<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>โรงเรียนขนาดเล็ก | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 16 Mar 2026 09:12:35 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.12</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>โรงเรียนขนาดเล็ก | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>กสศ. เดินหน้า Sandbox สูตรจัดสรรงบใหม่แก้โจทย์ความเหลื่อมล้ำ &#8220;โรงเรียนขนาดเล็ก-พื้นที่ห่างไกล&#8221;</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-160326/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=article-160326</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 16 Mar 2026 09:11:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[Sandbox]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนขนาดเล็ก]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่ห่างไกล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=100690</guid>

					<description><![CDATA[<p>กสศ. เดินหน้าทดลอง “สูตรจัดสรรงบประมาณเพื่อความเสมอภาค” [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-160326/">กสศ. เดินหน้า Sandbox สูตรจัดสรรงบใหม่แก้โจทย์ความเหลื่อมล้ำ “โรงเรียนขนาดเล็ก-พื้นที่ห่างไกล”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กสศ. เดินหน้าทดลอง “สูตรจัดสรรงบประมาณเพื่อความเสมอภาค” มุ่งเป้าช่วยเหลือโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ทุรกันดาร ซึ่งเป็นกลุ่มที่เผชิญวิกฤตขาดแคลนทรัพยากร บุคลากร และงบประมาณรุนแรงที่สุดในระบบการศึกษาไทย</strong></p>



<p>นางสาวศิรี จงดี รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ. เปิดเผยว่า โครงการนี้ดำเนินการต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี เพื่อประเมินว่าการอุดหนุนงบประมาณรูปแบบใหม่จะช่วยยกระดับโรงเรียนและผู้เรียนได้จริงหรือไม่ โดยครอบคลุมประเด็นสำคัญ ได้แก่  1.ประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของโรงเรียน 2.ความเสมอภาคในระดับโรงเรียน เช่น การลดการออกกลางคัน และการเพิ่มขึ้นของอัตราการเรียนต่อ และ3.คุณภาพของผู้เรียน เช่น สัดส่วนนักเรียนที่มีผลการเรียนต่ำลดลง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น และนักเรียนมีพัฒนาการด้านการเติบโตสมวัย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" fetchpriority="high" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/ศิรี-จงดี_.jpg" alt="" class="wp-image-100694" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/ศิรี-จงดี_.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/ศิรี-จงดี_-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/ศิรี-จงดี_-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/ศิรี-จงดี_-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/ศิรี-จงดี_-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">ศิรี จงดี</figcaption></figure></div>


<p></p>



<p>“งานวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ ใช้ข้อมูลจากโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่กันดารห่างไกล จำนวน 989 โรงเรียนและมีส่วนที่ดำเนินการวิจัยด้วย วิธีการทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม (Randomized Controlled Trial) <strong>จำนวน 180 โรงเรียน แบ่งเป็น กลุ่มทดลอง 60 โรงเรียน กลุ่มควบคุม 120 โรงเรียน</strong>” รองผอ.สถาบันวิจัยฯ กล่าว</p>



<p> นางสาวศิรี  กล่าวเสริมว่า เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์อย่างแม่นยำ ข้อมูลจากการศึกษาพบว่า โรงเรียนขนาดเล็กจำนวนมากยังต้องเผชิญ ข้อจำกัดเชิงระบบ หลายประการ เช่น งบประมาณไม่เพียงพอสำหรับจัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียนทุกคนในโรงเรียน , สื่อการเรียนการสอนและอุปกรณ์ไม่เพียงพอต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ,ครูมีภาระงานจำนวนมากนอกเหนือจากการสอน เช่น การเข้าร่วมอบรม ประชุม หรือสัมมนา นอกจากนี้ โรงเรียนจำนวนถึง 73% ต้องจัดการเรียนการสอนแบบคละชั้น ทำให้ครูหนึ่งคนต้องสอนนักเรียนหลายระดับชั้นพร้อมกัน</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/04.jpg" alt="" class="wp-image-100695" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/04.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/04-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/04-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/04-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/04-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/03.jpg" alt="" class="wp-image-100696" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/03.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/03-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/03-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/03-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/03-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure></div>


<p></p>



<p><strong>&#8220;ระบบจัดสรรงบแบบเดิมอาจไม่ตอบโจทย์ความจำเป็นของโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล โครงการนี้จึงเปิดโอกาสให้โรงเรียนใช้งบประมาณใหม่ได้อย่าง &#8216;</strong><strong>ยืดหยุ่น&#8217; </strong><strong>ตามบริบทจริง การปลดล็อกงบประมาณสู่การใช้งานจริงภายใต้โครงการ Sandbox </strong><strong>นี้&nbsp; โรงเรียนที่ได้รับงบประมาณเพิ่มเติมสามารถนำเงินไปใช้เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนได้อย่าง ยืดหยุ่นตามบริบทของพื้นที่ เช่น </strong><strong>สนับสนุนกิจกรรมการเรียนรู้,</strong><strong>จัดหาอุปกรณ์การเรียนและสื่อการเรียนรู้, </strong><strong>พัฒนาทักษะอาชีพของนักเรียน,</strong><strong> ช่วยเหลือนักเรียนยากจนและนักเรียนพิการ”</strong> นางสาวศิรี ระบุ</p>



<p>นางสาวศิรี กล่าวถึงทิศทางการขับเคลื่อนในอนาคตว่า การทดลองนโยบายครั้งนี้ คือหัวใจสำคัญของการพัฒนาระบบงบประมาณการศึกษาไทยให้มีความเสมอภาค โดยเน้น 3 ปัจจัยหลัก 1.ความแตกต่างของพื้นที่ (ห่างไกล/ทุรกันดาร) 2.ขนาดของโรงเรียน (เล็ก/กลาง/ใหญ่) และ 3.ความเปราะบางของผู้เรียน โดยเป้าหมายสูงสุดเพื่อสร้างระบบงบประมาณที่ลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างยั่งยืน และตอบสนองความจำเป็นที่แท้จริงของผู้เรียนและโรงเรียนทั่วประเทศ&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-160326/">กสศ. เดินหน้า Sandbox สูตรจัดสรรงบใหม่แก้โจทย์ความเหลื่อมล้ำ “โรงเรียนขนาดเล็ก-พื้นที่ห่างไกล”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. ร่วมกับสภาการศึกษา ลงพื้นที่ราชบุรี “หนุนโรงเรียนขนาดเล็กยกระดับคุณภาพ”</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-281223/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=news-281223</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 28 Dec 2023 05:21:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[Zero Dropout]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนขนาดเล็ก]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนมหาราช 7]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านหนองปากชัฏ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=75900</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2566 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางกา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-281223/">กสศ. ร่วมกับสภาการศึกษา ลงพื้นที่ราชบุรี “หนุนโรงเรียนขนาดเล็กยกระดับคุณภาพ”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2566 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดย<strong>นายนพพร สุวรรณรุจิ</strong> อนุกรรมการพัฒนาระบบการผลิตและพัฒนาครูสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล <strong>นายอิษฏ์ ปักกันต์ธร</strong> หัวหน้าฝ่ายพัฒนากลไกและเครือข่ายบูรณาการเชิงพื้นที่ สำนักพัฒนาการเรียนรู้เชิงพื้นที่ ในฐานะคณะทำงานด้านการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ลงพื้นที่ประชุมติดตามการดำเนินงาน “การลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มโอกาสทางการศึกษา” ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี โดยมี <strong>ดร.สกล กิตติ์นิธิ</strong> ประธานคณะทำงานด้านการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ร่วมด้วยคณะทำงานฯ <strong>นายวณิชย์ อ่วมศรี</strong> รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา <strong>นางสาวนิรมล เมธีสุรกุล</strong> กรรมการสภาการศึกษาด้านสื่อมวลชน <strong>นางจันจิรา ศรีจันทร์</strong> รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 และบุคลากรจากกลุ่มพัฒนานโยบายด้านการมีส่วนร่วมและการเพิ่มโอกาสทางการศึกษา สำนักมาตรฐานการศึกษาและพัฒนาการเรียนรู้ (สมร.) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ในฐานะคณะทำงานและฝ่ายเลขานุการ ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ณ โรงเรียนมหาราช 7 และโรงเรียนบ้านหนองปากชัฏ อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-32271c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/62-กสศ.-ร่วมกับสภาการศึกษา-ลงพื้นที่ราชบุรี-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-da761d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/62-กสศ.-ร่วมกับสภาการศึกษา-ลงพื้นที่ราชบุรี-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>‘โรงเรียนมหาราช 7’ : 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ ชูการศึกษาทางเลือกให้เป็นทางรอด ชวนเด็กกลับมาเรียนเพื่อต่อยอดสู่เส้นทางอาชีพ</strong></h2>



<p><strong>นายวงษ์สัน คูหามณีโชติ</strong> ผู้อำนวยการโรงเรียนมหาราช 7&nbsp; และคณะครู ร่วมต้อนรับและให้ข้อมูลการบริหารจัดการโรงเรียนให้สามารถจัดการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ โดยโรงเรียนได้ร่วมเป็นเครือข่ายในโครงการ&nbsp; Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน” โดย กสศ. บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) และสมัชชาการศึกษาราชบุรี ซึ่งโรงเรียนมหาราช 7&nbsp; ใช้โมเดล ‘1 โรงเรียน 3 รูปแบบ’ หนุนเด็กหลุดจากระบบให้กลับมาเรียน ดังนี้</p>



<p>1) เรียนในห้อง  จัดสรรเพื่อเด็กสะดวกเดินทาง<br>2) เรียนออนไลน์  จัดสรรเพื่อเด็กบ้านไกล หรือไม่มีค่าเดินทาง<br>3) เรียนตามอัธยาศัย จัดสรรเพื่อเด็กไม่มีเวลาเรียนเต็มหลักสูตร เด็กกลุ่มเปราะบาง หรือต้องทำงานระหว่างเรียน</p>



<p>โดยมีชุดการเรียนรู้ Online เป็นจุดเด่นที่ช่วยให้เด็กสนใจกลับมาเรียน อีกทั้งโรงเรียนมหาราช 7 และโรงเรียนในเครือข่าย ยังได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี วิทยาลัยการอาชีพปากท่อ และวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีราชบุรี ในการร่วมออกแบบหลักสูตรฐานสมรรถนะด้านวิชาชีพ ตอบโจทย์ผู้จบการศึกษาในวุฒิ ม.3 และมี “ห้องเรียนหลานย่า” ที่ร่วมมือกับศูนย์ USO Net ของสำนักงาน กสทช. เพื่อนักเรียนได้ท่องโลกกว้างบนอินเทอร์เน็ตแบบไม่มีวันหยุด</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-117a6e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/62-กสศ.-ร่วมกับสภาการศึกษา-ลงพื้นที่ราชบุรี-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3d47f3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/62-กสศ.-ร่วมกับสภาการศึกษา-ลงพื้นที่ราชบุรี-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>‘โรงเรียนบ้านหนองปากชัฏ’ : โรงเรียนขนาดเล็ก แต่มากความสนุก</strong> <strong>ชูกิจกรรม Super Plaza  ครูชวนเรียนผ่านเล่น ทุกเช้าหลังเคารพธงชาติ</strong></h2>



