<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>unesco | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/unesco/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 18 May 2026 04:56:48 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>unesco | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ยูเนสโก และ กสศ. เดินหน้าความร่วมมือระดับภูมิภาค ขับเคลื่อนการศึกษาที่เสมอภาคในเอเชียและแปซิฟิก</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-180526/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 18 May 2026 04:11:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[unesco]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=102197</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 องค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-180526/">ยูเนสโก และ กสศ. เดินหน้าความร่วมมือระดับภูมิภาค ขับเคลื่อนการศึกษาที่เสมอภาคในเอเชียและแปซิฟิก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 <strong>องค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก)</strong> และ <strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือฉบับใหม่ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคด้านความเสมอภาคทางการศึกษา และสนับสนุนแนวทางเชิงนวัตกรรมเพื่อลดจำนวนเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนและประเทศคู่ร่วมมือ</p>



<p>สำนักงานยูเนสโกส่วนภูมิภาค ณ กรุงเทพฯ และสำนักงานเพื่อการประสานงานสหประชาชาติในเอเชียและแปซิฟิก (ยูเนสโก กรุงเทพฯ) เป็นผู้ลงนามในข้อตกลงใหม่นี้ สำหรับการดำเนินงาน <strong>“การสร้างความเข้มแข็งของภาคีเครือข่ายกลุ่มพันธมิตรเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาในภูมิภาคอาเซียนพลัสบนฐานองค์ความรู้เชิงปฏิบัติสู่การขับเคลื่อนนโยบาย”</strong> ข้อตกลงนี้มีระยะเวลา 2 ปีและจะสนับสนุนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระดับภูมิภาค การพัฒนานโยบาย และกลไกนวัตกรรมทางการเงินเพื่อส่งเสริมโอกาสการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและครอบคลุมทุกกลุ่ม</p>



<figure class="wp-block-gallery has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex">
<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" fetchpriority="high" width="569" height="855" data-id="102199" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/2.jpg" alt="" class="wp-image-102199" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/2.jpg 569w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/2-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 569px) 100vw, 569px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" width="569" height="855" data-id="102198" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/1.jpg" alt="" class="wp-image-102198" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/1.jpg 569w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/1-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 569px) 100vw, 569px" /></figure>
</figure>



<p></p>



<p>“ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตรนี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่ยูเนสโกและ กสศ. มีร่วมกันในการสร้างหลักประกันว่าผู้เรียนทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มที่เปราะบางมากที่สุดจะเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างเสมอภาคและทั่วถึง” <strong>นางสาวซูฮย็อน คิม ผู้อำนวยการส่วนภูมิภาค ยูเนสโก กรุงเทพฯ</strong> กล่าว “ทั่วเอเชียและแปซิฟิก เด็กและเยาวชนหลายล้านคนยังคงเผชิญกับอุปสรรคในการเข้าถึงการศึกษาอันเนื่องมาจากความยากจน การพลัดถิ่น ความเหลื่อมล้ำ และปัจจัยรูปแบบอื่น ๆ ดังนั้น การมีความร่วมมือระดับภูมิภาคที่เข้มแข็งกว่าเดิม แนวทางนวัตกรรมการเงิน และเส้นทางการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น จะช่วยให้ประเทศต่าง ๆ สร้างระบบการศึกษาที่ครอบคลุมทุกคนและยืดหยุ่นมากขึ้น โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”</p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ.</strong> กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของการร่วมมือกันลงมือทำเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่เสมอภาคทางการศึกษาทั่วภูมิภาค “ประสบการณ์ของไทยแสดงให้เห็นว่าความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการสร้างความเสมอภาคและประสบการณ์สะท้อนให้เห็นว่า การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือที่เข้มแข็ง แนวทางการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ตลอดจนการลงทุนอย่างต่อเนื่องในกลุ่มผู้เรียน” ดร.ไกรยสกล่าว “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กสศ. ได้ทำงานร่วมกับภาคีทุกภาคส่วนในการสร้างระบบนิเวศทางการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กและเยาวชนไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง สามารถเข้าถึงการดูแลช่วยเหลือ และเชื่อมต่อโอกาสการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ผ่านการขับเคลื่อนตามแนวทางการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและนโยบาย Thailand Zero Dropout Plus (การยกระดับการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์) ดังนั้นความร่วมมือกับยูเนสโกในครั้งนี้จะช่วยต่อยอดการเรียนรู้และการทำงานระดับภูมิภาค รวมถึงร่วมพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมเชิงนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชนในภูมิภาคอาเซียนพลัส (ASEAN+)”</p>



<p>ความร่วมมือครั้งนี้จะมุ่งส่งเสริมระบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและครอบคลุมทุกกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา ควบคู่กับการส่งเสริมกลไกนวัตกรรมทางการเงินเพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงการศึกษาอย่างเสมอภาคมากยิ่งขึ้น กิจกรรมสำคัญภายใต้ความร่วมมือนี้ ได้แก่ การจัดการประชุมวิชาการนานาชาติเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาครั้งที่ 4 ที่กรุงเทพฯ ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2569 การจัดงานประชุมสัมมนาเมืองแห่งการเรียนรู้ระดับภูมิภาคอาเซียน+4 ที่นครโฮจิมินห์ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2569 และการพัฒนาชุดคู่มือสำหรับภูมิภาคอาเซียนพลัสว่าด้วยการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและครอบคลุมทุกกลุ่ม</p>



<p>ข้อตกลงนี้ต่อยอดจากความร่วมมือยาวนานระหว่างยูเนสโกกับ กสศ. ซึ่งเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 นับแต่นั้นมา ยูเนสโกกับ กสศ. ได้ร่วมมือกันสนับสนุนความคิดริเริ่มด้านความเสมอภาคทางการศึกษาทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ เช่น การจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (Equitable Education Alliance – EEA) อันเป็นชุมชนระดับภูมิภาคของผู้ปฏิบัติงานในด้านนี้จาก 34 องค์กรทั่วเอเชียและแปซิฟิก และอยู่ภายใต้เครือข่ายการเรียนรู้และการศึกษา 2030+ (Learning and Education 2030+ Network) ซึ่งเป็นกลไกการประสานงาน SDG4 ในเอเชียและแปซิฟิก</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1400" height="931" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/01-2-1400x931.jpg" alt="" class="wp-image-102200" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/01-2-1400x931.jpg 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/01-2-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/01-2-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/01-2-1536x1022.jpg 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/01-2-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/01-2-272x182.jpg 272w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/05/01-2.jpg 1855w" sizes="(max-width: 1400px) 100vw, 1400px" /></figure>



<p></p>



<p>ความคิดริเริ่มร่วมกันภายใต้ความร่วมมือนี้ได้เข้าถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องด้านการศึกษามากกว่า 650,000 คนทั่วภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกผ่านพื้นที่การแบ่งปันองค์ความรู้ในระดับภูมิภาค การร่วมมือกันนี้ยังได้ส่งเสริมการวิจัยและการพัฒนานโยบายเกี่ยวกับเยาวชนที่ไม่ได้อยู่ในการจ้างงาน การศึกษา หรือการฝึกอบรม (Not in Employment, Education or Training – NEET) กำหนดเค้าโครงยุทธศาสตร์การเรียนรู้แบบยืดหยุ่น และแนวปฏิบัติที่มีประสิทธิผลในการสนับสนุนกลุ่มผู้เรียนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังในภูมิภาค</p>



<p>ในการลงนามข้อตกลงใหม่นี้ ยูเนสโกและกสศ. ยืนยันอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นที่มีร่วมกันในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 4 และการเสริมสร้างความร่วมมือในระดับภูมิภาคเพื่อให้ผู้เรียนทุกคนทั่วเอเชียและแปซิฟิกเข้าถึงโอกาสการศึกษาที่มีคุณภาพ เสมอภาค และครอบคลุมทุกกลุ่ม</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity is-style-dots"/>



