<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Welcome Teacher : สวัสดีคุณครูรัก(ษ์)ถิ่น | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/welcome-teacher-%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b9%8c%e0%b8%96%e0%b8%b4%e0%b9%88/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 07 Oct 2024 06:37:47 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.10</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>Welcome Teacher : สวัสดีคุณครูรัก(ษ์)ถิ่น | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>‘บมร’ บ้าน-มัสยิด-โรงเรียน สูตรพัฒนาเกาะยาวใหญ่ รวมพลังคนบนเกาะทำสิ่งที่ตัวเองถนัด มีครูรัก(ษ์)ถิ่นเป็นตัวเชื่อมทุกอย่างไว้ด้วยกัน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-250624-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 25 Jun 2024 06:18:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรักษ์ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[Welcome Teacher : สวัสดีคุณครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[มัสยิด]]></category>
		<category><![CDATA[สูตรพัฒนาเกาะยาวใหญ่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=83834</guid>

					<description><![CDATA[<p>ไม่ได้มีแค่ครูที่มักจะย้ายออกจากเกาะยาวใหญ่ จังหวัดพังง [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-250624-2/">‘บมร’ บ้าน-มัสยิด-โรงเรียน สูตรพัฒนาเกาะยาวใหญ่ รวมพลังคนบนเกาะทำสิ่งที่ตัวเองถนัด มีครูรัก(ษ์)ถิ่นเป็นตัวเชื่อมทุกอย่างไว้ด้วยกัน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ไม่ได้มีแค่ครูที่มักจะย้ายออกจากเกาะยาวใหญ่ จังหวัดพังงา ประชากรบนเกาะเองก็เลือกจะไปอยู่ที่อื่น เพราะพวกเขารู้สึกว่าการอยู่บนเกาะไม่สะดวกสบายเท่ากับการอยู่บนฝั่ง ทำให้เกิดการหลั่งไหลของคนในไปข้างนอก&nbsp;</p>



<p>แต่อาจจะเรียกว่าเป็นความโชคดี ด้วยความที่เกาะยาวใหญ่ไม่ได้มีพื้นที่ใหญ่ตามชื่อ มันกระทัดรัดพอที่คนทุกคนบนเกาะจะรู้จัก สร้างความสัมพันธ์ และสร้างทางร่วมทำงานพัฒนาเกาะยาวใหญ่ให้ดีขึ้นได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0e9aff"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/01_ชุมชน.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ชุมชน</figcaption></figure></div></div></div>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>บ้านและชุมชน</strong></h2>



<p>“สมัยผมเด็กๆ ครูจะมาจากจังหวัดไหนก็ตาม ถ้ามาบรรจุที่โรงเรียนเรา จะได้รับการต้อนรับจากคนในชุมชนเป็นอย่างดี เขาจะไม่ยอมให้ครูต้องหุงข้าวกินเอง ต้องไปกินกับคนในชุมชน อยู่แล้วมันเกิดความผูกพันมีความสุข”</p>



<p>ตั้งแต่เล็กจนโต สายสัมพันธ์ระหว่างครูและชุมชนเป็นสิ่งที่ <strong>วิฑูรย์ บุญสพ</strong> กำนันตำบลพรุใน เกาะยาวใหญ่ เห็นจนชินตา พ่อแม่ไม่ได้ไปโรงเรียนแค่วันพบผู้ปกครอง หรือดูผลการเรียนลูก แต่พวกเขาใช้เวลาที่ไปส่งลูก เข้าไปคุยกับครูในโรงเรียน สังเกตว่ามีครูมาใหม่หรือไม่ เพื่อที่ว่าจะขอทำความรู้จัก และทุกๆ เย็น บ้านของครูบนเกาะยาวใหญ่จะว่างเปล่า เพราะคนอาศัยถูกเชิญไปทานข้าวเย็นบ้านผู้ปกครองต่างๆ นั่งบ้านนี้ได้สักพัก อีกบ้านก็มารอต่อคิวรับไปกินด้วย เพื่อไม่ให้น้อยหน้ากัน</p>



<p>วิฑูรย์บอกว่า ผู้ปกครองอยากดูแลคุณครู ตอบแทนที่พวกเขาดูแลลูกๆ ตัวเอง ครูบางคนต้องย้ายจากบ้านมาไกล มาประจำการบนเกาะยาว อาจเกิดความรู้สึกไม่คุ้นเคย หรือคิดถึงบ้าน ชาวเกาะยาวใหญ่จึงพยายามดูแลครูเท่าที่จะทำได้</p>



<p>แต่นานไป สายใยนี้เริ่มเบาบางลง วิฑูรย์คิดว่าอาจเป็นเพราะครูใหม่ๆ ที่มาบรรจุที่โรงเรียนเริ่มเกรงใจผู้ปกครอง ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาจึงห่างเหินใกล้ไป แต่เริ่มฟื้นฟูได้ด้วยโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ที่ทำให้ครูกับชุมชนได้กลับมาใกล้ชิดกันอีกครั้ง&nbsp;</p>



<p>“โรงเรียนกับชุมชนมันแยกกันไม่ได้ ถ้าเราได้ครูที่เข้ากับชุมชนได้ดี ชุมชนก็จะอยากมีส่วนร่วมกับโรงเรียน แล้วโรงเรียนก็เข้าไปช่วยชุมชนได้ด้วย อย่างที่นี่ก็จะเปิดให้เข้ามาใช้สนามกีฬาได้ตลอด เข้ามาสืบค้นข้อมูลในห้องสมุดก็ได้ บางทีถึงขั้นให้ยืมรถโรงเรียนไปใช้ได้เลย”</p>



<p><strong>เจษฎา อนันตศรี</strong> ผู้อำนวยการโรงเรียนอ่าวมะม่วง หนึ่งในโรงเรียนบนเกาะยาวใหญ่ เขาก็เป็นคนที่ย้ายมาจากจังหวัดอื่น โชคดีที่ช่วงแรกของการปรับตัว เจษฏาได้รับการดูแลจากคนในชุมชน ทำให้เขาเห็นความสำคัญของสายใยนี้ ในวันที่ได้เป็นผู้นำโรงเรียน เจษฎาตั้งใจฟื้นฟูความสัมพันธ์ชุมชนและโรงเรียน เขามองว่า นี่จะเป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยพัฒนาระบบการศึกษาบนเกาะยาวใหญ่ได้ด้วย</p>



<p>โรงเรียนไม่ได้มีบทบาทสำคัญแค่ให้ความรู้ แต่สามารถให้ความช่วยเหลือในสิ่งที่ชุมชนต้องการ ขณะเดียวกันชุมชนก็มีศักยภาพที่จะสามารถช่วยเหลือโรงเรียนได้เช่นกัน</p>



<p>ครูรัก(ษ์)ถิ่น เป็นคนสำคัญที่จะช่วยเติมเต็มความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนและชุมชนได้มากขึ้น เพราะเป็นเป้าหมายการทำงานหนึ่งของครูรัก(ษ์)ถิ่นที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมกับชุมชน แล้วคุณสมบัติครูรัก(ษ์)ถิ่นที่ต้องเป็นคนในชุมชน ก็ทำให้การเป็นตัวกลางของครูไม่ใช่เรื่องยากในการเชื่อม 2 สิ่งนี้เข้าด้วยกัน ‘ครูนักพัฒนาชุมชน’</p>



<p>“มีงานบางอย่างที่เราสามารถนําชุมชนและโรงเรียนเข้ามามีส่วนร่วม ทํางานร่วมกันได้ เช่น กิจกรรมในโรงเรียนบางอย่าง การจัดอบรม งานกิจกรรมกีฬา หรือในชุมชนจะมีกลุ่มแม่บ้านทำขนม นักเรียนบางคนอยากรู้วิธี ก็สามารถไปเรียนกับกลุ่มนี้ได้”</p>



<p><strong>มัส–ณัฐวุฒิ งานแข็ง</strong> เป็นนักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นแรก จากมหาวิทยาลัยราชภัฎยะลา ที่กำลังจะกลับมาบรรจุที่โรงเรียนอ่าวมะม่วง มองว่าบทบาทนี้อาจมีสิ่งที่เขาต้องทำมากขึ้น แต่เพราะมีจุดร่วม ก็เลยไม่ใช่งานที่ต้องเริ่มต้นใหม่&nbsp;</p>



<p>“การทำอาชีพครู มันท้าทายตรงที่ถ้าสอนให้นักเรียนในทางที่ดี เขาก็จะเติบโตได้อย่างดีไปเลย แต่ถ้าเราไม่ตั้งใจหรือสอนเขาไม่ดี วันหนึ่งสิ่งที่เราสอนไปมันอาจจะทำร้ายนักเรียนและตัวเราเองได้นะ”</p>



<p><strong>ชาญชัย งานแข็ง</strong> เป็นป๊ะ (พ่อ) ของมัส เล่าให้ฟังในมุมพ่อแม่ถึงความหวังจะได้เห็นจากตัวลูก คือ ชีวิตผู้ใหญ่ที่มั่นคง สามารถดูแลตัวเองได้ แต่มัสของป๊ะอาจจะทำได้มากกว่าดูแลตัวเองและครอบครัว นั่นคือการได้ดูแลเด็กๆ เกาะยาวใหญ่ในฐานะครู</p>



<p>ถึงจะไม่เคยเป็นครู หรือไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา แต่ในฐานะคนเกาะยาวและเป็นพ่อลูก 2 ป๊ะสัมผัสได้ว่า การได้คนในพื้นที่กลับมาทำงานเป็นครู ณ บ้านเกิดของตัวเอง ทำให้ชุมชนได้กลับมาเป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้ง</p>



<p>“พอเป็นครูคนบ้านเดียวกัน มันก็จะทำให้เด็กเข้าใจมากขึ้น เราก็ยังได้เห็นภาษาท้องถิ่นถูกใช้อยู่ วัฒนธรรมของเกาะยาวใหญ่ก็จะเข้มแข็งมากขึ้น คนรุ่นใหม่ที่เริ่มเดินทางออกไปหางานทำนอกพื้นที่มากขึ้น โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นเข้ามาสนับสนุนให้เด็กรุ่นใหม่ทำงานในพื้นที่ของตัวเอง ทำให้ชุมชนกลับมาสมานกันได้อีกครั้ง”</p>



<p>คำแนะนำที่ป๊ะมอบให้มัส คือ ครูที่ดี ไม่ใช่แค่ครูที่ฉลาด แต่คือครูที่สอนนักเรียนด้วยหัวใจ เป็นครูที่มีความเข้าใจเด็กและพร้อมที่จะสร้างให้อนาคตเด็ก แน่นอนว่ามัสก็ไม่ละทิ้งความเชื่อตรงนี้และเอาคำแนะนำจากป๊ะมาประกอบในอาชีพครูต่อไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-85987f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/02_มัสยิด.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">มัสยิด</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>มัสยิด</strong></h2>



<p>90% ของคนเกาะยาวใหญ่ที่นับถือศาสนาอิสลาม ถ้าใครได้ลองขับมอเตอร์ไซค์เที่ยวบนเกาะก็จะเห็นว่า นอกจากบ้านและโรงเรียนที่เราจะเห็นเต็มสองข้างทาง ‘มัสยิด’ เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่สังเกตเห็นได้ง่าย เพราะบนเกาะนี้มีมากถึง 20 แห่ง</p>



<p>คนที่อยู่บนเกาะนี้มานานอย่าง <strong>สมบูรณ์ อาษาราษฏร์ </strong>วิทยากรอิสลามศึกษา ประจำโรงเรียนอ่าวกะพ้อบอกว่า ศาสนาอิสลามอยู่คู่กับคนเกาะยาวใหญ่มาตลอด ตามหลักคำสอนของศาสนา ผู้นับถือจะต้องเรียนศาสนาอย่างลึกซึ้ง เด็กๆ หลายคนถ้าไม่ถูกส่งไปเรียนที่มัสยิดกับ ‘โต๊ะครู’ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนาอิสลาม ก็จะได้เรียนที่ ‘ปอเนาะ’ โรงเรียนสอนหลักสูตรศาสนาอิสลาม</p>



<p>แต่ข้อจำกัดด้านทรัพยากรต่างๆ ของการเป็นเกาะ ผู้ปกครองส่วนใหญ่จึงเลือกส่งลูกหลานของตัวเองไปเรียนหลักสูตรศาสนาที่ต่างเมือง ซึ่งมีการสอนที่เข้มข้นกว่า ไม่ว่าจะเป็นที่จังหวัดยะลา ภูเก็ต ตรัง ฯลฯ ทำให้ความสัมพันธ์ในบ้านลดลงเพราะห่างเหินกัน และประสิทธิภาพการเรียนของเด็กลดลง</p>



<p>“เมื่อเด็กเรียนไม่จบ ด้วยเหตุผลต่างๆ เช่น เรื่องเงิน ส่งไปเรียนได้ถึง ม.5 ไม่มีทุนส่งต่อ ก็ต้องย้ายกลับมา หรือความห่างเหิน พ่อแม่ไม่ได้ดูแลลูกอย่างใกล้ชิด ส่งไปอย่างเดียว ไม่รู้ว่าลูกฝั่งโน้นเรียนหรือเปล่า ถ้าลูกคุณตั้งใจเรียนก็โอเค แต่ถ้าไม่ตั้งใจเรียนก็มีโอกาสที่จะเรียนไม่จบ ไม่สนใจเรียน แต่พ่อแม่บางคนไม่เห็น เหมือนปิดหูปิดตา อยู่ห่างไกลด้วย บางทีไปหวังกับครูให้ดูแล เขาเองก็มีเด็กที่ต้องดูแลเป็นร้อยคน เรามีลูกคนเดียวต้องซัปพอร์ตให้ถูกต้อง”</p>



<p>ที่โรงเรียนอ่าวกะพ้อ <strong>ผอ.อุดม กูลดี</strong> จึงตั้งใจนำศาสนาเข้ามารวมกับหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ เกิดเป็น ‘หลักสูตรอิสลามศึกษา’ ที่สอนทั้งศาสตร์ความรู้ตามหลักสูตรแกนกลางและความรู้เรื่องศาสนา โดยมีสมบูรณ์เป็นวิทยากรด้านศาสนาอิสลามสอนประจำที่นี่ </p>



<p>และการได้ <strong>มู–ศิริพงษ์ ไถนาเพรียว</strong> นักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฎยะลา ที่เป็นคนบนเกาะยาวใหญ่ กลับมาสอนที่ รร.อ่าวกะพ้อ ก็ช่วยทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาและชุมชนแข็งแรงขึ้น เพราะได้คนที่ชุมชนไว้ใจ และเข้าใจชุมชนมากที่สุดมาอยู่ในโรงเรียน</p>



<p>“ที่เกาะยาวใหญ่เรารู้จักทั้งเกาะ มีความสนิทสนมจนกลายเป็นความผูกพันอย่างพี่น้อง เราถือว่าเด็กทุกคนเป็นเด็กของชุมชน เพราะฉะนั้นมีกิจกรรมอะไรที่ช่วยได้จะส่งเด็กไป เช่น จะไปช่วยมัสยิด ตั้งแต่เกิดจนตาย เช่น พิธีต้อนรับเด็กแรกเกิด ขึ้นบ้านใหม่ คนอ่านคัมภีร์อัลกุรอานในพิธีต่างๆ ละหมาดให้คนตาย (ละหมาดญะนาซะห์) ก็ส่งเด็กๆ ไปช่วย ทำให้โรงเรียนกับชุมชนจะผูกพันกันมาก”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f36b25"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/03_โรงเรียน.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">โรงเรียน</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>โรงเรียน</strong></h2>



<p>“ผมเคยมีครูสอนภาษาไทยแล้วย้ายออกไป พอเราไปเรียนกับครูอีกคน ซึ่งเขาไม่ได้จบเอกภาษาไทยมาโดยตรง เขาอาจจะไม่สามารถเต็มที่กับการสอนได้ สอนเราได้ในระดับพื้นฐาน มันเกิดปัญหาตรงนี้”</p>



<p>ปัญหาครูโยกย้ายเป็นปัญหาที่อยู่คู่โรงเรียนบนเกาะยาวใหญ่ ระยะเวลาที่ครูบรรจุเฉลี่ย 1-2 ปี ก่อนจะขอย้ายไปที่อื่น สมัยที่มัสยังเป็นนักเรียนมักจะเจอเหตุการณ์ครูย้ายบ่อยครั้ง การหาครูมาทดแทนก็ต้องใช้เวลา ทำให้บางครั้งครูจากวิชาอื่นต้องมาช่วยสอนแทน</p>



<p>ผอ.อุดมเคยออกนโยบาย ‘ชวนน้องกลับบ้าน’ ชวนคนเกาะยาวที่ไปทำงานเป็นครูในพื้นที่อื่น ขอย้ายกลับมาสอนที่บ้าน เขามองว่าจะเป็นวิธีช่วยแก้ปัญหาครูโยกย้าย เพราะได้คนในพื้นที่มาสอนเลย โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น เลยเป็นโครงการที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาตรงนี้เพิ่ม&nbsp;</p>



<p>ในความรู้สึกของมู การเป็นคนในพื้นที่จะช่วยให้การทำงานเป็นครูราบรื่นขึ้น เขามองไปถึงการเป็น ‘ครูนักพัฒนาชุมชน’ เพราะว่าโรงเรียนกับชุมชนเป็นสิ่งที่อยู่คู่กัน ไม่สามารถตัดขาดจากกันได้ มีความสัมพันธ์ในลักษณะเกื้อกูลอาศัย เขายกตัวอย่างเวลาโรงเรียนจะจัดกิจกรรมอะไร มักจะมองหาจุดที่ชุมชนสามารถมาร่วมได้ เช่น งานประจำปี ชวนคนในชุมชนมาตั้งร้านขายของหารายได้ โรงเรียนก็มีอาหารและของให้คนมางานได้เลือกซื้อ หรือการที่โรงเรียนอ่าวกะพ้อปรับหลักสูตรนำศาสนาอิสลามเข้ามาสอนควบคู่วิชาสามัญ ช่วยลดภาระครอบครัวที่จะส่งลูกออกไปเรียนข้างนอก เพราะบนเกาะก็มีโรงเรียนที่สอนศาสนาให้ลูกๆ ได้</p>



<p>เจษฎา มองเห็นข้อดีของการได้คนในพื้นที่มาเป็นครู เพราะจะสามารถเข้ากับชุมชนได้ สามารถดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมทำงานพัฒนาไปกับโรงเรียน</p>



<p>“การได้ครูที่เข้ากับชุมชนได้ด้วยมันดีต่อโรงเรียนมาก เพราะว่าโรงเรียนกับชุมชนมันแยกกันไม่ออก โดยเฉพาะโรงเรียนรัฐที่เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก งบประมาณของโรงเรียนปีหนึ่งได้มาไม่เท่าไหร่นะ การบริหารก็จะต้องให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย</p>



<p>“ถ้าได้ครูที่เข้ากับชุมชนได้ดี ชุมชนก็จะอยากมีส่วนร่วมกับโรงเรียน และโรงเรียนก็เข้าไปช่วยชุมชนด้วย เปิดบริการให้ใช้สนามกีฬาได้ตลอด เข้ามาสืบค้นข้อมูลก็ได้ มัสยิดจัดงานอะไรก็ส่งครูและนักเรียนไปช่วย”</p>



<p>เกาะยาวใหญ่ยังคงต้องพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ มีงานอีกหลายด้านที่ต้องทำ แต่พวกเขาจะไม่ได้ทำอย่างโดดเดี่ยว เพราะจะมีคนที่มีความเชื่อและเป้าหมายเดียวกันมาร่วมทางด้วยเสมอ</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-250624-2/">‘บมร’ บ้าน-มัสยิด-โรงเรียน สูตรพัฒนาเกาะยาวใหญ่ รวมพลังคนบนเกาะทำสิ่งที่ตัวเองถนัด มีครูรัก(ษ์)ถิ่นเป็นตัวเชื่อมทุกอย่างไว้ด้วยกัน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จาก ‘ผู้รับ’ สู่ ‘ผู้ให้’ : ถึงเวลาส่งมอบความรู้และความตั้งใจ เด็กๆ ชอบครูแบบไหน ครูรักษ์ถิ่นก็จะเป็นครูแบบนั้นให้พวกเขา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-210624-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 21 Jun 2024 12:03:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรักษ์ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[Welcome Teacher : สวัสดีคุณครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=83627</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ตั้งแต่ได้ทุนมา แม่สบายใจขึ้นมาก ในบรรดาพี่น้อง 4 คน ค [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-210624-2/">จาก ‘ผู้รับ’ สู่ ‘ผู้ให้’ : ถึงเวลาส่งมอบความรู้และความตั้งใจ เด็กๆ ชอบครูแบบไหน ครูรักษ์ถิ่นก็จะเป็นครูแบบนั้นให้พวกเขา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-44441d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/อยากเป็นครูแบบไหน_FB_3.3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ตั้งแต่ได้ทุนมา แม่สบายใจขึ้นมาก ในบรรดาพี่น้อง 4 คน คนที่เขาไม่ห่วงเลยคือหนู ทั้งๆ ที่หนูมีพี่ชายอีกคนที่อายุมากกว่า เป็นเสาหลักที่คอยทำงานส่งเสียให้หนูเรียน แต่เขาไม่มีโอกาสได้กลับมาเรียนแล้ว อนาคตเขาก็ต้องทำงานหาเช้ากินค่ำ”</p>



<p>ครอบครัวของ <strong>นุช–ปรียานุช ปกรณ์ชุติวงศ์</strong> เป็นกะเหรี่ยงที่มีอาชีพหลักเป็นการทำไร่บนภูเขา นุชเรียนจบมัธยมปลายมาได้เพราะพี่ชายช่วยส่งเสีย ความตั้งใจของนุชคือการได้เรียนต่อในระดับชั้นมหาวิทยาลัย แต่หลังจบ ม.6 ความตั้งใจนั้นอาจไปไม่ถึง เพราะค่าใช้จ่ายของการเป็นนักศึกษาสูงสวนทางกับรายได้ของครอบครัวนุช ตอนนี้นุชเพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี ซึ่งถ้าไม่ได้ทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น การเรียนมหาวิทยาลัยของนุชคงไม่เกิดขึ้นจริง</p>



<p>“ครูรัก(ษ์)ถิ่นซัปพอร์ตเราแทบทุกอย่างเลย ไม่ว่าจะเป็นค่าครองชีพระหว่างที่โรงเรียนแต่ละวัน เรามีเงินเดือนค่าหอ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ไม่ต้องลำบากเอาเงินเดือนตัวเองไปซื้อกับข้าวกินเอง แล้วก็มีเรียกพวกหนูไปอบรม ได้ทักษะ ได้ความรู้ ช่วยเหลือเราเสมอต้นเสมอปลาย”</p>



<p>นักศึกษาได้ทุนเรียนต่อ ครอบครัวก็ได้รับการแบ่งเบาภาระ แต่เงื่อนไขคือต้องบรรจุที่โรงเรียนปลายทางที่ใกล้บ้านเกิดของตัวเองอย่างน้อย 6 ปี ซึ่ง รร.ของนุชคือ <strong>โรงเรียนบ้านทุ่งเสือโทน</strong> ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ละแวกเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร กลางอุทยานแห่งชาติเขาแหลม อำเภอทองผาภูมิ บริเวณหมู่บ้านคลิตี้ล่าง จังหวัดกาญจนบุรี</p>



<p>นุชเล่าว่าหลักสูตรที่ครูรัก(ษ์)ถิ่นทุกคนต้องเรียนมีทั้งหลักสูตรนักศึกษาครูจากมหาวิทยาลัย และ Enrichment Program หลักสูตรพิเศษสำหรับครูรัก(ษ์)ถิ่น ที่เน้นพัฒนาพวกเขาไปเป็นนักพัฒนาชุมชน&nbsp;</p>



<p>“เปรียบเทียบกับเพื่อนในหลักสูตรปกติ สมมติพวกเขาทำงาน 4 ชิ้น แต่พวกหนูอาจจะมี 12 ชิ้น มันทวีคูณไปอีก ซึ่งมันเยอะกว่ามากๆ แต่ว่าทั้งหมดนี้มันให้ประโยชน์กับตัวพวกหนูเองทั้งหมด”</p>



<p>“วันที่สมัครทุน หนูยังไม่เข้าใจวิชาชีพความเป็นครู แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าการเป็นครูที่นี่ไม่ได้มีแค่การให้ความรู้ แต่มันรวมถึงการดูแลเด็กๆ ให้เหมือนเป็นคนในครอบครัว สร้างบรรยากาศในโรงเรียนให้เหมือนกับอยู่บ้าน และที่สำคัญคือการเป็นคนที่จะเข้าใจคนในชุมชนที่สุด</p>



<p>ในวันที่นุชกำลังจะได้บรรจุที่โรงเรียนปลายทาง ผ่านการเรียนหลักสูตรที่เข้มข้น ถูกปลูกฝังจิตวิญญาณความเป็นครู รวมถึงประทับใจในการอยู่ร่วมกับชุมชน วันนี้นุชตอบคำถามอย่างมั่นใจได้แล้วว่า ‘ครูแบบไหนที่นุชอยากเป็น’</p>



<p>“เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็ก จดจำว่าครูคนนี้เคยสอนให้เขาทำตัวดี ไม่สร้างความเดือดร้อน เป็นครูที่สอนให้เขาโตไปแล้วเอาตัวรอดได้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d52dad"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/อยากเป็นครูแบบไหน_FB_4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ผมมีความใฝ่ฝันสูงสุดว่าอยากเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน”&nbsp;</p>



<p>เส้นทางการเป็นครูคือความฝันของ <strong>ทัช–วรรณกร บวรวัชรเดชา</strong> มาตั้งแต่เด็กๆ เพราะทัชเป็นเด็กที่ชอบการเรียน และได้คลุกคลีกับครูที่ปรึกษามาตั้งแต่เล็กๆ ทำให้หลงใหลวิถีชีวิตของการเป็นครู และเคยลองสอนจริงมาก่อน</p>



<p>“เวลาอยู่บ้านผมชอบเกณฑ์เด็กมาสอน เหมือนเราเป็นครู เราก็สอนที่เพิงเล็กๆ หลังบ้าน สอนการบ้านของเด็ก พอการบ้านเขาเสร็จ เราก็จะสอนให้เขาอ่านออกเขียนได้ เด็ก ป.1-6 ก็จะมาเรียนวิชาคณิตศาสตร์กับเรา ก็เลยชอบการเป็นครูมาตั้งแต่ตอนนั้น”</p>



<p>ทัชและครอบครัวเป็นคนชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านสมใจนึก ศูนย์อพยพพม่า ตำบลท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี โดยพ่อของทัชคือคนพม่าที่ทำงานพ่อบ้านในกรุงเทพฯ และแม่คือคนมอญที่เปิดร้านขายอาหารพม่าหน้าบ้าน</p>



<p>น่าเสียดายว่าความฝันของทัชไม่ได้รับการสนับสนุนจากที่บ้าน เพราะรายได้ของครอบครัวมีไม่มากพอสำหรับการส่งเสียทัชเรียนต่อมหาวิทยาลัย และอยากให้เขาออกมาทำงานกับพ่อหลังเรียนจบ ม.6 แต่โชคดีที่ทัชคือคนที่ได้รับทุนจากโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นแรก และทำให้ทัชได้เรียนครูอย่างที่ฝันจริงๆ</p>



<p>“ถ้าไม่ได้ทุนครูรัก(ษ์)ถิ่นตอนนั้น มีชอยส์ให้เลือกสองอย่าง หนึ่งไปหางานทำในโรงงานที่กรุงเทพฯ ด้วยกันกับพ่อ และอีกทางหนึ่งคือผมสอบติดคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง แต่คงไปเรียนไม่ได้อยู่ดีเพราะไม่มีเงิน แต่โชคดีที่เป็นช่วงที่โครงการนี้ประกาศผลพอดี เลยได้เรียนครู”</p>



<p>ทัชที่เติบโตมาเป็นลูกครึ่งชาติพันธุ์ในจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งได้รับโอกาสจากทุนโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ได้กลายมาเป็นแบบอย่างที่สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กชาติพันธุ์คนอื่นๆ ได้เห็นว่า พวกเขาสามารถเติบโตไปเป็นคนแบบไหนได้บ้าง&nbsp;</p>



<p>“มันส่งผลอย่างแรกเลย เค้าเป็นตัวอย่างที่ดีที่บอกว่าเด็กชาติพันธุ์ก็เป็นครูได้ เพราะนักเรียนเห็นว่าครูก็เหมือนเรานะ” <strong>เกศฤทัย คําษร</strong> ผู้อำนวยการ<strong>โรงเรียนบ้านจันเดย์</strong> โรงเรียนปลายทางของทัช บอกข้อดีอันดับแรกของครูจากโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น</p>



<p>กว่าจะมาเป็นครูรัก(ษ์)ถิ่นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะพวกเขาต้องเป็นทั้งครูใน รร.พื้นที่ห่างไกล พร้อมกับเป็นนักพัฒนาชุมชนโดยรอบ แต่ภาระที่มากมายก็ไม่ได้ทำให้ความฝันของทัชจางลงแม้แต่น้อย มีแต่จะชัดเจนขึ้นและได้รับความรักอย่างท่วมท้นจากเด็กในโรงเรียน ตลอดเส้นทางการเป็นครูของทัชจึงตั้งใจไว้</p>



<p>“ครูที่เป็นตัวกลางเชื่อมความเข้าใจระหว่างเด็กชาติพันธุ์และคนอื่นๆ แต่ก่อนพวกเขาไม่ค่อยกล้าพูดกับใคร แต่กล้าพูดกับเรามากขึ้นเพราะเราพูดภาษาเขา เด็กที่พูดไทยไม่ได้หรือพูดไม่ชัด ขอพูดภาษาพม่าแทน เราก็จะบอกว่าได้ แล้วจะช่วยแปลให้ครูคนอื่นฟังว่าเด็กคนนี้ต้องการอะไร”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bfddb1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/อยากเป็นครูแบบไหน_FB_5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ครูที่หาความรู้เก่ง ถ้าเราไม่เก่งตรงไหน เราสามารถหาความรู้เพิ่มเติมได้ แต่ถ้าเราเก่งตรงนั้นแล้วเราอยู่แค่ตรงนั้น มันก็จะเก่งแค่นั้น แต่ถ้าเราหาความรู้เก่ง เราพยายามหามันเพิ่มขึ้น เราก็จะเก่งไปอีก”“ครูที่เคยสอนหนูตอนอนุบาล เขาดูแลดีมาก เอาใจใส่เด็กทุกคนในห้อง จำได้ว่าเขาให้ออกมาเล่าเรื่องหน้าชั้นทุกวันเลย ถึงแม้ตอนนั้นจะมีเพื่อนคนหนึ่งที่พูดไม่ชัด เพื่อนทุกคนก็จะขำเวลาเขาแนะนำชื่อ แต่ครูจะบอกว่าไม่เป็นไรนะ แล้วเขาก็ให้ออกมาพูดทุกวันๆ เวลาอยู่กับเขาแล้วมันรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย ทำให้หนูอยากเป็นแบบเขา”</p>



<p>นั่นทำให้ภาพอาชีพในฝันของ <strong>ขวัญ–ขวัญมณี พูลทวี</strong> ชัดมาตั้งแต่เด็กว่าเธออยากเป็นครูไม่ต่างกันกับทัช แต่การเรียนครูในระดับอุดมศึกษาไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับขวัญ เพราะจำนวนค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่วเป็นอุปสรรคใหญ่</p>



