให้เขารักษาเป้าหมายและคงความพยายามไว้ได้ต่อไป คือระบบรองรับที่ช่วยดูแลรอบด้าน ทั้งการเรียน สังคม อารมณ์ จิตใจ สำคัญคือต้องมีหลักสูตรการเรียนที่ตอบโจทย์กับความสนใจและความจำเป็นในชีวิตของเขา เพราะท้ายสุดถ้าการศึกษาไม่ช่วยให้เขาพัฒนาชีวิตได้จริงๆ วันหนึ่งเขาจะหมดความสนใจแล้วหลุดออกไปอีก”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b4a683"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/รุ่งกานต์-สิริรัตน์เรืองสุข.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รุ่งกานต์ สิริรัตน์เรืองสุข รองปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา<br>โครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา จ.ยะลา</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ขาดโรงเรียนที่พอเพียง/คุณภาพครูที่เพียงพอ</h2>



<p>“ในพื้นที่ทุรกันดารห่างไกล ปัญหาการคมนาคมคืออุปสรรคที่ไม่ได้เพียงลดทอนกำลังใจของเด็กเท่านั้น แต่ในเชิงรูปธรรมแล้ว มันได้ตัดขาดเด็กๆ ออกจากโรงเรียนในหลายช่วงเวลาของปี เนื่องจากบนดอยสูง ในป่าเขา หรือเกาะห่างไกล พวกเขาต้องเดินเท้าเป็นระยะทางไกล ต่อสู้กับภัยธรรมชาติทั้งน้ำหลาก ดินถล่ม นานามรสุม หรือกระทั่งความเสี่ยงจากสัตว์ร้าย การขาดแคลนโรงเรียนคุณภาพที่กระจายอยู่ไม่พอเพียงในหลายพื้นที่ จึงเป็นปัจจัยต้นๆ ที่ทำให้เด็กหลายคนหลุดออกไป หรือส่วนหนึ่งที่ฝ่าฟันจนจบ ป.6 หรือ ม.3 ได้ ก็หมดหนทางไปต่อในช่วงชั้นที่สูงขึ้น เพราะไม่มีโรงเรียนใกล้บ้านรองรับ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-67d9c3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/02-กสศ-ธนาคารโลก-07.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ว่าด้วยเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา นอกจากจะหมายถึงความทั่วถึงของโรงเรียนแล้ว เรื่องของคุณภาพชีวิตบุคลากรทางการศึกษาก็ยังมีช่องว่างขนาดใหญ่อยู่มาก แล้วในอนาคตก็จะยิ่งถ่างกว้างออกไปอีก ด้วยวงรอบของครูคนหนึ่ง ที่เขาบรรจุครั้งแรกในถิ่นทุรกันดาร พอพัฒนาความสามารถถึงระดับหนึ่ง ก็ไม่ลังเลที่จะย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง ผลคือ ครูเก่งๆ ก็ไปกระจุกกันไม่กี่ที่ ซึ่งตรงนี้เราต้องไม่ลืมว่านั่นคือสิทธิ์ของเขาที่จะทำได้ ในการพาตัวเองไปหาความก้าวหน้าในชีวิต แต่ผลที่ตามมาคือ <strong>โรงเรียนเล็กๆ ต้องเจอกับปัญหาการขาดแคลนครูที่มีคุณภาพ เวียนวนกับการขาดช่วงการทำงาน และที่สำคัญคือ โรงเรียนไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครองได้ว่า สุดท้ายแล้วเมื่อเขาส่งลูกหลานมาเรียนแล้วจะช่วยพัฒนาความสามารถหรือยกระดับชีวิตได้ เขาก็ดึงเด็กออกจากการศึกษาไปเพราะมองว่าไม่จำเป็น”</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-270323"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/ผอ-ปกรณ์-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ปกรณ์ ศศิวัจน์ไพสิฐ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านสว้า จังหวัดน่าน<br>ประธานชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ขาดที่ปรึกษาช่วยชี้ทาง/ผลลัพธ์ทางการศึกษาไม่สร้างแรงจูงใจ</h2>



<p>“แม้ว่าภูมิหลังของเด็กที่ออกนอกระบบส่วนใหญ่จะมาจากความยากจน แต่<strong>หากเราส่องลึกลงไปภายในแก่นแกนของปัญหา จะเห็นว่าความเปราะบางในใจเด็ก ถือว่ามีส่วนอย่างมากที่จะช่วยรั้งเขาไว้ในระบบหรือผลักให้หลุดออกไป การรับเด็กเข้ามาสู่ระบบการศึกษา&nbsp; ไม่ว่าในหรือนอกโรงเรียน จึงต้องมี Case Manager ที่ดูแลเด็กได้เป็นรายคน และเป็นที่พึ่งให้กับครอบครัวของเขาได้ด้วย</strong> การมีที่ปรึกษาใกล้ชิด จะทำให้เด็กอุ่นใจ เชื่อมั่นว่ามีคนที่เข้าใจและให้คำแนะนำได้กับการตัดสินใจในทุกทางแยกสุ่มเสี่ยงของชีวิต โดยการทำงานกับเด็กบางกลุ่ม ที่ปรึกษาจำเป็นต้องมีความสามารถด้านภาษาถิ่น เข้าใจบริบทวัฒนธรรมความเชื่อต่าง ๆ เพื่อการทำงานที่ลงลึกในเชิงคุณภาพ พร้อมเข้าไปประคองเด็กได้ในทุกช่วงเวลาเพื่อไม่ให้เขาหลุดออกไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9deef8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/อุปสรรคการศึกษา-หลากเหตุผล-07.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“อีกประการหนึ่งคือการสร้างแรงจูงใจในการศึกษา เด็กบางคนแม้โอกาสผ่านมาถึงแต่เขาเลือกปฏิเสธ เพราะมองไม่เห็นว่าการเรียนจะพาเขาไปไหนได้ บ้างมองว่าแม้จบ ป.ตรี ก็มีรายได้ไม่มากไปกว่างานที่มีอยู่รอบตัว มันคือเรื่องของแนวคิดและมุมมองต่อโลกการศึกษาที่เด็กเขายังเห็นไม่กว้าง จึงต้องมีการถ่ายทอดทัศนคติ แรงจูงใจ และผลักดันให้เขาได้ค้นพบ-มีประสบการณ์ในงานที่สนใจหรือถนัด จนเขารู้ว่าปลายทางของการศึกษาพัฒนาตนเองจะช่วยเปิดโอกาสในชีวิตได้มากแค่ไหน แล้วความสำเร็จที่เริ่มจากจุดเล็ก ๆ นั้นเองที่จะปลุกพลังในตัวให้เขามีเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นต่อไป”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-38e70c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/น.ส.ศิริพร.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศิริพร พรมวงศ์ ผู้จัดการโครงการ ‘คลองเตยดีจัง’</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">‘One Size Fit All’ &#8230;เสื้อตัวเดียวไม่ได้ใส่ได้กับทุกคน</h2>