<p></p>



<h5 class="wp-block-heading"><strong><em>เกี่ยวกับยูเนสโก</em></strong></h5>



<p><em>องค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ซึ่งมีประเทศสมาชิก 194 ประเทศ มีส่วนสนับสนุนสันติภาพและความมั่นคงโดยเป็นผู้นำความร่วมมือพหุภาคีด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม การสื่อสารและสารสนเทศ ยูเนสโกมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงปารีส มีสำนักงานสาขาใน 54 ประเทศ และมีพนักงานมากกว่า 2,300 คน ยูเนสโกกำกับดูแลแหล่งมรดกโลก พื้นที่สงวนชีวมณฑล และอุทยานธรณีโลกมากกว่า 2,000 แห่ง และกำกับดูแลเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ เมืองแห่งการเรียนรู้ และเมืองแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับทุกคน นอกจากนี้ ยังกำกับดูแลโรงเรียนภายใต้โครงการการศึกษาเพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างชาติ เครือข่าย UNESCO Chair ในมหาวิทยาลัย และสถาบันฝึกอบรมและวิจัย รวมกว่า 13,000 แห่งโดยอาศัยเครือข่ายของคณะกรรมการแห่งชาติ 200 คณะทั่วโลก ผู้อำนวยการใหญ่ของยูเนสโกคือ คาเล็ด เอล-เอนานี</em></p>



<p><em>“สงครามเริ่มที่จิตใจของมนุษย์ฉันใด ความหวงแหนสันติภาพก็ต้องสร้างที่จิตใจของมนุษย์ฉันนั้น” – ธรรมนูญยูเนสโก พ.ศ. 2488&nbsp;</em></p>



<p><em>ข้อมูลเพิ่มเติม : </em><a href="http://www.unesco.org" target="_blank" rel="noopener" title=""><em>www.unesco.org</em></a><em>&nbsp;&nbsp;</em></p>



<p></p>



<h5 class="wp-block-heading"><strong><em>เกี่ยวกับ กสศ.</em></strong></h5>



<p><em>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2561 เป็นหน่วยงานของรัฐที่มีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นหน่วยงานในกำกับของฝ่ายบริหารภายใต้การดูแลของนายกรัฐมนตรี โดยมีพันธกิจในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และส่งเสริมโอกาสการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างทั่วถึงและเสมอภาคสำหรับเด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบาง กสศ. ทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ สถานศึกษา ชุมชน ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย นวัตกรรมทางการศึกษา แนวทางการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น และการใช้ข้อมูลเพื่อช่วยให้ผู้เรียนทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาได้อย่างเสมอภาค&nbsp;</em></p>



<p><em>ข้อมูลเพิ่มเติม: </em><a href="http://www.eef.or.th" target="_blank" rel="noopener" title=""><em>www.eef.or.th</em></a><em>&nbsp;</em></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-180526/">ยูเนสโก และ กสศ. เดินหน้าความร่วมมือระดับภูมิภาค ขับเคลื่อนการศึกษาที่เสมอภาคในเอเชียและแปซิฟิก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“เด็กทุกคนมีแสงในตัวเอง” Thailand Zero Dropout Plus จากไทยถึงเวทียูเนสโก</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-090426/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 09 Apr 2026 08:55:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand Zero Dropout PLUS]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[unesco]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=101263</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในวันที่โลกอยู่ในภาวะสงคราม เพิ่งผ่านพ้นโรคระบาดใหญ่ แล [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-090426/">“เด็กทุกคนมีแสงในตัวเอง” Thailand Zero Dropout Plus จากไทยถึงเวทียูเนสโก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในวันที่โลกอยู่ในภาวะสงคราม เพิ่งผ่านพ้นโรคระบาดใหญ่ และมีภัยพิบัติเกิดขึ้นสม่ำเสมอ เรามีเด็กและเยาวชนกว่า 273 ล้านคนทั่วโลกที่หลุดจากระบบการศึกษา</p>



<p>เมื่อราวปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา <a href="https://www.eef.or.th/news-270326/" target="_blank" rel="noopener" title="">ยูเนสโกเปิดเวที</a>ถกปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาทั่วโลก ที่สำนักงานใหญ่ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในเวทีแห่งนี้ ประเทศไทยมีโอกาสนำเสนอโมเดล ‘Thailand Zero Dropout Plus’ ในงานเปิดตัวรายงาน <a href="https://unesdoc.unesco.org/ark:/48223/pf0000397618.locale=en" target="_blank" rel="noopener" title="">GEM Report 2026: Countdown to 2030 &#8211; Access and Equity</a> โดย <strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท</strong> ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ในฐานะตัวแทนประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (APAC)</p>



<p>ท่ามกลางผู้ฟังที่เป็นผู้กำหนดนโยบายเรื่องการศึกษาจากหลายประเทศทั่วโลก ไกรยสนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาจากข้อมูลจริงสู่การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ผ่านโมเดล Thailand Zero Dropout Plus โดยได้รับความสนใจในระดับนานาชาติ</p>



<p>บทสัมภาษณ์นี้คือการเล่าถึงบรรยากาศและเนื้อหาที่นำเสนอในงานวันนั้น รวมถึงเจาะลึกภาพรวมการศึกษาไทย การแก้ไขปัญหาด้วยการศึกษายืดหยุ่น ทิศทางของ Thailand Zero Dropout และความฝันเรื่องการเรียนรู้ของมนุษยชาติ</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>งานประชุมยูเนสโกที่จัดขึ้นที่ฝรั่งเศสในปีนี้ วาระสำคัญของงานคือประเด็นอะไร</strong></h3>



<p>วาระของงานนี้สืบเนื่องจาก ‘เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน’ (Sustainable Development Goals: SDGs) ซึ่งมีช่วงเวลาตั้งแต่ปี 2016-2030 กล่าวคือทุกประเทศทั่วโลกลงนามปฏิญญากันว่าภายในปี 2030 เราจะต้องบรรลุเป้าหมายทั้ง 17 ด้านในการทำให้โลกได้รับการพัฒนาที่ยั่งยืน และตอนนี้เรากำลังเข้าสู่ช่วง 5 ปีสุดท้าย ถือเป็นช่วงโค้งสุดท้ายที่โลกจะทำตามปฏิญญาที่ตั้งกันไว้ให้สำเร็จ</p>



<p>หนึ่งในเป้าหมาย 17 ด้านนั้นคือเรื่องของการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุมและเท่าเทียม และสนับสนุนโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต (SDG 4) ซึ่งมีรากฐานมายาวนาน สืบย้อนไปได้ตั้งแต่ ‘ปฏิญญาจอมเทียน’ ในปี 1990 ที่จัดขึ้นที่ประเทศไทย ซึ่งถือเป็นจุดกำเนิดของคำว่า ‘Education for All’ หรือ ‘การศึกษาเพื่อปวงชน’ โดยมีเจตนารมณ์ว่า เด็กและเยาวชนทุกคน ไม่ว่าจะเกิดมายากดีมีจนหรือมีอุปสรรคใดๆ ในชีวิต พึงได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเสมอภาคโดยทั่วกัน </p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/1.jpg" alt="" class="wp-image-101264" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/1.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/1-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/1-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">สเตฟาเนีย จานนินี ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ด้านการศึกษา ยูเนสโก</figcaption></figure></div>


<p></p>



<p>ตอนนั้นเราตั้งเป้าหมายในเรื่องการศึกษาเสมอภาค 6 ปีสำหรับเด็กทุกคนในโลก และต่อมาก็ยังเป็นเป้าหมายใน ‘เป้าหมายการพัฒนาสหัสวรรษ’ (Millennium Development Goals: MDGs) ในการประชุมสุดยอดสหัสวรรษของสหประชาชาติ ปี 2000 ด้วย และยังวางเป้าหมายต่อมาใน SDGs </p>



<p>ในปี 2026 นี้เราก็ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายนั้นได้ แต่ในินีน SDGs ก็มีการตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนปีของการศึกษาเป็น 9 ปี หรือ 12 ปี แล้วแต่ประเทศ ซึ่งก็เป็นการแสดงออกถึงความกล้าหาญที่จะท้าทายตัวเอง</p>



