<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>วิเชียร พงศธร | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3-%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B8%98%E0%B8%A3/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Sun, 21 Aug 2022 09:33:15 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>วิเชียร พงศธร | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>Pay for Success “จ่ายให้แจ๋ว” โมเดลปฏิบัติการใหม่ทางการศึกษา ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาคอย่างยั่งยืน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-pay-for-success-210822/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 21 Aug 2022 09:33:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[iSEE]]></category>
		<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนเสมอภาค]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[จ่ายให้แจ๋ว]]></category>
		<category><![CDATA[Sikai Chen]]></category>
		<category><![CDATA[Tri-Sector Associates]]></category>
		<category><![CDATA[ศิรี จงดี]]></category>
		<category><![CDATA[ณรัณภัสสร์ ฐิติพัทธกุล]]></category>
		<category><![CDATA[นกู้เพื่อการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิเพื่อคนไทย]]></category>
		<category><![CDATA[Pay for Success : โมเดลปฏิบัติการใหม่ เพื่อผลลัพธ์ด้านการศึกษาที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สมัชชา พรหมศิริ]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการ Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน]]></category>
		<category><![CDATA[วิเชียร พงศธร]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=59450</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อเร็ว ๆ นี้ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ. [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-pay-for-success-210822/">Pay for Success “จ่ายให้แจ๋ว” โมเดลปฏิบัติการใหม่ทางการศึกษา ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาคอย่างยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อเร็ว ๆ นี้ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมมือกับมูลนิธิเพื่อคนไทย Disrupt Technology Venture และ สถาบัน ChangeFusion จัดกิจกรรมเตรียมความพร้อมและร่วมออกแบบนวัตกรรมการเงินเพื่อสังคม ในหัวข้อ “Pay for Success : โมเดลปฏิบัติการใหม่ เพื่อผลลัพธ์ด้านการศึกษาที่ยั่งยืน”</p>



<p>ชวนคนรุ่นใหม่ บริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคม และภาคีเครือข่ายด้านการศึกษาต่าง ๆ มาร่วมเรียนรู้และสร้างนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ให้เกิดผลลัพธ์ทางการศึกษาที่ยั่งยืน ภายใต้สภาพปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและความเสี่ยงต่อการหลุดจากระบบการศึกษาของเยาวชนกลุ่มยากจนพิเศษ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-510391"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/Photo1-LinkThumbnail-Pay-for-Success-จ่ายให้แจ๋ว-โมเดลปฏิบัติการใหม่ทางการศึกษา-ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้นำเสนอสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทย พบว่าในปี 2565 มีนักเรียนยากจนและด้อยโอกาสกว่า 1.9 ล้านคนที่เสี่ยงจะหลุดออกจากระบบการศึกษา มีเพียงแค่ร้อยละ 12 ของเด็กยากจนและยากจนพิเศษที่มีโอกาสได้ศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา จากสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมาส่งผลให้มีนักเรียนยากจนเพิ่มขึ้นราว 300,000 คน และหากไม่สามารถใช้เครื่องมือนวัตกรรมทางการเงินที่มีประสิทธิภาพสำหรับการให้ความช่วยเหลือได้ตรงกลุ่มเป้าหมายและมีการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ปัญหาของเยาวชนกลุ่มยากจนไม่สามารถฟื้นฟูกลับสู่สภาวะปกติได้อย่างเสมอภาคกับประชาชนกลุ่มครัวเรือนอื่น ๆ </p>



<p>ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ได้เสนอ 4 เส้นทางของเยาวชนและผลลัพธ์ที่คาดหวัง เพื่อแก้ไขปัญหากลุ่มเด็กยากจนที่ไม่สามารถฟื้นฟูกลับสู่สภาวะปกติให้ได้รับความเสมอภาคทางการศึกษากับประชากรกลุ่มอื่น ๆ ในประเทศ โดยมีรายละเอียด ดังนี้</p>



<p>1. เส้นทางการศึกษาในระบบ เพิ่มโอกาส รักษาการคงอยู่ และส่งต่อให้สำเร็จการศึกษาอย่างเต็มศักยภาพ<br>2. เส้นทางการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น สู่การมีงานทำอย่างเต็มศักยภาพ<br>3. เส้นทางช้างเผือก จากเด็กเยาวชนนอกระบบสู่การศึกษาระดับอุดมศึกษา<br>4. เส้นทางจากในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน สู่การมีงานทำ และการเป็นผู้ประกอบการ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-82a182"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/Photo3-LinkThumbnail-Pay-for-Success-จ่ายให้แจ๋ว-โมเดลปฏิบัติการใหม่ทางการศึกษา-ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>และจากปัญหาการระบาดของโควิด-19 ทำให้ประเทศไทยในช่วง 3 &#8211; 4 ปีที่ผ่านมา เกิดข้อจำกัดด้านงบประมาณภาครัฐมากขึ้น แต่ยังมีโอกาสจากการสนับสนุนของภาคเอกชนต่าง ๆ มากมาย ซึ่งต้องการนวัตกรรมทางการเงินที่เห็นผลลัพธ์สำคัญด้านการศึกษาในด้านต่าง ๆ มาก เช่น การเข้าถึงการเรียนรู้ ผลลัพธ์การเรียนรู้ การศึกษาทางเลือก โดยทั้งหมดนี้นับเป็นความท้าทายสำคัญที่จะเข้ามาช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา</p>