<p>เนื่องจากพ่อแม่ของขวัญแยกทางกันตั้งแต่เล็กๆ และคุณย่าเป็นคนเลี้ยงดูขวัญมาตั้งแต่เกิด รายได้หลักๆ จึงมาจากการช่วยคุณย่าขายขนมไทยในท้องตลาด และได้เงินช่วยเหลือจากคุณอา ทำให้มีพอใช้สำหรับการกินอยู่ และพอจ่ายค่าเทอมในโรงเรียน แต่ก็ไม่มากพอสำหรับค่าเทอมมหาวิทยาลัย</p>



<p>ความฝันของขวัญเกือบจะไม่เป็นจริง หากไม่ผ่านการคัดเลือกจากโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น เพราะชอยส์ที่ขวัญเลือกได้มีเพียงการกู้เงินจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ซึ่งกังวลเรื่องต้องทำงานใช้หนี้หลังเรียนจบ หรือตัดใจแล้วกลับไปช่วยงานรับจ้างทำไร่กับที่บ้าน</p>



<p>ก่อนจะผ่านการคัดเลือกก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากจำนวนทุนมีจำกัด แต่คนที่สมัครมีจำนวนมาก เกณฑ์การคัดเลือกจึงมีความเข้มข้น นอกจากจะต้องเป็นคนในพื้นที่ห่างไกล ขาดโอกาส คือต้องเป็นคนที่มีทักษะและคุณสมบัติเพรียบพร้อมกับการเป็นครูนักพัฒนาชุมชนด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องมีทั้งการคัดเลือกรอบสัมภาษณ์ และเข้าค่าย ก่อนจะเข้ารอบมาเป็นครูรัก(ษ์)ถิ่นตัวจริง</p>



<p>“ตอนเข้าค่ายคัดเลือก มีอาจารย์คนหนึ่งเดินมาบอกหนูว่า เขายังไม่เห็นหนูเลยนะ เหมือนหนูกลืนไปกับทุกคน เขายังไม่เห็นว่าหนูโดดเด่นและเห็นตัวตนของหนู”</p>



<p>“หนูเสียใจมาก แล้วก็คิดว่าทำไมหนูถึงไม่กล้า ไม่แสดงออกให้ใครเห็น ตอนนั้นหนูรู้สึกกลัว กลัวว่าถ้าพูดหรือทำออกไปจะผิด หรือมันจะไม่ตรงใจใครหลายๆ คน หนูก็เลยเลือกที่จะไม่แสดงออกไป แต่จากเหตุการณ์นี้หนูเลยเปลี่ยนความคิดใหม่ว่าถ้าหนูไม่ผิดเลย ถ้าหนูมัวแต่กลัว หนูก็จะอยู่แค่ตรงนี้ หนูก็เลยพยายามกดความกลัวนั้นเอาไว้ แล้วก็เริ่มที่จะกล้าพูด เริ่มแสดงออก ตอนที่หนูพูดอะไรไปแล้วทุกคนยอมรับ ก็ทำให้หนูมีกำลังใจที่จะพยายามกล้า แล้วก็ลดความกลัวของตัวเองลงไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ค่ายนั้นมา”</p>



<p>บทเรียนที่ขวัญได้มาจากการเข้าค่ายในวันนั้น กลายมาเป็นแรงบันดาลใจในการเป็นครูแบบที่ขวัญอยากเป็นในวันนี้ เพราะสำหรับเธอ ครูไม่ใช่แค่คนที่พร่ำสอนหรือคอยเตือน แต่คือคนที่สามารถเป็นต้นแบบให้เด็ก ซึ่งทำให้พวกเขาเห็นภาพและเกิดความเชื่อมั่นในสิ่งที่ครูพยายามจะสื่อสารได้มากกว่าสำหรับขวัญ</p>



<p>“ตอนนี้ที่หนูคิดว่าพอจะเป็นต้นแบบให้เด็กได้ คือเรื่องของการเชื่อมั่นในตนเองมากขึ้น ทุกวันนี้มันอาจยังไม่ได้ดีมากพอ แต่ว่ามันก็ดีกว่าจุดนั้นเยอะขึ้นมากแล้ว”</p>



<p>ตั้งแต่ก่อนได้ทุน มาจนถึงวันนี้ที่ขวัญเพิ่งจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง จังหวัดราชบุรี และกำลังเตรียมบรรจุที่ <strong>โรงเรียนบ้านโป่งกระทิงบน</strong> ขวัญพัฒนาตัวเองมาตลอด และไม่มีวันไหนที่จะหยุดเรียนรู้ นั่นกลายมาเป็นครูในอุดมคติอย่างที่ขวัญอยากเป็น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-66bfcf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/อยากเป็นครูแบบไหน_FB_6.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ปกติชอบเป็นคนติวให้เพื่อนตั้งแต่ตอนเรียนมัธยมต้น กลับบ้านไปก็สอนการบ้านให้หลาน พอพวกเขาเข้าใจ เราก็รู้สึกดี”</p>



<p>บ่อเกิดความรู้สึกดีจากจุดเริ่มต้นเล็กๆ กลายมาเป็นเป้าหมายของ <strong>แคท–จิตสุภา สมบูรณ์</strong> ในวันนี้ ที่กำลังจะกลายเป็นจริง นั่นคือการเป็น ‘ครู’&nbsp;</p>



<p>สิ่งที่กระตุ้นให้แคทได้ทบทวนตัวเอง คือการได้เห็น ‘ต้นแบบ’ จากครูสมัยมัธยมปลาย ซึ่งเป็นทั้งครูประจำชั้นและครูที่ปรึกษาของแคท เมื่อได้รับการดูแลเป็นอย่างดีเสมือนลูกคนหนึ่ง คอยซัปพอร์ตการเติบโตทุกย่างก้าว รวมถึงความรู้สึกดีที่เกิดขึ้นจากการได้สอนให้คนอื่นเข้าใจ ทำให้เป้าหมายของแคทยิ่งชัดขึ้นตอน ม.6</p>



<p>การเรียนต่อมหาวิทยาลัยในสาขาครู เป็นเป้าหมายเดียวของแคทหลังเรียนจบมัธยมปลาย แรงจูงใจและความพยายามได้พาแคทผ่านการคัดเลือกเป็นนักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในรอบยื่นผลงาน แต่อุปสรรคเพียงอย่างเดียวของแคท คือ ต้นทุนในการสานต่อความฝันนี้</p>



<p>เนื่องจากครอบครัวของแคทไม่ได้มีฐานะที่มั่นคง รายได้จากการทำงานรับจ้างทั่วไปของพ่อแม่ไม่ได้มีมากพอสำหรับการจ่ายค่าเทอมมหาวิทยาลัย และพี่ทั้งสองคนของแคทที่เรียนถึงชั้น ม.6 ก็ไม่สามารถช่วยสนับสนุนได้มากนัก แคทซึ่งเป็นคนสุดท้องจึงเหลือเพียงทางออกเดียวนั่นคือ ยื่นขอทุนจาก กยศ. ซึ่งเธอคิดว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหาเงินมาคืนทุนหลังเรียนจบ โดยเฉพาะช่วงแรกที่เพิ่งเริ่มทำงาน</p>



<p>โชคดีที่แคทผ่านการคัดเลือกโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นแรก ได้เข้าเรียนที่คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ตามที่เล็งไว้ แต่ย้ายไปอยู่สาขาปฐมวัย โอกาสครั้งนี้ทำให้ปัญหาเรื่องเงินหายไปจากสมการ อีกทั้งแคทยังได้ทำอาชีพในฝันที่อยู่ใกล้บ้านตัวเอง</p>



<p>แต่เส้นทางการเป็นครูรัก(ษ์)ถิ่นก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ความท้าทายที่แคทต้องฝ่าฟันไม่ใช่แค่ตัวหลักสูตร ที่ต้องจบออกมาเป็นครูนักพัฒนาชุมชน แต่ต้องปรับตัวให้เข้ากับชุมชนใน <strong>โรงเรียนบ้านหัวนา</strong> ตำบลสันทราย อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่เป็นชาติพันธุ์ดาราอั้ง (หรือที่ชาวไทใหญ่เรียกกันว่าปะหล่อง) ที่มีภาษาเป็นของตัวเอง แตกต่างจากชุมชนรอบบ้านของแคทซึ่งเป็นคนพื้นเมืองล้านนาที่พูดภาษาไทย</p>



<p>ดังนั้นปัญหาใหญ่ที่สุด คือ การสื่อสารคนละภาษา ซึ่งยิ่งท้าทายในการสอนระดับชั้นปฐมวัย ที่ต้องฝึกการอ่านและเขียนภาษาไทยตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน นอกจากต้องปรับวิธีการสอนให้มีความสนุก น่าสนใจ แคทจึงต้องปรับมายเซ็ตในการสอน</p>



<p>“ตอนแรกเด็กแปลกใจ เพราะเป็นครูใหม่ ก็ให้ผู้ปกครองมาช่วยพัฒนาด้านภาษาด้วย ดึงชุมชนเข้ามา พยายามใช้การเล่นมากกว่าสอนแบบเครียด อย่างเช่นสอนภาษาไทยก็จะให้เด็กนั่งล้อม มีลูกบอลหนึ่งลูก ตั้งกฎว่าถ้าลูกบอลอยู่ที่ใครต้องแปลภาษาไทยให้ครูแคทพูด ครูพูดภาษาดาราอั้ง เด็กพูดไทย”</p>



<p>“หนูเป็นครูที่ไม่ได้เข้าใจภาษาเด็กเลย แล้วเด็กก็ไม่ได้เข้าใจภาษาไทย ดังนั้นครูต้องไม่ยัดเยียดให้เด็กอย่างเดียว แต่เราก็ต้องเรียนรู้ภาษาเขาด้วยเหมือนกัน</p>



<p>จากประสบการณ์ที่ลงพื้นที่โรงเรียนในช่วงสังเกตการณ์และฝึกสอน นั่นยิ่งทำให้ภาพครูในฝันของแคทในวันที่กำลังจะได้บรรจุชัดขึ้นว่า ครูในฝันที่แคทอยากเป็นคือแบบไหน</p>



<p>“หนูอยากเป็นครูที่ไม่ได้เป็นผู้ให้ความรู้เด็กฝ่ายเดียว แต่อยากให้เด็กเห็นว่าหนูเป็นนักเรียนของพวกเขาเหมือนกัน เหมือนแลกเปลี่ยนความรู้กันระหว่างครูกับเด็ก” แคททิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-210624-2/">จาก ‘ผู้รับ’ สู่ ‘ผู้ให้’ : ถึงเวลาส่งมอบความรู้และความตั้งใจ เด็กๆ ชอบครูแบบไหน ครูรักษ์ถิ่นก็จะเป็นครูแบบนั้นให้พวกเขา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>หากโรงเรียนไร้ครู ที่นั่นอาจเป็นโรงเรียนที่ไม่สมบูรณ์ : สร้างการศึกษาแบบไร้รอยต่อ ลดปัญหาขาดแคลนครู เด็กๆ ได้อยู่กับ ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’ อย่างน้อย 6 ปีต่อเนื่อง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-210624/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 21 Jun 2024 04:57:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ครูรักษ์ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[Welcome Teacher : สวัสดีคุณครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=83585</guid>

					<description><![CDATA[<p>1,155&#160; คือตัวเลขโรงเรียนในประเทศไทยที่อยู่ในพื้นที [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-210624/">หากโรงเรียนไร้ครู ที่นั่นอาจเป็นโรงเรียนที่ไม่สมบูรณ์ : สร้างการศึกษาแบบไร้รอยต่อ ลดปัญหาขาดแคลนครู เด็กๆ ได้อยู่กับ ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’ อย่างน้อย 6 ปีต่อเนื่อง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>1,155&nbsp;</p>



<p>คือตัวเลขโรงเรียนในประเทศไทยที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล และไม่อาจจะยุบหรือควบรวมกับโรงเรียนใหญ่ๆ ได้ แต่โรงเรียนเหล่านี้ต้องดำรงอยู่ต่อไปเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กๆ แต่การจะปกป้องโรงเรียนเหล่านี้ได้ ต้องย้อนกลับไปแก้ที่รากของปัญหาคือ ครูขอย้ายบ่อย&nbsp;</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ไม่ได้ต้องการแค่ครู แต่ต้องเป็นครูที่รัก(ษ์)ถิ่น&nbsp;</strong></h2>



<p>“ครูย้ายเพราะไม่ใช่บ้านเกิดของเขา มันอยู่ไม่ได้ทั้งวิถีชีวิต วัฒนธรรม ภาษา บางคนถูกบรรจุขึ้นไปอยู่บนดอย ไปเพื่อเอาตำแหน่งไว้ก่อน นักเรียนเกือบทั้งโรงเรียนเป็นชนเผ่า ครูก็พูดภาษาชนเผ่าไม่ได้ วิถีชีวิตก็ไม่คุ้นเคย พอครบเทอมเขาก็ขอย้ายออก”&nbsp;</p>



<p>หากโรงเรียนไร้ครู ที่นั่นย่อมไม่ถูกเรียกว่าโรงเรียน <strong>รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ</strong> กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภาคประชาสังคม กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวไว้</p>



<p>“คนอยากเป็นครูเพราะอยากเป็นข้าราชการ เพราะฉะนั้นตอนแรกสอบได้ที่ไหนไปที่นั่นเพื่อเอาตำแหน่งไว้ก่อน พอไปถึง เขาไม่ใช่คนในพื้นที่ ไปแล้วมันอยู่ไม่ได้ บางคนไปอยู่ไม่ถึงเดือนก็เขียนขอย้ายแล้ว ดังนั้นโรงเรียนกลุ่มนี้ครูย้ายบ่อยมากก็จะขาดครู บางทีไม่มีผอ.เป็นปีๆ บางทีมีผอ.คนเดียวกับภารโรง เพราะครูย้ายออก สพฐ. (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน) ก็บรรจุครูคืนให้ไม่ทัน ปัญหาของโรงเรียนขนาดเล็กเป็นปัญหาที่พูดกันมาทุกรัฐบาลว่าจะแก้ปัญหายังไง ครูน้อย ครูไม่ครบชั้น”</p>



<p>“ครูรัก(ษ์)ถิ่น เกิดขึ้นเพราะปัญหาโรงเรียนในประเทศไทยที่มีกว่า 30,000 กว่าโรงเรียน ในจำนวนนี้มี 15,000 เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ถิ่นทุรกันดาร เกาะ ภูเขา ซึ่งมีนักเรียน 20-30 คน จนถึงไม่เกิน 100 คน ถัดจากนั้นเป็นโรงเรียนขนาดกลาง และโรงเรียนขนาดใหญ่”</p>



<p>จุดตั้งต้นโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น จึงปักหมุดที่โรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ในภาวะที่ยุบก็ไม่ได้ ควบรวมก็ไม่ได้ แต่ยังไงก็ต้องมี<br>ความยั่งยืนในระบบการศึกษาต้องการมากกว่า ‘ครู’ การแก้ปัญหาให้ตลอดรอดฝั่งจึงไม่ใช่แค่การหาครูมาทดแทน หรือการประกาศจ้างงานครูตามระเบียบเท่านั้น แต่ต้องการครูที่เข้าใจชุมชน เข้าใจบริบทแวดล้อมของโรงเรียน จึงเป็นที่มาของโครงการ ‘<a href="https://www.eef.or.th/fund/teachereef/" target="_blank" rel="noopener" title=""><strong>ครูรัก(ษ์)ถิ่น</strong></a>’ ทุนสร้างโอกาสเพื่อผลิตครูจากชุมชน และเพื่อมอบครูสู่ชุมชน ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2122c9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/Album_นิเวศโรงเรียน_3_SQ-1-ดารณี-อุทัยรัตนกิจ.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>มากกว่าผลิตครู คือการปรับเปลี่ยนระบบการผลิตครู</strong></h2>



<p>ในปี 2567 นี้ โรงเรียนห่างไกลทั้งโรงเรียนบนพื้นที่สูง โรงเรียนตามแนวชายขอบ โรงเรียนที่ตั้งอยู่บนเกาะแก่ง และโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย กำลังจะได้ต้อนรับครูหน้าใหม่ ที่คุ้นเคยกับโรงเรียนไม่น้อยกว่าใครเข้าบรรจุเป็น ครูครับ-ครูขา ของนักเรียนในชั้นต่างๆ ภายใต้โครงการ ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’ กว่า 300 คน&nbsp;</p>



<p>ตัวเลข 300 คนจะกระจายไปเติมเต็มในตัวเลข 1,155 ของโรงเรียนห่างไกล ตั้งเป้าเอาไว้เป็นตัวเลขที่มากกว่านั้นด้วยคือ 1,500 โรงเรียน โดยหมุดหมายของโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นมองว่านอกจากจะเพิ่มจำนวนครูแล้ว ยังเป็นกลไกหนึ่งที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำให้กับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล และเพิ่มโอกาสให้นักเรียนจากครอบครัวที่ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือด้อยโอกาสที่มีฐานะยากจนที่สุดร้อยละ 20 แรกของประเทศ ให้สามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ (learning access &amp; learning outcome) และกลับไปเพิ่มโอกาสให้นักเรียนในชุมชนบ้านเกิดตนเองเพื่อตัดวงจรความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในพื้นที่ห่างไกลอย่างยั่งยืน</p>



<p>“โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นมีจุดประสงค์คือการผลิตครู แต่เป้าหมายลึกๆ คือปรับเปลี่ยนระบบการผลิตครู” ผศ.ดร.พิศมัย รัตนโรจน์สกุล ตอบชัดในมุมของผู้จัดการโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ดังนั้นแล้วสิ่งที่เพิ่มเข้ามาในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นคือระบบการค้นหาคัดกรองเด็กนักเรียนทุนโดยให้มหาวิทยาลัยเข้าไปมีส่วนร่วม ซึ่งนี่เป็นจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนต้นน้ำของการผลิตครูคือให้สถาบันที่สอนครูเข้าใจครูมากขึ้น&nbsp;</p>



<p>“จากเดิมที่มหาวิทยาลัยสอนตามหลักสูตรแกนกลาง รอเด็กมาสมัครเรียนแล้วเรียนจนจบ 4 ปีก็ตัดขาดจากการ ระบบแบบนี้อาจจะไม่ได้เหมาะสมกับทั้งหมด โดยเฉพาะกับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล หรือทุรกันดาร เพราะโรงเรียนต้องการครูเฉพาะในแบบของเขา”</p>



<p>ผศ.ดร.พิศมัย มองว่าการที่มหาวิทยาลัยเข้าไปมีส่วนร่วมในการค้นหาคัดกรองเด็กนักเรียนไม่ใช่เพื่อให้ได้เด็กมาเรียนอย่างเดียว แต่คือการศึกษาบริบทรอบๆ ตัวนักศึกษา&nbsp;</p>



<p>“เมื่ออาจารย์มหาวิทยาลัยรู้แล้วว่าเด็กคนนี้อยู่แบบไหน ยากจนแค่ไหน แล้วต้องกลับไปสอนโรงเรียนปลายทางแบบไหนเรื่องพวกนี้จึงต้องมีการคิดว่าควรเสริมอะไรบ้างอย่างในการสอน อาจจะไม่ใช่ความรู้ แต่รวมถึงทักษะอาชีพหรือทักษะชีวิตที่จำเป็น”</p>



<p>ดังนั้นแล้วมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นนอกจากจะสอนหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตแก่นักศึกษาแล้ว ยังต้องมีหลักสูตรเสริมการเรียนรู้ ที่เรียกว่า Enrichment Program โดยออกแบบให้เข้ากับบริบทพื้นที่ของโรงเรียนปลายทาง และตัวของเด็กนักศึกษาในแต่ละพื้นที่&nbsp;</p>



<p>“สมมุติเราสอนให้ทุกคนเพราะปลูกได้ แต่โรงเรียนบนเกาะหรือติดทะเล เขาก็อาจจะไม่ต้องการวิชาการเพาะปลูก แต่อาจจะต้องการวิชาการทำประมง ซึ่งตรงนี้มหาวิทยาลัยก็ต้องออกแบบมาให้เข้ากับบริบทพื้นที่ของนักศึกษา”</p>



<p>เพราะโรงเรียนและชุมชน คือหน่วยย่อยในสังคมที่เกื้อหนุนกันและกัน อ.พิศมัย มองแบบนั้นหมุดหมายโครงการครูรัก(ษ์)จึงไม่ได้ต้องการผลิตครูกับโรงเรียนเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการผลิตครูให้กับชุมชน</p>



<p>“ยกตัวอย่างง่ายๆ ชุมชนนิยมเลี้ยงแพะ แต่แพะชอบมาขี้ที่สนามโรงเรียน มองผิวเผินอาจจะไม่เป็นปัญหาอะไร แต่ลึกๆ แล้วมันคือหนึ่งปัญหาของความขัดแย้ง ซึ่งครูต้องเข้ามามีส่วนช่วยแก้ปัญหา ดังนั้นครูต้องเข้าใจบริบทโรงเรียนและเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนด้วย”</p>



<p>แต่การที่นักศึกษาครูจะเข้าใจบริบทและแก้ปัญหาให้ตรงจุด สถาบันการผลิตครูต้องสร้างองค์ความรู้ให้เข้ากับพื้นที่ซึ่งจะต้องเข้าใจบริบทเชิงพื้นที่เสียก่อน&nbsp;</p>



<p>“ผลตรงนี้มันต่อเนื่อง เพราะสถาบันการผลิตออกแบบการสอนให้เข้ากับเด็กกับพื้นที่ สร้างครูให้ตรงจุด ในอนาคตอาจจะไม่มีครูรัก(ษ์)ถิ่น แต่ถ้าสถาบันการผลิตครูเข้าใจหลักคิดแบบนี้เขาก็อาจจะมีการสอนที่เปลี่ยนไป และก็อาจจะเป็นการปรับเปลี่ยนระบบการผลิตครูในมุมที่ดีขึ้น”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1b5477"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/Album_นิเวศโรงเรียน_3_SQ-2-พิศมัย-รัตนโรจน์สกุล.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ครู+โรงเรียน+มหาวิทยาลัย คือส่วนที่ต้องเติมเต็มกันและกัน</strong></h2>



<p>“มหาลัยมีบริการวิชาการทางด้านการศึกษา ช่วยโรงเรียน เชื่อมโยงระหว่างการทำงานร่วมกับชุมชน เราผลิตครู ซึ่งเป็นครูที่จะต้องออกไปฝึกประสบการณ์หรือไปฝึกสอน ก็ไปเชื่อมโยงโรงเรียน ซึ่งตรงนี้ทำให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรม ไปพัฒนาคนในพื้นที่”&nbsp;</p>



<p>‘ดร.เกรียงวุธ นีละคุปต์’ คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง กล่าวถึงความสำคัญของโรงเรียน ครู และสังคมรอบๆ เข้าด้วยกัน&nbsp;</p>



<p>มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงคือหนึ่งในสถาบันที่เข้าร่วมค้นหา ออกแบบหลักสูตร และผลิตครูรัก(ษ์)ถิ่นมาตั้งแต่ปีแรกที่เริ่มโครงการ และรับผิดชอบดูแลเด็กๆ พื้นที่โซนภาคตะวันออก ตะวันตก ไปจนถึงภาคใต้ตอนบน ก่อนจะส่งกลับไปสอนยังโรงเรียนบ้านเกิดเมื่อจบหลักสูตร 4 ปี</p>



<p>“ใครจะรู้จักบ้านเกิดได้ดีเท่าตัวเอง เขาจะรู้ว่าท้องที่บ้านเขามีอะไรที่ควรพัฒนา เพราะตอนนี้ครูที่ไปบรรจุ ส่วนมากพอปลายๆ ชีวิตก็ต้องย้ายกลับมาอยู่บ้านเกิดของตนเอง พอโครงการนี้เกิดขึ้น มันก็ตอบโจทย์ของพื้นที่จริงๆ ส่วนพื้นที่ทุรกันดาร ห่างไกล ไม่มีใครอยากไปบรรจุ มีอัตราการย้ายเยอะ แต่ทุนนี้พอบรรจุแล้วไปเป็นครูแถวบ้าน ไม่ต้องเป็นห่วงพ่อแม่ญาติพี่น้อง ก็น่าจะทำให้การทำงานของเขามีประสิทธิภาพมากขึ้น”&nbsp;</p>



<p>“ปีหนึ่ง เราอยากให้เด็กรอบรู้เรื่องการทำงานครู เพราะเด็กเพิ่งมาจากม.ปลาย ว่าถ้าเป็นครูเขามีหน้าที่อะไรบ้าง ปีที่สองฝึกเป็นผู้ช่วยครู เพื่อเพิ่มดีกรีให้เขาสามารถทำงานผู้ช่วยครูได้ ครูให้หยิบจับอะไร ช่วยอะไรก็ทำได้ ปีที่สามจะเป็นผู้ช่วยสอน เด็กจะมาช่วยสอน มายืนคู่กับครู หรือสอนเดี่ยวบ้างในบางกรณี พอปีสี่ปุ๊บ เด็กก็จะได้เป็นครู สามารถยืนหน้าชั้นเรียนพร้อมเป็นครูได้แล้ว หลังจบปีสี่ก็สามารถเป็นครูที่มีคุณภาพได้เลย”&nbsp;</p>



<p>“ครูเป็นทุกอย่าง เพราะเมื่อไหร่เราเป็นครู เราเป็นครู 24 ชม. เวลาไปตลาดคุณก็เป็นครู โดยเฉพาะครูที่อยู่ในชุมชน บางครั้งครูอาจจะมีความรอบรู้ที่ทั้งลึกและกว้างขวาง ถ้าจะลึกในอะไรสักอย่างคือลึกในศาสตร์ของเขา ที่ You must know และ You could know คือศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเขา ที่จะทำให้งานของเขาประสบความสำเร็จ กับอีกส่วนคือ You should know คืออะไรก็ได้ที่เป็นความหลากหลายที่เขาจะต้องมี เพราะเวลาลงชุมชนจริงๆ เขาไม่รู้หรอกว่าครูจะรู้มาขนาดไหน แต่เขารู้ว่าครูน่าจะรู้ นั่นคือความคาดหวัง” คณบดีกล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9e12b8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/Album_นิเวศโรงเรียน_3_SQ-3-เกรียงวุธ-นีละคุปต์.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>4 + 6 = เส้นทางของครูรัก(ษ์)ถิ่น ที่ยาวนาน แต่มีคุณภาพ</strong><strong>&nbsp;</strong></h2>



<p>“ครูจบใหม่ไฟแรง แต่นานไปก็ลดคุณภาพของตัวเองลง เราเลยต้องประเมินครูรัก(ษ์)ถิ่นยาวถึง 6 ปี”&nbsp;</p>



<p>ดร.ศุภโชค ปิยะสันติ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี จ.เชียงราย หนึ่งในคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบการผลิตและพัฒนาครูสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล กสศ. และประธานชมรมคุรุทายาทแห่งประเทศไทย กล่าวถึงบทบาทหน้าที่ของทีมหนุนเสริมที่กำลังจะเริ่มทำงานหลังจากนักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่นทำงานเป็นครูอย่างเต็มตัว โดยมีเงื่อนไขแลกเปลี่ยนว่าครูรัก(ษ์)ถิ่นต้องประจำการที่โรงเรียนปลายทางห้ามย้ายไปไหนจนกว่าจะครบ 6 ปี&nbsp;</p>



<p>“สมัยที่ผมได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการแรกๆ โรงเรียนที่ประจำอยู่ในขณะนั้นมีครูจำนวน 8 คน ขอย้ายออกไปบรรจุที่อื่นพร้อมกัน 6 คน ทำให้เหลือครูอยู่ที่โรงเรียนเพียง 2 คน หนึ่งในเหตุผลหลักที่บุคลากรเหล่านั้นต้องย้าย เพราะพวกเขาไม่ใช่คนในพื้นที่ แล้วการที่เด็กนักเรียนต้องเจอครูใหม่ตลอดเวลา ทำให้ไม่เกิดความต่อเนื่องในการเรียนรู้”</p>



<p>ทีมหนุนเสริมจะเข้ามาเป็นตัวเชื่อมระหว่างการทำงานจริง และสิ่งที่ครูรัก(ษ์)ถิ่นต้องพัฒนาต่อ เพื่อให้อยู่ครูอยู่ได้ในโลกแห่งความเป็นจริง โดยทีมหนุนเสริมจะกระจายอยู่ทั่วประเทศ&nbsp;</p>



<p>“ถ้าครูเข้ามาแล้วเขาจะเปลี่ยนโรงเรียนเลยทำไม่ได้ เพราะอายุงานเป็นเรื่องสำคัญ ต้องค่อยๆ สร้างการยอมรับ เพื่อให้เห็นว่าเขามุ่งมั่นพัฒนาแล้วก็ สอนเก่งจริง เรียนเก่งกับสอนเก่งนี่ไม่เหมือนกันนะ ตรงนี้เขาจะต้องพิสูจน์ตัวเองด้วย พอเขาพิสูจน์ตนเองจนกระทั่งได้รับการยอมรับ แล้วจะพัฒนาโรงเรียนได้ แล้วภาพของครูนักพัฒนาชุมชนจะค่อยๆ ปรากฏขึ้นขึ้นในปีหลัง นี่คือภาพกว้างเราเข้าไปสร้างเป้าหมายให้โรงเรียนชัดเจนว่าต้องการครูแบบไหน เซ็ตวัฒนธรรมโรงเรียนใหม่ แล้วค่อยเข้าไปคุยสร้างกัลยาณมิตรระหว่างโรงเรียนและครูรัก(ษ์)ถิ่น ซึ่งมันก็จะนํามาซึ่งองค์กรแห่งการเรียนรู้ได้ดี เพราะครูใหม่ต้องใช้เวลาปรับตัวอีกเยอะ”</p>



<p>ผอ.ศุภโชค มองว่าที่ผ่านมาผอ.ก็อยู่ส่วนผอ. ครูก็อยู่ส่วนครู เด็กก็ส่วนเด็ก ชุมชนก็ส่วนชุมชน แต่ครูรัก(ษ์)ถิ่นต้องเป็นครูนักพัฒนาชุมชน บทบาทหน้าที่ของครูรัก(ษ์)ถิ่นจึงต้องเป็นทั้งครุ และคนเชื่อมประสานความเข้าใจระหว่างโรงเรียนกับชุมชน โดยๆ ของการประจำการ 6 ปีของครูรัก(ษ์)ถิ่น”</p>



<p>“ครูรัก(ษ์)ถิ่นต้องไม่โดดเดี่ยว ทีมหนุนเสริมจะเข้าไปช่วยเป็นผู้ใหญ่ที่คอยคิดแล้วก็ห่วงใย&nbsp; หรือช่วยฟีดแบคการทำงาน เพราะนี่คือสิ่งหนึ่งที่ทําให้เขามีความมั่นคงในอาชีพแล้วก็อุดมการณ์ของการเป็นครูไม่เปลี่ยน”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bbd742"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/Album_นิเวศโรงเรียน_3_SQ-4-ศุภโชค-ปิยะสันติ์.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>โรงเรียนที่รอจัดงานเกษียณ</strong><strong>&nbsp;</strong></h2>



<p>“เคยมีครูสองคนจะเข้ามาบรรจุที่นี่ แต่เขาเห็นเส้นทางแล้วเลี้ยวรถหันกลับไปเลย ไม่มาแล้ว”</p>



<p><strong>ร้อยโทเจนกวี ศรีเอี่ยม ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านทุ่งเสือโทน</strong> <strong>จ.กาญจนบุรี</strong> เล่าให้ฟัง</p>



