<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>กสศ X 101 | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/category/eefx101/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 25 Aug 2025 08:24:33 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>กสศ X 101 | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ถอดรหัสการศึกษาไทยกับ วีระชาติ กิเลนทอง – ร่วมลดความเหลื่อมรู้ในความเหลื่อมล้ำ ผ่านการลงทุนในเด็กปฐมวัย</title>
		<link>https://www.eef.or.th/weerachart-kilenthong-policy-forum/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 08 Apr 2025 14:18:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ. x 101]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=92785</guid>

					<description><![CDATA[<p>การศึกษาคือการลงทุนรูปแบบหนึ่ง ไม่มีใครปฏิเสธความจริงใน [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/weerachart-kilenthong-policy-forum/">ถอดรหัสการศึกษาไทยกับ วีระชาติ กิเลนทอง – ร่วมลดความเหลื่อมรู้ในความเหลื่อมล้ำ ผ่านการลงทุนในเด็กปฐมวัย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การศึกษาคือการลงทุนรูปแบบหนึ่ง ไม่มีใครปฏิเสธความจริงในข้อนี้ เพราะการศึกษาคือการลงทุนกับทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของสังคมอย่างทรัพยากรมนุษย์ เพื่อวางรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศต่อไป</p>



<p>ทว่าถ้าพูดให้ถึงที่สุด ในมุมมองของ <strong>รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง</strong> การลงทุนในการศึกษาเป็นอะไรที่ยิ่งลงทุนไว ยิ่งได้เปรียบ ดังนั้น เราไม่เพียงต้องลงทุนในการศึกษา แต่ควรลงทุนตั้งแต่ใน ‘เด็กปฐมวัย’ เพื่อวางรากฐานในการพัฒนาทุนมนุษย์ และยังเป็นการลงทุนที่เขามองว่า จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาต่อไปในอนาคตด้วย</p>



<p>ทำไมเราต้องรีบลงทุนในเด็กปฐมวัย และเรื่องนี้เกี่ยวข้องอย่างไรกับการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในภาพรวม 101 ชวนหาคำตอบผ่านบทสนทนากับ <strong>รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง</strong> สถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ผู้ที่ศึกษาและทำเรื่องเด็กปฐมวัยมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ไล่เรียงตั้งแต่การลงทุนในเด็กปฐมวัย ไปจนถึงภาพใหญ่ของการทำงานเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา</p>



<p>หมายเหตุ<em>: </em>เก็บความบางส่วนและเรียบเรียงจากความเหลื่อมรู้ในความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา<em> | 101 Policy Forum #24 </em>ออกอากาศในวันที่<em> 31 </em>มีนาคม<em> 2568</em></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e89bff"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1744084907_311129-the101world-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong><br>ถ้าพูดถึงเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา คุณจะนึกถึงเรื่องอะไร</strong></h3>



<p>ผมนึกถึงเรื่องคุณภาพ โดยเฉพาะเวลาผมลงพื้นที่แล้วเห็นบรรยากาศการเรียนรู้ของโรงเรียนขนาดเล็กเทียบกับโรงเรียนที่มีชื่อเสียงและมีทรัพยากรที่มากกว่า และทรัพยากรในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่การมีคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ต่างๆ นะครับ แต่หมายถึงการดูแลเอาใจใส่ที่จะช่วยให้เกิดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพด้วย</p>



<p>ผมว่าปัญหาใหญ่และเป็นความเหลื่อมล้ำที่สำคัญที่สุด คือเรื่องคุณภาพการศึกษาหรือคุณภาพการเรียนรู้ในพื้นที่ห่างไกล ยังไม่นับเรื่องที่ภาครัฐทุ่มงบประมาณพัฒนาการศึกษาและพัฒนาครูในอัตราส่วนที่ไม่เท่ากันด้วย</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ช่วงหลายปีที่ผ่านมาที่เราจะเห็นงานวิชาการหรืองานวิจัยหลายๆ เรื่อง ในฐานะคนที่ทำงานด้านการศึกษาโดยเฉพาะด้านเด็กปฐมวัย ตอนนี้เราอยู่ตรงไหน เรารู้อะไรบ้างแล้ว</strong></h3>



<p>หลายปีที่ผ่านมา ผมเริ่มหันมาสนใจเรื่องการพัฒนาเด็กปฐมวัย และไม่ได้เจาะจงแค่การเรียนนะครับ แต่ขยายไปถึงการพัฒนาเด็กผ่านผู้ปกครองของพวกเขาด้วย โครงการหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจและดูมีอนาคต คือ โครงการ ‘Parenting’ ที่ทำร่วมกับ กสศ. โดยเป็นโครงการที่ช่วยให้ผู้ปกครองพัฒนาและเรียนรู้วิธีทำกิจกรรมกับเด็กเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างเต็มที่&nbsp;</p>



<p>โครงการ Parenting จะใช้เครื่องมือจากต่างประเทศที่ได้รับการทดลองและพิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีมาใช้ และเราจะทดลองดำเนินการที่ขอนแก่นภายในปีนี้ (2568)</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>คุณช่วยอธิบายหน่อยได้ไหมว่า ‘เครื่องมือ’ ดังกล่าวทำงานอย่างไร และจะช่วยส่งเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างเด็กกับผู้ปกครองอย่างไรบ้าง</strong></h3>



<p>เครื่องมือของเราจะระบุอย่างชัดเจนว่า จะส่งเสริมการทำงานระหว่างผู้ปกครองกับเด็กอย่างไร เช่น ถ้าจะส่งเสริมการอ่านหนังสือ เราก็นำหนังสือไปให้เขาและสอนว่า อ่านอย่างไรจึงจะสนุก หรือถ้าผู้ปกครองอยากต่อจิ๊กซอว์เล่นกับลูกหลานก็จะนำไปให้ เพราะเราเชื่อว่ากิจกรรมเหล่านี้มีประโยชน์ และถ้าผู้ปกครองเชื่อตรงนี้ด้วย พวกเขาก็น่าจะเต็มใจและประสงค์จะนำกิจกรรมเหล่านี้ไปทำร่วมกับลูกหลานที่เป็นผู้ได้รับผลประโยชน์โดยตรง</p>



<p>เรายังร่วมกับ กสศ. เพื่อทำวิจัยและประเมินด้วยว่า การดำเนินการดังกล่าวช่วยให้เด็กดีขึ้นมากน้อยแค่ไหน และมีอุปสรรคอะไรบ้าง เพราะว่าถ้าเราประสบความสำเร็จในเรื่องนี้และผู้ปกครองเรียนรู้วิธีที่จะนำไปใช้ได้ ผมว่ามันมีอนาคตที่ดีและจะขยายผลไปได้อย่างรวดเร็วนะ ลองคิดสิว่า ถ้าในอนาคต เราขยายความร่วมมือกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ได้ จะช่วยได้มากทีเดียว</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>มีประเทศไหนบ้างที่มีการทำกิจกรรมกับผู้ปกครองของเด็ก และสามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ต่ออีกได้ด้วย</strong></h3>



<p>มีหลายประเทศที่ทำแบบนี้นะครับ แต่ถ้าเอาใกล้ๆ เราก็คือประเทศจีน ที่มีโครงการ China REACH ซึ่งทำในมณฑลยากจนของจีน ซึ่งจะมีคนท้องถิ่น คล้ายๆ อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ไปทำกิจกรรมร่วมกับผู้ปกครองหรือไปเยี่ยมบ้านทุกสัปดาห์ แต่ละครั้งก็จะนำกิจกรรมใหม่ๆ ไปด้วย เช่น อ่านหนังสือ ต่อจิ๊กซอว์หรือต่อบล็อก ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นกิจกรรมที่ถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กทั้งสิ้น</p>



<p>ทางจีนทำโครงการนี้อยู่ประมาณสองปีและพบว่าได้ผลค่อนข้างดี ทั้งในแง่ของการขยายผลโครงการและความร่วมมือจากคนในท้องถิ่น ทำให้เรามั่นใจด้วยเช่นกันว่า จะสามารถทำโครงการแนวนี้และขยายผลต่อไปได้</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ถ้ามองในภาพรวม ทำไมเราต้องเร่งรัดหรือพัฒนาเด็กปฐมวัยเรื่องนี้จะช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา หรือช่วยสนับสนุนการศึกษาในภาพรวมได้อย่างไร</strong></h3>



<p>ผมขอกล่าวถึงงานวิจัยของศาสตราจารย์ เจมส์ เจ เฮ็คแมน (Jame J. Heckman) ที่ช่วยอธิบายว่า ทำไมเราต้องเร่งพัฒนาเด็กปฐมวัย&nbsp;</p>



<p>เรามีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า เด็กอาศัยฐานเก่าเพื่อไปเรียนเรื่องใหม่ และนี่เป็นสิ่งหนึ่งที่นำไปสู่ปัญหาเด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษา เพราะถ้าเด็กไม่ได้รับการพัฒนาหรือไม่มีฐานที่มั่นคง เพื่อถึงจุดหนึ่ง เขาจะเรียนไม่รู้เรื่องหรือมองว่าไม่ได้รับประโยชน์จากการเรียนอีกต่อไป ตรงนี้จึงเป็นปัจจัยสำคัญข้อหนึ่งที่ทำให้เด็กหลุดออกจากระบบมากกว่าที่ควรจะเป็น</p>



<p>เพราะฉะนั้น ถ้าเราเร่งรัดพัฒนาเด็กตั้งแต่ปฐมวัย ทำให้เขาเติบโตมาโดยมีทักษะที่ดี ผมว่านั่นเป็นอนาคตของเราและจะช่วยแก้ปัญหาที่จะตามมาภายหลังได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-205cfa"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1744084923_010774-the101world-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>คุณมองว่านโยบายใดเป็นนโยบายที่ไม่ควรเลิกดำเนินการ หรือมีนโยบายใหม่ๆ ที่เราควรจับตามองไหม</strong></h3>



<p>ผมว่าความรู้หรือทักษะพื้นฐานยังคงเป็นเรื่องที่สำคัญอยู่ แต่ถ้ามองในไปถึงในแง่ทักษะทางสังคม (soft skill) สิ่งหนึ่งที่เราอยากเห็นมากขึ้นคือ การที่ผู้เรียนพร้อมจะเรียนรู้อยู่เสมอ เพราะในอนาคตจะมีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ สิ่งที่น่ากังวลคือ การที่เด็กไม่มีพื้นฐานมากพอที่จะเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง เพราะในอนาคต ไม่ว่าจะทำอะไร อาชีพไหน คุณก็ต้องปรับตัว</p>



<p>เพราะฉะนั้น ความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าจะช่วยให้เด็กปรับตัวได้ทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลง มันเป็นเรื่องของคาแรกเตอร์หรือการปลูกฝังจากสถานศึกษาที่จะทำให้เยาวชนอยากเรียนรู้ ไม่ใช่แค่เพื่อสอบ แต่ต้องการและพร้อมที่จะแสวงหาความรู้ ผมว่านี่แหละคือความท้าทายที่ไม่ง่ายและเรายังไม่ประสบความสำเร็จมากนัก</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เท่าที่ฟังดูเรามีความพยายามด้านการพัฒนาการศึกษา หรือปรับใช้นวัตกรรมใหม่ๆ มาอย่างต่อเนื่อง คุณคิดว่าภาคนโยบายเป็นอย่างไร ได้หยิบยกหรือนำนวัตกรรมเหล่านี้ไปปรับใช้บ้างไหม</strong></h3>



<p>เท่าที่ผมได้ทำเรื่องการศึกษาปฐมวัยกับ กสศ. มา ผมคิดว่าหน่วยงานภาครัฐเริ่มให้ความสนใจและให้ความสำคัญกับการศึกษาปฐมวัยมากขึ้น รวมถึงนำไปขยายผลแล้ว แต่ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าระบบรัฐมีความเทอะทะและยากที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในภาพใหญ่ได้ และก็ต้องใช้เวลาด้วย&nbsp;</p>



<p>ส่วนตัวผมไม่ค่อยมีความหวังกับหลักสูตรนะ เพราะผมมองว่าการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นขึ้นในห้องเรียน คำถามสำคัญคือจะทำอย่างไรให้ครูเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองได้ หลักสูตรก็เป็นเครื่องมือหนึ่ง แต่การปรับพฤติกรรมหรือสร้างแรงจูงใจให้ครูตอบสนองได้ดีขึ้นก็เป็นเรื่องใหญ่อยู่ รวมถึงเรื่องที่ว่า จะทำอย่างไรให้มีคนนำหลักสูตรไปปฏิบัติหรือใช้จริง ผมว่านี่แหละเป็นปัญหาระยะสั้นที่เรากำลังเผชิญอยู่ตลอดเวลา</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เท่ากับว่าเราไม่มีแพลตฟอร์มหรือเครื่องมือใดที่จะนำงานวิชาการมาเชื่อมกับระดับนโยบายเลยหรือ</strong></h3>



<p>ผมก็ไม่แน่ใจนะ นึกไม่ออกเหมือนกันว่าสิ่งที่ว่าต้องเป็นอย่างไร (หัวเราะ)</p>



<p>เท่าที่ผมทำงานกับ กสศ. มา ผมคิดว่าสิ่งที่ต้องชื่นชมทาง กสศ. คือการมีวิธีสื่อสารที่หลากหลาย บางทีนำงานวิจัยมาย่อยแล้วสื่อสารออกไปก็มี ผมว่าสารก็ไปถึงผู้รับระดับหนึ่งนะ แต่เขาจะสนใจไหมก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง</p>



<p>งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ผมเคยทำกับ กสศ. และสร้างผลตอบรับได้ค่อนข้างเยอะคือ&nbsp;<a href="https://www.eef.or.th/publication-evidence_based_policy/?fbclid=IwY2xjawIXk2NleHRuA2FlbQIxMAABHa94gx1FOXmFQLdgc278TClzAr2MY4ZsEAaQABqRzt44EULs5CN0pv98Ww_aem_cMX9aJDWFT8n_Cmh394KIg">PISA for Schools</a>&nbsp;เราพบว่า เด็กที่มีทักษะตั้งแต่ชั้นประถมดีก็มีโอกาสทำคะแนน PISA ได้ดี เท่ากับว่า ถ้าเราอยากให้ประเทศเรามีคะแนน PISA ดี ก็ควรจะโฟกัสตั้งแต่ชั้นประถม แต่ที่ผ่านมาเราไม่ค่อยได้ยินเรื่องนี้เลย สิ่งที่ผมคิดว่าเราต้องพยายามคือการโฟกัสไปที่เด็กเล็กหรือเด็กประถม ตรงนี้จะมีประโยชน์นานาประการเพราะเป็นรากฐานที่เราจะนำไปใช้ต่อได้</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>มีคนพูดถึงแนวคิดคูปองการศึกษา</strong><strong>&nbsp;(school voucher)&nbsp;</strong><strong>คุณมองเรื่องนี้อย่างไร</strong></h3>



<p>ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ ผมสนใจเรื่องนี้นะ เพราะปัจจุบัน ปัญหาหนึ่งคือคนที่มีทรัพยากรและต้องตัดสินใจไม่ใช่คนที่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง เพราะคนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือ ผู้ปกครองและเด็ก แต่พวกเขากลับไม่ใช่คนที่มีอำนาจในการตัดสินใจหรือบอกว่าทรัพยากรจะไปลงที่ไหน</p>



<p>เพราะฉะนั้น คูปองการศึกษาเป็นหนึ่งในเครื่องมือเพื่อเพิ่มบทบาทและอำนาจในการตัดสินใจ แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่การให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียมีอำนาจการตัดสินใจให้มากที่สุด นอกจากนี้ โรงเรียนจะต้องตอบสนองกับเรื่องนี้ด้วยและทำให้ตนเองมีคุณภาพมากขึ้น นั่นแหละคือแนวคิดของคูปองการศึกษา</p>



<p>แต่ปัจจุบัน เรายังไม่เคยทดลองใช้ตรงนี้เลย ผมว่าเราควรทดลองใช้มากขึ้น จากนั้นจึงประเมินผลและเรียนรู้วิธีการที่จะนำไปดำเนินการต่อด้วย </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c3d563"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1744084938_596043-the101world-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>คุณคิดว่าแนวคิดนี้จะสนับสนุนการศึกษานอกระบบไหมหรือจริงๆ การศึกษาในระบบก็จะได้รับประโยชน์เช่นกัน</strong></h3>



<p>จริงๆ ผมอยากเห็นการศึกษาในระบบเป็นแบบนี้ ผมว่าจุดอ่อนของการศึกษาในระบบคือการไม่มีทางเลือก เราอยากให้ผู้ปกครองมีบทบาทและทางเลือก ส่งเสียงไปถึงโรงเรียนได้</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จากทั้งหมดที่คุยกันมา คุณประเมินสถานการณ์ตอนนี้อย่างไร คิดว่าในอนาคตข้างหน้า เราจะดำเนินยุทธศาสตร์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างไร หรือลงทุนด้านไหน</strong></h3>



<p>ผมยังคิดว่าเราควรฝากความหวังไว้กับผู้ปกครองนะ ทุกคนรู้แหละว่าครอบครัวและผู้ปกครองสำคัญ แต่เราเริ่มเรียนรู้แล้วว่า เรามีเครื่องมือที่มีศักยภาพเพียงพอเพื่อให้ผู้ปกครองนำไปใช้ได้ อย่างแรกที่เราเริ่มทำและหวังจะให้เกิดขึ้นคือ การพัฒนาทักษะของผู้ปกครองให้สามารถทำกิจกรรมร่วมกับลูกหลานได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>



<p>นอกจากนี้ ยังมีคนพูดถึงเรื่องการกระจายอำนาจ ผมว่าการกระจายอำนาจที่ดีที่สุดคือกระจายไปให้ถึงผู้ปกครอง เช่น ทำให้ผู้ปกครองมีบทบาทกับโรงเรียนที่มากกว่าการเป็นคณะกรรมการของโรงเรียน ให้บทบาทเขาในการดูแลและติดตาม ซึ่งจะทำให้โรงเรียนต้องปรับตัวด้วย</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/weerachart-kilenthong-policy-forum/">ถอดรหัสการศึกษาไทยกับ วีระชาติ กิเลนทอง – ร่วมลดความเหลื่อมรู้ในความเหลื่อมล้ำ ผ่านการลงทุนในเด็กปฐมวัย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จาก ‘การสร้างวิญญูชน’ สู่ ‘เด็กเอเชียบ้าเรียน’ การวิวัฒน์กลับด้านเรื่องการเรียนรู้ในปรัชญาขงจื่อ กับ ศริญญา อรุณขจรศักดิ์</title>
		<link>https://www.eef.or.th/sarinya-arunkhajornsak-interview/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 08 Apr 2025 14:04:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้ตลอดชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ. x 101]]></category>
		<category><![CDATA[ขงจื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[ศริญญา อรุณขจรศักดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[ปรัชญาขงจื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[ลัทธิขงจื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กเอเชีย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=92776</guid>

					<description><![CDATA[<p>ชุดความคิดที่มีรากจากปรัชญาขงจื่อฝังรากลึกในสังคมเอเชีย [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/sarinya-arunkhajornsak-interview/">จาก ‘การสร้างวิญญูชน’ สู่ ‘เด็กเอเชียบ้าเรียน’ การวิวัฒน์กลับด้านเรื่องการเรียนรู้ในปรัชญาขงจื่อ กับ ศริญญา อรุณขจรศักดิ์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ชุดความคิดที่มีรากจากปรัชญาขงจื่อฝังรากลึกในสังคมเอเชียตะวันออกมากว่าสองพันปี จุดเริ่มต้นของปรัชญาขงจื่อมีเป้าหมายเรื่องการเปลี่ยนแปลงโลก ฟื้นฟูราชวงศ์โจว และสร้างชุมชนมนุษยธรรม ซึ่งเครื่องมือหนึ่งที่มีส่วนสำคัญในการสร้างสิ่งนี้คือ ‘การเรียนรู้’ ขงจื่อเสนอว่าการเรียนรู้ไม่ได้จบแค่ในห้องเรียน แต่หมายถึง ‘การเรียนรู้ตลอดชีวิต’</p>



<p>แต่ก็อย่างที่โลกเป็นมาเสมอ เมื่อชุดความคิดเคลื่อนผ่านวันเวลา ย่อมเปลี่ยนแปลงไปจากคนที่ใช้มัน ปรัชญาขงจื่อวิวัฒน์หลายครั้ง ถูกใช้เป็นอุดมการณ์ของรัฐ ไปจนถึงความคิดของคนในสังคมที่ตีความปรัชญาให้สอดรับกับความต้องการของตัวเอง</p>



<p>เด็กรุ่นใหม่จำนวนมากที่โตมาในสังคมเอเชียตะวันออก ไปจนถึงลูกหลานคนไทยเชื้อสายจีน ย่อมถูกปลูกฝังและก่อรูปรอยชีวิตผ่านแนวคิดแบบขงจื่อโดยพ่อแม่มาไม่มากก็น้อย แม้จะโดยรู้ตัวหรือไม่ คุณธรรมคำสอนเรื่องความกตัญญูและความซื่อสัตย์ย่อมถูกส่งผ่านมาถึงคนรุ่นลูก และเช่นเดียวกันที่ชุดความคิดเรื่อง ‘การศึกษายกระดับชีวิต’ ก็ย่อมถูกส่งผ่านมาด้วย ซึ่งล้วนผ่านการวิวัฒน์มาไกลจากจุดเริ่มต้น</p>



<p>ในปัจจุบันมีคำถามว่าอิทธิพลจากแนวคิดแบบขงจื่อ ส่งผลแค่ไหนที่ทำให้ ‘เด็กเอเชีย’ ต้องมุ่งมั่นเรียนหนังสือในระบบการศึกษา อยู่ในวงเวียนการกวดวิชา และคร่ำเคร่งกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัย จนคล้ายว่านี่คือสิ่งสุดท้ายของชีวิต</p>



<p>แท้จริงแล้วปรัชญาขงจื่อสอนอะไร แนวคิดของขงจื่อถูกเปลี่ยนไปแค่ไหน ความคิดเรื่องการศึกษาในสังคมไทยได้รับอิทธิพลจากเรื่องนี้แค่ไหน และเราจะออกแบบการเรียนรู้อย่างไรให้เหมาะสมกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป วันโอวันพูดคุยกับ&nbsp;<strong>รศ</strong><strong>.</strong><strong>ดร.ศริญญา อรุณขจรศักดิ์</strong>&nbsp;จากภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญปรัชญาจีน</p>



<p>บทสนทนานี้เริ่มต้นด้วยการย้อนไปในยุคชุนชิว-จ้านกว๋อ ท่องไปในสังคมจีนแผ่นดินใหญ่ พลิก<em>คัมภีร์หลุนอี่ว์</em>&nbsp;ข้ามทะเลมาที่ไทย และวิพากษ์แนวคิดเรื่อง ‘การเรียนรู้-การศึกษา’ ในปัจจุบันอย่างถึงแก่น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f7723f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1744004358_427087-the101world-scaled-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จุดเริ่มต้นของปรัชญาขงจื่อมีเป้าหมายเรื่องการเปลี่ยนแปลงโลก ฟื้นฟูราชวงศ์โจว และสร้างชุมชนมนุษยธรรม คำถามคือการพัฒนาคนให้มีมนุษยธรรมและเป็นวิญญูชนนั้น ต้องมีการจัดระบบความคิดของคนผ่าน&nbsp;</strong><strong>‘</strong><strong>การเรียนรู้</strong><strong>’&nbsp;</strong><strong>อย่างไร แนวคิดเรื่องการเรียนรู้ของขงจื่อเริ่มต้นด้วยหลักคิดและบริบทแบบไหน</strong><strong></strong></h3>



<p>ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ‘ปรัชญาขงจื่อ’ กับ ‘ลัทธิขงจื่อ’ มีความแตกต่างกัน</p>



<p>ปรัชญาขงจื่อซึ่งจะพูดเป็นหลักในที่นี้คือปรัชญาที่เป็นแก่นแท้ของสำนักขงจื่อ ซึ่งเกิดในยุคชุนชิว-จ้านกว๋อของจีน หรือที่เรียกว่าปรัชญาจีนยุคคลาสสิก ซึ่งเป็นยุคที่ปรัชญาขงจื่อยังไม่ได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนาที่เข้ามาในจีน และยังไม่ได้ถูกยกเป็นอุดมการณ์ของรัฐ</p>



<p>ถ้าเราพูดถึงคำว่า ‘การเรียนรู้-การร่ำเรียน’ (learning) ขึ้นมาลอยๆ ก็จะเกิดคำถามทันทีว่าใครเป็นคนที่เรียนรู้หรือร่ำเรียน เรากำลังหมายถึงการเรียนรู้ในกรอบของการเมืองการปกครองหรือเปล่า หรือมองในแง่ของปัจเจกบุคคล คำว่าการเรียนรู้มีความหมายกว้างมาก</p>



<p>แต่ถ้าโจทย์เริ่มจากตัวขงจื่อที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโลกและสร้างชุมชนที่มีมนุษยธรรม การอธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุดก็ต้องกลับไปดูสิ่งที่ขงจื่อเสนอ นั่นคือเมื่อเรากล่าวถึงคำว่า ‘เปลี่ยนแปลงสังคม’ ในกรณีของคนที่ไม่เข้าใจขงจื่อจะเข้าใจว่าเป็นการออกแบบใหม่ การสร้างสิ่งใหม่ หรือการพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ แต่ในกรณีแนวคิดของขงจื่อ ขงจื่อไม่ได้ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมด้วยการสร้างสิ่งใหม่ แต่มีลักษณะเป็นการรื้อฟื้นของเก่า</p>



<p>เป้าหมายหลักจริงๆ ของขงจื่อคือ ‘การสร้างสังคมมีมนุษยธรรมที่มีความกลมกลืน’ ในภาษาจีนเรียกว่า&nbsp;<em>เหอ</em>&nbsp;(和) แปลเป็นไทยได้ว่ากลมกลืน กลมเกลียว หรือในภาษาอังกฤษคือ harmony ซึ่งคำนี้ใช้ในบริบทที่หลากหลาย เช่น ในบริบทความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ความสอดคล้องระหว่างการกระทำกับอารมณ์ความรู้สึก แต่ในที่นี้ขงจื่อใช้ในบริบทของสังคมที่มีความหลากหลายแต่อยู่กันได้อย่างกลมเกลียว</p>



<p>เพราะฉะนั้น เมื่อโจทย์ของขงจื่อเป็นเรื่องเหล่านี้ จึงทำให้ขงจื่อเห็นว่าการเรียนรู้ควรมีจุดโฟกัสที่คุณธรรมจริยธรรม แต่คำว่า ‘ชุมชนมีมนุษธรรม’ ตามแนวคิดขงจื่อไม่ได้หมายถึงแค่คนที่มีคุณธรรมเท่านั้น แต่หมายรวมถึงคนที่มีจารีตแบบแผนปฏิบัติ มีวัฒนธรรม มีอารยะด้วย ซึ่งการมีวัฒนธรรมในที่นี้ก็ไม่ได้หมายถึงการทำให้คนกลมกลืนเหมือนกันหมด แต่ต้องมีความหลากหลาย ดังนั้นโจทย์ใหญ่ของขงจื่อคือการสร้างสังคมที่เปิดกว้างให้มีความเป็นพหุวัฒนธรรมด้วย</p>



<p>การเรียนรู้หรือการร่ำเรียนของขงจื่อ ถ้าเทียบกับปัจจุบันจึงไม่ใช่การฝึกคนเป็นแรงงานเพื่อตอบสนองนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐ แต่คือการสร้างคนเพื่อนำไปสู่ชุมชนที่มีลักษณะของความกลมเกลียวและมีมนุษยธรรม</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>คำแรกที่เราพูดถึงคือ&nbsp;</strong><strong>‘</strong><strong>การเรียนรู้</strong><strong>’</strong><strong>&nbsp;(</strong><strong>learning)&nbsp;</strong><strong>ที่ต้องการความกลมเกลียว แต่ยังมีอีกคำหนึ่งคือ&nbsp;</strong><strong>‘</strong><strong>การศึกษา</strong><strong>’&nbsp;</strong><strong>(</strong><strong>education</strong><strong>) หากย้อนกลับไปในยุคขงจื่อยังมีชีวิต ณ ตอนนั้นมีเรื่องการศึกษาหรือยัง ขงจื่อพูดถึงเรื่องการศึกษาเอาไว้อย่างไร</strong></h3>



<p>ถามว่ามีไหม มี แต่ไม่ได้อยู่ในลักษณะที่แยกขาดจากกันระหว่างการเรียนรู้กับการศึกษา สองสิ่งนี้ถือว่าอยู่ด้วยกัน</p>



<p>แต่ถ้าจะให้กล่าวแยกอย่างชัดเจน การเรียนรู้คือการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของตัวเอง เป็นเรื่องการขัดเกลาภายในจิตใจและอุปนิสัย ถ้าจะให้ยึดโยงกับสมัยปัจจุบันหน่อย การเรียนรู้แบบขงจื่อคือการเรียนรู้ตลอดชีวิต (lifelong learning) หมายความว่าไม่ได้เน้นการเรียนรู้ที่อยู่ในระบบการศึกษา ที่มีกระบวนการ ระบบ หรือแบบแผนชัดเจนอย่างระบบการศึกษาในปัจจุบัน ประมาณว่าพอจบการศึกษาในระบบก็เน้นหางานทำ ไม่ต้องเรียนรู้อะไรแล้ว แต่ตามวิธีคิดของขงจื่อ ขงจื่อมองว่าการเรียนรู้สามารถทำได้ตลอดชีวิต ดังนั้นการเรียนรู้คุณธรรมจริยธรรมหรือการร่ำเรียนเพื่อสร้างสังคมที่กลมเกลียว จะไม่ใช่แค่ได้ใบปริญญาแล้วหยุดเรียน แต่ต้องเรียนรู้ทั้งชีวิต</p>



<p>ถ้าพูดถึงเรื่องการศึกษาในยุคขงจื่อ อาจเรียกได้ว่าขงจื่อเป็นครูเอกชนคนแรกของจีน ขงจื่อตั้งสำนักหรือโรงเรียน เปิดรับลูกศิษย์มากมาย ขงจื่อเป็นผู้ที่ปูพื้นฐานเรื่องการศึกษาโดยไม่มีการแบ่งชนชั้น เพราะขงจื่อถือว่า ถ้าต้องการที่จะเรียนรู้ “แม้มีเนื้อแห้งมาให้ห่อเดียวก็ยินดีสอน” กล่าวคือ ไม่จำเป็นต้องเป็นลูกขุนนางถึงจะสอน แต่ใครก็ตามที่อยากเรียนก็มาขอเรียนกับขงจื่อได้</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ในยุคนั้นขงจื่อสอนอะไรลูกศิษย์ในสำนัก</strong><strong></strong></h3>



<p>ขงจื่อให้ลูกศิษย์อ่านคัมภีร์กวีนิพนธ์ ต้องเรียนดนตรี เรียนรู้จารีตพิธีกรรม ต้องรู้ว่าพิธีกรรมเหล่านี้ควรปฏิบัติอย่างไร เรื่องเหล่านี้ก็เหมือนการเรียนทฤษฎีเมื่อเทียบกับโรงเรียนปัจจุบัน</p>



<p>ขงจื่อยืนยันว่าลูกศิษย์ต้องร่ำเรียนกวีนิพนธ์ เนื่องจากเนื้อหาในคัมภีร์กวีนิพนธ์เป็นการกล่าวถึงวิถีชีวิตของชาวบ้าน มีการบรรยายอารมณ์ความรู้สึก และมีบางบทกวีที่ว่าด้วยจารีต พิธีกรรมในวัง ประมาณว่าคัมภีร์กวีนิพนธ์ทำให้เกิดการกล่อมเกลาอารมณ์และความรู้สึก ทำให้เห็นว่ามนุษย์คิดและมีอารมณ์ความรู้สึกอย่างไร มีการแสดงออกความคิดและอารมณ์ความรู้สึกนั้นออกมาอย่างไร ทำให้เรารู้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไร หรือควรเศร้าอย่างไรกับเรื่องนี้เรื่องนั้น ฯลฯ เป็นการสอนให้เข้าใจความเป็นมนุษย์ผ่านการอ่านงานวรรณกรรมนั่นเอง กล่าวอีกอย่างคือให้เราเห็นถึงคุณค่าทางจริยะและสุนทรียะของสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจารีตหรืออารมณ์ของผู้คน เพื่อมาขัดเกลาตนเอง</p>



<p>ในขณะเดียวกัน ขงจื่อก็เน้นเรื่องการเรียนรู้คุณธรรมจริยธรรม สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าการเป็นครู ไม่ใช่แค่ถ่ายทอดความรู้เท่านั้น แต่ครูในแบบของขงจื่อเป็นผู้กระตุ้น ส่งเสริม และสนับสนุนให้ผู้เรียนมีการพัฒนาจริยธรรมและความรู้ในเชิงให้การศึกษาไปพร้อมๆ กัน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>มากไปกว่าเรื่องการสอนในสำนัก อะไรคือหลักคำสอนที่สะท้อนฐานคิดของปรัชญาขงจื่อ</strong><strong></strong></h3>



<p>แนวคิดที่สำคัญของปรัชญาขงจื่อคือ ‘มนุษยธรรม’ ภาษาจีนคือ ‘<em>เหริน</em>’ (仁) ส่วนอีกคำหนึ่งคือคำว่า ‘จารีต’ ภาษาจีนคือ ‘<em>หลี่</em>’ (礼) สองคำนี้เป็นแกนของหลักคิดขงจื่อ</p>



<p>มนุษยธรรม หรือ&nbsp;<em>เหริน</em>&nbsp;ถ้าดูจากรากศัพท์ก็คือคุณธรรมแห่งความเป็นมนุษย์ คำอธิบายของขงจื่อที่ปรากฏใน<em>คัมภีร์หลุนอี่ว์</em>&nbsp;มีเพียงบทเดียวที่ขงจื่ออธิบายให้นิยามไว้ว่ามนุษยธรรมคือ ‘การรักมนุษย์’ ขงจื่อมองว่ามนุษย์ไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียว มนุษย์ต้องสัมพันธ์กับผู้อื่น ไม่ใช่เป็น rational being เหมือนอย่างปรัชญาตะวันตก กล่าวอีกอย่างคือความเป็นมนุษย์ไม่ได้มีแก่นแกนที่ความสามารถในการคิดอย่างเป็นเหตุผล แต่ความเป็นมนุษย์นั้นก่อเกิดในความสัมพันธ์กับผู้อื่น</p>



<p>ดังนั้น เมื่อความเป็นมนุษย์อยู่ในเครือข่ายความสัมพันธ์ การพัฒนาคุณธรรมที่แสดงความเป็นมนุษย์คือการรู้ว่าจะปฏิบัติและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างไร ในเรื่องของการปฏิสัมพันธ์ ขงจื่อเน้นย้ำในเรื่องการต่างตอบสนองว่า ‘คุณรักเป็นหรือไม่’ ซึ่งเมื่อพูดถึงความรัก โดยทั่วไปคนจะคิดในเชิง romantic love แต่การรักพ่อแม่ก็เป็นอีกแบบหนึ่ง รักเพื่อนก็เป็นอีกแบบหนึ่ง รักผู้ปกครองก็เป็นอีกแบบหนึ่ง เช่น การรักพ่อแม่ ขงจื่อจะใช้คุณธรรมเรื่อง ‘ความกตัญญู’ การรักผู้ปกครองจะใช้คุณธรรมเรื่อง ‘ความภักดี’ จะเห็นว่าคุณธรรมที่ขงจื่อสอนนั้นสะท้อนมนุษยธรรมหรือความรักในมนุษย์ทั้งหมด เมื่อมนุษย์มีความสัมพันธ์กับใคร ก็ต้องเรียนรู้วิธีว่าจะรักอย่างไรอย่างเหมาะสม</p>



<p>ส่วนจารีต หรือ&nbsp;<em>หลี่&nbsp;</em>ขอบเขตของคำนี้กว้างมาก แม้จะแปลเป็นภาษาไทยว่าจารีต แต่จริงๆ แล้วคำนี้ครอบคลุมถึงมารยาท ประเพณี พิธีกรรม รัฐพิธี การปฏิบัติจริยธรรมที่ถูกต้องเหมาะสม และวัฒนธรรมด้วย เช่น เรื่องมารยาทบนโต๊ะอาหาร หรือการจัดพิธีกรรมต่างๆ อย่างเชงเม้ง สิ่งเหล่านี้ก็เรียกว่าจารีต ถ้าเปรียบเทียบกับประเพณีไทยที่มีมาอย่างยาวนานอย่างการลอยกระทง ก็ถือว่าเป็นจารีตเหมือนกัน</p>



<p>คำถามคือแล้วจารีตมีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับมนุษยธรรม ขงจื่อมองว่าเมื่อเรารักมนุษย์ ความรักคืออารมณ์ความรู้สึกภายใน แต่ถ้าไม่มีวิธีการสื่อสารหรือแสดงออกที่เหมาะสม รักอาจจะไม่เป็นรัก แต่กลายเป็นการทำลาย เช่น พ่อแม่รักลูกโดยการประเคนทุกสิ่งทุกอย่างให้ลูก การกระทำแบบนี้ของพ่อแม่ แม้จะเป็นความรัก แต่ถ้าไม่มีการปฏิบัติหรือแสดงออกที่เหมาะสม ก็อาจเป็นการทำลายลูกได้เหมือนกัน</p>



<p>ขงจื่อมองว่าหากในสังคมไม่มีวิธีการปฏิบัติและแสดงออกขั้นต่ำที่ผู้คนเห็นพ้องต้องกัน จะนำไปสู่ปัญหา กลายเป็นว่าต่างคนต่างตีความ ทำให้เกิดความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน ความสัมพันธ์ก็ไม่งอกเงย สุดท้ายความกลมกลืนก็ไม่เกิดขึ้น&nbsp;<em>หลี่</em>จึงสำคัญหากมองในแง่นี้</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>อยากให้อธิบายเรื่องคุณธรรมที่แตกต่างของแต่ละความสัมพันธ์</strong><strong></strong></h3>



<p>ขงจื่อให้ภาพว่ามนุษย์ต้องอยู่ในความสัมพันธ์พื้นฐานทั้งห้าแบบ ประกอบด้วย 1.พ่อแม่-ลูก 2.พี่-น้อง 3.สามี-ภรรยา 4.เพื่อน-เพื่อน 5.ผู้ปกครอง-ผู้ใต้ปกครอง</p>



<p>ตาม<em>คัมภีร์หลุนอี่ว์</em>&nbsp;ขงจื่ออธิบายไว้ว่าในความสัมพันธ์ทั้งห้านี้มีคุณธรรมอะไรบ้าง เราจะรักอีกฝ่ายหนึ่งอย่างไร ยกเว้นเรื่องของคู่สามีภรรยาที่ไม่มีตัวบทกล่าวถึงอย่างชัดเจน มีคนให้คำอธิบายว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่าในยุคสมัยนั้นมองว่าความสัมพันธ์ระหว่างสามี-ภรรยาไม่ใช่ปัญหา ทำให้ลูกศิษย์ไม่บันทึกบทสนทนาเกี่ยวกับคู่ความสัมพันธ์นี้ สังคมสมัยนั้นเป็นแบบผัวเดียวเมียเดียว คุณธรรมของสามี-ภรรยาคือความซื่อสัตย์</p>



<p>ในยุคของขงจื่อ ความสัมพันธ์ที่ถูกมองว่ามีปัญหาคือความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่-ลูก และความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครอง-ผู้ใต้ปกครอง ในสมัยขงจื่อ ความกตัญญูกลายเป็นเพียงการเลี้ยงดูพ่อแม่เท่านั้นโดยขาดความเคารพ ส่วนผู้ปกครองก็ขึ้นสู่อำนาจอย่างไม่ชอบธรรมและใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล ความภักดีกลายเป็นการรับใช้ผู้ปกครองเช่นนี้อย่างหลับหูหลับตา ในสมัยนั้น การปกครองเป็นแบบศักดินาสวามิภักดิ์ ผู้ปกครองก็คือฮ่องเต้ ท่านอ๋อง เจ้าเมือง ประมาณนี้ แต่ถ้าเทียบกับปัจจุบันจะเทียบเป็นหัวหน้ากับลูกน้องด้วยก็ได้ ใน<em>คัมภีร์หลุนอี่ว์</em>จึงมีบันทึกถึงคุณธรรมและปัญหาในสองความสัมพันธ์นี้เป็นหลัก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ed6e8f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1744004614_118497-the101world-scaled-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ปัจจุบันนี้มีการวิจารณ์ปรัชญาของขงจื่อในแง่ของการกดทับเชิงอำนาจ เช่น เราต้องนับถือบรรพบุรุษ เราต้องเคารพพ่อแม่ แต่ความกตัญญูกลายเป็นการทำร้ายลูกเสียเอง หรือแนวคิดขงจื่อทำให้เกิดวิธีคิดชายเป็นใหญ่ เช่น ภรรยาต้องเคารพสามี อาจารย์มองประเด็นนี้อย่างไร</strong><strong></strong></h3>



<p>คำถามนี้มีสองประเด็น คืออำนาจนิยมกับชายเป็นใหญ่</p>



<p>เอาเรื่องอำนาจนิยมก่อน ใน<em>คัมภีร์หลุนอี่ว์</em>&nbsp;ขงจื่อกล่าวไว้ชัดเจนว่าเรื่องลูกกตัญญูต่อพ่อแม่ ไม่ได้หมายความว่าลูกต้องเชื่อฟังคล้อยตามทุกสิ่งอย่าง ลูกสามารถทัดทานหรือไม่เห็นด้วยกับพ่อแม่ก็ได้ แต่วิธีการที่ลูกจะแสดงตัวตนหรือจุดยืนของตน ขงจื่อเน้นว่าการทัดทานนั้นต้องมีลักษณะของการทัดทานอย่างสุภาพ ซึ่งก็เป็นวิธีหนึ่งของการต้านทานอำนาจนิยม ที่หมายถึงการที่ผู้อยู่เหนือกว่ามีคำสั่งให้เราทำบางอย่างโดยที่เราเป็นผู้น้อย ในขณะเดียวกัน คำว่ามนุษยธรรมก็รวมถึงคนที่อยู่เหนือกว่าก็ต้องมีคุณธรรมนี้ด้วย กล่าวอีกอย่างคือ ไม่ใช่ว่าคนที่อยู่เหนือกว่าจะทำตัวอย่างไรก็ได้ จะต้องมีความเห็นอกเห็นใจ พ่อแม่ก็ต้องมีความรักต่อลูกอย่างถูกต้องเหมาะสม</p>



<p>กลับไปที่เรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิต ถ้าการเรียนรู้มีขีดจำกัดอยู่เพียงช่วงอายุใดอายุหนึ่ง ก็จะนำมาสู่สำนวนที่ว่า ‘อาบน้ำร้อนมาก่อน’ กล่าวคือฉันเป็นผู้ที่เรียนรู้มาก่อน ไม่ต้องเรียนรู้เพิ่มแล้ว แต่ในเมื่อการเรียนรู้ของขงจื่อหมายถึงการเรียนรู้ในทุกช่วงวัย ผู้ที่อยู่เหนือกว่าก็ควรเรียนรู้เพิ่มเติมผ่านการเปิดกว้างรับฟังด้วย</p>



