<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>เรียนผ่านหนัง: ชวนดูหนังตั้งวงคุยกับ กสศ. และ Doc Club | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87-%e0%b8%8a%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 09 Oct 2023 05:58:35 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>เรียนผ่านหนัง: ชวนดูหนังตั้งวงคุยกับ กสศ. และ Doc Club | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>Waiting for the Sun: กสศ. และ Doc Club ชวนดูหนังตั้งวงคุย คืนความฝัน คืนความหวัง คืนชีวิตใหม่ให้เยาวชน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-waiting-for-the-sun-doc-club/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 09 Oct 2023 05:56:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[โอกาส Open House: สร้างโอกาสทางการศึกษา เปิดเส้นทางชีวิตใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[Waiting for the Sun]]></category>
		<category><![CDATA[Doc Club]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนผ่านหนัง: ชวนดูหนังตั้งวงคุยกับ กสศ. และ Doc Club]]></category>
		<category><![CDATA[Documentary Club]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=73079</guid>

					<description><![CDATA[<p>Waiting for the Sun เป็นภาพยนตร์สารคดีว่าด้วยเรื่องราวข [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-waiting-for-the-sun-doc-club/">Waiting for the Sun: กสศ. และ Doc Club ชวนดูหนังตั้งวงคุย คืนความฝัน คืนความหวัง คืนชีวิตใหม่ให้เยาวชน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>Waiting for the Sun เป็นภาพยนตร์สารคดีว่าด้วยเรื่องราวของเด็กชาวจีนที่มีพ่อแม่ถูกดำเนินคดี ทำให้เด็กเหล่านี้ขาดที่พึ่งพิง และต้องเข้ารับการอุปการะจากหมู่บ้านเด็กกำพร้าไท่หยางซุน ก่อตั้งโดย จาง หรือ ยายจาง อดีตเจ้าหน้าที่เรือนจำ </p>



<p>สารคดีเรื่องนี้ฉายภาพชีวิตของเด็กๆ ที่ต้องพลัดพรากจากพ่อแม่ของตนที่ถูกดำเนินคดีและต้องถูกส่งตัวไปรับโทษตามกระบวนการยุติธรรม เด็กเหล่านี้บ้างก็เป็นเด็กที่โตพอจะเข้าใจสภาพการณ์และความเป็นจริง บ้างก็เด็กเกินกว่าที่จะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น</p>



<p>เด็กๆ ในไท่หยางซุนเหล่านี้ต่างก็มีบาดแผลภายในใจติดตัวด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกหวาดกลัวผู้เป็นมารดาที่เคยทำร้ายตัวเอง ความรู้สึกเว้าแหว่งจากการถูกทอดทิ้ง ซึ่งต่างสะท้อนออกมาผ่านพฤติกรรมต่างๆ ของเด็ก</p>



<p>ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อวันเวลาผ่านไป แม้เด็กๆ จะสามารถปรับตัวกับสภาพแวดล้อมและเพื่อนๆ ในไท่หยางซุนได้ แต่ที่แห่งนี้ก็ไม่อาจเป็นบ้านที่แท้จริงของพวกเขา ไท่หยางซุนอาจเป็นเพียงสถานที่ที่บรรดาเด็กๆ ต่างมาใช้เวลาเยียวยาบาดแผลในใจ และรอคอยวันเวลาที่พวกเขาจะได้กลับไปใช้ชีวิตกับพ่อแม่ของพวกเขาอีกครั้ง&nbsp;</p>



<p>ประเด็นในภาพยนตร์สารคดีเรื่องดังกล่าว จึงนำมาสู่วงเสวนาว่าด้วยปัญหาของเด็กในกระบวนการยุติธรรม โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนา ได้แก่ <strong>ทิชา ณ นคร </strong>ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก <strong>อรุณฉัตร คุรุวาณิชย์</strong> ผู้บริหาร Life Education Thailand และ<strong>วิทิต เติมผลบุญ</strong> ผู้อำนวยการศูนย์การเรียน CYF&nbsp;</p>



<p>วงเสวนานี้ นำข้อคิดและประเด็นที่น่าสนใจของหนังเพื่อเสนอเป็นแนวทางการฟื้นฟูเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมของไทย โดยมุ่งที่จะเปิดพื้นที่ให้เด็กเหล่านี้มีความหวัง ความฝัน และสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติในสังคมได้อีกครั้ง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-eec16e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/3-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ในวันที่พวกเขาตกอับที่สุด เราจะพาพวกเขาขึ้นมาได้อย่างไร</strong></h2>