<p><strong>นายสันติ ปิ่นหอม</strong>&nbsp; ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองปากชัฏ และคณะครู ร่วมต้อนรับและให้ข้อมูลการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ผ่านการเล่นด้วยกิจกรรม Super Plaza ทุกเช้าหลังเคารพธงชาติ&nbsp; มุ่งเน้นการอ่านออกเขียนได้ และทักษะพื้นฐานในชีวิตประจำวัน ทำให้เด็กมีผลการเรียนดีขึ้น มีนักเรียนระดับ ป.1 ที่สามารถสอบได้ 100 คะแนนเต็มในการสอนทักษะการอ่าน (RT) ของ สพฐ. และนักเรียนระดับ ป.6 สามารถสอบเข้าโรงเรียนชั้นนำอย่างโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยได้&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้ โรงเรียนได้ฉายให้เห็นปัญหาด้านงบประมาณที่โรงเรียนขนาดเล็กได้รับการจัดสรรตามจำนวนนักเรียน  ทำให้มีข้อจำกัดเรื่องการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ขาดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เช่น การเรียนรู้ภาษาที่ 3 (ภาษาจีน) วิทยากรดนตรี นาฏศิลป์ แต่ด้วยความร่วมมือจากผู้ปกครอง ชุมชน และทุกภาคส่วน ทางโรงเรียนจึงได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการจ้างครูอัตราจ้าง ทำให้โรงเรียนสามารถจ้างครูได้ครบชั้น รวมถึงการสนับสนุนสิ่งปลูกสร้างในโรงเรียน ทุนการศึกษา และอาหารกลางวัน ทำให้สามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0fee15"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/62-กสศ.-ร่วมกับสภาการศึกษา-ลงพื้นที่ราชบุรี-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ทั้งนี้ ฝ่ายเลขานุการจะนำองค์ความรู้ที่ได้มาถอดบทเรียนการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กให้สามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีคุณภาพ เพื่อเป็นโมเดลให้สถานศึกษาอื่น ๆ นำไปประยุกต์ใช้ โดยจะนำรายงานดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะทำงานด้านการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา รวมถึงคณะอนุกรรมการสภาการศึกษาด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการศึกษาพิเศษต่อไป</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-281223/">กสศ. ร่วมกับสภาการศึกษา ลงพื้นที่ราชบุรี “หนุนโรงเรียนขนาดเล็กยกระดับคุณภาพ”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>หมู่บ้านเล็กๆ ก็มีโรงเรียนดีได้ : ‘โรงเรียนบ้านโกรกลึก’ กับการสอนที่ไม่ดับไฟในตัวเด็ก</title>
		<link>https://www.eef.or.th/%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b9%86-%e0%b8%81%e0%b9%87%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%259a%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a5%25e0%25b9%2587%25e0%25b8%2581%25e0%25b9%2586-%25e0%25b8%2581%25e0%25b9%2587%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2587%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 28 Aug 2023 08:51:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[ด่านขุนทด]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[PBL]]></category>
		<category><![CDATA[นครราชสีมา]]></category>
		<category><![CDATA[The 101.world]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านโกรกลึก]]></category>
		<category><![CDATA[กระจายอำนาจการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนขนาดเล็ก]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านโกรกลึก]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ]]></category>
		<category><![CDATA[การุณ ชาญวิชานนท์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=71706</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘บ้านโกรกลึก’ เป็นชุมชนเล็กๆ ในอำเภอด่านขุนทด โคราช ผู้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b9%86-%e0%b8%81%e0%b9%87%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3/">หมู่บ้านเล็กๆ ก็มีโรงเรียนดีได้ : ‘โรงเรียนบ้านโกรกลึก’ กับการสอนที่ไม่ดับไฟในตัวเด็ก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>‘บ้านโกรกลึก’ เป็นชุมชนเล็กๆ ในอำเภอด่านขุนทด โคราช ผู้คนส่วนใหญ่ทำไร่ทำนา พร้อมมีชื่อของอดีตนักมวย ‘แรมโบ้ ต.โกรกลึก’ เป็นที่เชิดหน้าชูตาว่าสร้างชื่อเสียงให้ชื่อหมู่บ้านนี้ไปถึงหูคนต่างถิ่น หมู่บ้านนี้ก็ไม่ต่างจากหมู่บ้านอื่นๆ ในแถบชนบทที่เด็กจำนวนมากอาศัยอยู่กับตายาย เพราะพ่อแม่ต้องไปทำงานต่างถิ่น โดยที่มีจำนวนเด็กน้อยลงทุกปี เป็นผลจากการย้ายถิ่นฐานตามการทำงานของคนรุ่นพ่อแม่</p>



<p>กลางหมู่บ้านเป็นที่ตั้งของ&nbsp;<strong>‘โรงเรียนบ้านโกรกลึก’</strong>&nbsp;โรงเรียนประถมที่มีเด็กเพียงแค่ราว 160 คน แม้จะเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก แต่ครูที่มีอยู่ 10 คนก็เพียงพอให้ดูแลเด็กๆ ได้ทั่วถึง</p>



<p>ยามบ่ายที่เราไปเยือน โรงเรียนดูเงียบสงบ แว่วเสียงพูดคุยของเด็กเบาๆ จากแต่ละห้องเรียน เมื่อลองชะโงกหน้าสำรวจห้องเรียนก็พบนักเรียนนอนกระจัดกระจายอยู่ที่พื้น วาดภาพระบายสีมายด์แมปเรื่องที่กำลังเรียนอย่างสบายอารมณ์ หากใครถนัดนั่งเขียนบนโต๊ะก็เลือกได้ มีโทรศัพท์มือถือวางข้างๆ เผื่อใช้ค้นคว้า โดยมีครูนั่งสังเกตการณ์การทำงานของเด็กแต่ละกลุ่มและชวนพูดคุยตั้งคำถามเป็นระยะ</p>



<p>เชื่อว่าหลายคนที่ผ่านชีวิตวัยเด็กจากโรงเรียนรัฐบาลคงเคยชินกับการต้องอยู่ในกฎเกณฑ์ที่ไม่มีเหตุผล ถูกบังคับเข้มงวดโดยไม่จำเป็น ต้องเรียนเรื่องที่ไม่เคยได้เอามาใช้ประโยชน์ในชีวิตจริง และถูกทำให้เชื่อว่าคำพูดของครูคือความจริงสุดท้ายที่ไม่อาจโต้แย้งได้</p>



<p>ภาพห้องเรียนแบบนั้นไม่ได้เกิดขึ้นที่บ้านโกรกลึก โรงเรียนขนาดเล็กที่มีความพยายามขนาดใหญ่ในการปรับรูปแบบการสอนให้เหมาะกับการเรียนรู้ของเด็กในชุมชนนี้</p>



<p>หากถามเด็กๆ ที่บ้านโกรกลึกว่าป่าเบญจพรรณเป็นอย่างไร เด็กๆ คงตอบได้ทันที เพราะเป็นสิ่งที่เขาเห็นในชีวิตประจำวันใกล้ชุมชน แต่หากถามว่าป่าชายเลนเป็นอย่างไร เด็กๆ อาจตอบได้ด้วยเคยเห็นในรูปภาพ แต่ที่สุดแล้วนี่อาจเป็นความรู้ที่เขาเอาไปใช้ได้น้อย ขณะที่เด็กบางคนไม่เคยสัมผัสน้ำทะเลเลย</p>



<p>ในแบบเรียนที่ให้เด็กทั่วประเทศเรียนแบบเดียวกันมีความรู้จำนวนมากที่พวกเราล้วนตั้งคำถามว่าทำไมจึงต้องจดจำเรื่องนี้เพื่อไปสอบ ขณะที่เรื่องเกี่ยวกับชีวิตประจำวันที่ใช้ได้จริงไม่เคยถูกสอนอย่างใส่ใจ นี่คือเหตุผลว่าทำไมแต่ละพื้นที่ควรมีการจัดการเรียนการสอนที่แตกต่างกัน</p>



<p>แม้บ้านโกรกลึกจะเป็นโรงเรียนเล็กๆ แต่ภายใต้การนำของผู้อำนวยการโรงเรียน&nbsp;<strong>การุณ ชาญวิชานนท์</strong>&nbsp;ทำให้มีการเปลี่ยนรูปแบบการสอน พวกเขาเลือกได้ว่าเนื้อหาแบบไหนเหมาะกับเด็กในชุมชน หนังสือเล่มไหนที่เด็กควรอ่าน สอนแบบไหนที่เด็กจะได้เรียนรู้จริงๆ ทักษะแบบไหนที่เด็กควรจะมีติดตัวสำหรับการเติบโต</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2023/08/20230828-banklokluk-10-1200x800.jpg" alt="" class="wp-image-353557"/></figure>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2023/08/20230828-banklokluk-2-1200x800.jpg" alt="" class="wp-image-353549"/><figcaption>การุณ ชาญวิชานนท์</figcaption></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เมื่อโรงเรียนเล็กเปลี่ยนแปลงตัวเอง</strong></h2>



<p>การุณอยู่ที่โรงเรียนนี้มานานเกือบสามสิบปี จากครูผู้สอนจนกลายเป็นผู้บริหาร เขารู้จักชุมชนและผู้คนที่นี่ดี รวมถึงเห็นปัญหาของโรงเรียนว่า ‘ไม่มีเอกลักษณ์’ อันหมายถึงการไม่มีแนวทางการเรียนการสอนที่ชัดเจน ทดลองเปลี่ยนรูปแบบใหม่ที่คนอื่นว่าดีไปเรื่อยๆ จนจับทิศทางไม่ได้ ซึ่งที่จริงแล้วนี่คือปัญหาร่วมของโรงเรียนทั่วประเทศไทย</p>



<p>“เมื่อก่อนแผนการจัดการการเรียนรู้ของครูแต่ละคนจะหลากหลาย บางคนเอาหนังสือเรียนมากาง สอนตามหนังสือทุกหน้า ทำแบบฝึกทุกหน้าจนจบเล่ม ปรากฏว่าเด็กเรียนหนักมาก เนื้อหาเยอะมาก เด็กก็จำไม่ไหว ยิ่งบางคนที่พื้นฐานไม่ดี เจออย่างนี้เขาก็ไม่อยากเรียน ไม่อยากมาโรงเรียน เรียนแบบไม่มีความสุขทั้งครูทั้งเด็ก”</p>



<p>การุณเห็นเด็กในหมู่บ้านเรียนจบออกไปรุ่นแล้วรุ่นแล้ว ปัญหาเดิมๆ ที่เกิดขึ้นคือ เมื่อเรียนต่อในระดับสูงมีเด็กเลิกเรียนเยอะขึ้น บางคนออกไปทำงานก็ไม่ประสบความสำเร็จ แก้ปัญหาชีวิตไม่ได้ เขาจึงสรุปปัญหาสำคัญคือโรงเรียนอัดความรู้ให้เด็กจำไปสอบ แต่ไม่ได้สอนให้เด็กฝึกระบบการคิด การเรียนที่ผ่านมาให้เด็กจำโดยไม่ได้ให้เด็กคิด</p>



<p>“กระบวนการเรียนรู้ไม่ได้ให้เด็กฝึกคิดว่านักเรียนคิดอย่างไรกับสิ่งที่เรียน ไม่ได้ฝึกวิเคราะห์ เพราะครูต้องรีบเร่งสอนให้จบตามเนื้อหา หากเราอยากเปลี่ยนเด็ก เราต้องเปลี่ยนวิธีสอน ทำอย่างไรเด็กของเราจะสามารถคิดมากกว่านี้ เห็นความสำคัญของการเรียน เห็นความสำคัญของการทำงานร่วมกับผู้อื่น”</p>



<p>การุณเริ่มต้นด้วยการชักชวนเพื่อนร่วมงาน คือคุณครูในโรงเรียน มาพูดคุยเพื่อให้เห็นปัญหาตรงกัน เพราะครูเองก็อาจมองว่าตัวเองทำเต็มที่อย่างดีที่สุดแล้ว แต่สุดท้ายทั้งทีมก็ต้องเห็นตรงกันว่าถ้าใช้วิธีการเดิม ผลที่ได้ก็เหมือนเดิม หรืออาจแย่กว่าเดิมด้วยซ้ำไป</p>