<p>การนำแนวคิดของขงจื่อไปใช้จนวิวัฒน์กลายเป็นภาพของอำนาจนิยมที่เห็นในปัจจุบัน ก็อาจเข้าใจได้จากเรื่องของลำดับชั้น (hierarchy) เพราะสังคมที่มีมนุษยธรรมของขงจื่อเองก็เป็นชุมชนที่ไม่ได้เท่าเทียมในความหมายปัจจุบัน กล่าวคือ ไม่ได้มีสิทธิหรือเสรีภาพเหมือนในตอนนี้ แต่เป็นสังคมที่ผู้คนมีบทบาทสถานภาพแบ่งเป็นช่วงชั้น แต่ช่วงชั้นนั้นเป็นความเสมอภาคที่ไม่เท่าเทียม</p>



<p>ความเสมอภาคที่ไม่เท่าเทียมคืออะไร ยกตัวอย่างเช่น คนคนหนึ่งเกิดมาเป็นลูกก็จะอยู่ในสถานะลูกซึ่งเป็นช่วงชั้นที่ต่ำกว่าเพราะเขามีพ่อแม่ แต่เมื่อเติบโตขึ้น คนคนนั้นก็จะกลายเป็นพ่อแม่และมีลูกซึ่งอยู่ต่ำกว่าอีกขั้นหนึ่ง กล่าวอีกอย่างคือ คนคนหนึ่งสามารถเปลี่ยนการครองสถานภาพและบทบาทได้ในเชิงพลวัต&nbsp;เป็นได้ทั้งผู้ที่ต่ำกว่าและสูงกว่า เป็นความเสมอภาคในความหมายนี้ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะมีคนเข้าใจว่าวิธีคิดของขงจื่อเป็นการสนับสนุนอำนาจนิยม แต่ถ้าพิจารณาในเนื้อแท้ของปรัชญาก็จะพบว่าไม่เป็นเช่นนั้น กล่าวคือ ขงจื่อมีวิธีทัดทานความเป็นอำนาจนิยมเหล่านั้น หรือไม่ได้ไปถึงอำนาจนิยมแบบสุดโต่ง</p>



<p>ส่วนประเด็นเรื่องชายเป็นใหญ่ เรื่องนี้ค่อนข้างตอบยาก เพราะเป็นเรื่องที่ขงจื่อถูกวิจารณ์มาตลอด คำตอบนี้อาจจะไม่ถูกใจเฟมินิสต์บางกลุ่ม แต่ถ้าเราดูในแง่ของคำสอนขงจื่อ จะว่าไปแล้วก็ไม่ได้โฟกัสที่เพศใดเพศหนึ่งเสียทีเดียว เช่นเรื่องของความกตัญญู ก็ไม่ได้บอกว่าเฉพาะลูกชายหรือลูกสาวเท่านั้นที่ต้องกตัญญู ยกเว้นในบริบทการเมืองการปกครองและการสืบสกุลที่จะเน้นความกตัญญูของบุตรชาย หรืออย่างเรื่องการเรียนรู้ ก็ไม่ได้กำหนดว่าเฉพาะเพศชายเท่านั้นที่สามารถทำได้ ผู้หญิงก็ร่ำเรียนได้ ผู้หญิงก็เป็นวิญญูชนได้ แต่พื้นที่ชีวิตของผู้หญิงกับผู้ชายมีความแตกต่าง ในสมัยของขงจื่อ ขงจื่อเน้นความสำคัญของวิญญูชนในการรับราชการ ผู้ที่พาตัวเองไปถึงการเป็นวิญญูชนจนสามารถรับราชการได้ จึงดูเหมือนจำกัดไว้เฉพาะผู้ชาย ดังนั้น เนื้อหาในปรัชญาขงจื่อไม่ถึงขนาดปิดกั้นเพศหญิง</p>



<p>แต่เรื่องที่แย้งยาก คือใน<em>คัมภีร์หลุนอี่ว์</em>มีบทสนทนาเกี่ยวกับผู้หญิงน้อยมาก ลักษณะของ<em>คัมภีร์หลุนอี่ว์</em>คือเป็นบันทึกบทสนทนาระหว่างขงจื่อกับลูกศิษย์ ผู้ที่บันทึกก็คือบรรณาธิการที่เป็นกลุ่มลูกศิษย์ ดังนั้นก็จะมีการคัดเลือกคำพูดของขงจื่อมารวบรวมเป็นคัมภีร์ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 20 เล่ม น่าสนใจว่าทำไมมีเรื่องผู้หญิงน้อย เป็นเพราะลูกศิษย์ไม่ถาม หรืออาจจะถาม แต่บรรณาธิการเห็นว่าไม่น่าสนใจเลยตัดออก</p>



<p>การพูดเรื่องผู้หญิงในคัมภีร์ก็มีอยู่บ้าง ในทำนองว่า ขงจื่อจัดให้ผู้หญิงอยู่ในกลุ่มเดียวกับ<em>เสี่ยวเหริน</em>&nbsp;หรือคนใจแคบ ซึ่งขงจื่อมองว่าเป็นกลุ่มที่จัดการยาก แต่การพูดทำนองว่าผู้หญิงเป็นวิญญูชนได้ไหม หรือมีบทบาทอย่างไร มีน้อยมาก จึงไม่แปลกใจที่จะมีภาพว่าขงจื่อไม่ค่อยให้ความสำคัญกับผู้หญิง แต่อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าถ้าพิจารณาในเนื้อหาของคำสอนที่เป็นแก่นคิดหลักอย่างมนุษยธรรมและจารีต ก็ไม่ได้มีการแบ่งเพศอยู่แล้ว</p>



<p>มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับขงจื่อและแนวคิดเฟมินิสต์ ซึ่งเป็นที่นิยมมากเมื่อช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา โดยไปดูว่าเนื้อหาคำสอนของขงจื่อสอดคล้องกับหลักปรัชญาของเฟมินิสต์อย่างไรบ้าง มีคนเสนอว่าวิธีคิดของขงจื่อมีความเข้ากันกับปรัชญาเฟมินิสต์ในเรื่องของ ethics of care กล่าวคือ&nbsp;<em>เหริน</em>ในคำสอนของขงจื่อคือการรักมนุษย์ ในขณะที่ปรัชญาเฟมินิสต์เน้นจริยศาสตร์ที่ใช้อารมณ์ความรู้สึกเป็นเครื่องชี้นำทางศีลธรรม ซึ่งผู้หญิงมักมีภาพลักษณ์ว่าใช้อารมณ์ความรู้สึกมากกว่าเหตุผล จึงมีคนกล่าวว่าคำสอนของขงจื่ออาจเข้ากันได้ดีกับแนวคิดเฟมินิสต์ด้วยซ้ำ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>กลับมาที่เรื่องการศึกษา ปรัชญาขงจื่อวิวัฒน์มาอย่างไรจนถูกเอาไปใช้เป็นการส่งเสริมนโยบายของรัฐอย่างที่กล่าวไว้ตอนต้น</strong><strong></strong></h3>



<p>หลังจากการล้มสลายของราชวงศ์ฉินซึ่งปกครองอำนาจแบบรวมศูนย์ตามแนวคิดนิตินิยม ราชวงศ์ฮั่นในสมัยต่อมาได้นำคำสอนของขงจื่อมาใช้เป็นเครื่องมือในการปกครอง เพื่อตอบสนองเป้าหมายการสร้างรัฐที่มีธรรมาภิบาล หลังจากนั้นเป็นต้นมา ปรัชญาขงจื่อก็มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เช่น การให้ความสำคัญกับบางคุณธรรมอย่างความกตัญญูและความภักดี แล้วยกขึ้นมาเป็นเครื่องมือในการปกครองตามระบบรัฐราชการที่มีลำดับชั้น</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>การสอบจอหงวนมีความเกี่ยวข้องกับวิธีคิดแบบขงจื่อหรือไม่</strong><strong></strong></h3>



<p>ระบบสอบจอหงวนหรือการสอบเข้ารับราชการ ไม่ได้เกิดในยุคของขงจื่อในยุคชุนชิว-จ้านกว๋อ แต่มาเกิดภายหลังในราชวงศ์สุย และยกเลิกในปลายราชวงศ์ชิงซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายของจีนก่อนที่จะเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นสังคมนิยม เพราะฉะนั้น ในยุคของขงจื่อไม่มีการสอบอะไรแบบนั้น</p>



<p>การสอบจอหงวนหรือการสอบเข้ารับราชการมีลักษณะเป็นการสอบระดับชาติ เป็นความใฝ่ฝันของคนยุคนั้น การสอบจอหงวนเป็นหนทางสู่การยกระดับฐานะของผู้คนทั้งในแง่เศรษฐกิจและเกียรติยศชื่อเสียง และที่สำคัญคือการสอบจอหงวนไม่มีการแบ่งชนชั้นวรรณะ ไม่เกี่ยวกับลูกท่านหลานเธอ เปิดโอกาสให้มีการสอบอย่างเท่าเทียม แม้ว่าจะไม่อนุญาตให้ผู้หญิงสอบ แต่ก็ถือเป็นการสอบที่มีความยุติธรรมในระดับหนึ่ง คือวัดที่การสอบเลยเพื่อคัดสรรคนที่มีความรู้ความสามารถระดับหัวกะทิ</p>



<p>ส่วนเรื่องความเกี่ยวข้องกับขงจื่อ อาจเกี่ยวในแง่ของลัทธิขงจื่อ แต่ไม่ได้เกี่ยวกับปรัชญาขงจื่อโดยตรง คือข้อสอบจอหงวน ส่วนหนึ่ง ใช้<em>คัมภีร์หลุนอี่ว์</em>ของสำนักขงจื่อและอรรถกถาที่รัฐยอมรับ มาเป็นเนื้อหาในการสอบ ซึ่งสะท้อนว่ารัฐกำลังบังคับให้ผู้เข้าสอบมีความรู้ชุดเดียวกันโดยใช้การสอบจอหงวนเป็นเครื่องมือ ทำให้ผู้คนซึมซับความรู้นั้นจนอยู่ในวิถีปฏิบัติของชีวิตของเขาด้วย ประมาณว่ารัฐต้องการให้คนในสังคมยึดถือและปฏิบัติตามคุณค่าบางอย่างโดยไม่ต้องออกเป็นกฎหมายบังคับ แต่ใช้เครื่องมือของการศึกษาผ่านการสอบเข้ารับราชการ ควบคุมผู้คนให้ยอมรับชุดคุณค่าและความรู้นั้น ก็ถือได้ว่าเป็นเทคนิคของรัฐที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมและควบคุมเรื่องที่อยากให้ประชาชนรู้หรือให้คุณค่า</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ปรัชญาขงจื่อเสริมอำนาจให้ฝ่ายปกครองอย่างไร ทำไมรัฐถึงเลือกคำสอนแบบขงจื่อมาเป็นเครื่องมือ</strong></h3>



<p>คุณธรรมความกตัญญูที่ขงจื่อยึดถือเป็นหลัก จากเดิมที่ปฏิบัติความกตัญญูกับพ่อแม่เท่านั้น เมื่อกลายเป็นอุดมการณ์ของรัฐ ความกตัญญูได้กลายเป็นความภักดี กลายเป็นนำเอาคำว่า ‘กตัญญู’ และ ‘ภักดี’ มาใช้แทนกันได้ ดังนั้น เมื่อมีการนำขงจื่อมาเป็นอุดมการณ์ของรัฐ ก็เกิดความเข้าใจว่าสองคุณธรรมนี้คือสิ่งเดียวกัน ทั้งที่จริงๆ แล้วไม่ใช่สิ่งที่ขงจื่อสอน<s></s></p>



<p>การที่เรากตัญญูต่อพ่อแม่ เราไม่จำเป็นต้องกตัญญูต่อรัฐ หรือถ้าต้องเลือกให้ความสำคัญ ขงจื่อจะนึกถึงพ่อแม่ก่อน แต่พอคำสอนขงจื่อกลายเป็นอุดมการณ์ของรัฐ กลายเป็นว่าเราให้น้ำหนักของความกตัญญูกับความภักดีแทบจะใกล้เคียงกัน ทำให้ผู้คนยึดถือความภักดีเป็นหลักเพราะมองว่าเป็นสิ่งที่เหมือนความกตัญญู</p>



<p>เราลองนึกถึงคุณธรรมในคู่ความสัมพันธ์อื่น เช่น เพื่อน-เพื่อน คุณธรรมหลักคือความจริงใจ แต่ทำไมรัฐถึงไม่ใช้คุณธรรมนี้เป็นหลักในการปกครอง ทำไมถึงใช้ความภักดีเป็นเครื่องมือเทียบเคียงกับความกตัญญูโดยทำให้น้ำหนักใกล้กัน เวลาที่เรารักพ่อแม่ จะเห็นได้ว่าเราทั้งรัก เทิดทูน เคารพ และลงแรงแค่ไหน การนำเอาความภักดีมาทำให้เกือบเป็นอย่างเดียวกัน จึงกลายเป็นเครื่องมือในการทำให้คนอยู่ในอาณัติและมองว่าการภักดีต่อรัฐก็เหมือนการกตัญญูต่อบิดามารดา&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จีนมีการพลิกแผ่นดิน เปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองครั้งใหญ่ แต่แนวคิดขงจื่อยังดำรงอยู่จนถึงทุกวันนี้ แสดงว่าคำสอนของขงจื่อต้องสอดรับอุดมการณ์บางอย่างที่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยในสังคมจีน หรือไม่ถูกกระเทือนจากการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเลย</strong><strong>?</strong></h3>



<p>ถ้าคำสอนทำให้สังคมเป็นปึกแผ่น เขาก็ยิ่งส่งเสริมด้วยซ้ำ เหมือนอย่างที่รัฐบาลจีนใช้ขงจื่อเป็นสัญลักษณ์ในการส่งออกและสื่อสารวัฒนธรรมจีนไปทั่วโลก</p>



<p>คุณธรรมบางอย่างซึ่งมาจากขงจื่อยังมีอยู่ในสังคมจีน เช่น ความกตัญญูที่มีมาตลอดในสังคมจีน หรือประเพณีไหว้บรรพชนก็ยังไม่เคยเปลี่ยน ทุกวันนี้ก็ยังมีเทศกาลเชงเม้ง พิธีกรรมเหล่านี้ยังไม่ได้เปลี่ยนไป เพราะฉะนั้นก็อาจพูดได้ว่า อะไรที่ไม่ได้กระทบกระเทือนกับอำนาจรัฐ รัฐบาลจีนก็คงไม่มาอะไรด้วยหรอก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a5a9a5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1744004684_692605-the101world-scaled-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>อยากชวนคุยเรื่องคนจีนโพ้นทะเลในไทย ในความเห็นของอาจารย์ คนจีนโพ้นทะเลมีการนำเอาวิธีคิดเรื่องการเรียนแบบปรัชญาขงจื่อที่วิวัฒน์แล้วมาใช้มากน้อยแค่ไหน เช่น อาจยังมีความเชื่อว่าถ้าลูกหลานมีการศึกษาที่ดีก็จะช่วยยกระดับทางสังคมได้ ซึ่งอาจเป็นชุดความคิดที่ใกล้เคียงกับการสอบจอหงวนในสังคมจีน</strong><strong></strong></h3>



<p>จะมองให้เชื่อมโยงก็เกี่ยวได้ เพราะปัจจุบันไม่มีการสอบจอหงวนแล้ว แต่มีการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในจีนที่เรียกว่า ‘เกาเข่า’ เป็นเทศกาลการสอบของเด็กกว่า 13 ล้านคนในประเทศจีน ซึ่งก็เหมือนการสอบแอดมิชชันในไทยที่เป็นการสอบใหญ่ระดับประเทศ กรณีนี้คล้ายกับการสอบซูนึงที่เกาหลีใต้เหมือนกัน ที่ห้ามไม่ให้มีเครื่องบินบินผ่านในช่วงสอบ คือเขาจริงจังกันมากในเรื่องนี้ สถานการณ์นี้มีความใกล้เคียงกันมากถึงแม้จะคนละวัฒนธรรม</p>



<p>การสอบแอดมิชชันก็คล้ายกับการสอบจอหงวน แต่ต่างกันตรงที่การสอบจอหงวนมีเป้าหมายเพื่อเข้ารับราชการและยกระดับฐานะ แต่การสอบแอดมิชชันคือการเอาคะแนนไปเลือกมหาวิทยาลัย ซึ่งก็หมายความว่าเมื่อคุณได้คะแนนดี คุณก็มีโอกาสได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยดีๆ และมีแนวโน้มหรือการันตีว่าจะประสบความสำเร็จในชีวิต</p>



<p>เรื่องนี้ส่งผลต่อระบบการศึกษา ความเข้าใจของพ่อแม่และตัวเด็กเองมองว่าการสอบครั้งนี้เป็นการสอบที่สำคัญมากในชีวิต จึงทำให้พ่อแม่หรือระบบการศึกษาของไทยเข้มงวดมาก ทำให้ไม่น่าแปลกใจที่การวางระบบการศึกษาที่ผูกกับการสอบแบบนี้จะทำให้พ่อแม่ต้องส่งลูกเข้าโรงเรียนกวดวิชา</p>



<p>แต่หากมองแนวคิดของขงจื่อที่ว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นได้ตลอดชีวิต การสอบครั้งนี้ย่อมไม่ใช่ตัวชี้วัดจุดจบของชีวิต เพราะโลกนี้ยังมีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>มักมีมุกตลกที่ชอบแซวว่ามีแต่พวกเอเชียเท่านั้นแหละที่บ้าเรียนหนังสือ บ้าวิชาการ เรื่องนี้เกี่ยวกับแนวคิดแบบขงจื่อที่วิวัฒน์แล้วอย่างไรบ้างไหม</strong></h3>



<p>อาจเกี่ยวข้องกับค่านิยมที่ว่าการศึกษานำพาไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งค่านิยมนี้ก็อาจจะมาจากขงจื่อด้วย เพราะขงจื่อให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษาและการเล่าเรียน แต่อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่าขงจื่อมีทั้งเรื่องการศึกษาตลอดชีวิตและเรื่องของการตั้งสำนักศึกษา แต่ไม่ได้มองว่าต้องเรียนอย่างนี้จึงจะประสบความสำเร็จในชีวิต ขงจื่อมีโจทย์ที่ชัดเจนว่าต้องการเปลี่ยนสังคม ดังนั้นคนที่ขงจื่อต้องการคือคนที่ผ่านการเรียนรู้ขัดเกลาคุณธรรมจริยธรรมเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนสังคม</p>



<p>แต่ในกรณีของเรา เป้าหมายคือหน้าที่การงานที่ดี ซึ่งเป็นเป้าหมายในเชิงส่วนตัว ไม่ใช่เป้าหมายในทำนองว่าเรียนแล้วจะไปเปลี่ยนประเทศไทยอย่างไร คนที่คิดแบบนี้ก็อาจมีบ้าง แต่ส่วนมากก็คิดว่าจะร่ำรวยหรือประสบความสำเร็จอย่างไร ทำให้ความคิดเรื่องที่ว่าการศึกษานำพาไปสู่ความสำเร็จนั้นมักเป็นความสำเร็จส่วนบุคคล เช่น การตั้งเป้าหมายจะเป็นอายุน้อยร้อยล้าน การที่จะทำให้ไปถึงเป้าหมายนั้นก็มีการศึกษาเป็นใบเบิกทาง เหมือนว่าเขาไม่เห็นช่องทางอื่นในความสำเร็จเลย แต่เรื่องนี้ก็พูดยาก เนื่องจากการพัฒนาทางเทคโนโลยีในยุคปัจจุบัน ทำให้เห็นว่าแม้ไม่ได้รับการศึกษาในระบบก็ประสบความสำเร็จได้</p>



<p>ในจีนมีข่าวว่ามีคนเรียนจบปริญญาโทสองใบแต่ต้องไปทำงานร้านฟาสต์ฟู้ด เหมือนคนในปัจจุบันเริ่มเห็นแล้วว่าการศึกษาไม่ใช่ใบเบิกทางไปสู่ความสำเร็จอีกต่อไปแล้ว ซึ่งอาจทำให้คนในปัจจุบันเริ่มเปลี่ยนไปในเรื่องมุมมองการศึกษา แต่คุณค่าและความเข้าใจนี้ยังมีอยู่ เพราะยังอยู่ในคำสอนของพ่อแม่ที่บังคับให้ลูกทำตาม</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>อาจารย์มองว่าการศึกษาในระบบมี<em>เหริน</em>อยู่ในนั้นไหม เพราะเมื่อเด็กถูกจับเข้าสู่โหมดวิชาการ ไม่แน่ใจว่าเขาถูกสอนเรื่องมนุษยธรรมแค่ไหน</strong><strong></strong></h3>



<p>เรื่องนี้โยงกับคำถามที่ว่าเราจะนำขงจื่อมาปรับใช้อย่างไรกับเรื่องของการศึกษา ถามว่าไทยเรามีวิชาคุณธรรมจริยธรรมเหมือนอย่างในจีนไหม เรามีนะ แต่คือวิชาพระพุทธศาสนา วิชาหน้าที่พลเมือง เป็นการสอดแทรกคุณธรรมจริยธรรมในรายวิชาเหล่านี้</p>



<p>หลายปีก่อน ตัวเองเคยทำวิจัยโดยการไปดูแบบเรียนวิชาหน้าที่พลเมืองและวิชาพระพุทธศาสนาตั้งแต่ประถมจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย สิ่งที่พบคือแบบเรียนเหล่านี้มีรูปแบบที่ชัดเจนในการผลิตซ้ำว่าคุณธรรมจริยธรรมคืออะไร และจะโยงกับจริยธรรมตามหลักพุทธศาสนา เมื่อเทียบกับขงจื่อในประเทศจีนก็ใช้วิธีแบบเดียวกัน คือเมื่อเขาต้องการสอนให้คนยึดถือคุณธรรมแบบขงจื่อ เขาก็ใช้แบบเรียนหรือรายวิชาเหมือนกัน แต่เมื่อสะท้อนจากแบบเรียนของเรา เราสอนคุณธรรมจริยธรรมที่ขาดการเรียนรู้ความเป็นมนุษย์ เช่นให้ท่องเป็นข้อๆ ว่าเด็กดีเป็นอย่างไร ต้องเชื่อฟังพ่อแม่ เด็กดีต้องทำงานบ้าน เด็กดีต้องทำการบ้านส่ง ฯลฯ การศึกษาไทยเน้นท่องจำแต่ไม่ได้สอนเรื่องการปฏิบัติจริงและการคิดเชิงวิพากษ์</p>



<p>ขอยกตัวอย่างคำสอนของจื่อที่ดีและควรนำมาปรับใช้</p>



<p>หนึ่ง ขงจื่อให้มองว่าการศึกษาในเชิงทฤษฎีหรือวิชาการและคุณธรรมจริยธรรมต้องมาคู่กัน แต่ของเราจะเน้นเรื่องวิชาการ ต้องเก่งวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ หรือภาษา แต่เรื่องคุณธรรมจริยธรรมกลับโยนไปให้วัด ให้ไปเข้าค่ายพุทธศาสนา จบค่ายมา ลูกเราเป็นคนดีแล้ว ซึ่งเป็นการมองที่ง่ายเกินไป ขงจื่อมองว่าคุณธรรมจริยธรรมเป็นเรื่องที่ต้องร่ำเรียน แม้จะอยู่ที่บ้าน และมองว่าเรื่องคุณธรรมจริยธรรมเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต</p>



<p>โยงกับคำถามที่ว่าจะสร้างคนให้เป็นวิญญูชนอย่างไร สิ่งหนึ่งที่ชอบของขงจื่อคือการที่เราควรมีแรงบันดาลใจในการร่ำเรียนพัฒนาตน ขงจื่อเองก็มีโจวกงเป็นแรงบันดาลใจและเป็นแบบอย่างในการเปลี่ยนแปลงสังคมในยุคสมัยนั้น หมายความว่า ถ้าจะให้เด็กหรือคนคนหนึ่งทำอะไรสักอย่างโดยการยื่นแบบเรียนให้แล้วไปท่องมา เขาอาจจะไม่ทำ หรือสักแต่ว่าทำ เว้นแต่จะใช้อำนาจนิยมโดยการสั่งหรือลงโทษ แต่วิธีคิดแบบขงจื่อคือต้องสร้างให้เกิดแรงบันดาลใจ ซึ่งการสร้างแรงบันดาลใจที่ง่ายที่สุดคือ ‘การสร้างคนต้นแบบ’ เป็นได้ทั้งคนใกล้ตัวและคนไกลตัว</p>



<p>ในแบบเรียนของเรา เวลาที่สอนเรื่องคุณธรรมจริยธรรม มีการสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กน้อยมาก และเมื่อพูดถึงคนต้นแบบ ในแบบเรียนไทยมักจะเป็นพระภิกษุสงฆ์ แล้วคิดว่าเด็กๆ จะเชื่อมโยงตัวเองกับบุคคลเหล่านั้นได้ เช่นในแบบเรียนบอกว่าเราควรจะขยันหมั่นเพียรเหมือนพระท่าน แต่ความขยันของพระกับของฆราวาสย่อมต่างกัน พระสงฆ์มีการถือศีลซึ่งเป็นวินัยของพระอยู่แล้ว แต่มนุษย์ที่เป็นคนต้นแบบจริงๆ ที่เชื่อมโยงกับบริบทชีวิตของผู้เรียนที่หลากหลายไม่มีในแบบเรียน สิ่งที่แบบเรียนสอนไม่ได้สร้างแรงบันดาลใจ และไม่ใช่ต้นแบบที่สามารถสร้างแรงบันดาลให้เราปฏิบัติตามได้อย่างแท้จริง</p>



<p>ในงานวิจัยที่ตนเองทำได้ลองไปสำรวจความคิดเห็นของนิสิตนักศึกษาว่าเขามองใครเป็นไอดอล มองใครเป็นคนต้นแบบด้านคุณธรรมจริยธรรม เด็กๆ ก็ตอบว่าพี่ตูน (อาทิวราห์ คงมาลัย นักร้องนำวงบอดี้แสลม) เป็นอันดับต้นๆ แล้วก็มีณเดชน์-ญาญ่า มีคนตอบประยุทธ์ จันทร์โอชาด้วยนะ</p>



<p>แต่มีคำตอบอยู่ชุดหนึ่งที่ใกล้เคียงกับความคิดของขงจื่อมากคือ ‘พ่อแม่’ คือเขาตอบถึงคนใกล้ชิด เขามีคนในครอบครัวเป็นคนต้นแบบ ทำให้เห็นว่าทำไมขงจื่อถึงเน้นเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัว ทำไมคุณธรรมต้องเรียนรู้ขัดเกลาในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ไม่ใช่อยู่ในตำราเรียน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>แล้วในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างครู</strong><strong>–</strong><strong>ผู้เรียน เราควรจะออกแบบการศึกษาอย่างไร</strong><strong></strong></h3>



<p>ขงจื่อมองว่าความสัมพันธ์ระหว่างครูกับลูกศิษย์คือเพื่อนทางปัญญากันเวลาที่ขงจื่อคุยกับลูกศิษย์ ขงจื่อมีลักษณะของการตั้งคำถามให้คิดแล้วเปิดกว้าง ขงจื่อไม่ได้บีบให้ต้องคิดแบบนี้เท่านั้นหรือต้องเชื่อสิ่งที่ครูสอนเท่านั้น แต่ขงจื่อจะเปิดโอกาสให้คิดและค่อนข้างรับฟัง แน่นอนว่ามีบางความคิดที่ขงจื่อไม่เห็นด้วย แต่ขงจื่อก็มีวิธีการแสดงความไม่เห็นด้วยนั้นออกมาโดยวิธีบัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น และทำให้ความสัมพันธ์ศิษย์กับอาจารย์ยังคงอยู่ได้ ลูกศิษย์ก็จะรู้ว่ากำลังถูกสั่งสอนโดยไม่ใช่การชี้นิ้ว<strong></strong></p>



<p>อริสโตเติลก็มีการพูดถึงประเด็นนี้ว่า เพื่อนทางปัญญาคือการส่งเสริมและพัฒนาคุณธรรมของต่างฝ่ายให้งอกเงย คิดแบบขงจื่อก็คล้ายกัน คือเพื่อนทางปัญญาไม่ใช่แค่คู่คิด แต่ต้องส่งเสริมพัฒนาและกล่อมเกลาจริยธรรมกันและกัน</p>



<p>ถ้ามองในแง่ของครูในไทย ก็ต้องปรับที่ตัวครูในทุกระดับเป็นหลัก เช่น วิธีคิดของครู ต้องเข้าใจก่อนว่าการพัฒนาคุณธรรมไม่ใช่การบอกว่าคุณต้องทำหนึ่ง สอง สาม สี่ แต่คือการกระตุ้นให้เขาคิด วิเคราะห์ วิพากษ์ เยอะๆ ซึ่งเรื่องนี้ใช้ขงจื่ออย่างเดียวไม่ได้ ต้องใช้วิชาปรัชญา ซึ่งทักษะที่ปรัชญาสอนได้ดีคือการคิดเชิงวิพากษ์ แล้วค่อยนำไปสู่เป็นการถกเถียงกัน ช่วยกันคิด-คุย ซึ่งจะเป็นกระบวนการเรียนรู้คุณธรรมจริยธรรมที่ไม่จำกัดอยู่ในกรอบ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-96d748"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1744004763_886650-the101world-scaled-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="จากปรัชญาสู่ลัทธิ จากการสร้างวิญญูชนสู่การสอบเปลี่ยนชีวิต: ความเปลี่ยนแปลงของแนวคิดขงจื่อสองพันปี" width="750" height="422" src="https://www.youtube.com/embed/-ikTliB7f-s?start=95&#038;feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/sarinya-arunkhajornsak-interview/">จาก ‘การสร้างวิญญูชน’ สู่ ‘เด็กเอเชียบ้าเรียน’ การวิวัฒน์กลับด้านเรื่องการเรียนรู้ในปรัชญาขงจื่อ กับ ศริญญา อรุณขจรศักดิ์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทบทวนความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา มองหาความเป็นไปได้ใหม่ทางการเรียนรู้ กับ อดิศร จันทรสุข</title>
		<link>https://www.eef.or.th/adisorn-chantarasuk-education/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 07 Apr 2025 13:50:01 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กและเยาวชน]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ. x 101]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้ของเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[อดิศร จันทรสุข]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=92768</guid>

					<description><![CDATA[<p>“การศึกษาของไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในทศวรรษที่ผ่านม [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/adisorn-chantarasuk-education/">ทบทวนความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา มองหาความเป็นไปได้ใหม่ทางการเรียนรู้ กับ อดิศร จันทรสุข</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“การศึกษาของไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในทศวรรษที่ผ่านมา มีการใช้งบประมาณเพื่อการศึกษาโดยเฉลี่ยมากกว่าหนึ่งในสี่ของงบประมาณแผ่นดิน แต่อย่างไรก็ตาม การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทั้งในระดับนานาชาติและระดับชาติกลับบ่งชี้ว่าคุณภาพการศึกษาของไทยกำลังตกต่ำลงโดยลำดับ เนื่องจากระบบการศึกษาที่เป็นอยู่ไม่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การประเมินสถานการณ์บนหลักการและเหตุผล และยังไม่สามารถจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้และการเผชิญต่อความท้าทายในชีวิตประจำวัน รวมทั้งเห็นความสำคัญต่อการดำรงชีวิตเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม”</p>



<p>นี่คือปัญหาทางการศึกษาไทยต้องเผชิญและเป็นเหตุผลสำคัญของการก่อตั้งคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ (Lsed) ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมี&nbsp;<strong>ผศ.ดร.อดิศร จันทรสุข</strong>&nbsp;เป็นคณบดีคนปัจจุบัน สปริตของสถาบันแห่งนี้ตั้งแต่ถือกำเนิดในปี 2557 คือการมองความเป็นไปได้ใหม่ให้กับการศึกษาไทย โดยอดิศรและ Lsed ให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพของ ‘ระบบ’ การศึกษา ซึ่งหมายความว่า ‘ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา’ ย่อมเป็นโจทย์ที่ต้องขบคิดในฐานะนักวิชาการด้านการศึกษาเช่นกัน</p>



<p>เมื่อแนวคิดเดิมๆ เช่นการหว่านเงินเข้าสู่ระบบ เพื่อช่วยเหลือเด็กนักเรียนยากจนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการแก้ไขความเหลื่อมล้ำ แต่จำเป็นต้องสร้างระเบียบวิธีในการคิด และสร้างผลสัมฤทธิทางการศึกษาแบบใหม่ วันโอวัน จึงชวน ผศ.ดร.อดิศร จันทรสุข มาร่วมย้อนมองนิยามความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่เราเคยคิดว่าเข้าใจ และหนทางใหม่ๆ ในการปรับปรุงระบบ นโยบายการเรียนรู้ ซึ่งจำเป็นต่อการพัฒนาเยาวชนนับจากนี้</p>



<p><em>หมายเหตุ: เก็บความบางส่วนและเรียบเรียงจากรายการ <a href="https://www.the101.world/101-policy-forum-inequality-in-education/" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><em>101 Policy Forum #24:</em> ความเหลื่อมรู้ในความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา</a> เผยแพร่ในวันที่ 31 มีนาคม 2568</em></p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="ความเหลื่อมรู้ในความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา | 101 Policy Forum #24" width="750" height="422" src="https://www.youtube.com/embed/R0OiCSyHm6U?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>หากพูดถึงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา จังหวะแรก อาจารย์คิดถึงอะไร</strong></h3>



<p>ผมมองว่าประเด็นเรื่องความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่องของโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ และอาจจะหมายถึงในแง่ที่เด็กคนหนึ่งสามารถเข้าไปเรียนในระบบการศึกษาได้หรือไม่ด้วย ซึ่งการเข้าไปเรียนในระบบการศึกษา ยังรวมถึงโอกาสที่เขาจะสามารถพัฒนาตัวเองได้เต็มศักยภาพ โดยอยู่ในพื้นที่ที่เขาสามารถเติบโตและเรียนรู้ด้วย</p>



<p>เมื่อเราพูดถึงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ส่วนใหญ่มักจะมองไปที่เรื่องเด็กด้อยโอกาส ซึ่งไม่ได้ผิด แต่สำหรับผมมองว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามีนัยมากกว่าการเอาเงินไปให้เด็กแล้วจบแค่นั้น มันเป็นการพูดถึงโครงสร้างของระบบการศึกษาทั้งประเทศ รวมทั้งโครงสร้างทางวัฒนธรรมและสิ่งอื่นๆ ที่เป็นปัจจัยแวดล้อม ที่สามารถทำให้เด็กคนหนึ่งมีโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาได้หรือไม่ เพราะฉะนั้นเมื่อเราพูดถึงเรื่องประเด็นเหล่านี้ เราอาจจะไม่ได้มองแค่การเข้าไปนั่งเรียนแล้วจบ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>จากการทำงานร่วมกับกลุ่มคนที่หลากหลายในเรื่องเกี่ยวกับการศึกษา อาจารย์มองเห็นประเด็นอะไรน่าสนใจบ้าง</strong></h3>



<p>การกลับมาทบทวนว่า ‘ขณะนี้เรารู้อะไรแล้วบ้าง’ นั้นน่าสนใจ เนื่องจากเราเดินทางมาถึงจุดที่เรารู้แล้วล่ะว่า ‘เรายังไม่รู้อะไรอีกเยอะ’ และเราต้องทำงานเพิ่มเติมอีกมาก เพราะวิธีการเอาเงินไปให้อย่างเดียวนั้นใช้ไม่ได้ผลแล้ว หรือวิธีการที่เราเคยคิดว่าถ้าเด็กได้รับการศึกษาแบบเดียวกันหมดจะประสบความสำเร็จ ก็ไม่เวิร์กอีกต่อไป เรารับรู้แล้วว่าเด็กนักเรียนมีความแตกต่างหลากหลาย และมีปัจจัยหรือมิติที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของพวกเขาหลากหลายด้านมากกว่าแค่สถานะทางเศรษฐกิจ ทั้งการที่ผู้ปกครองจะมีเวลาให้กับลูก สุขภาวะ และสุขภาพทางใจ ซึ่งอย่างหลังก็เป็นปัญหาที่ค่อนข้างใหญ่สำหรับคนรุ่นใหม่ หรือมิติทางสิ่งแวดล้อมต่างๆ ก็มีงานที่ศึกษาเรื่องของเยาวชนในพื้นที่ภัยพิบัติ แสดงให้เห็นว่ามันทำให้เขาไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้</p>



<p>เมื่อมีปัจจัยหลากหลายมากกว่าที่เราคิด การออกแบบวิธีแก้ไขโจทย์เรื่องของความเหลื่อมล้ำ เราอาจจะต้องถอยหลังออกมามองในหลากหลายแง่มุม หรือต้องการผู้เชี่ยวชาญหลายๆ ด้านมามองเรื่องนี้ร่วมกัน อย่างคณะที่ผมทำงานอยู่ เราจะทำงานกับกลุ่มชายขอบหรือประชากรกลุ่มเฉพาะบางอย่าง เช่น กลุ่มเด็กชาติพันธุ์ กลุ่มเด็กที่มีความพิการ กลุ่มเด็กที่เป็นลูกหลานแรงงานข้ามชาติ รวมถึงกลุ่มเด็กที่เป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ&nbsp;หรือกลุ่มที่มีอัตลักษณ์ติดตัวมากับพวกเขา สิ่งเหล่านี้มีผลนัยสำคัญต่อการเข้าถึงการศึกษามากๆ เราอย่ามองแค่ว่าต้องเอาเด็กกลับเข้าสู่ระบบอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การที่เด็กอยู่ในระบบการศึกษาแบบปัจจุบัน มีอะไรขัดขวางการเข้าถึงโอกาสที่จะได้รับการศึกษาอย่างเต็มที่บ้าง บางครั้งก็เป็นเรื่องของวัฒนธรรมในโรงเรียน หรือกระบวนการที่ครูผู้สอนไม่เข้าใจความหลากหลาย ตลอดจนความต้องการของเด็ก</p>



<p>เราคิดว่าครูเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีปฏิสัมพันธ์กับเด็กค่อนข้างเยอะ หลายครั้งเราพบว่าเวลาครูเปลี่ยนทัศนคติ เปลี่ยนวิธีการอยู่ร่วมกับเด็ก เยาวชนหลายคนที่เคยตัดสินใจเดินออกไปจากระบบเพราะว่าครูไม่เข้าใจเขา โรงเรียนไม่เข้าใจเขา เขาเลือกเดินกลับมา เพราะตัวครูเปลี่ยนวิธีคิด ตรงนี้เราอาจจะต้องช่วยกันมองระบบในหลากหลายแง่มุมว่ามันมีอะไรบ้างที่เราต้องเปลี่ยนและทำไปพร้อมๆ กัน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>อาจารย์กล่าวว่ามีความเชื่อเก่าๆ บางอย่างที่ไม่เวิร์กอีกต่อไป เช่น การหว่านเงินลงไปในระบบเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ หรือการให้เด็กอยู่ในการศึกษาแบบเดียวกันแล้วจะดีเอง นอกจากนี้ ยังมีเรื่องอะไรอีกที่อาจารย์มองว่า ‘ไม่เวิร์ก’</strong></h3>



<p>ถ้าคำสั่งนโยบายการศึกษามาจากส่วนกลางที่พยายามทำทุกสิ่งทุกอย่าง โดยขาดความเข้าใจมิติหรือบริบทที่เด็กและเยาวชนเติบโตขึ้นมา ไม่สนใจความแตกต่างหลากหลายหรือข้อท้าทายในแต่ละพื้นที่ที่เด็กแต่ละคนต้องเผชิญ รวมทั้งปัจจัยอื่นๆ ที่ผมพูดถึงไปแล้วว่ามีหลากหลายมาก ผมว่าตรงนี้ไม่เวิร์ก</p>



<p>นอกจากนั้น ผมคิดว่าความพยายามสร้างพื้นที่นวัตกรรมทางการศึกษาเป็นเป้าหมายที่ดีมาก เพราะเราพยายามสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ เกี่ยวกับการจัดการศึกษาให้เกิดขึ้น แต่ที่ผ่านมา การออกแบบพื้นที่นวัตกรรมการศึกษากลับถูกตั้งคำถามเช่นกันว่าตกลงแล้วมันเป็นไปเพื่ออะไร ออกแบบมาแล้วเอาไปใช้ต่อได้ไหม หรือแม้กระทั่งในพื้นที่เดียวกันนี้ เรากล้าตั้งคำถามกับระบบหรือแนวทางปฏิบัติดั้งเดิมหรือเปล่า เพราะบางทีการให้โอกาสในการสร้างนวัตกรรม กลับกลายเป็นการวิ่งเข้าสู่วิธีคิดแบบเดิม คือการเอาระบบเป็นตัวตั้ง ผมคิดว่าอันนี้เป็นความท้าทายต่อวิธีคิดของคนทำงานภาคการศึกษา ว่าสุดท้ายเราอาจวิ่งกลับมาสู่ที่ที่เราคุ้นชิน และเราไม่สามารถก้าวข้ามมายาคติหรือวิธีคิดเกี่ยวกับเรื่องการจัดการการศึกษาแบบเดิมๆ ได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-deeb2a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1743937663_336027-the101world-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เรามักพูดถึงเรื่องการจัดการองค์ความรู้ใหม่ และการสำรวจความเป็นไปได้ในการศึกษาใหม่ๆ แต่มีนโยบายอะไรไหมที่ถึงอย่างไรก็ไม่ควรเลิกทำ</strong></h3>



<p>ผมคิดว่ากฎหมายที่บังคับว่ารัฐต้องจัดการศึกษาให้เด็กและเยาวชนทุกคนยังเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นอยู่ โดยเฉพาะปัจจุบันที่เรามีลูกหลานของแรงงานข้ามชาติหรือผู้อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศของเรา ถ้าเรายังไม่สามารถจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ เป็นระบบและเอื้อให้เขาใช้ชีวิตอยู่ในประเทศของเราอย่างมีคุณภาพจริงๆ ก็จะกลายเป็นการผลักเขากลับไปหรือออกไปสู่ประเทศของเขา ซึ่งอาจมีปัญหาเรื่องการเมือง ทั้งที่จริงแล้วผมคิดว่ากลุ่มเด็กและเยาวชนเหล่านี้ เมื่อพวกเขาเรียนในประเทศของเรา ก็อาจจะมีโอกาสก้าวขึ้นมาเป็นแรงงานของประเทศต่อไป ในระดับชั้นไหนก็แล้วแต่นะครับ แต่อย่างน้อยๆ ประเทศเราตอนนี้ ประชากรลดลงอย่างมีนัยสำคัญ</p>



<p>ในอนาคตเราอาจมีปัญหาแรงงานขาดแคลนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ขาดแคลนคนที่จะมาประกอบอาชีพต่างๆ ที่ทำให้สังคมเดินหน้าต่อไปได้ ถ้าเรากำลังมองว่านี่เอาเงินภาษีไปสนับสนุนเด็กคนอื่น (จากชาติอื่น) ผมคิดว่าเราอาจต้องมองภาพกว้างมากขึ้น นอกจากนั้น การที่เด็กทุกๆคนจะสามารถเข้าถึงการศึกษาได้ ผมคิดว่าเราต้องการจินตนาการใหม่ จินตนาการที่ไร้ขอบเขต เด็กอาจจะเดินเข้าเดินออกในระบบหรือนอกระบบได้ เขาสามารถนำประสบการณ์ต่างๆ มาเป็นเครดิตหรืออะไรก็แล้วแต่ ที่สามารถเอามาใช้หางานต่อไปในอนาคต</p>