<p><strong>ทิชา ณ นคร</strong> ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก ชวนมองบทบาทและสถานะของสถานสงเคราะห์ในไทยสำหรับเด็กที่กระทำผิด เธอมองว่าแม้สถานสงเคราะห์จะสามารถดูแลเด็กที่กระทำผิดมากได้แค่ไหน แต่ก็ไม่อาจทดแทนบ้านที่แท้จริงได้ มีเพียงบ้านเท่านั้นที่จะเยียวยาบาดแผลที่ฝังในใจของเด็ก</p>



<p>ทิชามองว่า เด็กเหล่านี้ต่างรอคอยวันที่จะได้กลับไปใช้ชีวิตปกติในสังคมอย่างมีความหวัง ดังนั้นคนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเด็กจะต้องทำให้ความหวังของพวกเขาได้รับการตอบสนอง สิ่งสำคัญคือเด็กทุกคนมาพร้อมกับบาดแผลในใจ คนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเด็กเหล่านี้จะต้องทำให้บาดแผลของพวกเขาหายดี และไม่ขยายไปมากกว่านี้</p>



<p>บาดแผลในใจของเด็กหากถูกปล่อยทิ้งไว้ อาจอักเสบและติดตัวเด็กไปจนโต คนที่ทำงานดูแลเด็กเหล่านี้ จึงต้องเข้าใจถึงบาดแผลของเด็กว่ามีต้นตอจากอะไร รุนแรงแค่ไหน เพื่อที่จะหาทางเยียวยาบาดแผลในใจของพวกเขาได้อย่างเหมาะสม&nbsp;</p>



<p>ทิชากล่าวว่า ปัจจุบันสังคมมักตัดสินเด็กที่กระทำผิดจากสิ่งที่เขาทำ เธอจึงอยากชวนให้ปรับมุมมอง อย่าด่วนตัดสินตัวตนของเด็กเหล่านี้เพียงแค่นาทีที่เขาทำผิดพลาด ทั้งๆ ที่อีกร้อยพันหมื่นแสนล้านนาทีของพวกเขายังมีความดีอยู่ มนุษย์ร่วมสังคมต้องใช้ชีวิตร่วมกับนาทีที่เหลืออยู่เหล่านั้น และย้ำว่าพวกเราทุกคนไม่ใช่นักกฎหมาย แต่คือมนุษย์คนหนึ่งเช่นกัน</p>



<p>สิ่งสำคัญที่ทั้งคนทำงานและสังคมจะต้องคำนึงถึงร่วมกันคือ ในวันที่เด็กๆ เหล่านี้ตกอับที่สุด เราจะพาพวกเขาขึ้นมาได้อย่างไร</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-76f428"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>พื้นที่แห่งความหวัง สร้างคุณค่าให้เด็ก</strong></h2>



<p><strong>อรุณฉัตร คุรุวาณิชย์</strong> ผู้บริหาร Life Education Thailand กล่าวถึงความสำคัญของแนวคิดจิตวิทยาเชิงบวกว่า การมองเห็นอนาคตอย่างมีความหวังเป็นเรื่องสำคัญมากในการเยียวยาจิตใจและบาดแผลของเด็ก แต่สิ่งที่ยากที่สุดคือ การที่เด็กๆ เหล่านี้มีความหวังว่าชีวิตของพวกเขาจะดีขึ้นได้ แต่มองไม่เห็นว่าใครจะสามารถช่วยพวกเขาได้&nbsp;</p>



<p>ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สถานพินิจฯ หรือพื้นที่สำหรับเด็กที่กระทำผิดเหล่านี้จะต้องมีคือ กิจกรรมที่จะพัฒนาความหวังและคุณค่าในชีวิตให้กับเด็ก หากพื้นที่เหล่านี้ไม่มีกิจกรรมดังกล่าว อาจทำให้บาดแผลเหล่านี้ถูกกดทับและลุกลามได้</p>



<p><strong>อรุณฉัตร</strong>มองว่า ปัจจุบันไทยมีพื้นที่สำหรับการรอคอย หรือ waiting แต่กลับไม่ใช่พื้นที่ที่ทำให้เด็กๆ ก้าวไปข้างหน้า หรือ walking ได้ สิ่งสำคัญของพื้นที่เหล่านี้คือ จะต้องทำให้เด็กใช้ชีวิตโดยมีความเชื่อว่า พวกเขามีความหวังที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้น</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>‘โอกาส’ ต้องมาก่อน ‘คุณภาพ’</strong></h2>



<p><strong>วิทิต เติมผลบุญ</strong> ผู้อำนวยการศูนย์การเรียน CYF กล่าวถึงกรณีการให้การศึกษาแก่เด็กที่กระทำผิด ผ่านแนวคิด ‘ปิดประตูคุก เปิดประตูโรงเรียน’ ซึ่งเมื่อเด็กๆ ผ่านพ้นวันเวลาในสถานพินิจฯ หรือสถานสงเคราะห์แล้ว จะต้องออกมาพร้อมกับวุฒิการศึกษา เพื่อเป็นใบเบิกทางให้พวกเขากลับสู่ชีวิตปกติได้&nbsp;</p>



