<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สภาพัฒน์ | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%aa%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b9%8c/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 21 Apr 2025 08:06:26 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>สภาพัฒน์ | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>‘สินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของประเทศคือเยาวชน’ ลด NEETs – แก้การศึกษาเพื่ออนาคต กับ ปฏิมา จงเจริญธนาวัฒน์</title>
		<link>https://www.eef.or.th/patima-chongcharoentanawat-interview/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 01 Apr 2025 08:05:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาความยากจน]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[NEETs]]></category>
		<category><![CDATA[สังคมสูงวัย]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ. x 101]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดแรงงานไทย]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาเยาวชน]]></category>
		<category><![CDATA[ปฏิมา จงเจริญธนาวัฒน์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=92691</guid>

					<description><![CDATA[<p>ทีละเล็ก ทีละน้อย – แม้ไม่ได้พลิกโฉมให้เห็นทันตา หากแน่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/patima-chongcharoentanawat-interview/">‘สินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของประเทศคือเยาวชน’ ลด NEETs – แก้การศึกษาเพื่ออนาคต กับ ปฏิมา จงเจริญธนาวัฒน์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ทีละเล็ก ทีละน้อย – แม้ไม่ได้พลิกโฉมให้เห็นทันตา หากแน่ชัดว่าเรากำลังก้าวเข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัย อันเป็นโจทย์ใหญ่ของหลายประเทศทั่วโลกว่าจะวางแผนรับมือการเปลี่ยนผ่านของสภาพตลาดแรงงานและขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาวแบบไหน ภายใต้ข้อจำกัดด้านจำนวนประชากรวัยทำงานลดลงจากอัตราการเกิดที่ลดลง</p>



<p>เบื้องต้นที่สุด แน่นอนว่าเราย่อมต้องกลับมาพินิจพิจารณาเรื่องการเพิ่มคุณภาพของแรงงาน ผ่านการบ่มเพาะในหลักสูตรการศึกษาที่ดีและการฝึกทักษะอาชีพที่เท่าทันยุคสมัย แต่อย่างไรก็ดี ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ไม่หยุดคืบเคลื่อน ดูเหมือนปัญหาเดิมๆ ที่สังคมไทยเผชิญกันก่อนหน้าการมาถึงของสังคมสูงวัยยังไม่อาจคลี่คลายโดยสมบูรณ์ โดยเฉพาะเรื่องความเหลื่อมล้ำขัดสนที่กระจายตัวแทบทุกหย่อมหญ้า และโครงสร้างระบบการศึกษาที่ปล่อยให้ผู้เรียนหลุดร่วงจากระบบได้อย่างง่ายดาย</p>



<p>ปัญหาคาราคาซังเหล่านี้มีส่วนอย่างยิ่งในการทำให้เยาวชนจำนวนไม่น้อยต้องตกอยู่ในสภาวะ NEETs หรือ ‘ไม่เรียน’ ‘ไม่ทำงาน’ ‘ไม่อยู่ในการฝึกอบรม’ อันจะส่งผลต่อโอกาสการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และอาจวนเวียนก่อร่างสร้างความยากจนข้ามรุ่นต่อไปไม่รู้จักจบสิ้น</p>



<p>ดังนั้นการแก้ปัญหาเยาวชน NEETs จึงถือเป็นวาระใหญ่ที่ทุกฝ่ายควรหันมาให้ความสนใจในวันที่ไทยเสี่ยงต่อการขาดแคลนแรงงาน โดยที่ผ่านมา สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ นับเป็นหนึ่งในหัวเรือหลักของการแก้ไขปัญหาดังกล่าว และ&nbsp;<strong>ดร</strong><strong>.ปฏิมา จงเจริญธนาวัฒน์&nbsp;</strong>คือหนึ่งในคนที่ติดตามการทำงานมาตลอด ทั้งระดับการวางนโยบายผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จนถึงระดับพื้นที่อย่างการทดลองสร้างโครงการส่งเสริมให้เยาวชนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาและการจ้างงาน</p>



<p>ด้วยบทบาทของผู้อำนวยการกองศึกษาและวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ เห็นว่าปัญหาเรื่อง NEETs ว่าส่งผลต่อสังคมเศรษฐกิจอย่างไร? และในทางกลับกัน สภาพเศรษฐกิจและระบบการศึกษาปัจจุบันผลักดันให้เด็กคนหนึ่งออกจากระบบที่ควรอยู่มากน้อยแค่ไหน? โจทย์การศึกษาและแรงงานมีอะไรที่เราต้องขบคิด รวมถึงพัฒนาต่อ?</p>



<p>บ่ายคล้อยวันหนึ่ง วันโอวันเดินไปทางไปยังสภาพัฒน์ สนทนากับ ดร.ปฏิมา จงเจริญธนาวัฒน์ เพื่อคลายข้อสงสัยเหล่านี้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ed28c3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1743492061_204007-the101world-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สภาพัฒน์เริ่มวางแผนทำงานเรื่องการแก้ไขปัญหาเยาวชน NEETs ตั้งแต่เมื่อไหร่ และประเด็นนี้สำคัญต่อการพัฒนาสังคม-เศรษฐกิจไทยอย่างไร</strong></h3>



<p>หนึ่งในหน้าที่หลักของสภาพัฒน์คือการจัดทำและขับเคลื่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งการมุ่งให้คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนามีมาตั้งแต่แผนฉบับที่ 8 แล้ว มาถึงแผนปัจจุบันคือฉบับที่ 13 (ปี 2566-2570) มีหมุดหมายที่สําคัญมาก คือหมุดหมายที่ 9 เรื่องการลดความยากจนข้ามรุ่น และหมุดหมายที่ 12 เรื่องการพัฒนาคนเพิ่มขึ้นมา</p>



<p>เรื่องความยากจนข้ามรุ่น เราไม่ได้ระบุว่าต้องลด NEETs ได้เท่าไหร่ก็จริง แต่มีการพูดถึงกลุ่มเป้าหมายสําคัญของการลดความยากจน คือเด็กที่เกิดในครัวเรือนที่ไม่เสมอภาค อย่าง NEETs ก็เป็นหนึ่งในตัวอย่างสําคัญของกลุ่มเป้าหมายนี้ เพราะจากข้อมูลชี้ชัดว่าน้องๆ ที่เป็น NEETs ส่วนมากมาจากครอบครัวที่ยากจนที่สุด 40% ล่าง ปกติคนจากครัวเรือนยากจนเหล่านี้จะยกระดับสถานะขึ้นไปก็ต้องใช้การศึกษาเป็นหลัก แต่เด็กกลุ่มนี้จนด้วย และไม่ได้เรียนด้วย ไม่ทํางานด้วย การเลื่อนชั้นทางสังคมจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย</p>



<p>ดังนั้น NEETs จึงถือเป็นกลุ่มเป้าหมายสําคัญที่ถ้าเราไม่แก้ มันจะทําให้ความยากจนข้ามรุ่นดำเนินต่อไป และความยากจนข้ามรุ่นนี่ล่ะที่เป็นบ่อเกิดของความเหลื่อมล้ำ เวลาเรามองภาพความเหลื่อมล้ำส่วนใหญ่อาจจะมองแค่ภาพระยะสั้นว่าตอนนี้คนจนกับคนรวยต่างกันเท่าไหร่ แต่ความเหลื่อมล้ำจริงๆ เกิดจากการที่คนจนไม่มีโอกาสลืมตาอ้าปาก</p>



<p>ส่วนหมุดหมายที่ 12 ซึ่งพูดถึงเรื่องกําลังคนที่มีสมรรถนะสูง ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ ก็มี NEETs เป็นกลุ่มเป้าหมายสําคัญ มีการระบุว่าต้องลด NEETs ให้เหลือไม่เกิน 5% ภายในระยะเวลา 5 ปี เพราะการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรทําให้คนกลุ่มเยาวชนน้อยลงเรื่อยๆ การที่เราปล่อยให้เยาวชนเหล่านี้หลุดออกไป เท่ากับว่ากำลังคนที่มีน้อยอยู่แล้ว ถ้าไม่มีคุณภาพอีกก็จะยิ่งเสียหายเยอะ</p>



<p>ทีนี้ ในโครงสร้างการกําหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ จะเริ่มจากยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มาถึงระดับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 เป็นเวลา 5 ปี และจากแผนพัฒนาฯ นี้จะถ่ายระดับลงไปเป็นแนวปฏิบัติของราชการ ฝั่งกระทรวงแรงงานก็รับแผนนี้ไปตั้งตัวชี้วัดของกระทรวงว่าภายในปี 2570 จะลดจำนวน NEETs ให้ได้ 100,000 คน ดังนั้นสำหรับเรื่อง NEETs จะเห็นว่าทั้งกระทรวงและสภาพัฒน์มีเป้าหมาย แผนใหญ่พร้อม แผนกระทรวงก็มี กระทรวงศึกษาเองก็พูดถึงการป้องกันเด็กออกนอกระบบเช่นกัน แต่ปัญหาสำคัญที่สุดของการแก้ไขเรื่องนี้ คือ ‘เรารู้ว่าต้องทำอะไร แต่ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร’</p>



