<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ประยูร สุธาบูรณ์ | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B8%A3-%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Wed, 15 Jan 2025 07:54:37 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.10</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ประยูร สุธาบูรณ์ | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ถึงเวลาพา ‘โรงเรียน’ ไปหาเด็ก : ถอดรหัสการศึกษาไทย ทำอย่างไรให้ทุกคนได้เรียน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/flexible-learning-for-all/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=flexible-learning-for-all</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 18 Dec 2024 07:20:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ประยูร สุธาบูรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[สุทิสา สุธาบูรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[สุรพล เจริญภูมิ]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษายืดหยุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ. x 101]]></category>
		<category><![CDATA[ลือชัย ศรีเงินยวง]]></category>
		<category><![CDATA[บัณฑิตา มากบำรุง]]></category>
		<category><![CDATA[ชนาธิป ไตรภู้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=89633</guid>

					<description><![CDATA[<p>หากให้กล่าวถึงปัญหาเรื้อรังที่อยู่ตลอดมาและมีทีท่าว่า ( [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/flexible-learning-for-all/">ถึงเวลาพา ‘โรงเรียน’ ไปหาเด็ก : ถอดรหัสการศึกษาไทย ทำอย่างไรให้ทุกคนได้เรียน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หากให้กล่าวถึงปัญหาเรื้อรังที่อยู่ตลอดมาและมีทีท่าว่า (อาจ) จะอยู่ต่อไปอีกนานในสังคมไทย หลายคนคงไม่ลังเลที่จะตอบว่า ‘ปัญหาการศึกษา’ เพราะในแง่หนึ่ง แม้การศึกษาจะเป็นประตูสู่โอกาสในการเข้าสู่ชีวิตที่ดีกว่า แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เมื่อทุกอย่างย่อมมีราคาค่าใช้จ่าย การศึกษาที่ ‘ไม่ฟรี’ อย่างแท้จริง จึงกลายเป็นเหมือนอุปสรรคใหญ่ที่ผลักเด็กจำนวนหนึ่งให้ร่วงหล่นจากตาข่ายการศึกษาไป</p>



<p>และ&nbsp; ‘จำนวนหนึ่ง’ ที่ว่านี้ไม่ใช่แค่หลักพันหรือหลักหมื่น แต่เรากำลังพูดถึงเด็กจำนวนหลักล้าน ยังมินับว่าที่จริงแล้วไม่ควรมีเด็กคนไหนเลยที่ร่วงหล่นออกจากระบบการศึกษาไป เพราะดังทุกคนรู้กันดี การศึกษาเป็นเหมือน ‘โอกาส’ ในการก้าวไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีกว่า ทั้งของตัวเด็กเอง ของครอบครัว และของคนรุ่นถัดไป อีกทั้งยังส่งผลต่อการพัฒนาประเทศในภาพกว้าง โดยเฉพาะในแง่ของทรัพยากรมนุษย์ที่จะช่วยกันขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าต่อไป</p>



<p>ในแง่นี้ การร่วงหล่นจากระบบการศึกษาจึงไม่ใช่แค่เรื่องของปัจเจกหรือครอบครัว แต่เป็นเรื่องของสังคมและขยายต่อไปได้จนถึงระดับประเทศ</p>



<p>เมื่อมองเช่นนี้แล้วจึงไม่มีเหตุผลใดเลยที่จะรองรับการที่เด็กไม่ได้เรียนและไม่มีเหตุผลใดเลยที่เราจะไม่ช่วยกันแก้ปัญหาดังกล่าว ดังที่เราจะเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามคิดค้นทางแก้ปัญหาหรือนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อโอบอุ้มและโอบรับเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาอีกครั้ง</p>



<p>หนึ่งในแนวคิดดังกล่าวคือ&nbsp;<a href="https://flexiblelearning.eef.or.th/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">‘การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น’ (flexible learning)</a>&nbsp;เพื่อทำให้เด็กที่หลุดออกจากระบบสามารถกลับเข้ามาเดินในเส้นทางการศึกษาได้อีกครั้งหนึ่ง โดยเป็นเส้นทางที่ยืดหยุ่นและตอบสนองความต้องการเฉพาะของเด็กแต่ละคน เพื่อเป็นการประคับประคองเด็กไว้ในระบบการศึกษา</p>



<p>ถ้าพูดให้ถึงที่สุด จากที่เราเคยคุ้นเคยกับคำว่า ‘เด็กๆ ต้องไปโรงเรียน’ การศึกษาที่ยืดหยุ่นจะพลิกมุมกลับกลายเป็นการ ‘พาโรงเรียนมาหาเด็ก’ แทน</p>



<p>101 ชวนอ่านเก็บความบางส่วนจาก&nbsp;<a href="https://www.facebook.com/watch/live/?ref=watch_permalink&amp;v=916349487257639" target="_blank" rel="noreferrer noopener">เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ครั้งที่ 3 “การจัดการศึกษาและเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นเพื่อรองรับเด็กและเยาวชน และการสร้างการมีส่วนร่วมเพื่อนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำระดับพื้นที่”</a>&nbsp;จัดโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) – การศึกษาที่ยืดหยุ่นควรเป็นอย่างไร ทำไมเราต้องจัดการศึกษาให้ยืดหยุ่น พร้อมรับฟังเสียงจากผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยร่วงหล่นจากระบบการศึกษาไปแล้ว</p>



<p>เราจะร่วมพัฒนาการศึกษาให้เป็นของทุกคนอย่างแท้จริงได้อย่างไร ชวนหาคำตอบได้ในบรรทัดถัดจากนี้</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สร้าง&nbsp;</strong><strong>‘</strong><strong>การศึกษาที่ยืดหยุ่นและประคับประคอง</strong><strong>’</strong><strong>&nbsp;เพื่อโอบรับเด็กทุกเฉดสี</strong><strong></strong></h3>



<p>ถ้าให้นิยามเรื่องปัญหาเด็กออกนอกระบบการศึกษา&nbsp;<strong>รศ.ดร.ลือชัย ศรีเงินยวง</strong>&nbsp;อนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาเยาวชนและแรงงานนอกระบบ กสศ. ให้นิยามว่า “เป็นปัญหาที่ใหญ่และซับซ้อนมาก”</p>



<p>เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลือชัยยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับภาพป่าที่เต็มไปด้วยต้นไม้มากมาย ทำให้ยากที่จะมองว่าต้นไม้แต่ละต้นเป็นอย่างไร มีลักษณะแบบไหน เพราะต้นไม้แต่ละต้นเกาะกลุ่มกันอยู่ ดังนั้น การทำความเข้าใจธรรมชาติจึงเป็นสิ่งสำคัญ และเราจะไม่สามารถเข้าใจได้เลยหากยังมองจากข้างบนโดยไม่พาตัวเองลงไปเกี่ยวข้องและพยายามทำความเข้าใจ</p>



<p>ในฐานะผู้ที่มีประสบการณ์และพบเจอเด็กที่ต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา ลือชัยเล่ากรณีศึกษาที่น่าสนใจ ได้แก่</p>



<p><em>กรณีแรก</em>&nbsp;เด็กผู้หญิงอายุ 12 ปีที่โรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง อาศัยอยู่กับคุณยายเพราะพ่อแม่แยกทางกัน ในช่วงเย็นเด็กผู้หญิงคนนี้จะร้องไห้เนื่องจากเครียดที่คุณพ่อโทรมาตำหนิและยังมีปัญหาเรื่องไม่อยากเรียนหนังสือเนื่องจากอ่านหนังสือได้ไม่แตกฉาน</p>



<p><em>กรณีที่สอง</em>&nbsp;เด็กอายุ 8 ปีที่เพิ่งย้ายเข้ามาที่โรงเรียนช่วง ป.1 เพราะพ่อแม่แยกทางกัน เด็กมีปัญหาเรื่องการอ่านเขียนช้า และร้องไห้อยู่บ่อยๆ เนื่องจากคิดถึงแม่ ประเด็นสำคัญคือทวดที่เด็กคนดังกล่าวอาศัยอยู่ด้วยไม่รู้หนังสือจึงไม่สามารถสอนการบ้านได้ จึงต้องจ้างพี่เลี้ยงข้างบ้านครั้งละ 50 บาทเพื่อสอนการบ้าน</p>



<p>และ&nbsp;<em>กรณีที่สาม</em>&nbsp;เด็กชายชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่พออ่านหนังสือออกและเขียนได้ ทว่าปัญหาสำคัญคือเรื่องอารมณ์ ประเด็นน่าสนใจคือพ่อของเด็กชายมีอาการจิตเวชตั้งแต่ช่วงมัธยมศึกษาจนต้องแยกออกไปอยู่บ้านกลางสวนยาง และญาติฝ่ายปู่ของเด็กชายก็มีภาวะจิตเวชเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่คุณครูของเด็กเองก็ไม่ทราบ</p>



<p>ทั้งหมดนี้นำมาสู่ประเด็นที่ว่า ปกติแล้วเวลาจะขับเคลื่อนงบประมาณหรือนโยบายใด เด็กแต่ละคนมักจะถูกมองว่าเป็นเพียงเคสที่พบได้เป็นส่วนน้อย ทว่าสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจคือ เด็กเหล่านี้ก็คือชีวิตหนึ่งที่ต้องกำลังเผชิญปัญหาต่างๆ ที่ล้วนแล้วแต่เชื่อมโยงกลับมาหาปัญหาทางสังคมได้หมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ว่าทำไมพวกเขาอยู่กับพ่อแม่ไม่ได้ หรือทำไมครอบครัวนี้ถึงมีอาการป่วย</p>



