<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Reskill | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/reskill/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 25 Nov 2024 07:01:06 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>Reskill | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>การศึกษาต้องสร้างทั้ง ‘คนเก่ง’ และ ‘คนปรับตัวได้’ : เติมทักษะอย่างไรให้สังคมพร้อมตั้งรับกับทุกความท้าทาย</title>
		<link>https://www.eef.or.th/reskilling-upskilling-for-resilient-societies/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 03 Nov 2024 06:46:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[resilient societies]]></category>
		<category><![CDATA[Upskill]]></category>
		<category><![CDATA[Reskill]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษะแห่งอนาคต]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=88426</guid>

					<description><![CDATA[<p>หุ่นยนต์ เอไอ ดิจิทัล วิกฤตโรคระบาด – ท่ามกลางยุคสมัยที [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/reskilling-upskilling-for-resilient-societies/">การศึกษาต้องสร้างทั้ง ‘คนเก่ง’ และ ‘คนปรับตัวได้’ : เติมทักษะอย่างไรให้สังคมพร้อมตั้งรับกับทุกความท้าทาย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หุ่นยนต์ เอไอ ดิจิทัล วิกฤตโรคระบาด – ท่ามกลางยุคสมัยที่เทคโนโลยีพัฒนาก้าวกระโดด ท่ามกลางความท้าทายของโลกที่ไม่อาจพยากรณ์ล่วงหน้าได้ โจทย์สำคัญคือ ‘ระบบการศึกษา’ จะสร้างสังคมที่ประชากรแข็งแรง ยืดหยุ่น และมีความสามารถในการตั้งรับปรับตัว (resilient) ได้อย่างไร</p>



<p>การศึกษาจึงไม่ใช่เพียงการเรียนการสอนให้นักเรียนมีความรู้ตามตำรา แต่จำเป็นต้องมอบโอกาสให้นักเรียน ‘ทุกคน’ ได้เพิ่มเติมทักษะใหม่ (reskill) และพัฒนาทักษะเดิม (upskill) ควบคู่กับการเรียนการสอนแบบพื้นฐาน เพื่อติดอาวุธให้นักเรียนเพียบพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลง และสร้างสังคมที่ประชากรมีความสามารถในการปรับตัวตั้งรับกับทุกสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนในอนาคต (resilient societies)</p>



<p>อย่างไรก็ตาม สังคมที่ยืดหยุ่นพร้อมตั้งรับการเปลี่ยนแปลงอาจไม่ใช่เพียงสังคมที่ผู้คนมีทักษะเท่านั้น แต่หมายรวมถึงสังคมที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมและมีโอกาสอย่างเท่าเทียมเป็นธรรม เพราะฉะนั้น การพัฒนาการฝึกทักษะ reskill และ upskill จึงจำเป็นต้องคำนึงถึงกลุ่มเปราะบางร่วมด้วย</p>



<p>เหล่านักนโยบายและนักการศึกษาออกแบบนวัตกรรมที่เหมาะสำหรับความต้องการของนักเรียน ภายใต้เป้าหมายในการสร้างสังคมที่มีความสามารถในการปรับตัวตั้งรับโดยทุกคนมีส่วนร่วมได้อย่างไร 101 เก็บความบางส่วนจากงานเสวนาจินตภาพใหม่การศึกษา : ร่วมสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อเยาวชนและประชากรวัยแรงงาน ภายใต้หัวข้อ<em>การเพิ่มและสร้างทักษะใหม่เพื่อยกระดับทักษะที่เหมาะสมกับสังคมที่มีความยืดหยุ่นสูง</em>&nbsp;ร่วมแลกเปลี่ยนโดย&nbsp;<strong>แอร์เว มอแร็ง&nbsp;</strong>หัวหน้าโครงการ UPSHIFT องค์การยูนิเซฟภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก&nbsp;<strong>ปฏิมา จงเจริญธนาวัฒน์</strong>&nbsp;ผู้อำนวยการกองศึกษาและวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ<strong>คาเทีย มาลาเกียส</strong>&nbsp;ผู้ก่อตั้งร่วมกลุ่มพันธมิตร Australian Alliance for Inclusive Education</p>



<p><em>หมายเหตุ: เก็บความบางส่วนจาก<a href="https://afe2024.eef.or.th/app/netattm/attendee/Page/127556" target="_blank" rel="noreferrer noopener">งานเสวนาจินตภาพใหม่การศึกษา : ร่วมสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อเยาวชนและประชากรวัยแรงงาน</a>&nbsp;ในหัวข้อ<a href="https://www.youtube.com/watch?v=ZFM7fKndD5c&amp;list=PLef0T15_DjPN8dPf5cOfml-4f8zFQkqxF&amp;sttick=0" target="_blank" rel="noreferrer noopener">การเพิ่มและสร้างทักษะใหม่เพื่อยกระดับทักษะที่เหมาะสมกับสังคมที่มีความยืดหยุ่นสูง</a>&nbsp;จัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2567</em></p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>พัฒนาทักษะด้วยโครงการ UPSHIFT – แอร์เว มอแร็ง</strong></h3>



<p>ท่ามกลางวิกฤตการเรียนรู้ทั่วโลก โครงการ UPSHIFT คือโครงการพัฒนาทักษะของคนหนุ่มสาวเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเติบโตในอนาคต โดยโครงการนี้มีเป้าหมายในการสร้างนักนวัตกรรมทางสังคมที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงรูปธรรมทั้งในระดับปัจเจกและสังคม</p>



<p>ทักษะที่ว่าคือทักษะจำเป็นแห่งยุคสมัย กล่าวคือทักษะการแก้ปัญหา ทักษะความคิดสร้างสรรค์ ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น ทักษะความเป็นผู้นำ ทักษะการสื่อสาร เป็นต้น</p>



<p><strong>แอร์เว มอแร็ง</strong>&nbsp;(Herve Morin) หัวหน้าโครงการ UPSHIFT องค์การยูนิเซฟภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกเล่าว่าโครงการนี้พยายามสร้างประสบการณ์การเรียนรู้แบบใหม่ให้เยาวชนและระบบการศึกษาของหลายประเทศ&nbsp;โดยโครงการดำเนินมาแล้ว 10 ปี และทำงานร่วมกับ 51 ประเทศทั่วโลก ดังนั้น เขาจึงอยากแบ่งปันประสบการณ์การเรียนรู้ระหว่างพัฒนาโครงการ โดยเล่าบทเรียนสำคัญจาก UPSHIFT ที่มีทั้งหมด 5 ประเด็น ดังนี้</p>



<p>หนึ่ง ความสามารถในการปรับตัว (adaptability and modularity facilitates adoption) : แอร์เวระบุว่าโมเดลพัฒนาการศึกษามีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่โมเดลเหล่านี้กลับยังไม่ถูกนำไปขยายผลในระดับชาติหรือระดับโลก ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรายังขาดการปรับการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับแต่ละประเทศ</p>



<p>แอร์เวหยิบงานวิจัยมาอธิบาย โดยงานวิจัยระบุว่าการปรับใช้นวัตกรรมในระบบการศึกษามักขึ้นอยู่กับประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศนั้นๆ เพราะฉะนั้น นวัตกรรมการศึกษาที่ดีจึงไม่ใช่แค่ระบบแบบใดแบบหนึ่ง แต่ต้องสามารถเปลี่ยนรูปร่างได้ตามแต่ละบริบทของแต่ละประเทศ ตั้งแต่หลักสูตร วิธีการสอน ตลอดจนการออกแบบบทเรียน&nbsp;</p>



<p>สอง การมีนโยบายที่เหมาะสม (the right policy environment) : แอร์เวชี้ว่าการผลักดันเชิงนโยบายก็เป็นเรื่องสำคัญ ผู้บริหารระดับสูงต้องสนับสนุนให้ระบบการศึกษาสามารถปรับได้และมีความยืดหยุ่น จึงจะสามารถพัฒนาทักษะของเยาวชนคนรุ่นใหม่ได้&nbsp;</p>



<p>เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน แอร์เวยกตัวอย่างถึงประเทศอินเดียและภูฏานที่มีการดำเนินโครงการ UPSHIFT โดยใช้แพลตฟอร์มและเนื้อหาที่เหมือนกัน แต่กลับจุดประสงค์ทางนโยบายที่แตกต่างกัน</p>



<p>แอร์เวเล่าว่าประเทศอินเดียมีนโยบายมุ่งสร้างนักนวัตกรรมและต้องการเฟ้นหา ‘ช้างเผือก’ กล่าวคือนักเรียนที่โดดเด่นและมากความสามารถ เพื่อสนับสนุนศักยภาพของนักเรียนเหล่านั้นให้เติบโตและสามารถสร้างรายได้ต่อไป ขณะที่ประเทศภูฏานจะเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตและต้องการให้เนื้อหาไม่เพียงเข้าถึงนักเรียน แต่เข้าถึงครอบครัวและชุมชนวงกว้างด้วย</p>



<p>จะเห็นได้ว่าแม้เนื้อหาการเรียนการสอนจะเหมือนกัน แต่เมื่อมีเป้าหมายเชิงนโยบายแตกต่างกัน ผลลัพธ์ที่ทั้งสองประเทศได้จากโครงการจึงแตกต่างกันไปด้วย ดังนั้น การเตรียมสภาพแวดล้อมทางนโยบายที่เหมาะสมกับการพัฒนาทักษะจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง</p>