<p>ในการให้การศึกษาผ่านศูนย์การเรียนรู้นั้น สังคมมักมีคำถามและข้อกังขาในแง่คุณภาพการศึกษาว่ามีมากแค่ไหน แต่สิ่งสำคัญที่สังคมต้องปรับมุมมองคือ ‘โอกาส’ ต้องมาก่อน ‘คุณภาพ’ สังคมอาจไม่สามารถห้ามไม่ให้เกิดอุบัติเหตุในชีวิตของพวกเขาได้ แต่สังคมสามารถให้โอกาส ให้ความรู้ และฝึกอาชีพ เพื่อให้พวกเขากลับสู่ชีวิตปกติได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-dbac81"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/6-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การให้คุณค่าชีวิตสำคัญกว่าการให้อาชีพ</strong></h2>



<p><strong>ทิชา</strong> กล่าวเสริมเรื่องการฝึกทักษะอาชีพ ซึ่งเป็นหนึ่งในการฟื้นฟูในกระบวนการยุติธรรมไทยมาอย่างยาวนาน และเป็นหนึ่งในนโยบายของสถานพินิจฯ ว่านอกจากการฝึกอาชีพแล้ว จะต้องทำให้เด็กรู้สึกว่าชีวิตของตนมีคุณค่า และชวนตั้งคำถามว่า ในการฝึกอาชีพนั้นแม้จะมอบทักษะให้คนหลังจากพ้นโทษแล้ว แต่สามารถเยียวยาบาดแผลในใจได้จริงหรือ</p>



<p>นอกจากนี้ กระบวนการควบคุมเด็กด้วยวินัยอย่างเข้มงวด อาจเสี่ยงต่อการทำลายคุณค่าภายในตัวเด็กได้ โดย<strong>ทิชา</strong>เสนอว่า ควรมองเห็นคุณค่าและยอมรับอัตลักษณ์ในตัวเด็ก และเสนอว่าในกระบวนการเยียวยานั้นต้องเป็นกระบวนการที่มีความยืดหยุ่นสูง ไม่ใช่เต็มไปด้วยกฎระเบียบที่เคร่งครัด</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ความหวังคือทางรอดของเด็ก</strong></h2>



<p><strong>อรุณฉัตร</strong>กล่าวถึงสิ่งสำคัญเมื่อพบว่าเด็กมีบาดแผล ผู้ใหญ่จะต้องช่วยให้เด็กรอดก่อน ด้วยการมอบความหวังให้กับเด็กๆ ไม่ใช่การให้เด็กไปฝึกฝนตนเอง หรือทำอะไรก็ตามที่อาจไม่ช่วยเยียวยาใดๆ&nbsp;</p>



<p><strong>วิทิต</strong>เสริมว่า เด็กในกระบวนการยุติธรรมนั้น เปรียบเสมือนเด็กที่กำลังจะจมน้ำ สังคมจะต้องช่วยเด็กขึ้นมาบนบกให้ได้ก่อน ไม่ใช่การไปสอนเด็กว่ายน้ำ ซึ่งเป็นการจัดลำดับความสำคัญที่ผิด</p>



<p><strong>อรุณฉัตร</strong>ให้แนวคิดว่า ในการจะทำให้เด็กมีความหวังกับชีวิตอีกครั้ง จะต้องมองเด็กเสมือนเป็นเด็กทารกหัดเดิน การล้ม การลุก ล้วนเป็นกระบวนการปกติ หากในระหว่างกระบวนการ พวกเขาล้ม พวกเขาจะต้องมีความหวังที่จะลุกขึ้นมาอีกครั้ง นี่คือการทำให้พวกเขารอดชีวิตได้ด้วยความหวัง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ae4d41"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/4-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ผู้ใหญ่ต้องลดกฎเกณฑ์เข้มงวดและความคาดหวังต่อเด็ก</strong></h2>



<p>ในช่วงสุดท้าย <strong>ทิชา</strong>ฝากประเด็นไปถึงผู้ใหญ่ว่า ต้องลดความเข้มงวดกับเด็กและลดความคาดหวังในตัวเด็กลง และชวนมองว่าทั้งๆ ที่ผู้ใหญ่สามารถประนีประนอมกับผู้ใหญ่ด้วยกันเองได้ และยืดหยุ่นให้กับความผิดพลาดของผู้ใหญ่ได้ แม้จะเป็นเรื่องความผิดและการทุจริตของข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ แต่เมื่อเป็นความผิดของเด็กกลับไม่สามารถประนีประยอมและยืดหยุ่นได้&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้ ยังให้ความเห็นถึงการที่คนไทยยังมองว่า สิทธิเป็นเรื่องที่ผูกโยงกับหน้าที่ ซึ่งความคิดในลักษณะนี้เป็นการขัดขวางเด็กในการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะสิทธิในการได้รับการศึกษา โดยอ้างว่าเด็กไม่ทำหน้าที่หรือไม่กระทำตนเป็นตัวอย่างที่เหมาะสม</p>