<p>โรงเรียนบ้านทุ่งเสือโทน ที่มีนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 1 ไปจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 259 คน นับเป็นโรงเรียนห่างไกล ที่หากเดินทางจากตัวเมืองทองผาภูมิ ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมงในการขับรถขึ้นภูเขา ผ่านถนนลูกรังเป็นระยะทางเกือบร้อยกิโลเมตร ยังไม่นับรวมเวลาที่อาจหลงระหว่างทาง เพราะแผนที่บนจอมือถือก็ช่วยไม่ได้ตลอดเส้นทาง เมื่อต้องขับผ่านพื้นที่ที่อับสัญญาณอินเทอร์เน็ตเป็นบางช่วง</p>



<p>“ครูข้าราชการ 11 คน ทำเรื่องย้าย ได้ย้ายกันทั้ง 11 คน”</p>



<p>ก่อนที่ผอ.เจนกวีจะมาทำงาน โรงเรียนบ้านทุ่งเสือโทนแห่งนี้ขาดคนนั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการเป็นเวลาสองเดือน และเป็นช่วงเวลาครูที่บรรจุเป็นข้าราชการแล้วทำเรื่องย้ายเกือบทั้งหมด ย้ายไปโรงเรียนที่มีขนาดใหญ่กว่า เหลือไว้แต่เด็กๆ ตาแป๋ว และครูที่ยังไม่ได้บรรจุ&nbsp;</p>



<p>“เวลาครูข้าราชการทำเรื่องย้ายโรงเรียน เขาวัดผลกันจากจำนวนเด็กที่เคยสอนในโรงเรียนเดิม ซึ่งถ้าเทียบที่นี่กับอำเภอใกล้เคียง บ้านทุ่งเสือโทน ถือว่ามีจำนวนนักเรียนเยอะกว่ามาก เพราะฉะนั้นครูที่ย้ายขึ้นมาที่นี่ เขาย้ายมาจากโรงเรียนที่มีนักเรียนประมาณหกสิบคน เพื่อเตรียมย้ายไปโรงเรียนใหญ่ต่อ”</p>



<p>จำนวนครูในโรงเรียนบ้านทุ่งเสือโทน ตอนนี้มีอยู่ 15 คน มากกว่าครึ่งเป็นครูที่ยังไม่ได้รับการบรรจุ และเป็นคนจากต่างพื้นที่ ตอนนี้ทางโรงเรียนยังต้องการครูเพิ่มอีก 4 คน จึงจะเต็มอัตราการว่าจ้างครูตามสูตรการคำนวณอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตามเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กำหนด แต่การเป็นโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ก็ทำให้ทุ่งเสือโทนไม่ใช่จุดหมายในฝันของคุณครูที่สมัครเข้ามา&nbsp;</p>



<p>“ผมอยู่ที่นี่ ก็ได้ส่งเพื่อนครูย้ายเกือบทุกปีนะ ยังส่งครูเก่า ต้อนรับครูใหม่อยู่ตลอด เด็กบางคนก็ต้องปรับตัวกัน”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-47214c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/Album_นิเวศโรงเรียน_3_SQ-5-เจนกวี-ศรีเอี่ยม.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ในสถานที่เดียวกัน มี <strong>‘ครูต้อง’ นพดล หม่องสาย</strong> ‘อดีตภารโรง’ ที่ผอ.เจนกวีแนะนำไว้ว่าครูต้องคืออดีตภารโรงโรงเรียนบ้านทุ่งเสือโทน ผู้เปลี่ยนหมวกมาเป็นครูสอนเด็กๆ ที่นี่&nbsp;</p>



<p>“ผมเป็นภารโรงที่นี่ตั้งแต่ปี 2552 เป็นนานประมาณ 11 ปี ถึงสอบมาเป็นครูผู้ช่วย เพราะอยากทำงานที่นี่ แล้วครูคนอื่นๆ ก็แนะนำให้ไปสอบครูด้วย”&nbsp;</p>



<p>ด้วยคลุกคลีกับโรงเรียนมานานกว่าสิบปี ทำให้ครูต้องให้ค่าของอาชีพครูว่าเป็นอาชีพที่มีเกียรติ&nbsp;</p>



<p>“เพราะผมจบป.สองไง”&nbsp;</p>



<p>วันจันทร์ถึงศุกร์ต้องทำหน้าที่เป็นนักการภารโรง แต่วันเสาร์และอาทิตย์ต้องขับรถลงไปเรียนต่อที่ราชภัฏกาญจนบุรี ความพยายามของภารโรงต้องทำให้เขากลายเป็นครูบรรจุที่โรงเรียนทุ่งเสือโทนสำเร็จ แม้ว่าจะต้องสอบถึงสี่ครั้ง ใช้เวลารวมนานกว่า 8 ปี&nbsp;</p>



<p>“งานนักการส่วนใหญ่ใช้แรงงาน แต่การสอนเด็กก็ต้องมีวิธีกับเด็กสังเกตพฤติกรรมเด็กแล้วก็ต้องไปลงไปพื้นที่ไปศึกษาดูพื้นที่ครอบครัว เด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน”</p>



<p>สิ่งที่ครูต้องชอบที่สุดจากการเป็นครูคือ “ผมพบว่าได้อยู่กับเด็กแล้วมีความสุข พวกเขากำลังน่ารัก เราพูดแล้วเขาเชื่อฟังเหมือนเราได้สอนลูกเราเอง และอีกอย่างคืออาชีพครูเป็นอาชีพที่มีเกียรติ เป็นผู้ปิดทองหลังพระ คือ อยู่เบื้องหลังของคนทุกอาชีพ ผมมองดูใครๆ เขาก็ต้องผ่านครูมา แม้แต่คนใหญ่คนโต”</p>



<p>“ผมวางแผนจะอยู่ที่นี่ไปตลอดแหละครับ ใครจะย้ายก็ย้าย แต่ครูจะอยู่ จะเป็นครูเกษียณรุ่นแรกของที่นี่” ครูต้องตั้งใจอย่างนี้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-617535"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/Album_นิเวศโรงเรียน_3_SQ-6-นพดล-หม่องสาย.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>Welcome Teacher&nbsp;</strong></h2>



<p>“เมื่อไหร่จะกลับมาสอน” เป็นคำถามที่ย่าถามกับขวัญอยู่แทบทุกวัน&nbsp;</p>



<p><strong>‘ขวัญ’ ขวัญมณี พูลทวี</strong> นักศึกษารุ่นแรกในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ของมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง จังหวัดกาญจนบุรี&nbsp;</p>



<p>“ทำงานที่ไหน ก็ไม่ดีเท่าได้ทำงานใกล้บ้าน” ขวัญกล่าว ชีวิตของขวัญมีย่า (แต่ขวัญเรียกว่าแม่) เลี้ยงดูมาตั้งแต่เกิด และเป็นคนที่ขวัญใกล้ชิดด้วยมากที่สุด</p>



<p>หนึ่งสาเหตุหลักของปัญหาครูย้ายบ่อย คือ ครูหลายคนอยากกลับไปสอนใกล้บ้านตัวเอง ไม่ต่างกับขวัญที่อยากอยู่กับย่า เพราะการได้กลับไปอยู่กับคนในครอบครัว อย่างน้อยก็จะเป็นแรงซัพพอร์ตทางใจ และช่วยดูแลกันและกันอย่างใกล้ชิด</p>



<p>“ครูจะได้อยู่ดูแลคนในครอบครัวจริงๆ ไม่ต้องกังวลว่าคนในครอบครัวจะเป็นยังไง พ่อแม่จะป่วยไหม ถ้าอีกในแง่หนึ่งก็คือ เขาจะเป็นครูที่อยู่ในชุมชนจริงๆ รู้จักชุมชนจริงๆ มันจะทำให้เขาสามารถช่วยเหลือเด็กและชุมชนได้ง่ายขึ้น ตรงจุดขึ้น เพราะว่าเขาคือคนในชุมชน เขาจะมีความรักที่นี่อยู่แล้ว”</p>



<p>“สำหรับหนู แค่ย่าทำกับข้าวให้กินที่บ้าน มีนู่นมีนี่ให้กิน มันก็ช่วยให้หนูหายเหนื่อยจากงานได้เยอะแล้ว (ยิ้ม)”&nbsp;</p>



<p>และถ้าย้อนกลับไปในวันประกาศทุน คนที่ดีใจไม่แพ้ขวัญก็คือคุณย่า</p>



<p>“หนูกับย่าจะไม่ค่อยแสดงความรักต่อกันเท่าไหร่ วันที่หนูบอกเขาว่า หนูได้ทุนนี้แล้วนะ เขาเข้ามากอดหนู”</p>



<p>ดูเหมือนทุนนี้จะไม่ได้ทำให้ความฝันของผู้รับทุนเป็นจริงแค่คนเดียว ขวัญพูดด้วยรอยยิ้มว่า วันนั้นเป็นวันที่เธอรู้สึกประสบความสำเร็จมากที่สุด</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-abbdbe"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/Album_นิเวศโรงเรียน_3_SQ-7-ขวัญมณี-พูลทวี.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ไม่ต่างจาก<strong> ‘มู’&nbsp; ศิริพงษ์ ไถนาเพรียว</strong> นักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่น 1&nbsp; จากมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา โดยมีพื้นเพเป็นคนเกาะยาวใหญ่ เกาะแก่งที่ตั้งอยู่ระหว่างจังหวัดภูเก็ต พังงา และกระบี่&nbsp;</p>



<p>“เอาจริงๆถ้าไม่ได้ทุนนี้ ผมก็คงลงเล (ทะเล) ตามพ่อ เพราะที่บ้านก็ไม่ค่อยมีเงิน ต้องสละให้น้องได้เรียน เพราะผมเป็นลูกคนคนโตอาจจะช่วยพ่อแม่หาเงินอะไรประมาณนี้ครับ” มู จบจากโรงเรียนอ่าวกะพ้อ ตำบลพรุใน อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา ครั้งเมื่อคาบวิชาแนะแนวตอนม.6 มูรู้จักโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นจากผอ.โรงเรียน&nbsp;</p>



<p>ตอนนี้มูพ้นจากสถานะนักศึกษา และเริ่มสถานะใหม่เป็นครูที่โรงเรียนอ่าวกะพ้อที่มูจบมา&nbsp;</p>



<p>“คือได้กลับไปอยู่บ้านเกิดของตัวเอง อย่างน้อยคือได้อยู่ใกล้ชิดกับครอบครัว และได้พัฒนาบ้านตัวเอง”&nbsp;</p>



<p>มูทำนวัตกรรม (ผลงานที่ครูรัก(ษ์)ต้องทำหลังจากจบการฝึกสอน) คือชุดความรู้เรื่องพิธีฮัจญ์ โดยมองว่านี่ก็คือหนึ่งในการพัฒนาชุมชนเกาะยาวได้&nbsp;</p>



<p>“เพราะคนในชุมชนส่วนใหญ่เป็นมุสลิมเกือบ 90% เลยเลือกทำชุดความรู้ให้เด็กๆ ในโรงเรียนได้เรียนรู้พิธีฮัจญ์อย่างละเอียด และจำลองพิธีฮัจญ์เสมือนจริงที่โรงเรียน โดยการเชิญคนในชุมชน หรือพ่อแม่ของเด็กมาด้วย เพราะพิธีนี้เป็นพิธีที่สำคัญของศาสนาอิสลาม แต่ใช่ว่าทุกคนจะได้ไปทำพิธีจริงๆ เพราะมีค่าใช้จ่ายสูง”</p>



<p>ก่อนทำมูบอกว่าไปปรึกษากับผอ. และครูพี่เลี้ยงรวมถึงไปลงพื้นที่ถามคนในชุมชนถึงสิ่งที่พวกเขาต้องการ&nbsp;</p>



<p>“สิ่งที่ทำไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่มันก็ทำให้คนในชุมชนรู้ข้อมูลสำคัญพวกนี้ ซึ่งก็ถือว่าเป็นการพัฒนาชุมนเหมือนกัน”</p>



<p>สำหรับมู ‘ครู’ ไม่ใช่แค่การทำการสอน แต่คือการเป็นหนึ่งของชุมชน และทุนครูรัก(ษ์)ถิ่นก็ทำให้เขาได้เข้าถึงโอกาสตรงนี้&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f78af6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/Album_นิเวศโรงเรียน_3_SQ-8-ศิริพงษ์-ไถนาเพรียว.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-210624/">หากโรงเรียนไร้ครู ที่นั่นอาจเป็นโรงเรียนที่ไม่สมบูรณ์ : สร้างการศึกษาแบบไร้รอยต่อ ลดปัญหาขาดแคลนครู เด็กๆ ได้อยู่กับ ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’ อย่างน้อย 6 ปีต่อเนื่อง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Enrichment Program หลักสูตรเสริมไม่ ‘สำเร็จรูป’ ที่เข้ามาช่วย ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-200624/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 20 Jun 2024 05:02:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรักษ์ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[Welcome Teacher : สวัสดีคุณครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[V A S K]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=83509</guid>

					<description><![CDATA[<p>V A S K หลักการด้านการศึกษาสมัยใหม่ที่มนุษย์ทุกคนต้องเร [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-200624/">Enrichment Program หลักสูตรเสริมไม่ ‘สำเร็จรูป’ ที่เข้ามาช่วย ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>V A S</strong><strong> </strong><strong>K หลักการด้านการศึกษาสมัยใหม่ที่มนุษย์ทุกคนต้องเรียนรู้ 4 ด้าน </strong><strong>ประกอบไปด้วย คุณค่า V (Value) ทัศนคติ A (Attitude) ทักษะ&nbsp; S (Skills) และความรู้&nbsp; K (knowledge)</strong></p>



<p><strong>ผศ.ดร.พิศมัย รัตนโรจน์สกุล</strong> ผู้จัดการโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น มองว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมา สิ่งที่ขาดไปสำหรับสถานการณ์ครูไทยในปัจจุบันคือ K และ S โดยยังขาดทัศนคติ (A) และคุณค่า (V) ความเป็น ‘ครูที่แท้จริง’&nbsp;</p>



<p>ที่วิเคราะห์ได้แบบนั้นเพราะ อ.พิศมัย เป็นครูและอยู่ในแวดวงการศึกษามามากกว่า 20 ปี ก่อนจะผันตัวเข้ามาเป็นผู้จัดการโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ที่สนับสนุนโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</p>



<p>“เราอยู่กับระบบการศึกษามานาน มองว่าหลักสูตรบริหารการศึกษาที่ใช้กัน เป็นหลักสูตรเดียวกับบริหารธุรกิจ มันไม่มีศาสตร์ความเป็นครูอยู่ในนั้น ทำให้ครูเป็นผู้บริหาร เน้นไปทางด้านเศรษฐศาสตร์ มองทรัพยากร ไม่ได้มองความเป็นมนุษย์ที่ครูพึงจะมอง”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-88c241"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/ภาพ-1-.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">เด็กนักเรียนระหว่างช่วงพักกลางวัน</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ระบบการศึกษาที่ไม่ได้เน้นคุณค่าหรือทัศนคติของครู ย่อมส่งผลต่อระบบการศึกษาไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลที่ครูต้องใช้ทั้งแรงใจและแรงกายมากกว่าปกติ&nbsp;</p>



<p>อ.พิศมัยจึงถือโอกาสนี้เข้ามาร่วมเปลี่ยนแปลงระบบการผลิตครูที่ถูกใช้มายาวนาน ผ่านโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ด้วยการตั้งกระบวนผลิตครูใหม่ เริ่มต้นตั้งแต่การคัดเลือกหานักเรียนที่อยากเป็นครูจริงๆ ผ่านกระบวนการติดตั้งความรู้และทักษะที่จำเป็น เพื่อปลายทางเขาจะได้กลับไปเป็นครูที่เหมาะสมตามบริบทโรงเรียนปลายทาง และเป็นครูที่พ่วงด้วย ‘นักพัฒนาชุมชน’ อีกตำแหน่ง ผ่านหลักสูตร Enrichment Program ที่ควบคู่ไปกับการเรียนหลักสูตรคุรุศาสตร์ศึกษาศาสตร์ปกติ</p>



<p>แม้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เริ่มต้นกับจำนวนครู 1,500 คนของโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น แต่อ.พิศมัยยืนยันว่า อย่างน้อยก็ได้เริ่มต้นและลงมือทำ</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ปักหมุดหลักสูตร Enrichment Program ตัวช่วยของครูที่เข้าใจครู</strong></h2>



<p>หลักสูตร Enrichment Programโปรแกรมเสริมศักยภาพนักศึกษา ซึ่งอ.พิศมัยบอกชัดว่านี่คือความแตกต่างระหว่างครูรัก(ษ์)ถิ่น และครูหลักสูตรอื่นๆ&nbsp;</p>



<p>“สิ่งที่ขาดหายไปและอีกหลายส่วนจากระบบผลิตครู เรามาเติมในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ผ่าน Enrichment Program มหา’ลัยที่อยู่กับเรานานๆ ทำ Enrichment Program จนกระทั่งเข้าใจว่า เออ มันได้ผล เราก็จะชวนเขามองร่วมกันต่อว่า Enrichment Program ไม่ยั่งยืน เพราะเมื่อมีงบถึงจะทำได้ อาจารย์ควรเอาสิ่งที่อยู่ในโปรแกรมไปใส่เพิ่มในหลักสูตร เพราะการเป็นหลักสูตรมันจะยั่งยืนกว่า อาจารย์จะเปลี่ยนไปกี่คน ถ้าหลักสูตรยังอยู่ ยังมีรายวิชาแบบนี้อยู่ อาจารย์ก็ต้องสอน”</p>



<p>หลักสูตร Enrichment Program หรือกิจกรรมเสริมหลักสูตรจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาครูขาด A (Attitude) ทัศนคติ และ S (Skills) ทักษะ โดยเน้นพัฒนาทักษะชีวิต และพัฒนาหลักสูตรให้เข้ากับพื้นที่ ชุมชน และโรงเรียนปลายทางแต่ละแห่ง&nbsp;</p>



<p>“เน้นสอนเจตคติแห่งความเป็นครูเยอะ รวมถึงเป็นวิชาที่สอนในเชิงความเป็นมนุษย์ โปรแกรมจะมีทั้งระดับหลักสูตรและหอพัก หอพักไม่ใช่แค่พื้นที่การนอนหลับพักผ่อน แต่เป็นหอพักแห่งการเรียนรู้ เช่น เด็กจะมีสุขภาวะยังไง ทำอาหารกลางวันเป็นไหม มีส่วนร่วมการเป็นผู้นำ การอยู่ร่วมกับคนอื่น ผ่านกิจกรรมหอพัก”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ac7484"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/ภาพ-2-.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">คุณครูกำลังดูแลเด็กและทำหน้าที่แคชเชียร์ระหว่างช่วงพักเที่ยง</figcaption></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2d7805"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/CHS01744-WM.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p></p>



<p>อ.พิศมัย ยกตัวอย่างทักษะที่เข้ามาเติมเต็มในหลักสูตร Enrichment Program เช่นการตัดผม โดยอธิบายว่าราคาค่าตัดผมหลักสิบหลักร้อย สำหรับผู้ปกครองบางครอบครัวอาจจะเป็นรายจ่ายสิ้นเปลือง หรือไม่มีแม้แต่เวลาจะพาเด็กไปตัด ดังนั้นครูจึงต้องมีทักษะนี้ติดตัว หรือแม้แต่การซ่อมแซมข้าวของเครื่องใช้ในโรงเรียนได้ เป็นต้น</p>



<p>“ถ้าเป็นพื้นที่ที่เป็นพื้นราบเยอะๆ อย่างภาคเหนือ อีสาน หรือกลาง Enrichment Program ตัวที่โดดเด่นจะเป็นทักษะอาชีพเกษตรกรรม สอนให้เด็กรู้จักการเลี้ยงสัตว์ ปลูกพืชผัก การแก้ปัญหาดินเปรี้ยวดินเค็ม ทำอาหารจากวัตถุดิบที่มี ส่วนภาคใต้ Enrichment Program ที่ต้องเติม คือ ต้องว่ายน้ำเป็น อาชีพที่มาจากประมง แปรรูปปลาทะเลให้ได้”</p>



<p>เป้าหมายสำคัญคือครูรัก(ษ์)ถิ่นต้องไม่ใช่ครูในหลักสูตรสำเร็จรูป ดังนั้นแล้วมหาวิทยาลัยในเครือข่ายผลิตครูรัก(ษ์)ถิ่นจึงต้องสร้าง&nbsp; Enrichment Program เฉพาะแต่ละที่ออกมา โดยที่มาของหลักสูตร Enrichment Program แต่ละมหาวิทยาลัย ล้วนมาจากปัญหาของโรงเรียนปลายทางที่ถูกขมวดเป็นหลักสูตรกิจกรรมเสริมการเรียนรู้ที่คณะอาจารย์ ต้องลงพื้นที่สำรวจ และพัฒนาการเรียนรู้เพื่อต่อยอดให้กับนักศึกษามากที่สุด</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>หนักเบาเราซ่อมได้ ครูจากมรภ.หมู่บ้านจอมบึงที่พร้อมซ่วยซ่อมทุกอย่างของโรงเรียน</strong></h2>



<p>ครูรัก(ษ์)ถิ่นที่จบจากมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงต้องมีความอดทน <strong>อาจารย์น้อย นิตยา เรืองมาก</strong> ครูพี่เลี้ยง ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’ แห่งมรภ.หมู่บ้านจอมบึง จ.ราชบุรี บอกเหตุผลว่าเพราะด้วยสภาพพื้นที่ของโรงเรียนปลายทางแถวจังหวัดกาญจนบุรีส่วนใหญ่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง สัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่มี บางโรงเรียนต้องใช้เครื่องสํารองไฟ ใช้โซล่าเซลล์ ทำให้ครูต้องเป็นทุกอย่างของโรงเรียน&nbsp;</p>



<p>“หลักสูตรที่มรภ.หมู่บ้านจอมบึง เน้นเรื่องทักษะอาชีพ เรามีบ้านไร่รัก(ษ์)ถิ่น แนวคิดเดิมมาจากอาจารย์ที่เกษียณไปแล้วเนื่องจากอาจารย์มีประสบการณ์ในการพัฒนาครูชายแดน ที่เป็นการเรียนรู้จากครูตชด.ที่ไม่มีวุฒิครู เราก็ใช้ข้อมูลตรงนี้มาปรับใช้และออกแบบหลักสูตร Enrichment Program ของเรา”&nbsp;</p>



<p>อ.น้อยเพิ่มเติมว่า ที่นี่สอนเพิ่มด้านการเกษตรและพวกอาชีพต่างๆ เช่น ช่างไม้ ช่างไฟ ช่างเหล็ก แนวคิดมาจากการลงพื้นที่ไปดูโรงเรียนปลายทางแต่ละที่พบว่า หลายๆ โรงเรียนไม่มีความพร้อมด้านบุคลากร เพราะฉะนั้นในฐานะที่ครูจะลงไปบรรจุหรืออยู่ที่โรงเรียนนั้นๆ ถ้าสมมติโรงเรียนเกิดพัดลมเสีย สวิตช์ไฟเสีย หลอดไฟเสีย นักศึกษาต้องทําเหล่านี้ได้ หรือแม้แต่เกิดเก้าอี้พัง ขาหัก นักศึกษาต้องซ่อมเป็น&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0efff0"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/ภาพ-3-.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">เด็กระดับชั้นอนุบาลกำลังยกมือตอบคำถามกับคุณครู</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>แนวคิดหลักสูตร Enrichment Program ของมรภ.หมู่บ้านจอมบึง จึงประกอบไปด้วย 5 ด้าน คือ 1.พัฒนาชุมชน 2.วิจัย 3.ทักษะวิชาการ&nbsp; 4.ประสบการณ์จากโรงเรียนปลายทาง 5.ทักษะชีวิตและทักษะวิชาชีพ&nbsp;</p>



<p><strong>ดร.เกรียงวุธ นีละคุปต์</strong> คณบดีคณะครุศาสตร์ มรภ.หมู่บ้านจอมบึง กล่าวว่าเป้าหมายของ Enrichment Program คือครูต้องเป็นได้ตั้งแต่ ผู้อำนวยการยันภารโรง ถ้าน้ำไม่ไหลไฟดับ ครูจะต้องมีวิชาชีพพื้นฐานที่สามารถซ่อมได้&nbsp;</p>



<p>และไม่ใช่แค่ซ่อมเป็น แต่ยังต้องเพิ่มเติมความไฮเทคเข้าไปด้วย&nbsp;</p>



<p>“ไฮเทคคือมีความสามารถทางด้านเทคโนโลยี เด็กของเราไม่มีปัญหาเรื่องเทคโนโลยี ในการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็น facility ต่างๆ เราก็พยายามเอาเครื่องมือต่างๆ เข้ามา เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสและคุ้นเคยกับเทคโนโลยี เพื่อวันหนึ่งเขาไปบรรจุที่ชายขอบ แม้ไม่มีเครื่องมือเทคโนโลยีเลย เขาต้องอยู่ได้ หรือถ้ามี เขาจะไม่งงเป็นไก่ตาแตก”</p>



<p>ด้านวิชาการ จากเดิมที่วางไว้ว่าครูรัก(ษ์)ถิ่นจะสอนปฐมวัยเป็นหลัก แต่หลายโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลต้องสอนชั้นอนุบาลควบประถมเพราะมีครูไม่ครบชั้น ซึ่งเป็นผลมาจากการติดตามการฝึกสอนจริงที่โรงเรียนปลายทาง&nbsp;</p>



<p>“พอไปปุ๊บเด็กเกิดความเครียดที่ลงไปสอนเด็กโต เราก็เพิ่มหลักสูตรประถมศึกษาควบคู่กับปฐมวัย”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>มรภ.เชียงใหม่ สร้างเด็กให้เหมือนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แค่เติมน้ำก็พร้อมทาน</strong></h2>



<p>“สร้างครูให้ตรงจุด จึงไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว” สำหรับโรงเรียนปลายทางทางภาคเหนือ <strong>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทิพย์เกสร กำปนาท</strong> ผู้ประสานงานและดำเนินโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ สรุปสั้นๆ ถึงหลักสูตร Enrichment Program ของมรภ.เชียงใหม่ว่า “ที่นี่สร้างครูให้เหมือนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แต่เติมน้ำร้อนก็พร้อมทาน”&nbsp;</p>



<p>ที่ต้องเป็นแบบนั้น เพราะปัญหาหลักๆ ของโรงเรียนปลายทางของนักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่นมรภ.เชียงใหม่ คือระยะทางของแต่ละโรงเรียนที่ไกลจากตัวเมือง และส่วนใหญ่อยู่ตามชุมชนบนดอย ที่ต้องใช้เวลาเดินทางนานแม้ว่าจำนวนกิโลเมตรจะมีแค่หลักสิบ</p>



<p>“ปัญหาสภาพพื้นที่ของเด็กครูรัก(ษ์)ถิ่นที่นี่คือระยะทางการเดินทางที่ไกล แม้จะแค่ 5 กม. แต่ต้องใช้ระยะเวลาเดินทางนาน บางพื้นที่ใช้เวลาเป็นวัน อีกอย่างคือเด็กในโรงเรียนส่วนใหญ่เป็นเด็กชาติพันธุ์ ซึ่งเรามองว่าไม่ใช่ปัญหาหลักเท่าไร แต่ที่แน่ๆ คือการเดินทางที่ไกล คดเคี้ยว และลำบากไม่นับช่วงฤดูฝนที่เดินทางยากๆ”</p>



<p>ที่มรภ.เชียงใหม่ ปัจจุบันมีนักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่นกว่า 155 คน ซึ่งคณะอาจารย์ที่ดูแลโครงการฯ ล้วนต้องลงพื้นที่ดูสภาพโรงเรียนปลายทางจริงๆ มาแล้วทั้งสิ้น เพื่อมาปรับเปลี่ยนเป็นหลักสูตร Enrichment Program เพิ่มเติมให้นักศึกษา</p>



<p>“จากการลงพื้นที่เราเห็นแล้วว่าครูควรเน้นปรับให้สอดคล้อง เรียกว่าเป็นการบูรณาการคือไม่ได้แบ่งศาสตร์ แต่จะเน้นวิชาการ วิชาครู วิชาคน วิชาการคือตัววิชาการต่างๆ วิชาครูก็คือวิชาชีพครูทั้งหลาย เรื่องของการสอนเรื่องศาสตร์เฉพาะด้านที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ต่างๆ ของครู ส่วนวิชาคนคือทั้งเรื่องของจิต เรื่องของกาย เรื่องของการปรับตัว เรื่องของการอยู่ในสังคม การมีจิตอาสา สิ่งเหล่านี้เรียกว่าวิชาคน”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-157ffd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/ภาพ-4-.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ป้ายแสดงรายการอาหารกลางวัน</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>หลักสูตร Enrichment Program ที่มรภ.เชียงใหม่ จะถูกจัดไม่ให้กระทบกับการเรียนหลักสูตรปกติ โดยจะใช้เวลาว่างช่วงวันเสาร์อาทิตย์ หรือวันหยุดของนักศึกษา&nbsp;</p>



<p>“ลักษณะของกิจกรรมมีหลากหลายทั้งให้ปฏิบัติ และอบรม แต่ลักษณะการจัดอบรมก็เป็นเชิงปฏิบัติการ เช่นเรื่องของวิจัยชุมชน รวมถึงมีการร่วมมือกับหน่วยงานข้างนอกเข้ามาอบรมแก่นักศึกษา มีการเรียนตัดผม ในคอร์สตัดผมก็ต่อยอดความรู้โดยการให้นักศึกษาออกไปตัดผมที่บ้านพักคนชรา เพราะถ้านักศึกษาไปเป็นครูเขาก็จะมีความรู้ไปตัดผมให้นักเรียน”</p>



<p>นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมหอพักชื่อว่า ‘หลักสูตรเกษตรครูน้อย’ โดยตอนเย็นนักศึกษาจะไปปฏิบัติกิจกรรมการเกษตร มีทั้งเรื่องการปลูกผัก การเลี้ยงไก่ การเพาะเห็ด เป็นการจัดสรรพื้นที่ในสวนเกษตรที่สามารถเอาไปประยุกต์ใช้เมื่อลงไปประจำการในโรงเรียนปลายทาง</p>



<p>“เพราะว่าโรงเรียนปลายทางบางแห่งจะมีปัญหาขาดแคลนอาหารกลางวัน ครูก็ต้องเรียนรู้ที่จะบูรณาการสิ่งเหล่านี้ไปพัฒนาโรงเรียน”&nbsp;</p>



<p>อ.ทิพย์เกสร เพิ่มเติมว่าคนที่จะไปเป็นครูจริงๆ ต้องมีจิตวิญญาณของความเป็นครู</p>



<p>“เราพยายามปลูกฝังเรื่องของจิตวิญญาณความเป็นครู และการเป็นครูของชุมชน ซึ่งมันเป็นมิติที่ทับซ้อนว่าการที่เราจะอดทนต่อเด็กสักคนหนึ่งหรือการไปทำงานรับใช้สังคมต้องมีความศรัทธาก่อน ดังนั้นจึงต้องปลูกฝังผ่านกระบวนการต่างๆ ผ่านกิจกรรมอย่างหนัก”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1d7d74"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/ภาพ-5-.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">เด็กนักเรียนกำลังเล่นของเล่น ซึ่งเป็นสื่อการสอนอย่างหนึ่ง</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ถ้าถามถึงจุดแข็งของนักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่นของ มรภ.เชียงใหม่ อ.ทิพย์เกสรไม่สามารถตอบเป็นข้อๆ ได้ สรุปเพียงใจความสำคัญได้ว่าคือนักศึกษาสามารถเรียนรู้งานที่รองรับการเป็นครูที่โรงเรียนปลายทางได้เต็มประสิทธิภาพ</p>