<p>ผอ.ร.ร.บ้านโกรกลึกได้รับคำแนะนำให้ไปดูงานโรงเรียนเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่ภาคตะวันออก ซึ่งเป็นโรงเรียนเล็กในชนบทเหมือนกัน โดยเป็นโรงเรียนที่เน้นการพัฒนาทักษะมาก่อนความรู้ โดยมีต้นแบบคือโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อเห็นว่าโรงเรียนเล็กๆ ในชนบทสามารถเปลี่ยนวิธีการสอนให้ดีขึ้นได้ การุณและครูโรงเรียนบ้านโกรกลึกจึงค่อยๆ เรียนรู้และทดลองในแนวทางนี้</p>



<p>ตั้งแต่ปี 2559 โรงเรียนบ้านโกรกลึกจึงใช้การสอนสามแนวทางคือ จิตศึกษา, PBL (problem-based learning) และ PLC (professional learning community) อันเป็นนวัตกรรมของมูลนิธิลำปลายมาศพัฒนา จนกลายเป็นหนึ่งในโรงเรียนเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ</p>



<p>กล่าวอย่างย่นย่อ เด็กที่โรงเรียนโกรกลึกจะเรียนวิชาหลักช่วงเช้าคือ วิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ ส่วนวิชาที่เหลือ อย่างวิทยาศาสตร์ การงานอาชีพ สุขศึกษา พลศึกษา สังคมศึกษา จะเรียนแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (problem-based learning) สลายวิชาเอาเนื้อหามารวมอยู่ในหน่วยการเรียนรู้</p>



<p>“อย่างชั้นประถม 6 เพิ่งเรียนเรื่องภาวะโลกร้อน สัปดาห์แรกเรียนเรื่องชนิดของป่าไม้ ซึ่งคือวิชาวิทยาศาสตร์ รวมถึงพลศึกษา เพราะเด็กต้องเดินไปเรียนรู้ว่าป่าของหมู่บ้านเราเป็นยังไง มีต้นไม้อะไรบ้าง เรียนประวัติของหมู่บ้าน เรียนภูมิปัญญาชาวบ้าน เป็นการศึกษาแบบที่เด็กได้ลงมือทำจริงๆ เห็นปัญหาจริงๆ เขาพบว่าป่าไม้มีน้อย แล้วปัญหาเกิดจากอะไร ก็เรียนต่อไปอีกว่ามีการตัดไม้ทำลายป่า มีการทำเกษตร เอาป่าไปเป็นที่ทิ้งขยะ พอเห็นขยะเต็มป่าก็มีโจทย์ใหม่ว่าครั้งต่อไปเขาอยากจะเรียนเรื่องขยะ การคัดแยกขยะ” การุณอธิบาย</p>



<p>นอกจากนี้คือการเรียนจิตศึกษา ซึ่งเป็นกิจกรรมแทรกระหว่างวัน เช่น ให้เด็กวิเคราะห์สถานการณ์ผ่านนิทาน ข่าว หรือคลิปจากยูทูบ ให้เด็กได้แลกเปลี่ยนและรับรู้ความเห็นของเพื่อน ให้เด็กได้รู้จักการเคารพผู้อื่น รู้จักการกำกับตัวเองให้ฟังผู้อื่น รู้จักแสดงความคิดเห็น ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้เอื้อต่อการเรียน PBL เพราะฝึกวิธีคิด การรับฟังและเคารพกัน</p>



<p>อีกรูปแบบการทำงานที่นำมาใช้คือ PLC ซึ่งเป็นกระบวนการทำงานของครู เปลี่ยนโต๊ะประชุมที่ไม่มีใครกล้าแย้ง ผอ. ที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ ให้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนปัญหาการทำงานที่ทุกคนเท่าเทียมกัน ทุกคนมีโอกาสเสนอความเห็นและต้องรับฟังคนอื่น</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2023/08/20230828-banklokluk-7-1200x800.jpg" alt="" class="wp-image-353554"/></figure>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2023/08/20230828-banklokluk-9-1200x800.jpg" alt="" class="wp-image-353556"/></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เรียนในเรื่องที่อยากรู้ รู้ในเรื่องที่ลงมือทำ</strong></h2>



<p>ตามกำแพงห้องเรียนโรงเรียนบ้านโกรกลึกเต็มไปด้วยผลงานฝีมือนักเรียนจนแทบหาที่ว่างไม่ได้ ในการเรียนแต่ละเรื่อง หลังจากที่ครูชวนพูดคุยตั้งคำถามแล้วจะต้องมีการสรุปสิ่งที่เรียนรู้ออกมาเป็นแผนภาพอย่างเป็นระบบทั้งรูปแบบงานกลุ่มและงานเดี่ยว</p>



<p>กวาดตามองเร็วๆ ผ่านใบงาน เรื่องที่เรียนล้วนยึดโยงกับชีวิต อย่างเรื่องการออม โลกร้อน แสง ข่าวลวง หรือกระทั่งการเรียนเพศศึกษาผ่านซีรีส์ฮอร์โมน แต่คำถามสำคัญของการเปลี่ยนรูปแบบการสอน สลายวิชาแล้วรวมขึ้นเป็นหน่วยการเรียนรู้เช่นนี้คือ เนื้อหาที่เรียนจะครบถ้วนตามที่หลักสูตรกำหนดหรือไม่</p>



<p>การุณบอกว่าคำถามนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้โรงเรียนอื่นๆ กังวลและไม่กล้าเปลี่ยนแปลง แต่ในการเรียนแต่ละหน่วยการเรียนรู้จะมีการวัดประเมินผลนักเรียนอยู่แล้ว โดยครูจะต้องนำคะแนนนั้นไปเทียบว่าตรงกับผลตัวชี้วัดใดในวิชาอะไร โดยที่ต้องออกแบบว่าหากยังขาดตัวชี้วัดใดก็ต้องใส่ไว้ในหน่วยการเรียนรู้ถัดไปให้ได้ครบถ้วนตามที่หลักสูตรกำหนด</p>



<p>แน่นอนว่าการสอนตามตำราแบบที่ทำๆ กันมาคงสะดวกสบายกว่า แต่การุณบอกว่าการทำแบบนั้นทำให้เด็กต้องเรียนสิ่งที่คนอื่นเป็นคนกำหนด</p>



<p>“สมมติตำราเรียนว่าด้วยเรื่องป่าโกงกาง แต่อันที่จริงเด็กบ้านเราไม่รู้จักป่าโกงกางเลย ซึ่งรู้ไว้ก็ดี แต่เขาไม่ได้ใช้ บางทีปัญหาของชุมชนภาคกลางหรือภาคเหนือก็ไม่สอดคล้องกับชุมชนอีสาน แต่การเรียนแบบหน่วยการเรียนรู้ที่ใกล้ตัว เขาเอาไปใช้ประโยชน์ได้มากกว่า และเด็กจะมีความสนใจมากกว่า</p>



<p>“จะยากก็เรื่องตัวชี้วัดนี่แหละ แต่การผ่านตัวชี้วัดครบไม่ใช่สิ่งยืนยันว่าเด็กจะสามารถอยู่ในสังคมได้หรือเด็กจะมีคุณภาพชีวิตที่ดี สิ่งสำคัญมากกว่าคือทักษะที่ติดตัวเด็ก ให้เขามีทักษะการคิดรอบด้าน มีทักษะทำงานกับคนอื่น มีทักษะความอดทน”</p>



<p>แม้จะบอกว่าเป็นการเรียนที่เน้นทักษะนำความรู้ แต่การุณบอกว่าหลังเปลี่ยนการสอนมาหลายปีพบว่าเด็กโรงเรียนนี้ไม่ได้ด้อยในการสอบวัดประเมินผล ขณะที่เด็กจะได้เรียนวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ตามปกติ แต่วิชาอย่างวิทยาศาสตร์ซึ่งไม่ได้ถูกสอนแยกเป็นรายวิชาแต่รวมอยู่ในหน่วยการเรียนรู้ เมื่อทำข้อสอบโอเน็ตก็พบว่าเด็กได้คะแนนดี</p>



<p>“การที่เด็กเรียนรู้แบบนี้เขาจะจำได้นานกว่าการเรียนแบบเล็กเชอร์หรืออ่านในตำรา สมมติเขาได้รับมอบหมายให้ไปศึกษาป่า เขาต้องค้นคว้าว่าบ้านเรามีป่าแบบนี้ไหม เขาก็ต้องไปดูจริงๆ จนพบว่า อ๋อ บ้านเราไม่มีป่าดิบชื้นนะ นี่คือความรู้ที่ผ่านการลงมือทำ การนำเสนอ การค้นคว้าด้วยตนเอง เวลาเจอข้อสอบเขาจะจำได้ดีกว่าการท่องหนังสือ และจะเป็นความรู้ที่ฝังอยู่กับเขาไปนาน”</p>



<p>การเรียนโดยใช้ปัญหาเป็นฐานกระตุ้นให้เด็กคิดและตั้งคำถาม ซึ่งนี่อาจเป็นของแสลงสำหรับการศึกษาไทยที่มีค่านิยมหรือความจริงสำเร็จรูปในบางเรื่องไว้อยู่แล้ว การุณบอกว่าการเรียนรู้ด้วยวิธีนี้ต้องเปิดกว้าง หากเด็กอยากรู้เรื่องอะไร เขาต้องได้รู้ ซึ่งหากเป็นเรื่องที่เขาสนใจก็จะยิ่งอยากค้นคว้า</p>



<p>“การเรียน PBL สนุก เพราะเด็กอยากรู้ อยากค้นคว้าในเรื่องที่เมื่อก่อนครูไม่อยากจะสอนกัน แต่ทุกวันนี้ครูกับเด็กสามารถหาความรู้มานำเสนอกันได้ พูดคุยกันโดยมีครูอยู่ในวงด้วย ต่างจากเมื่อก่อนที่ครูอาจตัดสินว่าเธอไม่ต้องรู้เรื่องนี้หรอก ก็จบ ไม่ได้รู้” การุณกล่าว</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2023/08/20230828-banklokluk-4-1200x800.jpg" alt="" class="wp-image-353551"/></figure>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2023/08/20230828-banklokluk-8-1200x800.jpg" alt="" class="wp-image-353555"/></figure>



<p>หลังจากปรับวิธีการสอนมาหลายปี นักเรียนที่ไปเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นกลับมาเล่าให้ ผอ. ฟังว่า ได้รับคำชมจากครูระดับมัธยมว่านักเรียนกล้าคิด กล้าแสดงความเห็น สามารถค้นคว้าและนำเสนอได้ดี นี่คือผลลัพธ์ไม่ยิ่งใหญ่ที่ทำให้ครูอย่างการุณได้ยินแล้วชื่นใจ</p>



<p>“ผมดีใจลึกๆ ที่เห็นความงอกงามของเด็กกลุ่มนี้ เขาถาม-ตอบได้ดีมากเกินวัยเด็ก ยิ่งสำหรับเด็กที่ได้เริ่มเรียนแบบ PBL ตั้งแต่ต้น เราน่าจะได้เห็นวิธีคิดดีๆ จากเขาอีกเยอะเลย”</p>