<p>วิเชียร พงศธร ประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อคนไทย ในฐานะของภาคเอกชนที่สนับสนุนการพัฒนาเรื่องเด็กและการศึกษามาอย่างยาวนาน เสนอว่า หน่วยงานภาคปฏิบัติต้องมีการสร้างเป้าหมายที่ชัดเจนร่วมกันกับผู้ลงทุนว่าจุดประสงค์ของหน่วยงานคืออะไร ใครเป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากการดำเนินงานอย่างแท้จริง เพื่อให้เกิดการผลักดันและส่งเสริมให้หน่วยงานสามารถดำเนินต่อไปได้ ซึ่งตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์จากความร่วมมือนี้ คือ ผู้ปฏิบัติจะเกิดองค์ความรู้ที่ยั่งยืน จวบจนบุคลากรในห่วงโซ่การศึกษา เช่น ครู ผู้ปกครอง หรือคนในชุมชน เป็นต้น ก็จะเกิดความรู้ความเข้าใจไปด้วย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-51d8b4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/Photo7-LinkThumbnail-Pay-for-Success-จ่ายให้แจ๋ว-โมเดลปฏิบัติการใหม่ทางการศึกษา-ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อคนไทย อธิบายเพิ่มเติมว่า การสร้างความเข้าใจระหว่าง ผู้ปฏิบัติและผู้ให้ทุน คือสิ่งสำคัญของโมเดลการ “จ่ายให้แจ๋ว” โดยทั้งสองต้องมีความเข้าใจร่วมกันว่าผลตอบแทนของการทำงานเพื่อสังคม ซึ่งอาจไม่ได้ถูกชี้วัดด้วยจำนวนเงิน แต่จะเป็นสิ่งที่มีมูลค่ามหาศาลมากกว่านั้น ซึ่งหากสามารถเชื่อมโยงช่องว่างระหว่างผู้ลงทุนและผู้ปฏิบัติได้ โมเดลการ “จ่ายให้แจ๋ว” ก็จะเกิดขึ้นได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ</p>



<p>สมัชชา พรหมศิริ Chief of Staff ฝ่ายการตลาดดิจิทัลและสื่อสารองค์กร บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความสำเร็จของโมเดล “หุ้นกู้เพื่อการศึกษา” ภายใต้โครงการ “Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน” ความร่วมมือระหว่างบริษัท แสนสิริ และ กองทุนเสมอภาคทางการศึกษา โดยสามารถระดมทุนได้ตามเป้าหมาย 100 ล้านบาทภายในไม่กี่นาที โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้โมเดลนี้ประสบความสำเร็จ คือข้อมูลจากระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ “iSEE” ที่ช่วยค้นหาคัดกรองเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือ ตลอดจนการสร้างกลไกที่ยั่งยืน มีการตั้งเป้าผลลัพธ์ที่ชัดเจนว่า ให้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษาในจังหวัดราชบุรีต้องเป็นศูนย์ภายในสามปี ทั้งนี้ขอเชิญชวนให้หน่วยงานภาคเอกชนอื่น ๆ มาร่วมใช้โมเดลนวัตกรรมทางการเงินที่ตั้งเป้าผลลัพธ์ที่ชัดเจนเพราะเชื่อว่าจะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาได้อย่างแท้จริง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e61a24"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/Photo2-LinkThumbnail-Pay-for-Success-จ่ายให้แจ๋ว-โมเดลปฏิบัติการใหม่ทางการศึกษา-ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ผู้บริหารจาก แสนสิริ เสนอด้วยว่า ภาคเอกชนไม่ควรแค่ให้เงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่ควรเข้าไปมีส่วนร่วมในการติดตามโครงการด้วย เพราะการได้เข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการ ได้เห็นกระบวนการในการทำงาน มันจะทำให้ภาคเอกชนเกิดความรู้สึกร่วม และรู้สึกว่าการลงทุนในรูปแบบของ Pay for Success เป็นสิ่งที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง</p>



