<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Zero Dropout | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/zero-dropout/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Fri, 27 Sep 2024 05:45:22 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>Zero Dropout | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เมื่อศิลปะคือพื้นที่สร้างโอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้ร่วมกันของชุมชน คุยกับ กลุ่มศิลปินบ้านนอกฯ เจ้าของสตูดิโอศิลปะกับการเรียนรู้นอกบ้านแห่งราชบุรี</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-270924/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 27 Sep 2024 05:45:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[พรพิไล มีมาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านนอก ความร่วมมือทางศิลปวัฒนธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[จิระเดช มีมาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[Zero Dropout]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=86762</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อหลายเดือนก่อน กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (ก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-270924/">เมื่อศิลปะคือพื้นที่สร้างโอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้ร่วมกันของชุมชน คุยกับ กลุ่มศิลปินบ้านนอกฯ เจ้าของสตูดิโอศิลปะกับการเรียนรู้นอกบ้านแห่งราชบุรี</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อหลายเดือนก่อน กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดงาน<strong> ‘All for Education Ratchaburi Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน รวมพลังคนราชบุรีไม่ทิ้งเด็กคนไหนไว้ข้างหลัง’</strong> ณ จังหวัดราชบุรี จังหวัดที่ตั้งของ กลุ่ม <strong>‘Baan Noorg Collaborative Arts &amp; Culture’ หรือ ‘บ้านนอก ความร่วมมือทางศิลปวัฒนธรรม’</strong> องค์กรความร่วมมือทางศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยที่ไม่แสวงผลกำไรที่ทำงานศิลปะกับชุมชน&nbsp;</p>



<p>ในวันนั้น<strong> บอย &#8211; จิระเดช มีมาลัย</strong> เป็นตัวแทน ‘กลุ่มบ้านนอก ความร่วมมือทางศิลปวัฒนธรรม’ ร่วมเวทีเสวนา<strong> ‘จับเข่าคุยเรื่องต้นทุนการเติบโตของเด็กราชบุรี จากหลากคน หลายภาคส่วน’</strong> เขาได้ให้มุมมองต่อประเด็นความมีส่วนร่วมของชุมชนต่อการสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างน่าสนใจว่า&nbsp;</p>



<p>“ในปัจจุบัน นักเรียนไม่สามารถมีส่วนร่วมในการออกแบบระบบการศึกษาของตัวเองได้ คนออกจากระบบการศึกษากันจนเป็นเรื่องปกติ แม้กระทั่งในต่างประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาที่คนเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยน้อยลงทุกปี ในการที่จะทำความเข้าใจปรากฏการณ์นี้ ข้อเท็จจริงประการแรกที่เราต้องยอมรับให้ได้ก่อนคือการศึกษาในระบบไม่ได้เหมาะกับเด็กทุกคน</p>



<p>“และจากประสบการณ์ส่วนทั้งในฐานะนักเรียนและคนที่เคยทำงานใกล้ชิดกับโรงเรียน ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่เกลียดโรงเรียน แต่แน่นอนว่าเด็กที่เกลียดห้องเรียน เกลียดครู เกลียดระบบนั้น ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเกลียดการเรียนรู้ อย่างไรก็ดี ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อโรงเรียนไม่ใช่นิเวศการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับเรา เราจึงต้องหันกลับมามองที่บ้าน ที่ชุมชน ที่คอมมูนิตี้ของเรา แต่คำถามที่สำคัญก็คือชุมชนของเราพร้อมไหม?</p>



<p>“หากเราไปลองสังเกตชีวิตประจำวันของเด็กๆ แม้แต่เด็กๆ ที่หลุดออกจากการศึกษา ทุกคนมีห้องเรียนเป็นของตัวเองอยู่แล้ว บางคนอาจอาศัย YouTube หรือ TikTok เป็นหนังสือเรียน บางคนก็ออกไปอาศัยท้องนาบ้าง ริมฝั่งคลองบ้าง เป็นห้องเรียนเชิงปฏิบัติการที่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้ทดลองลงมือทำ บางคนชอบตกปลาก็มีผู้รู้เป็นปราชญ์ชาวบ้าน ชาวประมงแถวๆ นั้นรับบทครูให้ แต่สิ่งที่ยังขาดไปจากห้องเรียนเหล่านี้ก็คือ ‘แพลตฟอร์ม’&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“เช่นเดียวกันกับการเรียนในระบบ เด็กๆ ที่เรียนรู้ด้วยตนเองก็จำเป็นต้องมีแพลตฟอร์มที่ชุมชนสร้างขึ้นเพื่อให้เขาได้ถอด สกัด วิเคราะห์ และบันทึกกิจกรรมต่างๆ ที่ได้ลองทำ ตลอดจนข้อมูลจากผู้รู้ ออกมาเป็นองค์ความรู้ที่จับต้องได้และกลับมาทบทวนได้</p>



<p>“หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มนำระบบนี้มาใช้แล้ว เพราะเด็กที่นั่นก็ประสบปัญหาเดียวกันคือการศึกษาในระบบไม่ตอบโจทย์ทำให้เด็กรู้สึก ‘เกลียดโรงเรียน’ เมื่อมีแพลตฟอร์มพร้อม สถานที่ที่เรียกว่า ‘โรงเรียน’ ค่อยๆ ลดความสำคัญลงมา และภาคส่วนที่ก้าวขึ้นมามีบทบาทมากขึ้นแทนก็คือ ‘ชุมชน’ นั่นเอง เช่นเดียวกับที่ในอดีตวัดและโรงเรียนเป็นหน่วยที่ตัดจากกันไม่ขาด ชุมชนก็จะกลายเป็นแบบนั้นเช่นกันในอนาคตอันใกล้</p>



<p>“เพราะอย่างนี้ การที่แต่ละชุมชนต้องถามตัวเองให้ดีว่าพร้อมไหม และมีความรู้ มีภูมิปัญญาใดบ้างที่สามารถถ่ายทอดให้เยาวชนได้ จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการที่เราจะเดินตามแนวทางนี้ หากทำได้ คำว่า ‘ระบบ’ ก็จะค่อยๆ กลายเป็นอดีตไป เพราะในท้ายที่สุด มันไม่มีระบบใดบนโลกที่เหมาะสมกับคนทุกคนมากไปกว่าระบบที่พวกเขาได้ออกแบบเอง ดังนั้น การศึกษาในอนาคตคือการศึกษาที่มีเด็กเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่ครูผู้สอน หรือโรงเรียน”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3922c4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/09/1-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ในเดือนต่อมา พวกเราไม่รอช้า ออกเดินทางออกจากเมืองและถนนแน่นขนัดของกรุงเทพมหานคร มายังตำบลหนองโพตามความตั้งใจด้วย GPS บอกทางที่ปักหมุดไว้ที่ ‘<strong>Baan Noorg Collaborative Arts &amp; Culture</strong>’ หรือ ‘<strong>บ้านนอก ความร่วมมือทางศิลปวัฒนธรรม</strong>’ องค์กรความร่วมมือทางศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยที่ไม่แสวงผลกำไร ซึ่งก่อร่างและริเริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 โดยสองผู้ก่อตั้งคือ <strong>บอย </strong>– <strong>จิระเดช มีมาลัย </strong>และ <strong>ยิ่น </strong>– <strong>พรพิไล มีมาลัย</strong> ในชื่อกลุ่มอย่างสั้นที่ตั้งตามชื่อเรียกพื้นที่อันเป็นจุดที่ตั้งของสตูดิโอว่า กลุ่มศิลปินบ้านนอกฯ</p>



<p>“ตำบลหนองโพมี 10 หมู่บ้าน แต่ละหมู่บ้านมีชื่อตามโลเคชั่น เราอยู่หมู่ 2 ชื่อ ‘บ้านนอก’ คนมักจะเข้าใจว่าเราตั้งใจตั้งชื่อกลุ่มแบบนี้ เพื่อย้อนแย้งหรือล้อเรียนหรือเปล่า ซึ่งจริงๆ ก็ต้องบอกว่าในทางหนึ่งมันก็มีนัยด้วยเหมือนกันว่า <strong>องค์กรเราไม่ได้อยู่ศูนย์กลางของอำนาจ ก็คือไม่ได้อยู่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่มาของยุทธศาสตร์องค์กรบ้านนอกว่า เป้าหมายหรือโปรเจ็กต์ที่เราทำจะมีแนวคิดที่มุ่งรื้อสร้าง หรือสลายโครงสร้างของอำนาจศูนย์กลางในระดับหนึ่ง เพราะทุกโครงการที่เกิดขึ้นในหนองโพ เป็นโปรเจ็กต์ที่มีความเป็นไปได้ที่จะไม่พึ่งพาศูนย์กลางมากนัก หรือไม่พึ่งพาศูนย์กลางเลย</strong> เช่นเราทำงาน เดินข้ามจากหนองโพแล้วเราไปไทเปเลย ไปโตเกียวเลย ไม่ต้องเข้ากรุงเทพ เหมือนหลายโครงการหรือโปรเจ็กต์จะพึ่งกรุงเทพค่อนข้างน้อย หรือแทบจะไม่ได้พึ่งกรุงเทพเลย 80 เปอร์เซ็น”&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p><strong>บอย &#8211; จิระเดช มีมาลัย</strong> เล่าให้เราฟังถึงที่มาที่ไปของชื่อกลุ่ม ‘บ้านนอก’ ก่อนจะสนทนากันต่อถึงการเดินทางของพวกเขา จากนักศึกษาศิลปะ จวบจนเริ่มทำงานศิลปะแบบเป็นคู่ สู่การร่วมกันผลักดันให้เกิดองค์กรความร่วมมือทางศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ขับเคลื่อน ‘การเรียนรู้ร่วมกัน’ ในชุมชนผ่านงานศิลปะโดยกลุ่มศิลปิน และที่สำคัญคือลงหลักปักฐานในราชบุรี ซึ่งเป็นบ้านเกิดของบอย&nbsp;&nbsp;</p>



<p>และในขณะที่บอยเป็นผู้เล่าหลักในการพูดคุยคร้้งนี้ <strong>ยิ่น-พรพิไล มีมาลัย</strong> ก็นั่งอยู่เคียงข้างคอยเพิ่มเติมข้อมูลและความคิดเห็นในบทสนทนาไปด้วย&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>มุมมองต่อการทำงานกับชุมชนที่มี ‘ศิลปะ’ เป็นตัวกลางในการสร้าง ‘การเรียนรู้ร่วมกัน’ ในแบบฉบับของกลุ่มบ้านนอกฯ จะมีที่มาที่ไปอย่างไร และมีหัวใจสำคัญบนแนวคิดแบบไหน ชวนไปผู้อ่านไปสนทนากับบทสัมภาษณ์นี้ได้เลย </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ea12b9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/09/3-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ทำไมถึงตัดสินใจเดินทางกลับมาทำสตูดิโอที่บ้าน</strong></h2>



<p>มีหลายประเด็นที่เป็นแรงจูงใจให้เราอยากกลับมาที่บ้าน คือเราออกจากบ้านไปตั้งแต่ ม.3 กำลังจะขึ้น ม.4 จนมาทำความเข้าใจเอาทีหลังว่าใน ‘ระบบการศึกษาไทย’ ถ้าพ่อแม่ผู้ปกครองเป็นชนชั้นกลางก็อยากให้ลูกไปไกลบ้านมากขึ้น เพราะว่าโรงเรียนที่ดีอยู่ไกลออกไปทุกช่วงชั้นปี ซึ่งเราก็เป็นหนึ่งในเด็กรุ่นนั้นที่พ่อแม่อยากให้เข้ากรุงเทพและได้รับการศึกษาที่ดี เลยได้ไปอยู่กรุงเทพตั้งแต่ ม. 4 เรียนอาชีวะ แล้วเอนทรานส์เข้ามหาวิทยาลัย&nbsp; หลังจากจบอาชีวะก็ใช้ชีวิตที่นั่นตลอดจนถึงปริญญาตรี แล้วทำงานออฟฟิศตามปกติ พออายุ 29 ปี จึงตัดสินใจกลับไปเรียนปริญญาโทที่ศิลปากร ซึ่งเป็นช่วงที่พ่อกับแม่เกษียณ แล้วหลักสูตรปริญญาโทที่ศิลปากร ให้เดินทางมาเรียนที่นครปฐม ซึ่งใกล้กับราชบุรีบ้านเรา&nbsp;</p>



<p>ครั้งตั้งแต่พื้นตรงนี้ (ชี้ลงบนพื้น) ไล่ไปสุดกำแพงยังเป็นที่นาของครอบครัวปู่ย่าตายาย ตอนนั้นเริ่มคิดแล้วว่าพื้นที่เยอะและใหญ่ เลยอยากทำสตูดิโอ แล้วตอนเรียนปริญญาโทเรียนเอกปะติมากรรม เลยฝันว่าถ้าย้ายมาจะมีสตูดิโอใหญ่ๆ ที่ออกแบบเอง หลังจบปริญญาโทเลยตัดสินใจกลับบ้าน </p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>พอได้กลับบ้านจริงๆ มันเป็นอย่างที่คิดไว้ไหม?</strong></h2>



<p>พอกลับมาจริงๆ ก็พบว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสิ่งที่เราต้องพยายามแก้ปัญหาคือคำถามที่ว่า<em> ‘กลับมาอยู่หนองโพ ทำอาชีพอะไร’</em>  ไม่ใช่เฉพาะในชุมชนหรือคนทั่วไปที่มองว่าความเจริญก้าวหน้าทางอาชีพการงานอยู่ในเมืองหลวงเท่านั้น พ่อแม่เราเองก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่คอยกดดันว่า <em>‘เมื่อไหร่จะกลับกรุงเทพ’</em> เพราะเขาเห็นว่ากรุงเทพฯ มีงาน แต่ที่หนองโพไม่มีงาน เพราะวิชาชีพที่เรียนและปริญญาที่ได้มา มันไม่มีงานบริเวณใกล้บ้าน ยิ่งเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ไม่มีอาชีพที่รองรับกับหลักสูตรที่เราเรียนมาเลย  </p>



<p>อีกอย่างตอนกลับมาเริ่มสร้างสตูดิโอที่นี่ มาอยู่บ้านทำงานปะติมากรรม สิ่งที่กระทบกระเทือนใจเรามากคือรู้สึกว่า <strong>‘ทำไมชาวบ้านไม่คุยกับเรา’</strong> ทั้งที่ชาวบ้านเหล่านี้เป็นคนที่เราวิ่งเล่นเข้าออกบ้านเขาตั้งแต่เด็ก มันก็เลยรู้สึกแปลก ในขณะเดียวกันพ่อแม่ก็ถามทุกสัปดาห์ว่าเมื่อไรจะกลับกรุงเทพฯ ตอนแรกก็ไม่รู้จะทำยังไง แต่สิ่งที่ทำได้คือ ‘ดื้อ’  ไม่กลับไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b6d6f1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/09/4-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้การกลับบ้านเป็นไปได้มากขึ้นจนยืนระยะมาถึงทุกวันนี้</strong></h2>



<p>มันเริ่มจากช่วงปี 2009 เรากับยิ่นแสดงงานครั้งสุดท้ายที่กรุงเทพ ซึ่งงานในชุดที่เราทำกันในปีนั้น มันมีศักยภาพพอให้เราเขียนขอทุนไปที่อเมริกา เป็นทุนที่ชื่อทุนว่า<strong> Asian Cultural Council </strong>ซึ่งมอบให้แก่ผู้ที่ทำงานศิลปะ นักวิทยาศาสตร์ หรือคนที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมจากประเทศในกลุ่มเอเชีย โดยทุนครอบคลุมทุกอย่าง แล้วเป็นทุนระยะยาวที่ให้เราไปศึกษาวิจัย&nbsp;</p>



<p>การไปอยู่อเมริกาหนึ่งปีเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เป็นพื้นที่ที่พวกเราได้ความรู้เยอะ เพราะไม่ได้ไปอยู่เฉยๆ เท่านั้น แต่มีโปรแกรม Artist in Residence คือให้ ‘ศิลปินในพำนัก’ ไปทำงานตามรัฐต่างๆ และมีองค์กรนี้รองรับให้เราได้มีพื้นที่ทำงานและเจอกับศิลปินหลายคนในต่างประเทศที่มารวมตัวกันในอเมริกา&nbsp;</p>



<p>ตอนนั้นแหละที่ทำให้เราเห็นว่าในหลายประเทศเขามีองค์กรที่เรียกว่าเป็น Artist collective หรือกลุ่มศิลปินรวมตัวกันที่เรียกว่า Artist run (กลุ่มศิลปินที่ขับเคลื่อนองค์กรโดยใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือ) คือศิลปินทำเอง รันโครงการเอง และริเริ่มขับเคลื่อนโครงการด้วยตัวเอง ไม่ใช่ว่ามีบริษัทมาจ้างแล้วเราไปทำงานให้เขา แต่คิดจากเราเองว่าเราจะทำโปรเจ็กต์อะไร แล้วเราก็เขียนขอทุน พอได้งบนั้นมาก็ดำเนินโครงการด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องเอางบจากนายทุน ทำให้เราเป็นอิสระ เป็นทุนให้เปล่า ไม่ต้องตอบแทนคนให้ทุน&nbsp;</p>



<p>ตรงนี้เองทำให้เรามีเครือข่ายในต่างประเทศ เราเลยเดินทางกลับมาจากนิวยอร์กช่วงปี 2011 จุดนั้นคือจุดที่เราก่อตั้งกลุ่มบ้านนอกฯ อย่างจริงจัง เพราะรู้สึกว่านี่คือทางออกที่จะทำให้เรากลับสู่ชุมชน ได้ในระดับที่มีความลึกมากขึ้นกว่าที่จะอยู่ในผิวระนาบที่แค่เกิดที่นี่แล้วกลับมาอยู่ที่นี่</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>แล้วตอนนั้นคนในชุมชนตอบรับยังไงบ้าง</strong></h2>



<p>กลับมาจากโครงการทุนครั้งนั้นมันทำให้เราสองคนในฐานะศิลปิน แล้วเราเอง (บอย) ในฐานะคนที่เกิดที่นี่สามารถเชื่อมโยงและต่อกับคนในชุมชนได้อีกครั้งหนึ่ง ชาวบ้านจากที่เขาไม่คุยกับเราช่วงกลับบ้านรอบก่อน เขาเริ่มกลับมามีความสัมพันธ์ที่ดีกับเรา ไปเจอกันที่ร้านก๋วยเตี๋ยว เจอตลาด เจอที่วัด ทักทาย ซึ่งก่อนหน้านั้น เขาไม่ทักเราเลย ทั้งที่เราและเขารู้จักกัน การที่เขาทักทาย พูดคุย ทำให้เรารู้สึกอบอุ่น รู้สึกว่าเขายอมรับเรา</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>คิดว่าอะไรทำให้คนในชุมชนเริ่มหันมาทักทายเรา</strong></h2>



<p>เราเข้าใจว่าตอนแรกที่ไม่ทักทายกัน น่าจะเป็นปัญหาที่เขามองว่าเราออกไปจากหมู่บ้านนาน 30 กว่าปี แล้วพอเรากลับมา เขาไม่รู้สถานภาพของเรา เขาไม่รู้ว่าเราเป็นใคร เราทำอะไร มันไม่มีลักษณะนามที่ชัดเจนว่าจะทักหรือเรียกยังไง แต่ทุกวันนี้พอกลับมาสนิทเหมือนเดิม เขาเรียกเราว่า <strong>‘น้องบอย’ </strong>คือคนในชุมชนเวลาไปกินก๋วยเตี๋ยวก็จะพูดแบบ อ้าวน้องบอยไปไหน แม่เป็นไง (‘ทุกวันนี้ยังเป็นน้องบอยอยู่’ ยิ่นเสริม) และนั่นเพราะว่าเขาเรียกเหมือนที่เขาเคยเรียกเราตอนเป็นเด็ก อันนี้สำคัญมาก&nbsp;</p>



<p>อีกประการที่ทำให้เราเชื่อมโยงกับชุมชนได้มากขึ้นคือ คนในชุมชนเริ่มมา ‘ขอบคุณ’ กลุ่มบ้านนอกฯ ขอบคุณเรา ขอบคุณพ่อแม่เรา เพราะว่าเราทำโปรเจ็กต์กับโรงเรียนชุมชนวัดหนองโพ แล้วทำหนังสั้น ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เราพอจะทำกันได้ แล้วไม่ได้ใช้ทุนมาก โดยเราชวนเยาวชนกลุ่มหนึ่งมารวมตัวกันและทำหนังสั้น พอทำเสร็จก็ฉายกลางแปลงที่วัด พ่อแม่เขาก็มาดู พอเขามาดูเขาก็เห็นว่าลูกเขาทำอะไรได้ เขารู้สึกว่าเราก็มีประโยชน์กับพื้นที่ คนที่อายุต่ำกว่าเราหรือใกล้เคียงกับเราก็เรียกเราว่า ‘อาจารย์’ ซึ่งเราก็ไม่ได้เป็นอาจารย์ แต่พวกเขาก็เรียก&nbsp;</p>



