<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Creativity In Education Summit 2023 | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/creativity-in-education-summit-2023/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Tue, 23 Jan 2024 08:22:43 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.10</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>Creativity In Education Summit 2023 | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>การศึกษาจะเปลี่ยนแปลง เมื่อเราจินตนาการถึงความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่ได้สำเร็จ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-ces-230124/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=article-ces-230124</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 23 Jan 2024 08:22:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[จินตนาการ]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity In Education Summit 2023]]></category>
		<category><![CDATA[Mappa]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.​]]></category>
		<category><![CDATA[ความคิดสร้างสรรค์]]></category>
		<category><![CDATA[วสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[creativity]]></category>
		<category><![CDATA[OECD]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=76383</guid>

					<description><![CDATA[<p>การศึกษาและโรงเรียนส่งผลหรือมีความหมายต่อเยาวชนหรือนักเ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-ces-230124/">การศึกษาจะเปลี่ยนแปลง เมื่อเราจินตนาการถึงความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่ได้สำเร็จ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การศึกษาและโรงเรียนส่งผลหรือมีความหมายต่อเยาวชนหรือนักเรียนอย่างไร หากพวกเขาต้องอยู่ท่ามกลางอนาคตที่คาดเดาได้ยากและท้าทายขึ้นเรื่อยๆ&nbsp;</p>



<p>คำถามนี้อาจจะเป็นคำถามที่เรียบง่าย แต่ในทางปฏิบัติแล้วมีความซับซ้อน โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่เรากำลังเผชิญหน้ากับพลังแห่งเทคโนโลยีและวิกฤตภาวะโลกรวน สถานการณ์เหล่านี้กำลังทดสอบว่าระบบการศึกษาและการเรียนการสอนได้ถูกพัฒนามาเพื่อรับมือและติดอาวุธให้ทุกหน่วยชีวิต ทั้งนักเรียน ครู สถาบันการศึกษา นักการศึกษา หรือผู้ออกนโยบายมากน้อยแค่ไหน</p>



<p>โรงเรียนปรับตัว นักเรียนและครูก็ปรับตัวมากกว่าในฐานะที่เป็นสิ่งมีชีวิตที่ธรรมชาติเป็นผู้สรรสร้าง คงจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผู้ทำงานด้านการศึกษาทั่วโลกพยายามเฟ้นหาแนวทางใหม่ๆ ในการปฏิรูปการศึกษาทุกระดับ ทั้งในระดับโครงสร้างและระดับจุลภาค เพื่อสร้างโลกที่ดีขึ้นให้กับนักเรียนนักศึกษา</p>



<p>หากเราสามารถปลูกฝังการใช้ความคิดสร้างสรรค์และความคิดเชิงวิพากษ์ให้กับเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราอาจจะได้เห็นเมล็ดพันธุ์ที่ก้าวทันโลกและเติบโตงอกงาม เนื่องจากพวกเขาผ่านการศึกษาที่อนุญาตให้พวกเขาคิดและใช้ชีวิตได้อย่างมีอิสระ</p>



<p><strong>ศาสตราจารย์สรือ จรงยิง </strong>(Professor Shi Zhongying) คณบดีภาคการศึกษา มหาวิทยาลัยซิงหวา ประเทศจีน และ<strong>ศาสตราจารย์ฮิลลารี เครมิน</strong> (Hillary Cremin) หัวหน้าคณะศึกษาศาสตร์&nbsp; มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ สหราชอาณาจักร ได้นำเสนอข้อสังเกตและข้อเสนอในเสวนา ‘<strong><em>บ่มเพาะทักษะความคิดสร้างสรรค์สำหรับการเรียนรู้ทางวิชาชีพ: ปรับใช้กรอบการเรียนรู้ทางวิชาชีพของ OECD ผ่านความคิดสร้างสรรค์และความคิดเชิงวิพากษ์สู่บริบทท้องถิ่น</em></strong>’ (Embedding Creativity in Professional Learning: Adapting The OECD Professional Learning Framework through Creativity And Critical Thinking to Local Contexts) ใน<strong>งาน </strong>Creativity in Education Summit 2023 ไว้อย่างน่าสนใจ</p>



<p>เราจะทลายวาทกรรมที่อยู่ยั้งยืนยงเรื่องธรรมเนียมปฏิบัติเก่าแก่ ระบบการสอบที่โหดหิน หรือวิธีการสอนแบบเน้นความรู้ด้านวิชาการเป็นศูนย์กลางได้อย่างไร และที่สำคัญไปกว่านั้น คือเราจะค่อยๆ ถอยห่างจากการศึกษาแบบที่ยึดยุโรปเป็นศูนย์กลาง แนวคิดในยุคเรืองปัญญา (Enlightenment) หรือแนวคิดสมัยใหม่ที่อาจจะเป็นอุปสรรคต่อการเรียนการสอนแบบประชาธิปไตยได้อย่างไร นักเรียนจึงจะได้เห็นถึงความสำคัญของความหลากหลายทางวัฒนธรรม และได้รับการศึกษาที่เท่าเทียมกันอย่างแท้จริง</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>บริบทของจีนและการแนวทางในการปฏิรูปทางการศึกษา</strong></h2>



<p>เราดำรงอยู่ในยุคแห่งข้อมูลมหาศาลและความเรืองอำนาจของปัญญาประดิษฐ์ ดังนั้นผู้คนจึงมีสิทธิเสพข้อมูล ข่าวสาร หรือเลือกสรร ‘ความจริง’ มากมาย&nbsp;</p>



<p>ศาสตราจารย์สรือกล่าวว่า หลายคนพูดเสียด้วยซ้ำว่าเรากำลังจะเดินเข้าไปสู่ยุคหลังความจริง (Post-truth) ที่มนุษย์สามารถกลายเป็นทาสของข้อมูลข่าวสารที่มากล้น ดังนั้นหากปราศจากความคิดเชิงวิพากษ์ เราอาจจะไม่สามารถรักษาแนวความคิดหรือสถานะของตัวเองเอาไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากพอ</p>



<p>ประเทศจีนได้บังคับใช้ระบบการศึกษาที่ออกโดยคณะกรรมการกลางแห่งพรรคคอมนิวนิสต์จีน (Central Committee of the Communist Party of China) และสภาแห่งรัฐในปีพ.ศ. 2528 และกำลังเผชิญกับภารกิจที่จะต้องปลูกฝังให้เด็กเรียนรู้ที่จะมีความคิดสร้างสรรค์และความคิดเชิงวิพากษ์ผ่านการปฏิรูปการศึกษา และตั้งเป้าหมายหลักด้านอื่นๆ เพื่อพัฒนาการศึกษาไปพร้อมๆ กันด้วย เช่น เด็กต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม ต้องมีทักษะความสามารถที่นำไปใช้ได้จริง</p>



<p>มหาวิทยาลัยต่างๆ ในจีนจึงได้อำนวยความสะดวกในการจัดกิจกรรมด้านการศึกษาวิจัยให้กับนักศึกษาระดับปริญญาตรี ช่วยจัดหาทุนในการวิจัย หรือแม้กระทั่งเปิดคอร์สด้านความคิดเชิงวิพากษ์ให้กับเด็ก เช่น คอร์สระบบนิเวศ หรือการปรับใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์&nbsp;</p>



<p>ในขณะที่โรงเรียนระดับประถมและมัธยมศึกษาก็เริ่มที่จะขยับขยายหลักสูตรในทิศทางของตนเอง มีอิสระในการออกแบบมากขึ้น เช่น มีคอร์สด้านชุมชนที่หลากหลายมากขึ้น ให้ความสำคัญกับความต้องการของนักเรียนมาเป็นอันดับแรก หรือมีโมเดลการเรียนรู้ที่ใช้แนวคิดด้านการวิจัยเป็นตัวตั้ง</p>