<p>“การศึกษาที่จัดการเชิงเดี่ยวแบบครอบทั้งหมดรวมศูนย์ หรือตัดเสื้อตัวเดียวสำหรับสวมใส่ทุกพื้นที่ คือการจัดสรรทรัพยากรอย่างไม่เสมอภาคที่ทำให้เด็กหลุดไปจากระบบ หรือแม้ว่าเรานำเขากลับเข้ามา ก็ไม่แน่ว่าเด็กจะอยู่กับระบบการศึกษาไปได้จนถึงปลายทาง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0fc8b3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/อุปสรรคการศึกษา-หลากเหตุผล-08.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ประเทศเรามีความแตกต่างของภูมิภาคทั้งเหนือ กลาง อีสาน ใต้ มีบริบทพื้นที่ชายแดน มีโรงเรียนหลายรูปแบบที่นโยบายเดียวไม่อาจจัดการได้ทั้งหมด ถ้ากล่าวถึงเฉพาะเด็กหลุดจากระบบ เรามีอย่างน้อย 15 ประเด็นปัญหาที่ซับซ้อนและเปราะบาง โดยเฉพาะต้องไม่ลืมว่าเรามีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ มีเด็กพื้นที่ห่างไกลที่ขาดพื้นฐานด้านการใช้ภาษาและวัฒนธรรมจากส่วนกลาง เด็กบางคนอยู่ในสภาพแวดล้อมป่าเขา หรือยังมีเด็กที่ก้าวพลาดต้องเข้าไปอยู่ในสถานพินิจฯ</p>



<p>“จากประเด็นที่แตกต่าง แม้เราจะมีการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) แต่ก็ต้องยอมรับว่ายังไม่สอดคล้องกับการเรียนรู้และสภาวการณ์ที่เด็กเผชิญจริงๆ เช่น เด็กในกระบวนการยุติธรรม เมื่อเขากลับออกมาก็ไม่มีกระบวนการรองรับทั้งในการเรียนและการพัฒนาทักษะวิชาชีพ หรือในการเรียน กศน. เองก็ยังไม่ได้มีการยอมรับให้เข้าเรียนต่อระดับชั้นสูงขึ้นได้ในทุกโรงเรียน กลายเป็นปัญหาที่ทำให้เด็กหลุดจากระบบตรงช่วงรอยต่อ และท้ายที่สุดเขาก็กลับเข้าไปสู่วงจรเดิมอีกครั้ง”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cf3f65"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/พี่นก-เนตรดาว.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">เนตรดาว ยั่งยุบล ผู้ประสานงานเครือข่าย<br>การทำงานเด็กนอกระบบการศึกษา 41 เครือข่าย</figcaption></figure></div></div></div>



<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading">ตะเข็บรอยต่อโรงเรียนต่างพื้นที่/ขาดความพร้อมในการเรียนช่วงโรงเรียนปิดเพราะสถานการณ์โรคระบาด</h2>



<p>“ผลพวงจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้มีครอบครัวที่สูญเสียงาน ต้องอพยพย้ายถิ่นไปทำงานในพื้นที่อื่น หรือตัดสินใจกลับภูมิลำเนา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงโจทย์สำคัญว่า เมื่อเด็กและเยาวชนต้องย้ายถิ่นตามผู้ปกครองไป เด็กจำนวนมากต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน เขาจะเข้าศึกษาต่อได้อย่างไร เพราะบางคนอาจต้องย้ายไปช่วงกลางปีการศึกษา หรือจบ ป.6 หรือ ม.3 แล้วขาดความพร้อมในการเรียนต่อ ตรงนี้จำเป็นต้องมีระบบช่วยเหลือและประชาสัมพันธ์ข้อมูลให้ไปถึงผู้ปกครอง เพื่อไม่ให้เด็กต้องหลุดไปเพราะเข้าไม่ถึงความรู้ในขั้นตอนการพาลูกหลานเข้าโรงเรียน หรือโรงเรียนปลายทางไม่มีระบบรองรับนักเรียนกลางเทอม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-71e046"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/อุปสรรคการศึกษา-หลากเหตุผล-09.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“อีกปัญหาหนึ่งคือขาดความพร้อมในการเรียนออนไลน์ ไม่มีเครื่องมืออุปกรณ์ พื้นที่ และผู้อำนวยความรู้ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลให้เด็กมีโอกาสหลุดจากการศึกษาเพิ่มขึ้น หรือแม้แต่คนที่ตามกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้แล้วก็ยังเสี่ยงที่จะหลุดไปอีก ประเด็นเหล่านี้เราไม่สามารถโยนภาระการดูแลแก้ไขให้หน่วยงานใดหนึ่งได้ แต่ต้องเชื่อมร้อย-ประสานชุมชน ท้องถิ่น ภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขที่ชัดเจน เพราะคนที่รู้สถานการณ์หรือตัวเลขต่างๆ คือหน่วยงานที่ทำงานในพื้นที่ ดังนั้นถ้ามีการส่งต่อข้อมูลเพื่อออกแบบการทำงานตามความถนัดของแต่ละหน่วยได้ เราจะสามารถสร้างแพลตฟอร์มที่ส่งต่อถึงกันได้หมด แล้วถ้ามีเด็กออกจากโรงเรียนกลางคันที่ กทม. เมื่อเขาไปอยู่ที่อื่นก็จะยังเข้าเรียนต่อได้โดยไม่ต้องหลุดจากการศึกษาไปเงียบๆ”&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3bc5f7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/อนรรฆ-พิทักษ์ธานิน.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">อนรรฆ พิทักษ์ธานิน ศูนย์แม่โขงศึกษา<br>สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-obstacles-factors-that-cause-children-to-fall-out-of-the-education-system-050122/">นานาทรรศนะจากคนทำงานด่านหน้า ‘อุปสรรค-ปัจจัย’ ต่าง ๆ ที่ทำให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เสนอแนวทางทำ “ห้องเรียนฉุกเฉิน”  Emergency Classroom สร้างระบบดูแลช่วยเหลือฟื้นฟู  ปรับหลักสูตรยืดหยุ่น</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-emergency-classroom-flexible-course-adjustments-161221/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 16 Dec 2021 07:43:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[จังหวัดเสมอภาคทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา]]></category>
		<category><![CDATA[นนทบุรี]]></category>
		<category><![CDATA[นราธิวาส]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ]]></category>
		<category><![CDATA[อนรรฆ พิทักษ์ธานิน]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[ศิริพร พรมวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการคลองเตยดีจัง]]></category>
		<category><![CDATA[สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[วิทิต เติมผลบุญ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนไทรน้อย]]></category>
		<category><![CDATA[ปิติ ยางกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[​รุ่งกานต์ สิริรัตน์เรืองสุข]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์การเรียนซี วาย เอฟ]]></category>
		<category><![CDATA[รังษินี นุ้ยพริ้ม]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านค่าย]]></category>
		<category><![CDATA[ปรับหลักสูตรยืดหยุ่น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=49498</guid>