<p>ส่วนหนึ่งที่ยังไม่มี และคิดว่าต้องมี คือเรื่องการเตรียมความพร้อมของคนรุ่นใหม่ที่ต้องเติบโตขึ้นมาในสังคม เราชอบพูดคำว่า soft skill แต่ผมไม่อยากให้มองแค่ soft skill เพราะคำว่า life skill ก็เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เราเป็นนักวิชาการอาจารย์ในมหาวิทยาลัย พบว่าคนรุ่นใหม่มีความเปราะบางมาก แล้วเราต้องไม่โทษด้วยนะว่าทำไมเขาเติบโตมาแบบนี้ สภาพแวดล้อมมันทำให้เขามีสุขภาวะในลักษณะแบบนั้น เรามักพูดแค่ว่าจะเตรียมคนแล้วป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างไร แต่ทุกวันนี้ผมคิดว่าตลาดแรงงานมันหมุนเร็วมาก เราไม่มีทางจะตามทัน ส่วนของ hard skill หรือความรู้เท่าทันโลกที่เปลี่ยนแปลงไป เด็กเขาไปตามหากันเองได้ แต่ว่าเขาไม่สามารถพัฒนา soft skill หรือ life skill เองได้ โดยเฉพาะเด็กที่เขาเผชิญกับความเหลื่อมล้ำ</p>



<p>เพราะฉะนั้น องค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับการเรียนรู้ในพื้นที่ต่างๆ ต้องหันกลับมาให้ความสำคัญบทบาทของการศึกษาในแง่นี้ เพราะมันเป็นปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน และจะกลายเป็นวิกฤตต่อไปในอนาคตด้วย</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>เวลาพูดถึงเรื่องปรับเปลี่ยนการศึกษาไปเป็นรูปแบบใหม่ เช่น จากการสอนเน้นเนื้อหา (content-based) สู่ฐานสมรรถนะ (Competency-based) ก็ต้องมีนโยบายที่เกี่ยวเนื่องกับคณะครุศาสตร์ในมหาวิทยาลัย อาจารย์เห็นภาพความเปลี่ยนแปลงหรือปัญหาที่เกิดขึ้นบ้างไหม</strong></h3>



<p>ผมไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้มากนะครับ แต่เท่าที่ได้ยิน คาดว่าจะ implement (นำนโยบายมาใช้) เร็วๆ นี้ แต่ทุกคนก็ตั้งคำถามอยู่เช่นกัน เพราะการทำงานของฝ่ายนโยบายที่ผ่านมายังขาดวิธีคิดในเชิง implement สิ่งต่างๆ ว่าใครจะนำไปใช้ตรงไหนได้บ้าง เนื่องจากมีขั้นและลำดับของมัน จากนโยบายระดับชาติ สู่ระดับที่ต้องนำไปย่อยและทำให้กลายเป็นหลักสูตรจริงในชั้นเรียนต่างๆ สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยกระบวนการในการทำความเข้าใจ เช่น เราจะพัฒนาครูอย่างไร ในการเปลี่ยนวิธีการสอนจาก content-based สู่ competency-based</p>



<p>ที่ผ่านมา เรามีนโยบายอย่าง ‘ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้’ ไม่มีการบ้านให้เด็กที่เราหยิบยืมมาจากต่างประเทศ ซึ่งพบว่าใช้งานจริงไม่ได้ผล เราก็บอกว่า อ้อ เห็นไหม ไม่ได้ผล จริงๆ ไม่ใช่ว่านโยบายนั้นไม่ดี แต่เราหยิบมาแล้วไม่เคยตั้งคำถามหรือทำความเข้าใจกับมันก่อน ผมคิดว่านี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของการออกนโยบายที่ขาดการทำงาน หรือมีส่วนร่วมจากทุกๆ ฝ่าย ขาดความเข้าใจร่วมกัน เป็นการสั่งการแบบ top-down</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>เรามีงานศึกษาเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามามากมาย ภาคนโยบายเคยหยิบไปใช้บ้างไหม หรือมีนโยบายไหนบ้าง ที่ผลักดันกันไปแล้วได้รับการตอบสนองดี</strong></h3>



<p>อาจจะไม่ถึงขั้นนโยบายนะครับ แต่เป็นโครงการก่อการครูที่ทำกันมา 10 กว่าปี ได้รับการตอบรับจากภาครัฐและเอกชนทำเป็นโครงการร่วมพัฒนาและภาคีเครือข่าย สิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนที่ตัวครู ครูเป็นปัจจัยสำคัญมากในการต่อยอดให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาทักษะต่างๆ ของเด็ก โดยเฉพาะทักษะการเรียนรู้ รักที่จะใฝ่รู้ สามารถปรับเปลี่ยนหรือพร้อมตั้งรับกับการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ และสามารถเรียนรู้ได้เอง</p>



<p>ตัวผมเองเป็นครู ในฐานะคนที่ต้องใกล้ชิดกับผู้เรียน ความสัมพันธ์เฉพาะการสอนอย่างเดียวนั้นไม่พอ เด็กเองมาพร้อมกับเรื่องราวต่างๆ รอบตัวเขา ทั้งปัญหาสุขภาวะ ปัญหายาเสพติด ทุกวันนี้ปัญหาเรื่องบุหรี่ไฟฟ้ารอบโรงเรียน เราก็ไม่รู้จะจัดการอย่างไร หรือว่าปัญหาอื่นๆ เช่น การบูลลี ครูก็ต้องทำหน้าที่มากกว่าแค่การสอนเนื้อหาสาระหรือทักษะที่อยู่ในชั้นเรียนเท่านั้น การสร้างความสัมพันธ์กับผู้เรียนเป็นโจทย์ที่มีความท้าทายมาก สถาบันที่ผลิตครูต้องเริ่มกลับมาตั้งคำถามถึงแนวทางที่ตัวเองทำอยู่ว่ามันเวิร์กหรือเปล่า เรากำลังผลิตครูรุ่นใหม่ออกไปทำงานกับเด็กที่มีความแตกต่างอย่างมากกับครูในรุ่นเรา เรารู้โจทย์นี้แล้ว แต่ดูเหมือนว่าเรายังไม่ปรับเปลี่ยนอะไรเลย เรายังคงใช้วิธีเดิมๆ เหมือนที่เราสอนเมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว</p>



<p>ผมคิดว่าตรงนี้เป็นโจทย์สำคัญและเราต้องตั้งคำถามว่าอะไรทำให้คนคนหนึ่งเข้าสู่วิชาชีพครู ถ้าเราไปลองดูสถิติตัวเลข จะพบว่าหลายๆ คนมาเป็นครูเพราะเรื่องสวัสดิการให้พ่อและแม่ คำถามคือเขาจะมีใจรักในการพัฒนาตัวเองหรือเรียนรู้ตลอดชีวิตได้อย่างไร นี่เป็นสิ่งที่ถ้าเรายังไม่สามารถเอาข้อมูล ทั้งจากงานวิจัย และการเก็บข้อมูลต่างๆ มาพิจารณาร่วมกัน ทุกฝ่ายมานั่งคุยร่วมกัน ถ้ายังทำงานแบบแยกส่วนต่างๆ ออกจากกัน คงไม่สามารถแก้ปัญหาคอขวดนี้ได้ ซึ่งสุดท้ายก็จะสร้างผลกระทบแก่ผู้เรียน</p>



<p>นอกจากนี้ เวลาที่ต้องทำงานกับภาครัฐก็มักจะมีปัญหา คือเขาชอบตัดยอดเอาไปใช้ เห็นว่าอะไรดูดีก็หยิบเอาไปใช้เลย ขาดความเข้าใจ อย่างเช่นก่อการครู เราพยายามทำงานโดยให้ความสำคัญกับศักยภาพภายในของครู กลับมาตั้งคำถามว่า ‘ทำไม?’ คนคนหนึ่งถึงมาประกอบวิชาชีพนี้ และตัวเขาเองจะเข้าใจเรื่องอำนาจในชั้นเรียนอย่างไรบ้าง สิ่งเหล่านี้เป็นความเข้าใจพื้นฐานที่เราให้ความสำคัญ แต่สิ่งที่ภาครัฐเห็น คือนักเรียนห้องนี้ได้คะแนนเพิ่มมากขึ้นทั้งห้องเลย ถ้าอย่างนั้นเอาคนมาอบรมด้วยสัก 500 คน ครูมาถึงก็ถ่ายรูป เสร็จแล้วกลับบ้าน กลายเป็นวงจร</p>



<p>ผมคิดว่าปัญหาการศึกษาเป็นปัญหาที่เต็มไปด้วยปัจจัยแวดล้อมมากมาย เรามีงานวิจัย งานวิชาการเยอะ มีนักวิชาการเก่งๆ เยอะ แต่สุดท้ายเราไม่ได้เอาไปใช้อย่างแท้จริง มันกลายเป็นการตัดยอด คือเอาไอเดียหรือคอนเซปต์บางอย่างไปใช้ แต่ไม่ได้เอาไปใช้แบบเข้าใจแท้จริง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1fecdd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1743937762_884581-the101world-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ในแวดวงของคนทำงานวิจัย สนใจด้านการพัฒนาการศึกษา ได้นำปัจจัยการเมืองเข้ามาพิจารณาบ้างไหม</strong></h3>



<p>ผมมองว่าเรื่องการศึกษาเป็นพื้นที่ของการเมืองอยู่แล้วครับ การเมืองเป็นเรื่องของการจัดการทรัพยากรว่าจะใช้ทรัพยากรอย่างไร ไปอยู่ตรงไหน และส่งต่อไปตรงไหน รวมถึงใครจะได้ ใครจะเสีย พื้นที่การศึกษาไม่เคยเป็นพื้นที่สำหรับเด็ก ผมเชื่อว่าบางครั้งผู้ใหญ่ก็รับนโยบายมาทำ เพราะฟังดูมันก็ make sense แต่พอมาถึงระดับปฏิบัติการ ทำไมถึงไม่เกิดอะไรขึ้น มันไปหล่นหายระหว่างทางตรงไหน นั่นเพราะว่าบางทีเราสั่งการไป แต่เรายังไม่เข้าใจถึงความสลับซับซ้อนของตัวระบบการศึกษาเอง มันมีเรื่องการเข้าถึงทรัพยากร กระจายทรัพยากร จะแบ่งเค้กแบบไหน สุดท้ายแล้ว มันมาถึงแค่นั้นจริงๆ</p>



<p>เวลาเราคุยเรื่องการศึกษากันในหลายๆ พื้นที่ หลายครั้งผมพบว่าเขาไม่ได้คุยโดยมีเป้าหมายเป็นเด็กนะครับ คุยแค่ว่าเราจะแบ่งเค้กกันอย่างไร ถ้าเรายังไร้เดียงสา มองไม่เห็นปรากฏการณ์เหล่านี้ คิดแค่ว่าการมีนโยบายที่ดีที่สุดคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย เราก็อาจจะพบว่านโยบายที่ดีที่สุดไม่สามารถเป็นไปได้ในประเทศนี้ แต่ถ้าเรารู้แล้วว่านี่เป็นปัญหา แปลว่าเราต้องเข้าไปแทรกแซงตัวระบบว่ามันเกิดอะไรขึ้นในการกระจายทรัพยากร เราจะมีความรับผิดรับชอบ (accountability) จะมีมาตรการรทำให้กระบวนการทั้งหมดมีความโปร่งใสได้อย่างไร จะทำให้มีการจัดสรรงบไปถึงตัวนักเรียน หรือผู้รับอย่างแท้จริง ให้เขาได้ในสิ่งที่ต้องการได้อย่างไร ทั้งหมดคงต้องอาศัยองคาพยพต่างๆ ทำงานร่วมกัน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>ในช่วงที่มีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษาบ้างไหม</strong></h3>



<p>หากย้อนไปดูช่วงหาเสียง ประเด็นการศึกษาจะเป็นประเด็นที่พรรคไม่ค่อยส่งใครมาพูด เพราะการศึกษาไม่ใช่จุดขายอยู่แล้ว ทุกพรรคการเมืองมองงานการศึกษาเป็นเหมือนยาขม ถึงแม้จะมีเงินเยอะ แต่เงินส่วนใหญ่ตกอยู่กับบุคลากรหรือเงินเดือนมากกว่า โอกาสที่จะทำอะไรไม่ได้มีเยอะมาก และเราก็รู้ว่าระบบการศึกษาเป็นระบบที่อุ้ยอ้าย เทอะทะ จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ การเป็นนักการเมือง เมื่อเข้ามาแล้ว ต้องมี quick win แต่ quick win ในระบบการศึกษากลับหายไปหมดเลย เพราะฉะนั้นถ้าไม่จำเป็น ไม่มีใครอยากมาคุมกระทรวง</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>มีข้อแนะนำให้ภาคประชาชนหรือนักวิชาการไหม ถ้าอยากผลักดันเรื่องของการศึกษาให้อยู่ใน top agenda ของรัฐบาลควรทำอย่างไร</strong></h3>



<p>อันนี้ต้องยอมรับเลยจริงๆ ว่าเราไปข้างหน้าได้ เพราะมีภาคประชาสังคมที่ทำงานกันอย่างเข้มข้น และค่อนข้างเข้มแข็งระดับหนึ่ง ผมคิดว่าการดึงทุกฝ่ายทุกส่วนมาทำงานร่วมกันเป็นสิ่งสำคัญ และผมก็เชื่อว่ายังมีนักการเมืองที่ทำงานโดยเห็นความสำคัญของเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำแก่ผู้เรียน</p>



<p>ทีนี้หน้าที่ต่อๆ ไป คือถ้าเราคิดว่าพรรคการเมืองไหนสนับสนุน หรืออยากทำงานให้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาลดลงจริงๆ เราก็เริ่มต้นด้วยการสนับสนุนพรรคการเมืองเหล่านั้นที่เราสมาทานความคิดของเขา ต่อมาคือทำหน้าที่ตรวจสอบและติดตามการทำงาน แต่ละพรรคประกาศนโยบายไว้อย่างไรบ้าง สุดท้ายได้ทำตามนั้นหรือเปล่า ผมคิดว่าก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญ และทำได้ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>ในต่างประเทศเช่นสิงคโปร์เริ่มมีการใช้นโยบายคูปองการศึกษา (school voucher) ที่ใช้เลือกเรียนอะไร ที่ไหนก็ได้ อาจารย์มีความเห็นต่อนโยบายนี้อย่างไร คิดว่านำมาปรับใช้ในประเทศไทยได้ไหม</strong></h3>



<p>ผมเห็นด้วยว่าผู้ปกครองและตัวเด็กควรมีสิทธิเลือกเรียนในโรงเรียนที่ต้องการ แต่ติดที่ว่าโรงเรียนบางแห่งยังมีคุณภาพด้อย ทั้งที่เป็นโรงเรียนที่อาจใกล้กับละแวกบ้านของเด็ก ดังนั้นโจทย์คือทำอย่างไรให้โรงเรียนต่างๆ มีคุณภาพเพิ่มขึ้น เพราะเริ่มต้นแข่งมันก็ไม่เท่ากันแล้ว บางที่ทรัพยากรดีกว่า ครูที่เก่งๆ ก็อยากจะไปอยู่โรงเรียนที่ดีกว่า แต่นั่นหมายความว่าเรากำลังละทิ้งบางพื้นที่ที่สะดวกและเข้าถึงประชากรที่เขาอาจไม่สามารถเดินทางมาเรียนในโรงเรียนที่มีคุณภาพได้</p>



<p>ในประเด็นของการใช้ระบบคูปองเลือก ผมคิดว่ามีปัจจัยค่อนข้างเยอะเหมือนกัน ลองทำพื้นที่ทดลองดูก่อนได้ว่า เวิร์กหรือไม่เวิร์กอย่างไร เพราะสังคมไทยก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่จำเป็นต้องมีการปรับให้เข้ากับบริบท นอกจากนี้ หากต้องเอาระบบ voucher มาใช้จริงๆ เราก็ต้องมีระบบสนับสนุนส่งเสริมประกบตามไปด้วยสำหรับโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนลดน้อยลง แต่ยังมีความสำคัญในเชิงพื้นที่ยุทธศาสตร์ ไม่อย่างนั้นเด็กจำนวนหนึ่งอาจจะต้องเดินทางไกล</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-26f864"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1743937778_308388-the101world-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>อยากฝากอะไรเกี่ยวกับอนาคตของการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา</strong></h3>



<p>เราควรเริ่มต้นกลับมาตั้งคำถามต่อคำว่า ‘ความเหลื่อมล้ำ’ ใหม่ เพราะวิธีการนิยามส่งผลกระทบต่อการใช้ทรัพยากร ถ้าเรานิยามความเหลื่อมล้ำให้กว้างขึ้น มีความเข้าอกเข้าใจต่อความแตกต่างหลากหลายของเด็กและเยาวชนที่เรากำลังทำงานอยู่ด้วย จะทำให้เราเปิดพื้นที่การทำงานในมิติต่างๆ มากขึ้น โดยเฉพาะมิติที่อาจไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควรในช่วงที่ผ่านมา เช่น สุขภาวะ ความแตกต่างหลากหลายหรืออัตลักษณ์ของตัวเด็กและเยาวชน พื้นเพต่างๆ รวมทั้งศาสนา ถ้าเรามองเห็นสิ่งต่างๆ เหล่านี้ภายใต้ร่มความเหลื่อมล้ำ จะทำให้วิธีการที่เราออกแบบการแก้ไขปัญหามีความแตกต่างหลากหลายด้วยเช่นกั</p>



<p>ผมเชื่อว่าการใช้โมเดลหลายๆ แบบ เพื่อตอบสนองต่อประเด็นปัญหาทั้งจุดเล็กและใหญ่ร่วมกันเป็นเรื่องดี และนี่เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องเข้ามาทำงานร่วมกัน ไม่ใช่ปล่อยให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ตั้งนโยบายทำฝ่ายเดียว ฝั่งผู้ปกครองเยาวชนก็ต้องมีความเข้มแข็ง เรียกร้องในสิ่งที่เราคิดว่าลูกหลานของเราควรจะได้รับ ฝ่ายภาคประชาชนเองก็ควรลุกขึ้นมาตั้งคำถามและตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ ภาครัฐเองก็ต้องรับรู้ภาระหน้าที่ของตนว่ากำลังทำอะไรอยู่ การวิ่งตอบสนองต่อฝั่งการเมืองอย่างเดียวโดยไม่สนใจคนที่เราทำงานด้วยอย่างเด็กและเยาวชนเป็นปัญหาสำคัญมาก แต่ก็โทษเขาไม่ได้เสียทีเดียว เพราะว่ามันมีผลร้ายเกิดขึ้นจริงๆ จากการที่เขาไม่ปฏิบัติตามสิ่งที่ทางการเมืองส่งลงมา เพราะฉะนั้น ถ้าเราสามารถเอาทุกฝ่าย มาทำงานร่วมกันได้ในสังคมไทย มันจะช่วยให้เราก้าวไปข้างหน้าได้</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/adisorn-chantarasuk-education/">ทบทวนความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา มองหาความเป็นไปได้ใหม่ทางการเรียนรู้ กับ อดิศร จันทรสุข</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“ไทยกำลังเผชิญวิกฤตด้านทักษะ” – มองสถานการณ์ทุนมนุษย์ไทย จากสายตานักเศรษฐศาสตร์ธนาคารโลก ‘Koji Miyamoto’</title>
		<link>https://www.eef.or.th/koji-miyamoto-interview/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 06 Apr 2025 13:37:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[World Bank]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนมนุษย์]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบายการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาทักษะการเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษะชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[Koji Miyamoto]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษะพื้นฐานชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ. x 101]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=92757</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตด้านทักษะ โดยมีสัดส่วนของเย [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/koji-miyamoto-interview/">“ไทยกำลังเผชิญวิกฤตด้านทักษะ” – มองสถานการณ์ทุนมนุษย์ไทย จากสายตานักเศรษฐศาสตร์ธนาคารโลก ‘Koji Miyamoto’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตด้านทักษะ โดยมีสัดส่วนของเยาวชนและประชากรวัยแรงงานจำนวนมากที่มีความสามารถต่ำกว่าเกณฑ์ ในการรู้หนังสือ (ร้อยละ 64.7) และทักษะด้านดิจิทัล (ร้อยละ 74.1) ซึ่งหมายความว่ากลุ่มเยาวชนและประชากรวัยแรงงานไม่สามารถทำงานด้านการอ่านและการใช้คอมพิวเตอร์ขั้นพื้นฐานได้”</p>



<p>นี่คือข้อความที่ปรากฏในรายงาน&nbsp;<a href="https://www.eef.or.th/publication-asat/">‘ทิศทางพัฒนาทักษะพื้นฐานชีวิต เพื่ออนาคตที่เข้มแข็งและยั่งยืนของประเทศ’</a>&nbsp;โดยธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ซึ่งได้สำรวจทักษะความพร้อมของเยาวชนและคนวัยแรงงานในประเทศไทยเมื่อปี 2565 ก่อนจะเผยแพร่ในปี 2567 ข้อความสั้นๆ นี้ทำให้เราได้เห็นภาพว่าทักษะความสามารถของประชากรไทยในภาพใหญ่กำลังย่ำแย่กว่าที่คิดมาก</p>



<p>ตัวชี้วัดด้านทักษะประชากรนี้วัดจาก ‘ทักษะพื้นฐานชีวิต’ (foundational skills) ซึ่งครอบคลุมทักษะที่จำเป็นต่อชีวิต เช่น ทักษะการรู้หนังสือ ทักษะด้านดิจิทัล และทักษะทางอารมณ์และสังคม ซึ่งล้วนเป็นทักษะที่ขาดไม่ได้สำหรับการเผชิญและเติบโตในตลาดแรงงานและสังคม เพราะทักษะพื้นฐานชีวิตนี้ก็เปรียบเหมือนฐานรากของชีวิตมนุษย์ ซึ่งหากไม่แข็งแรงเพียงพอ ก็ย่อมยากที่จะดำเนินชีวิตหรือทำหน้าที่การงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังยากที่จะเดินหน้าต่อยอดทักษะอื่นๆ ที่มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น</p>



<p>จากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ การใช้คำว่า ‘วิกฤต’ มาอธิบายนั้นย่อมไม่เกินจริง เพราะที่สุดแล้วคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ที่กำลังมีปัญหานี้ย่อมส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในภาพรวมอย่างเลี่ยงไม่ได้</p>



<p>ประเทศไทยจะฝ่าวิกฤตทักษะประชากรนี้ไปได้อย่างไร และมีอะไรที่เราต้องรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ทุนมนุษย์ของไทยในตอนนี้อีกบ้าง วันโอวันพาไปสนทนากับ <strong>โคจิ มิยาโมโตะ (Koji Miyamoto)</strong> นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสกลุ่มงานการศึกษา (Education Global Practice) จากธนาคารโลก หัวหน้าทีมผู้จัดทำรายงานดังกล่าวและผู้ที่ติดตามศึกษาประเด็นการพัฒนาทุนมนุษย์มายาวนาน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ee5358"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1743914551_279060-the101world-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong><br>จากที่คุณได้ศึกษาติดตามเกี่ยวกับการพัฒนาทุนมนุษย์ในประเทศไทย คุณเห็นภาพรวมของทุนมนุษย์ประเทศนี้ในปัจจุบันอย่างไรบ้าง</strong><strong></strong></h3>



<p>หากพูดถึงภาพรวมของภาวะทุนมนุษย์ของประเทศไทยในปัจจุบัน เมื่อพิจารณาในด้านผลผลิตที่ออกมาจากระบบการศึกษาและระบบการฝึกอบรมแรงงาน ซึ่งหมายถึงทักษะและสมรรถนะของประชากร ผลการประเมินสะท้อนให้เห็นว่ายังมีประชากรวัยเยาว์และวัยผู้ใหญ่จำนวนมากที่ไม่สามารถแสดงทักษะพื้นฐานชีวิตในระดับขั้นต่ำได้ โดยสถานการณ์นี้สามารถเรียกได้ว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับ ‘วิกฤตด้านทักษะ’ (skill crisis)</p>



<p>เมื่อพูดถึงคำว่าวิกฤตด้านทักษะนี้ ผมกำลังหมายถึง ‘ทักษะพื้นฐานชีวิต’ โดยยังไม่ได้หมายถึงทักษะด้านวิชาชีพ ทักษะด้านเทคนิค หรือทักษะในสายอาชีพเฉพาะทางแต่อย่างใด</p>



<p>ทักษะพื้นฐานชีวิตนี้ประกอบด้วยสามส่วน ได้แก่ ทักษะด้านการรู้หนังสือ ทักษะด้านดิจิทัล และทักษะทางอารมณ์และสังคม ทักษะที่หนึ่งคือ<strong>ทักษะด้านการรู้หนังสือ</strong>&nbsp;ซึ่งหมายถึงความสามารถในการอ่านเขียนและทำความเข้าใจข้อความสั้นๆ เพื่อแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน เช่น การทำตามคำแนะนำที่ระบุไว้ในใบสั่งยา ทักษะที่สองคือ<strong>ทักษะดิจิทัล</strong>&nbsp;ซึ่งหมายรวมถึงความสามารถในการใช้เครื่องมือดิจิทัลเพื่อทำภารกิจต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ในชีวิตประจำวัน เช่น การซื้อของออนไลน์ การส่งข้อความสื่อสารกับคนอื่น และทักษะที่สามคือ<strong>ทักษะทางอารมณ์และสังคม</strong>&nbsp;ซึ่งหมายรวมถึงความสามารถในการสื่อสารกับผู้อื่น การแสดงความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น การมีความคิดสร้างสรรค์</p>



<p>ทั้งสามทักษะนี้ถือเป็นพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับคนทุกคนไม่ว่าจะประกอบอาชีพอะไร อยู่ในภาคเศรษฐกิจแบบใด หรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ใดก็ตาม และทักษะเหล่านี้คือส่วนที่ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งเสริมสร้าง เนื่องจากนายจ้างทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย ต่างชี้ให้เห็นว่าทักษะเหล่านี้เป็นทักษะหลักที่ขับเคลื่อนผลิตภาพและนวัตกรรมขององค์กร ซึ่งนายจ้างยังประสบปัญหาในการหาคนทำงานที่มีทักษะเหล่านี้ให้เพียงพอ</p>



<p>ถ้าดูจากผลการสำรวจทักษะและความพร้อมของเยาวชนและประชากรวัยแรงงาน (Adult Skills Assessment in Thailand: ASAT) ที่ธนาคารโลกดำเนินการสำรวจร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จะพบว่าประชากรมากกว่าสองในสามไม่สามารถแสดงทักษะการรู้หนังสือขั้นพื้นฐานได้ นอกเหนือไปกว่านั้น สามในสี่ของประชากรไม่สามารถแสดงทักษะดิจิทัลในระดับพื้นฐานได้ ขณะเดียวกันเมื่อเราดูเจาะไปที่กลุ่มเยาวชนในอายุ 15 ปี ซึ่งดูได้จากผลของโครงการการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (PISA) ในปี 2022 ก็พบว่าผลสอดคล้องกัน คือประชากรวัย 15 ปีประมาณสองในสามมีทักษะต่ำกว่ามาตรฐาน ทั้งในทางด้านการอ่านและคณิตศาสตร์ ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงมากเช่นกัน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ตัวเลขที่คุณว่ามานี้ฟังดูน่าตกใจ แล้วคุณว่าอะไรคือสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ประชากรวัยแรงงานของไทยขาดทักษะพื้นฐานชีวิตได้มากขนาดนี้</strong><strong></strong></h3>



<p>นี่เป็นคำถามที่ดีแต่ก็เป็นคำถามที่ตอบยาก เพราะมันมีหลายเหตุผลประกอบกัน ซึ่งผมกล่าวได้ว่ามันเป็นผลมาจากกระบวนการทางการศึกษาและการฝึกหัดคนตลอดทั้งกระบวนการที่ทำให้ไม่สามารถบรรลุผลในการพัฒนาทุนมนุษย์ได้ คือมันไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นแค่ในระดับการศึกษาระดับใดระดับหนึ่งเพียงลำพัง ไม่ว่าจะในระดับโรงเรียน ระดับมหาวิทยาลัย ไปจนถึงระดับหลังเข้าสู่ตลาดแรงงานซึ่งต้องมีการพัฒนาทักษะเดิมและเพิ่มทักษะใหม่ (upskill and reskill) แต่มันเป็นปัญหาในทุกระดับขั้นการศึกษาและในตลอดทั้งกระบวนการของการพัฒนาคนที่ไม่สามารถส่งเสริมและหล่อหลอมให้เกิดทักษะพื้นฐานชีวิตที่แข็งแรงได้ จนในที่สุดก็นำประเทศไทยมาสู่วิกฤตด้านทักษะ เพราะฉะนั้นเราถึงไม่สามารถโทษไปที่ส่วนใดส่วนหนึ่งเพียงลำพังได้</p>



<p>นอกจากนี้ มันอาจต้องย้อนไปดูถึงกระบวนการพัฒนาคนตั้งแต่ระดับปฐมวัย เพราะถือเป็นช่วงวัยที่สำคัญมากในการจะพัฒนาทักษะเพื่อให้เติบโตเป็นแรงงานที่มีทักษะที่ดี ถ้าหากพวกเขาไม่ได้รับการพัฒนาทักษะที่ดีเพียงพอตั้งแต่ช่วงแรกเริ่ม มันก็จะยิ่งทำให้พวกเขาประสบความยากลำบากในการพัฒนาทักษะต่อไปในอนาคต และในที่สุดก็จะนำมาสู่วิกฤตด้านทักษะ</p>



<p>อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มักใช้อธิบายสาเหตุที่ผู้เรียนไม่สามารถพัฒนาทักษะพื้นฐานชีวิตได้ในแต่ละช่วงของการศึกษาและฝึกอบรม คือความพร้อมของบุคลากรครูหรือผู้สอน ที่ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญที่สุดส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาและการพัฒนาคน โดยทั่วไปครูหรือผู้สอนมักมีหน้าที่ในการถ่ายทอดความรู้ในสาขาวิชาหรือสายวิชาชีพเฉพาะทาง แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการมีความสามารถในการปลูกฝังทักษะพื้นฐานชีวิตให้ผู้เรียนได้ด้วย ซึ่งถ้าครูหรือผู้สอนไม่ได้มีความสามารถในการทำเรื่องนี้เพียงพอหรือขาดการเตรียมพร้อมที่มากเพียงพอ มันก็คงเป็นไปไม่ได้ที่จะพัฒนาให้เด็กๆ มีทักษะพื้นฐานพร้อมที่จะเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0aac81"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1743914632_480487-the101world-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong><br>สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เรียกได้ว่ากำลังวิกฤตอย่างที่คุณบอก แล้วถ้าเราปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป มันจะส่งผลอะไรต่อเศรษฐกิจและสังคมไทยบ้าง</strong><strong></strong></h3>



<p>ถ้าอ้างอิงจากรายงานที่ธนาคารโลกทำร่วมกับ กสศ. เราพบว่าการที่ประเทศไทยมีแรงงานที่ขาดทักษะพื้นฐานในสัดส่วนที่สูงขนาดนี้ เราได้ทำการประมาณความสูญเสียทางเศรษฐกิจโดยคร่าว คิดเป็นมูลค่า 3.3 ล้านล้านบาทโดยประมาณ หรือประมาณร้อยละ 20 ของจีดีพีประเทศในปี 2022 และตัวเลขนี้ถือว่าเป็นเพียงประมาณการขั้นต่ำเท่านั้น เนื่องจากการประเมินนั้นคำนวนเฉพาะจากในส่วนโอกาสทางรายได้ที่แรงงานขาดไปจากการที่พวกเขายังไม่มีทักษะที่เพียงพอ โดยประโยชน์ในมิติที่กว้างขึ้นของทักษะพื้นฐานชีวิตจะสูงมากกว่านี้ หากเรารวมผลกระทบของการขาดทักษะที่ส่งผลให้พลาดโอกาสในการดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีขึ้น และการมีส่วนร่วมทางสังคมที่มากขึ้นในรูปแบบของการอาสาสมัครหรือการลงคะแนนเสียง</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เพื่อจะแก้ปัญหานี้ คุณมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายอย่างไรบ้างต่อผู้มีส่วนกำหนดนโยบายต่างๆ รวมถึงรัฐบาลไทย</strong><strong></strong></h3>



<p>ก่อนอื่น ผมขอเน้นย้ำว่าการพัฒนาทักษะเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน อันที่จริงไม่ใช่แค่ภาครัฐที่ต้องตอบสนองต่อปัญหานี้ แต่ยังรวมถึงภาคเอกชน ภาคประชาสังคม หรือแม้แต่พ่อแม่ผู้ปกครอง และผู้เรียนเองด้วยเช่นกัน</p>



<p>ในส่วนข้อเสนอแนะของผมนั้น ประการแรกคือต้องเริ่มต้นลงทุนกับการพัฒนาทักษะตั้งแต่ระดับปฐมวัย การพัฒนาทักษะก็เหมือนกับการเตรียมก้อนหิมะก้อนใหญ่ ถ้าเด็กคนหนึ่งเริ่มต้นการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยมีก้อนหิมะ (หรือทักษะพื้นฐานชีวิต) ที่มีขนาดเหมาะสมอยู่แล้ว ก้อนหิมะนี้ก็จะสามารถสะสมหิมะเพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ ผ่านการศึกษาระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา อุดมศึกษา และการเรียนรู้ตลอดชีวิต หิมะก้อนที่ใหญ่ขึ้นจะดึงดูดหิมะมากขึ้น เช่นเดียวกับทักษะพื้นฐานชีวิตที่จะต่อยอดไปสู่ทักษะที่สูงขึ้น</p>



<p>ประการที่สอง ครูและผู้สอนในทุกระดับของระบบการศึกษาและการฝึกอบรมจะได้รับประโยชน์มากขึ้น หากพวกเขาได้รับโอกาสในการฝึกอบรมด้านวิธีการสอน (pedagogical training) เพื่อให้สามารถพัฒนาขีดความสามารถในการปลูกฝังทักษะพื้นฐานชีวิตให้แก่ผู้เรียนได้</p>



<p>ประการที่สามคือต้องพัฒนาการศึกษาในแต่ละระดับให้สอดประสานกัน และทำให้แต่ละระดับชั้นสามารถเติมเต็มหรือชดเชยทักษะระหว่างกันและกันได้ เช่นกรณีที่ผู้เรียนคนหนึ่งอาจไม่ได้รับการพัฒนาทักษะในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ดีพอ เขาก็ควรได้รับการเติมเต็มทักษะชดเชยเมื่อเข้าสู่ระดับชั้นที่สูงขึ้น</p>



<p>ประการที่สี่ ระบบการศึกษาเชิงพื้นที่สามารถมีบทบาทที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นในการพัฒนาทักษะ ตัวอย่างเช่น รัฐบาลระดับจังหวัดหรือระดับตำบลสามารถใช้ประโยชน์จากความรู้และความเข้าใจในท้องถิ่น รวมถึงความร่วมมือกับภาคีในพื้นที่เพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานชีวิตให้แก่ประชากรได้ รัฐบาลท้องถิ่นยังสามารถเข้ามาเติมเต็มบริการด้านการศึกษาและทรัพยากรที่ภาครัฐส่วนกลางจัดให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>



<p>และสุดท้ายคือภาคเอกชนก็สามารถเข้ามามีบทบาทที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาทักษะและการศึกษาโดยการทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างใกล้ชิด อย่างที่ผ่านมาผมได้เห็นบริษัทเอกชนจำนวนมากเข้าไปให้การสนับสนุนระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน วิทยาลัยอาชีวศึกษา และระดับอุดมศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการพัฒนาครูผู้สอน การมอบอุปกรณ์ทางการศึกษา และโอกาสในการฝึกหัดงาน ผมว่าเราต้องส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องนี้มากขึ้น ซึ่งมันจะไม่ได้เป็นประโยชน์แค่ต่อสถาบันการศึกษาเท่านั้นแต่จะมีประโยชน์ต่อภาคเอกชนด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ กลไกที่ใช้ส่งเสริมควรทำให้มั่นใจว่าภาคเอกชนเองก็ได้รับประโยชน์จากการลงทุนนี้ด้วยเช่นกัน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ทุกวันนี้เราเห็นเทรนด์การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีใหญ่ๆ เกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องเอไอ คุณคิดว่าการเปลี่ยนผ่านที่กำลังเกิดขึ้นนี้จะถือได้ว่าเป็นความท้าทายใหม่ของการพัฒนาทุนมนุษย์ไหม หรือคุณมองว่ามันเป็นโอกาส</strong></h3>



<p>ปฏิเสธไม่ได้ว่าเอไอเข้ามาเกี่ยวข้องกับแทบทุกแง่มุมของชีวิตของเรา รวมถึงในเรื่องการเรียนรู้ เช่นเดียวกับเมกะเทรนด์อื่นๆ ที่กำลังกำหนดรูปแบบของสังคม ผมคิดว่าการเข้ามาของเอไอมีแนวโน้มที่จะนำมาซึ่งทั้งโอกาสและความเสี่ยง และเราจำเป็นต้องช่วยกันให้แน่ใจว่าโอกาสเหล่านี้จะนำไปสู่ผลลัพธ์ในการเรียนรู้ที่ดีขึ้น และสามารถป้องกันและลดความเสี่ยงลงได้</p>



<p>มีตัวอย่างที่น่าสนใจมากมายเกี่ยวกับการใช้เอไอเพื่อสนับสนุนการสอนและการเรียนรู้  โดยสำหรับผู้สอน เอไอสามารถนำมาใช้ในการสร้างแผนการสอน สื่อการเรียนการสอน และแบบฝึกหัด และสำหรับผู้เรียน เอไอสามารถทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยสอน และเป็นหนังสือเรียนดิจิทัลที่มีเนื้อหารายบุคคล อย่างรัฐบาลเกาหลีใต้ก็เพิ่งเปิดตัวหนังสือเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ขับเคลื่อนด้วยเอไอ โดยการใช้ระบบอัลกอริทึมของเอไอเชิงสร้างสรรค์ (generative AI) นั้น ทำให้หนังสือเรียนนี้สามารถปรับเนื้อหาให้เหมาะสมกับระดับทักษะของผู้เรียนแต่ละคนได้แม้ว่าสิ่งนี้จะเปิดโอกาสให้เกิดประสบการณ์การเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคล แต่ก็ทำให้เกิดความจำเป็นที่ครูจะต้องได้รับการฝึกอบรมอย่างดี ทั้งในด้านทักษะดิจิทัลและทักษะการสอน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-df2f5c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1743914674_429938-the101world-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ในขณะเดียวกันก็มีตัวอย่างมากมายที่แสดงให้เห็นว่าเอไออาจก่อให้เกิดความเสี่ยง เช่น ความกังวลด้านความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูล รวมไปถึงการทุจริตทางการศึกษา นอกเหนือไปจากนั้น ยังมีความเสี่ยงที่ผู้เรียนจะพึ่งพาเอไอมากเกินไป ซึ่งอาจส่งผลให้พวกเขาไม่ได้รับการส่งเสริมให้ใช้ความคิดอย่างแท้จริง เมื่อตอนที่ผมยังเป็นนักเรียนในระดับประถมและมัธยมศึกษาในกรุงโตเกียว ผมเรียนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์โดยที่เราไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องคิดเลขเลย เพราะการคำนวณพื้นฐานถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ในทำนองเดียวกัน ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจที่ครูคณิตศาสตร์หลายคนในปัจจุบันดูเหมือนจะยังลังเลที่จะให้นักเรียนใช้เอไอในการแก้โจทย์คณิตศาสตร์ จึงอาจมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการพึ่งพาเครื่องมือเอไอที่มากเกินไประหว่างการเรียนรู้ จนขัดขวางพัฒนาการด้านการแก้ปัญหา การคิดเชิงวิพากษ์ และความคิดสร้างสรรค์</p>



<p>นอกจากนี้ ผู้เรียนยังจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมสำหรับกรณีที่แอปพลิเคชันเอไอเชิงสร้างสรรค์มักสร้างข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง หรือแม้กระทั่งข้อมูลที่ชี้นำในทางที่ผิด หนึ่งในวิธีที่ชัดเจนที่สุดในการลดความเสี่ยงนี้คือการสอนให้นักเรียนรู้จักตรวจสอบและประเมินผลลัพธ์ที่ได้จากเอไออย่างมีวิจารณญาณ แม้ว่าครูและผู้สอนส่วนใหญ่จะตระหนักถึงความเสี่ยงเหล่านี้แล้ว แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าพวกเขามีอำนาจหรือทรัพยากรเพียงพอที่จะรับมือกับความเสี่ยงเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จากข้อเสนอแนะที่คุณว่ามาทั้งหมด เมื่อคุณมองไปที่รัฐบาล ผู้กำหนดนโยบาย และภาคการศึกษาของไทย คุณคิดว่าแนวทางที่พวกเขากำลังดำเนินมาอยู่นี้มาถูกทางหรือสอดคล้องกับข้อเสนอแนะของคุณหรือไม่</strong><strong></strong></h3>



<p>ผมเชื่อว่ารัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายในประเทศไทยตระหนักถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างทักษะพื้นฐานชีวิต และได้แสดงเจตนารมณ์ผ่านเอกสารเชิงยุทธศาสตร์ แผนงาน และกรอบนโยบายต่างๆ เพื่อส่งเสริมทักษะเหล่านี้ในแต่ละช่วงของการศึกษาและการฝึกอบรม ขั้นตอนสำคัญถัดไปคือการจัดทำแผนปฏิบัติการที่สามารถนำไปใช้ได้จริง และดำเนินการให้เกิดผลในลักษณะที่มีความสอดประสานกัน โดยแผนปฏิบัติการเหล่านี้อาจมีความซับซ้อน เนื่องจากมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายแห่งในแต่ละช่วงของระบบการศึกษาและการฝึกอบรม เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงแรงงาน ซึ่งจำเป็นต้องกำหนดแผนปฏิบัติการร่วมกันอย่างมีบูรณาการเพื่อให้เกิดพัฒนาการด้านทักษะพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง หรือที่เรียกว่า ‘การเชื่อมโยงแนวนอน’</p>



<p>ในขณะเดียวกัน สถาบันหรือหน่วยงานที่ทำงานอยู่ในแต่ละท้องที่ เช่น รัฐบาลท้องถิ่น สำนักงานส่วนภูมิภาคของหน่วยงานจากส่วนกลาง ภาคเอกชน และองค์กรภาคประชาสังคม ก็จำเป็นต้องทำงานร่วมกันอย่างสอดคล้องเพื่อให้เกิดพลังร่วมสูงสุด หรือที่เรียกว่า ‘การเชื่อมโยงแนวตั้ง’ นอกจากนี้ความท้าทายที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการจัดหาเงินทุนเพื่อให้การดำเนินการสามารถทำได้จริง ซึ่งการลงทุนในการพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อตอบโจทย์วิกฤตทักษะนี้ จะต้องเป็นการลงทุนเพิ่มเติมในระดับที่สูง และควรกำหนดการแบ่งปันภาระการลงทุนนี้ร่วมกัน ระหว่างกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่หลากหลาย</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>พูดถึงตัวอย่างที่ดีจากประเทศอื่นๆ คุณว่ามีตัวอย่างไหนที่น่าสนใจและไทยสามารถเรียนรู้ได้บ้าง&nbsp;</strong></h3>