<p>สาม ครูเป็นกุญแจสำคัญ (teachers and educators are key partners) : เมื่อปรับให้มีวิธีการเรียนที่หลากหลายแล้ว วิธีการสอนก็ต้องหลากหลายเช่นกัน แอร์เวชี้ว่าฝ่ายครูก็ต้องเรียนรู้วิธีการสอนที่หลากหลายเพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ๆ สำหรับนักเรียน</p>



<p>ในประเด็นนี้ แอร์เวระบุว่าต้องมีการพัฒนาและอบรมให้ครูสามารถสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดี และควรฝึกอบรมเช่นนี้อย่างสม่ำเสมอเพื่อไม่ให้ครูล้าสมัย นอกจากนี้ การฝึกอบรมด้านการสอนอาจต้องจัดให้มีสำหรับบุคลากรการศึกษาหลายระดับ ตั้งแต่ระดับครู นักการศึกษา ผู้บริหารโรงเรียน ไปจนถึงกลุ่มคนระดับที่ฝึกสอนอาจารย์อีกที เช่น คณะครุศาสตร์ กระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น&nbsp;</p>



<p>สี่ สร้างแรงจูงใจสำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (align incentive for all stakeholders: the challenge oppotunity) : แอร์เวเล่าว่าเมื่อมีการปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้ สิ่งสำคัญคือการสร้างแรงจูงใจเพื่อให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนา</p>



<p>แอร์เวยกตัวอย่างว่าโครงการ UPSHIFT เปิดโอกาสให้นักเรียนเสนอไอเดียเพื่อแก้ปัญหาในชุมชน ซึ่งหากไอเดียผ่านการพิจารณา ทางโครงการจะสนับสนุนนักเรียนด้วยการให้งบประมาณและคำปรึกษา ซึ่งนอกเหนือจากงบประมาณและทรัพยากร อีกแรงจูงใจสำคัญในมุมมองของเขาคือการสร้างประสบการณ์และความรู้สึก ‘มีคุณค่า’ ของนักเรียน กล่าวคือความรู้สึกมีคุณค่าเมื่อนักเรียนได้ทำอะไรบางอย่างด้วยตัวเองและร่วมแก้ไขปัญหาระดับชุมชนและระดับโลก&nbsp;</p>



<p>ห้า ดิจิทัลเป็นเรื่องสำคัญ แต่ไม่อาจแทนที่การปฏิสัมพันธ์กันต่อหน้าได้ (digital can be a powerful enabler but does not replace face to face) : แอร์เวเล่าว่าเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นประโยชน์ต่อระบบการศึกษา กล่าวคือสามารถสนับสนุนการเรียนการสอน รวมถึงลดภาระเวลาและค่าใช้จ่ายของครูได้ แต่เทคโนโลยีดิจิทัลไม่ใช่ทางรอดเดียวของมนุษย์&nbsp;</p>



<p>ท้ายที่สุด แอร์เวย้ำว่าประสบการณ์การเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะการพบเจอและมีปฏิสัมพันธ์กันในชีวิตจริง ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมี</p>



<p>“การเปลี่ยนแปลงในระบบการศึกษาต้องใช้เวลามหาศาล ซึ่งบางครั้งก็คุ้มค่าที่จะลงทุนในทางออกซึ่งมีอยู่แล้วและได้รับการพิสูจน์แล้วว่าใช้งานได้จริง” แอร์เวกล่าว</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>ถอดบทเรียนโครงการคืนเยาวชน NEETs สู่การศึกษาและการจ้างงาน – ปฏิมา จงเจริญธนาวัฒน์</strong></h3>



<p>“เมื่อพูดถึงการสร้างสังคมที่มีความยืดหยุ่นอันส่งเสริมให้มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต หลักการของมันคือการเปิดเส้นทางให้ผู้ที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง”&nbsp;<strong>ปฏิมา จงเจริญธนาวัฒน์</strong>&nbsp;ผู้อำนวยการกองศึกษาและวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกล่าว</p>



<p>ประเทศไทยเองก็มีโครงการพัฒนาทักษะสำหรับกลุ่มเปราะบาง หนึ่งในนั้นคือโครงการ&nbsp;<a href="https://opendata.nesdc.go.th/dataset/enhance-the-capabilities-and-competencies-of-neets-in-udonthani-province" target="_blank" rel="noreferrer noopener">‘เสริมสร้างศักยภาพและสมรรถนะเด็กและเยาวชนกลุ่ม NEETs’&nbsp;</a>โครงการนำร่องช่วยเหลือเด็กและเยาวชนให้กลับคืนสู่ระบบการศึกษาและการจ้างงานผ่านการฝึกอบรมเสริมทักษะ ที่ตำบลนาพู่ อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี – จังหวัดที่มีประชากร NEETs มากที่สุดเป็นอันดับสามของประเทศไทย&nbsp;</p>



<p>อธิบายก่อนว่า NEETs (Youth Not in Employment, Education, or Training) หมายถึงกลุ่มเด็กและเยาวชนที่ไม่ได้ทำงานและไม่ได้เรียน ความหมายครอบคลุมทั้งกลุ่มคนว่างงานและเด็กนอกระบบการศึกษา โดยประเทศไทยมีเป้าหมายลดจำนวนเด็กและเยาวชน NEETs ให้เหลือน้อยกว่า 140,000 คนภายในปี 2027&nbsp;</p>



<p>อย่างไรก็ตาม สถิติจำนวนเด็กและเยาวชน NEETs ปัจจุบันกลับสะท้อนให้ปฏิมาเห็นว่า “ประเทศไทยยังอยู่ห่างจากเป้าหมาย” และเมื่อแยกข้อมูลอัตราเด็กและเยาวชน NEETs ตามระดับการศึกษาจะพบว่าเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้มักได้รับการศึกษาสูงสุดเพียงระดับมัธยมต้น ซึ่งด้วยระดับทักษะนี้ หากพวกเขาตัดสินใจริเริ่มหางานทำ การหางานก็ยังถือเป็นเรื่องยาก</p>



<p>โครงการนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่างสภาพัฒน์ฯ องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF)&nbsp;กระทรวงแรงงาน กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และเครือข่ายผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ โดยปฏิมาเล่าว่าโครงการนี้เริ่มจากการกำหนดขอบเขตกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งประชาชนในพื้นที่ให้ความร่วมมือในการช่วยกำหนดกลุ่มเป้าหมายมาก กล่าวคือคณะทำงานในพื้นที่เป็นกำลังหลักในการระบุว่าใครในชุมชนเป็นเด็กและเยาวชน NEETs รวมถึงเด็กและเยาวชนที่เสี่ยงจะกลายเป็น NEETs&nbsp;</p>



<p>จากนั้นคือกระบวนการติดต่อโน้มน้าวให้กลุ่มเป้าหมายเข้าร่วมโครงการ ซึ่งปฏิมาระบุว่าเป็นขั้นตอนการสร้างความเชื่อใจที่สำคัญมากและจำเป็นต้องทำงานร่วมกับผู้ปกครองด้วย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเด็กและเยาวชน NEETs ในไทยจำนวนมากอยู่ในสภาวะที่ไม่อยากทำอะไรเลย ไม่ว่าจะฝึกวิชาชีพหรือเรียนหนังสือ ทั้งนี้ เธอเผยว่าจากจำนวนกลุ่มเป้าหมาย 120 คน มีเด็กและเยาวชน NEETs เพียง 38 คนที่เข้าร่วมโครงการ&nbsp;</p>



<p>เมื่อโน้มน้าวสำเร็จ ปฏิมาเล่าว่าขั้นตอนถัดมาคือกระบวนการเตรียมความพร้อมโดยการฝึกอบรมวิชาชีพเพื่อให้เด็กและเยาวชนกลุ่มนี้สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ต่อไป ซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนจากสถานประกอบการในพื้นที่เช่นกัน&nbsp;</p>



<p>ขั้นตอนสุดท้ายคือขั้นตอนหลังการฝึกอบรม ปฏิมาชี้ว่าขั้นตอนนี้คือกระบวนการผลักดันเด็กและเยาวชนให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาหรือตลาดแรงงาน ซึ่งเธอระบุด้วยว่าโอกาสทางอาชีพของเยาวชนกลุ่ม NEETs มักจะเป็นงานวิชาชีพ เช่น ช่างไฟ ช่างซ่อม หรืองานอื่นๆ ที่สร้างรายได้อย่างมั่นคง</p>



<p>“เราแสดงให้เยาวชนกลุ่มนี้เห็นว่าคุณจะเป็นอะไรก็ได้ ถ้าหากเริ่มทำอะไรสักอย่างในวันนี้” ปฏิมากล่าว อย่างไรก็ดี มีนักเรียนเพียง 28 คนเท่านั้นที่เข้าร่วมโครงการตั้งแต่ต้นจนจบ จากเดิมที่มีผู้เข้าร่วมโครงการแรกเริ่ม 38 คน</p>



<p>เมื่อถึงขั้นตอนสุดท้าย กล่าวคือขั้นตอนของการปูทางให้เยาวชนกลับคืนสู่ระบบการศึกษาหรือตลอดแรงงาน ปฏิมาเล่าว่ามีเยาวชน 25 จาก 28 คนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาหรือหางานตามทักษะที่ผ่านการฝึกอบรมได้ โดยชี้ว่ามีเพียง 3 คนเท่านั้นที่ยังทำไม่สำเร็จ โดยทางโครงการก็กำลังพยายามแก้ไข&nbsp;</p>



<p>อีกบทเรียนสำคัญที่ปฏิมาได้จากโครงการ คือการมีส่วนร่วมของชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ เธอเล่าว่าความร่วมมือของหลายภาคส่วนในพื้นที่ให้มีส่วนผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะองค์การบริหารส่วนตำบลนาพู่ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี สถานศึกษา และสถานประกอบการในชุมชน</p>



