<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ASAT | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/asat/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Thu, 14 Mar 2024 08:07:38 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.12</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ASAT | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>บทวิเคราะห์ความเชื่อมโยงวิกฤตทักษะพื้นฐานชีวิตทุกช่วงวัย</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-asat-140524/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=article-asat-140524</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 14 Mar 2024 07:44:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตขาดแคลนทักษะพื้นฐานชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ASAT]]></category>
		<category><![CDATA[ปวรินทร์ พันธุ์ติเวช]]></category>
		<category><![CDATA[วสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=78549</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 21 &#8211; 22 ก.พ. ที่ผ่านมา กสศ. ร่วมกับธน [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-asat-140524/">บทวิเคราะห์ความเชื่อมโยงวิกฤตทักษะพื้นฐานชีวิตทุกช่วงวัย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 21 &#8211; 22 ก.พ. ที่ผ่านมา กสศ. ร่วมกับธนาคารโลก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้เปิดเผยผลการวิจัยสำรวจทักษะความพร้อมของกลุ่มประชากรวัยแรงงานของประเทศไทย (Adult Skills Assessment in Thailand: ASAT) ซึ่งชี้ให้เห็นว่า เยาวชนและประชากรวัยแรงงานอายุระหว่าง 15 &#8211; 64 ปี กำลังเผชิญ<strong>วิกฤตขาดแคลนทักษะพื้นฐานชีวิต (Crisis of Foundational Skills)</strong> อย่างรุนแรง กว่า 2 ใน 3 ของวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ไม่สามารถอ่านและเข้าใจข้อความสั้น ๆ เพื่อแก้ปัญหาอย่างง่าย 3 ใน 4 ของเยาวชนและวัยแรงงานมีความยากลำบากในการใช้เว็บไซต์เพื่อทำงานง่าย ๆ และกว่าร้อยละ 30 ขาดทักษะในการคิดริเริ่มเพื่อสังคมและความกระตือรือร้น โดยการขาดทักษะพื้นฐานดังกล่าวก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจกว่า 3.3 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 20 ของ GDP ประเทศไทยในปี 2565</p>



<p>แต่รู้หรือไม่ว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ได้มีแต่เฉพาะในกลุ่มเยาวชนและแรงงานเท่านั้น แต่แท้จริงแล้ว วิกฤตทักษะพื้นฐานชีวิตได้เริ่มก่อตัวขึ้นมาตั้งแต่ช่วงวัยที่เป็นเด็กเล็ก ทยอยสะสมความขาดทุนในทุนชีวิตมาอย่างต่อเนื่องจนเข้าสู่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน กสศ. จึงขอชวนทุกท่านร่วมทำความเข้าใจวิกฤตทักษะพื้นฐานชีวิตให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลโดยอาศัยชุดข้อมูลต่าง ๆ และงานวิจัยติดตามสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำตามช่วงวัยที่สำคัญ ที่สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.) ร่วมกับภาคีร่วมดำเนินงาน ดำเนินการศึกษาติดตามมาอย่างต่อเนื่อง</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>จุดเริ่มต้นของความขาดทุนใน<strong>ทักษะพื้นฐานชีวิต</strong> : ปัญหาการขาดแคลนทักษะพื้นฐานในเด็กปฐมวัย</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-905b86"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>จากการสำรวจสถานะความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษาของเด็กปฐมวัย (Thailand School Readiness Survey: TSRS) ซึ่ง วสศ. ดำเนินการร่วมกับคณะผู้วิจัยที่นำโดยรองศาสตราจารย์ ดร.วีระชาติ กิเลนทอง สถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) คณะเศรษฐศาสตร์ และคณะการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซึ่งได้ดำเนินการสำรวจความพร้อมในทักษะพื้นฐานด้านภาษา ด้านคณิตศาสตร์ และความจำใช้งาน (Working Memory) ของเด็กปฐมวัยกลุ่มตัวอย่างจำนวน 43,213 คน ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ ระหว่างปีการศึกษา 2562 – 2565 พบว่า เด็กปฐมวัยไทยมีความพร้อมด้านความเข้าใจในการฟัง (Listening Comprehension) ในระดับที่น่ากังวล โดยมีเด็กปฐมวัยทั่วประเทศกว่าร้อยละ 25 ที่มีระดับความพร้อมด้านดังกล่าวในระดับที่ต่ำมาก (เด็กสามารถตอบคำถามจากเรื่องราวที่ฟังได้อย่างถูกต้องไม่ถึงร้อยละ 25 หรือเพียง 1 ข้อหรือน้อยกว่า จากทั้งหมด 5 ข้อ) โดยเกือบทุกจังหวัดมีสัดส่วนเด็กปฐมวัยที่มีความพร้อมด้านความเข้าใจในการฟังในระดับที่ต่ำมากสูงกว่าร้อยละ 15 (สีแดงเข้ม) และมีบางจังหวัด เช่น จังหวัดปัตตานี มีสัดส่วนของเด็กปฐมวัยที่มีระดับความพร้อมด้านดังกล่าวต่ำมากสูงถึงร้อยละ 77 ในทำนองเดียวกัน ผลการสำรวจยังชี้ให้เห็นว่า มีจังหวัดจำนวนมากที่เด็กปฐมวัยมีระดับทักษะความพร้อมในการต่อรูปในใจ (Mental Transformation) ในระดับต่ำมากสูงกว่าร้อยละ 15 และมีเด็กปฐมวัยไทยอีกจำนวนไม่น้อยที่มีระดับความพร้อมด้านความจำใช้งานในระดับต่ำมากเช่นกัน</p>



<p>ประเด็นที่น่าสนใจจากผลการสำรวจข้างต้นอีกประการหนึ่งคือ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลควบคู่กับสถานะทางเศรษฐกิจของครัวเรือน ชี้ให้เห็นว่า เด็กปฐมวัยที่มาจากครัวเรือนยากจนมีแนวโน้มที่จะมีระดับความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษาต่ำกว่าเด็กปฐมวัยที่มาจากครัวเรือนที่มีเศรษฐฐานะสูงกว่า ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษานั้นเริ่มต้นมาตั้งแต่ก่อนเด็กจะเข้าสู่ระบบการศึกษาอย่างเป็นทางการในระดับประถมศึกษาเสียอีก โดยทักษะทั้ง 3 ด้าน คือทักษะด้านความเข้าใจในการฟัง ทักษะการต่อรูปในใจ และทักษะความจำใช้งาน ถือได้ว่าเป็นทักษะด้านความเข้าใจทางภาษา (Literacy) และทักษะการคิดวิเคราะห์หรือเชื่อมโยงเหตุผล (Logical Reasoning) ที่จะเป็นรากฐานสำคัญต่อการพัฒนาทักษะในระดับที่สูงกว่า เช่น ทักษะการอ่าน การทำความเข้าใจข้อความ ทักษะทางคณิตศาสตร์ หรือทักษะทางดิจิทัล เมื่อเด็กได้รับการศึกษาที่สูงขึ้นตามลำดับ หากเด็กปฐมวัยไทยยังคงมีปัญหาในทักษะพื้นฐานข้างต้น การต่อยอดสู่การพัฒนาทักษะขั้นสูงอื่น ๆ ก็จะทำได้ยากยิ่งขึ้น</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>จากความขาดแคลนทักษะพื้นฐานในระดับปฐมวัย สู่การขาดทักษะพื้นฐานในระดับชั้นประถมและมัธยมศึกษา</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2e1fc7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6a741e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นอกจากวิกฤตทักษะในเด็กปฐมวัยแล้ว ผลการวิเคราะห์ข้อมูลและงานวิจัยต่าง ๆ ยังสะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตที่ลุกลามแพร่กระจายไปยังระดับการศึกษาต่าง ๆ โดยในระดับประถมศึกษา จากผลการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย (MICS) พ.ศ. 2565 ที่ดำเนินการร่วมกันระหว่างสำนักงานสถิติแห่งชาติและองค์การยูนิเซฟ (UNICEF) พบว่าเด็กไทยที่ศึกษาอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 &#8211; 3 เกือบครึ่ง (ร้อยละ 48) มีทักษะการอ่านพื้นฐานไม่ถึงระดับพื้นฐานที่เด็กในระดับชั้นดังกล่าวควรทำได้ อาทิ การอ่านคำศัพท์ในเนื้อเรื่อง การเข้าใจความหมายตามตัวอักษร และการตีความ และมีเด็กในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 &#8211; 3 มากกว่าครึ่ง (ร้อยละ 58) ที่มีทักษะด้านการคำนวณพื้นฐานไม่ถึงระดับพื้นฐานที่เด็กระดับชั้นดังกล่าวควรทำได้ เช่น การอ่านตัวเลข จำแนกตัวเลข บวก และอนุกรมเลขพื้นฐาน โดยปัญหาดังกล่าวจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นในเด็กที่มาจากครัวเรือนที่มีฐานะยากจน (สำนักงานสถิติแห่งชาติและองค์การยูนิเซฟ, 2566)</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b6aea1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>หากพิจารณาในระดับมัธยมศึกษา จากผลการประเมินนักเรียนในโครงการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (PISA) ในปี 2022 (พ.ศ. 2565) พบว่ามีนักเรียนไทยที่มีอายุ 15 ปี กว่า 2 ใน 3 ที่มีทักษะการอ่านและทักษะคณิตศาสตร์ไม่ถึงระดับพื้นฐานที่เด็กในช่วงวัยดังกล่าวจะสามารถเข้าใจและมีส่วนร่วมกับสังคมได้อย่างมีความหมาย เช่น การเข้าใจวัตถุประสงค์ในการสื่อสารของผู้เขียนในบทความ หรือการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ภายใต้สถานการณ์ต่าง ๆ (ร้อยละ 68.3 และ 65.4 ตามลำดับ) และกว่าครึ่งที่มีทักษะวิทยาศาสตร์ไม่ถึงระดับพื้นฐานในการเข้าใจและอธิบายปรากฎการณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถพบได้โดยทั่วไป (ร้อยละ 53) ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่างกลุ่มประเทศ OECD กว่า 2 เท่า</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6795e8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>วิกฤตทักษะนั้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงทักษะ Hard Skills หรือทักษะเชิงความรู้หรือเชิงวิชาการเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงทักษะ Soft Skills หรือทักษะทางอารมณ์สังคมที่จำเป็นต่อการทำงานในโลกยุคปัจจุบันอีกด้วย จากผลการสำรวจสถานะความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน (Career Readiness Survey) ใน 26 จังหวัดทั่วทุกภูมิภาค ที่ วสศ. ดำเนินการร่วมกับคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ให้เห็นว่า ในภาพรวมของประเทศ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 &#8211; 3 มีทักษะทุนจิตวิทยาเชิงบวก (หากล้มแล้วสามารถลุกได้) ทักษะการสื่อสารระหว่างบุคคล ทักษะความร่วมมือกัน อยู่ในระดับปานกลาง ขณะที่มีทักษะการแก้ปัญหา ทักษะความฉลาดทางอารมณ์ ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ และทักษะความคิดสร้างสรรค์อยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์ที่เด็กในวัยดังกล่าวควรมี นอกจากนี้ ผลการประเมินยังบ่งชี้ว่า นักเรียนไทยได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จนทำให้เกิดการถดถอยในทักษะ Soft Skills ลดลงมากถึงร้อยละ 30- 50 และกลุ่มนักเรียนที่มีผลการประเมินต่ำกว่าเกณฑ์นั้นส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักเรียนที่มาจากครัวเรือนยากจน</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ฝ่าวิกฤตทักษะทุกช่วงวัย ด้วยการศึกษาและการพัฒนาทักษะที่มีคุณภาพและเสมอภาค</strong></h2>