<p>เช่นเดียวกับปัญหาเรื่องอื่นๆ ในประเทศ เรารู้ว่ามีเรื่องต้องแก้ แต่หลายครั้งกลายเป็นว่าเราปล่อยให้หน่วยงานแต่ละแห่งคิดเองว่าต้องแก้อย่างไร ทำให้บางหน่วยงานอาจจะคิดแค่ในหน้าตักของเขา ในขอบเขตงานของเขาเท่านั้น เพราะเวลาของบประมาณก็ขอในนามหน่วยงานตนเอง อาจจะไม่ได้คิดเผื่อว่าจะไปทำงานกับคนอื่น กล่าวคือระบบราชการมีลักษณะการทำงานแบบแยกส่วน (silo-based) ซึ่งไม่ใช่ว่าแย่ไปเสียทั้งหมดนะ เวลามีงานเร่งด่วนมา ระบบแบบไซโลก็มีประสิทธิภาพในการทำงานที่รวดเร็ว แต่พอเป็นปัญหาที่มีหลายมิติ หน่วยงานก็จำเป็นต้องทำงานร่วมกับที่อื่นๆ การที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งตั้งเป้าและทำคนเดียวจะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้</p>



<p>พอเราขาดความรู้ว่าต้องแก้ปัญหาอย่างไร สภาพัฒน์จึงทำโปรเจกต์หนึ่งขึ้นมา เรียกว่าการขับเคลื่อนแผน 13 ในระดับพื้นที่ตําบล ซึ่งเราไปดูว่าหมุดหมายในแผน 13 มีเรื่องไหนสามารถนำมาทำโครงการนำร่อง (pilot project) ในพื้นที่ใดบ้าง และเรื่อง NEETs ก็เป็นเรื่องแรกที่เราลองทำอย่างจริงจังที่อุดรธานี รวมถึงมีความก้าวหน้าค่อนข้างมาก เนื่องจากเราได้ทีมในพื้นที่ที่ดี อย่างอาจารย์เจ๋ง (<a href="https://www.the101.world/neet-na-phu-udon-thani/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">วรวัฒน์ ทิพจ้อย</a>&nbsp;จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี) อบต. รวมถึงการสนับสนุนจากยูนิเซฟ โดยมีเป้าหมายว่าจะเรียนรู้จากพื้นที่นี้ไปสู่การแก้ปัญหา NEETs ในภาพรวมทั้งประเทศอย่างไร</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>ตั้งแต่ติดตามประเด็นดังกล่าวมา ทางสภาพัฒน์มีการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับเยาวชน NEETs บ้างไหม พบอะไรที่น่าสนใจบ้าง</strong></h3>



<p>เราเริ่มมาติดตามตัวเลขของ NEETs ตอนทำแผนฉบับที่ 13 แล้วพบว่าหน่วยงานที่จัดเก็บข้อมูล NEETs อย่างต่อเนื่องคือ&nbsp;<a href="https://rshiny.ilo.org/dataexplorer25/?lang=en&amp;id=EIP_NEET_SEX_RT_A" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ILO</a>&nbsp;(International Labour Organization – องค์การแรงงานระหว่างประเทศ) ซึ่งมีวิธีวัดที่เป็นมาตรฐานเดียวกันกับนานาชาติ ข้อดีคือมีตัวเลขที่เก็บอย่างต่อเนื่องล่าสุดถึงปี 2566 แต่ข้อท้าทายคือเราไม่สามารถแยกแยะข้อมูลข้างในได้ว่าตัวเลขแบ่งแยกตามพื้นที่อย่างไร เพราะมันเป็นรายงานให้เห็นภาพรวมของทั้งประเทศ</p>



<p>อีกแหล่งข้อมูลหนึ่งคืองานของอาจารย์เดือน (รัตติยา ภูละออ) ซึ่งเก็บข้อมูลถึงแค่ปี 2564 แต่สามารถลงไปดูรายละเอียดได้ว่าพื้นที่ไหนมีจำนวน NEETs เท่าไหร่ ตรงนี้ค่อนข้างสำคัญมาก เพราะทำให้เรารู้ว่าที่ไหนคือพื้นที่เป้าหมายซึ่งควรจะทำงานที่แรก เราใช้ข้อมูลตรงนี้เลือกอุดรธานี ซึ่งเป็นจังหวัดที่มี NEETs เป็นอันดับสามของประเทศ</p>



<p>สาเหตุที่ไม่เลือกพื้นที่อันดับหนึ่งอย่างนราธิวาสเลย เพราะเวลาทำโครงการนำร่อง กลไกในพื้นที่สำคัญมาก ซึ่งทีมสภาพัฒน์ที่ดำเนินการเรื่องนี้ยังไม่ได้มีโอกาสมีเครือข่ายการทำงานกับนราธิวาสมาก่อน แต่ก่อนหน้าจะทำโปรเจกต์นี้เราเคยทำงานร่วมกับทางราชภัฏอุดรธานีมาระดับหนึ่ง บวกกับหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นของเขาเองก็เข้มแข็ง ทำให้เราค่อนข้างมั่นใจว่ามันจะเกิดขึ้นได้ เพราะเราอยากให้โมเดลนี้อยู่อย่างยั่งยืนในพื้นที่ต่อไป ไม่ใช่แค่เพราะมีทางสภาพัฒน์หรือยูนิเซฟลงไปกระตุ้นเท่านั้น แต่นอกเหนือจากนี้ เราก็คาดหวังให้เป็นโมเดลที่ใช้ได้ในทุกพื้นที่</p>



<p>ในขั้นแรก เราใช้ข้อมูล NEETs รวมจาก ILO เป็นหลัก แต่ตอนทำงานในพื้นที่ เรามีระบบหนึ่งที่ใช้ด้วยกัน ในภาพใหญ่เรียกว่าระบบ TPMAP (Thai People Map and Analytics Platform) เป็นระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า เกิดจากการนำฐานข้อมูล จปฐ. หรือการเก็บข้อมูลความจําเป็นพื้นฐานจากกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย มาใช้วิธีการที่เรียกว่า MPI (multidimensional property index) ดูความยากจนในหลายมิติ เพื่อระบุตัวคนยากจน แล้วเอามาทาบกับข้อมูลผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ</p>



<p>หากพบข้อมูลคนที่ถือบัตรด้วยและยากจนด้วย ก็จะถือเป็นหนึ่งในกลุ่มคนเป้าหมายของตัวระบบ TPMAP&nbsp;และสำหรับเรื่อง NEETs เราได้พัฒนาระบบหนึ่งขึ้นมา เรียกว่า Local Census เป็นขาหนึ่งของระบบ TPMAP เนื่องจาก TPMAP มีแค่ข้อมูลจาก จปฐ. และผู้ถือบัตรสวัสดิการ แต่การแก้ปัญหา NEETs นั้น ลักษณะเฉพาะ (characteristic) ของครัวเรือนสำคัญมาก เราจึงพัฒนา Local Census เพื่อเติมเต็มข้อมูลส่วนที่เหลือก่อนเริ่มทำงานเรื่อง NEETs ในที่ต่างๆ หลังจากนี้เราจะเก็บข้อมูลในพื้นที่ผ่านระบบดังกล่าวเพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐาน ให้คนทำงานดูได้ว่าลักษณะครัวเรือนของเยาวชน NEETs เป็นอย่างไร พ่อแม่ประกอบอาชีพอะไร รายได้เท่าไหร่ ตัวเขาเคยมีประสบการณ์หรือแนวโน้มที่จะเป็น NEETs ไหม หรือเคยยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่ ติดเกมหรือเปล่า เคยโดนบูลลี่ในโรงเรียนไหม</p>



<p>วิธีการเก็บข้อมูลของ Local Census จะทำผ่านแบบสอบถามที่เราประยุกต์มาจากการดูแบบสอบถามที่ใกล้เคียงกัน ทั้งของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ของกระทรวง พม. (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) ของสํานักงานสถิติแห่งชาติ แล้วส่งให้ผู้เชี่ยวชาญจากยูนิเซฟช่วยดูอีกครั้งว่าเป็นคําถามที่โอเคไหม เพราะบางประเด็นค่อนข้างอ่อนไหว และขณะเดียวกัน ก็ต้องหมายเหตุไว้ว่านี่เป็นแบบสอบถามแบบ self-report หมายความว่าอาจไม่ตรงกับความเป็นจริงได้ แต่อย่างน้อยก็จะช่วยให้คนทำงานเห็นภาพก่อนว่าเด็กคนไหนมีลักษณะแวดล้อมอย่างไร ต้องช่วยอย่างไร</p>



<p>ระบบการเก็บข้อมูลนี้เป็นโมเดลเดียวกับการแก้ไขปัญหา NEETs ที่อุดรธานี แต่เรียกว่าสเกลอัปขึ้น เนื่องจากตอนทำงานที่อุดรธานีครั้งแรก เครื่องมือยังไม่เสร็จ และเราทำไปเรียนรู้ไปด้วย ก่อนหน้านี้เราอาศัยเครือข่ายในพื้นที่ระบุว่าเด็กคนไหนเป็นอย่างไร แต่ระหว่างที่ทำงาน เรารู้ว่ามันต้องมีเครื่องมือให้พื้นที่นำไปใช้ได้เลย ต้องพัฒนาแบบสอบถามและระบบสารสนเทศในการจัดเก็บข้อมูลเพื่อไปใช้แก้ไขปัญหาที่อื่นต่อไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-91b14f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1743492132_568534-the101world-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>พอเรามาทำงานด้านนี้แล้ว พบว่าฐานข้อมูลเกี่ยวกับเยาวชนของไทยมีจุดอ่อน หรือสิ่งที่ควรพัฒนาอย่างไรบ้าง</strong></h3>