<p>“เราไม่ได้เน้นแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง ศิลปะวัฒนธรรมเราก็สอน ฟ้อนรําเราก็ทํา อาหารเราก็สอน เกษตรเราก็ทํา ทุกอย่างถูกเชื่อมโยงบูรณาการกัน ฉะนั้นคําว่าจุดแข็ง เราแทบจะไม่สามารถบอกได้ชัดว่ามันคืออะไร แต่เด็กทุกคนต้องมีทักษะทางวิชาการวิชาชีพครู กับทักษะของความเป็นคนที่จะอยู่ในสังคมแล้วนำไปพัฒนาชุมชน โจทย์ที่เราตั้งไว้คือขอให้เขาจบไปแล้วเป็นเหมือนบะหมี่กึ่งสําเร็จรูปนั่นคือไปอยู่ที่ไหน เติมน้ําร้อนแล้วก็ใช้ได้เลย ไม่ว่าจะฝนตกแดดออกอยู่บริบทพื้นที่ไหนก็ทํางานได้”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>นักจัดการเรียนรู้ในบริบทโรงเรียนห่างไกล และครูนักพัฒนาบนปรัชญาของเศรษฐกิพอเพียง คือการสร้างครูให้ตอบโจทย์ตามแบบครูรัก(ษ์)ถิ่นที่มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์</strong></h2>



<p>“หลักสูตร Enrichment Program ของกลุ่มครูรัก(ษ์)ถิ่น ภาคอีสาน แต่ละสถาบันจะมีความแตกต่างกันตามอัตลักษณ์ของแต่ละที่ แต่จุดที่มีร่วมกันคือการออกแบบกิจกรรมที่อยู่บนฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรม พื้นที่ของโรงเรียนปลายทาง ที่ส่วนใหญ่อยู่บนพื้นฐานทักษะเกษตรกรรม และมีความต้องการพัฒนาผู้เรียนในโรงเรียนขนาดเล็ก”</p>



<p><strong>ผศ.ดร.อนุชา พิมศักดิ์</strong> รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิจัย คณะศึกษาศาสตร์และนวัตกรรมการศึกษา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ผู้รับผิดชอบโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น กล่าวถึงหลักสูตร Enrichment Program โดยรวมของภาคอีสาน สำหรับมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ที่ อ.อนุชาดูแลเป็นหลักนั้นครูรัก(ษ์)ถิ่นต้องมี 2 อย่างหลักๆ ด้วยกัน คือ ครูนักจัดการเรียนรู้ในบริบทโรงเรียนห่างไกล และครูนักพัฒนาบนปรัชญาเศรษฐกิพอเพียง</p>



<p>“เราออกแบบกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่กำหนดเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะสำคัญ 2 อย่างคือ 1.สมรรถนะครูนักจัดการเรียนรู้ในบริบทโรงเรียนห่างไกล ซึ่งจะเน้นเรื่องการพัฒนาความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะของครูที่สามารถไปปฏิบัติงานในโรงเรียนขนาดเล็ก”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4b4806"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/อนุชา-ครูรักษ์ถิ่นกาฬสินธุ์-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>คุณสมบัติจำพวกการสอนคละชั้น คละระดับ สอนแบบเรียนรวม มีทักษะงานช่างพื้นฐาน ทั้งช่างไฟ ช่างประปา งานครู 4 ฝ่าย คือด้านการสอนวิชาการ งานด้านบริหาร งานด้านการจัดการบุคคล และงานบริหารทั่วไป จำเป็นต้องมี อ.อนุชาเพิ่มเติมว่าสิ่งเหล่านี้เตรียมพร้อมเพื่อให้นักศึกษาพร้อมจะเป็นครูที่ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคที่ต้องเจอในอนาคต&nbsp;</p>



<p>“สมรรถนะที่เพิ่มเติมไปอีกข้อคือครูนักพัฒนาบนปรัชญาของเศรษฐกิพอเพียง ที่เน้นให้เขารู้ เข้าใจ และนำไปประยุกต์ใช้ได้ เพราะชุมชนและโรงเรียนของเขาส่วนใหญ่มีปัญหาทางเศรษฐกิจ และทำการเกษตร เราจึงเน้นให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้านทักษะเกษตรที่สอดคล้องกับพื้นที่เข้าไปด้วย ให้สามารถนำไปใช้ได้จริงในโรงเรียนหรือชุมชน”&nbsp;</p>



<p>ครูรัก(ษ์)ถิ่นที่มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์มีการเรียนรู้แบบเน้นการปฏิบัติจริง เรียนรู้และแก้ปัญหาจริง เพราะปัญหาเชิงพื้นที่ส่วนใหญ่พบว่ามีระบบนิเวศการเรียนรู้ไม่เอื้ออำนวย โรงเรียนอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ครูขาดแคลนและย้ายบ่อย งบประมาณไม่เพียงพอ หรือแม้แต่ปัญหาผู้เรียนที่มีความขาดแคลน ทั้งด้านครอบครัวที่แหว่งกลาง (พ่อแม่ไปทำงานในเมือง ให้ลูกอยู่กับปู่ย่าตายาย) แตกแยก ฐานะยากจน และเมื่อผู้เรียนมีความขาดแคลน การเรียนรู้ของเขาก็ยากขึ้นตามไปด้วย<br>“การพัฒนาครูจึงต้องตอบโจทย์ในการแก้ปัญหาทั้งสองข้อ” อ.อนุชาทิ้งท้าย</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-200624/">Enrichment Program หลักสูตรเสริมไม่ ‘สำเร็จรูป’ ที่เข้ามาช่วย ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ได้เวลาเริ่มนับ 1 ไปสู่เส้นชัย : ชวนไปดูครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่น 1 เตรียมแผนการสอนอะไรสำหรับเทอมนี้บ้าง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-190624-3/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 19 Jun 2024 09:22:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรักษ์ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[Welcome Teacher : สวัสดีคุณครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=83457</guid>

					<description><![CDATA[<p>เปิดเทอมใหม่ หัวใจว้าวุ่น…นี่ไม่ใช่ชื่อภาพยนตร์เรื่องให [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-190624-3/">ได้เวลาเริ่มนับ 1 ไปสู่เส้นชัย : ชวนไปดูครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่น 1 เตรียมแผนการสอนอะไรสำหรับเทอมนี้บ้าง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เปิดเทอมใหม่ หัวใจว้าวุ่น…นี่ไม่ใช่ชื่อภาพยนตร์เรื่องใหม่ที่กำลังจะเข้าโรงหนัง แต่เป็นหนึ่งความในใจของครูหน้าใหม่ที่ต้องรับมือกับเด็กๆ ในโรงเรียนช่วงเปิดเทอม โดยเฉพาะ<strong>ครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่น 1</strong> ที่ได้รับทุนปีการศึกษา 2563 จำนวน 327 คน ซึ่งเตรียมได้รับบรรจุเป็นข้าราชการครูเต็มตัวเดือนตุลาคมนี้ตามโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลต่าง ๆ 285 แห่ง ดังนี้</p>



<p>บนภูเขา : นศ.ทุน 69 คน &gt; 60 รร.&nbsp;</p>



<p>เสี่ยงภัย : นศ.ทุน 20 คน &gt;17 รร.&nbsp;</p>



<p>ชายแดน : นศ.ทุน 17 คน &gt; 16 รร.&nbsp;</p>



<p>ทุรกันดาร: นศ.ทุน 14 คน &gt; 12 รร.&nbsp;</p>



<p>บนเกาะ : นศ.ทุน 12 คน &gt; 11 รร.</p>



<p>ชนกลุ่มน้อย : นศ.ทุน 8 คน &gt; 7 รร.</p>



<p>โรงเรียนพระราชดำริ : นศ.ทุน 5 คน &gt; 5 รร.</p>



<p>โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งโรงเรียนคุณภาพ : 35 คน &gt; 34 รร.</p>



<p>พื้นที่พิเศษตามประกาศกระทรวงการคลัง : 19 คน &gt; 18 รร.</p>



<p>โรงเรียนร่วมพัฒนา : 1 คน &gt; 1 รร.</p>



<p>โรงเรียนไม่ทุรกันดารแต่ขาดแคลนครู : 127 คน &gt; 104 รร.</p>



<p>โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น มีแนวคิดในการออกแบบหลักสูตรเพื่อผลิตและพัฒนาครูให้ตรงกับความต้องการของประเทศโดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกล ผลิตครูที่มีทักษะครูยุคใหม่ รักถิ่นฐาน และเป็นนักพัฒนาชุมชน ด้วยการสร้างคนในชุมชนนั้น ๆ ผ่านการให้ทุนการศึกษาวิชาชีพครู สู่การเป็นครูของชุมชน จนกลายเป็น ‘ครูคนใหม่ที่คุ้นเคย’ ของเด็ก ๆ และพัฒนาคุณภาพโรงเรียนของชุมชน</p>



<p><strong>‘คุณครูคนใหม่’</strong> เหล่านี้ กำลังจะเข้าไปช่วยพัฒนาการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล ที่มีเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่พวกเขาจะไม่ได้อยู่อย่างเดียวดาย เพราะเรามีทีมหนุนเสริมเข้าไปดูแลให้คำปรึกษา</p>



<p>ถึงเวลาเริ่มนับ 1 ไปสู่เส้นชัย ซีรีส์ Welcome Teacher สวัสดีครูรัก(ษ์)ถิ่น ชวนตามติดว่าครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่น 1 พร้อมแค่ไหนและเตรียมแผนการสอนสำหรับการเทอมนี้อย่างไรกันบ้าง</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ประวัติศาสตร์ และพระพุทธศาสนา สำหรับเด็กๆ ‘กระเหรี่ยงแดง’</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-51036c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/PIC-1_Album_แผนการสอน.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เด็กๆ ไม่ค่อยรู้เรื่องสถานที่สำคัญต่างๆ หรือว่าวันสำคัญต่างๆ”</p>



<p>‘โอเว่น’ ศุภสิทธิ์ จิตอารีย์ ครูรัก(ษ์)ถิ่น สาขาประถมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เตรียมความพร้อมด้วยสื่อการสอนคือสไลด์การเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์ และพระพุทธศาสนา&nbsp;</p>



<p>“หลักๆ คือต้องทำแผนการสอนตามมาตรฐานเเละตัวชี้วัดในหลักสูตรการเรียนการสอน เลยมาลงตัวที่วิชาประวัติศาสตร์ที่เตรียมเสร็จก่อน”</p>



<p>โรงเรียนปลายทางที่โอเว่นต้องไปประจำการคือโรงเรียนบ้านห้วยโป่งอ่อน ซึ่งนับเป็นโรงเรียนขยายโอกาสขนาดเล็ก เขาสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงประถมศึกษาชั้นปีที่ 4 แต่โอเว่นบอกว่าตอนที่เขาไปฝึกสอนนั้นไม่มีการสอนชั้น ป.4 เพราะไม่มีนักเรียนชั้นนั้นเลยต้องยุบ&nbsp;</p>



<p>“ที่นี่มีนักเรียนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ‘กระเหรี่ยงแดง’ แต่เด็กไม่ค่อยเข้าใจในความเป็นรากเหง้าชาติพันธุ์ของตัวเอง แล้วก็ไม่มีความรู้เรื่องสถานที่สำคัญต่างๆ ในหมู่บ้าน เช่นทุกวันศุกร์ โรงเรียนจะมีการแต่งชุดตามชาติพันธุ์ ซึ่งเขาแต่งแบบไทใหญ่มา ไม่ได้แต่งแบบกระเหรี่ยงแดง”</p>



<p>โอเว่นตัดสินใจทำนวัตกรรมเกี่ยวกับการให้ข้อมูลที่มาของชาวกระเหรี่ยงแดง พร้อมกับประยุกต์ให้สอดคล้องกับ 8 วิชาหลัก ดังนั้นเมื่อถึงเวลากลับไปเป็นครูเต็มตัว โอเว่นจึงต่อยอดจากสิ่งเหล่านี้พัฒนาไปในวิชาอื่นๆ เช่น การสอนเรื่องพระพุทธศาสนาเป็นต้น โดยมีทั้งวิดีโอความเป็นมา คำถามชวนคิด และกิจกรรมสวดมนต์ที่ให้เด็กๆ จับคู่ฝึกปฏิบัติ</p>



<p>“เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับพุทธประวัติที่เกี่ยวข้องกับศาสนาที่ตนเองนับถือ อีกทั้งการไหว้เเละการสวดมนต์ สามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันด้วยการนำไปสวดมนต์ก่อนนอน เเละตอนเข้าเเถวเคารพธงชาติได้”</p>



<p>นอกจากนี้ โอเว่นบอกว่ากำลังเตรียมสื่อติดห้องเรียนในสาระวิชาต่างๆ เป็นความรู้ตามมุมต่างๆ เพื่อส่งเสริมความรู้ตามสาระ เเละความรู้รอบตัวที่มีทั้งเนื้อหาในหนังสือเเละเป็นความรู้ที่ควรรู้ เช่น มุมสังคมศึกษา ประวัติบุคคลสำคัญ อารยธรรมที่สำคัญในโลก เป็นต้น</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ชุมชนของเรา ประสบการณ์การเรียนรู้ของเด็ก อ.1</strong><br><strong>บ้านหัวนา เชียงใหม่</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-37b717"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/PIC-2_Album_แผนการสอน.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>โรงเรียนบ้านหัวนา ตำบลม่อนปิ่น อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ คือโรงเรียนปลายทางที่ ‘แคท’ จิตสุภา สมบูรณ์ สาขาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ กำลังจะไปบรรจุเป็นครูคนใหม่หน้าคุ้นของเด็กๆ&nbsp;</p>



<p>โรงเรียนบ้านหัวนาเป็นโรงเรียนบนดอย เด็กนักเรียนส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ‘ดาราอัง’(บางทีเรียกดาราอั้ง) และไทใหญ่</p>



<p>“ชั้นเรียนที่รับผิดชอบคือชั้นอนุบาล 1 ก็เตรียมแผนการสอน พร้อมกิจกรรมไปให้เด็กทำไม่ให้น่าเบื่อ”</p>



<p>แผนการสอนของแคทคร่าวๆ คือ ‘ชุมชุนของเรา’ ซึ่งเป็นสาระที่เด็กควรเรียนรู้ตามตัวชี้วัดในหลักสูตรการเรียนการสอน&nbsp;</p>



<p>“แผนนี้เป็นสาระที่เด็กควรเรียนรู้ในภาคเรียนที่ 1 จึงนํามาเขียนแผนการเรียนรู้ที่เด็กจะได้พัฒนาการ ทั้ง 4 ด้าน ด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา รวมถึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับชุมชนที่ตนเองอาศัยอยู่ร่วมด้วย” แคทบอกที่มาของแผนการสอนคร่าวๆ&nbsp;</p>



<p>แผนการสอนเรื่อง ‘ชุมชนของเรา’ แคทอธิบายว่าจะมีสิ่งที่เด็กรู้อยู่แล้วเช่น สถานที่สำคัญในชุมชน โดยส่วนนี้จะให้เด็กๆ ระดมความคิดในชั้นเรียน ต่อมาจะเสริมในส่วนที่เด็กๆ ควรรู้ คือความหมายและชื่อที่ตั้งชุมชน บุคคลสำคัญ และการปฏิบัติตนที่ดีในชุมชน&nbsp;</p>



<p>พร้อมเพิ่มเติมคำขวัญอำเภอฝางเข้าไปด้วยคือ “เมืองพระเจ้าฝาง ดอยอ่างขางสูงซ้อน น้ำพุร้อน-เย็นลือเลื่อง เมืองเกษตรกรรม แหล่งวัฒนธรรมล้านนา ล้ำเลอค่าน้ำมันดิบ”</p>



<p>“แผนนี้คือแผนชุมชน ซึ่งเด็กจะได้เรียนรู้ชุมชนของตนเองว่ามีลักษณะอย่างไร มีประเพณีวัฒนธรรมอย่างไรบ้าง ทําให้เด็กไม่ลืมประเพณีของชุมชนเรา เมื่อโตขึ้น แรงจูงใจมันมากยิ่งขึ้น อาจทําให้เด็กรุ่นใหม่ลืมวัฒนธรรมหรือรากเหง้าของตนเอง แผนนี้จะทําให้เขาตระหนักถึงชุมชนของตนเอง และแลกเปลี่ยนความแตกต่างของเด็กแต่ละชนเผ่าได้ เนื่องจากชุมชนมีหลากหลายชนเผ่า เด็กก็จะเห็นความหลากหลายแต่ได้เรียนรู้ร่วมด้วย”</p>



<p>แคทอธิบายว่าแผนของหลักสูตรการสอน มีทั้งหมด 36 หน่วยต่อปีการศึกษา <br>“หนูจะเตรียมแผนไว้เลย ส่วนด้านสื่อการสอนก็เตรียมไว้ในแต่ละหน่วยเพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ อาจจะทําเพิ่มด้วย เนื่องจากสมัยนี้มีอะไรที่หลากหลาย พยายามนําเทคโนโลยีมาใช้ในการเรียนการสอน และนอกจากเตรียมสื่อการสอนแล้ว ยังต้องเตรียมตัวเองในด้านการสอน เทคนิคการสอนที่เข้ากับเด็กชนเผ่า จะศึกษาผ่านหนังสือ อินเทอร์เน็ต เพื่อฝึกฝนตัวเองเพิ่มขึ้น” </p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ภาพ  3 : สื่อสดใส ใช้ลูกยางมาดึงความสนใจเด็กๆ</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-71fbd8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/PIC-3.2_Album_แผนการสอน.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ปัญหาหลักๆ คือโรงเรียนโดยเฉพาะชั้นอนุบาล 3 ที่ไปฝึกสอนไม่มีสื่อการสอนหรือมีน้อย เด็กๆ มีเกมให้เล่นเท่าที่มี หรือเขียนกระดาษเป็นหลัก”</p>



<p>เปิดเทอมนี้ ‘เบียร์’ อัมรินทร์ สุวรรณมงคล ครูรัก(ษ์)ถิ่น สาขาการศึกษาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์และนวัตกรรมการศึกษา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ &nbsp;ต้องไปประจำที่โรงเรียนบ้านห้วยตาเปอะ อําเภอคําชะอี จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเป็นโรงเรียนขยายโอกาสบนหุบเขา&nbsp;</p>



<p>เบียร์เล่าว่าโรงเรียนปลายทางที่ไปบรรจุเป็นครูเต็มตัวมีนักเรียนระดับชั้นอนุบาลถึงมัธยมต้น จำนวนราว 200 คนเศษ&nbsp;</p>



<p>ก่อนหน้านี้ในฐานะครูฝึกสอน เบียร์ทำนวัตกรรมสื่อการสอนจากลูกยางพารา โดยเป็นการใช้ของดีจากในชุมชนมาสร้างสื่อการสอนให้เด็กๆ รวมถึงสามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ประจำบ้านห้วยตาเปอะได้ในอนาคต&nbsp;</p>



<p>“เอานวัตกรรมเรื่องลูกยางมาทำเป็นตัวเต่าทองนับเลขให้เด็กๆ อนุบาลนับ”</p>



<p>สำหรับการเป็นครูเต็มตัว เบียร์ได้ทำแผนการสอน โดยเน้นสื่อการสอนคร่าวๆ ไว้จำนวนหนึ่งบ้างแล้ว จากการได้เห็นปัญหาตั้งแต่ช่วงการฝึกสอนว่าเด็กๆ ระดับอนุบาลขาดแคลนสื่อการสอนที่น่าสนใจ เช่น หน่วยการเรียนรู้ข้าว บอร์ดสีสันสดใสชวนเรียนรู้เรื่องข้าว กระดานหน่วยเรียนรู้สัตว์น้อย และบอร์ดแปะคำแยกระหว่างของเล่นและของใช้ รวมถึงผลิตภัณฑ์ลูกยางพาราที่เคยทำก็ยังถูกเอามาใช้เป็นสื่อการสอนเช่นกัน&nbsp;</p>



<p>“ป้ายนิเทศที่ใช้ในการสอนแต่ละหน่วยการเรียนรู้ ใช้ในกิจกรรมเสริมประสบการณ์ของเด็กอนุบาล โดยแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ แบบป้ายนิเทศ ที่เป็นภาพติดแปะ ให้เด็กได้มีส่วนร่วมในการตอบคำถาม และ ร่วมทำกิจกรรม และแบบกล่องนิเทศ โดยกล่องนิเทศมีความพิเศษ คือ มีโมเดลจำลองหน่วยความรู้เรื่องนั้นให้เด็กได้ ดู สังเกต สัมผัส และตอบคำถาม ยกตัวอย่าง กล่องนิเทศหน่วยกลางวันกลางคืนที่ในกล่องนิเทศจะมีกล่องจำลอง กลางวันกลางคืนโดยใช้ไฟฉายส่องลงไปในกล่อง เพื่อจำลองให้เด็กได้ดู ได้สังเกต”&nbsp;</p>



<p>เบียร์เพิ่มเติมว่านอกจากนี้ยังมีเกมการศึกษาในรูปแบบกระดานรูปภาพให้เด็กเล่นโดยการติดแปะภาพ สามารถเล่นในรูปแบบกลุ่มโดยให้เด็กๆ ช่วยกันติดแปะรูปภาพให้ถูกต้อง&nbsp;</p>



<p>“ความคาดหวังในกิจกรรมคือการมีสื่อชิ้นใหม่ๆ หรือรูปแบบใหม่ๆ และหลากหลาย เพื่อสร้างความสนใจให้เด็กได้เรียนรู้ได้อย่างสนุกสนาน สื่อชิ้นอื่นๆ ที่สนใจจะจัดทำตอนนี้ คืออยากเน้นทำสื่อการเรียนรู้ที่ทำจาก ทรัพยากรธรรมชาติ หรือ วัสดุเหลือใช้ต่างๆ ในชุมชน เพื่อสร้างคุณค่า และนำมาใช้ประโยชน์ให้เกิดมากที่สุด”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-190624-3/">ได้เวลาเริ่มนับ 1 ไปสู่เส้นชัย : ชวนไปดูครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่น 1 เตรียมแผนการสอนอะไรสำหรับเทอมนี้บ้าง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“ครูไม่ใช่ซูเปอร์แมนมาจากไหน” คุยกับ ‘ดร.ศุภโชค ปิยะสันติ์’</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-190624/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 19 Jun 2024 04:17:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรักษ์ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[Welcome Teacher : สวัสดีคุณครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ศุภโชค ปิยะสันติ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=83370</guid>

					<description><![CDATA[<p>6 ปี คือ ระยะเวลาขั้นต่ำที่ครูรัก(ษ์)ถิ่นจะต้องประจำอยู [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-190624/">“ครูไม่ใช่ซูเปอร์แมนมาจากไหน” คุยกับ ‘ดร.ศุภโชค ปิยะสันติ์’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>6 ปี คือ ระยะเวลาขั้นต่ำที่ครูรัก(ษ์)ถิ่นจะต้องประจำอยู่ที่โรงเรียนปลายทางตามเงื่อนไขของโครงการฯ&nbsp; เวลาเท่านี้ที่บางคนก็ว่านาน บางคนก็ว่าเร็ว แต่ทั้งนี้ไม่ว่ามันจะนานไป เร็วเกิน หรือเหมาะสมดี สิ่งที่ครูหลายคนต้องมาคิดกันต่อคือตลอดระยะเวลา 6 ปีนี้ จะใช้ชีวิตในเส้นทางครูอย่างไร ให้แข็งแรงทั้งใจ กาย เด็กเองๆ ก็มีความสุขเหมือนที่ครูของเค้าก็มีความสุข&nbsp;</p>



<p>ความกังวลคงเป็นสิ่งที่ห้ามกันไม่ได้ ครูหลายคนอาจกังวลว่าถ้า 6 ปีนี้ พวกเขาไม่สามารถปรับจูนให้กับสภาพแวดล้อมหรือโรงเรียนได้ เขาจะต้องทำอย่างไร แต่แน่นอนว่าโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นไม่ทิ้งให้ครูรุ่นใหม่เผชิญเส้นทางนี้อย่างเดียวดาย เพราะมีทั้ง ‘ตัวช่วย’ และ ‘ทีมหนุนเสริม’ ที่เป็นกลไกผลักดันครูทั้งหลายให้ไปถึงฝั่งฝัน</p>



<p><strong>ดร.ศุภโชค ปิยะสันติ์ คณะอนุกรรมการพัฒนาระบบการผลิตและพัฒนาครูสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ประธานชมรมคุรุทายาทแห่งประเทศไทย</strong> และ<strong>ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย </strong>หนึ่งในหัวเรี่ยวหัวแรงของทีมหนุนเสริมจะมาตอบข้อสงสัยเรื่องตัวช่วยเสริมพลังต่างๆ ตลอดการใช้ทุน 6 ปี รวมถึงเล่าสู่กันฟังเรื่องการดูแลครูรัก(ษ์)ถิ่น เพื่อไม่ให้ทุกคนกังวัลจนเกินไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4f582a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/ดร.ศุภโชค-ปิยะสันติ์_4.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ศุภโชค ปิยะสันติ์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เชื่อว่าสังคมอาจจะมีคำถาม อาจจะยังกังวลว่า ภายใต้ระยะเวลาการใช้ทุน 6 ปีของครูรัก(ษ์)ถิ่น ครูเขาจะต้องทำยังไง หรือเขาจะอยู่ยังไง อาจารย์มีกลไกอะไรที่ช่วยซัปพอร์ตพวกเขาบ้าง</strong></h2>



<p>เรามีทีมหนุนเสริมดูแลและสังเกตการณ์ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อครูรัก(ษ์)ถิ่น และการเตรียมโรงเรียนปลายทาง รวมถึงกลไกอื่นๆ ที่ยังอยู่ในระหว่างพัฒนาอีกด้ว</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ทีมหนุนเสริมคืออะไร</strong></h2>



<p>ทีมหนุนเสริม คือ ทีมงานที่ถูกพัฒนามาพร้อมกับโรงเรียน เกิดจากการรวมตัวของผู้บริหารโรงเรียน ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารการศึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ และจิตอาสาที่มีความเข้าใจเรื่องโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลเป็นอย่างดี มี 150 คน ทั่ว 4 ภูมิภาค เข้ามาดูแลในช่วง 6 ปีหลังของโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น หลังจากเรียนจบแล้ว</p>



<p>มีหน้าที่สนับสนุน ดูแล ให้คำปรึกษากับครูรัก(ษ์)ถิ่น และประสานกับ มหาวิทยาลัยที่ผลิตครูรัก(ษ์)ถิ่น เพื่อให้ดำเนินงานโครงการฯ ไปอย่างราบรื่น</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ที่มาที่ไป และทำไมต้องมีทีมหนุนเสริม</strong></h2>



<p>ตั้งต้นจากประเด็นที่ว่า หากเราจะต้องทำโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นซึ่งเป็นโครงการที่ทำให้คนในท้องถิ่นได้กลายเป็นครู มีบทเรียนอะไรที่เราควรจะต้องเตรียมพร้อมไว้ก่อนบ้าง ดูกันตั้งแต่กระบวนการผลิต กระบวนการสรรหาเด็กเข้ามาเรียน หรือ โรงเรียนปลายทาง มีการออกแบบกันค่อนข้างชัดเจน ทั้งนี้ก็เพื่อให้เด็กที่เราเตรียมไว้ได้มาเจอสภาพแวดล้อมที่พร้อมสำหรับเขาด้วย</p>



<p>บทเรียนจากการที่เราเคยเข้าร่วมโครงการคุรุทายาท (โครงการที่เปิดรับสมัครผู้ที่กำลังศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่า เพื่อเข้าศึกษาในวิชาชีพครู หากเรียนจบแล้วสามารถบรรจุเข้ารับราชการครูในภูมิลำเนาของตนเอง) ทำให้เราพบว่า น้องคนไหนที่เจอองค์กรที่ดี ก็จะก้าวหน้า พัฒนาดี ถ้าเขาไปเจอองค์กรที่ความคาดหวังไม่ตรงกัน มันก็ก่อเกิดความไม่ลงรอยกันได้ ทีนี้พอเรารู้แล้วว่าโรงเรียนปลายทางคือโรงเรียนอะไร แล้ว กสศ. มีภารกิจลดความเหลื่อมล้ำด้วยการช่วยเหลือโรงเรียนที่เป็นหมุดหมายหนึ่งด้วย กลไกนี้จึงสรุปได้ด้วย 3 องค์ประกอบ หนึ่ง-กระบวนการผลิตครู สอง-ดูแลนักศึกษาครู และ สาม-การเตรียมโรงเรียนปลายทาง&nbsp;</p>



<p>ทีมหนุนเสริมเรียกได้ว่าเป็นคณะทํางานชุดหนึ่งที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ เป็นคนที่จิตอาสาไหว้วานกัน ไม่มีค่าตอบแทนอะไรมากมายนอกจากขอให้ไปชะโงกดูโรงเรียนใกล้ๆ ตัวเองหน่อย </p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>แสดงว่าตลอดระยะเวลา 6 ปี ครูจะมีทีมหนุนเสริมคอยประกบอยู่ตลอด?</strong></h2>



<p>เราออกแบบทีมหนุนเสริมให้สอดคล้องกับแผนการพัฒนาโรงเรียน ถ้าภายใน 4 ปีแรกไม่มีเรื่องอะไรเพิ่มเติมที่ต้องคอยเฝ้าดูเป็นพิเศษ ทีมหนุนเสริมเขาจะย้ายไปดูครูรุ่นต่อไปแทน ที่ต้องทำแบบนี้เพราะเราพยายามส่งมอบโรงเรียนให้กลับไปยังหน่วยงานหลัก เราเป็นเพียงตัวช่วยให้ทางโรงเรียนมา take action ได้มากขึ้น แต่ถ้าทำตลอด การบรรจุครูใหม่แต่ละครั้งโรงเรียนก็อาจจะไม่ทําอะไรเลย สิ่งหนึ่งที่น่าเป็นห่วงและเป็นโจทย์สำคัญต่อไปว่าถ้าเกิดผลักเข้าระบบปกติแบบเดิมแล้ว สิ่งที่ทีมหนุนเสริมทำไว้อาจไม่ได้ถูกสานต่อ&nbsp;</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ทำไมการเตรียมโรงเรียนปลายทางถึงสำคัญ</strong></h2>



<p>เด็กของเราเป็นเด็กที่ผ่านการคัดเลือกและมีคุณภาพ เอาง่ายๆ คือเขามีของ ต้องส่งให้เขาไปอยู่ในที่ที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะกับเขาด้วย ไม่อย่างนั้นเขาก็จะ burnout ได้ ซึ่งการเตรียมโรงเรียนนอกจะจากช่วยเหลือเด็กก็ยังสามารถให้โรงเรียนเอาสิ่งนี้ไปพัฒนาต่อได้&nbsp;</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ทำอย่างไรถึงจะสร้างโรงเรียนที่พร้อมได้</strong></h2>



<p>มีงานวิจัยด้านการพัฒนาโรงเรียนขนาดกลางพบว่า มีองค์ประกอบ 6Q ที่จะทำให้โรงเรียนขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้</p>