<p>ด้าน ณรัณภัสสร์ ฐิติพัทธกุล จาก Disrupt Technology Venture ได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารการสร้างผลลัพธ์ของคนทำงาน ให้ต้องมีความชัดเจน เพราะแม้ว่าจะมีความพยายามสร้างสิ่งดี ๆ สู่สังคมออกมามากมาย แต่หากไม่สามารถสื่อสารการสร้างผลลัพธ์ของสิ่งที่สร้างออกมาได้ หรือไม่สามารถบอกได้ว่าเราทำเพื่ออะไร เกิดประโยชน์อะไรต่อกลุ่มเป้าหมาย การขอเงินทุนสนับสนุนก็อาจจะยากยิ่งขึ้น </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5ae43f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/Photo4-LinkThumbnail-Pay-for-Success-จ่ายให้แจ๋ว-โมเดลปฏิบัติการใหม่ทางการศึกษา-ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นอกจากนี้ คุณณรัณภัสสร์ ยังได้แนะแนวทางเพิ่มเติมเพื่อให้หน่วยงานภาคปฏิบัติมีโอกาสเข้าถึงเงินทุนได้มากยิ่งขึ้นว่า “ในประเทศยังมีนักลงทุนที่พร้อมสนับสนุนอยู่มาก แต่เพราะนักลงทุนมองว่ามันยังไม่มีความพร้อมในการลงทุน ไม่รู้ว่าลงทุนไปแล้วจะเกิดอะไรต่อ ฉะนั้นหน่วยงานผู้ปฏิบัติจึงต้องกลับมาทบทวนว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่นและกล้าที่จะปลดล็อกเงินทุน เพื่อสร้างโมเดลการลงทุนรูปแบบใหม่ ๆ”</p>



<p>ด้าน คุณศิรี จงดี จากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวว่า โมเดล Pay for Success ตอบโจทย์ความต้องการของ กสศ.ทั้งในด้านของการสร้างภาคีการทำงานที่เข้มแข็ง และด้านนวัตกรรมของการทำงานที่ช่วยทำให้เกิดการบรรลุเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-95d971"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/Photo5-LinkThumbnail-Pay-for-Success-จ่ายให้แจ๋ว-โมเดลปฏิบัติการใหม่ทางการศึกษา-ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ในการดำเนินโครงการหน่วยงานภาคปฏิบัติจะเป็นตัวกลางสำคัญในการกำหนดเป้าหมายร่วมกันกับผู้ให้ทุน เพื่อให้หน่วยงานภาคปฏิบัติและผู้ให้ทุนมีเป้าหมายที่สอดคล้องกันว่า ดำเนินโครงการไปเพื่ออะไร และหากระหว่างทางเกิดหลุดจากเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ ก็จะสามารถปรับตัวและแก้ไขได้ทัน</p>



<p>นอกจากนี้ คุณศิรี ยังคาดหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบ (System change) และสามารถชี้วัดการสร้างผลลัพธ์จากการทำงานได้อย่างชัดเจน ซึ่งจะช่วยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศในการทำงาน ทั้งภาคธุรกิจต่าง ๆ หน่วยงานที่กำกับ รวมไปถึงหน่วยงานที่ทำงานเพื่อสังคมด้วยเช่นกัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-56257b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/Photo6-LinkThumbnail-Pay-for-Success-จ่ายให้แจ๋ว-โมเดลปฏิบัติการใหม่ทางการศึกษา-ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ด้าน คุณ Sikai Chen จาก Tri-Sector Associates ได้นำเสนอการทำงานในรูปแบบ Pay for Success ในระดับภูมิภาค พบว่า แนวคิด Pay for Success ช่วยทำให้เยาวชนสามารถเข้าถึงเครือข่ายและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเสริมสร้างทักษะด้านต่าง ๆ ซึ่งหากปราศจากแนวคิดนี้แล้ว ก็เป็นไปได้ยากที่เยาวชนจะสามารถเข้าถึงโอกาสเหล่านี้ ซึ่งแนวคิด Pay for Success นับว่าเป็นทางออกสำคัญที่จะช่วยป้องกันปัญหาคนไร้บ้านหรือคนว่างงานในอนาคต ด้วยการลงทุนในการศึกษาปฐมวัย หรือลงทุนในการศึกษาในภาพรวม</p>