<p>ปรากฏการณ์เหล่านี้ทำให้เราเข้าใจว่าจริงๆ มันมี ‘ลักษณนาม’ ที่ทำให้เขารู้สึกต่อเราได้ว่า เราเป็นอาจารย์เพราะเราสอนลูกเขา ทำให้คนในชุมชนก้าวข้ามพรมแดนที่โครงสร้างทางสังคมวางไว้ เขาก็สะดวกใจ สบายใจที่จะเรียกเรามากขึ้น เพราะก่อนหน้านั้น ถ้าเราเดินหรือขี่จักรยานผ่าน เขาก็จะมองเรา รู้จักเรา อ้ำๆ อึ้งๆ ว่าจะเรียกเราว่ายังไงดี มาวันนี้ผู้ใหญ่ที่เราเคยไปวิ่งเล่นบ้านเขา แต่ก่อนเขาเรียก ‘น้องบอย’ ทุกวันนี้ก็เรียก ‘น้องบอย’ </p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ตอนชวนเด็กๆ มาทำหนังสั้นใช้วิธีการชวนยังไง</strong></h2>



<p>มีเยาวชน 2 กลุ่มที่เราชวนเข้ามาในช่วงแรก กลุ่มแรกคือคนที่มาช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน เอาลูกมาให้เราสอนภาษาอังกฤษ สอนทำการบ้าน อีกกลุ่มหนึ่งเป็นนักเรียนที่โรงเรียนชุมชนวัดหนองโพที่ผู้อำนวยการของโรงเรียนเป็นบอร์ดคอมมิวนิตี้ของโครงการเรา โรงเรียนก็ช่วยประกาศให้เด็กๆ ที่สนใจมาร่วมกิจกรรม&nbsp;</p>



<p>จะเห็นว่าเราทำงานร่วมกัน บ้านนอกไม่ได้อยู่ด้วยตัวเองโดดๆ มันเป็นงานฐานชุมชน เป็นการทำงานร่วมกันของกลุ่มคนในพื้นที่เป็นหลัก เราเลยทำงานกับทั้งวัด โรงเรียน และส่วนต่างๆ ในชุมชน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0f0d7e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/09/7-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>คุณบอย-คุณยิ่น ในฐานะคู่รักที่ทำงานคู่กันมาตลอด ได้เรียนรู้จากความสัมพันธ์ส่วนตัวกับการทำงานศิลปะยังไงบ้าง และสำคัญยังไงกับการทำงานศิลปะในความสัมพันธ์อื่นๆ ที่กว้างขึ้นอย่างการทำงานร่วมกับผู้คนในชุมชน</strong></h2>



<p>เรื่องความสัมพันธ์ในการทำงาน<strong> </strong>เรามองว่าช่วงทศวรรษ 80-90 มันมีมูฟเมนต์ ‘กลุ่มศิลปิน’ ที่ทำงานมากกว่าคนเดียว แล้วรูปแบบของงาน ไปจนถึงวิธีคิดมีความน่าสนใจในระดับสากล เราเลยมองว่าแทนที่เราจะมีอาชีพในฐานะศิลปิน แทนที่จะเป็น individual artist เราลองทำงานเป็นกลุ่มดีไหม กลุ่มก็คือหมายถึงหนึ่งคนขึ้นไป อย่างพวกเราก็คือสองคน&nbsp;</p>



<p>มูฟเมนต์นี้ในระดับสากล มันทำให้เห็นว่ามันมีศักยภาพที่น่าสนใจ และงานที่ออกมามันกลายเป็นเรื่องของขบวนการทางความคิดที่ต้องมีการถกเถียงกัน ก่อนที่จะตกผลึกมาเป็นตัวชิ้นงาน ในองค์ประกอบตรงนี้มันมีเรื่องของ<strong> ‘ความเท่าเทียม’</strong> อยู่ในนั้นด้วย คืออย่างของเราทำงานเป็นคู่ (couple) มันก็จะมีเรื่องของเพศ (gender) ตัวชุดความคิดเรื่องความเท่าเทียม มันพาข้ามประเด็นปัญหาบางอย่างได้ แล้วก็สามารถถกเถียงกันได้ คือมันเกิดขึ้นได้และยอมให้มันเกิดขึ้นได้&nbsp;</p>



<p>แล้วเมื่อผลงานออกมา ผู้ชมเขาไม่รู้หรอกว่า บอยคิดหรือยิ่นคิด หรือว่าตรงไหนใครเป็นคนคิด เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งหนึ่งที่เป็นแนวคิดใหม่ในโลกของศิลปะร่วมสมัยหลังช่วงทศวรรษ 90 มา คือการมีคำถามว่าในงานศิลปะมันมีอำนาจ (authority) หรือไม่? ใครเป็นเจ้าของ?&nbsp;</p>



<p>การทำงานเป็นกลุ่มจึงเข้าไปสลายหรือทำลายโครงสร้างของความเป็นเจ้าของว่าอันนี้เป็นของฉัน อันนี้เป็นของเธอ ใครเป็นเจ้าของมัน เพราะที่ผ่านมาในโลกศิลปะโดยเฉพาะในยุคของ Modernist งานศิลปะมันถูกยอมรับ แล้วก็ถูกตีค่าผ่านตัวเจ้าของงาน แต่ว่าหลังจากทศวรรษที่ 90 ศิลปะมันก็เริ่มพัฒนาไปสู่การสลายโครงสร้างของเรื่องความเป็นเจ้าของมากขึ้น</p>



<p>จากที่เดิมทีศิลปะถูกตีค่าหรือว่าให้ความสำคัญกับตัวศิลปินว่าเป็นผู้เนรมิตสิ่งสวยงามวิเศษ แล้วจนถึงจุดหนึ่งศิลปินที่อยู่ในกลุ่มของแนวคิดแบบนั้น ตัวเขาเองก็มักจะถอยห่างออกมาจากชุมชนแล้วก็สังคมมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในระบบการศึกษาไทยเอง&nbsp; โรงเรียนศิลปะในไทยยังคงการเรียนการสอนศิลปะโดยใช้ระบบนี้อยู่ นักศึกษาต้องใช้เวลาประมาณ 70% หมกมุ่นตัวเองอยู่ในสตูดิโอ&nbsp;&nbsp;</p>



<p>พอหลังจากเข้ามาสู่ยุคศิลปะร่วมสมัยหรือ post-modern ศิลปินมีทางเลือกมากขึ้น แล้วก็ในศัพท์ทางศิลปะเขาจะเรียกว่า post-studio เหมือน post-production ก็คือหลังจากสตูดิโอแล้ว ก็ไม่ต้องทำงานหนักหรือทุ่มเทเวลาอยู่ในสตูดิโออย่างเดียวแล้วก็ปิดกั้นตัวเอง แต่สามารถออกไปเจอผู้คน ไปสัมภาษณ์เขา ไปคุยกับเขา เพราะว่าข้อมูลหรือวิธีคิดอะไรหลายอย่างมันเกิดจากการที่เราได้ไปเจอคน ถ้าเราต้องการแหล่งข้อมูล เราต้องเดินไปหาเขา เรื่องนี้มันก็เลยทำให้ศิลปะร่วมสมัยในปัจจุบันในยุคหลัง post-modern มา <strong>ศิลปะไม่ได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล</strong>อีกต่อไป&nbsp;</p>



<p>หมายความว่าศิลปะมันต้องพึ่งพิงและพึ่งพาศาสตร์อื่นๆ เช่น ถ้าเราต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับบริบทภูมิหลังของกลุ่มคนนั้นๆ เราต้องไปดูเรื่องมนุษยวิทยาว่าเป็นอย่างไร เชื่อมโยงกันอย่างไร เขาคือใคร ทำไมมาเป็นแบบนี้ คือมันใช้ความรู้นอกตัวมันเองเยอะขึ้น นิยามมันว่า interdisciplinary art ก็เป็นศิลปะที่เป็นสหวิทยาการละ คือตัวมันโดดๆ มันไม่มีความน่าสนใจเท่ากับการที่มันไปรวมกับศาสตร์อื่นๆ  </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a66d40"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/09/5-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>แนวคิดที่ว่า ‘ศิลปะไม่ใช่ศูนย์กลางจักรวาล’ มันนำไปสู่อะไร</strong></h2>



<p>เมื่อศิลปะไม่เป็นศูนย์กลางจักรวาล ศิลปินก็จะไม่เป็นด้วย ซึ่งศิลปินเคยถูกตั้งคำถามนี้มาตั้งแต่สมัย Benjamin Walter เขาพูดเรื่องนี้มานานแล้ว หนังสือก็เขียนมานานแล้ว เดิมทีในช่วง modernist ศิลปินค่อนข้างที่จะเป็นอภิมมนุษย์ เพราะว่าถูกยกย่องให้มีความพิเศษสูงสุด มีญาณทัศน์ (intuition) ซึ่งญาณทัศน์ตัวนี้เป็นอะไรที่อธิบายไม่ได้ แล้วพอศิลปินคนนั้นถูกยกย่องให้มีความพิเศษเหนือเรา เหนือยามที่เฝ้าตึกมหาวิทยาลัย หรือว่าเหนือคนขายก๋วยเตี๋ยวข้างบ้าน ศิลปินก็จะกลายเป็นเหมือนสมมุติเทพ ถูกมองว่าพิเศษกว่าใคร&nbsp;</p>



<p>จริงๆ แล้วในแนวคิดร่วมสมัย ศิลปินก็เหมือนกับคนขับวินมอไซค์ มันเป็นอาชีพหนึ่ง และเราก็ทำงานโดยกรอบความรู้ที่ไม่ใช่เรื่องวิเศษอะไร ศิลปะเองมันก็ต้องอาศัยชุดความรู้อื่น</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>สิ่งนี้เรียกว่าเป็น ‘หัวใจ’ ในการทำงานศิลปะกับชุมชนด้วยไหม</strong></h2>



<p>ใช่ๆ เพราะถ้าเราไม่แทรกซึมตัวเราเองเข้าไปอยู่ในชุมชน เราก็ทำงานกับเขาไม่ได้ หรือเขาก็ไม่ยอมรับ ซึ่งจริงๆ แล้ว ถึงเราจะทำงานกับเขาอยู่ เขาก็ไม่ได้เข้าใจนะว่าศิลปะคืออะไร คือเรานิยามมันในแบบที่เราเรียนรู้มาจากมหาวิทยาลัยไม่ได้ &nbsp; เพราะฉะนั้นในการทำงานกับชุมชนที่เรียกว่า <strong>community-based art</strong> หรือ <strong>ศิลปะชุมชน</strong> มันคือการที่เราไม่ได้ให้ความสำคัญกับตัวรูปแบบและวิธีการมากนัก แล้วก็ไม่ได้ให้ความสำคัญว่าเขาจะเข้าใจว่ามันคือศิลปะหรือไม่ด้วย ตราบใดที่มันฟังก์ชันกับเขาและชุมชนเท่านั้นก็เพียงพอ สิ่งนี้สำคัญกว่ารูปแบบหรือสำคัญกว่าวิธีการ&nbsp;</p>



<p>คือวิธีการจะเป็นอะไรก็ได้ แนวทางก็ไม่จำกัด เป็นการเล่นเกมกันก็ได้ เป็นการทำเวิร์กช็อปอะไรสักอย่างก็ได้ที่ศิลปินออกแบบ คนในชุมชนเจอศิลปินคนที่หนึ่ง ทำแบบหนึ่ง คนที่สอง แล้วเมื่อศิลปินกับชุมชนทำงานด้วยกัน เราก็ไม่ได้มีการไปนิยามว่า <em>‘คุณป้าต้องรู้นะว่าอันนี้คือศิลปะ ถ้าคุณป้าไม่รู้ คุณป้าทำไม่ได้นะ’  </em>มันไม่มีกรอบกำหนด ไม่จำเป็นด้วยซ้ำว่าเขาจะรู้หรือไม่ว่าสิ่งที่เขากำลังทำอยู่มันคือศิลปะหรือไม่ ตราบใดที่มันฟังก์ชัน</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>จากศิลปะที่ดูเหมือนผู้คนจะเข้าถึงยาก ก็อาจเข้าถึงได้ง่ายขึ้น&nbsp;</strong></h2>



<p>ใช่ จริงๆ แล้วมันเป็นการทำงานในชีวิตประจำวันนั่นแหละคือดึงเอาศิลปะที่มันเคยสูงส่งในช่วงของ modernist ลงมาเป็นสิ่งที่ทุกคนจับต้องได้ กินมันได้ เล่นกับมันได้ ถ้าเราเข้าไปในพิพิธภัณฑ์อย่าง Metropolitan หรือ MoMA เราก็จะเห็นว่ามันจะมีป้ายติดว่า <em>‘ห้ามแตะ ห้ามข้ามเส้นนี้ไป’ </em>แต่ศิลปะอย่างศิลปะชุมชน มันต้องเข้าไปได้ จับได้ กินได้ เล่นได้ มันต้องสนุกกันได้ คือ มันสลายโครงสร้างของศิลปะในยุคโมเดิร์นทั้งหมด</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>คือเราสามารถมีส่วนร่วมและเรียนรู้ไปกับศิลปะได้&nbsp;</strong></h2>



<p>ใช่ ‘การมีส่วนร่วม’ ในแบบศิลปะร่วมสมัยเขาใช้คำว่า <strong>collaborative and participatory art</strong> ศิลปะความร่วมมือและการมีส่วนร่วมทางสังคม คือ term พวกนี้มันมาช่วยขยายความของการที่ศิลปะมันพัฒนาก้าวหน้าไปมากในช่วงหลัง post-modern มันเป็นศัพท์เฉพาะที่นอกจากสร้างความเข้าใจ มันยังไปทำให้แนวทางวิธีคิดของศิลปินและถ่างกรอบเดิมของศิลปะให้กว้างขึ้น พื้นที่ในการฝึกฝน (practice) หรือ สำรวจ (explore) มันก็ง่ายขึ้น ไม่จำกัด&nbsp;</p>



<p>เพราะลองนึกดู ศิลปินคนหนึ่งต้องใช้ชีวิตทั้งชีวิตอยู่ในสตูดิโอเพื่อวาดรูปขาย ชีวิตมันจะอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมเยอะ แต่แนวคิดการมีส่วนร่วมตรงนี้จะมาขยายพื้นที่การทำงานและวิธีการเรียนรู้ แล้วการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นมันก็จะเรียนรู้จากคนที่เขาอยู่ตรงนั้นจริงๆ สมมุติถ้าเราต้องการทำงานสักชิ้นหนึ่ง นึกง่ายๆ ว่าเราต้องการไปถ่ายทำเป็นวิดีโอชิ้นหนึ่งที่ทะเล เราก็ต้องอาศัยคนที่อยู่ตรงนั้นเป็นคนลากเอาเรือ ลากเราออกไป คนที่นั่นเขามีความรู้เฉพาะทาง&nbsp; ในโรงเรียนศิลปะไม่ได้สอนหรอกว่าเราออกเรือยังไง ดังนั้นเราต้องพึ่งพาเขา อันนี้ก็คือมันก็มีการร่วมมือกัน&nbsp;&nbsp;</p>



<p>คนเหล่านี้เขารู้ว่าอะไรคือการเปลี่ยนแปลงทางสภาพแวดล้อม อะไรคือ climate change โดยที่ไม่ต้องใช้ภาษาแบบนั้น เพราะว่าเขาใช้สัมผัสผิว เขาได้ยินเสียง เขาใช้ตาเห็น เขารู้สึกได้ เพราะเขาเกิดตรงหน้าชายหาด  แม้เขาพูดออกมาเป็นศัพท์ทางวิชาการไม่ได้ แต่เขารู้มากกว่าเรา เหมือนกับ ‘นก’ วันที่จะมีสึนามิ นกรู้ก่อนที่กลุ่มอุตุฯ ธรณีวิทยาจะสั่งเตือนอะไรแบบนั้น คล้ายๆ กัน ดังนั้นความรู้ของพวกเขาสำคัญ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-71187e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/09/2-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>‘ศิลปะ’ ในมุมของกลุ่มบ้านนอกฯ มันเป็นไปเพื่ออะไร</strong></h2>



<p>ในแง่มุมของบ้านนอกฯ ยุทธศาสตร์ที่ถูกวางไว้ตั้งแต่ก่อตั้งคือ เราทำงานศิลปะเพื่อพัฒนาชุมชน เครื่องมือคือศิลปะ เป้าหมายคือการพัฒนาชุมชน พัฒนาบุตรหลานของคนที่อยู่ในนี้ พัฒนาพื้นที่ แล้วก็พัฒนาภาพรวมของชุมชนในแง่ของบริบทหลากหลายด้าน เช่น ประวัติศาสตร์ การพูดถึงประวัติศาสตร์ของชุมชนก็เป็นการขีดเส้นใต้เรื่องราวในประวัติศาสตร์ให้คนในชุมชนเองและคนนอกชุมชนรับรู้ว่าชุมชนนี้มีเรื่องเล่าเรื่องราวอย่างไรบ้างในอดีต ซึ่งคนรุ่นใหม่ บางทีเขาก็ไม่รู้แล้วว่าหนองโพเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ หรือคนที่นี่เป็นชาวไทยญวน คนรุ่นเราก็เป็นคนรุ่นแรกแล้วที่พูดภาษาไทยญวนไม่ได้ อย่างรุ่นพ่อรุ่นแม่จะพูดได้เพราะว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูกกวาดต้อนมาจากเชียงแสนในช่วงรัชกาลที่หนึ่ง ซึ่งเราก็มีการทำโปรเจ็กต์เกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>สิ่งที่กลุ่มบ้านนอกฯ สกัดออกมาได้จากการทำงานศิลปะชุมชนคืออะไร</strong></h2>



<p>ก็รู้สึกดี ก็ไปไหนเขาก็เรียกน้องบอยๆ (หัวเราะ) แต่จริงๆ แล้วตัวโครงการที่ทำทั้งหมด นอกจากชุมชนจะมีพัฒนาการไปตามลำดับ คือโดยเป้าหมายของบ้านนอกเวลาทำโครงการเราจะหยิบประเด็นต่างๆ มาเล่าด้วยมีเดียอะไรต่างๆ ทั้งหลาย อันนี้เป็นเป้าหมายที่กลุ่มบ้านนอกฯ โฟกัสในแต่ละครั้ง อีกด้านหนึ่งสิ่งที่เราทำก็คือพัฒนาองค์ความรู้ในด้านทัศนศิลป์ที่ไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวภายในกรอบภายใต้โครงสร้างความรู้ที่หลากหลาย อันนี้เหมือนยังไม่มีวิชาในระดับปริญญาตรี ในสายศิลปะ&nbsp;</p>



<p>แล้วเราก็ฝึกนักศึกษาในระดับปริญญาตรีในสาขาวิชาชีพ art and community มันก็เหมือนเราเป็นกลุ่มที่บุกเบิกชุดความรู้เรื่องนี้ เพราะว่าการทำงาน community-based art ได้มันก็ไม่ใช่มาถึงแล้วทำได้เลย หรือว่ามาถึงก็ทำอะไรก็ได้ มันต้องมีการรีเสิร์ช มีการอ่านหนังสือ และทำความเข้าใจข้อมูลมากมายไปหมด มันเกี่ยวข้องกับชุดความรู้ทั้งหมด&nbsp;</p>



<p>ดังนั้นสิ่งที่เป็นชุดความรู้ ทุกครั้งที่มีโปรเจ็กต์ บ้านนอกก็ต้องสร้างชุดความรู้ขึ้นมา และชุดความรู้นี้ก็เผยแพร่ไปตามห้องสมุด ให้ห้องสมุด ให้คน เพราะว่า 80% หรือ 90% ของโปรเจ็กต์ทั้งหมด เราจะมีชุดข้อมูลที่จะเผยแพร่ให้คนอื่นได้</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ในอนาคต มองภาพพื้นที่การทำงานขยายเพิ่มมากขึ้นอีกไหม</strong>&nbsp;</h2>



<p>ทุกวันนี้ก็ขยายไปเยอะแล้ว ตอนนี้นอกจากทำในชุมชน ซึ่งหมู่ 2 บ้านนอก ตำบลหนองโพ เราเรียกว่าเป็น ‘พื้นที่ปฏิบัติการหลัก’ แต่ในแง่ความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างกับกลุ่มเครือข่ายในต่างประเทศ เราก็ทำงานกับ Southeast Asia ก็มีทุกประเทศที่ทำงานด้วย เขามาเราไป มีการแลกเปลี่ยนกันอยู่ตลอด รวมถึงยุโรป อเมริกา และเอเชียด้วย  อย่างไต้หวันเรามีไปๆ มาๆ บ่อยมากเพราะว่ารัฐเขาสนับสนุนเรื่องนี้ ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-28c9b2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/09/6-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>พอพูดถึงเรื่องรัฐก็อยากส่งท้ายด้วยการถามถึงมุมมองต่อภาครัฐกับการสนับสนุนศิลปิน&nbsp;</strong></h2>



