<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ดร.เกรียงวุธ นีละคุปต์ | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%94%E0%B8%A3-%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%B8%E0%B8%98-%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%95%E0%B9%8C/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 22 Apr 2024 12:21:15 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ดร.เกรียงวุธ นีละคุปต์ | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>“เราเป็นมหา’ลัยที่มาจากหมู่บ้าน” การผลิตครูที่ถูกจุด-รู้จัก-เข้าใจชุมชน งานสำคัญของครูรัก(ษ์)ถิ่น</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-190424/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 19 Apr 2024 06:38:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรักษ์ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.เกรียงวุธ นีละคุปต์]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=80380</guid>

					<description><![CDATA[<p>“เพราะเราเป็นมหา’ลัยที่มาจากหมู่บ้าน” ‘ดร.เกรียงวุธ นีล [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-190424/">“เราเป็นมหา’ลัยที่มาจากหมู่บ้าน” การผลิตครูที่ถูกจุด-รู้จัก-เข้าใจชุมชน งานสำคัญของครูรัก(ษ์)ถิ่น</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“เพราะเราเป็นมหา’ลัยที่มาจากหมู่บ้าน” </p>



<p>‘<strong>ดร.เกรียงวุธ นีละคุปต์’ </strong>คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง อธิบายต้นทางหลักการการผลิตครูของสถาบันที่คำว่าหมู่บ้านมาจากคำว่า village ซึ่งอยู่ในหลักสูตรต้นทางจากมหาวิทยาลัยในตุรกีตั้งแต่ 70 ปีที่แล้ว ที่นักศึกษาส่วนใหญ่มาจากต่างถิ่นเข้ามาเรียนที่จอมบึง ก่อนจะกระจายแยกย้ายไปเป็นครูทั่วประเทศ&nbsp;</p>



<p>ย้อนกลับไปเมื่อ 70 ปีก่อน ที่นี่ยังติดป้าย ‘วิทยาลัยครูหมู่บ้านจอมบึง’ ต่อมาเป็น ‘สถาบันราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง’ จนปัจจุบันคือ ‘มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง’&nbsp;</p>



<p>โดยยังคงคำสำคัญอย่าง ‘หมู่บ้าน’ ไว้อยู่และกลายมาอิฐก้อนแรกๆ สำหรับต่อยอดหลักสูตรผลิตครูของชุมชนตลอด 4 ปี ในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</p>



<p>มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงคือหนึ่งในสถาบันที่เข้าร่วมค้นหา ออกแบบหลักสูตร และผลิตครูรัก(ษ์)ถิ่นมาตั้งแต่ปีแรกที่เริ่มโครงการ และรับผิดชอบดูแลเด็กๆ พื้นที่โซนภาคตะวันออก ตะวันตก ไปจนถึงภาคใต้ตอนบน ก่อนจะส่งกลับไปสอนยังโรงเรียนบ้านเกิดเมื่อจบหลักสูตร 4 ปี</p>



<p>และความเป็นหมู่บ้าน ความไม่อยู่ในอำเภอเมืองแต่เป็นพื้นที่ชายแดนติดกับพม่า ความพิเศษอย่างนี้กลายเป็นวัตถุดิบชั้นดีในการผลิตครูของชุมชน&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“เราไม่ใช่แอปเปิลที่ผลิตครูแล้วไปอยู่เตรียมอุดม สวนกุหลาบ แต่เราผลิตครูแบบหัวเว่ย เราจะไม่ไปแข่งกับเขา เราผลิตครูที่เหมาะกับท้องถิ่น อดทน&nbsp; ถอนหญ้า ขับรถ ทำได้ทุกอย่าง”คำอธิบายเปรียบเทียบให้เห็นภาพจากคณบดี เพราะเด็กๆ หลายคนไม่ได้ต้องการครูเก่งที่สุด แต่เค้าต้องการครูที่อยู่กับเค้าได้</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>มหาลัย’หมู่บ้าน ผลิตครูที่รู้จักชุมชนของตัวเองดีกว่าใคร</strong></h2>



<p>คำว่าหมู่บ้านมาจากคำว่า village ซึ่งอยู่ในหลักสูตรต้นทางจากมหาวิทยาลัยในตุรกีตั้งแต่ 70 ปีที่แล้ว ที่นักศึกษาส่วนใหญ่มาจากต่างถิ่นเข้ามาเรียนที่จอมบึง ก่อนจะกระจายแยกย้ายไปเป็นครูทั่วประเทศ&nbsp;</p>



<p>จนเมื่อโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นเข้ามาพร้อมโจทย์การผลิตครูของชุมชน สนับสนุนทุนการศึกษาให้เด็กๆ ที่มีความฝันอยากเป็นครูแต่ขาดโอกาส เพื่อกลับไปบรรจุโรงเรียนปลายทางในพื้นที่ห่างไกลหรือและชุมชนเป้าหมาย&nbsp;“ใครจะรู้จักบ้านเกิดได้ดีเท่าตัวเอง เขาจะรู้ว่าท้องที่บ้านเขามีอะไรที่ควรพัฒนา เพราะตอนนี้ครูที่ไปบรรจุ ส่วนมากพอปลายๆ ชีวิตก็ต้องย้ายกลับมาอยู่บ้านเกิดของตนเอง พอโครงการนี้เกิดขึ้น มันก็ตอบโจทย์ของพื้นที่จริงๆ ส่วนพื้นที่ทุรกันดาร ห่างไกล ไม่มีใครอยากไปบรรจุ มีอัตราการย้ายเยอะ แต่ทุนนี้พอบรรจุแล้วไปเป็นครูแถวบ้าน ไม่ต้องเป็นห่วงพ่อแม่ญาติพี่น้อง ก็น่าจะทำให้การทำงานของเขามีประสิทธิภาพมากขึ้น”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-876ea6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/PIC_เกรียงวุธ-นีละคุปต์_1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.เกรียงวุธ นีละคุปต์ คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เป็นเหตุผลสำคัญที่ มรภ.หมู่บ้านจอมบึงเข้าร่วมโครงการนี้ ขณะเดียวกัน ด้วยความที่มีคำว่าหมู่บ้านเป็นชื่อมหาวิทยาลัย ประชากรอาจารย์ บุคลากร ส่วนใหญ่ของที่นี่จึงเป็นคนจอมบึง เช่นเดียวกับหน่วยงานองค์กรต่างๆ ทำให้เกิดความสัมพันธ์ในรูปแบบบ้านใกล้เรือนเคียง ประสานงานใดๆ ก็คล่องตัว โดยเฉพาะด้านการศึกษา&nbsp;</p>