					<description><![CDATA[<p>เครือข่ายการศึกษา ร่วมกับ กสศ. สำรวจสถานการณ์ปัญหาเด็กเ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-emergency-classroom-flexible-course-adjustments-161221/">เสนอแนวทางทำ “ห้องเรียนฉุกเฉิน”  Emergency Classroom สร้างระบบดูแลช่วยเหลือฟื้นฟู  ปรับหลักสูตรยืดหยุ่น</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เครือข่ายการศึกษา ร่วมกับ กสศ. สำรวจสถานการณ์ปัญหาเด็กเสี่ยงหลุดนอกระบบในพื้นที่ พบยากจนฉับพลัน – ย้ายถิ่นจากการตกงาน &#8211; เรียนออนไลน์ไม่มีประสิทธิผล&nbsp; ต้นเหตุเด็กไทยเสี่ยงหลุดระบบการศึกษาในช่วงโควิด-19 ศ. ดร.สมพงษ์ห่วง 3 เดือนอันตรายเด็กหลุดนอกระบบ อาจเข้าสู่วงจรสีเทา ชี้ต้องเร่งหยุดวิกฤตด้วยมาตรการเร่งด่วน&nbsp; เสนอแนวทางทำ “ห้องเรียนฉุกเฉิน” Emergency Classroom สร้างระบบดูแลช่วยเหลือฟื้นฟู ปรับหลักสูตรยืดหยุ่น จับมือหลายหน่วยงานทดลองทั้งระดับจังหวัด ท้องถิ่น และโรงเรียน</strong></p>



<p>เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2564 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับเครือข่ายการศึกษา <strong>จัดเสวนา “หยุดวงจรเด็กหลุดออกนอกระบบจากวิกฤตโควิด-19 เจาะลึกกระบวนการช่วยเหลือฟื้นฟูจากพื้นที่ต้นแบบ” </strong>เพื่อสำรวจสถานการณ์เด็กจากผลกระทบโควิด-19 และระดมสมองจากพื้นที่และองค์กรต้นแบบ ที่สามารถแก้ปัญหาเด็กหลุดนอกระบบในระยะเร่งด่วน เพื่อเร่งหาแนวทางการรับมือป้องกันและแก้ปัญหาเด็กกลุ่มเปราะบางในระยะฟื้นฟูหลังการระบาดของโควิด-19<strong>&nbsp;</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-958a5c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/12/15-เด็กหลุดนอกระบบ-วิกฤตที่ยังไม่จบ-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ​กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</strong> กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันมีเด็กเสี่ยงที่จะหลุดจากระบบการศึกษาเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากผลกระทบของโควิด-19 ช่วงสองปีเศษ ทำให้ครอบครัวคนไทยที่มีรายได้เป็นเงินเดือน ลูกจ้างรายวันทั้งหลาย เกิดสภาพ ‘ตายดิบ’ หรือ ‘ตายครึ่งตัว’ มีนักเรียนยากจนพิเศษเพิ่มขึ้นสูงเป็นสถิติใหม่ถึง 1,244,591 คน หรือคิดเป็น 19.98% ของนักเรียนทั้งหมด สร้างสถิติสูงสุดจากที่ผ่านมา เปรียบเทียบจากเทอม 1/2563 ที่มีนักเรียนยากจนพิเศษจำนวน 994,428 คน หรือเพิ่มขึ้นจำนวน 250,163 คน&nbsp;</p>



<p>กสศ.และเครือข่ายภาคีในพื้นที่ ได้รวบรวมสาเหตุการหลุดจากระบบการศึกษาในช่วงที่ผ่านมา พบว่ามาจาก 2 ประเด็นหลักคือ&nbsp;</p>



<ol><li><strong>&nbsp;หลุดจากความยากจนฉับพลัน </strong>จากสึนามิไวรัสโควิด-19 สองปีสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำกลับมาหนักขึ้น ทั้งคนตกงาน ต้องย้ายถิ่นฐาน ไม่มีรายได้&nbsp;</li><li><strong>หลุดจากเรียนออนไลน์ ออนแฮนด์ </strong>ทำให้เกิดความถดถอยทางการศึกษาไปถึง 50% เด็ก ป.1-ป.3 อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ คิดเลขไม่ได้ การเรียนรู้จากระบบออนไลน์มีประสิทธิภาพแค่ 50% มีความเหลื่อมล้ำในประเด็นอุปกรณ์ไอที การสำรวจของ กสศ. พบว่าเด็กนักเรียนใน​ 29​ จังหวัด ประสบปัญหาไม่มีไฟฟ้าและอุปกรณ์ถึง 87% เมื่อเรียนไม่ทัน เด็กติดศูนย์ ติด ร. เปิดเทอมไม่มาเรียน หายตัวไปจากระบบการศึกษาแบบเงียบๆ แม้จะยังมีชื่ออยู่ในระบบก็ตาม&nbsp;</li></ol>



<p>ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวว่า การช่วยเหลือเด็กคนหนึ่งให้รอด ไม่ใช่แค่เรื่องทุนการศึกษาอย่างเดียว ต้องมองให้ครบมิติเพื่อป้องกันไม่ให้หลุดจากระบบซ้ำอีก&nbsp;</p>