<p>เรามีทั้งด้านที่ค่อนข้างเข้มแข็งกว่าประเทศอื่นและสิ่งที่เรายังตามหลังประเทศอื่น สิ่งที่เรายังตามอยู่คือความต่อเนื่องของข้อมูล อย่างของยุโรปเองจะมีการรายงานตัวเลขที่เกี่ยวข้องเป็นประจําภายใต้คำจำกัดความ (definition) ที่แน่ชัด แต่อย่างของเรา รายงานหลายชิ้นไม่มีข้อมูลเรื่องการฝึกอบรม (training) ทําให้การคํานวณจำนวน NEETs อาจไม่ได้ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งที่ผ่านมาเราใช้ข้อมูลจาก ILO เป็นหลัก แต่ด้วยความที่เป็นฐานข้อมูลนานาชาติ บางอย่างอาจจะไม่เหมาะกับบริบทบ้านเรา</p>



<p>ส่วนด้านที่เราค่อนข้างเข้มแข็ง ขอยกตัวอย่างตอนเราไปพรีเซนต์งานที่อิตาลี สิ่งหนึ่งที่ยุโรปไม่มี แต่เรามี คือฐานข้อมูลเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากๆ อย่างปัญหายาเสพติด ตอนเราทำงานในพื้นที่ เราให้คนในหมู่บ้านช่วยกันค้นหาว่ามีเด็กกี่คนที่มีศักยภาพพอจะเข้าโครงการ ผลออกมาได้เกือบ 300 คนนะคะ เยอะมาก แต่พอดูรายละเอียดกลายเป็นว่ามีปัญหายาเสพติดเสียเกือบครึ่ง ซึ่งไม่สามารถเข้ากระบวนการทํางานแบบปกติของเราได้ เพราะจะต้องผ่านกระบวนการของการบําบัดก่อน</p>



<p>พอนำข้อมูลตรงนี้ให้ต่างชาติดู เขาก็เซอร์ไพรส์ว่านี่เป็นสิ่งที่เขาไม่มีข้อมูลเลย เขารู้แค่ปลายทางว่าเด็กคนนี้ไม่เรียน ไม่ทํางาน ไม่อบรม พอมีเด็กคนไหนที่อยากเข้าสู่กระบวนการ ก็ให้มาคุย แล้วค่อยรู้ปัญหาตอนนั้น แต่โมเดลการทำงานในพื้นที่ของเราเอื้อให้เรารู้ข้อมูลพวกนี้ก่อนคร่าวๆ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>ในต่างประเทศประสบปัญหาเรื่องเยาวชน NEETs เหมือนกับเราบ้างไหม และการแก้ไขปัญหาของเขาเป็นอย่างไร</strong></h3>



<p>เรื่อง NEETs เป็นเรื่องที่ทุกประเทศให้ความสําคัญ เพราะเทรนด์สังคมผู้สูงอายุเริ่มมาเกือบทั่วโลก ยกเว้นแค่แอฟริกาที่สัดส่วนประชากรแรงงานยังเพิ่มขึ้นอยู่ อย่างเช่นเกาหลีเองก็มีโมเดลการทํางานเพื่อแก้ NEETs โดยเฉพาะ ยุโรปมีโครงการ Youth Guarantee ที่ EU ให้ทุนกับประเทศสมาชิกเกือบทุกประเทศไปทำงาน แต่ในบริบทรายละเอียดการแก้ปัญหาของแต่ละที่อาจจะต่างกันตามลักษณะสังคมและความต้องการของเยาวชน</p>



<p>ยกตัวอย่างเช่นประเทศแถบยุโรป มักมีโครงสร้างระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นในการช้อนเด็กกลับเข้าสู่ระบบมากกว่าบ้านเรา เอื้อให้เด็กกลับเข้าสู่ระบบได้ง่ายกว่า แต่ว่าของไทย ถ้าหลุดไปแล้ว ก็เหมือนคุณหลุดร่วงออกจากตาข่าย กลไกการช้อนกลับและส่งต่อระหว่างหน่วยงานยังไม่ลื่นไหล เพราะ NEETs ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายหน้างานของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งเป็นพิเศษ จะบอกว่าเป็นเด็กที่กระทรวงศึกษาต้องดูแลเป็นหลักก็พูดได้ไม่เต็มปากเพราะเด็กหลุดออกมาจากการเป็นนักเรียนแล้ว ขณะเดียวกัน จะบอกว่าเป็นหน้าที่ของกระทรวงแรงงานเพียงหน่วยงานเดียวก็ว่าไม่ได้เต็มปากเหมือนกัน เพราะเขาก็อาจจะยังไม่ได้ทํางาน บางคนเป็นเด็กเกินกว่าจะถูกนับเป็นกำลังแรงงานของกระทรวงแรงงานด้วยซ้ำ หรือจะบอกว่าเป็นกลุ่มคนเปราะบางไหม ถ้า NEETs อายุเกิน 18 ไม่ได้มาจากครัวเรือนยากจน ไม่ใช่ผู้พิการ ก็อาจไม่นับเป็นความเปราะบางตามนิยามของกระทรวง พม.</p>



<p>จะเห็นว่า NEETs ไม่ได้เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของกระทรวงไหน ทำให้มีเด็กหลุดร่วงระหว่างข้อต่อของกลไกการช้อนกลับระหว่างหน่วยงานค่อนข้างมาก ตอนเราทํางานในพื้นที่จึงให้ความสําคัญกับการเชื่อม แล้วก็ส่งต่อบริการค่อนข้างเยอะ เราแทบไม่มีการเพิ่มบริการใหม่ ไม่ได้ให้กระทรวงไหนทําโครงการใหม่เพื่อแก้เรื่องนี้โดยเฉพาะ แค่หาคนกลาง อย่างสถาบันการศึกษาในพื้นที่ หรือ อบต. เป็นคนที่คอยติดตามเยาวชน เป็นพี่เลี้ยง แล้วส่งต่อไปยังหน่วยงานหรือโครงการที่มีการดำเนินการอยู่เท่านั้นเอง</p>



<p>ในต่างประเทศ กลไก social worker ของเขาค่อนข้างชัดเจนว่าจะมีคนคอยดูแล ถ้ามีคนเข้ามาแจ้งปัญหา เขาจะมีคนประกบเด็กเลย อย่างอิตาลีจะมีองค์กรเหมือนศูนย์จัดหางาน มอบหมายให้ social worker ติดตามดูแลเด็ก แต่บ้านเราขาดตั้งแต่ครูแนะแนว ไม่มีใครคอยไกด์ คอยเป็นพี่เลี้ยงให้เด็กตลอดกระบวนการตั้งแต่การเลือกเส้นทางการศึกษา การเลือกเส้นทางอาชีพ หรือแม้กระทั่งเมื่อเขาหลุดไป ใครจะเป็นคนนําทางเขากลับมา เราว่าการแก้ปัญหาเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับการนำทางเด็กมากกว่าจะมีโครงการที่เกิดขึ้นเฉพาะ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>ปัญหาเยาวชน NEETs ที่เกิดขึ้น สะท้อนปัญหาด้านเศรษฐกิจไทยอย่างไรบ้าง</strong></h3>



<p>เรื่องแรกคือเรื่องการจ้างงาน ตลาดแรงงานไม่สามารถดูดซับเด็กกลุ่มหนึ่งไปได้ทั้งหมด เด็กอยากทำงาน แต่ไม่มีงานที่รองรับเขาเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ กระทั่งเรื่องตลาดแรงงานบวกกับการศึกษา เราไม่มีข้อมูลที่สะท้อนความต้องการแรงงานทั้งหมดในตลาด ทำให้โรงเรียน สถาบันอุดมศึกษาไม่รู้ว่าควรจะผลิตแรงงานแบบไหนออกมา กลายเป็นปัญหา job mismatch คนที่จบมามีทักษะไม่ตรงกับที่ตลาดต้องการ ก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทําให้เยาวชนหางานไม่ได้</p>



<p>อีกภาพสะท้อนหนึ่งคือเรื่องความยากจนของครัวเรือน แม้ว่าเราจะบอกว่าไทยมีนโยบายเรียนฟรี แต่ไปดูจำนวนปีเฉลี่ยที่คนไทยได้รับการศึกษาก็อยู่ที่ประมาณแค่ 8 ปีเอง ค่อนข้างต่ำมาก และถ้าไปดูในครัวเรือนยากจน อยู่ในพื้นที่ห่างไกล การที่เด็กคนหนึ่งจะตัดสินใจไม่เรียนต่อเป็นเรื่องง่ายมาก แถมเป็นการลดภาระของครอบครัวด้วยซ้ำ เพราะนโยบายเรียนฟรีไม่สามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาได้ทั้งหมด ค่าเดินทางไปโรงเรียนก็ยังมี นอกจากนี้ยังมีค่าเสียโอกาส หลายคนมองว่าแทนที่จะไปเรียนก็ไปช่วยพ่อแม่ทํางานดีกว่าไหม เราเจอมาเยอะว่า NEETs ส่วนหนึ่งตัดสินใจไม่เรียน เพราะต้องมาช่วยงานเป็นลูกจ้างในภาคการเกษตร ไม่งั้นไม่มีใครหารายได้เข้าบ้าน เรื่องของความยากลําบากทางเศรษฐกิจก็ผลักดันให้เด็กกลายเป็น NEETs ด้วย</p>