<p>จริงๆ มันเป็นหน้าที่ของรัฐ เพราะว่าเหมือนเราเอาภาษีเรากลับมาใช้ คือที่อื่นเขามียุทธศาสตร์ในเรื่องของศิลปะวัฒนธรรมที่แข็งแรงกว่าเรา โดยที่เขาไม่ต้องพูดถึงประเด็นเรื่อง soft power ด้วยซ้ำ มันเป็นสิ่งที่รัฐเองเล็งเห็นความสำคัญว่า ถ้าศิลปวัฒนธรรมแข็งแรง การรับรู้เกี่ยวกับประเทศ เกี่ยวกับวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ มันจะไปได้ไกลมาก เพราะว่าพื้นที่ทางศิลปะร่วมสมัยมันกว้างใหญ่มาก มันกว้างใหญ่กว่าห้างสรรพสินค้า แล้วมันแทรกตัวในทุกหนทุกแห่งในโลก&nbsp;</p>



<p>ถ้าเรายกตัวอย่างไต้หวัน เขาส่งศิลปินของเขาไปทุกที่ในโลกนี้โดยการให้ทุน ก็คือศิลปินต้องการไปไหนก็เขียนขอ เขาก็ให้&nbsp; ซึ่งศิลปวัฒนธรรมนี่แหละ ทำให้คนยังตระหนักว่ายังมีไต้หวันอยู่&nbsp; ไต้หวันไม่ใช่ของจีน มันเป็นเทคนิคแล้วก็เป็นวิธีคิดที่ชาญฉลาด แล้วก็ง่าย โดยการสนับสนุนงบตรงนี้ลงไป ถ้ามองในแง่ของประเทศไทย เรามองว่ามันก็เหมือนกัน เพราะว่าเรามีวัฒนธรรมที่ดีตั้งเยอะ แล้วมันออกไปนำเสนอหรือว่าสื่อสารกับต่างประเทศได้ เราว่าเป็นหน้าที่ของรัฐ&nbsp;&nbsp;</p>



<p><strong>บทสนทนาจบลง เราขอบคุณกันและกัน พวกเรานั่งรถกลับไปยังที่จากมา พร้อมกับขบคิดต่อกับคำว่า ‘ศิลปะ’ ในแบบที่มีความหมายต่อพื้นที่หนึ่งๆ ในฐานะพื้นที่ของการเรียนรู้กันและกันของผู้คน พื้นที่ที่ใครก็สามารถมีส่วนร่วมได้ และพื้นที่ในการสานสายสัมพันธ์ขององค์ความรู้แบบต่างๆ ผู้คนแบบต่างๆ ที่แตกต่างหลากหลายในการขับเคลื่อน ‘บ้านนอก’ ตำบลหนองโพ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-270924/">เมื่อศิลปะคือพื้นที่สร้างโอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้ร่วมกันของชุมชน คุยกับ กลุ่มศิลปินบ้านนอกฯ เจ้าของสตูดิโอศิลปะกับการเรียนรู้นอกบ้านแห่งราชบุรี</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘สวนยาง ผืนไร่ อู่ซ่อมรถ… โรงเรียนไร้ขอบเขตของ ด.ช.กวินท์ ลิสอน เมื่อการเรียนรู้ออกแบบจากวิถีชีวิตได้’ #1 โรงเรียน 3 รูปแบบ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-180527/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 17 May 2024 08:57:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[วงษ์สัน คูหามณีโชติ]]></category>
		<category><![CDATA[กวินท์ ลิสอน]]></category>
		<category><![CDATA[1 โรงเรียน 3 รูปแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนมหาราช 7]]></category>
		<category><![CDATA[Zero Dropout]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=81824</guid>

					<description><![CDATA[<p>กวินท์ไม่ได้ไปโรงเรียนทุกวันเหมือนเพื่อนคนอื่น ไม่ได้ทำ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-180527/">‘สวนยาง ผืนไร่ อู่ซ่อมรถ… โรงเรียนไร้ขอบเขตของ ด.ช.กวินท์ ลิสอน เมื่อการเรียนรู้ออกแบบจากวิถีชีวิตได้’ #1 โรงเรียน 3 รูปแบบ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>กวินท์ไม่ได้ไปโรงเรียนทุกวันเหมือนเพื่อนคนอื่น ไม่ได้ทำกิจกรรมสามัญอันเป็นประสบการณ์ร่วมของนักเรียนชั้นมัธยมต้นทั่วไป ห้องเรียนของกวินท์คือผืนไร่ตอนกลางวัน คือสวนยางยามค่ำคืน อุปกรณ์การเรียนที่หยิบจับประหนึ่งสมุดปากกาคือฝักถั่วและมีดกรีดยาง</p>



<p>และถึงกฎเกณฑ์จะไม่บังคับเรื่องเครื่องแบบ แต่กวินท์จะแต่งกายรัดกุมปิดผิวกายไว้จากแดดระอุ สวมรองเท้าหุ้มส้นคลุมข้อเท้าเสมอ เพื่อปลอดภัยจากการย่ำไปบนผิวดินร้อน และเตรียมพร้อมกับทางเดินชื้นแฉะและมืดมิดในสวนยาง&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ข้อมูลผิวเผินชุดนี้คล้ายเป็นเรื่องราวของเยาวชนนอกระบบการศึกษาอีกคนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เรื่องเล่านี้ไม่ได้เดินตามขนบที่ว่า เพราะ <strong>‘กวินท์’</strong> ที่อ้างถึง คือนักเรียนชั้น ม.2 ของโรงเรียนมหาราช 7 อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี โดยเป็นหนึ่งในนักเรียนกลุ่มแรก ๆ ที่ได้รับการติดตามผ่าน ‘ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา’ และสามารถเรียนรู้อยู่ในโรงเรียนต่อไป ด้วยนวัตกรรม <strong>‘1 โรงเรียน 3 รูปแบบ’</strong> อันเป็นโมเดลที่โรงเรียนมหาราช 7 ได้นำมาใช้รับมือกับนักเรียนกลุ่มเสี่ยง ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมาแล้วสองปีการศึกษา นับตั้งแต่ผลพวงของโควิด-19 ทำมีเด็กเยาวชนต้องออกจากโรงเรียนและกลายเป็นกลุ่มเสี่ยงหลุดจากระบบเพิ่มขึ้นจำนวนมาก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9c528f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/05/ด.ช.กวินท์-ลิสอน-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เมื่อภาระมหาศาล โรงเรียนจะเป็นตัวเลือกแรก ๆ ที่ถูกตัดออกจากความจำเป็นของชีวิต</strong></h2>



<p>“ม.2 เทอมสอง กวินท์เริ่มขาดเรียนสัปดาห์ละ 2-3 วัน บางทีหายไปเกือบทั้งอาทิตย์ ถึงตรงนั้นเรารู้ว่าจะรอนานกว่านี้ไม่ได้แล้ว เพราะถ้าได้ขาดถึง 1 เดือนเมื่อไหร่ โอกาสหลุดถาวรมันแทบจะ 100% ทันที”&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p><strong>‘ครูพีท’ จรรยวรรธน์ ผิวเกลี้ยง</strong> ครูแนะแนวโรงเรียนมหาราช 7 ระบุ ‘สัญญาณเตือน’ ผ่านอัตราการขาดเรียนของลูกศิษย์ ซึ่งค่อย ๆ เพิ่มความถี่ และหมายถึงความเสี่ยงสูงว่า กวินท์กำลังจะเปลี่ยนสถานะเป็น <em>‘เยาวชนนอกระบบการศึกษา’</em></p>



<p>ครูพีทเล่าว่า กวินท์จะไม่ได้เรียนต่อตั้งแต่จบ ป.6 เพราะผู้ปกครองส่งเสียไม่ไหว จนมาเจอครูพีท จึงมีการเยี่ยมบ้าน และคุยกับแม่ของกวินท์ จากนั้นจึงพากวินท์เข้าเรียนชั้น ม.1 ที่โรงเรียนมหาราช 7 โดยโรงเรียนจะไม่มีค่าบำรุงการศึกษา และจัดการค่าใช้จ่ายเรื่องเครื่องแบบและอุปกรณ์การเรียนให้ทั้งหมด แลกกับเงื่อนไขเดียวคือกวินท์ต้องเรียนให้จบชั้น ม.3</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-112cee"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/05/ครูพีท-จรรยาวรรธ์-01.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ครูพีท จรรยาวรรธ์ กับกวินท์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ผ่านไปหนึ่งปีการศึกษา กวินท์ขึ้น ม.2 กิจวัตรของเด็กมัธยมต้นคนหนึ่งดำเนินราบเรียบ กวินท์ไปเรียนและใช้เวลาว่างหลังเลิกเรียนและหยุดเสาร์อาทิตย์ช่วยแม่ทำงานหารายได้ แต่ตอนนั้นเอง แม่ของกวินท์ที่ทำงานรับจ้างรายวันหารายได้ดูแลน้องเพียงลำพังเกิดประสบอุบัติเหตุจนลุกเดินไม่ได้ เพียงข้ามคืน ภาระหาเงินจุนเจือสองชีวิตจึงเปลี่ยนมือจากแม่มาที่กวินท์</p>



<p>อย่างว่าง่าย เด็กชายวัย 14 ตัดสินใจทำงานเต็มเวลา กลายเป็นเสาหลักหาเลี้ยงครอบครัวด้วยการรับจ้างเก็บถั่วฝักยาวแลกค่าแรงชั่วโมงละ 30-60 บาท ระหว่างนั้นยังมีความรับผิดชอบคือดูแลแม่ กับอีกหนึ่งบทบาทที่ยังทิ้งไม่ได้ คือการ ‘เรียนหนังสือ’</p>



<p><strong>“ด้วยอายุขนาดนั้นกับหน้าที่หลายอย่างที่ต้องแบกรับ ยังไงเขาก็ไม่มีทางทำทุกอย่างให้ดีได้ทั้งหมด” </strong>ครูพีทพูดถึงน้ำหนักมหาศาลที่กวินท์แบกรับ ในวัยที่เพื่อนร่วมรุ่นส่วนใหญ่มีภารกิจเดียวต้องทำคือไปโรงเรียน</p>



<p>“เราเห็นแล้วว่ากวินท์ขาดเรียนบ่อย ประกอบกับที่กวินท์ได้รับทุนจากศูนย์ช่วยเด็กเยาวชนในภาวะวิกฤตของ กสศ. ช่วงโควิด ทำให้ครูต้องเยี่ยมบ้านทุกเดือน เราจึงค่อย ๆ เห็นความเปลี่ยนแปลงในครอบครัวเขา ซึ่งมันผันแปรกับอัตราขาดเรียน จาก ม.2 เทอมแรกที่ขาดวันหนึ่งกลับมาเรียนสองวัน พอเทอมสองกวินท์เริ่มไม่มาเรียนทั้งสัปดาห์ แล้วครูไปหาที่บ้านก็ไม่เจอ ได้แต่ข่าวอัปเดตจากแม่เขาว่า กวินท์ไปรับจ้างทำงานเต็มวันทุกวัน ไม่หยุดกระทั่งเสาร์อาทิตย์</p>



<blockquote class="wp-block-quote">
<p>“ไม่ต้องคิดแทนเด็ก เราก็รู้ว่า<strong>รายจ่ายมากมายรายล้อมเขาอยู่ ทั้งค่ากินอยู่ ค่าเดินทาง ค่าไฟค่าน้ำ ค่าดูแลรักษาแม่ ดังนั้นมันไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาจะเลือกงาน และการไปโรงเรียนจะเป็นตัวเลือกแรก ๆ ที่ถูกตัดออกจากความจำเป็นของชีวิต”</strong></p>
</blockquote>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ทาง <em>(ที่ไม่ได้</em>) เลือก?</strong></h2>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity is-style-default"/>



<blockquote class="wp-block-quote">
<p><strong>“ผมไม่ได้อยากหยุดเรียนนาน ๆ แต่บ้านเราต้องใช้เงิน ถ้าไปเรียนทุกวันแม่กับผมก็ใช้ชีวิตไม่ได้ มันเหมือนไม่ใช่ผมหรอกที่เลือกจะไม่ไปโรงเรียน แต่คือโรงเรียนไม่เลือกผมแล้วมากกว่า”</strong></p>
<cite>กวินท์พูดถึงสถานการณ์ช่วงหมิ่นเหม่จะหลุดจากระบบการศึกษา ก่อนถ่ายทอดความคิดตอนนั้น ว่า “ถึง ม.2 เทอมสอง ผมถอดใจแล้วว่าจะไม่กลับไปเรียนอีก เอาจริงคือตั้งแต่วันที่แม่ทำงานไม่ได้ ผมก็รู้แล้วครับว่ายังไงต้องเป็นแบบนี้”</cite></blockquote>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9079c3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/05/ด.ช.กวินท์-ลิสอน-07.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(กวินท์กับแม่)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>กวินท์ตัดสินใจถอยจากโรงเรียนเงียบ ๆ โดยไม่ปรึกษาใคร หากแต่เป็นครูพีทที่ไม่ยอม ยังคงเทียวไปบ้านของกวินท์ไม่ขาด จนเจอตัวและมีโอกาสคุยกัน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“ครูถามผมว่ายังจำที่เคยพูดได้ไหม ว่าอยากเรียนให้จบ ผมบอกครูว่าจำได้ แล้วถึงตอนนี้ผมยังไม่เคยเปลี่ยนความคิดเลย <strong>ผมยังคงอยากเรียน อยากจบ ม.3 อยากเรียนสูงกว่านั้นด้วย แต่สถานการณ์ตอนนี้มันสุดทางแล้ว ครอบครัวผมต้องมีคนทำงานหาเงิน”</strong></p>



<p>หลังทวนคำตอบจนแน่ใจว่าลูกศิษย์ยังอยากเรียน ก่อนกลับครูพีทจึงรับปากว่า “ถ้ากวินท์ยืนยันว่ายังอยากเรียน ครูก็จะหาทางให้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f8b4b8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/05/ด.ช.กวินท์-ลิสอน.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เด็กชายผู้กำลังจะมีสถานะเป็น ‘เยาวชนนอกระบบการศึกษา’ รำลึกความทรงจำวันที่คุยกับครู ไม่เคยลืมว่าวันนั้นเขารู้สึกดีแค่ไหนที่ครูห่วงใยเขากับแม่ แต่เมื่อห่างจากโรงเรียนมาเกือบหนึ่งเดือนเต็ม กวินท์นึกไม่ออกว่า ถ้าเขายังต้องทำงานหาเงินทุกวันอย่างนี้ จะมีทางไหนให้กลับไปเรียนหนังสือได้อีก?</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>‘1 โรงเรียน 3 รูปแบบ ออกแบบการเรียนรู้จากชีวิตประจำวัน’</strong></h2>



<p>สามวันจากนั้นครูพีทกลับมา บอกกวินท์ว่าโรงเรียนกำลังเริ่มหาทุนมาช่วยสนับสนุนครอบครัวของเขา พร้อมกับอีกข้อมูลสำคัญคือ กวินท์ยังคงมีสถานะเป็นนักเรียนของโรงเรียนมหาราช 7 และจะสามารถทำงานและเรียนหนังสือควบคู่กันไป ด้วยรูปแบบการ<strong>จัดการศึกษา ‘1 โรงเรียน 3 รูปแบบ’ ตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ (2542) มาตรา 15 ที่ระบุว่าโรงเรียนสามารถจัดการศึกษาได้หลายรูปแบบและมีภาคีเครือข่ายในการจัดการศึกษา ซึ่งโรงเรียนมหาราช 7 ได้นำเนื้อหาจาก พ.ร.บ. มาตีความ และออกแบบการจัดการศึกษาโดยนำสภาพปัญหาและปัจจัยหลากหลายของนักเรียนกลุ่มเสี่ยงมาเป็นตัวตั้ง</strong></p>



<p>“เราเอาเรื่องกลับมาคุยกันที่โรงเรียน แล้วจึงออกแบบวิธีเรียนรู้ที่ตั้งต้นจากวิถีชีวิตของกวินท์ <strong>นำประสบการณ์ ทักษะ ความจำเป็น รวมถึงองค์ความรู้ที่กวินท์ได้รับผ่านการทำงานมาปรับและดัดแปลงเป็นหลักสูตรเฉพาะ ขยายห้องเรียนและบทเรียนไปถึงแปลงผัก สวนยาง ผืนไร่</strong> ผนวกกิจกรรมต่าง ๆ</p>



<blockquote class="wp-block-quote">
<p>ไม่ว่าเก็บถั่ว ห่มฟาง หรือการไปพลิกขี้ยางตอนกลางคืน รวมถึงสิ่งที่เขากำลังฝึกฝนเรียนรู้ในชีวิตจริงเช่นการกรีดยาง เหล่านี้ล้วนเป็นความรู้และทักษะก้าวหน้าที่เพิ่มพูนผ่านการทำซ้ำ ซึ่งโรงเรียนเอามาเปลี่ยนเป็นชุดบทเรียนที่มีตัวชี้วัดตามกลุ่มสาระวิชาต่าง ๆ”</p>
</blockquote>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f9d829"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/05/ด.ช.กวินท์-ลิสอน-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ครูพีทบอกว่า หลักการสำคัญของ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ สำหรับเยาวชนกลุ่มเสี่ยง คือการช่วยจัดสรรตารางเวลาชีวิตให้เด็กอย่างเป็นระบบ โดยต้องแทรกการเรียนรู้เข้าไปในทุกกิจวัตรประจำวัน ยืดหยุ่นเรื่องเวลาส่งงานและเข้าเรียนให้สัมพันธ์กัน ซึ่งการจะทำได้ คณะครูต้องลงพื้นที่ มีการทำความเข้าใจกันระหว่างครูแนะแนว ครูประจำชั้น และครูผู้สอนวิชาต่าง ๆ เพื่อหาทางเชื่อมโยง <strong>‘ภาระงาน’</strong> ให้ไปถึง <strong>‘ตัวชี้วัดรายวิชา’</strong></p>



<p>“วิชาคณิตศาสตร์ของกวินท์จึงอยู่ในกิจกรรมห่มฟาง ที่เขาต้องคำนวณขนาดพื้นที่และรูปทรง ซึ่งครูจะมีโจทย์ผ่านใบงานไปให้ ส่วนวิชาภาษาไทยจะเรียนรู้จากการเรียบเรียงเรื่องเล่าผ่านการเขียนบันทึก มีวิชาทักษะอาชีพที่วัดประเมินผลจากชั่วโมงฝึกกรีดยาง รวมถึงอีกหนึ่งศาสตร์คือการซ่อมมอเตอร์ไซค์ที่กวินท์สนใจ และได้ทดลองเรียนรู้ที่สถานประกอบการใกล้บ้าน ส่วนตัวชี้วัดใดที่ขาดไปก็จะใช้วิธีเก็บเอาทีหลังโดยให้มาเรียนเสริมที่โรงเรียน ทั้งหมดนี้คือการเอาเวลามาคำนวณให้เกิดการใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด เพื่อให้กวินท์มีโอกาสเรียนรู้ต่อไป และต้องสอดคล้องกับวิถีชีวิต ทั้งงาน การเรียน การดูแลแม่ และการพักผ่อน”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เชื่อมโยงภาคีรับช่วง-ส่งต่อ เติมเต็มการศึกษาที่ ‘ตอบโจทย์ชีวิต’</strong></h2>



<p><strong>วงษ์สัน คูหามณีโชติ</strong> ผู้อำนวยการโรงเรียนมหาราช 7 กล่าวว่าแนวทางการดำเนินงาน 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ จะทำผ่านแนวร่วมเครือข่ายทั้งบุคคล องค์กร สถานประกอบการ โดยตกผลึกว่าในจุดเริ่มต้น โจทย์ใหญ่จะอยู่ที่การติดตามเฝ้าระวังจากครูในโรงเรียน</p>



<p>“เพราะด้วยสารพัดปัญหาที่เด็กเผชิญอยู่ ถ้าครูมองไม่เห็น จะไม่มีมือไหนยื่นไปช่วยเด็กได้อีกแล้ว&#8230;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7e2a94"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/05/ด.ช.กวินท์-ลิสอน-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ถ้าเราเอาใจเข้าไปจับกับปัญหาของเด็ก มันถึงจะเห็นว่าบางคนต้องทำงานเลี้ยงดูผู้ปกครองที่พิการ เช้ามืดตื่นก็ออกไปทำงาน ตกเย็นไปทำอีกที่หนึ่ง บางคนต้องหยุดบ้างเรียนบ้าง เพราะค่าตอบแทนจากงานสำคัญกับชีวิตของเขามากกว่า &#8230;ฉะนั้นถ้าเราตามเด็กกลับมาแล้วจับเขายัดกลับเข้าไปอยู่ในระบบ แน่นอนว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการติด 0 ติด ร และ มส และสุดท้ายก็ต้องหลุดจากโรงเรียนไปเพราะมีเวลาเรียนน้อยกว่า 80%”</p>