<p>“ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องระดับปัจเจก แต่สะท้อนสังคมภาพใหญ่” ลือชัยสรุปพร้อมขยายความว่า “คนอาจจะมองว่า ชีวิตของเด็กแต่ละคนเป็นส่วนน้อยเมื่อเทียบกับส่วนใหญ่ แต่เราควรจะต้องพยายามทำความเข้าใจว่า จริง ๆ แล้วเด็กทุกคนสามารถเป็นทั้งทรัพยากรที่เปลี่ยนแปลงสังคมได้ในอนาคตหรือเป็นระเบิดเวลาได้เช่นเดียวกัน การเห็นคุณค่าในชีวิตทุกคนจึงสำคัญ”</p>



<p>แต่จากตอนต้นที่ลือชัยชี้ว่า ปัญหาเด็กนอกระบบเป็นปัญหาที่ใหญ่และซับซ้อนมาก เนื่องจากเด็กเหล่านี้อยู่บนเฉดสีที่กว้างมากและแตกต่างกันในแง่ของวิถีชีวิต การมองโลก และการจินตนาการถึงอนาคต หลายครั้งที่ผู้ใหญ่มักบอกว่าเด็กควรมีอาชีพ การศึกษา และครอบครัว จึงจะมีความสำเร็จและความมั่นคง แต่ลือชัยมองว่านิยามเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเป็นนิยามที่เด็กเลือกเสมอไป</p>



<p>“ตอนนี้ผมกำลังทำงานที่เชียงราย เราพบว่าปัญหาหนึ่งที่ทำให้เด็กไม่อยากมีชีวิตในโรงเรียนคือไม่มีความสุข เพราะเขาเรียนไม่รู้เรื่อง เนื่องจากอ่านไม่ออกและเขียนไม่ได้ การอ่านออกเขียนได้ของเด็กเหมือนเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้โลก เราจะอ่านวรรณกรรมอย่างไม่มีความสุขถ้าอ่านหนังสือไม่แตกจนไม่สามารถสัมผัสได้ถึงสุนทรียะนั้น”</p>



<p>ลือชัยเน้นย้ำว่า คนมักจะมองว่าการอยู่ในเฉดสีดังกล่าวต้องเป็นกลุ่มเป็นก้อน ทั้งที่จริงๆ แล้ว การอยู่ในเฉดสีเหล่านี้สามารถเคลื่อนไปมาได้ไม่ตายตัว การจะดูแลเด็กกลุ่มนี้จึงต้องอาศัยการทำความเข้าใจว่า จะสร้างเงื่อนไขเพื่อประคับประคองเด็กที่อยู่บนเฉดเหล่านี้ให้เติบโตขึ้นได้อย่างไร เพราะการทำเช่นนี้จะต้องอาศัยระบบที่เข้าใจและใกล้ชิดกับเด็ก เนื่องจากระบบที่มาจากข้างบนไม่สามารถแก้ปัญหาใดๆ ได้</p>



<p>ดังนั้น การมีระบบที่จะโอบอุ้ม ประคับประคอง และตอบสนองความหลากหลายเหล่านี้โดยไม่มองว่าเป็นเรื่องตายตัวจึงเป็นโจทย์สำคัญ เนื่องจากจะต้องมีกระบวนการจัดสรรทรัพยากรหรือนโยบายที่เอื้อให้เกิดความเข้มแข็งของเครือข่ายระดับพื้นที่ที่จะตอบโจทย์ความซับซ้อนเหล่านี้ได้ และเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กคนอื่นได้รับผลกระทบจนต้องเข้ามาในเฉดสีเช่นนี้อีก</p>



<p>“เราต้องช่วยกันคิดว่าจะสร้างระบบกลไกอย่างไรที่จะนำเด็กที่มีความแตกต่างหลากหลายเข้ามาภายใต้การคุ้มครอง ปกป้องดูแล และประคับประคองกันไป เพราะเราจะมองเด็กในลักษณะปัจเจกบุคคลเดี่ยวๆ ไม่ได้” ลือชัยกล่าว</p>



<p>ขณะที่&nbsp;<strong>ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ</strong>&nbsp;ที่ปรึกษากรรมการบริหาร กสศ. สนับสนุนประเด็นของลือชัยว่า แม้จะมีพายุนโยบายขนานใหญ่ออกมาจากระบบราชการเพื่อจัดการปัญหาเด็กนอกระบบ ทว่าเราไม่สามารถกระโจนเข้าหาเด็กกลุ่มนี้โดยไม่พิจารณาถึงความแตกต่างหลากหลายและความซับซ้อนของเด็กละคน รวมถึงปัญหาของสังคมไทยในภาพรวมได้</p>



<p>“เราชอบมองว่าโรงเรียนคือคำตอบ แต่ปัญหาจริงๆ อยู่ที่ทั้งโรงเรียน ครอบครัว และตัวเด็ก โชคดีที่ครูส่วนใหญ่มองเห็นความซับซ้อนของเด็กได้ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะเห็น”</p>



<p>สมพงษ์สะท้อนความกังวลว่า หากเรามุ่งแต่แก้ปัญหาโดยไม่มองความซับซ้อนหรือปัญหาครอบครัว จะทำให้เด็กหลุดร่วงซ้ำออกมาอีก ดังนั้น ประเด็นสำคัญคือการทำให้เด็กตกตะกอนในตัวเองได้</p>



<p>“บางครั้งเราอาจก้าวพลาดได้ แต่ถ้าเจอคนที่ดีที่เข้าใจ การก้าวพลาดก็สามารถเป็นการก้าวไปสู่อนาคตที่ดีได้หากได้รับคำแนะนำและคำตอบที่เหมาะสม”</p>



<p>สมพงษ์เสนอคำว่า ‘ยืดหยุ่นแบบประคับประคอง’ คือต้องไม่รีบร้อนหรือมุ่งแต่เรื่องตัวเลข เพราะถ้าผู้ใหญ่สามารถเข้าใจความซับซ้อนของเด็กได้ สมพงษ์เชื่อว่านั่นจะนำมาสู่การแก้ปัญหาและความเจ็บปวดในชีวิตของเด็กได้ รวมถึงต่อยอดให้เด็กเจอสิ่งที่สนใจและอยากศึกษาต่อไป</p>



<p>“ผมต้องฝากเรื่องสภาพจิตใจ ครอบครัว และความซับซ้อนของเด็กแต่ละคนไว้ด้วย เพราะถ้าเราทำตรงนี้สำเร็จ ปัญหาสังคมจะเบาบางลงมาก” สมพงษ์ทิ้งท้าย</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>อ่านบทเรียนจากโรงเรียนต้นแบบ ทำอย่างไรให้โรงเรียนไปหาเด็กได้อย่างแท้จริง</strong><strong></strong></h3>



<p>เมื่อการศึกษาที่ยืดหยุ่นกลายเป็นนวัตกรรมใหม่ทางการศึกษาที่จะช่วยป้องกันและบรรเทาปัญหาเด็กออกนอกระบบการศึกษาได้ เหล่าบุคลากรทางการศึกษาจึงได้ร่วมกันพัฒนาแนวทางการจัดการศึกษารูปแบบใหม่ๆ ที่จะสร้างความยืดหยุ่นและโอบรับความต้องการของเด็กแต่ละกลุ่มเอาไว้</p>



<p>หนึ่งในนั้นคือ&nbsp;<strong>ประยูร สุธาบูรณ์</strong>&nbsp;ประธานสมาคมศูนย์การเรียน หัวเรือใหญ่ในการผลักดัน ‘1 โรงเรียน 3 รูปแบบ’ ที่เริ่มต้นจากแนวคิดว่า “โรงเรียนต้องเข้าใจว่า คำว่ายืดหยุ่นหมายถึงอะไร และเป้าหมายสำคัญในการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นคือใคร”</p>



<p>สำหรับประยูร คำว่ายืดหยุ่นจะต้องมีความเหมาะสมและไม่ตายตัวจนเกินไป และที่สำคัญคือต้องเหมาะสมกับผู้เรียน กล่าวคือเป็นสถานการณ์ที่จะทำให้ผู้เรียนมีความสุข</p>



<p>“ถ้าเราเข้าใจว่าเป้าหมายสูงสุดในการทำงานของเราคือเด็ก เราจะเข้าใจเลยว่าเด็กสำคัญที่สุด ดังนั้นเงื่อนไขต่างๆ นานาก็จะเริ่มลดลง แต่เรามองวิทยฐานะเป็นหลัก เด็กก็จะถูกลดความสำคัญลงแล้ว เพราะเราหันไปมองที่ความก้าวหน้าแทน”</p>



<p>ประยูรยังสนับสนุนแนวคิดของลือชัยที่มองว่า เด็กแต่ละคนคือต้นไม้ที่ไม่เหมือนกัน ต้นทุนชีวิตก็ไม่เท่ากัน ดังนั้นการจะเข้าถึงการศึกษาที่เท่าเทียมจึงเป็นเรื่องที่ยากมาก ดังนั้น เขาจึงเสนอว่ารูปแบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นจะต้องไม่มีบล็อก (block) และต้องมองว่าหลักสูตรมีความยืดหยุ่นเพียงพอหรือไม่ในเนื้อหาสาระและการจัดการเรียนรู้ รวมไปถึงเวลาเรียนและการประเมินผลต่างๆ เพราะถ้าหากมีรอยต่อเกิดขึ้นก็เท่ากับว่าการศึกษาดังกล่าวไม่ได้ยืดหยุ่นหรือตอบโจทย์ผู้เรียนอย่างแท้จริง</p>