<p>“โครงการ Pay for Success จะก่อให้เกิดการทำงานร่วมกันจากหลายฝ่าย ซึ่งจะช่วยสร้างความสัมพันธ์อันดีแก่ทุกภาคส่วน ซึ่งไม่เพียงเกิดความร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาที่พบเจอระหว่างทางเท่านั้น แต่ยังสามารถหาทางออกร่วมกันหากเกิดปัญหาในอนาคตอีกด้วย”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-pay-for-success-210822/">Pay for Success “จ่ายให้แจ๋ว” โมเดลปฏิบัติการใหม่ทางการศึกษา ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาคอย่างยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ระดมสมองหยุดปัญหา “เด็กหลุดจากระบบการศึกษา”</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-brainstorm-to-stop-problems-children/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 03 Nov 2021 02:01:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[วิเชียร พงศธร]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.​ดร.สมพงษ์ จิตระดับ]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.​ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กหลุดจากระบบการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=47410</guid>

					<description><![CDATA[<p>ข้อมูลระบุว่าก่อนประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 เรามีจำ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-brainstorm-to-stop-problems-children/">ระดมสมองหยุดปัญหา “เด็กหลุดจากระบบการศึกษา”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ข้อมูลระบุว่าก่อนประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 เรามีจำนวนเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาราว 500,000 คน โดยหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดดำเนินมาเป็นเวลาเกือบ 2 ปี ผลกระทบที่เกิดขึ้นรอบด้านทำให้มีแนวโน้มว่าเมื่อสิ้นสุดปีการศึกษา 2564 จะมีจำนวนเด็กเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาเพิ่มขึ้นอีกราว 50,000 คน และหากยังไม่มีมาตรการหรือกลวิธีในการรับมือกับปัญหาดังกล่าว จำนวนของเด็กที่จะทยอยหลุดพ้นจากระบบก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นในทุกๆ เทอมการศึกษา</p>



<p>นำสู่การระดมสมอง ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมขยายผล เพื่อการศึกษาไทย ในหัวข้อ&nbsp; ‘เด็กหลุดจากระบบ และผลกระทบจากโควิด’ กับ Thailand Social Development Forum-Education โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายตำแหน่งหน้าที่ในแวดวงการศึกษา&nbsp;</p>



<p>&#8230;เพราะปัญหาการศึกษาเป็น ‘โจทย์ร่วม’ ของทุกคน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9ef499"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/ระดมสมองหยุดปัญหา-Drop-out-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">‘โอกาส’ ที่เสมอภาคเท่าเทียมทางการศึกษา ในทุกพื้นที่ของประเทศ</h2>



<p><strong>รศ.​ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ ประธานคณะกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา</strong> กล่าวว่า​ ปัญหาการ Drop out หรือเด็กหลุดจากระบบ จำเป็นต้องจำแนกประเด็นสำคัญออกเป็น 3 มิติ</p>



<p><span style="text-decoration: underline;">มิติแรก</span> คือ​การทำงานบนหลักคุณธรรม หมายถึงเราต้องสร้างพื้นที่ที่เด็กและเยาวชนสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ไม่ว่าจะเกิดหรือใช้ชีวิตอยู่ตรงส่วนใดก็ตามของประเทศไทย </p>



<p><span style="text-decoration: underline;">มิติที่สอง</span> คือระดับ ‘มหภาค’ หมายถึงการที่เด็กหลุดจากระบบการศึกษา เท่ากับประเทศจะสูญเสียโอกาสในการผลิตบุคลากรคุณภาพในอนาคต </p>



<p><span style="text-decoration: underline;">มิติที่สาม</span> คือ​ระดับ ‘จุลภาค’ หมายถึงในส่วนของตัวบุคคล ครอบครัว หรือชุมชนหนึ่ง สูญเสียโอกาสที่จะมีรายได้และการพัฒนาคุณภาพชีวิต เพราะเด็กคนนั้นจำเป็นต้องปิดฉากทางการศึกษาก่อนวัยอันควร</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f11b0a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/06-ระดมสมองหยุด-drop-out.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เมื่อเราเจอผลกระทบจากโรคระบาดเข้ามาซ้ำเติม เด็กกลุ่มนี้ยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้น กลายเป็นว่าความเสี่ยงของความสูญเสียจะยิ่งมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว วันนี้เราจึงต้องร่วมกันคิดว่า จะช่วยเด็กในระบบที่สูญเสียโอกาสการเรียนรู้ไปเป็นเวลาเกือบสองปีได้อย่างไร แล้วคนที่หลุดจากระบบการศึกษาไปแล้ว เราจะพาเขากลับเข้ามา หรือหาวิธีการพัฒนาตนเองที่เหมาะสมอย่างไร ให้สอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนโฉมหน้าไปหลังวิกฤตโควิด-19 ครั้งนี้”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">เทอม 1 ปีการศึกษา 64 พบเด็กเยาวชนหลุดจากระบบช่วงรอยต่อ 4.3 หมื่นคน</h2>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา​(กสศ.)</strong> เผยว่า​ เด็กเยาวชนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงแบ่งได้เป็น วัยการศึกษาภาคบังคับ 2 กลุ่ม คือ​ กลุ่มเสี่ยงอายุ 3-15 ปีที่ยังอยู่ในระบบราว 1 ล้านคน และเด็กเยาวชนที่ถึงวัยเรียนแล้วยังไม่ได้เข้าเรียน รวมถึงเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษามาแล้วรวม 5 แสนคน กับกลุ่มเด็กเยาวชนที่พ้นจากวัยการศึกษาภาคบังคับ 2 กลุ่ม คือกลุ่มอายุ 15-20 ปีที่อยู่ในระบบแต่มีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับการศึกษาต่อ 1.53 แสนคน และกลุ่มเยาวชนอายุ 15-20 ปีที่ออกจากการศึกษาภาคบังคับมาแล้ว 9.7 แสนคน&nbsp;&nbsp;</p>