<p>ตอนนี้มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เราไม่บรรลุเป้าหมายเรื่องการศึกษา เช่น เกิดการระบาดของโควิดเมื่อปลายปี 2019 ทำให้เด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษามากกว่า 270 ล้านคนทั่วโลก พอตอนนี้เกิดภาวะสงครามและการถดถอยทางเศรษฐกิจ เรื่องการศึกษาก็อาจไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างที่ควรจะเป็น ทำให้โอกาสในการบรรลุเป้าหมายในอีก 5 ปีก็ค่อนข้างจะริบหรี่</p>



<p>ที่ประชุมเลยคุยกันว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องลงมือทำเรื่องนี้อย่างที่ควรจะเป็น ทำอย่างไรให้ผู้นําโลกเห็นความสำคัญกับเรื่องนี้เสียที เขาก็เลยเอาประเด็นเรื่อง access (การเข้าถึง) และ equity (ความเสมอภาค) เป็นธีมสำคัญของการประชุมครั้งนี้</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>บรรยากาศในงานการประชุมเป็นอย่างไรบ้าง&nbsp;</strong></h3>



<p>การประชุมครั้งนี้ใช้สำนักงานใหญ่ยูเนสโกที่ปารีสเป็นจุดรวม มีผู้นำระดับสูงของยูเนสโกและรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการกว่า 20 ประเทศทั่วโลกมาประชุมร่วมกัน ซึ่งสำหรับประเทศไทยเขาเชิญ&nbsp;กสศ.&nbsp;ไปในเวทีนี้ด้วย&nbsp;</p>



<p>ตอนเริ่มประชุมกัน ผู้นำยูเนสโกเขาเท้าความว่าบริเวณรอบสำนักงานยูเนสโกมีแต่สำนักงานที่เกี่ยวกับสงครามมาเป็นร้อยปีแล้ว แล้วเขาก็พูดว่าในห้วงเวลาเดียวกันนี้ ฝั่งตรงข้ามของสำนักงานใหญ่องค์การยูเนสโกมีการประชุมของเครือข่ายความมั่นคงที่กำลังพูดถึงสงครามในอิหร่าน แต่ในห้องประชุมนี้เรากำลังพูดถึงเรื่องการศึกษา ซึ่งเป็นสิ่งที่ประธานาธิบดีเนลสัน แมนเดลา เคยบอกเอาไว้ว่า “การศึกษาเป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุด ที่เราจะนำมาใช้ในการเปลี่ยนแปลงโลก” </p>



<p>จากรากวิธีคิดทั้งหมดนี้ทำให้เราเห็นว่าเรื่องการศึกษามีความลึกซึ้ง การศึกษาเป็นกระดุมเม็ดแรกที่จะนําไปสู่หลายสิ่งหลายอย่าง ผู้นําเรื่องการศึกษาโลกเขาไม่ได้มองการศึกษาเพื่อวุฒิปริญญาหรือเพื่อคะแนนสอบมาตรฐาน แต่เขามองการศึกษาเป็นหนทางสู่สันติภาพและการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก </p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>กสศ. ในฐานะตัวแทนประเทศไทยขึ้นไปนำเสนอเรื่องอะไรบ้าง&nbsp;</strong></h2>



<p>เขาเริ่มต้นเวทีด้วยเรื่องการป้องกันไม่ให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา คุยเรื่องนวัตกรรมในการจัดการศึกษาในโรงเรียนและในระบบการศึกษา มีรัฐมนตรีจากหลายประเทศมาพูดเรื่องนี้ในชุดแรก ส่วน กสศ. ได้รับเชิญไปพูดในชุดที่สอง เรื่องนวัตกรรมและความก้าวหน้าของนโยบายการศึกษาเพื่อเด็กและเยาวชนที่อยู่นอกระบบการศึกษา&nbsp;ซึ่งเราเป็นตัวแทนเพียงประเทศเดียวในเอเชียแปซิฟิก&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ผมได้รับเกียรติจากทางยูเนสโกไปแชร์เรื่อง ‘จากข้อมูลจริงสู่การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ผ่านโมเดล Thailand Zero Dropout Plus’ เพื่อสะท้อนว่าเราให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา เราใช้ข้อมูลในการค้นหาเด็กเหล่านี้ให้เจอ แล้วเอาข้อมูลนี้ไปปลดล็อกและสร้างโอกาสให้เด็ก เราใช้การกระจายอำนาจให้คนในพื้นที่ช่วยค้นหา และบูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ด้านสุขภาพ ด้านการพัฒนาคน ให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็กด้วย</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/5-1.jpg" alt="" class="wp-image-101266" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/5-1.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/5-1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/5-1-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/5-1-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/5-1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/2-1.jpg" alt="" class="wp-image-101267" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/2-1.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/2-1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/2-1-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/2-1-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/2-1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>เราเริ่มต้นด้วยตัวเลขเด็กนอกระบบการศึกษากว่าล้านคน ซึ่งทำให้คนเซอร์ไพรซ์ว่าทำไมมากขนาดนี้ แต่เมื่อทำงานกันไปแล้ว เราเห็นว่าตัวเลขนี้ทำให้เห็น ‘เรื่องราว’ และ ‘โอกาส’ ในการร่วมมือกันของหลายหน่วยงาน ทุกวันนี้แทบทุกหน่วยงานมีนโยบาย Zero Dropout ของตัวเอง และมีเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมแล้ว ทำให้เห็นว่าจากนโยบายของรัฐบาลสามารถนําไปสู่นวัตกรรมที่ต่อยอดได้ </p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ผลตอบรับในที่ประชุมเป็นอย่างไรบ้าง</strong></h3>



<p>เราได้รับคําชื่นชมจากทางยูเนสโก เขาบอกว่าจะเอาเรื่องราวและความก้าวหน้าของไทยไปเผยแพร่ ซึ่งภายในหนึ่งวันหลังจากนั้นเขาก็เผยแพร่เรื่องนี้ในหน้าเว็บไซต์ของยูเนสโก และเชิญชวนให้หน่วยงานในหลายประเทศมาดูตัวอย่างจากประเทศไทย</p>



<p>เป็นเรื่องน่าดีใจสำหรับประเทศไทยที่ตอนนี้นโยบาย Thailand Zero Dropout Plus ได้รับการยอมรับทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ เราก็หวังว่าคนจะยังนึกถึงประเทศไทยถ้าพูดถึงความเสมอภาคทางการศึกษา นึกถึงปฏิญญาจอมเทียน นึกถึงมติ ครม. ปี 2548 ที่เราให้โอกาสทางการศึกษาโดยไม่เกี่ยงสัญชาติและเชื้อชาติแก่เด็กและเยาวชนทุกคนในประเทศไทย รวมไปถึงการจัดตั้ง กสศ. ขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างยั่งยืน และหวังว่าคนจะนึกถึง Thailand Zero Dropout Plus ในตอนนี้ด้วย</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>คำว่า Plus ที่เพิ่มมาข้างหลัง มีการขยายจากเดิมอย่างไรบ้าง&nbsp;</strong></h3>



<p>พอเราทำ&nbsp;Thailand Zero Dropout ไปสักหนึ่งปี เราเริ่มรู้แล้วว่าสาเหตุส่วนใหญ่ที่เด็กออกจากระบบการศึกษานั้นป้องกันได้ ดังนั้นเราจึงไม่ควรรอให้เด็กออกไปแล้วค่อยตามกลับมา&nbsp;</p>



<p>เรามีข้อมูลว่าเด็ก 2 ใน 3 คนไม่อยากกลับมาเรียน เรื่องนี้ผมก็แลกเปลี่ยนในเวทียูเนสโกด้วยว่าเด็กส่วนใหญ่ที่ออกไปแล้วไม่ค่อยอยากกลับมา ซึ่งในการแก้ปัญหานี้ยากมาก ใช้เงินเยอะ ใช้พลังคนเยอะ ต้องไปคุยกับเด็กหลายรอบ เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคืออย่าให้เขาหลุดออกมาตั้งแต่แรก&nbsp;</p>