<p>ความหลากหลายของอาชีพก็เป็นหนึ่งในปัจจัยสําคัญ ตอนเราทำโครงการจะเห็นว่าอาชีพที่เด็กเลือกก็ไม่ใช่อาชีพสมัยใหม่ เขามักเลือกเป็นครู เป็นช่างซ่อมมอเตอร์ไซค์ หรือก็คือเลือกอาชีพที่เขามองเห็น ถ้าในพื้นที่ไม่ค่อยมีความหลากหลายของอาชีพให้เด็กได้เลือกมาก มุมมองต่อชีวิตของเด็กเหล่านี้ก็จะไม่กว้างถ้าเทียบกับเด็กที่มีโอกาสมากกว่า และถ้าเขาเลือกทำอาชีพนั้นไปแล้วเหนื่อย จะกลับมาเป็น NEETs ก็เป็นไปได้เหมือนกัน เพราะเส้นทางอาชีพไม่ได้อยู่ได้ยาวๆ การเข้าๆ ออกๆ กับสถานะ NEETs ก็สร้างความเสี่ยงรูปแบบหนึ่ง</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ถ้าถามเรื่องปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการกลายเป็น NEETs ต้องบอกว่าสาเหตุหนึ่งที่เราตัดสินใจทำงานในระดับพื้นที่แทนที่จะใช้โมเดลในระดับนโยบาย เพราะเราเคยมีการคำนวณสมการถดถอย โดยใช้ข้อมูลระดับจังหวัด ทั้งสภาพเศรษฐกิจ ความยากจน อัตราการว่างงาน อัตราอาชญากรรม ยาเสพติด อัตราการเข้าเรียนต่างๆ มารันโมเดล เพื่อดูว่าปัจจัยอะไรที่ส่งผลให้จังหวัดนั้นมีสัดส่วน NEETs ค่อนข้างมาก ผลออกมาตีความได้ว่าไม่มีปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งส่งผลอย่างมีนัยสำคัญ หรือก็คือ NEETs มีความหลากหลายเกินกว่าจะสรุปได้ว่าอะไรเป็นปัจจัยหลัก และนั่นแปลว่าเราไม่สามารถทำงานในระดับนโยบายแบบ one size fits all ได้ เพราะภูมิหลังของ NEETs หลากหลาย มีทั้งปัจจัยด้านเศรษฐกิจ สังคม โครงสร้างครัวเรือนที่เด็กอยู่กับผู้สูงวัย พ่อแม่ไปทำงานในเมืองใหญ่ หรือกระทั่งยาเสพติดในพื้นที่ ความมั่นคง ส่งผลให้เด็กเป็น NEETs ได้ทั้งหมด</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-01b7f5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1743492167_938519-the101world-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เรามักพบเด็กจบการศึกษาขั้นบังคับ อายุ 15-16 จำนวนมากที่เลิกเรียนต่อและอยากทำงาน แต่ไม่สามารถทำได้เพราะอายุต่ำกว่าเกณฑ์แรงงาน เรื่องเหล่านี้ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนเกณฑ์การเข้ารับทำงานของสถานประกอบการ หรือโอกาสของเด็กในการเข้าถึงแหล่งงานใหม่บ้างไหม</strong></h3>



<p>ในทางวิชาการ ดีเบตเรื่องนี้ค่อนข้างเป็นไปในทางเดียวกันว่าอายุแค่ 15 หรือจบม.3 อาจจะเด็กเกินไปสําหรับการเข้าสู่ตลาดแรงงาน ถ้าเราคิดว่าทิศทางการพัฒนาประเทศจำเป็นต้องอาศัยแรงงานทักษะสูง (high-skilled labor) เพราะประเทศจะได้เติบโตโดยใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมเพิ่มมากขึ้น การที่เราปล่อยให้มีการผลิตแรงงานในระดับการศึกษาแค่มัธยมต้น จะไม่ตอบโจทย์ทิศทางในภาพหลัก</p>



<p>แต่ทีนี้ สิ่งที่สามารถทําได้ในกรณีที่เด็กมีความจําเป็นต้องทํางาน หรือว่ามีความต้องการทํางานระหว่างเรียนไปด้วย ในต่างประเทศมักจะใช้การเรียนรู้แบบ work-based learning หรือเป็นระบบการศึกษาแบบเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย การทำงานถูกนับเป็นหน่วยกิตหนึ่งของการเรียน อีกอย่างหนึ่งคือการทำโปรแกรมฝึกงานที่ได้เงินมากขึ้น</p>



<p>ถ้าเกิดว่าในอนาคต เราจะมีการปรับเปลี่ยนให้แรงงานที่จบชั้นมัธยมต้นมาทำงาน โดยมีตำแหน่งงานในตลาดรองรับ ส่วนตัวก็คิดว่ามันน่าจะมีกลไกบางอย่างช่วยหล่อหลอมทักษะของเด็กกลุ่มนี้ ให้เขาสามารถมองชีวิตในระยะยาวมากขึ้น เพราะแน่นอนว่าถ้าเราเปิดให้เด็กทำงาน มันสามารถแก้ปัญหาความขัดสนในระยะสั้น แต่ในระยะยาว เราก็ยังอยากให้เขามีโอกาสทำงานที่ยั่งยืนกว่านี้ มีค่าจ้างที่สมเหตุสมผล มีทักษะที่เขาสามารถปรับตัวไปสู่อุตสาหรรมสมัยใหม่มากขึ้น</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>นอกจากเรื่องเศรษฐกิจแล้ว ปัญหาเยาวชน NEETs สะท้อนให้เห็นปัญหาการศึกษาไทยอย่างไร อยากชวนคุยโดยเริ่มจากการมองปัญหาด้านโครงสร้างการรองรับให้เด็กอยู่ระบบก่อน</strong></h3>



<p>ปัญหาการศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ และส่งผลกระทบต่อหลายเรื่องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หน้าที่สำคัญของการศึกษาคือการรับเด็กมาดูแล ผลิตความรู้ และส่งต่อเข้าตลาดแรงงาน หรือก็คือดูแลตอนที่เด็กยังอยู่ในระบบให้เขามีความรู้ มีทักษะการใช้ชีวิตและการทำงานได้ดีที่สุด แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างของการศึกษาที่เป็นอยู่อาจทำให้ฟังก์ชันตรงนี้ล้มเหลว</p>



<p>โดยหลักการจัดการศึกษา ผู้เรียนควรเป็นศูนย์กลาง เป็นสินทรัพย์ (asset) สำคัญของระบบการศึกษา แต่ถ้าเราดูโครงสร้างที่รายล้อมผู้เรียนตอนนี้ จะเห็นว่ามันไม่ได้ส่งเสริมให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ยกตัวอย่างเช่น การจัดสรรงบประมาณในระบบการศึกษาตามสูตรการจัดสรรงบประมาณแบบรายหัว ที่นักเรียนทุกคนจะได้การจัดสรรงบรายหัวที่เท่ากัน ส่งผลให้โรงเรียนใหญ่มีงบประมาณมาก ขณะที่โรงเรียนขนาดเล็กและอยู่ห่างไกลงบประมาณก็จะน้อยตามทั้งที่เขาอาจจะมีความยากลําบากในการดูแลเด็กมากกว่า</p>



<p>นอกจากนี้ เราจะเห็นว่างบประมาณการศึกษาของเราไม่น้อยนะคะ ถึงแม้ว่าประชากรเด็กจะลดลงเรื่อยๆ แต่งบประมาณกลับเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นเพราะว่าเงินไปอยู่กับงบรายจ่ายประจําหรือค่าจ้างครูเป็นหลัก มันไม่ได้ลงไปถึงตัวผู้เรียนหรือกิจกรรมที่เกี่ยวกับพัฒนาศักยภาพผู้เรียน</p>



<p>ถ้าเราบอกว่าค่าแรงครูเป็นหนึ่งในส่วนหลักของงบประมาณการจัดการศึกษา คำถามคือแล้วครูมีแรงจูงใจ (incentive) ในการดูแลเด็กคนหนึ่งหรือเปล่า ถ้าแรงจูงใจของการประกอบอาชีพคือการเลื่อนขั้น และการเลื่อนขั้นของครูคือการทํารายงานวิจัย เพื่อให้ก้าวขึ้นเป็นผู้บริหารการศึกษา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการสอนเด็กคนหนึ่งให้ดีหรือส่งต่อสู่ตลาดแรงงานให้ได้ นี่ก็สะท้อนว่าโครงสร้างไม่ได้ส่งเสริมให้เด็กเป็นศูนย์กลางของการศึกษาเช่นกัน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>ทางด้านหลักสูตรการศึกษา คุณมองเห็นจุดที่ต้องพัฒนาอย่างไร</strong></h3>