<p>หากถามว่าอะไรคือความท้าทายของโครงการ ปฏิมาอธิบายว่าเมื่อระบบขนส่งสาธารณะในจังหวัดไม่มีคุณภาพ ก็ยิ่งทำให้กลุ่มเป้าหมายจำนวนมากเข้าไม่ถึงโครงการนี้ เนื่องจากตำบลนาพู่ไม่ได้อยู่ใจกลางเมือง แต่กลุ่มเป้าหมายจำเป็นต้องเดินทางเข้าใจกลางเมืองเพื่อฝึกอบรมทักษะ</p>



<p>“สิ่งสำคัญคือเราต้องเข้าใจปัญหาในพื้นที่และต้องทำอย่างไรก็ได้ให้กลุ่มเป้าหมายเชื่อมั่นในโครงการของเรา ส่วนการเตรียมความพร้อมก็ควรต้องเตรียมให้เหมาะสมกับความต้องการของบุคคล”&nbsp;</p>



<p>“ประชากร NEETs มีองค์ความรู้ที่หลากหลาย เป็นเหตุว่าทำไมเราถึงต้องออกแบบโครงการที่ตอบสนองต่อความต้องการอันหลากหลายของพวกเขาให้ได้” ปฏิมาทิ้งท้าย</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>ออกแบบการเติมทักษะที่เหมาะสำหรับ ‘ทุกคน’ – คาเทีย มาลาเกียส</strong></h3>



<p>“สิ่งสำคัญคือการศึกษาสำหรับทุกคน เราต้องไม่ลืมคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในสังคม ซึ่งกลุ่มที่มักเผชิญปัญหา ขาดโอกาสด้านการศึกษาและการทำงาน คือกลุ่มผู้พิการหรือผู้บกพร่องรูปแบบต่างๆ” คือข้อความจาก<strong>คาเทีย มาลาเกียส</strong>&nbsp;(Catia Malaquias) ผู้ก่อตั้งร่วมกลุ่มพันธมิตร Australian Alliance for Inclusive Education</p>



<p>คาเทียยืนยันว่าสังคมต้องสร้างระบบการศึกษาที่ยั่งยืนและที่เอื้อให้ทุกคนมีส่วนร่วม (inclusive) โดยเฉพาะการให้โอกาสผู้พิการให้เข้าถึงโอกาสต่างๆ ไม่ว่าจะโอกาสด้านการศึกษา การเรียนรู้ หรือการทำงาน เฉกเช่นเดียวกับบุคคลอื่น</p>



<p>การให้สิทธิผู้พิการเข้าถึงระบบการศึกษาถือเป็นสิทธิที่ถูกให้ความสำคัญในระดับโลก คาเทียอธิบายถึงอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการข้อ 24 อันระบุว่าผู้พิการต้องมีสิทธิเข้าถึงระบบการศึกษาโดยไม่เลือกปฏิบัติ ขณะเดียวกัน ต้องมีระบบการศึกษาที่ออกแบบมาเพื่อผู้พิการในทุกระดับการเรียนรู้ ไม่ว่าจะการศึกษาภาคบังคับ สายวิชาชีพ อุดมศึกษา ตลอดจนการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อพัฒนาความสามารถของผู้พิการให้มีส่วนร่วมกับสังคมได้อย่างเท่าเทียม นอกจากนี้ เธอยังอธิบายถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ข้อ 4 อันระบุว่าการศึกษาควรต้องมีคุณภาพและเข้าถึงทุกคน</p>



<p>“วิธีการออกแบบโปรแกรมเพิ่มเติมทักษะใหม่ (reskill) และพัฒนาทักษะเดิม (upskill) จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าเรากำลังจะสร้างสังคมที่เอื้อให้ทุกคนมีส่วนร่วม หรือจะยิ่งตอกย้ำความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่ … ถ้าเราออกแบบโปรแกรมไม่ดี ผู้พิการก็จะถูกกัดกันและกลายเป็นชายขอบยิ่งขึ้นเรื่อยๆ” คาเทียกล่าว</p>



<p>วิกฤตโควิด-19 ทำให้โรงเรียนจำนวนมากต้องปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอน ในแง่หนึ่งจึงสร้างผลกระทบต่อผู้พิการบางคนที่ไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรการเรียนและสื่อการเรียน อย่างไรก็ตาม คาเทียชี้ว่าโควิด-19 เป็นช่วงเวลาที่เปิดโอกาสให้สังคมได้ขบคิดถึงวิธีออกแบบการเรียนการสอนโดยคำนึงถึง universal design principle หรือการออกแบบที่คำถึงความเหมาะสมสำหรับคนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะการออกแบบการเรียนการสอนออนไลน์ที่เหมาะสำหรับนักเรียนทุกประเภท</p>



<p>ทั้งนี้ สำหรับนักเรียนบางคนเพียงแค่ universal design ก็อาจยังไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้น การออกแบบการเรียนการสอนและการสนับสนุนที่เหมาะสำหรับแต่ละบุคคลโดยเฉพาะ (customised) ก็เป็นเรื่องจำเป็นเช่นกัน&nbsp;</p>



<p>คาเทียยกตัวอย่างกรณีศึกษาโรงเรียน Bob Hawke College ในประเทศออสเตรเลีย เมื่อเกิดวิกฤตโรคระบาด โรงเรียนแห่งนี้ใช้วิธี blended learning กล่าวคือการเรียนการสอนที่ผสมระหว่างการสอนแบบมีปฏิสัมพันธ์ต่อหน้า (face to face) และการเรียนออนไลน์ แน่นอนว่าเส้นทางช่วงแรกไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะนักเรียนพิการจำนวนมากเข้าไม่ถึงเทคโนโลยีและตามบทเรียนไม่ทัน&nbsp;</p>



<p>โรงเรียนจึงพัฒนาการเรียนการสอน blended learning โดยยึดหลัก universal design เพื่อให้นักเรียนทุกคนเข้าถึงการศึกษาได้ และสร้างการเรียนการสอนที่ยืดหยุ่นและมีหลายแนวทางสำหรับนักเรียนแต่ละคน เช่น นักเรียนที่บกพร่องทางการเรียนรู้จะเข้าถึงรูปแบบเนื้อหาที่เหมาะสมสำหรับพวกเขา เช่น สื่อการสอนวิดีโอ เทคโนโลยีอ่านให้ฟัง (text to speech) หรือสื่อการเรียนรู้อื่นๆ ที่ถูกออกแบบให้เข้ากับความต้องการที่หลากหลาย</p>



<p>“การ blended learning จะให้ความยืดหยุ่นแก่นักเรียน เพื่อให้นักเรียนสามารถมีส่วนร่วมกับเนื้อหาในย่างก้าวที่ตนเองถนัด”&nbsp;</p>



<p>“ประโยชน์จาก blended learning มีมากกว่าภายในห้องเรียน สิ่งนี้มีบทบาทสำคัญในการเตรียมตัวนักเรียนพิการสำหรับการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ตลาดแรงงาน และด้วยการบูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับการเรียนรู้เช่นนี้ นักเรียนพิการจะมีโอกาสในการพัฒนาทักษะดิจิทัลที่มีประโยชน์ต่อการประสบความสำเร็จในตลาดแรงงานยุคปัจจุบัน” คาเทียระบุ</p>



<p>คาเทียกล่าวว่ารูปแบบการเรียนการสอน blended learning เช่นนี้ ยังสามารถเป็นรูปแบบการออกแบบโปรแกรม reskill และ upskill ได้ด้วย โจทย์คือทำอย่างไรให้ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมและเข้าถึงได้ พร้อมกับออกแบบโปรแกรมให้เหมาะสมและรองรับความต้องการของแต่ละบุคคล เปิดโอกาสให้ปัจเจกสามารถพัฒนาการเรียนรู้ได้ในระดับที่ตนเองถนัด ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์กับผู้พิการ แต่ต้องเป็นประโยชน์กับคนอื่นด้วย เช่น แรงงานทักษะต่ำ แรงงานที่ใช้ภาษาที่สองในการทำงาน เป็นต้น</p>



<p>และหากอยากให้เกิดการจ้างงานอย่างยุติธรรมในสังคม โดยเฉพาะในหมู่ผู้บกพร่องทางการเรียนรู้ การออกแบบการเรียนการสอนเพิ่มทักษะที่มีส่วนร่วมได้ทุกคนอาจยังไม่เพียงพอ คาเทียจึงเสนอแนวทาง customised employment ร่วมด้วย กล่าวคือแนวทางการปรับงานให้เหมาะสมกับทักษะและความสามารถของแต่ละคน ซึ่งแตกต่างจากการจ้างงานทั่วไปที่มักหาคนที่ทักษะสอดคล้องกับตำแหน่งงานที่มี</p>



<p>คาเทียอธิบายว่า customised employment จะสร้างความยืดหยุ่นในการออกแบบอาชีพ แรงงานจะสามารถทำงานสอดคล้องกับทักษะที่มี จนกระทั่งสร้างคุณค่าและความหมายกับงาน ขณะที่นายจ้างก็ได้ผลประโยชน์ตามความคาดหวัง</p>



<p>“ความร่วมมือระหว่างนักการศึกษา นายจ้าง และนักนโยบาย จะเป็นแกนสำคัญที่ทำให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นจริง นักนโยบายและรัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการศึกษาที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วม รวมถึงการพัฒนาตลาดแรงงานด้วยการสร้างนโยบาย และโครงสร้างการสนับสนุน” คาเทียระบุ&nbsp;</p>