<p>จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลและงานวิจัยต่าง ๆ ที่หยิบยกมาข้างต้น สะท้อนให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า ปัญหาการขาดแคลนทักษะพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นทักษะการอ่าน ทักษะด้านดิจิทัล หรือทักษะทางอารมณ์สังคม ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงช่วงวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่เพียงเท่านั้น แต่แท้จริงแล้ว ปัญหาดังกล่าวกระจายอยู่ในทุกช่วงวัย ตั้งแต่ระดับปฐมวัย ไปจนถึงประชากรวัยแรงงานในสัดส่วนและขนาดความรุนแรงไม่ต่างกัน การที่ผู้ใหญ่จะมีทักษะการเข้าใจข้อความในการแก้ปัญหา จำเป็นที่จะต้องได้รับการพัฒนาทักษะการอ่านที่ดีตั้งแต่อยู่ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และทักษะการอ่านที่ดีจะเกิดขึ้นได้ ก็ย่อมต้องอาศัยพื้นฐานการฟังที่ดี ที่ควรได้รับการพัฒนามาตั้งแต่ช่วงปฐมวัย ขณะที่ทักษะด้านดิจิทัลก็จำเป็นต้องอาศัยทักษะการคิดวิเคราะห์เชิงเหตุผล ที่ได้รับการพัฒนาผ่านรายวิชาต่าง ๆ รวมทั้งรายวิชาคณิตศาสตร์ และการฝึกฝนทักษะด้านเหตุและผล อย่างทักษะการต่อรูปในใจ ในระดับปฐมวัย ในทำนองเดียวกัน ทักษะทางอารมณ์สังคมก็มิได้เกิดได้ในชั่วข้ามคืน แต่เป็นทักษะที่ต้องอาศัยการบ่มเพาะ อบรม พัฒนามาเป็นลำดับขั้น ตั้งแต่ระดับปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา ก่อนจะผลิดอกออกผลในช่วงวัยทำงาน</p>



<p>ดังนั้น การที่ข้อมูลและงานวิจัยต่าง ๆ ชี้ให้เห็นถึง “วิกฤตทักษะพื้นฐานชีวิตทุกช่วงวัย” ดังที่นำเสนอมาข้างต้นนี้ ถือเป็นสัญญาณอันตรายอย่างยิ่งต่อการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศไทย หากภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคมยังคงนิ่งเฉย และปล่อยให้วิกฤตนี้ลุกลามอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ประชากรวัยแรงงานและประเทศไทยในปัจจุบันเท่านั้นที่จะขาดความสามารถในการแข่งขันกับนานาประเทศ แต่จะหมายถึงกำลังคนในวันข้างหน้าที่จะยิ่งมีความยากลำบากมากยิ่งขึ้นไปอีก ในโลกอนาคตที่ทักษะและงานมีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จะเข้ามาทดแทนการทำงานของมนุษย์มากขึ้น และมนุษย์จำเป็นต้องเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับโลกยุคใหม่อยู่เสมอ สามารถนำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์มาเป็นส่วนเสริมในการต่อยอดองค์ความรู้ (Intelligence Augmentation) ของพวกเขาได้ การขาดทักษะพื้นฐาน เช่น การทำความเข้าใจข้อความ ทักษะด้านดิจิทัล และทักษะชีวิตอย่างทักษะอารมณ์สังคม ของคนส่วนใหญ่ในทุกช่วงวัย จึงเป็นสิ่งที่น่าเป็นกังวลอย่างมากสำหรับอนาคตของประเทศ</p>



<p>การแก้ปัญหาเพื่อฝ่าวิกฤตทักษะพื้นฐานชีวิตทุกช่วงวัย จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการการทำงานจากทุกภาคส่วน เพื่อเร่งพัฒนาและเสริมสร้างทักษะที่ขาดหายมิให้เป็นการขาดทุนสะสมที่จะทยอยสะสมขึ้นไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นภาวะล้มละลายทางทุนชีวิตในวัยผู้ใหญ่ โดยควรมีการดำเนินมาตรการในแต่ละช่วงวัยที่เพียงพอและเหมาะสม รวมทั้งสนับสนุนให้ครัวเรือนยากจนสามารถเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาทักษะอย่างเต็มที่ อาทิ การส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) และการยกระดับทักษะการเลี้ยงดูเด็กเล็กของผู้ปกครองในกลุ่มเด็กปฐมวัย ซึ่งมีงานวิจัยสนับสนุนว่าสามารถพัฒนาทักษะความเข้าใจในการฟังและทักษะการต่อรูปในใจในเด็กปฐมวัยได้อย่างมีนัยสำคัญ (Kilenthong et al., 2023) การจัดการศึกษาที่มุ่งพัฒนาสมรรถนะพื้นฐานอย่างมีคุณภาพและเสมอภาค และการจัดกิจกรรมส่งเสริมทักษะ Soft Skills ให้กับผู้เรียนในช่วงวัยต่าง ๆ รวมทั้งสนับสนุนให้คนทุกกลุ่มมีโอกาสเข้ารับการอบรมเพื่อยกระดับและพัฒนาทักษะใหม่ (Upskill and Reskill) ซึ่งผลการวิจัยศึกษาของธนาคารโลกชี้ให้เห็นว่าเป็นแนวทางสำคัญแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวข้ามออกจากทักษะพื้นฐานชีวิตได้</p>



<p>นอกจากนี้ การวิเคราะห์และผลการศึกษาวิจัยยังช่วยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการมีข้อมูลที่มีคุณภาพในการติดตามสถานการณ์การพัฒนาทุนมนุษย์ในแต่ละช่วงวัย ที่จะคอยทำหน้าที่เสมือนเป็นการตรวจสุขภาพประจำปี ทำให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถวินิจฉัยโรคที่ซ่อนอยู่หรือติดตามสถานการณ์ของโรคที่มีอยู่ได้ และดำเนินมาตรการรักษาอย่างทันท่วงที ก่อนที่โรคจะลุกลามบานปลายกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ยากและสายเกินไปที่จะแก้ไขให้หายหรือทุเลาลงได้</p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity is-style-dots"/>



<p><strong>เอกสารอ้างอิง</strong></p>



<ul>
<li style="font-size:14px">Kilenthong, W. T., Boonsanong, K., Duangchaiyoosook, S., Jantorn, W., &amp; Khruapradit, V. (2023). A Randomized Evaluation of an On-Site Training for Kindergarten Teachers in Rural Thailand. Working Paper.</li>



<li style="font-size:14px">OECD (2023). PISA 2022 Results (Volume I): The State of Learning and Equity in Education, PISA. OECD Publishing. <a href="https://doi.org/10.1787/53f23881-en" target="_blank" rel="noopener" title="">https://doi.org/10.1787/53f23881-en</a></li>



<li style="font-size:14px">สำนักงานสถิติแห่งชาติและองค์การยูนิเซฟ (2566). รายงานฉบับสมบูรณ์ การสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย พ.ศ. 2565. สำนักงานสถิติแห่งชาติ. <a href="https://www.unicef.org/thailand/th/reports/การสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย-mics-พศ-2565" target="_blank" rel="noopener" title="">https://www.unicef.org/thailand/th/reports/การสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย-mics-พศ-2565</a></li>
</ul><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-asat-140524/">บทวิเคราะห์ความเชื่อมโยงวิกฤตทักษะพื้นฐานชีวิตทุกช่วงวัย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ถอดรหัสอินโดนิเซีย ปรับทักษะแรงงาน 17.5 ล้านคน ภายใน 3 ปีได้อย่างไร ?</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-120324/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=article-120324</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 12 Mar 2024 05:23:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.แบ๊งค์ งามอรุณโชติ]]></category>
		<category><![CDATA[อินโดนิเซีย]]></category>
		<category><![CDATA[Kartu Prakerja]]></category>
		<category><![CDATA[ASAT]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=78466</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ผลสำรวจทักษะและความพร้อมเยาวชนและประชากรวัยแรงงานในประ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-120324/">ถอดรหัสอินโดนิเซีย ปรับทักษะแรงงาน 17.5 ล้านคน ภายใน 3 ปีได้อย่างไร ?</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“ผลสำรวจทักษะและความพร้อมเยาวชนและประชากรวัยแรงงานในประเทศไทย (Adult Skills Assessment in Thailand: ASAT)” ที่เป็นการประเมินขีดความสามารถประชากรวัยแรงงานกว่า 50 ล้านคน ในกลุ่มประชากรอายุ 15-64 ปีที่อยู่นอกรั้วโรงเรียนเป็นครั้งแรก อาจจะเรียกได้ว่านี่คือ PISA วัยแรงงานที่เป็นมาตรฐานสากลของบ้านเรา เทียบเคียง PISA นักเรียนอายุ 15 ปี ที่ไทยเข้าร่วมกับกลุ่มประเทศ OECD</p>



<p>ภายใต้บริบทของไทย เราเผชิญวิกฤตเยาวชนและประชากรวัยแรงงานขาดแคลนสมรรถนะที่เป็นทักษะพื้นฐานชีวิต (Foundational Skills) ได้แก่ 1) การอ่านออกเขียนได้ (literacy) 2) ทักษะด้านดิจิทัล (digital skill) 3) ทักษะทางสังคมและอารมณ์ (sociomotional skill) ต่ำกว่าเกณฑ์ (Threshold Level) ในสัดส่วนที่สูงถึงกว่า 70% โดยปัญหาดังกล่าวคาดว่าได้สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 3.3 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 20.1% ของ GDP เทียบเท่า 1 ใน 5 ของงบประมาณแผ่นดินปี 2565 ภายใต้บริบทเดียวกับประเทศไทย หนึ่งในประเทศที่ปรับตัวได้อย่างน่าสนใจคืออินโดนีเซีย ในปี 2020 นายกรัฐมนตรีโจโก วีโดโด (Joko Widodo) ได้ประกาศปรับทักษะประชาชนด้วยโครงการชื่อ&nbsp;<em>Kartu Prakerja</em>&nbsp;(Pre-employment card) หรือโครงการ Prakerja</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8f0cd5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/Prakerja-Model_C.jpeg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>แนวคิดหลักของโครงการนี้ค่อนข้างเรียบง่าย รัฐบาลอินโดนีเซียต้องการทำโครงการปรับทักษะแรงงานครั้งใหญ่ โดยรัฐจะอุดหนุนจากฝั่งอุปสงค์ (demand-side financing) เพื่อให้ประชาชนนำเงินอุดหนุนดังกล่าวไปซื้อบริการปรับทักษะตามความสนใจของตนเอง ในขณะที่อีกด้าน รัฐก็ร่วมมือกับแพลตฟอร์มด้านการศึกษา ทำมาตรฐานและคัดสรรหลักสูตรที่มีคุณภาพสูงมาให้ผู้เรียนได้เลือก โดยผู้ผลิตเนื้อหาหลักสูตรเป็นภาคเอกชน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d8491d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/Prakerja-Model_D.jpeg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ผลการดำเนินงานน่าประทับใจอย่างยิ่ง Prakerja สามารถบรรลุ 3S ที่โครงการระดับชาติพึงมีได้แก่</p>



<p><strong>Scale&nbsp;</strong>– จนถึงปี 2022 โครงการ Prakerja ปรับทักษะของคนไปแล้วมากถึง 17.5 ล้านคนโดยประมาณ ถือเป็นขนาดโครงการที่ใหญ่มาก</p>



<p><strong>Speed&nbsp;</strong>– การจะพัฒนาคนหลักสิบล้านนั้นไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ แต่สิ่งที่พิเศษคือโครงการ Prakerja ทำสำเร็จในเวลาเพียงสามปีเท่านั้น ทั้งยังเกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤติโควิดที่ทุกอย่างติดขัดดำเนินการได้ยาก</p>