<p>การมาของเทคโนโลยีจะทำให้หลักสูตรการศึกษาต้องปรับแน่นอน และเป็นความท้าทายด้วยว่าจะทำให้มี NEETs เพิ่มขึ้นไหม เพราะตอนนี้เด็กอาจไม่ได้ยึดโยงอยู่กับการเรียนในห้องอีกต่อไป เรามีครูยูทูบ มีเอไอเข้ามา เด็กจึงไม่ควรถูกหล่อหลอมให้ตอบคำถาม แต่ต้องทำให้เด็กรู้จักการตั้งคำถามให้เป็น ฉะนั้นหลักสูตรจะพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากที่เคยสอนให้เด็กท่องจำ เรียนรู้แล้วตอบในสิ่งที่คนอื่นถาม หรือเก็งว่าคนอื่นจะถามอะไร การมาของเอไอและเทคโนโลยีต่างๆ ที่รวดเร็วมาก เราต้องทําให้ผู้เรียนรู้จักตั้งคําถามได้</p>



<p>การมาของเทคโนโลยีจะทำให้บทบาทครูอาจต้องเปลี่ยนไปด้วย จากเดิมที่เป็นผู้สอน ก็จะต้องทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงในกระบวนการให้เด็กรู้จักฝึกคิดและตั้งคําถาม ซึ่งถ้าทำกระบวนการนี้ได้ดี เด็กจะมีทักษะอยู่ในโลกใหม่ได้ แต่ขณะเดียวกัน ความยึดโยงระหว่างครูกับนักเรียนอาจจะลดน้อยลงเมื่อเทียบกับการเรียนการสอนแบบเดิม เพราะว่าเด็กสามารถไปหาแหล่งเรียนรู้ใหม่ได้เองด้วย ความสัมพันธ์รูปแบบใหม่นี้อาจทำให้เด็กรู้สึกไม่ยึดโยงตัวเองกับโรงเรียน และถ้าเด็กไม่มีสิ่งยึดโยงในบ้านด้วย ก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาอื่นตามมาได้</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>เด็กหลายคน โดยเฉพาะเด็ก NEETs มักมีจุดร่วมกันคือพวกเขาไม่เห็นเส้นทางอาชีพที่หลากหลาย มองเห็นแค่เป้าหมายระยะสั้น หรือไม่กล้าฝันไกล กล่าวได้ไหมว่านี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาการศึกษาเหมือนกัน</strong></h3>



<p>คงไม่ใช่ปัญหาเรื่องหลักสูตรเสียทั้งหมด แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีผลเลย คือตัวหลักสูตรการศึกษาต้องเป็นการฝึกทั้ง ทักษะการรู้คิด (cognitive skill) และทักษะเชิงพฤติกรรม (non-cognitive skill) เราคิดว่าการขาดหายไปของครูแนะแนวที่ดีเป็นปัญหาสำคัญ เพราะหน้าที่ของครูแนะแนวไม่ใช่แค่บอกว่าเด็กคนนี้ควรไปสอบต่อที่สถาบันไหน แต่ควรบอกเส้นทางอาชีพโดยยึดจากความชอบ ความสนใจของเด็กตอนนั้น ว่ามีพื้นที่ตรงไหนให้เด็กลองไปสำรวจความชอบเพิ่มเติมได้บ้าง เพื่อพิสูจน์ว่าชอบจริงไหม จะทำได้ดีไหม ตรงนี้ยังขาดหายไป เหมือนเราไม่ค่อยให้ความสําคัญกับอัตราครูแนะแนวในโรงเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรงเรียนขนาดเล็กในท้องถิ่นต่างจังหวัด ครูคนหนึ่งอาจจะต้องสอน 5-6 วิชา ทำให้เวลาที่เขาจะทำงานตรงนี้ก็ลดน้อยลง ทั้งๆ ที่มันอาจเป็นจุดที่สําคัญที่สุดด้วยซ้ำสําหรับการสร้างแรงผลักดันในการเรียนให้เด็กคนหนึ่ง</p>



<p>ครูแนะแนวควรชวนให้เด็กสำรวจสิ่งใหม่ๆ โดยไม่จํากัดหรือถูกครอบด้วยหลักคิดแบบเดิมๆ เช่น ถ้าเด็กชอบศิลปะ ก็อยากให้แนะนำว่าศิลปะจะกลายเป็นหนึ่งในทางเลือกอาชีพของเขาได้อย่างไร และจะมั่นใจว่าชอบได้อย่างไร จะฝึกได้อย่างไร ที่ผ่านมาไกด์นำทางตรงนี้มักยึดโยงอยู่กับผู้ปกครอง ถ้าผู้ปกครองเห็นแววก็จะส่งลูกไปเรียนพิเศษ ส่วนระบบการศึกษาเป็นการเรียนตามหลักสูตรไป ถ้าเด็กอยู่ในบ้านที่พ่อแม่ให้ความสนใจหรือพร้อม เขาก็จะได้รับโอกาส แต่ถ้าเด็กอยู่ในบ้านที่พ่อแม่ใช้เวลาส่วนใหญ่กับการทํางาน ส่วนนี้ก็จะหายไปเลย พอเด็กเจอกับหลักสูตรที่ไม่ได้ตรงกับความสนใจของตัวเอง ก็จะเห็นความสำคัญของการเรียนน้อยลง ไม่รู้สึกผิดบาปอะไรถ้าตัวเองจะออกจากระบบนั้นมา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-df8efa"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1743492204_863504-the101world-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เวลาพูดเรื่องเด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษาหรือ NEETs เรามักมองหาทางออกอย่างแนวคิดการศึกษาที่ยืดหยุ่น หรือการศึกษาตลอดชีวิต คุณมองว่าสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้จริงมากน้อยแค่ไหนในระบบการศึกษาไทย</strong></h3>



<p>Lifelong Learning หรือแนวคิดที่ไม่ว่าช่วงอายุไหนก็เรียนรู้ได้ เป็นแนวคิดหลักของการเรียนรู้ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 เลย เราต้องการผลักดันให้เกิดขึ้นจริงว่าต่อให้คุณหลุดจากระบบการศึกษาไปแล้ว ถึงตอนนี้คุณจะอายุ 40 ก็ยังมีกลไกของการ reskill และ upskill อยู่ ปัจจุบันสถาบันการศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยเองก็ต้องปรับตัว เพราะแต่ก่อนเรามีประชากรวัยเรียนค่อนข้างมาก พอสัดส่วนประชากรวัยเรียนกับวัยแรงงานลดลง เราก็จำเป็นต้องขยายกลุ่มเป้าหมายให้เกิดการ reskill และ upskill มากขึ้น</p>



<p>เรื่องพื้นที่การเรียนรู้ทางกายภาพและทางออนไลน์ อย่างการสร้างพิพิธภัณฑ์ สร้างเมืองให้เป็นแหล่งเรียนรู้ก็มีคนพูดถึงกันเยอะ แต่ถามว่าในความเป็นจริงจะเป็นไปได้ไหม ก็คงเหมือนหลายๆ เรื่องในประเทศไทยที่ ‘The devil lies in the details (of implementation).’ ตัวอย่างเช่นเวลาเราพูดถึงการ reskill และ upskill เมื่อดูข้อเสนอจากงานวิจัย ส่วนใหญ่จะจบลงตรงที่เราต้องผลักดันให้มีการฝึกฝีมือแรงงานเพิ่มขึ้น แต่เราไม่ได้ย้อนไปดูว่าคุณภาพของการฝึกฝีมือแรงงานที่ผ่านมาเป็นอย่างไร แล้วจะทําอย่างไรถึงมีการเข้าถึงการฝึกฝีมือแรงงานได้มากขึ้น ตรงนี้ไม่ได้หมายถึงการฝึกฝีมือแรงงานจากภาครัฐเพียงอย่างเดียวนะคะ จริงๆ แล้วอาจจะเป็นเอกชนด้วยซ้ำที่ทำหน้าที่เป็นผู้ฝึกทักษะแรงงาน (training provider) ที่ดีกว่าภาครัฐ แต่โจทย์คือจะส่งเสริมให้เอกชนเข้ามามีบทบาทได้อย่างไร โดยที่รัฐเปลี่ยนบทบาทจากคนจัด กลายเป็นคนกํากับดูแลและรับรองมาตรฐานแทน โดยอาจไม่ต้องยึดโยงหรือให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานแบกรับการจัดอบรมทั้งหมดเอง</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>NEETs ส่วนใหญ่ในสังคมไทยมักมาจากครัวเรือนยากจนก็จริง แต่ก็มีส่วนที่มาจากครอบครัวชนชั้นกลางด้วย กลุ่มคนเหล่านี้ถือเป็นปัญหาที่เราต้องเข้าไปช่วยเหลือไหม และจะช่วยเหลืออย่างไร</strong></h3>



<p>เราคิดว่ามีหลายปัจจัยที่นำเด็กไปสู่จุดนี้ ไม่ว่าตัวคุณภาพระบบการศึกษาเองที่อาจจะไม่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนและตลาดแรงงาน ความเปราะบางของสังคมและตัวเด็กที่อาจทําให้เด็กรับความกดดันจากการแข่งขันในระบบการศึกษาแบบเดิมไม่ได้ พอผิดหวังก็อาจจะเลือกไม่เรียนดีกว่า หรือแม้กระทั่งลักษณะครอบครัวที่เปลี่ยนแปลงไป พ่อแม่เป็นชนชั้นกลางก็จริง แต่ยังต้องทํางานอยู่ เจอแรงกดดันทางเศรษฐกิจจนไม่สามารถดูแลเด็กได้เต็มที่</p>