<p>“มหาลัยมีบริการวิชาการทางด้านการศึกษา ช่วยโรงเรียน เชื่อมโยงระหว่างการทำงานร่วมกับชุมชน เราผลิตครู ซึ่งเป็นครูที่จะต้องออกไปฝึกประสบการณ์หรือไปฝึกสอน ก็ไปเชื่อมโยงโรงเรียน ซึ่งตรงนี้ทำให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรม ไปพัฒนาคนในพื้นที่”&nbsp;‘ความใกล้ชิดพื้นที่’ เป็นจุดแข็งสำคัญที่ มรภ.หมู่บ้านจอมบึงมี และใช้เป็นเครื่องมือในการเฟ้นหาช้างเผือกมารับทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น&nbsp; ซึ่งแบ่งได้คร่าวๆ 6 ขั้นตอน</p>



<ol>
<li style="font-size:16px">ประชาสัมพันธ์ในโรงเรียนกลุ่มเป้าหมาย อบต. และชุมชน</li>



<li style="font-size:16px">รับสมัคร</li>



<li style="font-size:16px">สัมภาษณ์นักศึกษา จะต้องมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าร่วมด้วย เช่น ผู้อำนวยการโรงเรียน ครู ตัวแทนชุมชน และคณะกรรมการจากสถานศึกษา</li>



<li style="font-size:16px">คัดกรองอีกครั้งเพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์มากที่สุด</li>



<li style="font-size:16px">ประกาศผล</li>



<li style="font-size:16px">นักศึกษาผ่านเข้ารอบ เข้าค่ายเป็นเวลา 5 วัน เพื่อประเมินความพร้อมและคุณสมบัติ</li>
</ol>



<p>ด้วยความเป็นสถาบันของหมู่บ้าน หลักสูตรในการผลิตครูของที่นี่ นอกจากจากตอบโจทย์ท้องถิ่น โรงเรียนปลายทาง และเป้าหมายของ กสศ.แล้ว การใส่จุดแข็งหรือลายเซ็นของสถาบันแห่งนี้เข้าไปอย่างรู้ใจชุมชนย่อมขาดไม่ได้&nbsp;</p>



<p>“อัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยเอง คือ ใฝ่ดี ใฝ่รู้ สู้งาน ซึ่งตรงนี้จะช่วยให้นักศึกษาและครูสามารถลงชุมชนท้องถิ่นได้ง่ายมากขึ้น”&nbsp;</p>



<p>ตามหลักสูตรแบบ Tailor-made อย่างที่คณบดีเล่า นักศึกษาคณะครุศาสตร์ มรภ.หมู่บ้านจอมบึงจะได้ฝึกสอนจริงตั้งแต่ปีแรกและไล่ระดับความเข้มข้นไปจนถึงปีสี่&nbsp;</p>



<p>“ปีหนึ่ง เราอยากให้เด็กรอบรู้เรื่องการทำงานครู เพราะเด็กเพิ่งมาจากม.ปลาย ว่าถ้าเป็นครูเขามีหน้าที่อะไรบ้าง ปีที่สองฝึกเป็นผู้ช่วยครู เพื่อเพิ่มดีกรีให้เขาสามารถทำงานผู้ช่วยครูได้ ครูให้หยิบจับอะไร ช่วยอะไรก็ทำได้ ปีที่สามจะเป็นผู้ช่วยสอน เด็กจะมาช่วยสอน มายืนคู่กับครู หรือสอนเดี่ยวบ้างในบางกรณี พอปีสี่ปุ๊บ เด็กก็จะได้เป็นครู สามารถยืนหน้าชั้นเรียนพร้อมเป็นครูได้แล้ว หลังจบปีสี่ก็สามารถเป็นครูที่มีคุณภาพได้เลย”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-737f61"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/PIC_เกรียงวุธ-นีละคุปต์_2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>สำคัญไม่แพ้งานสอนคืองานพัฒนาชุมชน คณบดีบอกว่าก็มีสอดแทรกหน่วยกิตอยู่ในทุกชั้นปี&nbsp;</p>



<p>“ปีที่หนึ่ง แค่ไปเรียนรู้ก่อนว่าการพัฒนาชุมชนเป็นอย่างไร ปีสองไปช่วยเป็นนักพัฒนาชุมชน ปีที่สามเป็นผู้ช่วยโครงการ ปีที่สี่คุณต้องทำโครงการเอง”&nbsp;</p>



<p>ครูจะต้องอยู่กับชุมชนได้ คือ อีกแนวคิดสำคัญที่ดร.เกรียงวุธนำมาใช้เป็นอิฐก้อนแรกในการออกแบบหลักสูตร แต่ถึงอย่างนั้นก็ยืดหยุ่นได้ ปรับไปตามบริบทที่เกิดขึ้นได้ คงไว้แค่หลักการสำคัญ&nbsp;</p>



<p>“เช่นปัญหาครูไม่ครบชั้น ก็ต้องปรับหลักสูตรของสถาบันให้สอดคล้องกับเขามากขึ้น จากการได้แลกเปลี่ยนกับสถาบันอื่นบ้าง บางแห่งอาจใช้วิธีการจัดเป็นวิชาเอกและวิชาโท หรือเป็นการเรียนแบบเอกคู่ก็มี แต่คณะครุศาสตร์ มรภ.หมู่บ้านจอมบึง ใช้วิธีเพิ่ม 60 หน่วยกิตด้านประถมศึกษา เพื่อเป็นหลักสูตรขนาดสั้นให้เด็กได้เรียนในกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้”&nbsp;</p>



<p>หนักไปมั้ย &#8211; เจอคำถามนี้เข้าไป คณบดีที่เป็นคนราด’รีโดยกำเนิดตอบว่า เฉลี่ยแล้วชั่วโมงเรียนตลอดสี่ปีเพิ่มขึ้นมา 120 ชั่วโมง ตกเดือนละ 30 ชั่วโมง อาทิตย์ละ 8 ชั่วโมง วันละ 1-2 ชั่วโมง&nbsp;</p>



<p>“เรากำลังเตรียมเทียบโอนจากประสบการณ์ของเขาเข้าเครดิตแบงค์ เพื่อที่จะออกมาเป็นปริญญาตรีอีกหนึ่งใบ ก็คือเป็นปริญญาตรีของประถมศึกษา ซึ่งตอนนี้ก็อยู่ในกระบวนการ”&nbsp;</p>



<p>สิ่งที่ดร.เกรียงวุธเล่ามานี้ คือส่วนหนึ่งของ Enrichment Program โดยเฉพาะของ มรภ.หมู่บ้านจอมบึงมีด้วยกัน 5 ด้าน คือ 1.พัฒนาชุมชน 2.วิจัย 3.ทักษะวิชาการ&nbsp; 4.ประสบการณ์จากโรงเรียนปลายทาง 5.ทักษะชีวิตและทักษะวิชาชีพ&nbsp;</p>



