<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B9%8C-%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%A8/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Fri, 09 Jun 2023 02:33:21 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>“การศึกษาทางเลือก” ว่าด้วยสิทธิในการศึกษา ความงดงามของการเป็นมนุษย์ และการขับเคลื่อนบนความจำกัด จากปากคำของชัชวาลย์ ทองดีเลิศ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-chatchawan-thongdiloet-interview/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 09 Jun 2023 02:33:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ]]></category>
		<category><![CDATA[โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[สมาคมการศึกษาทางเลือกไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=68402</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อเอ่ยถึงการศึกษาทางเลือก ชื่อของชัชวาลย์ ทองดีเลิศ  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-chatchawan-thongdiloet-interview/">“การศึกษาทางเลือก” ว่าด้วยสิทธิในการศึกษา ความงดงามของการเป็นมนุษย์ และการขับเคลื่อนบนความจำกัด จากปากคำของชัชวาลย์ ทองดีเลิศ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เมื่อเอ่ยถึงการศึกษาทางเลือก ชื่อของชัชวาลย์ ทองดีเลิศ นายกสมาคมการศึกษาทางเลือกไทย และผู้ก่อตั้ง “โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา” แหล่งเรียนรู้ทางด้านวัฒนธรรมภูมิปัญญาของล้านนาที่มีอายุกว่า 25 ปี น่าจะเป็นชื่อแรกๆ ที่หลายคนในแวดวงการศึกษานึกถึง&nbsp;</strong></p>



<p>“เราขับเคลื่อนการศึกษาทางเลือกผ่านโฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา ซึ่งเราไม่ได้จดทะเบียนและไม่มีงบสนับสนุนด้วย ที่ผ่านมามีครูอาสาสมัครเป็นพ่อครูแม่ครูที่มีความรู้ภูมิปัญญาด้านต่างๆ&nbsp; เราบริหารจัดการโดยเก็บค่าเรียนเล็กน้อยเป็นค่าไหว้ครู ตอนนี้น่าจะมีครูมากกว่า 100 คน ส่วนคนที่เข้ามาเรียนรู้กับเรารวมกันน่าจะหลายหมื่นคน</p>



<p>“ส่วนเหตุผลว่าทำแล้วไม่ได้เงินสนับสนุนจากรัฐ แต่ทำไมยังทำอยู่ ก็เพราะเรามองว่าสิ่งนี้มีคุณค่าสำหรับท้องถิ่น มันคือประวัติศาสตร์ คือรากเหง้า คือมรดกความรู้ คือภูมิปัญญาที่ก็ส่งต่อมา ถ้าเราไม่รักษาไว้ ทั้งหมดนี้จะหายไป ที่สำคัญที่สุดนี่คือความภาคภูมิใจ คือตัวตนของคนท้องถิ่น ดังนั้นเราจึงเห็นภาพเชียงใหม่ยังเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยศิลปวัฒนธรรมและได้รับรางวัลจากยูเนสโกให้เป็นเมืองแห่งศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน”</p>



<p>ในวันที่โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลง ทั้งความแปรปรวนด้านสิ่งแวดล้อม การขยับขับเคลื่อนด้านเทคโนโลยี และค่านิยมที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป การศึกษาทางเลือกและการศึกษาที่เอื้อให้คนได้เรียนรู้ตลอดชีวิต…อาจเป็นคำตอบหนึ่งที่ไม่ควรละเลย</p>



<p>ปัจจุบันชัชวาลย์ทำงานเชื่อมโยงกับภาคีปฏิรูปการศึกษาเชียงใหม่ ร่วมขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา&nbsp; ชั่วระยะเวลายาวนานกว่าสองทศวรรษกับบทสรุปสั้นๆ ของการขับเคลื่อนบนความจำกัดนี้ คือคำพูดที่เขาบอกว่า&nbsp; <strong>“สิ่งนี้เกิดจากการที่พวกเราพยายามรักษา หากไม่ทำ…ตัวตน คุณค่าชีวิต และความเป็นมนุษย์จะหายไป”</strong></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การสร้าง “พลเมืองที่ดี” ของรัฐ</strong></h2>