<p><strong>Scope</strong>&nbsp;– โครงการ Prakerja สร้างทักษะที่ครอบคลุมและเชื่อมโยงกับความต้องการของภาคเอกชน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-510cc8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/Prakerja-Model_E.jpeg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ผลกระทบของโครงการนี้ที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนและเศรษฐกิจ ได้แก่</p>



<p>1. ผู้เรียนมีมีทักษะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน</p>



<p>2. ผู้เรียนได้รับประโยชน์ด้านการจ้างงาน ประมาณการว่า 27% ของผู้เรียนซึ่งมีสถานะตกงานจะสามารถหางานทำได้สำเร็จหลังเรียนจบ ในกลุ่มนี้ราวครึ่งหนึ่งได้งานทำแบบลูกจ้าง และอีกราวครึ่งหนึ่งเป็นผู้จ้างงานตนเอง (self-employed) ในภาพรวม ไม่ว่าผู้เรียนจะมีสถานะจ้างงานก่อนเรียนเป็นอย่างไร ผู้เรียนมีโอกาสเพิ่มขึ้น 18% ที่จะปรับเปลี่ยนงานใหม่ไปสู่งานที่มีมูลค่าสูงขึ้น</p>



<p>3. ผู้เข้าร่วมโครงการมีรายได้สูงขึ้นโดยเฉลี่ย 10% และหากนับเฉพาะผู้ที่มีสถานะตกงานจะพบว่าหลังเรียนจบมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 32% เลยทีเดียว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b42a21"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/Prakerja-Model_F.jpeg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>โครงการยังส่งผลที่ไม่คาดคิดและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ นั่นคือการที่ประชาชนเข้าถึงบริการทางการเงินดิจิทัลได้มากขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะโครงการนี้ใช้ระบบโอนเงินด้วยกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (</strong><strong>e-Wallet) ปี 2021 พบว่ามีผู้ร่วมโครงการราว 1.6 ล้านคนที่ไม่เคยมีบัญชีกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ แต่ระบบถูกออกแบบมาให้คนกลุ่มนี้ใช้งานได้ง่าย ดังนั้นจึงมีการเปิดบัญชีกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์เพิ่ม 1.5 ล้านบัญชี มากไปกว่านั้น ผู้เรียนกว่า 70% ยังใช้บริการโอนเงินและ 40% ใช้บริการชำระเงินดิจิทัล แม้จะจบโครงการไปแล้วก็ตาม</strong></p>



<p><strong>ในแง่ความสอดคล้องกับประเทศไทย โครงการ </strong><strong>Prakerja </strong><strong>มีความน่าสนใจเพราะ ข้อแรก อินโดนีเซียมีการพัฒนาเศรษฐกิจอยู่ในกลุ่มระดับรายได้ปานกลางค่อนบน (</strong><strong>upper-middle income) </strong><strong>เช่นเดียวกับประเทศไทย และข้อสอง ขนาดของโครงการประมาณปีละห้าล้านคนมีความสอดคล้องกับความต้องการทักษะใหม่ของแรงงานไทย</strong><strong>&nbsp;</strong><strong>ดังนั้นจึงทำให้ตัวแบบของอินโดนีเซียสามารถประยุกต์ใช้ได้ง่ายว่าตัวแบบประเทศพัฒนาแล้ว หรือตัวแบบของประเทศที่มีขนาดเล็กมากอื่นๆ</strong><strong></strong></p>



<p>ด้วยความสำคัญ ความสำเร็จ และความสอดคล้องที่กล่าวมาทั้งหมด จึงน่าสนใจศึกษาว่าโครงการ Prakerja ดำเนินงานอย่างไร ผู้เขียนได้สำรวจรายงานประจำปีของ Prakerja และได้ไปเยี่ยมศึกษาดูงานในระหว่างวันที่ 23-25 ตุลาคม 2566 ที่อินโดนีเซีย จึงถือโอกาสสรุปสาระสำคัญมาถ่ายทอดว่า อะไรคือสูตรลับความสำเร็จที่เราสามารถนำมาเรียนรู้และออกแบบระบบปรับเพิ่มทักษะของไทย และอะไรคือ ‘สูตรเสริม’ ที่ไทยสามารถคิดและเพิ่มเข้าไปได้จากตัวแบบ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-487cdf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/Prakerja-Model_G.jpeg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สูตรลับ </strong><strong>1 – </strong><strong>รัฐเป็นผู้ประสานและจัดระบบ เอกชนและประชาสังคมทำเนื้อหา</strong><strong></strong></h3>



<p>รัฐซึ่งพยายามอบรมทักษะด้วยตนเองมักจะดำเนินการได้ช้า ในช่วงก่อนที่จะมีโครงการ Prakerja อินโดนีเซียมีโครงการปรับทักษะอยู่แล้วในเก้ากระทรวง ทว่าสามารถปรับทักษะแรงงานได้เพียง 890,000 คนต่อปี แต่เมื่อปรับวิธีการทำงาน โดยรัฐเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้ประสานและจัดระบบ (system integrator) แล้วเปิดโอกาสให้เอกชนมาร่วมจัดการอบรมทุกอย่างก็เปลี่ยนไป โครงการ Prakerja สามารถปรับทักษะแรงงานได้มากถึง 5.9 ล้านคนต่อปี โดยมีองค์ประกอบสำคัญห้าส่วนได้แก่</p>



<p><strong>ส่วนแรก</strong>&nbsp;<strong>ระบบตลาดความรู้หรือแพลตฟอร์ม (</strong><strong>Platform and Marketplace)&nbsp;</strong>ในปี 2023 มีผู้ให้บริการแพลตฟอร์มทั้งสิ้นหกรายคือ SIAPkerja, Tokopedia, Bukalapak, Karier.mu, PINTAR, และ Pijar แพลตฟอร์มเหล่านี้จะทำหน้าที่รับแนวปฏิบัติและเกณฑ์คุณภาพจาก Prakerja ไปคัดกรองผู้ให้บริการอบรมที่ดีเข้ามาสู่โครงการ แพลตฟอร์มที่แข็งแรงมักจะมีระบบจัดการเรียนรู้ (Learning Management System: LMS) ซึ่งช่วยทำให้การเรียนการสอนดำเนินได้อย่างราบรื่นและมีประสบการณ์ของผู้เรียนที่คงเส้นคงวาอีกด้วย</p>



<p><strong>ส่วนที่สอง</strong>&nbsp;<strong>ระบบคัดสรรผู้ให้บริการอบรมทักษะ</strong>&nbsp;<strong>(Training and Content Providers)</strong>&nbsp;ภาคประชาสังคมซึ่งรวมถึงสถาบันการศึกษาและภาคเอกชน สามารถสมัครเข้าร่วมเป็นผู้ให้ให้บริการอบรมทักษะได้ โดยผู้ให้บริการแพลตฟอร์มจะทำการประเมินเบื้องต้น หลังจากนั้นผู้ประเมินภายนอกจะคัดกรองละเอียดโดยใช้เกณฑ์ที่กำหนดโดย Prakerja หลังดำเนินการได้เพียงปีเดียวโครงการ Prakerja มีผู้ผลิตเนื้อหามากถึง 181 หน่วยงาน สร้างสรรค์วิชาทั้งสิ้น 1,957 รายการสำหรับผู้เรียนราว 5.9 ล้านคนต่อปี<sup>[5]</sup>)</p>



<p><strong>ส่วนที่สาม</strong>&nbsp;<strong>ระบบคัดสรรและจัดการผู้เรียน</strong>&nbsp;ในส่วนนี้มีความละเอียดอ่อนและมีความเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์เศรษฐกิจ ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงปี 2020-2022 โครงการ Prakerja ให้ความสำคัญกับผู้ที่เข้าไม่ถึงสวัสดิการสังคมและตกงานเพราะอยู่ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ แต่เมื่อสถานการณ์ดีมากขึ้นปี 2023 จึงปรับให้มุ่งเน้นการเพิ่มทักษะที่สัมพันธ์กับอุตสาหกรรมเป้าหมายมากขึ้น เป็นต้น รัฐยังจัดให้มีระบบประเมินทักษะทั้งก่อนและหลังเรียนเพื่อให้ทราบถึงความสำเร็จ ระบบยังใช้การเรียนรู้ฐานข้อมูล (machine learning) ในการประเมินทักษะก่อนเรียนและแนะนำวิชาเรียนที่เหมาะสมให้แก่ผู้เรียน แต่ผู้เรียนจะเป็นผู้ตัดสินใจในขั้นสุดท้ายว่าจะเลือกเรียนเพื่อปรับทักษะใด</p>



<p><strong>ส่วนที่สี่</strong>&nbsp;<strong>ระบบจ่ายเงินอุดหนุนและบัญชีกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้เรียน</strong>&nbsp;ซึ่งมีหน่วยงานเอกชนด้านฟินเทค (financial tech companies) เป็นภาคีเครือข่าย เช่น BNI, BCA, OVO, Link Aja!, Gopay, DANA เป็นต้น และ</p>



<p><strong>ส่วนที่ห้า</strong>&nbsp;<strong>ระบบการจับคู่หางาน</strong>&nbsp;เช่น Karir, Topkarir, และ JobStreet เป็นต้น</p>



<p>ระบบทั้งห้าส่วนที่กล่าวมานี้ถูกประสานให้ทำงานร่วมกันโดยสำนักงานบริหารจัดการของ Prakerja</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e84d16"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/Prakerja-Model_H.jpeg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สูตรลับ </strong><strong>2 – </strong><strong>ออกแบบแรงจูงใจที่เหมาะสม… ให้ผู้เรียนตั้งใจเรียน ผู้สอนตั้งใจสอน และทุกคนอยากให้ข้อมูล</strong><strong></strong></h3>



<p>แนวคิดเรื่องการอบรมปรับทักษะโดยไม่มีค่าใช้จ่ายนั้นเป็นประโยชน์ และคงสร้างแรงจูงใจให้มีผู้ไปเรียนรู้มากขึ้น แต่มาตรการดังกล่าวนั้นยังไม่เพียงพอจะจูงใจให้คนที่ยากจนที่สุดตัดสินใจไปเรียนได้เข้าเรียน… ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? เพราะสำหรับกลุ่มคนยากจน คนตกงาน และแรงงานนอกระบบ เขาเหล่านี้มีค่าเสียโอกาสที่แพงมากในการหยุดทำงานเพื่อไปเข้าร่วมการอบรม</p>



<p>ยกตัวอย่างในกรณีประเทศไทย กว่าครึ่งหนึ่งของแรงงานนอกระบบเป็นผู้มีรายได้น้อย พวกเขาไม่ได้ขี้เกียจเพราะสถิติชี้ว่า 80% ของแรงงานกลุ่มนี้ทำงานมากกว่า 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (เท่ากับว่าทำงานหกวันต่อสัปดาห์แล้วและทำงานล่วงเวลาในบางวัน)<sup>[6]</sup>&nbsp;แรงงานในกลุ่มนี้จะเผชิญภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะด้วยรายได้ที่น้อยทำให้เขาต้องทำงานหนัก และแม้จะทำงานหนักรายได้ก็ยังมีรายได้น้อยอยู่ การหยุดงานเพื่อไปอบรมจะทำให้รายได้น้อยลงไปอีกจนถึงระดับที่ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย ดังนั้นแรงงานที่มีเศรษฐานะเช่นนี้จึงยากที่จะเข้าร่วมอบรมปรับทักษะ “แม้จะเป็นการอบรมฟรีก็ตาม”</p>