<p>แล้วพอเราเกิดวิกฤตน้ำท่วมปีที่แล้ว ทั้งสงขลา อยุธยา และอีกหลายจังหวัด เราก็คิดว่าการแก้ปัญหา&nbsp;Thailand Zero Dropout จะทำเฉพาะกับเด็กที่ออกจากระบบอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องทำคู่ขนานกันไป ถ้าจะให้ ‘ซีโร่’ ก็ต้องป้องกันตั้งแต่แรก นี่จึงเป็นสิ่งที่เราเสนอต่อคณะกรรมการ Thailand Zero Dropout</p>



<p>ดังนั้น Plus ในที่นี้คือการป้องกันเด็กหลุดจากระบบได้ด้วย เราทำงานกับเด็กที่เสี่ยงหลุดเพื่อป้องกันไม่ให้เขาหลุดได้ และสามารถทำงานกับเด็กที่อยู่ในภาวะวิกฤตสงคราม วิกฤตน้ำท่วม หรือภัยต่างๆ ได้ ดังนั้นจึงทำให้เกิดนโยบาย Thailand Zero Dropout Plus ที่รัฐบาลขยายความครอบคลุมไปถึงตรงนี้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/3.jpg" alt="" class="wp-image-101268" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/3.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/3-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/3-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/3-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/3-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div>

<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/4-1.jpg" alt="" class="wp-image-101269" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/4-1.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/4-1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/4-1-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/4-1-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/4-1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure></div>


<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จากข้อมูลที่ว่าเด็ก 2 ใน 3 คนไม่อยากกลับไปเรียน สาเหตุอะไรที่ทำให้เด็กไม่อยากกลับไปเรียน แล้วการศึกษายืดหยุ่นจะเข้ามาแก้ปัญหานี้อย่างไร</strong></h3>



<p>โจทย์ไม่ได้อยู่ที่ตัวเด็กว่าเขาไม่อยากเรียน ผมเจอหลายคนบอกว่าเด็กขี้เกียจหรือเปล่า เด็กเกเรหรือเปล่า แต่ผมอยากตอบอย่างนี้ว่า เด็กทุกคนมีแสงในตัวเองนะ เราต้องหาให้เจอ บางทีด้วยรูปแบบการศึกษาที่มีลู่เดียว ต้องมุ่งสู่มหาวิทยาลัย เรียนวิชาการเยอะ หรือเรียนในเนื้อหาที่เด็กไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร ก็ทำให้เขาไม่อยากกลับไปสู่เส้นทางแบบเดิม เพราะฉะนั้นการศึกษายืดหยุ่นจึงเป็นมาตรการที่เราเตรียมไว้</p>



<p>เราคุยกับทางยูเนสโกแล้วด้วยว่าใน GEM Report ปีหน้า เราจะเสนอเรื่องการศึกษายืดหยุ่นนะ นี่เป็นเส้นทางที่เราตั้งใจจะเดินอยู่แล้ว ว่าการจะทำให้เด็กกลับเข้าสู่เส้นทางการศึกษามันต้องยืดหยุ่นกว่าเดิม ต้องตอบโจทย์ชีวิตเขามากขึ้น และต้องมีความต่อเนื่องให้เขาได้รับการสนับสนุนจากรอบด้าน ถ้าทำได้เราเชื่อว่าเด็กจะเปลี่ยนใจ จริงๆ แล้วลึกๆ เด็กเขาก็อยากเรียนรู้ อยากพัฒนาตัวเอง อยากเป็นคนสำคัญ อยากเป็นคนที่ได้รับการยอมรับจากคนรอบข้างและสังคมเช่นกัน </p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>โจทย์เรื่องหลุดจากระบบการศึกษาตอนนี้ไม่ใช่แค่เรื่องความยากจน?</strong></h3>



<p>โจทย์ไม่ใช่แค่เรื่องความยากจน&nbsp;เราต้องมองรอบตัวเด็กเพื่อติดกระดุมเม็ดแรก หาให้เจอว่าเด็กมีปมอะไร โจทย์อะไรที่ทำให้เขาตัดสินใจออกจากระบบการศึกษา เด็กต้องใช้ใครและใช้วิธีการอย่างไรในการปลดล็อกเรื่องนั้นให้ได้ ถ้าใจเขาอยากจะกลับมาเรียน เรื่องความยากจนเรามีงบประมาณให้ สามารถไปจัดการตรงนั้นต่อได้&nbsp;</p>



<p>เรื่องครอบครัวก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ถ้าเขาไม่ได้อยู่กับพ่อแม่&nbsp;หรือไม่ได้อยู่กับคนที่แคร์เขาจริงๆ&nbsp;เราจะทำอย่างไรให้เขามีสิ่งแวดล้อมที่ดีได้ ครูจะเข้ามาช่วยจัดการระบบนิเวศรอบตัวเด็กอย่างไรได้บ้าง เราจะทำอย่างไรให้เขากลับบ้านแล้วไม่ซึมเศร้า ทำอย่างไรให้เขากระหายการเรียนรู้ และก้าวเดินไปข้างหน้าได้</p>



<p>เพราะฉะนั้นเรื่องนี้มีวงรอบในการแก้ไขปัญหาไปทีละปม ทีละเรื่อง โดยเอาเด็กเป็นตัวตั้ง เราจึงต้องมีผู้จัดการรายกรณี (case manager) มีการวางแผนการดูแลช่วยเหลือเด็ก (individual care plan) และการเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายหน่วยงาน เพื่อให้ทรัพยากรจากทุกหน่วยงานมาจัดการตรงนี้ให้ได้</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>การดำเนินงาน Thailand Zero Dropout ตอนนี้ดำเนินไปได้กี่เปอร์เซ็นต์แล้วถ้าเทียบกับเป้าหมายที่ตั้งไว้</strong></h3>



<p>ตอนนี้ตัวเลขเด็กนอกระบบการศึกษาที่กลับเข้ามามีประมาณ 300,000 คน คิดเป็นประมาณ 20-30% ของเด็กที่หลุดจากระบบ ซึ่งก็ถือว่ามีความก้าวหน้าพอสมควร แต่ตอนนี้เรามีเด็กที่ทั้งไหลเข้าและไหลออก เราเอาเด็กกลับเข้ามาในล็อตที่แล้วได้ก็จริง แต่ก็มีเด็กล็อตใหม่ที่ออกไปด้วย อย่างช่วงปิดเทอมนี้ก็จะมีเด็กล็อตใหม่ออกจากระบบการศึกษาอีก เพราะฉะนั้นเราต้องดึงเด็กเข้าและป้องกันไม่ให้เด็กออกคู่ขนานกันไป&nbsp;</p>



<p>อีกเรื่องที่สำคัญคือการปลดล็อกการศึกษายืดหยุ่น เรามีไทม์ไลน์ในการเอาเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรีหลายเรื่องเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องธนาคารหน่วยกิต (credit bank) เรื่องการสนับสนุนงบประมาณให้ศูนย์เรียนรู้ตามมาตรา 12 ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับกรอบของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ว่าจะออกมาได้เร็วแค่ไหน และหลักสูตรฉบับใหม่จะออกมาเป็นทางการได้เต็มที่แค่ไหน การแลกเปลี่ยนระหว่างหน่วยงานเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นโจทย์เรื่องนี้มีหลายองค์ประกอบที่ต้องเดินคู่ขนานกันไป</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ตอนนี้เรื่องการเชื่อมข้อมูลเด็กนอกระบบการศึกษาในไทยถือว่าเรียบร้อยครบถ้วนหรือยัง</strong></h3>



<p>ข้อมูลเรื่องเด็กนอกระบบการศึกษาเรียบร้อยครบถ้วนในแง่ของภาพรวม เรารู้แล้วว่าเด็กล้านคนนั้นอยู่ที่ไหน แต่ละหน่วยงานก็ออกไปค้นหาเด็ก ตอนนี้เรายังรอการเอาข้อมูลกลับมาเชื่อมโยงกัน เพื่อให้เกิดภาพรวมในแง่การทำงานต่อเนื่องเป็นรายปี&nbsp;</p>



<p>อย่าลืมว่า Thailand Zero Dropout เพิ่งเริ่มมา 2 ปี เราต้องให้เวลากับเรื่องนี้และการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องที่ทำให้เกิดดอกผลความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ยังมีบางกลุ่มในสังคมที่ไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องมีงบสนับสนุนหรือมีการปรับกติกาสำหรับเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา จนถึงขั้นตั้งคำถามว่าทำไมไม่เอาเงินไปสนับสนุนเด็กที่อยู่ในระบบให้เต็มที่ไปเลย เราสามารถอธิบายเรื่องนี้อย่างไรได้บ้าง</strong></h3>