<ol><li><strong>สุขภาพกาย</strong> เช่น การเข้าถึงวัคซีน ภาวะโภชนาการ&nbsp;</li><li><strong>สุขภาพใจ </strong>เด็กกลุ่มนี้ มีแนวโน้มเครียด ซึมเศร้า มีแรงกดดัน ความกังวลในช่วงการกลับเข้ามาเรียนอีกครั้ง&nbsp;</li><li><strong>สังคม</strong> ภาวะโดดเดี่ยวไม่มีเพื่อน การทำงานที่เสี่ยงอันตราย หรือถูกเอาเปรียบค่าแรง&nbsp;</li><li><strong>ด้านการศึกษา</strong> ความรู้ที่ถดถอย เรียนไม่ทันเพื่อน&nbsp;</li></ol>



<p>“ที่น่าเป็นห่วงคือช่วงสามเดือนอันตราย ถ้าเด็กหลุดจากระบบการศึกษานานถึงสามเดือนจะเสี่ยงที่พวกเขาจะเข้าสู่วงจรสีเทา ทั้งติดเพื่อน ติดเกม ติดยาเสพติด หรือถ้าเราไม่ทำอะไรแล้วพวกเขาเข้าไปในสถานพินิจ พอออกมาสามเดือนก็มีโอกาสกลับเข้าไปซ้ำได้อีก ตรงนี้เป็นบทเรียนที่เราเริ่มเห็นแล้วว่า สังคมไม่อาจปล่อยให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปแบบลำพัง ต่างคนต่างทำไม่ได้ แต่ต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาเด็กยากจนด้อยโอกาส ช่วยกันซ่อมชีวิต ซ่อมจิตวิญญาณให้เขากลับมาใช้ชีวิตตามปกติ” ศ.ดร.สมพงษ์กล่าว&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-10ab29"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/12/15-เด็กหลุดนอกระบบ-วิกฤตที่ยังไม่จบ-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศิริพร พรมวงศ์ ผู้จัดการโครงการคลองเตยดีจัง</strong> กล่าวถึงสถานการณ์เด็กกลุ่มเสี่ยงในชุมชนเมืองว่า ความเหลื่อมล้ำในสังคมเมืองมีหลายด้าน กลายเป็นความยากจนครบวงจร ทั้งที่อยู่ การศึกษา รายได้ หาเช้ากินเช้า หาค่ำกินค่ำ หลายครอบครัวตกงานถาวร&nbsp;</p>



<p>การที่จะให้เด็กคนหนึ่งหลุดพ้นความยากจนนั้นยากมาก เด็กต้องออกมาช่วยพ่อแม่ทำงาน งานแรกคือแจกไพ่ ขายลอตเตอรี่ เรียงเบอร์ ยิ่งมีการระบาดของโควิด-19 ความเหลื่อมล้ำยิ่งมาก เด็กหลุดออกจากระบบมากขึ้น&nbsp;</p>



<p>จากการสำรวจสถานการณ์เด็กและเยาวชนใน 4 ชุมชนที่มีประชากรกว่า 5,000 คน ในจำนวนนี้มีกลุ่มที่อายุ 0-20 ปี ราว 1,400 คน พบว่ามีจำนวนกลุ่มเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา 200 คนที่ยังมีชื่ออยู่ในโรงเรียน แต่ผลกระทบจากการเรียนออนไลน์ทำให้เด็กเบื่อหน่ายการเรียน เรียนไม่ทันเพื่อน ไม่เข้าใจ ทำให้ไม่มีจุดหมายในการเรียนต่อ มีแนวโน้มหลุดจากระบบ</p>



<p>ขณะที่ในจังหวัดยะลา หนึ่งในจังหวัดที่มีความยากจนสูงที่สุด <strong>นางสาว</strong><strong>​</strong><strong>รุ่งกานต์ สิริรัตน์เรืองสุข รองปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา</strong> กล่าวว่า ในจังหวัดมีปัญหาเรื่องทุพโภชนาการเป็นอันดับสองของประเทศ เด็กแคระแกร็น เด็กปฐมวัยไม่ใช่หลุดจากระบบการศึกษา แต่เข้าไม่ถึงการศึกษา ส่วนเด็กในระบบการศึกษาอยู่ในครอบครัวยากจน มีพี่น้องหลายคน มีความยากลำบากในการมาเรียน ที่ผ่านมามีเด็กหลุดจากระบบก็ดึงกลับมาพัฒนาทักษะชีวิต สร้างแรงบันดาลใจ แต่ก็ยังหลุดไปอีก ส่วนหนึ่งเพราะระบบการศึกษาไม่ได้ตอบโจทย์ชีวิต โมเดลการศึกษาจริงๆ ต้องตอบโจทย์สิ่งที่เด็กต้องการ คือเรื่องรายได้ ปากท้อง ทำให้พยายามสอดแทรกทักษะอาชีพเข้าไปในหลักสูตร&nbsp;</p>



<p>จากข้อมูลในพื้นที่มีเด็กหลุดจากระบบการศึกษาจำนวนมาก โดยใน 3 อำเภอนำร่องมีเด็กนอกระบบและต้องการความช่วยเหลือกว่า 2,800 คน​ และยังมีเด็กในระบบการศึกษาอีกประมาณ 1,000 คนต้องการความช่วยเหลือ แต่ด้วยงบประมาณที่จำกัดทำให้ช่วยได้เพียงแค่ 377 คน&nbsp;</p>



<p>สะท้อนให้เห็นว่าเป็นปัญหาที่หนัก และเป็นเรื่องที่​กระทรวงศึกษาธิการ เจ้าภาพหลัก ไม่สามารถทำงานได้เพียงหน่วยงานเดียว แต่ต้องทำงานร่วมกันกับกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย ต้องมาร่วมมือกันแก้ปัญหา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหนึ่งในกระทรวงมหาดไทย ต้องทำงานแบบบูรณาการร่วมกับทุกองคาพยพ ซึ่งยะลามีต้นทุนที่ดีในเรื่องความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ที่ช่วยหนุนเสริมการทำงาน&nbsp;</p>