<p>“เป้าหมายของ Enrichment Program คือคุณเป็นได้ตั้งแต่ผอ. ยันภารโรง ถ้าน้ำไม่ไหลไฟดับ คุณจะต้องมีวิชาชีพพื้นฐานที่สามารถซ่อมได้ คงไม่ใช่ถึงขั้น expert แต่ถ้ามีปัญหาหน้างานเด็กทำได้ อันนี้จะเป็นอีกแท่งหนึ่งของ Enrichment Program หรือ ด้านวิชาการ จากเดิมที่วางไว้สอนปฐมวัยเป็นหลัก แต่หลายโรงเรียนต้องสอนควบประถมเพราะมีครูไม่ครบชั้น อันนี้ได้จากการติดตามการฝึกสอนจริง พอไปปุ๊บเด็กเกิดความเครียดที่ลงไปสอนเด็กโต เราก็เพิ่มหลักสูตรครูประถมเข้าไป”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-dafd81"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/PIC_เกรียงวุธ-นีละคุปต์_3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ผลิตเด็กแกร่งแรงเกินร้อย</strong></h2>



<p>นอกจาก ใฝ่ดี ใฝ่รู้ สู้งาน เด็กทุนครูรัก(ษ์)ถิ่นของที่นี่จะมีจุดแข็งเรื่องความอดทน&nbsp;</p>



<p>“เราไม่ได้ผลิตครูเพื่อไปอยู่เตรียมอุดมหรือสวนกุหลาบ แต่เราผลิตครูที่เหมาะกับท้องถิ่น ทุรกันดารถอนหญ้า ขับรถ ได้หมดทุกอย่าง ตามบริบทของภูมิประเทศ”&nbsp;</p>



<p>แต่จะใช้คำว่าไกลปืนเที่ยงคงไม่ถูกต้องนักเพราะพ.ศ.นี้ สัญญาณอินเทอร์เน็ตเข้าถึงแทบทุกพื้นที่ ทำให้ ‘ครูพันธุ์บึง’ &#8211; คำเรียกนักศึกษาครุศาสตร์ที่จบจาก มรภ.หมู่บ้านจอมบึง มีคำว่าไฮเทคแปะป้ายไปด้วย&nbsp;</p>



<p>“ไฮเทคก็คือมีความสามารถทางด้านเทคโนโลยี เด็กของเราไม่มีปัญหาเรื่องเทคโนโลยี ในการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็น facility ต่างๆ เราก็พยายามเอาเครื่องมือต่างๆ เข้ามา เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสและคุ้นเคยกับเทคโนโลยี เพื่อวันหนึ่งเขาไปบรรจุที่ชายขอบ แม้ไม่มีเครื่องมือเทคโนโลยีเลย เขาต้องอยู่ได้ หรือถ้ามี เขาจะไม่งงเป็นไก่ตาแตก”</p>



<p>ส่วนความอดทน ดร.เกรียงวุธยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า หนึ่งในเงื่อนไขของทุนครูรัก(ษ์)ถิ่นคือฐานะยากจน ฉะนั้นหลายคนผ่านการสู้มาไม่น้อย และพอมาเจอกับหลักสูตรทักษะชีวิตเข้าไป ก็ยิ่งไปเสริมแรงกันให้ไปไกลฉิว&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“บางคนก็มีพื้นฐานตรงนี้มาจากที่บ้านอยู่แล้ว เราก็มาต่อยอดด้านความรู้ให้เขา เขาจะไปได้ไวมากขึ้น เมื่อเขาลงไปทำงานก็จะไม่เกี่ยง หรือเขาไปโรงเรียนขนาดเล็กซึ่งจะต้องทำทุกอย่าง การเข้าชุมชน มันก็จะง่ายขึ้น”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7b5ff8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/PIC_เกรียงวุธ-นีละคุปต์_4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>สิ่งที่คณบดีอธิบายทั้งหมดคือการผลิตครูให้ตรงจุดหรือพื้นที่ที่ต้องการ เพราะที่ผ่านมาปัญหาเกิดขึ้นเพราะผลิตครูไม่ตรงจุด&nbsp;</p>



<p>“ปัญหาตอนนี้คือเราผลิตไม่ตรงจุด ครูในเมืองก็ต้องเป็นครูในเมือง ครูในเมืองไม่ควรจะต้องเป็นครูที่อยู่ในชนบท ครูในเมืองก็ต้องผลิตในรูปแบบที่จะเป็นครูในเมือง ควรจะต้องผลิตให้ตรงจุด นั่นคือคุณจะต้องวางว่าในกรอบของแต่ละจุด พื้นที่บริบทของประเทศมีอะไรบ้าง กลุ่มนี้ต้องการยังไง อย่างเตรียมอุดมคุณผลิตครูท็อปเลย เพื่อพานักเรียนแข่งโอลิมปิก จัดเต็มสูบไปเลย ขณะเดียวกัน เด็กๆ ในพื้นที่อาจไม่ได้อยากเป็นอย่างนั้น ต้องมีการแบ่งครูให้ชัดเจน”&nbsp;</p>



<p>เด็กในชุมชนหลายคน จบ ม.3 เขาต้องการไปประกอบอาชีพแล้ว ครูรัก(ษ์)ถิ่นจึงต้องสอนอาชีพได้ด้วย&nbsp;</p>



<p>“วันนี้คุณก็ต้องผลิตให้ตอบโจทย์ เหมือนเราใช้มือถือ แอปเปิลก็แอปเปิล ส่วนเราหัวเว่ย ถ่ายรูปสวยราคาไม่แพง แต่ถ้าเราอยากให้มันอึด ก็ซัมซุงฮีโร่ ต้องทำให้ชัดเจน”</p>



<p>สำหรับ ดร.เกรียงวุธ โจทย์การผลิตครูรัก(ษ์)ถิ่นถือว่าชัดเจน เพราะปลายทางคือโรงเรียนท้องถิ่น และ อยู่ไปอย่างน้อย 6 ปี&nbsp;</p>



<p>“ตรงนี้น่าจะตอบโจทย์เรื่องการแก้ปัญหา ไม่ใช่แค่ปัญหาครูย้ายถิ่นฐานอย่างเดียว แต่มันจะเป็นโอกาสของเด็กยากจนที่จะพัฒนาบ้านเกิด เขาไปเป็นครู สตาร์ตเงินเดือนที่ 15,000 พ่อเขาจะเปลี่ยนจากกรรมกรเป็นพ่อแม่ของครู ลูกในอนาคตของเขาก็จะเป็นลูกครู มันจะเหมือน Snow Ball เกิดการพัฒนาออกมาต่อยอด”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3af2e8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/PIC_เกรียงวุธ-นีละคุปต์_5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เพราะสุดท้ายแล้ว ความหมายของครูไม่เคยแน่นอนและหยุดนิ่ง ซึ่งก็ควรจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป&nbsp;</p>