<p>Q-Goal โรงเรียนต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะพัฒนาบุคลากรไปเพื่ออะไร, Q-Network เครือข่ายที่ดีเพื่อขยายและแลกเปลี่ยนข้อมูล, Q-Info ระบบการจัดการข้อมูลสารสนเทศที่พร้อม ส่งต่อและจัดเก็บข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ, Q-PLC ทุกภาคส่วนบูรณาการร่วมกันอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นวัฒนธรรมขององค์กรแห่งการเรียนรู้, Q-Learning ครูจัดการเรียนรู้ตาม High Functioning Classroom และพัฒนาปัญญาตามแบบการสอนที่เหมาะสมกับผู้เรียน และ Q-Leadership ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์สอดคล้องกับโครงการ ติดตามความก้าวหน้าตลอดหลักสูตร และสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>จากที่อาจารย์เล่ามา ‘โรงเรียนพร้อม’ พร้อมในที่นี้รวมถึงผู้อำนวยการโรงเรียน ครูที่อยู่มาก่อน สภาพโรงเรียนโดยรวม คนก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่เรามองข้ามไม่ได้? </strong></h2>



<p>ใช่ครับ ถ้าเป็นเคสโรงเรียนปลายทางที่ผมดูแล ผมก็จะประกบสื่อสารให้ผู้อำนวยการโรงเรียนรู้เรื่องและเข้าใจตรงกันเลย เราก็ไปทำความเข้าใจกับเขาว่า เรามีตัวชี้วัดยังไง ต้องเตรียมพร้อมยังไง ก็เป็นกลไกที่ออกแบบไว้เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลัง</p>



<p>นอกจากผู้อำนวยการแล้ว เราก็มีการไปดึง ‘เจ้าพ่อเจ้าแม่’ ของโรงเรียนมา พวกเขาคือบุคลากรที่อยู่โรงเรียนมานาน เป็นครูในพื้นที่อยู่แล้ว เรียกว่าผู้นําตามธรรมชาติ คนเหล่านี้จะทําหน้าที่ช่วยเหลือผอ.ได้ด้วย ทำให้ข้อมูลหรือข้อปฏิบัติบางอย่างยังอยู่ถึงแม้ว่าผอ.จะไม่อยู่ก็ตาม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cd3c7b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/ดร.ศุภโชค-ปิยะสันติ์_5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>กลไกลอื่นๆ ที่กำลังพัฒนาเพิ่มเติมมีอะไรอีกบ้าง</strong></h2>



<p>จริงๆ เราอยากพัฒนาให้ทีมหนุนเสริมเข้าไปดูแลเด็กได้ถึงตัวมากกว่านี้&nbsp; อย่างการประเมินถ้าเราอยากให้มีคุณภาพมากกว่านั้น ก็ต้องประเมินไปหาเป้าหมายของการศึกษาที่ชัดเจน เช่น เข้าไปดูการเรียนการสอน ไปดูกระบวนการทํางานอื่นให้ลึกซึ้ง มากกว่าที่จะให้เขาอยู่ไปวันๆ แล้วก็ถึงเวลาประเมินก็นั่งคุยกัน กินกาแฟแล้วจบ</p>



<p>อีกอย่างหนึ่งที่สนใจคือการสร้างเครือข่ายของครูรัก(ษ์)ละแวกใกล้เคียงให้มาเจอกัน พบปะพูดคุย อาจจะต้องมีตัวแปรข้างนอกเข้าไปแทรกแซงทําให้เขาเกิดกลุ่ม แล้วก็หาเวลาที่จะนัดเจอกลุ่ม จะเป็นออนไลน์ออนไซต์ก็ได้ เอาเรื่องราวในห้องเรียนมาเล่าสู่กันฟัง ให้กําลังใจกัน เพิ่มที่ปรึกษาเข้าไปด้วย</p>



<p>มันเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยทําให้คุณครูเหล่านี้เขาไม่ burnout ได้เห็นความช่วยเหลือ และติดอาวุธอะไรให้เขาได้บ้าง ซึ่งก็นำไปสู่การเพิ่มเครื่องมืออื่นๆ ในอนาคต </p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ในช่วงเวลานี้ อาวุธอะไรที่เราพอจะสนับสนุนครูรัก(ษ์)ถิ่นให้มีติดตัวไว้ได้บ้าง</strong></h2>



<p>เรามองว่ามันคือการ การซัปพอร์ตงบประมาณ เพื่อให้เขาไปทําโครงการอะไรดีๆ ในโรงเรียนแล้วสามารถต่อยอดหรือขยายไปยังโรงเรียนอื่นๆ ได้ บางคนคิดอยากทํานู่นทำนี่ แต่โรงเรียนไม่มีงบประมาณให้ ก็สามารถใช้เงินก้อนนี้ในการที่จะเอาไอเดียลงมาสู่ห้องเรียนได้ด้วยตัวเขาเอง แล้วก็ขยายความคิดนี้ไปหาครูอื่นๆ ที่อยู่ในโรงเรียนเขา ผอ.โรงเรียนก็จะเริ่มมั่นใจมากขึ้นว่าครูคนนี้น่ะเอาจริง งบประมาณยิ่งเติมเข้าไปก็ยิ่งได้ประโยชน์ เราคิดว่าอันนี้น่าจะเป็นไอเดียหนึ่งที่จะทําให้ครูรัก(ษ์)ถิ่นเดินเข้าไปอย่างมั่นใจมากขึ้น </p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ถึงแม้จะมีตัวช่วยเหล่านี้ มันก็อาจจะยังมีอุปสรรคเกิดขึ้นได้บ้าง คิดว่าอะไรคือสิ่งที่ครูรัก(ษ์)ถิ่นอาจจะต้องเตรียมรับมือไว้บ้างในระยะเวลา 6 ปีนี้</strong></h2>



<p>คงจะเป็นเรื่องความคาดหวัง ทั้งความคาดหวังที่โรงเรียนมีต่อครู และที่ครูมีต่อโรงเรียน บางโรงเรียนพอครูรัก(ษ์)ถิ่นไปถึงก็มองว่าครูเป็นซูเปอร์แมนเลย ต้องทำทุกอย่างได้ พอเด็กไม่ได้ตามที่ต้องการก็อาจบอกว่า ครูไม่เห็นได้เรื่องเลย แล้วก็พูดตรงๆ ไปแบบนี้ ซึ่งครูไม่ใช่ซูเปอร์แมนมาจากไหน มันก็ต้องใช้เวลากันบ้าง</p>



<p>ความคาดหวังที่ครูมีให้โรงเรียนก็เหมือนกัน ยิ่งโรงเรียนขนาดเล็กบางทีมันก็จะมีภาระงานที่เพิ่มเข้ามาบ้าง ถ้าเราไม่ทำเลย ในขณะที่คนอื่นๆ เขาทำกัน มันก็อาจจะทำให้ตัวครูเองไม่สามารถปรับตัวไปกับสภาพแวดล้อมของโรงเรียนได้นะ สมมุติว่าในชุมชนที่ครูไปสอนมีงานในชุมชน ถ้าครูทุกคนไป แต่ครูใหม่ไม่ไปอยู่คนเดียว แล้วเราจะไปเชื่อมโยงกับชุมชนได้อย่างไร นี่จึงอาจจะเป็นอะไรที่ต้องมีการปรับจูนซึ่งกันและกัน</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าไม่ใช่ซูเปอร์แมน อาจารย์ศุภโชคเปรียบครูรัก(ษ์)ถิ่นเป็นอะไร</strong></h2>



<p>เราว่าน่าจะเป็นน้ำซึมบ่อทราย&nbsp; ซึมอยู่ในพื้นที่ตลอดเวลา มันไม่เคยเหือดหาย มันไม่เคยเหือดแห้ง แต่มันไม่ไหลหรือซัดออกมาเป็นคลื่นลูกใหญ่ๆ เป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลา</p>



<p>ครูต้องค่อยๆ สร้างการยอมรับ เพื่อให้คนอื่นเห็นว่าตัวเขามุ่งมั่น ในสัก 2-3 ปีแรกอาจจะมองไม่เห็นว่าเขาโผล่ขึ้นมาได้อย่างไร ปีต่อๆ ไปเราก็จะเห็นเขาได้ชัดเจนมากขึ้น ภาพที่เรามองว่าเป็นครูนักพัฒนาชุมชนอาจจะปรากฏขึ้น เผลอๆ ตอนเขาทํางานได้สัก 3-4 ปีด้วยซ้ำ ฉะนั้นอย่าไปเร่ง อย่าไปคิดว่าเป็นซูเปอร์แมนที่ต้องทำทุกอย่างสำเร็จภายในวันนี้หรือพรุ่งนี้ ค่อยเป็นค่อยไปจะดีกว่า</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ด้วยความที่โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นมีสัดส่วนที่ค่อนข้างเล็กในเชิงปริมาณเมื่อเทียบกับจำนวนโรงเรียนทั้งหมดในภาพรวม แต่มันเป็นกลไกหนึ่งที่จะขับเคลื่อนการศึกษาในประเทศให้เกิดความเปลี่ยนแปลง คำถามสำคัญคือระบบการศึกษาไทยจะได้อะไรบ้าง</strong></h2>



<p>เราอยากให้โครงการนี้เป็นเหมือนห้องแล็บ เป็นห้องทดลองให้เกิดบทเรียน แล้วก็ผลักบทเรียนเหล่านี้ไปที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ตอนนี้เรารู้แล้วว่าวิธีการเอาคนมาเป็นครูต้องคัดยังไง ก็ถอดบทเรียนนี้ไปให้มหาวิทยาลัยต่างๆ ว่าผลิตนักศึกษาแบบนี้แล้วมันต่างจากผลิตอย่างปกติที่ผ่านมาอย่างไร อันนี้ก็จะเป็น ผลลัพธ์ต่อเนื่องไปเรื่องกระบวนการผลิตครู ทําให้สถาบันผลิตครูทั้งหลายได้รู้ว่ากระบวนการใหม่ๆ ก็สามารถนำไปใช้ได้</p>



<p>กรณีเดียวกันกับการที่เราเข้าไปปรับปรุงโรงเรียนปลายทางต่างๆ ซึ่งก็มีองค์ความรู้ที่เราตั้งใจจะส่งให้กับระบบปกติ ทำให้เขาเห็นว่าการทําให้โรงเรียนเล็กในพื้นที่ห่างไกลพัฒนาตนเองได้ จริงๆ แล้วมันไม่ได้ยากเลย ก็แค่เข้าไปเพิ่มความเข้มข้นให้กับปัจจัยเดิมที่แต่ละโรงเรียนมีอยู่แล้ว เราหวังว่าองค์ความรู้ชุดนี้จะถูกป้อนไปหาเขตพื้นที่ต่างๆ แล้วท้ายที่สุดโรงเรียนก็จะนำไปพัฒนาตัวเองได้</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>สุดท้ายนี้อยากฝากอะไรถึงครูรัก(ษ์)ถิ่นบ้าง</strong></h2>



<p>ฝากไปถึงน้องๆ ที่อยากเป็นครูด้วยจิตใจเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยอุดมการณ์ และตั้งใจที่จะไปพัฒนาบ้านเกิดตัวเอง เราอยากให้เขาคงความคิดนี้ไปตลอดชีวิต เขาอาจจะเผชิญอุปสรรคไปบ้าง การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มันย่อมส่งผลตั้งแต่ ครู ผอ. และระบบการศึกษา ต้องยอมรับว่ายังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องช่วยกันปรับ อยากให้ใช้ใจนำและรักษาความตั้งใจของตัวเองไว้</p>



<p>แล้วก็ไม่ต้องกังวลมากจนเกินไป เพราะน้องๆ ไม่ได้โดดเดี่ยว กสศ. มีทีมเป็นเพื่อนช่วยคิด ช่วยทำงาน แล้วก็ยังมีคนทำงานอีกหลายคนที่คอยห่วงใยและดูแลการทำงานอยู่ เราว่านี่จะเป็นสิ่งที่ทำให้ครูมีความมั่นคงในอาชีพไม่เปลี่ยนแปลง </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-63fa42"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/ดร.ศุภโชค-ปิยะสันติ์_3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-190624/">“ครูไม่ใช่ซูเปอร์แมนมาจากไหน” คุยกับ ‘ดร.ศุภโชค ปิยะสันติ์’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มากกว่าได้ครูใหม่ 1,500 คน คือการยืนยันว่าระบบผลิตครูเปลี่ยนแปลงได้</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-180624-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 18 Jun 2024 06:42:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ครูรักษ์ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.ดร.พิศมัย รัตนโรจน์สกุล]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[Welcome Teacher : สวัสดีคุณครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=82965</guid>

					<description><![CDATA[<p>“เป้าหมายในการทำโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น คนอื่นอาจมองว่า ผ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-180624-2/">มากกว่าได้ครูใหม่ 1,500 คน คือการยืนยันว่าระบบผลิตครูเปลี่ยนแปลงได้</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“เป้าหมายในการทำโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น คนอื่นอาจมองว่า ผลิตครู 1,500 คน ไปบรรจุโรงเรียนปลายทาง แต่เป้าหมายลึกๆ ของอาจารย์ คือ การพัฒนาระบบผลิตครูตั้งแต่มหา’ลัย ถ้าทำสำเร็จอาจไม่ได้แค่ 1,500 คน แต่คุณจะได้อีกมหาศาล เด็กที่ไม่ได้รับทุนก็ได้รับประโยชน์ไปด้วย”</p>



<p>สำหรับ<strong>ผศ.ดร.พิศมัย รัตนโรจน์สกุล</strong> ในฐานะผู้จัดการ<strong>โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น  กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) </strong> นี่เป็นหนทางหนึ่งที่จะเข้าไปพัฒนาระบบผลิตครูแบบดั้งเดิม ที่อาจารย์มองเห็นจุดอ่อนตั้งแต่สมัยทำงานในระบบมหาวิทยาลัย เช่น การทำหลักสูตรสำเร็จรูปที่นิสิตนักศึกษาครุศาสตร์และศึกษาศาสตร์ต้องเรียนเหมือนกันหมด แล้วก็เกิดปัญหาเมื่อมาเป็นครูจริงๆ ว่าจะปรับความรู้ให้เข้ากับบริบท สถานการณ์ ตลอดจนสภาพแวดล้อมที่ตัวเองอยู่อย่างไร</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3611d8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/01_อ.พิศมัย.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ผศ.ดร.พิศมัย รัตนโรจน์สกุล ผู้จัดการโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ทำให้กระบวนการผลิตครูในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น จึงเริ่มต้นตั้งแต่การคัดเลือกหานักเรียนที่อยากเป็นครูจริงๆ ผ่านกระบวนการติดตั้งความรู้และทักษะที่จำเป็น&nbsp;</p>



<p>หนึ่งหัวใจสำคัญที่สุด อยู่ที่กระบวนการคัดกรองหาคนมาเป็นครู ถ้าตามระบบสมัครทุนทั่วไป เด็กจะเป็นฝ่ายเดินเข้ามาสมัครแต่ไม่ใช่สำหรับโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น เพราะทุนนี้คณะอาจารย์จากมหาวิทยาลัยและ กสศ. จะเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหาเด็กในที่พื้นที่ที่ขาดแคลนครู เพราะเป้าหมายคือการหาครูกลับไปบรรจุในชุมชนของเขา&nbsp;</p>



<p>“เราต้องกลับไปที่บ้านเขา ได้คนตรงนั้นเพื่อมาเรียนครู ได้ไปเห็นบ้านเด็ก อันนี้มองในฝั่งมหาลัยนะ พออาจารย์ลงไปเห็นบ้านเด็ก เขาจะได้รู้ว่าเด็กคนนี้มีที่มาที่ไปยังไง”&nbsp;</p>



<p>ภายใต้กระบวนการเดินเข้าไปหาเด็กแบบนี้ อ.พิสมัยบอกว่ามันค่อยๆ เปลี่ยนอาจารย์และครูอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งเป็นอีกหมุดหมายในการทำงานของอาจารย์&nbsp;</p>



<p>“อาจารย์เปลี่ยนบทบาทตัวเองตั้งแต่ต้นน้ำในการไปค้นหาเด็ก ไม่ใช่แค่ได้เด็ก แต่เพื่อได้รู้ว่าเด็กมีที่มายังไง ได้ศึกษาบริบทโรงเรียนปลายทางด้วย เห็นว่าเด็กครอบครัวยากจนหน้าตาแบบนี้ คุณจะเติมอะไรให้เขา ไม่ได้เติมแค่ความรู้นะ สำคัญมากคือทักษะชีวิต”</p>



<p>ต่อมาคือค่ายเตรียมพร้อม อีกด่านสำคัญในการเฟ้นหาครูรัก(ษ์)ถิ่นตัวจริง&nbsp;</p>



<p>“คำถามแรกที่เราจะถามเด็กๆ เสมอ คือ อยากเป็นอะไรถึงเข้าโครงการนี้ เด็กส่วนหนึ่งเลย 50-60% อยากรับราชการ อยากให้พ่อแม่ภูมิใจ อยากมีอาชีพมั่นคง นั่นไม่ใช่อยากเป็นครู เพราะทำอาชีพอื่นก็ได้ เราจึงต้องมีค่ายคัดเลือกครูที่แต่ละมหาวิทยาลัยออกแบบมา&nbsp; ส่วนหนึ่งเพื่อให้ความรู้กับเด็กๆ ก่อนว่า ครูทำอะไรบ้าง ขณะเดียวกันก็มีเครื่องมือประเมินว่า เขาเหมาะสมที่จะเป็นครูไหม”</p>



<p>เพราะในค่ายจะมีกระบวนการให้เด็กๆ ทดลองเป็นครู ให้ไปสัมผัสกับเด็กจริงๆ ดูว่า ถ้าไปเป็นครูแล้วเจอสถานการณ์ของเด็กๆ แบบนี้ จะอยู่ได้ไหม แก้ปัญหาได้หรือเปล่า ตัดสินใจอย่างไร&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“เป็นการประเมินทั้งสองฝ่าย ทั้งมหา’ลัยว่าคนนี้เหมาะเป็นครูไหม ส่วนผู้สมัครก็ได้ประเมินตัวเองว่า ฉันอยากเป็นครูจริงๆ ไหม”</p>



<p>ทั้งหมดนี้ก็เพื่อปลายทางให้ได้ครูที่เหมาะสมโรงเรียนปลายทาง และเป็นครูที่พ่วงด้วย ‘นักพัฒนาชุมชน’ อีกตำแหน่ง</p>



<p>“ถ้าเราจะสอนให้เด็กเป็นครูนักพัฒนาชุมชน อาจารย์ต้องรู้ก่อน ไม่รู้ไม่ได้ การที่อาจารย์ลงไปศึกษาชุมชน ไปรู้ว่าชุมชนเขาเข้มแข็งอะไร หรืออ่อนแอตรงไหน บางชุมชนมียาเสพติด ต้องคิดต่อว่า จะเลือกครูเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายดี คิดเผื่ออนาคตที่เด็กจะไปทำงานด้วย อาจารย์ก็มีการบ้านกลับมา ฉันจะต้องออกแบบอย่างไร เพื่อให้ครูคนนี้เมื่อกลับไปอยู่ชุมชนแล้วสามารถอยู่ได้ ไม่ใช่แค่ทำงานสอน แต่จัดการทั้งเนื้อทั้งตัวของเด็กไปหมดเลย”</p>



<p>การอยู่ในระบบการศึกษามายาวนาน ตั้งแต่บทบาทอาจารย์มหาวิทยาลัยผลิตครู จนมาถึงเบื้องหลังการทำโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นกับ กสศ. ที่อาจารย์พิศมัยตั้งใจว่า อยากให้เป็นตัวอย่างของความริเริ่มและทางเลือกใหม่ในการเปลี่ยนแปลงระบบการผลิตครู ด้วยการกลับตั้งต้นยังสถาบันอุดมศึกษาที่ผลิตครู พาเขาลงพื้นที่ สัมผัสสถานการณ์จริงๆ ที่ครูจะต้องเจอ เพื่อติดตั้งทักษะและความรู้ที่จำเป็น</p>



<p>ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่เพิ่มครูรัก(ษ์)ถิ่นที่มาจากระบบผลิตใหม่ แต่สร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ และทำได้จริงในระบบการผลิตครู ทำให้ครูที่เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของระบบการศึกษา ทำหน้าที่ผลิตและดูแลการเติบโตของเด็กๆ ได้อย่างแท้จริง</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>อยากชวนอาจารย์คุยถึงกระบวนการผลิตครูรัก(ษ์)ถิ่น ขั้นตอนคัดเลือกเด็กที่ครูต้องเป็นฝ่ายไปค้นหาถึงในพื้นที่ที่เขาอยู่ ต่างจากทุนอื่นที่เด็กเป็นฝ่ายมาสมัครเอง เพราะอะไร</strong></h2>



<p></p>



<p>เพราะเดิมมหาวิทยาลัยจะรอเด็กมาสมัครเรียนเอง อาจารย์ไม่รู้ภูมิหลัง ไม่ทราบที่มาที่ไปของเด็ก รู้แค่ว่าเด็กอยากเป็นครู เมื่อใช้ระบบให้เด็กเดินเข้ามามหา’ลัย ก็จะใช้ ‘หลักสูตรสำเร็จรูป’ ไม่ว่าคุณมาจากไหนก็ตาม คุณเรียนหลักสูตรเดียวกันหมด แล้วไปหาวิธีใช้เอง (apply) เช่น เด็กมาจากเชียงใหม่ ยะลา บุรีรัมย์ กรุงเทพ เราไม่ได้สนใจที่มาของเด็ก เพราะมีหลักสูตรแบบเดียวเรียนเหมือนกัน แต่เขากลับไปเจอบริบทไม่เหมือนกัน หน้าที่ของเด็ก คือ ต้องหาทางใช้เอาเอง ทำให้เรียนไป 100% ใช้ได้จริง 20% ที่เหลือลบทิ้ง</p>



<p>เพราะเป้าหมายโครงการเราต้องการหาครูกลับไปบรรจุที่โรงเรียนในบ้านเขา ฉะนั้น ต้องลงพื้นที่ไปเพื่อหาคนมาเรียนเป็นครูจึงจะได้ตรงจุด ถ้ามองในมุมมหา’ลัย อาจารย์ลงไปเห็นบ้านเด็ก เขาจะได้รู้ว่าเด็กคนนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร เพื่อเอากลับมาดีไซน์หลักสูตร ดีไซน์การเรียนรู้ให้เด็กคนนี้ เพราะเด็กมีที่มาไม่เหมือนกัน บางคนมาจากทะเล ท้องนา หุบเขา ฯลฯ เขาเอาความรู้ที่ได้กลับไปใช้ในบริบทที่ต่างกัน เด็กไม่ใช่คนที่ต้องกลับไปทำเอง แต่อาจารย์ต้องออกแบบให้สอดคล้อง เพื่อเด็กจะได้เข้าใจว่า อ้อ ความรู้ชุดนี้ที่เขาเรียน เขาจะเอาไปใช้อย่างไรต่อ ไม่ได้ผลักภาระไปให้เขา</p>



<p>ที่อาจารย์เกริ่นมาทั้งหมดเพื่ออยากบอกว่า ที่ผ่านมาการเรียนครู คือ เรียนอะไรมากมาย ไปถึงหน้างานปรับใช้ความรู้เอาเอง ฉะนั้น เป้าหมายของโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น คนอื่นอาจมองว่า ผลิตครู 1,500 คน ไปบรรจุโรงเรียนปลายทาง แต่เป้าหมายลึกๆ ของอาจารย์พิศมัย คือ การปรับเปลี่ยนระบบผลิตครูตั้งแต่มหา’ลัย ถ้าเปลี่ยนสำเร็จอาจไม่ได้แค่ 1,500 คน แต่คุณจะได้อีกมหาศาล เด็กที่ไม่ได้รับทุนก็ได้รับประโยชน์ไปด้วย&nbsp;</p>



<p>เป้าหมายของเรา คือ การปรับระบบผลิตครู อาจารย์ต้องเปลี่ยนบทบาทตั้งแต่ต้นน้ำการไปค้นหาเด็ก  ได้ศึกษาบริบทโรงเรียนปลายทางด้วย ไม่ใช่แค่ได้เด็ก แต่ได้รู้ว่าเด็กมีที่มาอย่างไร คุณจะเติมอะไรให้เขา ไม่ได้เติมแค่ความรู้ แต่เติมสิ่งที่สำคัญอีกอย่าง คือ ทักษะชีวิต สังเกตไหมว่าตอนเรียนปริญญาตรีเราได้เรียนอะไรที่เกี่ยวข้องกับชีวิตเราไหม?</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-332bc6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/02_อ.พิศมัย.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ไม่ค่อยเท่าไหร่</strong></h2>



<p>เราต้องลองผิดลองถูกกันเอง โดยพื้นฐานเราต้องมีทักษะชีวิตขั้นพื้นฐานก่อน เราถึงจะไประดับความรู้ ระดับอาชีพ แต่บ้านเราสอนแต่ความรู้ ที่เหลือคุณไปหาเอง เด็กที่ยากจนขาดโอกาส เขาไม่มีสิ่งเหล่านี้มาเติมในระบบครอบครัว เพราะฉะนั้น ระบบการศึกษาต้องมารองรับเขาด้วยการเติมสิ่งเหล่านี้เข้าไป</p>



<p>อาจารย์ขอยกตัวอย่างเคสเด็กคนหนึ่ง ครอบครัวยากจนมาก ไปที่บ้านมีแต่ขยะเต็มไปหมด ในห้องน้ำก็เต็มไปด้วยขยะ มีหนอนขึ้นด้วย หม้อหุงข้าวเสียบทิ้งไว้ ถ้าเกณฑ์ กสศ. (กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา) เด็กคนนี้ควรได้ทุนเพราะปัจจัยความยากจน แต่คำถามคือเด็กคนนี้เหมาะกับเป็นครูไหม? คำถามต่อมาคือทำไมเขาถึงเป็นแบบนั้นล่ะ พ่อเป็นชาวประมงออกไปหาปลาตั้งแต่ดึกๆ กลับมาอีกทีสว่าง แม่เป็นแม่ครัวในโรงแรม ออกไปทำงานตั้งแต่เที่ยงคืน กลับมาอีกทีเที่ยงคืนอีกวัน เด็กมีพ่อแม่แต่ไม่ได้อยู่สอนความเป็นมนุษย์ให้เขา เด็กไม่รู้ว่าแบบนี้เรียกสกปรก หรือเสียบหม้อหุงข้าวทิ้งไว้แบบนี้ ไม่มีใครมาบอกเขาว่าไม่ปลอดภัย</p>



<p>สุดท้ายอาจารย์ตัดสินใจพาเด็กคนนี้มาสอนในมหา’ลัย ถ้าเจอการสอนแบบเดิมๆ เดินเข้ามาไม่มีใครสนใจ ให้แต่ความรู้ จดเลกเชอร์ กลับไปอยู่บ้านใช้ชีวิตแบบเดิม แต่เราต้องการเปลี่ยนกระบวนการตรงนี้ ฉะนั้น เวลาอาจารย์ไปเห็นเด็กคนนี้ ไปเห็นบ้านเขา อาจารย์จะดีไซน์กิจกรรม เช่น กิจกรรมห้องพัก ให้เด็กรู้จักการดูแลสุขภาวะ รู้จักการอยู่ร่วมกับคนอื่น เอาสิ่งเหล่านี้กลับไปใช้ที่บ้าน แล้วถ้าเขาเป็นครู สิ่งเหล่านี้จะติดตัว เอาไปดูแลนักเรียนต่อ อาจารย์ว่าทักษะแบบนี้สำคัญกว่าความรู้แบบกระดาษ ถ้าเขาเข้าใจเขาจะสามารถทำได้อย่างอัตโนมัติ จึงเป็นที่มาว่าทำไมอาจารย์ต้องลงไปค้นหาเด็กถึงบ้าน เพื่อเข้าใจที่มาและปัญหาของเด็กแต่ละคน</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ไม่ใช่แค่ไปบ้านของเด็ก แต่ได้ไปเห็นชุมชนที่เด็กอยู่ด้วย?</strong></h2>



<p>เพราะเขาเป็นครูนักพัฒนาชุมชน อาจารย์ในมหา’ลัยไม่ถนัดงานพัฒนาชุมชน เพราะอาจารย์เป็นอาจารย์สอนแต่ครู พอวันหนึ่งที่เราบอกว่า อาจารย์ที่สอนครู ต้องสอนให้ครูเป็นนักพัฒนาชุมชนด้วย โลกแตกเลย อาจารย์ไม่เคยลงชุมชน ถ้าจะสอนต้องเอาอาจารย์คณะมนุษย์หรือสังคมมาสอน ความรู้มันถูกแยกส่วนกัน นักพัฒนาชุมชนไปทาง ครูไปทาง แต่เราต้องการให้ 2 อย่างอยู่ในตัวคนคนเดียว เพราะฉะนั้น อาจารย์ในคณะผลิตครูต้องลงชุมชนเพื่อไปดูว่า เด็กคนนี้กลับบ้านไปต้องเจออะไร เขาจะไปสร้างอะไรได้</p>



<p>ภาษาไทยเรามีคำว่า ‘บวร’ บ้าน วัด โรงเรียน เป็นหน่วยสังคมที่ต้องทำงานร่วมกัน เมื่อเราแยกส่วน แยกกระทรวงทำงาน โรงเรียนไปอยู่กับกระทรวงศึกษาธิการ ชุมชนผู้ใหญ่บ้านสังกัดกระทรวงมหาดไทย วัดไปอยู่อีกกระทรวงหนึ่ง 3 อันนี้มันก็เลยแยกกันทำงาน แต่ชีวิตมนุษย์ไม่ได้แยกส่วนขนาดนั้น เราต้องการให้สิ่งเหล่านี้กลับมาบูรณาการ ครูจึงมีหน้าที่กลับไปดูแลชุมชนของตัวเองด้วย โดยการจัดการ การเรียนรู้ เอาศาสตร์ของความเป็นครูไปช่วยพัฒนาชุมชน&nbsp;</p>



<p>ดังนั้น ถ้าเราจะสอนให้เด็กเป็นครูนักพัฒนาชุมชน อาจารย์ต้องรู้ก่อน ไม่รู้ไม่ได้ การที่อาจารย์ลงไปศึกษาชุมชน ไปรู้ว่าชุมชนเขาเข้มแข็งอะไร หรืออ่อนแอตรงไหน บางชุมชนมียาเสพติด ต้องคิดต่อว่า จะเลือกครูเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายดี คิดเผื่ออนาคตที่เด็กจะไปทำงานด้วย ถ้าเด็กคนนี้มาเป็นครูจะทำยังไง อาจารย์ก็มีการบ้านกลับมา ฉันจะต้องออกแบบอย่างไร เพื่อให้ครูคนนี้เมื่อกลับไปอยู่ชุมชนแล้วสามารถอยู่ได้ ไม่ใช่แค่ทำงานสอน แต่จัดการทั้งเนื้อทั้งตัวของเด็กไปหมดเลย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8c2046"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/03_อ.พิศมัย.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>นอกจากฐานะครอบครัวแล้ว มีปัจจัยอื่นๆ อีกไหมที่จะดูว่า เด็กคนหนึ่งเหมาะกับการเป็นครูจริงๆ</strong></h2>



<p>ครูดีไม่จำเป็นต้องยากจน เพียงแต่พันธกิจนี้มาอยู่ภายใต้ กสศ. ที่ทำเรื่องความเสมอภาคทางการศึกษา มันก็เลยต้องใช้เกณฑ์ความยากจนเข้ามาเพราะมีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณแผ่นดินที่จะสามารถสนับสนุนทุนได้ เด็กบางคนที่ไม่ได้ทุนไม่ใช่เขาเป็นคนไม่ดี แต่เขาไม่เป็นไปตามเกณฑ์ของเรา หลังจากที่ทำมา 5 รุ่น เราคิดว่า ได้รูปแบบบางอย่างที่สามารถนำเสนอเป็นต้นแบบ หรือเป็นโมเดลของการคัดเลือกคนจะมาเรียนครูได้ คือ การทำค่ายเตรียมความพร้อมคนที่จะมาเป็นครูก่อน</p>



