<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>V A S K | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/v-a-s-k/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Thu, 20 Jun 2024 05:02:20 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>V A S K | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>Enrichment Program หลักสูตรเสริมไม่ ‘สำเร็จรูป’ ที่เข้ามาช่วย ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-200624/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 20 Jun 2024 05:02:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรักษ์ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[Welcome Teacher : สวัสดีคุณครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[V A S K]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=83509</guid>

					<description><![CDATA[<p>V A S K หลักการด้านการศึกษาสมัยใหม่ที่มนุษย์ทุกคนต้องเร [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-200624/">Enrichment Program หลักสูตรเสริมไม่ ‘สำเร็จรูป’ ที่เข้ามาช่วย ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>V A S</strong><strong> </strong><strong>K หลักการด้านการศึกษาสมัยใหม่ที่มนุษย์ทุกคนต้องเรียนรู้ 4 ด้าน </strong><strong>ประกอบไปด้วย คุณค่า V (Value) ทัศนคติ A (Attitude) ทักษะ&nbsp; S (Skills) และความรู้&nbsp; K (knowledge)</strong></p>



<p><strong>ผศ.ดร.พิศมัย รัตนโรจน์สกุล</strong> ผู้จัดการโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น มองว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมา สิ่งที่ขาดไปสำหรับสถานการณ์ครูไทยในปัจจุบันคือ K และ S โดยยังขาดทัศนคติ (A) และคุณค่า (V) ความเป็น ‘ครูที่แท้จริง’&nbsp;</p>



<p>ที่วิเคราะห์ได้แบบนั้นเพราะ อ.พิศมัย เป็นครูและอยู่ในแวดวงการศึกษามามากกว่า 20 ปี ก่อนจะผันตัวเข้ามาเป็นผู้จัดการโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ที่สนับสนุนโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</p>



<p>“เราอยู่กับระบบการศึกษามานาน มองว่าหลักสูตรบริหารการศึกษาที่ใช้กัน เป็นหลักสูตรเดียวกับบริหารธุรกิจ มันไม่มีศาสตร์ความเป็นครูอยู่ในนั้น ทำให้ครูเป็นผู้บริหาร เน้นไปทางด้านเศรษฐศาสตร์ มองทรัพยากร ไม่ได้มองความเป็นมนุษย์ที่ครูพึงจะมอง”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-88c241"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/ภาพ-1-.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">เด็กนักเรียนระหว่างช่วงพักกลางวัน</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ระบบการศึกษาที่ไม่ได้เน้นคุณค่าหรือทัศนคติของครู ย่อมส่งผลต่อระบบการศึกษาไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลที่ครูต้องใช้ทั้งแรงใจและแรงกายมากกว่าปกติ&nbsp;</p>



<p>อ.พิศมัยจึงถือโอกาสนี้เข้ามาร่วมเปลี่ยนแปลงระบบการผลิตครูที่ถูกใช้มายาวนาน ผ่านโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ด้วยการตั้งกระบวนผลิตครูใหม่ เริ่มต้นตั้งแต่การคัดเลือกหานักเรียนที่อยากเป็นครูจริงๆ ผ่านกระบวนการติดตั้งความรู้และทักษะที่จำเป็น เพื่อปลายทางเขาจะได้กลับไปเป็นครูที่เหมาะสมตามบริบทโรงเรียนปลายทาง และเป็นครูที่พ่วงด้วย ‘นักพัฒนาชุมชน’ อีกตำแหน่ง ผ่านหลักสูตร Enrichment Program ที่ควบคู่ไปกับการเรียนหลักสูตรคุรุศาสตร์ศึกษาศาสตร์ปกติ</p>



<p>แม้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เริ่มต้นกับจำนวนครู 1,500 คนของโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น แต่อ.พิศมัยยืนยันว่า อย่างน้อยก็ได้เริ่มต้นและลงมือทำ</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ปักหมุดหลักสูตร Enrichment Program ตัวช่วยของครูที่เข้าใจครู</strong></h2>



<p>หลักสูตร Enrichment Programโปรแกรมเสริมศักยภาพนักศึกษา ซึ่งอ.พิศมัยบอกชัดว่านี่คือความแตกต่างระหว่างครูรัก(ษ์)ถิ่น และครูหลักสูตรอื่นๆ&nbsp;</p>