<p>“ดินที่จะต้องใช้เพาะปลูกความคิดในการตั้งคำถาม ความรู้ที่น่ารู้ หรือทักษะเชิงวิพากษ์ของนักเรียนประถมและมัธยมศึกษาเริ่มมีมากขึ้น รอยต่อระหว่างโรงเรียนมัธยมศึกษากับมหาวิทยาลัยก็แข็งแรงขึ้นเพราะเด็กได้เรียนรู้แบบสืบเสาะ (Inquiry-based approach) ในชั้นเรียนระดับมัธยมศึกษา” ศาสตราจารย์สรือกล่าว</p>



<p>แต่จีนเองก็ประสบข้อท้าท้ายด้านการศึกษาที่คล้ายคลึงกับประเทศที่กำลังพัฒนาประเทศอื่น นั่นคือ การศึกษาของจีนยังคงติดอยู่กับขนบธรรมเนียมเดิมๆ วิธีการมองการศึกษาที่ล้าสมัย หรือผลกระทบจากระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่อาจจะชะลอการเติบโตด้านความคิดสร้างสรรค์และความคิดเชิงวิพากษ์ของเด็กในระดับประถม มัธยม และอุดมศึกษา</p>



<p>“จีนยังติดกับธรรมเนียมในการให้คุณค่ากับระบบการศึกษามาตั้งแต่ยุคโบราณ และครอบครัวก็คาดหวังว่าการศึกษาจะเข้ามาช่วยบ่มเพาะให้ลูกตัวเองประสบความสำเร็จในระดับปัจเจก และมีสถานะทางสังคมที่สูงขึ้นได้</p>



<p>“แต่อย่างไรก็ตาม จากข้อจำกัดที่ว่าทุกคนไม่สามารถเข้าถึงความรู้คุณภาพสูงได้ จึงเกิดการแข่งขันสอบเข้าโรงเรียนมัธยมศึกษาและมหาวิทยาลัยชั้นนำที่มีความขับเคี่ยวกันสูง</p>



<p>“ในฐานะอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัย ผมมักจะรู้สึกว่าเด็กไม่ค่อยมีความสามารถในการตระหนักรู้ถึงปัญหา พลังในการอยากสำรวจ ความคิดเชิงนวัตกรรม หรือทักษะความคิดเชิงวิพากษ์ โดยเฉพาะเด็กกลุ่มที่เข้ามหาวิทยาลัยมาได้ผ่านการแข่งขันที่เข้มข้น” ศาสตราจารย์สรือกล่าว</p>



<p>ประเด็นเหล่านี้เริ่มน่ากังวลมากขึ้นเรื่อยๆ และในพื้นที่ชนบทบางแห่งทางด้านตะวันตกของจีนหรือโรงเรียนด้อยคุณภาพ เราก็ยังเห็นปรากฏการณ์การเรียนการสอนที่เน้นความเป็นวิชาการอย่างแพร่หลาย</p>



<p>และถึงแม้ว่านักการศึกษา นักวิจัย หรือผู้ออกนโยบายจะลองสำรวจความเป็นไปได้ที่จะบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์และความคิดเชิงวิพากษ์ให้กับนักเรียนด้วยวิธีการต่างๆ แต่ศาสตราจารย์สรือก็ยังกล่าวว่า มีจุดอ่อนที่เห็นได้ชัดอยู่ 3 ประเด็นด้วยกัน</p>



<p>ประเด็นแรก คือการตระหนักรู้ถึงคุณค่าของการบ่มเพาะนักเรียนในด้านนี้เพื่อต่อยอดไปถึงคุณค่าระดับปัจเจก ระดับสังคม และระดับชาติ การสอบได้คะแนนสูงหรือเข้าโรงเรียนและมหาวิทยาลัยชั้นนำยังคงเป็นภารกิจหลักของโรงเรียนอยู่</p>



<p>ประเด็นที่สอง คือการขาดความเข้าใจในคอนเซ็ปของการบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์และความคิดเชิงวิพากษ์ให้กับเด็ก ครูยังไม่สามารถเข้าใจนัยยะสำคัญของการสอน ว่าเมื่อนำแนวคิดลักษณะนี้ไปปรับใช้กับนักเรียนแล้ว จะวัดผลหรือพัฒนาการของเด็กได้อย่างไร</p>



<p>บางคนคิดว่าเป็นเป้าหมายที่สูงส่งเกินเอื้อม และความคิดเชิงวิพากษ์ก็ให้ผลลัพธ์ในเชิงลบและไม่มีคุณค่ามากพอที่จะต้องสอนนักเรียน แต่ในขณะเดียวกันครูก็ไม่มีความมั่นใจมากพอที่จะปลูกฝังความคิดสร้างสรรค์และความคิดเชิงวิพากษ์ให้กับเด็กในคาบเรียนที่ยังต้องยึดหลักสูตรตามขนบอยู่</p>



<p>และประเด็นสุดท้าย คือการขาดแคลนข้อมูลและการสนับสนุนจากระบบการประเมินที่ทำให้ครูแต่ละคนไม่สามารถสร้างความแตกต่างอย่างสร้างสรรค์หรือบ่มเพาะความคิดเชิงวิพากษ์ให้กับนักเรียนได้&nbsp;</p>



<p>ดังนั้นข้อท้าทายเหล่านี้จึงถือได้ว่าเป็นข้อท้าทายที่นักการศึกษาทั่วโลกกำลังเผชิญ โดยเฉพาะระบบการศึกษาในประเทศกำลังพัฒนาที่การปฏิรูปการศึกษานั้นต้องปรับไปตามบริบทพื้นที่ที่มีความแตกต่างหลากหลายสูง</p>



<p>“เราสามารถช่วยสนับสนุนและช่วยบริการให้ระบบการศึกษาทำงานในประเด็นเหล่านี้ได้สะดวกมากขึ้น ส่วนสำคัญส่วนหนึ่งก็เนื่องมาจากการจัดตั้ง<em>การประชุมด้านการศึกษาเชิงสร้างสรรค์</em>ของ OECD และการพัฒนากรอบการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อบ่มเพาะและประเมินความคิดสร้างสรรค์และความคิดเชิงวิพากษ์</p>



<p>กรอบคิดนี้ได้รับการออกแบบมาอย่างดีพร้อมกับเกณฑ์การจัดการที่ชัดเจน 10 ข้อ โดยแต่ละข้อมีการระบุจุดมุ่งหมายและแผนการปรับใช้ที่จับต้องได้ แสดงให้เห็นถึงแนวทางและการทำงานที่แข็งแรง” ศาสตราจารย์สรือกล่าว</p>



<p>เขายังเสริมอีกว่าจีนได้ทดลองแนวทางเหล่านี้ในพื้นที่บางแห่ง เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ หรือเฉิงตู และเชิญคุณครูมาเข้าร่วมอบรมเพื่อเป็นคุณครูรุ่นบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ต่อไป</p>



<p>“แต่เราจะต้องพึงสังวรณ์ไว้ว่ากระบวนการเหล่านี้จะไม่ประสบความสำเร็จในชั่วข้ามคืน และอาจจะต้องเผชิญกับความยากลำบากและข้อท้าทายมากมาย แต่ก็เพราะปัจจัยอันแสนยุ่งยากและความพยายามเหล่านี้ นักการศึกษาทั้งหลายจึงต้องตื่นตัวที่จะทำงาน และยืนยันว่าจะรวมกันเป็นหนึ่งเดียวเพื่อพัฒนาต่อไป” ศาสตราจารย์สรือกล่าว</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การศึกษาจะเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อเราจินตนาการถึงความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่</strong></h2>