<p>สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ขีดเส้นความยากจนในกลุ่มเด็กในระบบการศึกษาอายุ 3-14 ปี กำหนดให้เด็กเยาวชนจากครอบครัวที่มีรายได้เฉลี่ยครัวเรือน/คน/เดือน ต่ำกว่า 2,700 บาท เป็นกลุ่มเด็กยากจน และกำหนดให้เด็กเยาวชนจากครอบครัวที่มีรายได้เฉลี่ยครัวเรือน/คน/เดือน ต่ำกว่า 1,021 บาท เป็นเด็กนักเรียนยากจนพิเศษ ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะหลุดจากระบบการศึกษา ซึ่งมีราว 1.17 ล้านคน จากจำนวนเด็กเยาวชนกลุ่มเป้าหมายรวม 9 ล้านคน ทั้งนี้เด็กยากจนและเด็กยากจนพิเศษจะมีเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานโดย กสศ. สพฐ. และ อปท. ช่วยประคับประคอง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cb698f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/ระดมสมองหยุดปัญหา-Drop-out-07.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>อย่างไรก็ตาม ยังมีเด็กกลุ่มเสี่ยงอีกราว 4 แสนคนที่ขาดงบประมาณในการดูแล และทำให้มีแนวโน้มสูงที่จะหลุดจากระบบการศึกษา โดยเฉพาะหลังจากเกิดสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งเป็นความท้าทายครั้งสำคัญของการแก้ปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษา เมื่อผลกระทบจากโรคระบาดยิ่งทำให้รายได้ครัวเรือนลดลง ภาวะว่างงานสูงขึ้น ขับให้ตัวเลขเด็กนักเรียนยากจนพิเศษเพิ่มสูงถึง 1.3 ล้านคนในปีการศึกษาล่าสุด</p>



<p>นอกจากนี้ยังมีผลสำรวจจาก Mics: Unicef ชี้ว่า แม้เด็กเกือบทุกคนในประเทศไทยเข้าเรียนและจบชั้นประถมศึกษาได้ แต่เด็กที่มาจากครัวเรือนรายได้ต่ำที่สุด 20% ของประเทศ จะมีอัตราเรียนต่อระดับชั้นมัธยมต้นลดลงอย่างชัดเจน และเมื่อถึงระดับมัธยมปลายจะมีเด็กจากครอบครัวกลุ่มนี้ได้เรียนต่อเพียง 53% ต่างจากเด็กจากครอบครัวที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่า ซึ่งจะได้เรียนต่อชั้นมัธยมในอัตรา 87% ข้อมูลนี้ย้ำเตือนว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีหลักประกันทางการศึกษา เพื่อลดอัตราการหลุดจากระบบการศึกษาของเด็กกลุ่มนี้</p>