<p>และหากถามว่าใครที่จะทำให้การศึกษายืดหยุ่นได้จริง ประยูรตอบโดยไม่ลังเลว่า บุคลากรทุกคนในโรงเรียนที่ไม่ใช่แค่คุณครูหรือผู้เรียน แต่ต้องรวมถึงเจ้าหน้าที่ นักการภารโรงทุกคน ผนวกกับภาคีเครือข่ายชุมชนที่ต้องร่วมกันสร้างความยืดหยุ่นเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ</p>



<p>จากแนวคิดการศึกษาที่ยืดหยุ่น ประยูรส่งไม้ต่อให้&nbsp;<strong>สุทิสา สุธาบูรณ์</strong>&nbsp;ผู้อำนวยการโรงเรียนเนกขัมวิทยา จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นโรงเรียนแรกๆ ที่รับแนวคิดดังกล่าวเข้ามา โดยสุทิสาฉายภาพการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบในโรงเรียนให้เห็นผ่านแนวคิด ‘บวรสร้างโอกาส’ ด้วยการมีส่วนร่วมของบ้าน วัด และโรงเรียน จัดการศึกษาแบบบูรณาการและไม่แยกส่วน โดยยังอิงตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 และมาตรฐานตัวชี้วัดเพื่อตอบโจทย์คุณภาพเด็ก</p>



<p>“เราจะมีทั้งห้องเรียนในระบบปกติและห้องเรียนในระบบบวรสร้างโอกาส เพื่อรองรับเด็กที่เสี่ยงจะหลุดจากระบบหรือหลุดไปแล้วกลับเข้ามาในระบบ อาทิ กลุ่มที่ท้องในวัยเรียนหรือเจอปัญหาด้านเศรษฐกิจการเงิน ถ้าเราไม่มีห้องเรียนตรงนี้รองรับ เด็กกลุ่มนี้อาจจะหลุดออกจากระบบได้”</p>



<p>สุทิสาอธิบายต่อว่า การทำเช่นนี้ยังต้องอาศัยการสร้างความรู้ความเข้าใจในโรงเรียน พยายามปรับวิธีคิดเรื่องการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นที่ทั้งครู ผู้ปกครอง รวมถึงกรรมการสถานศึกษาและชุมชนมีส่วนร่วมด้วย และเป็นการทำความเข้าใจอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มองที่เป้าหมายเดียวกันคือ ‘เด็ก’ จากนั้นจึงติดตามค้นหาเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา ซึ่งในปีนี้ (2567) มีทั้งหมด 37 คน นำมาสู่การวิเคราะห์และออกแบบการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนโดยพิจารณาสภาพครอบครัว สภาพความเป็นอยู่ เศรษฐกิจ รวมถึงปัญหาสุขภาพต่างๆ</p>



<p>จากนั้นจึงนำมาสู่การออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นมากขึ้นโดยยังอิงหลักสูตรแกนกลางฯ พ.ศ. 2551 โดยคงวิชาพื้นฐานแปดกลุ่มสาระ แต่ปรับวิชาเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของเด็ก ให้ตารางเรียนกลายเป็นวิถีประจำวันของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหรือการใช้ชีวิต</p>



<p>นอกจากนี้ สุทิสายังกำหนดให้มีวันพบกลุ่มหนึ่งวันต่อสัปดาห์ โดยเลือกจากวันที่เด็กส่วนใหญ่สามารถมาเข้าร่วมได้ โดยวันดังกล่าวจะมีไว้เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน หากเด็กคนไหนมาไม่ได้ คุณครูจะเป็นฝ่ายไปหาเด็ก โดยเรียกว่า ‘ครูเดินสอน’ เป็นการนำใบงานไปให้และไปช่วยสอน อีกทั้งยังมีการเรียนรู้จากวิถีชีวิตในชุมชน ประเพณี และวัฒนธรรมต่างๆ ด้วย</p>



<p>“สำหรับการประเมินผล เราจะวัดจากการเรียนรู้ร้อยละ 70 และเราจะเลือกวิธีที่เหมาะสมกับเด็ก ไม่จำเป็นว่าเด็กคนหนึ่งต้องเลือกทุกวิธี ส่วนอีกร้อยละ 30 จะประเมินการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งครูประเมิน เด็กร่วมกับผู้ปกครองประเมิน รวมถึงเพื่อนร่วมงานและผู้ประกอบการก็จะได้ร่วมประเมินเช่นกัน”</p>



<p>ทั้งนี้ หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า ทำไมเด็กที่ไม่ได้มาโรงเรียนทุกวันกลับมีโอกาสที่จะได้คะแนนเท่าเด็กที่มาโรงเรียนทุกวัน ซึ่งสุทิสาชี้ว่า การคิดแบบนี้อาจจะไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะทุกวันของเด็กคือการเรียนรู้ ทำให้บางวิชา เด็กกลุ่มนี้จะมีทักษะมากกว่าเด็กในโรงเรียนเสียด้วยซ้ำ</p>



<p>ในตอนท้าย สุทิสาถอดบทเรียนการค้นพบว่าการจัดการศึกษาดังกล่าวเป็นความร่วมมือแบบไร้รอยต่อ ไม่แบ่งแยกชั้น สถาบัน หรือหน่วยงาน แต่เป็นความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมถึงมีเครือข่ายในการช่วยดูแลและค้นหาเด็ก</p>



<p>“ถ้าจะจัดการศึกษาแบบนี้ คำว่าภาระต้องเอาออกไปเลย จะมองแต่หน้าที่อย่างเดียวก็ไม่ได้ แต่เราต้องมีหัวใจของความเป็นครูในการร่วมกันดูแลช่วยเหลือลูกๆ ของเรา ให้เขามีโอกาสในการศึกษาและช่วยประคับประคองเขาจนจบการศึกษาเพื่อให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคต” สุทิสากล่าว</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ฟังเสียงจากผู้ที่ (เคย) ร่วงหล่นจากระบบการศึกษา</strong><strong></strong></h3>



<p>“เราเคยคิดว่ามีงานทำก็โอเคแล้วโดยไม่ต้องพึ่งวุฒิการศึกษา แต่พอตกตะกอนกับตัวเองได้ก็พบว่า วุฒิการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญและเป็นอีกปัจจัยที่สำคัญมากในประเทศไทย” คือคำกล่าวนำจาก&nbsp;<strong>บัณฑิตา มากบำรุง&nbsp;</strong>จากศูนย์การเรียนสถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อสังคม จังหวัดอุตรดิตถ์ ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยหลุดร่วงออกจากระบบการศึกษามาก่อน</p>



<p>บัณฑิตาฉายภาพกว้างว่า เด็กล้านกว่าคนในประเทศหลุดออกจากระบบการศึกษา ที่สำคัญคือ จำนวนล้านกว่านี้เป็นเพียงเด็กที่ถูกค้นพบเท่านั้น เท่ากับว่ายังมีเด็กที่ไม่ถูกค้นพบอีกมาก ทั้งหมดนี้นำมาสู่ประเด็นของบัณฑิตาที่ว่า หากเด็กเหล่านี้ถูกผลักออกจากระบบ ซ้ำร้ายคือยังไม่มีปัจจัยสนับสนุนในการศึกษา เช่น ทุนทรัพย์ที่ไม่พร้อม แล้วเขาจะสามารถเข้าหาโอกาสได้ด้วยตัวเองอย่างไร</p>



<p>“มีเด็กจำนวนมากที่อยู่ในพื้นที่ที่เรายังไม่เคยเห็นและไม่เคยพบเจอ คำถามคือ มีที่ไหนที่จะเปิดโอกาสให้เด็กกลุ่มนี้ได้บ้าง ผู้ใหญ่ที่มีทั้งอำนาจและทุนทรัพย์อยู่ในมือจะสามารถเข้าหาเด็กด้อยโอกาสอย่างพวกเราได้บ้างหรือไม่”</p>



<p>จากประสบการณ์ที่เคยหลุดออกจากระบบการศึกษา บัณฑิตากล่าวว่าการได้มาเจอศูนย์การเรียนรู้ทำให้ได้เห็นในมุมที่ต่างออกไปว่า ยังมีคนอีกมากที่ขับเคลื่อน ตามหา และพยายามทำอะไรบางอย่างเพื่อให้เด็กกลุ่มนี้ได้รับการศึกษาที่เร็วขึ้นและมากขึ้น</p>



<p>ปัจจุบัน บัณฑิตาศึกษาอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งเธอชี้ว่าสายการเรียนอาจจะไม่ได้ตรงกับสิ่งที่ชอบนัก ทว่าเป็นสิ่งที่บัณฑิตารู้สึกชอบและสนุกที่ได้เรียน</p>



<p>“สิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตเราได้อาจไม่ใช่สิ่งที่เราชอบที่สุด แต่สิ่งนั้นคือสิ่งที่ใช่ที่สุดในวันนี้ที่ทำให้เราหล่อเลี้ยงชีวิตตนเองและคนที่เรารักได้” บัณฑิตาทิ้งท้าย</p>



<p>ขณะที่อีกหนึ่งผู้เคยหลุดออกจากระบบการศึกษาอย่าง&nbsp;<strong>สิบตรีชนาธิป ไตรภู้</strong>&nbsp;กองพันข่าวกรองทางทหาร ผู้เป็นศิษย์เก่าศูนย์การเรียนรู้ CYF เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาหลุดออกจากระบบการศึกษาว่า “ผมรู้จักกับผู้หญิงคนหนึ่งที่คอยช่วยเหลือกันมาตั้งแต่ ม.ต้น สอบเข้าอยู่ห้องเดียวกันได้ก็คอยช่วยเหลือกันมาตลอด แต่พอมาถึง ม.5 เขากลับไปมีคนใหม่ ตอนนั้นผมก็เป็นเด็ก มีความคิดแบบเด็กๆ (ยิ้ม) เราอยู่ห้องเดียวกันโรงเรียนเดียวกัน พอทำใจไม่ได้ที่ต้องเจอเรื่องเก่าๆ เดิมๆ ก็เลยลาออกเลย”</p>