<p>ขณะที่กวินท์ซึ่งวันนี้กลับมาเรียนรู้ได้อีกครั้ง ด้วยวิธีการเฉพาะที่โรงเรียนออกแบบสำหรับเขา โดยครอบคลุมสาระวิชาหลักทั้งวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สุขศึกษา และที่พิเศษที่สุดคือวิชา ‘ฝึกอบรมอาชีพ’ ที่กวินท์บอกว่าเขาจะได้เอาทักษะและความรู้ไปใช้เรียนต่อหลังจบชั้น ม.3 อีกด้วย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-004199"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/05/ด.ช.กวินท์-ลิสอน-06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ครูเอาสิ่งที่ผมทำทุกวันมาออกแบบเป็นวิชาใหม่ เขาจะมีโจทย์ มีใบงาน มีแบบเขียนบันทึกให้ผมเล่าเรื่อง อธิบาย และหาคำตอบให้ตรงกับกรอบคำถามนั้น พอได้เรียนอย่างนี้ผมสบายใจขึ้นมากครับ&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“ผมสนใจเรื่องการซ่อมเครื่องยนต์ ตั้งใจว่าจบ ม.3 จะเรียนสายอาชีพ เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย ผมรู้ว่าไม่ง่ายและคงต้องเหนื่อยอีกเยอะ แต่แค่ผ่านช่วงที่เกือบไม่ได้เรียนต่อมาได้ ผมคิดว่าทำได้ครับ” กวินท์เผยเส้นทางอนาคตที่วาดไว้</p>



<p>&#8230;ปีการศึกษา 2566 สิ้นสุดลง กวินท์ที่เรียนรู้ด้วยรูปแบบการศึกษาที่ ‘มีทางเลือก’ และ ‘ตอบโจทย์ชีวิต’ ผ่านจาก ม.2 ขึ้นชั้น ม.3 ครูพีทระบุว่า การออกแบบการเรียนรู้ที่สอดรับกับวิถีชีวิตของกวินท์ยังไม่สิ้นสุดลง เพราะเมื่อทางโรงเรียนรับรู้ความฝันและความตั้งใจของน้องแล้ว จึงได้ทำข้อตกลงกับ ‘วิทยาลัยการอาชีพปากท่อ’ เพื่อส่งต่อกวินท์สู่การเรียนสายอาชีพ พร้อมทุนการศึกษา ที่พัก และค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่น ๆ</p>



<p>และเมื่อวันนั้นมาถึง โรงเรียนมหาราช 7 จะถอดบทเรียนกรณีของกวินท์อย่างเต็มรูปแบบอีกครั้ง เพื่อสรุปผลลัพธ์ สร้าง ‘ตัวแบบ’ และยกระดับมาตรฐานนวัตกรรม 1 โรงเรียน 3 รูปแบบให้ดียิ่งขึ้นไปอีก</p>



<p>“เคสของกวินท์เป็นตัวอย่างที่ดีมาก ๆ ของการมีระบบดูแลช่วยเหลือเด็กกลุ่มเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา โดยนับจากช่วงวิกฤตโควิด-19 เด็กที่มีปัจจัยเสี่ยงหลุดจะถูกนำเข้า ‘กลุ่มเฝ้าระวัง’ และมีการพยายามหาทางช่วยเหลือทั้งด้านปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและการออกจากโรงเรียน รวมถึงการเชื่อมโยงภาคีเครือข่ายมาช่วยในการรับช่วง-ส่งต่อ โดยปรับการเรียนรู้ให้เด็กสามารถนำประสบการณ์ทำงาน มาเทียบเคียงกับตัวชี้วัดตามกลุ่มสาระวิชาในหลักสูตรมาตรฐานแกนกลาง เพื่อให้เด็กยังอยู่ในระบบ เรียนได้จนจบและมีวุฒิการศึกษาภาคบังคับ” ครูพีทกล่าวสรุป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7b0e91"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/05/ด.ช.กวินท์-ลิสอน-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ด้วยผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับกวินท์และเพื่อน ๆ โมเดลนี้จึงอาจเป็นคำตอบหนึ่ง ที่หลายโรงเรียนสามารถนำไปปรับใช้ เพื่อออกแบบ <strong>‘การศึกษาที่มีทางเลือกและตอบโจทย์ชีวิต’</strong> ที่ช่วยเหลือเยาวชนกลุ่มเสี่ยงให้มีช่องทางการเรียนรู้โดยไม่หลุดออกไปจากโรงเรียนก่อนจบการศึกษาภาคบังคับ หรือในอีกทางหนึ่ง น้อง ๆ ที่หลุดออกจากระบบไปแล้วเป็นระยะเวลาหนึ่ง ก็จะมีโอกาสอีกครั้งในการกลับมาเรียนให้จบ และมีวุฒิการศึกษาไปใช้เป็นเครื่องมือในการยกระดับชีวิตตนเองและครอบครัวในวันข้างหน้า</p>



<p><strong><em>“&#8230;คำถามคือถ้าเด็กที่มีปัญหาส่วนตัว มีสิ่งต้องทำซึ่งสำคัญกว่าการมาโรงเรียน เขาจะเรียนจบได้ไหม คำตอบคือไม่มีทาง</em></strong></p>



<p><strong><em>แต่วันนี้เราทำให้เขามีโอกาส เมื่อการเรียนรู้มีความหลากหลายขึ้น คำนึงถึงบริบทชีวิตผู้เรียนมากขึ้น เรามี ‘ห้องเรียนสร้างโอกาส’ มีชุดการเรียนออนไลน์ มีหลักสูตรเรียนรู้ที่ปรับให้เข้ากับสถานการณ์ชีวิตของเด็ก ๆ เพื่อปลายทางคือเด็กทุกคนต้องมีโอกาสจบการศึกษาภาคบังคับเป็นอย่างน้อย แล้วมันจะเป็นจุดเชื่อมสู่โอกาสในขั้นต่อไปของการศึกษาต่อ หรือการประกอบอาชีพในอนาคต</em></strong></p>



<p><strong><em>นี่คือสิ่งที่เราคาดหวัง และคือสิ่งที่โรงเรียนกำลังพยายามทำให้เกิดผล การศึกษา 3 รูปแบบใน 1 โรงเรียน จึงเป็นหนึ่งหนทางของการช่วยตอบโจทย์การลดความเหลื่อมล้ำ และจะพาเราไปถึงวันที่ Zero Dropout เกิดขึ้นจริง ๆ”</em></strong></p>



<p><strong>ผอ.โรงเรียนมหาราช 7 กล่าวปิดท้ายด้วยความหวัง&#8230;<em> </em></strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-180527/">‘สวนยาง ผืนไร่ อู่ซ่อมรถ… โรงเรียนไร้ขอบเขตของ ด.ช.กวินท์ ลิสอน เมื่อการเรียนรู้ออกแบบจากวิถีชีวิตได้’ #1 โรงเรียน 3 รูปแบบ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘บึงกาฬโมเดล’ บทพิสูจน์การเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน ด้วย ‘กก’ และ ‘ผือ’</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-040424/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 23 Apr 2024 05:14:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ทุนพัฒนาอาชีพทีใช้ชุมชนเป็นฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนพงษ์ สุขมะดัน]]></category>
		<category><![CDATA[Zero Dropout]]></category>
		<category><![CDATA[รัศมี อืดผา]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการส่งเสริมโอกาสทางการเรียนรู้ และพัฒนาทักษะเยาวชนและแรงงานนอกระบบ เพื่อพัฒนาอาชีพที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ว่าที่ร้อยตรี พูนศักดิ์ พระรัตภูมี]]></category>
		<category><![CDATA[ก.กก บึงกาฬ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=80629</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2567 ที่ สกร.ตำบลโนนสมบูรณ์ จังหวั [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-040424/">‘บึงกาฬโมเดล’ บทพิสูจน์การเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน ด้วย ‘กก’ และ ‘ผือ’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2567 ที่ สกร.ตำบลโนนสมบูรณ์ จังหวัดบึงกาฬ <strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</strong> <strong>(กสศ.) จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับพื้นที่ ‘ก.กก บึงกาฬ &#8230;ห้องเรียนข้ามขอบของคนบึงกาฬ’</strong> เพื่อนำเสนอแผนการดำเนินงานของหน่วยจัดการเรียนรู้ที่เป็นภาคีขับเคลื่อนโครงการ Zero Dropout ด้วยการสร้างระบบการศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือกและตอบโจทย์ชีวิต ผ่านการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นสอดรับกับคนทุกช่วงวัยในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ โดยมีหน่วยงานระดับนโยบาย อาทิ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ร่วมด้วย ภาคีเครือข่ายภาคเอกชน ภาคประชาสังคม หน่วยราชการระดับจังหวัด และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ ผู้ทรงคุณวุฒิและคณะทำงาน กสศ. ร่วมรับฟังแลกเปลี่ยนความคิดเห็น พร้อมเสนอแนะแนวทางการทำงานร่วมกันในระยะยาว เพื่อการเดินหน้างานที่ขยายขอบเขตไปยัง 52 ตำบลในจังหวัดบึงกาฬภายในปี 2568</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-19ef3b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/12-ข่าว-บึงกาฬโมเดล-หนึ่งทางออกของการจัดการศึกษาผ่านพลังความร่วมมือ.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cd73ff"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/1-12.54.15-PM.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>โดยตั้งแต่ปี 2562 สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอเมืองบึงกาฬ (สกร.เมืองบึงกาฬ) ได้ใช้พื้นที่ตำบลโนนสมบูรณ์เป็นศูนย์กลางของ ‘หน่วยพัฒนาอาชีพผลิตภัณฑ์จากกกและผือพื้นที่ชุมน้ำโลกกุดทิง’ ภายใต้<strong>โครงการส่งเสริมโอกาสทางการเรียนรู้ และพัฒนาทักษะเยาวชนและแรงงานนอกระบบ เพื่อพัฒนาอาชีพที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน</strong> <strong>กสศ.</strong> ด้วยเป้าหมายในการสร้างอาชีพและเพิ่มรายได้ให้กับครัวเรือนต่าง ๆ ผ่านการส่งต่อองค์ความรู้และภูมิปัญญาดั้งเดิม โดยใช้ต้นทุนทรัพยากรธรรมชาติอย่าง ‘กก’ และ ‘ผือ’ และด้วยความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทั้งจากภายในและภายนอกพื้นที่ ในช่วงเวลา 3 ปี หน่วยพัฒนาอาชีพผลิตภัณฑ์จากกกและผือพื้นที่ชุมน้ำโลกกุดทิง ก็สามารถพัฒนาทักษะผู้ร่วมเรียนรู้และยกระดับผลิตภัณฑ์จนได้มาตรฐาน กลายเป็นช่องทางการสร้างรายได้ที่ช่วยเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ ทั้งยังก่อตั้งเป็นศูนย์ฝึกฝนอบรมทักษะการทำงานฝีมือและผลิตสินค้าจากกกและผือ ซึ่งขยายผลไปยังกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง และถือเป็นความสำเร็จของการสร้างเครือข่ายพัฒนาอาชีพในชุมชนที่พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน</p>



<figure class="wp-block-gallery has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex">
<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" fetchpriority="high" width="855" height="569" data-id="80635" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/03-ข่าว-บึงกาฬโมเดล-หนึ่งทางออกของการจัดการศึกษาผ่านพลังความร่วมมือ.jpg" alt="" class="wp-image-80635" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/03-ข่าว-บึงกาฬโมเดล-หนึ่งทางออกของการจัดการศึกษาผ่านพลังความร่วมมือ.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/03-ข่าว-บึงกาฬโมเดล-หนึ่งทางออกของการจัดการศึกษาผ่านพลังความร่วมมือ-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/03-ข่าว-บึงกาฬโมเดล-หนึ่งทางออกของการจัดการศึกษาผ่านพลังความร่วมมือ-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/03-ข่าว-บึงกาฬโมเดล-หนึ่งทางออกของการจัดการศึกษาผ่านพลังความร่วมมือ-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/03-ข่าว-บึงกาฬโมเดล-หนึ่งทางออกของการจัดการศึกษาผ่านพลังความร่วมมือ-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="855" height="569" data-id="80636" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/04-ข่าว-บึงกาฬโมเดล-หนึ่งทางออกของการจัดการศึกษาผ่านพลังความร่วมมือ.jpg" alt="" class="wp-image-80636" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/04-ข่าว-บึงกาฬโมเดล-หนึ่งทางออกของการจัดการศึกษาผ่านพลังความร่วมมือ.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/04-ข่าว-บึงกาฬโมเดล-หนึ่งทางออกของการจัดการศึกษาผ่านพลังความร่วมมือ-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/04-ข่าว-บึงกาฬโมเดล-หนึ่งทางออกของการจัดการศึกษาผ่านพลังความร่วมมือ-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/04-ข่าว-บึงกาฬโมเดล-หนึ่งทางออกของการจัดการศึกษาผ่านพลังความร่วมมือ-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/04-ข่าว-บึงกาฬโมเดล-หนึ่งทางออกของการจัดการศึกษาผ่านพลังความร่วมมือ-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>
</figure>



<figure class="wp-block-gallery has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-3 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex">
<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="855" height="569" data-id="80639" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/01-ข่าว-บึงกาฬโมเดล-หนึ่งทางออกของการจัดการศึกษาผ่านพลังความร่วมมือ.jpg" alt="" class="wp-image-80639" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/01-ข่าว-บึงกาฬโมเดล-หนึ่งทางออกของการจัดการศึกษาผ่านพลังความร่วมมือ.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/01-ข่าว-บึงกาฬโมเดล-หนึ่งทางออกของการจัดการศึกษาผ่านพลังความร่วมมือ-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/01-ข่าว-บึงกาฬโมเดล-หนึ่งทางออกของการจัดการศึกษาผ่านพลังความร่วมมือ-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/01-ข่าว-บึงกาฬโมเดล-หนึ่งทางออกของการจัดการศึกษาผ่านพลังความร่วมมือ-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/01-ข่าว-บึงกาฬโมเดล-หนึ่งทางออกของการจัดการศึกษาผ่านพลังความร่วมมือ-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="80640" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/02-ข่าว-บึงกาฬโมเดล-หนึ่งทางออกของการจัดการศึกษาผ่านพลังความร่วมมือ.jpg" alt="" class="wp-image-80640" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/02-ข่าว-บึงกาฬโมเดล-หนึ่งทางออกของการจัดการศึกษาผ่านพลังความร่วมมือ.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/02-ข่าว-บึงกาฬโมเดล-หนึ่งทางออกของการจัดการศึกษาผ่านพลังความร่วมมือ-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/02-ข่าว-บึงกาฬโมเดล-หนึ่งทางออกของการจัดการศึกษาผ่านพลังความร่วมมือ-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/02-ข่าว-บึงกาฬโมเดล-หนึ่งทางออกของการจัดการศึกษาผ่านพลังความร่วมมือ-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/02-ข่าว-บึงกาฬโมเดล-หนึ่งทางออกของการจัดการศึกษาผ่านพลังความร่วมมือ-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>
</figure>



<p></p>



<p><strong>ว่าที่ร้อยตรี พูนศักดิ์ พระรัตภูมี</strong><strong> </strong><strong>ศึกษาธิการจังหวัดบึงกาฬ </strong>กล่าวว่า ณ จุดเริ่มต้นต้องขอบคุณทาง กสศ. ที่นำโครงการฯ เข้ามาร่วมพัฒนาชุมชนในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ จนเราสามารถ ‘สร้างเมือง สร้างคน สร้างรายได้’ ตามแนวคิดการพัฒนาของจังหวัด โดยเฉพาะการผลักดันให้เกิดเครือข่ายชุมชนที่นำทรัพยากรภูมิปัญญาต่าง ๆ ที่มีอยู่มาต่อยอดให้เกิดการ ‘สร้างอาชีพ’ ได้สำเร็จ</p>



<p>ส่วนในด้านการศึกษา บึงกาฬมีเด็กเยาวชนในระบบการศึกษาราว 70,000 คน และบุคลากรราว 4,000 คนรวมทุกสังกัดการศึกษา อย่างไรก็ตาม ยังมีเด็กเยาวชนอีกจำนวนหนึ่งซึ่งยังเข้าไม่ถึงโอกาสในการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง&nbsp; ดังนั้นการได้รับโอกาสจาก กสศ. ที่กำหนดให้บึงกาฬเป็นจังหวัดนำร่อง Zero Dropout โดยมีเป้าหมายให้เด็กเยาวชนทุกคนมีโอกาสได้เรียนรู้ตามแนวทางที่เหมาะสม ผ่านการตั้งต้นทำงานโดยใช้ตำบล หรือ ‘ชุมชนเป็นฐาน’ ถือว่าเป็นแนวทางการทำงานสำคัญ ที่จะทำให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทราบถึงบทบาทหน้าที่ของหน่วยงาน และมองเห็นตัวตนของกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ได้ชัดเจน&nbsp;</p>



<p>จากนั้นการวางแผนสนับสนุนเด็กเยาวชนและประชากรทุกกลุ่มให้เข้าถึงโอกาส ก็จะสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้การทำงานที่เริ่มจากพื้นที่เล็ก ๆ ยังเอื้อต่อการทำความเข้าใจและดึงกลุ่มผู้ปกครองเข้ามาร่วมเป็นกำลังสำคัญเพื่อทำงานร่วมกัน และนี่คือภาพรวมของการขับเคลื่อน ‘บึงกาฬโมเดล’ ที่จะขยายการทำงานเต็มรูปแบบไปยังพื้นที่ทั้ง 52 ตำบลในปี 2568</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b171e8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/09-ข่าว-บึงกาฬโมเดล-หนึ่งทางออกของการจัดการศึกษาผ่านพลังความร่วมมือ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ว่าที่ร้อยตรี พูนศักดิ์ พระรัตภูมี ศึกษาธิการจังหวัดบึงกาฬ</figcaption></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9d7562"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/11-ข่าว-บึงกาฬโมเดล-หนึ่งทางออกของการจัดการศึกษาผ่านพลังความร่วมมือ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายประเวช เหล่าประเสริฐ ผู้อำนวยการกรมส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดบึงกาฬ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายประเวช เหล่าประเสริฐ ผู้อำนวยการกรมส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดบึงกาฬ</strong> กล่าวว่า พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 มีวัตถุประสงค์คือยกระดับ กศน. ให้สามารถจัดการเรียนรู้ได้อย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยกฎหมายได้ระบุถึง ‘การศึกษาเรียนรู้ตลอดชีวิต’ ซึ่งครอบคลุมการจัดการเรียนรู้ทั้งในระบบ นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ทำให้เกิดนโยบายสำคัญข้อหนึ่งที่กำหนดโดยกระทรวงศึกษาธิการ ว่าจากนี้หน่วยงานภาคีเครือข่ายจัดการศึกษาจะมุ่งเน้นเรื่องการเรียนรู้ที่ทำให้เกิดความมั่นคงในชีวิตของผู้เรียน สกร. จึงถือว่ามีบทบาทสำคัญ ในการจัดการศึกษาที่ต้องทำให้ประชาชนทุกคนมีช่องทางเรียนรู้ตลอดชีวิต</p>



<p>“สำหรับพันธกิจของ สกร. นอกจากการจัดการเรียนรู้ให้กับประชาชนแล้ว เรายังมองไปที่การศึกษาหรือการเรียนรู้ที่ยึดโยงกับต้นทุนในท้องถิ่น สามารถสร้างอาชีพสร้างรายได้และอยู่ในสังคมได้ การจัดการของกลุ่ม ก.กก จึงเป็นตัวอย่างของการทำงานที่ทำให้ชุมชนอื่น ๆ ทราบว่า หากมีการส่งเสริมกระบวนการจัดการเรียนรู้ให้กับคนในพื้นที่ห่างไกลอย่างเป็นระบบ เราจะสามารถเพิ่มโอกาสการสร้างงานที่ยั่งยืนได้ โดยเป้าหมายของการเรียนรู้จะไม่นำไปสู่การทิ้งบ้านทิ้งถิ่นฐานเพื่อไปทำงานที่อื่น วันนี้เมื่อเรามองไปยังการจัดการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน จึงเห็นว่าการออกแบบหลักสูตรที่เชื่อมโยงกับภูมิปัญญาเดิมและทุนทรัพยากรที่มี จากนั้นนำมาพัฒนาให้สามารถส่งต่อความรู้ขัดเกลาทักษะ จะช่วยให้ผู้เรียนนำไปใช้ประกอบอาชีพได้จริง</p>