<p>ทั้งนี้ คาเทียเห็นว่าการ reskill และ upskill ไม่ใช่แค่ทางเลือกเพื่อยกระดับอาชีพ แต่เป็นทางรอดในการแข่งขันท่ามกลางเศรษฐกิจและสังคมโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเธอเน้นย้ำว่าผู้พิการจำเป็นต้องอยู่ในความเคลื่อนไหวนี้และเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียม&nbsp;</p>



<p>“นี่หมายถึงการขยับขยายให้กว้างกว่าวิธีการ one size fits all (วิธีการเดียวสำหรับทุกคน) การเรียนการสอนไม่ควรเป็นรูปแบบเดียว และเราควรสนับสนุนความยืดหยุ่นในการเรียนรู้ การปรับการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับปัจเจก โดยเอาความหลากหลายของมนุษย์เป็นใจกลางของการเปลี่ยนผ่านระบบการศึกษา”</p>



<p>“เพื่อสร้างสังคมที่ยุติธรรมและมีส่วนร่วมสำหรับ ‘ทุกคน’ อย่างแท้จริง” คาเทียระบุ</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/reskilling-upskilling-for-resilient-societies/">การศึกษาต้องสร้างทั้ง ‘คนเก่ง’ และ ‘คนปรับตัวได้’ : เติมทักษะอย่างไรให้สังคมพร้อมตั้งรับกับทุกความท้าทาย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Upskill Reskill จะอยู่กันอย่างไร เมื่อโลกบอกให้เราต้อง ‘เก่งขึ้น’</title>
		<link>https://www.eef.or.th/upskill-reskill/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 01 Sep 2023 14:01:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษะสำหรับอนาคต]]></category>
		<category><![CDATA[หน้าที่การงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญาประดิษฐ์]]></category>
		<category><![CDATA[AI]]></category>
		<category><![CDATA[Upskill]]></category>
		<category><![CDATA[Reskill]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=77105</guid>

					<description><![CDATA[<p>สำหรับมนุษย์ทำงาน เรากำลังเข้าสู่ยุคสมัยที่การ Upskill  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/upskill-reskill/">Upskill Reskill จะอยู่กันอย่างไร เมื่อโลกบอกให้เราต้อง ‘เก่งขึ้น’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="Upskill Reskill จะอยู่กันอย่างไร เมื่อโลกบอกให้เราต้อง ‘เก่งขึ้น’" width="750" height="422" src="https://www.youtube.com/embed/EpunSw6gWt4?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p></p>



<p>สำหรับมนุษย์ทำงาน เรากำลังเข้าสู่ยุคสมัยที่การ Upskill และ Reskill หรือคือการเรียนรู้เพื่อเพิ่มและพัฒนาทักษะใหม่ๆ ให้ตัวเอง กลายเป็นหนึ่งในสิ่งที่ ‘จำเป็น’ เพื่อให้เรา ‘อยู่รอด’ ต่อไปได้</p>



<p>การเชี่ยวชาญสาขาใดสาขาหนึ่ง หรือศาสตร์แขนงใดแขนงหนึ่งอาจไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว โลกกำลังเรียกร้องให้เราเก่งขึ้น รอบรู้มากขึ้น สมบูรณ์แบบมากขึ้น ยิ่งเมื่อภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดอย่างปัญญาประดิษฐ์หรือ AI กำลังเข้ามามีบทบาทในหน้าที่การงานหลายๆ ด้าน มนุษย์ยิ่งถูกบีบให้รู้สึกว่าต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ เป็นปราการด่านสำคัญเพื่อไม่ให้คอมพิวเตอร์เข้ามาทดแทนเราในหน้าที่การงานได้</p>



<p>กระนั้น ใครจะปฏิเสธว่านี่ย่อมเป็นข้อเรียกร้องที่หนาหนัก ลำพังทำงานห้าวันก็เรียกร้องพลังชีวิตจนเกือบหมดหลอด การกระเสือกกระสนไปลงเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพิ่มย่อมเป็นเรื่องแทบจะเกินกำลัง ยังไม่ต้องพูดถึงภาระด้านค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการจะเพิ่มและพัฒนาทักษะ คำถามคือเราควรเรียนอะไรใหม่บ้าง โลกกำลังเรียกร้องอะไรจากเราอีก และรัฐบาลหรือหน่วยงานต่างๆ ควรเป็นผู้ประคับประคองมนุษย์ทำงานอย่างเราๆ มากน้อยแค่ไหน</p>



<p>ด้านหนึ่ง นี่ย่อมเป็นความท้าทายใหม่ที่คนวัยทำงานทั้งหลายต้องเผชิญ และดูจะเป็นความท้าทายที่กินระยะเวลายาวนานไปจนถึงคนรุ่นต่อๆ ไปด้วยอีกเช่นกัน</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/upskill-reskill/">Upskill Reskill จะอยู่กันอย่างไร เมื่อโลกบอกให้เราต้อง ‘เก่งขึ้น’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เจาะเทรนด์พัฒนาทักษะของคนไทย ในยุคดิสรัปชันใหญ่ของตลาดแรงงาน กับ วิโรจน์ จิรพัฒนกุล</title>
		<link>https://www.eef.or.th/viroj-chiraphadhanakul-interview/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 28 Jan 2022 05:52:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[Upskill]]></category>
		<category><![CDATA[Reskill]]></category>
		<category><![CDATA[Life-long learning]]></category>
		<category><![CDATA[MOOC]]></category>
		<category><![CDATA[หลักสูตรออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[วิโรจน์ จิรพัฒนกุล]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้ตลอดชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาทักษะแรงงาน]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=50957</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘upskill’ (พัฒนาทักษะเดิม) ‘reskill’ (เพิ่มเติมทักษะใหม [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/viroj-chiraphadhanakul-interview/">เจาะเทรนด์พัฒนาทักษะของคนไทย ในยุคดิสรัปชันใหญ่ของตลาดแรงงาน กับ วิโรจน์ จิรพัฒนกุล</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>‘upskill’ (พัฒนาทักษะเดิม) ‘reskill’ (เพิ่มเติมทักษะใหม่) และ ‘lifelong learning’ (การเรียนรู้ตลอดชีวิต) คือคำศัพท์ที่หลายคนอาจได้ยินเยอะขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงเวลานี้&nbsp;</p>



<p>การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลก อันเสริมแรงเร่งด้วยการระบาดของโควิด-19 ทำให้หลายแวดวงอาชีพกำลังเปลี่ยนโฉมหน้าไป โดยรายงานของ World Economic Forum ในชื่อ <a href="https://www3.weforum.org/docs/WEF_Future_of_Jobs_2020.pdf" target="_blank" rel="noreferrer noopener">The Future of Jobs Report 2020</a><a href="https://www3.weforum.org/docs/WEF_Future_of_Jobs_2020.pdf"> </a>คาดการณ์ไว้ว่าร้อยละ 50 ของแรงงานทั้งหมดจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาทักษะของตัวเองภายในปี 2025 ตอกย้ำว่าการมีทักษะความรู้แค่เท่าที่เรียนมาในมหาวิทยาลัยหรือเท่าที่สั่งสมจากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา ไม่เพียงพออีกต่อไป </p>



<p>การจัดสรรเวลาว่างจากการทำงานส่วนหนึ่งไปกับการพัฒนาทักษะตัวเองจึงกำลังเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับใครหลายคน โดยช่องทางหนึ่งที่ได้รับความนิยมก็คือ MOOCs (Massive Open Online Courseware) ซึ่งเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนบนโลกออนไลน์ ที่มีผู้ให้บริการแพลตฟอร์มมากหน้าหลายตา เช่นที่รู้จักกันดีในระดับโลกอย่าง Coursera, Udemy, LinkedIn Learning และยังมีอีกหลายแพลตฟอร์มที่ให้บริการโดยสถาบันการศึกษา รวมถึงภาครัฐ โดยแพลตฟอร์มเหล่านี้ยังพบว่ามีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงโควิด-19 เช่น <a href="https://www.classcentral.com/report/coursera-2020-year-review/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Coursera</a> ที่มีผู้ใช้บริการทั้งปี 2020 ถึงกว่า 760 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าเกือบร้อยละ 70 ทั้งจากภาวะล็อกดาวน์และจากกระแสความตื่นตัวของผู้คน</p>



<p>ประเทศไทยก็มีแพลตฟอร์มผู้ให้บริการ MOOCs อยู่ไม่น้อยเช่นกัน โดย 101 มีโอกาสพูดคุยกับ&nbsp;<strong>ดร. วิโรจน์ จิรพัฒนกุล</strong>&nbsp;กรรมการผู้จัดการและผู้ร่วมก่อตั้งแพลตฟอร์มการเรียนการสอนออนไลน์อย่าง Skooldio เพื่อสำรวจตลาดแพลตฟอร์มพัฒนาทักษะความรู้ออนไลน์ในไทย หาคำตอบว่าคนไทยกำลังตื่นตัวพัฒนาทักษะตัวเองกันขนาดไหน ทักษะอะไรบ้างที่แรงงานไทยกำลังนิยมเรียน พร้อมมองเทรนด์การปรับตัวของทั้งแพลตฟอร์ม สถาบันการศึกษา และภาครัฐ ในยุคที่การเรียนรู้ไม่ได้จบแค่ใบปริญญาอีกต่อไป&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2022/01/375A6463-scaled.jpg" alt="" class="wp-image-290425"/><figcaption>ดร. วิโรจน์ จิรพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการและผู้ร่วมก่อตั้ง Skooldio</figcaption></figure>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ตอนนี้ทั่วโลกพูดถึงเรื่อง upskill, reskill และ lifelong learning กันเยอะมาก ในมุมมองของคุณ คุณคิดว่าสิ่งเหล่านี้กำลังมีความสำคัญมากขนาดไหน </strong></h2>