<p>โครงการ Prakerja ของอินโดนีเซียซึ่งต้องดูแลแรงงานรายได้น้อยจำนวนมากเผชิญความท้าทายลักษณะเดียวกัน<sup>[7]</sup>&nbsp;เขาแก้ปัญหานี้ด้วยการแบ่งเงิน<strong>แรงจูงใจเพื่อการเรียนรู้</strong>ออกเป็นสองส่วนได้แก่ ส่วนแรก เครดิตทุนการศึกษาเพื่อปรับทักษะ (training scholarship) คิดเป็นมูลค่า 2,300 บาทต่อคน เงินส่วนนี้มีสถานะคล้ายคูปองการศึกษาเพราะผู้เรียนไม่ได้เก็บไว้เองและแปลงเป็นเงินสดไม่ได้ จะต้องนำไปจ่ายต่อให้แก่การอบรม<sup>[8]</sup>&nbsp;และส่วนที่สองคือเงินอุดหนุนหลังเรียนจบ (post-training cash incentives) “ซึ่งรัฐจ่ายให้แก่ผู้เรียน” มีมูลค่าราว 5,500 บาทต่อคน เงินนี้เองที่ช่วยชดเชยค่าเสียโอกาสและจูงใจแรงงานให้สละเวลาที่มีค่าของพวกเขามาอบรมปรับทักษะ</p>



<p>แต่การมีแรงจูงใจเพื่อเข้าร่วมโครงการยังไม่เพียงพอที่จะทำให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ ลำดับถัดมาที่ต้องพิจารณาคือ&nbsp;<strong>แรงจูงใจเพื่อกระตุ้นความตั้งใจ</strong>&nbsp;เรื่องนี้ทำได้โดยการกำหนดเงื่อนไขการจ่ายเงินอย่างเหมาะสมตัวอย่างเป็นรูปธรรมคือ เมื่อมีการลงทะเบียนเรียน ทาง Prakerja จะจ่ายเงินเครดิตทุนการศึกษาให้แก่ผู้สอนเพียง 30% เท่านั้น การที่ผู้สอนจะได้รับเงินอีก 70% จะต้องผลักดันให้ผู้เรียนสามารถเรียนจนจบหลักสูตรและสอบผ่านได้สำเร็จ ส่วนผู้เรียนจะได้รับเงินอุดหนุนก็ต่อเมื่อเรียนจบเช่นกัน การกำหนดเงื่อนไขเหล่านี้จะทำให้ทั้งผู้เรียนและผู้สอนใส่ใจต่อผลลัพธ์การเรียนรู้อย่างเต็มที่ และมีเป้าหมายที่จะต้องเรียนให้จบหลักสูตร</p>



<p>นอกจากนี้ยังมีแรงจูงใจที่สามคือ&nbsp;<strong>แรงจูงใจเพื่อรายงานข้อมูล</strong>&nbsp;โครงการ Prakerja จะให้เงินเพิ่มเติมคิดเป็นมูลค่าราว 345 บาทต่อฉบับ แก่ผู้เรียนในการตอบแบบสอบถามเพื่อประเมินความพึงพอใจคุณภาพรายวิชาและระบบการทำงานของแพลตฟอร์ม ข้อมูลเหล่านี้จะทำให้เราทราบคุณภาพของหลักสูตรและผลสัมฤทธิ์ของการอบรม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3a3c72"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/Prakerja-Model-I.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สูตรลับ </strong><strong>3 – </strong><strong>ปรับแรงจูงใจ ตามบริบทและเป้าหมายที่เปลี่ยนไป</strong><strong></strong></h3>



<p>เมื่อโครงการ Prakerja ดำเนินงานมาถึงปี 2023 และวิกฤตการณ์โควิด-19 บรรเทาปัญหาลงไปมากแล้ว โครงการ Prakerja จึงปรับเป้าหมายของโครงการ ให้เน้นน้ำหนักมาสู่การปรับทักษะอย่างเข้มข้นมากยิ่งขึ้น และลดเป้าหมายเชิงสวัสดิการสังคมลง โดยมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดสำคัญดังนี้</p>



<p>ประการแรก ช่องทางอบรมขยายไปสู่การอบรมแบบพบปะลงพื้นที่มากขึ้น</p>



<p>ประการที่สอง มีการเพิ่มเงินเครดิตทุนการศึกษาเพื่อปรับทักษะเป็น 8,000 บาท และลดเงินอุดหนุนหลังเรียนจบเป็น 1,375 บาท ทิศทางอุดหนุนที่เปลี่ยนไปนี้สะท้อนนัยว่า เป้าหมายการปรับทักษะเข้มข้นมากขึ้นและเป้าหมายสวัสดิการสังคมของโครงการลดลง สุดท้ายคือการขยายเงื่อนไขของผู้รับประโยชน์จากโครงการให้ครอบคลุมกว้างขวางขึ้น จากแต่เดิมจะคัดเพียงคนที่เข้าไม่ถึงสวัสดิการภาครัฐใดๆ เลย แต่ในปี 2023 นี้จะเปิดโอกาสให้ผู้ที่เข้าถึงสวัสดิการภาครัฐสามารถสมัครเข้าโครงการได้ด้วย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-49b174"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/Prakerja-Model_J.jpeg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สูตรลับ </strong><strong>4 – </strong><strong>ต้องมีกลไกควบคุมและส่งเสริมคุณภาพหลักสูตร</strong><strong></strong></h3>



<p>เนื่องจากรัฐไม่ได้ทำเนื้อหาและอบรมด้วยตนเอง แต่เป็นคนวางหลักเกณฑ์ในการคัดสรรผู้ให้การอบรมและรายวิชาที่จะเข้ามาในแพลตฟอร์ม โครงการ Prakerja จัดให้มีทีมประเมินคุณภาพสองชุดซึ่งเป็นอิสระต่อกันและไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกันเพื่อทำการประเมินและส่งเสริมคุณภาพ</p>



<p>ชุดหนึ่งประเมินเพื่อรับหน่วยงานเข้ามาเป็นผู้สอนและผู้ผลิตรายวิชา (assessment team) ตัวอย่างเกณฑ์ที่ใช้ในการตัดสินเช่น 1. การตอบสนองต่อความต้องการตลาดแรงงาน 2. ระบบธรรมาภิบาลที่ดี 3. คุณภาพของรายวิชา 4. ประวัติและความน่าเชื่อถือของหน่วยงานและผู้สอน 5. โครงสร้างพื้นฐานและอุปกรณ์ที่เอื้อการเรียนรู้ และ 6. การมีสัดส่วนเวลาและรูปแบบการอบรมตามที่ Prakerja กำหนด เป็นต้น โดยหัวข้อที่ยกมานี้เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น ในรายละเอียดแล้วมีตัวแปรที่พึงพิจารณาทั้งสิ้นมากถึง 52 รายการด้วยกัน</p>



<p>ทั้งนี้ ในกรณีที่หน่วยงานอบรมสอบตกเกณฑ์ โครงการ Prakerja ยังจัดให้มีกลไกให้คำปรึกษาเพื่อที่จะพัฒนาคุณภาพให้ถึงเกณฑ์ในอนาคตด้วย</p>



<p>ชุดที่สองประเมินเพื่อติดตามให้มั่นใจว่าการดำเนินงานจริงมีคุณภาพตามที่ได้ตกลงกันไว้กับแพลตฟอร์ม (monitoring team) โดยมีเกณฑ์ทั้งสิ้น 85 ข้อ ตัวอย่างได้แก่ 1. การสอดคล้องกันระหว่างชื่อวิชากและเนื้อหาจริงเวลาสอน 2. รายละเอียดที่เพียงพอของเอกสารประกอบการสอน 3. ทักษะผู้สอนจริง 4. ราคาที่เหมาะสม 5. การออกใบรับรองทักษะ นอกจากนี้ยังรวมถึงการติดตามเพื่อป้องกันการฉ้อโกงหรือการโฆษณาเกินจริงจากผู้ให้บริการอบรม เป็นต้น</p>



<p>ทีมงานทั้งสองชุดนี้จะช่วยให้มั่นใจว่า หลักสูตรคัดผู้สอนที่ดีเข้ามาในระบบแพลตฟอร์ม (ลดโอกาส adverse selection) และมั่นใจว่าภายหลังได้รับเลือกผู้สอนจะไม่ลดมาตรฐานลงเวลาดำเนินงานจริง (ลดโอกาส moral hazard)</p>



<p>นอกจากผู้ประเมินสองชุดข้างต้น โครงการ Prakerja ยังมีอีกสองกลไกที่ทำให้มั่นใจว่าแพลตฟอร์มจะมีคุณภาพสูง ได้แก่ 1. การส่งเสริมการแข่งขันเพื่อผลิตหลักสูตรที่ดีที่สุดให้แก่ผู้เรียน (competing in providing the best services) กล่าวคือ โครงการต้องมั่นใจว่าจัดให้มีผู้สอนที่หลากหลายมากเพียงพอในแต่ละทักษะสำคัญ ผู้สอนเหล่านี้ต้องแข่งเพื่อพัฒนาเนื้อหาของตนเองอย่างสม่ำเสมอ และ 2. การสำรวจความพึงพอใจของผู้เรียนโดยตรง และแสดงผลการสำรวจบนแพลตฟอร์มเพื่อเป็นข้อมูลให้แก่ผู้เรียนรุ่นถัดไป เช่นเดียวกับการรีวิวในแพลตฟอร์มส่งอาหารที่แพร่หลายในปัจจุบัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c7cdd9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/Prakerja-Model_K.jpeg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สูตรลับ </strong><strong>5 – </strong><strong>ยิ่งโปร่งใส ยิ่งปรับตัวไว ยิ่งพัฒนา</strong><strong></strong></h3>



<p>การประเมินคุณภาพไม่ได้ทำเพียงแค่ระดับ ‘รายวิชา’ หรือ ‘หน่วยอบรม’ เท่านั้น แต่ยังมีกลไกประเมินคุณภาพและผลกระทบของโครงการ Prakerja ในภาพรวมด้วย รัฐบาลเชิญให้หน่วยงานชื่อ Abdul Latif Jameel Poverty Action Lab (J-PAL) ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการวิจัยของสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ซึ่งร่วมก่อตั้งโดยอภิจิต บาเนอร์จี (Abhijit Banerjee) และเอสเธอร์ ดูฟโล (Esther Duflo) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลปี 2019 เข้ามาเป็นผู้ประเมินภายนอก</p>



<p>การเชิญหน่วยงานประเมินภายนอกที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ส่งผลให้โครงการนี้เป็นที่รู้จักและถูกจับตามองจากแวดวงวิชาการและนโยบายทั่วโลก เป็นการทำให้โครงการมีภาพลักษณ์ที่ดีและโปร่งใสไปด้วยในตัว</p>



<p>ถึงแม้ว่าโครงการ Prakerja จะพยายามควบคุมคุณภาพอย่างดีเพียงใด แต่การขึ้นระบบในระยะเวลาที่รวดเร็วมาก (ภายในหกเดือน) ทำให้อาจมีจุดบกพร่องไม่สมบูรณ์แบบได้อยู่ดี ดังนั้น โครงการจึงจัดให้มีกลไกรับเรื่องราวร้องเรียนได้ทุกวันระหว่าง 8 โมงเช้าถึง 2 ทุ่ม ในสามช่องทางคือ โทรศัพท์, ไลฟ์แชท และเว็บไซต์ โดยจะมีการรายงานผลกลับให้แก่ผู้ร้องเรียนในทุกกรณี</p>



<p>สถิติที่รวบรวมโดยโครงการชี้ว่า ในปี 2021 มีเรื่องร้องเรียนมากถึง 1.95 ล้านสายและมีการส่งข้อความเพื่อสื่อสารจากผู้ใช้งานมากถึง 9.9 ล้านครั้ง ถึงแม้เรื่องร้องเรียนจะมีจำนวนมากแต่การตอบสนองที่ว่องไวและความโปร่งใส (การแสดงสถานะว่าเรื่องร้องเรียนดำเนินการไปถึงไหนแล้วแบบ real-time) ทำให้ความพึงพอใจของผู้ใช้บริการมากกว่า 80% ของผู้ใช้งานที่ติดต่อเข้ามาทั้งหมด จุดนี้สะท้อนว่า แม้การออกแบบระบบแพลตฟอร์มจะไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่การตอบสนองที่ไวและแม่นยำการปรับปรุงอย่างโปร่งใสและต่อเนื่อง ทำให้ความพึงพอใจยังอยู่ในระดับสูงและคนไม่ถอนตัวจากระบบ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b06111"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/Prakerja-Model_M.jpeg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สูตรเสริม การส่งเสริมทักษะแบบมุ่งเป้า</strong><strong></strong></h3>