<p>ปกติเรามีงบเรียนฟรี 15 ปีอยู่แล้ว ใช้เงินหลักหมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งถือเป็นเรื่องความเสมอภาคในแนวราบ งบประมาณแผ่นดินมีให้เด็กทุกคนอย่างเท่าเทียมกันหมดแล้ว เพราะฉะนั้นเด็กที่เรียนดีหรือเด็กที่ทำทุกอย่างได้ตามปกติ เขาได้สิทธิตรงนั้นอยู่แล้ว แต่ศาสตร์ของการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษานั้นมีความเหลื่อมล้ำแนวดิ่งด้วย เช่น เด็กเกิดมาพิการ อยู่ในครอบครัวแยกทางกัน อยู่ในครอบครัวยากจน ฯลฯ เด็กที่มีโจทย์ความเหลื่อมล้ำแนวดิ่งนี้คือสาเหตุที่เราต้องมีงบประมาณเพิ่มเติม เพื่อให้เด็กเหล่านั้นมีโอกาสที่เสมอภาค&nbsp;</p>



<p>บางโจทย์ของเขาอาจจะยากกว่าเด็กทั่วไปอีกนะ เพราะเขาต้องต่อสู้กับอุปสรรคมากมาย เขาใช้แรงในการเรียน&nbsp;รัฐบาลไม่ได้ไปเรียนแทนเขา เขาใช้ความตั้งใจ ความพยายาม และการฝ่าฟันอุปสรรคด้วยตัวเอง จำนวนชั่วโมงที่เขาใช้ในการแก้ไขปัญหาชีวิตของเขา เขาเป็นคนจ่ายเอง เพียงแต่รัฐบาลไปเติมเต็มสิ่งที่ต้องใช้เงินหรือทรัพยากร เพื่อให้เด็กเหล่านี้ไปถึงฝั่งได้&nbsp;</p>



<p>ตอนนี้ประเทศไทยไม่ได้มีจำนวนเด็กที่เกิดมากแล้ว เราเหลือเด็กเกิดเพียงแค่ปีละประมาณ 400,000 คนเท่านั้นเอง ดังนั้นเราไม่สามารถปล่อยให้เด็กแม้แต่คนเดียวออกไปจากระบบการศึกษาได้ เพราะฉะนั้นนี่คือการลงทุน เมื่อพวกเขาเหล่านี้ได้รับการศึกษาที่ดีก็จะมีเงินเดือนเกินกว่า 15,000 บาท แล้วเข้าสู่ฐานภาษี ตลอดช่วงชีวิตของคนคนหนึ่งต้องจ่ายภาษีเงินได้ จ่าย VAT ไปจนถึงจ่ายภาษีสรรพสามิต ทุกบาททุกสตางค์ที่เขาจ่ายคืนในอีก 20-30 ปีข้างหน้า จะมาชดเชยงบประมาณที่รัฐให้เขาในช่วงของการศึกษาอยู่แล้ว&nbsp;</p>



<p>ถ้าเราช่วยให้เขาไม่หลุดออกจากระบบการศึกษา เขาจะไปได้มากกว่าแค่ฐานภาษีพื้นฐาน แต่เขาจะเป็นเจ้าของกิจการ เขาจะเป็นผู้บริหาร เขาจะสามารถสร้างสิ่งต่างๆ มากมายให้อนาคตของประเทศรวมถึงตัวเขาเองด้วย แล้วทำให้ประเทศไทยก้าวออกจากกับดักรายได้ปานกลางในที่สุด</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/6-1.jpg" alt="" class="wp-image-101272" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/6-1.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/6-1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/6-1-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/6-1-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/6-1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p><strong>มีตัวเลขในรายงานการศึกษาของยูเนสโก</strong><strong>ที่อ้างอิงจากข้อมูล กสศ. </strong><strong>ว่า เด็กยากจนที่จบ ม.3 ในไทย มีเพียง&nbsp;13.5%&nbsp;ที่สามารถเข้าสู่มหาวิทยาลัยได้ เราควรมองประเด็นนี้อย่างไร&nbsp;</strong></p>



<p>ค่าเฉลี่ยของการเรียนระดับมหาวิทยาลัยของเด็กและเยาวชนไทยอยู่ที่ประมาณ 33-35% เพราะฉะนั้นโดยส่วนใหญ่แล้วเยาวชนไทยอายุ 18 ปี ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยนะ และในเด็กกลุ่มยากจนมีเพียงราว 13% ที่เข้าสู่การเรียนมหาวิทยาลัยได้ อันนี้คือความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา</p>



<p>นี่คือสาเหตุที่ กสศ. เชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดนี้ เพื่อหวังว่าจะนําไปสู่การทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมให้ทุนการศึกษากับเด็กเหล่านี้เพื่อให้มีหลักประกันโอกาสทางการศึกษา เพราะ กสศ. คงไม่สามารถให้ทุนเด็กทุกคนในการเรียนมหาวิทยาลัยได้ อีกทั้งประเทศเรามีกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) อยู่แล้วด้วย แล้วตอนนี้ กยศ. ก็เชื่อมโยงข้อมูลกับ กสศ. แล้ว สามารถอ้างอิงหลักฐานว่าหากใครเคยได้ทุน กสศ. มาก่อน ก็สามารถสมัคร กยศ.&nbsp;ได้เลยเหมือนกัน&nbsp;</p>



<p>แต่ในอนาคต วุฒิปริญญาตรีก็อาจไม่ใช่เหตุผลความจำเป็นหลักที่คนคนหนึ่งจะประสบความสำเร็จอีกต่อไป มันมีอะไรมากกว่านั้น เช่น ทักษะต่างๆ ในการทำงาน ซึ่งการจะไปถึงตรงนั้นได้ เราจำเป็นต้องทำให้การศึกษายืดหยุ่นต่อยอดไปถึงปลายทางได้ </p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>โจทย์ก็คือไม่ใช่แค่เด็กได้เรียน แต่เรียนแล้วต้องเอาไปทำอะไรได้ด้วย?</strong></h3>



<p>โจทย์คือเด็กแต่ละคนเขาอยากเป็นอะไร อยากทำอะไร ประเทศนี้อยากเห็นเยาวชนประสบความสำเร็จในเรื่องไหน หรืออยากให้สนใจเศรษฐกิจฐานบริการ (service economy) ด้านใด อุตสาหกรรม เทคโนโลยี การท่องเที่ยว หรือสุขภาพ ถ้าเรามีทิศทางและงบประมาณมาให้มากๆ เด็กจะเริ่มคิดออก เยาวชนและครอบครัวก็จะตัดสินใจง่ายขึ้นว่ามีเส้นทางของเขาอยู่ แล้วเขาก็จะเดินไปได้</p>



<p>ทุกวันนี้เราตอบคําถามกลับด้านกัน คือตอบก่อนว่าจะเรียนอะไร แล้วค่อยไปตอบว่าจะทำอะไร จริงๆ ต้องตอบก่อนว่าจะทำอะไร แล้วค่อยตอบว่าจะไปเรียนอะไร นี่จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่เราพยายามให้การศึกษายืดหยุ่นทั้งหลายตอบโจทย์ชีวิตและอาชีพให้ได้ </p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าเทียบในระดับโลก ประเทศไทยอยู่ระดับไหนในเรื่องการศึกษา</strong></h3>



<p>ถ้าดูในภาพใหญ่เรื่องการศึกษา เราอยู่อันดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก&nbsp;</p>



<p>เรื่องโอกาสทางการศึกษา เรามีเด็กหลุดจากระบบประมาณ 8-10% ของประชากรเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นปัญหาส่วนใหญ่ของประเทศที่ติดกับดักรายได้ปานกลาง ถ้าเราไปดูกลุ่มประเทศรายได้สูง แทบจะทั้งหมดเขามีจำนวนปีเฉลี่ยการศึกษามากกว่า 12 ปี ส่วนเราคือ 9 ปี (ป.1-ม.3) เราประกาศ พ.ร.บ.การศึกษาภาคบังคับมาตั้งแต่ พ.ศ. 2545 ซึ่งเราหวังว่าในอนาคตเราจะทำให้เป็นเลขสองหลักได้สักที</p>