<p>“สิ่งที่ขาดหายไปและอีกหลายส่วนจากระบบผลิตครู เรามาเติมในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ผ่าน Enrichment Program มหา’ลัยที่อยู่กับเรานานๆ ทำ Enrichment Program จนกระทั่งเข้าใจว่า เออ มันได้ผล เราก็จะชวนเขามองร่วมกันต่อว่า Enrichment Program ไม่ยั่งยืน เพราะเมื่อมีงบถึงจะทำได้ อาจารย์ควรเอาสิ่งที่อยู่ในโปรแกรมไปใส่เพิ่มในหลักสูตร เพราะการเป็นหลักสูตรมันจะยั่งยืนกว่า อาจารย์จะเปลี่ยนไปกี่คน ถ้าหลักสูตรยังอยู่ ยังมีรายวิชาแบบนี้อยู่ อาจารย์ก็ต้องสอน”</p>



<p>หลักสูตร Enrichment Program หรือกิจกรรมเสริมหลักสูตรจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาครูขาด A (Attitude) ทัศนคติ และ S (Skills) ทักษะ โดยเน้นพัฒนาทักษะชีวิต และพัฒนาหลักสูตรให้เข้ากับพื้นที่ ชุมชน และโรงเรียนปลายทางแต่ละแห่ง&nbsp;</p>



<p>“เน้นสอนเจตคติแห่งความเป็นครูเยอะ รวมถึงเป็นวิชาที่สอนในเชิงความเป็นมนุษย์ โปรแกรมจะมีทั้งระดับหลักสูตรและหอพัก หอพักไม่ใช่แค่พื้นที่การนอนหลับพักผ่อน แต่เป็นหอพักแห่งการเรียนรู้ เช่น เด็กจะมีสุขภาวะยังไง ทำอาหารกลางวันเป็นไหม มีส่วนร่วมการเป็นผู้นำ การอยู่ร่วมกับคนอื่น ผ่านกิจกรรมหอพัก”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ac7484"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/ภาพ-2-.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">คุณครูกำลังดูแลเด็กและทำหน้าที่แคชเชียร์ระหว่างช่วงพักเที่ยง</figcaption></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2d7805"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/CHS01744-WM.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p></p>



<p>อ.พิศมัย ยกตัวอย่างทักษะที่เข้ามาเติมเต็มในหลักสูตร Enrichment Program เช่นการตัดผม โดยอธิบายว่าราคาค่าตัดผมหลักสิบหลักร้อย สำหรับผู้ปกครองบางครอบครัวอาจจะเป็นรายจ่ายสิ้นเปลือง หรือไม่มีแม้แต่เวลาจะพาเด็กไปตัด ดังนั้นครูจึงต้องมีทักษะนี้ติดตัว หรือแม้แต่การซ่อมแซมข้าวของเครื่องใช้ในโรงเรียนได้ เป็นต้น</p>



<p>“ถ้าเป็นพื้นที่ที่เป็นพื้นราบเยอะๆ อย่างภาคเหนือ อีสาน หรือกลาง Enrichment Program ตัวที่โดดเด่นจะเป็นทักษะอาชีพเกษตรกรรม สอนให้เด็กรู้จักการเลี้ยงสัตว์ ปลูกพืชผัก การแก้ปัญหาดินเปรี้ยวดินเค็ม ทำอาหารจากวัตถุดิบที่มี ส่วนภาคใต้ Enrichment Program ที่ต้องเติม คือ ต้องว่ายน้ำเป็น อาชีพที่มาจากประมง แปรรูปปลาทะเลให้ได้”</p>



<p>เป้าหมายสำคัญคือครูรัก(ษ์)ถิ่นต้องไม่ใช่ครูในหลักสูตรสำเร็จรูป ดังนั้นแล้วมหาวิทยาลัยในเครือข่ายผลิตครูรัก(ษ์)ถิ่นจึงต้องสร้าง&nbsp; Enrichment Program เฉพาะแต่ละที่ออกมา โดยที่มาของหลักสูตร Enrichment Program แต่ละมหาวิทยาลัย ล้วนมาจากปัญหาของโรงเรียนปลายทางที่ถูกขมวดเป็นหลักสูตรกิจกรรมเสริมการเรียนรู้ที่คณะอาจารย์ ต้องลงพื้นที่สำรวจ และพัฒนาการเรียนรู้เพื่อต่อยอดให้กับนักศึกษามากที่สุด</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>หนักเบาเราซ่อมได้ ครูจากมรภ.หมู่บ้านจอมบึงที่พร้อมซ่วยซ่อมทุกอย่างของโรงเรียน</strong></h2>