<p>โครงการ Prakerja มีกลุ่มทักษะที่ได้รับความนิยมในการเรียนและการสอนบนแพลตฟอร์ม ได้แก่ การตลาด, เทคโนโลยีสารสนเทศ, การออกแบบกราฟิก, การบริหารทั่วไป, การขาย, การเงิน, ภาษา, ทักษะด้านเทคนิค, ความปลอดภัยทางไซเบอร์, เกษตร, ทักษะทางสังคม เป็นต้น</p>



<p>ทักษะเหล่านี้เราอาจะนิยามได้ว่าเป็น ‘ทักษะฐานกว้าง’ (broad-based skills) ซึ่งจะค่อยๆ ปรับฐานทักษะของแรงงานในระบบเศรษฐกิจไปเป็นลำดับ กลไกเช่นนี้มีความจำเป็นและส่งผลกระทบเชิงบวกในระยะยาว แต่รัฐอาจจะเพิ่มโปรแกรมอบรมทักษะอย่างมุ่งเป้า เพื่อเร่งรัดให้เกิดผลกระทบในด้านใดด้านหนึ่งอย่างเจาะจงในระยะสั้นได้ด้วย ในบทความนี้ขอเสนอสองด้าน ได้แก่ การมุ่งทักษะที่จำเป็นต่อภาคเศรษฐกิจเป้าหมาย และ ทักษะที่มีผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม โดยจะได้ขยายความเป็นลำดับ</p>



<p><strong>ด้านแรก การกำหนดโปรแกรมส่งเสริมทักษะเฉพาะสำหรับภาคเศรษฐกิจเป้าหมาย (</strong><strong>sector-specific skills)&nbsp;</strong>จะช่วยให้มีแรงงานทักษะเฉพาะด้านที่มากเพียงพอสำหรับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศ โดยเฉพาะภาคเศรษฐกิจที่เกิดใหม่ซึ่งขาดแคลนแรงงาน ในกรณีนี้การฝึกอบรมทักษะฐานกว้างจะไม่ตอบโจทย์ รัฐควรมีมาตรการวิเคราะห์ความต้องการแรงงานของภาคเศรษฐกิจเป้าหมายเหล่านั้นโดยเฉพาะ และให้เงินอุดหนุนพิเศษ หรือการการันตีจ้างงานให้แก่ผู้จบหลักสูตรด้วยเกณฑ์ที่กำหนด</p>



<p>ในกรณีที่เป็นบรรษัทขนาดใหญ่มาก ยกตัวอย่าง สมมติบริษัท G อยากเข้ามาลงทุนด้านดิจิทัลในประเทศไทยเป็นหลายหมื่นล้านบาทและต้องการแรงงานที่มีทักษะเฉพาะ อาจมีโปรแกรมการอบรมที่สร้างทักษะเฉพาะบริษัท (firm-specific skills) ได้เช่นกัน โดยในกรณีเหล่านี้ภาคเอกชนอาจเข้าร่วมสมทบให้กับโครงการเพิ่มเติมโดยรัฐไม่ได้เป็นผู้ลงทุนฝ่ายเดียว</p>



<p><strong>ด้านที่สอง การกำหนดโปรแกรมส่งเสริมทักษะที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการสังคม หรือบริการสาธารณะ (</strong><strong>welfare-related skills)&nbsp;</strong>การพัฒนาทักษะแรงงานเหล่านี้ไม่เพียงช่วยส่งเสริมรายได้แต่อาจจะช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวกให้แก่สังคม จึงไม่ควรละเลยหรือมุ่งเป้าเฉพาะงานที่ตอบโจทย์การขยายตัวทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว การกำหนดเช่นนี้จะช่วยลดปัญหาความล้มเหลวของกลไกตลาด (market failure) ที่มักจะผลิตแรงงานทักษะเพื่อสังคมน้อยกว่าที่ควรจะเป็นเนื่องจากไม่มีแรงจูงใจทางการเงินนั้นเอง</p>



<p><strong>ด้านที่สาม การปรับทักษะต้องทำควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจด้วยเสมอ</strong> ถึงแม้ว่าการปรับทักษะแรงงานนั้นเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งแต่จะทำเพียงลำพังไม่ได้ ต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างการผลิตให้ก้าวหน้าขึ้นจึงจะเกิดผลดีสูงสุดต่อประเทศ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?</p>



<p>ประการแรก หากภาคการผลิตมุ่งเน้นแต่สินค้าเทคโนโลยีต่ำ ก็อาจจะทำให้ผู้ผลิตต้องการแค่แรงงานทักษะต่ำหรือปานกลาง และไม่มีความต้องการแรงงานทักษะสูง</p>



<p>ประการที่สอง แรงงานที่มีการปรับทักษะไปแล้วอาจได้รับค่าตอบแทนน้อยกว่าที่ควรจะเป็นเพราะนายจ้างไม่เห็นความสำคัญของทักษะเหล่านั้น ตัวอย่างเช่น หากแรงงานไทยเรียนการใช้ปัญญาประดิษฐ์เพิ่มขึ้น แต่บริษัทยังไม่ได้ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการผลิตสินค้าหรือบริการ ก็จะทำให้ทักษะเหล่านี้ไม่มีมูลค่าเพิ่มต่อบริษัท ดังนั้นบริษัทจึงไม่ปรับเพิ่มเงินเดือนให้กับทักษะดังกล่าว เป็นต้น ผลลบที่เกิดต่อเนื่องคือ แรงงานจะอยากปรับทักษะน้อยลงเพราะรู้สึกว่าอบรมไปก็ไม่มีรายได้เพิ่มขึ้นจากทักษะใหม่ๆ</p>



<p>เราสามารถรับรู้ถึงความท้าทายเหล่านี้เช่นกันเมื่อมองย้อนกลับมาที่ประเทศไทย การสำรวจความต้องการแรงงานจากโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ระหว่างปี 2561-2565 พบว่า ความต้องการแรงงานวุฒิ ป.6 ถึง ม.6 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในขณะที่ความต้องการแรงงานวุฒิ ปวช.-ปวส. และปริญญาตรีขึ้นไป มีแนวโน้มลดลงทั้งคู่</p>



<p>เมื่อเจาะจงพิจารณาเฉพาะโครงการในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ปี 2565 พบว่าอุตสาหกรรมยานยนต์มีความต้องการแรงงานในวุฒิ ป.6 ถึง ม.6 อยู่มากถึง 64% ของความต้องการแรงงานทั้งหมด โดยมีความต้องการวุฒิ ปวช.-ปวส. เพียงราว 22.5% และปริญญาตรีขึ้นไปเพียง 13.5% เท่านั้น และเมื่อสำรวจอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ ก็ได้ผลใกล้เคียงกัน</p>



<p>ถึงแม้วุฒิการศึกษาจะไม่ได้สะท้อนถึงทักษะโดยตรง แต่ก็ชี้ได้ว่า แม้แต่เขตส่งเสริมการลงทุนก็ยังคงมีโครงสร้างการผลิตเน้นใช้แรงงานวุฒิการศึกษาสายสามัญและมีระดับต่ำกว่า ม.6 เป็นส่วนใหญ่ (นอกจากนี้ สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2561) จึงอนุมานได้ว่าโครงสร้างการผลิตของอุตสาหกรรมเหล่านี้ยังปรับตัวได้ช้า และต้องการมาตรการส่งเสริมให้เปลี่ยนผ่านไปใช้แรงงานทักษะให้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว<sup>[10]</sup>&nbsp;ข้อสังเกตคืออุตสาหกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องจักรทางเศรษฐกิจที่สำคัญของไทยในยุคบุกเบิกทั้งสิ้น</p>



<p>สถานการณ์ค่อนข้างแตกต่างออกไป ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ‘ใหม่’ เช่น อุตสาหกรรมระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ เน้นใช้แรงงานวุฒิ ปวช.-ปวส. ในสัดส่วน 69% และ 77% ตามลำดับ ส่วนอุตสาหกรรมดิจิทัลเน้นใช้แรงงานปริญญาตรีขึ้นไปถึง 95% ของความต้องการแรงงานทั้งหมด เป็นต้น อุตสาหกรรมเหล่านี้มีศักยภาพที่จะสร้างงานทักษะสูงในอนาคต และเหมาะสมจะทำมาตรการส่งเสริมทักษะอย่างมุ่งเป้า</p>



<p>ประเด็นนี้เหมือนปัญหาไก่-ไข่ อะไรเกิดก่อนกัน! เพราะภาคการผลิตก็สะท้อนว่า หากไม่มีแรงงานทักษะสูงในจำนวนที่มากพอ นักลงทุนก็ไม่สามารถเสี่ยงลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างการผลิตไปใช้เทคโนโลยีและทักษะขั้นสูงเช่นกัน นัยนี้ การทำนโยบายปรับทักษะและนโยบายปรับโครงสร้างการผลิตให้ก้าวหน้า จึงเป็นสองชุดนโยบายที่ต้องขับเคลื่อนไปคู่กันเสมอ</p>



<p>การปรับโครงสร้างทักษะแรงงานและโครงสร้างการผลิต จึงเหมือนการปีนภูเขาสูง… เราคงไม่สามารถไปถึงยอดผาได้ หากปีนด้วยมือข้างเดียวครับ&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-120324/">ถอดรหัสอินโดนิเซีย ปรับทักษะแรงงาน 17.5 ล้านคน ภายใน 3 ปีได้อย่างไร ?</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทางออก ‘วิกฤตทักษะพื้นฐานคนไทย’ คือร่วมมองการศึกษามากกว่าเขตรั้วโรงเรียน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-110324/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=article-110324</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 11 Mar 2024 11:19:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Fostering Foundation Skills in Thailand กู้วิกฤตทักษะคนไทย หลุดพ้นความยากจน]]></category>
		<category><![CDATA[ASAT]]></category>
		<category><![CDATA[World Bank]]></category>
		<category><![CDATA[ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=78426</guid>

					<description><![CDATA[<p>ความท้าทายประการหนึ่งในการทำให้ไทยหลุดจากประเทศรายได้ปา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-110324/">ทางออก ‘วิกฤตทักษะพื้นฐานคนไทย’ คือร่วมมองการศึกษามากกว่าเขตรั้วโรงเรียน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ความท้าทายประการหนึ่งในการทำให้ไทยหลุดจากประเทศรายได้ปานกลางหรือทำให้คน 1 คนพ้นจากความจน คือการให้ความสำคัญในการลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์อย่างชาญฉลาด ตลอดหลายปีที่ผ่านมาใน 57 ประเทศทั่วโลก มีการประเมินขีดความสามารถทางด้านสมรรถนะพื้นฐานที่เป็นความพร้อมของวัยแรงงานเพื่อให้รู้สถานการณ์ที่เป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงในประเทศของเขาว่ามีจุดใดบ้างที่ต้องพัฒนา ขณะที่ประเทศไทย <strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> กับ<strong>ธนาคารโลก (World Bank)</strong> เพิ่งเผยแพร่ <a href="https://www.eef.or.th/publication-asat/" target="_blank" rel="noopener" title=""><strong>“ผลสำรวจทักษะและความพร้อมเยาวชนและประชากรวัยแรงงานในประเทศไทย (Adult Skills Assessment in Thailand: </strong></a><strong><a href="https://www.eef.or.th/publication-asat/" target="_blank" rel="noopener" title="">ASAT</a></strong><a href="https://www.eef.or.th/publication-asat/"><strong>)”</strong></a> ที่เป็นการประเมินขีดความสามารถประชากรวัยแรงงานกว่า 50 ล้านคน ในกลุ่มประชากรอายุ 15-64 ปีที่อยู่นอกรั้วโรงเรียนเป็นครั้งแรก อาจจะเรียกได้ว่านี่คือ PISA วัยแรงงานที่เป็นมาตรฐานสากลของบ้านเรา เทียบเคียง PISA นักเรียนอายุ 15 ปี ที่ไทยเข้าร่วมกับกลุ่มประเทศ OECD</p>