<p>นอกจากนี้ ยังมีเรื่องความเปลี่ยนแปลงของสังคม แต่ก่อนคำว่าชุมชน มักหมายถึงขอบเขตทางกายภาพ แต่พอตอนนี้ชุมชนแบบออนไลน์เข้ามามีบทบาทมากขึ้น การรู้จักเพื่อนในสังคมใหม่ๆ ก็อาจทําให้หลงลืมโลกของความเป็นจริงไป เหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เด็กออกจากระบบการศึกษาหรือเป็น NEETs ได้ทั้งสิ้น</p>



<p>สำหรับเรื่อง NEETs ไม่ว่าจะมาจากครัวเรือนยากจนหรือครัวเรือนไม่ยากจน เราก็จําเป็นต้องแก้ไขปัญหาทั้งนั้น ถึงอย่างไรก็ไม่สามารถปล่อยให้เด็กหลุดร่วงจากตาข่ายได้ เพราะเรากําลังพูดถึงกลุ่มประชากรที่จะเป็นกําลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เพียงแต่ว่าทรัพยากรที่รัฐทุ่มไปอาจไม่เท่ากัน เช่น อาจไม่ได้ให้ทุนการศึกษากับครอบครัวที่มีฐานะดีอยู่แล้ว เราอาจจะหาวิธีการอื่นในการจูงใจเขาให้กลับเข้าสู่ระบบ</p>



<p>ทั้งนี้ สิ่งที่ทำให้การแก้ปัญหา NEETs ไม่ง่าย คือแม้กระทั่งกลุ่มเด็กยากจนเอง การเข้าไปให้ทุนการศึกษาก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะหลุดจากการเป็น NEETs ถ้าเขาแค่ต้องการทุนการศึกษาแล้วกลับมาเรียนได้ คงไม่เป็น NEETs แต่แรก เพราะมันก็มีวิธีการอื่นที่ให้ได้ทุนมา เราไม่ได้บอกว่าทุนการศึกษาไม่จำเป็น มันอาจจะเป็นขั้นแรกสำหรับการช่วยเหลือเด็กที่ขาดแคลน แต่มันต้องมาพร้อมกับสิ่งอื่นๆ เป็นแพ็กเกจด้วย ทั้งการอำนวยความสะดวก การสร้างแรงจูงใจให้เขาสามารถกลับเข้ามาสู่ระบบ ทำให้ระบบเปิดกว้างและยืดหยุ่นเพียงพอให้รู้ว่าแม้เขาหลุดออกไปแล้ว การกลับมาเรียนก็ไม่ได้ถูกปฏิบัติแตกต่างไปจากเด็กปกติทั่วไป ยกตัวอย่างเช่นคุณแม่วัยใส ก็มีทั้งส่วนที่เป็นเด็กจากครัวเรือนยากจนและไม่ยากจน</p>



<p>ข้างต้นคือส่วนของ supply ในการรองรับเด็กกลับเข้าสู่ระบบ ขณะที่ส่วน demand หรือการกระตุ้นให้เกิดเด็กกลับมาเองก็จําเป็น เพราะเด็กหลุดจากระบบการศึกษาไปแล้ว ครูอาจจะช่วยอะไรไม่ได้มาก มันน่าจะเป็นหน้าที่ของทั้งครอบครัวและชุมชนในการช่วยกันดูแลตรงนี้ อย่างในต่างจังหวัด ความเป็นชุมชนหรือหมู่บ้านยังมีความศักดิ์สิทธิ์อยู่ เช่น ในอุดรธานีที่เราทำโครงการ อสม. หรือผู้นำชุมชนมีบทบาทค่อนข้างมากต่อการตัดสินใจของผู้ปกครองที่จะส่งเด็กเข้ามาร่วมโครงการ เพราะฉะนั้นการใช้กลไกเชิงสังคมแวดล้อมตัวเด็กเข้าช่วยก็จะทำให้เขากลับสู่ระบบได้</p>



<p>ตัดภาพมาเมืองใหญ่ที่เด็กไม่ได้มาจากครัวเรือนที่ยากจน ถ้าพ่อแม่ไม่คิดว่าจำเป็นต้องส่งลูกมาร่วมโครงการหรือกลับสู่ระบบการศึกษา การจ้างงาน ตรงนี้จะยากล่ะ เพราะไม่มีจุดที่สามารถผลักดันให้เขากลับเข้ามาอย่างชัดเจนเลย อาจจะต้องมีการเสนอคอร์สฝึกทักษะบางอย่างที่ทำให้เยาวชนรู้สึกว่ามันตรงใจ หรือไม่ได้ลงทุนมากนักกับการลุกออกจากห้องไปเรียน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>หากจะปรับเปลี่ยนระบบการศึกษาเพื่อลดปัญหาเยาวชน NEETs คุณมองว่าควรปรับตรงไหนเป็นอย่างแรก</strong></h3>



<p>เราไม่คิดว่าจะมี ‘ยาแรง’ ที่ว่าปรับตรงไหนแล้ว NEETs จะลดลงได้ทันทีเลย แต่สิ่งที่คิดว่าน่าจะพอช่วยได้คือการพัฒนากลไกในการช้อนเด็กกลับเข้ามาในระบบ โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็กที่ครูมีภาระค่อนข้างมาก บางครั้งเวลาเด็กหลุดออกไป เราก็เคยเจอข้อมูลจากประสบการณ์ตรงในพื้นที่ แต่ไม่ใช่ที่อุดรธานีนะคะ ว่ามีการเลือกใช้วิธีรายงานว่าเด็กคนนั้นมีความพิการทางการเรียนรู้ เพื่อลดภาระความรับผิดชอบในการพาเด็กกลับมาเรียน แต่พอมีการเก็บข้อมูลตรวจสอบจริงๆ เราพบว่าเด็กไม่ได้มีปัญหาทางการเรียนรู้ เขาแค่โดดเรียน ซึ่งเราไม่แน่ใจว่าปัญหานี้เกิดขึ้นเฉพาะที่หรือเป็นปัญหาใหญ่ระดับไหน</p>



<p>ถ้าเป็นปัญหาวงกว้าง ก็น่ากังวลว่ากลไกในการตามเด็กกลับเข้าสู่ระบบของเรายังยึดติดอยู่กับการ ‘เลือกทํา’ หรือ ‘เลือกไม่ทํา’ ของบุคคล ซึ่งไม่ควรเป็นอย่างนั้น ฉะนั้นเราควรมีระบบสารสนเทศไว้รองรับข้อมูลของเด็กด้วย และไม่ใช่แค่ข้อมูลในระบบการศึกษา แต่รวมถึงการส่งต่อจากระบบการศึกษา จนไปถึงตลาดแรงงานเลยว่าเด็กคนนี้อยู่ในขั้นใด หลุดหล่นออกไปหรือไม่</p>



<p>อันที่จริง ระบบการศึกษาไม่ได้ควรแก้แค่นี้ มันมีอีกหลายเรื่องที่ซับซ้อนกว่านั้น แต่เรามองว่ากลไกการช้อนกลับเด็กและการป้องกันตั้งแต่ต้นทางเป็นสิ่งสำคัญ การมีระบบสารสนเทศจะทำให้ครูสามารถตรวจดูได้ว่าสถานะของเด็กคนไหนน่ากังวลบ้าง เริ่มขาดเรียนบ่อยไหม ให้โรงเรียนคุยกับผู้ปกครองก่อนจะเกิดปัญหาเด็กหลุดออกไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1517a9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1743492224_322194-the101world-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ด้านโจทย์เรื่องแรงงานในสังคมไทย มีประเด็นอะไรอยากชวนคิดต่อบ้าง</strong></h3>



<p>ประเด็นแรกที่เป็นปัญหาหลักคือข้อมูลความต้องการแรงงาน ปัจจุบันเรายังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าต้องผลิตในเซกเตอร์ไหน เท่าไหร่ มีแค่แผนว่าเราต้องการ แต่ไม่มีตัวเลขความต้องการแรงงานที่แท้จริง และเมื่อไม่มีข้อมูล ทำให้มาตรการที่เกี่ยวเนื่องกันออกมาได้ค่อนข้างยาก อย่างเช่นถ้ารัฐจะมอบคูปองช่วยเหลือการฝึกทักษะ เราก็ไม่มีฐานข้อมูลเพียงพอว่าจะฝึกหลักสูตรอะไร ให้ใครฝึกดี แล้วใครจะเป็นผู้กํากับดูแลคุณภาพของการฝึก มันมีกลไกเชิงระบบหลายด้านที่ต้องทำงานร่วมกัน ซึ่งต้องเริ่มจากจุดง่ายที่สุดคือการมีฐานข้อมูลที่ดี</p>