<p>lifelong learning เป็นสิ่งที่ดีมาตั้งแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว คนที่หมั่นหาความรู้ หมั่นพัฒนาตัวเองตลอดเวลาก็จะเก่งขึ้น สามารถทำงานได้ดีกว่าคนอื่น แต่ที่เป็นกระแสมากในช่วงนี้ก็เป็นเพราะเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงเร็วกว่าเดิมมาก ใครๆ ก็พูดกันว่าเทคโนโลยีตอนนี้กำลังเปลี่ยนแปลงแบบ exponential เพราะฉะนั้นมันจะส่งผลให้อายุของความรู้ที่เราเรียนมากำลังสั้นลง หลายๆ อย่างที่เราเรียนมาในสมัยมหาวิทยาลัยกำลังจะล้าสมัยไปแล้ว หรือหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นใหม่ก็ยังไม่ทันได้ถูกสอนในมหาวิทยาลัย แต่กลับเป็นสิ่งที่ตลาดแรงงานกำลังต้องการมากๆ ในตอนนี้ เป็นเหตุผลว่าทำไมคนทุกสายงานจำเป็นต้องพยายาม upskill และ reskill กันมากขึ้น</p>



<p>เวลาพูดถึงเทคโนโลยี หลายคนจะนึกถึงแค่อาชีพที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีโดยตรง แต่จริงๆ ทุกอาชีพเจอการเปลี่ยนแปลงหมด เช่น แต่ก่อนเราเรียนการตลาด (marketing) มา ซึ่งในมหาวิทยาลัยตอนนี้อาจจะยังสอนเรื่องพื้นฐานอย่าง 4P (Product, Price, Place, Promotion) อยู่ แต่ปรากฏว่าใน job description ของงานสายนี้ในทุกวันนี้ อยากได้คนที่ยิง ads (advertisements – โฆษณา) ทาง Facebook และ Google เป็น หรือในสายอักษรศาสตร์ ปกติอาจเคยเรียนเรื่องการวิเคราะห์วรรณคดีหรือวิเคราะห์คำพูด แต่เดี๋ยวนี้ก็มีเรื่อง Computational Linguistics (ภาษาศาสตร์คอมพิวเตอร์) ซึ่งเกี่ยวกับการทำให้คอมพิวเตอร์สามารถทำความเข้าใจภาษามนุษย์ได้ นี่คือช่องว่างที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเรียนจบสายไหนมา สุดท้ายถ้าตามเทคโนโลยีไม่ทัน ก็อยู่ยาก</p>



<p>อีกปัจจัยที่เข้ามากดดันให้เราต้องปรับตัวก็คือโควิด-19 ที่ทำให้หลายอาชีพได้รับผลกระทบหนักมาก เช่น มัคคุเทศก์ จนหลายคนถึงขั้นต้องเปลี่ยนอาชีพไปเลย ก็เป็นอีกเหตุผลที่ว่าทำไมกระแสการพัฒนาทักษะตัวเองถึงมาแรง </p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>แล้วในประเทศไทย ถือว่าคนไทยตื่นตัวพัฒนาทักษะตัวเองกันมากขึ้นหรือเปล่า ถ้าดูจากการเก็บสถิติของแพลตฟอร์มของคุณเอง</strong></h2>



<p>ถามว่ามากขึ้นไหม ก็มากขึ้น เรามีคนลงทะเบียนมาเรียนกับเราเพิ่มขึ้นจากก่อนปี 2019 ซึ่งเป็นช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ประมาณ 3 เท่าตัว แต่มากขึ้นจนโอเคแล้วไหม ผมคิดว่ายัง อย่าง Skooldio เองตอนนี้ก็มีลูกค้ามาจากองค์กรต่างๆ เป็นหลักมากกว่า คือองค์กรบังคับให้คนของตัวเองมาเรียน เพราะเขามองเห็นว่าถ้าเขาไม่พัฒนาทักษะพนักงาน เขาจะไม่มีบุคลากรที่ช่วยให้องค์กรสามารถแข่งขันได้ แต่ก็มีปัญหาอีกส่วนหนึ่งว่า พอคนโดนบังคับมาเรียน ก็อาจเรียนไม่จบ หรือซื้อคอร์สดองไว้&nbsp;</p>



<p>เพราะฉะนั้นผมว่าคนไทยยังไม่ตื่นตัวกันขนาดนั้น สาเหตุหลักๆ คือคนไทยหลายคนอาจยังไม่ค่อยรู้ตัวว่าการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลจริงๆ แล้วแรงกว่าที่เราคิด แต่อย่างน้อยผมคิดว่าการมีสถานการณ์โควิด-19 ช่วยให้คนตระหนักขึ้นมาได้บ้าง อย่างคนเป็นพ่อค้าแม่ค้า เมื่อก่อนก็อาจไม่ได้รู้สึกว่าต้องมา upskill เพราะก็ขายของได้ปกติ มีเงินอยู่แล้วก็อยู่ได้ แต่พอเกิดโควิด-19 กลายเป็นว่าไม่มีคนมาเดินตลาด ทำให้ต้องเริ่มปรับตัว เอาตัวเองไปอยู่บนแพลตฟอร์มอย่าง Shopee หรือ Lazada พวกเขาถึงตระหนักมากขึ้นว่าตอนนี้จำเป็นมากที่จะต้องพัฒนาทักษะตัวเอง</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ถ้าคนไทยยังตื่นตัวไม่มากพอ มีแนวทางไหนบ้างที่จะกระตุ้นให้คนไทยตื่นตัวกับเรื่องนี้มากขึ้น ตัวแพลตฟอร์มพัฒนาทักษะออนไลน์เองมีบทบาทในมุมไหนได้บ้างหรือไม่</strong></h2>



<p>สิ่งที่เราทำตลอดคือการสร้าง awareness (ความตระหนักรู้) เพราะหลายคนแค่ไม่รู้ว่าเทคโนโลยีช่วยอะไรเขาได้ แต่ถ้าเขารู้เมื่อไหร่ เขาก็จะตื่นตัวมากขึ้น จริงๆ แล้วประเทศไทยมีข้อดีเรื่องการใช้งานเทคโนโลยีสูงอยู่แล้ว เหลือแค่ต้องทำให้เขารู้ว่าจะใช้ประโยชน์อย่างไร เช่น ปกติพ่อค้าแม่ค้าอาจไม่ได้สนใจใช้ chatbot (ซอฟต์แวร์โต้ตอบบทสนทนาอัตโนมัติ) แต่พอเริ่มเห็นพิมรี่พายเอา chatbot มาช่วยรับออเดอร์สินค้าหรือช่วยทำอะไรอีกหลายอย่างได้อัตโนมัติ เขาก็อาจจะเริ่มคิดได้ว่าสิ่งนี้จะอาจจะช่วยให้เขาทำธุรกิจได้ดีขึ้น&nbsp;</p>



<p>ถ้าเราจะไปตั้งโจทย์ว่าคนต้องเรียนเพิ่ม ต้องมีความรู้เพิ่ม คนอาจจะไม่ได้รู้สึกว่าอยากเรียน เพราะปกติคนก็ไม่ค่อยอยากเรียนอยู่แล้ว แต่แทนที่จะตั้งโจทย์อย่างนั้น เราเปลี่ยนมาตั้งโจทย์ว่าถ้าคุณรู้เรื่องนี้เพิ่ม คุณจะทำงานได้ดีขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น รายได้คุณจะเพิ่มขึ้น จะทำให้คนตื่นตัวขึ้นมากกว่า </p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>แล้วคนกลุ่มไหนที่มีความตื่นตัวกับเรื่องนี้มากที่สุด</strong></h2>



<p>ส่วนมากก็จะเป็น first/second jobber (คนที่เพิ่งเข้าสู่ตลาดแรงงานหลังเรียนจบ) อีกกลุ่มหนึ่งก็คือคนที่อยากย้ายสายงาน ตอนนี้ศาสตร์ที่เป็นที่สนใจมากสำหรับคนกลุ่มนี้คือคอร์สเกี่ยวกับ UX/UI (User Experience / User Interface) ซึ่งเกี่ยวกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้มีความเข้าใจผู้ใช้งาน คนที่มาเรียนเรื่องนี้ก็มาจากหลายสาย ทั้งคนที่เคยเป็นกราฟิกดีไซน์เนอร์ ออกแบบกราฟิกบนเว็บไซต์ หรือออกแบบสิ่งพิมพ์ ซึ่งอยากเปลี่ยนมาทำงานด้านผลิตภัณฑ์จริงจัง หรืออย่างคนจากสายจิตวิทยากับรัฐศาสตร์ที่มีความเข้าใจ user มากๆ เพราะเรียนสิ่งที่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนเยอะ ก็สนใจย้ายมาด้านนี้เหมือนกัน หรือแม้แต่คนที่เคยเป็นแอร์โฮสเตสก็สนใจเยอะมาก เพราะเคยทำงานให้บริการมาก่อน เลยมีเซนส์ในเรื่องการทำความเข้าใจลูกค้าค่อนข้างดี</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2022/01/375A6473-800x1200.jpg" alt="" class="wp-image-290426"/><figcaption>ดร. วิโรจน์ จิรพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการและผู้ร่วมก่อตั้ง Skooldio</figcaption></figure>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>นอกจากนี้แล้ว มีคอร์สแบบไหนที่กำลังมาแรงอีกบ้าง</strong></h2>