<p>มีตัวอย่างที่น่าสนใจมากมายจากทั่วโลกที่สามารถให้บทเรียนแก่ประเทศไทยได้ บางตัวอย่างอาจเหมาะสำหรับการพิจารณาในระยะกลางและระยะยาว ในขณะที่บางตัวอย่างสามารถนำมาปรับใช้ได้ทันที</p>



<p>ถ้าจะให้ยกตัวอย่างประเทศหนึ่งที่ผมว่าประสบความสำเร็จอย่างมากในการปฏิรูประบบการศึกษาโดยอาศัยการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล นั่นคือเอสโตเนีย ประเทศเล็กๆ ในทวีปยุโรป ที่เริ่มต้นกระบวนการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลในภาคการศึกษาตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1990 โดยมีการนำคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเข้าไปในโรงเรียนทุกแห่งทั่วประเทศ และมีการฝึกอบรมครูให้สามารถสนับสนุนการเรียนรู้ของนักเรียน รวมถึงในด้านทักษะพื้นฐาน ในประเด็นของเอไอกับการศึกษา เอสโตเนียเพิ่งเปิดตัวโครงการขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า AI Leap 2025 ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้นักเรียนและครูสามารถเข้าถึงเครื่องมือการเรียนรู้ที่ขับเคลื่อนด้วยเอไอและเรียนรู้วิธีการใช้งานเครื่องมือเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญคือเอสโตเนียได้ลงทุนในเงื่อนไขพื้นฐานที่เอื้อต่อความสำเร็จของการดำเนินงานที่ทะเยอทะยานนี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว นอกจากนี้เอสโตเนียยังได้จัดตั้งกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อร่วมกันออกแบบรูปแบบการดำเนินงานที่ดีที่สุดเพื่อให้เกิดความสำเร็จ</p>



<p>อีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจมาจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีเขตการศึกษาจำนวนมากที่ได้บูรณาการเรื่องการเรียนรู้ด้านทักษะทางอารมณ์และสังคม (Social and Emotional Learning: SEL) เข้าไว้ในหลักสูตรและกิจกรรมนอกห้องเรียน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้เรียนทักษะด้านสังคมและอารมณ์ที่สมดุล ลองนึกถึงนักเรียนที่เรียนวิทยาศาสตร์หรือประวัติศาสตร์ในสภาพแวดล้อมที่พวกเขาไม่ได้เรียนแค่เนื้อหาหรือทฤษฎีในวิชาเหล่านั้นเท่านั้น แต่ยังได้ฝึกการแสดงความคิดเห็นของตนเอง การรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และการอภิปรายหรือโต้แย้งอย่างให้เกียรติและมีเหตุผล โปรแกรม SEL หลายแห่งในสหรัฐอเมริกาไม่ได้เพียงช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้เรียนเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการทางอ้อมอีกด้วย ขณะนี้ ธนาคารโลกกำลังร่วมมือกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อจัดทำโครงการนำร่องขนาดใหญ่ที่มีเป้าหมายเพื่อบูรณาการ SEL เข้ากับวิทยาลัยอาชีวศึกษาในประเทศไทย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c86577"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1743914745_852640-the101world-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าขยับออกมามองกว้างขึ้นกว่าประเทศไทย คุณมองเห็นเทรนด์การพัฒนาทุนมนุษย์ในระดับโลกอย่างไรบ้าง</strong><strong></strong></h3>



<p>อันที่จริงมันก็สอดคล้องกับหลายประเด็นที่ผมได้พูดไปแล้ว เทรนด์แรกคือระบบการศึกษาของหลายประเทศหันมาให้ความสำคัญกับการปรับตัวให้สอดรับกับการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลมากขึ้น</p>



<p>เทรนด์ที่สองคือหลายประเทศเริ่มนำกระบวนการเรียนรู้ที่ปรับให้เหมาะกับระดับและความต้องการของผู้เรียนแต่ละคนเข้ามาใช้ในระบบการศึกษา โดยหนึ่งในโครงการที่ประสบความสำเร็จในเรื่องนี้คือ Teaching at the Right Level (TaRL) ซึ่งพัฒนาโดยองค์กรไม่แสวงหากำไรในอินเดียชื่อว่า Pratham</p>



<p>เทรนด์ที่สามคือมีการตระหนักเพิ่มมากขึ้นถึงความสำคัญของการที่ไม่เพียงคัดเลือกครูและผู้สอนที่มีความสามารถเท่านั้น แต่ยังต้องเตรียมความพร้อมและสร้างแรงจูงใจให้พวกเขาอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับผลลัพธ์ด้านการเรียนรู้ของผู้เรียน</p>



<p>สุดท้าย ผมยังเห็นว่ามีจำนวนประเทศและเขตการศึกษาที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ได้บูรณาการ SEL เข้ามาในระบบการศึกษา ซึ่งสะท้อนถึงการตระหนักถึงความจำเป็นในการดูแลสุขภาวะของผู้เรียน และการพัฒนาทักษะในลักษณะองค์รวมมากขึ้น แน่นอนว่านี่ไม่ใช่รายการที่ครอบคลุมแนวโน้มทั้งหมดของการพัฒนาทุนมนุษย์ในระดับโลก แต่โครงการริเริ่มเหล่านี้ช่วยฉายภาพให้เห็นถึงแนวโน้มสำคัญบางประการในระดับสากล ซึ่งมีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างทักษะพื้นฐานชีวิตในประเทศไทยเช่นกัน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ตอนนี้คุณมีแผนที่จะทำการสำรวจสถานการณ์ทุนมนุษย์ในประเทศไทยขึ้นมาใหม่อีกหรือไม่ และคุณคาดหวังว่าเราจะได้รู้อะไรมากขึ้นจากรายงานฉบับก่อนหน้าบ้าง</strong><strong></strong></h3>



<p>หลังจากที่ในรายงานฉบับก่อนหน้าซึ่งทำการสำรวจในปี 2022 เราได้วัดผลในระดับประเทศไปแล้ว รายงานฉบับถัดไปนั้นจะมีการวัดทักษะพื้นฐานชีวิตของประชากรวัยแรงงานลงไปในระดับจังหวัด ซึ่งตอนนี้ยังอยู่ในระหว่างกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลในสามจังหวัด ได้แก่ พะเยา ระยอง และปัตตานี ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีบริบทต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยผลการสำรวจที่จะออกมานี้จะช่วยให้เราเข้าใจภาพในระดับท้องถิ่นมากขึ้น และจะได้มีข้อเสนอแนะในการตอบสนองต่อการขาดแคลนทักษะที่เหมาะสมกับแต่ละบริบทพื้นที่ และผมคาดว่ารายงานฉบับนี้น่าจะพร้อมเผยแพร่ได้ในช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายนปีนี้ โปรดติดตามการทำงานของเราด้วย</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สุดท้ายนี้ อยากให้คุณย้ำให้เห็นว่าการพัฒนาทุนมนุษย์และทักษะพื้นฐานชีวิตมีความสำคัญมากขนาดไหน</strong></h3>



<p>ทุนมนุษย์โดยเฉพาะทักษะพื้นฐานชีวิตคือรากฐานของสังคมของเรา คุณสามารถเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานชีวิตกับวัสดุก่อสร้างพื้นฐานของไซต์งานก่อสร้าง มันก็เปรียบเหมือนการสร้างอาคาร ถ้าหากใช้วัสดุที่ไม่ดีในการก่อสร้างหรือไม่ได้วางโครงสร้างไว้อย่างแข็งแกร่ง อาคารก็อาจไม่แข็งแรงพอที่จะรองรับภัยธรรมชาติหรือแรงสั่นสะเทือนต่างๆ และไม่สามารถรองรับกิจกรรมที่เกิดขึ้นภายในตัวอาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในลักษณะเดียวกัน หากผู้เรียนไม่มีระดับทักษะพื้นฐานชีวิตที่เพียงพอ พวกเขาก็จะไม่สามารถรับมือกับวิกฤตที่อาจสั่นสะเทือนชีวิตประจำวันของเรา เช่น แผ่นดินไหวหรือโรคระบาด รวมทั้งไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติของงานที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาซึ่งบีบให้ต้องเรียนรู้งานใหม่ๆ และเปลี่ยนรูปแบบการทำงานอยู่เสมอ เช่น การทำงานเป็นทีม การทำงานทางไกล และท้ายที่สุดคือจะไม่สามารถมีส่วนร่วมในการสร้างนวัตกรรม การเติบโต และความมั่งคั่งของประเทศได้อย่างเต็มศักยภาพ</p>



<p>ประเทศไทยและธนาคารโลกได้สร้างความร่วมมือที่แข็งแกร่งและก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมตลอดระยะเวลากว่า 75 ปีที่ผ่านมา ความพยายามล่าสุดของเราในภาคการศึกษาและการพัฒนาทักษะในประเทศไทย มุ่งเน้นไปที่การสนับสนุนทั้งภาครัฐและภาคเอกชนให้ลงทุนในทักษะพื้นฐานของเด็ก เยาวชน และผู้ใหญ่ โดยอาศัยองค์ความรู้และประสบการณ์ของเราในการสนับสนุนระบบการศึกษาในประเทศต่างๆ ทั่วโลก</p>



<p>ในประเทศไทย ขณะนี้เราร่วมทำงานอย่างใกล้ชิดกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ของกระทรวงศึกษาธิการ รัฐบาลระดับจังหวัดของระยอง ปัตตานี และพะเยา รวมถึงภาคเอกชน เราพร้อมที่จะสนับสนุนประเทศไทยในการยกระดับประสิทธิภาพและความเสมอภาคในการเสริมสร้างทักษะพื้นฐานชีวิตให้กับเด็ก เยาวชน และผู้ใหญ่</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a042aa"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1743914803_113582-the101world-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/koji-miyamoto-interview/">“ไทยกำลังเผชิญวิกฤตด้านทักษะ” – มองสถานการณ์ทุนมนุษย์ไทย จากสายตานักเศรษฐศาสตร์ธนาคารโลก ‘Koji Miyamoto’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ควรจัดการศึกษาอย่างไร เมื่อโลกทั้งใบคือการเรียนรู้: เปิดพื้นที่การศึกษาใหม่กับ วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/wirathep-pathumcharoenwattana-policy-forum/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 04 Apr 2025 13:15:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ศึกษาธิการ]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้ตลอดชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ. x 101]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้ยืดหยุ่น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=92748</guid>

					<description><![CDATA[<p>ภาพห้องเรียนสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ที่มีคุณครูคอยสอน เขียนกร [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/wirathep-pathumcharoenwattana-policy-forum/">ควรจัดการศึกษาอย่างไร เมื่อโลกทั้งใบคือการเรียนรู้: เปิดพื้นที่การศึกษาใหม่กับ วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ภาพห้องเรียนสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ที่มีคุณครูคอยสอน เขียนกระดาน และมีนักเรียนนั่งเรียงรายกลายเป็นภาพที่เราเห็นจนชินตาและกลายเป็นภาพจำของการศึกษาไปโดยปริยาย</p>



<p>อย่างไรก็ดี สำหรับ&nbsp;<strong>รศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา</strong>&nbsp;การศึกษาในทุกวันนี้ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แต่ในห้องเรียนอีกต่อไป เพราะโลกทั้งใบเปรียบเสมือนพื้นที่การเรียนรู้ขนาดใหญ่ และวิธีการเรียนรู้ก็ไม่ได้และไม่ควรที่จะมีแบบเดียว แต่ควรถูกออกแบบและหล่อหลอมให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน ควบคู่ไปกับบริบทของโลกยุคปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา</p>



<p>101 ชวนเปิดพื้นที่การศึกษาใหม่กับ รศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไล่เรียงตั้งแต่ภาพใหญ่อย่างปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทย ไปจนถึงมุมมองในการจัดการศึกษารูปแบบต่างๆ ที่เหมาะสมกับผู้เรียน ในวันที่โลกทั้งใบคือพื้นที่เรียนรู้สำหรับคนทุกคน</p>



<p><em>หมายเหตุ: เก็บความบางส่วนและเรียบเรียงจากรายการ 101 Policy Forum #24: ความเหลื่อมรู้ในความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เผยแพร่ในวันที่ 31 มีนาคม 2568</em></p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="ความเหลื่อมรู้ในความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา | 101 Policy Forum #24" width="750" height="422" src="https://www.youtube.com/embed/R0OiCSyHm6U?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-45b7ef"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1743745085_492229-the101world-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าพูดถึงเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา คุณจะนึกถึงเรื่องอะไร</strong></h3>



<p>ผมมองเรื่องการที่เด็กและเยาวชนไม่ได้เข้าสู่ระบบการศึกษาที่ดี ทำให้ทุกวันนี้เราเห็นภาพของเด็กและเยาวชนที่ทั้งเสี่ยงหลุดและหลุดออกจากระบบโรงเรียนเป็นจำนวนมาก</p>



<p>ถ้าพูดให้ถึงที่สุดคือ เรื่องนี้เกิดจากโครงสร้างหลายอย่าง ทั้งระบบเศรษฐกิจ ระบบโรงเรียน หรือแม้แต่ระบบครอบครัว ที่ทำให้เด็กต้องหลุดออกจากระบบและทำให้ไม่ได้โอกาสในการเข้าถึงการศึกษาหรือการเรียนรู้ที่ดี ไม่ว่าจะในหรือนอกโรงเรียนก็ตาม</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>ประเด็นการศึกษาเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงกันมาตลอด โดยเฉพาะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราจะเห็นงานวิชาการหรืองานวิจัยหลายๆ เรื่องเกิดขึ้น ในฐานะคนที่ทำงานด้านการศึกษา คุณมองว่าตอนนี้เราอยู่ตรงไหน เรารู้อะไรบ้างแล้ว</strong></h3>



<p>ระยะหลังเรื่องที่ผมศึกษาคือเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา ส่วนตัวผมเรียนสาขาการศึกษานอกระบบโรงเรียนมา ดังนั้น ผมจึงมองว่าโรงเรียนไม่ได้จัดการได้ทุกเรื่อง แต่เรามีภาคส่วนต่างๆ ของสังคม ทั้งองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) NGOs หรือแม้กระทั่งสภาเด็กและเยาวชน ซึ่งพวกเขาเห็นปัญหาในพื้นที่และพบว่าหน่วยจัดการเรียนรู้ที่ใกล้ชิดกับพวกเขา น่าจะเป็นคนที่ขับเคลื่อนการทำงานกับเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาได้</p>



<p>ถ้าพูดให้ถึงที่สุด ผมไม่เชื่อว่าทุกอย่างที่เกี่ยวกับการศึกษาต้องเข้าสู่ระบบ เพราะโลกทั้งใบคือการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้ตามอัธยาศัย และการเรียนจากผู้รู้ แต่หน่วยจัดการเรียนรู้นี่แหละที่จะเป็นคานงัดสำคัญที่จะส่งเสริมการเรียนรู้ที่ไม่ได้อยู่แค่ในโรงเรียน แต่จะช่วยให้เด็กสามารถศึกษาค้นคว้าเพื่อเลือกสิ่งที่เขาสนใจและสามารถเรียนรู้ได้</p>



<p>ทั้งนี้ เราต้องระลึกไว้ด้วยว่า เด็กบางคนยังไม่จบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนั้น การเชื่อมต่อกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ที่เป็นหน่วยงานรัฐก็สำคัญและจำเป็น เพราะในกรณีที่เด็กบางคนต้องเข้าสู่ระบบการศึกษา หน่วยจัดการเรียนรู้ก็จะต้องไปเชื่อมต่อประสานเพื่อพาเด็กเข้าสู่ระบบ แต่ถ้าเด็กยังไม่พร้อมก็จะต้องมีวิธีจัดการเรียนรู้ที่เชื่อมกับภูมิปัญญาหรือหน่วยจัดการเรียนรู้ต่างๆ ที่สอดคล้องกับความสนใจของพวกเขา อาจไม่ต้องเทียบคุณวุฒิ แต่เทียบเคียงเป็นประกาศนียบัตรก็ได้ ดังที่ กสศ. พยายามมองว่า การเรียนรู้ทุกระบบควรเชื่อมกันได้โดยไม่จำเป็นต้องเรียนในระบบการศึกษาเท่านั้น</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>เราจะเห็นว่าสังคมไทยไม่ค่อยให้ค่ากับการได้ประกาศนียบัตรเท่าไหร่ นี่ถือเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งไหม</strong></h3>



<p>ใช่ครับ เราต้องมองก่อนว่าเด็กบางคนไม่ได้เลือกเข้าเรียนต่อในโรงเรียน แต่เขาสามารถสร้างอาชีพจากฐานการเรียนรู้ บางคนก็ได้ประกาศนียบัตรเฉพาะทางมา เช่น การชงกาแฟ เขาก็พัฒนาต่อยอดได้เหมือนกัน ผมเลยมองว่าการจัดการเรียนรู้ต้องยืดหยุ่นพอที่จะออกแบบการเรียนรู้รายบุคคลหรือการเรียนรู้รายกลุ่มที่มีความสนใจคล้ายกันได้</p>



<p>เพราะฉะนั้น นี่เป็นความท้าทายที่ระบบการศึกษาในปัจจุบันต้องพิจารณาเรื่องนี้ให้มากขึ้น เพราะมีเหตุปัจจัยมากมายที่จะทำให้เด็กหลุดออกจากระบบ ทั้งความสนใจหรือพื้นฐานที่มี อีกทั้งโรงเรียนในทุกวันนี้ก็เน้นไปที่เป้าหมายด้านวิชาการ แต่คำถามคือ จำเป็นไหมที่เด็กทุกคนต้องเข้าสู่การเรียนแบบวิชาการ ถ้าบางคนอยากค้าขายหรืออยากถ่ายภาพ เขาจะสามารถใช้ทักษะนี้มาหล่อเลี้ยงและพัฒนาชีวิตได้หรือไม่ เรื่องนี้ก็ต้องอาศัยการจัดการที่เยอะพอสมควรในการเชื่อมและช่วยเหลือเด็ก</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>มีความเชื่ออย่างหนึ่งคือ การจัดการศึกษาแบบเดียวหรือการหว่านเงินลงไปในระบบการศึกษา ซึ่งเรารู้กันแล้วว่า วิธีการดังกล่าวไม่ได้ผลดีนัก คุณมองเรื่องนี้อย่างไร เรามีวิธีการอะไรที่ดีกว่านี้ไหมในการจัดการศึกษา</strong></h3>



<p>ถ้าเรามองความเชื่อเกี่ยวกับการศึกษาที่ผ่านมา จะเห็นว่าเราเน้นที่ระบบเดียวเป็นหลัก และโครงสร้างนี้จะลดทอนความรู้แบบอื่นๆ ที่อยู่นอกห้องเรียนไปด้วยการทำให้ทุกคนเชื่อว่าเราต้องวิ่งเข้าสู่ระบบโรงเรียนจนทำให้เราหลงลืมมิติอื่นๆ ของชีวิต ยิ่งผนวกกับการที่ทุกอย่างถูกผลักดันให้เข้ากับความเป็นเลิศทางวิชาการ ทำให้ความรู้ชุดอื่นที่เราควรให้คุณค่าหายไปเลย ซึ่งตรงนี้ผมมองว่า ระบบการศึกษาไม่ได้อยู่แค่ที่ในห้องเรียนหรือมหาวิทยาลัย แต่ยังมีที่อื่นที่สามารถเรียนรู้และเชื่อมโยงกันต่อได้</p>



<p>ดังนั้น ความเชื่อที่มองว่าคุณครูจะต้องจบครุศาสตร์หรือศึกษาศาสตร์และได้ใบประกอบวิชาชีพเท่านั้นจึงจะเป็นเลิศเป็นความเชื่อที่ผิด เพราะความท้าทายคือคุณครูจะต้องเชื่อมประสานองค์ความรู้ให้เด็กสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้มากกว่า</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-26edfc"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1743745080_735454-the101world-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>คุณมองว่านโยบายใดเป็นนโยบายที่ไม่ควรเลิกดำเนินการ หรือมีนโยบายใหม่ๆ ที่เราควรจับตามองไหม</strong></h3>



<p>ผมว่าเรื่องสำคัญคือเราต้องสอนและส่งเสริมให้คนมีทักษะการเรียนรู้ตลอดเวลา ซึ่งต้องใช้เวลาค่อนข้างเยอะในการออกแบบการสอนใหม่ ทำแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือเลย ตัวคุณครูก็ต้องปรับด้วย เราเห็นเด็กเจเนอเรชันใหม่ๆ แล้วจะสอนแบบเดิมคงไม่ได้ ผู้สอนก็ต้องเรียนรู้ใหม่เหมือนกัน</p>



<p>ตรงนี้ก็เป็นความท้าทาย เพราะผู้สอนต้องเพิ่มพลังให้เยอะขึ้น แต่ลดอัตตาของตัวเองลง เพราะถ้าเป้าหมายของเราคือให้ลูกศิษย์สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง เราจะต้องเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอน อาจจะเน้นประเด็นต่างๆ ควบคู่ไปกับการเน้นเนื้อหาก็ได้</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>ตอนนี้ฝ่ายนโยบายมองถึงประเด็นนี้บ้างไหม หรือมีข้อติดขัดอะไรบ้าง</strong></h3>



<p>ถ้ามองจากที่ผ่านมา ผมก็เห็นทางกระทรวงศึกษาธิการพยายามทำเป็นการเรียนรู้แบบโครงการเป็นฐาน (project-based learning) นะ แต่เป็นการนำร่องขยายผล แต่ต้องยอมรับว่า เมื่อพูดถึงกระทรวงฯ จะมีปัญหาติดล็อกนโยบายค่อนข้างเยอะ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>เท่าที่ฟังดู เรามีความพยายามด้านการพัฒนาการศึกษาหรือปรับใช้นวัตกรรมใหม่ๆ มาอย่างต่อเนื่อง คุณคิดว่าภาคนโยบายเป็นอย่างไร ได้หยิบยกหรือนำนวัตกรรมเหล่านี้ไปปรับใช้บ้างไหม</strong></h3>



<p>ถ้าในมุม กสศ. เราจะเห็นความพยายามสื่อสารออกไปเสมอ เป้าหมายหนึ่งของ กสศ. คือความพยายามเชื่อมต่อกับหน่วยงานภาครัฐให้ได้ เพราะหน่วยงานภาครัฐมีทรัพยากรต่างๆ เช่น ความพยายามในการทำให้เด็กในกระบวนการยุติธรรมมีโอกาสและการเรียนรู้ที่หลากหลายมากขึ้น เพราะเด็กที่เข้าสู่กระบวนการนี้จะเข้าและออกไม่พร้อมกัน ถ้าเขาเข้าสู่กระบวนการแล้วลงทะเบียนเรียนทันก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ถ้าเข้ามาระหว่างเทอม ก็ต้องหาวิธีการใหม่ ตรงนี้ กสศ. ก็ทำงานร่วมกับกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนเพื่อออกแบบการเรียนรู้รายบุคคลให้เด็กและเยาวชนที่อาจจะเข้ามากลางเทอม และไปเชื่อมกับศูนย์การเรียนรู้ต่อไป นอกจากนี้ ยังมีการทำงานเรื่องโรงเรียนสามระบบ คือ โรงเรียนหนึ่งจะสามารถจัดการศึกษาได้ทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ตรงนี้ก็เป็นความพยายามนำร่องอยู่</p>



<p>ตรงนี้ผมมองว่า หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องก็เรียนรู้ว่า ความผิดพลาดที่ผ่านมาในการจัดการศึกษาอยู่ตรงไหนที่ทำให้เด็กหลุดออกนอกระบบ เมื่อ กสศ. เห็นช่องทางและทำวิจัยมาก็มีการทำเรื่องนี้มากขึ้น ผมก็ชื่นชม กสศ. นะ เพราะเขามีคนที่จะเชื่อมต่อกับภาครัฐได้ด้วย และยังมีผู้หลักผู้ใหญ่ที่เข้าใจบริบทการศึกษาที่ควรจะเป็น แต่เราก็ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่ามักมีการออกระเบียบที่มีปัญหา อาจขัดกับกฎหมายใหญ่บ้าง อันนี้ก็ต้องทำงานหลังบ้านให้ชัดเจน ดูว่าจะยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างไร โดยเฉพาะกับเด็กที่เสี่ยงจะหลุดหรือหลุดออกจากระบบการศึกษา ทำเป็นกลไกต่อเนื่องเพื่อเชื่อมต่อการเรียนรู้แบบยืดหยุ่น</p>



<p>ตัวอย่างเช่น เราจะเห็นว่าปัจจุบันมีการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ (Thailand Zero Dropout) ขึ้น ตรงนี้ก็น่าสนใจหลายอย่าง เช่น การทำข้อเสนอจัดตั้ง youth worker หรือคนที่ทำงานด้านเยาวชน ซึ่งทำให้เรามองเห็นภาพการเชื่อมต่อกับยูนิเซฟ (UNICEF) หรือองค์กรวิชาชีพต่างๆ ได้ และทำให้เห็นภาพการทำงานระดับเด็กและเยาวชนได้มากขึ้น</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>มีคนพูดถึงแนวคิดคูปองการศึกษา (school voucher) คุณมองเรื่องนี้อย่างไร</strong></h3>



<p>ผมว่าเรื่องนี้จะช่วยให้โรงเรียนมีคุณภาพมากขึ้น เพราะผู้ปกครองควรจะมีสิทธิเลือกโรงเรียนที่มีคุณภาพ ถ้าคูปองการศึกษาทำให้โรงเรียนเห็นว่าตนเองมีจุดอ่อนอย่างไร โรงเรียนนั้นก็ควรต้องพัฒนาตนเองมากขึ้น ผมเคยเสนอความคิดด้วยนะว่า ต้องปรับวิธีการในการจัดการเรียนรู้ใหม่ จากที่เคยเน้นเนื้อหาเพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการ ตอนนี้อาจจะต้องเน้นการเรียนรู้แบบเป็นทีมมากขึ้น</p>



<p>ผมมองว่า โรงเรียนก็มีการแข่งขันกันเป็นปกตินะครับ แต่ตอนนี้เรามอบอำนาจให้โรงเรียนขนาดใหญ่และทรัพยากรเยอะมากกว่า แต่โรงเรียนขนาดเล็กหรือปานกลางเขาได้รับทรัพยากรน้อยลงจะทำอย่างไร และทรัพยากรในที่นี้ไม่ใช่แค่เรื่องเงินทอง แต่เป็นเรื่ององค์ความรู้และความสามารถในการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารด้วย ผมว่าภาครัฐต้องลงทุนทำงานตรงนี้ให้มากขึ้นมากกว่าที่จะไปทุ่มกับโรงเรียนขนาดใหญ่ เพื่อให้โรงเรียนขนาดเล็กเห็นมิติการจัดการเรียนรู้ที่ดีมากขึ้น</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>จากทั้งหมดที่คุยกันมา คุณประเมินสถานการณ์ตอนนี้อย่างไร คิดว่าในอนาคตข้างหน้าเราจะดำเนินยุทธศาสตร์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างไรหรือลงทุนด้านไหน</strong></h3>



<p>ผมมองแบบนี้คือนโยบายการยุบโรงเรียนก็เป็นไปตามยุคสมัย บางกรณีมันอาจจะจำเป็น แต่อีกส่วนคือการทำให้โรงเรียนที่มีอยู่สามารถลุกขึ้นมาพัฒนาให้เป็นโรงเรียนที่มีคุณภาพได้ ส่วนหนึ่งผู้บริหารต้องมีวิสัยทัศน์ด้วยตัวเอง แต่รัฐต้องหนุนเสริมทั้งงบประมาณและการพัฒนาครูด้วย นอกจากนี้ การกระจายอำนาจก็เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องให้ท้องถิ่นเข้ามาช่วย เพราะเราอยากเห็นท้องถิ่นที่สามารถโอบอุ้มเรื่องการศึกษานอกเหนือจากโรงเรียนที่สังกัดเทศบาลหรือเป็นของท้องถิ่นเอง</p>



<p>ถ้าพูดให้ถึงที่สุด เราอยากเห็นท้องถิ่นยกระดับโรงเรียนอื่นให้เทียบเท่าโรงเรียนเทศบาลได้ด้วยครับ</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/wirathep-pathumcharoenwattana-policy-forum/">ควรจัดการศึกษาอย่างไร เมื่อโลกทั้งใบคือการเรียนรู้: เปิดพื้นที่การศึกษาใหม่กับ วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘สินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของประเทศคือเยาวชน’ ลด NEETs – แก้การศึกษาเพื่ออนาคต กับ ปฏิมา จงเจริญธนาวัฒน์</title>
		<link>https://www.eef.or.th/patima-chongcharoentanawat-interview/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 01 Apr 2025 08:05:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาความยากจน]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[NEETs]]></category>
		<category><![CDATA[สังคมสูงวัย]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ. x 101]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดแรงงานไทย]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาเยาวชน]]></category>
		<category><![CDATA[ปฏิมา จงเจริญธนาวัฒน์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=92691</guid>

					<description><![CDATA[<p>ทีละเล็ก ทีละน้อย – แม้ไม่ได้พลิกโฉมให้เห็นทันตา หากแน่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/patima-chongcharoentanawat-interview/">‘สินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของประเทศคือเยาวชน’ ลด NEETs – แก้การศึกษาเพื่ออนาคต กับ ปฏิมา จงเจริญธนาวัฒน์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ทีละเล็ก ทีละน้อย – แม้ไม่ได้พลิกโฉมให้เห็นทันตา หากแน่ชัดว่าเรากำลังก้าวเข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัย อันเป็นโจทย์ใหญ่ของหลายประเทศทั่วโลกว่าจะวางแผนรับมือการเปลี่ยนผ่านของสภาพตลาดแรงงานและขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาวแบบไหน ภายใต้ข้อจำกัดด้านจำนวนประชากรวัยทำงานลดลงจากอัตราการเกิดที่ลดลง</p>



<p>เบื้องต้นที่สุด แน่นอนว่าเราย่อมต้องกลับมาพินิจพิจารณาเรื่องการเพิ่มคุณภาพของแรงงาน ผ่านการบ่มเพาะในหลักสูตรการศึกษาที่ดีและการฝึกทักษะอาชีพที่เท่าทันยุคสมัย แต่อย่างไรก็ดี ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ไม่หยุดคืบเคลื่อน ดูเหมือนปัญหาเดิมๆ ที่สังคมไทยเผชิญกันก่อนหน้าการมาถึงของสังคมสูงวัยยังไม่อาจคลี่คลายโดยสมบูรณ์ โดยเฉพาะเรื่องความเหลื่อมล้ำขัดสนที่กระจายตัวแทบทุกหย่อมหญ้า และโครงสร้างระบบการศึกษาที่ปล่อยให้ผู้เรียนหลุดร่วงจากระบบได้อย่างง่ายดาย</p>



<p>ปัญหาคาราคาซังเหล่านี้มีส่วนอย่างยิ่งในการทำให้เยาวชนจำนวนไม่น้อยต้องตกอยู่ในสภาวะ NEETs หรือ ‘ไม่เรียน’ ‘ไม่ทำงาน’ ‘ไม่อยู่ในการฝึกอบรม’ อันจะส่งผลต่อโอกาสการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และอาจวนเวียนก่อร่างสร้างความยากจนข้ามรุ่นต่อไปไม่รู้จักจบสิ้น</p>



<p>ดังนั้นการแก้ปัญหาเยาวชน NEETs จึงถือเป็นวาระใหญ่ที่ทุกฝ่ายควรหันมาให้ความสนใจในวันที่ไทยเสี่ยงต่อการขาดแคลนแรงงาน โดยที่ผ่านมา สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ นับเป็นหนึ่งในหัวเรือหลักของการแก้ไขปัญหาดังกล่าว และ&nbsp;<strong>ดร</strong><strong>.ปฏิมา จงเจริญธนาวัฒน์&nbsp;</strong>คือหนึ่งในคนที่ติดตามการทำงานมาตลอด ทั้งระดับการวางนโยบายผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จนถึงระดับพื้นที่อย่างการทดลองสร้างโครงการส่งเสริมให้เยาวชนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาและการจ้างงาน</p>



<p>ด้วยบทบาทของผู้อำนวยการกองศึกษาและวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ เห็นว่าปัญหาเรื่อง NEETs ว่าส่งผลต่อสังคมเศรษฐกิจอย่างไร? และในทางกลับกัน สภาพเศรษฐกิจและระบบการศึกษาปัจจุบันผลักดันให้เด็กคนหนึ่งออกจากระบบที่ควรอยู่มากน้อยแค่ไหน? โจทย์การศึกษาและแรงงานมีอะไรที่เราต้องขบคิด รวมถึงพัฒนาต่อ?</p>



<p>บ่ายคล้อยวันหนึ่ง วันโอวันเดินไปทางไปยังสภาพัฒน์ สนทนากับ ดร.ปฏิมา จงเจริญธนาวัฒน์ เพื่อคลายข้อสงสัยเหล่านี้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ed28c3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1743492061_204007-the101world-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สภาพัฒน์เริ่มวางแผนทำงานเรื่องการแก้ไขปัญหาเยาวชน NEETs ตั้งแต่เมื่อไหร่ และประเด็นนี้สำคัญต่อการพัฒนาสังคม-เศรษฐกิจไทยอย่างไร</strong></h3>



<p>หนึ่งในหน้าที่หลักของสภาพัฒน์คือการจัดทำและขับเคลื่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งการมุ่งให้คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนามีมาตั้งแต่แผนฉบับที่ 8 แล้ว มาถึงแผนปัจจุบันคือฉบับที่ 13 (ปี 2566-2570) มีหมุดหมายที่สําคัญมาก คือหมุดหมายที่ 9 เรื่องการลดความยากจนข้ามรุ่น และหมุดหมายที่ 12 เรื่องการพัฒนาคนเพิ่มขึ้นมา</p>



<p>เรื่องความยากจนข้ามรุ่น เราไม่ได้ระบุว่าต้องลด NEETs ได้เท่าไหร่ก็จริง แต่มีการพูดถึงกลุ่มเป้าหมายสําคัญของการลดความยากจน คือเด็กที่เกิดในครัวเรือนที่ไม่เสมอภาค อย่าง NEETs ก็เป็นหนึ่งในตัวอย่างสําคัญของกลุ่มเป้าหมายนี้ เพราะจากข้อมูลชี้ชัดว่าน้องๆ ที่เป็น NEETs ส่วนมากมาจากครอบครัวที่ยากจนที่สุด 40% ล่าง ปกติคนจากครัวเรือนยากจนเหล่านี้จะยกระดับสถานะขึ้นไปก็ต้องใช้การศึกษาเป็นหลัก แต่เด็กกลุ่มนี้จนด้วย และไม่ได้เรียนด้วย ไม่ทํางานด้วย การเลื่อนชั้นทางสังคมจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย</p>



<p>ดังนั้น NEETs จึงถือเป็นกลุ่มเป้าหมายสําคัญที่ถ้าเราไม่แก้ มันจะทําให้ความยากจนข้ามรุ่นดำเนินต่อไป และความยากจนข้ามรุ่นนี่ล่ะที่เป็นบ่อเกิดของความเหลื่อมล้ำ เวลาเรามองภาพความเหลื่อมล้ำส่วนใหญ่อาจจะมองแค่ภาพระยะสั้นว่าตอนนี้คนจนกับคนรวยต่างกันเท่าไหร่ แต่ความเหลื่อมล้ำจริงๆ เกิดจากการที่คนจนไม่มีโอกาสลืมตาอ้าปาก</p>



<p>ส่วนหมุดหมายที่ 12 ซึ่งพูดถึงเรื่องกําลังคนที่มีสมรรถนะสูง ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ ก็มี NEETs เป็นกลุ่มเป้าหมายสําคัญ มีการระบุว่าต้องลด NEETs ให้เหลือไม่เกิน 5% ภายในระยะเวลา 5 ปี เพราะการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรทําให้คนกลุ่มเยาวชนน้อยลงเรื่อยๆ การที่เราปล่อยให้เยาวชนเหล่านี้หลุดออกไป เท่ากับว่ากำลังคนที่มีน้อยอยู่แล้ว ถ้าไม่มีคุณภาพอีกก็จะยิ่งเสียหายเยอะ</p>



<p>ทีนี้ ในโครงสร้างการกําหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ จะเริ่มจากยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มาถึงระดับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 เป็นเวลา 5 ปี และจากแผนพัฒนาฯ นี้จะถ่ายระดับลงไปเป็นแนวปฏิบัติของราชการ ฝั่งกระทรวงแรงงานก็รับแผนนี้ไปตั้งตัวชี้วัดของกระทรวงว่าภายในปี 2570 จะลดจำนวน NEETs ให้ได้ 100,000 คน ดังนั้นสำหรับเรื่อง NEETs จะเห็นว่าทั้งกระทรวงและสภาพัฒน์มีเป้าหมาย แผนใหญ่พร้อม แผนกระทรวงก็มี กระทรวงศึกษาเองก็พูดถึงการป้องกันเด็กออกนอกระบบเช่นกัน แต่ปัญหาสำคัญที่สุดของการแก้ไขเรื่องนี้ คือ ‘เรารู้ว่าต้องทำอะไร แต่ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร’</p>



<p>เช่นเดียวกับปัญหาเรื่องอื่นๆ ในประเทศ เรารู้ว่ามีเรื่องต้องแก้ แต่หลายครั้งกลายเป็นว่าเราปล่อยให้หน่วยงานแต่ละแห่งคิดเองว่าต้องแก้อย่างไร ทำให้บางหน่วยงานอาจจะคิดแค่ในหน้าตักของเขา ในขอบเขตงานของเขาเท่านั้น เพราะเวลาของบประมาณก็ขอในนามหน่วยงานตนเอง อาจจะไม่ได้คิดเผื่อว่าจะไปทำงานกับคนอื่น กล่าวคือระบบราชการมีลักษณะการทำงานแบบแยกส่วน (silo-based) ซึ่งไม่ใช่ว่าแย่ไปเสียทั้งหมดนะ เวลามีงานเร่งด่วนมา ระบบแบบไซโลก็มีประสิทธิภาพในการทำงานที่รวดเร็ว แต่พอเป็นปัญหาที่มีหลายมิติ หน่วยงานก็จำเป็นต้องทำงานร่วมกับที่อื่นๆ การที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งตั้งเป้าและทำคนเดียวจะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้</p>



<p>พอเราขาดความรู้ว่าต้องแก้ปัญหาอย่างไร สภาพัฒน์จึงทำโปรเจกต์หนึ่งขึ้นมา เรียกว่าการขับเคลื่อนแผน 13 ในระดับพื้นที่ตําบล ซึ่งเราไปดูว่าหมุดหมายในแผน 13 มีเรื่องไหนสามารถนำมาทำโครงการนำร่อง (pilot project) ในพื้นที่ใดบ้าง และเรื่อง NEETs ก็เป็นเรื่องแรกที่เราลองทำอย่างจริงจังที่อุดรธานี รวมถึงมีความก้าวหน้าค่อนข้างมาก เนื่องจากเราได้ทีมในพื้นที่ที่ดี อย่างอาจารย์เจ๋ง (<a href="https://www.the101.world/neet-na-phu-udon-thani/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">วรวัฒน์ ทิพจ้อย</a>&nbsp;จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี) อบต. รวมถึงการสนับสนุนจากยูนิเซฟ โดยมีเป้าหมายว่าจะเรียนรู้จากพื้นที่นี้ไปสู่การแก้ปัญหา NEETs ในภาพรวมทั้งประเทศอย่างไร</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>ตั้งแต่ติดตามประเด็นดังกล่าวมา ทางสภาพัฒน์มีการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับเยาวชน NEETs บ้างไหม พบอะไรที่น่าสนใจบ้าง</strong></h3>



<p>เราเริ่มมาติดตามตัวเลขของ NEETs ตอนทำแผนฉบับที่ 13 แล้วพบว่าหน่วยงานที่จัดเก็บข้อมูล NEETs อย่างต่อเนื่องคือ&nbsp;<a href="https://rshiny.ilo.org/dataexplorer25/?lang=en&amp;id=EIP_NEET_SEX_RT_A" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ILO</a>&nbsp;(International Labour Organization – องค์การแรงงานระหว่างประเทศ) ซึ่งมีวิธีวัดที่เป็นมาตรฐานเดียวกันกับนานาชาติ ข้อดีคือมีตัวเลขที่เก็บอย่างต่อเนื่องล่าสุดถึงปี 2566 แต่ข้อท้าทายคือเราไม่สามารถแยกแยะข้อมูลข้างในได้ว่าตัวเลขแบ่งแยกตามพื้นที่อย่างไร เพราะมันเป็นรายงานให้เห็นภาพรวมของทั้งประเทศ</p>



<p>อีกแหล่งข้อมูลหนึ่งคืองานของอาจารย์เดือน (รัตติยา ภูละออ) ซึ่งเก็บข้อมูลถึงแค่ปี 2564 แต่สามารถลงไปดูรายละเอียดได้ว่าพื้นที่ไหนมีจำนวน NEETs เท่าไหร่ ตรงนี้ค่อนข้างสำคัญมาก เพราะทำให้เรารู้ว่าที่ไหนคือพื้นที่เป้าหมายซึ่งควรจะทำงานที่แรก เราใช้ข้อมูลตรงนี้เลือกอุดรธานี ซึ่งเป็นจังหวัดที่มี NEETs เป็นอันดับสามของประเทศ</p>



<p>สาเหตุที่ไม่เลือกพื้นที่อันดับหนึ่งอย่างนราธิวาสเลย เพราะเวลาทำโครงการนำร่อง กลไกในพื้นที่สำคัญมาก ซึ่งทีมสภาพัฒน์ที่ดำเนินการเรื่องนี้ยังไม่ได้มีโอกาสมีเครือข่ายการทำงานกับนราธิวาสมาก่อน แต่ก่อนหน้าจะทำโปรเจกต์นี้เราเคยทำงานร่วมกับทางราชภัฏอุดรธานีมาระดับหนึ่ง บวกกับหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นของเขาเองก็เข้มแข็ง ทำให้เราค่อนข้างมั่นใจว่ามันจะเกิดขึ้นได้ เพราะเราอยากให้โมเดลนี้อยู่อย่างยั่งยืนในพื้นที่ต่อไป ไม่ใช่แค่เพราะมีทางสภาพัฒน์หรือยูนิเซฟลงไปกระตุ้นเท่านั้น แต่นอกเหนือจากนี้ เราก็คาดหวังให้เป็นโมเดลที่ใช้ได้ในทุกพื้นที่</p>



<p>ในขั้นแรก เราใช้ข้อมูล NEETs รวมจาก ILO เป็นหลัก แต่ตอนทำงานในพื้นที่ เรามีระบบหนึ่งที่ใช้ด้วยกัน ในภาพใหญ่เรียกว่าระบบ TPMAP (Thai People Map and Analytics Platform) เป็นระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า เกิดจากการนำฐานข้อมูล จปฐ. หรือการเก็บข้อมูลความจําเป็นพื้นฐานจากกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย มาใช้วิธีการที่เรียกว่า MPI (multidimensional property index) ดูความยากจนในหลายมิติ เพื่อระบุตัวคนยากจน แล้วเอามาทาบกับข้อมูลผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ</p>