<p>เมื่อลาออกแล้ว ชนาธิปนิยามว่า ชีวิตของตนเองดิ่งลงถึงขีดสุด ทั้งติดเพื่อนและติดยา ไม่สนใจการเรียนใดๆ จนกระทั่งเริ่มไปทำงานโรงงานและพบว่าการจะเป็นพนักงานประจำได้ต้องมีวุฒิ ม.6 ทว่าชนาธิปในตอนนั้นมีแค่วุฒิ ม.3 เท่านั้น จึงไปสมัคร กศน. ไว้ ทว่าก็ยังเรียนไม่จบและกลับมาทำงานเหมือนเดิม จนกระทั่งรู้จักศูนย์การเรียนรู้ CYF ที่เปิดโอกาสให้เรียนและทำงานไปด้วยได้ด้วยการเรียนผ่านมือถือ</p>



<p>นั่นคือจุดพลิกผันในชีวิตชนาธิปที่เริ่มเข้าเรียนจนกระทั่งจบ ม.ปลาย และสมัครเป็นพลทหาร ตามด้วยการสอบและได้เรียนที่นายสิบทหารบกโดยใช้วุฒิที่เรียนมา เช่นเดียวกับบัณฑิตา ชนาธิปเน้นความสำคัญของการมีวุฒิการศึกษา พร้อมทั้งกล่าวทิ้งท้ายไว้สั้นๆ ทว่าลึกซึ้งว่า “ต่อไปจะไม่ทิ้งการเรียนครับ”</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ถึงเวลาสร้างการศึกษาที่ยืดหยุ่นสำหรับปวงชน (</strong><strong>flexible learning for all</strong><strong>)</strong></h3>



<p>ไม่ว่าจะเป็นการจัดการศึกษารูปแบบใหม่ การทำโครงการต่างๆ หรือการคิดค้นนวัตกรรมทางเลือกใหม่ทางการศึกษา ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดภาคส่วนสำคัญอย่างภาคนโยบายที่เป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนหลักในการออกกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ พร้อมทั้งบังคับใช้ให้เกิดผล</p>



<p>หากพูดถึงเรื่อง ‘การศึกษาเพื่อทุกคน’ หน่วยงานที่มีบทบาทมากหน่วยงานหนึ่งคือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ภายใต้กระทรวงมหาดไทย โดย&nbsp;<strong>สุรพล เจริญภูมิ</strong>&nbsp;รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ชี้ให้เห็นภาระสำคัญของกรมที่เชื่อมโยงกับแนวคิด ‘การศึกษาเพื่อปวงชน ปวงชนเพื่อการศึกษา’ ผ่าน อปท. เจ็ดพันกว่าแห่งทั่วประเทศ (ไม่รวม กทม.) ที่เน้นการดำเนินการแบบวงกลมเจ็ดภาคีเครือข่ายที่สามารถหมุนและยืดหยุ่นได้</p>



<p>“การจัดการศึกษาของ อปท. เป็นแบบ tailor-made คือออกแบบได้ จะออกให้ยืดหยุ่นก็ได้ ถ้าที่ไหนจะไปทำก็ทำได้เลย เราพร้อมสนับสนุน” รองอธิบดีฯ กล่าวอย่างหนักแน่น พร้อมทั้งเสริมว่า ด้วยการจัดการศึกษาในระดับท้องถิ่นเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมากเพราะแต่ละที่มีความแตกต่างหลากหลาย ผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะครู จึงจะต้องดูให้ละเอียดและพิจารณาทุกมิติ</p>



<p>“เราจะไม่ดูแค่ป่าทั้งป่า แต่จะดูไปถึงต้นไม้ทีละต้น และครูคือคนที่สำคัญมากที่จะทำหน้าที่ตรงนี้ ไม่ว่าเด็กจะอยู่ในหรือนอกระบบก็ตาม” สุรพลกล่าวโดยอิงจากประสบการณ์จริงที่เคยเจอคุณครูด่วนตัดสินลูกของตนเองไป “ส่วนฝ่ายสนับสนุนก็เป็นเหมือนดาวบนฟากฟ้าที่เราอาจไม่เห็นทุกวัน แต่ว่าต้องมาช่วยขยับขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้เร็ว”</p>



<p>นี่จึงเป็นที่มาของการที่สุรพลชี้ว่า กสศ. จะมีบทบาทในการผสมกลมกลืนและผูกร้อยโยงยุคสมัยใหม่และสมัยเก่าเข้าด้วยกัน พร้อมทั้งแสดงความมุ่งมั่นว่า หากมีการประสานมา ทางกรมฯ และกระทรวงพร้อมจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ตามแนวคิด ‘บำบัดทุกข์ บำรุงสุข’</p>



<p>“ถ้าท้องถิ่นทำให้การศึกษาเข้มแข็งและผู้เรียนมีทางเลือก ผมว่าไทยไปในทิศทางที่มันไปได้” สุรพลทิ้งท้าย “ผมคิดว่าความยืดหยุ่นนี่แหละคือหนทางแห่งความสำเร็จ แต่ที่เราต้องคิดกันด้วยคือ ต้องทำอย่างไรจึงจะพอดี”</p>



<p>ขณะที่ทางฟากฝั่งการศึกษา&nbsp;<strong>นิยม ไผ่โสภา</strong>&nbsp;ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน สพฐ. ได้กล่าวต่อยอดจากแนวคิด ‘การศึกษาเพื่อปวงชน ปวงชนเพื่อการศึกษา’ โดยแสดงความคิดเห็นว่า เวลานี้ควรจะเปลี่ยนเป็น ‘การศึกษาที่ยืดหยุ่นสำหรับปวงชน ปวงชนเพื่อการศึกษาที่ยืดหยุ่น’ แทน เนื่องจากนี่เป็นหนทางเดียวที่จะสามารถเก็บตกเด็กที่หลุดร่วงออกจากนอกระบบการศึกษาได้</p>



<p>ทั้งนี้ นิยมยังเน้นย้ำความพยายามของกระทรวงศึกษาธิการในการช่วยเหลือเด็กที่ร่วงหล่นออกจากระบบการศึกษา อีกทั้งยังมี<a href="https://www.eef.or.th/news-020724/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">นโยบาย Thailand Zero Dropout</a>&nbsp;โดยมีจังหวัดบุรีรัมย์เป็นโมเดลต้นแบบ</p>



<p>ขณะที่ในภาพใหญ่อย่าง สพฐ. ได้มีการริเริ่มนโยบาย ‘พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนกลับไปให้น้อง’ โดยนิยมชี้ถึงเบื้องหลังแนวคิดนี้ว่า จะต้องมีสองต่อ คือนำกลับมาเรียนก่อน แต่ถ้านำกลับมาเรียนไม่ได้จริงๆ ก็จะเป็นการนำการศึกษากลับไปให้ และต้องเป็นการศึกษาที่ยืดหยุ่นด้วย</p>



<p>“ผมคิดว่าผู้เรียนแต่ละคนมีความสามารถในตัวเองไม่น้อยกว่าหนึ่งเรื่อง อยู่ที่ว่าครูจะดูว่าเขาเก่งด้านไหน และพัฒนาเขาให้เต็มศักยภาพได้ไหมมากกว่า”</p>



<p>อย่างไรก็ดี ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องวิทยฐานะและความก้าวหน้าทางอาชีพเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ครูหลายคนเลือกที่จะทำงานอยู่แต่ที่โรงเรียนประจำจังหวัด เพราะเชื่อว่าเด็กจะเก่งกว่า ซึ่งนิยมชี้ว่าเด็กคนอื่นๆ อาจไม่ได้เก่งเท่า แต่สามารถแข่งขันในด้านอื่นได้เช่นกัน เช่น โครงการโรงเรียนปลอดขยะ สภานักเรียน</p>



<p>“เราจะเลือกแต่เด็กเก่งไม่ได้ แต่เราต้องเชื่อมั่นในตัวเด็กและพัฒนาเขา ไม่บังคับให้ปลาปีนต้นไม้หรือลิงไปว่ายน้ำ แต่ต้องรู้เขาและพัฒนาให้เต็มศักยภาพ ผมเชื่อว่าเราจะประสบผลสำเร็จเอง”</p>



<p>ในตอนท้าย นิยมกล่าวถึงเส้นทางต่อไปว่า ตอนนี้ สพฐ. ได้ประกาศนโยบายพาน้องกลับมาเรียนฯ ทั่วไทย พร้อมทั้งจัดทำคู่มือเพื่อเป็นแนวนำทางให้บุคลากรที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดการพัฒนาแพลตฟอร์มที่จะช่วยทำแฟ้มสะสมผลงาน (portfolio) ต่อไปยังมหาวิทยาลัยได้ด้วย</p>



<p>“ผมเชื่อว่าการจะแก้ปัญหาเด็กหลุดออกนอกระบบจะต้องใช้การศึกษาที่ยืดหยุ่น ซึ่งตอนนี้เรามีต้นแบบ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบแล้ว และจะขยายไปทั่วประเทศเพื่อเก็บตกเด็กเหล่านี้” นิยมกล่าว</p>