<p>ครูรัก(ษ์)ถิ่นที่จบจากมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงต้องมีความอดทน <strong>อาจารย์น้อย นิตยา เรืองมาก</strong> ครูพี่เลี้ยง ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’ แห่งมรภ.หมู่บ้านจอมบึง จ.ราชบุรี บอกเหตุผลว่าเพราะด้วยสภาพพื้นที่ของโรงเรียนปลายทางแถวจังหวัดกาญจนบุรีส่วนใหญ่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง สัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่มี บางโรงเรียนต้องใช้เครื่องสํารองไฟ ใช้โซล่าเซลล์ ทำให้ครูต้องเป็นทุกอย่างของโรงเรียน&nbsp;</p>



<p>“หลักสูตรที่มรภ.หมู่บ้านจอมบึง เน้นเรื่องทักษะอาชีพ เรามีบ้านไร่รัก(ษ์)ถิ่น แนวคิดเดิมมาจากอาจารย์ที่เกษียณไปแล้วเนื่องจากอาจารย์มีประสบการณ์ในการพัฒนาครูชายแดน ที่เป็นการเรียนรู้จากครูตชด.ที่ไม่มีวุฒิครู เราก็ใช้ข้อมูลตรงนี้มาปรับใช้และออกแบบหลักสูตร Enrichment Program ของเรา”&nbsp;</p>



<p>อ.น้อยเพิ่มเติมว่า ที่นี่สอนเพิ่มด้านการเกษตรและพวกอาชีพต่างๆ เช่น ช่างไม้ ช่างไฟ ช่างเหล็ก แนวคิดมาจากการลงพื้นที่ไปดูโรงเรียนปลายทางแต่ละที่พบว่า หลายๆ โรงเรียนไม่มีความพร้อมด้านบุคลากร เพราะฉะนั้นในฐานะที่ครูจะลงไปบรรจุหรืออยู่ที่โรงเรียนนั้นๆ ถ้าสมมติโรงเรียนเกิดพัดลมเสีย สวิตช์ไฟเสีย หลอดไฟเสีย นักศึกษาต้องทําเหล่านี้ได้ หรือแม้แต่เกิดเก้าอี้พัง ขาหัก นักศึกษาต้องซ่อมเป็น&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0efff0"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/ภาพ-3-.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">เด็กระดับชั้นอนุบาลกำลังยกมือตอบคำถามกับคุณครู</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>แนวคิดหลักสูตร Enrichment Program ของมรภ.หมู่บ้านจอมบึง จึงประกอบไปด้วย 5 ด้าน คือ 1.พัฒนาชุมชน 2.วิจัย 3.ทักษะวิชาการ&nbsp; 4.ประสบการณ์จากโรงเรียนปลายทาง 5.ทักษะชีวิตและทักษะวิชาชีพ&nbsp;</p>



<p><strong>ดร.เกรียงวุธ นีละคุปต์</strong> คณบดีคณะครุศาสตร์ มรภ.หมู่บ้านจอมบึง กล่าวว่าเป้าหมายของ Enrichment Program คือครูต้องเป็นได้ตั้งแต่ ผู้อำนวยการยันภารโรง ถ้าน้ำไม่ไหลไฟดับ ครูจะต้องมีวิชาชีพพื้นฐานที่สามารถซ่อมได้&nbsp;</p>



<p>และไม่ใช่แค่ซ่อมเป็น แต่ยังต้องเพิ่มเติมความไฮเทคเข้าไปด้วย&nbsp;</p>



<p>“ไฮเทคคือมีความสามารถทางด้านเทคโนโลยี เด็กของเราไม่มีปัญหาเรื่องเทคโนโลยี ในการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็น facility ต่างๆ เราก็พยายามเอาเครื่องมือต่างๆ เข้ามา เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสและคุ้นเคยกับเทคโนโลยี เพื่อวันหนึ่งเขาไปบรรจุที่ชายขอบ แม้ไม่มีเครื่องมือเทคโนโลยีเลย เขาต้องอยู่ได้ หรือถ้ามี เขาจะไม่งงเป็นไก่ตาแตก”</p>