<p>ศาสตราจารย์ฮิลลารี เครมิน หัวหน้าคณะศึกษาศาสตร์  มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ เริ่มบรรยายจากการอ่านกลอนที่ชื่อ ‘<em>นางฟ้าไร้เลือด</em>’ เพราะเธอต้องการที่จะชวนพูดคุยลึกลงไปในประเด็นความคิดสร้างสรรค์ และนี่คือส่วนหนึ่งจากกลอนที่เธออ่าน</p>



<p><em>ชีวิตของคน โดนความจนกระทำเช่นไร</em></p>



<p><em>สุดท้ายความคิดไม่รู้ทิศของฉันไปโผล่ในที่สักแห่งหนได้</em></p>



<p><em></em><em>ฉันมอบเสียงให้พวกเขา มอบของขวัญของโลกใบนี้</em></p>



<p><em>ฉันคือใครที่เป็นตัวแทน ฉันทำงานสุดแสนเพื่อความยุติธรรมของสังคม สันติสุข และความยั่งยืน</em></p>



<p>“ฉันไม่อยากที่จะนำเสนอแนวคิดแบบทวิลักษณ์เพราะไม่อยากจะบอกให้เราเลิกทำสิ่งหนึ่งเพื่อทำอีกสิ่งหนึ่ง ฉันไม่ได้บอกว่าความเปลี่ยนแปลงควรเกิดขึ้นในระนาบเดียว แต่อยากจะนำเสนอว่าเราอาจจะต้องเลิกเน้นบางเรื่องเพื่อไปเริ่มต้นเน้นกับบางเรื่องแทน” ศาสตราจารย์ฮิลลารีเอ่ย</p>



<p>เธอนำเสนอประเด็นที่สำคัญรอบๆ ความคิดสร้างสรรค์ที่เรียกให้เราตั้งคำถามกับวิธีคิดแบบเก่า 3 ประเด็นหลักด้วยกัน นั่นคือ การเป็นผู้นำด้านความสร้างสรรค์เพื่อการเปลี่ยนแปลง (Creative Leadership for Change) หลักสูตร การเรียนและการสอนเชิงสร้างสรรค์ (Creative Teaching Learning and Curriculum) และการเรียนและพัฒนาเชิงวิชาชีพอย่างต่อเนื่องอย่างสร้างสรรค์ (Creative continuous professional development and learning (CPDL)) ซึ่งทั้งหมดนี้ไล่เรียงแนวคิดที่ลึกซึ้งของปัญหาการศึกษาที่ไม่ได้ซุกอยู่ใต้พรมอีกต่อไป และเสนอว่าเราควรจะเปลี่ยนมุมมองของตัวเองเรื่องการศึกษาเชิงสร้างสรรค์ และเข้าถึงทุกชีวิตให้ได้รับการศึกษาที่เท่าเทียมและดีงามอย่างไร</p>



<p>ด้านการเป็นผู้นำด้านความสร้างสรรค์เพื่อการเปลี่ยนแปลง ศาสตราจารย์ฮิลลารีเสนอว่าเราควรจะเลิกน้อมนำสันติภาพเชิงลบ (negative peace) และการรักษาความสงบสุขที่หลายโรงเรียนบังคับใช้ ดังเช่นที่เราเห็นจากการที่มีเจ้าหน้าที่คอยรักษาความสงบคอยป้องกันการทะเลาะกันของเด็ก หรือมีกฎมากมายที่ออกมาเพื่อบังคับควบคุมในชั้นเรียน เพราะมันไม่สามารถสอนเรื่องความรุนแรงทางอ้อม (indirect violence) ให้กับเด็กได้</p>



<p>เธอยังกล่าวอีกว่า ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง (structural violence) และความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม (cultural violence) นั้นอาจจะนำเราไปในทิศทางที่ทำให้เรามองไม่เห็นความอยุติธรรมในสังคม ในขณะที่เราเองก็เชื่อมั่นและรู้สึกว่างานการศึกษาที่ทำอยู่ คืองานที่ทำเพื่อความเท่าเทียมหรือเพื่อขับเคลื่อนสังคม&nbsp;</p>



<p>ดังนั้นเราจึงควรน้อมนำสันติภาพเชิงบวก (positive peace) เพื่อออกแบบการสร้างสันติภาพแบบใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยและเข้าถึงทุกคน</p>



<p>แต่นั่นอาจจะต้องใช้การลงแรงลงใจในการทำงานเพื่อสร้างภาษาและโครงสร้างต่างๆ ที่เอื้อให้เกิดสันติภาพเชิงบวกในระดับที่เป็นสันติภาพจากภายใน ทำให้ผู้เรียนสามารถสานสัมพันธ์กับผู้อื่น พัฒนาไปถึงระดับชุมชน ระดับชาติ และท้ายที่สุดคือระดับสากล</p>



<p>เราควรจะเดินทางไปสู่เป้าหมายที่ว่า การศึกษาต้องสนับสนุนให้เรามีจินตนาการทางศีลธรรม (moral imagination) มากกว่าการทำธุรกิจการศึกษาไปตามปกติ (business as usual) เพราะจินตนาการนั้นเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้เรานึกถึงโลกและสังคมที่ดีขึ้นได้&nbsp;</p>



<p>และท้ายที่สุดมันจะนำไปสู่การคิดค้นวิธีการแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรมเพื่อปฏิรูปการศึกษา</p>



<p>ศาสตราจารย์ฮิลลารีกล่าวไว้อย่างงดงามว่า เราควรจะเปลี่ยนแปลงคอนเซ็บของแนวคิดของการศึกษาในฐานะวัฒนธรรมเชิงเดี่ยว (monoculture) ไปสู่การศึกษาที่จะต้องฟื้นฟูธรรมชาติกลับคืนมา (rewilding) เนื่องจากว่า “เมื่อเราพูดถึงงานการศึกษา เราต้องปล่อยให้ดอกไม้เบ่งบานมากกว่าการออกแบบการศึกษารูปแบบเดียว แต่คาดหวังว่ามันจะเหมาะกับเด็กทุกคน เพราะมันจะบีบรัดการเจริญเติบโตและความคิดสร้างสรรค์จนไร้ลมหายใจ และสุดท้ายมันจะทำให้เราอ่อนเปลี้ย”</p>



<p>นอกจากนั้น เรายังต้องรวมตัวกันเพื่อปฏิรูปการทำงานของขนบธรรมเนียมดั้งเดิมที่มีต่อแนวคิดสมัยใหม่ (modernity) การใช้ยุโรปเป็นศูนย์กลาง ความเป็นจริง หรือแม้กระทั่งแนวคิดมนุษยนิยม (humanism)&nbsp;</p>



<p>เราควรปรับใช้แนวคิดหลังสมัยใหม่ (post-modernity)&nbsp; ความจริงที่หลากหลาย และแนวคิดหลังมนุษยนิยม (post-humanism)&nbsp; หรือแม้กระทั่งมนุษยสมัยหรือแอนโทรโพรซีน (Anthropocene) กับการศึกษา เพราะยุคเรืองปัญญาได้ปลูกฝังแนวคิดเชิงวิทยาศาสตร์และการใช้เหตุผลไว้กับมนุษย์อย่างแน่นแฟ้น หล่อหลอมให้เราเชื่อถือในความคิดแบบภววิสัยหรือรูปธรรม มากกว่าการใช้ประสบการณ์หรือแนวคิดแบบอัตวิสัยอย่างลึกซึ้ง ดังนั้นเราจึงควรเรียนรู้ที่จะปรับตัวผ่านภูมิปัญญาที่แพร่กระจายอยู่ทั่วโลกมากกว่า</p>



<p>“เราสามารถเรียนรู้จากเพื่อนของเราที่มาจากประเทศจีน ลัทธิเต๋า (Taoism) ลัทธิขงจื๊อ (Confucianism) พุทธศาสนา ธรรมเนียมปฏิบัติแบบฮินดู โยคะแบบดั้งเดิม และศาสตร์ต่างๆ ที่สอนเรื่องสันติภาพและการปรองดองกัน มากกว่าจะสอนว่าสันติภาพคือความมั่นคงและสังคมที่ไร้การต่อสู้ระหว่างกัน&nbsp;</p>