<p>ภายใต้บริบทของไทย เราเผชิญวิกฤตเยาวชนและประชากรวัยแรงงานขาดแคลนสมรรถนะที่เป็นทักษะพื้นฐานชีวิต (Foundational Skills) ได้แก่ <strong>1) การอ่านออกเขียนได้ (literacy) 2) ทักษะด้านดิจิทัล (digital skill) 3) ทักษะทางสังคมและอารมณ์ (sociomotional skill) &nbsp; ต่ำกว่าเกณฑ์ (Threshold Level) ในสัดส่วนที่สูงถึงกว่า 70%</strong> โดยปัญหาดังกล่าวคาดว่าได้สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 3.3 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 20.1% ของ GDP เทียบเท่า 1 ใน 5 ของงบประมาณแผ่นดินปี 2565</p>



<p><strong>คุณธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้&nbsp; กสศ.</strong> ชวนให้เห็นประเด็นสำคัญของรายงานฉบับนี้ในเวทีวิชาการ <a href="https://www.eef.or.th/news-080324/" target="_blank" rel="noopener" title=""><strong>“Fostering Foundation Skills in Thailand กู้วิกฤตทักษะคนไทย หลุดพ้นความยากจน”</strong></a> เมื่อวันพุธที่ 6 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา โดยได้ให้ทางออกจากวิกฤตทักษะพื้นฐานที่เปรียบเหมือนรากฐานชีวิตที่ทุกคนควรมีด้วยนโยบายที่เริ่มจากมีมุมมองต่อ ‘การศึกษา’ กว้างกว่าเขตรั้วโรงเรียนภายใต้ระบบการศึกษาภาคบังคับ 15 ปี</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2c6794"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/Photo-1-ทางออก-วิกฤตทักษะพื้นฐานคนไทย.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ถอดบทเรียนความสำเร็จการพัฒนานโยบายในต่างประเทศ</strong></h2>



<p>เมื่อพูดถึงการส่งเสริมทักษะและความพร้อมของกลุ่มเยาวชนและประชากรวัยแรงงานในเรื่อง <strong>“ทักษะพื้นฐานชีวิต” (Foundational Skills)</strong> มีงานวิจัยจากต่างประเทศบอกว่า ถ้าเราสามารถพัฒนาทักษะพื้นฐานชีวิตให้กับกลุ่มนี้ได้ จะสร้างผลตอบแทนขนาดใหญ่ให้กับเศรษฐกิจ แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีคนพูดเยอะว่าไทยจะหลุดออกจากกับดักเศรษฐกิจรายได้ปานกลางได้อย่างไร แต่ในแง่จริงของการทำงาน หัวใจของทุกประเทศที่ประสบความสำเร็จคือการลงทุนเรื่องศักยภาพคนให้มีทักษะพื้นฐานที่เป็นแกนหลัก ๆ ให้ทุกคนสามารถไต่ระดับชีวิตไปได้หมด ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ประกอบอาชีพอะไร</p>



<p><strong>คุณธันว์ธิดา</strong>ชวนดู “<strong>การพัฒนานโยบายในต่างประเทศหลังจากทราบผลสำรวจทักษะแรงงานต่ำกว่าเกณฑ์” </strong>มีทั้งประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศห่างไกล เมื่อเขารู้สถานการณ์ก็จะทุ่มงบประมาณพัฒนาคนเพื่อปิดช่องว่างนั้น ๆ จากภาคนโยบาย ภาคการศึกษา ภาคท้องถิ่น ที่รีบลุกมาทำงานเรื่องนี้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-93989a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/Infographic-ทางออกวิกฤตทักษะพื้นฐานคนไทย-scaled.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ภาคนโยบาย</strong>&nbsp; ยกตัวอย่าง <strong>ญี่ปุ่น</strong> พอรู้สถานการณ์เยาวชนและประชากรวัยแรงงานว่ากำลังขาดทักษะอะไรอยู่ ก็จะผนวกนโยบายที่เป็นการพัฒนาทักษะการเรียนรู้เข้าไปกับเรื่องเศรษฐกิจ เขาไม่ได้มองการศึกษาแยกออกจากเศรษฐกิจ ด้วยมองว่าถ้าเจอวิกฤตก็จะทำให้แรงจูงใจต่าง ๆ มาลงทุนน้อยลง ขณะที่ทรัพยากรมนุษย์ในประเทศก็ไม่มีความแข็งแกร่ง ญี่ปุ่นจึงผนวก 2 เรื่องนี้เข้าด้วยกัน ทั้งเรื่องทักษะในการเพิ่มผลิตภาพของประเทศ และการลงทุนเรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิต เรื่องหลังนี้ไทยก็พูดเยอะแต่ว่ารูปธรรมยังไม่ชัดเท่า <strong>“การลงทุนเรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิตก็คือการลงทุนเพื่อการเรียนรู้ 3 ทักษะพื้นฐานให้กับทุกช่วงวัย” </strong>ที่ญี่ปุ่นจะเจอปัญหาด้าน ICT คือทักษะดิจิทัลมากที่สุด เขาก็จะทุ่มเทการลงทุนในเรื่องนี้ว่า แก้ปัญหาเรื่องทักษะ ICT เชื่อมกับทักษะแรงงานและรายได้แล้วก็การจ้างงานไปด้วยกัน</p>



<p><strong>ออสเตรเลีย</strong> ก็เช่นกัน เขาเจอปัญหาเรื่องการรู้หนังสือหรือการอ่านที่นำไปใช้ประโยชน์ในการแก้ปัญหาประจำวันและการทำงานของประชากรว่ายังแย่อยู่ ก็จะมีการทำกรอบพัฒนาทักษะเป็น Foundation Skills Strategy ระดับชาติขึ้นมา แล้วจัดโปรแกรมส่งเสริมการรู้หนังสือสำหรับการทำงานได้ขึ้นมาว่า ถ้าแรงงานต้องไปประกอบอาชีพและทำงาน ต้องรู้หนังสือเรื่องอะไร ไม่ใช่เป็นแค่อ่านออกเขียนได้</p>



<p>อีกภาคส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญคือ <strong>ภาคการศึกษา</strong> พอเราเห็นวิกฤตคงต้องมองว่าระบบการศึกษาเป็นอย่างไร ธนาคารโลกบอกว่าวิกฤตทักษะพื้นฐานชีวิตที่ประเทศไทยเจอ มาจากโครงสร้างหรือรากฐานความไม่เข้มแข็งทางการศึกษาของไทยที่มีปัญหาอยู่ แล้วประเทศต่าง ๆ ทำอะไร</p>



<p><strong>ฝรั่งเศส เวลส์ และสิงคโปร์</strong> สร้างบัญชีการเรียนรู้ หรือ Learning Accounts สำหรับแต่ละบุคคลขึ้นมา Learning Accounts คือเครื่องมือหนึ่งในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ถ้าเกิดเราบอกว่าให้แรงงานหรือเยาวชนไปเรียนรู้แต่ไม่ได้มีการเก็บสะสมทักษะที่ส่งผลประโยชน์ต่ออาชีพหรือรายได้ของเขา ก็คงไม่ใครอยากเรียน ดังนั้น Learning Accounts จึงเป็นการสะสมการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง สามารถให้คูปองพัฒนาการเรียนรู้ได้ แต่ไม่ได้ให้แบบหว่านแจก เน้นไปเฉพาะกลุ่มคือกลุ่มด้อยโอกาสกับกลุ่มว่างงาน เป็นต้น&nbsp;</p>



<p><strong>สโลวาเกีย</strong> มองภาพใหญ่ไปเล่นกับกฎหมาย กฎหมายของเขายังไม่เอื้อต่อการส่งเสริมการเรียนรู้ทักษะพื้นฐานชีวิตให้กับแรงงานและเยาวชนที่ดีพอ จึงแก้ พ.ร.บ.การเรียนรู้ตลอดชีวิตที่เพิ่มเติมประเด็นการลงทุนภาครัฐด้านการศึกษาของแรงงานวัยผู้ใหญ่ ไม่ใช่แค่ลงทุนกับกลุ่มเด็ก</p>



<p><strong>อินเดีย ฝรั่งเศส กรีซ อิสราเอล เม็กซิโก สวีเดน และเบลเยียม </strong>มีการทำงานกับคุณครู โดยกำหนดว่าหากรู้ปัญหาแล้วการศึกษาในระบบทำอะไรต่อ โดยขอให้คุณครูทุกคนผ่านการพัฒนาอย่างน้อย 50 ชั่วโมง เรื่องทักษะดิจิทัล ทักษะอารมณ์และสังคม ให้มีผลเรื่องการประกอบวิชาชีพด้วย</p>



<p>อีกมุมหนึ่งที่จะทำให้กู้วิกฤตทักษะพื้นฐานชีวิตได้ ก็คือ <strong>ภาคท้องถิ่น</strong> จริง ๆ แล้วรายงานการสำรวจทักษะและความพร้อมเยาวชนและประชากรวัยแรงงานในประเทศไทย เราไม่ได้รายงานผลเฉพาะระดับชาติ แต่มีการรายงานผลระดับภูมิภาคด้วยว่าระดับภูมิภาคของประเทศไทย ก็มีทักษะทุนชีวิตที่แตกต่างกัน ฉะนั้นภาคท้องถิ่นสามารถที่จะวิเคราะห์ทักษะแรงงานของท้องถิ่น ตนเองได้แล้ว และสามารถเลือกกลุ่มที่ต้องการระบุความช่วยเหลือได้ เช่น กลุ่มที่วิกฤตก่อนอย่างกลุ่มเปราะบาง กลุ่มทักษะต่ำ ซึ่งภูมิภาคที่มีความท้าทายของไทยตอนนี้ก็คือ ภาคเหนือ และภาคใต้ ทั้ง 3 ทักษะอยู่ในระดับที่แย่กว่าภาคอื่น หากท้องถิ่นรู้ผลตรงนี้แล้วสามารถไปออกแบบกระบวนการได้ด้วยตัวท้องถิ่นเอง ซึ่งในต่างประเทศมีตัวอย่างที่<strong>กรุงโซล เกาหลีใต้</strong> เขามีการออกแบบเลยว่าที่โซลมีปัญหาทักษะดิจิทัล ก็มีการส่งเสริมทำเป็น Smart Seoul 2030 initiative ขึ้นมา แล้วก็มีการทำศูนย์ Digital Education Centers มีการรณรงค์การพัฒนาทักษะดิจิทัลสำหรับทุกคน ใช้ชุมชนเป็นฐานในการพัฒนาทักษะพื้นฐานชีวิต&nbsp;</p>