<p>ความพยายามของกลุ่มครูโรงเรียนบ้านโกรกลึกปรากฏชัดเจนอยู่ในห้องเรียนและทำให้โรงเรียนนี้โดดเด่นกว่าโรงเรียนอื่นในพื้นที่ การุณบอกว่า ไม่ว่าคณะกรรมการอะไรจะมาเยี่ยมโรงเรียน เขาไม่เคยต้องสั่งให้จัดนิทรรศการหรือจัดให้เด็กมารำต้อนรับ แต่คำตอบสำหรับผู้ที่จะมาประเมินสถานศึกษาปรากฏชัดเจนอยู่ในห้องเรียนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นผลงานนักเรียน บรรยากาศในห้องเรียน วิธีคิดและวิธีตอบคำถามของนักเรียน ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ครูและนักเรียนบ้านโกรกลึกทำอยู่แล้ว แม้รูปแบบอาจแตกต่าง แต่ผลลัพธ์ที่ได้ เชื่อว่าเป็นสิ่งที่ควรจะมีอยู่ในการศึกษาสำหรับเด็กไทย</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2023/08/20230828-banklokluk-3-1200x800.jpg" alt="" class="wp-image-353550"/></figure>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2023/08/20230828-banklokluk-5-1200x800.jpg" alt="" class="wp-image-353552"/></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>หมู่บ้านของเรา ลูกหลานของเรา ขอเราเลือกเอง</strong></h2>



<p>ตามห้องเรียนของโรงเรียนบ้านโกรกลึก นอกจากผลงานนักเรียนสีสันสดใสละลานตาแล้ว แต่ละห้องจะมีชั้นหนังสือเล็กๆ บรรจุหนังสือหลากประเภท ทั้งนิทาน วรรณกรรมเยาวชน ความรู้ทั่วไป และหนังสือแบบเรียนของกระทรวงที่วางไว้ให้รู้ว่าการสอนโดยทั่วไปแล้วให้เรียนอะไรบ้าง แต่ที่โรงเรียนบ้านโกรกลึกนี้เลือกหนังสือที่จะนำมาใช้เรียนเอง เช่น การเรียนภาษาไทยผ่านวรรณกรรมอย่าง&nbsp;<em>เจ้าชายน้อย&nbsp;</em>(โดย อ็องตวน เดอ แซ็งแตกซูว์เปรี) หรือ&nbsp;<em>ลูกอีสาน&nbsp;</em>(โดย คำพูน บุญทวี)</p>



<p>ลองนึกดูว่าใครจะอ่านลูกอีสานได้ ‘อิน’ และเห็นภาพเท่าเด็กอีสาน</p>



<p>เช่นเดียวกันเด็กในพื้นที่อื่นๆ ก็ควรได้อ่านวรรณกรรมที่ยึดโยงกับชีวิตและสะท้อนวิธีคิดร่วมของคนในพื้นที่นั้นๆ นี่คือเหตุผลที่การเรียนการสอนแบบเดียวไม่เหมาะสมกับคนทั้งประเทศ เพราะสุดท้ายคนที่รู้สึกว่าเข้ากับระบบไม่ได้ก็จะหลุดหายไปจากการศึกษา</p>



<p>การเรียนรู้ต้องเริ่มต้องจากความอยากรู้ เช่นที่เด็กบ้านโกรกลึกอยากรู้เรื่อง ‘ท้าวสุรนารี’ ครูก็จะให้เขาไปค้นคว้ามานำเสนอกับเพื่อนแล้วพูดคุยกันด้วยเหตุผล และคงไม่ใช่เรื่องแปลกหากเด็กนักเรียนที่โคราชจะมีการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนถกเถียงเรื่องท้าวสุรนารีมากกว่าเด็กในจังหวัดอื่น</p>



<p>การุณเห็นว่าการศึกษาไทยต้องเปลี่ยนวิธีคิดที่จะทำให้โรงเรียนทุกแห่งเหมือนกัน เพราะแต่ละโรงเรียนจะรู้ดีว่าชุมชนเป็นอย่างไรและเด็กในชุมชนนั้นมีเงื่อนไขที่แตกต่างอย่างไร โรงเรียนจึงควรมีโอกาสจัดการศึกษาให้เหมาะกับชุมชน</p>



<p>“ผมคิดว่าต้องเปลี่ยนวิธีคิดที่จะต้องให้ทุกที่เหมือนกัน แต่ละโรงเรียนจะรู้ว่าชุมชนของเขาต้องการอะไร ลูกหลานของเขาควรได้รับโอกาสแบบไหน ควรให้โอกาสโรงเรียนเลือกวิธีการจัดการศึกษาเองโดยมีหลักสูตรที่กำหนดมากว้างๆ ไม่ได้ระบุว่าต้องสอนอะไรมากมาย แค่บอกให้รู้ว่าเราต้องพัฒนาเด็กในด้านใด แล้วก็ให้โรงเรียนคิดเอง ถ้าครูยังไม่มั่นใจในการจัดการเอง คุณก็มีตัวเลือกมาให้ เช่น นวัตกรรมเปลี่ยนแปลงเชิงระบบเป็นหนึ่งในตัวเลือกจากหลายๆ แบบ คุณก็เลือกแบบที่คิดว่าเหมาะกับโรงเรียนคุณ มีเส้นทางเดินให้ ดีกว่าไปลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ” การุณยืนยัน</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2023/08/20230828-banklokluk-11-1200x800.jpg" alt="" class="wp-image-353559"/></figure>



<p>ด้วยความเป็นอยู่ที่แนบชิดกับชุมชน โรงเรียนบ้านโกรกลึกมีกิจกรรมที่พาเด็กออกไปนอกรั้วโรงเรียนอย่างหลากหลาย เพราะต้องการให้เด็กรู้จักถิ่นกำเนิด รู้ความเป็นมาของหมู่บ้าน เมื่อเขามีความรักในชุมชนแล้ว หากโตขึ้นวันข้างหน้าเขาจะได้อยู่เป็นกำลังหลักของชุมชน</p>



<p>“ถ้าเป็นการศึกษาที่ไม่บูรณาการ เขาจะมองไม่เห็นตัวเอง เรียนจบก็ออกไปจากชุมชน แล้วชุมชนก็ถูกทิ้ง ถ้ามีชุมชนถูกทิ้งไปเยอะๆ มันยากจะทำให้สังคมเข้มแข็งได้” การุณบอก</p>



<p>เขาเล่าว่านอกจากพานักเรียนไปดูต้นไม้ในป่า ก็พาไปดูวิถีชีวิตและการทำอาชีพในชุมชนที่มีทั้งฟาร์มวัว ฟาร์มหมู เลี้ยงกบ เลี้ยงไก่ ทอผ้า ทำเสื่อกก หรือบางทีก็ชวนคุณยายในชุมชนมาสอนให้เด็กๆ หัดห่อข้าวต้มมัดที่โรงเรียน</p>



<p>“บางทีก็เดินไป บางทีก็นั่งรถกระบะของครูไป มีอยู่ปีหนึ่งพ่อแม่เด็กเขาดำนาอยู่ ก็สัญญากันไว้ว่าจะพาเด็กไปดู พอไปถึงเด็กก็เล่นน้ำขี้โคลนเลย ผมก็พาเด็กไปตกปลา หว่านแห ทำกับข้าวกินที่ทุ่งนาอยู่หลายครั้ง” การุณเล่าพร้อมหัวเราะ</p>



<p>พูดได้เต็มปากว่ามาถึงวันนี้โรงเรียนบ้านโกรกลึกเห็นแนวทางที่ชัดเจนแล้วว่าต้องการก้าวเดินไปแบบใด แต่ความฝันของการุณคือการทำให้เพื่อนโรงเรียนอื่นๆ ในพื้นที่มีโอกาสทดลองการสอนในรูปแบบนี้ที่เขาเห็นว่าทำให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้น โจทย์ต่อไปคือการสร้างเครือข่ายซึ่งเป็นงานที่เขากำลังลงมือทำอยู่ โดยเห็นว่าหากมีการถ่ายทอดประสบการณ์ไปยังโรงเรียนอื่นจะสามารถจับมือกันสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่เข้มแข็งได้</p>



<p>“ปัญหาที่ผมมองเห็นคือเด็กขาดทักษะการอยู่ในสังคมและทักษะในการใช้ชีวิต เด็กบางคนที่ขาดแคลน หากเขามีวิธีคิดก็จะแก้ปัญหาชีวิตให้ช่วยเหลือตัวเองให้ได้ ต่อไปก็อาจแก้ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น สิ่งเหล่านี้จะทำให้สังคมดีขึ้น เราจะต้องให้เด็กเรียนหนังสือให้ได้ ไม่หลุดออกจากระบบ เป็นคนที่กำกับตัวเองได้”</p>



<p>ปัญหาเหล่านี้แก้ไขได้ด้วยการศึกษาที่ตอบสนองต่อผู้เรียนที่หลากหลาย มองเห็นความอยากเรียนรู้ในระดับที่แตกต่างกันและในเรื่องที่แตกต่างกัน มองเห็นว่าการศึกษาจะทำให้ชีวิตผู้เรียนดีขึ้นอย่างไร แต่อุปสรรคใหญ่คือการเปลี่ยนแปลงการศึกษาให้ตอบสนองโจทย์ต่างๆ เหล่านี้</p>



<p>“อุปสรรคใหญ่ของการทำให้การศึกษามีคุณภาพคือความเชื่อ ถ้าเขาเชื่อว่าโรงเรียนเราไม่ทางทำอะไรได้ดีกว่านี้ ผมว่าจบเลยนะ ถ้าเขาไม่เชื่อว่าเด็กน่าจะเรียนรู้ได้มากกว่านี้ ไม่เชื่อว่าครูทำอะไรได้มากกว่านี้ ไม่เชื่อว่าโรงเรียนบ้านนอกจะทำอะไรได้มากกว่านี้ จะทำให้เขาทำงานในลูปเดิมจนเกษียณอายุราชการ</p>



<p>“นอกจากนี้คือความกลัว ครูกลัวว่าทำแล้วจะไม่ตรงตามหลักสูตร ทำแล้วไม่ก้าวหน้า ประเมินวิทยฐานะแล้วไม่ได้รับการยอมรับ จึงไม่กล้าที่จะทำ”</p>



<p>นั่นคืออุปสรรคใหญ่ของการศึกษาไทย แต่การุณก็ไม่ได้มองว่านวัตกรรมโรงเรียนเปลี่ยนแปลงเชิงระบบจะเป็นคำตอบสุดท้ายของทุกคน</p>



<p>“นวัตกรรมในประเทศไทยมีเยอะมาก แต่ละโรงเรียนต้องได้เลือกรูปแบบที่เหมาะกับตัวเอง เหมาะกับครู เหมาะกับพื้นที่ เพราะฉะนั้นถ้าเปิดโอกาสและเปลี่ยนความเชื่อ โรงเรียนบ้านนอกก็มีโอกาสทำได้ โรงเรียนมีครูแค่ห้าคนก็สามารถทำบางเรื่องได้ ขอให้เลือกในสิ่งที่เหมาะกับตัวเองและไม่ต้องกลัว ถ้าเราทำเพื่อเด็ก ทำเพื่อชุมชน ทำเพื่อโรงเรียน”</p>



<p>แน่นอนว่าการสนับสนุนจากส่วนกลางเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้การสร้างความเปลี่ยนแปลงสะดวกยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการกระจายอำนาจการศึกษา</p>



<p>“ถ้ามีการกระจายอำนาจให้โรงเรียนมีสิทธิ์กำหนดทิศทางตามบริบทพื้นที่ของตัวเองจะช่วยได้เยอะเลย จะทำให้โรงเรียนกล้ามากขึ้น ถ้าไม่มีการกระจายอำนาจ ก็จะคิดแต่ว่าทำไปแล้วจะผิดไหม ทำไปแล้วจะไม่ครบหรือเปล่า การกระจายอำนาจจะทำให้ครูมีกรอบที่กว้างขึ้น ทำให้เขากล้าตัดสินใจ กล้าทำมากขึ้น นี่คือเรื่องจำเป็นที่จะต้องมีการกระจายอำนาจ ต้องแก้ไขกฎต่างๆ” การุณเล่าถึงความหวัง</p>