<p>โดยปกติมหา’ลัยจะจัด Open House เชิญเด็กมารับรู้ว่า มหา’ลัยสอนอะไร ค่ายคัดเลือกครูเป็นค่ายที่มหา’ลัยดีไซน์ขึ้นมา ส่วนหนึ่งเพื่อให้ความรู้กับเด็กๆ ที่จะมาเรียนครูก่อน แต่ขณะเดียวกันก็มีเครื่องมือประเมินว่า เขาเหมาะสมที่จะเป็นครูไหม มันก็ประเมินทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายผู้เลือกอย่างมหา’ลัย และผู้สมัครเข้าค่ายได้ประเมินตัวเองว่า ฉันอยากเป็นครูจริงๆ ไหม</p>



<p>จุดเด่นของค่าย คือ ให้เด็กได้ทดลองเป็นครู ไปสัมผัสกับเด็กจริงๆ ว่า ถ้าคุณเป็นครู แล้วเจอสถานการณ์ของเด็กแบบนี้ คุณอยู่ได้ไหม คุณแก้ปัญหาได้หรือเปล่า อยากเป็นครูปฐมวัยก็ลองไปอยู่กับเด็กอนุบาล ไปจัดกิจกรรมเล่านิทาน แล้วดูซิว่าเด็กฟีดแบ็กเขายังไง  มีเครื่องมือวัดประเมินที่อาจารย์ต้องออกแบบมาว่า พฤติกรรมเด็กแบบนี้โอเคหรือไม่โอเค</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>นอกจากการคัดเลือกเด็กแล้ว มหาวิทยาลัยก็สำคัญไม่แพ้กันในการผลิตครูรัก(ษ์)ถิ่น โครงการมีวิธีคัดกรองอย่างไร</strong></h2>



<p>สิ่งแรกที่เราต้องมองก่อน คือ สถาบันไหนเหมาะที่จะเข้าร่วมโครงการเรา เราเคยเจอคำพูดที่รู้เลยว่า มหา’ลัยนี้ไม่พร้อม เช่น มีคนสมัครมา 200 คน คัดแค่ 30 คน เขาบอกไม่ยาก จะไปทำให้เหนื่อยทำไม เดี๋ยวเด็กก็กรอกใบสมัครออนไลน์มา คัดเลือกเด็กเข้ามาสัมภาษณ์ 30 คน สบายจะตาย หรือระดับบริหารบนๆ อยากเข้าโครงการมาก อธิการบดีมาประชุมเองเลย แต่ระดับปฎิบัติอาจารย์ไม่พร้อม ไม่อยากเข้าโครงการ</p>



<p>ระบบในมหา’ลัยถูกแช่แข็งมานานมาก เขาเป็นผู้นั่งรับคนแล้วก็สอนตามสิ่งที่มี เราวิจารณ์ได้เพราะเคยเป็นอาจารย์มหา’ลัยมาก่อน อาจารย์ไม่ต้องเอาความรู้ไปปรับใช้อะไร สอนตามสิ่งที่มี สบายจะตาย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-087ceb"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/04_อ.พิศมัย.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>อาจารย์คิดว่า มันเป็นเรื่องของอุดมการณ์ เขามีอุดมการณ์ที่อยากปรับเปลี่ยนการผลิตครูเหมือนกับเราหรือเปล่า ถ้าไม่มี เขาได้เด็กไปกลุ่มหนึ่งก็ผลิตแบบเดิม เรายอมรับว่าอาจารย์มหา’ลัยเก่ง มีมหา’ลัยชั้นนำเยอะแยะ แต่เราไม่ได้ต้องการแบบนั้นอย่างเดียว เราต้องการมหา’ลัยที่ผลิตครูที่เหมาะกับโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล แล้วเราก็ไม่ได้คัดเพื่อให้ได้เด็กที่เก่งอย่างเดียว ต้องได้คะแนนสอบเยอะๆ ที่เด็กบางคนทำคะแนนไม่สูง เพราะท้องเขายังหิวอยู่เลย เราจึงวัดที่ใจ เขาพร้อมไหมที่จะพัฒนาตัวเอง 4 ปี กลับไปเป็นครูพัฒนาโรงเรียนเล็กๆ</p>



<p>ระบบการศึกษาเดิมของเราเน้นการแข่งขัน เน้นการดึงคนออกจากชุมชน บอกว่าถ้าคุณเรียนสูง คุณต้องเจริญขึ้นนะ มันฝังอยู่ในวัฒนธรรมของเราว่า เรียนสูงเมื่อไหร่ ต้องไปทำงานในเมืองที่เจริญกว่า ระบบการศึกษาไทยผลิตลูกจ้างนะ ไม่ผลิตให้คนมีอิสระที่จะทำอะไรเอง</p>



<p>ระบบการศึกษาแบบนี้ทำให้คนจำนวนมากออกจากชุมชน เราได้ยินเด็กบอกเสมอว่า จบแล้วกลับไปทำงานที่บ้านไม่ได้ เพราะไม่มีงานทำ ต้องเปลี่ยนใหม่ว่า ทำงานในพื้นที่ไม่ได้ เพราะไม่มีความรู้ชุดที่จะไปทำงานในพื้นที่ได้ ระบบการศึกษาที่เราต้องการ คือ ระบบผลิตคนที่เหมาะสมสอดคล้องกับการกลับไปทำงานในพื้นที่นั่นแหละ ต่อให้เป็นครู ก็ต้องเป็นครูที่เหมาะที่จะกลับไปทำงานในพื้นที่ พื้นที่นั้นคืออะไร คือ บ้านของคุณ ไม่ใช่ที่อื่น ถ้าครูส่วนใหญ่บอกว่า ต้องการย้ายโรงเรียนเพื่อย้ายกลับบ้าน ถ้าเป็นครูรัก(ษ์)ถิ่นไม่ต้องย้ายกลับบ้าน จบแล้วบรรจุที่บ้านเลย คุณได้พัฒนาบ้านคุณ เติบโตไปพร้อมๆ กับชุมชน ลูกศิษย์คุณ</p>



<p>เราคิดว่า ระบบการศึกษาควรไปทิศทางนี้ ไม่ใช่แยกกันผลิต ผลิตสิ่งที่ไม่ตรงความต้องการชุมชน เมืองถึงโตเอาๆ ชุมชนเหลือแต่ผู้สูงอายุและเด็ก เราถึงเลือกมหา’ลัยต่างจังหวัดเพราะเขาเข้าใจพื้นที่ พร้อมผลิตคนกลับไปท้องถิ่นตัวเอง มีหลายมหา’ลัยที่เข้าใจบทบาทตัวเองมากขึ้น พร้อมผลิตครูนักพัฒนาชุมชนสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-850438"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/05_อ.พิศมัย.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เรื่องการสร้างครูในแบบที่โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นกำลังทำงานอยู่ เรียกว่าเป็นความพยายามสร้างทางเลือกใหม่ที่เป็นไปได้ให้กับระบบผลิตครูแบบเดิมที่มีอยู่ได้ไหม</strong></h2>



<p>อ้างอิง VASK หลักการด้านการศึกษาสมัยใหม่ที่มนุษย์ทุกคนต้องเรียนรู้ ของ ศาสตราจารย์ นพ.วิจารณ์ พานิช คือ V (values) ค่านิยมหรือแนวคิดว่าอยากประสบความสำเร็จอะไรในชีวิต ,  A(attitude) ทัศนคติหรือวิธีคิด ฝึกให้เด็กมีทัศนคติเชิงบวก , S(skills) ทักษะ การฝึกฝนเพื่อให้เกิดเทคนิควิธีการเพื่อการทำมาหากิน หรือเพื่อการดำรงชีวิต และ K(knowledge) ความรู้ การเรียนรู้สมัยใหม่ต้องไม่ใช่แค่ให้มี “ความรู้” แต่เพื่อเอาความรู้ไปใช้เป็น ที่ที่ผ่านมาเราอาจจะขาดการ สร้าง V กับ A ที่เป็นความเป็นครูที่แท้จริง ผ่านระบบการศึกษาที่ไม่ได้เน้นคุณค่าหรือทัศนคติ มันก็จะสร้างอะไรก็ได้ให้จบไป ไม่มีศาสตร์ความเป็นครูอยู่ในนั้น  เน้นให้ครูเป็นผู้บริหาร ไม่ได้มองว่าครูก็คือมนุษย์และมองคนอื่นอย่างเพื่อนมนุษย์</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ครูรัก(ษ์)ถิ่นที่เรากำลังสร้าง จะไปสร้างคุณค่าความเป็นครูได้อย่างไร</strong></h2>



<p>ครูรัก(ษ์)ถิ่นจะต้องเรียน Enrichment Program (กิจกรรมเสริมหลักสูตร) จะมีตัว A (attitude) และ S (skill)&nbsp; พัฒนาทักษะ เจตคติแห่งความเป็นครูเยอะมาก วิชาที่สอนเชิงความเป็นมนุษย์ โปรแกรมจะมีทั้งระดับหลักสูตรและหอพัก หอพักไม่ใช่แค่พื้นที่การนอนหลับพักผ่อน แต่เป็นหอพักแห่งการเรียนรู้ เด็กจะมีสุขภาวะยังไง ทำอาหารกลางวันเป็นไหม มีส่วนร่วมการเป็นผู้นำ การอยู่ร่วมกับคนอื่น ผ่านกิจกรรมหอพัก&nbsp;</p>



<p>สิ่งที่ขาดหายไปจากระบบผลิตครู เรามาเติมในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น หลายๆ ส่วนเราเติมผ่าน Enrichment Program ถ้ามหา’ลัยที่อยู่กับเรานานๆ ทำ Enrichment Program จนกระทั่งเข้าใจละว่า เออ มันได้ผล เราก็จะชวนเขาต่อว่า Enrichment Program มันไม่ยั่งยืน เพราะว่าเมื่อมีงบถึงจะทำได้ อาจารย์ควรเอาสิ่งที่อยู่ในโปรแกรมไปใส่เพิ่มในหลักสูตร เพราะการเป็นหลักสูตรมันจะยั่งยืนกว่า อาจารย์จะเปลี่ยนไปกี่คน ถ้าหลักสูตรยังอยู่ ยังมีรายวิชาแบบนี้อยู่ อาจารย์ก็ต้องสอน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f138b6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/06_อ.พิศมัย.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การออกแบบ Enrichment Program บริบทพื้นที่ของมหา’ลัยมีผลด้วยไหม เช่น ภาคเหนือโปรแกรมจะเป็นแบบหนึ่ง ของภาคใต้เป็นอีกแบบ</strong></h2>



<p>สิ่งที่หลักสูตรไม่มีสอน เราจะเติมใน Enrichment Program เช่น ทักษะชีวิต ครูรัก(ษ์)ถิ่นเกือบทุกคนต้องเติมเรื่องการตัดผม ตัดผม 40 บาทบางคนอาจรู้สึกถูกมาก แต่บางคนคิดว่าเอาไปซื้อข้าวได้หลายมื้อ นักเรียนบางคนผู้ปกครองไม่มีเวลาพาไปตัดผม ฉะนั้น ครูรัก(ษ์)ถิ่นต้องตัดผมเป็นเกือบทุกคน ซ่อมแซมข้าวของเครื่องใช้ในโรงเรียนได้ เป็นต้น</p>



<p>ถ้าเป็นพื้นที่ที่เป็นพื้นราบเยอะๆ อย่างภาคเหนือ อีสาน หรือกลาง Enrichment Program ตัวที่โดดเด่นจะเป็นทักษะอาชีพเกษตรกรรม สอนให้เด็กรู้จักการเลี้ยงสัตว์ ปลูกพืชผัก&nbsp; การแก้ปัญหาดินเปรี้ยวดินเค็ม ทำอาหารจากวัตถุดิบที่มี ส่วนภาคใต้ Enrichment Program ที่ต้องเติม คือ ต้องว่ายน้ำเป็น อาชีพที่มาจากประมง แปรรูปปลาให้ได้&nbsp;&nbsp;</p>



<p>เราเคยไปเกาะตำมะลัง เป็นเกาะเล็กๆ จ.สตูล คนส่วนใหญ่เป็นมุสลิม เด็กบอกว่า เห็นปัญหาหนึ่งระหว่างชาวบ้านและโรงเรียน คือ บนเกาะเขาเลี้ยงแพะ แล้วด้วยความที่เป็นเกาะเล็กๆ แพะไม่ค่อยมีที่อยู่ พื้นที่ที่ใหญ่ที่สุดของเกาะ คือ สนามฟุตบอลโรงเรียน ชาวบ้านจะเอาแพะมาปล่อย ขี้แพะก็เต็มสนามไปหมด เป็นปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เด็กเรารู้สึกว่าต้องแก้ไข คิดว่านมแพะมีประโยชน์ แทนที่เด็กจะกินนมกล่อง ก็ซื้อนมแพะจากชาวบ้านสิ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างชาวบ้านและโรงเรียนดีขึ้น ซึ่งเด็กจะคิดแบบนี้ได้ เขาต้องได้ลงพื้นที่ ต้องได้เติมความรู้ที่จำเป็น</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>นอกจากเติมความเป็นมนุษย์ลงไปในการผลิตครู มีเติมอะไรเพิ่มอีกบ้าง</strong></h2>



<p>มีอีกระบบหนึ่งที่เราใส่ในกระบวนการผลิตครูของเรา คือ มหา’ลัยต้องมีระบบให้คำปรึกษา (advisor) นักศึกษา เพื่อเขาจะมีที่พึ่ง ไม่ว่าจะเรื่องจิตใจอารมณ์ สังคม หรืออะไรก็ตาม โดยเฉพาะช่วงที่เขาลงไปฝึกสอน จริงๆ มีอาจารย์ที่ปรึกษาอยู่แล้ว ส่วนใหญ่จะปรึกษาแค่เรื่องเรียน การทำโปรเจกต์ แต่ระบบให้คำปรึกษาที่เราทำมันใหญ่กว่ามาก หมายถึงปรึกษาเรื่องส่วนตัวได้ด้วย รวมไปถึงตอนฝึกสอน&nbsp;</p>



<p>เราพยายามให้มีกระบวนการถอดบทเรียน ไม่ว่าจะตอนเด็กไปฝึกสอน ไปลงชุมชน หรือไปทำอะไรก็ตาม กลับมาต้องถอดบทเรียนกับอาจารย์ว่า ไปเจออะไร เผชิญสถานการณ์แต่ละอย่างเป็นอย่างไร เพื่อที่อาจารย์จะได้เติมส่วนที่เขาต้องการ เช่น เด็กคนหนึ่งไปฝึกสอนในห้องเรียนที่มีเด็กพิเศษเยอะมาก แต่เขาไม่รู้จะจัดการอย่างไร อาจารย์ก็จะรู้ละว่า ต้องเติมวิธีจัดการเด็กพิเศษใน Enrichment Program</p>



<p>อาจารย์ในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นจึงไม่ใช่แค่ผู้สอนไปวันๆ เด็กกลับบ้านจบ แต่มีการคุยปรึกษาแลกเปลี่ยนกันตลอด หรือแม้กระทั่งลงไปฝึกสอนแล้ว ต้องมีนิเทศออนไลน์ ยกตัวอย่างเคสครูรัก(ษ์)ถิ่น ปรียานุช ปกรณ์ชุติวงศ์ ไปฝึกสอนที่โรงเรียนบ้านทุ่งเสือโทน แล้วครูพี่เลี้ยงย้ายพอดี โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนที่ครูมีอัตราย้ายสูง ช่วงที่เด็กเราลงไปฝึกสอนมีครูทั้งหมด 19 คน ขอย้ายได้ 11 คน ปรียานุชไปฝึกสอนเป็นครูปฐมวัย เขาต้องดูแลนักเรียนอนุบาล 1-3 รวมเกือบ 60 คน คำถามคือเขาต้องรับมืออย่างไร?&nbsp;</p>



<p>สิ่งที่ปรียานุชต้องทำ คือ รวมเด็ก 3 ชั้นเข้าด้วยกัน แล้วจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสม ถ้าหาข้อมูลในกูเกิลจะได้ตอน 5 ทุ่ม เพราะคนใช้อินเทอร์เน็ตน้อยแล้ว แต่มีอีกวิธีที่เขานึกถึง คือ อาจารย์มหา’ลัย ก็เลือกโทรคุยดีกว่า อาจารย์ก็แนะนำให้ใช้วิธีมอนเตสซอรี (Montessori) นี่เป็นสถานการณ์พิเศษ ถามว่าเวลาเด็กมีปัญหาจะคิดถึงใคร คิดถึงเพื่อนไม่ได้แน่นอน เพราะเพื่อนไม่มีประสบการณ์ สิ่งที่เขาคิดถึงคืออาจารย์ หลายๆ ที่เราจะเห็นความสนิทสนม การดูแลกันตลอด 24 ชั่วโมง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4de6da"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/07_อ.พิศมัย.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ครูรัก(ษ์)ถิ่น 1,500 คนที่กำลังจะเข้าไปในระบบการศึกษา อาจารย์คิดว่าจะส่งผลอย่างไร</strong></h2>



<p>1,500 คนคิดเป็นกี่เปอร์เซนต์? มันน้อยมากนะ เหมือนโยนหินลงทะเลทราย แต่ดีกว่าไม่ทำอะไร เราไปเปลี่ยนข้างบนไม่ได้ เราก็ทำข้างล่างแบบนี้แหละ บางครั้งเราอาจจะเห็นการเปลี่ยนแปลงจากล่างขึ้นบนจากเด็กเหล่านี้&nbsp;</p>



<p>และเราก็สื่อสารกับมหา’ลัยตลอด เพื่อคุยกับอาจารย์ ผู้บริหารให้เขาเข้าใจ แต่ถ้าจะถามถึงการเปลี่ยนแปลง บางครั้งเราอาจจะเห็นการเปลี่ยนแปลงถ้าเด็กพวกนี้โตไปเป็นผู้บริหาร เพราะเค้าผ่านทั้งสถานการณ์และประสบการณ์จริงมา </p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>อาจารย์อยากฝากอะไรถึงครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่น 1 ที่กำลังจะบรรจุเดือนตุลาคมนี้</strong></h2>



<p>วันแรกที่รับทุนเขารู้สึกฮึกเหิมกัน แต่นานๆ ไปมันอาจแฟบไปบ้าง ยิ่งช่วงโควิดสาหัสเหมือนกัน ความเข้มข้นในการเป็นครูของเขาอาจเป็นสิ่งที่ต้องเพิ่ม บางทีเราอาจต้องบอกเขาว่า อย่าลืมความตั้งใจในวันแรกที่รับทุนว่า อยากเป็นครูแบบไหน จะตั้งใจทำอะไรบ้าง ไม่พ้นตัววีและเอที่อาจารย์พูดถึง โดยเฉพาะทัศนคติการเป็นครูที่ดี ความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะกลับไปพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็ก บางคนได้ไปฝึกสอนโรงเรียนใหญ่ๆ อาจเกิดการตั้งคำถามว่า จะกลับบ้านมาทำไม อยู่โรงเรียนเล็กๆ ไม่ดีเลย ต้องไปอยู่โรงเรียนขนาดใหญ่จะได้ก้าวหน้า ต้องถามให้เขาทบทวนว่า ยังมีความคิดเหมือนวันแรกอยู่ไหม แล้วต้องคิดให้ดีกว่าเดิมด้วยว่า ฉันจะพัฒนาที่นี่อย่างไร ที่ไม่ต้องรูปแบบเดียวกับโรงเรียนในเมือง แต่อยู่แล้วมีความสุข เด็กเติบโตอย่างแข็งแรง</p>



<p>อีกสิ่งที่ต้องให้เขา คือ การดูแลตัวเองให้รอดพ้นจากทุนนิยม บริโภคนิยม เรื่องนี้สำคัญมากในการเป็นครู เป็นวัฒนธรรมที่เราเห็นเสมอ คือ วันรับปริญญาจะมีธนาคารมาเปิดบัตรเครดิตให้ฟรี มาแนะนำเรื่องกู้เงิน แล้วบรรดาของต่างๆ ที่ต้องมี โทรศัพท์เครื่องใหม่ รถป้ายแดง สิ่งที่จะกระหน่ำมาที่เด็ก แต่ส่วนหนึ่งเขาได้เติม Enrichment program ด้านการเฝ้าระวังตัวเอง การสอนเด็กเรื่องพวกนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต แต่มันเป็นเรื่องความมั่นคงทางจิตใจมากกว่า บางคนถูกคาดหวังจากครอบครัวตั้งแต่ได้รับเงินเดือนๆ แรก&nbsp;</p>



<p>ก็อาจไม่ใช่ความผิดพวกเขาที่ไม่เคยมีสิ่งเหล่านี้มาก่อน มีคำถามที่อาจารย์เคยถามเด็กคนหนึ่งว่า ถ้าได้เงินเดือนก้อนแรกจะซื้ออะไร เขานึกตั้งนานก็นึกไม่ออก เพราะในชีวิตเขาไม่เคยมีอะไรเลย ไม่รู้จะซื้ออะไร&nbsp; เรามีเคสเด็กคนหนึ่งไม่เคยกินชานมไข่มุกมาก่อน ได้เงินเดือนสั่งชาไข่มุก 4 แก้ว กินวันละ 4 แก้ว อาจารย์ว่าเขาไม่ได้เสพติดความหวาน แต่เสพติดสิ่งที่ไม่เคยได้ทางใจ เด็กบางคนหมดเงินไปกับสิ่งเหล่านี้</p>



<p>อาจารย์ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่เด็กจะดำรงชีวิตท่ามกลางสิ่งเร้า ส่วนตัวเราว่ายังยากเลย จะบอกให้เขาเข้มแข็งทุกเรื่องก็ยาก บางคนต้องส่งเงินให้ผู้ปกครองด้วย เราต้องคิดเชิงเหตุผล ไม่ใช่เชิงอารมณ์อย่างเดียว กระบวนการครูรัก(ษ์)ถิ่นของเราก็จะประมาณนี้เลย</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-180624-2/">มากกว่าได้ครูใหม่ 1,500 คน คือการยืนยันว่าระบบผลิตครูเปลี่ยนแปลงได้</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ยิ้มไม่หุบทุกครั้งเมื่อเจอคำถาม “สอนลูกยังไง” : ความภาคภูมิใจจากพ่อแม่ครูรัก(ษ์)ถิ่น ที่ได้เห็นลูกเป็น ‘ครู’ ของชุมชน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-090624-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 09 Jun 2024 06:18:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรักษ์ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[Welcome Teacher : สวัสดีคุณครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=82457</guid>

					<description><![CDATA[<p>“สอนลูกยังไง” คนที่ยิ้มได้ทุกครั้งเมื่อเจอคำถามนี้คือ ป [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-090624-2/">ยิ้มไม่หุบทุกครั้งเมื่อเจอคำถาม “สอนลูกยังไง” : ความภาคภูมิใจจากพ่อแม่ครูรัก(ษ์)ถิ่น ที่ได้เห็นลูกเป็น ‘ครู’ ของชุมชน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“สอนลูกยังไง”</p>



<p>คนที่ยิ้มได้ทุกครั้งเมื่อเจอคำถามนี้คือ ป๊ะ (พ่อ) ชาญชัย งานแข็ง และ มะ (แม่) นิตยา สงวนไถ พ่อแม่ของมัส-ณัฐวุฒิ งานแข็ง นักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา จากเกาะยาวใหญ่ จังหวัดพังงา ผู้ที่กำลังจะได้เป็นครูในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า</p>



<p>มัสอยู่อาศัยที่เกาะยาวใหญ่ อ.เกาะยาว จ.พังงา มาตั้งแต่จำความได้ โรงเรียนที่บ่มเพาะให้มัสเป็นคนที่ขยันและมุ่งมั่นได้ คือ โรงเรียนอ่าวมะม่วง ที่ตั้งอยู่ในเกาะยาวใหญ่</p>



<p>แม้ปัจจุบันมัสจะจบจากโรงเรียนนี้ไปหลายปีแล้ว และตัวเขาเองก็ไปศึกษาที่อื่น แต่ในอนาคตมัสกำลังจะได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง ไม่ใช่ในฐานะนักเรียน แต่เป็น ‘ครู’</p>



<p>มัสยอมรับว่า ตัวเองไม่ได้มีภาพที่ชัดเจนมากนักว่าอยากประกอบอาชีพอะไร เพราะยังไม่มีแรงบันดาลใจที่ชัดเจน หันไปมองเพื่อนๆ รอบตัวก็ทำงานที่แตกต่างหลากหลาย เช่น ทำงานโรงแรม เป็นไกด์นำเที่ยว หรือเป็นชาวประมง เป็นต้น แต่อาชีพเหล่านี้ก็ยังไม่ใช่อาชีพที่มัสอยากทำสักเท่าไหร่ </p>



<p>แต่เพราะโครงการ ‘ครูรักษ์ถิ่น’ ที่สนับสนุนโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) (รายละเอียด <a href="https://www.eef.or.th/fund/teachereef" target="_blank" rel="noopener" title="">https://www.eef.or.th/fund/teachereef</a>) ทำให้เขามีความสนใจในอาชีพครูมากขึ้นและตัดสินใจเข้าสู่เส้นทางนี้ในที่สุด</p>



<p>ตอนนี้ความตั้งใจของมัสกำลังเป็นรูปเป็นร่างขึ้นเรื่อยๆ มัสได้รับทุนจากโครงการครูรักษ์ถิ่นรุ่นที่ 1 ปัจจุบันมัสเรียนอยู่ปี 4 มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา คณะครุศาสตร์ สาขาการประถมศึกษา และกำลังรอเวลาที่จะได้กลับเป็นครูที่โรงเรียนบ้านเกิดอีกครั้งในเดือนตุลาคมนี้</p>



<p>เบื้องหลังความสำเร็จของมัสมีใครบางคนคอยให้กำลังใจอยู่ไม่ห่าง คนเหล่านั้นคือป๊ะและมะนั่นเอง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-55b255"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/พ่อแม่ครูรักษ์ถิ่น_01.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>พ่อและแม่ บุคคลสำคัญที่สร้างครูรัก(ษ์)ถิ่น</strong></p>



<p>“เลี้ยงง่าย พูดง่าย ไม่ดื้อ”</p>



<p>หากถามเรื่องนิสัยใจคอของมัสคนที่จะตอบได้ดีที่สุดไม่ใช่ใครที่ไหน คำตอบนี้เราได้มาจากพ่อและแม่ของมัสนั่นเอง การที่ได้เห็นลูกชายคนโตคนนี้กำลังเป็นครูและมีอนาคตที่สดใสคือความปรารถนาหนึ่งที่ป๊ะและมะเฝ้ารอมาตลอด</p>



<p>ทั้งป๊ะและมะยิ้มกว้างทุกครั้งที่เราถามว่าอุปนิสัยและพฤติกรรมของมัสเป็นอย่างไร เพราะทั้งคู่ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ในบทบาทการเป็นลูก มัสไม่มีอะไรที่ขาดตกบกพร่องเลย ถึงจะมีบ้างที่มัสดูเป็นคนไม่ค่อยพูด แต่โดยรวมแล้วมัสคือเด็กดีคนหนึ่ง</p>



<p>ทั้งป๊ะและมะต่างต้องการส่งลูกไปให้ถึงฝั่งฝัน มัสเองก็ต้องการอย่างนั้น  เมื่อจบมัธยม 6 มัสก็อยากเรียนต่อ  แต่ติดอุปสรรคตรงทุนการศึกษาและฐานะทางบ้านไม่สู้ดี</p>



<p>จนกระทั่งวันประชุมผู้ปกครอง ครูที่โรงเรียนอ่าวมะม่วงก็แนะนำให้ทั้งป๊ะและมะรู้จักกับโครงการ ‘ครูรักษ์ถิ่น’ เพราะเห็นว่านี่อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับเด็กที่ขยันและตั้งใจอย่างมัส</p>



<p>“ถ้าเอาตามแผนเดิมที่เรียนต่อสายอาชีพ มัสเขาต้องยายจากเกาะยาวไปอยู่กระบี่ ค่อนข้างเป็นห่วงอยู่เหมือนกัน” ป๊ะกล่าว</p>



<p>ที่อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา มีทั้งป๊ะและมะรวมถึงพี่น้องคนอื่นๆ อยู่อาศัย รวมถึงมัสเองก็เกิด เติบโตและใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มาตลอด การมีทางลือกอื่นเพิ่มขึ้นมาก็ทำให้ป๊ะและมะ รวมไปถึงตัวมัสเองสนใจอยู่ไม่น้อย อีกทั้งสถานะการเงินของที่บ้านก็ห่างไกลจากคำว่าสบายตัว การเข้ารับทุนครูรักษ์ถิ่นจึงตอบโจทย์มาก</p>



<p>“มัสมีพร้อมทุกอย่างทั้งเรื่องความขยัน ความเอาจริงเอาจัง และความมุ่งมั่น ป๊ะเชื่อว่าเขาอยากจะเป็นอะไร เขาเป็นได้แน่นอน แต่เพราะที่บ้านเราอาจไม่มีทุนมากพอที่จะส่งเขาได้อย่างราบรื่น มันเลยเป็นเหมือนข้อจำกัดอย่างหนึ่ง”</p>



<p>ทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น เป็นโครงการที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กอีกหลายร้อยคนที่มุ่งมั่นอยากจะเรียนต่อ มัสเองก็เป็นหนึ่งในนั้นที่มีความฝันอยากเรียนต่อและตั้งใจไว้ว่าจะต้องทำความฝันของตัวเองให้สำเร็จ</p>



<p>“พอได้ยินโครงการเราก็ให้เขาลองไปสมัคร เพราะได้เป็นครูด้วย แถมได้ทุนในการเรียนด้วย จนพอทางโครงการเขาประกาศว่าลูกเราได้ทุนนะ ป๊ะกับมะก็ดีใจมากเลย”</p>



<p>ในที่สุดความฝันของมัสก็ได้ถูกสานต่อ ก้าวต่อไปคือการเตรียมพร้อมเพื่อเป็นครูที่ดี ซึ่งทั้งป๊ะและมะเชื่อว่า มัสจะเป็นครูและเป็นต้นแบบที่ดีให้กับเด็กคนอื่นๆ ในสังคมได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-37ba1a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/พ่อแม่ครูรักษ์ถิ่น_02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>อยู่ใกล้บ้าน คือ ความต้องการของเด็กทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น</strong></h2>



<p>ตีหนึ่ง&nbsp;</p>



<p>ช่วงเวลาที่ใครหลายคนหลับ แต่ป๊ะกับมะคือบุคคลที่ลุกขึ้นมารับสายโทรศัพท์จากมัสในช่วงที่ต้องเดินทางออกจากเกาะยาว ไปเรียนที่ยะลา</p>



<p>ถึงแม้ว่าปลายทางมัสจะได้กลับมาเป็นครูที่เกาะยาวและอยู่อาศัยกับชุมชนที่ตัวเองคุ้นเคยอย่างเดิม แต่ในช่วงเวลาของการเรียนมัสต้องไปเรียนที่ยะลา ทั้งป๊ะและมะก็ไม่ได้ติดปัญหาอะไร แน่นอนว่าต้องมีห่วงกันบ้างตามประสาคนเป็นพ่อแม่ แต่เขาก็อยากให้ลูกได้เติบโตจากประสบการณ์นี้ด้วย</p>



<p>“พื้นเพเขาเป็นคนเงียบๆ ด้วย เขาก็ต้องไปอยู่กับสังคมใหม่ที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน ไปพบกับผู้คนมากหน้าหลายตา มีบ้างที่เขาเครียดหรือกังวัล เราก็จะอยู่ตรงนี้ รอให้กำลังใจเขา”</p>