<p>“แต่ก่อนเราอยู่ในห้องเรียนสี่เหลี่ยมและเรียนกับครู ครูมีความรู้แค่ไหนเด็กก็ได้เท่านั้น แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้วเพราะว่าโลกเปลี่ยนไป มีเทคโนโลยีเข้ามาเสริม ทุกคนต้องเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา” นิยมทิ้งท้าย</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/flexible-learning-for-all/">ถึงเวลาพา ‘โรงเรียน’ ไปหาเด็ก : ถอดรหัสการศึกษาไทย ทำอย่างไรให้ทุกคนได้เรียน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ขาดงบ ขาดครู ขาดโอกาส ความไม่เสมอภาคของโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-public-policy-move-1/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=article-public-policy-move-1</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 14 Jul 2023 08:13:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ปฏิรูปงบแก้เหลื่อมล้ำ เพื่อเด็กและโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อารี อิ่มสมบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[ชัยศักดิ์ ภูมูล]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ชัยนนท์ นิลพัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[ประยูร สุธาบูรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ดนัยวัฒน์ มณี]]></category>
		<category><![CDATA[เวทีเสวนาขบวนเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ครั้งที่ 1 หรือ Public Policy Move #1]]></category>
		<category><![CDATA[สนั่น กำสุข]]></category>
		<category><![CDATA[สุทธิพร ศิวเวทพิกุล]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ศุภโชค ปิยะสันต์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=70162</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัญหาเรื่องงบประมาณด้านการศึกษาของไทยยังคงเป็นหัวข้อที่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-public-policy-move-1/">ขาดงบ ขาดครู ขาดโอกาส ความไม่เสมอภาคของโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปัญหาเรื่องงบประมาณด้านการศึกษาของไทยยังคงเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงอยู่เสมอ และหนึ่งในข้อเสนอที่สำคัญคือ หากมีการจัดสรรงบประมาณที่มีประสิทธิภาพจะสามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้อย่างตรงจุด&nbsp;</p>



<p>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พร้อมด้วยเครือข่ายชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร เครือข่ายโรงเรียนปลายทางโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มูลนิธิกระจกเงา และภาคีเครือข่าย ร่วมจัดเวทีเสวนา<strong>ขบวนเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ครั้งที่ 1 หรือ Public Policy Move #1 ในหัวข้อ ‘ปฏิรูปงบแก้เหลื่อมล้ำ เพื่อเด็กและโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล’ </strong>ณ โรงเรียนบ้านซองกาเรีย อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2566 เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนและข้อเสนอจากคนในพื้นที่</p>



<p>หากกางแผนที่สำรวจจุดเหลื่อมล้ำทั่วประเทศจะพบว่า โรงเรียนในเมืองกับโรงเรียนในชนบท หรือโรงเรียนขนาดใหญ่กับโรงเรียนขนาดเล็ก คือภาพสะท้อนถึงความแตกต่างเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะวัดกันในเรื่องระยะทาง จำนวนครู จำนวนนักเรียน ทรัพยากรสนับสนุน ไปจนถึงสถานะครัวเรือน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9a7ace"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/รวม2.jpg" alt="เวทีเสวนาขบวนเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ครั้งที่ 1 หรือ Public Policy Move #1 ในหัวข้อ ‘ปฏิรูปงบแก้เหลื่อมล้ำ เพื่อเด็กและโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล’ ณ โรงเรียนบ้านซองกาเรีย อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2566"/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เพราะโรงเรียนขนาดเล็ก งบประมาณจึงน้อย</strong></h2>



<p><strong>ดร.อารี อิ่มสมบัติ นักวิชาการอาวุโส สำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กสศ.</strong> ชี้ว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ งบประมาณและความห่างไกลของพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันรัฐใช้วิธีจัดสรรงบประมาณแบบเหมาจ่ายรายหัว หมายความว่าหากเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ย่อมจะได้รับงบจำนวนมากตามสัดส่วนของนักเรียน แต่หากเป็นโรงเรียนขนาดเล็กก็จะได้รับงบประมาณน้อยลงไปตามสัดส่วนของนักเรียน รวมถึงอุปกรณ์การเรียนและสาธารณูปโภคต่าง ๆ ก็น้อยลงไปด้วยเช่นกัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c5b695"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/DSC08650-อารี-อิ่มสมบัติ.jpg" alt="ดร.อารี อิ่มสมบัติ นักวิชาการอาวุโส สำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กสศ. "/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.อารี อิ่มสมบัติ นักวิชาการอาวุโส สำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ณ วันที่ 10 มิถุนายน 2564 ระบุว่า ประเทศไทยมีโรงเรียนสังกัด สพฐ. 29,117 แห่งทั่วประเทศ เป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนไม่เกิน 120 คน จำนวน 14,660 แห่ง หรือคิดเป็น 50.35 เปอร์เซ็นต์ และมีนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กเหล่านี้มากถึง 963,432 คน จากนักเรียนทั้งประเทศ 6.5 ล้านคน</p>



<p>“โจทย์สำคัญอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรให้โรงเรียนขนาดเล็กเหล่านี้ที่ได้รับงบประมาณน้อยกว่าและมีทรัพยากรน้อยกว่า แต่มีคุณภาพเท่าเทียมกัน ถ้าประเทศไทยสามารถปรับปรุงพัฒนาเรื่องการจัดสรรงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมจะส่งผลดีต่อเด็กนักเรียนทั้ง 963,432 คนด้วย” <strong>ดร.อารี</strong> กล่าว</p>



<p>หากพิจารณาลึกลงไป ในจำนวนเด็กนักเรียน 963,432 คน จะพบว่าส่วนใหญ่เป็นนักเรียนระดับประถมศึกษาถึง 696,721 คน (73.5 เปอร์เซ็นต์) รองลงมาเป็นเด็กปฐมวัย 215,182 คน (22.7 เปอร์เซ็นต์)</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-278a47"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/DSC07983-อารี-อิ่มสมบัติ.jpg" alt="ดร.อารี อิ่มสมบัติ นักวิชาการอาวุโส สำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กสศ."/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของโรงเรียนขนาดเล็ก จะเปิดสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงประถมศึกษา นั่นหมายความว่า ถ้ารัฐลงทุนในโรงเรียนขนาดเล็กมากขึ้นจะทำให้เด็กกลุ่มนี้ได้รับการพัฒนามากยิ่งขึ้น ช่วยให้เด็กมีพื้นฐานการเรียนที่ดีขึ้น ทั้งการอ่านออกเขียนได้ นำไปสู่การเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้นต่อไปได้”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ขาดทั้งงบ ขาดทั้งครู</strong></h2>



<p>นอกเหนือจากนิยามของโรงเรียนขนาดเล็กโดยทั่วไปที่มีนักเรียนไม่เกิน 120 คนแล้ว ยังมีโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล (protected schools) ซึ่งเป็นโรงเรียนอีกประเภทหนึ่งที่ไม่สามารถยุบหรือควบรวมได้ เนื่องจากมีลักษณะที่ตั้งอยู่ห่างจากโรงเรียนอื่นในรัศมีราว 6 กิโลเมตร หากโรงเรียนเหล่านี้ถูกยุบจะทำให้เด็กต้องเดินทางไกลและเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงการศึกษายิ่งกว่าเดิม</p>



<p>จากการสำรวจของธนาคารโลก (World Bank) ปี 2563 ระบุว่า โรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลมีทั้งสิ้นประมาณ 1,155 แห่ง มีนักเรียนราว 90,348 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็กยากจนพิเศษถึง 31.2 เปอร์เซ็นต์ โดยมีรายได้ครัวเรือนต่ำกว่า 3,000 บาทต่อคนต่อเดือน&nbsp;</p>



<p>ไม่เพียงแค่ปัญหาขาดแคลนทุนทรัพย์หรือทรัพยากรด้านการศึกษา โรงเรียนกลุ่มนี้ยังประสบปัญหาขาดแคลนครู เนื่องจากครูมีการโยกย้ายบ่อย ทำให้การเรียนรู้ของเด็กขาดความต่อเนื่อง&nbsp;</p>



<p>ธนาคารโลกยังระบุด้วยว่า โรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลควรมีครูเพิ่มขึ้นประมาณ 4,822 คน หรือ 50.8 เปอร์เซ็นต์ จากครูที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อให้เพียงพอต่อจำนวนชั้นเรียนและสาระวิชา&nbsp;</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>กาญจนบุรี หลายพื้นที่ยังรอคอยความช่วยเหลือ</strong></h2>



<p>เฉพาะในจังหวัดกาญจนบุรี มีโรงเรียนสังกัด สพฐ. 438 แห่ง มีนักเรียนจำนวน 109,987 คน แบ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก 165 แห่ง ซึ่งมีนักเรียนจำนวน 11,979 คน</p>