<p>“ตัวเลขได้แสดงให้เราเห็นนัยสำคัญของเด็กที่หลุดจากระบบในช่วงรอยต่ออนุบาลเข้าชั้นประถม ประถมต่อมัธยมต้น หรือมัธยมต้นต่อมัธยมปลาย ผลสำรวจพบว่าสาเหตุสำคัญของการหลุดจากระบบคือปัจจัยทางเศรษฐกิจ แม้รัฐจะสนับสนุนให้เด็กได้รับการศึกษาภาคบังคับโดยไม่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียน แต่ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น​ ค่าเครื่องแบบ อุปกรณ์การเรียน ค่าอาหาร ค่าธรรมเนียมต่างๆ ค่าที่พักและเดินทางสำหรับเด็กที่ต้องเดินทางเข้าไปเรียนต่อในอำเภอหรือในตัวจังหวัด ก็ยังเป็นอุปสรรคสำคัญ​ อีกสาเหตุหนึ่งคือ​ ในครอบครัวที่มีรายได้น้อย เมื่อถึงช่วงรอยต่อที่ต้องตัดสินใจเลือกระหว่างโรงเรียนกับการทำมาหากิน เด็กจะถูกคาดหวังให้เป็นแรงงานหาเลี้ยงครอบครัว จนต้องหลุดจากการศึกษาไป ดังนั้นเราอาจต้องคำนึงถึงการสร้างระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่น มีช่องทางให้เด็กสามารถเรียนและทำงานไปพร้อมกัน เพื่อไม่ให้เขาต้องทิ้งโอกาสทางการศึกษา ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตในอนาคต</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7c0c3d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/ระดมสมองหยุดปัญหา-Drop-out-06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เทอม 1 ของปีการศึกษา 2564 กสศ.สำรวจพบว่ามีเด็กหลุดจากระบบการศึกษาจำนวน 4.3 หมื่นคน ส่วนใหญ่คือคนที่หายไปในช่วงรอยต่อ นี่คือแนวโน้มที่แสดงว่าปัญหาความยากจนข้ามชั่วคนจะยังคงดำเนินต่อไป และช่องว่างของความเหลื่อมล้ำจะยิ่งถ่างขยายออกไปเรื่อยๆ ขณะที่การทำงานของ กสศ.ได้มุ่งค้นหาเด็กกลุ่มนี้ และหาทางช่วยเหลือผลักดันให้ได้รับการพัฒนาบนแนวทางที่เหมาะสม โดยมีระบบสารสนเทศ Isee ที่บันทึกข้อมูลเด็กยากจนพิเศษทั่วประเทศ ซึ่งสามารถชี้เป้าในระดับตำบล เพื่อให้ทุกหน่วยงานหรือทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาได้ เพราะงานด้านการศึกษาไม่อาจสำเร็จได้ด้วยการทำงานขององค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากคนไทยทุกๆ คน”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">“สร้างการศึกษาที่มีลู่รองรับเด็กและเยาวชนนอกระบบ ให้ก้าวต่อไปได้บนวิถีทางของตน”</h2>



<p>ศ.​ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการบริหาร กสศ. กล่าวว่าจากประสบการณ์การทำงานกับเด็กและเยาวชนนอกระบบ พบว่าเมื่อเด็กออกจากระบบกลางคัน ส่วนใหญ่ต้องเผชิญปัญหาการสูญเสียความมั่นใจ รู้สึกว่าตนเองถูกตีตราจากสังคมว่าเป็นผู้แพ้ ซึ่งคือชนวนที่นำไปสู่ปัญหาเชิงพฤติกรรม โดยเฉพาะหากปล่อยระยะเวลาให้เนิ่นนาน การช่วยเหลือเยียวยาจะทำได้ยาก</p>



<p>“หลังจากเด็กหลุดจากระบบช่วงรอยต่อการศึกษาไปมากกว่า 3 เดือน 6 ใน 10 คนจะเดินเข้าสู่เส้นทางที่สุ่มเสี่ยงต่อการเป็นยุวอาชญากร แล้วท้ายที่สุดก็ไปลงเอยอยู่ในสถานพินิจ ฉะนั้นเราต้องสกัดตั้งแต่ต้นทางไม่ให้เด็ก Drop out ไหลไปกองกันตรงนั้น”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-601bde"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/07-ระดมสมองหยุด-drop-out.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>โจทย์สำคัญในวันนี้คือโควิด-19 ทำให้อัตราเร่งของกลไกนี้เพิ่มเร็วขึ้น มีการคาดการณ์ว่าเมื่อสิ้นสุดเทอม 2 ปีการศึกษา 2564 ตัวเลขของเด็กหลุดจากระบบช่วงรอยต่ออาจจะพุ่งไปที่ 6.5 หมื่นคน ทั้งนี้นอกจากปัญหาเศรษฐกิจ การปรับโครงสร้างระบบการศึกษาของประเทศก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณา เนื่องจากหลักสูตรกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นการตัดเกรด แข่งขัน วัดผลแปดกลุ่มสาระวิชา พันสองร้อยกว่าตัวชี้วัด ทำให้เด็กที่ปรับตัวไม่ได้ถูกระบบการศึกษาผลักออกไป ที่ผ่านมามีเด็กเพียง 30% ที่ไปต่อได้ ส่วนที่เหลือจะค่อยๆ หลุดออกไปทั้งกลางทางและช่วงรอยต่อ</p>