<p>ด้านวิชาการ จากเดิมที่วางไว้ว่าครูรัก(ษ์)ถิ่นจะสอนปฐมวัยเป็นหลัก แต่หลายโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลต้องสอนชั้นอนุบาลควบประถมเพราะมีครูไม่ครบชั้น ซึ่งเป็นผลมาจากการติดตามการฝึกสอนจริงที่โรงเรียนปลายทาง&nbsp;</p>



<p>“พอไปปุ๊บเด็กเกิดความเครียดที่ลงไปสอนเด็กโต เราก็เพิ่มหลักสูตรประถมศึกษาควบคู่กับปฐมวัย”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>มรภ.เชียงใหม่ สร้างเด็กให้เหมือนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แค่เติมน้ำก็พร้อมทาน</strong></h2>



<p>“สร้างครูให้ตรงจุด จึงไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว” สำหรับโรงเรียนปลายทางทางภาคเหนือ <strong>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทิพย์เกสร กำปนาท</strong> ผู้ประสานงานและดำเนินโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ สรุปสั้นๆ ถึงหลักสูตร Enrichment Program ของมรภ.เชียงใหม่ว่า “ที่นี่สร้างครูให้เหมือนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แต่เติมน้ำร้อนก็พร้อมทาน”&nbsp;</p>



<p>ที่ต้องเป็นแบบนั้น เพราะปัญหาหลักๆ ของโรงเรียนปลายทางของนักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่นมรภ.เชียงใหม่ คือระยะทางของแต่ละโรงเรียนที่ไกลจากตัวเมือง และส่วนใหญ่อยู่ตามชุมชนบนดอย ที่ต้องใช้เวลาเดินทางนานแม้ว่าจำนวนกิโลเมตรจะมีแค่หลักสิบ</p>



<p>“ปัญหาสภาพพื้นที่ของเด็กครูรัก(ษ์)ถิ่นที่นี่คือระยะทางการเดินทางที่ไกล แม้จะแค่ 5 กม. แต่ต้องใช้ระยะเวลาเดินทางนาน บางพื้นที่ใช้เวลาเป็นวัน อีกอย่างคือเด็กในโรงเรียนส่วนใหญ่เป็นเด็กชาติพันธุ์ ซึ่งเรามองว่าไม่ใช่ปัญหาหลักเท่าไร แต่ที่แน่ๆ คือการเดินทางที่ไกล คดเคี้ยว และลำบากไม่นับช่วงฤดูฝนที่เดินทางยากๆ”</p>



<p>ที่มรภ.เชียงใหม่ ปัจจุบันมีนักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่นกว่า 155 คน ซึ่งคณะอาจารย์ที่ดูแลโครงการฯ ล้วนต้องลงพื้นที่ดูสภาพโรงเรียนปลายทางจริงๆ มาแล้วทั้งสิ้น เพื่อมาปรับเปลี่ยนเป็นหลักสูตร Enrichment Program เพิ่มเติมให้นักศึกษา</p>



<p>“จากการลงพื้นที่เราเห็นแล้วว่าครูควรเน้นปรับให้สอดคล้อง เรียกว่าเป็นการบูรณาการคือไม่ได้แบ่งศาสตร์ แต่จะเน้นวิชาการ วิชาครู วิชาคน วิชาการคือตัววิชาการต่างๆ วิชาครูก็คือวิชาชีพครูทั้งหลาย เรื่องของการสอนเรื่องศาสตร์เฉพาะด้านที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ต่างๆ ของครู ส่วนวิชาคนคือทั้งเรื่องของจิต เรื่องของกาย เรื่องของการปรับตัว เรื่องของการอยู่ในสังคม การมีจิตอาสา สิ่งเหล่านี้เรียกว่าวิชาคน”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-157ffd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/ภาพ-4-.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ป้ายแสดงรายการอาหารกลางวัน</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>หลักสูตร Enrichment Program ที่มรภ.เชียงใหม่ จะถูกจัดไม่ให้กระทบกับการเรียนหลักสูตรปกติ โดยจะใช้เวลาว่างช่วงวันเสาร์อาทิตย์ หรือวันหยุดของนักศึกษา&nbsp;</p>