<p><strong>นายชัยศักดิ์ ภูมูล ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านกองม่องทะ ตำบลไล่โว่ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี </strong>กล่าวถึงความเหลื่อมล้ำด้านอัตรากำลัง ซึ่งนอกจากจะขาดแคลนกำลังครู แต่ยังขาดบุคลากรฝ่ายธุรการและนักการภารโรงที่จะช่วยแบ่งเบาภารกิจของครูในแต่ละวัน เมื่อขาดตำแหน่งเหล่านั้น ทำให้ครูต้องไปทำหน้าที่แทน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-74f6b5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/DSC08049-ชัยศักดิ์-ภูมูล.jpg" alt="นายชัยศักดิ์ ภูมูล ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านกองม่องทะ ตำบลไล่โว่ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี"/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(ซ้าย) นายชัยศักดิ์ ภูมูล ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านกองม่องทะ ตำบลไล่โว่ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เราจะเห็นภาพธรรมดาที่ไม่ธรรมดาคือ ครูหรือผู้อำนวยการโรงเรียนขนาดเล็กต้องมาตัดหญ้าเอง วันดีคืนดีก็ต้องมาซ่อมอาคารเอง ที่จริงแล้วเราไม่ได้ต้องการครูครบทุกระดับชั้น แต่ขอเพียงอยากให้คืนครูสู่ห้องเรียน ให้คุณครูได้มีเวลาสอนเต็มที่ เราต้องมองว่าการศึกษาเป็นเรื่องการพัฒนาคุณภาพคน คุณภาพสังคม ไม่ใช่มองแค่เรื่องการลงทุนและความคุ้มค่าทางตัวเลขเศรษฐกิจ”</p>



<p><strong>นายชัยศักดิ์ </strong>บอกอีกว่า งบประมาณของโรงเรียนขนาดเล็กแต่ละปีนั้นมีไม่มาก โรงเรียนจึงต้องอาศัยศักยภาพของตัวเองในการระดมทรัพยากรด้วยวิธีการหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการทอดผ้าป่าหรือเรี่ยไรจากชุมชน ซึ่งก็ทำได้เพียงครั้งคราว ฉะนั้นจึงอยากให้ผู้กำหนดนโยบายระดับชาติมองเห็นความสำคัญและแก้ปัญหาให้เป็นรูปธรรม</p>



<p><strong>นายสนั่น กำสุข ผู้ใหญ่บ้านบ้านซองกาเรีย</strong> เล่าว่า ตนเองเป็นผู้ใหญ่บ้านมากว่า 10 ปี ทำงานร่วมกับโรงเรียนและชุมชนมายาวนาน ซึ่งการแก้ปัญหาด้านการศึกษาต้องอาศัยการร่วมมือกันทุกฝ่าย เพราะโรงเรียนเป็นอนาคตของลูกหลาน แต่เมื่องบประมาณที่แต่ละโรงเรียนได้รับไม่เท่ากัน ทำให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำ และเป็นข้อจำกัดในการพัฒนาการศึกษา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e6fdeb"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/DSC08138-สนั่น-กำสุข.jpg" alt="นายสนั่น กำสุข ผู้ใหญ่บ้านบ้านซองกาเรีย"/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายสนั่น กำสุข ผู้ใหญ่บ้านบ้านซองกาเรีย</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เช่นเดียวกับ<strong>นายสุทธิพร ศิวเวทพิกุล นายอำเภอสังขละบุรี</strong> ระบุว่า การระดมงบประมาณสนับสนุนจากหน่วยราชการภายในท้องถิ่นจำเป็นต้องอิงจากระเบียบกระทรวงการคลัง ซึ่งหลายเรื่องยังมีเงื่อนไขข้อจำกัดอยู่ แต่หากมีการแก้ไขระเบียบบางอย่างได้ก็จะช่วยให้ท้องถิ่นทำงานได้ราบรื่นมากขึ้น เพราะหน่วยงานท้องถิ่นมีศักยภาพเพียงพอที่จะช่วยเหลือเบื้องต้นได้ โดยเฉพาะเรื่องการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารสถานที่ให้มีสภาพแวดล้อมเหมาะสมแก่การเรียน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-367597"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/DSC08140-สุทธิพร-ศิวเวทพิกุล.jpg" alt="นายสุทธิพร ศิวเวทพิกุล นายอำเภอสังขละบุรี"/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายสุทธิพร ศิวเวทพิกุล นายอำเภอสังขละบุรี</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ชัยนนท์ นิลพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา กาญจนบุรี เขต 3</strong> กล่าวว่า ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับโรงเรียนขนาดเล็ก เชื่อว่าทางกระทรวงศึกษาธิการรับรู้รับทราบดี เพียงแต่ระเบียบราชการใช้วิธีจัดสรรงบประมาณภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกันหมดทั้งประเทศ ซึ่งตามความจริงแล้วแต่ละพื้นที่มีบริบทและเงื่อนไขแตกต่างกัน ดังนั้นจึงอยากให้รัฐพิจารณาตามสภาพความเป็นจริง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-eb57e6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/DSC08164-ชัยนนท์-นิลพัฒน์.jpg" alt="ดร.ชัยนนท์ นิลพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา กาญจนบุรี เขต 3"/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ชัยนนท์ นิลพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา กาญจนบุรี เขต 3</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ จัดสรรงบประมาณตามบริบทพื้นที่</strong></h2>



<p><strong>นายประยูร สุธาบูรณ์ ประธานโครงการเตรียมความพร้อมพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล เพื่อผลิตครูรุ่นใหม่ ภาคกลาง/ตะวันออก/ตะวันตก</strong> กล่าวว่า จากที่ได้มีโอกาสร่วมงานกับโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นของ กสศ. พบว่าบางโรงเรียนมีผู้บริหาร บางโรงเรียนไม่มี รวมถึงขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์และความไม่พร้อมของอาคารสถานที่ซึ่งจำเป็นต้องมีการซ่อมแซมปรับปรุง เมื่อโรงเรียนขนาดเล็กมีงบประมาณที่จำกัดในแต่ละปี ทำให้ต้องจัดลำดับความสำคัญและทำเท่าที่จำเป็น โดยส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่สภาพแวดล้อมและความปลอดภัยของเด็กเป็นหลัก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8f70a7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/DSC08072-ประยูร-สุธาบูรณ์.jpg" alt="นายประยูร สุธาบูรณ์ ประธานโครงการเตรียมความพร้อมพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล เพื่อผลิตครูรุ่นใหม่ ภาคกลาง/ตะวันออก/ตะวันตก"/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายประยูร สุธาบูรณ์ ประธานโครงการเตรียมความพร้อมพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล เพื่อผลิตครูรุ่นใหม่ ภาคกลาง/ตะวันออก/ตะวันตก</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เท่าที่ได้สัมผัสโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลจะพบว่าทุกโรงเรียนอยู่ในสภาพคล้ายกัน คือปรับปรุงซ่อมแซมสถานที่ตามงบประมาณเท่าที่มี ซึ่งโรงเรียนบนดอยกับโรงเรียนในเมืองแตกต่างกันชัดเจน แต่เวลาจัดสรรงบกลับจัดสรรแบบเท่ากัน ฉะนั้นถ้าจะทำให้การศึกษามีคุณภาพก็ต้องมีการจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสมเพียงพอ”</p>



<p><strong>นายดนัยวัฒน์ มณี ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านปางมะหัน อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย</strong> สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นกับโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ภาคเหนือซึ่งประสบปัญหาเช่นเดียวกับโรงเรียนขนาดเล็กโดยทั่วไป โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณไม่เพียงพอ จึงอยากเสนอว่าควรมีการเปลี่ยนรูปแบบการจัดสรรงบประมาณใหม่</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3ef1c8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/DSC08120-ดนัยวัฒน์-มณี.jpg" alt="นายดนัยวัฒน์ มณี ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านปางมะหัน อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย"/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(ขวา) นายดนัยวัฒน์ มณี ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านปางมะหัน อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายดนัยวัฒน์</strong> เล่าว่า ที่ผ่านมาโรงเรียนขนาดเล็กจะต้องหาทางช่วยเหลือตัวเองตลอด หลายครั้งต้องขอรับบริจาค เช่น การทอดผ้าป่าเพื่อทำโครงการพาเด็กบนดอยไปสู่ทะเล เพราะงบเรียนฟรี 15 ปี ไม่เพียงพอที่จะทำกิจกรรมเหล่านี้ได้</p>



<p>“การจัดสรรงบประมาณที่ผ่านมาเป็บแบบรายหัว ถึงแม้ว่าทุกคนจะได้เท่ากันก็จริง แต่สำหรับเด็กยากจนพิเศษนั้นมีเงื่อนไขชีวิตที่ต่างออกไป ทั้งชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียนที่ไม่เพียงพอ ฉะนั้นถ้าจัดสรรงบประมาณโดยพิจารณาตามบริบทพื้นที่ ตามสภาพความเป็นจริง จะตอบโจทย์ความเหลื่อมล้ำได้มากกว่า”&nbsp;</p>



<p><strong>ดร.ศุภโชค ปิยะสันต์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย และที่ปรึกษาเครือข่ายชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร</strong> กล่าวว่า ปัจจุบันรัฐจะพิจารณาจัดสรรงบประมาณตามรายหัว ถ้าจำนวนนักเรียนมากก็จะได้รับงบจำนวนมาก ถ้าจำนวนนักเรียนมีน้อยก็จะได้งบน้อยตามไปด้วย ทั้งที่จริงแล้วขนาดของปัญหาในแต่ละโรงเรียนนั้นต่างกัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ca83bd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/DSC08128-ศุภโชค-ปิยะสันต์.jpg" alt="ดร.ศุภโชค ปิยะสันต์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย และที่ปรึกษาเครือข่ายชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร"/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ศุภโชค ปิยะสันต์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย และที่ปรึกษาเครือข่ายชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“โรงเรียนขนาดเล็กจะมีเด็กนักเรียนยากจนมากกว่า โอกาสในการระดมทรัพยากรก็ยากกว่า และเนื่องจากเป็นพื้นที่ห่างไกล การปรับปรุงซ่อมแซมต่าง ๆ ย่อมต้องใช้งบประมาณสูงกว่าพื้นที่ปกติ ดังนั้น การที่รัฐยังใช้วิธีจัดสรรงบประมาณรายหัวเท่ากัน จึงยิ่งทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้น&nbsp;</p>