<p>“ปัจจัยสำคัญคือต้องดึงความร่วมมือจากภายนอก อย่างที่โนนสมบูรณ์ได้มหาวิทยาลัยราชภัฏ แรงงานจังหวัด สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน อบจ. รวมถึง กสศ. เข้ามาช่วย ซึ่งตรงนี้คือหัวใจของภารกิจว่าหน่วยงานใดหนึ่งไม่อาจทำงานลำพังได้ ทุกภาคส่วนต้องขยับไปด้วยกัน จนวันนี้เราต่างเห็นร่วมกันแล้วว่า ‘ก.กก’ ได้กลายเป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชน เป็นแหล่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่จะเติบโตต่อไปได้อีกในระยะยาว”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-29a74f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/2-3.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการบริหาร กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-12390f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/13-ข่าว-บึงกาฬโมเดล-หนึ่งทางออกของการจัดการศึกษาผ่านพลังความร่วมมือ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นางรัศมี อืดผา ครูอาสาสมัคร สกร.เมืองบึงกาฬ และผู้รับผิดชอบโครงการ ฯ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นางรัศมี อืดผา ครูอาสาสมัคร สกร.เมืองบึงกาฬ และผู้รับผิดชอบโครงการพัฒนาอาชีพผลิตภัณฑ์จากกกและผือพื้นที่ชุมน้ำโลกกุดทิง </strong>กล่าวว่า จากการเข้าร่วมโครงการฯ ในปี 2562 สกร.เมืองบึงกาฬ ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายลงสำรวจความต้องการและต้นทุนในพื้นที่ จนได้ออกแบบการพัฒนาทักษะอาชีพแบบครบวงจร ตั้งแต่อบรมกระบวนการปลูก ดูแลรักษา ฝึกฝนทักษะการแปรรูปกกและผือให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เช่นเสื่อพับ เบาะรองนั่ง หมอนอิง ที่รองจาน จากนั้นจึงเป็นการถ่ายทอดความรู้ด้านการจัดจำหน่าย และทักษะการทำบัญชีครัวเรือนหรือการออมเงิน โดยเบื้องต้นกลุ่มผู้ร่วมเรียนรู้จะเป็นกลุ่มแรงงานนอกระบบ ผู้ว่างงาน ผู้สูงอายุ และผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จากสองหมู่บ้านในตำบลโนนสมบูรณ์จำนวน 54 คน จนถึงปี 2563 เมื่อดำเนินโครงการไปได้ราวหนึ่งปี โครงการฯ สามารถยกระดับผู้ร่วมเรียนรู้ให้มีอาชีพจากการทอกกและผือ ทั้งยังมีการต่อยอดความสำเร็จโดยมีการติดต่อสั่งซื้อผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศ ซึ่งเป็นการเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง ขณะที่มีกลุ่มผู้ร่วมเรียนรู้เพิ่มขึ้นเป็น 83 คน พร้อมได้รับรางวัล ‘บ้านหนังสือชุมชนต้นแบบดีเด่น’ และขยับไปสู่การก่อตั้ง ‘วิสาหกิจชุมชน’ และ ‘ศูนย์การเรียนรู้’ ที่จะเป็นที่พึ่งของคนในชุมชน และเป็นต้นแบบให้กับชุมชนอื่น ๆ ในอนาคต</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8d6ce9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/07-ข่าว-บึงกาฬโมเดล-หนึ่งทางออกของการจัดการศึกษาผ่านพลังความร่วมมือ.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<figure class="wp-block-gallery has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-5 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex">
<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="80649" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/05-ข่าว-บึงกาฬโมเดล-หนึ่งทางออกของการจัดการศึกษาผ่านพลังความร่วมมือ.jpg" alt="" class="wp-image-80649" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/05-ข่าว-บึงกาฬโมเดล-หนึ่งทางออกของการจัดการศึกษาผ่านพลังความร่วมมือ.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/05-ข่าว-บึงกาฬโมเดล-หนึ่งทางออกของการจัดการศึกษาผ่านพลังความร่วมมือ-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/05-ข่าว-บึงกาฬโมเดล-หนึ่งทางออกของการจัดการศึกษาผ่านพลังความร่วมมือ-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/05-ข่าว-บึงกาฬโมเดล-หนึ่งทางออกของการจัดการศึกษาผ่านพลังความร่วมมือ-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/05-ข่าว-บึงกาฬโมเดล-หนึ่งทางออกของการจัดการศึกษาผ่านพลังความร่วมมือ-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="80650" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/06-ข่าว-บึงกาฬโมเดล-หนึ่งทางออกของการจัดการศึกษาผ่านพลังความร่วมมือ.jpg" alt="" class="wp-image-80650" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/06-ข่าว-บึงกาฬโมเดล-หนึ่งทางออกของการจัดการศึกษาผ่านพลังความร่วมมือ.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/06-ข่าว-บึงกาฬโมเดล-หนึ่งทางออกของการจัดการศึกษาผ่านพลังความร่วมมือ-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/06-ข่าว-บึงกาฬโมเดล-หนึ่งทางออกของการจัดการศึกษาผ่านพลังความร่วมมือ-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/06-ข่าว-บึงกาฬโมเดล-หนึ่งทางออกของการจัดการศึกษาผ่านพลังความร่วมมือ-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/06-ข่าว-บึงกาฬโมเดล-หนึ่งทางออกของการจัดการศึกษาผ่านพลังความร่วมมือ-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>
</figure>



<p></p>



<p>“จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ จนนถึงวันนี้เข้าสู่ปีที่สาม กระบวนการเรียนรู้ของกลุ่ม ก.กก บึงกาฬ ได้ขยายผลโดยพัฒนาเป็นหลักสูตรท้องถิ่น โดยมีครูภูมิปัญญาจากกลุ่มเข้าไปทำกิจกรรมร่วมกับเด็ก ๆ ในโรงเรียน (โรงเรียนโพธิ์ทองวิทยานุสรณ์ และ โรงเรียนโนนคาพิทยาคม) ตั้งแต่การปลูกกกจนสามารถเรียนรู้แปรรูปผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ของ ก.กก บึงกาฬยังได้รับโอกาสให้ผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ good goods เพื่อจำหน่ายในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ป รวมถึงทาง สกร. กำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาหลักสูตรในเรื่องการเทียบโอนความรู้ ให้ผู้เรียนสามารถจบการศึกษาและรับวุฒิบัตรได้ภายใน 6 เดือน ตลอดจนการต่อยอดในเรื่องของการแปลงประสบกการณ์เป็นเครดิตแบงก์อีกด้วย”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6df946"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/10-ข่าว-บึงกาฬโมเดล-หนึ่งทางออกของการจัดการศึกษาผ่านพลังความร่วมมือ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายพัฒนพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายพัฒนพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ. </strong>กล่าวว่า ภารกิจหนึ่งของ กสศ. คือทำงานกับเด็กเยาวชนและประชากรกลุ่มเปราะบาง ทั้งในมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ เพื่อสนับสนุนผลักดันให้เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ซึ่งรวมไปถึงการทำงานวิจัยเพื่อสร้างเครื่องมือและตัวแบบต่าง ๆ เช่นที่เกิดขึ้นกับจังหวัดบึงกาฬ โดย กสศ. ได้เข้ามาเริ่มทำงานภายใต้โครงการที่หลากหลาย และด้วยความต่างของพื้นที่และกลุ่มเป้าหมาย รูปแบบหรือวิธีการที่นำมาใช้จึงแตกต่างกันไป ตั้งแต่การดูแลเด็กเยาวชนกลุ่มเปราะบางในระบบการศึกษาผ่านทุนเสมอภาค การพัฒนาครูและสถานศึกษาใรงเรียนขนาดกลางและขนาดเล็กให้มีคุณภาพมาตรฐาน และอีกหนึ่งภารกิจสำคัญคือ Zero Dropout หรือการดูแลช่วยเหลือเด็กเยาวชนที่เข้าไม่ถึงการเรียนรู้พัฒนาตัวเอง ซึ่งที่ผ่านมา กสศ. และ 6 กระทรวงหลักภายใต้การกำกับงานโดยนายกรัฐมนตรี ได้ทำการชนข้อมูลเข้าหากัน เพื่อค้นหาตัวเลขของเด็กเยาวชนที่ไม่อยู่ในระบบการศึกษา และนำกลับเข้าสู่การเรียนรู้ที่มีทางเลือกและเหมาะสมกับบริบทชีวิต ทั้งนี้บึงกาฬเป็นหนึ่งในจังหวัดนำร่องของนโยบาย Thailand Zero Dropout ของรัฐบาลที่จะเริ่มต้นสร้างกระบวนการค้นหาช่วยเหลือเยาวชนกลุ่มนี้ครอบคลุมในทุกพื้นที่ของจังหวัดให้ได้ภายในปี 2568</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-306b1a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/08-ข่าว-บึงกาฬโมเดล-หนึ่งทางออกของการจัดการศึกษาผ่านพลังความร่วมมือ.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า งานสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาไม่สามารถทำด้วยกลุ่มคนจากเพียงหน่วยงานเดียว แต่การดูแลคนคนหนึ่งตลอดชีวิต ตั้งแต่ชีวิตความเป็นอยู่ สุขภาพ จนถึงโอกาสทางการศึกษาและการมีงานทำ จำเป็นต้องใช้คน ชุมชน ส่วนราชการ และภาคส่วนอื่น ๆ มาช่วยกัน ภายใต้แนวทางการทำงานที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันซึ่งกำหนดโดยผู้นำท้องถิ่น เช่นเดียวกับที่บึงกาฬแสดงให้เห็นว่า การเริ่มต้นจากพื้นที่เล็ก ๆ ที่ตำบลโนนสมบูรณ์นั้น สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่สร้างแรงกระเพื่อมไปสู่ระดับจังหวัด และกำลังจะส่งต่อไปถึงระดับประเทศได้ในที่สุด</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-040424/">‘บึงกาฬโมเดล’ บทพิสูจน์การเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน ด้วย ‘กก’ และ ‘ผือ’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘นายกฯ’ แย้ม วันเด็ก 13 ม.ค. 2567 มีข่าวดี ก้าวสำคัญประเทศไทยก้าวสู่ ‘Thailand Zero Dropout’ เด็กไทยต้องได้รับการศึกษาเท่าเทียม</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-110124/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 11 Jan 2024 03:08:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาเท่าเทียม]]></category>
		<category><![CDATA[Zero Dropout]]></category>
		<category><![CDATA[นายกรัฐมนตรี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=76039</guid>

					<description><![CDATA[<p>วันที่ 10 ม.ค. 2567 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรั [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-110124/">‘นายกฯ’ แย้ม วันเด็ก 13 ม.ค. 2567 มีข่าวดี ก้าวสำคัญประเทศไทยก้าวสู่ ‘Thailand Zero Dropout’ เด็กไทยต้องได้รับการศึกษาเท่าเทียม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>วันที่ 10 ม.ค. 2567 <strong>นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี</strong> <strong>และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง </strong>โพสต์ข้อความผ่าน X และ Facebook ระบุว่า “เด็ก ซึ่งเป็นอนาคตของชาติทุกคน ต้องได้เรียนครับ ผมขับเคลื่อนเรื่องลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาด้วยตัวเองมาตั้งแต่ก่อนเข้ามารับตำแหน่งนายกฯ หลายปีแล้วครับ เพราะผมปรารถนาที่จะเห็นเด็กไทยได้รับความเท่าเทียมในเรื่องนี้ โดยตั้งเป้าให้จำนวนเด็กที่ต้องหลุดระบบการศึกษาเป็น “ศูนย์” ครับ</p>



<p>ทันทีที่เข้ารับตำแหน่งผมได้สั่งการทันทีให้ “กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา” (กสศ.) DES และกระทรวงมหาดไทย บูรณาการรวบรวมข้อมูลนักเรียนที่หลุดจากระบบการศึกษา ให้เป็นฐานข้อมูล Big Data ขึ้นเป็นครั้งแรกของประเทศไทย เพื่อนำไปสู่การช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่ต้องออกจากการศึกษากลางคัน ซึ่งในวันเสาร์ที่ 13 ม.ค.นี้จะมีข่าวดี ที่จะเป็นก้าวสำคัญก้าวหนึ่งที่ประเทศไทยก้าวไปสู่ Thailand Zero Dropout ครับ”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d2136f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/01/0110-นายกฯแย้ม-วันเด็ก-มีข่าวดี-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2be420"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/01/0110-นายกฯแย้ม-วันเด็ก-มีข่าวดี-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>อ่านเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับ “Thailand Zero Dropout”</strong> ได้ที่ <a href="https://www.eef.or.th/?s=Zero+Dropout" target="_blank" rel="noopener" title="คลิก">คลิก</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-110124/">‘นายกฯ’ แย้ม วันเด็ก 13 ม.ค. 2567 มีข่าวดี ก้าวสำคัญประเทศไทยก้าวสู่ ‘Thailand Zero Dropout’ เด็กไทยต้องได้รับการศึกษาเท่าเทียม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. ร่วมกับสภาการศึกษา ลงพื้นที่ราชบุรี “หนุนโรงเรียนขนาดเล็กยกระดับคุณภาพ”</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-281223/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 28 Dec 2023 05:21:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านหนองปากชัฏ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนมหาราช 7]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนขนาดเล็ก]]></category>
		<category><![CDATA[Zero Dropout]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=75900</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2566 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางกา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-281223/">กสศ. ร่วมกับสภาการศึกษา ลงพื้นที่ราชบุรี “หนุนโรงเรียนขนาดเล็กยกระดับคุณภาพ”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2566 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดย<strong>นายนพพร สุวรรณรุจิ</strong> อนุกรรมการพัฒนาระบบการผลิตและพัฒนาครูสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล <strong>นายอิษฏ์ ปักกันต์ธร</strong> หัวหน้าฝ่ายพัฒนากลไกและเครือข่ายบูรณาการเชิงพื้นที่ สำนักพัฒนาการเรียนรู้เชิงพื้นที่ ในฐานะคณะทำงานด้านการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ลงพื้นที่ประชุมติดตามการดำเนินงาน “การลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มโอกาสทางการศึกษา” ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี โดยมี <strong>ดร.สกล กิตติ์นิธิ</strong> ประธานคณะทำงานด้านการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ร่วมด้วยคณะทำงานฯ <strong>นายวณิชย์ อ่วมศรี</strong> รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา <strong>นางสาวนิรมล เมธีสุรกุล</strong> กรรมการสภาการศึกษาด้านสื่อมวลชน <strong>นางจันจิรา ศรีจันทร์</strong> รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 และบุคลากรจากกลุ่มพัฒนานโยบายด้านการมีส่วนร่วมและการเพิ่มโอกาสทางการศึกษา สำนักมาตรฐานการศึกษาและพัฒนาการเรียนรู้ (สมร.) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ในฐานะคณะทำงานและฝ่ายเลขานุการ ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ณ โรงเรียนมหาราช 7 และโรงเรียนบ้านหนองปากชัฏ อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-32271c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/62-กสศ.-ร่วมกับสภาการศึกษา-ลงพื้นที่ราชบุรี-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-da761d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/62-กสศ.-ร่วมกับสภาการศึกษา-ลงพื้นที่ราชบุรี-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>‘โรงเรียนมหาราช 7’ : 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ ชูการศึกษาทางเลือกให้เป็นทางรอด ชวนเด็กกลับมาเรียนเพื่อต่อยอดสู่เส้นทางอาชีพ</strong></h2>



<p><strong>นายวงษ์สัน คูหามณีโชติ</strong> ผู้อำนวยการโรงเรียนมหาราช 7&nbsp; และคณะครู ร่วมต้อนรับและให้ข้อมูลการบริหารจัดการโรงเรียนให้สามารถจัดการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ โดยโรงเรียนได้ร่วมเป็นเครือข่ายในโครงการ&nbsp; Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน” โดย กสศ. บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) และสมัชชาการศึกษาราชบุรี ซึ่งโรงเรียนมหาราช 7&nbsp; ใช้โมเดล ‘1 โรงเรียน 3 รูปแบบ’ หนุนเด็กหลุดจากระบบให้กลับมาเรียน ดังนี้</p>



<p>1) เรียนในห้อง  จัดสรรเพื่อเด็กสะดวกเดินทาง<br>2) เรียนออนไลน์  จัดสรรเพื่อเด็กบ้านไกล หรือไม่มีค่าเดินทาง<br>3) เรียนตามอัธยาศัย จัดสรรเพื่อเด็กไม่มีเวลาเรียนเต็มหลักสูตร เด็กกลุ่มเปราะบาง หรือต้องทำงานระหว่างเรียน</p>



<p>โดยมีชุดการเรียนรู้ Online เป็นจุดเด่นที่ช่วยให้เด็กสนใจกลับมาเรียน อีกทั้งโรงเรียนมหาราช 7 และโรงเรียนในเครือข่าย ยังได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี วิทยาลัยการอาชีพปากท่อ และวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีราชบุรี ในการร่วมออกแบบหลักสูตรฐานสมรรถนะด้านวิชาชีพ ตอบโจทย์ผู้จบการศึกษาในวุฒิ ม.3 และมี “ห้องเรียนหลานย่า” ที่ร่วมมือกับศูนย์ USO Net ของสำนักงาน กสทช. เพื่อนักเรียนได้ท่องโลกกว้างบนอินเทอร์เน็ตแบบไม่มีวันหยุด</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-117a6e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/62-กสศ.-ร่วมกับสภาการศึกษา-ลงพื้นที่ราชบุรี-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3d47f3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/62-กสศ.-ร่วมกับสภาการศึกษา-ลงพื้นที่ราชบุรี-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>‘โรงเรียนบ้านหนองปากชัฏ’ : โรงเรียนขนาดเล็ก แต่มากความสนุก</strong> <strong>ชูกิจกรรม Super Plaza  ครูชวนเรียนผ่านเล่น ทุกเช้าหลังเคารพธงชาติ</strong></h2>



<p><strong>นายสันติ ปิ่นหอม</strong>&nbsp; ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองปากชัฏ และคณะครู ร่วมต้อนรับและให้ข้อมูลการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ผ่านการเล่นด้วยกิจกรรม Super Plaza ทุกเช้าหลังเคารพธงชาติ&nbsp; มุ่งเน้นการอ่านออกเขียนได้ และทักษะพื้นฐานในชีวิตประจำวัน ทำให้เด็กมีผลการเรียนดีขึ้น มีนักเรียนระดับ ป.1 ที่สามารถสอบได้ 100 คะแนนเต็มในการสอนทักษะการอ่าน (RT) ของ สพฐ. และนักเรียนระดับ ป.6 สามารถสอบเข้าโรงเรียนชั้นนำอย่างโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยได้&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้ โรงเรียนได้ฉายให้เห็นปัญหาด้านงบประมาณที่โรงเรียนขนาดเล็กได้รับการจัดสรรตามจำนวนนักเรียน  ทำให้มีข้อจำกัดเรื่องการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ขาดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เช่น การเรียนรู้ภาษาที่ 3 (ภาษาจีน) วิทยากรดนตรี นาฏศิลป์ แต่ด้วยความร่วมมือจากผู้ปกครอง ชุมชน และทุกภาคส่วน ทางโรงเรียนจึงได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการจ้างครูอัตราจ้าง ทำให้โรงเรียนสามารถจ้างครูได้ครบชั้น รวมถึงการสนับสนุนสิ่งปลูกสร้างในโรงเรียน ทุนการศึกษา และอาหารกลางวัน ทำให้สามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0fee15"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/62-กสศ.-ร่วมกับสภาการศึกษา-ลงพื้นที่ราชบุรี-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ทั้งนี้ ฝ่ายเลขานุการจะนำองค์ความรู้ที่ได้มาถอดบทเรียนการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กให้สามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีคุณภาพ เพื่อเป็นโมเดลให้สถานศึกษาอื่น ๆ นำไปประยุกต์ใช้ โดยจะนำรายงานดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะทำงานด้านการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา รวมถึงคณะอนุกรรมการสภาการศึกษาด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการศึกษาพิเศษต่อไป</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-281223/">กสศ. ร่วมกับสภาการศึกษา ลงพื้นที่ราชบุรี “หนุนโรงเรียนขนาดเล็กยกระดับคุณภาพ”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘Zero Dropout’ กฎเกณฑ์ที่ยืดหยุ่นของโรงเรียนขนาดเล็ก เพื่อเด็กทุกคนต้องได้เรียน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-zero-dropout-140723/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 14 Jul 2023 08:56:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ดาบตำรวจหญิงมาลินณา สังข์แก้]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านถ้ำหิน]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนสมนึกวิทิศวรการ]]></category>
		<category><![CDATA[อัญชลี พุ่มสีนิล]]></category>
		<category><![CDATA[วันเพ็ญ สายบัว]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านหนองขาม]]></category>
		<category><![CDATA[Zero Dropout]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=70178</guid>

					<description><![CDATA[<p>การลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนขนาดใหญ่ ขนาด [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-zero-dropout-140723/">‘Zero Dropout’ กฎเกณฑ์ที่ยืดหยุ่นของโรงเรียนขนาดเล็ก เพื่อเด็กทุกคนต้องได้เรียน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก หรือโรงเรียนในเขตเมืองและเขตชนบท ยังคงมีข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งเรื่องการจัดสรรงบประมาณค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาที่คิดตามรายหัวนักเรียน ซึ่งส่งผลให้การจัดสรรทรัพยากรทางการศึกษาเป็นไปอย่างไม่เป็นธรรม ปัญหาการขาดแคลนครูและบุคลากรที่ทั่วถึง รวมถึงคุณภาพและมาตรฐานการเรียนการสอนที่แตกต่างกันของแต่ละสถานศึกษา เหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคต่อการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา&nbsp;</p>