<p>การศึกษาทางเลือกในไทยเริ่มชัดเจนช่วงที่พวกเราผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ปี 2542&nbsp; พ.ร.บ.นี้ดีมาก เพราะให้สิทธิภาคประชาชนและภาคสังคมจัดการศึกษาได้ โดยรัฐต้องสนับสนุนทั้งงบประมาณ วิชาการ และการลดหย่อนภาษี ทั้งยังมีการออกกฎกระทรวง 6 ฉบับ ที่ให้ทุกคนจัดการศึกษาได้ ไม่ว่าจะเป็นวัด สถานประกอบการ บ้านเรียน ศูนย์การเรียนที่เกิดจากองค์กร ชุมชน และองค์กรเอกชนต่างๆ ถือเป็นความก้าวหน้าเชิงกฎกระทรวง แต่ในทางปฏิบัติค่อนข้างมีปัญหามาโดยตลอด เพราะเกิดจากรัฐไม่ยอมรับ คือรัฐมองว่าการศึกษาควรมีระบบหลักระบบเดียว จึงไม่อยากให้มีการศึกษาอื่นๆ แต่พอมีกฎหมายที่เป็นกฎกระทรวงออกมา รัฐเลยจำเป็นต้องทำ เรียกว่าทำในลักษณะที่ไม่ยอมรับและไม่ค่อยเข้าใจ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d3981e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/1-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นอกจากนี้ยังมีปัญหาจากวิธีบริหารจัดการด้วย ศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 ซึ่งเดิมระบุว่า 1. เป็นผู้ด้อยโอกาส 2. เป็นผู้ที่มีความประสงค์ในการจัดการศึกษา&nbsp; แต่ปัจจุบันได้ตัดคำหลังคือ “มีความประสงค์ในการจัดการศึกษา” ออก&nbsp; ดังนั้นคนที่จะจัดการศึกษาตามมาตรา 12 ได้ จึงเหลือเฉพาะผู้ด้อยโอกาส ซึ่งหากไปดูนิยามของรัฐคำว่า “ผู้ด้อยโอกาส” จะหมายถึงขอทาน ผู้พิการ คนยากจน พอเขาตัดส่วนนี้ออกมันเลยยิ่งกีดกัน&nbsp; ยิ่งทำให้เราตระหนักว่ารัฐยังไม่ยอมรับการศึกษาทางเลือก ยังมองการศึกษาในลักษณะอำนาจนิยม ต้องอยู่ในกระแสหลักเท่านั้น&nbsp;&nbsp;</p>



<p><strong>รัฐใช้การศึกษาสร้างพลเมืองของตัวเองให้เป็นพลเมืองที่ดี อยู่ในกรอบของรัฐ อยู่ในค่านิยม 12 ประการ ต้องทำตามระเบียบ ทำตามวินัย รัฐว่าอย่างไรคุณก็ต้องปฏิบัติตามนั้น ซึ่งนี่คือมุมมองแบบความมั่นคง ดังนั้นเขาเลยมองกลุ่มการศึกษาทางเลือกเป็นพวกนอกคอก&nbsp; เป็นกลุ่มที่พยายามแหกคอกออกไปจากกรอบของเขา</strong></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การศึกษาที่ตอบโจทย์ชีวิต : ความงดงามของการเป็นมนุษย์</strong></h2>



<p>ผมมองว่าชีวิตคือการศึกษา คนเราพอเกิดมาแล้วก็เรียนรู้ได้ทุกที่และตลอดเวลา แต่ประเด็นคือ การศึกษามันทำให้เกิดระบบการศึกษา ซึ่งนำมาสู่การชี้นำ อย่างยุคแรกที่เกิดการศึกษาในไทย คือเป็นการผลิตคนเพื่อป้อนเข้าสู่ระบบราชการ เพื่อเป็นเจ้าคนนายคน ดังนั้นการศึกษาในยุคนั้นก็มีเป้าหมายว่าเพื่อผลิตคนเป็นข้าราชการ ครั้นต่อมาเมื่อแผนพัฒนาเศรษฐกิจของเราหันมาสนใจธุรกิจและอุตสาหกรรม การศึกษาก็เน้นพัฒนาคนเพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน ซึ่งการวางกรอบอย่างนี้ทำให้เกิดการศึกษากระแสหลัก</p>