<p>“ครูเป็นทุกอย่าง เพราะเมื่อไหร่เราเป็นครู เราเป็นครู 24 ชม. เวลาไปตลาดคุณก็เป็นครู โดยเฉพาะครูที่อยู่ในชุมชน บางครั้งครูอาจจะมีความรอบรู้ที่ทั้งลึกและกว้างขวาง ถ้าจะลึกในอะไรสักอย่างคือลึกในศาสตร์ของเขา ที่ You must know และ You could know คือศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเขา ที่จะทำให้งานของเขาประสบความสำเร็จ กับอีกส่วนคือ You should know คืออะไรก็ได้ที่เป็นความหลากหลายที่เขาจะต้องมี เพราะเวลาลงชุมชนจริงๆ เขาไม่รู้หรอกว่าครูจะรู้มาขนาดไหน แต่เขารู้ว่าครูน่าจะรู้ นั่นคือความคาดหวัง” คณบดีทิ้งท้าย</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-190424/">“เราเป็นมหา’ลัยที่มาจากหมู่บ้าน” การผลิตครูที่ถูกจุด-รู้จัก-เข้าใจชุมชน งานสำคัญของครูรัก(ษ์)ถิ่น</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อีกแค่ 1 ปี ครูรัก(ษ์) ถิ่น ‘ราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง’ รุ่นแรก จะกลับคืนบ้านเกิด</title>
		<link>https://www.eef.or.th/teachereef-070822/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 07 Aug 2022 01:27:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรักษ์ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.เกรียงวุธ นีละคุปต์]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=59088</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัจจุบันโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนห่างไกลกำลังประสบปัญ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/teachereef-070822/">อีกแค่ 1 ปี ครูรัก(ษ์) ถิ่น ‘ราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง’ รุ่นแรก จะกลับคืนบ้านเกิด</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปัจจุบันโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนห่างไกลกำลังประสบปัญหาขาดแคลนครูผู้สอน หลายแห่งมีครูไม่ครบชั้น ครูหนึ่งคนต้องวิ่งสอนเกือบทุกชั้นปี ไล่ตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงชั้นประถม และดังที่รู้กันดีว่า ยิ่งเป็นพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาล หรือมีลักษณะชายขอบก็ยิ่งทำให้ไม่มีครูอยากย้ายไป หรือถ้าถูกบรรจุอย่างเลี่ยงไม่ได้ เมื่อครบเวลาก็จะมักจะมีการขอย้ายออกจากพื้นที่อย่างรวดเร็ว ซึ่งปัญหานี้จะส่งผลให้เด็กๆขาดโอกาสทางการศึกษาที่มีความต่อเนื่องและมีคุณภาพไปด้วย&nbsp;</p>



<p>แต่ปัญหานี้คงจบลงไปได้ง่ายๆ หากพื้นที่นั้นคือ ‘บ้าน’ ของพวกเขา เป็นสถานที่ที่ ‘ครูรุ่นใหม่’ จะได้กลับไปใช้ทักษะและความรู้ได้รับจากสถาบันการศึกษาที่มีคุณภาพ เพื่อทำงานใกล้ชิดครอบครัวและเป็นกำลังสำคัญให้กับชุมชน&nbsp;</p>



<p>นั่นจึงเป็นที่มาของ โครงการ ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’ ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ในการทุนการศึกษากับเด็กๆ ที่มีความฝันอยากเป็นครูแต่ขาดโอกาส เพื่อกลับไปบรรจุโรงเรียนปลายทางในพื้นที่ห่างไกลหรือและชุมชนเป้าหมาย ภายใต้ความร่วมมือจากหลายฝ่ายไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนและชุมชน รวมถึงสถาบันการศึกษา ที่นอกจากการรับเด็กที่ผ่านการคัดเลือกจากโครงการเข้าเรียนแล้ว ยังมีส่วนสำคัญในการออกแบบหลักสูตรที่ตอบโจทย์ในการเป็น ‘ครูของชุมชน’ อีกด้วย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-47552b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/01-รุ่นแรกจะกลับคืนบ้านเกิด.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เริ่มต้นที่ค้นหา</strong></h2>



<p>“กสศ.จะประกาศรายชื่อโรงเรียนปลายทาง ว่าเมื่อจบหลักสูตรจากเราแล้ว เด็กๆที่จะเป็นครูในโครงการนี้จะไปบรรจุในแห่งหนตำบลใดบ้าง จากนั้นจึงมีการประชาสัมพันธ์ไปที่โรงเรียนกลุ่มเป้าหมายและชุมชน เราจะลงไปคัดกรองถึงที่ และหลังสัมภาษณ์ก็จะช่วยกันคัดกรองอีกครั้งเพื่อให้เด็กที่ผ่านเข้ามาตรงตามหลักเกณฑ์มากที่สุด”&nbsp;</p>



<p>ดร.เกรียงวุธ นีละคุปต์ คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง เล่าถึงกระบวนการทำงานคัดเลือกนักศึกษาในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ซึ่งปีนี้เป็นรุ่นที่ 3 แล้ว โดยปี 2563 ถือเป็นรุ่นแรกที่เข้าร่วม และอีกเพียงปีเดียวเท่านั้น ก็จะถึงเวลาที่เด็กๆรุ่นนี้เรียนจบและกลับคืนสู่อ้อมกอดเพื่อไปเป็นครูของชุมชนอย่างเต็มตัว</p>



<p>“พื้นที่ของโรงเรียนกลุ่มเป้าหมายก็แล้วแต่บริบทครับ บางพื้นที่ค่อนข้างทุรกันดารมาก บางพื้นที่อาจน้อยกว่า แต่จะมีลักษณะชายขอบ เช่น โรงเรียนในจังหวัดประจวบฯ หรืออำเภอสังขละ กาญจนบุรี ก็มาเรียนที่เรา ก็ถือว่าค่อนข้างห่างไกลพอสมควร”</p>



<p>ดร.เกรียงวุธ กล่าวว่า ในตอนรับรุ่นหนึ่งโครงการนี้ มีนักศึกษา 25 คน จากนั้น รุ่นที่ 2 ขยับมาเป็น 29  คน และรุ่นปัจจุบันซึ่งเป็นรุ่นที่ 3 เพิ่มมาเป็น 30 คน ทางสถาบันจะต้องให้ความสำคัญตั้งแต่กระบวนการแรก นั่นคือการคัดกรอง เพราะต้องตอบให้ได้ว่าทำไมเลือกคนนี้ ไม่เลือกคนนั้น หลักเกณฑ์ของ กสศ. จะเป็นเกณฑ์สำคัญที่ต้องทำความเข้าใจกันให้ชัดว่า นอกจากเรื่องของความฝันที่อยากเป็นครูหรือเรื่องของศักยภาพจากมีผลการเรียนที่พร้อมระดับหนึ่งแล้ว อีกสิ่งที่สำคัญมากคือต้องมีข้อจำกัดเรื่องโอกาสทางการศึกษาด้วย</p>