<p>เรื่องที่สองคือระบบการ reskill และ upskill เวลาเราพูดถึงการฝึกทักษะฝีมือแรงงาน ฟังดูเหมือนง่าย แต่จริงๆ รายละเอียดเยอะมาก เช่น คอร์สที่เราควรทำ สั้นไปก็ไม่ดี เด็กไม่สามารถเรียนรู้ทักษะบางอย่างภายใน 5 วัน แต่ยาวไปก็ไม่ดี เพราะอาจทำให้เข้าตลาดแรงงานได้ยากขึ้น และลักษณะคอร์สฝึกหลายคอร์สของบ้านเรายังเป็นงานคราฟต์ เช่น เรียนทำอาหาร แกะสลัก หรือช่างยนต์ ซึ่งอาจไม่ได้ตอบโจทย์เท่าทันยุคสมัยทั้งหมด จะทำอย่างไรให้คอร์สพวกนี้ทันสมัยและอัปเดตมากขึ้น หรือมีการอำนวยความสะดวกบางอย่าง เช่น เด็กในพื้นที่ห่างไกลอาจเจอปัญหาด้านการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ อย่างที่เราเจอในอุดรฯ คือ NEETs ไม่สามารถไปฝึกฝีมือบางที่หรือฝึกงานในสถานประกอบการบางแห่ง เพราะไม่มีรถรับส่ง ดังนั้นเราต้องเปิดโอกาสให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถเข้ามาช่วยดูแล เพราะเขามีบทบาทหน้าที่ในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ พวกกฎหมายกฎระเบียบต่างๆ ที่ครอบเขาไว้ ก็ควรปลดล็อก</p>



<p>ฉะนั้น เวลาเราพูดถึงระบบ reskill และ upskill จะต้องไม่ใช่แค่พัฒนาตัวระบบนี้เท่านั้น แต่ต้องพัฒนาโครงสร้างที่แวดล้อมระบบนี้ให้ไปด้วยกัน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>หากแก้ไขปัญหาเรื่อง NEETs ได้ นอกจากเราได้ประโยชน์ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ หรือมีจำนวนแรงงานเพิ่มขึ้น เรายังได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ในมิติไหนอีกบ้าง</strong></h3>



<p>ถ้าแก้ปัญหาเรื่อง NEETs ได้จะช่วยบรรเทาปัญหาสังคมหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญหายาเสพติด เรื่องเยาวชนยกพวกตีกัน เพราะเด็กอาจหันไปตั้งใจจดจ่อกับการเรียนหรือการฝึกทักษะแทน รวมถึงเรื่องสำคัญคือความเหลื่อมล้ำ ปัญหาความยากจน ถ้าเด็กที่มาจากครัวเรือนยากจนมีโอกาสทำงานหรือเรียน ความเหลื่อมล้ำก็จะลดน้อยถอยลงไป</p>



<p>ในทางกลับกัน ถ้าในอนาคต เรามีเด็กเป็น NEETs จำนวนมาก รัฐก็ต้องเพิ่มงบประมาณใช้จ่ายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จนงบประมาณส่วนอื่น เช่น การศึกษา สาธารณสุข อาจลดน้อยลงไป หรืออย่างเรื่องสิ่งแวดล้อม แม้อาจจะฟังดูไกลตัว แต่เรามองว่าการเรียน การทำงาน การอบรม ทำให้เด็กคนหนึ่งได้รับความรู้ ได้รับการปลูกฝังทัศนคติที่ดี เขาสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดีมากขึ้น เช่น ลูกหลานเกษตรกร ถ้าเกิดได้รับการศึกษาที่ดี เขาอาจจะเลือกไม่เผาของเหลือจากภาคการเกษตร ปัญหาสิ่งแวดล้อมก็จะเบาบางลง</p>



<p>มันเกี่ยวเนื่องกันหมดเพราะการศึกษาคือแกนหลักในการสร้างคน และคนคือส่วนประกอบหนึ่งในสังคม ที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาในเรื่องอื่นๆ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>ท้ายที่สุดนี้ ในฐานะคนทั่วไป เวลาได้ยินเรื่อง NEETs เราสามารถช่วยอะไร หรือควรทำความเข้าใจเรื่องนี้อย่างไร</strong></h3>



<p>เราสามารถช่วยได้ในหลายบทบาท สำหรับคนทั่วไป เรื่องหนึ่งที่เราคุยกันในหมู่คนทำงานคือการเรียกเด็กด้วยคำว่า NEETs อาจจะเป็นการตีตราแบบหนึ่ง ต่อไปเราอาจต้องใช้คำแง่บวกมากกว่านี้ อย่างยุโรปใช้ Youth Guarantee ซึ่งเข้าใจว่าคำว่า NEETs ก่อนหน้านี้อาจจะถูกเรียกในวงวิชาการจนติดปาก แต่มันไม่ได้มีความหมายที่ดี และเราอยากให้มองเรื่อง NEETs ว่าเป็นผลผลิตจากปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ไม่ใช่เรื่องความขี้เกียจส่วนตัว ไม่อยากทำงานของเด็กเอง ทั้งหมดเป็นปัญหาปลายเหตุจากระบบที่ทำให้เด็กคนหนึ่งมีทัศนคติและความคิดเช่นนี้จนตัดสินใจทำ พอเราเห็นภาพว่าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคม จะทำให้เราอยากมาร่วมกันช่วยแก้ปัญหามากกว่ามองว่าเป็นเรื่องปัจเจกบุคคล</p>



<p>ในฐานะผู้ประกอบการ ถ้ามีโอกาสรับน้องๆ NEETs เข้ามาฝึกงาน ก็อยากให้เปิดใจกว้าง เพราะน้องๆ ส่วนมากมีจุดร่วมกันคืออาจมีทักษะทางสังคมน้อย เพราะก่อนหน้านี้ชีวิตเขาวนเวียนอยู่แค่ในบ้าน ได้เจอคนไม่กี่คน พอทักษะทางสังคมไม่ดีนัก ก็อาจทำให้การทำงานเข้ากับคนอื่นได้ช้ากว่าเด็กทั่วไป แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องปฏิบัติเป็นพิเศษกว่าเด็กทั่วไปนะ เรามองเขาเป็นแรงงานคนหนึ่ง แค่เข้าใจบริบทของเขา มอบหมายงานที่เขาสามารถทําได้ให้เขาทํา</p>



<p>ส่วนในฐานะคนที่ใกล้ชิดเด็กหน่อย เช่นครูหรือผู้ปกครอง ท่านคือกลไกที่สำคัญมากๆ ในการป้องกันและแก้ปัญหานี้ ก็ควรเฝ้าระวังเด็กๆ มองพวกเขาเป็นทรัพยากรที่มีค่าของสังคม แทนที่จะมองว่าเป็นภาระที่ต้องแบกรับและช่วยแก้ปัญหา เพราะว่าสุดท้ายแล้ว เด็กและเยาวชนคือสินทรัพย์ของประเทศจริงๆ คือกลุ่มคนที่จะพัฒนาประเทศเราต่อไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-43b46a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1743492245_867189-the101world-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/patima-chongcharoentanawat-interview/">‘สินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของประเทศคือเยาวชน’ ลด NEETs – แก้การศึกษาเพื่ออนาคต กับ ปฏิมา จงเจริญธนาวัฒน์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แต่งตั้ง “ดร.ไกรยส” รองผู้จัดการกสศ.ร่วมทัพปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/03072020-5/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 03 Jul 2020 06:59:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ศิริเดช สุชีวะ]]></category>
		<category><![CDATA[ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์]]></category>
		<category><![CDATA[ศักรินทร์ ภูมิรัตน์]]></category>
		<category><![CDATA[ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ]]></category>
		<category><![CDATA[ไวรัสโคโรน่า]]></category>
		<category><![CDATA[วิวัฒน์  ศัลยกำธร]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[มติครม.]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพัฒน์ฯ]]></category>
		<category><![CDATA[คณะกรรมการปฏิรูปการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[วรากรณ์ สามโกเศศ]]></category>
		<category><![CDATA[ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[วิวัฒน์ เรืองเลิศปัญญากุล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=17862</guid>