<p>เราถึงจะคิดอย่างแตกต่างได้ว่า การเป็นมนุษย์นั้นต้องเป็นอย่างไร การดำรงอยู่ในสันติภาพเป็นอย่างไร เราจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับสุนทรียะแห่งความงาม สันติภาพ และการปรองดอง” ศาสตราจารย์ฮิลลารีกล่าว</p>



<p>ในด้านหลักสูตร การเรียนและการสอนเชิงสร้างสรรค์ เราสามารถนำคอนเซ็บที่คล้ายๆ กันกับหลายประเด็นที่กล่าวไว้แล้วข้างต้นมาปรับใช้ ศาสตราจารย์เสนอให้เราขยับออกจากการเรียนเพื่อเป็นเลิศทางอภิปรัชญาไปสู่การเคารพธรรมชาติในฐานะอาจารย์ของเรา หรือขยับออกจากหลักสูตรแบบยึดยุโรปเป็นศูนย์กลางไปสู่หลักสูตรที่ปลดแอกออกจากความเป็นอาณานิคม ด้วยการเรียนรู้ผ่านภูมิปัญญา และท้ายที่สุดคือขยับออกจากการศึกษาที่สอนและรับรองแต่ชนชั้นสูง ไปสู่การประเมินเพื่อการเรียนรู้</p>



<p>เยาวชน นักเรียน เด็ก วัยรุ่น ไม่ว่าเราจะเรียกพวกเขาว่าอะไรก็ตาม คนเหล่านี้กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทาย พวกเขาเป็นพลเมืองของการศึกษาที่มักจะถูกตรวจสอบและถูกพร่ำบอกให้ท่องจำ มากกว่าบอกว่าเราควรปรับใช้ทัศนคติที่นำเอาศิลปะเข้ามาช่วยดำเนินชีวิต</p>



<p>การเปลี่ยนแปลงประเด็นเหล่านี้ต้องยกเครื่องตั้งแต่การออกแบบหลักสูตร ซึ่งวิชาด้านวิทยาศาสตร์ก็มิใช่ข้อยกเว้น</p>



<p>ในประเด็นสุดท้าย ศาสตราจารย์ฮิลลารีบรรยายถึงการเรียนและพัฒนาเชิงวิชาชีพอย่างต่อเนื่องอย่างสร้างสรรค์ไว้ว่า เราต้องเลิกมองว่าคุณครูเป็นเครื่องมือ แต่เป็นปัญญาชนและนวัตกรของสังคม เลิกมองว่าคุณครูเป็นผู้บริโภคงานวิจัย แต่เป็นครูผู้สร้างและผลิตงานวิจัย เลิกมองว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนและพัฒนาเชิงวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง แต่เป็นผู้ปฏิบัติงานเพื่อสังคม </p>



<p>เมื่อดำเนินมาถึงช่วงท้ายของเสวนา ศาสตราจารย์สรือสะท้อนเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษาในชนบทของประเทศจีนไว้ว่า จีนยังขาดความเข้าใจเรื่องคุณภาพของการศึกษาเพราะไม่มีการพัฒนาเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรมและชัดเจน&nbsp;</p>



<p>การจัดอบรมที่หลากหลาย รูปแบบการสอน และการพัฒนาข้อมูลยังคงเป็นการบ้านชิ้นภูเขาที่หน่วยงานต่างๆ ต้องพยายามอย่างหนักในการออกแบบการศึกษาให้เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละคน&nbsp;</p>



<p>ในขณะที่ศาสตราจารย์ฮิลลารีเลือกที่จะมีความหวังว่าวันหนึ่งอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบสุดโต่ง เธอจินตนาการเรื่องโรงเรียนและการศึกษามาตลอดระยะเวลาในวิชาชีพ และยังให้ตัวอย่างที่ชัดเจนกับเราว่า โรงเรียนจะสามารถเป็นแบบใดได้บ้าง</p>



<p>“ฉันมีความคิดที่สุดโต่งอย่างมากๆ ว่าเราจะคิดถึงการศึกษาในรูปแบบของการเรียนการสอนของชีวิตได้อย่างไร ซึ่งหมายความง่ายๆ ว่า ทำอย่างไรเด็กถึงจะมีสิทธิเลือกว่าเขาอยากจะใช้เวลาของเขาแบบไหน ยกตัวอย่างเช่น เราจะอนุญาตให้เยาวชนตัดสินใจเองได้ไหมว่าพวกเขาอยากจะมาโรงเรียนภายหลังเพราะร่างกายกำลังอยู่ในวัยเจริญพันธ์</p>



<p>เราอยากจะทดแทนโรงเรียนด้วยมหาวิทยาลัยด้านการศึกษาสุดทันสมัยที่นักเรียนวัย 8 ขวบ อาจจะมานั่งข้างๆ นักเรียนวัย 80 ปีในคาบเรียนคณิตศาสตร์หรือเปล่า หรือเราอยากที่จะให้การเรียนการสอนเกิดขึ้นในพิพิธภัณฑ์ ในบ้านพักคนชรา ในแกลเลอรีศิลปะ หรือในร้านค้าต่างๆ ที่มีผู้ใหญ่หลายช่วงอายุเป็นผู้เรียน</p>



<p>แต่เมื่อฉันมองแนวคิดของระบบการศึกษาทั่วโลก ฉันก็รู้สึกว่ามันไม่ได้ล้าหลังไปเพียงหลักปี แต่เป็นหลักทศวรรษ</p>



<p>ดังนั้นฉันจึงอยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลงแบบสุดโต่ง และคิดว่าถึงเราจะไม่ได้ลงมือทำมันโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว มันก็ต้องเกิดขึ้นอยู่ดีเพราะเราเริ่มจะเห็นวิกฤตการณ์ด้านภูมิอากาศและเหตุการณ์อื่นๆ ที่อุบัติขึ้นในโลกแล้ว”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-ces-230124/">การศึกษาจะเปลี่ยนแปลง เมื่อเราจินตนาการถึงความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่ได้สำเร็จ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทำไมความคิดสร้างสรรค์จึงเป็นทักษะที่สำคัญกับเยาวชนทั่วโลก : ร่วมวงสนทนากับ 3 คนทำงานนอกรั้วโรงเรียนในงาน CES 2023</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-ces-030124/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=article-ces-030124</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 03 Jan 2024 02:33:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Mappa]]></category>
		<category><![CDATA[Co-Creating Next Generation]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity In Education Summit 2023]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.​]]></category>
		<category><![CDATA[วสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[creativity]]></category>
		<category><![CDATA[OECD]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=75911</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อเอ่ยคำว่าความคิดสร้างสรรค์ หลายคนที่โตมากับการเรีย [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-ces-030124/">ทำไมความคิดสร้างสรรค์จึงเป็นทักษะที่สำคัญกับเยาวชนทั่วโลก : ร่วมวงสนทนากับ 3 คนทำงานนอกรั้วโรงเรียนในงาน CES 2023</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อเอ่ยคำว่าความคิดสร้างสรรค์ หลายคนที่โตมากับการเรียนการสอนแบบท่องจำอาจรู้สึกว่าเป็นทักษะที่ไกลตัวพอสมควร เนื่องจากไม่ได้ถูกสอนให้ฝึกฝนในรั้วโรงเรียน แต่รู้ไหมว่า ความคิดสร้างสรรค์ถูกยกให้เป็นเป็นทักษะสำคัญกับเยาวชนทั่วโลกในศตวรรษที่ 21 และมันไม่ได้ผูกติดอยู่กับคนทำงานศิลปะ ความบันเทิง และสายครีเอทีฟอีกต่อไป</p>