<p><strong>ทิชา</strong>ให้ข้อคิดทิ้งท้ายว่า เด็กไม่เคยเป็นผู้ใหญ่มาก่อน แต่ผู้ใหญ่ทุกคนล้วนเคยเป็นเด็ก ดังนั้น ผู้ใหญ่จึงต้องมีความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจเด็ก แม้ว่าพวกเขาจะกระทำผิดหรือพลาดพลั้งมาก็ตาม</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เด็กควรรู้สิทธิของตน</strong></h2>



<p><strong>วิทิต</strong>ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการที่เด็กจะต้องรู้ถึงสิทธิของตนเอง โดยปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการออกกฎหมายให้เด็กไทยทุกคนต้องเรียนจบการศึกษาภาคบังคับ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หากไม่จบการศึกษาภาคบังคับจะไม่ได้รับสวัสดิการบางประการ ซึ่งเป็นการปิดโอกาสของเด็กในหลายๆ เรื่อง แต่ที่ผ่านมาเด็กจำนวนไม่น้อยไม่ทราบถึงสิทธิและข้อจำกัดตรงนี้ จึงต้องมีการแจ้งกฎหมายที่เด็กควรรู้ แล้วหลังจากนั้นหากพวกเขาอยากจะเลือกเรียนแบบไหน ก็เป็นสิทธิที่พวกเขาจะเลือกเอง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5c93ac"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ครูต้องเป็นที่พึ่งพาให้กับเด็ก</strong></h2>



<p><strong>อรุณฉัตร</strong>มองว่า ในระบบโรงเรียน ครูมักเข้มงวดกับเด็กมากเกินไป โดยเลือกจะใช้อำนาจและความรุนแรงในการควบคุมเด็กนักเรียน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความสัมพันธ์ของครูกับนักเรียนให้เป็นไปในทางลบ ทำให้นักเรียนถอยห่างจากครู ขณะเดียวกัน ครูก็รู้สึกแย่กับบรรยากาศการทำงานในโรงเรียน</p>



<p>ครูจะต้องได้รับการอบรมว่า ในการดูแลเด็กยังมีวิธีอื่นนอกเหนือจากการใช้อำนาจและความรุนแรง สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญ แต่กลับไม่มีสอนในวิทยาลัยครู คณะศึกษาศาสตร์ หรือครุศาสตร์ แต่อย่างใด ที่ผ่านมาสถาบันที่ผลิตครูไม่ได้ให้ความสำคัญกับการดูแลเด็กในทางบวก เมื่อครูในระบบถูกป้อนให้รู้จักแต่เพียงการใช้อำนาจในการควบคุมเด็ก ทำให้เด็กไม่มีใครให้พึ่งพาได้ เพราะคนที่ควรพึ่งพาได้กลับเป็นคนทำร้ายพวกเขาเสียเอง</p>



<p><strong>อรุณฉัตร</strong>ทิ้งท้ายว่า เรื่องนี้ต้องถูกยกขึ้นมาพูดคุยกันอย่างจริงจัง ในด้านการพัฒนาครู ซึ่งจะต้องทำให้ครูเป็นมนุษย์ และเป็นที่พึ่งพาให้เด็กได้</p>



<p><strong>‘เรียนผ่านหนัง: ชวนดูหนังตั้งวงคุยกับ กสศ. และ Doc Club’</strong> คือส่วนหนึ่งของกิจกรรมอันหลากหลายที่จัดขึ้นภายในงาน <strong>‘โอกาส Open House: สร้างโอกาสการศึกษา เปิดเส้นทางชีวิตใหม่’</strong> ที่ลิโด้ คอนเน็คท์ เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2566 โดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน มูลนิธิปัญญากัลป์ และเครือข่ายศูนย์การเรียน </p>



<p>ในกิจกรรมนี้มีการจัดฉายภาพยนตร์สารคดีเรื่อง <em>Waiting for the Sun</em> โดยความร่วมมือกับ Documentary Club และปิดท้ายด้วยวงเสวนาว่าด้วยปัญหาของเด็กในกระบวนการยุติธรรมซึ่งต่อยอดมาจากประเด็นในสารคดีเรื่องดังกล่าว</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-waiting-for-the-sun-doc-club/">Waiting for the Sun: กสศ. และ Doc Club ชวนดูหนังตั้งวงคุย คืนความฝัน คืนความหวัง คืนชีวิตใหม่ให้เยาวชน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