<p>ภาพห้องเรียนบ้านโกรกลึกที่ปรากฏตรงหน้านี้คือผลลัพธ์ของความพยายามจัดการศึกษาให้ดีที่สุดในระบบที่มีข้อกำหนดมากมาย เมื่อเป้าหมายที่วางไว้ไม่ใช่การปั้นเด็กให้ไปแข่งขันความเป็นเลิศต่างๆ แต่เป็นการสร้างทักษะชีวิตและให้เด็กชอบการเรียนรู้ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องสร้างห้องเรียนให้กลายเป็นโรงงานอัดความรู้ใส่สมอง</p>



<p>การุณบอกว่าเขาชอบนั่งฟังเด็กเรียน ถ้าเป็นเมื่อก่อนจะได้ยินแต่เสียงครูดังมาจากห้องเรียน แทบไม่ได้ยินเสียงเด็กเลย แต่ห้องเรียนของเขาตอนนี้เต็มไปด้วยเสียงเด็กคุยกัน แทบไม่ได้ยินเสียงครู</p>



<p>“ห้องเรียนในหลายโรงเรียนจะมีครูพูดคนเดียว พูดจนเจ็บคอต้องใช้ไมโครโฟน มันไม่น่าจะใช่บรรยากาศการเรียนรู้ที่ดี ถ้าไปฟังห้องเรียนของผมตอนนี้จะได้ยินเสียงเด็กดังเลย เด็กคุยกันในเรื่องที่เรียน นำเสนอ เสียงเด็กหัวเราะสนุก เสียงครูแทบจะไม่ได้ยิน จะได้ยินคำถามของครูว่า ‘แล้วเป็นยังไง’ ‘แล้วทำไมล่ะ’ ‘ทำอย่างนี้ดีไหม’ เสียงครูจะเบาลง บรรยากาศการเรียนรู้ต้องเป็นแบบนี้ ไม่ใช่มีแต่เสียงครูดัง” ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโกรกลึกเล่าสะท้อนภาพจริง</p>



<p>ตกบ่ายแก่ เสียงออดโรงเรียนดัง เด็กๆ เริ่มเดินออกมาหาตายายที่ขับมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างมารอรับกลับบ้านกัน บ้างพูดคุย บ้างหยอกล้อหัวเราะ เป็นเรื่องง่ายสำหรับเด็กที่จะรู้สึกสนุก กระนั้นในความเป็นจริงห้องเรียนหลายๆ แห่งก็ยังสามารถดับความสนุกของเด็กลงได้ แต่ไม่ใช่สำหรับที่นี่… ที่บ้านโกรกลึก โรงเรียนเล็กที่ใส่ใจนักเรียนตัวน้อยๆ อย่างเต็มเปี่ยม</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2023/08/20230828-banklokluk-6-1200x800.jpg" alt="" class="wp-image-353553"/></figure>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b9%86-%e0%b8%81%e0%b9%87%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3/">หมู่บ้านเล็กๆ ก็มีโรงเรียนดีได้ : ‘โรงเรียนบ้านโกรกลึก’ กับการสอนที่ไม่ดับไฟในตัวเด็ก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“ถ้าไม่มีสวัสดิการที่ดี จะไม่มีทางรั้งครูให้อยู่กับโรงเรียนนาน ๆ ได้เลย” อีกหนึ่งภาพความเหลื่อมล้ำของโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-70592/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=article-70592</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 26 Jul 2023 07:35:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ปฏิรูปการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบายสาธารณะ]]></category>
		<category><![CDATA[Public Policy Move]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนขนาดเล็ก]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนพื้นที่ห่างไกล]]></category>
		<category><![CDATA[ลัดดาวัลย์ ทวีทา]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านจันเดย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=70592</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ถ้าถามว่า โรงเรียนเราขาดอะไรบ้าง เยอะค่ะ หรือจะบอกว่าข [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-70592/">“ถ้าไม่มีสวัสดิการที่ดี จะไม่มีทางรั้งครูให้อยู่กับโรงเรียนนาน ๆ ได้เลย” อีกหนึ่งภาพความเหลื่อมล้ำของโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“ถ้าถามว่า โรงเรียนเราขาดอะไรบ้าง เยอะค่ะ หรือจะบอกว่าขาดแคลนทุกอย่างเลยก็ได้”</p>



<p>ที่โรงเรียนซองกาเรีย ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี สถานที่จัดกิจกรรม <strong>‘ถนนครูเดิน’</strong> ซึ่งกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และมูลนิธิกระจกเงา จัดขึ้นเพื่อเป็น ‘ตลาดสื่อการศึกษา’ ช่วยจัดหาอุปกรณ์การเรียนและสิ่งของจำเป็นสำหรับโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลในจังหวัดกาญจนบุรี เราพบครูท่านหนึ่งที่เดินทางมาไกลกว่า 80 กิโลเมตร บนเส้นทางที่ลาดชัน คดเคี้ยว และอันตรายในช่วงฤดูฝนเช่นนี้ เพื่อเสาะหาอุปกรณ์การเรียนและสื่อการสอนให้กับเด็ก ๆ จำนวน 135 คน ด้วยงบส่วนตัวทั้งค่าเดินทางและทุนจัดซื้อสิ่งของ</p>



<p>ครูแนะนำตัวว่าชื่อ <strong>‘ครูอุ้ม’ ลัดดาวัลย์ ทวีทา</strong> จาก<strong>โรงเรียนบ้านจันเดย์</strong> ตำบลท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี เปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล 2 ถึง ป.6 โดยในโรงเรียนมีครูและเจ้าหน้าที่รวมทั้งหมด 10 คน และทุกเทอม ครูไม่กี่คนในโรงเรียนต้องใช้วิธีรวบรวมเงินกันเพื่อนำไปซื้อสื่อการสอนใหม่ ๆ โดยหวังว่าเด็กจะมีโอกาสเพิ่มขึ้นอีกสักนิดที่จะเข้าถึงการเรียนรู้ได้ทัดเทียมกับเด็กวัยเดียวกันในพื้นที่อื่น ๆ&nbsp;</p>



<p>“งบที่โรงเรียนได้รับนั้นไม่เคยพอ เพราะจำนวนเด็กเราน้อย งบรายหัวที่ได้รับมาก็น้อยตามไปด้วย โรงเรียนจำเป็นต้องเอาไปใช้จ่ายค่าสาธารณูปโภค ใช้ซ่อมแซมอาคารเรียนต่าง ๆ แค่นั้นก็ไม่เหลือแล้วสำหรับเอามาใช้จัดการเรียนการสอน พวกเราที่เป็นครูเลยคุยกันว่า เด็กเล็ก ๆ โดยเฉพาะช่วงปฐมวัย ต้องได้รับการกระตุ้นการเรียนรู้อย่างมาก เพื่อพัฒนาการที่สมวัยและปูพื้นฐานให้เพียงพอสำหรับการต่อยอดในช่วงชั้นอื่น ๆ ดังนั้นเด็กควรมีสื่อดี ๆ และหลากหลาย แต่พอไม่มีงบสนับสนุนเข้ามา ความพยายามที่ทำได้ตอนนี้ จึงเป็นการช่วยกันเองไปก่อน”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0a3ec9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/13-ถ้าไม่มีสวัสดิการที่ดี-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ครูอุ้ม</strong>ฉายภาพในพื้นที่ให้เห็นว่า ผู้ปกครองส่วนใหญ่ของเด็ก ๆ ที่โรงเรียนบ้านจันเดย์ประกอบอาชีพรับจ้างกรีดยาง ทำสวนทำไร่ โดยตัวโรงเรียนตั้งอยู่นอกหมู่บ้าน เด็กนักเรียนมากกว่าครึ่งหนึ่งจึงต้องจ้างรถรับส่ง ตกราวคนละ 300-400 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่น้อยเลยสำหรับครอบครัวที่มีรายได้เพียงค่าแรงขั้นต่ำ และไม่ได้มีรายรับทุกวัน</p>



<p>อีกหนึ่งปัญหาสำคัญคือการขาดแคลนครู <strong>ครูอุ้ม</strong>เองเล่าว่าตนเป็นคนในพื้นที่ เป็นครูอัตราจ้างมาก่อน แล้วสอบบรรจุได้ที่โรงเรียนบ้านจันเดย์ซึ่งห่างจากบ้านเพียง 20 กิโลเมตร จึงไม่มีความคิดที่จะย้ายไปไหน แต่สำหรับครูที่มาจากพื้นที่อื่น ก็เข้าใจได้ว่าการมาอยู่ในโรงเรียนห่างไกลและไม่ใช่ภูมิลำเนาบ้านเกิด ถือว่าเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ทำให้หลายคนเมื่อทำงานครบวาระหนึ่งแล้วก็ตัดสินใจย้ายออกไป</p>



<p>“พื้นที่เราเดินทางค่อนข้างลำบาก ภารกิจเยี่ยมบ้านเด็กทุกเทอมจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ต้องขี่มอเตอร์ไซค์ฝ่าถนนลูกรังขึ้นเขากันไป บ้านเด็กหลายคนต้องใช้เวลาทั้งวันเพื่อขึ้นไปถึงแล้วกลับลงมา มันก็ไม่ง่ายที่เราจะรั้งเด็กไว้ให้อยู่ในระบบการศึกษาได้ตลอดรอดฝั่ง เด็กที่จบ ป.6 แล้ว บางส่วนก็ไม่ได้เรียนต่อ คิดเป็นประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์</p>



<p>“ที่จริงแล้วโรงเรียนระดับมัธยมในพื้นที่ก็มีอยู่ แต่ด้วยฐานะทางบ้านเขายากจนมาก การเรียนจึงเป็นเรื่องฟุ่มเฟือยและไม่มีเป้าหมายระยะใกล้ให้มองเห็น เขาจึงตัดสินใจออกไปตามเส้นทางอาชีพ ไปทำงานเหมือนพ่อแม่ แล้วถ่ายทอดความจนให้รุ่นลูกต่อไป เวลาเราได้คุยกับเด็ก จึงพยายามมากที่จะบอกเขาว่า ถ้ามีโอกาสอย่าทิ้งการเรียน จะเป็น กศน. ก็ได้ อย่างน้อยให้มีวุฒิการศึกษาติดตัวที่สูงกว่าแค่ชั้นประถม แล้วชีวิตจะมีโอกาสมากขึ้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-61f7c3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/13-ถ้าไม่มีสวัสดิการที่ดี-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ส่วนปัญหาขาดแคลนครู เรามองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการจัดสรรงบประมาณและการดูแลสวัสดิการด้วย ครูที่มีอยู่จำนวนไม่มาก ทุกคนต้องทำหน้าที่มากกว่าการสอน อย่างเราเองต้องไปทำงานธุรการ ดูเรื่องเบิกจ่าย เรื่องการเงิน ซึ่งเราจบครูปฐมวัย ไม่ได้ถนัดเรื่องบัญชี งานก็ยิ่งยุ่งยาก การทำเรื่องเบิกจ่ายหลายอย่างก็ล่าช้ามาก กว่าจะได้เงินมาบางทีมันก็แก้ปัญหาอะไรไม่ได้แล้ว</p>



