<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Heymin Lee | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/heymin-lee/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Thu, 16 Jul 2020 04:02:56 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>Heymin Lee | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เจาะลึกนวัตกรรมทางการเงินเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/3326-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 16 Jul 2020 04:02:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการพัฒนาระบบการจัดการทรัพยากรเพื่อพัฒนาสุขภาพและการศึกษาของนักเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[การประชุมวิชาการนานาชาติ เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา : ปวงชนเพื่อการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[Teaching and learning tool kit]]></category>
		<category><![CDATA[Stephen Fraser]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนการศึกษาของประเทศอังกฤษที่ช่วยเหลือนักเรียนด้อยโอกาส]]></category>
		<category><![CDATA[Heymin Lee]]></category>
		<category><![CDATA[องค์กรแพนอิมแพคแห่งเกาหลีใต้]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการ SIB]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=18302</guid>

					<description><![CDATA[<p>การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษานั้นไม่มีสูตรสำเร็จที่ตาย [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/3326-2/">เจาะลึกนวัตกรรมทางการเงินเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษานั้นไม่มีสูตรสำเร็จที่ตายตัว เพราะแต่ละหน่วยงาน แต่ละภาคส่วนล้วนมีความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกันไป แต่จุดหมายปลายทางนั้นมีเหมือนกันคือ การอุดช่องว่างที่มีให้เหลือน้อยที่สุด แล้วนวัตกรรมทางการเงินจะมาช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ได้อย่างไร มาดูแนวคิดจากการอภิปรายในหัวข้อ “เจาะลึกนวัตกรรมทางการเงินเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา” ผ่านเรื่องราวและมุมมองของ Speakers ชั้นนำ ที่ได้พูดคุยกันไปเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา วันแรกของการประชุมวิชาการนานาชาติเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา “ปวงชนเพื่อการศึกษา&#8221;</span></p>
<p><img decoding="async" fetchpriority="high" class="aligncenter size-full wp-image-18307" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Stephen-Fraser.jpg" alt="" width="640" height="640" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Stephen-Fraser.jpg 640w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Stephen-Fraser-300x300.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Stephen-Fraser-150x150.jpg 150w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></p>