<p>ปัจจุบันโรงเรียนขนาดเล็กที่กระจายตัวอยู่ในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารพยายามปรับตัวและยืดหยุ่น เพื่อรับมือกับสภาพปัญหาให้ได้มากที่สุด ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแนวคิด ‘Zero Dropout’ ในการสร้างโอกาสให้เด็กทุกคนต้องได้เรียน ป้องกันเด็กหลุดจากระบบการศึกษาในพื้นที่ เกิดกลไกที่สร้างความยั่งยืน สร้างระบบนิเวศที่ดึงครัวเรือน ชุมชน และโรงเรียนมาทำงานร่วมกัน</p>



<p><strong>โรงเรียนบ้านหนองขาม</strong> โรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่บ้านหนองขาม ตำบลป่าหวาย อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี โรงเรียนแห่งนี้ตั้งอยู่นอกเขตเทศบาล ในพื้นที่ที่มีประชากรเพียง 664 คน จาก 210 ครัวเรือน เปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล 2 ถึงชั้นประถมปีที่ 6 มีนักเรียนทั้งหมด 114 คน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e4ac26"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/10-Zero-Dropout-กฎเกณฑ์-07.jpg" alt="เด็กนักเรียน 3 คนเล่นลูกฟุตบอลกันในสนามหญ้ารกร้าง"/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6965ca"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/ครูวันเพ็ญ-สายบัว.jpg" alt="ครูวันเพ็ญ สายบัว รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองขาม"/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ครูวันเพ็ญ สายบัว รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห<strong>นองขาม</strong></figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ครูวันเพ็ญ สายบัว รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองขาม</strong> เล่าว่า นอกจากการดูแลนักเรียนในพื้นที่แล้ว ทางโรงเรียนยังดูแลเด็กเมียนมาจากหลากชาติพันธุ์ที่ติดตามพ่อแม่เข้ามาในประเทศไทย โดยพยายามอำนวยความสะดวกในเรื่องการเรียนการสอนให้กับนักเรียนทุกคนในชุมชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ ทั้งเรื่องการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องและเหมาะสมกับบริบทของโรงเรียน ซึ่งโรงเรียนบ้านหนองขามมีครูครบทุกระดับชั้น หากครูคนใดติดภารกิจนอกโรงเรียนหรือลา ก็ยังสามารถจัดการเรียนการสอนให้ต่อเนื่องได้</p>



<p>“เรารู้ว่าเด็กส่วนใหญ่มาจากครอบครัวยากจน จึงยืดหยุ่นกับพวกเขาในหลาย ๆ เรื่อง เด็กที่นี่ไม่จำเป็นต้องแต่งชุดนักเรียนหรือชุดลูกเสือมาเรียน แต่เราก็พร้อมที่จะช่วยเหลือจัดหาชุดนักเรียนหรือชุดลูกเสือให้พวกเขาในกรณีที่เขาต้องการ”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0d8580"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/10-Zero-Dropout-กฎเกณฑ์-04.jpg" alt="โรงเรียนประถมต้นแห่งหนึ่ง"/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-07e223"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/10-Zero-Dropout-กฎเกณฑ์-06.jpg" alt="เด็กนักเรียนร่วมกิจกรรมกันในชั้น"/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ครูวันเพ็ญ</strong> เล่าอีกว่า โรงเรียนพยายามใช้สรรพกำลังที่มี พัฒนาทุกด้านให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ทั้งพัฒนาหลักสูตร บูรณาการเนื้อหารายวิชา มีการจัดการเรียนการสอนทางไกลจากโรงเรียนวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ รวมถึงสร้างความร่วมมือกับชุมชน เพื่อแก้ปัญหาที่สำคัญและเร่งด่วนในเรื่องการขาดแคลนสิ่งต่าง ๆ หรือกรณีงบประมาณไม่เพียงพอ โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของชุมชน ผู้ปกครอง กรรมการสถานศึกษา องค์กรท้องถิ่น เครือข่ายสถานศึกษา ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ซึ่งเป็นแรงสนับสนุนให้โรงเรียนขนาดเล็กได้รับการพัฒนาต่อยอด ทั้งในด้านการบริหารจัดการ งบประมาณ ตลอดจนทรัพยากรต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ</p>



<p>“โรงเรียนของเรามีครูเป็นผู้หญิงทั้งหมด และเนื่องจากเป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่สามารถจ้างนักการภารโรงได้ ครูทุกคนจึงจำเป็นต้องแบ่งงานกันทำ โดยดูแลความสะอาดเรียบร้อยทุกอย่างตั้งแต่หน้าโรงเรียนไปจนถึงห้องเรียน แต่หากเป็นงานหนักเกินกำลัง เช่น ต้องปีนขึ้นไปตัดกิ่งไม้ ก็ขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานท้องถิ่น โรงเรียนเราไม่มีรถประจำโรงเรียน ถ้าจำเป็นต้องเดินทางไปทัศนศึกษานอกโรงเรียนก็ขอความอนุเคราะห์จากมูลนิธิช่วยเหลือเด็กกำพร้า บ้านธารหทัย ซึ่งอยู่ใกล้กับโรงเรียน</p>



<p>“ทุกหน่วยงานเต็มใจที่จะเข้ามาดูแลเรา เพื่อช่วยกันพัฒนาโรงเรียนให้ดีที่สุดสำหรับเด็กๆ ในชุมชน เราทราบข้อจำกัดที่เรามีอยู่ แต่เราก็จะพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดของเด็ก” <strong>รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองขาม</strong> เล่าถึงแนวทางการดูแลเด็ก ๆ ในโรงเรียนด้วยความยืดหยุ่น</p>



<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-7 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/10-Zero-Dropout-กฎเกณฑ์-05.jpg" alt="" data-id="70186" data-full-url="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/10-Zero-Dropout-กฎเกณฑ์-05.jpg" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=70186" class="wp-image-70186" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/10-Zero-Dropout-กฎเกณฑ์-05.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/10-Zero-Dropout-กฎเกณฑ์-05-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/10-Zero-Dropout-กฎเกณฑ์-05-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/10-Zero-Dropout-กฎเกณฑ์-05-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/10-Zero-Dropout-กฎเกณฑ์-05-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/10-Zero-Dropout-กฎเกณฑ์-03.jpg" alt="" data-id="70187" data-full-url="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/10-Zero-Dropout-กฎเกณฑ์-03.jpg" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=70187" class="wp-image-70187" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/10-Zero-Dropout-กฎเกณฑ์-03.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/10-Zero-Dropout-กฎเกณฑ์-03-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/10-Zero-Dropout-กฎเกณฑ์-03-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/10-Zero-Dropout-กฎเกณฑ์-03-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/10-Zero-Dropout-กฎเกณฑ์-03-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure></li></ul></figure>



<p></p>



<p>เช่นเดียวกับ<strong>โรงเรียนสมนึกวิทิศวรการ</strong> ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านวังน้ำเขียว ตำบลท่าเคย อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ชุมชนนี้มีประชากร 241ครัวเรือน </p>



<p><strong>ครูอัญชลี พุ่มสีนิล</strong> เล่าว่า โรงเรียนในชุมชนเล็ก ๆ แห่งนี้ เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 2 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่เคยมีนักเรียนทั้งโรงเรียนเกิน 100 คน แม้ปัจจุบันจะมีนักเรียนเพียง 64 คน แต่ด้วยสถานะที่อยู่คู่ชุมชนแห่งนี้มานานถึง 52 ปี คือก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2514 ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนแนวทางการเรียนการสอน และบริหารจัดการจนกลายเป็นเสมือนบ้านหลังที่ 2 ของเด็ก ๆ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-83fcd8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/ครูอัญชลี.jpg" alt="ครูอัญชลี พุ่มสีนิล โรงเรียนสมนึกวิทิศวรการ"/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ครูอัญชลี พุ่มสีนิล โรงเรียนสมนึกวิทิศวรการ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ครูอัญชลี </strong>เล่าว่า ครูและบุคลากรในโรงเรียนทุกคนต่างมีความตั้งใจที่จะพัฒนาโรงเรียน บริหารจัดการอย่างเต็มกำลังความสามารถ เช่นเดียวกันกับโรงเรียนขนาดเล็กอื่นๆ ที่พยายามสร้างพื้นที่ที่มีความยืดหยุ่นในการดูแลเด็กในพื้นที่รับผิดชอบ ผสมผสานการเรียนการสอนที่เน้นทักษะชีวิต ให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของคนในชุมชน และสร้างโอกาสทางการศึกษาเพื่อรองรับเด็กในพื้นที่ให้มากที่สุด</p>



<p>“ตัวครูเองเคยเป็นเด็กที่เรียนในโรงเรียนนี้จนจบการศึกษา จากนั้นออกไปเรียนต่อข้างนอก แล้วก็กลับมาเป็นครู สอนอยู่ที่นี่มาแล้ว 12 ปี ทำให้ทราบถึงชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชน เรารู้ว่าเด็กคนไหนที่พ่อแม่ต้องไปทำงานแต่เช้า ไม่มีเวลามาส่งที่โรงเรียน ครูแต่ละคนก็จะแบ่งหน้าที่กันไปรับเด็กคนนั้นมาเรียน จัดหาอาหารการกินให้ ทั้งตอนเช้าและตอนกลางวัน” <strong>ครูอัญชลี</strong>เล่า</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9a12fb"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/10-Zero-Dropout-กฎเกณฑ์-09.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4e2de7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/10-Zero-Dropout-กฎเกณฑ์-08.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ในชั่วโมงเรียนที่ต้องใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โรงเรียนสมนึกวิทิศวรการจะจัดการเรียนการสอนโดยให้เด็กโตจับคู่กับเด็กเล็ก แล้วผลัดกันใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ <strong>ครูอัญชลี</strong> เล่าว่า ในคาบเรียนนี้ส่วนใหญ่จะเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ฝึกใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ โดยใช้วิธีให้พี่สอนน้อง เข้าไปดูเว็บไซต์ต่าง ๆ เข้าไปดูสื่อการเรียนรู้ เพราะนักเรียนทั้งหมดมาจากครอบครัวยากจน ที่บ้านไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้งานแม้แต่เครื่องเดียว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-644c4c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/10-Zero-Dropout-กฎเกณฑ์-10.jpg" alt="ห้องเรียนคอมพิวเตอร์ในโรงเรียนรัฐบาล"/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ที่นี่พยายามยืดหยุ่นกับเด็ก ๆ และผู้ปกครองให้ได้มากที่สุด เพราะพวกเขามีข้อจำกัดในชีวิตหลายด้าน โดยเฉพาะด้านสถานะความเป็นอยู่ เด็กส่วนใหญ่มาจากครอบครัวยากจน ผู้ปกครองไม่รู้หนังสือ ทำงานในไร่สับปะรด หากมีความจำเป็นเรื่องการจัดการเอกสาร ครูก็จะไปหาถึงบ้านและช่วยอำนวยความสะดวกให้ได้มากที่สุด ไม่ต้องมีชุดนักเรียนหรือชุดลูกเสือก็สามารถมาเรียนได้ เด็กบางคนมาจากครอบครัวชาติพันธุ์ พ่อแม่เป็นชาวกะเหรี่ยงที่มารับจ้างกรีดยางและทำงานในไร่ ไม่มีเวลาดูแลลูก ๆ ครูก็ต้องทำให้โรงเรียนเป็นเหมือนบ้านหลังที่ 2 ของพวกเขา สอนให้พวกเขาตระหนักว่า การดูแลกันและกันเป็นเรื่องสำคัญของชุมชน” <strong>ครูอัญชลี</strong>กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2d1b17"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/10-Zero-Dropout-กฎเกณฑ์-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b19529"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/10-Zero-Dropout-กฎเกณฑ์-02.jpg" alt="เด็กหญิงปฐมวัยใส่ชุด dress เดินอยู่ในชุมชนที่ห่างไกลตัวเมือง"/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ส่วนทางด้าน<strong>โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านถ้ำหิน</strong>&nbsp;ตำบลสวนผึ้ง อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 13 กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นับว่าเป็นตัวอย่างของโรงเรียนขนาดเล็กอีกแห่งหนึ่งที่มีการปรับตัวให้เข้ากับบริบทชุมชน</p>



<p><strong>ดาบตำรวจหญิงมาลินณา สังข์แก้ว ครูใหญ่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านถ้ำหิน</strong> เล่าว่า โรงเรียนนี้มีจุดเริ่มต้นจากความพยายามสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็ก ๆ ในพื้นที่ โดยก่อตั้งขึ้นเพื่อบรรเทาความยากลำบากของนักเรียนในหมู่บ้านจำนวนหนึ่งที่เคยต้องเดินทางไกลเพื่อไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านวังส้มป่อย ซึ่งอยู่ห่างไกลจากหมู่บ้านประมาณ 12 กิโลเมตร การเดินทางไปกลับนับเป็นความลำบากอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูฝน มักมีน้ำท่วมตามลำห้วยจนไม่สามารถเดินทางข้ามได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5b5b0e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/ดาบตำรวจหญิงมาลินณา-สังข์แก้ว.jpg" alt="ดาบตำรวจหญิงมาลินณา สังข์แก้ว ครูใหญ่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านถ้ำหิน"/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดาบตำรวจหญิงมาลินณา สังข์แก้ว ครูใหญ่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านถ้ำหิน</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ปัจจุบันนอกจากโรงเรียนจะดูแลเด็กในชุมชนบ้านถ้ำหินแล้ว โรงเรียนของเรายังดูแลเด็กชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่มาจากพื้นที่พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้หนีภัยการสู้รบ ศูนย์อพยพผู้ลี้ภัย บ้านถ้ำหิน อำเภอสวนผึ้ง อีกด้วย เราจึงยืดหยุ่นกับเด็กๆ ทุกคนที่เข้ามาเรียนกับเรา เด็กหลายคนหนีภัยสงครามมาโดยไม่มีหลักฐานอะไรติดตัวมาเลย ไม่มีกระทั่งพ่อแม่ เราก็ยืดหยุ่นให้กรอกเพียงข้อมูล เขียนใบสมัคร และเขียนชื่อบุคคลที่สามารถอ้างอิงได้ หรืออาจจะเป็นผู้ปกครองในศูนย์อพยพก็ได้</p>



<p>“เด็กกลุ่มนี้ทั้งหมดตั้งใจเรียนมาก บางคนมีอายุเกินเกณฑ์ที่จะเข้าเรียน ป. 1 หลายปี ตัวโตกว่าเด็กคนอื่น แต่ก็เรียน ป. 1 ด้วยความมุ่งมั่น ซึ่งเราไม่ได้มองว่าอายุคืออุปสรรคในการเรียนรู้ หลายคนมาเรียนวันแรกโดยไม่เข้าใจภาษาไทยเลย แต่ด้วยความตั้งใจและความอยากเรียนรู้ก็พยายามเรียนอย่างเต็มที่ เด็กคนไหนที่มีความเข้าใจในภาษาไทยดีกว่า ก็จะทำหน้าที่เหมือนเป็นล่ามสื่อสารให้กับเพื่อน ๆ&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a02e5c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/10-Zero-Dropout-กฎเกณฑ์-11.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ความช่วยเหลือเกื้อกูลกันของเด็ก ๆ ทำให้เกิดกลุ่มก้อนและชุมชนแห่งการเรียนรู้ ที่ช่วยให้พวกเขาสามารถเรียนรู้และเข้าใจภาษาไทยได้ในช่วงเวลาไม่กี่เดือน ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าพวกเขาจะเติบโตขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญในการดูแลชุมชนต่อไปในอนาคต” <strong>ด.ต.หญิงมาลินณา</strong>กล่าว</p>



<p>กล่าวได้ว่า การจัดการศึกษาให้กับเด็ก ๆ โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลด้วยความยืดหยุ่นและปรับตัวเข้ากับบริบทแวดล้อม นับเป็นการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เด็ก ๆ เหล่านี้มีทางเดินที่ดีต่อไปในอนาคต</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-zero-dropout-140723/">‘Zero Dropout’ กฎเกณฑ์ที่ยืดหยุ่นของโรงเรียนขนาดเล็ก เพื่อเด็กทุกคนต้องได้เรียน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8220;ประเทศไปต่อไม่ได้ ถ้ารากฐานการศึกษาไม่แข็งแรง&#8221;</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-zero-dropout-070222/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 07 Feb 2022 09:24:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐา ทวีสิน]]></category>
		<category><![CDATA[Zero Dropout]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการ Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.​]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=51564</guid>

					<description><![CDATA[<p>เพราะปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นโจทย์ของทุกคน กา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-zero-dropout-070222/">“ประเทศไปต่อไม่ได้ ถ้ารากฐานการศึกษาไม่แข็งแรง”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เพราะปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นโจทย์ของทุกคน การก้าวเข้ามาจับมือร่วมกันระหว่างกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กับภาคเอกชนอย่างบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) จนเกิดเป็นโครงการ “Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน” จึงเริ่มต้นขึ้น เพื่อทำให้ทุกคนเห็นว่าอนาคตทางการศึกษาของเด็กทุกคนจะเดินต่อไปได้ถ้าทุกคนมีส่วนร่วม</p>



<p><strong>นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานอำนวยการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) </strong>ผู้ก่อตั้งโครงการร่วมกับ กสศ. ใช้คำอย่างตรงไปตรงว่า <strong>“ถึงเวลาเลิกบ่น และลงมือทำ”</strong> พร้อมยอมรับว่าการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาถือเป็นหน้าที่ของภาคธุรกิจอย่างแสนสิริเช่นกัน เพราะว่าทุกธุรกิจจะเดินหน้าต่อไม่ได้ถ้ารากฐานของประเทศอย่างการภาคการศึกษาไม่แข็งแรง ไม่ต่างจาก<strong> ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) </strong>ที่ทำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า การทำให้เด็กที่กำลังมีความเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษาที่มีจำนวนกว่า 1.9ล้านคน ได้มีโอกาสทางการศึกษาสูงสุดตามศักยภาพของตนเอง พวกเขาจะกลับเข้าสู่สังคมทั้งในฐานะผู้บริโภคหรือผู้เสียภาษีที่มีคุณภาพ ซึ่งผู้ที่ได้รับประโยชน์ก็คือภาคธุรกิจและภาครัฐเอง เพราะฉะนั้นการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นการลงทุนตั้งแต่ต้นทาง ใช้เงินน้อย และคุ้มค่าที่สุดของประเทศไทย</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>หุ้นกู้ทางการศึกษา ครั้งแรกในเอเชีย</strong></h2>



<p>การประกาศพันธกิจในโครงการ <strong>“Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน”</strong> โดยแสนสิริเตรียมออกหุ้นกู้เพื่อระดมทุน 100 ล้านบาทครั้งแรกในเอเชีย เป็นการวางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน ระยะยาว 3 ปี โดยแสนสิริจะจ่ายดอกเบี้ยให้กับเจ้าของหุ้นทุกไตรมาส และคืนเงินต้นเมื่อจบโครงการใน 3 ปี นอกจากนี้ยังสามารถตรวจสอบได้ ผ่านบัญชี Escrow Account ของธนาคารไทยพาณิชย์ ในชื่อ “บมจ.แสนสิริ เพื่อสนับสนุนโครงการร่วมกับ กสศ.” ซึ่ง กสศ. จะมีการจัดทำแผนรายปี และเบิกจ่ายไม่เกินปีละ 3 ครั้ง<strong></strong></p>



<p>ซึ่งเงินจำนวนนี้ กสศ. จะนำไปทำงานกับเด็กเยาวชนนอกระบบที่จังหวัดราชบุรี ที่ปัจจุบันมีจำนวน 11, 200 คน เพื่อให้ได้รับการดูแลช่วยเหลือและนำกลับเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้<strong> </strong>การลงทุนครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่ได้ลงทุนเพื่อรับผลตอบแทนการลงทุน 3.20% ต่อปี รับดอกเบี้ยทุก 3 เดือนตลอดอายุหุ้นกู้ แต่ยังเป็น<strong>การลงทุนในอนาคตเด็ก ให้เด็กได้เข้าสู่ระบบการศึกษา ไม่มีใครหลุดจากระบบการศึกษาและโดนทิ้งไว้ข้างหลัง</strong><strong></strong></p>