<p>“อีกเรื่องหนึ่งที่เห็นคือ งบที่ได้มามีแต่งบสร้าง ไม่มีการซ่อมบำรุงดูแล หลายอย่างจึงพังเสียหายไปเรื่อย ๆ ตามเวลา แล้วมันส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตครูโดยตรง อย่างโรงเรียนเรามีบ้านพักครูสร้างด้วยไม้ 3 หลัง นานเข้าก็เริ่มผุพัง ครูที่มาบรรจุใหม่เขาก็ต้องอยู่กันอย่างนั้น ทีนี้พอบางหลังอยู่ไม่ได้ ก็ต้องใช้วิธี 1 หลัง อยู่กัน 3 คน แต่มีห้องน้ำห้องเดียว มันเลยไม่เป็นสัดส่วน เป็นคุณภาพชีวิตที่เรามองว่าบั่นทอนกำลังใจคนทำงานมาก และเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ครูที่ไม่ใช่คนพื้นที่อยู่ได้ไม่นานก็ขอย้าย ดังนั้นนอกจากเรื่องงบประมาณแล้ว ถ้าไม่มีการแก้ปัญหาการดูแลสวัสดิการครูที่ดีกว่าเดิม เราจะไม่มีทางรั้งครูดี ๆ เก่ง ๆ ไว้ให้อยู่กับโรงเรียนไปนาน ๆ ได้เลย” <strong>ครูอุ้ม</strong>กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5e25ce"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/13-ถ้าไม่มีสวัสดิการที่ดี-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เรื่องราวจาก<strong>ครูอุ้ม</strong> หนึ่งในตัวแทนครูโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล สะท้อนให้เห็นปัญหารอบด้าน ชวนให้หันกลับมามองและตระหนักร่วมกันว่า ถึงเวลาหรือยังที่ครูและโรงเรียนขนาดเล็กเหล่านี้จะได้รับความสำคัญ มองเห็นปัญหา และผลักดันสู่วาระการ ‘ปฏิรูปงบแก้เหลื่อมล้ำ’ เพื่อโอกาสทางการศึกษา เพื่อคุณภาพชีวิตของคุณครู และเพื่อจะช่วยเปิดกว้างให้เส้นทางชีวิตของเด็ก ๆ ในพื้นที่ห่างไกลเหล่านี้มีทางเลือกมากขึ้น</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-70592/">“ถ้าไม่มีสวัสดิการที่ดี จะไม่มีทางรั้งครูให้อยู่กับโรงเรียนนาน ๆ ได้เลย” อีกหนึ่งภาพความเหลื่อมล้ำของโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ถนนครูเดิน : ภาพสะท้อนการดิ้นรนของโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล กับงบประมาณรัฐที่ไม่เคยทั่วถึง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-70580/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=article-70580</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 26 Jul 2023 07:16:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ปฏิรูปการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบายสาธารณะ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านกองม่องทะ]]></category>
		<category><![CDATA[ถนนครูเดิน]]></category>
		<category><![CDATA[งบประมาณรัฐ]]></category>
		<category><![CDATA[Public Policy Move]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนขนาดเล็ก]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนพื้นที่ห่างไกล]]></category>
		<category><![CDATA[ดนยา ไชยน้ำอ้อม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=70580</guid>

					<description><![CDATA[<p>“เหมือนระบบการศึกษาบังคับให้ครูต้องไปต่อสู้ ต้องแข่งกัน [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-70580/">ถนนครูเดิน : ภาพสะท้อนการดิ้นรนของโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล กับงบประมาณรัฐที่ไม่เคยทั่วถึง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“เหมือนระบบการศึกษาบังคับให้ครูต้องไปต่อสู้ ต้องแข่งกันเขียนโครงการนำเสนอ เพื่อแย่งชิงไขว่คว้างบประมาณที่มีอยู่น้อยนิด ทั้งที่ครูเองต่างรู้กันว่า ไม่ว่าโครงการผ่านได้งบเพิ่ม หรือจะโดนปัดตกไม่ได้รับพิจารณา สุดท้ายแล้วงบสำหรับโรงเรียนเล็ก ๆ ก็ไม่มีทางพออยู่ดี”</p>



<p><strong>‘ครูเอ๋’ ดนยา ไชยน้ำอ้อม</strong> จาก<strong>โรงเรียนบ้านกองม่องทะ </strong>สาขาบ้านสาละวะ ตำบลไล่โว่ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เผยความรู้สึกต่อคำถามที่ว่า ครูต้องใช้ความพยายามแค่ไหน เพื่อจะมีทรัพยากรเพียงพอต่อการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพในโรงเรียนขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ทุรกันดารห่างไกล</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6e31da"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/14-ภาพสะท้อนการดิ้นรน-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>วันนี้<strong>ครูเอ๋</strong>เดินทางมาที่โรงเรียนซองกาเรีย ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี พร้อมนำงบประมาณจากเงินบริจาค กับเงินสมทบส่วนตัวอีกส่วนหนึ่ง มาจัดหาอุปกรณ์การเรียนและสิ่งของจำเป็นในงาน <strong>‘ถนนครูเดิน’</strong> ซึ่งกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และมูลนิธิกระจกเงา จัดขึ้นเพื่อเป็น ‘ตลาดสื่อการศึกษา’ สำหรับโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลในจังหวัดกาญจนบุรี</p>



<p>“จากบ้านสาละวะมาที่โรงเรียนซองกาเรียห่างกัน 45 กิโลเมตร แต่ต้องใช้เวลาเดินทางราว 1 ชั่วโมงครึ่ง เพราะเป็นถนนลาดชันลงจากเขาสูง หลายจุดชัน เป็นหลุมบ่อ ขับค่อนข้างยาก ถ้าไม่ใช้รถโฟร์วีลก็แทบไม่มีทางมาได้” <strong>ครูเอ๋</strong>บรรยายเส้นทางที่ผ่าน</p>



<p><strong>ครูเอ๋</strong>เคยสอนในโรงเรียนมัธยมขนาดใหญ่ประจำอำเภอ มีนักเรียนราว 2,000 คน ก่อนขอย้ายมาประจำที่โรงเรียนสาขา ซึ่งมีนักเรียน 105 คน ในชั้นอนุบาล 1 ถึง ป.6 กับครูอีก 8 คน จึงเข้าใจความแตกต่างระหว่างโรงเรียนสองขนาดเป็นอย่างดี โดยเฉพาะด้านงบประมาณการศึกษาที่ครูบอกว่าเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณรายหัวตามจำนวนนักเรียน เป็นปัจจัยสำคัญที่ยิ่งถ่างขยายช่องว่างความเหลื่อมล้ำมากขึ้นระหว่างโรงเรียนในเมืองกับโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bff774"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/14-ภาพสะท้อนการดิ้นรน-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e1b0c0"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/14-ภาพสะท้อนการดิ้นรน-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ที่เห็นชัดคือโรงเรียนขนาดใหญ่มีความพร้อมทุกด้าน ทั้งการเดินทาง ทรัพยากร และงบประมาณ ขณะที่โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลและมีจำนวนนักเรียนน้อย โอกาสเข้าถึงสิทธิ์ต่าง ๆ ของเด็กก็ยิ่งลดลงตามระยะทาง&nbsp;</p>



<p>“ตอนนั้นเราคิดว่าบางทีอาจทำประโยชน์ได้มากกว่า ถ้าลองไปอยู่ในโรงเรียนเล็ก ๆ ที่ขาดแคลน พอไปอยู่ตรงนั้นเรายิ่งเข้าใจ ว่าความเหลื่อมล้ำจะไม่มีทางดีขึ้นได้ ถ้าไม่มีการปรับเปลี่ยนเรื่องเกณฑ์จัดสรรเงินอุดหนุนที่ยังคิดตามจำนวนนักเรียน หมายถึงโรงเรียนที่มีนักเรียนเยอะ งบก็เยอะตาม การทำแผนของบประมาณ เบิกพัสดุ ขอใช้อุปกรณ์ หรือส่งครูไปอบรมพัฒนาศักยภาพ เราทำได้ทั้งหมด แต่พอเป็นโรงเรียนไซซ์เล็กมีเด็กร้อยกว่าคน ก็แทบไม่มีงบอะไรเลย<strong> </strong>ห้องเรียนไม่พอ อาคารทรุดโทรม เด็กต้องใช้อุปกรณ์การเรียนหรืออุปกรณ์กีฬาเก่า ๆ บางครั้งครูต้องช่วยกันเจียดเงินหามาเติมให้ หรือเวลาครูจะไปอบรม ไปประชุมนอกพื้นที่ ผอ. กับครูต้องออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด</p>



<p>“&#8230;สำหรับเราเอง วันนี้ยังพอพูดได้อยู่ว่า ‘ไม่เป็นไร’ แต่มันก็สะท้อนว่าเมื่อช่องว่างของโรงเรียนแตกต่างกันขนาดนี้ เราจะหวังให้เด็กพัฒนาศักยภาพทัดเทียมกันได้อย่างไร”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-53a917"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/14-ภาพสะท้อนการดิ้นรน-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นอกจากงานสอนและดูแลเด็ก การเป็นครูโรงเรียนสาขายังทำให้<strong>ครูเอ๋</strong>ได้ช่วยโรงเรียนเรื่องระดมทุน จัดหาเครื่องมืออุปกรณ์การเรียน เสื้อผ้า รองเท้า รวมถึงอาหารแห้งและสิ่งจำเป็นในชีวิตให้กับครอบครัวของเด็ก ๆ ด้วย โดยมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณที่เข้ามาช่วยเติมเต็มล้วนมาจากภายนอก ซึ่งแน่นอนว่าที่โรงเรียนแห่งนี้ไม่มีสมาคมผู้ปกครอง จึงเป็นภาคเอกชนและหน่วยงานต่าง ๆ ที่มาด้วยใจและทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อช่วยให้โรงเรียนแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปได้</p>



<p>“ปัญหาใหญ่คืออุปกรณ์การเรียนขาดแคลนและหายากมาก ส่วนใหญ่ต้องรอคนภายนอกหรือภาคเอกชนมาบริจาค เขาจะถามมาว่าเราขาดอะไร อยากได้อะไร เราก็แจ้งไป เขาก็จัดส่งมาให้ หรือบ้างก็สนับสนุนมาเป็นเงินให้เราจัดสรรเอง อย่างที่เรามางานวันนี้ก็เพื่อหาซื้อของ ปกติบางศุกร์สอนเสร็จ เราก็ลงมาในเมือง หาเสื้อผ้า หาอะไรขึ้นไปให้เด็ก ทำกันไปตามงบที่ได้”<br>แม้เป็นงานยากและต้องอาศัยความเพียรพยายามอย่างที่สุด หาก<strong>ครูเอ๋</strong>ยังเชื่อมั่นว่า การนำการศึกษาคุณภาพเข้าไปให้เด็ก ๆ คือหนทางเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชน เพื่อให้คนรุ่นถัดไปมีหนทาง มีโอกาสมากกว่าคนรุ่นพ่อแม่ แนวทางหนึ่งของโรงเรียนจึงเป็นการเสริมทักษะและเปิดประสบการณ์อาชีพ ทั้งสนับสนุนการเรียนรู้เกี่ยวกับการเกษตรสมัยใหม่ ผลักดันงานหัตถกรรมอัตลักษณ์ท้องถิ่นให้มีช่องทางการตลาดใหม่ ๆ ด้วยเชื่อว่ายิ่งโรงเรียนบ่มเพาะขัดเกลาเด็กตั้งแต่ยังเล็กมากเท่าไร อนาคตของชุมชนก็จะยิ่งเติบโตเข้มแข็งและทันต่อความเป็นไปของโลกภายนอกได้มากเท่านั้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a8ae6e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/14-ภาพสะท้อนการดิ้นรน-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ครูเอ๋</strong>กล่าวว่า ที่ชุมชนสาละวะ ผู้คนยังใช้ชีวิตตามวิถีชาวบ้านดั้งเดิม พ่อแม่ผู้ปกครองเด็กส่วนใหญ่แทบไม่มีการศึกษา ถ้าจะหวังให้มีการดูแลเรื่องการศึกษาจากครอบครัวจึงเป็นไปไม่ได้เลย ภาระด้านการเรียนรู้ถือว่าอยู่ที่ครู 100 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นช่วงเช้าถึงเย็นที่เด็กอยู่โรงเรียน ครูต้องช่วยให้เด็กกอบโกยความรู้ให้มากที่สุด ส่วนเมื่อเด็กจบแล้วจะผลักดันให้เรียนต่อทุกคน โดยมีโรงเรียนบ้านกองม่องทะสาขาแม่ที่เป็นโรงเรียนขยายโอกาสถึง ม.3 รองรับ ครูกับ ผอ. ต่างช่วยกันหาทางระดมทุนเต็มที่ มีเรือนพักนอนและดูแลค่าใช้จ่ายให้หมด พอจบ ม.3 ก็ดันต่อไปที่โรงเรียนประจำอำเภอ ซึ่งเป็นเครือข่ายการทำงานระหว่างโรงเรียน โดยทุกฝ่ายคิดตรงกันว่าต้องให้เด็กได้เรียนต่อสูงที่สุดตามศักยภาพ</p>