<p>ถ้าดูประเทศมาเลเซียเพื่อนบ้านเรา ตอนนี้เขามีจำนวนปีเฉลี่ยการศึกษาอยู่ที่ 11 ปีแล้ว แล้วมาเลเซียกําลังจะออกจากกับดักรายได้ปานกลางภายในอีก 10 ปีข้างหน้า และถ้ามองในอัตราเร่งปัจจุบัน เวียดนามก็กําลังจะแซงเราแล้ว อินโดนีเซียก็เช่นกัน </p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/7.jpg" alt="" class="wp-image-101273" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/7.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/7-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/7-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/7-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/7-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ปัญหาเฉพาะตัวของไทยคืออะไร&nbsp;</strong></h3>



<p>ความไม่ต่อเนื่องในทางนโยบาย ใน 12 เดือนที่ผ่านมาเรามีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมา 3 คน เรื่องนี้ส่งผลต่อทิศทางการทำงานในหลายเรื่อง เช่น พ.ร.บ.การศึกษา หลักสูตรใหม่ สูตรจัดสรรงบประมาณ ฯลฯ เรายังโชคดีที่เริ่ม Thailand Zero Dropout มาแล้วและยังมีความต่อเนื่อง&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการสนับสนุนงบประมาณอย่างต่อเนื่อง และเรามีหลายเรื่องที่ต้องการการปลดล็อก เช่น การเทียบโอนหน่วยกิต การสร้างการศึกษายืดหยุ่น เรื่องหนึ่งโรงเรียนสามรูปแบบ ฯลฯ ถ้าเราได้รับการสนับสนุนตรงนี้ ก็เชื่อว่าจะมีการแก้ไขปัญหาในแนวทางที่ดีขึ้นต่อไป </p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าเราทำ Thailand Zero Dropout สำเร็จแล้ว ก้าวต่อไปคืออะไร</strong></h3>



<p>คุณภาพการศึกษาที่ดี เราต้องรู้ว่าเด็กได้เรียนอะไร เขาได้เรียนในสิ่งที่ตรงกับศักยภาพและความสนใจของเขาไหม และตรงกับสิ่งที่ประเทศต้องการไหม อันนี้ยากมากเลยนะ คือถ้าบอกว่า Thailand Zero Dropout&nbsp;ยากแล้ว&nbsp;การทำให้ความเสมอภาคไปถึงคุณภาพการเรียนรู้ด้วย ยิ่งยากขึ้นไปอีก&nbsp;</p>



<p>เรามีโรงเรียนจำนวนมากที่ครูไม่ครบชั้น เรามีหลายโรงเรียนที่ไม่มีผู้อำนวยการ แค่จุดเริ่มต้นตรงนี้ เราจะทำให้มีการศึกษาที่มีคุณภาพเสมอภาคได้อย่างไร นี่คือโจทย์ต่อไปของการศึกษาไทย ต้องมีความเสมอภาคในแง่ของคุณภาพการเรียนรู้และทันต่อโลก ซึ่งก็จะเชื่อมโยงกับการปฏิรูปการจัดสรรทรัพยากร ว่าจะทำอย่างไรให้แต่ละโรงเรียนได้งบประมาณที่เสมอภาค</p>



<p>กลับมาที่เรื่อง SDGs ตอนนี้เขากำลังเริ่มกระบวนการเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนหลังปี 2030 หรือ Post 2030 ถ้าเราทำเรื่องการเรียนรู้เสมอภาคได้แล้ว เราก็ต้องถามตัวเองว่าการเรียนรู้คืออะไรในโลกยุคหลัง 2030 สำหรับมนุษยชาติ ในยุคของเอไอ เราต้องมาหาคำตอบว่าการศึกษาคืออะไร การเรียนรู้ที่ยังเป็นที่ต้องการในโลกยุคหน้าคืออะไร แล้วจะทำอย่างไรให้มีความเสมอภาคกันในนิยามของการเรียนรู้ในโลกยุคนั้น นี่เป็นโจทย์ต่อไปในอีก 10 ปีข้างหน้า</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-090426/">“เด็กทุกคนมีแสงในตัวเอง” Thailand Zero Dropout Plus จากไทยถึงเวทียูเนสโก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. นำเสนอ &#8216;Thailand Zero Dropout Plus&#8217; บนเวทีโลก ปักหมุดไทยต้นแบบแก้เด็กหลุดระบบที่ UNESCO ยอมรับ สู่โค้งสุดท้าย SDGs ปี 2030</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-270326/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 27 Mar 2026 10:44:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand Zero Dropout]]></category>
		<category><![CDATA[SDGs 2030]]></category>
		<category><![CDATA[unesco]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=100929</guid>

					<description><![CDATA[<p>ยูเนสโกเปิดเวทีถกปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาทั่วโ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-270326/">กสศ. นำเสนอ ‘Thailand Zero Dropout Plus’ บนเวทีโลก ปักหมุดไทยต้นแบบแก้เด็กหลุดระบบที่ UNESCO ยอมรับ สู่โค้งสุดท้าย SDGs ปี 2030</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ยูเนสโกเปิดเวทีถกปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาทั่วโลก ท่ามกลางตัวเลขเด็กและเยาวชนกว่า <strong>273 ล้านคน</strong> ที่ยังหลุดจากการเรียนรู้ ขณะที่ประเทศไทยนำเสนอโมเดล <strong>“Thailand Zero Dropout Plus”</strong> บนเวทีระดับโลก ในงานเปิดตัวรายงาน <strong><em>GEM Report 2026: Countdown to 2030 – Access and Equity</em></strong> ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดย <strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> ในฐานะตัวแทนประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก (APAC) นำเสนอแนวทางแก้ปัญหาจาก “ข้อมูลจริงสู่การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น” ผ่านโมเดล <strong>“Thailand Zero Dropout Plus”</strong>  ซึ่งกำลังได้รับความสนใจในระดับนานาชาติ</p>



<p>เวทีดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ณ สำนักงานใหญ่ UNESCO ภายใต้หัวข้อการอภิปรายระดับสูงว่าด้วยนโยบายแก้ปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษา โดยมีผู้แทนระดับรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการและผู้กำหนดนโยบายจากหลายประเทศเข้าร่วม อาทิ อิตาลี โมซัมบิก เฮติ และอาร์เมเนีย สะท้อนความเร่งด่วนของปัญหาการศึกษาที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/05-3.jpg" alt="" class="wp-image-100934" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/05-3.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/05-3-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/05-3-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/05-3-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/05-3-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>ในโอกาสนี้ <strong>ผู้จัดการ กสศ.</strong> ได้ร่วมหารือกับ <strong>Dr. Khaled El-Enany </strong>ผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานยูเนสโก และ <strong>Ms. Stefania Giannini</strong> ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ด้านการศึกษา โดยเน้นย้ำบทบาทของประเทศไทยในการร่วมขับเคลื่อนนโยบาย “<strong>Zero Dropout”</strong> ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนปี 2030 (พ.ศ. 2573) พร้อมทั้งเตรียมความร่วมมือเพื่อออกแบบทิศทางการศึกษาโลก เพื่อบรรลุเป้าหมาย SDG 4</p>