<p><strong>ชีวิตของมนุษย์แต่ละคนมีความแตกต่างกันและมีศักยภาพที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นการศึกษาจึงควรตอบโจทย์ของผู้เรียน ตอบโจทย์ความรักความชอบ ความถนัด และความใฝ่ฝันของเขา จริงๆ มันคือการพัฒนาความเป็นมนุษย์เพื่อทำให้เขาดำรงชีวิตอยู่ได้ </strong>การศึกษาไม่จำเป็นต้องผลิตคนออกมาให้เหมือนกันหรือเข้าโรงงานหมด เพราะสังคมเรามีหลายเซ็กเตอร์มาก เราควรมีชาวนาที่มีผลิตข้าวได้ดี ทำเกษตรอินทรีย์ให้ผู้บริโภคได้กินแล้วมีสุขภาพที่ดี เราควรมีพระสงฆ์ที่มีคุณภาพ เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณได้ดี เราควรมีนักวิทยาศาสตร์ เราควรมีนักวิชาการ มีครูที่มีคุณภาพและเข้าใจเด็ก เป็นต้น ทุกคนมีความฝันที่ต่างกัน ดังนั้นการศึกษาไม่ควรถูกกำหนดแบบ “โหลๆ” ให้ทุกคนเดินไปเส้นทางเดียวกันทั้งหมด</p>



<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" fetchpriority="high" width="569" height="855" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/5-1.jpg" alt="" data-id="68410" data-full-url="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/5-1.jpg" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=68410" class="wp-image-68410" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/5-1.jpg 569w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/5-1-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 569px) 100vw, 569px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" width="569" height="855" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/4-1.jpg" alt="" data-id="68408" data-full-url="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/4-1.jpg" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=68408" class="wp-image-68408" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/4-1.jpg 569w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/4-1-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 569px) 100vw, 569px" /></figure></li></ul></figure>



<p></p>



<p>การศึกษาที่ตอบโจทย์ชีวิตควรอยู่บนฐานที่เคารพความแตกต่างหลากหลาย อย่างชุมชนที่อยู่ห่างไกล เช่น กลุ่มพี่น้องชนเผ่าเขาต้องการการศึกษาอีกแบบหนึ่ง ต้องการจดทะเบียนศูนย์การเรียนรู้ เขาอยากเรียนภาษาและภูมิปัญญาของเขาเอง อยากเรียนรู้การอยู่ร่วมกับธรรมชาติ อยากเรียนรู้การพึ่งตนเองในชุมชน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เขาอยากเรียนมากกว่าสิ่งที่รัฐกำหนด เมื่อแต่ละคนมีความต้องการที่ต่างกัน การศึกษาที่ตอบโจทย์ชีวิตจึงเป็นอะไรที่มีความหมายมาก เพราะมันคือการสร้างพลเมืองที่ตอบโจทย์ชีวิต ตอบโจทย์ชุมชน ตอบโจทย์สังคม ทำให้เกิดพลเมืองที่มีคุณภาพ เพื่อสร้างสังคมที่เข้มแข็ง&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้การศึกษาที่ตอบโจทย์ชีวิตยังช่วยให้เด็กไทยหลุดออกจากระบบการศึกษาน้อยลง เพราะเด็กที่หลุดจากการศึกษานั้นจะมีอยู่ 2 ส่วน คือ 1. ตัวหลักสูตรไม่ตอบโจทย์ชุมชนและไม่ตอบโจทย์เด็ก 2. กระบวนการเรียนการสอนน่าเบื่อ ให้เด็กนั่งอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมวันละ 8-9 ชั่วโมง&nbsp; ถือเป็นการยัดเยียดความรู้ ไม่ใช่การเรียนรู้ เมื่อเด็กถูกยัดเยียด เขาจะเกิดความทุกข์ ดังนั้นเมื่อเขารู้สึกเรียนแล้วไม่ตอบโจทย์ชีวิต แถมทุกข์อีก เขาก็ตัดสินใจออกจากระบบการศึกษาในที่สุด&nbsp;&nbsp;</p>