<p>วิธีการค้นหาและขั้นตอนของทางมหาวิทยาลัยโดยสรุป มีดังนี้&nbsp;</p>



<p>1.ต้องใกล้ชิดพื้นที่ เริ่มตั้งแต่การประชาสัมพันธ์ในโรงเรียนกลุ่มเป้าหมาย อบต. และชุมชน<br>2.รับสมัคร <br>3.สัมภาษณ์นักศึกษา จะต้องมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็น ผู้อำนวยการโรงเรียน ครู ตัวแทนชุมชน และคณะกรรมการจากสถานศึกษาสัมภาษณ์ทำหน้าที่ร่วมกัน <br>4.หลังสัมภาษณ์จะมีการคัดกรองอีกครั้งเพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์มากที่สุด<br>5.ประกาศผล <br>6.หลังประกาศผลจะให้นักศึกษาที่ผ่านเข้าค่ายเป็นเวลา 5 วัน เพื่อประเมินความพร้อมและคุณสมบัติ </p>



<p>จากนั้นจะมีการประเมินอีกรอบจนได้นักศึกษาในโครงการตามต้องการ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0a7821"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/02-รุ่นแรกจะกลับคืนบ้านเกิด.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>หลักสูตรต้องสอดคล้อง ปรับตัวตามบริบทแต่ละชุมชน</strong></h2>



<p>“หลักสูตรของเราเป็นเด็กปฐมวัย แต่เมื่อเด็กรุ่นแรกถูกมอบหมายให้ไปเรียนรู้จากโรงเรียนในชุมชน เราพบว่าหลายครั้ง ครูต้องสอนในระดับประถมด้วย เพราะโรงเรียนขนาดเล็กหลายแห่งเลยยังมีครูไม่ครบชั้น จากโจทย์นี้เรามองแล้วว่าเด็กของเราแม้เป้าหมายเพื่อเป็นครูปฐมวัย แต่เมื่อจบออกไปจะต้องมีภาระการสอนเด็กประถมด้วยแน่นอน จึงมาคิดต่อว่าจะทำอย่างไรให้พวกเขาสามารถสอนได้ เลยมาจัดเป็นหลักสูตรระยะสั้นเพื่อให้เด็กได้เรียเพื่อสอนในระดับประถมได้ด้วย”</p>



<p>ดร.เกรียงวุธ กล่าวถึงลักษณะเฉพาะของเด็กในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นที่ต่างจากครูในหลักสูตรทั่วไปว่า คือการเน้นที่ชุมชนเป็นสำคัญ เขาจะต้องอยู่กับชุมชนได้ ดังนั้น หลักสูตรของเราเองก็ต้องปรับตัวไปตามบริบทที่เกิดขึ้นจริง ดังเช่นปัญหาครูไม่ครบชั้น ก็ต้องปรับหลักสูตรของสถาบันให้สอดคล้องกับเขามากขึ้น จากการได้แลกเปลี่ยนกับสถาบันอื่นบ้าง บางแห่งอาจใช้วิธีการจัดเป็นวิชาเอกและวิชาโท หรือเป็นการเรียนแบบเอกคู่ก็มี แต่ทางคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ใช้วิธีเพิ่ม 70 หน่วยกิจด้านประถมศึกษา เพื่อเป็นหลักสูตรขนาดสั้นให้เด็กได้เรียนในกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้</p>



<p>“ข้อดีของโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น คือเด็กไม่ขาดจากชุมชนไปเลยระหว่างเรียน เพราะในหลักสูตรเด็กจะต้องลงไปที่โรงเรียนหรือชุมชนทุกปี ซึ่งเราจะตั้งโจทย์สมรรถนะเป็นเป้าหมายในแต่ละปี อย่างชั้นปีที่ 1 จะต้องกลับไปอยู่กับชุมชนเวลา 1 เดือน ให้กลับไปในฐานะผู้เรียนรู้ว่า หน้าที่ครูเป็นอย่างไร เพื่อให้รอบรู้ในงานครูจากสิ่งที่เขาสัมผัสจริง ปีที่ 2 จะเริ่มให้เป็นผู้ช่วยครู เช่น การทำงานเอกสารธุรการต่างๆ ปีที่ 3 ต้องเป็นผู้ช่วยสอน และปีที่ 4 ก็จะเป็นต้องทดลองเป็นครูผู้สอน</p>



<p>“พอเด็กๆออกไปฝึกประสบการณ์จริง เสียงสะท้อนที่เราได้รับกลับมาจากโรงเรียนค่อนข้างดี ตอนนี้จึงพยายามพัฒนาต่อไป ครูรัก(ษ์)ถิ่น เราจะเน้นด้านชุมชน ปลูกฝังให้เด็กมีแรงกระตุ้นในการมีส่วนร่วมกับการพัฒนาชุมชนและมีจิตอาสา สามารถเป็นนวัตกรเพื่อสร้างนวัตกรรมท้องถิ่นได้ เราจะปลูกฝังให้เขามีเครื่องมือในการพัฒนาชุมชน และนวัตกรรมที่เขาสร้างขึ้นก็จะต้องเหมาะกับโรงเรียนปลายทางและชุมชนด้วย”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0952aa"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/03-รุ่นแรกจะกลับคืนบ้านเกิด.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>อนาคตของครูรัก(ษ์)ถิ่น</strong></h2>



<p>ดร.เกรียงวุธ กล่าวว่า สำหรับการพัฒนาโครงการนี้ต่อไปในอนาคต คืออยากพัฒนาทักษะเฉพาะตัวหรือความสามารถพื้นฐานของเขาที่ติดตัวมาแต่เดิมให้ต่อยอดไปได้มากขึ้น ดังนั้น ในตอนนี้ถ้าอะไรที่ส่งเสริมได้ก็จะทำ ไม่ใช่ว่าต้องทิ้งทักษะตัวเองไปเมื่อมาเรียนเป็นครู โจทย์ของเราคือต้องทำให้ศักยภาพเขาเด่นขึ้นมากกว่า อย่างบางคนชอบเล่นฟุตบอลก็จะหาทีมให้ได้เล่นและไปแข่งขันได้ หรือบางคนที่เก่งวิชาการ ชอบคณิตศาสตร์มาก ก็จะเน้นให้ศักยภาพด้านนี้เขาเด่นขึ้นไปอีก คือต้องหาวิธีพัฒนาเด็กๆให้ไปได้ตามความสามรถเฉพาะด้วย&nbsp;</p>



<p>อีกเรื่องหนึ่งที่ ดร.เกรียงวุธ ให้ความสำคัญคือ เรื่องการทำงานอย่างมีส่วนร่วม เพื่อให้เกิดเป็นศักยภาพสูงสุดที่จะมีขึ้นจากโครงการนี้</p>