<p>ถ้าเป็นลูกค้าที่เป็นองค์กร ก็จะให้ความสนใจกับสองเรื่องใหญ่ๆ เรื่องแรกคือ design thinking (กระบวนการคิดเชิงออกแบบ) เพราะองค์กรก็อยากทำตัวเองให้เป็น user centric หรือ customer centric (ให้ผู้ใช้งาน/ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง) มากขึ้น คืออยากทำผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น</p>



<p>อีกเรื่องก็คือเรื่อง data (ข้อมูล) อย่างคนที่เป็นนักการตลาด ในทุกๆ วันก็ต้องคอยตัดสินใจว่าจะยิง ads ทางไหนดี ใช้อินฟลูเอนเซอร์คนไหนดี วันนี้โทรหาลูกค้าคนไหนดี จะสั่งของเท่าไหร่ดี คือทุกคนมีเรื่องต้องตัดสินใจตลอดเวลา ซึ่งโจทย์ก็คือจะทำอย่างไรให้คนกลุ่มนี้สามารถใช้ข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจได้มากขึ้น เพื่อให้การทำงานในองค์กรมีประสิทธิภาพมากขึ้น หลายองค์กรเลยเริ่มตระหนักว่าถ้าเขาอยากเป็นองค์กรที่เป็น data-driven (ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล) จริง เขาก็ต้องทำให้คนในองค์กรใช้ข้อมูลเป็น&nbsp;</p>



<p>ถ้าเป็นคนทั่วไปที่ไม่ใช่องค์กร คอร์สที่ได้รับความสนใจเยอะคือ digital marketing (การตลาดดิจิทัล) คนที่มาเรียนส่วนมากเป็นผู้ประกอบการ เพราะเขามองเห็นว่าช่วยให้เขาทำเงินได้ แต่ตอนนี้ Skooldio ไม่ได้มีคอร์สนี้แล้ว เพราะเป็นคอร์สที่สอนยาก สุดท้ายแล้วชีวิตเราก็ไปผูกกับ Google เสียเยอะ แล้วเทรนด์ก็เปลี่ยนบ่อยมาก เราก็เลยเปลี่ยนมาสอนอะไรที่พื้นฐานกว่านั้นหน่อย </p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>คุณคิดว่าในยุคสมัยนี้มีทักษะไหนบ้างที่สำคัญมาก แต่คนไทยยังไม่ค่อยสนใจเรียนเยอะขนาดนั้น</strong></h2>



<p>design thinking ผมว่าเป็นอะไรที่ทุกคนควรเรียนนะ เอาง่ายๆ เลย เวลาองค์กรของไทยออก ads อะไรมา ผมแทบไม่ค่อยเห็นคนไทยตื่นเต้นกับมันเท่าไหร่เลย แต่พอเป็นสตาร์ทอัพเมืองนอกกลับสร้างไวรัลในประเทศเราได้ ผมว่ามันเป็นเรื่องหลักคิดที่แตกต่างกัน หลายบริษัทอาจยังมีวิธีการทำงานแบบเดิม คือให้ผู้บริหารเคาะลงมาว่าทำอะไรแล้วจะโดนใจคนบ้าง แต่เดี๋ยวนี้ผู้บริโภคเปลี่ยนเร็ว มีความหลากหลายขึ้น มีทางเลือกมากขึ้น เลยกลายเป็นว่าสิ่งที่เคาะมาแล้วสุดท้ายไม่โดนมีออกมาเยอะ เรื่อง design thinking จึงถือว่าจำเป็น</p>



<p>ถ้าเป็นมุมผู้ประกอบการ ผมว่าเรื่อง data ก็จำเป็นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้ที่หลายร้านค้า หลายผู้ประกอบการมีช่องทางการขายเต็มไปหมดทั้ง Shopee, Lazada และอีกหลายแพลตฟอร์ม คำถามคือตอนนี้ช่องทางไหนขายดีสุด อะไรขายดีในช่องทางไหน ลูกค้าในช่องทางไหนชอบของแบบไหน ถ้าจะจัดโปรโมชันควรทำอย่างไร ถ้าเขาไม่รู้ data ก็จะแจกหรือขายทุกอย่างสุ่มสี่สุ่มห้าหมด เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จำเป็นมาก อาจจะเรียกเป็นศัพท์ว่าต้องมี data literacy (ทักษะทางข้อมูล) อย่างน้อยต้องมีความรู้พื้นฐาน สามารถหยิบจับข้อมูลมาใช้งานได้</p>



<p>แล้วทุกวันนี้หลายคนกำลังคิดว่า หุ่นยนต์กำลังจะเข้ามาแทนที่มนุษย์ในหลายงาน แต่ผมต้องบอกว่าหุ่นยนต์มักจะเก่งงานที่เฉพาะด้าน ยังมีสิ่งที่มนุษย์ทำได้ดีกว่าหุ่นยนต์อยู่ โดยมีอยู่สองด้านหลักๆ ที่ควรเป็นเทรนด์ในการพัฒนาทักษะตัวเอง ด้านแรกคือ complex problem solving หรือการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน และอีกด้านหนึ่งคือทักษะความเป็นมนุษย์ ซึ่งก็คือเรื่องความคิดสร้างสรรค์กับความเห็นอกเห็นใจคน </p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>คุณมองตลาดของแพลตฟอร์มการพัฒนาทักษะทางออนไลน์ในไทยตอนนี้อย่างไร</strong></h2>



<p>ผมว่าเรามีแพลตฟอร์มลักษณะนี้อยู่มากเกินพอ บางทีก็มีผู้เล่นใหม่ๆ เกิดขึ้นมา รวมถึงสถาบันการศึกษาเองที่ลุกขึ้นมาเล่น เพราะเริ่มตระหนักแล้วว่าตัวเองปรับตัวไม่ค่อยทัน รวมถึงมีผู้เล่นจากต่างประเทศก็พยายามเข้ามาในเมืองไทยเยอะมากเช่นกัน ตอนนี้หลายองค์กรในประเทศไทยเริ่มใช้บริการแพลตฟอร์มอย่าง Coursera, Udemy หรือ LinkedIn Learning ที่มาจากต่างประเทศโดยตรง แต่มันมีข้อจำกัดคือเราต้องมีภาษาอังกฤษแข็งแรง เพราะฉะนั้นองค์กรที่ใช้แพลตฟอร์มพวกนี้เป็นองค์กรใหญ่เท่านั้น ถ้าเป็นแพลตฟอร์มของคนไทยเองก็มีหลายเจ้าอย่าง Skooldio , SkillLane, ConicleX และ Future Skill</p>



<p>เพราะฉะนั้นคอร์สเรียนทุกวันนี้มีให้เลือกเยอะมาก ยังไม่นับรวมกูรูตามเพจ Facebook ต่างๆ และคนที่อัปโหลดความรู้ให้ฟรีๆ บน YouTube ผมถึงชอบบอกทุกคนว่าแค่เราขยันหาความรู้ เราอาจไม่ต้องใช้แพลตฟอร์มที่ต้องเสียเงินพวกนั้นก็ได้ ถ้าเราขยันเสิร์ช ก็มักจะเจอความรู้ฟรีๆ อยู่ที่ไหนสักที่ให้เราเรียน&nbsp;</p>



<p>ผมแบ่งแพลตฟอร์มในประเทศไทยเป็นสองประเภท ประเภทแรกคือ content provider คือคนที่ทำคอนเทนต์ของตัวเองออกมาแบบออริจินัล กับอีกประเภทคือคนที่เป็น marketplace คือเป็นตัวกลางที่เปิดให้คนอื่นเอาคอนเทนต์มาลง ถ้าเป็นอย่างหลังมีข้อดีคือวิชาความรู้จะหลากหลายมาก ถ้าคุณไปดูบน SkillLane จะเห็นว่ามีหลายคอร์สที่แปลกใหม่ เช่น วิธีการเพิ่มส่วนสูง ใครจะไปเชื่อใช่ไหมว่ามีคอร์สแบบนี้ ส่วนถ้าเป็น Skooldio เอง เราค่อนไปทางการเป็น content provider คือเราออดิชันคนสอน วางหลักสูตร พยายามจัดคอร์สเรียน แล้วถ้าเป็นแพลตฟอร์มอย่าง ConicleX ก็จะเป็นลักษณะไฮบริด คือเป็นตลาดก็จริงแต่ไม่ใช่ว่าจะเอาใครก็ได้มาทำคอนเทนต์ เขาใช้วิธีสร้างพาร์ทเนอร์กับสถาบันต่างๆ ให้มาช่วยทำคอนเทนต์ให้เขามากกว่า หรืออย่าง Coursera ก็จะอาศัยมหาวิทยาลัยเป็นคนทำคอร์ส ซึ่งก็ทำให้แพลตฟอร์มได้รับความน่าเชื่อถือจากแบรนด์มหาวิทยาลัยต่างๆ ด้วย</p>



<p>แล้วถ้าถามว่าการเรียนกับแพลตฟอร์มที่ต้องจ่ายเงินยังจำเป็นอยู่ไหม ผมมองว่าถ้าสมมติคุณเป็นคนที่ยังไม่ค่อยรู้อะไรเลย แต่สนใจอยากเรียนรู้เรื่องนั้นๆ การที่เรายอมจ่ายเงินหนึ่งก้อนเพื่อคอนเทนต์ที่คัดกรองมาอย่างดีแล้ว จัดเรียงลำดับมาแล้ว ก็จะช่วยย่นระยะเวลาคุณได้ อาจเรียกว่าเป็นการใช้เงินซื้อประสิทธิภาพ&nbsp;</p>