<p>“แค่เด็กออกจากโรงเรียนหนึ่งเดือนก็อันตรายแล้ว เราจะทำอย่างไรให้เด็กไม่หลุดไปจากระบบ เปรียบเทียบกับโรงพยาบาลที่มีห้อง ER Emergency Room หรือห้องฉุกเฉิน โรงเรียนก็น่าจะมี Emergency Classroom หรือห้องเรียนฉุกเฉิน ที่เมื่อรับเด็กกลับเข้ามาเรียนแล้วจะใช้กระบวนการสอนเสริมอย่างไร เรียกเด็กมาคุยเพื่อเก็บงานวิธีใดก็ได้ แต่ให้คุณรับเด็กไว้ก่อน แล้วกระบวนการจัดการภายในให้เป็นเรื่องของโรงเรียน และต้องขอฝากไปถึงกระทรวงศึกษาธิการ ให้ไปขบคิดต่อยอดคิดค้นหลักสูตรวิธีการที่เป็น Emergency Classroom เมื่อรับเด็กกลับมาเรียนแล้วจะมีรูปแบบในลักษณะแบบใดต่อไป”​ รองปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลากล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a14fc5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/12/15-เด็กหลุดนอกระบบ-วิกฤตที่ยังไม่จบ-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายอนรรฆ พิทักษ์ธานิน ศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้เชี่ยวชาญ สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย </strong>กล่าวว่า แม้สถานการณ์โควิด-19 ในภาพรวมจะมีบรรยากาศที่เป็นไปในทางดีขึ้น แต่ผลกระทบจากวิกฤตยังคงเข้มข้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงโจทย์สำคัญ โดยเฉพาะเรื่องของเด็กและเยาวชนนอกระบบที่ขาดแคลนโอกาสในการเข้าศึกษาต่อ เนื่องจากการย้ายถิ่นฐานเพราะพ่อแม่ตกงาน และปัญหาการขาดความพร้อมในการเรียนออนไลน์&nbsp;</p>



<p>“เมื่อผู้ปกครองเด็กขาดรายได้ บางส่วนเขาก็ต้องย้ายกลับภูมิลำเนา หรือบ้างโยกย้ายไปหางานทำที่อื่น ทำให้มีเด็กจำนวนมากต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือเคสของเด็กที่ไม่ได้เข้าเรียนต่อด้วยปัญหาต่างๆ เช่น ความไม่รู้ขั้นตอนในการพาลูกเข้าโรงเรียน หรือโรงเรียนไม่มีระบบรองรับนักเรียนกลางเทอม ประเด็นเหล่านี้เราไม่สามารถโยนภาระการดูแลแก้ไขให้กับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องมีการเชื่อมร้อย-ประสานชุมชน ท้องถิ่น ภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหาที่ชัดเจน เพราะคนที่รู้สถานการณ์หรือคะแนนตัวเลขได้คือหน่วยงานที่ทำงานในพื้นที่ จากนั้นถ้ามีการส่งต่อข้อมูลและออกแบบการทำงานระหว่างหน่วยงานตามความถนัดได้ เราจะสามารถสร้างแพลตฟอร์มที่ส่งต่อถึงกันได้หมด ถ้ามีเด็กออกกลางคันที่ กทม. เขาไปอยู่ที่อื่น จะเข้าเรียนต่อได้อย่างไร มีวิธีไหนช่วยให้เขาไม่ต้องหลุดไปเฉยๆ ได้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b4fe60"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/12/15-เด็กหลุดนอกระบบ-วิกฤตที่ยังไม่จบ-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายวิทิต เติมผลบุญ ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนซี วาย เอฟ </strong>กล่าวว่า จังหวัดนครพนมได้พัฒนาโมเดลจังหวัด โดยรวมหน่วยงานต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาช่วยกันสร้างกลไก เชื่อมกันเป็นวงจรเพื่อไปสู่เป้าหมายว่า จะทำอย่างไรให้เด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาหมดจากจังหวัดได้ภายในสามปี ปีแรกของการทำงานเร่งให้ความสำคัญกับฐานข้อมูลเด็ก และทรัพยากรของแต่ละหน่วยงาน เพื่อแบ่งปันและเชื่อมโยงงานกัน&nbsp;</p>



<p>เราพบว่าเด็กแต่ละกลุ่มมีวิธีจัดการต่างกัน คือ 1. ต้นน้ำ หมายถึง กลุ่มเสี่ยงในโรงเรียน 2. กลางน้ำ คือเด็กแขวนลอย-หลุดนอกระบบ 3. ปลายน้ำ คือเด็กในกระบวนการยุติธรรม พอได้ฐานข้อมูลมาแล้ว เราจึงพัฒนาหลักสูตรและการประเมินใหม่ เช่น กลุ่มปลายน้ำ ทำงานร่วมกับสถานพินิจฯ เป้าหมายคือทำให้เด็กได้วุฒิก่อนกลับสู่สังคม นำตัวชี้วัดจำเป็นมาออกแบบให้เด็กได้เรียนในสิ่งที่เขา ‘ต้องรู้’ มีเจ้าหน้าที่สถานพินิจฯ ช่วยเสริมในสิ่งที่ ‘ควรรู้’ และมีกรมฝีมือแรงงานหรือสถาบันอาชีวะมาช่วยต่อยอดในสิ่งที่เขา ‘อยากรู้’ จนเด็กในสถานพินิจฯ ได้รับวุฒิการศึกษาร้อยเปอร์เซ็นต์ เตรียมนำโมเดลไปขยายผลเพิ่มในอีก 6 จังหวัด&nbsp;</p>



<p>“สำหรับกลุ่มเสี่ยง ก่อนเด็กจะหลุดจะมีสัญญาณเตือน เช่น ติด 0 ติด ร. หลายวิชา ขาดเรียนบ่อย สุดท้ายเด็กก็หายตัวไปจากโรงเรียนเต็มตัว ส่วนใหญ่เด็กกลุ่มนี้แต่ละโรงเรียนมีจำนวนราว 5-10% เท่านั้น วิธีการแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบคือ ต้องทำห้องเรียนพิเศษขึ้นมารองรับเด็กกลุ่มนี้ จัดเป็นห้องเรียนตามอัธยาศัย แก้ปัญหาเป็นรายคน เช่น เด็กอยากซ่อมรถก็ให้ไปเรียนซ่อมที่อู่รถหนึ่งชั่วโมง ให้เจ้าของอู่ช่วยประเมิน หรือจัดการฝึกฝีมือแรงานในสิ่งที่เด็กอยากเรียน เพื่อป้องกันไม่ให้หลุดออกจากระบบ&nbsp;</p>



<p><strong>นายปิติ ยางกลาง ผู้อำนวยการโรงเรียนไทรน้อย</strong> <strong>จังหวัดนนทบุรี </strong>กล่าวว่า “ไทรน้อยโมเดล” เป็นการทำงานร่วมกันกับ กสศ. ในการช่วยเหลือนักเรียนเพื่อให้เด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาได้กลับเข้ามาเรียนต่อ&nbsp;</p>