<p>“ผมคิดว่าการบริจาคเงินสามารถทำได้ แสนสิริมีทุนจำนวน 100 ล้านบาทอยู่แล้ว ในส่วนของ CSR บริษัท แต่ถ้าทำอย่างนั้น เรานำเงินไปมอบให้ กสศ. แล้วก็จบ ขณะที่การออกหุ้นกู้ ผลตอบแทน 3.20% ในระยะเวลา 3 ปี เราจะสามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการทำงาน และช่วยส่งต่อเรื่องราวที่เป็นปัญหาระดับประเทศไปถึงผู้คนอื่น ๆ ได้กว้างไกลกว่า เพราะเรามีทั้งองค์กรที่เป็นพันธมิตรในการทำงาน มีคู่ค้า ลูกค้า อีกจำนวนมาก ซึ่งเขาจะได้รับรู้และส่งต่อความสำคัญของการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ไปยังเพื่อนฝูงญาติมิตรเป็นทอด แล้วสิ่งนี้เองที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้องค์กรหรือบุคคลอื่น ๆ ที่สนใจในปัญหาเดียวกัน เข้ามาร่วมมือกันได้มากขึ้น” นายเศรษฐากล่าว</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>นำร่องที่จังหวัดราชบุรี ชุบชีวิตเด็กกว่าหมื่นคน</strong></h2>



<p>สำหรับการเลือกพื้นที่เป้าหมายจังหวัดราชบุรี ประธานอำนวยการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ กล่าวว่า จำนวนเงิน 100 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับขนาดของปัญหาในพื้นที่จังหวัดใหญ่ ๆ นับว่ายังไม่เพียงพอ เพราะในหลายจังหวัดมีเด็กนอกระบบจำนวนมาก ฉะนั้นเมื่อตั้งเป้าหมายว่าจะทำให้เด็กนอกระบบเป็นศูนย์ จึงเริ่มต้นที่จังหวัดราชบุรี ซึ่งมีขนาดและจำนวนเด็กที่เหมาะสม เพื่อสร้างโมเดลต้นแบบที่จะไปถึงเป้าหมายได้จริง</p>



<p>ร่วมกับปัจจัยอีกสองข้อ คือราชบุรีเป็นพื้นที่ที่ไม่มีโครงการของแสนสิริ ซึ่งจะทำให้ไม่มีข้อแม้เรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจทับซ้อน และอีกประการหนึ่งคือเดินทางจากกรุงเทพ ฯ ได้สะดวก ดังนั้น ในระยะเวลา 3 ปีจากนี้ พนักงานของบริษัทตลอดจนคู่ค้าและลูกค้าของแสนสิริ จะสามารถมีส่วนร่วมในการเข้าไปเห็นปัญหา วิธีการแก้ไข ผลสำเร็จ และรอยยิ้มที่จะเกิดขึ้นบนใบหน้าของเด็ก ๆ และครอบครัวของเขาได้</p>



<p>ด้านผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษากล่าวเพิ่มเติมว่า กสศ. ได้รับการจัดสรรงบประมาณในแต่ละปีเป็น 1 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณด้านการศึกษาทั้งหมด หรือวงเงินประมาณ 5,000ล้านบาท ซึ่งนับว่าไม่เพียงพอในการแก้ปัญหาให้เด็กเป็นรายคนที่มีจำนวนมากกว่า 2 ล้านคน จึงจำเป็นที่จะต้องหาความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ซึ่งเป็นเจตนาโดยตรงของกฎหมายที่เขียนไว้ชัดเจนว่า กสศ.สามารถทำงานกับการรับบริจาค และให้สิทธิสามารถลดหย่อนภาษี ได้ 2 เท่า</p>



<p>“แต่ที่ผ่านมาการบริจาคเงินเป็นก้อนในหลักล้านหรือหลักสิบล้าน อาจจะทำงานทั้งจังหวัดได้ไม่เต็มที่ เราอยากทำให้เห็นว่าในการจัดการลดความเหลื่อมล้ำที่ยั่งยืนได้ต้องใช้กลไกจัดการเชิงพื้น ที่ต้องมีขนาดทรัพยากรพอสมควรกับจำนวนโจทย์ในพื้นที่ ยกตัวอย่างจังหวัดราชบุรีที่มีเด็กนอกระบบประมาณ 10,000คน ถ้าเราทำงานในงบประมาณปีละ 5,000 บาทสำหรับเด็ก 1 คน การดำเนินการสัก 2-3 ปีก็น่าจะเห็นผล”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ce908b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/02/LINE_ALBUM_sansiri_220207_0.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>กลไกการจัดการเชิงพื้นที่ ที่ต้องใช้นวัตกรรมความร่วมมือ</strong></h2>



<p>โครงการ <strong>“Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน”</strong> ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่เริ่มต้นและจบลงที่จังหวัดราชบุรีเท่านั้น แต่ถูกออกแบบให้สามารถขยายโมเดลการทำงานและประสบการณ์ต่อไป โดยเฉพาะการพัฒนากลไกจังหวัดที่เรียกว่า Area Based Education หรือ ABE ซึ่งจะมีความยั่งยืน กล่าวคือแม้การดำเนินโครงการที่วางไว้ 3 ปีจะจบลง แต่จะเกิดกลไกภายในพื้นที่ที่ยังทำงานต่อได้เพื่อป้องกันไม่ทำให้เด็กหลุดออกจากระบบอีก</p>



<p>กลไกที่สร้างความยั่งยืนนี้เป็นการสร้างระบบนิเวศที่ดึงครัวเรือน ชุมชน และโรงเรียนมาทำงานร่วมกัน โดยมีแพลตฟอร์มให้เกิดการระดมทรัพยากรต่อยอดเพิ่มเติมที่สามารถดึงเอาภาคเอกชนอื่นๆในจังหวัดราชบุรีมาทำงานร่วมกัน จนกลไกมีความยั่งยืนที่จะทำเป็นข้อเสนอทางเชิงนโยบายในอนาคต และสามารถขยายผลไปใช้ในพื้นที่อื่นได้เช่นกัน</p>



<p>“เราไม่ได้หวังว่าจะทำเรื่องนี้ ที่จบที่ราชบุรีแต่เราต้องการให้เกิดกลไกเหล่านี้ที่จังหวัดอื่นๆ หรือเอกชนเจ้าอื่นลุกขึ้นมาทำตรงนี้บ้าง และนี่คือเหตุผลและภารกิจของกสศ.ที่เป็นกลไกเหนี่ยวนำความร่วมมือเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา” ดร.ไกรยส กล่าว</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>โจทย์ร่วมกันของคนไทยทุกคน</strong></h2>



<p>ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาอธิบายหลักการการทำงานร่วมกับภาคเอกชน ว่าไม่ใช่การทำงานแบบหนึ่งต่อหนึ่ง (one on one) คือระหว่างกสศ.กับแสนสิริเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อฐานลูกค้าของแสนสิริ &nbsp;ฐานคนที่รู้จักแบรนด์แสนสิริ รวมทั้งคู่ค้า ลูกบ้านและขยายสู่สังคมเป็นวงกว้าง เพราะโจทย์เรื่องความเสมอภาคทางการศึกษาที่มีเป้าหมายให้เด็กไทยทุกคนมีโอกาสอย่างทั่วถึง เสมอภาคและมีคุณภาพ ถือเป็นโจทย์ของคนไทยทุกคน ไม่ใช่เฉพาะโจทย์ของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง</p>



<p>“ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐอย่างพวกเราที่จะทำงานร่วมกับภาคเอกชน ให้ผลของเรื่องนี้เป็นที่รับรู้และเปิดโอกาสให้ทุกคนก้าวเข้ามา ไม่ใช่เข้ามาเป็นผู้บริจาคหรือผู้ลงทุน แต่ก้าวเข้ามาเป็นเจ้าของของโจทย์นี้แล้วเฝ้าติดตามให้ความก้าวหน้าเรื่องนี้มันไม่หยุดไม่ชะลอและไปสู่เป้าหมายได้ในวันข้างหน้า” ดร.ไกรยส กล่าว</p>



<p>ทั้งนี้หุ้นกู้แสนสิริ จะเปิดขายวันที่15-18 กุมภาพันธ์ 2565 ผ่านแอป ฯ SCB EASY ตั้งแต่เวลา 8.30 เป็นต้นไป &nbsp;โดยมีรายละเอียดดังนี้</p>



<p>&#8211; ผลตอบแทนการลงทุน 3.20% ต่อปี (รับดอกเบี้ยทุก 3 เดือน)<br>&#8211; ลงทุนเริ่มต้นเพียง 1,000 บาท<br>&#8211; จัดอันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้ BBB+ โดยทริสเรทติ้ง <br>&#8211; อายุหุ้นกู้ 3 ปี หมดอายุหุ้นกู้ รับเงินคืน</p>



<p>และหลังจากขายหมดทุกหุ้น เงินทั้งหมดจะเข้าสู่การดูแลของธนาคารไทยพาณิชย์ ในบัญชี escrow โดยไม่หักค่าใช้จ่าย จากนั้นจะส่งตรงไปยัง กสศ. เพื่อนำไปใช้ในการทำงานต่อไปซึ่งนายเศรษฐาคาดการณ์ว่าหุ้นกู้นี้จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี “ผมมองว่าปัญหาเรื่องการศึกษา ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของสังคม เป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องช่วยกันเท่าที่ทำได้ เพราะสุดท้ายแล้วไม่มีใครที่จะไปต่อได้ ถ้ารากฐานการศึกษาของประเทศไม่แข็งแรง จึงอยากเชิญชวนทุกท่านมาร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ที่จะเริ่มต้นพลิกหน้าประวัติศาสตร์ ในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-zero-dropout-070222/">“ประเทศไปต่อไม่ได้ ถ้ารากฐานการศึกษาไม่แข็งแรง”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ก้าวไปให้ถึง “เด็กออกนอกระบบเป็นศูนย์”</title>
		<link>https://www.eef.or.th/infographic-070222/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 07 Feb 2022 08:18:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[อินโฟกราฟิก]]></category>
		<category><![CDATA[Zero Dropout]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กออกนอกระบบ]]></category>
		<category><![CDATA[Area Based Education]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กนอกระบบ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=52639</guid>

					<description><![CDATA[<p>เริ่มก้าวไปทีละขั้นแล้วที่จังหวัดราชบุรี เพื่อให้เด็ก 1 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/infographic-070222/">ก้าวไปให้ถึง “เด็กออกนอกระบบเป็นศูนย์”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เริ่มก้าวไปทีละขั้นแล้วที่จังหวัดราชบุรี เพื่อให้เด็ก 11,200 คนได้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาทั้งหมดภายใน 3 ปี ผ่าน 3 โจทย์ในสร้างกลไกการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ (Area based Education : ABE)</p>



<p><br>แต่เป้าหมายของ “Zero Dropout” ไม่ได้เริ่มต้นและจบลงเพียงแค่ จ.ราชบุรีเท่านั้น แต่ยังหมายถึงอนาคตของเด็กกว่า 1.9 ล้านคนทั่วประเทศ ที่โมเดลนี้จะวางรากฐานและส่งต่อเป็นนโยบายระดับประเทศอย่างยั่งยืน</p>



<p><br><strong>อ่านบทความฉบับเต็ม : </strong><a href="https://www.eef.or.th/article-zero-dropout-060222/?fbclid=IwAR3PTKshdn06kEzUnhGwxFVbBivWGdGczKkvrQBwdNmWKnlNWkFFyrevfFc" target="_blank" rel="noreferrer noopener" title="https://www.eef.or.th/article-zero-dropout-060222/?fbclid=IwAR3PTKshdn06kEzUnhGwxFVbBivWGdGczKkvrQBwdNmWKnlNWkFFyrevfFc">แก้โจทย์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดของประเทศไทย</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/infographic-070222/">ก้าวไปให้ถึง “เด็กออกนอกระบบเป็นศูนย์”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แก้โจทย์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดของประเทศไทย</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-zero-dropout-060222/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 06 Feb 2022 10:39:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Zero Dropout]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการ Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=51521</guid>

					<description><![CDATA[<p>ชีวิตของเด็กไทยเกือบ 2 ล้านคนตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะหลุ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-zero-dropout-060222/">แก้โจทย์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดของประเทศไทย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ชีวิตของเด็กไทยเกือบ 2 ล้านคนตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษา แต่โจทย์เรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษานี้กลับซ้ำซ้อนมากขึ้นเมื่อวิกฤติโควิด-19 เข้ามาซ้ำเติม การจะนำเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาแล้วกลับมาสู่การเรียนรู้อีกครั้งจึงเป็นความท้าทายอย่างมาก</p>



<p>แต่โจทย์ที่ท้าทายที่สุดนี้คือ “กุญแจดอกสำคัญ” ที่จะปลดล็อกปัญหาทั้งหมดของประเทศ</p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) </strong>กล่าวว่าการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาตั้งแต่เด็กอายุ 3 ขวบหรือเล็กกว่านั้น เป็นการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ต้นทางและใช้เงินน้อยที่สุด ที่ไม่ใช่เป็นการสงเคราะห์แต่คือการลงทุนที่มีผลตอบแทนสูงที่สุด</p>



<p>เพราะถ้าเด็กจำนวน 1.9 ล้านคนที่มีความเสี่ยงจะหลุดจากระบบการศึกษา สามารถที่จะสำเร็จการศึกษาในระดับที่มีศักยภาพสูงสุด นั่นหมายถึงจำนวนของฐานกำลังซื้อที่เพิ่มสูงขึ้นและฐานภาษีที่กว้างกว่าเดิม ซึ่งทั้งภาคธุรกิจ หน่วยงานรัฐ และทุกภาคส่วนจะได้รับประโยชน์ไปด้วยกัน ซึ่งต่อยอดไปลงทุนสร้างประเทศให้ดีขึ้นอีก&nbsp;</p>



<p>เพราะฉะนั้นแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็น “การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>กลไกการจัดการเชิงพื้นที่ นวัตกรรมด้านการเงินที่มากกว่าการลงทุน</strong></h2>



<p>แต่มักมีคำถามอยู่เสมอว่าประเทศไทยมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ทำไมยังมีเด็กเป็นจำนวนมากที่ไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างทั่วถึง และมีคุณภาพ?&nbsp;</p>



<p>ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาอธิบายในประเด็นนี้ว่า ในครัวเรือนรายได้น้อยใต้เส้นความยากจน พวกเขาต้องเจอกับอุปสรรคมากมายระหว่างทางที่มาโรงเรียน ทั้งค่าเดินทาง ค่าอาหารเช้า อาหารกลางวัน อุปกรณ์การเรียน เครื่องแบบ หรือในท้องถิ่นห่างไกลทุรกันดาร เมื่อเด็กจบการศึกษาช่วงชั้นหนึ่งต้องย้ายโรงเรียน เขาต้องเดินทางไกลขึ้น หลายคนจึงหลุดไปในช่วงรอยต่อการศึกษาตรงนี้ นอกจากนี้ยังมีเด็กอีกกลุ่มที่ต้องหยุดเรียนไปทำงานหาเลี้ยงคนที่บ้าน หรือไปช่วยครอบครัวทำงาน ซึ่งทำให้ค่อย ๆ ทยอยหลุดออกจากการศึกษาไปเงียบ ๆ</p>



<p>“ในแต่ละปี กสศ. ได้รับงบประมาณคิดเป็น 1% ของงบประมาณการศึกษาของประเทศทั้งหมด ซึ่งไม่เพียงพอในการแก้ปัญหาเป็นรายบุคคลให้เด็กที่มีจำนวนมากกว่า 2 ล้านคนได้ เราจึงต้องมีภาคีภาคเอกชนที่มีความมุ่งมั่นในการทำงาน และสร้างกลไกการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ (Area based Education :ABE) โดยใช้โจทย์และบริบทของพื้นที่เป็นฐานในการทำงาน เพราะการจะลดความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ เราต้องมีทรัพยากรครอบคลุม”&nbsp;</p>



<p>จึงเกิดเป็น “นวัตกรรมความร่วมมือ” ที่ กสศ.เป็นกลไกเหนี่ยวนำความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในหลักการ All&nbsp; for Education หรือปวงชนเพื่อการศึกษา เพื่อให้ทุกๆคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้</p>



<p>หนึ่งในนั้นคือโครงการ<strong> “Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน”</strong> วางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทยอย่างยั่งยืนระยะยาว 3 ปี โดยกสศ.ได้รับความร่วมมือจากบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ที่เตรียมออกหุ้นกู้เพื่อระดมทุน 100 ล้านบาท สำหรับใช้ในโครงการ Zero Dropout ครั้งแรกในเอเชีย! ผ่านบัญชี Escrow Account ของธนาคารไทยพาณิชย์ ในชื่อ “บมจ.แสนสิริ เพื่อสนับสนุนโครงการร่วมกับ กสศ.” ซึ่ง กสศ. จะมีการจัดทำแผนรายปี และเบิกค่าใช้จ่ายสำหรับโครงการ Zero Dropout ในไม่เกินปีละ 3 ครั้ง</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>นับถอยหลัง 3 ปี “เด็กออกนอกระบบเป็นศูนย์”</strong></h2>



<p>เป้าหมายของโครงการ “Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน” มีความท้าทายอย่างมากเพราะได้ตั้งเป้าให้เด็กต้องอยู่ในระบบการศึกษาในช่วงวัยภาคบังคับ (ป.1-ม.3) และเด็กที่ถึงเกณฑ์ ต้องพร้อมเข้าเรียน ป.1 ได้ 100%&nbsp;</p>



<p>โดยมีแผนดำเนินการเริ่มตั้งแต่ปี 2565 นำร่องใน 3 อำเภอ ได้แก่ สวนผึ้ง จอมบึง และบ้านคา จากนั้นในปี 2566 จะขยายไปอีก 4 อำเภอ และในปี 2567 อีก 3 อำเภอ เพื่อช่วยเหลือทั้งเด็กปฐมวัย และเด็กนอกระบบกว่า 11,200 คนที่เสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาในจังหวัดราชบุรีให้เป็น “ศูนย์” </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="1400" height="933" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/02/1644154817326-1400x933.jpeg" alt="" class="wp-image-51527" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/02/1644154817326-1400x933.jpeg 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/02/1644154817326-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/02/1644154817326-768x512.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/02/1644154817326-1536x1024.jpeg 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/02/1644154817326-2048x1365.jpeg 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/02/1644154817326-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/02/1644154817326-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 1400px) 100vw, 1400px" /></figure>



<p></p>



<p>ลำดับการทำงานที่ท้าทายนี้เริ่มจากโจทย์ที่ 1. ในปีแรกมุ่งไปเรื่องการค้นหาเด็กที่ไม่มีตัวตนในระบบการศึกษา จากการประกบฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์กับฐานข้อมูลของต้นสังกัดทางการศึกษา จากนั้นลงพื้นที่เก็บข้อมูล พูดคุยสื่อสารความต้องการ และนำกลับสู่ระบบ</p>



<p>2.เมื่อพาเด็กกลับไปแล้วจะทำอย่างไรไม่ให้หลุดซ้ำ จึงต้องมีระบบดูแลช่วยเหลือที่เริ่มจากในโรงเรียน สนับสนุนเครื่องมืออุปกรณ์การเรียน รวมถึงสร้างความร่วมมือระหว่างชุมชน ครัวเรือน จนถึงโรงเรียน ให้เกิดเป็นระบบนิเวศในการรักษาดูแลและส่งต่อเด็กให้ไปได้สูงที่สุดตามศักยภาพ จนเขาสำเร็จเป็นคนรุ่นต่อไปที่มีงานทำ เป็นคนรุ่นต่อไปในจังหวัดราชบุรีที่สามารถพัฒนาชุมชนตนเองได้</p>



<p>3.คือโมเดลการทำงานจะไม่เริ่มและจบลงเพียงแค่จังหวัดเดียว แต่ต้องขยายออกไปให้เป็นกลไกการทำงานเชิงพื้นที่ที่ยั่งยืน รองรับเด็กเสี่ยงหลุดหรือที่จะหลุดจากการศึกษาในอนาคตได้ ดึงความร่วมมือจากภาคเอกชนอื่น ๆ เข้ามาในแพลตฟอร์มที่จะช่วยระดมทรัพยากรเพิ่มเติม และต่อยอดเป็นข้อเสนอนโยบายในระดับประเทศได้</p>



<p>“จะเห็นได้ว่าเงินส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 80 จะถูกใช้ในโจทย์ข้อที่ 1 แต่โจทย์ข้อที่ 1 จะไม่ยั่งยืนถ้าไม่มีการทำงานข้อที่ 2 และ 3 โดยเฉพาะข้อที่ 3 ที่หวังว่านวัตกรรมการลงทุนนี้จะไม่จบที่จ.ราชบุรี แต่จะทำให้ให้เกิดกลไกแบบเดียวกันที่จังหวัดอื่นๆ หรือมีเอกชนเจ้าอื่นๆลุกขึ้นมาทำตรงนี้ด้วยเช่นกัน” ดร.ไกรยส กล่าวทิ้งท้าย</p>



<p><br>*<strong>หุ้นกู้แสนสิริ เปิดขายวันที่ 15-18 กุมภาพันธ์ 2565 ผ่านแอป ฯ SCB EASY ตั้งแต่เวลา 8.30 เป็นต้นไป สามารถลงทุนขั้นต่ำได้ที่ 1,000 บาท และหลังจากขายหมดทุกหุ้น เงินทั้งหมดจะเข้าสู่การดูแลของธนาคารไทยพาณิชย์ ในบัญชี escrow โดยไม่หักค่าใช้จ่าย จากนั้นจะส่งตรงไปยัง กสศ. เพื่อนำไปใช้ในการทำงานต่อไป </strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-zero-dropout-060222/">แก้โจทย์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดของประเทศไทย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8220;แสนสิริ&#8221; จับมือ กสศ. แก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษา ผ่านโครงการ “Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน”</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-zero-dropout/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 04 Feb 2022 09:12:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐา ทวีสิน]]></category>
		<category><![CDATA[Zero Dropout]]></category>
		<category><![CDATA[SANSIRI]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการ Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กหลุดระบบการศึกษาต้องเป็นศูนย์]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=51373</guid>