<p>ในการประชุม Creativity in Education Summit 2023 หรือ CES 2023 ที่ผ่านมา หนึ่งในเซสชั่นที่ดึงดูดความสนใจของเราอยู่หมัดคือ The Power Of Creativity วงสนทนาของ ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จากประเทศไทย, Alix Dufour ผู้จัดการแบรนด์ด้านศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ของแบรนด์เครื่องเขียน BIC และ Vlad Glăvenu ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัย Dublin City University และศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์การเรียนรู้และเทคโนโลยีที่ University of Bergen ได้มานั่งคุยกันถึงพลังของความครีเอทีฟ แตะไปจนถึงบทบาทของความคิดสร้างสรรค์ที่ช่วยเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับเยาวชน</p>



<p>ใครที่พลาดทอล์กนี้ไป เราขอสรุปประเด็นสำคัญมาให้ฟัง อ่านจบแล้วมุมมองที่คุณมีต่อคำว่าความคิดสร้างสรรค์อาจเปลี่ยนไป</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ความคิดสร้างสรรค์ ทักษะที่สำคัญกับเยาวชนทั่วโลกในศตวรรษที่ 21</strong></h2>



<p>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จุดประเด็นเป็นคนแรก เกริ่นก่อนว่างานของ กสศ.ก่อนหน้านี้คือการบริหารเงินลงทุนสาธารณะเพื่อพัฒนามนุษย์ ผ่านการพัฒนางานวิจัยที่เป็นนวัตกรรม รวมถึงเทคโนโลยีที่นำไปสู่หนทางแก้ไขปัญหาเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาในไทยทั้งในระดับชุมชนและระดับชาติ จนถึงตอนนี้ กสศ. สามารถช่วยเหลือเด็กๆ ได้มากกว่า 1.3 ล้านคน ซึ่งเป็นเด็กๆ ที่ยากจน ขาดโอกาส และเสี่ยงต่อการหลุดออกจากระบบการศึกษา&nbsp; และทำให้พวกเขาสามารถเรียนต่อได้จนถึงระดับ ปวช. จนถึงปริญญาตรีสำเร็จ&nbsp;</p>



<p>ในมุมมองของไกรยส ความคิดสร้างสรรค์และการคิดเชิงวิพากษ์คือหนึ่งในทักษะที่สำคัญไม่แพ้ทักษะอื่นๆ ที่ผู้ใหญ่ควรสอนเด็ก โดยเฉพาะเด็กในพื้นที่ห่างไกลที่เข้าถึงหนังสือเรียน เครื่องมือใหม่ๆ หรือห้องเรียนแบบ Smart Classroom ได้ยาก ความคิดสร้างสรรค์จึงถือเป็นหัวใจสำคัญที่ผลักดันให้เด็กๆ ได้พัฒนาตัวเองเพื่อนำทางตัวเองให้ออกมาจากคุณภาพชีวิตแบบเดิม นั่นคือเหตุผลที่ กสศ. มีโปรเจกต์ร่วมกับ OECD เพื่อพัฒนาเครื่องมือเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์และการคิดเชิงวิพากษ์ เพื่อใช้พัฒนาเด็กๆ ในพื้นที่ห่างไกล</p>



<p>Alix Dufour ผู้จัดการแบรนด์ด้านศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ที่ BIC แบรนด์เครื่องมือที่มอบโอกาสให้นักสร้างสรรค์ทั่วโลกได้แสดงความครีเอทีฟมาตลอด กล่าวว่า BIC ให้ความสำคัญกับการแสดงความคิดสร้างสรรค์ตั้งแต่ยุคปี 1950 ผ่านการผลิตสินค้าที่ราคาย่อมเยา ทุกคนเข้าถึงได้ มันคือจุดเริ่มต้นของการปลดปล่อยสิ่งที่มีอยู่ภายในตัวเรา ปากกาของพวกเขาไม่เพียงแค่ใช้เขียน แต่ยังเป็นการแสดงตัวตนและสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ และเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ศิลปะได้พัฒนาตัวเอง มากกว่านั้น BIC ยังสร้าง BIC Foundation ในปี 2016 ที่จะช่วยขับเคลื่อนการศึกษาที่มีคุณภาพให้กับเด็กด้อยโอกาส เพราะ BIC มองว่าเมื่อมีความคิดสร้างสรรค์ เราจะสามารถมีสกิลยืดหยุ่น ล้มแล้วลุกได้ และจะสามารถพบทางออกของทุกปัญหาในชีวิต&nbsp;</p>



<p>คนสุดท้ายในวงสนทนาวันนี้คือ Vlad Glăvenu ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัย Dublin City University และศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์การเรียนรู้และเทคโนโลยีที่ University of Bergen และผู้ก่อตั้งเครือข่าย Possibility Studies ที่โฟกัสกับเรื่องความคิดสร้างสรรค์ บอกว่าความคิดสร้างสรรค์คือหนึ่งในเครื่องยนต์ของการพัฒนามนุษย์ มากกว่านั้น มันยังเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ของวิวัฒนาการทางวัฒนธรรมและสังคมอีกด้วย เขาเห็นด้วยกับ ดร.ไกรยสที่บอกว่า ความคิดสร้างสรรค์ช่วย ‘สร้าง’ คนในหลากหลายเส้นทาง เปิดโอกาสให้เราได้เล่นสนุกกับความเป็นไปได้ใหม่ๆ รวมถึงทำให้เราได้มีจริยธรรมในการสร้างสรรค์เช่นกัน&nbsp;</p>



<p>วลาดยังบอกว่า ความคิดสร้างสรรค์นั้นมีข้อดีมากมาย แม้บางครั้งเราจะไม่ได้สร้างสรรค์งานได้ง่ายๆ แต่เรารู้ว่ามันช่วยในขั้นตอนการพัฒนามนุษย์เป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ความคิดสร้างสรรค์ยังช่วยให้เรามีมุมมองอันกว้างขวาง เป็นคนใจกว้าง และโอบรับความหลากหลายและความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ด้วย</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ด้วยสินค้าและโครงการสุดครีเอทีฟ</strong></h2>



<p>เป็นเวลากว่า 5 ปีแล้วที่ กสศ. ได้จับมือกับโรงเรียนกว่า 1,000 แห่ง ครูกว่า 10,000 คน และนักเรียนกว่า 100,000 คน เพื่อถ่ายทอดคอนเซปต์และเครื่องมือที่ช่วยพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์และการคิดเชิงวิพากษ์ เช่น การใช้รูบิก โดยปรับบริบทให้เข้ากับประชาชนคนไทย และพัฒนาคอร์สฝึกอบรมครูรวมไปถึงพัฒนาหลักสูตรวิชาต่างๆ ทั้งวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วรรณกรรม และอีกมากมาย</p>



<p>หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือโครงการที่ปั้นให้เด็กๆ ได้เป็นผู้ประกอบการที่มีธุรกิจของตัวเอง กสศ. มอบหมายภารกิจให้เด็กๆ จับกลุ่มรวมกันเพื่อสร้างสรรค์สินค้าของตัวเองออกมาขายจริงๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งไม่ได้ยกระดับแค่ความครีเอทีฟของเด็กเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เด็กๆ ได้รู้จักตลาด เรียนรู้ลักษณะของการขายของผ่านช่องทาง E-Commerce และมอบโอกาสให้เขาสร้างรายได้ให้ตัวเองได้ด้วย ทำให้เด็กๆ สามารถเรียนรู้ทักษะเหล่านี้เพื่อผลักดันให้ตัวเองหลุดออกจากความยากจน นี่คือกรณีตัวอย่างของการใช้ความคิดสร้างสรรค์มาเชื่อมโยงกับการแก้ไขปัญหาความไม่เสมอภาคในสังคม</p>