<p>“แนวคิดของผมคือ รัฐไม่ควรจัดสรรงบประมาณแบบเดียวกันทั้งประเทศ ตรงไหนปัญหาเยอะ ตรงไหนมีเด็กยากจนมาก รัฐอาจต้องหาวิธีคิดใหม่ หรืออาจมีการปรับเปลี่ยนเป็นอัตราก้าวหน้า ก็อยากจะฝากไปยังผู้เกี่ยวข้องและรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วยครับว่าจะมีวิธีคิดแบบไหน”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>นานาปัญหาที่รอการแก้ไข</strong></h2>



<p>ประเด็นต่อมา <strong>ดร.ศุภโชค </strong>ชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่น่ากังวลคือโรงเรียนขนาดเล็กมีแนวโน้มที่จะเพิ่มจำนวนมากขึ้น เนื่องจากอัตราการเกิดของประชากรมีน้อยลง ขณะที่รูปแบบการจัดสรรงบประมาณยังคงเป็นแบบเดิมไม่เปลี่ยนแปลง&nbsp;</p>



<p>“โรงเรียนขนาดเล็กมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแน่นอน เพราะประชากรวัยเรียนลดลง ฉะนั้นจะเกิดปัญหาที่รอการแก้ไขในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ถ้าไม่รีบวางแผนตอนนี้และมองให้เห็นปัญหาทุกมิติ เราจะเผชิญปัญหาแบบนี้ไปอีกนับทศวรรษ”</p>



<p><strong>ดร.ศุภโชค </strong>กล่าวว่า ปัจจุบันมีเครือข่ายต่าง ๆ ในท้องถิ่นมากมาย แต่การตอบสนองอาจยังไม่ทันการณ์ และบ่อยครั้งยังติดเงื่อนไขกฎระเบียบราชการ ซึ่งเรื่องนี้จำเป็นต้องปลดล็อกกติกาให้เอื้อต่อการทำงานมากขึ้น&nbsp;</p>



<p>“ภาครัฐให้ความสำคัญเพียงแค่จำนวนนักเรียนกับจำนวนครู แต่ยังไม่คำนึงถึงบุคลากรสนับสนุนฝ่ายต่าง ๆ ทำให้เกิดปัญหาขาดกำลังคน ซึ่งในอนาคตอาจต้องปรับรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ ไม่จำเป็นต้องมีครู 1 คน ต่อ 1 ห้อง แต่อาจให้มีการสอนแบบคละชั้นหรือสอนแบบบูรณาการแทน”&nbsp;</p>



<p>ทางด้าน<strong>นายประยูร</strong> เสนอว่า การแก้ปัญหาเรื่องบประมาณการศึกษาโดยอาศัยกลไกท้องถิ่นอาจช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่ยั่งยืน เพราะฉะนั้นกฎระเบียบใดที่ยังติดขัดอยู่ก็ควรได้รับการปรับปรุง เพื่อประโยชน์ของคนส่วนรวม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-705268"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/รวม.jpg" alt="เวทีเสวนาขบวนเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ครั้งที่ 1 หรือ Public Policy Move #1 ในหัวข้อ ‘ปฏิรูปงบแก้เหลื่อมล้ำ เพื่อเด็กและโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล’ ณ โรงเรียนบ้านซองกาเรีย อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2566"/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายดนัยวัฒน์</strong> เสนอว่า ควรมีการกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของโรงเรียนให้ชัดเจนขึ้น เช่น โรงเรียนแห่งหนึ่งควรมีบุคลากรฝ่ายต่าง ๆ กี่ตำแหน่ง คุณภาพของห้องเรียนควรประกอบด้วยอะไรบ้าง ถ้าโรงเรียนไหนขาดแคลนทรัพยากรตามมาตรฐานที่กำหนดก็ควรพิจารณาเติมเต็มงบประมาณเข้าไป&nbsp;</p>



<p>“ถ้าทำให้ห้องเรียนทุกห้องในประเทศไทยมีมาตรฐานเท่าเทียมกันก็จะช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ แต่ทุกวันนี้หลายโรงเรียนบนดอย หลายโรงเรียนบนเกาะ ยังไม่มีอาคารเรียน พื้นห้องเรียนก็ยังเป็นดินอยู่ ฉะนั้นควรสร้างมาตรฐานขั้นต่ำให้ได้ก่อน”</p>



<p><strong>นายชัยศักดิ์</strong> สะท้อนปัญหาเพิ่มเติมของโรงเรียนบ้านกองม่องทะว่า นอกจากการจัดสรรงบรายหัวแล้ว งบสนับสนุนอาหารกลางวันยังครอบคลุมเพียงแค่ระดับชั้นอนุบาลถึงประถมศึกษา ซึ่งในโรงเรียนขยายโอกาสจะไม่ได้รับงบอาหารกลางวันสำหรับเด็กชั้นมัธยมต้น ทั้งที่เป็นเด็กยากจนเหมือนกัน</p>



<p>นอกจากนี้ การวัดประเมินผลคุณภาพการศึกษายังเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งไม่ควรมีความเหลื่อมล้ำด้วยการใช้เกณฑ์เดียวกันทั้งประเทศ แต่ควรจัดให้มีเกณฑ์การพิจารณาตามความเหมาะสมของบริบทโรงเรียน&nbsp;</p>



<p><strong>นายสุทธิพร</strong> กล่าวเสริมว่า หากเป็นไปได้กระทรวงศึกษาธิการควรเพิ่มงบกลางในการช่วยเหลือโรงเรียนในพื้นที่ประสบภัยพิบัติ โดยให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามีอำนาจในการพิจารณาอนุมัติ เพราะมีความคล่องตัวมากกว่าส่วนกลาง และแก้ปัญหาได้ทันการณ์</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-47fa05"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/รวม3.jpg" alt="เวทีเสวนาขบวนเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ครั้งที่ 1 หรือ Public Policy Move #1 ในหัวข้อ ‘ปฏิรูปงบแก้เหลื่อมล้ำ เพื่อเด็กและโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล’ ณ โรงเรียนบ้านซองกาเรีย อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2566"/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ปิดท้ายเวทีเสวนาครั้งนี้<strong> ดร.อารี</strong> ตัวแทนจาก กสศ. กล่าวไว้ว่า ที่ผ่านมา กสศ. ได้พยายามค้นหานวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนกำลังคน งบประมาณ จัดหาอาสาสมัครเข้ามาเพิ่มเติม รวมถึงจัดให้มีโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนครู นอกจากนี้ยังได้ประสานความร่วมมือกับเครือข่ายหรือกลไกท้องถิ่น เพื่อสร้างแรงเสริมให้กับการพัฒนาการศึกษา อันจะช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำโดยอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-public-policy-move-1/">ขาดงบ ขาดครู ขาดโอกาส ความไม่เสมอภาคของโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. และภาคีเครือข่าย ‘ผ่างบการศึกษาไทย’ ฉายภาพความเหลื่อมล้ำ ‘เท่ากันแต่ไม่เท่าเทียม’</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-020623/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=news-020623</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 02 Jun 2023 07:49:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ชัยศักดิ์ ภูมูล]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ศุภโชค ปิยะสันต์]]></category>
		<category><![CDATA[ผ่างบการศึกษาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เท่ากันแต่ไม่เท่าเทียม]]></category>
		<category><![CDATA[ขบวนเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ครั้งที่ 1]]></category>
		<category><![CDATA[ปฏิรูปงบแก้เหลื่อมล้ำ เพื่อเด็กและโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล]]></category>
		<category><![CDATA[Public Policy Move #1]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อารี อิ่มสมบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านกองม่องทะ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ชัยนนท์ นิลพัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[ประยูร สุธาบูรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการเตรียมความพร้อมพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล เพื่อผลิตครูรุ่นใหม่ ภาคกลาง/ตะวันออก/ตะวันตก]]></category>
		<category><![CDATA[ดนัยวัฒน์ มณี]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านปางมะหัน]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=68180</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2566 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางกา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-020623/">กสศ. และภาคีเครือข่าย ‘ผ่างบการศึกษาไทย’ ฉายภาพความเหลื่อมล้ำ ‘เท่ากันแต่ไม่เท่าเทียม’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2566 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พร้อมด้วยเครือข่ายชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร เครือข่ายโรงเรียนปลายทางโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มูลนิธิกระจกเงา และภาคีเครือข่าย เปิดวงเสวนา<strong>ขบวนเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ครั้งที่ 1 หรือ Public Policy Move #1 ในหัวข้อ ‘ปฏิรูปงบแก้เหลื่อมล้ำ เพื่อเด็กและโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล’</strong> ณ โรงเรียนบ้านซองกาเรีย อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนและข้อเสนอจากคนในพื้นที่ โดยเฉพาะปัญหาการจัดสรรงบประมาณที่เท่ากันทั้งประเทศ แต่กลับทำให้เกิดช่องว่างความเหลื่อมถ่างกว้างยิ่งขึ้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-47b1de"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/15กสศ.-และภาคีเครือข่าย-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>วงเสวนาเริ่มต้นจาก <strong>ดร.อารี อิ่มสมบัติ นักวิชาการอาวุโส สำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กสศ.</strong> ที่ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำส่วนหนึ่งเกิดจากการจัดสรรงบประมาณที่ไม่เป็นธรรมต่อโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล เนื่องจากรัฐใช้วิธีเหมาจ่ายแบบรายหัว กล่าวคือ โรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีเด็กจำนวนมากจะได้รับงบโดยรวมเป็นจำนวนมาก แต่หากเป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่มีจำนวนเด็กไม่เกิน 120 คน ก็จะได้รับงบประมาณที่ลดหลั่นลงไปตามสัดส่วนนักเรียน รวมถึงอุปกรณ์การเรียนและสาธารณูปโภคต่าง ๆ ก็ย่อมน้อยลงไปด้วยเช่นกัน </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-beb2c4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/15กสศ.-และภาคีเครือข่าย-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.อารี</strong> ยกข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ณ วันที่ 10 มิถุนายน 2564 พบว่า ประเทศไทยมีโรงเรียนสังกัด สพฐ. 29,117 แห่งทั่วประเทศ เป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนไม่เกิน 120 คน จำนวน 14,660 แห่ง หรือคิดเป็น 50.35 เปอร์เซ็นต์ และมีนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กเหล่านี้มากถึง 963,432 คน จากนักเรียนทั้งประเทศ 6.5 ล้านคน</p>