<p>ด้าน <strong>Ms. Stefania Giannini</strong> เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีเด็กและเยาวชนทั่วโลกกว่า <strong>273 ล้านค</strong>น ที่อยู่นอกระบบการศึกษา และ<strong>ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 7</strong> พร้อมย้ำว่า <strong>“การเข้าถึงการศึกษา จะไม่มีความหมายเลย หากปราศจากความเสมอภาค” </strong>โดยเสนอให้แต่ละประเทศออกแบบระบบการศึกษาที่สอดคล้องกับบริบทของตนเอง และให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบางเป็นอันดับแรก</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/02-3.jpg" alt="" class="wp-image-100935" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/02-3.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/02-3-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/02-3-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/02-3-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/02-3-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>“ข้อมูล” จุดตั้งต้นของการเปลี่ยนระบบ</strong></h3>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท</strong> ระบุว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศไทยในการพาเด็กกลับเข้าสู่ระบบการเรียนรู้ เริ่มจาก “การมีข้อมูลที่แม่นยำ” โดย กสศ. เชื่อมโยงเลขบัตรประชาชนกับฐานข้อมูลโรงเรียนกว่า 30,000 แห่งทั่วประเทศ ทำให้ค้นพบเด็กและเยาวชนที่ไม่เคยถูกมองเห็นมากกว่า <strong>1 ล้านคน</strong></p>



<p>ข้อมูลดังกล่าวกลายเป็นฐานสำคัญในการออกแบบนโยบาย และจุดประกายความร่วมมือจากทุกภาคส่วน (All for Education) ทั้งภาครัฐที่ยกระดับเป็นนโยบายระดับชาติ และภาคเอกชนที่ร่วมสนับสนุนผ่านตลาดการเงิน เช่น การระดมทุนผ่านหุ้นกู้ของ บมจ.แสนสิริ เพื่อสนับสนุนโครงการราชบุรี Zero Dropout ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนสู่นโยบาย Thailand Zero Dropout Plus ในที่สุด</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/image-74.jpeg" alt="" class="wp-image-100930" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/image-74.jpeg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/image-74-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/image-74-768x511.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/image-74-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/image-74-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">Ms. Stefania Giannini</figcaption></figure></div>


<h3 class="wp-block-heading"><strong><strong>จาก “เคาะประตูบ้าน” สู่การ “เคาะแผนการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ชีวิต”</strong></strong></h3>



<p>กสศ. ได้นำข้อมูลไปสู่การทำงานเชิงรุกในระดับพื้นที่ ผ่านเครือข่ายชุมชนและอาสาสมัคร เพื่อค้นหาและเข้าใจความต้องการของเด็กเป็นรายบุคคล</p>



<p>ผลสำคัญที่พบคือ เด็กเกือบ <strong>2 ใน 3 ไม่ต้องการกลับเข้าสู่ระบบโรงเรียนแบบเดิม</strong> เนื่องจากข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจและบาดแผลทางใจ นำไปสู่การพัฒนา <strong>“การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น</strong>” เช่น</p>



<ul>
<li>ระบบ <strong>Learning Passport และธนาคารหน่วยกิต</strong> ที่เปิดโอกาสให้สะสมผลการเรียนรู้จากหลายช่องทาง ทั้งศูนย์การเรียนและการฝึกอาชีพ</li>



<li>การสนับสนุนทรัพยากรแบบ <strong>“เฉพาะบุคคล”</strong> เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเลือกเส้นทางชีวิตที่เหมาะสมกับตนเอง</li>
</ul>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/03-4.jpg" alt="" class="wp-image-100939" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/03-4.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/03-4-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/03-4-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/03-4-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/03-4-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>GEM Report ชี้ “คอขวด” การศึกษาสู่มหาวิทยาลัย</strong></h3>



<p>รายงาน GEM Report 2026 ยังอ้างอิงข้อมูลจาก กสศ. เพื่อสะท้อนความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง โดยพบว่า เด็กยากจนที่จบ ม.3 มีเพียง <strong>13.5%</strong> ที่สามารถเข้าสู่มหาวิทยาลัยได้</p>



<p>สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อน <strong>“คอขวด”</strong> ของระบบการศึกษาไทย ซึ่งส่งผลต่อการขาดแคลนแรงงานทักษะสูง และเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของการหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง (<a href="https://unesdoc.unesco.org/ark:/48223/pf0000397618.locale=en">หน้า 219</a>) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นต้องมีทางเลือกการศึกษาและการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เพื่อทลายคอขวดทางการศึกษา และลดความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืนในอนาคต</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/image-75.jpeg" alt="" class="wp-image-100931" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/image-75.jpeg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/image-75-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/image-75-768x511.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/image-75-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/image-75-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท</figcaption></figure></div>


<h3 class="wp-block-heading"><strong>กสศ.–ยูเนสโก เดินหน้าความร่วมมือสู่อนาคตการศึกษา</strong></h3>



<p>ด้าน <strong>Ms. Marina Patrier </strong>รองผู้อำนวยการและหัวหน้าฝ่ายการศึกษา สำนักงานยูเนสโกส่วนภูมิภาค ณ กรุงเทพฯ และสำนักงานเพื่อการประสานงานสหประชาชาติในเอเชียและแปซิฟิกระบุว่า เอเชีย–แปซิฟิก ยังมีเด็กและเยาวชนกว่า <strong>127 ล้านคน</strong> ที่อยู่นอกระบบการศึกษา ความร่วมมือระหว่างยูเนสโกและ กสศ. ผ่าน<strong>กลุ่มพันธมิตรเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (EEA)</strong> จึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างโอกาสให้กลุ่มเปราะบาง</p>



<p>โดยงานวิจัยร่วม ชี้ว่า <strong>“การศึกษาที่ยืดหยุ่น” </strong>เป็นตัวเปลี่ยนเกมในการลดความเสี่ยงของเยาวชนนอกระบบ (NEET) ขณะที่นวัตกรรมอย่าง Learning Coin ได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถเชื่อมการเรียนรู้กับโอกาสทางการศึกษาได้จริง</p>



<p>ทั้งนี้ ประเทศไทยยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน SDG 4 ในภูมิภาค และร่วมกับ UNESCO พัฒนาการศึกษาในยุคใหม่ ทั้งการใช้ AI อย่างเหมาะสม และการออกแบบระบบการศึกษาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความเสมอภาคและความพร้อมต่ออนาคตอย่างยั่งยืน</p>



<p></p>



<p><em>อ่านเนื้อหาฉบับเต็มเกี่ยวกับรายงาน </em><a href="https://unesdoc.unesco.org/ark:/48223/pf0000397618.locale=en" target="_blank" rel="noopener" title=""><em>GEM Report 2026</em></a><br><em>รับชมการประชุมย้อนหลัง</em> <em><a href="https://www.youtube.com/live/DNMx3pB2xJ0" target="_blank" rel="noopener" title="Launch of the 2026 GEM Report: Access and equity">Launch of the 2026 GEM Report: Access and equity</a></em></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-270326/">กสศ. นำเสนอ ‘Thailand Zero Dropout Plus’ บนเวทีโลก ปักหมุดไทยต้นแบบแก้เด็กหลุดระบบที่ UNESCO ยอมรับ สู่โค้งสุดท้าย SDGs ปี 2030</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เครือข่าย EEA เดินหน้าเชื่อมรอยต่อการเรียนรู้–การทำงาน แก้ปัญหาเยาวชนกลุ่ม NEET ยกระดับความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่อเสริมศักยภาพทุนมนุษย์ไทย</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-291225/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 29 Dec 2025 05:26:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[NEET]]></category>
		<category><![CDATA[EEA]]></category>
		<category><![CDATA[unesco]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=98749</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 องค์การยูเนสโก กรุงเทพฯ ร่ว [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-291225/">เครือข่าย EEA เดินหน้าเชื่อมรอยต่อการเรียนรู้–การทำงาน แก้ปัญหาเยาวชนกลุ่ม NEET ยกระดับความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่อเสริมศักยภาพทุนมนุษย์ไทย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 <a href="https://www.unesco.org/en/fieldoffice/bangkok"><strong>องค์การยูเนสโก กรุงเทพฯ</strong></a> ร่วมกับ <a href="https://www.eef.or.th/eef/"><strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong></a> จัดประชุมออนไลน์ความร่วมมือ<a href="https://equity-ed.net/home/equitable-education-alliance/">เครือข่ายพันธมิตรเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</a> (Equitable Education Alliance: EEA) ครั้งที่ 14 ภายใต้หัวข้อ <strong><em>“การป้องกันและแก้ไขสถานการณ์ปัญหาเยาวชนที่ไม่ได้อยู่ในการศึกษา การทำงาน หรือการฝึกอบรม (NEET) ผ่านมาตรการแนวปฏิบัติที่ดีจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”</em></strong> ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ <strong><em>“ปิดช่องว่าง เชื่อมรอยต่อ พัฒนาทุนมนุษย์ไทย”</em></strong></p>