<p>ในอนาคต กสศ.ยังพยายามขยายโปรแกรมเหล่านี้ให้ไปสู่เด็กๆ ทั่วประเทศผ่านหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ โดยปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนาหลักสูตรและสื่อสารกับรัฐบาลชุดใหม่</p>



<p>อัลลิกซ์แห่ง BIC เล่าในมุมของแบรนด์บ้างว่า ปากกาของพวกเขานั้นไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือในการเขียน แต่คือสื่อกลางในการสร้างสรรค์งาน BIC อยากสนับสนุนงานศิลปะของนักสร้างสรรค์ทั่วโลก พวกเขาจึงก่อตั้งคลังสะสมงานศิลปะของตัวเองขึ้นราว 20 ปีก่อน เพื่อซื้องานศิลปะเหล่านั้นมาเก็บไว้ นอกจากนั้น แบรนด์ยังมีการจัดประกวด BIC Art Masters Africa ตั้งแต่ปี 2018 ให้นักสร้างสรรค์ในภูมิภาคได้มาแข่งขันครีเอตงานด้วยปากกาแบรนด์ BIC เพื่อชิงเงินรางวัล และมีโครงการสนับสนุนเงินทุนให้กับเด็กๆ ที่พัฒนาตัวเองผ่านงานศิลปะอีกด้วย</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>คนทำงานด้านการศึกษา และภารกิจยกระดับความคิดสร้างสรรค์ในรั้วโรงเรียน</strong></h2>



<p>แม้ผู้บรรยายทั้ง 3 จะทำงานเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ แต่พวกเขาก็ไม่ได้ทำงานในรั้วโรงเรียนเสียทีเดียว Tia Loukkola พิธีกรผู้ชวนคุยในวงเสวนาครั้งนี้ จึงขอคำแนะนำจากบุคคลทั้ง 3 ว่าหากเราอยากยกระดับความคิดสร้างสรรค์ในรั้วโรงเรียนบ้าง คนทำงานด้านการศึกษาควรเริ่มจากตรงไหน</p>



<p>อัลลิกซ์ออกตัวว่า ในฐานะผู้ดูแลแบรนด์เครื่องเขียน อาจจะยากสำหรับเขาสักนิดที่จะให้คำแนะนำกับคนทำงานด้านการศึกษา แต่หากมีอะไรที่เธอพอจะแนะนำได้ &nbsp; เธอมองว่าคนที่มีความคิดสร้างสรรค์มากมายเคยล้มเหลวกับระบบการศึกษาแบบดั้งเดิม อัลลิกซ์คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญมากที่สถานศึกษาจะโอบรับเหล่าคนครีเอทีฟและทุกๆ คนเข้ามาอยู่ในระบบ BIC มองว่าเยาวชนทุกวันนี้คือแรงงานในอนาคต เพราะฉะนั้น มันจึงสำคัญมากที่ชุมชนของเราจะสร้างสะพานเชื่อมจากโรงเรียนไปยังส่วนต่างๆ ของสังคม มากกว่านั้นคือควรสร้างคอมมูนิตี้ที่ครีเอทีฟเพื่อให้พวกเขาสามารถฝึกฝนตนเองได้ และแลกเปลี่ยนทรัพยากรที่ดีที่สุดให้แก่กันและกัน</p>



<p>วลาดเสริมว่า หนึ่งในสิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากการทำงานกับครูอาจารย์ในมหาวิทยาลัย คือหนทางที่จะทำให้เกิดบรรยากาศและวัฒนธรรมของความคิดสร้างสรรค์ในรั้วโรงเรียนได้ เราต้องมี ‘ก้าวเล็กๆ’ แต่สำคัญ นั่นคือการทำอะไรที่แตกต่างออกจากสิ่งที่เคยทำตามกันมา เช่น การบิดคำถามหรือตั้งคำถามให้ต่างจากเดิม เพื่อให้เด็กๆ และครูอาจารย์ได้ครุ่นคิดสงสัย และเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาเดียวกัน ก้าวเล็กๆ เหล่านี้แหละที่จะช่วยให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ แต่เราต้องทุ่มเทเวลาและความพยายามกันมันสักนิด</p>



<p>สุดท้าย ดร.ไกรยส ในฐานะของหน่วยงานที่ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของเด็กไทย เขายอมรับว่าเมื่อเขากล่าวถึงหลัก OECD กับโรงเรียนไทย บุคลาการทางการศึกษาหลายคนเริ่มมีอาการหวาดหวั่นเพราะมันใหม่มาก&nbsp; แต่นั่นแหละคือก้าวที่เขามองว่าสำคัญ เพราะก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลงทุกๆ อย่างคือการโอบรับความแตกต่างหลากหลาย ไอเดียใหม่ และเครื่องมือที่ไม่เคยใช้</p>



<p>ดร.ไกรยสยังมองว่า การสอนแบบเดิมๆ ของครูที่ถ่ายทอดความรู้และข้อมูลให้เด็กแบบดั้งเดิมนั้นใช้ในปัจจุบันไม่ได้อีกแล้ว ครูควรถ่ายทอดข้อมูลความรู้ที่เด็กๆ สามารถคิดต่อได้ รวมถึงทักษะที่ทำให้เด็กสามารถทำงานเป็น โดยเฉพาะกับเยาวชนที่พื้นฐานบ้านไม่ได้ดีมาก แต่พวกเขาก็มีศักยภาพในการเติบโตไปเป็นแรงงานที่มีประสิทธิภาพในอนาคต&nbsp;</p>



<p>ทว่าก่อนที่จะทำอย่างนั้นได้ ดร.ไกรยสแนะนำให้ครูใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือในการปลดล็อกศักยภาพของเด็ก และใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการเชื่อมโยงตัวเขาเข้ากับสิ่งอื่นๆ จะทำให้เขานั้นเติบโตมาเป็นแบบอย่างที่ดี สร้างธุรกิจที่ครีเอทีฟ เต็มไปด้วยไอเดียสดใหม่ ขอเพียงเหล่าครูอาจารย์นั้นช่วยพวกเขาให้เดินไปด้วยกัน และมั่นใจว่าความคิดสร้างสรรค์จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับเด็ก สังคม และระบบการศึกษาได้จริงๆ</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-ces-030124/">ทำไมความคิดสร้างสรรค์จึงเป็นทักษะที่สำคัญกับเยาวชนทั่วโลก : ร่วมวงสนทนากับ 3 คนทำงานนอกรั้วโรงเรียนในงาน CES 2023</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เราจะเริ่มก่อร่างสร้าง ‘ระบบการศึกษาแห่งอนาคต’ จากตรงไหน?</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-ces-191223/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=article-ces-191223</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 19 Dec 2023 05:32:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity In Education Summit 2023]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.​]]></category>
		<category><![CDATA[วสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[Andreas Schleicher]]></category>
		<category><![CDATA[creativity]]></category>
		<category><![CDATA[OECD]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=75492</guid>

					<description><![CDATA[<p>ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้มีการ ‘ปฏิรูประบบการศึกษา’ ในท [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-ces-191223/">เราจะเริ่มก่อร่างสร้าง ‘ระบบการศึกษาแห่งอนาคต’ จากตรงไหน?</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้มีการ ‘ปฏิรูประบบการศึกษา’ ในทั่วทุกมุมโลก ทั้งเสียงเรียกร้องจากผู้เรียนและผู้สอนไป จนถึงเสียงสะท้อนจากผู้ปกครอง นักวิจัย และผู้กำหนดนโยบายทางการศึกษา เราทุกคนต่างรู้ดีว่าถึงเวลาแล้วที่ระบบระเบียบปัจจุบันจะต้องเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบใหม่ที่ดีกว่า แต่แทบไม่มีใครสามารถที่จะบอกได้อย่างชัดเจนว่า เราจะเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่นี้ได้อย่างไร</p>