<p>“โจทย์สำคัญอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรให้โรงเรียนขนาดเล็กเหล่านี้ที่ได้รับทรัพยากรน้อยกว่า แต่มีคุณภาพเท่าเทียมกัน ถ้าประเทศไทยสามารถปรับปรุงพัฒนาเรื่องการจัดสรรงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมจะส่งผลดีต่อเด็กนักเรียนทั้ง 963,432 คนด้วย”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0d5192"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/ดร.อารี-อิ่มสมบัติ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.อารี อิ่มสมบัติ นักวิชาการอาวุโส<br>สำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.อารี </strong>ชี้ด้วยว่า ในจำนวนเด็กนักเรียน 963,432 คน ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนระดับประถมศึกษา 696,721 คน (73.5 เปอร์เซ็นต์) รองลงมาเป็นเด็กปฐมวัย 215,182 คน (22.7 เปอร์เซ็นต์) นั่นหมายความว่า ถ้ารัฐลงทุนในโรงเรียนขนาดเล็กมากขึ้นจะทำให้เด็กกลุ่มนี้ได้รับการพัฒนามากยิ่งขึ้น ช่วยให้เด็กมีพื้นฐานการเรียนที่ดีขึ้น ทั้งการอ่านออกเขียนได้ นำไปสู่การเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้นต่อไปได้&nbsp;</p>



<p>จากการสำรวจของธนาคารโลก (World Bank) ปี 2563 ระบุว่า นอกจากโรงเรียนขนาดเล็กโดยทั่วไปแล้ว ยังมีโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล (protected schools) จำนวนประมาณ 1,155 แห่ง ที่อยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง เนื่องจากโรงเรียนเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนด้านทรัพยากรที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ อีกทั้งประสบปัญหาขาดแคลนครู ทำให้การเรียนรู้ของเด็กขาดความต่อเนื่อง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c19c2d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/ผอ.-สมศักดิ์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายชัยศักดิ์ ภูมูล ผอ.โรงเรียนบ้านกองม่องทะ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายชัยศักดิ์ ภูมูล ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านกองม่องทะ</strong> <strong>อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี</strong> กล่าวถึงความเหลื่อมล้ำด้านอัตรากำลัง ซึ่งโรงเรียนขนาดเล็กไม่เพียงขาดแคลนกำลังครู แต่ยังขาดเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรการและนักการภารโรงที่จะช่วยแบ่งเบาภารกิจของครูได้</p>



<p>ปัจจุบันโรงเรียนบ้านกองม่องทะได้รับงบประมาณไม่มากนัก จึงต้องอาศัยการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการทอดผ้าป่า หรือระดมทรัพยากรด้วยวิธีการหลากหลายรูปแบบ แต่ก็ทำได้เพียงครั้งคราวและไม่ยั่งยืน ฉะนั้นฝ่ายที่กำหนดนโยบายต้องให้ความสำคัญกับการจัดสรรงบประมาณและแก้ปัญหาให้เป็นรูปธรรม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-636583"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/ดร.ชัยนนท์-นิลพัฒน์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(ขวา)ดร.ชัยนนท์ นิลพัฒน์ ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เมื่อขาดตำแหน่งธุรการก็ต้องใช้ครูมาทำหน้าที่แทน เราเห็นภาพของผู้บริหารหรือครูที่ต้องทำงานไม่ตรงกับหน้าที่จนเป็นเรื่องปกติ หลายครั้งก็ต้องระดมความร่วมมือจากชุมชนเพื่อแก้ปัญหากันเอง ฉะนั้นจึงอยากส่งเสียงสะท้อนว่า เราต้องมองว่าการศึกษาเป็นเรื่องการพัฒนาคุณภาพคน คุณภาพสังคม ไม่ใช่มองแค่เรื่องการลงทุนและความคุ้มค่าทางตัวเลขเศรษฐกิจ”</p>



<p><strong>ดร.ชัยนนท์ นิลพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 </strong>อธิบายว่า นโยบายด้านการศึกษาที่จัดสรรงบประมาณโดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างเฉพาะพื้นที่ เช่น การเบิกจ่ายค่าเดินทางแบบคิดตามกิโลเมตร บางโรงเรียนอยู่บนภูเขา แม้เดินทางด้วยระยะทางเท่ากัน แต่ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงไม่เท่ากัน หรือกรณีเกิดภัยพิบัติขึ้นในโรงเรียน เขตพื้นที่การศึกษาจะได้รับงบประมาณพร้อมกันและเท่ากันทั่งประเทศ ก็ไม่สามารถช่วยเหลือค่าใช้จ่ายได้ทันเหตุการณ์ และไม่ครอบคลุมความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bd72ac"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/นายประยูร-สุธาบูรณ์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายประยูร สุธาบูรณ์ ประธานโครงการเตรียมความพร้อมพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล<br>เพื่อผลิตครูรุ่นใหม่ ภาคกลาง/ตะวันออก/ตะวันตก</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายประยูร สุธาบูรณ์ ประธานโครงการเตรียมความพร้อมพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล เพื่อผลิตครูรุ่นใหม่ ภาคกลาง/ตะวันออก/ตะวันตก</strong> กล่าวว่า จากที่ได้สัมผัสโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลจะพบว่าทุกโรงเรียนอยู่ในสภาพคล้ายกัน คืออาคารสถานที่ไม่มีความพร้อม ต้องปรับปรุงซ่อมแซมตามงบประมาณเท่าที่มี ฉะนั้นหากจะทำให้การศึกษามีคุณภาพก็ต้องมีการจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสม</p>



<p>“โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นของ กสศ. เป็นความพยายามหนึ่งในการแก้ไขปัญหาครูขาดแคลนของโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล โรงเรียนเหล่านี้มีปัญหาเรื่องอัตรากำลังมาตลอด บางแห่งไม่มีผู้บริหารมายาวนาน ด้วยเหตุนี้เมื่อเปิดภาคเรียนแต่ละครั้งจึงต้องแก้ปัญหากันเองเฉพาะหน้า เพื่อให้การเรียนการสอนดำเนินไปได้ แต่อย่างไรก็ไม่ได้ทำให้เกิดความยั่งยืน” </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f9b57e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/นายดนัยวัฒน์-มณี.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายดนัยวัฒน์ มณี ผอ.โรงเรียนบ้านปางมะหัน</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายดนัยวัฒน์ มณี ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านปางมะหัน</strong> <strong>อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย</strong> กล่าวว่า โรงเรียนขนาดเล็กโดยทั่วไปจะประสบปัญหาเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณไม่เพียงพอ จึงอยากเสนอว่าควรมีการเปลี่ยนรูปแบบการจัดสรรงบประมาณใหม่ โดยพิจารณาตามบริบทพื้นที่ ตามสภาพความเป็นจริง เพื่อตอบโจทย์ความเหลื่อมล้ำ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-45d7f6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/ดร.ศุภโชค-ปิยะสันต์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ศุภโชค ปิยะสันต์ ผอ.การโรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี, ที่ปรึกษาเครือข่ายชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ศุภโชค ปิยะสันต์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี</strong> <strong>อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ที่ปรึกษาเครือข่ายชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร</strong> กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลคือโรงเรียนขนาดเล็กยังมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ขณะที่รูปแบบการจัดสรรงบประมาณกลับไม่มีความเปลี่ยนแปลง ซึ่งระบบปัจจุบันคือการพิจารณารายหัว ทั้งที่จริงแล้วขนาดของปัญหาในแต่ละโรงเรียนนั้นต่างกัน โดยโรงเรียนขนาดเล็กจะมีเด็กนักเรียนยากจนมากกว่า โอกาสในการระดมทรัพยากรมีน้อยกว่า หากรัฐยังใช้วิธีจัดสรรงบประมาณแบบเท่ากัน จะยิ่งทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้น </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-20f9f6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/15กสศ.-และภาคีเครือข่าย-08.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“รัฐไม่ควรจัดสรรงบประมาณแบบเดียวทั้งประเทศ ตรงไหนปัญหาเยอะ ตรงไหนมีเด็กยากจนมาก ตรงไหนที่มีปัญหาในการบริหารจัดการ อาจจะต้องหาวิธีคิดใหม่ ก็อยากจะฝากไปยังผู้เกี่ยวข้องและรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วยครับว่าจะมีวิธีคิดแบบไหนที่จะช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-020623/">กสศ. และภาคีเครือข่าย ‘ผ่างบการศึกษาไทย’ ฉายภาพความเหลื่อมล้ำ ‘เท่ากันแต่ไม่เท่าเทียม’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