<p><b>คุณ Stephen Fraser รองผู้จัดการกองทุนการศึกษาของประเทศอังกฤษที่ช่วยเหลือนักเรียนด้อยโอกาส </b><span style="font-weight: 400;">กล่าววว่า เราเชื่อเรื่องการนำหลักฐานมาใช้ประกอบการตัดสินใจในการสร้างระบบการศึกษาที่มีคุณภาพให้กับเด็กนักเรียน เพราะถึงแม้เราจะมีความตั้งใจในการช่วยเหลือเด็กให้ดีอย่างไร หากไม่มีหลักฐานยืนยันความสำเร็จผลก็จะไม่เป็นไปตามที่คิด ดังนั้นการเก็บหลักฐานรวมถึงการนำหลักฐานมาใช้และการสื่อสารรวมถึงการทำงานร่วมกับครูผู้สอนให้มีความสามารถและมีความรู้ในการนำหลักฐานไปใช้ก็จะเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่ช่วยให้ครูตัดสินใจได้ดีขึ้น ดังนั้นองค์กรของเขาจึงพัฒนาเครื่องมือขึ้นมาหนึ่งชิ้นเพื่อเป็นคู่มือที่ทำให้โรงเรียนนำไปปรับใช้ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เครื่องมือนี้เรียกว่า </span><b><span style="color: #2fb14d;">“Teaching and learning tool kit”</span>  </b>เป็น<span style="font-weight: 400;">เครื่องมือที่จะช่วยรวบรวมข้อมูลโครงการต่างๆ ของแต่ละโรงเรียน พร้อมประเมินประสิทธิภาพของโครงการ ซึ่งโรงเรียนสามารถนำผลจากการประเมินนี้ ไปประกอบการเลือกทำโครงการที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดสาหรับกลุ่มเด็กด้อยโอกาสได้  โดย</span><span style="font-weight: 400;">เครื่องมือจะเก็บข้อมูลตั้งแต่งบประมาณ ไปถึงผลสำเร็จของโครงการและหลักฐานสนับสนุนความสำเร็จของโครงการต่างๆ ด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราได้พบข้อมูลที่น่าสนใจจากการเก็บหลักฐานมาตลอดการทำงานว่า งบประมาณทางการศึกษาก้อนใหญ่ที่สุดควรถูกใช้ในเรื่องการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนในแต่ละวัน เพราะเป็นสิ่งที่นักเรียนต้องเจอทุกวัน เราจึงต้องลงทุนกับการพัฒนาครูที่มีคุณภาพ หมายถึงการลงทุนในการคัดเลือกบุคคลที่จะมาเป็นครู และนอกจากการมีครูที่ดีที่เก่งแล้ว ก็ต้องมีระบบในการสนับสนุนให้เขาอยู่กับเด็กๆ นานโดยไม่ลาออก โดยเฉพาะตอนต้นต้องสนับสุนนให้คุณครูสามารถพัฒนาความสามารถและความเชี่ยวชาญของเขาได้ เพื่อไม่ให้เขาเปลี่ยนไปทำงานอาชีพอื่น” คุณ Stephen Fraser ระบุ</span></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-18308" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/รศ.ดร.ชัยยุทธ-ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์-06.png" alt="" width="640" height="640" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/รศ.ดร.ชัยยุทธ-ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์-06.png 640w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/รศ.ดร.ชัยยุทธ-ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์-06-300x300.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/รศ.ดร.ชัยยุทธ-ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์-06-150x150.png 150w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></p>
<p><b>ขณะที่ รศ.ดร.ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์ นักเศรษฐศาสตร์และอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</b><span style="font-weight: 400;">กล่าวว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา งบประมาณด้านการศึกษาของประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 200% ขณะที่งบประมาณที่ถูกนำไปจัดสรรในเรื่องความยากจนมีอยู่ 0.5 % เท่าเดิมมาตลอด โดยกระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงที่ได้รับงบประมาณมากที่สุดทุกปี โดยเฉลี่ยแล้วรัฐบาลใช้งบประมาณทั้งหมด 20% ไปกับการศึกษา โดยการสนับสนุนงบประมาณการศึกษารายหัวของประเทศไทยไม่ได้รวมถึงค่าจ้างของบุคลากรทางการศึกษาต่างๆ เพราะค่าจ้างเหล่านี้คิดเป็น 75% ของงบประมาณการศึกษาทั้งหมด ซึ่งวิธีการสนับสนุนงบประมาณรายหัวสำหรับเด็กๆ จะเป็นประโยชน์กับโรงเรียนใหญ่มากกว่า แต่มีเงินเพียงส่วนน้อยที่จะลงไปช่วยเหลือให้ตรงตามความต้องการของเด็กๆ อย่างแท้จริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ </span><b>รศ.