<p>หากพบข้อมูลคนที่ถือบัตรด้วยและยากจนด้วย ก็จะถือเป็นหนึ่งในกลุ่มคนเป้าหมายของตัวระบบ TPMAP&nbsp;และสำหรับเรื่อง NEETs เราได้พัฒนาระบบหนึ่งขึ้นมา เรียกว่า Local Census เป็นขาหนึ่งของระบบ TPMAP เนื่องจาก TPMAP มีแค่ข้อมูลจาก จปฐ. และผู้ถือบัตรสวัสดิการ แต่การแก้ปัญหา NEETs นั้น ลักษณะเฉพาะ (characteristic) ของครัวเรือนสำคัญมาก เราจึงพัฒนา Local Census เพื่อเติมเต็มข้อมูลส่วนที่เหลือก่อนเริ่มทำงานเรื่อง NEETs ในที่ต่างๆ หลังจากนี้เราจะเก็บข้อมูลในพื้นที่ผ่านระบบดังกล่าวเพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐาน ให้คนทำงานดูได้ว่าลักษณะครัวเรือนของเยาวชน NEETs เป็นอย่างไร พ่อแม่ประกอบอาชีพอะไร รายได้เท่าไหร่ ตัวเขาเคยมีประสบการณ์หรือแนวโน้มที่จะเป็น NEETs ไหม หรือเคยยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่ ติดเกมหรือเปล่า เคยโดนบูลลี่ในโรงเรียนไหม</p>



<p>วิธีการเก็บข้อมูลของ Local Census จะทำผ่านแบบสอบถามที่เราประยุกต์มาจากการดูแบบสอบถามที่ใกล้เคียงกัน ทั้งของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ของกระทรวง พม. (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) ของสํานักงานสถิติแห่งชาติ แล้วส่งให้ผู้เชี่ยวชาญจากยูนิเซฟช่วยดูอีกครั้งว่าเป็นคําถามที่โอเคไหม เพราะบางประเด็นค่อนข้างอ่อนไหว และขณะเดียวกัน ก็ต้องหมายเหตุไว้ว่านี่เป็นแบบสอบถามแบบ self-report หมายความว่าอาจไม่ตรงกับความเป็นจริงได้ แต่อย่างน้อยก็จะช่วยให้คนทำงานเห็นภาพก่อนว่าเด็กคนไหนมีลักษณะแวดล้อมอย่างไร ต้องช่วยอย่างไร</p>



<p>ระบบการเก็บข้อมูลนี้เป็นโมเดลเดียวกับการแก้ไขปัญหา NEETs ที่อุดรธานี แต่เรียกว่าสเกลอัปขึ้น เนื่องจากตอนทำงานที่อุดรธานีครั้งแรก เครื่องมือยังไม่เสร็จ และเราทำไปเรียนรู้ไปด้วย ก่อนหน้านี้เราอาศัยเครือข่ายในพื้นที่ระบุว่าเด็กคนไหนเป็นอย่างไร แต่ระหว่างที่ทำงาน เรารู้ว่ามันต้องมีเครื่องมือให้พื้นที่นำไปใช้ได้เลย ต้องพัฒนาแบบสอบถามและระบบสารสนเทศในการจัดเก็บข้อมูลเพื่อไปใช้แก้ไขปัญหาที่อื่นต่อไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-91b14f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1743492132_568534-the101world-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>พอเรามาทำงานด้านนี้แล้ว พบว่าฐานข้อมูลเกี่ยวกับเยาวชนของไทยมีจุดอ่อน หรือสิ่งที่ควรพัฒนาอย่างไรบ้าง</strong></h3>



<p>เรามีทั้งด้านที่ค่อนข้างเข้มแข็งกว่าประเทศอื่นและสิ่งที่เรายังตามหลังประเทศอื่น สิ่งที่เรายังตามอยู่คือความต่อเนื่องของข้อมูล อย่างของยุโรปเองจะมีการรายงานตัวเลขที่เกี่ยวข้องเป็นประจําภายใต้คำจำกัดความ (definition) ที่แน่ชัด แต่อย่างของเรา รายงานหลายชิ้นไม่มีข้อมูลเรื่องการฝึกอบรม (training) ทําให้การคํานวณจำนวน NEETs อาจไม่ได้ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งที่ผ่านมาเราใช้ข้อมูลจาก ILO เป็นหลัก แต่ด้วยความที่เป็นฐานข้อมูลนานาชาติ บางอย่างอาจจะไม่เหมาะกับบริบทบ้านเรา</p>



<p>ส่วนด้านที่เราค่อนข้างเข้มแข็ง ขอยกตัวอย่างตอนเราไปพรีเซนต์งานที่อิตาลี สิ่งหนึ่งที่ยุโรปไม่มี แต่เรามี คือฐานข้อมูลเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากๆ อย่างปัญหายาเสพติด ตอนเราทำงานในพื้นที่ เราให้คนในหมู่บ้านช่วยกันค้นหาว่ามีเด็กกี่คนที่มีศักยภาพพอจะเข้าโครงการ ผลออกมาได้เกือบ 300 คนนะคะ เยอะมาก แต่พอดูรายละเอียดกลายเป็นว่ามีปัญหายาเสพติดเสียเกือบครึ่ง ซึ่งไม่สามารถเข้ากระบวนการทํางานแบบปกติของเราได้ เพราะจะต้องผ่านกระบวนการของการบําบัดก่อน</p>



<p>พอนำข้อมูลตรงนี้ให้ต่างชาติดู เขาก็เซอร์ไพรส์ว่านี่เป็นสิ่งที่เขาไม่มีข้อมูลเลย เขารู้แค่ปลายทางว่าเด็กคนนี้ไม่เรียน ไม่ทํางาน ไม่อบรม พอมีเด็กคนไหนที่อยากเข้าสู่กระบวนการ ก็ให้มาคุย แล้วค่อยรู้ปัญหาตอนนั้น แต่โมเดลการทำงานในพื้นที่ของเราเอื้อให้เรารู้ข้อมูลพวกนี้ก่อนคร่าวๆ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>ในต่างประเทศประสบปัญหาเรื่องเยาวชน NEETs เหมือนกับเราบ้างไหม และการแก้ไขปัญหาของเขาเป็นอย่างไร</strong></h3>



<p>เรื่อง NEETs เป็นเรื่องที่ทุกประเทศให้ความสําคัญ เพราะเทรนด์สังคมผู้สูงอายุเริ่มมาเกือบทั่วโลก ยกเว้นแค่แอฟริกาที่สัดส่วนประชากรแรงงานยังเพิ่มขึ้นอยู่ อย่างเช่นเกาหลีเองก็มีโมเดลการทํางานเพื่อแก้ NEETs โดยเฉพาะ ยุโรปมีโครงการ Youth Guarantee ที่ EU ให้ทุนกับประเทศสมาชิกเกือบทุกประเทศไปทำงาน แต่ในบริบทรายละเอียดการแก้ปัญหาของแต่ละที่อาจจะต่างกันตามลักษณะสังคมและความต้องการของเยาวชน</p>



<p>ยกตัวอย่างเช่นประเทศแถบยุโรป มักมีโครงสร้างระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นในการช้อนเด็กกลับเข้าสู่ระบบมากกว่าบ้านเรา เอื้อให้เด็กกลับเข้าสู่ระบบได้ง่ายกว่า แต่ว่าของไทย ถ้าหลุดไปแล้ว ก็เหมือนคุณหลุดร่วงออกจากตาข่าย กลไกการช้อนกลับและส่งต่อระหว่างหน่วยงานยังไม่ลื่นไหล เพราะ NEETs ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายหน้างานของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งเป็นพิเศษ จะบอกว่าเป็นเด็กที่กระทรวงศึกษาต้องดูแลเป็นหลักก็พูดได้ไม่เต็มปากเพราะเด็กหลุดออกมาจากการเป็นนักเรียนแล้ว ขณะเดียวกัน จะบอกว่าเป็นหน้าที่ของกระทรวงแรงงานเพียงหน่วยงานเดียวก็ว่าไม่ได้เต็มปากเหมือนกัน เพราะเขาก็อาจจะยังไม่ได้ทํางาน บางคนเป็นเด็กเกินกว่าจะถูกนับเป็นกำลังแรงงานของกระทรวงแรงงานด้วยซ้ำ หรือจะบอกว่าเป็นกลุ่มคนเปราะบางไหม ถ้า NEETs อายุเกิน 18 ไม่ได้มาจากครัวเรือนยากจน ไม่ใช่ผู้พิการ ก็อาจไม่นับเป็นความเปราะบางตามนิยามของกระทรวง พม.</p>



<p>จะเห็นว่า NEETs ไม่ได้เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของกระทรวงไหน ทำให้มีเด็กหลุดร่วงระหว่างข้อต่อของกลไกการช้อนกลับระหว่างหน่วยงานค่อนข้างมาก ตอนเราทํางานในพื้นที่จึงให้ความสําคัญกับการเชื่อม แล้วก็ส่งต่อบริการค่อนข้างเยอะ เราแทบไม่มีการเพิ่มบริการใหม่ ไม่ได้ให้กระทรวงไหนทําโครงการใหม่เพื่อแก้เรื่องนี้โดยเฉพาะ แค่หาคนกลาง อย่างสถาบันการศึกษาในพื้นที่ หรือ อบต. เป็นคนที่คอยติดตามเยาวชน เป็นพี่เลี้ยง แล้วส่งต่อไปยังหน่วยงานหรือโครงการที่มีการดำเนินการอยู่เท่านั้นเอง</p>



<p>ในต่างประเทศ กลไก social worker ของเขาค่อนข้างชัดเจนว่าจะมีคนคอยดูแล ถ้ามีคนเข้ามาแจ้งปัญหา เขาจะมีคนประกบเด็กเลย อย่างอิตาลีจะมีองค์กรเหมือนศูนย์จัดหางาน มอบหมายให้ social worker ติดตามดูแลเด็ก แต่บ้านเราขาดตั้งแต่ครูแนะแนว ไม่มีใครคอยไกด์ คอยเป็นพี่เลี้ยงให้เด็กตลอดกระบวนการตั้งแต่การเลือกเส้นทางการศึกษา การเลือกเส้นทางอาชีพ หรือแม้กระทั่งเมื่อเขาหลุดไป ใครจะเป็นคนนําทางเขากลับมา เราว่าการแก้ปัญหาเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับการนำทางเด็กมากกว่าจะมีโครงการที่เกิดขึ้นเฉพาะ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>ปัญหาเยาวชน NEETs ที่เกิดขึ้น สะท้อนปัญหาด้านเศรษฐกิจไทยอย่างไรบ้าง</strong></h3>



<p>เรื่องแรกคือเรื่องการจ้างงาน ตลาดแรงงานไม่สามารถดูดซับเด็กกลุ่มหนึ่งไปได้ทั้งหมด เด็กอยากทำงาน แต่ไม่มีงานที่รองรับเขาเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ กระทั่งเรื่องตลาดแรงงานบวกกับการศึกษา เราไม่มีข้อมูลที่สะท้อนความต้องการแรงงานทั้งหมดในตลาด ทำให้โรงเรียน สถาบันอุดมศึกษาไม่รู้ว่าควรจะผลิตแรงงานแบบไหนออกมา กลายเป็นปัญหา job mismatch คนที่จบมามีทักษะไม่ตรงกับที่ตลาดต้องการ ก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทําให้เยาวชนหางานไม่ได้</p>



<p>อีกภาพสะท้อนหนึ่งคือเรื่องความยากจนของครัวเรือน แม้ว่าเราจะบอกว่าไทยมีนโยบายเรียนฟรี แต่ไปดูจำนวนปีเฉลี่ยที่คนไทยได้รับการศึกษาก็อยู่ที่ประมาณแค่ 8 ปีเอง ค่อนข้างต่ำมาก และถ้าไปดูในครัวเรือนยากจน อยู่ในพื้นที่ห่างไกล การที่เด็กคนหนึ่งจะตัดสินใจไม่เรียนต่อเป็นเรื่องง่ายมาก แถมเป็นการลดภาระของครอบครัวด้วยซ้ำ เพราะนโยบายเรียนฟรีไม่สามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาได้ทั้งหมด ค่าเดินทางไปโรงเรียนก็ยังมี นอกจากนี้ยังมีค่าเสียโอกาส หลายคนมองว่าแทนที่จะไปเรียนก็ไปช่วยพ่อแม่ทํางานดีกว่าไหม เราเจอมาเยอะว่า NEETs ส่วนหนึ่งตัดสินใจไม่เรียน เพราะต้องมาช่วยงานเป็นลูกจ้างในภาคการเกษตร ไม่งั้นไม่มีใครหารายได้เข้าบ้าน เรื่องของความยากลําบากทางเศรษฐกิจก็ผลักดันให้เด็กกลายเป็น NEETs ด้วย</p>



<p>ความหลากหลายของอาชีพก็เป็นหนึ่งในปัจจัยสําคัญ ตอนเราทำโครงการจะเห็นว่าอาชีพที่เด็กเลือกก็ไม่ใช่อาชีพสมัยใหม่ เขามักเลือกเป็นครู เป็นช่างซ่อมมอเตอร์ไซค์ หรือก็คือเลือกอาชีพที่เขามองเห็น ถ้าในพื้นที่ไม่ค่อยมีความหลากหลายของอาชีพให้เด็กได้เลือกมาก มุมมองต่อชีวิตของเด็กเหล่านี้ก็จะไม่กว้างถ้าเทียบกับเด็กที่มีโอกาสมากกว่า และถ้าเขาเลือกทำอาชีพนั้นไปแล้วเหนื่อย จะกลับมาเป็น NEETs ก็เป็นไปได้เหมือนกัน เพราะเส้นทางอาชีพไม่ได้อยู่ได้ยาวๆ การเข้าๆ ออกๆ กับสถานะ NEETs ก็สร้างความเสี่ยงรูปแบบหนึ่ง</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ถ้าถามเรื่องปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการกลายเป็น NEETs ต้องบอกว่าสาเหตุหนึ่งที่เราตัดสินใจทำงานในระดับพื้นที่แทนที่จะใช้โมเดลในระดับนโยบาย เพราะเราเคยมีการคำนวณสมการถดถอย โดยใช้ข้อมูลระดับจังหวัด ทั้งสภาพเศรษฐกิจ ความยากจน อัตราการว่างงาน อัตราอาชญากรรม ยาเสพติด อัตราการเข้าเรียนต่างๆ มารันโมเดล เพื่อดูว่าปัจจัยอะไรที่ส่งผลให้จังหวัดนั้นมีสัดส่วน NEETs ค่อนข้างมาก ผลออกมาตีความได้ว่าไม่มีปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งส่งผลอย่างมีนัยสำคัญ หรือก็คือ NEETs มีความหลากหลายเกินกว่าจะสรุปได้ว่าอะไรเป็นปัจจัยหลัก และนั่นแปลว่าเราไม่สามารถทำงานในระดับนโยบายแบบ one size fits all ได้ เพราะภูมิหลังของ NEETs หลากหลาย มีทั้งปัจจัยด้านเศรษฐกิจ สังคม โครงสร้างครัวเรือนที่เด็กอยู่กับผู้สูงวัย พ่อแม่ไปทำงานในเมืองใหญ่ หรือกระทั่งยาเสพติดในพื้นที่ ความมั่นคง ส่งผลให้เด็กเป็น NEETs ได้ทั้งหมด</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-01b7f5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1743492167_938519-the101world-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เรามักพบเด็กจบการศึกษาขั้นบังคับ อายุ 15-16 จำนวนมากที่เลิกเรียนต่อและอยากทำงาน แต่ไม่สามารถทำได้เพราะอายุต่ำกว่าเกณฑ์แรงงาน เรื่องเหล่านี้ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนเกณฑ์การเข้ารับทำงานของสถานประกอบการ หรือโอกาสของเด็กในการเข้าถึงแหล่งงานใหม่บ้างไหม</strong></h3>



<p>ในทางวิชาการ ดีเบตเรื่องนี้ค่อนข้างเป็นไปในทางเดียวกันว่าอายุแค่ 15 หรือจบม.3 อาจจะเด็กเกินไปสําหรับการเข้าสู่ตลาดแรงงาน ถ้าเราคิดว่าทิศทางการพัฒนาประเทศจำเป็นต้องอาศัยแรงงานทักษะสูง (high-skilled labor) เพราะประเทศจะได้เติบโตโดยใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมเพิ่มมากขึ้น การที่เราปล่อยให้มีการผลิตแรงงานในระดับการศึกษาแค่มัธยมต้น จะไม่ตอบโจทย์ทิศทางในภาพหลัก</p>



<p>แต่ทีนี้ สิ่งที่สามารถทําได้ในกรณีที่เด็กมีความจําเป็นต้องทํางาน หรือว่ามีความต้องการทํางานระหว่างเรียนไปด้วย ในต่างประเทศมักจะใช้การเรียนรู้แบบ work-based learning หรือเป็นระบบการศึกษาแบบเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย การทำงานถูกนับเป็นหน่วยกิตหนึ่งของการเรียน อีกอย่างหนึ่งคือการทำโปรแกรมฝึกงานที่ได้เงินมากขึ้น</p>



<p>ถ้าเกิดว่าในอนาคต เราจะมีการปรับเปลี่ยนให้แรงงานที่จบชั้นมัธยมต้นมาทำงาน โดยมีตำแหน่งงานในตลาดรองรับ ส่วนตัวก็คิดว่ามันน่าจะมีกลไกบางอย่างช่วยหล่อหลอมทักษะของเด็กกลุ่มนี้ ให้เขาสามารถมองชีวิตในระยะยาวมากขึ้น เพราะแน่นอนว่าถ้าเราเปิดให้เด็กทำงาน มันสามารถแก้ปัญหาความขัดสนในระยะสั้น แต่ในระยะยาว เราก็ยังอยากให้เขามีโอกาสทำงานที่ยั่งยืนกว่านี้ มีค่าจ้างที่สมเหตุสมผล มีทักษะที่เขาสามารถปรับตัวไปสู่อุตสาหรรมสมัยใหม่มากขึ้น</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>นอกจากเรื่องเศรษฐกิจแล้ว ปัญหาเยาวชน NEETs สะท้อนให้เห็นปัญหาการศึกษาไทยอย่างไร อยากชวนคุยโดยเริ่มจากการมองปัญหาด้านโครงสร้างการรองรับให้เด็กอยู่ระบบก่อน</strong></h3>



<p>ปัญหาการศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ และส่งผลกระทบต่อหลายเรื่องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หน้าที่สำคัญของการศึกษาคือการรับเด็กมาดูแล ผลิตความรู้ และส่งต่อเข้าตลาดแรงงาน หรือก็คือดูแลตอนที่เด็กยังอยู่ในระบบให้เขามีความรู้ มีทักษะการใช้ชีวิตและการทำงานได้ดีที่สุด แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างของการศึกษาที่เป็นอยู่อาจทำให้ฟังก์ชันตรงนี้ล้มเหลว</p>



<p>โดยหลักการจัดการศึกษา ผู้เรียนควรเป็นศูนย์กลาง เป็นสินทรัพย์ (asset) สำคัญของระบบการศึกษา แต่ถ้าเราดูโครงสร้างที่รายล้อมผู้เรียนตอนนี้ จะเห็นว่ามันไม่ได้ส่งเสริมให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ยกตัวอย่างเช่น การจัดสรรงบประมาณในระบบการศึกษาตามสูตรการจัดสรรงบประมาณแบบรายหัว ที่นักเรียนทุกคนจะได้การจัดสรรงบรายหัวที่เท่ากัน ส่งผลให้โรงเรียนใหญ่มีงบประมาณมาก ขณะที่โรงเรียนขนาดเล็กและอยู่ห่างไกลงบประมาณก็จะน้อยตามทั้งที่เขาอาจจะมีความยากลําบากในการดูแลเด็กมากกว่า</p>



<p>นอกจากนี้ เราจะเห็นว่างบประมาณการศึกษาของเราไม่น้อยนะคะ ถึงแม้ว่าประชากรเด็กจะลดลงเรื่อยๆ แต่งบประมาณกลับเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นเพราะว่าเงินไปอยู่กับงบรายจ่ายประจําหรือค่าจ้างครูเป็นหลัก มันไม่ได้ลงไปถึงตัวผู้เรียนหรือกิจกรรมที่เกี่ยวกับพัฒนาศักยภาพผู้เรียน</p>



<p>ถ้าเราบอกว่าค่าแรงครูเป็นหนึ่งในส่วนหลักของงบประมาณการจัดการศึกษา คำถามคือแล้วครูมีแรงจูงใจ (incentive) ในการดูแลเด็กคนหนึ่งหรือเปล่า ถ้าแรงจูงใจของการประกอบอาชีพคือการเลื่อนขั้น และการเลื่อนขั้นของครูคือการทํารายงานวิจัย เพื่อให้ก้าวขึ้นเป็นผู้บริหารการศึกษา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการสอนเด็กคนหนึ่งให้ดีหรือส่งต่อสู่ตลาดแรงงานให้ได้ นี่ก็สะท้อนว่าโครงสร้างไม่ได้ส่งเสริมให้เด็กเป็นศูนย์กลางของการศึกษาเช่นกัน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>ทางด้านหลักสูตรการศึกษา คุณมองเห็นจุดที่ต้องพัฒนาอย่างไร</strong></h3>



<p>การมาของเทคโนโลยีจะทำให้หลักสูตรการศึกษาต้องปรับแน่นอน และเป็นความท้าทายด้วยว่าจะทำให้มี NEETs เพิ่มขึ้นไหม เพราะตอนนี้เด็กอาจไม่ได้ยึดโยงอยู่กับการเรียนในห้องอีกต่อไป เรามีครูยูทูบ มีเอไอเข้ามา เด็กจึงไม่ควรถูกหล่อหลอมให้ตอบคำถาม แต่ต้องทำให้เด็กรู้จักการตั้งคำถามให้เป็น ฉะนั้นหลักสูตรจะพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากที่เคยสอนให้เด็กท่องจำ เรียนรู้แล้วตอบในสิ่งที่คนอื่นถาม หรือเก็งว่าคนอื่นจะถามอะไร การมาของเอไอและเทคโนโลยีต่างๆ ที่รวดเร็วมาก เราต้องทําให้ผู้เรียนรู้จักตั้งคําถามได้</p>



<p>การมาของเทคโนโลยีจะทำให้บทบาทครูอาจต้องเปลี่ยนไปด้วย จากเดิมที่เป็นผู้สอน ก็จะต้องทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงในกระบวนการให้เด็กรู้จักฝึกคิดและตั้งคําถาม ซึ่งถ้าทำกระบวนการนี้ได้ดี เด็กจะมีทักษะอยู่ในโลกใหม่ได้ แต่ขณะเดียวกัน ความยึดโยงระหว่างครูกับนักเรียนอาจจะลดน้อยลงเมื่อเทียบกับการเรียนการสอนแบบเดิม เพราะว่าเด็กสามารถไปหาแหล่งเรียนรู้ใหม่ได้เองด้วย ความสัมพันธ์รูปแบบใหม่นี้อาจทำให้เด็กรู้สึกไม่ยึดโยงตัวเองกับโรงเรียน และถ้าเด็กไม่มีสิ่งยึดโยงในบ้านด้วย ก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาอื่นตามมาได้</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>เด็กหลายคน โดยเฉพาะเด็ก NEETs มักมีจุดร่วมกันคือพวกเขาไม่เห็นเส้นทางอาชีพที่หลากหลาย มองเห็นแค่เป้าหมายระยะสั้น หรือไม่กล้าฝันไกล กล่าวได้ไหมว่านี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาการศึกษาเหมือนกัน</strong></h3>



<p>คงไม่ใช่ปัญหาเรื่องหลักสูตรเสียทั้งหมด แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีผลเลย คือตัวหลักสูตรการศึกษาต้องเป็นการฝึกทั้ง ทักษะการรู้คิด (cognitive skill) และทักษะเชิงพฤติกรรม (non-cognitive skill) เราคิดว่าการขาดหายไปของครูแนะแนวที่ดีเป็นปัญหาสำคัญ เพราะหน้าที่ของครูแนะแนวไม่ใช่แค่บอกว่าเด็กคนนี้ควรไปสอบต่อที่สถาบันไหน แต่ควรบอกเส้นทางอาชีพโดยยึดจากความชอบ ความสนใจของเด็กตอนนั้น ว่ามีพื้นที่ตรงไหนให้เด็กลองไปสำรวจความชอบเพิ่มเติมได้บ้าง เพื่อพิสูจน์ว่าชอบจริงไหม จะทำได้ดีไหม ตรงนี้ยังขาดหายไป เหมือนเราไม่ค่อยให้ความสําคัญกับอัตราครูแนะแนวในโรงเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรงเรียนขนาดเล็กในท้องถิ่นต่างจังหวัด ครูคนหนึ่งอาจจะต้องสอน 5-6 วิชา ทำให้เวลาที่เขาจะทำงานตรงนี้ก็ลดน้อยลง ทั้งๆ ที่มันอาจเป็นจุดที่สําคัญที่สุดด้วยซ้ำสําหรับการสร้างแรงผลักดันในการเรียนให้เด็กคนหนึ่ง</p>



<p>ครูแนะแนวควรชวนให้เด็กสำรวจสิ่งใหม่ๆ โดยไม่จํากัดหรือถูกครอบด้วยหลักคิดแบบเดิมๆ เช่น ถ้าเด็กชอบศิลปะ ก็อยากให้แนะนำว่าศิลปะจะกลายเป็นหนึ่งในทางเลือกอาชีพของเขาได้อย่างไร และจะมั่นใจว่าชอบได้อย่างไร จะฝึกได้อย่างไร ที่ผ่านมาไกด์นำทางตรงนี้มักยึดโยงอยู่กับผู้ปกครอง ถ้าผู้ปกครองเห็นแววก็จะส่งลูกไปเรียนพิเศษ ส่วนระบบการศึกษาเป็นการเรียนตามหลักสูตรไป ถ้าเด็กอยู่ในบ้านที่พ่อแม่ให้ความสนใจหรือพร้อม เขาก็จะได้รับโอกาส แต่ถ้าเด็กอยู่ในบ้านที่พ่อแม่ใช้เวลาส่วนใหญ่กับการทํางาน ส่วนนี้ก็จะหายไปเลย พอเด็กเจอกับหลักสูตรที่ไม่ได้ตรงกับความสนใจของตัวเอง ก็จะเห็นความสำคัญของการเรียนน้อยลง ไม่รู้สึกผิดบาปอะไรถ้าตัวเองจะออกจากระบบนั้นมา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-df8efa"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1743492204_863504-the101world-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เวลาพูดเรื่องเด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษาหรือ NEETs เรามักมองหาทางออกอย่างแนวคิดการศึกษาที่ยืดหยุ่น หรือการศึกษาตลอดชีวิต คุณมองว่าสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้จริงมากน้อยแค่ไหนในระบบการศึกษาไทย</strong></h3>



<p>Lifelong Learning หรือแนวคิดที่ไม่ว่าช่วงอายุไหนก็เรียนรู้ได้ เป็นแนวคิดหลักของการเรียนรู้ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 เลย เราต้องการผลักดันให้เกิดขึ้นจริงว่าต่อให้คุณหลุดจากระบบการศึกษาไปแล้ว ถึงตอนนี้คุณจะอายุ 40 ก็ยังมีกลไกของการ reskill และ upskill อยู่ ปัจจุบันสถาบันการศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยเองก็ต้องปรับตัว เพราะแต่ก่อนเรามีประชากรวัยเรียนค่อนข้างมาก พอสัดส่วนประชากรวัยเรียนกับวัยแรงงานลดลง เราก็จำเป็นต้องขยายกลุ่มเป้าหมายให้เกิดการ reskill และ upskill มากขึ้น</p>



<p>เรื่องพื้นที่การเรียนรู้ทางกายภาพและทางออนไลน์ อย่างการสร้างพิพิธภัณฑ์ สร้างเมืองให้เป็นแหล่งเรียนรู้ก็มีคนพูดถึงกันเยอะ แต่ถามว่าในความเป็นจริงจะเป็นไปได้ไหม ก็คงเหมือนหลายๆ เรื่องในประเทศไทยที่ ‘The devil lies in the details (of implementation).’ ตัวอย่างเช่นเวลาเราพูดถึงการ reskill และ upskill เมื่อดูข้อเสนอจากงานวิจัย ส่วนใหญ่จะจบลงตรงที่เราต้องผลักดันให้มีการฝึกฝีมือแรงงานเพิ่มขึ้น แต่เราไม่ได้ย้อนไปดูว่าคุณภาพของการฝึกฝีมือแรงงานที่ผ่านมาเป็นอย่างไร แล้วจะทําอย่างไรถึงมีการเข้าถึงการฝึกฝีมือแรงงานได้มากขึ้น ตรงนี้ไม่ได้หมายถึงการฝึกฝีมือแรงงานจากภาครัฐเพียงอย่างเดียวนะคะ จริงๆ แล้วอาจจะเป็นเอกชนด้วยซ้ำที่ทำหน้าที่เป็นผู้ฝึกทักษะแรงงาน (training provider) ที่ดีกว่าภาครัฐ แต่โจทย์คือจะส่งเสริมให้เอกชนเข้ามามีบทบาทได้อย่างไร โดยที่รัฐเปลี่ยนบทบาทจากคนจัด กลายเป็นคนกํากับดูแลและรับรองมาตรฐานแทน โดยอาจไม่ต้องยึดโยงหรือให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานแบกรับการจัดอบรมทั้งหมดเอง</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>NEETs ส่วนใหญ่ในสังคมไทยมักมาจากครัวเรือนยากจนก็จริง แต่ก็มีส่วนที่มาจากครอบครัวชนชั้นกลางด้วย กลุ่มคนเหล่านี้ถือเป็นปัญหาที่เราต้องเข้าไปช่วยเหลือไหม และจะช่วยเหลืออย่างไร</strong></h3>



<p>เราคิดว่ามีหลายปัจจัยที่นำเด็กไปสู่จุดนี้ ไม่ว่าตัวคุณภาพระบบการศึกษาเองที่อาจจะไม่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนและตลาดแรงงาน ความเปราะบางของสังคมและตัวเด็กที่อาจทําให้เด็กรับความกดดันจากการแข่งขันในระบบการศึกษาแบบเดิมไม่ได้ พอผิดหวังก็อาจจะเลือกไม่เรียนดีกว่า หรือแม้กระทั่งลักษณะครอบครัวที่เปลี่ยนแปลงไป พ่อแม่เป็นชนชั้นกลางก็จริง แต่ยังต้องทํางานอยู่ เจอแรงกดดันทางเศรษฐกิจจนไม่สามารถดูแลเด็กได้เต็มที่</p>



<p>นอกจากนี้ ยังมีเรื่องความเปลี่ยนแปลงของสังคม แต่ก่อนคำว่าชุมชน มักหมายถึงขอบเขตทางกายภาพ แต่พอตอนนี้ชุมชนแบบออนไลน์เข้ามามีบทบาทมากขึ้น การรู้จักเพื่อนในสังคมใหม่ๆ ก็อาจทําให้หลงลืมโลกของความเป็นจริงไป เหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เด็กออกจากระบบการศึกษาหรือเป็น NEETs ได้ทั้งสิ้น</p>



<p>สำหรับเรื่อง NEETs ไม่ว่าจะมาจากครัวเรือนยากจนหรือครัวเรือนไม่ยากจน เราก็จําเป็นต้องแก้ไขปัญหาทั้งนั้น ถึงอย่างไรก็ไม่สามารถปล่อยให้เด็กหลุดร่วงจากตาข่ายได้ เพราะเรากําลังพูดถึงกลุ่มประชากรที่จะเป็นกําลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เพียงแต่ว่าทรัพยากรที่รัฐทุ่มไปอาจไม่เท่ากัน เช่น อาจไม่ได้ให้ทุนการศึกษากับครอบครัวที่มีฐานะดีอยู่แล้ว เราอาจจะหาวิธีการอื่นในการจูงใจเขาให้กลับเข้าสู่ระบบ</p>



<p>ทั้งนี้ สิ่งที่ทำให้การแก้ปัญหา NEETs ไม่ง่าย คือแม้กระทั่งกลุ่มเด็กยากจนเอง การเข้าไปให้ทุนการศึกษาก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะหลุดจากการเป็น NEETs ถ้าเขาแค่ต้องการทุนการศึกษาแล้วกลับมาเรียนได้ คงไม่เป็น NEETs แต่แรก เพราะมันก็มีวิธีการอื่นที่ให้ได้ทุนมา เราไม่ได้บอกว่าทุนการศึกษาไม่จำเป็น มันอาจจะเป็นขั้นแรกสำหรับการช่วยเหลือเด็กที่ขาดแคลน แต่มันต้องมาพร้อมกับสิ่งอื่นๆ เป็นแพ็กเกจด้วย ทั้งการอำนวยความสะดวก การสร้างแรงจูงใจให้เขาสามารถกลับเข้ามาสู่ระบบ ทำให้ระบบเปิดกว้างและยืดหยุ่นเพียงพอให้รู้ว่าแม้เขาหลุดออกไปแล้ว การกลับมาเรียนก็ไม่ได้ถูกปฏิบัติแตกต่างไปจากเด็กปกติทั่วไป ยกตัวอย่างเช่นคุณแม่วัยใส ก็มีทั้งส่วนที่เป็นเด็กจากครัวเรือนยากจนและไม่ยากจน</p>



<p>ข้างต้นคือส่วนของ supply ในการรองรับเด็กกลับเข้าสู่ระบบ ขณะที่ส่วน demand หรือการกระตุ้นให้เกิดเด็กกลับมาเองก็จําเป็น เพราะเด็กหลุดจากระบบการศึกษาไปแล้ว ครูอาจจะช่วยอะไรไม่ได้มาก มันน่าจะเป็นหน้าที่ของทั้งครอบครัวและชุมชนในการช่วยกันดูแลตรงนี้ อย่างในต่างจังหวัด ความเป็นชุมชนหรือหมู่บ้านยังมีความศักดิ์สิทธิ์อยู่ เช่น ในอุดรธานีที่เราทำโครงการ อสม. หรือผู้นำชุมชนมีบทบาทค่อนข้างมากต่อการตัดสินใจของผู้ปกครองที่จะส่งเด็กเข้ามาร่วมโครงการ เพราะฉะนั้นการใช้กลไกเชิงสังคมแวดล้อมตัวเด็กเข้าช่วยก็จะทำให้เขากลับสู่ระบบได้</p>



<p>ตัดภาพมาเมืองใหญ่ที่เด็กไม่ได้มาจากครัวเรือนที่ยากจน ถ้าพ่อแม่ไม่คิดว่าจำเป็นต้องส่งลูกมาร่วมโครงการหรือกลับสู่ระบบการศึกษา การจ้างงาน ตรงนี้จะยากล่ะ เพราะไม่มีจุดที่สามารถผลักดันให้เขากลับเข้ามาอย่างชัดเจนเลย อาจจะต้องมีการเสนอคอร์สฝึกทักษะบางอย่างที่ทำให้เยาวชนรู้สึกว่ามันตรงใจ หรือไม่ได้ลงทุนมากนักกับการลุกออกจากห้องไปเรียน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>หากจะปรับเปลี่ยนระบบการศึกษาเพื่อลดปัญหาเยาวชน NEETs คุณมองว่าควรปรับตรงไหนเป็นอย่างแรก</strong></h3>



<p>เราไม่คิดว่าจะมี ‘ยาแรง’ ที่ว่าปรับตรงไหนแล้ว NEETs จะลดลงได้ทันทีเลย แต่สิ่งที่คิดว่าน่าจะพอช่วยได้คือการพัฒนากลไกในการช้อนเด็กกลับเข้ามาในระบบ โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็กที่ครูมีภาระค่อนข้างมาก บางครั้งเวลาเด็กหลุดออกไป เราก็เคยเจอข้อมูลจากประสบการณ์ตรงในพื้นที่ แต่ไม่ใช่ที่อุดรธานีนะคะ ว่ามีการเลือกใช้วิธีรายงานว่าเด็กคนนั้นมีความพิการทางการเรียนรู้ เพื่อลดภาระความรับผิดชอบในการพาเด็กกลับมาเรียน แต่พอมีการเก็บข้อมูลตรวจสอบจริงๆ เราพบว่าเด็กไม่ได้มีปัญหาทางการเรียนรู้ เขาแค่โดดเรียน ซึ่งเราไม่แน่ใจว่าปัญหานี้เกิดขึ้นเฉพาะที่หรือเป็นปัญหาใหญ่ระดับไหน</p>



<p>ถ้าเป็นปัญหาวงกว้าง ก็น่ากังวลว่ากลไกในการตามเด็กกลับเข้าสู่ระบบของเรายังยึดติดอยู่กับการ ‘เลือกทํา’ หรือ ‘เลือกไม่ทํา’ ของบุคคล ซึ่งไม่ควรเป็นอย่างนั้น ฉะนั้นเราควรมีระบบสารสนเทศไว้รองรับข้อมูลของเด็กด้วย และไม่ใช่แค่ข้อมูลในระบบการศึกษา แต่รวมถึงการส่งต่อจากระบบการศึกษา จนไปถึงตลาดแรงงานเลยว่าเด็กคนนี้อยู่ในขั้นใด หลุดหล่นออกไปหรือไม่</p>



<p>อันที่จริง ระบบการศึกษาไม่ได้ควรแก้แค่นี้ มันมีอีกหลายเรื่องที่ซับซ้อนกว่านั้น แต่เรามองว่ากลไกการช้อนกลับเด็กและการป้องกันตั้งแต่ต้นทางเป็นสิ่งสำคัญ การมีระบบสารสนเทศจะทำให้ครูสามารถตรวจดูได้ว่าสถานะของเด็กคนไหนน่ากังวลบ้าง เริ่มขาดเรียนบ่อยไหม ให้โรงเรียนคุยกับผู้ปกครองก่อนจะเกิดปัญหาเด็กหลุดออกไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1517a9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1743492224_322194-the101world-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ด้านโจทย์เรื่องแรงงานในสังคมไทย มีประเด็นอะไรอยากชวนคิดต่อบ้าง</strong></h3>



<p>ประเด็นแรกที่เป็นปัญหาหลักคือข้อมูลความต้องการแรงงาน ปัจจุบันเรายังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าต้องผลิตในเซกเตอร์ไหน เท่าไหร่ มีแค่แผนว่าเราต้องการ แต่ไม่มีตัวเลขความต้องการแรงงานที่แท้จริง และเมื่อไม่มีข้อมูล ทำให้มาตรการที่เกี่ยวเนื่องกันออกมาได้ค่อนข้างยาก อย่างเช่นถ้ารัฐจะมอบคูปองช่วยเหลือการฝึกทักษะ เราก็ไม่มีฐานข้อมูลเพียงพอว่าจะฝึกหลักสูตรอะไร ให้ใครฝึกดี แล้วใครจะเป็นผู้กํากับดูแลคุณภาพของการฝึก มันมีกลไกเชิงระบบหลายด้านที่ต้องทำงานร่วมกัน ซึ่งต้องเริ่มจากจุดง่ายที่สุดคือการมีฐานข้อมูลที่ดี</p>



<p>เรื่องที่สองคือระบบการ reskill และ upskill เวลาเราพูดถึงการฝึกทักษะฝีมือแรงงาน ฟังดูเหมือนง่าย แต่จริงๆ รายละเอียดเยอะมาก เช่น คอร์สที่เราควรทำ สั้นไปก็ไม่ดี เด็กไม่สามารถเรียนรู้ทักษะบางอย่างภายใน 5 วัน แต่ยาวไปก็ไม่ดี เพราะอาจทำให้เข้าตลาดแรงงานได้ยากขึ้น และลักษณะคอร์สฝึกหลายคอร์สของบ้านเรายังเป็นงานคราฟต์ เช่น เรียนทำอาหาร แกะสลัก หรือช่างยนต์ ซึ่งอาจไม่ได้ตอบโจทย์เท่าทันยุคสมัยทั้งหมด จะทำอย่างไรให้คอร์สพวกนี้ทันสมัยและอัปเดตมากขึ้น หรือมีการอำนวยความสะดวกบางอย่าง เช่น เด็กในพื้นที่ห่างไกลอาจเจอปัญหาด้านการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ อย่างที่เราเจอในอุดรฯ คือ NEETs ไม่สามารถไปฝึกฝีมือบางที่หรือฝึกงานในสถานประกอบการบางแห่ง เพราะไม่มีรถรับส่ง ดังนั้นเราต้องเปิดโอกาสให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถเข้ามาช่วยดูแล เพราะเขามีบทบาทหน้าที่ในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ พวกกฎหมายกฎระเบียบต่างๆ ที่ครอบเขาไว้ ก็ควรปลดล็อก</p>



<p>ฉะนั้น เวลาเราพูดถึงระบบ reskill และ upskill จะต้องไม่ใช่แค่พัฒนาตัวระบบนี้เท่านั้น แต่ต้องพัฒนาโครงสร้างที่แวดล้อมระบบนี้ให้ไปด้วยกัน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>หากแก้ไขปัญหาเรื่อง NEETs ได้ นอกจากเราได้ประโยชน์ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ หรือมีจำนวนแรงงานเพิ่มขึ้น เรายังได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ในมิติไหนอีกบ้าง</strong></h3>



<p>ถ้าแก้ปัญหาเรื่อง NEETs ได้จะช่วยบรรเทาปัญหาสังคมหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญหายาเสพติด เรื่องเยาวชนยกพวกตีกัน เพราะเด็กอาจหันไปตั้งใจจดจ่อกับการเรียนหรือการฝึกทักษะแทน รวมถึงเรื่องสำคัญคือความเหลื่อมล้ำ ปัญหาความยากจน ถ้าเด็กที่มาจากครัวเรือนยากจนมีโอกาสทำงานหรือเรียน ความเหลื่อมล้ำก็จะลดน้อยถอยลงไป</p>



<p>ในทางกลับกัน ถ้าในอนาคต เรามีเด็กเป็น NEETs จำนวนมาก รัฐก็ต้องเพิ่มงบประมาณใช้จ่ายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จนงบประมาณส่วนอื่น เช่น การศึกษา สาธารณสุข อาจลดน้อยลงไป หรืออย่างเรื่องสิ่งแวดล้อม แม้อาจจะฟังดูไกลตัว แต่เรามองว่าการเรียน การทำงาน การอบรม ทำให้เด็กคนหนึ่งได้รับความรู้ ได้รับการปลูกฝังทัศนคติที่ดี เขาสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดีมากขึ้น เช่น ลูกหลานเกษตรกร ถ้าเกิดได้รับการศึกษาที่ดี เขาอาจจะเลือกไม่เผาของเหลือจากภาคการเกษตร ปัญหาสิ่งแวดล้อมก็จะเบาบางลง</p>



<p>มันเกี่ยวเนื่องกันหมดเพราะการศึกษาคือแกนหลักในการสร้างคน และคนคือส่วนประกอบหนึ่งในสังคม ที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาในเรื่องอื่นๆ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>ท้ายที่สุดนี้ ในฐานะคนทั่วไป เวลาได้ยินเรื่อง NEETs เราสามารถช่วยอะไร หรือควรทำความเข้าใจเรื่องนี้อย่างไร</strong></h3>