<p>การเดินทางออกจากเกาะยาวครั้งนี้อาจจะมีเส้นทางที่ขรุขระทำให้หวั่นใจและกังวลกันบ้าง แต่เพราะกำลังใจที่ดีจากคนที่บ้าน ทำให้มัสกลับมามุ่งมั่นใจได้ในเร็ววัน เพราะทุกครั้งที่มัสเจอปัญหา คนที่บ้านนี่แหละจะทำให้เขาสบายใจ</p>



<p>“ครอบครัวรอรับฟังและเป็นกำลังใจให้มัสเสมอ บางทีเขาเจอเรื่องเครียดหรือไม่สบายใจเขาก็จะโทรมาปรึกษาเรา มีครั้งหนึ่งที่เขาโทรมาตอนตีหนึ่ง มะหลับไปแล้ว แต่ป๊ะก็ตื่นมาคุยกับเขา เราก็แนะนำเขาว่า ถ้าหากเจอเรื่องที่ทำให้เราคิดมากก็ต้องหัดลดละบ้าง อย่าเก็บทุกเรื่องมาใส่ในหัวใจ”</p>



<p>คำแนะนำของป๊ะและมะทำให้มัสมีแรงอยู่ยะลาต่อไป แม้จะแปลกถิ่นแปลกหน้า แต่เสียงโทรศัพท์จากป๊ะและมะทำให้มัสรู้สึกอุ่นใจเหมือนอยู่บ้านได้เสมอ</p>



<p>แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้กลับบ้านเลย มัสกลับมาที่เกาะยาวอีกเนื่องจากโครงการครูรักษ์ถิ่นมีหลักสูตรที่ให้ครูทุกคนไปสังเกตการณ์ที่โรงเรียนปลายทาง ในช่วง 3 ปีแรก และตอนปี 4 ถึงจะได้ฝึกสอน 1 เทอม มัสเลือกโรงเรียนอ่าวมะม่วงซึ่งเป็นโรงเรียนใกล้บ้านเขาจึงได้กลับมาที่เกาะยาวทุกปี ป๊ะและมะก็เห็นความเปลี่ยนแปลงของลูกชายคนนี้เป็นระยะ</p>



<p>“เขาเป็นคนเงียบๆ นะ แต่พอหลังจากกลับมาจากยะลา เราเห็นเลยว่าเขาพูดมากขึ้น แสดงออกมากขึ้น ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นด้วย เราเริ่มเห็นว่าเขาดูเป็นคนคิดนอกกรอบอีกด้วยนะ”</p>



<p>มะกล่าว และไม่ใช่แค่ป๊ะกับมะที่เห็นพัฒนาการของมัส แม้แต่<strong>คุณครูกุศล บุญสบ</strong> ที่โรงเรียนอ่าวมะม่วงผู้เป็นคนสอนมัสมาตั้งแต่เด็กก็เห็น</p>



<p>“เราก็สอนมาตั้งแต่ประถม กลับจากยะลามาเราเห็นเลยว่ามัสเขาโตขึ้นเยอะ เขาดูเป็นคนที่มีความมั่นใจมากขึ้น มาฝึกงานที่โรงเรียนก็ช่วยคุณครูได้เยอะเลย ทั้งเรื่องสื่อการสอนแล้วก็เรื่องอื่นๆ ด้วย เขาจะเก่งด้านเทคโนโลยีก็เอามาสอนทั้งครูกับนักเรียนที่นี่ได้”</p>



<p>นอกจากที่ป๊ะและมะจะเป็นที่ปรึกษาปัญหาชีวิตให้กับมัสแล้ว พวกเขายังเป็นที่ปรึกษาให้กับงานนวัตกรรมชุมชนที่เป็นโครงการของมัสอีกด้วย ซึ่งมัสเลือกที่จะทำนิทานเกี่ยวกับเกาะยาว เพื่อให้ความรู้เด็กๆ และแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักพื้นที่แห่งนี้มากยิ่งขึ้น</p>



<p>“มัสมาปรึกษาป๊ะกับมะและเก็บข้อมูลนานมาก เราก็แนะนำเขาไปว่าที่เกาะยาวเราจะโดดเด่นเรื่องศาสนาอิสลาม และการท่องเที่ยว มีเรื่องของโต๊ะครูแอที่เขาเป็นครูที่โด่งดังเรื่องของการปฏิบัติตามศาสนาและมีลูกศิษย์ให้ความเคารพมากมายในเกาะยาวด้วย มัสก็เอาข้อมูลจากเราตรงนี้ไปพัฒนาเป็นงานเขาต่อ”</p>



<p>ความเป็นคนเกาะยาวไม่เคยหายไปจากมัส ด้วยเหตุนี้เองทั้งเขาและครอบครัวจึงดีใจมากที่จะเห็นมัสเป็นครูที่นี่ ป๊ะเล่าว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะป๊ะได้เห็นปัญหาจากโรงเรียนในละแวกใกล้เคียงว่ามีครูมาสอนไม่กี่ปีแล้วก็ย้าย อีกทั้งถ้าได้ครูที่เป็นคนดั้งเดิมมันดีต่อเด็กตรงที่วัฒนธรรมและภาษาของชาวเกาะยาวจะยังไม่หายไปไหน เพราะมีครูที่เป็นคนท้องถิ่นส่งต่อให้คนรุ่นหลังต่อๆ ไป</p>



<p>“พอเป็นครูคนบ้านเดียวกัน มันก็จะทำให้เด็กเข้าใจมากขึ้น เราก็ยังได้เห็นภาษาท้องถิ่นถูกใช้อยู่ วัฒนธรรมของเกาะยาวก็จะเข้มแข็งมากขึ้นด้วย”</p>



<p>ด้วยความที่อยู่เกาะยาวมานาน ป๊ะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ว่า คนรุ่นใหม่เริ่มเดินทางออกไปหางานทำนอกพื้นที่กันแล้ว การที่โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น สนับสนุนให้เด็กรุ่นใหม่ทำงานในพื้นที่ของตัวเอง ทำให้ชุมชนกับมาสมานกันได้อีกครั้ง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a98670"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/811147.jpeg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เป็นลูกที่ดี และเป็นครูที่สอนด้วย ‘หัวใจ’</strong></h2>



<p>“เราบอกเขาเสมอ การเป็นครูเรื่องของหัวใจมันต้องเยอะ”</p>



<p>ป๊ะเชื่อว่าครูที่ดี ไม่ใช่แค่ครูที่ฉลาด แต่คือครูที่สอนนักเรียนด้วยหัวใจ เป็นครูที่มีความเข้าใจเด็กและพร้อมที่จะสร้างให้อนาคตเด็ก แน่นอนว่ามัสก็ไม่ละทิ้งความเชื่อตรงนี้และเอาคำแนะนำจากป๊ะมาประกอบในอาชีพครูต่อไป</p>



<p>“การทำอาชีพครู มันท้าทายตรงที่ถ้าสอนให้นักเรียนในทางที่ดี เขาก็จะเติบโตได้อย่างดีไปเลย แต่ถ้าเราไม่ตั้งใจหรือสอนเขาไม่ดี วันหนึ่งสิ่งที่เราสอนไปมันอาจจะทำร้ายนักเรียนและตัวเราเองได้นะ”</p>



<p>มัสเป็นคนแรกในครอบครัวที่เป็นครู ถือเป็นความภาคภูมิใจของครอบครัวไม่น้อย รวมถึงคนในชุมชนอื่นๆ ที่ร่วมแสดงความยินดีกับมัสด้วย บางคนถึงกับขั้นถามเลยว่า “สอนลูกยังไง” ป๊ะได้แต่หัวเราะและตอบกลับว่าเขาก็สอนปกติเหมือนพ่อแม่คนอื่นๆ&nbsp;</p>



<p>การเดินทางของมัสยังไม่จบลงเพียงเท่านี้ เส้นทางการเป็นครูของเขายังมีอะไรให้ได้เจออีกมากมาย ซึ่งในฐานะคนเป็นพ่อแม่ ป๊ะและมะก็หวังว่าลูกของเขาจะประสบความสำเร็จได้ด้วยดีตามที่มัสปรารถนา พร้อมทั้งขอบคุณครู ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน มัส และโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ที่ทำให้มัสมีวันนี้</p>



<p>ส่วนป๊ะและมะก็ยังคงอยู่ที่เกาะยาวเหมือนเดิมและเฝ้ารอวันที่มัสเรียนจบ จนได้มาเป็นครูที่เกาะยาวในเทอมต่อไปที่จะถึง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3fa13f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/811146.jpeg" alt=""/></div></figure></div></div></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-090624-2/">ยิ้มไม่หุบทุกครั้งเมื่อเจอคำถาม “สอนลูกยังไง” : ความภาคภูมิใจจากพ่อแม่ครูรัก(ษ์)ถิ่น ที่ได้เห็นลูกเป็น ‘ครู’ ของชุมชน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ครูคุณภาพ + นักพัฒนาชุมชน : ชวนดู ‘นวัตกรรม’ การสอน จากนักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่น เพื่อแก้โจทย์ปัญหาการศึกษาแบบคนที่รู้ลึกรู้จริง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-280524/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 28 May 2024 09:07:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรักษ์ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[Welcome Teacher : สวัสดีคุณครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ครูคุณภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[นักพัฒนาชุมชน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=82128</guid>

					<description><![CDATA[<p>เป้าหมายของโครงการครูรัก(ษ์)ไม่ใช่แค่การให้ทุนเรียนครูแ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-280524/">ครูคุณภาพ + นักพัฒนาชุมชน : ชวนดู ‘นวัตกรรม’ การสอน จากนักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่น เพื่อแก้โจทย์ปัญหาการศึกษาแบบคนที่รู้ลึกรู้จริง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เป้าหมายของโครงการครูรัก(ษ์)ไม่ใช่แค่การให้ทุนเรียนครูแก่นักเรียนในพื้นที่ห่างไกล แต่ยังทลายกรอบให้กว้างไกลไปจนถึงการสร้าง ‘ครูรุ่นใหม่’ และ ‘พัฒนาคุณภาพโรงเรียนของชุมชน’ ไปพร้อมกัน ดังนั้นแล้วจึงไม่ใช่แค่การจบหลักสูตรครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์เท่านั้น แต่ต้องเพิ่มหลักสูตรที่สอดคล้องกับบริบทของโรงเรียนปลายทาง หรือโรงเรียนที่ครูจะต้องไปสอนเช่นเดียวกัน&nbsp;</p>



<p>ดังนั้นแล้วความแตกต่างของนักศึกษาทุนครูรัก(ษ์)ถิ่นกับหลักสูตรปกติคือการเพิ่มเติมหลักสูตรพัฒนานักศึกษาหรือกิจกรรมเสริมหลักสูตร ที่เรียกว่า Enrichment Program เข้าไปในตารางการเรียนรู้ และการทำ ‘นวัตกรรม’&nbsp;</p>



<p>โดยนวัตกรรมที่ครูรัก(ษ์)ถิ่นทำจะถูกขมวดมาจากการสังเกตการณ์สอนช่วงปี 1-3 ปีละ 1 เดือน และการลงฝึกสอนอย่างเต็มตัวตลอด 3 เดือนที่โรงเรียนปลายทาง เพื่อให้ปรับบริบทการผลิตและพัฒนาบุคลากรครูให้สอดคล้องกับสภาพงานในชุมชนที่ห่างไกล และสร้างเครือข่ายสำหรับหรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศ</p>



<p>“พอเราพูดถึงคําว่านวัตกรรม หลายๆ คน หลายส่วนมีความเป็นกังวลว่าฉันต้องไปสร้างอะไรที่มันใหญ่โตมันใช้เทคโนโลยีมันต้องใช้เครื่องจักร แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ มันคือนวัตกรรมทางด้านการศึกษา เช่น นักศึกษา ไปสอนหนังสือที่โรงเรียนแล้วรับรู้ว่าเด็กคนนี้ทําไมเรียนรู้ช้า ไม่เกิดการพัฒนาหรือบางคนไม่อยากมาโรงเรียน”&nbsp;</p>



<p>อาจารย์น้อย นิตยา เรืองมาก รองคณบดีคณะครุศาสตร์ ครูพี่เลี้ยง ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’ แห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง (มรภ.หมู่บ้านจอมบึง) บอกนิยามที่เรียกว่า ‘นวัตกรรม’ ในขอบเขตครูรัก(ษ์)ถิ่น</p>



<p>โดยที่ผ่านมานักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่นทั่วประเทศก็ผลิตนวัตกรรมเพื่อแก้โจทย์การศึกษาแต่ละพื้นที่ และพร้อมที่จะเป็นครูตัวจริงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า&nbsp;</p>



<p>เราจึงอยากชวนมาดูนวัตกรรมของครูรัก(ษ์)ถิ่นว่ามีชิ้นไหนน่าสนใจบ้าง  และแต่ละชิ้นทำขึ้นมาเพื่ออะไร</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">• <strong>‘มู’ ศิริพงษ์ ไถนาเพรียว สาขาการประถมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา</strong></h4>



<p>‘มัส’ ณัฐวุฒิ งานแข็ง ก็คือเด็กทุนครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่น 1 อีกคนหนึ่งจากเกาะยาวเช่นเดียวกัน แต่มัสได้บรรจุที่โรงเรียนอ่าวมะม่วง ตำบลพรุใน อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา โดยมัสเลือกการทำนวัตกรรมนิทาน 10 เรื่องเกาะยาว&nbsp;</p>



<p>“ผมแต่งนิทานขึ้นมาเอง แต่ข้อมูลทั้งหมดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงๆ โดยอ้างอิงจากคำบอกเล่าของคนในชุมชน หรือเล่าเรื่องคนสำคัญที่เสียชีวิตไปแล้ว เพราะว่าอยากรักษาเรื่องราวที่อยู่ในชุมชนให้คนรุ่นหลังได้รู้ถึงเรื่องราวความเป็นมาของชุมชน”</p>



<p>มัส บอกที่มาว่าด้วยความที่โลกมันเปลี่ยนแปลงตลอด บางสิ่งบางอย่างที่เป็นเรื่องราวเก่าๆ เป็นตำนาน หรืออะไรต่างๆ มันก็เริ่มจะหายไปตามบุคคลที่เสียชีวิตไป ถ้าไม่มีการสานต่อเรื่องราวต่างๆ คนรุ่นหลังอาจจะไม่รู้ว่าเกาะยาวมีความเป็นมาอย่างไร แล้วก็มีใครบ้างที่เป็นและเคยเป็นบุคคลสำคัญในชุมชน โดยแหล่งข้อมูลที่มัสใช้อ้างอิง ก็มาจากพ่อของตัวเอง และโต๊ะครู (ผู้มีความรู้ประจำชุมชน)</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-aa2a27"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/05/‘มัส-ณัฐวุฒิ-งานแข็ง-สาขาการประถมศึกษา-คณะครุศาสตร์-มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา-.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">‘มัส’ ณัฐวุฒิ งานแข็ง สาขาการประถมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“นิทานเกาะยาวเรื่องแรกจะเล่าถึงความเป็นมาของเกาะยาวก่อน จะเล่าแบบกว้างๆ แล้วก็จะโยงเข้ามาในชุมชน จบด้วยเรื่องของโรงเรียน ซึ่งโรงเรียนสําคัญเพราะส่วนใหญ่นักเรียนจะไม่ค่อยรู้ว่า เดิมทีแล้วโรงเรียนอ่าวมะม่วงไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้นตั้งแต่แรก แต่ว่าจริงๆ แล้วโรงเรียนเคยอยู่ที่ริมทะเล”</p>



<p>มัสมองว่าการทำนวัตกรรมเรื่องเกาะยาว ไม่ใช่แค่การเป็นสื่อการสอนให้กับนักเรียนเท่านั้น แต่ยังสามารถส่งต่อความรู้ให้คนรุ่นหลังได้ด้วย</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">• <strong>‘แป๋ม’ วรรณนิษา แสงศรี สาขาการศึกษาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์และนวัตกรรมการศึกษา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ </strong></h4>



<p>‘แป๋ม’ วรรณนิษา แสงศรี นักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่น จากมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์&nbsp; แป๋มเป็นคนจังหวัดอุบลราชธานี โรงเรียนปลายทางจึงอยู่ที่โรงเรียนบ้านหลักป้ายประชานุเคราะห์ ต.โพนงาม อ.บุณฑริก จ.อุบลราชธานี โรงเรียนขนาดเล็กที่มีการสอนถึงแค่ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยปีล่าสุดมีจำนวนนักเรียน 250 คน และมีครูรวมบุคลากรอัตราจ้างแค่ 20 คน&nbsp;</p>



<p>จากการเป็นผู้ช่วยฝึกสอนระยะเวลากว่า 1 เทอมที่โรงเรียนบ้านหลักป้ายประชานุเคราะห์ โดยรับผิดชอบในการดูแลระดับชั้นอนุบาล 2 และ อนุบาล 3 เป็นบางคาบ ทำให้แป๋มเห็นปัญหาเรื่องการเรียนรู้ของเด็กๆ จนกลายมาเป็นนวัตกรรมการศึกษา&nbsp;</p>



<p>“แป๋มฝึกสอนที่ระดับชั้นอนุบาล 3 ทั้งชั้นมีเด็กประมาณ 13 คน พอไปลองสอนดูแล้วเจอตั้งแต่แรกว่าเด็กไม่ค่อยกล้าแสดงออกในชั้นเรียน ไม่กล้าคุยกับครู ไม่กล้าตอบคำถาม อ่านออกเขียนได้ในระดับที่ต่ำกว่าเกณฑ์ เลยทำนวัตกรรมเรื่อง หนูน้อยนักวิทย์พัฒนาทักษะการคิดด้วยกิจกรรม PBL (Problem Based Learning)”</p>



<p>แป๋มยอมรับว่าช่วงเวลาหลังพักกลางวัน เด็กๆ ที่ดูแลจะเล่นสนุกตามปกติ แต่หากอยู่ในชั้นเรียนแล้วตั้งคำถามให้ตอบเด็กๆ จะเงียบ ไม่กล้าตอบ ไม่ค่อยอยากคุยกับแป๋ม ที่ ณ ตอนนั้นทำหน้าที่เปรียบเสมือนครูคนหนึ่ง</p>



<p>“เด็กๆ พอให้เขาเล่นกันเองเขาเล่นกันได้ปกติ แต่พอตอนเรียน ครูถามอะไรก็ไม่ค่อยตอบ ไม่ค่อยสนใจ เราคิดว่าเป็นปัญหา ซึ่งช่วงที่ฝึกสอนก็ได้ไปลงพื้นที่เจอครอบครัวเด็กๆ เจอว่าเด็กๆ ส่วนใหญ่อยู่กับตายาย หรือไม่ก็ถูกเลี้ยงให้อยู่กับโทรศัพท์”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f742a5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/05/‘แป๋ม-วรรณนิษา-แสงศรี-คณะศึกษาศาสตร์และนวัตกรรมการศึกษา-การศึกษาปฐมวัย-มหาวิทยาลัย.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">‘แป๋ม’ วรรณนิษา แสงศรี สาขาการศึกษาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์และนวัตกรรมการศึกษา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>พอเห็นปัญหาคร่าวๆ ประกอบกับที่แป๋มไปเจอการใช้ ‘จิตศึกษา ชง-เชื่อม-ใช้’ ของเพจ <a href="https://www.facebook.com/iamkru.eef" target="_blank" rel="noopener" title="">I AM KRU. สังคมสร้างสรรค์ของคนสอน</a> เลยดึงเอาหลักการนี้มาทำสื่อการสอนให้เด็กๆ หันมาสนใจในคาบการเรียนรู้ในห้องเรียน โดยตั้งต้นมาจากปัญหาที่เจอที่เรียกว่า Problem Based Learning หรือ PBL</p>



<p>“จุดประสงค์หลักๆ คือให้เด็กคิดแบบมีเหตุผลมากขึ้น กล้าพูด กล้าตอบ สิ่งที่ได้ออกมาคือ ตารางกิจกรรมที่ทำให้เด็กๆ ได้เล่น แบ่งเป็น 4 หน่วยการเรียนรู้ คือ 1. หนูทำได้ ปัญหามาจากเด็กๆ ใส่กระโปรงไม่ได้ด้วยตัวเอง 2.ฤดูฝนจ๋า ให้เด็กๆ เรียนรู้การเกิดฝน 3.อาหารดีมีประโยชน์ และ 4.ข้าวแสนอร่อย เพราะเกิดจากที่เด็กๆ ไม่ค่อยทานผัก และข้าวที่โรงเรียน&nbsp; ”&nbsp;</p>



<p>“หลักการชง-เชื่อม-ใช้ จะเริ่มต้นให้เด็กๆ ได้แสดงความคิดเห็นในห้องนั้น เช่นหน่วยการเรียนรู้ที่ 3.อาหารดีมีประโยชน์ น้องอนุบาลจะได้ดูนิทานเรื่องหนูนิดไม่ชอบทานผัก แล้วหลังจากดูจบก็ตั้งคำถามกับเด็กๆ ว่าทำไมเขาไม่ทาน แล้วอะไรจะทำให้ทานผักได้ เป็นคำถามง่ายๆ อันนี้คือการชงให้คิด ขั้นตอน ‘เชื่อม’ ก็มีกิจกรรมให้มาแก้ปัญหาที่เข้ากับตัวเองอย่างเรื่องทานผัก แล้วขั้นตอน ‘ใช้’ ก็สร้างกิจกรรมทำแซนวิชผักสลัดแล้วทานกันในห้อง และที่เป็นแซนวิช มาจากการถามเด็กๆ ว่าเรื่องทานผัก อยากทำเมนูอะไร เด็กๆ ก็ช่วยกันโหวตในสิ่งที่เขาไม่ค่อยได้ทาน”</p>



<p>ผลลัพธ์ในมุมผู้สอนหลังจากทำกิจกรรมหน่วยการเรียนรู้แล้ว แป๋มบอกว่าเด็กๆ มีการคิดเชื่อมโยงมากขึ้น และแก้ปัญหาได้พอสมควร เช่น การเรียนรู้เรื่องฝน เด็ก 12 คน จากทั้งหมด 13 คน สามารถจำและเลือกอุปกรณ์กันฝนได้ตามที่สอน&nbsp;</p>



<p>“เด็กๆ ทำได้ กล้าตอบครูมากขึ้น แต่เพราะไปฝึกสอนระยะสั้นก็เลยไม่รู้ว่าเด็กๆ จะเป็นยังไงบ้างตอนนี้ กำลังจะไปบรรจุที่โรงเรียนแล้วและได้ดูแลน้องๆ อนุบาลเหมือนเดิมก็ต้องไปดูว่าปัญหาของเด็กรุ่นนี้คืออะไร”</p>



<p>ความพร้อมในการเป็นครูเต็มตัวอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ หากนับเป็นเปอร์เซ็นต์ แป๋มบอกว่ามีมากถึง 80% ส่วนที่เหลือเจ้าตัวบอกว่าต้องไปสำรวจดูหน้างานอีกทีถึงการแก้ปัญหาที่น่าจะเกิดขึ้น</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">• <strong>‘เบียร์’ อัมรินทร์ สุวรรณมงคล สาขาการศึกษาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์และนวัตกรรมการศึกษา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์</strong></h4>



<p>“เลือกทำนวัตกรรมเกี่ยวกับการส่งเสริมชุมชนเพราะเห็นว่ามันมีประโยชน์กับทั้งเด็ก และคนรอบข้างด้วย”&nbsp;</p>



<p>‘เบียร์’ อัมรินทร์&nbsp; สุวรรณมงคล นักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่น จากมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ บอกที่มาของนวัตกรรมที่ต่ออยอดมาจากการลงไปฝึกสอนที่โรงเรียนบ้านห้วยตาเปอะ อําเภอคําชะอี จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเป็นโรงเรียนขยายโอกาสบนหุบเขา&nbsp;</p>



<p>เบียร์เล่าว่าโรงเรียนปลายทางที่กำลังจะไปบรรจุเป็นครูเต็มตัวมีนักเรียนระดับชั้นอนุบาลถึงมัธยมต้น โดยมีจำนวนนักเรียนราว 200 คนเศษ</p>



<p>“ปัญหาหลักๆ คือโรงเรียนโดยเฉพาะชั้นอนุบาล 3 ที่ไปฝึกสอนไม่มีสื่อการสอน หรือมีน้อย เด็กๆ ก็จะมีเกมให้เล่นเท่าที่มี หรือเขียนกระดาษเป็นหลัก”</p>



<p>จากการไปฝึกสอนรวมระยะเวลากว่า 3 เดือน หรือนับเป็น 1 ภาคการศึกษา เบียร์พบว่าสื่อการสอนขาดแคลนในระดับที่ต้องแก้ปัญหา เบียร์มองว่าสื่อการเรียนรู้เป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญต่อการพัฒนาการเด็กปฐมวัย</p>



<p>“ตอนกำลังเริ่มวางแผนงานนวัตกรรมก็ไปเดินสำรวจหมู่บ้านรอบๆ ลงพื้นที่คุยกับผู้ปกครอง ก็เห็นว่าชุมชนรอบๆ ทำเกษตรกันหมดเลย โดยเฉพาะสวนยางพาราที่เห็นเยอะสุด เลยเอาข้อมูลนี้ไปปรึกษาครูพี่เลี้ยง และผอ. จนเขาเห็นด้วยเลยร่างเป็นโครงการจริงจัง”</p>



<p>แผนงานของเบียร์ คือใช้วัสดุธรรมชาติที่มีอยู่ในชุมชนมาพัฒนาสื่อ และสร้างประโยชน์เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าวัสดุจากธรรมชาติโดยมีสภานักเรียนเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตสื่อและพัฒนาสร้างสื่อ และต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนประเภทของที่ระลึกหรือเครื่องประดับ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ec6fa6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/05/‘เบียร์-อัมรินทร์-สุวรรณมงคล-คณะศึกษาศาสตร์และนวัตกรรมการศึกษา-การศึกษาปฐมวัย-มหาว.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">‘เบียร์’ อัมรินทร์ สุวรรณมงคล สาขาการศึกษาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์และนวัตกรรมการศึกษา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์</figcaption></figure></div></div></div>



<p>“คนที่นี่ทำสวนยางพารา และปลูกมันสำปะหลัง เราเห็นว่าลูกยางพาราน่านำมาใช้ในการเรียนการสอนและต่อยอดสู่การสร้างผลิตภัณฑ์ให้กับชุมชนได้ เลยตั้งเป้าหมายไปที่ให้สภานักเรียนทั้ง 11 คนก่อน ให้พวกเขาลงพื้นที่ชุมชน ช่วยกันคิดว่าจะเอาลูกยางมาทำอะไร”</p>



<p>ที่เบียร์เน้นการทำงานร่วมกันกับสภานักเรียน ไม่ได้เน้นกลุ่มนักเรียนที่ไปฝึกสอนตั้งแต่แรกเพราะว่า ต้องการให้สภานักเรียนเป็นตัวเชื่อมระหว่างโรงเรียนและชุมชนเข้าด้วยกัน&nbsp;</p>



<p>“วางแผนกับกลุ่มสภานักเรียนให้ลงไปคุยกับคนในชุมชนเพื่อดูว่าเขามีความเห็นยังไง แล้ววางแผนขั้นต่อมาคือทำสื่อจากลูกยางพารา จนสุดท้ายกลายเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น หมากเก็บเต่าทองจากลูกยางพารา พอผ่านขั้นตอนนี้ก็มีการจัดบูธให้คนในโรงเรียนเข้ามาชม เชิญผู้ปกครองมาด้วย มีการจำลองขายได้ ซึ่งผู้ปกครองก็สนใจ”</p>



<p>“แล้วหลังจากนั้นก็เอาสื่อพวกนั้นมาสอนน้องๆ อนุบาล น้องสนใจกันเยอะ ส่วนผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ทำไว้ก็อาจจะต่อยอดขายเช่น พวงกุญแจลูกยางพารา สร้อยข้อมือลูกยางพารา กิ๊บลูกยางพารา ตุ้มหูลูกยางพารา”</p>



<p>เบียร์สรุปสั้นๆ ว่านวัตกรรมของเบียร์คือการทำสื่อการสอนจากของที่มีในชุมชน และอาจจะต่อยอดไปเป็นสินค้าประจำท้องถิ่นได้ </p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">• <strong>‘แคท’ จิตสุภา สมบูรณ์ สาขาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่</strong></h4>



<p>“เอาชุมชนมาพัฒนานักเรียน”&nbsp;</p>



<p>นิยามผลงานนวัตกรรมของ ‘แคท’ จิตสุภา สมบูรณ์ นักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่น จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่คือการที่สามารถปรับใช้แก้ปัญหาได้ทั้งโรงเรียน และชุมชน</p>



<p>โรงเรียนบ้านหัวนา ตำบลม่อนปิ่น อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ คือโรงเรียนปลายทางที่แคทกำลังจะไปบรรจุครู และทำการสอนตามเงื่อนไขทุน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f10b2c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/05/‘แคท-จิตสุภา-สมบูรณ์-สาขาการศึกษาปฐมวัย-คณะครุศาสตร์-มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่-.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">‘แคท’ จิตสุภา สมบูรณ์ สาขาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“โรงเรียนบ้านหัวนาเป็นโรงเรียนบนดอย ตอนไปฝึกสอนครั้งแรก กลัวมากเพราะเด็กในโรงเรียนมีแต่คนดาราอาง และไทใหญ่ ฟังภาษาเขาไม่รู้เรื่องเลย พอปรับตัวไปเรื่อยๆ ก็เจอว่าเด็กอนุบาลบวกเลขไม่เป็นเลย”</p>



<p>‘ดาราอัง’(บางทีเรียกดาราอั้ง) เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเป็นกลุ่มชนดั้งเดิมในพื้นที่ตอนเหนือของรัฐฉาน เช่นเดียวกับ ‘ไทใหญ่’ ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานจังหวัดเชียงราย และเชียงใหม่ โดยทั้ง 2 กลุ่มชาติพันธุ์เป็นกลุ่มประชากรหลักของชุมชนบ้านหัวนา ตำบลม่อนปิ่น อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่</p>



<p>ผลงานนวัตกรรมของแคทมีชื่อว่า ‘เอ็มมาดพาเที่ยว’ เพื่อส่งเสริมให้เด็กระดับอนุบาล 2 สามารถนับจำนวนตัวเลขได้ โดยแคทบอกว่าตามมาตรฐานเด็กอนุบาลต้องมีความรู้วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐานที่สามารถบวกลบเลขไม่เกินหลัก 5 ได้คล่อง</p>



<p>“นิทานจะเล่าเรื่องเอ็มมาด (ชื่อของเด็กนักเรียนในห้อง) ตอนที่ 1 จะเล่าเรื่องพาเที่ยวสวนส้ม แล้วเนื้อเรื่องจะเป็นการไปเก็บส้มลงตะกร้า แล้วถามว่าส้มเหลือกี่ผลประมาณนี้ เพื่อให้เด็กไปอ่านนิทานแล้วคิดตาม แต่รายละเอียดที่ใส่ในนิทานเป็นเรื่องในชุมชนหมดเลยหรือนิทานตอนที่ 2 คือเอ็มมาดไปงานวัด มีการแสดงในนั้น โจทย์ในนิทานก็ถามว่าคนแสดงมีกี่คน”&nbsp;</p>