<p>อย่างไรก็ดี เราได้เดินทางมาถึง ‘ก้าวสำคัญ’ ที่สามารถนำไปสู่คำตอบที่เราตามหาแล้ว ณ การประชุม ‘Creativity in Education Summit 2023’ (CES 2023) ที่ซึ่งบทสนทนาได้ขยับขยายจากการอภิปรายข้อมูลภาคทฤษฎีและไปสู่การหารือกลยุทธ์ภาคปฏิบัติที่สามารถทำได้จริง อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้กับไอเดียและนวัตกรรมใหม่ๆ โดยไม่ได้เพียง ‘เรียกร้อง’ และ ‘ยืนยัน’ ว่าความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น แต่ยังลงลึกถึงวิธีการที่เราจะสามารถนำพาโลกเข้าสู่ยุคใหม่ของการศึกษาได้จริง</p>



<p>หนึ่งในผู้ทรงคุณวุฒิที่ริเริ่มบทสนทนาเกี่ยวกับประเด็นที่สำคัญนี้ คือ<strong> อันเดรียส ชไลเชลอร์ </strong>ผู้อำนวยการด้านการศึกษาและทักษะ และที่ปรึกษาพิเศษด้านนโยบายการศึกษาของเลขาธิการทั่วไปที่ขึ้นตรงกับสำนักงาน OECD ในปารีส เขาเป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่คอยวิเคราะห์และให้แนะนำด้านนโยบาย เพื่อสนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าทางสังคม ในระหว่างการประชุม เขานำเสนอกรณีศึกษาและข้อมูลเกี่ยวกับวิธีที่ประเทศสมาชิก OECD ใช้ในการปลูกฝังความสร้างสรรค์และการคิดวิเคราะห์ลงในระบบการศึกษา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fc1072"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/11/5165.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">Andreas Schleicher (ภาพ: <a href="https://www.theguardian.com/commentisfree/2017/apr/02/the-guardian-view-on-the-uses-of-literacy-knowing-how-you-know" target="_blank" rel="noopener" title="Christian Sinibaldi/The Guardian">Christian Sinibaldi/The Guardian</a>)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>อันเดรียส ขึ้นต้นด้วยอ้างอิงถึงสำรวจที่ที่น่าสนใจที่แสดงให้เห็นว่า ทักษะทางสังคมและอารมณ์ของนักเรียนที่อายุ 15 ปีโดยเฉลี่ยนั้นต่ำกว่าเด็กที่มีอายุ 10 ปีเสียอีก แม้ปัจจัยทางพัฒนาการอาจมีผลต่อตัวเลขสถิตินี้ แต่อีกนัยหนึ่ง ความคาดหวังของระบบการศึกษาที่บีบให้นักเรียนปฏิบัติตามกฎระเบียบ ก็อาจมีส่วนทำให้ความใคร่รู้และความคิดสร้างสรรค์ลดลงเรื่อยๆ ตามระยะเวลาที่พวกเขาอยู่ในระบบ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-74f7e6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/pexels-photo-8612992.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(ภาพ:<a href="https://www.pexels.com/photo/children-doing-arts-and-crafts-at-school-8612992/" target="_blank" rel="noopener" title=""> Yan Krukau/Pexels</a>)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“<em>ในฐานะนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง ผมรู้สึกใจสลายที่ได้เห็นว่าเรากำลังสอนวิชาวิทยาศาสตร์เหมือนการเผยแพร่ศาสนา เราโน้มน้าวเยาวชนให้เชื่อในทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์และให้พวกเขาทำแบบฝึกหัด ก่อนจะลงเอยด้วยการทดสอบความจำ นั่นไม่ใช่วิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์เลย หัวใจวิทยาศาสตร์คือการตั้งคำถามกับหลักคิดของยุคสมัยต่างหาก</em>” อันเดรียสกล่าว</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เพราะนี่คือโลกที่เต็มไปด้วย ‘เหตุแห่งการชะงักงัน’</strong></h2>



<p>อันเดรียส ได้กล่าวถึงความท้าทายของการที่โลกต้องเผชิญหน้ากับเหตุแห่งการชะงักงันอย่างต่อเนื่อง เหตุการณ์ระดับโลกต่างๆ เหล่านี้ล้วนอาศัยการแก้ไขที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ รวมถึงความสามารถในการปรับตัวรับมือกับเหตุการณ์เฉพาะหน้าทั้งสิ้น นี่คือเหตุผลที่เราจำเป็นต้องเร่งพัฒนาระบบการศึกษาเพื่อความสร้างสรรค์และการคิดเชิงวิเคราะห์ที่ใช้งานได้จริง</p>



<p><strong>1. การมาถึงของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI): </strong>ความจริงที่ประการหนึ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ คือความก้าวหน้าของ AI ที่เพิ่มมากขึ้นทุกขณะ และผลกระทบที่ตามมาต่อบางสายอาชีพ เช่น งานในระบบโรงงานอุตสาหกรรม งานกรอกข้อมูล งานสายการบริหารจัดการ และงานในระบบขนส่ง อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ AI จะมีความสามารถที่น่าทึ่ง แต่ก็ยังมีข้อจำกัดหลายประการ เช่น แม้จะเก่งเรื่องการสืบค้นข้อมูลยิ่งกว่ามนุษย์ แต่ก็ยังด้อยกว่ามนุษย์อยู่มาก หากพูดถึงทักษะการสนทนาแบบไม่จำกัดหัวข้อ (Open Domain Conversation)</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a493a4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/photo-1686191129343-3797314efc6b.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(ภาพ:<a href="https://unsplash.com/photos/the-open-ai-logo-is-shown-on-a-black-background-xS83vCmnWog" target="_blank" rel="noopener" title=""> Mojahid Mottakin/Unsplash</a>)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>2. คลังข้อมูลสารสนเทศที่กำลังทะลักล้น: </strong>ความท้าทายในการสืบค้นข้อมูลในโลกปัจจุบัน อันเนื่องมาจากปริมาณข้อมูลที่ล้นทะลัก ทำให้เราจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีการในการได้มาซึ่งความรู้ จากเดิมที่เพียงสังเคราะห์ข้อมูลจากตัวบท กลายเป็นตอนนี้เราต้องประกอบสร้างองค์ความรู้ขึ้นด้วยตนเองอย่างรอบคอบ ในการที่จะทำเช่นนั้นได้ ต้องอาศัยทักษะการสืบค้นทางดิจิทัล</p>



<p><strong>3. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change): </strong>ถือเป็นความจริงที่คนส่วนใหญ่รับรู้กันว่า มนุษยชาติมีรอยเท้านิเวศน์ (Ecological Footprint) ขนาดมหึมา อันสืบเนื่องมาจากวิถีชีวิตที่ไม่ตอบโจทย์ด้านความยั่งยืน คำถามสำคัญปรากฏขึ้นในโมงยามอันเร่งด่วนนี้ คือแล้วใครกันที่จะเป็นเสียสละยอมเป็นผู้นำด้านการปรับตัว การโน้มน้าวผู้คนและสถาบันต่างๆ ให้ตระหนักถึงความสามารถและความรับผิดชอบของตนเองในการเปลี่ยนแปลงโลกถือเป็นก้าวหนึ่งที่สำคัญ และการแก้ไขปัญหาระดับนี้ ก็ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ ความพร้อมที่จะเผชิญกับอุปสรรค และกลยุทธ์การทำงานร่วมกันเพื่อบรรเทาและปรับตัวต่อทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโลก</p>



<p>นอกจากความกังวลที่กล่าวถึงข้างต้นแล้ว ยังมีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมอื่นๆ ที่ปรากฏขึ้นอีกหลายประการ เช่น อัตราการเติบโตของ ‘สังคมสูงอายุ’ ในหลายประเทศ โรคระบาดใหม่ๆ ดังเช่น COVID-19 ที่อุบัติขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และรวมถึงภาวะการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง (Economic Shocks) ที่จะวนกลับมาเสมอในทั่วทุกมุมโลก</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>แต่จะเริ่มต้นอย่างไรล่ะ?</strong></h2>