<p><strong>“จริง ๆ เรื่องนี้สำคัญนะคะ เพราะว่าบางทีเราไปมองว่ายูนิตของการพัฒนาอยู่ที่สถานศึกษา อยู่ที่กระทรวง แต่จริง ๆ แล้ว ชุมชนสามารถเป็นฐานในการพัฒนาได้ แล้วก็ต้องบอกว่าวิกฤตทักษะที่เรากำลังพูดถึง เรากำลังพูดถึงกลุ่มด้อยโอกาส กลุ่มนอกระบบ เพราะฉะนั้นคำตอบของการพัฒนากลุ่มนี้คงไม่ใช่เพียงแค่เป็นยูนิตสถานศึกษา แต่จะเป็นการดึงรังของชุมชนและท้องถิ่นมากู้วิกฤตด้วยกันอย่างไร ซึ่งเกาหลีใต้ก็มีตัวอย่างว่าเขาใช้ชุมชนเป็นฐานในการพัฒนาทักษะพื้นฐานชีวิตให้กับกลุ่มนี้ด้วย”</strong>&nbsp; คุณธันว์ธิดาชวนมองอนาคต</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c5cd5f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/Photo-2-ทางออก-วิกฤตทักษะพื้นฐานคนไทย.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>จากข้อค้นพบต่างประเทศ สู่ข้อเสนอทางออกวิกฤตทักษะพื้นฐานคนไทยทุกช่วงวัย</strong></h2>



<p>ข้างต้นเป็นตัวอย่างการกู้วิกฤตทักษะพื้นฐานชีวิตจากหลาย ๆ ประเทศ ที่เมื่อผู้กำหนดนโยบายรู้สถานการณ์แล้วไม่ได้นิ่งเฉย แต่ว่าพยายามที่จะหาคำตอบแล้วก็แก้ไขปัญหา จะเห็นว่าสามารถมีรูปแบบกระบวนการทำงานที่แตกต่างกันบนสถานการณ์และบริบทแต่ละประเทศ ไทยเองก็เช่นกัน ต้องมาดูว่ารู้สถานการณ์แล้ว บริบทของเราเป็นอย่างไร วิธีการไหนที่จะเหมาะสมมากที่สุด</p>



<p><strong>คุณธันว์ธิดา</strong>มองว่า เราเห็นสถานการณ์ที่เผชิญอยู่กันแล้ว ฉะนั้นสิ่งที่จะเป็นกลยุทธ์ในการสร้างขีดความสามารถการแข่งขันแรงงานเพื่อทำให้ไทยหลุดจากรายได้ปานกลาง คือ <strong>“ให้ความสำคัญในการพัฒนาคน”</strong> แล้วคนที่เรากำลังพูดถึงหมายถึงใครบ้าง</p>



<p><strong>คำตอบคือ นโยบายต้องให้ความสำคัญต่อการพัฒนาคนทุกช่วงวัย แผนการพัฒนาการศึกษาต้องมีมุมมองกว้างกว่าเขตรั้วโรงเรียน</strong>&nbsp; เพราะตอนนี้เวลาพูดถึงภาพรวมระบบการศึกษาจะพูดถึงเด็กและเยาวชนที่อยู่ในโรงเรียนภายใต้ระบบการศึกษาภาคบังคับ 15 ปีเป็นลำดับแรก ซึ่งมีจำนวนประมาณ 8 ล้านคน แต่ไทยยังมีเด็กเยาวชนวัยแรงงานที่อยู่นอกรั้วโรงเรียนจำนวนมากถึง 20.2 ล้านคน และมีกลุ่มเยาวชนอายุ 15-24 ปี ที่ไม่อยู่ในระบบการศึกษา ไม่อยู่ในระบบการจ้างงาน อยู่บ้านเฉย ๆ เรียกว่ากลุ่ม NEET (Youth not in education , employment , or training) ราว 1.3 ล้านคน หรือราว 14.8%&nbsp;</p>



<p>ล่าสุดรัฐมนตรีสิงคโปร์เพิ่งพูดในสภาบอกว่าเขาไม่ได้มองแค่ 15 ปีแรกของเด็กแล้ว เขาจะมอง 50 ปีของประชากรที่ยังอยู่ นี่น่าจะเป็นโจทย์ที่ประเทศไทยเอามาใช้ได้ เราไม่ได้มองแค่เด็กที่อยู่ในรั้วโรงเรียน 15 ปี แต่กำลังจะพูดถึงที่อยู่นอกรั้วโรงเรียนซึ่งต้องมีชีวิตอีก 50 ปีด้วย เราคงไม่อยากเห็นประชากรของเรามีความรู้ด้วยทักษะสูงที่สุดเพียงแค่วันที่จบการศึกษา ถ้าเราสามารถทำให้ประชากรกลุ่มนี้มีพื้นฐานชีวิตที่ดีในเรื่องทักษะก็จะทำให้เศรษฐกิจเรามีพื้นฐานที่แข็งแรง</p>



<p>การศึกษาตลอดชีวิตเพื่อการทำงานต้องมีการเชื่อมโยงทั้ง<strong>แนวตั้ง</strong> เช่น หน่วยจัดการเรียนรู้ มาตรฐาน การประเมิน คุณภาพผู้สอน และ<strong>แนวนอน</strong> เช่น หน่วยงานภาคส่วนต่าง ๆ รัฐ เอกชน ชุมชนท้องถิ่น หลักสูตร โอกาสของตลาดแรงงาน</p>



<p>“โจทย์นี้ใหญ่มาก คงทำงานด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งไม่ได้ ไทยต้องมีหน่วยงานเจ้าภาพที่มาทำเรื่องนี้เหมือนอินโดนีเซียที่มี Prakerja เป็นเจ้าภาพทำงานกับดีมานด์ซัพพลาย ใช้กลไกตลาดสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนอยากปรับทักษะ มีการคัดเลือกหลักสูตรต่าง ๆ เชื่อมโยงการทำงานทั้งแนวนอนและแนวตั้ง คือทำทุกช่วงวัย มองตั้งแต่เด็กเยาวชนที่อยู่ในระบบ 15 ปีแรก จนถึงกลุ่มที่ต้องมีชีวิตอยู่อีก 50 ปีหลัง การออกแบบกลยุทธ์ของประเทศไทยต้องมีการเชื่อมต่อกันระหว่างช่วงวัยและระบบการศึกษาลักษณะต่าง ๆ ทั้ง ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา อุดมศึกษา และอื่น ๆ”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-630e2d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/Photo-3-ทางออก-วิกฤตทักษะพื้นฐานคนไทย.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ทักษะพื้นฐานชีวิตกับผลตอบแทนขนาดใหญ่ทางเศรษฐกิจ</strong></h2>



<p>ใน 57 ประเทศที่มีการวิจัยผลสำรวจทักษะและความพร้อมเยาวชนและประชากรวัยแรงงาน (Adult Skills Assessment) ที่พูดถึงทักษะพื้นฐานชีวิต 3 เรื่อง 1) การอ่านออกเขียนได้ (literacy) 2) ทักษะด้านดิจิทัล (digital skill) และ 3) ทักษะทางสังคมและอารมณ์ (sociomotional skill) ผลจาก 32 ประเทศพบว่า ถ้าเราได้เพิ่มการรู้หนังสือเพียง 1% ผล GDP ต่อหัวก็เพิ่มแล้ว 3% ฉะนั้นนี่คือหลักประกันโอกาสว่าประเทศไทยจะได้ Return กลับมาเป็นอย่างไร ส่วนกำไรที่ได้จากการลงทุนทักษะด้านอารมณ์และสังคมพบว่า ลงทุน 1 บาท ได้กลับมา 11 บาท อันนี้มีผลชัดเจนว่าถ้าเราส่งเสริมให้เยาวชนและแรงงานของเรามีเรื่องนี้ GDP ก็เพิ่ม แล้วผลตอบแทนก็สูง</p>



<p>ถ้ากลับมาที่สถานการณ์ประเทศไทย เรายังเจอความท้าทายในแง่ที่ว่าแรงงานของเรามีทักษะต่ำกว่าเกณฑ์กว่า 70% ในเรื่องทักษะพื้นฐานชีวิต นี่คือการส่งผลต่อเศรษฐกิจ ถ้าเราช่วยกันส่งเสริมให้กับกลุ่มทักษะต่ำกว่าเกณฑ์ให้มี 3 ทักษะที่สูงขึ้น ธนาคารโลกประเมินว่า รายได้ของเขาจะเพิ่มขึ้นทันทีคนละ 6,700 บาทต่อเดือน รายได้ที่เเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่แค่ตอบโจทย์ในระดับบุคคลที่ทำให้คน 1 คนหลุดออกจากความยากจน แต่ส่งถึงผลลัพธ์ระดับชาติที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ภายใต้รายได้ที่เพิ่มขึ้นถึงคนละ 6,700 บาทต่อเดือน นี่คือสิ่งที่เรามองว่ามันมีศักยภาพในการทำงาน ทั้งสร้างความเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจภาพใหญ่ของประเทศ และระดับตัวบุคคลที่ยังขาดทักษะและมีรายได้น้อยอยู่</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-110324/">ทางออก ‘วิกฤตทักษะพื้นฐานคนไทย’ คือร่วมมองการศึกษามากกว่าเขตรั้วโรงเรียน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>5 สถาบันวิชาการเสนอทางออกเร่งด่วน รัฐทุ่มลงทุนกู้วิกฤตทักษะคนไทย เป็นวาระแห่งชาติ เริ่มต้นที่คนไทยจบแค่ ม.3 กว่า 20 ล้านคนก่อน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-080324/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=news-080324</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 08 Mar 2024 04:36:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[Fostering Foundation Skills in Thailand กู้วิกฤตทักษะคนไทย หลุดพ้นความยากจน]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.แบ๊งค์​ ​งาม​โชติ​อรุณ]]></category>
		<category><![CDATA[ASAT]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สมชัย จิตสุชน]]></category>
		<category><![CDATA[TDRI]]></category>
		<category><![CDATA[World Bank]]></category>
		<category><![CDATA[ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=78214</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลังจากที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-080324/">5 สถาบันวิชาการเสนอทางออกเร่งด่วน รัฐทุ่มลงทุนกู้วิกฤตทักษะคนไทย เป็นวาระแห่งชาติ เริ่มต้นที่คนไทยจบแค่ ม.3 กว่า 20 ล้านคนก่อน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลังจากที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ ธนาคารโลก (World Bank) ได้เผยแพร่ผลสำรวจทักษะและความพร้อมเยาวชนและประชากรวัยแรงงาน (ASAT) ในประเทศไทย พ.ศ. 2565 โดยพบว่า&nbsp; <strong>ไทยเผชิญวิกฤตเยาวชนและประชากรวัยแรงงานขาดแคลนทักษะหรือมีทักษะพื้นฐานชีวิต ได้แก่ 1) การอ่านออกเขียนได้ (literacy) 2) ทักษะด้านดิจิทัล (digital skill) และ 3) ทักษะทางสังคมและอารมณ์ (sociomotional skill) &nbsp; ต่ำกว่าเกณฑ์ (Threshold Level) ‘ในสัดส่วนที่สูง’</strong> โดยปัญหาดังกล่าวคาดว่าได้สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 3.3 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 20.1%</p>