<p>เราสามารถช่วยได้ในหลายบทบาท สำหรับคนทั่วไป เรื่องหนึ่งที่เราคุยกันในหมู่คนทำงานคือการเรียกเด็กด้วยคำว่า NEETs อาจจะเป็นการตีตราแบบหนึ่ง ต่อไปเราอาจต้องใช้คำแง่บวกมากกว่านี้ อย่างยุโรปใช้ Youth Guarantee ซึ่งเข้าใจว่าคำว่า NEETs ก่อนหน้านี้อาจจะถูกเรียกในวงวิชาการจนติดปาก แต่มันไม่ได้มีความหมายที่ดี และเราอยากให้มองเรื่อง NEETs ว่าเป็นผลผลิตจากปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ไม่ใช่เรื่องความขี้เกียจส่วนตัว ไม่อยากทำงานของเด็กเอง ทั้งหมดเป็นปัญหาปลายเหตุจากระบบที่ทำให้เด็กคนหนึ่งมีทัศนคติและความคิดเช่นนี้จนตัดสินใจทำ พอเราเห็นภาพว่าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคม จะทำให้เราอยากมาร่วมกันช่วยแก้ปัญหามากกว่ามองว่าเป็นเรื่องปัจเจกบุคคล</p>



<p>ในฐานะผู้ประกอบการ ถ้ามีโอกาสรับน้องๆ NEETs เข้ามาฝึกงาน ก็อยากให้เปิดใจกว้าง เพราะน้องๆ ส่วนมากมีจุดร่วมกันคืออาจมีทักษะทางสังคมน้อย เพราะก่อนหน้านี้ชีวิตเขาวนเวียนอยู่แค่ในบ้าน ได้เจอคนไม่กี่คน พอทักษะทางสังคมไม่ดีนัก ก็อาจทำให้การทำงานเข้ากับคนอื่นได้ช้ากว่าเด็กทั่วไป แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องปฏิบัติเป็นพิเศษกว่าเด็กทั่วไปนะ เรามองเขาเป็นแรงงานคนหนึ่ง แค่เข้าใจบริบทของเขา มอบหมายงานที่เขาสามารถทําได้ให้เขาทํา</p>



<p>ส่วนในฐานะคนที่ใกล้ชิดเด็กหน่อย เช่นครูหรือผู้ปกครอง ท่านคือกลไกที่สำคัญมากๆ ในการป้องกันและแก้ปัญหานี้ ก็ควรเฝ้าระวังเด็กๆ มองพวกเขาเป็นทรัพยากรที่มีค่าของสังคม แทนที่จะมองว่าเป็นภาระที่ต้องแบกรับและช่วยแก้ปัญหา เพราะว่าสุดท้ายแล้ว เด็กและเยาวชนคือสินทรัพย์ของประเทศจริงๆ คือกลุ่มคนที่จะพัฒนาประเทศเราต่อไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-43b46a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1743492245_867189-the101world-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/patima-chongcharoentanawat-interview/">‘สินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของประเทศคือเยาวชน’ ลด NEETs – แก้การศึกษาเพื่ออนาคต กับ ปฏิมา จงเจริญธนาวัฒน์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ภาษาไทยอาจไม่เป็นปัญหาเท่าสายตารัฐไทย: มองการศึกษาวิถีอิสลามให้พ้นกรอบความมั่นคง กับ อับดุลสุโก ดินอะ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/islamic-education-challenges/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 31 Mar 2025 07:38:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ชายแดนใต้]]></category>
		<category><![CDATA[สามจังหวัดชายแดนใต้]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[กระจายอำนาจการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ. x 101]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษามลายู]]></category>
		<category><![CDATA[มลายู]]></category>
		<category><![CDATA[ปอเนาะ]]></category>
		<category><![CDATA[อับดุลสุโก ดินอะ]]></category>
		<category><![CDATA[ตาดีกา]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนสอนศาสนา]]></category>
		<category><![CDATA[อิสลามศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาชายแดนใต้]]></category>
		<category><![CDATA[เยาวชนมุสลิม]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสนาอิสลาม]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาเพื่อสันติภาพ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=92683</guid>

					<description><![CDATA[<p>“เรียนทางโลกแต่ปราศจากทางธรรมจะประสบความสำเร็จได้อย่างไ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/islamic-education-challenges/">ภาษาไทยอาจไม่เป็นปัญหาเท่าสายตารัฐไทย: มองการศึกษาวิถีอิสลามให้พ้นกรอบความมั่นคง กับ อับดุลสุโก ดินอะ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“เรียนทางโลกแต่ปราศจากทางธรรมจะประสบความสำเร็จได้อย่างไร” คำกล่าวนี้เคยเป็นถ้อยคำเชื้อเชิญให้ผู้คนในพื้นที่ชายแดนใต้ที่นับถือศาสนาอิสลาม ส่งลูกหลานเข้าเรียนในโรงเรียนที่สอนวิชาสามัญควบคู่กับหลักศาสนาอิสลาม ด้วยความเชื่อของผู้นับถือศาสนาอิสลามที่ว่าการเรียนศาสนาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับโลกหน้า ทว่า ในโลกปัจจุบันที่เผชิญกับความผันแปรตลอดเวลา ทักษะและองค์ความรู้เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยก็เป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้เช่นกัน</p>



<p>ชายแดนใต้นับเป็นพื้นที่แห่งพหุวัฒนธรรมที่มีลักษณะเฉพาะทั้งในแง่ของประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และความเชื่อ ระบบการศึกษาในพื้นที่นี้จึงมีความหลากหลาย สังคมที่ประกอบไปด้วยชาวไทยพุทธ ชาวมลายูมุสลิม และชาวจีน ส่งผลให้รูปแบบการเรียนการสอนในสถาบันศึกษาต่างๆ มีการปรับให้สอดคล้องกับความหลากหลายเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม ระบบการศึกษาที่ออกแบบจากส่วนกลางกลับไม่สามารถตอบสนองบริบทของพื้นที่ได้ทั้งหมด โดยเฉพาะในสังคมมลายูมุสลิมที่ศาสนาอิสลามมีบทบาทต่อการศึกษาเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน</p>



<p>ภายใต้ระเบียบจากรัฐส่วนกลางที่พยายามออกแบบการศึกษารูปแบบเดียว (one size fits all) ให้ครอบคลุมทั้งประเทศ โดยระบบการเรียนการสอนถูกกำหนดให้ใช้ภาษาไทยเป็นสื่อกลาง เด็กชาวไทยมุสลิมในชายแดนใต้ที่เติบโตในสังคมซึ่งผู้คนกว่าร้อยละ 83 ใช้ภาษามลายูเป็นภาษาแม่และใช้ในการเรียนด้านศาสนาจึงเผชิญกับความท้าทายด่านแรกคือภาษา ขณะเดียวกัน มิติด้านความมั่นคงที่แทรกซึมอยู่ในพื้นที่ก็ทำให้การจัดการการศึกษาถูกใช้เป็นเครื่องมือในการหล่อหลอมอัตลักษณ์และปลูกฝังความเป็นไทยจากส่วนกลาง ส่งผลให้โรงเรียนในพื้นที่ต้องพยายามสร้างสมดุลระหว่างอัตลักษณ์ ศาสนา นโยบายรัฐ และความก้าวหน้าทางวิชาการ</p>



<p>เมื่อระบบการศึกษาในชายแดนใต้ต้องเผชิญกับแรงกดดันทั้งจากนโยบายรัฐ การเปลี่ยนแปลงของโลก และความต้องการเฉพาะของพื้นที่ คำถามสำคัญคือระบบที่เป็นอยู่สามารถตอบโจทย์การพัฒนาเด็กและเยาวชนได้มากน้อยเพียงใด จะมีแนวทางไหนบ้างที่ช่วยให้เด็กเยาวชนมุสลิมในพื้นที่ได้รับการศึกษาที่สมดุลทั้งทางโลกและทางศาสนา</p>



<p>วันโอวัน ชวนสำรวจการจัดการศึกษาในบริบทสังคมมุสลิมชายแดนใต้กับ <strong>อับดุลสุโก ดินอะ</strong> รองประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ ที่ปรึกษาสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม จังหวัดสงขลา และนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา เพื่อตอบคำถามถึงทิศทางและความเป็นไปได้ของการศึกษาที่เคารพอัตลักษณ์ทางศาสนาและวัฒนธรรม ขณะเดียวกันก็สามารถเตรียมอนาคตของชาติให้พร้อมสำหรับโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8f90cd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1743321880_130180-the101world.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">อับดุลสุโก ดินอะ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จากปอเนาะถึงโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา</strong><strong>:&nbsp;</strong><strong>วิวัฒนาการสถาบันการศึกษาในชายแดนใต้</strong></h3>



<p>รัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย เพราะมีส่วนร่วมจากประชาชนมากที่สุด ได้นำมาซึ่งการปฏิรูปการศึกษาอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเป็นรากฐานไปสู่การตราพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่มุ่งเน้นการกระจายอำนาจในการจัดการศึกษาให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชน เพื่อให้การศึกษาเป็นไปตามความต้องการและบริบทของแต่ละพื้นที่ นั่นทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในชายแดนใต้เช่นกัน โดยเฉพาะต่อสถาบันการศึกษาที่อยู่คู่กับสังคมมุสลิมมลายูมาช้านาน</p>



<p>เช่นเดียวกับพื้นที่อื่นๆ ในไทย การจัดการศึกษาในพื้นที่ชายแดนใต้มีทั้งรูปแบบการศึกษาในระบบ และการศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัย โดยโรงเรียนที่สอนศาสนาเพียงอย่างเดียวถูกจัดอยู่ในกลุ่มหลังนี้</p>



<p>การศึกษาในระบบในระดับชั้นก่อนอุดมศึกษาสามารถจำแนกออกเป็นสองรูปแบบหลัก ได้แก่ โรงเรียนรัฐและโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม</p>



<p>สำหรับโรงเรียนรัฐ เดิมทีจะจัดการเรียนการสอนโดยใช้เฉพาะหลักสูตรสามัญตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ โดยวิชาศาสนาเป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมตามหลักสูตรแกนกลาง แต่ด้วยความต้องการของชุมชนมุสลิมในพื้นที่ ทำให้การเรียนการสอนในโรงเรียนรัฐมีวิวัฒนาการไปสู่หลักสูตรอิสลามศึกษาคู่ขนาน โดยกระทรวงศึกษาธิการได้จัดตั้งคณะกรรมการที่ประกอบด้วยคนในพื้นที่เพื่อร่วมออกแบบหลักสูตรให้เหมาะสมกับบริบททางศาสนาและวัฒนธรรม</p>



<p>รูปแบบที่สองคือโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม โรงเรียนประเภทนี้มีรากฐานมาจากสถาบันปอเนาะที่มุ่งเน้นการเรียนการสอนศาสนาอิสลามเพียงอย่างเดียวและใช้ภาษามลายูและอาหรับเป็นสื่อกลาง แต่ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงของรัฐ มีความพยายามผลักดันให้สถาบันปอเนาะสอนภาษาไทยมาตลอดหลายทศวรรษ ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ความไม่สงบในปี 2547 ซึ่งนำไปสู่การกำหนดให้จังหวัดชายแดนใต้เป็น ‘พื้นที่พิเศษ’ โดยรัฐให้ความสำคัญกับการควบคุมและกำกับดูแลสถาบันการศึกษาในพื้นที่มากขึ้น</p>



<p>อับดุลสุโกกล่าวว่า ภายใต้ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยสถาบันปอเนาะ พ.ศ. 2547 กำหนดให้สถาบันปอเนาะต้องจดทะเบียนกับรัฐ หากไม่ได้จดทะเบียนอาจถูกเพ่งเล็งจากหน่วยงานความมั่นคง อีกทั้งในปี 2548 มีข้อเสนอจากรัฐบาลพรรคไทยรักไทยภายใต้การนำของทักษิณ ชินวัตร ให้สถาบันปอเนาะบรรจุวิชาสามัญที่สอนเป็นภาษาไทยควบคู่ไปด้วย บริบทเช่นนี้ทำให้ปอเนาะหลายสถาบันจำเป็นต้องปรับตัว โดยหันมาเปิดสอนหลักสูตรสามัญควบคู่ไปกับอิสลามศึกษา</p>



<p>อีกปัจจัยหนึ่งที่เร่งให้สถาบันปอเนาะต้องปรับเปลี่ยนมาเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามก็คือการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนรายหัวให้กับโรงเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2542 ซึ่งกำหนดให้โรงเรียนที่เข้าสู่ระบบของรัฐสามารถรับเงินอุดหนุนรายหัวเพื่อจัดการเรียนการสอนได้ ทำให้สถาบันปอเนาะหลายแห่งมองว่าการจดทะเบียนกับกระทรวงศึกษาธิการและเปิดสอนหลักสูตรสามัญควบคู่ไปกับศาสนา จะช่วยให้การบริหารจัดการโรงเรียนเป็นไปได้อย่างคล่องตัวขึ้น เพราะได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณจากภาครัฐ</p>



<p>เดิมทีโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามเปิดเฉพาะระดับมัธยมศึกษา แต่หลังจากช่วงปี 2548 ก็เริ่มมีการขยายลงมาสู่ระดับชั้นประถมศึกษามากขึ้น เนื่องจากเห็นว่าผู้ปกครองต้องการให้เด็กได้ศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรมตั้งแต่ยังเล็ก</p>



<p>“ตอนนั้นมีสโลแกนที่ว่า เรียนทางโลกแต่ปราศจากทางธรรมจะประสบความสําเร็จได้อย่างไร เพราะมุสลิมไม่ได้มีแค่โลกนี้ แต่มีโลกหน้าด้วย ฉะนั้นอาชีพและการศึกษาของผู้นับถืออิสลามจึงต้องผูกโยงกับศาสนาด้วย ในบทขอพรตอนละหมาดยังมีบทที่กล่าวเลยว่า โลกนี้ก็ให้ประสบความสําเร็จ โลกหน้าก็ให้ประสบความสําเร็จ” อับดุลสุโกกล่าว</p>



<p>ยิ่งไปกว่านั้น การศึกษาในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามยังทำให้เด็กได้เรียนถึงสามภาษา ได้แก่ ไทย มลายู และอาหรับ ซึ่งตอบโจทย์ทั้งในการใช้ชีวิตในสังคมไทยและเพิ่มโอกาสในการหางานหรือศึกษาต่อที่ต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศมุสลิม เช่น มาเลเซีย หรือประเทศในตะวันออกกลาง</p>



<p>นอกจากการศึกษาในระบบที่จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรแกนกลางและมีวุฒิการศึกษาให้แล้ว พื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ยังมีสถานศึกษานอกระบบที่จัดการศึกษาตามอัธยาศัย โดยเฉพาะที่เป็นสถาบันสอนศาสนาอิสลาม ที่ได้กล่าวถึงไปแล้วคือสถาบันปอเนาะ และยังมีศูนย์อบรมศาสนาอิสลามประจำมัสยิดสำหรับผู้ใหญ่ ศูนย์อบรมศาสนาอิสลามประจำมัสยิดสำหรับเด็ก หรือ ‘ตาดีกา’<sup>[1]</sup> ซึ่งผู้มาเรียนส่วนใหญ่เป็นนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาของโรงเรียนรัฐ โดยจะเรียนเฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์ การศึกษาตามอัธยาศัยในพื้นที่ยังรวมถึงศูนย์การเรียนอัลกุรอานตามบ้านของปราชญ์อัลกุรอานและศูนย์ท่องจำอัลกุรอาน</p>



<p>ดังที่กล่าวถึงไปแล้วว่าสถาบันปอเนาะเป็นสถาบันการศึกษาที่หยั่งรากในชุมชนมุสลิมของจังหวัดชายแดนใต้และดำรงอยู่ควบคู่กับสังคมมาอย่างยาวนาน แต่ในสายตาของคนนอกพื้นที่อาจยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน อับดุลสุโกกล่าวว่าคนไทยจำนวนมากมักมีภาพจำว่าคนในพื้นที่ชายแดนใต้ที่ศึกษาในสถาบันปอเนาะจะมีข้อจำกัดในการสื่อสารด้วยภาษาไทยและไม่ได้เรียนวิชาสามัญอื่นๆ แต่ในความเป็นจริง ผู้ที่มาเรียนในสถาบันเหล่านี้ส่วนใหญ่ผ่านการศึกษาภาคบังคับมาแล้ว สถาบันปอเนาะจึงเป็นพื้นที่การเรียนรู้สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาต่อด้านศาสนาทุกช่วงวัย มีทั้งคนที่เรียนจบ ป.6 ม.3 หรือ ม.6 แล้วมุ่งมั่นจะเรียนทางศาสนา หรือผู้ที่เรียนในระบบอยู่แล้วและมาเรียนเสริมในเวลาว่าง รวมถึงคนที่ทำงานแล้วมาเรียนเพิ่มเติมหลังเวลางาน</p>



<p>อีกหนึ่งจุดเด่นของปอเนาะคือการเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต เพราะถือเป็นการศึกษาตามอัธยาศัยที่ไม่มีเงื่อนไขเรื่องอายุหรือระยะเวลา สถาบันปอเนาะแต่ละแห่งมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับผู้สอน ผู้เรียนจึงสามารถกำหนดเส้นทางการศึกษาได้เองว่าต้องการศึกษาลงลึกในระดับไหน โดยไม่มีข้อจำกัดว่าต้องจบภายในระยะเวลากี่ปี</p>



<p>“จากการประมาณการของผม ปัจจุบันผมว่ามีไม่ถึง 10% ของเด็กในพื้นที่ชายแดนใต้ที่เข้าเรียนสถาบันปอเนาะ คนที่มาเรียนส่วนใหญ่ก็จบการศึกษาภาคบังคับมาแล้ว เพียงแต่พวกเขาต้องการเชี่ยวชาญด้านศาสนา จึงเลือกที่จะเรียนต่อทางนี้ อีกอย่างการเรียนปอเนาะนั้นเรียนตามความสามารถและความพอใจของแต่ละคน บางคนเรียนถึงสิบปี บางคนเรียนแค่ 1-2 ปีก็ไป แล้วแต่ว่าอยากรู้ลึกแค่ไหน</p>



<p>“เวลาที่เขาเรียนกัน ถ้าโต๊ะครูเห็นว่าลูกศิษย์คนไหนเด่นด้านไหนก็จะเริ่มให้ช่วยสอนหนังสือ ให้เขาฝึกสอนทีละเล่มสองเล่มเพื่อถ่ายทอดวิชา อยากให้มองว่าถ้าไม่มีเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้ต่อไปก็อาจจะไม่มีใครเป็นอิหม่าม”</p>



<p>ขณะเดียวกัน สำหรับเด็กที่เลือกเรียนในสถาบันปอเนาะแต่ยังต้องการวุฒิการศึกษาระดับสูงขึ้น เช่น นักเรียนที่จบชั้น ป.6 แล้วออกจากระบบการศึกษาไปเรียนปอเนาะแต่ต้องการวุฒิ ม.6 พวกเขามักเลือกเรียน กศน. ควบคู่ไปด้วย ในบางพื้นที่ ศูนย์ กศน. นั้นตั้งอยู่ภายในสถาบันปอเนาะเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้เรียน อับดุลสุโกมองว่าสถาบันปอเนาะมีลักษณะการเรียนที่ยืดหยุ่นและพยายามรองรับความต้องการที่หลากหลายของผู้เรียน</p>



<p>กล่าวได้ว่าวิวัฒนาการของโรงเรียนในพื้นที่ชายแดนใต้แปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัย โดยมีการปรับตัวให้สอดรับกับกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลก ขณะเดียวกันก็พยายามรักษาอัตลักษณ์มลายูและคงรากฐานของความเป็นมุสลิมไว้ให้ได้มากที่สุด</p>



<p>วิวัฒนาการของระบบการศึกษาและรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายในชายแดนใต้ ทั้งโรงเรียนรัฐ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม และสถาบันสอนศาสนาอย่างปอเนาะ ล้วนดำรงอยู่ภายใต้บริบทของพหุวัฒนธรรม ที่ต้องคำนึงถึงทั้งปัจจัยทางศาสนา วัฒนธรรม และโครงสร้างการสนับสนุนจากภาครัฐ แต่ในหลายครั้ง การกำหนดนโยบายจากส่วนกลางที่มักมองผ่านทัศนะความมั่นคง โดยมองว่าการรักษาอัตลักษณ์อาจเป็นภัยคุกคาม กลับนำมาซึ่งการจางหายของอัตลักษณ์ที่ย้อนกลับมาทำลายทักษะและโอกาสในการเรียนรู้ของเด็กอีกที</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ผลสัมฤทธิ์ต่ำเพราะกำแพงภาษาหรือกรอบคิดของรัฐ?</strong></h3>



<p>เรามักเห็นตามหน้าสื่ออยู่บ่อยครั้งว่าผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่ำที่สุดในประเทศมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะผลสอบ O-NET ซึ่งเด็กในพื้นที่มักได้คะแนนท้ายตารางเกือบทุกวิชา ที่ผ่านมารัฐมักให้คำอธิบายว่า ปัญหาหลักคือ ‘กำแพงภาษา’ ที่ขวางกั้นโอกาสการเรียนรู้ของเด็กที่โตมากับภาษามลายู จึงนำมาสู่นโยบายที่มุ่งให้เด็กชายแดนใต้เรียนภาษาไทย ซึ่งแฝงไว้ด้วยนัยด้านความมั่นคงอีกชั้น</p>



<p>อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาพัฒนาการของสถาบันการศึกษาในพื้นที่ที่โรงเรียนต่างๆ ปรับหลักสูตรมาสอนวิชาสามัญโดยใช้ภาษาไทยเป็นเวลานับทศวรรษแล้ว ภาษาไทยจึงดูจะไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป แต่เหตุใดวาทกรรมเรื่องผลสัมฤทธิ์ต่ำเพราะ ‘ไม่ได้ภาษาไทย’ ยังคงอยู่?</p>



<p>อับดุลสุโกชี้ให้เห็นว่าผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาในพื้นที่มีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะวิชาภาษาไทย ซึ่งสะท้อนผ่านคะแนนสอบ NT (National Test) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และสามารถสังเกตได้จากทักษะการสื่อสารในชีวิตประจำวันของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ แม้ว่าคะแนน O-NET โดยรวมจะยังมีปัญหา แต่เขามองว่าปัจจัยสำคัญไม่ใช่ ‘กำแพงภาษา’ อีกต่อไปและไม่ได้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะในจังหวัดชายแดนใต้เท่านั้น หากแต่สะท้อนปัญหาของระบบการศึกษาไทย อย่างไรก็ตาม ในขณะที่เด็กในพื้นที่สามารถใช้ภาษาไทยได้คล่องขึ้น ทักษะการใช้ภาษามลายูกลับลดลง ซึ่งเป็นผลกระทบจากแนวทางการจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นให้เด็กต้องเชี่ยวชาญภาษาไทย โดยหนึ่งในรูปแบบการสอนที่น่ากังวลคือการสอนคำมลายูโดยใช้อักษรไทย</p>



<p>“ก่อนหน้านี้โรงเรียนหลายแห่งมีการออกแบบการเรียนการสอนให้เป็นทวิภาษา คือไทยและมลายู แน่นอนว่าการเรียนภาษาไทยเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นพื้นฐานไปสู่วิชาอื่นๆ แต่มันกลับกลายเป็นดาบสองคม และไปพลาดตรงที่ครูหลายคนอยากให้เด็กอ่านเขียนภาษาไทยได้เร็ว ก็เลยเอาภาษามลายูไปเขียนเป็นไทย เช่น คำว่า ‘มากัน’ ที่แปลว่ากิน เขียนด้วยอักษรยาวีคือ ماكن เขาก็ไปสอนให้เขียน มอ-อา-กอ-อะ-นอ เป็นแบบนี้ไป ซึ่งเด็กได้ภาษาไทยก็จริง แต่เกิดข้อครหาว่ารัฐกำลังทำลายอัตลักษณ์ในพื้นที่ กลายเป็นว่าเด็กเขียนด้วยอักษรยาวีไม่ได้” <sup>[2]</sup></p>



<p>การที่เด็กในพื้นที่ไม่สามารถเขียนอักษรยาวีหรือไม่เข้าใจภาษามลายูได้อย่างลึกซึ้งถือเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะนั่นอาจเป็นการปิดกั้นโอกาสหลายด้าน แม้ว่าในประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียจะมีการเปลี่ยนจากอักษรยาวีไปใช้อักษรรูมี แต่ในบริบทของสามจังหวัดชายแดนใต้ อักษรยาวียังคงมีความสำคัญในฐานะเครื่องมือที่ใช้บันทึกเรื่องราวทางศาสนาและการสื่อสารในชุมชน อีกทั้งยังเป็นพื้นฐานสำคัญในการเรียนรู้ภาษาอาหรับ ซึ่งเป็นภาษาของคัมภีร์อัลกุรอาน การสูญเสียทักษะเหล่านี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของภาษา แต่หมายถึงการลดทอนสายสัมพันธ์ทางศาสนาและวัฒนธรรมของผู้คนด้วย</p>



<p>นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอแนะที่น่าสนใจเกี่ยวกับแนวทางการใช้ภาษาแม่ในการจัดการศึกษาจากเวทีเวิร์กชอป&nbsp;<a href="https://theactive.thaipbs.or.th/news/learningeducation-20240701" target="_blank" rel="noreferrer noopener">การจัดการศึกษาแบบทวิ/พหุภาษาโดยใช้ภาษาแม่เป็นฐานในชายแดนใต้: โอกาสและความท้าทาย</a>&nbsp;จัดโดยคณะกรรมาธิการวิสามัญสันติภาพชายแดนภาคใต้ฯ สภาผู้แทนราษฎร เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2567 ที่ผ่านมา จาตุรนต์ ฉายแสง ประธาน กมธ. กล่าวถึงประสบการณ์ของเขาในช่วงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยเคยร่วมมือกับสถาบัน Summer Institute of Linguistics (SIL) ในการนำร่องการใช้ภาษามลายูในระบบการศึกษาในพื้นที่ชายแดนใต้ โดย SIL มีประสบการณ์ในการจัดการศึกษาด้วยภาษาแม่ในหลายร้อยแห่งทั่วโลก และพบว่าการให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านภาษาแม่ตั้งแต่เริ่มต้นช่วยกระตุ้นความสนใจ ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ และยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา</p>



<p>ข้อค้นพบนี้สอดคล้องกับ<a href="https://www.unesco.org/en/articles/why-mother-language-based-education-essential" target="_blank" rel="noreferrer noopener">งานวิจัยของยูเนสโก</a>ที่ชี้ให้เห็นว่าการศึกษาโดยใช้ภาษาแม่เป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมคุณภาพการเรียนรู้ พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา และยกระดับประสิทธิภาพการเรียนรู้ของเด็ก โดยเฉพาะในระดับปฐมวัย ซึ่งการศึกษาโดยใช้ภาษาแม่จะช่วยลดช่องว่างทางความรู้และเพิ่มความเร็วในทำความเข้าใจเนื้อหาในวิชาต่างๆ ของเด็ก นอกจากนี้ การศึกษาด้วยภาษาแม่ยังได้รับการรับรองในฐานะ ‘สิทธิขั้นพื้นฐานของเด็ก’ ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child) ซึ่งระบุว่าการศึกษาโดยใช้ภาษาแม่ในช่วงปีแรกของการเรียนเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กทุกคน ดังนั้น การกีดกันเด็กจากการศึกษาด้วยภาษาแม่จึงถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนรูปแบบหนึ่ง</p>



<p>ข้อเสนอเหล่านี้จึงเป็นที่น่าตั้งคำถามว่าแนวทางการจัดการศึกษาที่สั่งการจากส่วนกลางอาจกำลังบั่นทอนการเรียนรู้ของเด็กในสังคมมลายู มากกว่าจะส่งเสริมหรือยกระดับการเรียนรู้ของเด็ก ซึ่งอับดุลสุโกมองว่าต้องศึกษากันต่อไป</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>‘หลักสูตรหลากหลายแต่ยังรักษาอัตลักษณ์’ การปรับตัวโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม</strong></h3>



<p>อับดุลสุโกกล่าวเสริมว่า การศึกษาในพื้นที่ชายแดนใต้ทุกวันนี้ไม่ได้หยุดนิ่ง แต่มีการปรับตัวอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของผู้เรียน ขณะเดียวกันก็ยังคงยึดมั่นรากฐานของอิสลามศึกษา ซึ่งความหลากหลายของหลักสูตรช่วยสร้าง ‘ทางเลือก’ ให้เด็กในพื้นที่มีโอกาสก้าวเข้าสู่เส้นทางอาชีพที่หลากหลายมากขึ้น</p>



<p>ปัจจุบันโรงเรียนหลายแห่งเริ่มเปิดหลักสูตรและโครงการใหม่ๆ เช่น ห้องเรียนส่งเสริมความเป็นเลิศทางภาษา ไม่ว่าจะเป็นภาษาอาหรับ (Arabic program) ภาษาอังกฤษ (English program) หรือภาษามลายู (Malay program) และมีห้องเรียนส่งเสริมความเป็นเลิศทางวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ โครงการห้องเรียน Hafiz Science ที่มุ่งสร้างนักท่องจำอัลกุรอาน แต่ขณะเดียวกันก็เป็นหลักสูตรที่เตรียมพร้อมการเข้าเรียนแพทย์ วิศวะฯ ไปด้วย หนึ่งในผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดคือจำนวนนักเรียนที่ผ่านการคัดเลือกเข้าค่ายโอลิมปิกวิชาการ (สอวน.) ที่เพิ่มขึ้นทุกปี</p>



<p>ในระดับอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยหลายแห่งก็เปิดหลักสูตรอิสลามศึกษาควบคู่ไปกับสาขาวิชาสมัยใหม่ เพื่อดึงดูดนักศึกษาที่ต้องการเรียนรู้ทั้งศาสนาและวิชาการควบคู่กันไป รวมถึงวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่จัดการเรียนการสอนให้ตอบโจทย์วิถีอิสลาม</p>



<p>แม้แต่ในวงการกีฬา โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาหลายแห่งก็เริ่มขยายไปสู่การเปิดอะคาเดมีฟุตบอลเองมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ความสนใจของเยาวชนมุสลิมในพื้นที่ อับดุลสุโกชี้ว่า<a href="https://www.matichonweekly.com/column/article_507650#google_vignette" target="_blank" rel="noreferrer noopener">จากการศึกษาเชิงประจักษ์</a>พบว่าเยาวชนมุสลิมมองความชื่นชอบกีฬาฟุตบอลแยกส่วนกับศาสนา ซึ่งทำให้เกิดความไม่สบายใจในหมู่ผู้ปกครอง เพราะแม้ลูกจะเก่งกีฬา แต่ทิ้งการละหมาด อ่านกุรอานไม่ได้ และไม่รู้หลักวิถีชีวิตอิสลาม ดังนั้น โรงเรียนต่างๆ จึงพยายามนำกีฬากับศาสนามาเชื่อมต่อกัน</p>



<p>การที่สถาบันในพื้นที่สามารถเปิดหลักสูตรที่ตอบโจทย์ความเป็นเลิศที่หลากหลายได้ ส่วนหนึ่งเกิดจากข้อได้เปรียบด้านประชากร ซึ่งเมื่อมีจำนวนเด็กมากขึ้น ก็ทำให้สามารถจัดสรรงบประมาณต่อหัวได้เพียงพอในการบริหารจัดการเพื่อสร้างหลักสูตรใหม่ๆ</p>



<p>อับดุลสุโกกล่าวว่า “เมื่อการศึกษาในพื้นที่ได้รับการยกระดับ เราก็สามารถผลิตครู ผลิตหมอที่เป็นคนในพื้นที่ได้มากขึ้น อีกทั้งผลิตบุคลากรที่มีความพร้อมในหลากหลายสาขาและสามารถขยายไปเป็นฟันเฟืองสำคัญของประเทศได้ การจัดการศึกษาที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ชายแดนใต้จึงถือเป็นอีกหนึ่งสารตั้งต้นสำคัญของการพัฒนาประเทศ”</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>มองการศึกษาให้พ้นกรอบความมั่นคงและกระจายอำนาจอย่างแท้จริง</strong></h2>



<p>“เมื่อใดที่ภาครัฐเอาทัศนะแบบทหาร เอาแนวคิดที่มองแค่มิติความมั่นคงมาควบคุมการศึกษา จากที่ควรจะสร้างโอกาสก็อาจกลายเป็นวิกฤตได้”</p>



<p>อับดุลสุโกกล่าวว่า ปัจจุบันการบริหารจัดการด้านการศึกษาโดยส่วนกลางและส่วนภูมิภาคยังไม่สามารถเข้าใจบริบทของพื้นที่ได้อย่างแท้จริง เนื่องจากมักมองผ่านเลนส์ด้านความมั่นคง เช่น การมองว่าคนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ไม่รักชาติ จึงพยายามเพิ่มวิชาประวัติศาสตร์และวิชาที่แฝงแนวคิดชาตินิยม แม้ว่าจะมีวิชาหน้าที่พลเมืองอยู่แล้ว ซึ่งแนวทางนี้เป็นการเพิ่มชั่วโมงเรียนให้มากขึ้น เมื่อเด็กต้องเรียนทั้งสายสามัญและวิชาศาสนาไปพร้อมกัน จึงทำให้จำนวนวิชาที่เรียนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ด้วยเหตุนี้ เด็กมุสลิมในพื้นที่จึงต้องใช้เวลาเรียนมากกว่าเด็กในพื้นที่อื่นๆ ในประเทศไทย ซึ่งบางครั้งอาจ<a href="https://prachatai.com/journal/2023/11/107014" target="_blank" rel="noreferrer noopener">สูงถึง 20 วิชา</a></p>



<p>ประเด็นนี้สะท้อนถึงความสำคัญของการกระจายอำนาจในการจัดการศึกษาที่ให้ท้องถิ่นมีบทบาทในการออกแบบระบบและโครงสร้างที่เหมาะสมกับบริบทของตนเอง ซึ่งจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุดมากขึ้น อับดุลสุโกกล่าวว่า ปัจจุบันอำนาจในการออกแบบการจัดการเรียนการสอนมีสัดส่วน 70% มาจากรัฐ และเพียง 30% จากชุมชน แต่หากพลิกกลับมาเป็น 70% จากชุมชนและ 30% จากรัฐ เขาเชื่อว่าจะสามารถกระตุ้นนวัตกรรมใหม่ๆ และดึงศักยภาพของเด็กในพื้นที่ขึ้นมาได้อย่างมหาศาล</p>



<p>อับดุลสุโกชี้ว่า การกระจายอำนาจทางการศึกษาอย่างแท้จริงไม่เพียงแค่การกระจายบุคลากรและงบประมาณ แต่ต้องมอบอำนาจในการตัดสินใจออกแบบหลักสูตรและการเรียนการสอนให้กับชุมชนเองด้วย&nbsp;<a><sup>[3]</sup></a></p>



<p>“ผมมั่นใจว่าจะประสบความสำเร็จได้ เพราะแม้ในสภาพแวดล้อมที่ถูกจำกัดโดยกฎหมายความมั่นคงถึงสามฉบับ เรายังสามารถจัดการได้ หากได้รับการปลดล็อกข้อจำกัดทั้งหมดด้วยการกระจายอำนาจทางการศึกษา คงได้เห็นศักยภาพอื่นๆ อีกมาก หัวใจสำคัญคือต้องกระจายทั้งอำนาจการบริหารจัดการ คน และงบประมาณ เพื่อให้สามารถร่วมออกแบบการศึกษาที่เหมาะสมกับบริบทเฉพาะของพื้นที่ได้</p>



<p>“ข้อเสนอนี้มิใช่แค่เฉพาะจังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น แต่ทุกพื้นที่ในทุกภูมิภาคของประเทศไทย ผมเชื่อว่าหากการจัดการศึกษาได้รับการออกแบบจากคนในพื้นที่เอง ซึ่งสามารถผสมผสานเข้ากับศาสนา วัฒนธรรม และความเชื่อ จะนำไปสู่พื้นที่นวัตกรรมทางการศึกษาที่จะช่วยดึงศักยภาพของคนในพื้นที่ออกมาตอบโจทย์การพัฒนาประเทศได้”</p>



<p>อับดุลสุโกยกตัวอย่างโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่สามารถปรับเปลี่ยนและออกแบบการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ได้อย่างคล่องตัว ซึ่งช่วยให้เด็กพัฒนาศักยภาพของตนเองในด้านต่างๆ ได้ไม่แพ้โรงเรียนชั้นนำอื่นๆ นี่สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่รัฐต้องเปิดพื้นที่ให้ชุมชนมีบทบาทอย่างแท้จริงในการจัดการศึกษา เพื่อให้เกิดระบบที่ตอบสนองต่อความต้องการของท้องถิ่นได้อย่างแท้จริงและยั่งยืน แทนที่จะใช้การศึกษาเป็นเพียงเครื่องมือทางการเมืองหรือความมั่นคงเพียงอย่างเดียว</p>



<p>ไม่ใช่เพียงแค่การกระจายอำนาจทางการศึกษาในระบบ แต่การศึกษานอกระบบก็ควรถูกพิจารณาด้วยมุมมองที่ปราศจากอคติจากรัฐเช่นกัน อับดุลสุโกตั้งข้อสังเกตว่า ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในชายแดนใต้ สถาบันสอนศาสนาอย่างปอเนาะและตาดีกามักถูกเพ่งเล็งและเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ ทั้งที่แท้จริงแล้ว สถาบันเหล่านี้เป็นสถานศึกษาที่ดำรงอยู่เคียงข้างชุมชนมาอย่างยาวนาน การที่รัฐมองการมีอยู่ของสถาบันเหล่านี้ผ่านเลนส์ความมั่นคง มากกว่าจะมองถึงคุณค่าและบทบาทต่อสังคม กลับยิ่งเป็นการกดทับอัตลักษณ์ที่ปิดกั้นการสร้างสันติภาพในพื้นที่</p>



<p>หากพิจารณาในมิติของศาสนาและวัฒนธรรม ปอเนาะและตาดีกาไม่ได้เป็นเพียงแค่ศูนย์กลางการเรียนรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลาม แต่ยังเป็นทางเลือกของผู้แสวงหาการศึกษาที่ไม่ละทิ้งรากเหง้าทางศาสนาและวัฒนธรรม แม้ว่าการเรียนการสอนศาสนาจะไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นหลัก แต่การศึกษาภาษามลายูและอาหรับก็มีคุณค่าอย่างมหาศาล ทั้งในแง่ของการเชื่อมโยงกับโลกมุสลิมและการผลิตบุคลากรที่สามารถทำนุบำรุงศาสนาในพื้นที่ การให้ความสำคัญกับระบบการศึกษาที่เปิดกว้างต่อภาษาที่หลากหลายจึงไม่เพียงแต่ช่วยรักษาอัตลักษณ์ของคนในพื้นที่ แต่ยังสามารถเป็นสะพานเชื่อมความเข้าใจระหว่างชุมชนมุสลิมกับโลกภายนอกได้อีกด้วย&nbsp;</p>



<p>อับดุลสุโกทิ้งท้ายว่ารัฐไทยควรปรับเปลี่ยนทัศนะของตนต่อการจัดการศึกษาในพื้นที่ชายแดนใต้ เลิกใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือทางความมั่นคง และเปิดพื้นที่ให้กับชุมชนในการออกแบบระบบที่เหมาะสมกับบริบทของตนเอง เพื่อให้การศึกษากลายเป็นเครื่องมือของการพัฒนามากกว่าการกดทับ เพราะในท้ายที่สุดแล้ว การศึกษาที่เสรีและเคารพความหลากหลายคือรากฐานของสังคมที่สงบสุขและยั่งยืน</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p>



<p></p>



<p style="font-size:15px"> <sup>[1]</sup>ตาดีกา (Tadika) มาจากคำมลายู โดย Ta ย่อมาจาก Taman แปลว่าสวน, Di ย่อมาจาก Didikkan แปลว่าอบรม และ Ka มาจาก Kanak Kanak แปลว่า เด็กๆ<br> <sup>[2]</sup>อ่านทัศนะของอับดุลสุโกต่อประเด็นการสอนภาษาไทยในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ที่ <a href="https://prachatai.com/journal/2009/03/20195" target="_blank" rel="noreferrer noopener">https://prachatai.com/journal/2009/03/20195</a> และ<a href="https://www.tcijthai.com/news/2024/7/article/13729" target="_blank" rel="noreferrer noopener">https://www.tcijthai.com/news/2024/7/article/13729</a><br> <sup>[3]</sup>อ่านทัศนะของอับดุลสุโกต่อประเด็นการกระจายอำนาจทางการศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ <a href="https://www.tcijthai.com/news/2023/12/article/13356#google_vignette" target="_blank" rel="noreferrer noopener">https://www.tcijthai.com/news/2023/12/article/13356#google_vignette</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/islamic-education-challenges/">ภาษาไทยอาจไม่เป็นปัญหาเท่าสายตารัฐไทย: มองการศึกษาวิถีอิสลามให้พ้นกรอบความมั่นคง กับ อับดุลสุโก ดินอะ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“จะไม่ให้เราดูแลตัวเองได้เลยเหรอ” ผู้พิการกับกำแพงการจ้างงานที่ยังกีดกัน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 24 Mar 2025 06:38:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[คนพิการ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ. x 101]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้พิการ]]></category>
		<category><![CDATA[การเลือกปฏิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[แรงงาน]]></category>
		<category><![CDATA[การจ้างงาน]]></category>
		<category><![CDATA[การจ้างงานผู้พิการ]]></category>
		<category><![CDATA[นลัทพร ไกรฤกษ์]]></category>
		<category><![CDATA[ปราโมทย์ ชื่นขำ]]></category>
		<category><![CDATA[ชมพูนุท บุษราคัม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=92676</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในชีวิตประจำวันเรามักไม่ค่อยเห็นผู้พิการทำงานอยู่ตามบริ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/">“จะไม่ให้เราดูแลตัวเองได้เลยเหรอ” ผู้พิการกับกำแพงการจ้างงานที่ยังกีดกัน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในชีวิตประจำวันเรามักไม่ค่อยเห็นผู้พิการทำงานอยู่ตามบริษัทห้างร้านต่างๆ ทั้งที่มีกฎหมายบังคับให้บริษัทใหญ่ต้องจ้างผู้พิการ</p>



<p><a href="https://dep.go.th/th/law-academic/knowledge-base/disabled-person-situation" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ตัวเลขการจ้างงานคนพิการในสถานประกอบการ</a>มีเพียง 1.29 หมื่นคน<sup>[1]</sup> จากผู้พิการทั้งหมด 2.22 ล้านคน ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก</p>



<p>ในแง่หนึ่งผู้พิการเผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงการศึกษาที่ต้องอาศัยความพร้อมของทั้งสถานศึกษาและครอบครัว จนถึงความเข้าใจจากคนรอบข้าง ผู้พิการส่วนใหญ่มีการศึกษาเพียงระดับประถมศึกษา ส่วนคนที่ฝ่าฟันจนเรียนจบปริญญาตรีได้มีเพียงหยิบมือ</p>