<p>การรับเด็กกลับเข้ามาเรียนจะมีระบบดูแลช่วยเหลือ ต้องยอมรับว่าเมื่อออกไปจากระบบหนึ่ง เทอมแล้ว ​แต่ยังต้องมีกระบวนการวัดผล ประเมินผลในช่วงที่หายไป โดยให้มาเรียนซ่อมเสริมเพิ่มเติม ใช้การประเมินแบบแบบยืดหยุ่น ทั้งนี้เพื่อให้เด็กรู้สึกมีความสุขและปลอดภัยเมื่ออยู่ในโรงเรียน มีคุณครูคอยช่วยเหลือ ที่สำคัญคือเราจะต้องรักษาพลังบวก​ให้เขาผ่านไปตลอดรอดฝั่ง มีระบบดูแลช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหา อุปสรรค การเรียนก็ต้องเข้าไปช่วยเหลือ ไม่ให้พลังด้านลบมาบั่นทอนให้พวกเขาออกจากโรงเรียนไปอีก แล้วการดึงกลับเข้ามาจะยากลำบาก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2e3305"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/12/15-เด็กหลุดนอกระบบ-วิกฤตที่ยังไม่จบ-06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>น.ส.รังษินี นุ้ยพริ้ม ครูโรงเรียนบ้านค่าย จังหวัดนราธิวาส</strong> กล่าวว่า การที่มีเครือข่ายที่เข้มแข็งทำให้เกิดการติดตามและสกัดเด็กหลุดจากระบบได้เป็นอย่างดี ทั้งเครือข่ายชุมชน พ่อแม่ผู้ปกครอง เพื่อนร่วมโรงเรียน กรรมการสถานศึกษา ซึ่งการติดตามเด็กต้องไม่ใช่แค่การเรียน แต่ต้องครอบคลุมทั้งจิตใจ ความเครียด สุขภาพกาย ความปลอดภัย เพราะความเครียดก็มีผลต่อการหลุดจากระบบการศึกษา&nbsp;</p>



<p>เมื่อดึงเด็กกลับเข้ามาในระบบ เราจะต้องมีวิธีฟื้นฟู ทั้งการลงไปเยี่ยมบ้านเด็ก พูดคุยกับผู้ปกครอง บางคนเรียนออนไซต์เก่ง แต่พอเรียนออนไลน์ก็หายไป พอเยี่ยมบ้านก็พบว่าไม่มีอุปกรณ์ แต่สุดท้ายทางชุมชนได้เข้าไปช่วยเหลือจนกลับมาเรียนได้ เมื่อกลับมาเรียนก็ต้องสร้างบรรยากาศในชั้นเรียนที่ดี ให้เด็กมีตัวตน มีการตั้งคำถามที่เขาอยากตอบ เน้นเรื่องที่เขาสนใจ&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-emergency-classroom-flexible-course-adjustments-161221/">เสนอแนวทางทำ “ห้องเรียนฉุกเฉิน”  Emergency Classroom สร้างระบบดูแลช่วยเหลือฟื้นฟู  ปรับหลักสูตรยืดหยุ่น</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เดินหน้าออกแบบนโยบาย “หลักประกันโอกาสทางการศึกษา” กับครูอ๋อมแอ๋ม &#8211; ศิริพร พรมวงศ์  ผู้จัดการโครงการ “คลองเตยดีจัง”</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-educational-opportunity-guarantee-02-11/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 02 Nov 2021 05:21:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ศิริพร พรมวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[คลองเตยดีจัง]]></category>
		<category><![CDATA[on the job learning]]></category>
		<category><![CDATA[a-chieve]]></category>
		<category><![CDATA[หลักประกันโอกาสทางการศึกษา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=47364</guid>

					<description><![CDATA[<p>สร้างอาชีพรวมกับเรื่องการศึกษา -เห็นด้วยกับการมี “หลักป [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-educational-opportunity-guarantee-02-11/">เดินหน้าออกแบบนโยบาย “หลักประกันโอกาสทางการศึกษา” กับครูอ๋อมแอ๋ม – ศิริพร พรมวงศ์  ผู้จัดการโครงการ “คลองเตยดีจัง”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2 class="wp-block-heading">สร้างอาชีพรวมกับเรื่องการศึกษา</h2>



<p>-เห็นด้วยกับการมี “หลักประกันโอกาสทางการศึกษา”&nbsp; เด็กๆ ถ้าอยากเรียนก็ควรจะได้เรียน โดยหลักประกันโอกาสทางการศึกษา ต้องเข้าไปแก้ปัญหาของเด็กนอกระบบด้วย กล่าวคือเด็กนอกระบบส่วนมากจะยากจน ต้องรับผิดชอบครอบครัว&nbsp; พอถึงจุดหนึ่งเด็กต้องตัดสินใจว่าจะเรียนต่อไหม เด็กหลายคนตัดสินใจไม่เรียนต่อ ออกมาทำงานดีกว่า อันนี้เป็นปัญหาข้อแรกซึ่งไม่รู้จะแก้อย่างไร</p>



<p>-งานที่พวกเราทำก็คือ on the job learning หมายถึง เราทำเรื่องสร้างอาชีพรวมกับเรื่องการศึกษา เรามีหลักสูตรเรื่องการทำงานพร้อมกับวิชาที่จำเป็นต่อเด็ก&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-861d0c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/5_ครูอ๋อมแอ๋ม-ศิริพร-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>-ต้องมีการให้คำปรึกษาแนะแนว หรือ case manager แต่ละพื้นที่ ต้องละเอียดมากขึ้น เมื่อก่อนมีการให้ทุนการศึกษา แต่เด็กก็ไม่ได้มีที่ปรึกษาที่ดูแลเขาไปตลอด เพราะเด็กมีสิ่งที่ต้องเผชิญหลายเรื่อง เรื่องหนุ่มสาว เรื่องความรัก เรื่องเพื่อน เรื่องเหล่านี้ต้องเข้าอกเข้าใจและประคับประคองให้เด็กสามารถผ่านวิกฤตช่วงวัยรุ่นได้</p>