<p>“มีเด็กส่วนหนึ่งที่รอดไปได้ และกลุ่มที่ไม่ไหวจริง ๆ ก็หลุดไปบ้างระหว่างทาง เมื่อเราดันเด็กไปถึงจุดหนึ่ง เขาจะเริ่มอยากไปต่อด้วยตัวเอง เรียนรู้ว่าต้องหาทางดิ้นรนต่อไปยังไง เราเป็นครู ทำได้มากที่สุดคือต้องเติมเชื้อไฟความฝัน หาช่องทางให้เด็กมีทางเลือกมากขึ้น อย่างตอนนี้มีหน่วยงานที่สนใจมาช่วยกัน มีทุน กสศ. มีโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ทำให้รุ่นน้องได้เห็นรุ่นพี่ไปเรียน แล้วเขาก็มีความหวัง โรงเรียนก็ต้องทำหน้าที่สื่อสารผู้ปกครองให้เข้าใจ เพราะแทบทุกบ้านไม่อยากให้เด็กไปเรียน เขาอยากได้เพียงแรงงานไปช่วยทำงานเร็ว ๆ เราก็ต้องไปคุยให้เข้าใจ ว่าการเรียนจะทำให้เด็กมีโอกาสมากกว่า คืออย่างน้อยเขาไม่มีเงินส่งลูกเรียน แต่ถ้าครูหาทุนให้ได้ มีค่าเทอมค่ายังชีพ ได้เรียนมหาวิทยาลัย เขาก็ควรให้เด็กได้ออกไปมีทางเลือกในชีวิต&nbsp;</p>



<p>“ประโยคที่ได้ยินบ่อยคือ ถ้าลูกไปเรียนแล้วใครจะทำงานเลี้ยงครอบครัว คือเขาหวังให้ลูกทำงานเลี้ยงครอบครัวให้เร็วที่สุด จบ ป.6 จบ ม.3 เขาพอแล้ว มันก็เลยเป็นวงจรของการทำงานอยู่แถวบ้าน และคอยเลี้ยงน้องเป็นรุ่น ๆ ต่อไป หลายครั้งเลยรู้สึกเหมือนอกหัก ที่เราพยายามหาทุนให้จนได้ แต่พ่อแม่เด็กไม่เห็นความสำคัญเลย ไม่ยอมส่งลูกไปเรียนด้วยซ้ำ จนสุดท้ายเขาเอาลูกไปทำงาน เราก็ทำอะไรไม่ได้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-188232"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/14-ภาพสะท้อนการดิ้นรน-06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7607e5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/14-ภาพสะท้อนการดิ้นรน-07.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>บ่ายแก่ฟ้าครึ้ม ก่อนฝนเตรียมเทลงมา แล้วเมื่อนั้นเส้นทางกลับไปยังโรงเรียนก็จะยิ่งอันตรายขึ้น <strong>ครูเอ๋</strong>ได้ทิ้งท้ายกับเราว่า “เกณฑ์จัดสรรงบประมาณถือเป็นประเด็นเชิงนโยบาย ซึ่งผู้บริหารประเทศหรือกระทรวงที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องหาทางปรับเปลี่ยน เราเป็นครูผู้ปฏิบัติหน้าที่ใต้เกณฑ์กำกับของรัฐ ก็ได้แค่ทำงานของเราไป แล้วรอคอยว่าวันหนึ่งความเปลี่ยนแปลงอาจจะเกิดขึ้น”</p>



<p>หากถามถึงความรู้สึกเบื้องลึก ในฐานะครูโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลคนหนึ่ง <strong>ครูเอ๋</strong>สะท้อนว่า “ปัญหาที่ชัดที่สุดที่ต้องเจอคือเรื่องการเดินทางออกนอกพื้นที่ ไม่ว่าไปประชุม ไปอบรมอะไรต่าง ๆ เราต้องขับรถลงไปเอง หาที่พักเอง หลายครั้งใช้ค่าใช้จ่ายส่วนตัวเองทั้งหมด ทีนี้พอได้เห็นได้รับรู้ว่าครูจากโรงเรียนในตัวอำเภอหรือครูจากที่อื่น ๆ เขาสะดวกกว่า พร้อมกว่า มันก็มีแอบคิดบ้าง ว่าทำไมโรงเรียนขนาดใหญ่ อยู่ในเมือง และมีเด็กเยอะ ๆ เขาถึงดูแลกันดีจัง ขณะที่เราไปอยู่ไกล ๆ ก็อยากได้รับการดูแลบ้าง เพราะเราเองก็เป็นครูเหมือนกัน แล้วก็สอนเด็กนักเรียนในระดับชั้นเดียวกันด้วย”</p>



<p>เรื่องราวจากครูตัวเล็ก ๆ ผู้เป็นตัวแทนครูโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล ชวนให้ย้อนกลับมามองและตระหนักร่วมกันว่า ถึงเวลาหรือยังที่ครูและโรงเรียนขนาดเล็กเหล่านี้จะได้รับความสำคัญ มองเห็นปัญหา และผลักดันสู่วาระการ ‘ปฏิรูปงบแก้เหลื่อมล้ำ’ เพื่อโอกาสทางการศึกษา เพื่อคุณภาพชีวิตของคุณครู และเพื่อจะช่วยเปิดกว้างให้เส้นทางชีวิตของเด็ก ๆ ในพื้นที่ห่างไกลเหล่านี้ มีทางเลือกมากขึ้น</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-70580/">ถนนครูเดิน : ภาพสะท้อนการดิ้นรนของโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล กับงบประมาณรัฐที่ไม่เคยทั่วถึง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปักหมุดความเหลื่อมล้ำ แก้โจทย์โรงเรียนขนาดเล็ก</title>
		<link>https://www.eef.or.th/inequality-in-small-school/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=inequality-in-small-school</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 13 Jun 2023 04:36:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนขนาดเล็ก]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[The 101.world]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[งบประมาณการศึกษา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=71667</guid>

					<description><![CDATA[<p>โจทย์เรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นสิ่งที่สังคมไทย [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/inequality-in-small-school/">ปักหมุดความเหลื่อมล้ำ แก้โจทย์โรงเรียนขนาดเล็ก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>โจทย์เรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นสิ่งที่สังคมไทยเผชิญมานับหลายสิบปี โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดใหญ่ไม่มีทีท่าว่าจะร่นระยะเข้าใกล้กันได้เลย กลับกัน มันค่อยๆ ทิ้งห่างมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งด้านพื้นที่ บุคลากร การจัดสรรงบประมาณที่คิดจากรายหัวนักเรียน และติดข้อจำกัดเรื่องกลไกกติกาที่ทำให้องค์กรท้องถิ่นไม่สามารถเข้ามาช่วยเหลือโรงเรียนในพื้นที่ตนเองได้มากขึ้น</p>



<p>เราจะทลายความเหลื่อมล้ำและพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กให้ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างไร 101 ชวนอ่านข้อค้นพบจากงานวิจัย ‘การปฏิรูปงบประมาณเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา’ (Equity-based Budgeting) โดย <strong>ดร.อารีย์ อิ่มสมบัติ </strong>นักวิชาการอาวุโสจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (<a href="https://www.the101.world/?s=%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%A8" target="_blank" rel="noreferrer noopener">กสศ.</a>) และฟังเสียงสะท้อน ข้อเสนอจากพื้นที่ โดยเครือข่ายชมรมนักจัดการศึกษาในพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดารและเครือข่ายโรงเรียนปลายทาง ครูรัก(ษ์)ถิ่น จากงาน <a href="https://www.facebook.com/EEFthailand/videos/1291091851792194/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Public Policy Move #1 ขบวนเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาครั้งที่ 1</a> ในวันที่ 28 พฤษภาคม ที่ผ่านมา</p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>เปิดงานวิจัย ‘งบประมาณการศึกษา’</strong><br><strong>เท่ากัน ≠ เท่าเทียม</strong></h2>



<p><br>ดร.อารีย์ อิ่มสมบัติ เกริ่นว่าความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนขนาดใหญ่และโรงเรียนขนาดเล็กส่วนใหญ่มักมีสาเหตุจากงบประมาณที่ไม่เท่ากัน และความห่างไกล ทุรกันดาร จนการดูแลไปไม่ถึง หากมองภาพรวมในประเทศไทย โรงเรียนภายใต้สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวนกว่า 29,000 แห่งทั่วประเทศ เป็นโรงเรียนขนาดเล็กเกือบครึ่งหนึ่งของโรงเรียนทั้งหมด (คิดเป็น 50.35%) และในจำนวนนักเรียนทั้งหมดราว 6.5 ล้านคน มีเด็กกว่า 9 แสนคนอยู่ในโรงเรียนขนาดเล็ก</p>



<p>ดังนั้น ถ้าเราสามารถพัฒนาคุณภาพของโรงเรียนขนาดเล็กได้จะส่งผลดีต่อเด็กกว่า 9 แสนคนเลยทีเดียว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cdbfe8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/09/20230606-kanchana1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-973bcc"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/09/20230606-kanchana2.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>โดยทั่วไป โรงเรียนขนาดเล็กของไทยคือโรงเรียนที่มีนักเรียนไม่เกิน 120 คน ส่วนใหญ่สอนระดับอนุบาลถึงประถมศึกษา กล่าวคือเด็กจำนวน 9 แสนคนที่เราพูดถึงอยู่ในช่วงประถมวัย 6 แสนกว่าคน และปฐมวัยอีก 2 แสนกว่าคน นั่นแปลว่าถ้าเราลงทุนในโรงเรียนขนาดเล็ก เด็กในระดับอนุบาลหรือประถมศึกษาจะมีพื้นฐานความรู้ที่ดีขึ้น สามารถอ่านออกเขียนได้ นำไปสู่การเรียนรู้ในขั้นสูงต่อไป</p>



<p>ขณะเดียวกัน เรามีโรงเรียนขนาดเล็กอีกแบบหนึ่งที่ไม่ว่าจะมีจำนวนนักเรียนน้อยสักแค่ไหน ก็ไม่สามารถยุบหรือควบรวมได้เพราะอยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรืออยู่บนเกาะ ถ้ายุบ เด็กจะไม่มีที่เรียน บางคนอาจต้องเดินทางข้ามเขา หรือถ้าเด็กอาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัยก็ไม่สามารถออกนอกพื้นที่ได้เลย จากการศึกษาของ World Bank พบว่าปัญหาของโรงเรียนเหล่านี้คือขาดครูที่อยู่สอนประจำ ส่วนมากมาแล้วก็ย้ายออกไปเนื่องด้วยหลากหลายสาเหตุ เช่น ไม่ใช่บ้านเกิด อยากกลับไปทำงานที่อื่น ทำให้เด็กหลายคนเจอครูเพียงช่วงสั้นๆ จบปีหนึ่งก็เปลี่ยนเป็นคนใหม่ กลายเป็นการเรียนรู้ที่ไม่ต่อเนื่อง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3b961b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/09/20230606-kanchana3.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>จากข้อมูลโรงเรียนทั้งหมด 29,466 แห่งภายใต้สังกัด สพฐ. เป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่สามารถยุบได้ประมาณ 1,100 แห่ง และมีนักเรียนยากจนพิเศษ กล่าวคือครอบครัวมีรายได้ต่ำกว่า 3,000 บาทต่อเดือนมากถึง 31.2% ของนักเรียนทั้งหมดในโรงเรียนดังกล่าว ซึ่งหากประเมินว่าในโรงเรียนทั่วไปจะมีค่าเฉลี่ยเด็กยากจนอยู่ที่ 15% แสดงว่าพื้นที่ห่างไกลจะมีนักเรียนยากจนมากกว่า 2 เท่า</p>