<p><strong>ในกรณีที่เด็กไม่ต้องการอยู่ในกระแสหลัก เขาควรมีทางเลือก ที่อยากเน้นคือ การศึกษาทางเลือกไม่ใช่ทางเบี่ยง ไม่ใช่ว่าเด็กอยู่ในระบบหลักไม่ได้&nbsp; จึงออกมาอยู่การศึกษาทางเลือก แต่เป็นสิทธิของการได้เลือกการศึกษาที่ตอบโจทย์ชีวิตผู้เรียน&nbsp; ตอบโจทย์ความฝันและความปรารถนาของเขา</strong></p>



<p><strong>สิ่งสำคัญของการศึกษาทางเลือกคือการค้นพบตัวเอง เพราะเป็นฐานสำหรับการเรียนรู้&nbsp; หากเด็กได้ค้นพบตัวเอง เขาจะมีพลังมหาศาล จะมุ่งมั่น&nbsp; เหนื่อยแค่ไหนก็พร้อมลุย พร้อมเรียนรู้อย่างมีความสุข ซึ่งกระบวนการนี้ไม่ค่อยมีในการศึกษากระแสหลัก&nbsp; การศึกษากระแสหลักคือ เรียนไปเรื่อยๆ เพื่อให้จบ&nbsp; แต่การศึกษาทางเลือกที่เราทำอยู่ เราจะฝึกฟังเด็ก</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-98bcf4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/3-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>การฝึกฟังเด็กคือ ฟังว่าเขาอยากสื่อสารอะไร พร้อมสังเกตว่าเขาทำอะไรแล้วมีความสุข เมื่อเราฝึกจนกระทั่งเห็นว่าเด็กสนใจเรื่องอะไร เขามีความรัก ความถนัด ความชอบอะไร เราก็พยายามเอื้ออำนวยให้เขาได้เรียนรู้อย่างมีศักยภาพ นั่นคือจุดสำคัญที่สุดของการเรียนรู้เลย เขาจะโตของเขาเอง โตตามสิ่งที่เขาชอบและฝัน เป็นพลังขั้นพื้นฐานที่สำคัญมาก แล้วมันจะต่อยอดได้เอง เขาจะใฝ่รู้มาก ทำและทุ่มเทเยอะ</p>



<p>ระบบกระแสหลักที่เราเจอทุกวันนี้มักบังคับ ยัดเยียด ทำให้เด็กไม่เปิดจินตนาการและแรงบันดาลใจ แต่กระบวนการที่ตอบโจทย์เด็กแต่ละคน ให้เขาค้นพบตัวเอง และเจอในสิ่งที่ตนเองรัก เขาจะมีพลัง กระบวนการหนึ่งของเราคือ เปลี่ยนพ่อแม่ให้เป็นโค้ช เป็นคนอำนวยการเรียนรู้ เมื่อเด็กและพ่อแม่กลุ่มนี้เจอกัน มันจะมีพลังและไปได้ไกลมาก เขาจะเป็นคนที่มีคุณภาพในอนาคต</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การศึกษาตลอดชีวิต </strong><br><strong>ความเป็นไปได้ที่จะเกิดสิ่งนี้ในสังคมไทย</strong></h2>



<p><strong>พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติพูดไว้ชัดมากว่า การศึกษาของเรามี 3 แบบ คือ ในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย แล้วเชื่อมโยงทั้ง 3 แบบเป็นการศึกษาตลอดชีวิต แต่ในทางปฏิบัติ รัฐทำอย่างเดียวคือการศึกษาในระบบ แต่ไม่ทำอีก 2 ระบบ คือการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พอไม่ทำทั้งหมด จึงไม่เอื้อต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต</strong>&nbsp;</p>



<p>ยกตัวอย่างการศึกษาทางเลือกที่เราทำกับเด็ก อย่างเรื่องการอ่านหนังสือ เราจะให้หนังสือเป็นสิ่งแวดล้อมหนึ่งของเด็กตั้งแต่ยังเล็กเลย ดังนั้นเด็กจะอ่านหนังสือโดยธรรมชาติ ที่เราเจอคือเด็กอ่านหนังสือมากเกินไปจนเราต้องคอยบอกว่าให้ไปทำอย่างอื่น ให้ไปวิ่งเล่นบ้าง เหล่านี้เป็นเรื่องของกระบวนทัศน์ และเป็นเรื่องกระบวนการจัดการการเรียนรู้มากกว่า</p>