					<description><![CDATA[<p>แสนสิริ ประกาศพันธกิจใหญ่ “Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-zero-dropout/">“แสนสิริ” จับมือ กสศ. แก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษา ผ่านโครงการ “Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>แสนสิริ ประกาศพันธกิจใหญ่ “Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน”</strong><br><strong>ออกหุ้นกู้ 100 ล้านบาท สนับสนุนกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</strong><br><strong>รวมพลังคนไทยเปลี่ยนการศึกษาไทย ครั้งแรกของเอเชีย!</strong><br><strong>พลิกการเปลี่ยนแปลงประเทศ เด็กหลุดระบบการศึกษาต้องเป็น “ศูนย์”</strong></h4>



<p></p>



<ul><li><strong>บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)</strong> ตอกย้ำเจตนารมย์การให้ความสำคัญเด็กอย่างยั่งยืนตลอดระยะเวลา 10 ปี ประกาศพันธกิจสำคัญระดับประเทศ เปิดตัวโครงการ “<strong>Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน”</strong> สนับสนุน<strong> กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong></li><li><strong>ภายใต้เป้าหมายเดียวกัน ทั้งจากฐานข้อมูลที่มีพลังและการชี้เป้าอย่างตรงจุดของ กสศ. ผนวกความมุ่งมั่นของแสนสิริในฐานะองค์กรที่ให้ความสำคัญกับเด็กและส่งเสริมความเท่าเทียม</strong> มุ่งสู่ <strong>องค์กรแรกของไทย สร้างพลังบวก ผลักดันการระดมทุนเพื่อช่วยเหลือเด็ก ให้ได้รับความเท่าเทียมในการศึกษา</strong></li><li><strong>คิกออฟ ออกหุ้นกู้ เพื่อใช้ในโครงการ Zero Dropout ครั้งแรกในเอเชีย!</strong> <strong>ระดมทุน 100 ล้านบาท</strong> &nbsp;ปั้น “<strong>ราชบุรีโมเดล</strong>” จังหวัดต้นแบบ <strong>ให้เด็กหลุดระบบการศึกษาเป็น “ศูนย์” ใน 3 ปี</strong> สร้างแรงกระเพื่อมรวมพลังคนไทยเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทย</li><li><strong>ครั้งแรกของหุ้นกู้ ที่มากกว่าการลงทุน</strong> ไม่เพียงแต่ได้ลงทุนเพื่อรับผลตอบแทนการลงทุน 3.20% ต่อปี รับดอกเบี้ยทุก 3 เดือนตลอดอายุหุ้นกู้ แต่ยังเป็น<strong>การลงทุนในอนาคตเด็ก ให้เด็กได้เข้าสู่ระบบการศึกษา ไม่มีใครหลุดจากระบบการศึกษาและโดนทิ้งไว้ข้างหลัง</strong></li><li>ลงทุนเริ่มต้น 1,000 บาท ให้คนไทยสามารถร่วมสร้างประวัติศาสตร์เพื่อเปลี่ยนระบบการศึกษาไทย ให้เด็กหลุดระบบการศึกษาเป็น “<strong>ศูนย์</strong>” ไปด้วยกัน</li><li><strong>พร้อมผนึก SCB สร้างความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ผ่านบัญชี Escrow Account</strong> ของธนาคารไทยพาณิชย์ ในชื่อ “<strong>บมจ.แสนสิริ เพื่อสนับสนุนโครงการร่วมกับ กสศ.</strong>”</li><li><strong>เปิดจองวันที่ 15 ก.พ.นี้ เวลา 8.30 น. ผ่าน SCB Easy App เท่านั้น </strong></li></ul>



<p><strong>นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานอำนวยการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) </strong>เปิดเผยว่า<strong> </strong>จากแนวคิดการดำเนินธุรกิจของแสนสิริที่มีเจตนารมณ์ในการช่วยเหลือสังคม คนตัวใหญ่ต้องช่วยคนตัวเล็ก และให้ความสำคัญในเรื่องลดความเหลื่อมล้ำ ส่งเสริมความเท่าเทียมในสังคม รวมถึงเจตนารมณ์ในการช่วยเหลือเด็กอย่างยั่งยืน จนได้รับเกียรติเป็นพันธมิตรที่ลงนามกับองค์การยูนิเซฟ ในการสร้างความเปลี่ยนแปลงสู่คุณภาพชีวิตที่ดีของเด็กต่อเนื่องในตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา โดยร่วมกันผลักดันโครงการต่าง ๆ เพื่อคุ้มครอง ปกป้องสิทธิ และพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กมากกว่า 17 โครงการ อาทิ แคมเปญ “IODINE PLEASE” ผลักดันการแก้ปัญหาภาวะขาดสารไอโอดีนในเด็ก ซึ่งเป็นปัญหาระดับประเทศมานานกว่า 50 ปีได้สำเร็จ, โครงการ Best Start หกปีแรกของชีวิต คือ หกปีทองของเด็ก ที่ต่อยอดสู่โครงการ “The Good Space” หรือ “พื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก” ที่อยู่ในพื้นที่ก่อสร้างของแสนสิริ รวมถึงโครงการอื่นๆ ที่มุ่งเน้นในด้านการพัฒนาความเป็นอยู่ สร้างความตระหนักในด้านสิทธิเด็กและเยาวชนในประเทศไทย ทั้งในด้านสุขภาพ การศึกษา และกีฬา รวมทั้งการให้ความช่วยเหลืออย่างไร้พรมแดนต่อเด็กในประเทศไทยและเด็กทั่วโลก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-dfa60b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/02/06-Zero-Dropout-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ในปี 2565 นี้ แสนสิริมีพันธกิจใหญ่ โดยมีเป้าหมายในการสนับสนุน กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นตามข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฎิรูปการศึกษา ภายใต้วิสัยทัศน์และเป้าหมายเดียวกัน ในความตั้งใจที่จะ “สร้างความเสมอภาคและลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา” ด้วยการประกาศพันธกิจในโครงการ <strong>“Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน”</strong> วางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน ระยะยาว 3 ปี โดยแสนสิริเตรียมออกหุ้นกู้เพื่อระดมทุน 100 ล้านบาท สำหรับใช้ในโครงการ Zero Dropout ครั้งแรกในเอเชีย! นำร่องที่จังหวัดราชบุรี ที่มีเด็กเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาอยู่ประมาณ 10,000 คน ซึ่งเหมาะสมกับจำนวนเงินระดมทุน 100 ล้านบาท รวมทั้งยังมีปัญหาที่หลากหลายด้านความเหลื่อมล้ำในการศึกษาจากภูมิศาสตร์จังหวัดติดชายแดน ที่มีสภาพทั้งแบบชุมชนและเมือง ขณะที่ยังเป็นจังหวัดที่อยู่ใกล้กับกรุงเทพฯ ที่ทำให้ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมช่วยเหลือเด็กได้โดยง่าย รวมถึงที่สำคัญคือ แสนสิริไม่มีการพัฒนาโครงการและไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนในพื้นที่ดังกล่าว ทำให้มีความโปร่งใส นอกจากนี้ยังสามารถตรวจสอบได้ ผ่านบัญชี Escrow Account ของธนาคารไทยพาณิชย์ ในชื่อ “บมจ.แสนสิริ เพื่อสนับสนุนโครงการร่วมกับ กสศ.” ซึ่ง กสศ. จะมีการจัดทำแผนรายปี และเบิกค่าใช้จ่ายสำหรับโครงการ Zero Dropout ไม่เกินปีละ 3 ครั้ง</p>



<p>เป้าหมายของโครงการ “Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน” คือการวางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน ระยะยาว 3 ปี ครอบคลุมการพัฒนาในทุกด้านทั้งการเข้าถึง คุณภาพการศึกษา และความยั่งยืน พร้อมตั้งเป้าให้เด็กต้องอยู่ในระบบการศึกษาในช่วงวัยภาคบังคับ (ป.1-ม.3) และเด็กที่ถึงเกณฑ์ ต้องพร้อมเข้าเรียน ป.1 ได้ 100% โดยมีแผนดำเนินการเริ่มตั้งแต่ปี 2565 นำร่องใน 3 อำเภอ ได้แก่ สวนผึ้ง จอมบึง และบ้านคา จากนั้นในปี 2566 จะขยายไปอีก 4 อำเภอ และในปี 2567 อีก 3 อำเภอ เพื่อช่วยเหลือทั้งเด็กปฐมวัย และเด็กนอกระบบกว่า 11,200 คนที่เสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาในจังหวัดราชบุรีให้เป็น “ศูนย์” รวมทั้งสนับสนุนทุนทรัพย์ให้เด็กได้เตรียมความพร้อมก่อนเข้าระบบการศึกษา (อัตรา 4,000 บาทต่อคน) จากนั้นจึงส่งต่อสู่กลไกของจังหวัดสานต่อการทำงานในระดับพื้นที่ ตั้งแต่ปีที่ 4 เป็นต้นไป</p>



<p>“แสนสิริต้องการจุดประกายให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ด้วยการเปิดตัวโครงการ “Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน” และออกหุ้นกู้ระดมทุนไม่เกิน 100 ล้านบาท สำหรับใช้ในโครงการ สร้างประวัติศาสตร์ครั้งแรกในเอเชีย! ที่มีการออกหุ้นกู้เพื่อระดมทุนในการช่วยพัฒนาระบบการศึกษาของประเทศ โดยนับว่า ครั้งนี้เป็นการลงทุนที่จะได้รับประโยชน์ถึง 2 ต่อ คือ นอกจากนักลงทุนจะได้ผลตอบแทนจากการลงทุนแล้ว ที่สำคัญกว่านั้น คือ นักลงทุนจะได้ลงทุนในอนาคตเด็กเพื่อให้ได้อยู่ในระบบการศึกษา สร้างรากฐานสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างแข็งแกร่ง” นายเศรษฐา กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-018b75"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/02/06-Zero-Dropout-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ไกรยส&nbsp; ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า </strong>กสศ. เป็น “กลไกเหนี่ยวนำความร่วมมือ” ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการช่วยลดปัญหาความเหลื่อมลํ้าทางการศึกษาอย่างยั่งยืน เพื่อให้คนไทยมีโอกาสที่เสมอภาคในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพและได้รับการพัฒนาตามศักยภาพเพื่อตัดวงจรความยากจนข้ามชั่วคน การทำงานของ กสศ.เจาะกลุ่มเด็ก เยาวชนจากครัวเรือนยากลำบากร้อยละ 15 ล่างสุดของประเทศ ผ่านการพัฒนานวัตกรรมที่สามารถเป็น “คานงัด” และ “ตัวเร่งการเปลี่ยนแปลง” เชิงระบบ โดยใช้ข้อมูล งานวิจัย และกลไกความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เป็นเครื่องมือสำคัญในการ &nbsp;สร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับพื้นที่ และระดับประเทศที่ยั่งยืน</p>



<p>“ก่อนการแพร่ระบาดของโควิด – 19 ประเทศไทยมีสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ไม่ว่าจะด้วยปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เกิดจากปัจจัยทางเศรษฐกิจครัวเรือนและความห่างไกลทุรกันดารของหลายพื้นที่ รวมทั้งปัจจัยด้านสุขภาพและความด้อยโอกาสอื่นๆ ของเด็กเยาวชนและครอบครัว แต่สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงโควิด-19 จากสาเหตุของการว่างงานและรายได้ครัวเรือนที่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องจากปัญหาการปิดกิจการและการเลิกจ้างชั่วคราวหรือถาวร รวมทั้งการขาดการเข้าถึงไฟฟ้า สัญญาณอินเตอร์เน็ตและอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการเรียนออนไลน์ที่ต่อเนื่องและมีคุณภาพ ซึ่งล้วนส่งผลต่อแนวโน้มและความเสี่ยงของการหลุดออกจากระบบการศึกษา และภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ของเด็กเยาวชนในระบบการศึกษาของไทย” ดร.ไกรยส กล่าว</p>



<p>จากการสำรวจข้อมูลโดยการสำรวจของกสศ. พบว่า สถานการณ์เด็กหลุดจากระบบการศึกษาในปัจจุบัน มีตัวเลขนักเรียนยากจนทั่วประเทศที่มีความเสี่ยงที่จะหลุดจากระบบการศึกษาถึง 1.9 ล้านคน มาจากปัญหาด้านเศรษฐกิจเป็นหนึ่งในสาเหตุหลัก สังเกตได้จากรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนของนักเรียนยากจนพิเศษลดต่ำลงมากจาก 1,289 บาทช่วงก่อนโควิด มาเป็น 1,094 บาทต่อครัวเรือนเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าน้อยมาก ทำให้นักเรียนยากจนและยากจนพิเศษมีแนวโน้มสูงขึ้นในทุกเทอมจาก 994,428 คนเมื่อปี 2563 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1,244,591 คนในภาคเรียนที่ 1 ปี 2564 และเมื่อลงลึกเรื่องตัวเลข ยังพบว่า นักเรียนที่ไม่เรียนต่อ หรือ นักเรียนยากจนพิเศษ หลุดจากการศึกษาสูงถึง 43,060 คน จาก 54,842 คน &nbsp;หรือ 4.67%&nbsp; โดยหลุดจากระบบการศึกษาสูงสุดในชั้น ม.3/ ป.6/ และชั้นอนุบาล ตามลำดับ</p>



<p>ทั้งนี้ เหตุผลหลักที่เด็กหลุดจากระบบการศึกษาไทย เกิดจากอุปสรรคที่ทำให้เด็กไม่ได้ไปโรงเรียน อาทิ ต้องทำงานช่วยเหลือครอบครัว, ขาดแคลนของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันและอุปกรณ์การเรียน, ไม่มีค่าเดินทาง, ไม่มีค่าอาหาร และบ้านห่างไกล ทุรกันดาร ขณะที่เมื่อลงลึกถึงตัวเลขสถิติ เหตุผลของการหลุดจากการศึกษาของเด็กยากจนพิเศษในสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 อันดับหนึ่ง คือ รายได้ของครอบครัวลดลง คิดเป็นจำนวน 87.81% ของเด็กที่หลุดการศึกษา อันดับสอง คือ ต้องแบกรับภาระอื่นและแบ่งเบาภาระทงเศรษฐกิจแก่ญาติพี่น้อง 38.33% และต่อมา คือ พ่อแม่ ผู้ปกครองตกงาน และถูกพักงานชั่วคราว จึงเป็นที่มาที่คำว่า “ช่วยแม่ทำงาน” “รายได้ลดลง” “ขายของไม่ได้” ถูกขึ้นมาเป็นคีย์เวิร์ดที่สำคัญจากการสำรวจแบบ focus group ของ กสศ. จากกลุ่มตัวอย่าง นอกจากนี้ กสศ. ยังได้วิเคราะห์ข้อมูลของนักเรียนทุนเสมอภาคในพื้นที่ 29 จังหวัดที่ประสบปัญหาในการเรียนช่วงโควิด พบว่ามีนักเรียนที่เจอปัญหาในการเรียนออนไลน์ถึง 271,888 คน ทั้งจากการที่ไม่มีโทรทัศน์ ไม่มีอินเทอร์เน็ต หรือแม้กระทั่งไม่มีไฟฟ้า โดยความช่วยเหลือที่นักเรียนและผู้ปกครองต้องการได้รับ 3 อันดับแรก ได้แก่ ค่าครองชีพและของจำเป็น 71.45% รองลงมาเป็นอาหารเช้า/อาหารกลางวัน 35.28% และค่าเดินทาง 28.79% ที่สำคัญที่สุดยังพบว่า เด็กเยาวชนจากครัวเรือนยากจน และยากจนพิเศษ ส่วนใหญ่หลุดออกจากระบบการศึกษา ก่อนที่จะมีโอกาสศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาหรือมัธยมศึกษาตอนปลาย/เทียบเท่า โดยไม่ได้เข้าเรียนปริญญาตรีสูงถึง 94.7% ซึ่งกสศ. และแสนสิริ คาดหวังถึงอนาคตของเด็ก และอนาคตของประเทศที่ต้องเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-912670"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/02/06-Zero-Dropout-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“กสศ. มีความยินดีที่แสนสิริเล็งเห็นถึงความสำคัญและเข้ามาช่วยเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ทั้งแผนการสนับสนุนเงินทุนเพื่อช่วยผลักดันโครงการที่ กสศ. และ หน่วยงานภาคีทั้งภาครัฐ ท้องถิ่น และเอกชนในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ร่วมกันสนับสนุนมาตรการทั้งต่อตัวเด็กเยาวชนและสถานศึกษาโดยตรง และมาตรการการส่งเสริมการรับรู้เรื่องปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา รวมทั้งแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนด้วยกลไกการจัดการเชิงพื้นที่ (Area-based Education: ABE) นับเป็นนวัตกรรมความร่วมมือที่จะก่อให้เกิดผลกระทบเชิงระบบและการแก้ปัญหายั่งยืน จะเป็นตัวแบบของประเทศสามารถต่อยอดขยายผลได้ในอนาคต&nbsp; ที่สำคัญคือการสร้างช่องทางให้ทุกคนสามารถเป็นหนึ่งในการช่วยเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาไทยให้เยาวชนทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเสมอภาค สำหรับราชบุรี เป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีต้นทุนการทำงานปฏิรูปเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาร่วมกับกสศ.&nbsp; มีฝ่ายนโยบายที่ให้ความสำคัญ&nbsp; มีตัวแบบสถานศึกษา หน่วยจัดการศึกษาทางเลือก&nbsp; บุคลากร อาสาสมัคร ที่สามารถขยายผลการทำงานได้ทันที” ดร.ไกรยส กล่าว</p>



<p>สำหรับหุ้นกู้แสนสิริที่จะเสนอขายในครั้งนี้มีมูลค่าเสนอขายไม่เกิน 100 ล้านบาท อายุ 3 ปี อันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้ BBB+ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปบริจาคให้แก่ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาภายใต้โครงการ Zero Dropout ลงทุนขั้นต่ำ 1,000 บาท ให้คนไทยสามารถร่วมสร้างประวัติศาสตร์เพื่อเปลี่ยนระบบการศึกษาไทยให้เด็กหลุดระบบการศึกษาเป็น “ศูนย์” ไปด้วยกันซึ่งไม่เพียงแต่ได้ลงทุนเพื่อรับผลตอบแทนจากการลงทุน 3.20% ต่อปี รับดอกเบี้ยทุก 3 เดือนตลอดอายุหุ้นกู้ &nbsp;แต่ยังเป็นการลงทุนในอนาคตเด็ก ให้เด็กได้เข้าสู่ระบบการศึกษา ไม่มีใครหลุดจากระบบการศึกษาและโดนทิ้งไว้ข้างหลัง โดยเงิน 100 ล้านบาทจากการระดมทุนจะบริจาคให้ กสศ. ทั้งหมด เพื่อปั้น “ราชบุรีโมเดล” เป็นเมืองต้นแบบให้เด็กใน จ.ราชบุรี หลุดจากระบบการศึกษาเป็น “ศูนย์” ภายใน 3 ปีให้ได้ กำหนดเปิดจองซื้อ วันที่ 15 กุมภาพันธ์นี้ เวลา 8.30 น. ผ่าน SCB Easy App เท่านั้น ข้อมูลเพิ่มเติมของโครงการ Zero Dropout <a href="https://blog.sansiri.com/zero-dropout-main/">https://blog.sansiri.com/zero-dropout-main/</a> หรือโทร 1685.</p>



<p>“เงิน 100 ล้านบาท ที่ได้จากการระดมทุนอาจไม่สามารถช่วยเหลือเด็กทั้งประเทศได้ แต่จะนับเป็นการจุดประกายในการสร้างความหวังให้เกิดการลงมือทำ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การลงมือทำเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงของเราในครั้งนี้จะสร้างแรงกระเพื่อมให้ภาครัฐและภาคส่วนอื่น ๆ หันมาช่วยกันคนละไม้คนละมือ และเมื่อถึงวันนั้นความหวังที่เด็กทั้งประเทศจะหลุดออกจากระบบการศึกษาเป็น ‘ศูนย์’ คงเป็นอนาคตที่ไม่ไกลเกินไปนัก” นายเศรษฐา กล่าวสรุป</p>



<p></p>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ร่วมสร้างประวัติศาสตร์เพื่อเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทย เด็กหลุดระบบการศึกษาต้องเป็น “ศูนย์”</strong></h4><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-zero-dropout/">“แสนสิริ” จับมือ กสศ. แก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษา ผ่านโครงการ “Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