<p>-ภูมิหลังเด็กที่ออกนอกระบบ นอกจากปัญหาความยากจน ยังมีเรื่องความแข็งแกร่งภายในจิตใจของเด็ก อย่างพวกเราตอนนี้ก็ทำ case management คือ ดูแลเด็กรายเคส พร้อมดูแลครอบครัวด้วย แต่ต้องทำงานเชิงคุณภาพมากกว่าปริมาณ เพราะถ้าทำปริมาณเยอะๆ จะทำคุณภาพได้ไม่ลึก รวมถึงการมีที่ปรึกษา กลุ่มคนสนับสนุนซึ่งเป็นกลุ่มองค์กรการศึกษายุคใหม่จำนวนมาก เช่น กลุ่ม a-chieve เป็นกลุ่มที่เขาทำคอนซัลต์และเป็นวัยใกล้เคียงกับเด็กมัธยม ฉะนั้นจะมีความเข้าใจเรื่องภาษา วัฒนธรรม หรือบริบทของเด็กมากกว่าองค์กร NGO แบบเดิม กลุ่มพวกเราก็เป็นกลุ่มครูรุ่นใหม่หมด ก็มีบางอย่างที่ให้คำปรึกษาเด็กได้&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d8cebd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/5_ครูอ๋อมแอ๋ม-ศิริพร-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>-ดำเนินการคู่กันระหว่างการให้ทุนกับการเป็นที่ปรึกษาแนะแนว มีการคัดกรองอย่างเป็นระบบกับชุมชน เพราะถ้าเรานึกถึงเด็กครอบครัวชนชั้นกลาง เรียนโรงเรียนเอกชน มีค่าใช้จ่ายการศึกษาหนึ่งปีคนละสองแสนบาท เป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมากกับการลงทุนสำหรับเด็กคนหนึ่ง การใช้ทรัพยากรพวกนี้จำเป็นและไม่สามารถทำแบบโครงการได้ แต่ต้องทำงานระยะยาว อย่างที่เราทำคือ 9 ปีสำหรับเด็กหนึ่งคน เพราะกว่าเราจะเห็นผลการเปลี่ยนแปลงของเด็กที่ออกนอกระบบ เกเร เข้าสู่วงการยาเสพติดจนกระทั่งเขาเปลี่ยน มันใช้ระยะเวลาพอสมควร เพราะฉะนั้นการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา&nbsp;&nbsp;</p>



<p>-สร้างแรงจูงใจทางการศึกษาใหม่ เพราะว่าแรงจูงใจของเด็กต่อการศึกษาไม่ได้มีเยอะ เขามองแค่ว่าคนที่จบปริญญาตรีมาเงินเดือนก็ไม่ได้ต่างจากค่าแรงขั้นต่ำ อันนี้เป็นปัญหาเรื่องมุมมอง เขามองไม่เห็นว่า ตนเองจะมีโอกาสที่ดีกว่านี้ถ้าได้เรียนหนังสือ&nbsp; คือเห็นคนจบปริญญาตรีก็ได้เงินเดือนพอๆ กับเขาที่ทำงานร้านกาแฟ ทำไมต้องเสียเวลาและเสียเงินไปเรียนด้วย โลกการศึกษาสำหรับเด็กกลุ่มนี้อาจไม่ใหญ่เท่าไหร่ เราอาจต้องสร้างประสบการณ์ สร้างแรงจูใจ สร้างงานที่เขาชอบและถนัด-มีการดำเนินการที่ยาวมากพ<strong>อ</strong> คือต้องทำตั้งแต่ระดับประถมไปจนถึงมหาวิทยาลัย มีการทำงานที่ยาวพอให้เด็กเห็นปลายทางว่าเขามีโอกาสตรงนี้นะ ถ้าเขาอยากเรียนต่อ ทำให้เด็กกลุ่มนี้มีความหวังและมีที่พึ่ง ให้เขารู้ว่ามีช่องทางอะไรบ้าง มีโอกาสอยู่ตรงไหน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cab04f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/5_ครูอ๋อมแอ๋ม-ศิริพร-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">นโยบายแบบคูปอง</h2>



<p>-สวัสดิการพื้นฐานที่เด็กควรจะได้รับ ไม่ใช่ค่าเทอม&nbsp; เพราะสุดท้ายแล้วเด็กๆ จะต้องจ่ายค่าเรียน ค่าชุดนักเรียน และอื่นๆ แต่ควรเป็นโยบายแบบคูปองเพื่อพาเด็กไปเรียนรู้นอกพื้นที่ ไปเจอประสบการณ์ที่ไม่สามารถทำได้ในห้องเรียน&nbsp; คือไปยังพื้นที่เรียนรู้และเครือข่ายภาคประชาชน เด็กจะชอบมากเวลาทำกิจกรรมพวกนี้ แค่ได้ออกเดินทางก็เป็นการเรียนรู้แล้ว เช่น พาเด็กไปศึกษาธรรมชาติที่เขาใหญ่ เด็กจะได้ฝึกทักษะเยอะมาก แต่ระบบในโรงเรียนทำเหมือนพาเด็กไปทัศนศึกษา เพราะไม่มีกระบวนการ&nbsp;</p>



<p>-การทำเป็นนโยบายแบบคูปอง โดยดึงเครือข่ายภาคประชาชนมาร่วม เช่น โรงเรียนนี้มีคูปองสำหรับกิจกรรม พาไปร่วมกับกลุ่มมะขามป้อม ไปคลองเตยดีจัง ให้เด็กได้ทำงานอาสา ทำนั่นทำนี่ แล้วการใช้คูปอง องค์กรต่างๆ ได้เงินและเด็กได้เรียนรู้ รัฐก็ได้เห็นกระบวนการของภาคประชาชนหรือ NGO&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a71b9e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/5_ครูอ๋อมแอ๋ม-ศิริพร-01-1-scaled.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>-NGO หลายองค์กรมีเครื่องมือที่ดี&nbsp; ในโรงเรียนไม่มีเครื่องมือแต่มีรัฐสนับสนุน ทีนี้จะเชื่อมโยงอย่างไร ถ้าร่วมมือได้ เวลาเราไปทำงานกับเด็ก จะไม่รู้สึกว่าดึงเด็กออกมาแล้วเป็นภาระกับครู ซึ่งครูก็เห็นด้วย เราเข้าไปโรงเรียนหลายรอบ แต่ครูจะไม่ทำงานนอกเวลา ทำให้เสียโอกาส ซึ่งถ้าเชื่อมโยงกันได้น่าจะได้ประโยชน์ทั้งคู่ คือเด็กมาใช้บริการกิจกรรมเสริมพัฒนาการ รัฐก็ได้เครื่องมืออื่นๆ ที่เสริมเด็ก อาจเลือก mapping องค์กรกิจกรรมในกรุงเทพฯ ซึ่งมีเยอะมาก</p>