<p>อย่างที่ผมบอกว่าทางเลือกตอนนี้มีเยอะมาก ความยากจึงน่าจะอยู่ในมุมผู้บริโภคมากกว่า ที่จะต้องเลือกว่าคอร์สไหนมีคุณภาพ ตอบโจทย์ตัวเอง แต่ก็มีบางคนมาถามผมว่าเขาใช้เวลาเลือกคอร์สมาเป็นเดือนแล้ว ยังไม่ได้เรียนสักที ผมก็บอกเขาไปว่า “เรียนๆ ไปเถอะ” (หัวเราะ) เพราะอย่างน้อยคุณได้เอาความรู้ไปใช้บ้าง ดีกว่ามัวแต่นั่งกั๊กๆ แล้วไม่ได้เรียนรู้อะไรสักที คุณลองเลยดีกว่า ใครอยากรู้เรื่องไหนก็ลองเรียนไปเลย</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ถ้ามองเฉพาะตลาดของแพลตฟอร์มเหล่านี้ในประเทศไทย คุณว่าอะไรคือความท้าทายทั้งในปัจจุบันและอนาคต แพลตฟอร์มต่างๆ มีแนวโน้มจะต้องปรับตัวไปทางไหนบ้าง</strong></h2>



<p>ถ้าตอบแบบตรงไปตรงมา มันเป็นธุรกิจที่ margin (กำไรขั้นต้น) ไม่ได้สูงมาก ปัญหาหลักๆ ของเราคือ ตลาดเราเล็ก ทันทีที่คุณเลือกจะทำคอร์สเป็นภาษาไทย แปลว่าคุณจำกัดคนซื้ออยู่แค่คนไทย อย่าง Skooldio เองที่เรามีสอนวิชาด้านเทคโนโลยีต่างๆ แต่เราไม่ได้มีคนที่ทำงานเป็น developer (นักพัฒนาด้านเทคโนโลยี) ในประเทศนี้มากขนาดนั้น มีไม่ถึงแสนคน แล้วไม่ใช่ทุกคนที่มาเรียนอีก เพราะฉะนั้นมันก็เป็นเปอร์เซ็นต์ส่วนน้อยมาก เพราะฉะนั้นมันทำให้ต้นทุนเราสูงมาก เมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มระดับโลกที่ทำคอร์สภาษาอังกฤษ แล้วมีคนเรียนหลายล้านคนทั่วโลก ทำให้เขามีต้นทุนการผลิตต่อหน่วยต่ำมากจนเหลือแค่เลขหลักหน่วย แต่ของเรามีต้นทุนการผลิตหลักแสนบาท แล้วมีคนเรียนแค่ 500 กว่าคน ต้นทุนเลยสูงมาก คอร์สของเราก็เลยแพง&nbsp;</p>



<p>ถ้าถามว่าเรามาเปลี่ยนเป็นโมเดลแบบสตาร์ทอัพได้ไหม ทำคอร์สถูกลงมาหน่อย มันก็คงได้ แต่สุดท้ายเราก็ต้องไปลดทอนคุณภาพ และลดความเก่งของคนที่จะมาสอน สมมติเราจะเอา developer เก่งๆ มาสอนเขียนโค้ด เขาก็ไม่ค่อยอยากมาสอนให้เรา เพราะปกติเขาอาจจะรับงานของเขาเองได้วันละหลายหมื่น เพราะฉะนั้นเศรษฐศาสตร์ของการทำธุรกิจนี้เลยยากนิดหนึ่ง&nbsp;</p>



<p>แล้วในอนาคต เด็กรุ่นใหม่จะเก่งภาษาอังกฤษมากขี้น เขาก็ต้องการไปใช้แพลตฟอร์มที่มีอาจารย์ระดับโลกสอนเขาเลยมากกว่า ดังนั้นตลาดของเราส่วนหนึ่งจะย้ายไปแพลตฟอร์มต่างประเทศกันมากขึ้น แต่ก็มี megatrend (เมกะเทรนด์) เรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือกลุ่มคนสูงวัย ซึ่งเริ่มมีเทรนด์ในต่างประเทศ เช่น ในญี่ปุ่น คนสูงวัยที่มีเวลาว่างก็เริ่มอยากเรียนรู้อะไรเล็กน้อยอย่างการถักไหมพรม ให้ตัวเองรู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่ามากขึ้น คือไม่ใช่การไปเรียนเพื่อทำงาน แต่เป็นการเรียนเพื่อความสันทนาการของตัวเอง นี่ก็เป็นเทรนด์ที่น่าจับตาสำหรับแพลตฟอร์มการเรียนออนไลน์</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2022/01/375A6468-800x1200.jpg" alt="" class="wp-image-290428"/><figcaption>ดร. วิโรจน์ จิรพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการและผู้ร่วมก่อตั้ง Skooldio</figcaption></figure>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>นอกจากแพลตฟอร์มแล้ว สถาบันการศึกษาก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่จำเป็นต้องปรับตัวรับกับกระแส lifelong learning เหมือนกัน คุณว่าสถาบันการศึกษาต่างๆ ในไทยต้องปรับตัวกับเรื่องนี้อย่างไร หรือคุณได้มองเห็นการปรับตัวอะไรเกิดขึ้นแล้วบ้าง</strong></h2>



<p>แน่นอนว่าต้องปรับ ต้นแบบที่ผมว่าดีก็คือที่ประเทศสิงคโปร์ อย่างมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (National University of Singapore) ที่ประกาศออกมาเลยว่า เมื่อคุณเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเขาแล้วถือว่าคุณเป็นนักศึกษาของเขาตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยก็เลยมีคอร์สออนไลน์ต่างๆ ออกมา เปิดให้ศิษย์เก่าได้สิทธิเรียนได้สองคอร์สต่อปี แล้วตอนนี้ก็เริ่มเปิดให้คนนอกไปเรียนได้ด้วย&nbsp;</p>



<p>สำหรับประเทศไทย ผมว่าสิ่งที่เราต้องมีคือระบบที่ยืดหยุ่นกว่านี้ ตอนนี้หลายอย่างตึงเกินไป บางมหาวิทยาลัยกำหนดเงื่อนไขว่าคนเป็นอาจารย์พิเศษห้ามสอนเกิน 50% ของรายวิชา แล้วมีเงื่อนไขอื่นยุบยิบ ทำให้การเปิดคอร์สใหม่ๆ ในมหาวิทยาลัยเป็นเรื่องยากมาก อย่างตอนนี้มีเทรนด์เรื่อง Blockchain กับ Cryptocurrency เกิดขึ้นมา คำถามคือเรามีมหาวิทยาลัยไหนบ้างที่เปิดสอนเรื่องพวกนี้ ผมแทบจะนึกไม่ออกเลย มันต้องคิดยิบย่อยว่าใครจะเป็นคนสอน ใครเป็นคนอนุมัติหลักสูตร เอาคอนเทนต์มาจากไหน คือทุกอย่างตึงไปหมดจนยากที่จะเปิดสอนอะไรใหม่ๆ&nbsp;</p>



<p>แต่ถ้าไปดูมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่าง MIT หรือ Harvard จะเห็นว่ามีคอร์สออนไลน์เต็มไปหมด แล้วมีหัวข้อใหม่ๆ ที่กำลังเป็นเทรนด์เยอะมาก เช่น AI สำหรับการทำธุรกิจ หรือเรื่องเทคโนโลยีการแพทย์ล้ำๆ ทำให้คนที่อยากอัปเดตความรู้เร็วๆ สามารถเรียนได้ในระยะเวลาสั้นๆ 4-6 สัปดาห์ โดยไม่ต้องไปเรียนปริญญาเต็มหลักสูตร นี่เป็นสิ่งที่สถาบันการศึกษาต่างประเทศทยอยปรับตัวกันไปมากแล้ว</p>



<p>ในประเทศไทย จริงๆ ผมก็เริ่มเห็นสถาบันการศึกษาเริ่มปรับตัวบ้างแล้ว อย่างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่เริ่มให้ศิษย์เก่าไปเรียนวิชาของตัวเองได้ บางมหาวิทยาลัยก็เริ่มมองว่าเขาอาจจะไม่สามารถสอนทุกอย่างได้เก่งที่สุด แล้วเริ่มยอมรับเอาผู้เชี่ยวชาญข้างนอกเข้ามาสอน อย่างจุฬาฯ ก็มีแพลตฟอร์มกลางของตัวเองที่เปิดสอนรายวิชา GenEd (General Education – การศึกษาทั่วไป) ซึ่งจะมีบางคอร์สที่เปิดให้เรียนกับสถาบันข้างนอก Skooldio เองก็ได้เข้าไปร่วมมือกับจุฬาฯ ในส่วนนี้ด้วย เช่น เราได้เพิ่มคอร์สเกี่ยวกับโปรแกรม Excel เข้าไป เพราะทักษะการใช้ Excel ถือว่าสำคัญมากในชีวิตการทำงานของหลายคน แล้ววิชานี้ก็เป็นที่สนใจมาก เปิดรับสมัครไม่กี่ชั่วโมงก็เต็มแล้ว</p>