<p>ล่าสุด&nbsp; 5 สถาบันวิชาการ ร่วมระดมสมอง หาทางออก ในเวทีวิชาการ <strong>“Fostering Foundation Skills in Thailand กู้วิกฤตทักษะคนไทย หลุดพ้นความยากจน”</strong> เมื่อวันพุธที่ 6 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา ณ ห้องสานพลัง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา อาคารเอส พี ชั้น 12 โดยเป็นการระดมสมองนักวิชาการจากหลากหลายสถาบัน อาทิ กสศ. สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย สถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม มจธ.&nbsp; คณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฯลฯ เพื่อวิเคราะห์นโยบายจากต่างประเทศในการพัฒนาทักษะพื้นฐานชีวิตทุกช่วงวัยที่ประสบความสำเร็จ และหารือกันถึงทางออกในการกู้วิกฤตทักษะคนไทย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6145d4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/5-สถาบันวิชาการ.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cd40ac"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/ดร.สมชัย-จิตสุชน.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง TDRI</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)</strong>&nbsp; กล่าวว่า การกู้วิกฤตทักษะคนไทยต้องทำเป็นระบบใหญ่ จริงจังและทุ่มเททรัพยากร ตัวอย่างรูปธรรมสำคัญ เช่น&nbsp; การทำ National Skill Program เป็นวาระแห่งชาติ โดยโปรแกรมนี้ต้องมีลักษณะเป็นขนมชั้น 3 ชั้น เริ่มจากชั้นกลาง คล้ายกับที่อินโดนีเซียทำ คือมีคูปอง มีระบบกลไกตลาด ให้คนที่รู้เรื่องทักษะจริงหรือรู้ว่าตลาดต้องการอะไรเป็น Suply Side&nbsp; เป็นผู้แจกคูปอง เป็นทักษะเฉพาะทาง ทักษะอาชีพต่าง ๆ เรื่องนี้ต้องทำขนานใหญ่ ต้องกล้าลงทุน&nbsp; อินโดนีเซียทำเรื่องนี้ เริ่มต้น 5 ล้านคน ของไทยต้องวางเป้าหมายมากกว่านั้น อาจกำหนดกลุ่มเป้าหมายเลยว่าคนไทยทุกคนที่เรียนไม่เกิน ม.3 ความรู้ไม่มากนัก ตามโลกไม่ทัน เข้าใจว่าน่าจะมีอยู่ไม่ต่ำกว่า 20-30 ล้านคน&nbsp; แน่นอนว่าต้องค่อย ๆ เริ่ม และมีการประเมินระหว่างทาง&nbsp; โดยประเภทของทักษะอาจเป็นเฉพาะทางก็ได้ แต่ต้องมีความหลากหลายรองรับเพียงพอ</p>



<p>ส่วนชั้นล่าง หรือชั้น 1 ควรมีโครงการที่เป็น Skill Program ที่ส่งเสริมเรื่องทักษะพื้นฐานชีวิตให้กับทุกคน ‘ชั้นกลาง’ หรือ ทักษะเฉพาะทาง สำหรับ ‘ชั้นบน’ ต้องเป็นพื้นที่เฉพาะของกลุ่มเปราะบาง เช่น ประชากรนอกระบบ เด็กที่ออกนอกระบบ กลุ่มคนจน 15% ล่างสุดของประเทศ คนพิการ ผู้สูงอายุ ฯลฯ กลุ่มนี้ต้องการการดูแลพิเศษด้วยโปรแกรมที่ออกแบบเฉพาะ โดยการเสริม Foundation Skills ที่โยงกับกลุ่มคนยากจนขาดแคลนโอกาสที่สุด ถ้าเป็นไปได้ควรเป็น 3+2 ได้แก่ ทักษะดิจิทัล ทักษะรู้หนังสือ และทักษะอารมณ์และสังคม แล้วควรเพิ่ม ‘ความรู้ทางการเงิน’ financial literacy และมีตัวย่อยคือ ‘ความรู้ในการลงทุน’&nbsp; (Investment literacy)&nbsp; เพราะนอกจากจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต ความรู้ในการลงทุนจะลดการใช้จ่ายเงิน ลดการซื้อหวย ลดการดื่มเหล้า จะทำให้เงินนี้ออกดอกออกผลได้ &nbsp; นอกจากนี้ยังมีตัวแถมที่สาม คือเรื่อง สุขภาพ และมาตราเสริมเรื่องอินเทอร์เน็ต&nbsp; โดยการมีอินเทอร์เน็ตฟรีสำหรับคนกลุ่มเปราะบาง&nbsp; เพราะจะเปิดโอกาสให้คนกลุ่มนี้อย่างมาก&nbsp;</p>



<p><strong>ดร.สมชัย</strong>&nbsp; กล่าวว่า คำถามที่ว่าเราต้องลงทุนอย่างไรหรือใช้ทรัพยากรเท่าไหร่ เพื่อกู้วิกฤตทักษะประชากร คำตอบคือ ‘ใช้ให้เต็มที่ที่สุด’ แต่ใจความสำคัญคือเราต้องใส่อย่างชาญฉลาด ไม่ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ</p>



<p>“ผมคำนวณดู&nbsp; อินโดนีเซียใช้ 9,000 บาทต่อคน ลองใช้ตัวเลขนี้กับคนไทย ด้วยตัวเลขผู้ที่การศึกษาต่ำกว่า ม. 3 ราว 20 ล้านคน ใช้เงินน่าจะไม่ถึงแสนล้าน จริง ๆอาจไม่ต้องใช้ถึงแสนล้าน เพราะทักษะแบบนี้โดยหลักการไม่จำเป็นต้องถูกฝึกใหม่ทุกปี ดังนั้น งบประมาณจะประมาณ 60,000 ล้าน ประเด็นเรื่องเวลา คนจนไม่มีเวลาเรียนถึง 16 ปี ถ้าเราทำ platform ดี ๆ เด็กจากครอบครัวยากจนเรียน 6 ปี ไม่ถึง 10 ปี สามารถเก่งเรื่องทักษะพื้นฐานชีวิต ก็สามารถหาความรู้ด้วยตัวเองได้” ดร.สมชัย กล่าว&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8516f9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/ดร.-แบ๊งค์_-_งาม_โชติ_อรุณ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.แบ๊งค์​ ​งาม​โชติ​อรุณ ​ผู้​อำนวยการสถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม<br>มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.แบ๊งค์</strong><strong>​</strong><strong> </strong><strong>​</strong><strong>งาม</strong><strong>​</strong><strong>โชติ</strong><strong>​</strong><strong>อรุณ</strong> <strong>​</strong><strong>ผู้</strong><strong>​</strong><strong>อำนวยการสถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) </strong>กล่าวว่า ประเทศอินโดนีเซียสามารถพัฒนา​ทักษะ​แรงงาน​หลังวิกฤตโควิด​19 ระบาดด้วยโครงการชื่อ Kartu Prakerja (Pre-employment card) หรือเรียกย่อ ๆ​ ว่า Prakerja โดยโครงการนี้ คือ ความร่วมมือที่ภาครัฐและเอกชน ช่วยกันสร้างเครื่องมือพัฒนา​ทักษะ​แรงงานที่สามารถแรงจูงใจให้​ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง อยากเข้ามาเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะของตัวเองอย่างเป็นระบบ และประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม สามารถปรับทักษะของประชาชนได้มากถึง 17.5 ล้านคน​&nbsp; ในเวลาเพียง 3 ปี และเกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตโควิด19</p>



<p><strong>ดร.แบ๊งค์</strong> กล่าวว่า ประเด็นที่น่าสนใจ คือ โครงการนี้สามารถสร้างทักษะที่ครอบคลุมและเชื่อมโยงกับความต้องการของภาคเอกชน สามารถสร้างระบบตลาดความรู้หรือแพลตฟอร์ม (Platform and Marketplace) ที่มีคุณภาพช่วยจัดการเรียนรู้ ที่ตอบโจทย์ความต้องการได้ มีระบบคัดสรรผู้ให้บริการอบรมทักษะ ทั้งภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษาและภาคเอกชน โดยระบบดังกล่าว มีความยืดหยุ่นต่อความเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์เศรษฐกิจ&nbsp; มีระบบฐานข้อมูลประชาชนแยกตามรายได้ และข้อมูลสำคัญที่จำเป็นต่อการประเมินทักษะก่อนเรียนและแนะนำวิชาเรียนที่เหมาะสมให้แก่ผู้เรียน โดยให้ผู้เรียนจะเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าจะเลือกเรียนอะไรหรือปรับทักษะใด และสามารถสร้างแนวทางกระตุ้นให้ผู้เข้าร่วม เรียนจนจบหลักสูตรและสอบผ่าน โดยการกำหนดเงื่อนไขการจ่ายเงินเครดิตทุนการศึกษาให้กับผู้สอนเพียง 30% และกำหนดให้ได้รับเครดิตอีก 70% ได้หากสามารถผลักดันให้ผู้เรียนสามารถเรียนจนจบหลักสูตรและสอบผ่านมีการจ่ายเงินให้ผู้เรียนเพื่อระบบประเมินและติดตามผล</p>



<p>“หลังดำเนินโครงการ Prakerja​ เพียงปีเดียว ก็สามารถสร้างกลไกในการดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง​ที่อยู่ล่างสุดของสังคม​ และดึงเอกชนมาร่วมทำงาน​ มีผู้ผลิตเนื้อหามากถึง 181 หน่วยงาน สามารถสร้างสรรค์วิชาทั้งสิ้น 1,957 รายการสำหรับผู้เรียนราว 5.9 ล้านคนต่อปี” ดร.แบ๊งค์กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9d438c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/คุณธันว์ธิดา-วงศ์ประสงค์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">คุณธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้  กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>คุณธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์</strong> <strong>ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้&nbsp; กสศ.</strong> ระบุว่า เวลาพูดถึงภาพรวมระบบการศึกษาจะพูดถึงเด็กและเยาวชนที่อยู่ในโรงเรียนภายใต้ระบบการศึกษาภาคบังคับ 15 ปีเป็นหลัก ซึ่งมีจำนวนประมาณ 8 ล้านคน แต่ไทยยังมีเด็กเยาวชนวัยแรงงานที่อยู่นอกรั้วโรงเรียนจำนวนมากถึง 20.2 ล้านคน และมีกลุ่มเยาวชนอายุ 15-24 ปี ที่ไม่อยู่ในระบบการศึกษา ไม่อยู่ในระบบการจ้างงาน อยู่บ้านเฉย ๆ เรียกว่ากลุ่ม NEET (Youth not in education , employment , or training) ราว 1.3 ล้านคน หรือราว 14.8% การจะทำให้ไทยหลุดจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางนโยบายต้องให้ความสำคัญต่อการพัฒนาคนทุกช่วงวัย แผนการพัฒนาการศึกษาต้องมีมุมมองกว้างกว่าเขตรั้วโรงเรียน การศึกษาตลอดชีวิตเรื่องการทำงานต้องมีการเชื่อมโยงทั้งแนวตั้ง เช่น หน่วยจัดการเรียนรู้ มาตรฐาน การประเมิน คุณภาพผู้สอน และแนวนอน เช่น หน่วยงานภาคส่วนต่าง ๆ รัฐ เอกชน ชุมชนท้องถิ่น หลักสูตร โอกาสของตลาดแรงงาน</p>



<p>“โจทย์นี้ใหญ่มาก คงทำงานด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งไม่ได้ ไทยต้องมีหน่วยงานเจ้าภาพที่มาทำเรื่องนี้เหมือนอินโดนีเซียที่มี Prakerja เป็นเจ้าภาพทำงานกับดีมานด์ซัพพลาย ใช้กลไกตลาดสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนอยากปรับทักษะ มีการคัดเลือกหลักสูตรต่าง ๆ เชื่อมโยงการทำงานทั้งแนวนอนและแนวตั้ง คือทำทุกช่วงวัย มองตั้งแต่เด็กเยาวชนที่อยู่ในระบบ 15 ปีแรก จนถึงกลุ่มที่ต้องมีชีวิตอยู่อีก 50 ปีหลัง การออกแบบกลยุทธ์ของประเทศไทยต้องมีการเชื่อมต่อกันระหว่างช่วงวัยและระบบการศึกษาลักษณะต่าง ๆ ทั้ง ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา อุดมศึกษา และอื่น ๆ”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-080324/">5 สถาบันวิชาการเสนอทางออกเร่งด่วน รัฐทุ่มลงทุนกู้วิกฤตทักษะคนไทย เป็นวาระแห่งชาติ เริ่มต้นที่คนไทยจบแค่ ม.3 กว่า 20 ล้านคนก่อน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