<p>ถ้าเรามองเรื่องการเรียนรู้เป็นเรื่องในระบบ นอกระบบ ตามอัธยาศัยแล้ว การเรียนรู้จะอยู่ในชีวิตเลย เพราะคนเราเรียนรู้ตลอดเวลา กินก๋วยเตี๋ยวก็เรียนรู้ได้ เอามาคุยเป็นบทเรียนได้ เขาไปเล่นน้ำก็เอามาเรียนรู้ได้ ทุกอย่างคือการเรียนรู้ทั้งหมด แต่พอเราบอกว่าการเรียนคือหลักสูตรที่ต้องมี 8 สาระวิชา ต้องมีครูสอน ต้องอยู่ในห้อง 8.00-16.00 น. มันเลยอยู่แค่นั้น ผู้คนเลยเข้าใจว่า พอหมดช่วงตรงนั้นคือหมดเวลาการเรียนรู้  วิธีคิดแบบนี้ไม่ใช่การเรียนรู้ของมนุษย์ แท้จริงแล้วมนุษย์มีชีวิตจิตใจ มีกิจกรรมของชีวิตตลอดเวลา เราต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ว่าอยู่ที่ไหนก็เรียนรู้ได้หมด และทุกคนเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ได้หมด</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0be915"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/6-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ภาคประชาสังคม : การขับเคลื่อนบนความจำกัด</strong></h2>



<p>ต้องยอมรับว่าภาคประชาสังคมยังไม่เข้มแข็งและเติบโตยาก แต่ที่ภาคประชาสังคมลุกมาจัดการศึกษาในระดับทางเลือกนั้น เกิดจากเราเห็นวิกฤตของการศึกษาในกระแสหลัก เราลุกขึ้นมาเพราะไม่อยากเห็นลูกหลานต้องเผชิญวิกฤตหล่านั้น ซึ่งต้องยอมรับว่าลุกขึ้นมาด้วยใจส่วนหนึ่ง พร้อมบ้างไม่พร้อมบ้าง พอขับเคลื่อนโดยที่ระบบสนับสนุนจากภาครัฐไม่เอื้อ เราถูกห้อมล้อมด้วยกฎระเบียบต่างๆ ที่ไม่เปิดโอกาส&nbsp; จึงทำให้การขับเคลื่อนของภาคประชาสังคมยังเป็น “การขับเคลื่อนบนความจำกัด”&nbsp;</p>



<p>โรงเรียนสืบสานฯ ถ้าเราไม่ทุ่มเทแรงกายแรงใจ เราอาจยืนระยะมาจน 25 ปีได้ยาก แต่เราก็สู้กันมาโดยมีผู้เรียนช่วยสนับสนุน ข้อจำกัดมีไม่น้อยเลย เราอยากขยายไปทั่วประเทศด้วยซ้ำ อยากทำทุกภาค ทุกจังหวัด เพราะทุกพื้นที่มีของดีเยอะแยะเต็มไปหมด แต่โอกาสที่เด็กจะได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้กลับไม่มีเลย </p>



<p>การที่ภาคประชาสังคมลุกมาทำเองนั้น เขามีใจสู้มากและมีประสบการณ์เยอะด้วย แต่ภายใต้ข้อจำกัดทำให้เขาไปได้ไม่ไกล ซึ่งเราก็อยากเห็นภาคประชาสังคมมาคุยและรวบรวมข้อมูลเพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลใหม่ <strong>เราหวังว่าจะมีกระทรวงศึกษาธิการที่มีความก้าวหน้าและมีวิสัยทัศน์ เชื่อว่าแค่รัฐเปิดโอกาสมากกว่านี้ เราจะขับเคลื่อนการศึกษาทางเลือกได้อย่างเข้มแข็ง และสิ่งเหล่านี้จะเป็นประโยชน์กับเด็กๆ</strong></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ข้อเสนอโยบายจากเครือข่ายการศึกษาทางเลือก</strong></h2>