<p><strong>1. การปลูกฝังให้ผู้เรียนมี ‘ศักยภาพกระทำการ’:</strong> ตามคำนิยามในทางสังคมวิทยา คำว่า ศักยภาพกระทำการ (Agency) หมายถึง ความสามารถของบุคคลในการครอบครอง หรือการทำให้ได้มาซึ่งอำนาจและทรัพยากร เพื่อที่จะเติมเต็มศักยภาพของตนเอง บุคคลที่ถือว่ามีศักยภาพกระทำการ คือคนกระทำการต่างๆ โดยมีแรงจูงใจมากจากตนเอง อยู่ในการควบคุมของตนเอง ไม่ได้เผชิญกับแรงกดดันจากข้อจำกัด</p>



<p>อันเดรียสเชื่อว่า ‘ความคิดสร้างสรรค์’ และ ‘ศักยภาพกระทำการ’ คือเหรียญอีกด้านหนึ่งของกันและกัน โดยที่วิธีจัดการเรียนการสอนในระบบการศึกษายุคปัจจุบัน คือสิ่งที่พรากความสามารถในการรับรู้ถึงศักยภาพกระทำการของตนเองไปจากนักเรียน ด้วยการบังคับให้เขาอยู่ในกรอบและจำกัดอิสรภาพทางความคิด</p>



<p>หลักฐานที่เป็นรูปธรรมประการหนึ่งปรากฏในผลสำรวจเกี่ยวกับความคิดเห็นของนักเรียนต่อประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อม ถึงแม้ว่านักเรียนส่วนใหญ่ที่ตอบแบบสอบถามจะให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เชื่อว่าพวกเขามีศักยภาพมากพอจะกระทำการใดๆ เพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b781c1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/photo-1552799446-159ba9523315.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(ภาพ:  <a href="https://unsplash.com/photos/person-holding-there-is-no-planet-b-poster-ycW4YxhrWHM" target="_blank" rel="noopener" title="">Li-An Lim /Unsplash</a>)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>การส่งเสริมให้ผู้เรียนตระหนักถึงศักยภาพกระทำการของตนเอง เป็นกระบวนการที่ใช้เวลายาวนาน อีกทั้งยังอาศัยความอดทนและความต่อเนื่อง โดยวิธีการส่งเสริมอิสระภาพและความรู้สึกรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมในขณะที่พวกเขากำลังเติบโต ด้วยเหตุนี้ โรงเรียนควรเริ่มต้นให้เร็วที่สุด ด้วยการเริ่มเปิดโอกาสให้ผู้เรียนรู้จักมีความคิดริเริ่ม รู้จักตัดสินใจ และปลูกฝังให้พวกเขารับรู้ถึงอำนาจในการควบคุมการกระทำของตนเองตั้งแต่ยังเด็ก</p>



<p><strong>2. การบ่มเพาะทัศนคติแบบ ‘Growth Mindset’:</strong> ผลสำรวจเกี่ยวกับ Growth Mindset ของนักเรียนชี้ให้เห็นว่านักเรียนจำนวนมากจากหลายประเทศในเอเชีย เช่น อินโดนีเซีย เชื่อว่าความฉลาดเป็นพรสวรรค์ที่พวกเขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ในทางกลับกัน ผลสำรวจในประเทศเอสโตเนีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีผลคะแนน PISA ในระดับดี พบว่านักเรียนจำนวนมากเชื่อมั่นว่าจะสามารถประสบความสำเร็จได้ หากขยันเรียน นี่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่าง Growth Mindset กับอัตราความสำเร็จทางการศึกษาและชีวิตความเป็นอยู่ของผู้เรียน</p>



<p>จะเห็นได้ว่าทักษะการคิดเชิงสร้างสรรค์ถือเป็นปัจจัยสำคัญ ในการที่จะกระตุ้นทัศนคติดังกล่าว ขณะเดียวกัน เราอาจต้องพิจารณามุมมองที่เรามีต่อวิชาต่างๆ และความเกี่ยวข้องของวิชาเหล่านี้กับความสร้างสรรค์เสียใหม่ คนจำนวนมากมักเหมาเอาว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นทักษะสำหรับวิชาศิลปะเท่านั้น ทำให้พวกเขาเผลอละเลยความจริงที่ว่าความคิดสร้างสรรค์ก็สำคัญต่อการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์</p>



<p><strong>3. การขยับขยาย ‘กะลาใบเล็ก’ ที่ครอบเราไว้ในนามของ ‘หลักสูตร’:</strong> หลักสูตรที่ใช้ในโลกทุกวันนี้คือผลผลิตของการค่อยๆ สั่งสมความรู้ศาสตร์และศิลป์ต่างๆ มาเป็นเวลาหลายศตวรรษ แต่นั่นกลับนำไปสู่ภาวะ ‘แออัดยัดเยียด’ ของข้อมูล ตัวอย่างเช่นในวิชาคณิตศาสตร์ นักเรียนอายุ 15 ปีซึ่งอยู่ในวัยมัธยมต้น มักต้องใช้ชีวิตอยู่กับการจดจำสูตรและสมการต่างๆ โดยหนึ่งในบทเรียนที่สำคัญมากในชั้นเรียนระดับนี้คือ ‘ตรีโกณมิติ’</p>



<p>หากพิจารณาจากสถานการณ์ข้างต้น หลายคนอาจเข้าใจว่าตรีโกณมิติจะต้องเป็นบทเรียนรากฐานสำคัญในการคณิตศาสตร์แน่ๆ หลักสูตรส่วนใหญ่จึงให้ความสำคัญมากถึงเพียงนี้ แต่ในความเป็นจริง ตรีโกณมิติเป็นเพียงสาขาหนึ่งของคณิตศาสตร์ที่ไม่ได้มีความจำเป็นมากมายไปกว่าคณิตศาสตร์แขนงอื่นๆ เลย ที่ยิ่งไปกว่านั้น คือปัจจุบันไม่มีความจำเป็นที่มนุษย์จะต้องคำนวณสูตรตรีโกณเองอีกต่อไปแล้ว ด้วยอานิสงส์ของเทคโนโลยีที่เรียกว่าเครื่องคิดเลข และนั่นได้นำไปสู่คำถามสำคัญคือ เหตุใดในปัจจุบัน บุคลากรในระบบการศึกษายังคงยืนกรานที่จะบังคับให้นักเรียนท่องจำสูตรคำนวณเหล่านี้อยู่</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-176a6c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/anoushka-p-f1YfrZ1o2r8-unsplash-696x464-1.jpeg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(ภาพ:  Anoushka Puri/Unsplash)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการปฏิรูปโครงข่ายการศึกษาทั้งหมดเป็นจะต้องเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและอาศัยองค์ความรู้แบบสหวิทยาการ แม้ว่าข้อเสนอของอันเดรียสจะฟังดูมีศักยภาพ แต่แน่นอนว่าในโลกนี้ไม่มีทางออกที่สามารถแก้ไขปัญหาทุกระบบการศึกษาในโลกได้เหมือนยาวิเศษ และนี่ก็คือเหตุผลสำคัญที่เราจำเป็นจำต้องมีงานเสวนาอย่าง CES 2023 เพราะการรวมตัวในลักษณะนี้คือแพลตฟอร์มสำคัญที่จะรวบรวมเอาบุคลากรทางการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นครู ผู้นำในสถานศึกษา และนักกำหนดนโยบายจากทั่วโลก มาร่วมหารือการทำงาน แบ่งปันมุมมองที่หลากหลาย เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการศึกษาร่วมกัน</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-ces-191223/">เราจะเริ่มก่อร่างสร้าง ‘ระบบการศึกษาแห่งอนาคต’ จากตรงไหน?</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