<p>“ครูรัก(ษ์)ถิ่น คือความร่วมมือ ไม่ใช่เราคิดคนเดียว เราจึงชวนโรงเรียนและชุมชนมาร่วมคุยเพื่อออกแบบการเรียนการสอนไปด้วยกัน เพราะเด็กมาจากแต่ละที่ มีความต่างกัน เราก็จะต้องออกแบบการศึกษาไปตามบริบทแต่ละสถานที่ ซึ่งชุมชนและโรงเรียนก็กำลังรอเหมือนกันว่าผลผลิตร่วมกันว่ารุ่นแรกที่สำเร็จออกไปจะเป็นอย่างไร”&nbsp;</p>



<p>“ชุมชนตื่นเต้นมากครับ เป็นความคาดหวังเลยเพราะมองว่าเป็นลูกหลานของเขา พอมาถึงตรงนี้ เขาก็อยากเห็นว่าโครงการนี้จะต่อยอดไปถึงไหนได้บ้าง ชุมชนอยากให้ลูกหลานได้กลับมาพัฒนาชุมชนของเขาเองในอนาคต” ดร.เกรียงวุธ ระบุ ทิ้งท้าย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-133d4a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/คณบดี-รุ่นแรกจะกลับคืนบ้านเกิด.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.เกรียงวุธ นีละคุปต์ คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>รู้จักโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น</strong></h2>



<p>จากสถานการณ์ที่ระบบการผลิตครูในปัจจุบันยังไม่ตอบสนองต่อปัญหาความขาดแคลนครูในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลได้ ทั้งยังขาดการวางแผนการผลิตครูในภาพรวม ทำให้การบรรจุครูในแต่ละพื้นที่ได้ครูที่ไม่ใช่คนท้องถิ่นมากถึงร้อยละ 80 ผลที่ตามมา คือ หลังบรรจุเพียงไม่นาน ครูมักขอย้ายออกจากพื้นที่ห่างไกลจํานวนมาก จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อโอกาสและคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล</p>



<p>กสศ.ริเริ่ม โครงการ “ครูรัก(ษ์)ถิ่น” ร่วมกับ 6 หน่วยงานประกอบด้วย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.), กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.), สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.), สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) และสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา พัฒนานวัตกรรมกระบวนการผลิตและพัฒนาครูสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลอย่างเป็นระบบ และช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนครู ครูไม่ครบชั้น รวมถึงพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลตามพื้นฐานและศักยภาพที่แตกต่างกัน</p>



<p>โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น มุ่งทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษาต้นแบบที่ร่วมโครงการในลักษณะเครือข่าย ร่วมพัฒนาหลักสูตรสร้างครูรุ่นใหม่ที่มีอัตลักษณ์ สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของชุมชนแต่ละภูมิภาค และสร้างโอกาสทางการศึกษาให้นักเรียนในพื้นที่ห่างไกลที่มีจิตวิญญาณของความเป็นครู ให้ได้เรียนครูจนจบปริญญาตรีและได้รับการบรรจุเป็นครูในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลซึ่งเป็นบ้านเกิดของตนเองทั้งหมด โดยนักศึกษาจะได้รับการบ่มเพาะให้เป็นครูของชุมชนที่มีคุณภาพสูง มีสมรรถนะทั้งทางวิชาการ และวิชาชีพ มีความสามารถพัฒนาผู้เรียนและชุมชนเพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในโรงเรียนได้</p>



<p>โครงการนี้มีระยะเวลาดำเนินงานผลิตและพัฒนาครูตั้งแต่ปี 2563-2571 มีเป้าหมายผลิตครูให้ได้จำนวน 1,500 คน ปัจจุบันเป็นปีที่ 4 มีนักเรียนที่ได้รับโอกาสเข้าศึกษาต่อเข้าเรียนครูในสาขาประถมศึกษาและปฐมวัยรวมทั้งสิ้น 861 คน และมีเป้าหมายในการพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลจำนวน 696 แห่ง โดยมีสถาบันผลิตและพัฒนาครูเข้าร่วมโครงการจำนวน 16 สถาบัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-dc5fec"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/04-รุ่นแรกจะกลับคืนบ้านเกิด.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/teachereef-070822/">อีกแค่ 1 ปี ครูรัก(ษ์) ถิ่น ‘ราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง’ รุ่นแรก จะกลับคืนบ้านเกิด</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>3 ปี ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’ ผลิต ‘ครูพร้อมใช้’ คืนชุมชน ตอบโจทย์โรงเรียน (ขนาดเล็ก) ในพื้นที่ห่างไกล</title>
		<link>https://www.eef.or.th/teachereef-090722/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 09 Jul 2022 03:47:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรักษ์ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ครูพร้อมใช้]]></category>
		<category><![CDATA[ครูของชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.ดร.บัญชา สำรวยรื่น]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.เกรียงวุธ นีละคุปต์]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.เกียรติสุดา ศรีสุข]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=58173</guid>

					<description><![CDATA[<p>ครูสอนดี เข้าใจเด็ก &#8230;แต่อยู่ได้ไม่นานเพราะปรับตัว [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/teachereef-090722/">3 ปี ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’ ผลิต ‘ครูพร้อมใช้’ คืนชุมชน ตอบโจทย์โรงเรียน (ขนาดเล็ก) ในพื้นที่ห่างไกล</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<blockquote class="wp-block-quote"><p>ครูสอนดี เข้าใจเด็ก &#8230;แต่อยู่ได้ไม่นานเพราะปรับตัวเข้ากับชุมชนไม่ได้</p><p>ครูจบหลักสูตรปฐมวัย &#8230;แต่ต้องสอนควบประถมศึกษา</p></blockquote>



<p>สถาบันผลิต ทุ่มฝึกฝนพัฒนาทักษะนักศึกษาครูตั้ง 4 ปี &#8230;แต่เรียนจบแล้ว กลับขาด Passion ตัดสินใจไปประกอบอาชีพอื่น</p>



<p>ปัญหาเหล่านี้เหมือนอยู่คู่กับแวดวงการพัฒนาระบบผลิตและพัฒนาครูมายาวนาน ทั้งที่เป็นโจทย์ข้อแรกๆ ของการปฏิรูประบบการศึกษา ที่จะช่วยแก้ไขปัญหาความเสมอภาคให้กระจายออกไป เพื่อให้การเข้าถึง ‘การศึกษาคุณภาพ’ สำหรับเด็กและเยาวชนเกิดได้ในทุกพื้นที่ของประเทศ ไม่ว่าจะอยู่ในบริบทใดหรือห่างไกลแค่ไหนก็ตาม</p>