					<description><![CDATA[<p>การปฏิรูปประเทศต้องเดินหน้าต่อไป โดยการประชุมคณะรัฐมนตร [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/03072020-5/">แต่งตั้ง “ดร.ไกรยส” รองผู้จัดการกสศ.ร่วมทัพปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><a href="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-2-1.jpg"><img decoding="async" fetchpriority="high" class="aligncenter size-full wp-image-17874" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-2-1.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-2-1.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-2-1-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-2-1-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-2-1-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></a></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การปฏิรูปประเทศต้องเดินหน้าต่อไป โดย</span><span style="font-weight: 400;">การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม. ) เมื่อวันที่ </span><span style="font-weight: 400;">30 </span><span style="font-weight: 400;">มิ.ย.ที่ผ่านมา เห็นชอบตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ จำนวน 13 คณะ  ประกอบด้วย การแต่งตั้งแทนผู้ที่พ้นจากตำแหน่งและแต่งตั้งเพิ่มเติมจำนวน 11 คณะ และแต่งตั้งขึ้นใหม่ 2 คณะ  </span></p>
<p>กล่าวสำหรับ <strong>“คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา</strong>ชุดใหม่ มาทำความรู้จักกัน เริ่มต้นจาก <b>นายวรากรณ์   สามโกเศศ </b>เป็นประธานกรรมการ  ปัจจุบันนายวรากรณ์ ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการในคณะที่ปรึกษาด้าน<span style="font-weight: 400;">ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมในศูนย์บริหารสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโรคเชื้อไวรัสโคโรน่า </span>อีกด้วย</p>
<p>สำหรับ คณะกรรมการล้วนเป็นบุคลากรแวดวงการศึกษาชั้นนำ เพื่อผลักดันการปฏิรูปการศึกษาให้เป็นผลสำเร็จ<span style="font-weight: 400;">  ได้แก่  <strong>นายศักรินทร์ ภูมิรัตน์</strong> </span><span style="font-weight: 400;"> ประธานมูลนิธิส่งเสริมวิทยา</span><span style="font-weight: 400;">ศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์</span><span style="font-weight: 400;">  <strong>นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ </strong> </span><span style="font-weight: 400;">นายกสภาวิศวกร กรรมการในคณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><strong>นางประพันธ์ศิริ สุเสารัจ </strong><span style="font-weight: 400;">ประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์และศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ส.ค.ศ.ท.)</span><span style="font-weight: 400;"> และ</span> <span style="font-weight: 400;">คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย</span><span style="font-weight: 400;">ศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)  ท่านเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการผลิตนิสิตเรียนดีแต่ยากจนในโครงการเพชรในตม  <strong>นาย</strong></span><strong>ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์</strong> <span style="font-weight: 400;">ประธานกรรมการบริหาร สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.)</span><span style="font-weight: 400;">  </span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><strong>นายศิริเดช สุชีวะ </strong><span style="font-weight: 400;">คณบดีคณะครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย   <strong>นาย</strong></span><strong>สมภพ  มานะรังสรรค์ </strong><span style="font-weight: 400;">อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์</span> <span style="font-weight: 400;"> </span><span style="font-weight: 400;">เคยดำรงตำแหน่งอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์</span><span style="font-weight: 400;">มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย </span><span style="font-weight: 400;"><strong>นายวิวัฒน์  เรืองเลิศปัญญากุล</strong> ผู้อำนวยการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>นายวิวัฒน์  ศัลยกำธร </strong>หรือที่รู้จักกันในนาม <strong>&#8220;อาจารย์ยักษ์&#8221; </strong> </span><span style="font-weight: 400;">อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง</span><span style="font-weight: 400;">เกษตรและสหกรณ์ ประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ</span><span style="font-weight: 400;">  อดีตประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>นายไกรยส  ภัทราวาท</strong> รองผู้จัดการกสศ.  นักการศึกษารุ่นใหม่เคยเป็นกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาร่วมผลักดันกฎหมายกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา  <strong>นางสาวกานดา  ชูเชิด </strong> ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสังคม เป็นกรรมการและเลขานุการ</span></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-17882" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-4.jpg" alt="" width="855" height="719" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-4.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-4-300x252.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-4-768x646.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-4-750x631.jpg 750w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้  แต่งตั้ง</span><span style="font-weight: 400;">คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ชุดใหม่ รวม 14 คน โดยมี นายนิธิ มหานนท์ เป็นประธานกรรมการ  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนคณะกรรมการปฏิรูปประเทศแทนผู้ที่พ้นจากตำแหน่งและแต่งตั้งเพิ่มเติมจำนวน 11 คณะ ได้แก่  คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง รวม 13 คน โดยมี นายปกรณ์ ปรียากร เป็นประธานกรรมการ   คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน รวม 15 คน โดยมี คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ เป็นประธานกรรมการ  คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย รวม 14 คน โดยมี นายบวรศักดิ์  อุวรรณโณ เป็นประธานกรรมการ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม รวม 15 คน โดยมี นายเข็มชัย ชุติวงศ์ เป็นประธานกรรมการ  คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ รวม 15 คน โดยมี นายอิสระ ว่องกุศลกิจ เป็นประธานกรรมการ  คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวม 15 คน โดยมี นายรอยล จิตรดอน เป็นประธานกรรมการ  คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการสาธารณสุข รวม 15 คน โดยมี นายอุดม คชินทร เป็นประธานกรรมการ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ รวม 15 คน โดยมี นายเสรี วงษ์มณฑา เป็นประธานกรรมการคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสังคม รวม 14 คน โดยมี นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ   ณ อยุธยา เป็นประธานกรรมการ  คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน รวม 15 คน โดยมี นายพรชัย รุจิประภา เป็นประธานกรรมการ   คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ รวม 14 คน โดยมี นายภักดี โพธิศิริ เป็นประธานกรรมการ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p>&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/03072020-5/">แต่งตั้ง “ดร.ไกรยส” รองผู้จัดการกสศ.ร่วมทัพปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เลขาสภาพัฒน์ฯ เผย ความยากจนเป็นประเด็นสำคัญทำให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษามากเกือบ 7 แสนคน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/51748-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 28 May 2020 10:18:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ทศพร ศิริสัมพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[สศช.]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพัฒน์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=15136</guid>

					<description><![CDATA[<p>นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสัง [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/51748-2/">เลขาสภาพัฒน์ฯ เผย ความยากจนเป็นประเด็นสำคัญทำให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษามากเกือบ 7 แสนคน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-15140" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/thumbnailnew.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/thumbnailnew.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/thumbnailnew-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/thumbnailnew-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/thumbnailnew-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><b>นายทศพร ศิริสัมพันธ์</b><span style="font-weight: 400;"> เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยถึงภาวะสังคมไทยไตรมาสหนึ่ง ปี </span><span style="font-weight: 400;">2563 </span><span style="font-weight: 400;">ว่า  จากรายงานภาวะสังคม สศช.พบปัญกาการเลิกเรียนกลางคัน ของเด็กและเยาวชน แม้จะมีแนวโน้มดีขึ้น </span><b>แต่พบว่าจะมีเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาเพิ่มตามระดับการศึกษาที่สูงขึ้น</b></p>
<p><b>โดยนักเรียนที่เข้าศึกษาประถมศึกษาปีที่ </b><b>1 </b><b>ในระหว่างปีการศึกษา </b><b>2546–2548 </b><b>มีนักเรียนกว่า </b><b>20% </b><b>ไม่จบการศึกษาภาคบังคับ (ม.ต้น) และมีนักเรียนกว่า </b><b>31% </b><b>หลุดออกจากระบบการศึกษาก่อนสำเร็จการศึกษามัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช. และ </b><b>38% </b><b>หลุดออกจากการศึกษาในระดับอุดมศึกษา</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากข้อมูล</span><b>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) </b><span style="font-weight: 400;"> พบสาเหตุเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา  คือปัญหาความยากจนถือเป็นสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้กลุ่มเด็กและเยาวชนไทยหลุดออกนอกระบบการศึกษามีมากกว่า </span><span style="font-weight: 400;">6.7 </span><span style="font-weight: 400;">แสน คน รวมทั้งยังมีสาเหตุอื่นๆ อาทิ ปัญหาภายในครอบครัว ปัญหาแม่วัยใส การที่เด็กต้องดูแลคนป่วยคนพิการที่อยู่ในบ้าน ปัญหาการเจ็บป่วย รวมถึงการย้ายภูมิลำเนาตามผู้ปกครอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ การหลุดออกนอกระบบการศึกษายังสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำ กลุ่มเด็กและเยาวชนในกลุ่มครัวเรือนที่รวยที่สุด (ครัวเรือนที่รวยสุด </span><span style="font-weight: 400;">10% </span><span style="font-weight: 400;">บน) ได้เรียนต่อในระดับ ม.ปลาย/ปวช. </span><span style="font-weight: 400;">80.3% </span><span style="font-weight: 400;">และได้เรียนต่อในระดับปวส./อุดมศึกษา </span><span style="font-weight: 400;">63.1% </span><span style="font-weight: 400;">ขณะที่กลุ่มเด็กและเยาวชนในกลุ่มครัวเรือนที่ยากจนที่สุด (ครัวเรือนที่ยากจนที่สุด </span><span style="font-weight: 400;">10% </span><span style="font-weight: 400;">ล่าง) ได้เรียนต่อระดับม.ปลาย/ปวช. เพียง </span><span style="font-weight: 400;">40.5% </span><span style="font-weight: 400;">และได้เรียนต่อในระดับปวส./อุดมศึกษาเพียง </span><span style="font-weight: 400;">4.2%</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ ทำให้ขาดแคลนแรงงานในระยะยาว เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างประชากรอย่างรวดเร็ว มีความเสี่ยงจากทักษะการทำงานที่มีอาจล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดงาน เป็นอุปสรรคในการเพิ่มผลิตภาพทางการผลิต และการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับ แนวทางการส่งเสริมเด็กและเยาวชนให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา ดังนี้  ร่วมมือกับหน่วยงานและภาคีในพื้นที่ในการนำเด็กและเยาวชนให้กลับสู่ระบบการศึกษาหรือการพัฒนาทักษะอาชีพ และมุ่งเน้นวางแผน การช่วยเหลือเป็นรายกรณี  จัดตั้งหน่วยงานเฝ้าระวัง ป้องกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยต้องมีระบบฐานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพในการติดตามช่วยเหลือเด็กและเยาวชน และสร้างเครือข่ายทั้งภาคการศึกษาและนอกการศึกษา ปรับวิธีการเรียนการสอนให้มีความยืดหยุ่นเหมาะกับสภาพปัญหาของเด็ก มีระบบสะสม โอนหน่วยกิต/เทียบวุฒิการศึกษา และมีรูปแบบการเรียนการสอนที่หลากหลาย และ ศึกษาและแก้ปัญหาผ่านกลไกของรัฐ อาทิ การใช้กลไกภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ เพื่อแก้ปัญหาตรงจุดและต่อเนื่อง</span></p>
<p>&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/51748-2/">เลขาสภาพัฒน์ฯ เผย ความยากจนเป็นประเด็นสำคัญทำให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษามากเกือบ 7 แสนคน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