ดร.ชัยยุทธ </b><span style="font-weight: 400;">พบข้อเท็จจริงว่าโรงเรียนของรัฐบาลที่มีขนาดเล็กมากจะได้รับงบประมาณที่ไม่เพียงพอ และโรงเรียนเล็กๆ เหล่านี้ สามารถรองรับนักเรียนกว่า 1 ล้านคนที่อยู่ในครอบครัวที่ยากจน ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเห็นได้อย่างชัดเจนว่าผลการศึกษาระหว่างโรงเรียนเล็ก โรงเรียนใหญ่ โรงเรียนชนบทและโรงเรียนในเมืองมีช่องว่างที่เพิ่มมากขึ้น และถึงแม้ว่าการศึกษาในบ้านเราจะเป็นการศึกษาแบบฟรี แต่บ้านของเด็กๆ ที่ยากจนก็ยังต้องใช้จ่ายเงินในสัดส่วนที่สูงกว่ารายได้ทั้งหมดของครอบครัว เมื่อเทียบกับเด็กๆ ที่บ้านมีฐานะร่ำรวย</span></p>
<p><strong><span style="color: #2fb14d;">ในประเทศไทยมีเด็กนักเรียนที่ยากจนประมาณ 20% ที่อยู่ในการศึกษาขั้นพื้นฐาน และคิดเป็นประมาณ 1.8 ล้านคน โดยในจำนวนนี้มี 670,000 คน ที่หลุดออกจากระบบการศึกษา และเมื่อนำมาคิดเป็นความสูญเสียทางเศษฐกิจออกมาจะมากถึง 1.7% ของ GDP ในประเทศ คิดเป็นเงินได้มากถึง 6.5 สองพันล้านดอลล่าร์ </span></strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้เราพบว่าปัญหาในการลงเก็บข้อมูลของเด็กๆ จำนวน 2 ล้านคนนั้นมีความท้าทายอย่างยิ่ง เราจึงได้พัฒนาแอปพลิเคชั่นเพื่อช่วยให้คุณครูสามารถเก็บข้อมูลเด็กระหว่างลงเยี่ยมที่บ้านได้ ซึ่งอยู่ในภารกิจหลักที่คุณครูต้องดำเนินการ ภายใต้ชื่อ “</span><b>โครงการพัฒนาระบบการจัดการทรัพยากรเพื่อพัฒนาสุขภาพและการศึกษาของนักเรียน”</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งกระบวนการในการเก็บข้อมูลผ่านแอปฯ นี้จะใช้ระยะเวลาในการเก็บข้อมูล  15-20 นาทีต่อหนึ่งครอบครัว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยข้อมูลที่เราต้องการคือรายได้ต่อครัวเรือน จึงได้มีการออกแบบชุดคำถามที่จะให้รู้สภาพรายได้ของแต่ละครัวเรือนของเด็กๆ ว่าพ้นเส้นความยากจนหรือไม่ เช่น คำถามเรื่องจำนวนคนที่ไม่มีรายได้ครอบครัว ลักษณะบ้านที่อยู่อาศัย พาหนะที่ใช้ที่บ้าน และอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ครอบครัวมีเท่าไหร่ ซึ่งในกระบวนการการตรวจสอบข้อมูลเราทำงานร่วมกับชุมชนในการตรวจสอบข้อมูลที่แท้จริงอีกด้วย  หลังจากที่ได้ตรวจสอบข้อมูลเรียบร้อยแล้วเราก็จะทำการโอนเงินเข้าบัญชีให้แต่ละครอบครัวที่ยากจนโดยตรงเลย เพื่อให้การสรรงบประมาณด้านการศึกษามุ่งเน้นความเสมอภาคมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ซึ่งจากจำนวนเด็ก 2 ล้านคนที่เราลงเก็บข้อมูลผ่านโครงการนี้ กสศ.สามารถช่วยให้เด็กไม่ต้องหลุดออกจากระบบการศึกษามากถึง 700,000 คน และในส่วนของเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาไปแล้วเราก็ลงไปหาว่าเด็กอยู่ที่ไหน และต้องการความช่วยเหลืออะไร พร้อมหาโปรแกรมที่เหมาะสมสำหรับเด็ก ซึ่งต้องใช้งบประมาณในการช่วยเหลือสูงกว่าเด็กลุ่มแรก เพราะเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษามากระจายอยู่ทั่วประเทศไทย และเป็นความ</span><span style="font-weight: 400;">ท้าทายของ กสศ. ในการขยายการช่วยเหลือให้ใหญ่และครอบคลุมมากขึ้นในอนาคต เพราะเรายังขาดในเรื่องของทรัพยากร งบประมาณ และขีดความสามารถขององค์กร&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“การที่จะทำให้การศึกษามีคุณภาพนั้นไม่ใช่แค่เรื่องงบ</span><span style="font-weight: 400;">ประมาณเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงเราต้องพัฒนาคุณครูที่มีคุณภาพควบคู่กันไปด้วย” รศ.