<p><strong>1. สนับสนุนการสร้างนิเวศการเรียนรู้และขยายให้กว้างอย่างเต็มที่</strong><strong> </strong>หากรัฐทำตามที่ระบุในกฎหมายอย่างเต็มกำลัง ทั้งเรื่องงบสนับสนุนและการลดหย่อนภาษี เราเชื่อว่าจะทำให้เกิดคุณภาพในการจัดการศึกษาทันที&nbsp;</p>



<p>กฎหมายให้อำนาจแล้ว คือ การกระจายอำนาจให้ภาคประชาสังคมและภาคประชาชนสามารถจัดการศึกษาได้ เรามองว่าการเรียนรู้ในห้องเรียนอย่างเดียวไม่ตอบโจทย์แล้ว เด็กสามารถแสวงหาความรู้ทั้งทางออนไลน์บ้าง หรือฝึกฝนกับผู้รู้ก็ได้ เช่น อยากทำร้านกาแฟก็ฝึกกับร้านกาแฟโดยตรง อยากทำเกษตรอินทรีย์ก็เรียนกับเกษตรกรตัวจริงได้เลย จะเร็วกว่าไปเรียนมหาวิทยาลัย 4 ปี</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b96463"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/2-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>2. ส่งเสริมให้จังหวัดจัดการศึกษาตาม พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา</strong><strong> </strong>ที่ผ่านมาดำเนินการแล้ว 8 จังหวัด ทั้งยังมีกฎหมายออกมาแล้ว แต่เนื่องจากภาคปฏิบัติยังขึ้นอยู่กับระบบราชการแบบเดิม ทำให้ไม่เวิร์ก คงต้องกระจายอำนาจมากกว่านี้ เพราะตอนนี้ยังอยู่กับศึกษาธิการจังหวัด อยู่กับระบบราชการ ซึ่งเป็นระบบรวมศูนย์ เลยทำให้ไม่ก้าวหน้าเท่าไหร่&nbsp;</p>



<p><strong>3. มีกลไกใหม่ที่พร้อมดูแลการศึกษาทางเลือกให้แข็งแรง</strong>  อยากให้นำระบบการดูแลและสนับสนุนออกจาก สพฐ. สร้างให้มีกลไกลใหม่ที่ยอมรับและเข้าใจการศึกษาทางเลือก พร้อมเอื้ออำนวยสนับสนุนอย่างเต็มที่ ปัจจุบันนี้เรายังต้องขออนุญาตผ่านเขตการศึกษากันอยู่เลย แล้วบ้านเรามี 180 เขตการศึกษา ซึ่งแต่ละเขตก็เข้าใจไม่เหมือนกัน เขตไหนดีหน่อยก็ไปได้ดี เขตไหนไม่รู้เรื่องก็ไม่ได้รับอนุญาต</p>



<p><strong>4. กระจายอำนาจให้โรงเรียนบริหารจัดการตนเองอย่างแท้จริง </strong> จึงจะสามารถจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับบริบทผู้เรียน สอดคล้องกับชุมชนและกลุ่มชาติพันธุ์ <strong> </strong>โรงเรียนต้องมีอิสระตั้งแต่เรื่องกำหนดนโยบาย กำหนดหลักสูตร กำหนดบุคลากร กำหนดงบประมาณ แต่ปัญหาคือ ตอนนี้โรงเรียนไทยอยู่ภายใต้ระบบราชการ ต้องมีคำสั่งจากรัฐมนตรีมาที่ สพฐ. จากนั้นส่งต่อมายังเขต มายังผู้อำนวยการโรงเรียน ก่อนส่งต่อไปยังครู ทั้งหมดนี้เป็นระบบราชการแนวดิ่ง ทำให้ไม่มีประสิทธิภาพในการจัดการเรียนรู้ </p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-chatchawan-thongdiloet-interview/">“การศึกษาทางเลือก” ว่าด้วยสิทธิในการศึกษา ความงดงามของการเป็นมนุษย์ และการขับเคลื่อนบนความจำกัด จากปากคำของชัชวาลย์ ทองดีเลิศ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