<p>ตั้งแต่ปี 2562 กสศ. สร้างเครือข่ายระดับพื้นที่ เพื่อค้นหาเยาวชนที่จบชั้น ม.ปลาย และ ‘อาชีพครู’ เป็นงานที่ใฝ่ฝัน ทั้งยังตั้งใจแน่วแน่ว่าจะกลับไปสอนเด็กๆ ในพื้นที่ชุมชนของตน ด้วยความร่วมมือกับสถาบันผลิตครู ชุมชน และโรงเรียนปลายทางที่นักศึกษาจะกลับไปบรรจุ บ่มเพาะด้วยการคิดวิเคราะห์ร่วมกัน ปลุกปั้นจนเกิดเป็นหลักสูตรเฉพาะที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานจากบริบทแวดล้อม เพื่อหล่อหลอมน้องๆ เหล่านั้น จากนักศึกษาให้เรียนรู้และเติบโตจนเป็นครูที่เปี่ยมด้วยอัตลักษณ์จากท้องถิ่น จนเกิดเป็นแนวทางการสร้างและพัฒนา ‘ครูของชุมชน’ ที่พร้อมปฏิบัติงานได้ทันที หรือเรียกได้ว่าเป็น ‘ครูพร้อมใช้’&#8230;ภายใต้ชื่อโครงการ ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’</p>



<p>จากวันนั้นถึงวันนี้ โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ดูแลนักศึกษาครูมาแล้ว 3 รุ่น ใน 16 สถาบันต้นแบบ กับอีก 696 โรงเรียนปลายทาง มีนักศึกษารวมทั้งหมด 866 คน กระจายใน 54 จังหวัดทั่วทุกภูมิภาค และทำให้เกิดหลักสูตรใหม่ๆ ที่น่าสนใจมากมาย</p>



<p><strong>รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กสศ.</strong> กล่าวว่า นักศึกษาในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นกลุ่มนี้ คือพลังสำคัญของการพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ทั้งในแง่มุมของการ<strong>เติมเต็มความฝันนักเรียนผู้ขาดแคลนโอกาส ให้ได้เรียนในสาขาศึกษาศาสตร์หรือครุศาสตร์ และจบไปประกอบอาชีพครูอย่างที่ใฝ่ฝันไว้ ทั้งยังจะเป็นดอกผลที่สะท้อนไปถึงอนาคต เมื่อนักศึกษาทุนเพียง 1 คนที่ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ จะกลับไปยังท้องถิ่นของเขา และทำหน้าที่บ่มเพาะเด็กเยาวชนอีกนับร้อยนับพันชีวิต ให้เติบโตขึ้นมาเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c24307"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/07/01-ดารณี-อุทัยรัตนกิจ-.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น มีเป้าหมายที่จะหยั่งรากยังพื้นที่ห่างไกลของประเทศ ให้นักเรียนที่ขาดแคลนโอกาสแต่มีศักยภาพสูงและมีใจรักที่จะเป็นครูได้รับโอกาสเรียน ด้วยหลักสูตรที่จะเติมสมรรถนะทางวิชาการ วิชาชีพ การจัดการเรียนการสอนห้องเรียนคุณภาพสูง เป็นครูที่มีส่วนร่วมกับการพัฒนาชุมชน และมีถึงปลายทางคือทำให้เด็กทุกคนเข้าถึงการศึกษาคุณภาพ ลดช่องว่างเรื่องมาตรฐานความเหลื่อมล้ำของโรงเรียนขนาดเล็กในถิ่นทุรกันดาร</p>



<p>“โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย สร้างระบบผลิตและพัฒนาครูภายใต้อัตลักษณ์ท้องถิ่น สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละชุมชน ผ่านการออกแบบหลักสูตรโดยเครือข่ายภูมิภาคที่เข้มแข็ง โดยมีผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และพร้อมปรับเปลี่ยนการพัฒนาครูให้ตอบโจทย์การจัดการเรียนการสอนเชิงพื้นที่ และเลื่อนไหลเท่าทันตามความผันแปรของสังคมโลก”</p>



<p>และในโอกาสที่โครงการ ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’ กำลังจะเปิดรับสถาบันจากทั่วประเทศ เข้าร่วมผลิตนักศึกษาครู ‘รุ่น 4’ (ปีการศึกษา 2566) ในวันที่ 21 มิถุนายน-20 กรกฎาคม 2565 นี้ มาดูกันว่าตลอดสามปีของการดำเนินงาน แต่ละสถาบันต้นแบบมีนวัตกรรมที่น่าสนใจ หรือหลักสูตรที่แสดงให้เห็นความเปลี่ยนแปลงเชิงกระบวนการอย่างไรบ้าง</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>“ครูต้องเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนรู้เข้ากับวิถีชีวิตและปัญหาในชุมชนได้”</strong></h2>



<p><strong>รศ.ดร.เกียรติสุดา ศรีสุข คณะบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่</strong> กล่าวว่า การแก้ปัญหาการศึกษาที่ผ่านมา ยังขาดการคำนึงถึงปัญหาที่มีในท้องถิ่น ทางสถาบันจึงปรับปรุงการผลิตและพัฒนาครู ด้วยการบูรณาการศาสตร์วิชาต่างๆ ให้เชื่อมต่อเข้ากับวิถีชีวิตของผู้คน โดยออกแบบการเรียนรู้ที่นำมาจากสภาพแวดล้อมรอบตัวผู้เรียน และปัญหาที่มีความท้าทายจากโรงเรียนปลายทางที่นักศึกษาจะเข้าบรรจุ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a1d1a3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/07/02-เกียรติสุดา-ศรีสุข.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.เกียรติสุดา ศรีสุข คณะบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นคือกลไกที่มาช่วยให้มหาวิทยาลัยทำงานได้เร็วขึ้น <strong>ในช่วงเวลาสามปีเราได้ลงพื้นที่ทำงานร่วมกับชุมชนและโรงเรียนปลายทาง จนมองเห็นมิติหลากหลายที่มหาวิทยาลัยได้นำกลับมาออกแบบหลักสูตรเฉพาะทาง โดยใช้ปัญหาจากพื้นที่จริงเป็นฐาน ซึ่งเราคิดว่านี่คือเครื่องมือสำคัญที่จะเชื่อมโยงไปถึงความมั่นคงทางการศึกษา ความมั่นคงทางอาหาร ความปลอดภัย และชีวิตความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่</strong> เพราะเมื่อวันที่ครูรุ่นใหม่กลุ่มนี้จบออกไปทำงาน เขาจะสามารถมองเห็นแนวทางการพัฒนาและแก้ไขปัญหาชุมชนที่ตรงจุด นั่นเพราะเขาได้ผ่านการเรียนรู้และขัดเกลาทักษะเพื่อแก้ปัญหาในท้องถิ่นของตนโดยตรง ตลอดเวลาสี่ปีที่เป็นนักศึกษา”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ปฐมวัย-ประถมศึกษา</strong><br><strong>หลักสูตรสองปริญญาแก้ปัญหาครูไม่ครบชั้น</strong></h2>