<p>“ลักษณะของกิจกรรมมีหลากหลายทั้งให้ปฏิบัติ และอบรม แต่ลักษณะการจัดอบรมก็เป็นเชิงปฏิบัติการ เช่นเรื่องของวิจัยชุมชน รวมถึงมีการร่วมมือกับหน่วยงานข้างนอกเข้ามาอบรมแก่นักศึกษา มีการเรียนตัดผม ในคอร์สตัดผมก็ต่อยอดความรู้โดยการให้นักศึกษาออกไปตัดผมที่บ้านพักคนชรา เพราะถ้านักศึกษาไปเป็นครูเขาก็จะมีความรู้ไปตัดผมให้นักเรียน”</p>



<p>นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมหอพักชื่อว่า ‘หลักสูตรเกษตรครูน้อย’ โดยตอนเย็นนักศึกษาจะไปปฏิบัติกิจกรรมการเกษตร มีทั้งเรื่องการปลูกผัก การเลี้ยงไก่ การเพาะเห็ด เป็นการจัดสรรพื้นที่ในสวนเกษตรที่สามารถเอาไปประยุกต์ใช้เมื่อลงไปประจำการในโรงเรียนปลายทาง</p>



<p>“เพราะว่าโรงเรียนปลายทางบางแห่งจะมีปัญหาขาดแคลนอาหารกลางวัน ครูก็ต้องเรียนรู้ที่จะบูรณาการสิ่งเหล่านี้ไปพัฒนาโรงเรียน”&nbsp;</p>



<p>อ.ทิพย์เกสร เพิ่มเติมว่าคนที่จะไปเป็นครูจริงๆ ต้องมีจิตวิญญาณของความเป็นครู</p>



<p>“เราพยายามปลูกฝังเรื่องของจิตวิญญาณความเป็นครู และการเป็นครูของชุมชน ซึ่งมันเป็นมิติที่ทับซ้อนว่าการที่เราจะอดทนต่อเด็กสักคนหนึ่งหรือการไปทำงานรับใช้สังคมต้องมีความศรัทธาก่อน ดังนั้นจึงต้องปลูกฝังผ่านกระบวนการต่างๆ ผ่านกิจกรรมอย่างหนัก”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1d7d74"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/ภาพ-5-.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">เด็กนักเรียนกำลังเล่นของเล่น ซึ่งเป็นสื่อการสอนอย่างหนึ่ง</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ถ้าถามถึงจุดแข็งของนักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่นของ มรภ.เชียงใหม่ อ.ทิพย์เกสรไม่สามารถตอบเป็นข้อๆ ได้ สรุปเพียงใจความสำคัญได้ว่าคือนักศึกษาสามารถเรียนรู้งานที่รองรับการเป็นครูที่โรงเรียนปลายทางได้เต็มประสิทธิภาพ</p>



<p>“เราไม่ได้เน้นแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง ศิลปะวัฒนธรรมเราก็สอน ฟ้อนรําเราก็ทํา อาหารเราก็สอน เกษตรเราก็ทํา ทุกอย่างถูกเชื่อมโยงบูรณาการกัน ฉะนั้นคําว่าจุดแข็ง เราแทบจะไม่สามารถบอกได้ชัดว่ามันคืออะไร แต่เด็กทุกคนต้องมีทักษะทางวิชาการวิชาชีพครู กับทักษะของความเป็นคนที่จะอยู่ในสังคมแล้วนำไปพัฒนาชุมชน โจทย์ที่เราตั้งไว้คือขอให้เขาจบไปแล้วเป็นเหมือนบะหมี่กึ่งสําเร็จรูปนั่นคือไปอยู่ที่ไหน เติมน้ําร้อนแล้วก็ใช้ได้เลย ไม่ว่าจะฝนตกแดดออกอยู่บริบทพื้นที่ไหนก็ทํางานได้”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>นักจัดการเรียนรู้ในบริบทโรงเรียนห่างไกล และครูนักพัฒนาบนปรัชญาของเศรษฐกิพอเพียง คือการสร้างครูให้ตอบโจทย์ตามแบบครูรัก(ษ์)ถิ่นที่มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์</strong></h2>