<p>ยิ่งไปกว่านั้น ดร.อารีย์ ยังพบว่าอัตราครูต่อห้องเรียนในโรงเรียนเหล่านี้มีไม่ถึง 1 คนต่อห้อง ชัดเจนว่าครู 1 คนต้องดูแลนักเรียนควบหลายห้องหลายชั้น หรือมีลักษณะการเรียนแบบคละชั้น โรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลจึงต้องการครูเพิ่มอีกประมาณ 4,822 คน เพื่อให้เพียงพอต่อจำนวนชั้นเรียน สาระการเรียนรู้ และเพื่อที่ครูจะได้ไม่ต้องสอนมากเกินไป</p>



<p>ถึงตอนนี้ บางคนอาจตั้งคำถามว่าโรงเรียนเรียนขนาดเล็ก เด็กก็น้อย ทำไมครูต้องเพิ่มจำนวนให้เท่ากับเด็ก? ดร.อารีย์ ให้คำตอบว่าแม้จำนวนเด็กจะน้อย แต่พวกเขาก็เรียนคนละชั้น อายุไม่เท่ากัน นอกจากนี้ครูหลายคนยังมีภาระอื่นๆ นอกจากการสอน ทั้งทำกับข้าว ขับรถรับส่งก็มี บางแห่งยังทำหน้าที่เป็นภารโรง ครูหนึ่งคนจึงต้องรับภาระค่อนข้างเยอะและยังมีค่าสาธารณูปโภคที่ไม่แตกต่างกับโรงเรียนขนาดใหญ่อื่นๆ อีกด้วย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-796cd7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/09/20230606-kanchana4.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>จากภาพรวมระดับประเทศ ดร. อารีย์ ชี้ชวนให้กลับมาดูตัวอย่างปัญหาของโรงเรียนขนาดเล็กในอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเด็น ได้แก่</p>



<ol type="1"><li><strong>มิติความยากจน</strong>&nbsp;จากตารางเป็นข้อมูลด้านความยากจนที่จำแนกออกมาแต่ละโรงเรียน ปรากฎว่าค่าเฉลี่ยความยากจนมากกว่า 50% สูงสุด 95% นั่นแปลว่าถ้ามีนักเรียน 100 คน เป็นนักเรียนยากจนไปแล้ว 90 คน หรือก็คือจนทั้งโรงเรียน</li><li><strong>โอกาสในการได้เรียนชั้นที่สูงขึ้น</strong>&nbsp;ตัวอย่างในตำบลไล่โว่ มีประเภทการศึกษาสูงที่สุดคือมัธยมศึกษาตอนต้น ไม่มีมัธยมศึกษาตอนปลาย แปลว่าเด็กที่ยากจนมีโอกาสเข้าถึงเพียงการศึกษาภาคบังคับ แต่ไปไม่ถึงระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เด็กกลุ่มนี้ต้องใช้ความพยายามมากกว่าคนอื่นๆ เพื่อเข้าถึงการศึกษาระดับสูง อาจต้องย้ายไปเรียนไกลบ้านยิ่งขึ้น เพราะพื้นที่ของตนเองไม่มีโรงเรียนคอยรองรับ</li></ol>



<p>ในช่วงท้ายของการนำเสนองานศึกษา ดร.อารีย์ ทิ้งคำถามไว้สั้นๆ แต่น่าขบคิดว่า “นึกถึงตอนที่คุณพ่อเล่าให้ฟังว่าตอนเด็ก ๆ ตั้งแต่ปี 2500 เดินข้ามทุ่งไปเรียนต่างอำเภอเพื่อที่จะได้เรียนมัธยม ตอนนั้นคือปี 2500 นะคะ ผ่านมาแล้ว 6 ทศวรรษ เด็กในปัจจุบันยังต้องเดินข้ามทุ่งไปเรียนอยู่อีกหรือเปล่า?”</p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><br><strong>โจทย์ที่ต้องคิด เรื่องโรงเรียนขนาดเล็ก</strong></h2>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>ปลดล็อกท้องถิ่น – โรงเรียน เพิ่มโอกาสกระจายทรัพยากร</strong></h3>



<p><strong>ดร.ศุภโชค ปิยะสันต์&nbsp;</strong>ที่ปรึกษาเครือข่ายชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร กล่าวถึงความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มโรงเรียนขนาดเล็กที่กำลังจะเพิ่มจำนวนขึ้น แต่รูปแบบงบประมาณยังไม่เปลี่ยนแปลง</p>



<p>“ลำพังการคิดถึงภาพว่าโรงเรียนต้องมีใครบ้าง เราก็ยังฉายภาพไม่ตรงกัน เรายังเข้าใจว่าถ้ามีโรงเรียน มีเพียงผู้อำนวยการกับครูก็ได้ ทั้งที่จำเป็นต้องมีคนอื่นๆ เพิ่มเข้ามาด้วย ทั้งนักการภารโรง ธุรการ พนักงาน ถ้าไปดูโรงเรียนในเมืองจะพบว่าปริมาณคนกลุ่มแบ็กอัปเหล่านี้เยอะมาก รัฐยังมองไม่เห็นถึงความจำเป็นตรงนี้”</p>



<p>ดร.ศุภโชคยังชี้ให้เห็นปัญหาเรื่องคน งบประมาณ และกลไกท้องถิ่น โดยเสนอแนวทางแก้ไขควบคู่กันไป ดังนี้</p>



<ol type="1"><li><strong>คน</strong>&nbsp;เราพบว่ามีการโยกย้ายอัตรากำลังไม่พอเพราะไม่ใช่คนพื้นถิ่น การทำโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นที่ให้ครูมีโอกาสอยู่ใกล้บ้านตัวเอง ไม่ย้ายไปที่อื่นจะทำให้อัตรากำลังครูในโรงเรียนขนาดเล็กยั่งยืนมากขึ้น เป็นวิธีการหนึ่งในการหาครูเข้าพื้นที่</li><li><strong>งบประมาณ</strong>&nbsp;ทุกวันนี้การจัดสรรงบประมาณแก่โรงเรียนเป็นการให้ตามรายหัว ถ้ามีนักเรียนเยอะก็ได้เงินเยอะ ถ้ามีนักเรียนน้อยก็ได้น้อย ทั้งที่โรงเรียนขนาดเล็กมีปัญหาหนักกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่เสียด้วยซ้ำ เช่น มีนักเรียนยากจนมากกว่า โอกาสในการระดมทรัพยากรก็ยากกว่า ยิ่งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล การซ่อม สร้าง ปรับปรุงโรงเรียนยิ่งยากลำบากและมีต้นทุนสูง ทั้งค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายของแรงงาน<br>หากรัฐยังคงวางแผนงบประมาณเช่นเดิม หรือเลือกให้อย่างเท่าเทียมกันทั้งประเทศ จะยิ่งทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้น การจัดสรรงบประมาณจึงควรมอบให้โรงเรียนที่มีเด็กยากจน และประสบปัญหาขาดแคลนทรัพยากรเสียก่อน</li><li><strong>กลไกท้องถิ่น&nbsp;</strong>คนในพื้นที่มักมีเครือข่ายหรือความสัมพันธ์อันดีกับองค์กรส่วนท้องถิ่น เช่น อบต. ดร.ศุภโชคยกตัวอย่างว่าในกรณีอื่นๆ อย่างเกิดพายุฤดูร้อน หลังคาบ้านเรือนปลิวเสียหาย อบต.สามารถส่งกระเบื้องมาช่วยได้ทันที แต่เมื่อเป็นโรงเรียน ทางโรงเรียนกลับต้องขอเงินไปยังส่วนกลางก่อน กว่าจะได้เงินมา หลังคาก็เปิด เพดานพังหมดแล้ว องค์กรท้องถิ่นไม่สามารถเข้ามาช่วยได้เพราะผิดระเบียบ การปลดล็อกกติกาบางอย่างให้ท้องถิ่นกับโรงเรียนสามารถช่วยเหลือพึ่งพากันได้ จะทำให้แก้ปัญหาเฉพาะในพื้นที่ได้ทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ</li></ol>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สร้างมาตรฐานขั้นต่ำ – แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ</strong></h3>



<p><strong>อาจารย์ดนัยวัฒน์ มณี&nbsp;</strong>ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านปางมะหัน อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงรายเสนอว่าหากเป็นไปได้ น่าจะมีการกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของโรงเรียน เช่น โรงเรียนจะต้องมีบุคลากรประเภทใดบ้าง&nbsp;จำนวนกี่คน หรือกระทั่งว่าห้องเรียนที่มีมาตรฐานควรมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร ซึ่งเป็นสิ่งเราสามารถกำหนดได้ตั้งแต่ระดับรัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ จนถึง สพฐ.</p>



<p>เมื่อมีมาตรฐานขั้นต่ำแล้ว ก็มาสำรวจดูว่าโรงเรียนขนาดเล็กทั่วประเทศที่ต่ำกว่ามาตรฐานมีอยู่เท่าไหร่ และใช้งบประมาณเติมเข้าไป จะช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>แบ่งขั้นการประเมิน – แข่งขันกันในแต่ละคลาส</strong></h3>



<p><strong>อาจารย์ชัยศักดิ์ ภูมูล&nbsp;</strong>ผู้อำนวยการโรงเรียนกองม่องทะ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี&nbsp;สะท้อนถึงปัญหาการการประเมินผลคุณภาพการศึกษาในระดับต่างๆ ที่เป็นตัวตอกย้ำถึงความเหลื่อมล้ำอีกประการ เพราะคุณภาพการศึกษา คุณภาพครู คุณภาพเด็ก ระหว่างโรงเรียนในเมืองกับโรงเรียนในเขตป่าย่อมแตกต่างกัน แต่เครื่องมือที่ใช้ประเมินกลับเป็นแบบเดียวกันทั้งหมด</p>



<p>ถ้าปรับเปลี่ยนระบบประเมินใหม่ ยกตัวอย่างคล้ายการแข่งขันกีฬาฟุตบอล แบ่งออกเป็น Division เป็นพรีเมียร์ลีก เริ่มจากจัดกลุ่มก่อน ถ้าใครเก่งก็อยู่ในพรีเมียร์ลีก คนที่เก่งรองลงมาก็อยู่ใน Division1 Division2 ถ้าคนใน Division1 ทำได้ดีก็สามารถปีนขึ้นสู่พรีเมียร์ลีกได้ ขณะเดียวกัน หากใครอยู่พรีเมียร์ลีกระดับบ๊วยๆ ก็มีสิทธิ์ตกลงมาอยู่ใน Division1</p>



<p>“แบบนี้จะเกิดการแข่งขันในคลาสของตัวเอง มีมาตรฐานในคลาสของตัวเอง ไม่ใช่เป็นแบบเดียวกันทั้งประเทศ เราก็จะเห็นคุณภาพของมันด้วย เห็นว่าเราแข่งกับคู่ต่อสู้ที่ยุติธรรมและสูสีกัน” อาจารย์ชัยศักดิ์ทิ้งท้าย</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/inequality-in-small-school/">ปักหมุดความเหลื่อมล้ำ แก้โจทย์โรงเรียนขนาดเล็ก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