ดร.ชัยยุทธ กล่าวทิ้งท้าย</span></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-18309" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Hyemin-Lee.jpg" alt="" width="640" height="640" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Hyemin-Lee.jpg 640w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Hyemin-Lee-300x300.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/Hyemin-Lee-150x150.jpg 150w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></p>
<p><b>ด้านคุณ Heymin Lee ผู้บริการองค์กรแพนอิมแพคแห่งเกาหลีใต้กล่าวว่า</b><span style="font-weight: 400;"> องค์กรของเธอเป็นที่แรกที่นำโครงการพันธบัตรเพื่อสังคมหรือ (SIB) มาใช้ ซึ่งโครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างองค์กรแพนอิมแพคและรัฐบาลกรุงโซลของเกาหลีใต้ โดยจะเป็นลงการลงทุนผ่านโครงการสาธารณะทางสังคมต่างๆ ของรัฐ ซึ่งจะทำให้รัฐลดการใช้งบประมาณอย่างเสียเปล่าและสามารถจัดสรรงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ  สำหรับรูปแบบการลงทุน SIB นั้นนักลงทุนภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการจะเป็นคนนำเงินมาลงทุนผ่านโครงการสาธารณะของรัฐ แล้วรัฐจะเป็นคนจ่ายเงินคืนให้กับนักลงทุนต่อเมื่อได้ผลตามที่ต้องการ ดังนั้นรัฐบาลก็เลยจะมีความเสี่ยงลดลงด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โครงพันธบัตรเพื่อสังคม หรือ (SIB) เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ช่วยเหลือเด็กๆ ที่เรียนช้า ที่อยู่ในบ้านพักเด็กของรัฐบาล ซึ่งเราจะลงไปช่วยเหลือพัฒนาคุณชีวิตและสุขภาพจิตของเด็กและช่วยวางทักษะทางสังคมให้กับเด็กด้วย นอกจากนี้ในโครงการยังมีการพัฒนาไอคิวของเด็กๆ เพื่อจะให้เด็กๆ สามารถใช้ชีวิตและเป็นประชาชนที่มีคุณภาพได้  ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบกับทางตะวันตกแล้วโครงการนี้ยังเป็นโครงการที่ใหม่อยู่สำหรับประเทศในแถบเอเชีย เพราะปัจจุบันมีแค่ 2 ประเทศที่เริ่มมีการนำโครงการในรูปแบบนี้มาใช้คือประเทศเกาหลีกับประเทศญี่ปุ่น ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วประเทศในแถบทวีปเอเชียมีศักยภาพที่จะสามารถนำมาใช้ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โครงการ SIB พิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กที่มีปัญหาในการเรียนรู้ได้ และโครงการสามารถดำเนินงานมาเป็นระยะเวลานานได้ ซึ่งเวลาที่เราจัดความช่วยเหลือให้เด็กเราจะช่วยในทุกเรื่องรวมถึงปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมรอบข้างเด็กด้วย เพราะเด็กที่มีปัญหาในการเรียนรู้นั้นก็ไม่ได้มาจากเรื่องไอคิวอย่างเดียว แต่ปัจจัยสภาพแวดล้อมรอบข้างก็มีผลกระทบกับพวกเขาด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้โครงการประสบความสำเร็จเกินจากเป้าหมายที่ตั้งไว้และรัฐบาลจ่ายเงินต้นคืนให้กับนักลงทุนและจ่ายดอกเบี้ย 25% ให้กับภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการด้วย   ซึ่งตอนนี้รัฐบาลก็ได้เริ่มโครงการ SIB ในเฟสที่ 2 แล้ว ซึ่งจะเน้นไปที่กลุ่มเยาวชนที่ว่างงาน</span></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/3326-2/">เจาะลึกนวัตกรรมทางการเงินเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