<p>สิ่งที่คิดจะพัฒนาต่อไป คือเป็นไปได้ไหมที่จะจัดคอร์สเหล่านี้ให้เป็นหลักสูตรของมหาวิทยาลัยเต็มรูปแบบ นักศึกษาเรียนวิชาพวกนี้แล้วสามารถนับเป็นหน่วยกิตวิชาเลือกเสรีของเขาได้เลย นี่ก็เป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยกำลังคิดปรับตัวกันอยู่ ตอนนี้อาจจะช้าเล็กน้อยเพราะติดขัดข้อจำกัดอยู่บ้าง แต่ที่สุดก็ต้องปรับตัว เพราะทุกวันนี้การเรียนปริญญาแบบออนไลน์มีเยอะมาก คือเรียนออนไลน์อยู่บ้านแล้วได้ปริญญาตรี-โทเลย ตอนนี้เริ่มมีคำพูดว่าปริญญาอาจจะไม่สำคัญอีกต่อไป เทรนด์อนาคตจะเริ่มไปทางใบประกาศวิชาชีพมากขึ้น เพราะฉะนั้นมหาวิทยาลัยจำเป็นต้องปรับตัวกับเรื่องนี้ </p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>อีกภาคส่วนหนึ่งที่สำคัญมากในเรื่องนี้คือภาครัฐ คุณมองนโยบายของภาครัฐไทยต่อเรื่องการพัฒนาทักษะคนไทยตอนนี้เป็นอย่างไร แล้วมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายอะไรไหม</strong></h2>



<p>ส่วนที่ดีคือได้เห็นความพยายามของรัฐที่จะส่งเสริมทักษะเชิงดิจิทัลอยู่ ถ้าตามแฟนเพจของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ก็จะเห็นว่าเขามีโครงการออกมาไม่เว้นแต่ละวัน&nbsp;</p>



<p>แต่ในความเห็นส่วนตัว ผมรู้สึกว่าภาครัฐของไทยพยายามทำทุกอย่างเองมากเกินไป กลายเป็นว่าแต่ละโครงการต้องมี DEPA เข้าไปจับมือด้วย แล้วภาครัฐก็มักจะเลือกจับมือกับสถาบันการศึกษาต่างๆ เท่านั้น ไม่ค่อยเลือกเอกชนเท่าไหร่ อาจจะเพราะกังวลเรื่องความไม่โปร่งใสต่างๆ แต่ว่ามหาวิทยาลัยของไทยไม่ใช่องค์กรที่ปรับตัวได้เร็วขนาดนั้น การเข้าไปจับมือกับสถาบันการศึกษาอาจประสบความสำเร็จได้ระดับหนึ่งในแง่การให้ความรู้ประชาชน แต่ผมว่ามันยังไม่ใช่ภาพที่ดีที่สุด</p>



<p>มองออกไปต่างประเทศ ประเทศที่ทำเรื่องนี้ได้ดีมากๆ คือสิงคโปร์ เขามีโครงการ SkillsFuture ที่มาจากความร่วมมือของหลายภาคส่วนมาก และทำงานด้วยกันอย่างเป็นระบบดีมาก ตั้งแต่การวาง competency roadmap (แผนการฝึกทักษะ) เช่น เขาคิดเลยว่าคนที่อยากเป็น data scientist (นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล) ควรต้องรู้ทักษะอะไรบ้าง วางออกมาเป็นโครงอย่างดี แล้วทุกส่วนก็เอาแผนที่เดียวกันนี้ไปใช้ ถ้าเป็นนายจ้างก็ดูได้เลยว่าถ้าจะจ้างคนในตำแหน่งงานนี้ ต้องการคุณสมบัติอะไรบ้าง ถ้าเป็นมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอบรม ก็จะมีแนวทางว่าจะสอนอย่างไร จะประเมินทักษะผู้เรียนอย่างไร จะเห็นว่าทุกส่วนเชื่อมโยงเข้าหากัน ทำงานภายใต้ระบบเดียวกันหมด</p>



<p>สิ่งที่คนพูดถึงเยอะที่สุดเกี่ยวกับ SkillsFuture ก็คือการแจกคูปองฝึกทักษะให้ประชาชนทุกคนในสิงคโปร์ไปเรียนอะไรก็ได้ที่อยากเรียน มันเหมือนกับว่าเป็นเงินให้เปล่าจากรัฐบาล ผมมีโอกาสได้คุยกับเพื่อนของผมที่สอนหลักสูตรเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ data science อยู่ที่นั่น เขาบอกว่าข้อดีของการมีเงินให้เปล่าจากรัฐบาลแบบนี้คือทำให้สถาบันต่างๆ พยายามพัฒนาตัวเองให้ได้มากที่สุด ทำคอร์สให้ดีที่สุด พยายามทำทุกอย่างให้ประชาชนอยากกำเงินจากรัฐบาลไปเรียนกับเขา มันเลยยิ่งผลักดันให้เราได้โปรแกรมที่ดีที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมมากที่สุด ซึ่งก็เป็นภาพที่ผมอยากเห็นประเทศไทยไปให้ถึง ประเทศเราตอนนี้ไปเน้นส่งเสริมโครงการอย่างเราเที่ยวด้วยกันหรือคนละครึ่ง แต่ยังไม่เห็นการส่งเสริมให้คนพัฒนาทักษะออกมาชัดเจนขนาดนั้น ถ้าเราทำได้ก็จะดีมาก&nbsp;</p>



<p>สิงคโปร์ใส่ใจกับเรื่องพวกนี้มาก ตอนที่เกิดโควิด-19 ใหม่ๆ โครงการ SkillsFuture ก็ประกาศออกมาเลยว่าจะให้งบเพิ่มสำหรับคนทำอาชีพอิสระให้ไปฝึกทักษะใหม่ๆ เพื่อเปลี่ยนอาชีพ จะได้เอาตัวรอดได้ในช่วงโควิด-19 การทำแบบนี้ไม่ได้มีประโยชน์แค่กับตัวของประชาชนเอง แต่ยังมีประโยชน์ต่อประเทศ เพราะพอประชาชนมีทักษะสูงขึ้น พวกเขาเหล่านี้ก็จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศต่อไป ผมว่าเรื่องนี้จำเป็นมาก ไม่อย่างนั้นเราจะเสียโอกาสอีกเยอะ ยิ่งตอนนี้เราพูดกันมากเรื่องการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ซึ่งถึงจุดหนึ่งถ้าเปิดเต็มที่แล้วก็จะมีต่างประเทศเข้ามาแข่ง เช่น อีกหน่อยคนไทยก็อาจใช้บริการธนาคารของสิงคโปร์หรือมาเลเซียที่ขึ้นชื่อได้ พอเป็นอย่างนั้นคนไทยก็อาจเริ่มคิดแล้วว่าควรใช้บริการธนาคารของไทยต่อไหม นี่คือความเสี่ยงของประเทศ ถ้าเรายังไม่สามารถพัฒนาทักษะของคนเราให้ไปแข่งขันระดับโลกได้ เราจะไม่มีที่ไปอีกแล้ว  </p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>สำหรับคนที่เริ่มจะสนใจพัฒนาทักษะความรู้ตัวเอง คุณมีคำแนะนำอะไรไหม</strong></h2>



<p>ผมพูดเสมอว่าโลกทุกวันนี้เป็นโลกที่เราอยู่เฉยๆ เราก็เดินถอยหลังแล้ว ถ้าเราอยู่เฉยๆ ทุกคนจะเดินแซงหน้าเรา แล้วผมไม่อยากให้มองว่านี่เป็นยุคที่เหนื่อยเพราะต้องเอาตัวเองไปต่อสู้กับสิ่งที่กำลังเปลี่ยนไปตลอดเวลา แต่ผมอยากให้มองว่านี่คือยุคของโอกาส เพราะตอนนี้เทคโนโลยีใหม่กำลังมาเรื่อยๆ ถ้าคุณเป็นคนแรกๆ ที่ใช้เทคโนโลยีนั้นๆ เป็น คุณจะกลายเป็นคนที่มีมูลค่าสูงมากทันที เข้าใจว่าจริงๆ มันก็เหนื่อย เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วมาก จนเราต้องไล่ตามตลอดเวลา แต่ถ้าเราสนุกกับมัน สามารถพาตัวเองเรียนรู้ได้ตลอดเวลา สิ่งนี้จะทำให้เราสำเร็จในหน้าที่การงานได้มาก แล้วจะช่วยขับเคลื่อนประเทศนี้ให้ดีขึ้นได้ด้วย&nbsp;</p>



<p>ถ้าถามว่าเราจะเริ่มอย่างไร ผมจะชอบแนะนำว่าถ้าคุณไม่เคยเรียนออนไลน์แบบนี้มาก่อน ก็อาจจะอย่าเพิ่งไปเริ่มเรียนคอร์สที่ยาวมาก ค่อยๆ เริ่มจากคอร์สที่ง่ายๆ สั้นๆ ก่อน และอีกอย่างหนึ่งคือเริ่มจากสิ่งที่เราอยากเรียนหรือใกล้เคียงกับงานที่เราทำอยู่ ซึ่งทำให้เราหยิบเอาไปใช้ประโยชน์กับงานได้ทันที หรือช่วยให้เราได้ขึ้นเงินเดือน ได้เลื่อนตำแหน่ง ได้รับคำชมจากเจ้านาย สิ่งเหล่านี้ก็จะสร้างแรงจูงใจให้เราอยากเรียนแล้วก็ทำให้เราอยากไปเรียนอย่างอื่นเพิ่มเติมอีก  </p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/viroj-chiraphadhanakul-interview/">เจาะเทรนด์พัฒนาทักษะของคนไทย ในยุคดิสรัปชันใหญ่ของตลาดแรงงาน กับ วิโรจน์ จิรพัฒนกุล</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