<p>แคทเพิ่มเติมว่าในนิทานจะมีสีสันสดใส โดยตัวละครจะใส่เสื้อผ้าที่แปลกตาไปจากชุดนักเรียน เพราะนั่นคือชุดประจำชาติพันธุ์ อย่างสีแดงคือชุดประจำชาติพันธุ์ของชาวดาราอาง และชุดสีน้ำตาลคือชุดประจำของชาวไทใหญ่ นอกจากนี้การเลือกโลเคชั่นในนิทานก็มาจากสภาพพื้นที่ของชุมชนที่มักจะมีไร่ส้มจำนวนมาก&nbsp;</p>



<p>“นิทานสอนที่ 2 พาไปเที่ยวงานวัดในนั้นก็จะใส่การแสดงสำคัญ หรือประเพณีสำคัญเข้าใปให้เห็น เช่นงานปอยเทียน งานปอยส่างลอง”</p>



<p>แคทยอมรับว่าตัวแคทเองเป็นคนเมือง ไม่ใช่กลุ่มชาติพันธุ์ใดๆ แต่การให้ความสำคัญกับประเพณี หรือวัฒนธรรมท้องถิ่นมีความสำคัญ</p>



<p>นิทานของแคทมีทั้งหมด&nbsp; 6 เรื่อง จะถูกเล่าให้กับเด็กๆ ในชั้นเรียนฟังในวันจันทร์ พุธ ศุกร์ โดยบางช่วงจะมีการทำกิจกรรมนับส้มกันจริงๆ หรือการเชิญวิทยากร ปราชญ์ชุมชนเข้ามาบรรยาย&nbsp;</p>



<p>“พยายามเอาชุมชน เข้ามาแก้ปัญหานักเรียน เพราะถ้าหากจะแก้ปัญหาชุมชนเลย คิดว่าทำไม่ได้ เราไม่สามารถไปควบคุม หรือว่าไปแก้ไขอะไรใหญ่ๆ ได้ ก็เลยคิดว่าเริ่มจากจุดเล็กๆ ในโรงเรียน”</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>• ‘โอเว่น’ ศุภสิทธิ์ จิตอารีย์ สาขาประถมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่</strong></h4>



<p>“เด็กต้องรู้จักที่มา ชุมชน รากเหง้าของตัวเอง”&nbsp;</p>



<p>‘โอเว่น’ ศุภสิทธิ์ จิตอารีย์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถูกบรรจุชื่อที่โรงเรียนบ้านห้วยโป่งอ่อน อ.เมือง จ.เเม่ฮ่องสอน ที่นับเป็นโรงเรียนขยายโอกาสขนาดเล็ก โอเว่นบอกว่าตัวเองเป็นคนไทใหญ่ แต่โรงเรียนปลายทางที่มีนักเรียนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ‘กระเหรี่ยงแดง’ เป็นส่วนใหญ่ ทำให้การเป็นครูที่นี้ต้องใช้เวลาปรับตัวเยอะพอสมควร</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fc926e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/05/‘โอเว่น-ศุภสิทธิ์-จิตอารีย์-สาขาประถมศึกษา-คณะศึกษาศาสตร์-มหาวิทยาลัยเชียงใหม่-.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">‘โอเว่น’ ศุภสิทธิ์ จิตอารีย์ สาขาประถมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ดูแลน้องๆ ป.1 แต่ตอนทำนวัตกรรมต้องไปใช้ข้อมูลของเด็กป.2 เพราะเป็นชั้นที่นักเรียนเยอะที่สุด คือมี 5 คน ขณะที่ชั้นอื่นๆ มีแค่ 3 คน”</p>



<p>โรงเรียนบ้านห้วยโป่งอ่อน สอนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงประถมศึกษาชั้นปีที่ 4 แต่โอเว่นบอกว่าตอนที่เขาไปฝึกสอนนั้นไม่มีการสอนชั้น ป.4 เพราะไม่มีนักเรียนชั้นนั้นเลยต้องยุบ&nbsp;</p>



<p>โอเว่นเลือกทำนวัตกรรมแบบบูรณาการ โดยตั้งต้นจากปัญหาที่เห็นจากการลงฝึกสอน</p>



<p>“ตอนแรกก็ยังไม่เห็นปัญหาอะไรสักอย่างครับ แต่ว่าพอไปอีกรอบตอนฝึกสอนปีสี่ เจอปัญหาเยอะเลย โดยเฉพาะเด็กไม่มีความเข้าใจในความเป็นรากเหง้าชาติพันธุ์ของตัวเอง แล้วก็ไม่มีความรู้เรื่องสถานที่สำคัญต่างๆ ในหมู่บ้าน เช่นทุกวันศุกร์ โรงเรียนจะมีการแต่งชุดตามชาติพันธุ์ ซึ่งเขาแต่งแบบไทใหญ่มา ไม่ได้แต่งแบบกระเหรี่ยงแดง”</p>



<p>“นักเรียนไม่มีความรู้เลย”&nbsp;</p>



<p>โอเว่นจึงลงสำรวจชุมชน แล้วสร้างแผนการสอนที่คล้ายนิตยสาร โดยแบ่งเป็น 8 บท&nbsp; เพื่อเล่าข้อมูลที่มาของชาวกระเหรี่ยงแดง พร้อมกับสร้างให้สอดคล้องกับวิชาหลัก 8 วิชา ประกอบไปด้วย 1. ชุมชนมีที่มา คือการอธิบายประวัติชุมชน 2. ชุมชนชวนค้นหา เป็นการสร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ 3. ไร่ข้าวที่ปลายดอย อธิบายเรื่องการทำนา และวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับแสง น้ำ 4. อาหารสร้างสุข การเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ 5. ร้อยเรียงเส้นไผ่ได้จักสาน จำลองรูปทรงเลขาคณิต 6. สัตว์เลี้ยงคู่ชุมชน 7.ถักเส้นใยใช้นุ่งห่ม 8.ปอยต้นธีมีอะไร&nbsp;</p>



<p>“เด็กควรรู้เรื่องชุมชน และที่มาของตัวเองเพราะว่ามันสามารถนําไปต่อยอดได้หลายอย่าง เช่น ความรักชุมชนที่ควรมาเป็นอันดับหนึ่ง ผมเน้นไปในส่วนของเจตคติของเด็กมากกว่า เพื่อให้เขาได้หวงแหนชุมชน หรือแม้แต่การอนุรักษ์ธรรมชาติของตัวเอง”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-280524/">ครูคุณภาพ + นักพัฒนาชุมชน : ชวนดู ‘นวัตกรรม’ การสอน จากนักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่น เพื่อแก้โจทย์ปัญหาการศึกษาแบบคนที่รู้ลึกรู้จริง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“ไม่เคยมีครูอยู่ถึงวันเกษียณ” ปัญหาโรงเรียนบนเกาะยาวใหญ่ แก้ได้ด้วยการชวนครูกลับบ้าน หัวใจสำคัญของครูรัก(ษ์)ถิ่น</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-240524/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 24 May 2024 05:41:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ครูรักษ์ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนอ่าวกะพ้อ]]></category>
		<category><![CDATA[อุดม กูลดี]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[Welcome Teacher : สวัสดีคุณครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ศิริพงษ์ ไถนาเพรียว]]></category>
		<category><![CDATA[สมบูรณ์ อาษาราษฏร์]]></category>
		<category><![CDATA[วิฑูรย์ บุญสพ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=81954</guid>

					<description><![CDATA[<p>วันแรกที่ อุดม กูลดี มารับตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนอ่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-240524/">“ไม่เคยมีครูอยู่ถึงวันเกษียณ” ปัญหาโรงเรียนบนเกาะยาวใหญ่ แก้ได้ด้วยการชวนครูกลับบ้าน หัวใจสำคัญของครูรัก(ษ์)ถิ่น</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>วันแรกที่ <strong>อุดม กูลดี</strong> มารับตำแหน่งผู้อำนวยการ<strong>โรงเรียนอ่าวกะพ้อ</strong> โรงเรียนที่ตั้งอยู่บนเกาะยาวใหญ่ จังหวัดพังงา ก็มีครูคนหนึ่งที่เดินมาบอกเขาว่า กำลังจะย้ายไปโรงเรียนอื่น เหตุการณ์นี้ถือเป็นเรื่องปกติของโรงเรียน ที่ครูมักจะบรรจุที่โรงเรียนอยู่ประมาณ 1-2 ปี ก่อนจะขอย้ายไปที่อื่น</p>



<p>สำหรับเขานี่ถือเป็นโจทย์รับน้องที่เขาต้องหาทางแก้ไขในฐานะผู้นำโรงเรียน ผอ.อุดมมองว่า เป็นสิทธิ์ของแต่ละคนที่เลือกได้ว่า อยากทำงานที่ไหน การออกมาทำงานไกลบ้าน อยู่บนเกาะที่ห่างไกลแผ่นดินใหญ่ ย่อมไม่ได้สะดวกสบาย โดยเฉพาะการเดินทาง</p>



<p>“ผมว่าทุกคนอยากกลับบ้าน ต่อให้อยู่ที่ไหนก็ไม่สุขใจเท่าบ้าน เขาอยากกลับไปอยู่กับครอบครัว อยากกลับไปอยู่ที่ที่เคยอยู่ เขามาอยู่บนเกาะจะกลับบ้านที่ลำบาก เจ็บไข้ได้ป่วยมันก็ไม่สะดวกสบาย ต้องนั่งเรือไปรักษา เวลาเกิดคลื่นลมมีความเสี่ยงอันตรายในชีวิต เขาก็คิดว่ากลับบ้านดีกว่า เหมือนเราที่มีความตั้งใจว่าอยากกลับบ้าน ก็ไม่ได้ห้ามใครจะกลับบ้าน เข้าใจวิถีชีวิตเขา ผมเชื่อว่าถ้ากลับไปอยู่กับครอบครัว เขาก็มีความสุขกับการทำงาน”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-132b6c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/05/01_ผอ.อุดม.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">อุดม กูลดี ผู้อำนวยการโรงเรียนอ่าวกะพ้อ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>งานแรกของอุดมในฐานะผอ.โรงเรียน คือ การแก้ปัญหาครูโยกย้าย เขาเริ่มจากการทำนโยบาย <strong>‘ชวนน้องกลับบ้าน’</strong> ชวนครูที่เป็นคนเกาะยาวใหญ่ ที่ไปสอนพื้นที่อื่น ให้ขอย้ายกลับมาสอนที่โรงเรียน จนขยับมาเข้า<strong>โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น</strong> โดย<strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) </strong>สนับสนุนทุนการศึกษาสำหรับเด็กขาดโอกาสได้เรียนครูตามความฝัน และแก้ปัญหาครูขาดแคลนในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล โดยมีเงื่อนไขว่า ต้องจบออกมาบรรจุในโรงเรียนใกล้บ้านอย่างน้อย 6 ปีหลังเรียนจบ</p>



<p>เพราะเกาะยาวใหญ่เป็นบ้านเกิดของ ผอ.อุดม และความรักในการทำงานอยู่ในระบบการศึกษา จึงเป็นความตั้งใจของเขาที่อยากกลับมาอยู่บ้านเกิด พัฒนาระบบการศึกษาและชุมชน ซึ่ง ผอ.อุดมไม่ได้มีเป้าหมายนี้เพียงคนเดียว คนอื่นๆ บนเกาะต่างมีเป้าหมายนี้เช่นกัน กลายเป็นการรวมพลังภายใต้โจทย์ที่ว่าต้องพัฒนาเกาะยาวใหญ่ให้ดีขึ้น การเข้าร่วม<strong>โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น</strong>ของโรงเรียนอ่าวกะพ้อกลายเป็นผลพลอยได้หนึ่ง มันช่วยแก้ปัญหาที่โรงเรียนมีมาตลอด ไปพร้อมๆ กับการพัฒนาชุมชน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-709ab7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/05/02_รร.อ่าวกะพ้อ.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เด็กไม่ออกมาทำงานก็ย้ายไปเรียนต่อที่อื่น การเสพยาเสพติด สารพัดปัญหาบนเกาะยาวใหญ่ที่แก้ผ่านความเชื่อของ ‘ศาสนาอิสลาม’</strong></h2>



<p>“เป็นเรื่องที่ฝังอยู่ในใจผม ตอนที่ผมเป็นวัยรุ่นเพื่อนติดยาเสพติดเยอะ มีอาการหลายๆ อย่าง เช่น ลงแดง เสียชีวิตไปก็หลายคน ผมก็ต้องไปช่วยทำศพให้เขา มันเป็นอะไรที่เศร้าใจมาก ก็คิดว่าสังคมบ้านเราต้องอยู่แบบนี้เหรอ แล้วลูกหลานเราต่อไปจะอยู่อย่างไร”</p>



<p>การใช้ชีวิตบนเกาะที่ยาวนานจนเข้าทำเนียบคนเก่าคนแก่ ก็ทำให้<strong>สมบูรณ์ อาษาราษฏร์</strong> วิทยากรอิสลามศึกษา ประจำโรงเรียนอ่าวกะพ้อ ได้เห็นสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น อย่างปัญหาการเสพยาของวัยรุ่นบนเกาะ ก็มีต้นตอส่วนหนึ่งมาจากที่ต้องออกจากการเรียนกลางคัน ไม่ว่าด้วยฐานะเศรษฐกิจครอบครัวที่ไม่เอื้ออำนวย หรือถูกส่งไปเรียนข้างนอกแล้วเรียนไม่จบ ต้องกลับมาอยู่ที่บ้าน ชีวิตของเด็กหลายคนจึงไม่ใช่ผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์ หรือไม่มีโอกาสเติบโต</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-42901c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/05/03_สมบูรณ์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">สมบูรณ์ อาษาราษฏร์ วิทยากรอิสลามศึกษา โรงเรียนอ่าวกะพ้อ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เป็นความตั้งใจที่สมบูรณ์อยากพัฒนาเกาะยาวใหญ่ให้ดีขึ้น โดยเฉพาะที่ชุมชนในตำบลพรุในที่เขาอาศัยอยู่ ‘ศาสนาอิสลาม’ เป็นเครื่องมือหนึ่งที่สมบูรณ์มองว่า จะช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ตามหลักศาสนาอิสลามแล้ว ผู้ที่นับถือจะต้องเรียนรู้ทำความเข้าใจหลักคำสอนอย่างลึกซึ้ง เพื่อให้เข้าถึงวิถีชีวิตที่ถูกต้องตามหลักศาสนา เด็กๆ ถูกส่งไปเรียนศาสนาตั้งแต่ยังเล็กๆ สถานที่เรียนถ้าไม่ใช่ที่มัสยิดที่จะมี ‘โต๊ะครู’ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนาอิสลามสอน ก็จะเป็นที่ ‘ปอเนาะ’ โรงเรียนสอนศาสนาอิสลามอย่างเข้มข้น</p>



<p>น่าเสียดายที่สภาพแวดล้อมบนเกาะยาวใหญ่ไม่สามารถดึงดูดใจผู้ปกครองให้ส่งลูกมาเรียนได้ พวกเขาตัดสินใจส่งลูกไปเรียนที่อื่นตามแต่กำลังทรัพย์ที่มี ยะลา ภูเก็ต ตรัง ฯลฯ คือจุดหมายที่ครอบครัวนิยมส่งไป ความห่างเหินเลยเกิดขึ้นภายในครอบครัว และมีผลต่อประสิทธิภาพในการเรียน</p>



<p>“เมื่อเด็กเรียนไม่จบ ด้วยเหตุผลต่างๆ เช่น เรื่องเงิน ส่งไปเรียนได้ถึงม.5 ไม่มีทุนส่งต่อ ก็ต้องย้ายกลับมา หรือความห่างเหิน พ่อแม่ไม่ได้ดูแลลูกอย่างใกล้ชิด ส่งไปอย่างเดียว ไม่รู้ว่าลูกฝั่งโน้นเรียนหรือเปล่า ถ้าลูกคุณตั้งใจเรียนก็โอเค แต่ถ้าไม่ตั้งใจเรียนก็มีโอกาสที่จะเรียนไม่จบ ไม่สนใจเรียน แต่พ่อแม่บางคนไม่เห็น เหมือนปิดหูปิดตา อยู่ห่างไกลด้วย บางทีไปหวังกับครูให้ดูแล เขาเองก็มีเด็กที่ต้องดูแลเป็นร้อยคน เรามีลูกคนเดียวต้องซัปพอร์ตให้ถูกต้อง”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c3bd05"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/05/04_รร.อ่าวกะพ้อ.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เป็นเรื่องที่ผอ.อุดมเห็นตรงกัน เกิดการผลักดันให้โรงเรียนอ่าวกะพ้อใช้ ‘หลักสูตรอิสลามศึกษา’ คือ จัดให้มีการสอนศาสนาอิสลามควบคู่ไปกับวิชาอื่นๆ นี่ก็เป็นนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการอยากให้เด็กๆ ได้เรียนรู้และมีวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับความเชื่อของตัวเอง เปิดโอกาสให้โรงเรียนในพื้นที่ที่ประชากรนับถืออิสลามเป็นส่วนใหญ่ สามารถออกแบบจัดการเรียนการสอนศาสนาได้</p>



<p>หลักสูตรนี้เปิดให้จ้างวิทยากรอิสลามศึกษา คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านอิสลามเข้ามาสอนได้ สมบูรณ์ก็เลยได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมผ่านตำแหน่งวิทยากรอิสลามศึกษา สอนศาสนานักเรียนอ่าวกะพ้อทุกชั้น &nbsp;</p>



<p>ความเข้มข้นของการสอนศาสนาบนเกาะยาวใหญ่ช่วยลดอัตราการส่งเด็กๆ ออกไปเรียนข้างนอก รวมถึงลดปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น</p>



<p>“เราเป็นโรงเรียนรัฐบาล จะได้เปรียบกว่าโรงเรียนเอกชนอื่นๆ ที่เขาเปิดสอนศาสนาโดยเฉพาะ เด็กเรามีโอกาสเข้าสู่ตลาดแรงงานได้มากกว่า เพราะเราสอนวิชาสามัญด้วย” ผอ.อุดมขยายเพิ่มเติม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2f8439"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/05/05_สมบูรณ์.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>จากชวนครูกลับบ้าน สู่โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น</strong></h2>



<p>ประชากรบนเกาะยาวใหญ่นับถือศาสนาอิสลามเกือบ 90% ศาสนาเลยเป็นหนึ่งในสิ่งที่เชื่อมคนทั้งเกาะไว้ด้วยกัน ภาพที่เห็นชัดเจน คือ ความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ชุมชน และมัสยิด สถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอิสลาม โรงเรียนเป็นพื้นที่จัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับชุมชน เช่น การเลือกตั้ง ประชุมหมู่บ้าน และกิจกรรมบางอย่างที่ไม่สามารถจัดที่มัสยิดได้อย่างจัดสอบคุรุสัมพันธ์ การสอบสำหรับผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม&nbsp;</p>



<p>บ่อยครั้งที่โรงเรียนอ่าวกะพ้อมักส่งนักเรียนและบุคลากรครูไปช่วยงานมัสยิดและชุมชน ขณะเดียวกันมัสยิดและชุมชนเองก็พร้อมจะส่งคนมาช่วยงานโรงเรียนเช่นเดียวกัน&nbsp;</p>



<p>“ที่เกาะยาวใหญ่เรารู้จักทั้งเกาะ มีความสนิทสนมจนกลายเป็นความผูกพันอย่างพี่น้อง เราถือว่าเด็กทุกคนเป็นเด็กของชุมชน เพราะฉะนั้นมีกิจกรรมอะไรที่ช่วยได้จะส่งเด็กไป เช่น จะไปช่วย ตั้งแต่เกิดจนตาย เช่น พิธีต้อนรับเด็กแรกเกิด ขึ้นบ้านใหม่ คนอ่านคัมภีร์อัลกุรอานในพิธีต่างๆ ละหมาดให้คนตาย (ละหมาดญะนาซะห์) ส่งเด็กๆ ไปช่วย ส่วนครูผู้หญิงก็จะไปช่วยทำครัวทำอาหาร บางทีโรงเรียนก็ซื้อข้าวสาร 1 กระสอบช่วยเขา ทำให้โรงเรียนกับชุมชนจะผูกพันกันมาก”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-19f3a4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/05/06_เกาะยาวใหญ่.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>สำหรับผอ.อุดม จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ครูในโรงเรียนควรเป็นคนในพื้นที่ เพราะพวกเขารู้จักพื้นที่ดี และสามารถใช้ชีวิตในความสัมพันธ์นี้ ที่สำคัญมันช่วยลดจำนวนการย้ายของครูที่เป็นปัญหาเกิดขึ้นในโรงเรียนยาวนาน</p>



<p>“ผมว่าทุกคนอยากกลับบ้าน ต่อให้อยู่ที่ไหนก็ไม่สุขใจเท่าบ้าน เขาอยากกลับไปอยู่กับครอบครัว อยากกลับไปอยู่ที่ที่เคยอยู่ เขามาอยู่บนเกาะจะกลับบ้านทีลำบาก เจ็บไข้ได้ป่วยมันก็ไม่สะดวกสบาย ต้องนั่งเรือไปรักษา เวลาเกิดคลื่นลมมีความเสี่ยงอันตรายในชีวิต เขาก็คิดว่ากลับบ้านดีกว่า เหมือนเราที่มีความตั้งใจว่าอยากกลับบ้าน ก็ไม่ได้ห้ามใครจะกลับบ้าน เข้าใจวิถีชีวิตเขา ผมเชื่อว่าถ้ากลับไปอยู่กับครอบครัว เขาก็มีความสุขกับการทำงาน”</p>



<p>ก่อนจะเข้าร่วมโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ผอ.อุดมมีความตั้งใจทำนโยบาย ‘ชวนน้องกลับบ้าน’ คือ ชวนครูๆ ย้ายกลับมาสอนที่โรงเรียน แต่นโยบายนี้มีความยากตรงที่ว่า ครูที่จะย้ายมาและโรงเรียนปลายทางต้องระบุคำขอให้ตรงกัน การย้ายจึงจะสมบูรณ์&nbsp;</p>



<p>แต่โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นแตกต่างออกไป คือ เป็นการคัดเลือกเด็กในพื้นที่ไปเรียนครู เพื่อกลับมาบรรจุที่บ้านเกิด ทำให้คนในโรงเรียนและชุมชนเองได้เห็นพัฒนาการเด็ก เกิดความใกล้ชิด&nbsp;</p>



<p><strong>วิฑูรย์ บุญสพ</strong> กำนันตำบลพรุใน เล่าให้ฟังว่า ความใกล้ชิดระหว่างครูกับผู้ปกครองเป็นสายใยที่เกิดขึ้นมานาน ผู้ปกครองไม่ได้พูดคุยกับครูแค่เรื่องผลการเรียน หรือต้องการแค่ใบเกรด แต่อยากสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขา รวมไปถึงทำให้บรรดาคุณครูที่มาจากต่างบ้านต่างเมืองได้อบอุ่นใจเหมือนยังอยู่บ้านตัวเอง&nbsp;</p>



<p>“มันเป็นแนวทางของโรงเรียนอ่าวกะพ้อดั้งเดิม สมัยผมเด็กๆ ครูจะมาจากจังหวัดไหนก็ตาม ถ้ามาบรรจุที่โรงเรียนนี้จะได้รับการต้อนรับจากคนในชุมชนอย่างดี เขาจะไม่ยอมให้ครูต้องหุงข้าวกินเอง ต้องไปกินกับคนในชุมชน อยู่แล้วมันเกิดความผูกพันมีความสุข โครงการนี้ทำให้เราได้ความสัมพันธ์นี้กลับมา”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-725002"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/05/07_วิฑูรย์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">วิฑูรย์ บุญสพ กำนันตำบลพรุใน</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ทุกๆ เช้า ผู้ปกครองจะไปทักทายครูเมื่อส่งลูกๆ พอถึงมื้ออาหารเย็นก็ชวนครูมากินข้าวที่บ้าน กำนันบอกว่า ถือเป็นการแข่งขันเล็กๆ ด้วยซ้ำ ถ้าบ้านหลังไหนได้ตัวครูไปกินข้าวด้วย ก็จะมีบ้านอื่นๆ ต่อคิวรอชวนครูไปกินข้าวต่อ</p>



<p>แต่น่าเสียดายที่ความสัมพันธ์นี้ค่อยๆ เบาบางลง เลยเป็นโอกาสดีที่ครูรัก(ษ์)ถิ่นจะช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์นี้ให้กลับมา</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เมื่อครูรัก(ษ์)ถิ่น พร้อมเป็นนักพัฒนาชุมชนไปด้วย</strong></h2>



<p>ปัจจุบันครูรัก(ษ์)ถิ่นดำเนินมาถึงรุ่นที่ 5 และเร็วๆ นี้ครูรุ่นที่ 1 กำลังจะจบการศึกษา  กลับไปบรรจุที่โรงเรียนในบ้านเกิด <strong>ศิริพงษ์ ไถนาเพรียว </strong>หรือ<strong>มู </strong>เป็นครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นแรกของอ่าวกะพ้อ ตอนนี้ทั้งโรงเรียนและชุมชนเลยต่างเฝ้ารอคอยการกลับมาของมู</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-179e2b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/05/08_ศิริพงษ์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption"><strong>ศิริพงษ์</strong> <strong>ไถนาเพรียว </strong>ครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นแรกของโรงเรียนอ่าวกะพ้อ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ที่ใช้คำว่า ‘กลับ’ เพราะการเป็นครูรัก(ษ์)ถิ่น นักศึกษาครูต้องกลับไปสังเกตการณ์สอนที่โรงเรียนที่ตัวเองจะไปบรรจุทุกปีการศึกษา และการเรียนปีสุดท้ายจะต้องไปฝึกสอนที่นั่น คนในโรงเรียนและชุมชนจึงคุ้นเคยกับมูเป็นอย่างดี โดยเฉพาะสมบูรณ์ที่รับบทที่ปรึกษาให้มูตอนทำผลงานจบ คือ ออกแบบนวัตกรรมการศึกษา สิ่งที่ครูรัก(ษ์)ถิ่นต้องทำ มูเลือกทำเป็นนิทานพิธีฮัจญ์ (Hajj) หนึ่งในพิธีสำคัญของคนมุสลิม การปฏิบัติศาสนกิจสำคัญของชาวมุสลิมตามบทบัญญัติแห่งศาสนาอิสลาม ซึ่งจะต้องทำพิธีที่นครเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย พิธีจะทำในวันที่ 8 – 13 ของเดือนซุลฮิจญะฮ์ (เดือนที่ 12 ในปฏิทินอิสลาม) ของทุกปี</p>



<p>การเดินทางไปซาอุดีอาระเบียถือเป็นเรื่องใหญ่ของบางคน ทั้งเรืองค่าใช้จ่ายและความยากในการเดินทาง พิธีฮัจญ์เลยเป็นเพียงความฝันสำหรับบางคน นิทานของมูเป็นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับพิธีและนำนิทานนั้นมาจำลองเป็นพิธีกรรมในโรงเรียน เพื่อให้คนที่ไม่เคยไปได้มีโอกาสสัมผัสประสบการณ์ ส่วนคนที่วางแผนว่าจะไป จะได้เรียนรู้ข้อมูลก่อนเพื่อเตรียมตัว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2b4898"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/05/09_นิทานฮัจญ์.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ซึ่งการทำโปรเจกต์นี้ไม่ได้มีแค่สมบูรณ์ ยังมีคนอื่นๆ ในเกาะยาวใหญ่พร้อมมาช่วย เพราะพวกเขารู้สึกว่า โอกาสไปถึงพิธีอาจยาก เช่นนั้น การมาร่วมพิธีจำลอง ได้สัมผัส รับรู้ข้อมูลสำคัญ น่าจะเป็นอีกทางเลือกที่ดี และได้ช่วยเหลือคนในชุมชนด้วยกัน</p>



<p>“จำลองพิธีขึ้นมา จัดเป็นจุดๆ ให้คนเดินไป มีใช้สนามฟุตบอลโรงเรียน ใต้ถุนอาคารเรียน มัสยิด แต่ละจุดก็อธิบายว่าเขาต้องทำอะไรบ้าง จัดให้สมจริงที่สุด เด็กๆ เราเอาแค่ชั้นมัธยมเพราะคุยง่ายกว่า ได้ความรู้จากตรงนี้ด้วย” สมบูรณ์ย้อนความหลังให้ฟัง ถึงวันที่จำลองพิธีฮัจญ์บนเกาะยาวใหญ่</p>



<p>เด็กกิจกรรม ตั้งใจเรียน อัธยาศัยดี ช่วยเหลือครอบครัว สิ่งที่คนเกาะยาวใหญ่รับรู้ได้จากตัวของมู เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เขาได้รับทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น การเป็นคนในพื้นที่และเข้าไปช่วยเหลือทำกิจกรรมต่างๆ ทำให้วิฑูรย์รู้สึกว่า เมื่อมูกลับมาเขาจะไม่ได้เป็นแค่ครูในโรงเรียน พัฒนานักเรียน แก้ปัญหาที่ผ่านๆ มา แต่เขาสามารถเป็น ‘นักพัฒนาชุมชน’ ได้ด้วย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b28ea6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/05/10_รร.อ่าวกะพ้อ.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ผมสนิทกับมูเพราะได้สังเกตเขามาตั้งแต่แรกๆ อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยก็จะรายงานเป็นระยะว่า ตอนนี้เขาพัฒนามูไปถึงไหนแล้ว เราก็ได้รู้ได้ติดตามข่าวการเปลี่ยนแปลงของเด็กที่ไป ซึ่งผมว่าดีมาก แล้วสุดท้ายที่ผมเห็นผลงานจบของมู ผมกลับมาคิดว่า เราไม่ได้แค่ครู แต่เราได้นักพัฒนาชุมชนด้วย</p>



<p>“ตอนนี้ชีวิตมูกลายเป็นตัวอย่าง เสริมความมุ่งมั่นของเด็กๆ ความมานะอุตสาหะ มูเป็นต้นแบบ เขาไม่เที่ยว บุหรี่ไม่สูบ ตั้งใจเรียน กลับมาพัฒนาชุมชน” กำนันเสริม</p>



<p>สำหรับผอ.อุดม เขาไม่มีลิสต์ความคาดหวังว่า ครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นแรกต้องเป็นอย่างไร นอกจากกำลังใจในฐานะคนที่มีเป้าหมายเหมือนกัน เพราะการได้อยู่ใกล้ชิดตั้งแต่คัดเลือกนักเรียนเข้าโครงการ ได้เห็นความกระบวนการพัฒนาจากนักเรียนเป็นนักศึกษาครู และวันนี้กำลังจะกลายเป็นครูเต็มตัว ทั้งหมดทำให้ผอ.อุดมไม่มีคำถาม หรือความกังวลใดๆ&nbsp;</p>



<p>“ผมตั้งใจทำโครงการชวนน้องกลับบ้านอยู่แล้ว พอมาเห็นโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น มันตอบโจทย์ของการแก้ปัญหาในชุมชนจริงๆ โดยเฉพาะโรงเรียนในพื้นที่แบบนี้ เป็นเกาะห่างไกล ยิ่งเราได้เด็กที่มาจากชุมชนเราเอง ไปผ่านกระบวนการพัฒนาที่มหาลัย ซึ่งเขาทำดีมาก จากที่เราได้ไปเห็น การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ผมมั่นใจว่าวันที่เขาเดินทางกลับมาที่นี่ เขาจะมาเป็นครูที่ดีในโรงเรียน สามารถทอดถ่ายความรู้ให้เด็กและอยู่ร่วมกับชุมชนได้” ผอ.อุดมทิ้งท้าย</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-240524/">“ไม่เคยมีครูอยู่ถึงวันเกษียณ” ปัญหาโรงเรียนบนเกาะยาวใหญ่ แก้ได้ด้วยการชวนครูกลับบ้าน หัวใจสำคัญของครูรัก(ษ์)ถิ่น</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