<p>แน่นอนว่าการเรียนจบมหาวิทยาลัยของผู้พิการแลกมาด้วยความมุมานะมากกว่าคนทั่วไป แต่เมื่อพวกเขาต้องเข้าสู่ตลาดแรงงาน กำแพงใหญ่ตระหง่านเบื้องหน้าคือทัศนคติของนายจ้างที่มักมองข้ามความสามารถของผู้พิการ หรือหากจำเป็นต้องจ้างผู้พิการเพราะกฎหมายบังคับ นายจ้างจำนวนมากก็เลือกเสนอเงินในอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งเป็นเงินเดือนที่น้อยกว่าลูกจ้างที่เรียนจบปริญญาตรีคนอื่นๆ</p>



<p>สภาพที่เป็นอยู่ย่อมบั่นทอนแรงจูงใจในการพัฒนาตัวเองของผู้พิการที่หวังใช้ชีวิตอย่างปกติ มีรายได้จากการทำงานจนหาเลี้ยงตัวเองได้ ไม่ต้องใช้ชีวิต ‘น่าสงสาร’ อย่างที่สังคมมอง</p>



<p>ขณะเดียวกันกฎหมายเรื่องการจ้างงานผู้พิการที่หวังเป็นช่องทางผลักดันให้เข้าถึงการทำงานมากขึ้นกลับเปิดช่องให้นายจ้างเอาเปรียบผู้พิการได้ ปัจจุบันการรับผู้พิการเข้าทำงานถูกกำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ มาตรา 33<sup>[2]</sup> ว่า สถานประกอบการที่มีลูกจ้าง 100 คนขึ้นไปต้องรับผู้พิการเข้าทำงานในอัตราส่วน 100:1 คน แต่หากไม่จ้างผู้พิการต้องส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแทน (จำนวนเงินยึดตามค่าแรงขั้นต่ำ)</p>



<p>แม้กฎหมายนี้จะมีเจตนาดี แต่ในความเป็นจริงมีนายจ้างจำนวนมากมองว่าการมีผู้พิการในที่ทำงานเป็น ‘ภาระ’ หลายแห่งจึงมีข้อเสนอให้คนที่ถือบัตรคนพิการว่าขอเอาชื่อไปขึ้นทะเบียนเพื่อไม่ต้องส่งเงินเข้ากองทุน แล้วให้อยู่บ้าน ไม่ต้องไปทำงานจริง แต่จะจ่ายเงินรายเดือนเพียงหลักพัน โดยไม่สนว่าผู้พิการมีความสามารถหรือเรียนจบชั้นอะไร</p>



<p>วันโอวันจึงชวนสำรวจปัญหาการจ้างงานผู้พิการผ่านมุมมองของสามผู้พิการที่เป็นพนักงานบริษัท สื่อมวลชน และนักกฎหมาย ตั้งแต่การถูกปฏิเสธเข้าทำงานซ้ำๆ เพราะความพิการ การถูกมองข้ามความสามารถ การถูกลดทอนแรงจูงใจในการพัฒนาตัวเอง จนถึงช่องโหว่ของกฎหมายที่ทำให้ผู้พิการได้ค่าตอบแทนน้อยกว่าความสามารถและอยู่ในสภาพการทำงานที่ไม่มั่นคง</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>“เรียนไปก็ไม่มีโอกาสอยู่ดี” ผู้พิการกับวังวนคำปฏิเสธจ้างงาน</strong></h3>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-97eabb"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1742552756_630943-the101world.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ชมพูนุท บุษราคัม</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เราเคยไปสัมภาษณ์งาน ทางบริษัทสนใจจึงบอกว่าขอเอาเรซูเม่ไปพิจารณา สุดท้ายโทรกลับมาบอกว่าจะขอเอาชื่อเราไปขึ้นทะเบียนแล้วให้เงินเดือน 9,000 บาท แต่เราไม่ต้องไปทำงาน สำหรับผู้พิการที่ไม่มีโอกาสเข้าสู่ระบบการศึกษาอาจรับโอกาสนี้ไว้ แต่เราต้องการโอกาสในการทำงานที่เราอยากทำ แล้วเงิน 9,000 บาทมันน้อยมาก จะไม่ให้เราดูแลตัวเองได้เลยเหรอ เราจึงปฏิเสธ เพราะไม่ได้อยากอยู่บ้านเฉยๆ”</p>



<p>นั่นคือประสบการณ์เมื่อสิบปีที่แล้วของ<strong>ชมพูนุท บุษราคัม&nbsp;</strong>ในช่วงหางานหลังเพิ่งเรียนจบปริญญาตรี ชมพูนุทผ่านประสบการณ์หางานมาหลายแห่ง หลายครั้งเผชิญกับคำปฏิเสธเพราะเธอเป็นผู้พิการ</p>



<p>“บางบริษัทพอเราแจ้งว่าเรานั่งวีลแชร์เขาก็ปฏิเสธการรับเข้าทำงาน&nbsp;<em>‘</em><em>ขอโทษนะคะ ตึกเราไม่สะดวก</em><em>’ ‘</em><em>บริษัทเรายังไม่เคยมีผู้พิการ เราไม่รู้ว่าต้องดูแลอย่างไร</em><em>’&nbsp;</em>เราก็รู้สึกแย่นะ เราไม่ได้ถูกปฏิเสธเพราะความสามารถไม่พอ แต่เป็นเพราะการออกแบบตึกไม่รองรับผู้พิการ”</p>



<p>ชมพูนุทเริ่มทำงานในฝ่ายบุคคล ต่อมาเธอเลือกย้ายการทำงานมาในสายการตลาดจึงต้องมาหางานทำอีกครั้ง เมื่อต้องกลับมาสู่วังวนการหางานทำเธอก็ต้องเผชิญคำปฏิเสธเพราะความพิการอีก</p>



<p>“พอเป็นตำแหน่งมาร์เก็ตติงที่ต้องออกหน้างาน ต้องไปเจอคน บางบริษัทก็ปฏิเสธเพราะกลัวเสียภาพลักษณ์บริษัท หรือไม่ก็คิดแทนเราไปก่อนเลยว่าทําไม่ได้หรอก มันยากสําหรับเธอ เขาไม่ได้มานั่งคุยกับเราว่าที่จริงเราทำได้หรือเปล่า”</p>



<p>ราวสองปีที่แล้วชมพูนุทสมัครงานไปที่บริษัทใหญ่แห่งหนึ่งโดยไม่ได้ระบุในเรซูเม่ว่าเป็นผู้พิการ หลังจากผ่านการสัมภาษณ์ทางออนไลน์ซึ่งมีการเปิดกล้องพูดคุยกันทางบริษัทก็ตอบตกลงรับเธอเข้าทำงาน ขณะนั้นชมพูนุทอยู่ต่างจังหวัด เธอจึงต้องย้ายมากรุงเทพฯ เพื่อเตรียมทำงาน แต่เมื่อถึงวันนัดเซ็นสัญญาทำงานเธอกลับเจอเรื่องที่ไม่ได้คาดไว้มาก่อน</p>



<p>“พอไปเซ็นสัญญา คนที่บริษัทเขาเห็นเรานั่งวีลแชร์แล้วทำหน้าไม่โอเคกับเราเลย เขาบอกว่ายังไม่ต้องเซ็นสัญญา ให้ไปเปิดบัญชีธนาคารก่อน พอไปธนาคาร พนักงานธนาคารก็ทักว่า ‘ที่บริษัทรู้หรือยังเนี่ยว่าเป็นอย่างนี้’ วันนั้นเรารู้สึกแย่มาก เราผิดเหรอที่นั่งวีลแชร์ มีใครถามบ้างว่าเราทำงานได้หรือเปล่า แล้ววันต่อมาทางบริษัทก็โทรมาบอกว่า เขาไปคุยกันแล้วว่ายังไม่สะดวกรับเราเข้าทำงานนะ</p>



<p>“หลังจากเหตุการณ์นั้นเราก็ใส่ในเรซูเม่เลยว่าเป็นผู้พิการใช้วีลแชร์ แล้วพอสมัครงานก็มีคนติดต่อกลับมาน้อยมากๆ โอกาสติดต่อกลับแทบจะ 0.01% แต่ตัดปัญหาสุขภาพจิตให้ไม่ต้องเสียเวลาเจอคำพูดที่ไม่ดี ส่วนบริษัทที่ติดต่อมาก็คือเขาเปิดกว้างกับผู้พิการจริงๆ”</p>



<p>ส่วนบริษัทที่ชมพูนุทเคยทำงานที่ผ่านมาโดยมากเป็นบริษัทต่างชาติที่เปิดกว้างและไม่มองว่าความพิการเป็นอุปสรรค รวมถึงเจอเพื่อนร่วมงานที่เปิดใจ</p>



<p>“ที่ผ่านมาเราเจอเพื่อนร่วมงานที่น่ารักมาก เข้าไปทํางานวันแรกก็ถามเลยว่าเขาต้องทําอย่างไรบ้าง เขาไม่เคยมีคนที่นั่งวีลแชร์มาทํางานด้วยเลย แต่เขายินดีที่จะเรียนรู้ไปกับเรา แล้วพอเขาใช้ชีวิตร่วมกับเราก็เริ่มเห็นว่าปัญหาทางเท้าเมืองไทยแย่มาก การออกแบบเมืองที่ไม่เอื้อทำให้คนพิการใช้ชีวิตยากจนเหมือนจะดูแลตัวเองไม่ได้หรือทำงานไม่ได้”</p>



<p>ปัญหาหนึ่งที่ชมพูนุทและผู้พิการจำนวนมากเจอจากการไปสมัครงานคือได้รับข้อเสนอว่าบริษัทจะนำชื่อไปใส่ในโควตาจ้างผู้พิการ เพื่อบริษัทจะได้รับสิทธิประโยชน์ โดยจะจ่ายเงินให้หลักพันแต่ไม่ต้องการให้ไปทำงานจริง</p>



<p>“มีคุณป้าคนหนึ่งเป็นเบาหวานจนเดินไม่ได้ แล้วมีบริษัทขอชื่อเขาไปใส่ในโควตาจ้างงานคนพิการแต่ไม่ให้เงินสักบาท สุดท้ายคุณป้าต้องมานั่งขอเงินตามทางเท้า ถูกปิดกั้นโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิต</p>



<p>“สำหรับเราเอง พอเจอข้อเสนอแบบนี้ก็เคยมีแวบคิดนะว่าจะเรียนมายากทําไม เราเรียนจบปริญญาตรี อยากทำงานด้วยความสามารถและดูแลตัวเองได้ ไม่อยากเป็นภาระคนอื่น แต่ก็ถูกลดคุณค่าด้วยการเสนอว่าคุณเอาเงินไป 9,000 บาทพอนะ เป็นคนพิการจะเอาอะไรนักหนา</p>



<p>“สำหรับผู้พิการด้อยโอกาส เช่น ผู้ป่วยติดเตียงที่ไม่สามารถออกไปทำงานข้างนอกได้ การได้เงินรูปแบบนี้ก็ช่วยเขาได้มาก แต่สำหรับคนที่เข้าถึงโอกาสทางการศึกษาและสามารถทำงานได้จริงอย่างเรา พอเจอข้อเสนอที่บอกจะให้เงินแล้วต้องอยู่บ้านเฉยๆ มันกลายเป็นวิธีคิดที่ทำให้ผู้พิการดูแย่ ทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่า ‘เป็นคนพิการก็ไม่ต้องออกจากบ้านสิ’ หรือมองว่าคนพิการไม่สามารถดูแลตัวเองได้ มองว่าเราเป็นประชากรชั้นสองไป”</p>



<p>เธอมองว่าสภาพเช่นนี้บั่นทอนความพยายามเข้าถึงการศึกษาที่สูงขึ้นของผู้พิการ เพราะต่อให้เรียนสูงหรือสามารถทำงานได้เหมือนคนอื่นก็ยังถูกเสนอเงินเท่าค่าแรงขั้นต่ำให้</p>



<p>“เราห่วงเด็กพิการรุ่นหลัง สิ่งที่เป็นอยู่อาจทำให้พ่อแม่รู้สึกว่าไม่ต้องให้ลูกเรียนเยอะก็ได้ เรียนไปก็ไม่มีโอกาสอยู่ดี เราโชคดีที่ครอบครัวพยายามสนับสนุนให้ใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติ เราจึงมีโอกาสได้เรียน แต่มีหลายครอบครัวที่คิดว่าลูกตัวเองเป็นคนพิการที่ดูแลตัวเองไม่ได้จึงไม่ให้เรียน แต่ไม่ได้คิดว่าวันที่พ่อแม่ไม่อยู่แล้วลูกจะอยู่อย่างไร แล้วก็จะเป็นปัญหาสังคมต่อไป” ชมพูนุทกล่าว</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>แค่ได้จ้าง แต่ไปไม่ถึง ‘งานที่มีคุณค่า’</strong></h3>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a30c96"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1742552805_665265-the101world.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นลัทพร ไกรฤกษ์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ในมุมมองของ&nbsp;<strong>นลัทพร ไกรฤกษ์</strong>&nbsp;บรรณาธิการ ThisAble.me สื่อที่ทำงานสื่อสารประเด็นคนพิการ เธอเล่าประสบการณ์ส่วนตัวในฐานะผู้พิการว่า ด้วยสถานการณ์ที่มีผู้พิการเรียนจบมหาวิทยาลัยน้อย ทำให้ไม่มีการแนะนำอย่างเป็นระบบว่าควรไปสมัครงานที่ไหน หรืองานประเภทใดบ้างที่เหมาะกับผู้พิการ</p>



<p>“ตอนเรียนมหาวิทยาลัย เพื่อนที่เรียนด้วยกันก็ไม่มีใครเป็นคนพิการ มหาวิทยาลัยก็ไม่มีการแนะแนวว่าต้องไปสมัครงานอย่างไร​ สามารถสมัครงานในตําแหน่งเดียวกับคนทั่วไปได้ไหม เพราะบางคนเรียนสาขานี้มาแต่ตลาดการทำงานอาจไม่ได้ต้องการคนพิการเลยก็ได้</p>



<p>“การหางานของคนพิการมีความลักลั่น เราจะไม่แน่ใจว่าตำแหน่งที่ไม่ได้เขียนว่ารับคนพิการนั้นเราสามารถสมัครได้ไหม แล้วตอนที่เรียนจบปริญญาตรีเราก็คาดหวังเงินเดือน 15,000-18,000 บาท แต่เงินเดือนของตำแหน่งที่ระบุว่ารับคนพิการก็จะให้แค่ 7,000-9,000 บาท ส่วนมากเป็นพวกงานธุรการที่อาจคาดหวังวุฒิแค่ ม.6 งานที่มองหาคนพิการในวุฒิปริญญาตรีนั้นหายากมาก”</p>



<p>แม้นลัทพรจะไม่ได้ใช้เวลาหางานนานนักหลังเรียนจบ แต่สภาพที่เจอก็ชวนให้เธอตั้งคำถามว่าทำไมผู้พิการอย่างเธอสมควรได้เงินน้อยกว่าเพื่อนคนอื่นที่เรียนจบพร้อมกัน</p>



<p>“เราเคยเอาโปรไฟล์ไปฝากกับเว็บไซต์ขององค์กรหนึ่งที่เป็นตัวกลางจับคู่งานให้คนพิการกับนายจ้าง เราก็ระบุเงินเดือนตามเรตปริญญาตรีที่เรียนจบมา ปรากฏว่ามีคนโทรมาสอบถามต้องการจ้างงาน แต่พอคุยเรื่องเงินเดือนเขาบอกว่า ‘ถ้าเรียกเท่านี้ไม่มีใครจ้างหรอก’ คือเขาสามารถจ้างคนพิการได้ด้วยเงิน 9,000 บาท ทำไมจะต้องจ้างเรา 15,000 บาทล่ะ ตอนนั้นเราตั้งคำถามกับตัวเองนะว่าเราเรียนจบเหมือนกับเพื่อน แต่พอเป็นคนพิการจึงต้องได้เงินน้อยกว่าเหรอ ทั้งที่เรายังไม่ได้พิสูจน์ด้วยซ้ำว่าทำงานได้ไหม” นลัทพรกล่าว</p>



<p>เธอเห็นด้วยว่ากฎหมายส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการมีขึ้นเพื่อผลักดันการจ้างงานผู้พิการ ซึ่งอาจเขียนขึ้นจากมุมมองว่าผู้พิการส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงการศึกษา จึงระบุไว้เพียงเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ แต่ปัจจุบันผู้พิการเข้าถึงการศึกษามากขึ้น โดยเฉพาะการเรียนทางออนไลน์ แต่กฎหมายนี้ก็ยังไม่ถูกปรับให้คุ้มครองผู้พิการมากขึ้น</p>



<p>“ไม่ว่าเราจะเรียนจบปริญญาโทหรือปริญญาเอก แต่ด้วยกฎหมายนี้ก็ทำให้เรายังถูกเสนอเงินค่าแรงขั้นต่ำอยู่ เราเคยคุยกับอาจารย์ในโรงเรียนผู้พิการหลายแห่ง เขามีข้อค้นพบว่าเด็กรู้สึกไม่อยากเรียนแล้ว เพราะเรียนสูงจบมาทำงานก็ได้เงินเท่าคนจบ ม.3 โรงเรียนเผชิญปัญหามากว่าเด็กไม่เห็นความจำเป็นของการเรียน</p>



<p>“มันย้อนแย้งนะ กฎหมายการจ้างงานคนพิการควรทำให้คนพิการเข้าถึงการจ้างงานที่เหมาะสมและเป็นธรรมในเชิงรายได้”</p>



<p>นอกจากนี้คืออัตราส่วนลูกจ้าง 100 คนต่อผู้พิการ 1 คน นลัทพรมองว่าเป็นอัตราส่วนที่น้อยเกินไป แต่เพียงแค่หนึ่งคนนายจ้างก็เลือกที่จะจ่ายเงินเฉยๆ แล้วไม่ให้ผู้พิการไปทำงานแล้ว</p>



<p>“บางบริษัทเขาไม่รู้จริงๆ ว่าจะให้คนพิการไปทำงานอะไร เช่นไซต์ก่อสร้าง เขาก็เลือกที่จะจ่ายนิดหน่อย สักเดือนละ 3,000 บาท ขอชื่อคนพิการมาขึ้นทะเบียนแล้วให้นอนอยู่บ้าน แต่ภาครัฐก็จะบอกว่าตรวจไม่พบปัญหานี้</p>



<p>“หลายบริษัทเพียงแค่ต้องทําตามกฎหมาย จ้างคนพิการให้ครบโควตา แต่หน้างานจริงเขาไม่ได้ต้องการ ไม่รู้จะจ้างคนพิการไปทำอะไร บางคนก็ให้ไปนั่งเฉยๆ มันไม่ใช่งานที่มีคุณค่า ไม่ยั่งยืน ไม่ทำให้คนพิการมีความมั่นคงในชีวิตได้ แล้วถ้าวันหนึ่งบริษัทเลย์ออฟคนเหลือ 99 คน ผู้พิการก็ต้องถูกเลิกจ้างไปด้วยใช่ไหม”</p>



<p>นลัทพรยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่รุนแรงกว่าคือมาตรา 35<sup>[3]</sup> ของ พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ที่เปิดช่องว่าถ้าไม่จ้างผู้พิการทำงานประจำก็สามารถ ‘ให้สัมปทาน’ หรือ ‘จ้างเหมาบริการ’ ได้ เช่นการจัดพื้นที่ขายลอตเตอรี่ในห้างให้ผู้พิการ</p>



<p>นลัทพรมองว่าเจตนาของมาตรา 35 ที่เปิดให้จ้างเหมาบริการนั้นเพื่อให้นายจ้างทดลองให้ผู้พิการทำงานโดยจ่ายค่าจ้างรายวัน หากเห็นว่าทำงานได้ดีก็สามารถจ้างประจำตามมาตรา 33 ได้ แต่ปัญหาคือคนที่ถูกจ้างเหมารายวันตามมาตรา 35 แล้วแทบไม่เคยได้ขยับเป็นลูกจ้างประจำเลย</p>



<p>“พอนายจ้างสามารถจ้างเหมารายวันคนพิการได้ก็ไม่ต้องมีสวัสดิการ ไม่ต้องจ่ายประกันสังคม ปัจจุบันจึงมีแนวโน้มการจ้างงานในมาตรา 35 มากขึ้น การจ้างงานลักษณะนี้ควรเป็นการจ้างทำของหรือจ้างฟรีแลนซ์ ไม่มีเวลาเข้าออกงาน แต่สถานการณ์จริงคือมีคนจ้างคนพิการตามมาตรา 35 เพื่อให้ทำงานคอลเซ็นเตอร์ที่มีการกำหนดชั่วโมงทำงานและมีการหักเงินถ้าขอลาหยุด เราคิดว่าแบบนี้น่าจะผิดกฎหมาย เพราะลักษณะงานเป็นงานประจำ”</p>



<p>แม้ผู้พิการจำนวนมากจะถูกเอาเปรียบ แต่มีน้อยคนที่จะกล้าส่งเสียง “คนพิการรู้สึกว่ามีงานทำก็ดีแล้ว การรวมตัวเรียกร้องเป็นไปได้ยากมาก หลายคนทำงานแบบไม่มีสัญญาจ้างงานด้วยซ้ำ ปัญหาคือนายจ้างนิยมมาจ้างตามมาตรา 35 มากขึ้น ไม่รู้ว่าทำไมเป็นอย่างนี้” นลัทพรตั้งคำถาม</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>‘มาตรา 35’ เจตนาดีแต่เปิดช่องให้คนพิการถูกเอาเปรียบ</strong></h3>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a61c87"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1742552919_452053-the101world.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นลัทพร ไกรฤกษ์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“พวกนักกฎหมายนี่แหละที่ให้คำแนะนำนายจ้างว่ามีช่องว่างกฎหมายให้จ้างเหมาตามมาตรา 35 ได้ นายจ้างก็ไม่ได้สนใจเรื่องสิทธิการทำงานหรือสวัสดิการอะไร แค่กฎหมายบอกว่าต้องจ้างคนพิการ”</p>



<p><strong>ปราโมทย์ ชื่นขำ</strong>&nbsp;ทนายความและผู้พิการทางสายตาสะท้อนสิ่งที่เขาพบในแวดวงกฎหมาย ปราโมทย์เคยทำงานฝ่ายกฎหมายที่สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทยทำให้เขาพบว่าการจ้างงานตามมาตรา 35 เป็นปัญหาสำคัญของผู้พิการจนถึงปัจจุบัน</p>



<p>เขาอธิบายว่า ‘สัญญาจ้างเหมาบริการ’ เป็นปัญหาไม่ใช่เฉพาะกับผู้พิการเท่านั้น แต่เป็นปัญหาในงานบางประเภทด้วย เช่น พนักงานรักษาความปลอดภัย</p>



<p>“หัวสัญญาบอกว่าเป็นจ้างเหมาบริการ ซึ่งคือการจ้างทำของ แต่เนื้อหาคือสัญญาจ้างแรงงาน นายจ้างมีการใช้อํานาจบังคับบัญชาว่าคุณต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบการทํางาน ปลายปีมีการประเมิน ถ้าไม่ผ่านก็ไม่ต่อสัญญา โดยให้ค่าตอบแทนเป็นรายเดือน บางแห่งให้เข้างานเป็นกะ บางบริษัทให้ทำงานคอลเซ็นเตอร์เลิกงานสี่ทุ่ม ถ้าเป็นสัญญาจ้างงานปกติต้องมีโอทีและประกันสังคม การจ้างตามมาตรา 35 ทำให้นายจ้างไม่ต้องส่งเงินสมทบประกันสังคมและไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้าง”</p>



<p>ปราโมทย์บอกว่าอีกปัญหาที่พบคือการได้รับเงินเดือนล่าช้า ซึ่งเป็นปัญหาเชิงการจัดการ เพราะเมื่อนายจ้างว่าจ้างผู้พิการแล้วต้องแจ้งกรมการจัดหางาน เพื่อจะไม่ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนคนพิการ แต่ระหว่างนั้นต้องรอทางราชการยืนยันว่าไม่ได้ลงทะเบียนซ้ำ ช่วงเวลา 3-4 เดือนนั้นนายจ้างก็จะยังไม่จ่ายเงินเดือนให้ผู้พิการซึ่งสร้างความเดือดร้อนมาก เวลาเกิดปัญหาแบบนี้ผู้พิการก็ไม่กล้าฟ้องเพราะกลัวถูกเลิกสัญญา</p>



<p>“ชีวิตคนพิการลำบากอยู่แล้ว แค่ส่งเงินสมทบประกันสังคมหรือให้มีกองทุนสํารองเลี้ยงชีพเพื่อให้เขามีเงินเก็บ ทำไมนายจ้างจึงไม่ทำ บางบริษัทโปรโมตด้วยนะว่าเรามีโครงการซีเอสอาร์ให้โอกาสคนพิการทำงาน แต่ถามว่าคุณภาพชีวิตการทำงานคนพิการเป็นอย่างไร</p>



<p>“การใช้สัญญาจ้างเหมาบริการแต่ไส้ในเป็นสัญญาจ้างแรงงานแบบนี้ทำให้ไม่เกิดการพัฒนาฝีมือแรงงาน เขาจ้างคุณมารับโทรศัพท์ก็รับโทรศัพท์อยู่อย่างนั้น ไม่มีการพัฒนา ในระยะยาวมันคือการจ้างงานอย่างไม่ยั่งยืน”</p>



<p>ปราโมทย์เห็นด้วยกับนลัทพรถึงเจตนาที่ดีของกฎหมายมาตรา 35 ที่อาจต้องการให้นายจ้างลองให้ผู้พิการทำงานก่อนเพื่อให้เกิดความมั่นใจก่อนรับเข้าทำงานประจำ หรืออีกเหตุผลหนึ่งคือมีกิจการบางประเภทที่ไม่เหมาะให้ผู้พิการทำงานจริงๆ เช่นงานในพื้นที่ปฏิบัติการของโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ จึงเปิดช่องเรื่องการให้สัมปทานพื้นที่ขายลอตเตอรี่หรือจ้างเหมาบริการ แต่สุดท้ายกฎหมายนี้กลับเป็นช่องโหว่ให้นายจ้างเอาเปรียบผู้พิการ</p>



<p>เขามองว่าการแก้ปัญหาเรื่องนี้คือต้องแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน โดยเพิ่มเรื่องการคุ้มครองแรงงานคนพิการ แต่เห็นความเป็นไปได้น้อย เพราะนายจ้างย่อมไม่ยอมให้เกิดขึ้น</p>



<p>“อีกทางหนึ่งผมคิดว่าต้องไปแก้ที่มาตรา 35 (พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ) ต้องระบุว่าการจ้างเหมาบริการห้ามยัดไส้การจ้างแรงงาน นอกจากนี้อาจเพิ่มเงื่อนไขว่าสามารถจ้างตามมาตรา 35 ได้ไม่เกินสามปี หลังจากนั้นต้องบรรจุเป็นพนักงาน เพราะช่วงเวลานั้นควรรู้แล้วว่าคนพิการคนนั้นทำงานได้ไหม ถ้าทำไม่ได้ก็บอกเลิกสัญญาไป”</p>



<p>สภาพการจ้างงานที่ไม่ยั่งยืนเช่นนี้ส่งผลต่อแรงจูงใจในการพัฒนาตัวเองของผู้พิการ “จะเรียนไปทําไมถ้าจบแล้วมีเส้นทางให้แค่เป็นหมอนวดหรือคนขายสลากกินแบ่ง แล้วบ้านเมืองเราสวัสดิการการศึกษาก็ยังเข้าถึงได้ไม่เต็มที่ คนพิการที่บ้านมีฐานะก็อาจส่งเรียนถึงปริญญาตรีได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีเงินเรียน โดยเฉพาะถ้าเรียนจบปริญญาตรีแล้วไม่ได้ค่าตอบแทนที่สมควรกับวุฒิการศึกษา เขาจะเรียนเพื่ออะไรล่ะ”</p>



<p>ปราโมทย์ชวนคิดถึงภาพคนพิการที่ต้องร้องเพลงแลกเงินตามที่สาธารณะซึ่งจำนวนมากเป็นผู้ที่หลุดออกจากระบบการศึกษา โดยเฉพาะเมื่อระบบการศึกษาไทยยังไม่ได้สนับสนุนผู้พิการอย่างเต็มที่ แม้จะมีนโยบายเรียนฟรีแต่ก็มีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ไม่ครอบคลุม ยังไม่นับรวมถึงความยากลำบากในการเข้าถึงสื่อความรู้ต่างๆ เพื่อให้เรียนทันคนอื่น เช่นที่ปราโมทย์บอกว่าตอนที่เขาเรียนนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ มีผู้พิการเรียนรุ่นเดียวกันหกคน แต่มีเพียงเขาที่เรียนจนจบได้</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ทัศนคติเปลี่ยนได้ถ้า&nbsp;</strong><strong>‘</strong><strong>กฎหมาย-โครงสร้างพื้นฐาน</strong><strong>’&nbsp;</strong><strong>เอื้อ</strong></h2>



<p>ส่วนความหวังถึงการแก้ไขกฎหมาย ในความเห็นของปราโมทย์เขายังเห็นว่าเป็นเรื่องยาก เพราะการแก้กฎหมายขึ้นอยู่กับดุลอำนาจระหว่างนายจ้างและลูกจ้างที่เป็นผู้พิการ หรือกระทั่งในหมู่ผู้พิการเอง คนจำนวนมากก็ไม่อยากเรียกร้องอะไรเพราะต่อให้ได้เงินเดือนน้อยก็ยังดีกว่าไม่มีงานทำเลย</p>



<p>ด้านชมพูนุทมองเห็นว่า ทัศนคติของคนจำนวนมากในสังคมยังมองว่าผู้พิการคือคนไร้ความสามารถหรือคนน่าสงสารอยู่ ซึ่งสะท้อนมาถึงทัศนคติในการจ้างงานผู้พิการ</p>



<p>“อยากให้มองว่าความต่างที่คุณเห็นเป็นเพียงเรื่องกายภาพ สำหรับผู้พิการที่ได้รับการศึกษาก็อยากให้มองกันด้วยความสามารถมากกว่า นอกจากนี้เรื่องโครงสร้างพื้นฐานของเมืองหรือประเทศควรแก้ไขให้เหมาะกับคนที่มีความแตกต่างกันด้วย บ้านเมืองเราสามารถโอบรับความหลากหลายและเท่าเทียมกันได้มากกว่านี้” ชมพูนุทกล่าว</p>



<p>ชมพูนุทยังฝากถึงผู้พิการที่กำลังเรียนหรือหางานทำอยู่ว่าไม่อยากให้หมดกำลังใจ ยังมีอาชีพอีกมากที่สามารถให้ค่าตอบแทนแก่ผู้พิการอย่างสมควรแก่ความสามารถได้ ไม่อยากให้ปัญหาที่เกิดขึ้นบั่นทอนจิตใจ</p>



<p>“อย่าพยายามยัดเยียดตัวเองไปอยู่ในบริษัทที่เขาไม่ต้องการ ในวันหนึ่งเราจะเจองานที่เหมาะกับตัวเอง แต่ต้องอดใจรอ สักวันหนึ่งมันจะมีที่ที่เป็นของเรา” ชมพูนุทบอก</p>



<p>ส่วนนลัทพรแนะนำว่าในต่างประเทศแก้ไขปัญหาทัศนคติของนายจ้างด้วยการจัดอบรมให้ผู้พิการมีทักษะเพิ่ม เช่น ทักษะคอมพิวเตอร์ ชงชา ทำกาแฟ หรือกระทั่งมีนโยบายว่าภาครัฐเป็นคนจ้างผู้พิการให้ไปทำงานตามบริษัท เมื่อทางเอกชนเห็นแล้วว่าผู้พิการทำงานได้จริงก็มีโอกาสจ้างงานต่อเอง</p>



<p>“โดยพื้นฐานคนไทยมีน้ำใจ แต่พอเป็นเรื่องการจ้างงาน เจ้าของกิจการอาจไม่อยากเสี่ยง อยากจ้างคนที่สมบูรณ์แข็งแรงที่สุด คนพิการจึงไม่ถูกเลือก เราเข้าใจว่าทำไมคนไทยจำนวนมากมองว่าคนพิการไม่มีความสามารถ เพราะด้วยสภาพแวดล้อมโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเราที่ไม่เอื้อให้คนพิการใช้ชีวิต จะออกจากบ้านก็ลำบาก จะใช้ขนส่งสาธารณะก็ไม่สะดวก ใครเห็นก็คิดว่าต้องช่วย ต้องยกวีลแชร์ให้ ก็ไม่แปลกที่คนจะคิดว่าคนพิการน่าสงสาร พ่วงด้วยความรู้สึกว่าเป็นภาระ</p>



<p>“ถ้าคนพิการสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ สามารถตัดสินใจเรื่องชีวิตตัวเองได้ วันนั้นทัศนคติเรื่องคนพิการของคนในสังคมคงเปลี่ยนไปและจะส่งผลต่อเรื่องการจ้างงานด้วย ถ้าคนเห็นว่าคนพิการไปเรียนเองได้ ออกไปไหนมาไหนได้ แล้วทําไมเขาจะทํางานไม่ได้ล่ะ</p>



<p>“เวลาคุณจ้างคนทั่วไปก็มีทั้งที่ทํางานได้และไม่ได้ ไม่อยากให้เหมารวมถ้าคุณจ้างคนพิการคนหนึ่งแล้วไม่ดี อยากให้คิดว่าเขาเป็นคนคนหนึ่งที่มีอัตลักษณ์ความพิการเพิ่มเข้ามา ไม่ได้ทําให้ความเป็นคนหรือความสามารถของเขาหายไป&nbsp;มันอาจมีบางเรื่องที่เราทำไม่ได้ อย่างการหยิบของบนชั้นที่สูงมากๆ แต่ทุกคนก็มีเรื่องอื่นที่ทำไม่ได้เหมือนกัน อยากให้เปิดใจ”</p>



<p>นลัทพรปิดท้ายว่าการจ้างงานผู้พิการสามารถจ้างตามช่องทางปกติเหมือนการจ้างผู้ไม่พิการได้ ถ้ามีผู้พิการมาสมัครแล้วมีคุณสมบัติตรงกับคนที่นายจ้างมองหา ไม่จำเป็นต้องรอให้บริษัทมีคนครบ 100 คนแล้วจึงจ้างผู้พิการเพราะกฎหมายบังคับ</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p>



<p></p>



<p style="font-size:14.5px"><sup>[1]</sup>เป็นการจ้างงานตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ มาตรา 33 จำนวน 10,837 คน และมาตรา 35 จำนวน 2,127 คน<br><sup>[2]</sup>มาตรา 33 เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการให้นายจ้าง หรือเจ้าของสถานประกอบการ และหน่วยงานของรัฐรับคนพิการเข้าทํางานตามลักษณะของงานในอัตราส่วนที่เหมาะสมกับผู้ปฏิบัติงานในสถานประกอบการหรือหน่วยงานของรัฐ ทั้งนี้ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานออกกฎกระทรวงกําหนดจํานวนที่นายจ้าง หรือเจ้าของสถานประกอบการ และหน่วยงานของรัฐจะต้องรับคนพิการเข้าทํางาน <br><br>โดยกฎกระทรวงแรงงานกำหนดให้เจ้าของสถานประกอบการหรือหน่วยงานรัฐที่มีลูกจ้าง 100 คนขึ้นไป ต้องรับผู้พิการในอัตราส่วน 100:1<br><sup>[3]</sup>มาตรา 35 ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐไม่ประสงค์จะรับคนพิการเข้าทํางานตามมาตรา 33 หรือนายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการไม่รับคนพิการเข้าทํางานตามมาตรา 33 และไม่ประสงค์จะส่งเงินเข้ากองทุนตามมาตรา 34 หน่วยงานของรัฐ นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการนั้นอาจให้สัมปทาน จัดสถานที่จําหน่ายสินค้าหรือบริการ จัดจ้างเหมาช่วงงานหรือจ้างเหมาบริการโดยวิธีกรณีพิเศษ ฝึกงาน หรือจัดให้มีอุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวก ล่ามภาษามือ หรือให้ความช่วยเหลืออื่นใดแก่คนพิการ หรือผู้ดูแลคนพิการก็ได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการกําหนดในระเบียบ</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/">“จะไม่ให้เราดูแลตัวเองได้เลยเหรอ” ผู้พิการกับกำแพงการจ้างงานที่ยังกีดกัน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Cyborg Generation: ฉายภาพอนาคตเทคโนโลยีเเละการเรียนรู้ของเด็กยุคเอไอกับ ‘พัทน์ ภัทรนุธาพร’</title>
		<link>https://www.eef.or.th/cyborg-generation-ai-and-children-learning/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 24 Feb 2025 09:33:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ]]></category>
		<category><![CDATA[ณัฐวุฒิ เผ่าทวี]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ. x 101]]></category>
		<category><![CDATA[เอไอ]]></category>
		<category><![CDATA[พัทน์ ภัทรนุธาพร]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้ของเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[เอไอและความเป็นมนุษย์]]></category>
		<category><![CDATA[พีพีพัทน์]]></category>
		<category><![CDATA[cyborg generation]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=92184</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปฏิเสธไม่ได้ว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคสมัยแห่งเอไอ และมนุษย [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/cyborg-generation-ai-and-children-learning/">Cyborg Generation: ฉายภาพอนาคตเทคโนโลยีเเละการเรียนรู้ของเด็กยุคเอไอกับ ‘พัทน์ ภัทรนุธาพร’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปฏิเสธไม่ได้ว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคสมัยแห่งเอไอ และมนุษย์ในรุ่นถัดไปกำลังจะกลายเป็น ‘Cyborg native’ หรือ ‘มนุษย์ไซบอร์ก’ ที่นำกระบวนการคิดออกมาปฏิสัมพันธ์กับเทคโนโลยีภายนอกสมองมากขึ้น</p>



<p>แต่ท่ามกลางความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและปฏิสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับชีวิตมนุษย์อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง คำถามมีอยู่ว่าเราจะอยู่ร่วมกับเอไออย่างไรไม่ให้สูญเสียความเป็นมนุษย์? เอไอควรมอบอะไรให้แก่เรา? ทิศทางการพัฒนาของมันควรเป็นไปด้วยจุดมุ่งหมายใด?</p>



<p>และถึงที่สุดแล้ว ในมิติส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กในอนาคต เอไอควรทำหน้าที่อย่างไร หรือมีความท้าทายแบบไหนรอเราอยู่?</p>



<p>วันโอวัน ชวน&nbsp;<strong>พีพี-พัทน์ ภัทรนุธาพร</strong>&nbsp;นักวิทยาศาสตร์จาก MIT Media Lab สนทนาว่าด้วยอนาคตของมนุษย์ เมื่อมีเอไอเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน พร้อมความเห็นจากนักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม&nbsp;<strong>ณัฐวุฒิ เผ่าทวี</strong>&nbsp;และ&nbsp;<strong>กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ</strong>&nbsp;นักการศึกษาจากคณะก้าวหน้า</p>



<p><em>หมายเหตุ: ถอดความบางส่วนจาก&nbsp;<a href="https://www.the101.world/101-one-on-one-ep-355/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">101 One-on-One Ep.355: AI พัฒนาไปไกล การศึกษาเด็กไทยทำอะไรอยู่&nbsp;</a>เผยแพร่เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568</em></p>



<figure class="wp-block-embed alignfull is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="AI พัฒนาไปไกล การศึกษาเด็กไทยทำอะไรอยู่ | พัทน์ ภัทรนุธาพร | 101 One-on-One EP.355" width="750" height="422" src="https://www.youtube.com/embed/blTR-IWqPX8?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เอไอเพื่อ ‘Human Flourishing’ &nbsp;</strong></h2>



<p>ทุกวันนี้ เทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันมนุษย์อย่างแนบแน่น และการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีอย่าง ‘เอไอ’ นำมาสู่คำถามว่า ในอนาคต เอไอจะเข้ามาทดแทนมนุษย์ หรือกระทั่งลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ให้เหลือเพียงแค่ขีดความสามารถและประสิทธิภาพเช่นเดียวกับเครื่องจักรหรือไม่</p>



<p>สำหรับ&nbsp;<strong>พีพี-พัทน์ ภัทรนุธาพร</strong>&nbsp;โจทย์สำคัญในการพัฒนาเอไอเพื่อไม่ให้มนุษยชาติมุ่งไปสู่เส้นทางดังกล่าว คือจะออกแบบเทคโนโลยีอย่างไรให้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และเอไอนำไปสู่ ‘การเติบโตงอกงาม’ (Human Flourishing) และชีวิตที่สมบูรณ์ของมนุษย์</p>



<p>พัทน์อธิบายว่าการออกแบบเอไอต้องไม่ให้ความสำคัญแค่ ‘ความเก่ง’ ของระบบเท่านั้น แต่ยังต้องสัมพันธ์กับจิตวิทยามนุษย์เช่นกัน หากออกแบบเอไอโดยไม่เข้าใจธรรมชาติและข้อจำกัดของมนุษย์ การทำงานของมนุษย์ร่วมกับเอไออาจไม่ได้ช่วยดึงศักยภาพมนุษย์ออกมาอย่างเต็มที่ แต่จะทำให้ผลลัพธ์ออกมาแย่กว่ามนุษย์หรือเอไอทำงานเพียงฝ่ายเดียว อย่างเช่นงานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่ศึกษาอิทธิพลของข้อเสนอในการรักษาจากเอไอต่อการตัดสินใจของแพทย์ชี้ให้เห็น หรือที่เลวร้ายไปกว่านั้น คือมนุษย์อาจสูญเสียทักษะ (Deskilling) สูญเสียความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน (Disconnection) สูญเสียความสามารถในการแยกแยะข่าวจริง-ข้อมูลเท็จ (Disinformation) หรือถูกลดทอนความเป็นมนุษย์ (Dehumanization)</p>



<p>“สิ่งสำคัญคือต้องทำให้ผลลัพธ์จากการออกแบบปฏิสัมพันธ์ระหว่างเอไอและมนุษย์สร้างประโยชน์สูงสุด โดยให้ความสำคัญว่าเกิดอะไรขึ้นกับมนุษย์ด้วย” พัทน์กล่าว “เรามีเป้าหมายที่ไปไกลกว่าแค่การเพิ่มประสิทธิภาพของมนุษย์ ทุกวันนี้ เรามักบอกว่าเอไอช่วยให้มนุษย์ทำงานเก่งขึ้น รวยขึ้น แต่มนุษย์ต้องการการเติบโตหรือเจริญงอกงามในหลายมิติ”</p>



<p>เป้าหมายในวิทยานิพนธ์ของพัทน์<a><sup>[1]</sup></a>เสนอว่าเทคโนโลยีหรือเอไอสามารถส่งเสริมหรือเติมเต็มการเติบโตของมนุษย์ได้มีอยู่ 3 มิติ ได้แก่ (1) wisdom คือทำให้มนุษย์คิดได้อย่างชาญฉลาด (2) wonder คือทำให้มนุษย์มีแรงบันดาลใจ สร้างความสนใจใคร่รู้และความกระหายในการทำความเข้าใจโลก และ (3) well-being คือส่งเสริมให้มนุษย์มีสุขภาพกายใจที่ดี</p>