<p><strong>อาจารย์ ดร.เกรียงวุธ นีละคุปต์ คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง</strong> กล่าวว่า โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นนับว่ามาช่วยทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงระบบการผลิตครูตั้งแต่ต้นทาง จากเคยตั้งรับ วันนี้มหาวิทยาลัยทำงานเชิงรุก ลงพื้นที่ค้นหาเด็กที่ขาดโอกาสในชนบทห่างไกล และเมื่อได้ตัวคนที่ใช่มาแล้ว สถาบันผู้ผลิตจะวางแนวทางพัฒนาศักยภาพผู้เรียนร่วมกับชุมชนและโรงเรียนปลายทาง เติมเต็มตามกรอบสมรรถนะที่กำหนดเป็นเวลา 4 ปีเต็ม เพื่อให้ได้ครูที่มีคุณลักษณะตรงกับความต้องการของพื้นที่ ซึ่งเมื่อจบการศึกษาแล้วก็จะบรรจุทำงานได้ทันที</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-08063e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/07/03-เกรียงวุธ-นีละคุปต์-.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">อาจารย์ ดร.เกรียงวุธ นีละคุปต์ คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“การที่นักศึกษาได้โอกาสฝึกงานในพื้นที่จริง คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้มหาวิทยาลัยได้สร้างสรรค์หลักสูตรพัฒนาผู้เรียนให้เป็นครูคุณภาพตรงตามบริบทพื้นที่</p>



<p>“หลังร่วมโครงการ เราปรับให้มีหลักสูตรที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาเพิ่มพูนทักษะตามความสมัครใจ โดยจากการฝึกประสบการณ์นักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่น 1 สาขาปฐมวัย ทำให้พบว่าการลงพื้นที่จริง ณ โรงเรียนปลายทาง นักศึกษาหลายคนเจอปัญหาครูไม่พอสอนเด็กครบชั้น ทำให้นักศึกษาครูสาขาปฐมวัยต้องรับผิดชอบการสอนระดับประถมศึกษาด้วย“ดังนั้นพอถึงรุ่นที่ 2 ทาง<strong>มหาวิทยาลัยจึงปรับให้มีหลักสูตรเสริมสมรรถนะ (Enrichment Program) ให้นักศึกษาสามารถเลือกเรียนสาขาปฐมวัย-ประถมศึกษา ไปพร้อมกัน ทั้งในลักษณะเรียนเสริมเพื่อนำทักษะไปใช้ หรือใครที่ต้องการเก็บหน่วยกิตเพิ่มเติม เพื่อสำเร็จปริญญาหลักสูตรสองสาขาก็สามารถทำได้”</strong></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>‘Ready Teacher’ ครูพร้อมใช้ของชุมชน</strong></h2>



<p><strong>ผศ.ดร.บัญชา สำรวยรื่น คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม</strong> กล่าวว่า ครูรัก(ษ์)ถิ่น เป็นโครงการที่ถูกที่ถูกเวลา เนื่องจากในรอบสามปีผ่านมาได้เกิดความเปลี่ยนแปลงหลายด้านเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษา โดยเฉพาะแผนงาน ‘Big Rock’ ที่มุ่งขับเคลื่อนกระบวนการจัดการเรียนรู้ซึ่งสะท้อนไปถึงการผลิตครูโดยตรง ทางมหาวิทยาลัยจึงปรับหลักสูตรการผลิตและพัฒนาครูที่สอดคล้องกับแผน โดยเน้นปลายทางว่าครูหนึ่งคนซึ่งจะกลับไปจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนแต่ละแห่ง จะต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-016407"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/07/04-บัญชา-สำรวยรื่น-.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ผศ.ดร.บัญชา สำรวยรื่น คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เราใช้วิธีพัฒนาฐานสมรรถนะเติมเต็มนักศึกษาในแต่ละปี โดยตั้งธงว่า<strong>เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว เขาต้องเป็น ‘ครูพร้อมใช้’ ทันที ไม่ต้องมีการอบรมเพิ่มเติมหรือใช้เวลาปรับตัวกับพื้นที่ที่เข้าไปบรรจุ สามารถทำได้ทุกอย่าง สอนได้ วิเคราะห์หลักสูตรได้ เขียนแผนการจัดการเรียนการสอนได้ ทำงานบริการสังคมได้ มีความรู้ครอบคลุมเรื่องเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะชีวิตให้กับนักเรียน ตลอดจนสามารถดำเนินกิจกรรมโครงการเพื่อพัฒนาชุมชนได้</strong> ซึ่งทั้งหมดจะเกิดขึ้นได้ สถาบันผู้ผลิตต้องพัฒนาหลักสูตรที่พร้อมยืดหยุ่นตามบริบทพื้นที่ เปลี่ยนแปลงได้ทุกปี โดยยึดความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลกเป็นศูนย์กลาง</p>



<p>“สำหรับปีการศึกษา 66 ที่เราเตรียมรองรับนักศึกษาครูรุ่นที่ 4 ทางมหาวิทยาลัยจะเพิ่มหลักสูตร ‘ครูผู้สร้างนวัตกร’ รองรับอนาคต เพื่อให้การเรียนรู้ของเด็กสามารถนำไปสู่การสร้างงานสร้างรายได้ระหว่างเรียน ด้วยประเมินแล้วว่าประเทศเรายังต้องเผชิญผลกระทบจากโควิด-19 ต่อไปอีกหลายปี”</p>



<p><strong>และนี่คืองานที่ กสศ. ทำร่วมกับสถาบันผู้ผลิตและพัฒนาครูของประเทศ เพื่อให้เกิดกระบวนการสร้าง ‘ครูของชุมชน’ ตั้งแต่ต้นทาง ค้นหา ‘คนที่ใช่’ แล้วนำมาเติมเต็ม บ่มเพาะศักยภาพภายใน ผ่านองค์ความรู้ใหม่ที่สถาบันสร้างสรรค์ จนได้ครูที่มีคุณสมบัติพร้อมกลับไปทำงานพัฒนาภูมิลำเนาของตน ซึ่งผลในบั้นปลายท้ายสุด ผลผลิตของโครงการจะไม่ได้มีเพียง ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’ 1,500 คน ตามเป้าหมายโครงการเท่านั้น แต่ในภาพรวมยังหมายถึงการปฏิรูประบบผลิตและพัฒนาครูในสถาบันทั่วประเทศ ซึ่งคือการพัฒนาประเทศชาติในระยะยาว</strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/teachereef-090722/">3 ปี ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’ ผลิต ‘ครูพร้อมใช้’ คืนชุมชน ตอบโจทย์โรงเรียน (ขนาดเล็ก) ในพื้นที่ห่างไกล</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