<p>-ตอนนี้เริ่มมีองค์กรต่างๆ หันมาสนใจเรื่องการศึกษามากขึ้น แต่ในระบบข้างในที่เป็นโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการยังแข็งเกินไป ไม่แน่ใจว่าจะเปลี่ยนอย่างไร อย่างเรื่องนโยบายโครงการคุณธรรมเพื่อให้เด็กมีจิตอาสา แต่วิธีการคือให้เด็กไปเรียนธรรมะแบบท่องจำทุกวันเสาร์ วิชาการที่วัดว่าใครมีคุณธรรมมากที่สุดคือวัดผลคะแนนสอบวิชาพระพุทธศาสนา คือนโยบายให้เกิดสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่ระดับปฏิบัติกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าออกแบบให้สามารถทำงานร่วมกันได้ก็น่าจะดี</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d56a89"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/5_ครูอ๋อมแอ๋ม-ศิริพร-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ศูนย์การเรียน : ทางเลือกของเด็กนอกระบบ</h2>



<p>-เรากำลังจัดศูนย์การเรียน ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ.การศึกษา มาตรา 12 ที่มีโฮมสกูลและศูนย์การเรียนโดยชุมชนเป็นคนจัดการ แต่ล่าสุดยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งที่มติ ครม. ออกนโยบายเรียบร้อยแล้ว&nbsp; ทุกอย่างพร้อมออกวุฒิการศึกษาได้และถูกรับรอง แต่ไม่มีเงินอุดหนุนจากรัฐ</p>



<p>-ศูนย์การเรียนเป็นอีกทางเลือกของเด็กที่หลุดจากระบบ เพราะมีการ apply กระบวนการเรียนได้ง่ายกว่าในระบบ&nbsp; ในระบบมีโครงสร้างที่แข็ง เราเข้าไปเปลี่ยนระบบมันยาก คิดว่าทางเลือกทางการศึกษาอื่นๆ ที่รับรองวุฒิการศึกษาควรมีมากขึ้น เช่น โรงเรียนเอกชนเขามีเงิน แต่ศูนย์การเรียนไม่มีเงิน เพราะทำงานกับเด็กด้อยโอกาส ฉะนั้นรัฐต้องสนับสนุนงบประมาณให้ศูนย์การเรียนด้วย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-80a168"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/5_ครูอ๋อมแอ๋ม-ศิริพร-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>-ศูนย์การเรียนต่างจากศูนย์การเรียนรู้ เพราะศูนย์การเรียนรู้เป็นพื้นที่ให้เด็กมาทำกิจกรรม แต่ศูนย์การเรียนเป็น พ.ร.บ.การศึกษา มาตรา 12 ที่พัฒนาจากโฮมสกูล เมื่อก่อนมีบ้านเรียนที่พ่อแม่เป็นผู้จัดการศึกษาเองที่บ้าน แล้วเครือข่ายบ้านเรียน เครือข่ายการศึกษาทางเลือกก็ผลักดันให้เกิด พ.ร.บ.ชุดนี้ออกมา คือชุมชนจัดการศึกษาเองได้ ซึ่งต้องอิงหลักสูตรจากกระทรวงศึกษา วัดประเมินผลเหมือนกันเลย แต่รูปแบบการเรียนการสอนและการสอบอาจต่างกัน&nbsp;</p>



<p>-แต่ปัญหาคือรัฐยังไม่ได้สนับสนุนงบประมาณ เนื่องจากศูนย์การเรียนอาจมีผลกระทบต่อการศึกษาในระบบ เพราะเด็กก็มาเรียนที่ศูนย์การเรียนเยอะขึ้น อย่างที่เราทำศูนย์การเรียนไร่ส้ม ก็เป็นเด็กชายขอบ มีนักเรียนอยู่ประมาณ 130 คน ซึ่งหาเงินเองหมด เรียนเหมือนกัน แต่วิธีคิด วิธี apply ต่างกัน ต้องวัดคุณภาพเด็กแล้วว่า สอนในระบบกับสอนแบบเรา เด็กมีความรู้เป็นอย่างไร&nbsp;</p>



<p>-เรามั่นใจว่าวิธีการที่เราสอนคือ บูรณาการ 8 วิชาสาระในโรงเรียนผสมกับกิจกรรมให้เด็กสนุก สามารถสร้างการเรียนรู้ให้เด็กได้เหมือนในระบบ อย่างทีมคลองเตยกำลังจดทะเบียนเป็นโรงเรียน คือเป็นโรงเรียน ไม่ใช่ศูนย์การเรียนรู้ ต้องสอบวัดผลทุกอย่างและได้วุฒิ เราต้องทำเพราะมีเด็กออกจากระบบเยอะ แล้วไม่มีที่ไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1071b2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/5_ครูอ๋อมแอ๋ม-ศิริพร-06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>-เด็กหลายคนปฏิเสธการศึกษาในระบบ อย่างคลองเตยเพิ่งจะเริ่มทำปีนี้ เราทดลองหลักสูตรอยู่ว่า 8 วิชาสาระมีอะไรที่จำเป็นต้องใช้&nbsp; แล้วที่เหลือทำเป็น project based learning เหมือนในระบบการศึกษาแล้วก็ทำคอร์สที่สร้างการเรียนรู้ พัฒนาจากเกม การลงพื้นที่ การทำโครงการ การทำวิชาชีพผ่าน project การสร้างรายได้ คือ เหมือนทำงาน แต่เด็กเรียนวิชาการผ่านการทำงานแล้วได้เงินค่าตอบแทน</p>



<p>-เพราะปัญหาของเด็ก คือเขาต้องส่งเงินให้พ่อแม่และต้องดูแลตัวเอง Pain point คือ เด็กอยากเรียน แต่เด็กต้องหาเงิน ก็เลยต้องเอาการเรียน งาน และเรื่องหาเงินมาเป็นเรื่องเดียวกัน เด็กก็จะได้เรียน ได้หาเงิน และได้พัฒนาทักษะ ที่ไม่ใช่แค่งานรับจ้างแบกหาม หรือแค่ยกของ ชงกาแฟ แต่เขาจะได้มีทักษะอื่นๆ ไปด้วย</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-educational-opportunity-guarantee-02-11/">เดินหน้าออกแบบนโยบาย “หลักประกันโอกาสทางการศึกษา” กับครูอ๋อมแอ๋ม – ศิริพร พรมวงศ์  ผู้จัดการโครงการ “คลองเตยดีจัง”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