<p>“กล่าวอย่างเจาะจง คืองานวิจัยที่ผ่านมาพยายามตอบคำถามว่าเอไอจะทำให้มนุษย์มีหรือเปลี่ยนแรงบันดาลใจได้อย่างไร มีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้นได้อย่างไร เปลี่ยนวิธีการที่มนุษย์เข้าใจตัวเองให้ดีขึ้นได้อย่างไร หรือจะเปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์ให้ดีขึ้นได้อย่างไร”</p>



<p>ทั้งหมดนี้คือโจทย์ของการออกแบบเอไอผ่านแนวคิดที่พัทน์เรียกว่า ‘Cyborg Psychology’ ซึ่งคำว่า ‘ไซบอร์ก’ สื่อถึงเป้าหมายในการใช้เทคโนโลยีเพื่อขยายความเป็นมนุษย์ เมื่อมนุษย์ตอบสนองและมีปฏิสัมพันธ์กับเทคโนโลยีตลอดเวลา และเพื่อให้ความเป็นมนุษย์กลับมา เมื่อมนุษย์มีเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต</p>



<h2 class="wp-block-heading"><br><strong>เข้าสู่ยุคสมัยแห่ง Cyborg Generation</strong></h2>



<p>“หากเราบอกว่าทุกวันนี้เด็กคือ digital native เด็กในอนาคตก็จะกลายไปเป็น cyborg native” พัทน์กล่าวถึงอนาคตของมนุษย์รุ่นถัดไป ซึ่งจะกลายเป็น ‘มนุษย์ไซบอร์ก’ ตามนิยามของ Andy Clark นักปรัชญาเทคโนโลยี กล่าวคือกระบวนการคิดไม่ได้เกิดขึ้นภายในสมองอย่างเดียว แต่มนุษย์นำกระบวนการคิดออกไปสู่ภายนอกด้วย เช่น การทดความคิดลงในกระดาษเพื่อประมวลความคิดต่อ หรือการใช้ ChatGPT ช่วยประมวลความคิด ซึ่งในอนาคต มนุษย์จะนำกระบวนการคิดออกไปยังภายนอกมากขึ้น ขณะที่เทคโนโลยีดิจิทัลหรือเอไอจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการคิดอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น</p>



<p>อย่างไรก็ตาม คำถามมีอยู่ว่าเมื่อเด็กหรือมนุษย์รุ่น cyborg native มีเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการคิด ตัดสินใจ มีจินตนาการ และเข้าใจตัวเอง อะไรคือผลที่จะตามมา?</p>



<p>เช่นเดียวกับในยุคดิจิทัล พัทน์มองว่ายุคเอไอจะนำมาซึ่งทั้งผลกระทบเชิงบวกและลบต่อเด็ก หากการเข้ามาของเทคโนโลยีดิจิทัลและโซเชียลมีเดียสร้าง ‘<a href="https://www.the101.world/the-anxious-generation-social-media/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">anxious generation</a>’ หรือมนุษย์รุ่นที่มีอาการซึมเศร้าสูงขึ้น เป็นผลจาก attention economy ที่โซเชียลมีเดียดึงความสนใจตลอดเวลา นำไปสู่ ‘ภาวะวอกแวก’ (distraction) และเปรียบเทียบกับผู้อื่นจนเกิดอาการซึมเศร้า การเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคเอไอก็นำไปสู่ intention economy ที่เทคโนโลยีสามารถจับ ‘เจตนา’ และจูงใจหรือเปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์ได้ (persuasion) ซึ่งหากไม่ระวัง ก็มีความเสี่ยงที่เด็กหรือมนุษย์ในยุคเอไออาจสูญเสียความเป็นมนุษย์ แต่ขณะเดียวกัน ก็มีตัวอย่างให้เห็นว่าเด็กที่เติบโตขึ้นมาในยุคเอไอเข้าใจเทคโนโลยีและอยู่ร่วมกันกับเทคโนโลยีได้อย่างดีเช่นกัน อย่างกรณีที่<a href="https://www.nytimes.com/2023/12/13/technology/ai-chatbots-schools-students.html" target="_blank" rel="noreferrer noopener">นักเรียนในสหรัฐฯ ใช้ ChatGPT ช่วยเสริมให้ตนเองเรียนรู้ในมิติที่กว้างและดีขึ้น</a>&nbsp;ไม่ได้ใช้เพื่อทำการบ้านแทนอย่างที่ครูกังวล</p>



<p>“อย่าคิดว่าเราต้องไปควบคุมหรือคิดแทนเด็ก จริงๆ เด็กเข้าใจเทคโนโลยีและสามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง ดังนั้น เมื่อมองถึงอนาคตของเอไอ สิ่งที่เราควรตั้งคำถามคือ เด็กหรือมนุษย์จะก้าวหน้าไปด้วยหรือไม่เมื่อเอไอฉลาดขึ้น และความก้าวหน้าดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าเด็กต้องใช้เทคโนโลยีเก่งเท่านั้น แต่ต้องเป็นไปเพื่อการเติบโตและเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์และมีความสุข”</p>



<h2 class="wp-block-heading"><br><strong>นวัตกรรมเอไอเพื่อ ‘Human Flourishing’&nbsp;</strong></h2>



<p>สำหรับนวัตกรรมเอไอที่เติมเต็ม Human Flourishing ของเด็ก (และผู้ใหญ่) แนวทางหนึ่งที่พัทน์เล่าว่าเอไอสามารถถูกนำไปใช้ได้ คือการเพิ่มแรงจูงใจในการเรียนรู้ผ่านการสร้างการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคล (Personalized learning) และการเรียนรู้แบบคิดเองสร้างเอง (Constructionism)</p>



<p>“การได้เรียนรู้จากสิ่งที่ชอบเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ดังนั้น โจทย์จึงมีอยู่ว่าจะทำอย่างไรให้เด็กได้เรียนรู้จากสิ่งที่ตัวเองสนใจ และถ้าเด็กๆ ได้เรียนรู้กับตัวละครเสมือน (virtual character) ที่ตัวเองชอบจะเป็นอย่างไร”</p>



<p>MIT Media Lab จึงศึกษาและ<a href="https://www.media.mit.edu/projects/learning-from-virtual-instructors/overview/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ทดลองใช้เอไอสร้างตัวละครเสมือนหรือจำลองบุคคลจริงที่เด็กชอบขึ้นมา เพื่อใช้เป็นผู้ช่วยสอนหรือผู้บรรยายรับเชิญในชั้นเรียน</a>&nbsp;เช่น แฮร์รี พอตเตอร์, อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ หรือ อีลอน มัสก์ ผลปรากฏว่าเด็กที่ได้เรียนกับตัวละครหรือบุคคลจำลองที่ตัวเองชอบสามารถเรียนได้ดีขึ้น มีแรงจูงใจในการเรียนสูงขึ้น และยิ่งไปกว่านั้น คือทำให้อยากเรียนบทเรียนที่ยากขึ้น</p>



<p>MIT Media Lab ยังสร้าง ‘<a href="https://www.media.mit.edu/publications/living-memories-ai-generated-characters-as-digital-mementos/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">living memory</a>’ หรือระบบเอไอที่สามารถสนทนาโต้ตอบได้โดยอาศัยเรื่องราว ประสบการณ์และความรู้ของบุคคล นำมาจำลองบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ เพื่อให้นักเรียนสามารถถามเรื่องที่สงสัยได้ เสมือนว่าได้ถามกับบุคคลทางประวัติศาสตร์โดยตรง เช่น หากเรียนประวัติศาสตร์สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ก็สามารถใช้เอไอสร้าง living memory ของดาวินชีขึ้นมาเพื่อให้นักเรียนถาม</p>



<p>ข้อสรุปสำคัญที่พัทน์พบจากโปรเจกต์ดังกล่าว คือการเรียนรู้โดยใช้เอไออย่างเดียวไม่ได้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด แต่ต้องใช้แนวทางแบบผสมผสาน กล่าวคือให้นักเรียนเรียนรู้ผ่านการอ่านเพื่อกระตุ้นจินตนาการและสร้างความอยากรู้อยากเห็น และนำคำถามหรือเรื่องที่สงสัยไปถามเอไอบุคคลประวัติศาสตร์ภายหลัง ทำให้ผลการเรียนรู้ดีกว่าการใช้เอไอหรือการอ่านเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง</p>



<p>“การทดสอบว่าวิธีการแบบไหนจะนำมาสู่การเรียนรู้ที่ดีที่สุดถือเป็นสิ่งสำคัญเหมือนกัน ทุกวันนี้ หลายคนมองการเรียนรู้โดยใช้เอไอว่าดีที่สุด แต่ที่จริงอาจไม่ใช่ก็ได้ วิธีการใช้เอไอในการเรียนรู้ที่ดีอาจต้องอาศัยการเรียนรู้ที่ถูกออกแบบโดยคนที่เข้าใจจิตวิทยาเด็กและการเรียนรู้จริงๆ”</p>



<p>นอกจากเพิ่มแรงจูงใจในการเรียนรู้ เอไอยังถูกนำมาใช้เพื่อช่วยให้มนุษย์ทบทวน ไตร่ตรอง และคิดพิจารณาเกี่ยวกับตนเอง (self-reflection) อย่างโปรเจกต์ ‘<a href="https://futureyou.media.mit.edu/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Future You</a>’ ซึ่งพัทน์ใช้เอไอสร้างตัวตนดิจิทัลในอนาคตที่ขยายจากข้อมูลในปัจจุบัน เพื่อให้เด็กหรือผู้ใช้เห็นภาพว่าทางเลือกของตนเองในปัจจุบันจะนำไปสู่อนาคตแบบใด ช่วยให้ตกผลึกการเลือกทางเดินในชีวิตได้ดีขึ้น รวมถึงช่วยลดความวิตกกังวลที่ตามมาจากการคิดพิจารณาอนาคต</p>



<p>อีกแนวทางที่เอไอถูกนำมาใช้เพื่อเติมเต็มการเติบโต คือการเรียนรู้รากทางวัฒนธรรม พัทน์ยกตัวอย่างโปรเจกต์ ‘<a href="https://cybersubin.media.mit.edu/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Cyber Subin</a>’ ที่ร่วมสร้างกับ&nbsp;<a href="https://www.the101.world/pichet-klunchun-interview/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">พิเชษฐ กลั่นชื่น</a>&nbsp;โดยถอดรหัสนาฏศิลป์ไทย สร้างระบบเอไอที่ช่วยให้คนเรียนรู้เกี่ยวกับองค์ประกอบนาฏศิลป์ไทย และนำองค์ประกอบต่างๆ มาสร้างเป็นท่ารำใหม่โดยให้เอไอจำลองท่ารำให้</p>



<p>“เด็กๆ อาจใช้เครื่องมือนี้สร้างวิดีโอเอไอนาฏศิลป์บน TikTok หรือสร้างความรู้สึกภาคภูมิใจที่สามารถสร้างวัฒนธรรมใหม่และต่อยอดวัฒนธรรมตัวเองต่อไปได้” พัทน์กล่าว พร้อมเสริมว่าเขายังเห็นความเป็นไปได้ที่เอไอเช่นนี้จะถูกนำไปประยุกต์เป็นเครื่องมือการสอนวิชานาฏศิลป์ในอนาคต</p>



<p>นอกจากนี้ เอไอยังถูกนำมาใช้สร้างนวัตกรรมเพื่อช่วยพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ เช่น ‘<a href="https://www.media.mit.edu/projects/wearable-reasoner/overview/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Wearable Reasoner</a>‘ หรืออุปกรณ์สวมใส่ที่ช่วยตรวจจับและตั้งคำถามต่อสิ่งที่ผู้สวมใส่ได้ยินในชีวิตประจำวันว่าเป็นเหตุเป็นผลหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นข่าวสาร คำกล่าวของนักการเมือง หรือโฆษณาชวนเชื่อ</p>



<p>“ระบบที่เราออกแบบแสดงให้เห็นแล้วว่า อุปกรณ์สามารถช่วย ‘สะกิด’ (nudge) ให้คนสามารถคิดและตั้งคำถามอย่างเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้นได้ โดยที่เอไอไม่ได้คิดแทนมนุษย์”</p>



<h2 class="wp-block-heading"><br><strong>ความท้าทายในโลกยุคเอไอ</strong></h2>



<p>พ้นไปจากมิติเชิงบวกของเอไอที่เต็มไปด้วยความเป็นไปได้ในการหนุนเสริมให้มนุษย์เติบโต แน่นอนว่าในทางกลับกัน เอไอก็ส่งผลกระทบทางลบต่อมนุษย์ได้เช่นกันหากถูกออกแบบมาไม่ดีพอ</p>



<p>พัทน์ฉายภาพให้เห็นว่าความท้าทายจากเอไอที่เด็กในอนาคตต้องเผชิญมีอยู่ 2 มิติ</p>



<p><em>มิติแรก</em>&nbsp;ความเหลื่อมล้ำ ข้อสรุปจาก<a href="https://www.media.mit.edu/projects/algorithmic-inheritance/overview/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">งานวิจัย</a>ที่พัทน์ทำร่วมกับณัฐวุฒิ เผ่าทวี ชี้ให้เห็นว่า ‘นามสกุล’ ซึ่งเป็นเครื่องบ่งบอกสถานะทางสังคมและความมั่งคั่ง ส่งอิทธิพลต่อการมุมมองและการตัดสินใจของเอไอว่าใครฉลาดหรือไม่ แม้ว่าจะควบคุมระบบเอไอให้มองข้ามปัจจัยอื่นๆ อย่างเพศ สีผิว หรือฐานะทางเศรษฐกิจแล้วก็ตาม โดยเอไอจะมองว่าผู้ใช้นามสกุลของตระกูลชนชั้นนำหรือตระกูลร่ำรวยฉลาดกว่าผู้ที่มีนามสกุลธรรมดา</p>



<p>ดังนั้น “นี่เป็นโจทย์ที่ต้องตั้งคำถามว่า เด็กจะอยู่กับระบบที่สร้างความเหลื่อมล้ำได้อย่างไรในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนนำเอไอเข้ามาใช้ในกระบวนการจ้างงานหรือกระบวนการอื่นๆ มากขึ้น”</p>



<p><em>มิติที่สอง</em>&nbsp;ความสัมพันธ์กับเอไอ – ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์รูปแบบเพื่อนหรือคนรัก – ซึ่งอาจนำไปสู่การเสพติดเอไอ (addictive intelligence) อย่างกรณีร้ายแรงที่เกิดในสหรัฐฯ คือวัยรุ่นชายฆ่าตัวตายเนื่องจากเอไอแชทบอตชวนให้ไปอยู่ด้วยกันในโลกดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ยังเป็นที่ถกเถียงและไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าไอเอคือต้นเหตุที่นำไปสู่การฆ่าตัวตาย หรือแท้ที่จริงแล้วเป็นผลจากปัจจัยอื่น เช่น ปัญหาส่วนตัวหรือปัญหาครอบครัว ขณะที่ในกรณีอื่นๆ เอไอกลับส่งผลบวกต่อมนุษย์</p>



<p>เมื่อพิจารณาบรรดางานวิจัยเกี่ยวกับการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเอไอ จะเห็นได้ว่าผลลัพธ์มีทั้งทางบวกและลบ ขึ้นอยู่กับการส่งอิทธิพลต่อกันและกันระหว่พฤติกรรมมนุษย์และเอไอ ตัวอย่างเช่น มีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่า จินตนาการต่อเอไอส่งผลให้มนุษย์ตีความข้อความที่เอไอสร้างขึ้นไม่เหมือนกันและตอบสนองด้วยท่าทีที่ต่างกัน แม้ว่าจะเป็นข้อความแบบเดียวกันก็ตาม หรืองานวิจัยที่ศึกษาผู้มีความสัมพันธ์กับเอไอ พบว่าการพูดคุยกับเอไอด้วยจำนวนครั้งที่เท่ากัน กลับมีทั้งผู้ที่รู้สึกโดดเดี่ยว ซึมเศร้าและผู้ที่มีสุขภาพจิตดี ซึ่งเป็นส่วนมากของกลุ่มตัวอย่าง</p>



<p>“ผลลัพธ์จากการปฏิสัมพันธ์กับเอไอไม่ได้เกิดจากเอไอฝ่ายเดียว แต่เป็นผลจากพฤติกรรมของมนุษย์แล้วส่งอิทธิพลต่อพฤติกรรมของเอไอ เอไอเปรียบเสมือนกระจก เรายืนหน้ากระจก เราเป็นแบบไหน เอไอก็สะท้อนกลับมา เอไออาจไม่ใช่กระจกตรง อาจเป็นกระจกโค้งที่ขยายอะไรบางอย่างแล้วส่งกลับมาหาเรา ดังนั้น หากจะหาแนวทางจัดการเอไอ ความเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์และพฤติกรรมเอไอควบคู่กันไปเป็นสิ่งจำเป็น” พัทน์อธิบาย</p>



<p>“นี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไม Cyborg Psychology จึงพยายามตอบโจทย์ที่สำคัญที่สุดในยุคสมัยนี้ นั่นคือเราจะเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์และเอไอที่ส่งผลซึ่งกันและกันได้อย่างไร และเราจะออกแบบพฤติกรรมของเอไอให้สร้างพฤติกรรมทางบวกกับมนุษย์ได้อย่างไร</p>



<p>“ท้ายที่สุด คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ว่าเอไอจะพัฒนาจนก้าวหน้าหรือฉลาดแค่ไหน แต่ยังอยู่ที่ว่า เมื่อเอไอพัฒนาแล้ว มนุษย์เราเปลี่ยนไปแค่ไหน อย่างไร หากมองผ่านมุมมองเด็ก ผมคิดว่านี่ไม่ใช่โจทย์ที่ซับซ้อน เด็กจะมองว่าเอไอคือโดราเอมอนที่ช่วยให้โนบิตะเป็นมนุษย์ที่ดีขึ้น”</p>



<h2 class="wp-block-heading"><br><strong>ความท้าทายในการใช้เอไอในการศึกษาไทย</strong></h2>



<p>“เวลาเรามองเรื่องการศึกษากับเอไอ โจทย์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ว่าเราจะทำให้เอไอกลายเป็นเครื่องมือในการศึกษาได้อย่างไร แต่เราต้องหันกลับไปคิดใหม่เกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ในทุกมิติว่าเอไอจะเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ในกระบวนการเหล่านี้ได้อย่างไรบ้าง” <strong>กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ </strong>แสดงความเห็น</p>



<p>โดยสิ่งที่เธอมองว่าเอไอเข้ามาเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ คือ ‘การรื้อ’ (deconstruct) องค์ความรู้และแยกย่อยออกเป็นส่วนๆ เพื่อไปประกอบรวมใหม่ อย่างเช่นโปรเจกต์ Cyber Subin ที่ต้องอาศัยความเข้าใจ ‘แก่น’ อย่างการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อและพื้นฐานนาฏศิลป์เพื่อฝึกให้เอไอสามารถรำได้ตามคำสั่ง</p>



<p>อย่างไรก็ตาม กุลธิดากล่าวว่าการนำเอไอเข้ามาประยุกต์ใช้ในกระบวนการเรียนรู้แบบไทยๆ ยังเป็นเรื่องท้าทาย เนื่องจากวัฒนธรรมการศึกษาของเราอาจตั้งต้นที่ ‘เปลือก’ ขององค์ความรู้หรือกระบวนการก่อน ‘แก่น’ ขณะที่ไอเอเรียกร้องการทำความเข้าใจจากแก่นไปเปลือก ยิ่งไปกว่านั้น กระบวนการเรียนรู้ในไทยยังมุ่งเน้นให้ความสำคัญที่ผลลัพธ์มากกว่ากระบวนการเรียนรู้ ขณะที่การใช้เอไอในการศึกษาจำเป็นต้องให้ความสำคัญต่อกระบวนการการเรียนรู้มากกว่าผลลัพธ์ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่เครื่องมือหรือ buzzword เท่านั้น</p>



<p>“หากมองอย่างมีความหวัง หวังว่าการนำเอไอเข้ามาใช้ในการศึกษาไทยจะนำไปสู่การเปลี่ยนกระบวกทัศน์การเรียนรู้ในไทยให้มุ่งเน้นไปที่กระบวนการมากกว่าผลลัพธ์”</p>



<p>ด้านหนึ่ง กุลธิดาเล่าว่าเริ่มค่อยๆ เห็นกระบวนทัศน์การเรียนรู้เปลี่ยนไปให้ความสำคัญกับกระบวนการแล้ว ในเชิงนโยบาย หากจะประยุกต์ใช้เอไอในระบบการศึกษา เธอเสนอว่าทุกภาคส่วนในระบบการศึกษา ทั้งผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหารโรงเรียน ครู ผู้ปกครอง และสังคมต้องเข้าใจจุดประสงค์ของการใช้เอไอในเชิงหลักการไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อเอื้อให้การใช้เอไอเสริมกระบวนการเรียนรู้เกิดขึ้นได้</p>



<h2 class="wp-block-heading"><br><strong>เอไอกับการศึกษาผ่านมุมมองเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม</strong></h2>



<p>เมื่อมองผ่านเลนส์เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม<strong> ณัฐวุฒิ เผ่าทวี </strong>ให้ความเห็นว่า ‘หน้าที่ของสถาบัน’ เป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้เมื่อนำเอไอเข้ามาใช้ในการเรียนรู้</p>



<p>“ในทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม มนุษย์ไม่ได้ตัดสินใจอย่างเป็นเหตุเป็นผลมากเท่าที่เราคิด ดังนั้น หน้าที่ของสถาบันที่ดีคือ ออกแบบนโยบายเพื่อ ‘สะกิด’ ให้คนตัดสินใจหรือมีพฤติกรรมเชิงบวก”</p>



<p>และเมื่อพิจารณาการใช้เอไอเพื่อการเรียนรู้ผ่านมุมมองเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม จะเห็นว่าหากสถาบันเอื้ออำนวยให้คนใช้เอไอเพื่อเติมเต็มการเติบโตของตนเองได้ ทั้งสังคมก็จะพัฒนาและได้ประโยชน์ แต่หากสถาบันมุ่งเน้นเพิ่มพูนผลกำไร โดยไม่สนใจการป้องกันผลกระทบเชิงลบที่ตามมาจากการใช้เอไอ ผลลัพธ์ก็อาจเป็นไปในทิศทางอื่น ดังนั้น เมื่อเกิดผลลัพธ์เชิงลบจากการใช้เอไอ ณัฐวุฒิจึงเสนอว่าไม่ควรมองปัญหาในเชิงปัจเจกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาการออกแบบสถาบันเช่นกัน “เราต้องการกลไกหรือสถาบันที่ช่วยผลักหรือสะกิดให้เกิดพฤติกรรมดีๆ”</p>



<p>อีกองค์ประกอบหนึ่งที่ณัฐวุฒิกล่าวว่าเป็นตัวกำหนดว่ามนุษย์จะใช้เอไอในทางที่ดีหรือไม่คือ ‘แรงจูงใจ’ (incentive) กล่าวคือหากสถาบันกำหนดแรงจูงใจในการใช้เอไอให้เป็นไปเพื่อผลการเรียนที่ดี เอไอก็อาจถูกใช้เป็นทางลัดในการทำการบ้านหรือข้อสอบ ดังนั้น โจทย์สำคัญที่ณัฐวุฒิเสนอว่าต้องคิด คือจะกำหนดแรงจูงใจอย่างไรเพื่อให้เกิดการใช้เอไออย่างสร้างสรรค์</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p>



<p></p>



<figure class="wp-block-table"><table><tbody><tr><td><a href="https://www.media.mit.edu/publications/cyborg-psychology/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Cyborg Psychology: The Art &amp; Science of Designing Human-AI Systems that Support Human Flourishing</a></td></tr></tbody></table></figure><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/cyborg-generation-ai-and-children-learning/">Cyborg Generation: ฉายภาพอนาคตเทคโนโลยีเเละการเรียนรู้ของเด็กยุคเอไอกับ ‘พัทน์ ภัทรนุธาพร’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘เปลี่ยนระบบ-ปิดช่องว่าง-เพิ่มความยืดหยุ่น’ การบ้านเพื่อการศึกษาที่เสมอภาคของทุกคน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/reducing-education-inequality-examples/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 23 Feb 2025 07:53:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กนอกระบบ]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษายืดหยุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ. x 101]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=91237</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา’ ยังคงเป็นหนึ่งในควา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/reducing-education-inequality-examples/">‘เปลี่ยนระบบ-ปิดช่องว่าง-เพิ่มความยืดหยุ่น’ การบ้านเพื่อการศึกษาที่เสมอภาคของทุกคน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>‘ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา’ ยังคงเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของสังคมไทยในปี 2568 ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันหาทางแก้ไข พร้อมตั้งคำถามถึงโครงสร้างและนโยบายของระบบการศึกษาปัจจุบันที่ยังปล่อยให้เด็กไทยจำนวนมากหลุดออกจากเส้นทางการเรียนรู้เช่นนี้</p>



<p>ถึงเวลาที่สังคมไทยจะร่วมกันออกแบบระบบการศึกษาใหม่ เพื่อโอบรับทุกคนโดยไม่ทิ้งเด็กหรือเยาวชนคนใดไว้เบื้องหลัง</p>



<p>วันโอวันจึงชวนมองตัวอย่างการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การค้นหาเด็กนอกระบบในพื้นที่ และการจัดการศึกษายืดหยุ่นจากมุมมองของหน่วยงานและองค์กรที่ลงมือแก้ปัญหา เพื่อต่อจิ๊กซอว์ปัญหาในภาพใหญ่และเป็นแรงบันดาลใจสู่การสร้างพื้นที่การเรียนรู้รูปแบบอื่นๆ ที่จะช่วยรองรับเด็กที่เสี่ยงจะร่วงหล่นออกจากเส้นทางการเรียนรู้</p>



<p><br><em>หมายเหตุ: เก็บความบางส่วนจาก </em><a href="https://www.facebook.com/share/v/19t5cYu7ZG/" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><em>Equity Forum 2025 ประเทศไทยกับการแก้ปัญหาเชิงระบบเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</em></a><em> ซึ่งจัดโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2568</em></p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading has-text-align-left"><strong>ค้นหาเด็กนอกระบบ</strong><strong>-ปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาด้วยพลังท้องถิ่น</strong></h3>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2d3f27"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/1739890609_576383-the101world.webp" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(จากซ้าย) พลวัฒน์ การุญภาสกร, รุ่งกานต์ สิริรัตน์เรืองสุข, บัญชา ศรีชาหลวง</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เริ่มต้นจาก&nbsp;<strong>รุ่งกานต์ สิริรัตน์เรืองสุข</strong>&nbsp;รองปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา ยืนยันว่า การศึกษาเป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่งในสังคม เธอระบุว่าเมื่อเห็นข้อมูลว่ามีเด็กไทยอยู่นอกระบบการศึกษามากกว่าล้านคน ขณะที่ในจังหวัดยะลามีหมื่นกว่าคน ทำให้เธอเกิดการตั้งคำถามถึงต้นตอสาเหตุและต้องการแก้ไขปัญหาว่า ทำไมระบบการศึกษาไม่สามารถทำให้เด็กอยู่ในระบบได้</p>



<p>นอกจากนี้เธอยังสะท้อนภาพที่พบจากการลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริงว่ามีปัญหาซับซ้อนที่เกิดขึ้นในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นความยากจนในครอบครัวหรือปัญหาคุณแม่วัยใส จึงมีการจัดทีมสหวิชาชีพเข้าไปดูแลเด็กที่หลุดออกจากระบบด้วยปัญหาเหล่านี้อย่างใกล้ชิด ทั้งยังมีกลไกที่เชื่อมโยงกันเพื่อเข้าไปช่วยเหลือเด็กนอกระบบ</p>



<p>“จากข้อมูลภาพใหญ่ที่ได้มาทำให้ต้องมีการสำรวจลงไปถึงระดับครอบครัวต่างๆ เราเริ่มจากสำรวจข้อมูลไปสู่การสร้างกลไก เพราะเด็กหนึ่งคนที่หลุดจากระบบการศึกษาไม่ได้มีแค่ปัญหาเดียว แต่ยังมีทั้งปัญหาสุขภาพ ปัญหาภายในครอบครัว เราจึงมีบัณฑิตอาสาทุกๆ หมู่บ้าน เพื่อเข้าถึงเด็กและเยาวชนได้ง่าย และต้องมีต้องมีจิตวิทยาในการพูดคุยกับเด็ก” รุ่งกานต์กล่าว</p>



<p>รุ่งกานต์ย้ำว่า กลไกสำคัญคือกลไกระดับพื้นที่ค่อยๆ ซึมลงเป็นหน่วยย่อยลงไป ที่สำคัญคือเรื่องความยั่งยืน คนในพื้นที่ต้องเป็นผู้ดูแลจัดการอย่างสม่ำเสมอ หรือการปกครองส่วนท้องถิ่นที่ดูแลภายในพื้นที่ จึงเป็นแนวทางให้คนที่อยู่ใกล้ปัญหาจริงเป็นผู้ขับเคลื่อน เพื่อขยายผลการแก้ปัญหา ทั้งยังจำเป็นต้องเน้นนโยบายตั้งแต่ภาพใหญ่ลงมายังระดับท้องถิ่น แผนพัฒนาท้องถิ่นจะทำให้นโยบายเป็นรูปธรรมได้มากขึ้นหากมีเป้าหมายเดียวกัน</p>



<p>“บางทีแผนไปคนละทิศละทาง อยู่ที่ช่วงเวลาที่กำหนดไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง จำเป็นต้องแก้ตั้งแต่นโยบายในการกำหนดไทม์ไลน์ให้ตรงกัน อีกทั้งฐานข้อมูลก็สำคัญ ที่ผ่านมามีฐานข้อมูลเยอะมาก แต่เป็นลักษณะต่างคนต่างเก็บ ต่างคนต่างทำ แต่ไม่มีการเชื่อมโยงเป็นแพลตฟอร์มเดียวกัน ควรมีการดีไซน์และแชร์ข้อมูลในการทำงานตามความรับผิดชอบ ต้องมีการอัปเดตข้อมูล ต้องแก้ปัญหาได้จริง ไม่ใช่เก็บไว้เพียงเท่านั้น” รุ่งกานต์ขยายความ</p>



<p>ขณะที่&nbsp;<strong>บัญชา ศรีชาหลวง</strong>&nbsp;นายก อบต.พิมาน อ.นาแก จ.นครพนม ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า การพัฒนาคนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร หน่วยงานจำเป็นต้องดูแลเด็กเยาวชนในวัยเรียน มีการสำรวจพื้นที่ มุ่งเน้นพัฒนาเด็กที่หลุดจากการศึกษา และดึงกลับเข้ามาสู่ระบบให้ได้ เพื่อให้มีโอกาสต่อยอดการทำงาน จากนั้นมิติต่อไปคือการขยายผล รวมถึงร่วมงานกับสถาบันการศึกษาให้ได้มีโอกาสเรียนรู้และทำงาน ค้นคว้า ไปจนถึงพัฒนา และส่งต่อไปถึงจุดหมาย เป้าหมายหลักคือเด็กต้องมีองค์ความรู้เป็นหลักสูตรท้องถิ่นที่ต่อยอดอาชีพการงานได้ การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญและเป็นฟันเฟืองในการพัฒนาท้องถิ่น&nbsp; &nbsp;</p>



<p>“คนที่หลุดออกจากระบบไปแล้วเขาไม่รู้ว่าจะมีโอกาสในการศึกษาอย่างไรได้บ้าง ดังนั้น เมื่อได้ข้อมูลก็ต้องดูแลให้ดี เด็กทุกคนสมควรได้รับการศึกษาตามความสนใจ เด็กหลายคนมีศักยภาพ เพราะเด็กไม่ใช่ภาระ แต่เป็นพลัง อยู่ที่ว่าจะดึงศักยภาพออกมายังไง ซี่งเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องทำให้ได้</p>



<p>“เป้าหมายในการพัฒนาคนเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ความชัดเจนของนโยบายสำคัญมาก ปัจจุบันมีข้อต่อที่ทำให้เกิดช่องว่าง เราอยากสนับสนุนเด็กที่มีความตั้งใจแต่ไม่มีทุนทรัพย์ เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาคุณภาพชีวิตคน ไม่ใช่ภาพรวมที่เป็นฉากทัศน์ลอยๆ ถ้ามีการสั่งการอย่างเป็นระบบ แนวทางนโยบายในการกระจายอำนาจยิ่งจะทำให้มีประสิทธิภาพ” บัญชากล่าว</p>



<p>ส่วน&nbsp;<strong>พลวัฒน์ การุญภาสกร</strong>&nbsp;ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนาการจัดการศึกษาท้องถิ่น เน้นย้ำว่าทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและมีหน้าที่กำกับดูแลเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาต้องมีเป้าหมายเพื่อให้เป็นบริการสาธารณะที่จัดสรรอย่างมีคุณภาพและพยายามทำให้ผู้เรียนได้มีการศึกษาอย่างเท่าเทียม</p>



<p>“อย่างโครงการเรียนฟรี 15 ปี ก็ต้องจัดสรรงบประมาณให้ครอบคลุมเด็กทุกคน มีการจัดสรรทุนให้เด็กที่ขาดทุนทรัพย์ มีการออกระเบียบจัดการที่ให้สถานศึกษามีความคล่องตัวในการบริหารสถานศึกษา ถ้ามีเด็กยากไร้จำนวนมาก ก็ต้องมีงบประมาณพอจะสามารถมอบทุนให้ได้ เพื่อเป็นแนวทางดึงเด็กไม่ให้หลุดออกจากระบบการศึกษาเพราะขาดแคลนทุนทรัพย์</p>



<p>“เรายังสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีทุนสำหรับเด็กด้อยโอกาสมากขึ้น ต้องลงไปสำรวจว่ามีเด็กคนไหนที่หลุดออกจากระบบ เพื่อดึงกลับมาสอนความรู้ในการพัฒนาอาชีพ ที่ผ่านมาหลายองค์กรมีข้อจำกัดเรื่องอำนาจหน้าที่ ไปจนถึงเรื่องงบประมาณ ทำให้ต้องมีเกณฑ์ในการมอบทุนการศึกษา แต่หากท้องถิ่นมีวิสัยทัศน์เป็นของตัวเอง เราต้องสร้างตรงกลางร่วมกัน และมีระบบนิเวศที่ไปในทิศทางเดียวกัน” พลวัฒน์กล่าว</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading has-text-align-left"><strong>เมื่อโจทย์ชีวิตมีหลากหลาย พื้นที่เรียนรู้ต้องยืดหยุ่น</strong></h3>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-262d7b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/1739890633_316837-the101world.webp" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(จากซ้าย) นิยม ไผ่โสภา, รัศมี อืดผา, แจนเน็ต รุ้งสิทธิกุล, พิมพ์ชนก จอมมงคล</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เมื่อพูดถึงการศึกษาที่ยืดหยุ่น&nbsp;<strong>นิยม ไผ่โสภา</strong>&nbsp;ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน สพฐ. กล่าวตั้งต้นว่าเป็นระบบการศึกษาที่โฟกัสไปที่ตัวนักเรียนว่าจะเรียนดีอย่างไรให้มีความสุขไปพร้อมกัน ดังนั้น ประเด็นสำคัญที่ต้องเป็นตัวตั้งต้นการออกแบบการศึกษาคือความสุขของนักเรียน ใครมีความสามารถด้านไหนก็ต้องผลักดัน และต้องแบ่งเป็นการจัดการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ หรือการศึกษาเพื่อความมั่นคงของชีวิต</p>



<p>“ผมอยากให้เห็นภาพว่าความต้องการของเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราต้องทำให้เขาเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา มีเทคโนโลยีช่วยเหลือ เพื่อให้จำนวนเด็กนอกระบบการศึกษาลดลง จากเดิมที่ห้องเรียนคือห้องสี่เหลี่ยมซึ่งเป็นกรอบจำกัด แต่ตอนนี้เขาต้องการเรียนด้วยตัวเอง&nbsp;</p>



<p>“เรามีโครงการ&nbsp;‘พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนมาให้น้อง’&nbsp;เมื่อก่อนการเรียนคือห้องสี่เหลี่ยม ต้องเรียนตามตำราเป๊ะๆ แต่ตอนนี้ใครมาเรียนไม่ได้ก็ต้องมีการออกแบบการเรียนตามวิถีชีวิตของเด็กที่มีข้อจำกัดซึ่งไม่ได้เข้าระบบทั่วไป การเรียนต้องมีความยืดหยุ่น และขึ้นอยู่กับบริบทความแตกต่างของเด็กแต่ละคน</p>



<p>“ความท้าทายคือการทำให้นโยบายที่ดีไม่ขาดตอนไป เพื่อไม่ให้เด็กต้องหลุดออกจากระบบการศึกษาอีก นี่เป็นสิ่งที่พวกเราต้องผนึกกำลังกัน ต้องร่วมมือกัน และเป็นวาระแห่งชาติที่เด็กทุกคนต้องได้รับการศึกษา และต้องจบการศึกษา” นิยมสรุป</p>



<p>จากประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมาของ&nbsp;<strong>พิมพ์ชนก จอมมงคล</strong>&nbsp;ศูนย์การเรียน CYF บอกว่าอีกหนึ่งทางเลือกของผู้เรียนคือศูนย์การเรียนที่ยืดหยุ่นหรือการศึกษาตามอัธยาศัย มีการเทียบโอนระหว่างรูปแบบที่นำมาประยุกต์กับเด็กในระบบการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อให้เป็นการปฏิรูปการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นมากขึ้น เธอเน้นย้ำว่าชุมชนก็เป็นเจ้าของการจัดการศึกษาและมีหุ้นส่วนการศึกษากับระบบการศึกษารูปแบบอื่นได้ เพื่อเป็นการศึกษาที่ไร้รอยต่ออย่างแท้จริง และเป็นหน่วยการเรียนที่มีศักยภาพ</p>



<p>“เราทำหน้าที่เป็นศูนย์การเรียนที่โยงเข้ากับระบบการศึกษาในการเทียบโอน ออกวุฒิกับหลักสูตรแกนกลาง เพื่อนำมาบูรณาการผ่านหลักสูตรแกนกลาง เห็นภาพว่าหน้าบ้านออกวุฒิ แต่เราก็เป็นเหมือนระบบหลังบ้านในการจัดการศึกษา ผนวกกับศูนย์การเรียนรู้อื่นๆ และมีเครือข่ายศูนย์การเรียนรู้</p>



<p>“นอกจากนี้ เรายังเชื่อมต่อการศึกษาเข้ากับการเรียนรู้ในวิถีชีวิต เช่น การทำนา การทำสวน ซึ่งเป็นทักษะต่างๆ ที่ดึงศักยภาพออกมาได้ มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาประกอบเพื่อการเรียนรู้ มีการสอนออนไลน์เพื่อให้การเรียนยืดหยุ่น และเลือกเรียนรู้ตามศาสตร์ต่างๆ ตามความสนใจของเด็กได้ และเท่าทันเทคโนโลยีทุกรูปแบบ” พิมพ์ชนกกล่าว</p>



<p>ต่อประเด็นการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น&nbsp;<strong>รัศมี อืดผา</strong>&nbsp;ครู สกร. อำเภอเมืองบึงกาฬ เน้นย้ำถึง ‘ความยืดหยุ่น’ จากวิถีชีวิตที่ผู้เรียนมี ตั้งแต่วัฒนธรรมที่มีในท้องถิ่นเป็นต้นทุนของประชาชนในพื้นที่ หลักสูตรที่เกิดจากชุมชนจะเชื่อมโยงการเรียนรู้ได้ ไม่ใช่แค่ฝึกอาชีพ แต่ใช้อาชีพเป็นเครื่องมือสร้างการเรียนรู้ให้กับทุกคน ออกมาเป็นหลักสูตรที่ผู้เรียนสนใจนำไปต่อยอดได้</p>



<p>นอกจากนี้เธอเสริมว่าชุมชนควรจะมีโอกาสออกแบบตั้งแต่ต้นทาง วิเคราะห์ความเป็นไปได้ เพื่อเป็นระบบและมีความยั่งยืนในการออกแบบความรู้สำหรับคนในพื้นที่โดยเฉพาะ มีการสร้างเครือข่ายชุมชนเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนสิ่งที่บูรณาการ อีกทั้งครูในโรงเรียนต้องมีเป้าหมายร่วมกันเพื่อมีเส้นทางที่ชัดเจน</p>



<p>“อีกจิ๊กซอว์สำคัญคือผู้ปกครอง เราต้องมีการศึกษาที่มีแนวคิดเพื่อการสร้างคุณค่า เด็กส่งเสริมชุมชน และชุมชนส่งเสริมเด็กในเวลาเดียวกัน ครูต้องเข้าถึงชีวิตและจิตใจของผู้คน สร้างการเรียนรู้และเริ่มต้นจากผู้เรียนอย่างแท้จริง เพื่อสร้างโอกาสความเป็นไปได้ และต่อยอดคุณภาพชีวิตได้ดี” รัศมีกล่าว</p>



<p>ในขณะที่ฝั่งเอกชน&nbsp;<strong>แจนเน็ต รุ้งสิทธิกุล</strong>&nbsp;Senior Marketing Manager Brand Purpose and KFC Foundation (Work &amp; Study) อธิบายว่าเป้าหมายสำคัญที่สุดคือทุกภาคส่วนต้องสามารถเข้ามาช่วยเหลือภาคการศึกษาได้ เพราะกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศคือคุณภาพของคน ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อน</p>



<p>“ที่ผ่านมาเราตามหาน้องๆ ที่หลุดออกจากระบบการศึกษา เพราะเราเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีศักยภาพ เพียงแค่เขาไม่มีโอกาส ทำไมเราต้องทอดทิ้งเขาไป เราจึงเริ่มต้นจากความตั้งใจ เป้าหมายคือทำให้เด็กสามารถดูแลตัวเอง ครอบครัว และคนรอบตัวอย่างมีประสิทธิภาพได้ เราต้องทำให้เขาหาศักยภาพตัวเองให้เจอ และสามารถพัฒนาต่อยอดได้ มันคือการให้โอกาสที่ให้ได้เลือกจะเรียนรู้และทำงานด้วยได้</p>



<p>“เรามีสาขาวิชาชีพและทักษะมากมายที่ทุกคนค้นหาเองได้ เพื่อมั่นใจว่าจะมีทักษะติดตัวในการดูแลตัวเองไปจนเติบโต การลงมือทำให้ค้นพบว่าเราสามารถเป็นในสิ่งที่เราต้องการได้เพียงแค่เราได้รับโอกาส เรามีหลักสูตรการเป็นผู้ประกอบการซึ่งเป็นสิ่งที่เด็กหลายคนกำลังสนใจในปัจจุบัน เป็นหลักสูตรนอกกรอบที่ยืดหยุ่น เรียนรู้จากประสบการณ์ ทำงานร่วมกับคนอื่นในสังคมเป็น และปลายทางคือได้วุฒิการศึกษาด้วย</p>



<p>“การทำการศึกษาที่ยืดหยุ่นเป็นมิติที่สังคมต้องปรับตัวในการให้โอกาสเด็กทุกคนได้รับการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ” แจนเน็ตทิ้งท้าย</p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/reducing-education-inequality-examples/">‘เปลี่ยนระบบ-ปิดช่องว่าง-เพิ่มความยืดหยุ่น’ การบ้านเพื่อการศึกษาที่เสมอภาคของทุกคน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