<p>“หลักสูตร Enrichment Program ของกลุ่มครูรัก(ษ์)ถิ่น ภาคอีสาน แต่ละสถาบันจะมีความแตกต่างกันตามอัตลักษณ์ของแต่ละที่ แต่จุดที่มีร่วมกันคือการออกแบบกิจกรรมที่อยู่บนฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรม พื้นที่ของโรงเรียนปลายทาง ที่ส่วนใหญ่อยู่บนพื้นฐานทักษะเกษตรกรรม และมีความต้องการพัฒนาผู้เรียนในโรงเรียนขนาดเล็ก”</p>



<p><strong>ผศ.ดร.อนุชา พิมศักดิ์</strong> รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิจัย คณะศึกษาศาสตร์และนวัตกรรมการศึกษา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ผู้รับผิดชอบโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น กล่าวถึงหลักสูตร Enrichment Program โดยรวมของภาคอีสาน สำหรับมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ที่ อ.อนุชาดูแลเป็นหลักนั้นครูรัก(ษ์)ถิ่นต้องมี 2 อย่างหลักๆ ด้วยกัน คือ ครูนักจัดการเรียนรู้ในบริบทโรงเรียนห่างไกล และครูนักพัฒนาบนปรัชญาเศรษฐกิพอเพียง</p>



<p>“เราออกแบบกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่กำหนดเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะสำคัญ 2 อย่างคือ 1.สมรรถนะครูนักจัดการเรียนรู้ในบริบทโรงเรียนห่างไกล ซึ่งจะเน้นเรื่องการพัฒนาความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะของครูที่สามารถไปปฏิบัติงานในโรงเรียนขนาดเล็ก”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4b4806"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/อนุชา-ครูรักษ์ถิ่นกาฬสินธุ์-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>คุณสมบัติจำพวกการสอนคละชั้น คละระดับ สอนแบบเรียนรวม มีทักษะงานช่างพื้นฐาน ทั้งช่างไฟ ช่างประปา งานครู 4 ฝ่าย คือด้านการสอนวิชาการ งานด้านบริหาร งานด้านการจัดการบุคคล และงานบริหารทั่วไป จำเป็นต้องมี อ.อนุชาเพิ่มเติมว่าสิ่งเหล่านี้เตรียมพร้อมเพื่อให้นักศึกษาพร้อมจะเป็นครูที่ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคที่ต้องเจอในอนาคต&nbsp;</p>



<p>“สมรรถนะที่เพิ่มเติมไปอีกข้อคือครูนักพัฒนาบนปรัชญาของเศรษฐกิพอเพียง ที่เน้นให้เขารู้ เข้าใจ และนำไปประยุกต์ใช้ได้ เพราะชุมชนและโรงเรียนของเขาส่วนใหญ่มีปัญหาทางเศรษฐกิจ และทำการเกษตร เราจึงเน้นให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้านทักษะเกษตรที่สอดคล้องกับพื้นที่เข้าไปด้วย ให้สามารถนำไปใช้ได้จริงในโรงเรียนหรือชุมชน”&nbsp;</p>



<p>ครูรัก(ษ์)ถิ่นที่มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์มีการเรียนรู้แบบเน้นการปฏิบัติจริง เรียนรู้และแก้ปัญหาจริง เพราะปัญหาเชิงพื้นที่ส่วนใหญ่พบว่ามีระบบนิเวศการเรียนรู้ไม่เอื้ออำนวย โรงเรียนอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ครูขาดแคลนและย้ายบ่อย งบประมาณไม่เพียงพอ หรือแม้แต่ปัญหาผู้เรียนที่มีความขาดแคลน ทั้งด้านครอบครัวที่แหว่งกลาง (พ่อแม่ไปทำงานในเมือง ให้ลูกอยู่กับปู่ย่าตายาย) แตกแยก ฐานะยากจน และเมื่อผู้เรียนมีความขาดแคลน การเรียนรู้ของเขาก็ยากขึ้นตามไปด้วย<br>“การพัฒนาครูจึงต้องตอบโจทย์ในการแก้ปัญหาทั้งสองข้อ” อ.อนุชาทิ้งท้าย</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-200624/">Enrichment Program หลักสูตรเสริมไม่ ‘สำเร็จรูป’ ที่เข้ามาช่วย ‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