<p>“การสอบ TCAS คัดคนเข้ามหาวิทยาลัยจะมีเด็กเพียงครึ่งเดียว คือ 3 แสนคนจากทั้งหมด 6 แสนคนที่ได้เรียนต่อ ส่วนที่เหลือจะถูกเทออกไปหมด ตอนนี้เราจึงมีเด็กหลุดจากระบบสะสมอยู่เกือบ 20 ล้านคน ถึงเวลาแล้วที่เราต้องคิดว่าการใช้หลักสูตรมาตรฐานเดียวครอบการศึกษาของเด็กทั้งประเทศ มันตอบโจทย์การพัฒนาของเด็กชายขอบ ชนกลุ่มน้อย หรือเด็กเยาวชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนได้หรือไม่ ด้วยภาษา วัฒนธรรม วิถีชีวิตที่แตกต่าง ควรได้เริ่มเรียนในระบบทวิภาษา พหุวัฒนธรรม แต่พอถูกบังคับให้เรียนในหลักสูตรที่ขัดแย้งกับสภาพแวดล้อมรอบตัว สุดท้ายเขาก็ไม่ประสบความสำเร็จ</p>



<p>“อีกประเด็นคือเครื่องมือการเรียนรู้เพื่อรับมือกับการศึกษาช่วงโควิด-19 กลุ่มเด็กยากจนเปราะบางไม่มีคนสนับสนุน เขาไม่มีสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ เข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ต หรือแม้แต่ปัญหาทุพโภชนาการ เด็กไม่ได้กินข้าวเช้า พอมาโรงเรียนก็หิว เรียนไม่รู้เรื่อง แคระแกร็น ไอคิวต่ำ เหล่านี้ล้วนทำให้เขาอยู่ในระบบการศึกษาไม่ได้ และถูกผลักออกมาเช่นกัน ทั้งหมดนี้คือการออกแบบระบบการศึกษาที่ไม่สอดคล้องกับวิถีของผู้เรียน”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e95795"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/08-ระดมสมองหยุด-drop-out.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>หลักสูตร ‘ฐานสมรรถนะ’ ที่กำลังจะนำมาใช้จึงนับว่ามาถูกทาง ด้วยการเรียนรู้ที่ไม่อิงกับกระแสหลักที่มีเพียงลู่เดียว แต่หันมาสนับสนุนผู้เรียนตามความสามารถ ความถนัด ความพร้อม ไม่ได้มุ่งปลายทางไปที่การเข้าสู่มหาวิทยาลัยเท่านั้น เพื่อให้เด็กแต่ละคนที่ศักยภาพแตกต่าง ได้เรียนรู้ในระบบที่เอื้อต่อพัฒนาการเฉพาะบุคคล</p>



<p>ศ.​ดร.สมพงษ์กล่าวว่า อีกโมเดลหนึ่งที่น่าสนใจ คือการที่มีภาคเอกชนเข้ามาช่วยทุ่มงบประมาณสนับสนุนไปยังโรงเรียนขนาดเล็กในท้องถิ่น ซึ่งเห็นผลมาแล้วว่าทำให้เด็กมีศักยภาพเพิ่มขึ้น สามารถดึงเด็กที่ไปเรียนในอำเภอหรือจังหวัดกลับมาในพื้นที่ได้ นี่คือการกระจายความเสมอภาคทางการศึกษาในเชิงพื้นที่ เปิดโอกาสให้เด็กไม่ว่าจะเติบโตจากที่ใดก็ตาม สามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เท่าเทียมกัน​</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">หมดสมัยของระบบการศึกษาที่ผลิตผู้เรียนแบบสายพานอุตสาหกรรม</h2>



<p>ดร.วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์ ผู้ก่อตั้ง Eduzones กล่าวว่าโควิด-19 เร่งให้ทั่วโลกเห็นว่าการศึกษาได้ถูก Disruption จากวิธีการเดิมๆ แล้ว รูปแบบการเรียนได้ถูกรื้อทำลายไปสู่ยุคสมัยของพื้นที่เรียนรู้ใหม่ ๆ ที่ไร้ขอบเขต (Learning Space) ดังนั้นเราต้องตั้งคำถามว่าผู้เรียนยังจำเป็นต้องอยู่ในระบบแค่ไหน หรือระบบการศึกษาที่เด็กต้องไปเข้าแถวกลางสนาม เข้าห้องเรียนไปนั่งจด เพื่อสอบด้วยข้อสอบชุดเดียวกันทุกคน คือปัจจัยที่ผลักเด็กออกจากระบบการศึกษาหรือไม่</p>



<p>“ถ้ามองในมุมของผู้เรียน เราพาเด็กเข้าระบบแล้วเขาจะได้อะไร โรงเรียนตอบสนองในสิ่งที่เขาต้องการได้จริงหรือเปล่า นำความสุข ความภูมิใจมาให้ชีวิตของเขาในท้ายที่สุดได้ไหม ตรงนี้เราต้องยอมรับว่าโลกเปลี่ยนไปแล้ว เด็กรุ่นที่กำลังเติบโตขึ้นมาเขาต้องการการเรียนรู้ที่ท้าทาย มีอิสระ และเลือกโจทย์เรียนรู้ตามต้องการได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-51ccf3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/ระดมสมองหยุดปัญหา-Drop-out-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ถ้าเด็กไม่อยากไปโรงเรียนเพราะเขารู้ว่ามีอย่างอื่นที่ทำได้ดีกว่า สนใจมากกว่า ทำไมเราไม่ออกแบบการศึกษาที่ช่วยเขาได้ตรงนั้น ให้เขาสามารถเลือกเวลาเรียน สถานที่เรียน มีช่องทางเสริมศักยภาพรองรับ ให้เขาเรียนรู้ที่จะพัฒนาตนเองบนพื้นฐานของความรัก ไม่ใช่ความกลัวที่จะผิด กลัวไม่เหมือนคนอื่น ๆ เราต้องไม่ขับเคลื่อนระบบการศึกษาบนแนวทางเดียวกับอุตสาหกรรม ที่คาดหวังให้ทุกคนต้องเป็นพิมพ์เดียวแบบเดียวกันหมด เราต้องตระหนักแล้วว่า ความเหลื่อมล้ำนั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มเด็กด้อยโอกาสไม่มีเงินเรียนหนังสือ แต่หมายถึงองค์รวมที่การศึกษาควรจะต้องรองรับความต้องการที่หลากหลายของผู้เรียนให้ได้ด้วย”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ระบบนิเวศทางการศึกษา: ถ่ายเทศักยภาพจากโมเดลที่ประสบความสำเร็จสู่พื้นที่ขาดแคลนโอกาส</h2>



<p>วิเชียร พงศธร คณะภาคีเครือข่ายงาน Good Soceity Summit 2021 กล่าวว่า ‘ความร่วมมือ’ คือกุญแจสำคัญในการตีโจทย์ที่ซับซ้อนทางการศึกษา ให้ออกมาเป็นกระบวนการทำงานแก้ไขปัญหา ถึงวันนี้เรามีโมเดลทางการศึกษามากมายที่ทำอยู่ในพื้นที่เล็กๆ เช่น​ การสร้างเครือข่ายโรงเรียนที่เด็กจากครอบครัวที่มีมากกว่า ช่วยส่งต่อโอกาสไปยังโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล หรือการแบ่งปันโมเดลการแก้ปัญหาระหว่างครูต่างพื้นที่ที่มีประสบการณ์ต่างกัน เหล่านี้คือแนวทางที่เราต้องมองถึงการขยายผล สร้างเครือข่ายความร่วมมือให้กว้างออกไปในระดับชาติ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6673e1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/ระดมสมองหยุดปัญหา-Drop-out-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“หนึ่งในทางออกของเราคือ​ ต้องสร้างระบบนิเวศทางการศึกษา ทั้งในส่วนของคนที่ทำงานในและนอกระบบให้เชื่อมต่อกัน โดยมีปลายทางคือพัฒนาเขาให้เป็นพลเมืองคุณภาพในสังคม ดูแลตนเองและครอบครัวได้ นี่คือปลายทางที่แท้จริงของการศึกษา จากการทำงานของหลายฝ่าย ทำให้เรามีระบบหรือรูปแบบการทำงานที่กระจายในเชิงพื้นที่ ซึ่งจำเป็นต้องนำมาสานต่อจากจุดเริ่มต้นให้เป็นต้นแบบพัฒนา เงื่อนไขสำคัญตรงนี้แสดงให้เห็นว่าเราไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ แต่ต้องมุ่งไปที่ระบบการหยิบยื่นและถ่ายเท เพื่อให้การทำงานที่เห็นแล้วว่าประสบความสำเร็จได้ ขยายไปสู่พื้นที่ที่มีบริบทใกล้เคียงกัน”</p>



<p>*เรียบเรียงจาก งานเสวนาโต๊ะกลม โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายตำแหน่งหน้าที่ในแวดวงการศึกษา บนเวทีระดมสมอง: ‘เด็กหลุดจากระบบ และผลกระทบจากโควิด’ ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมขยายผล เพื่อการศึกษาไทยกับ Thailand Social Development Forum-Education&#8230;เพราะปัญหาการศึกษาเป็น ‘โจทย์ร่วม’ ของทุกคน วันที่ 15 ตุลาคม 2564</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-brainstorm-to-stop-problems-children/">ระดมสมองหยุดปัญหา “เด็กหลุดจากระบบการศึกษา”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