<p>เวทีดังกล่าวมุ่งรับมือแนวโน้มอัตรา NEET ที่เพิ่มสูงขึ้น ควบคู่กับการยกระดับทุนมนุษย์ของประเทศไทย เปิดพื้นที่ให้ภาคีเครือข่ายจากภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ทั้งในและต่างประเทศ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เชิงลึก และร่วมกันตกผลึกแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนกลุ่มเสี่ยงที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษา วางรากฐานความร่วมมือระดับภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-41.jpeg" alt="" class="wp-image-98752" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-41.jpeg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-41-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-41-768x511.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-41-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-41-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">ริกะ โยโรซุ</figcaption></figure></div>


<p></p>



<p>การประชุมดังกล่าวเปิดฉากด้วยการวางกรอบ “ความท้าทายร่วมของภูมิภาค” ผ่านคำกล่าวเปิดของ <strong>คุณริกะ โยโรซุ</strong> <strong>ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาจากยูเนสโก กรุงเทพฯ</strong> ซึ่งเน้นย้ำความมุ่งมั่นร่วมกันของยูเนสโกและ กสศ. ในการฟื้นคืน “โอกาสการเรียนรู้ที่มีความหมาย” และ “การทำงานอย่างมีศักดิ์ศรี” ให้แก่เยาวชน</p>



<p>“ปัญหาเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษา ยังคงเป็นความท้าทายร่วมของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” คุณริกะกล่าว โดยอ้างอิงข้อมูลล่าสุดของยูเนสโก และแถลงการณ์ร่วมลังกาวีว่าด้วยเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา ณ ประเทศมาเลเซีย เมื่อเดือนตุลาคม 2568</p>



<p>ภายใต้บริบทนี้ เครือข่าย EEA ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2563 และปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 40 องค์กร ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเส้นทางการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เข้าถึงได้ และสอดรับกับชีวิตจริงของเยาวชน โดยมุ่งลดช่องว่างระหว่างทักษะที่แรงงานมีอยู่กับทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการ ในเศรษฐกิจดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว</p>



<p>“หากเทคโนโลยีไม่รับใช้ความเสมอภาค ผู้เรียนจำนวนมากก็จะยังคงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” คุณริกะกล่าว พร้อมย้ำว่า ความร่วมมือข้ามภาคส่วนระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา ตลอดจนชุมชน คือเงื่อนไขสำคัญในการทำให้หลักการ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” เกิดขึ้นจริง</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-40.jpeg" alt="" class="wp-image-98751" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-40.jpeg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-40-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-40-768x511.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-40-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-40-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>เพื่อปูพื้นฐานสู่การแลกเปลี่ยนเชิงลึก คุณริกะได้ขยายภาพสถานการณ์เยาวชนกลุ่ม NEET ในฐานะ “ความท้าทายเชิงโครงสร้าง” ผ่านการนำเสนอผลการศึกษาขั้นต้นเกี่ยวกับนวัตกรรมด้านการศึกษาและการฝึกอบรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยพบว่า เด็กและเยาวชนกว่า 17 ล้านคนยังอยู่นอกระบบการศึกษา และเยาวชน 1 ใน 5 อยู่ในสถานะ NEET โดยเฉพาะเยาวชนหญิงซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่ากลุ่มอื่น</p>



<p>ความเหลื่อมล้ำเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากแต่ฝังรากอยู่ในปัจจัยทางสังคมหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นเพศสภาพ ความพิการ การย้ายถิ่นฐาน ช่องว่างการจ้างงาน หรือความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล</p>



<p>ประสบการณ์จากหลายประเทศในภูมิภาคจึงชี้ให้เห็น “ศักยภาพของโมเดลการเรียนรู้แบบโมดูลที่ใช้ดิจิทัลเป็นฐาน” ซึ่งสามารถตอบสนองต่อบริบทที่แตกต่างได้จริง เสริมด้วยการมีส่วนร่วมของนายจ้าง และระบบเตือนภัยล่วงหน้า โดยมีเงื่อนไขความสำเร็จสำคัญ ได้แก่ การช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ช่องทางการกลับเข้าสู่ระบบที่หลากหลาย การมีส่วนร่วมและการเป็นเจ้าของโดยชุมชน การวางแผนบนฐานข้อมูล และการจัดสรรงบประมาณอย่างต่อเนื่อง&nbsp;</p>



<p>เพื่อขยับจาก “โครงการนำร่อง” ไปสู่ “การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ” คุณริกะจึงเสนอว่า จำเป็นต้องมีแหล่งทุนที่หลากหลายนอกเหนือจากงบประมาณภาครัฐ พร้อมทั้งเปิดพื้นที่ให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการออกแบบมาตรการ</p>



<p>หลักการดังกล่าวได้ถูกนำไปสู่การปฏิบัติจริง และสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในประเทศไทย ผ่านโมเดล<strong> </strong><a href="https://en.eef.or.th/2024/06/25/1-school-3-systems/" target="_blank" rel="noopener" title=""><strong>1 โรงเรียน 3 รูปแบบ</strong></a> และแอปพลิเคชัน <a href="https://thailandzerodropout.eef.or.th/" target="_blank" rel="noopener" title=""><strong>Thailand Zero Dropout</strong></a> ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการขยายผลสู่ระดับภูมิภาค<br></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-44.jpeg" alt="" class="wp-image-98755" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-44.jpeg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-44-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-44-768x511.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-44-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-44-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">พัฒนะพงษ์ สุขมะดัน</figcaption></figure></div>


<p></p>



<p>จากภาพรวมระดับภูมิภาคสู่ระดับประเทศ <strong>คุณพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ.</strong> ได้ฉายภาพการตอบสนองเชิงนโยบายระดับชาติของประเทศไทย ผ่านการนำเสนอทิศทางยุทธศาสตร์ป้องกันการหลุดออกจากระบบการศึกษา ยุทธศาสตร์ดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือระหว่าง 11 หน่วยงานภาครัฐตลอดสามปีที่ผ่านมา ภายใต้มติคณะรัฐมนตรีเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2567 โดยดำเนินงานขับเคลื่อนผ่าน 4 มาตรการหลัก ได้แก่ การบูรณาการฐานข้อมูล การติดตามช่วยเหลือรายบุคคล การขยายการเรียนรู้ยืดหยุ่น และการเสริมเส้นทางการเรียนรู้ควบคู่การทำงาน</p>



<p>ผลการดำเนินงานล่าสุดในปี 2568 ประเทศไทยสามารถช่วยเหลือเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาได้ราว 100,000 คน ขณะเดียวกันยังมีกลุ่มเป้าหมายอีกราว 880,000 คน ที่ทุกภาคส่วนจะร่วมกันดึงให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่น และได้รับการพัฒนาทักษะเพื่อก้าวสู่การเป็นกำลังสำคัญของประเทศต่อไป โดยมาตรการ <a href="https://en.eef.or.th/portfolio-items/thailand-zero-dropout/"><strong>Thailand Zero Dropout</strong></a> ที่เตรียมขยายผลในปีถัดไป คือมีแนวทางรองรับเด็กและเยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย และสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนด้วย</p>



<p>“เวทีการประชุมครั้งนี้จึงทำหน้าที่เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนของผู้ปฏิบัติงานจริง เพื่อเชื่อมโยงความร่วมมือและยกระดับโมเดลที่มีศักยภาพสู่การขยายผลในวงกว้าง”<em> </em>คุณพัฒนะพงษ์กล่าวสรุป</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-43.jpeg" alt="" class="wp-image-98754" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-43.jpeg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-43-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-43-768x511.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-43-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-43-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-42.jpeg" alt="" class="wp-image-98753" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-42.jpeg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-42-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-42-768x511.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-42-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-42-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>ในระดับปฏิบัติการ ความก้าวหน้าของประเทศไทยตั้งอยู่บน “ฐานข้อมูลบูรณาการ” ระบบดังกล่าวช่วยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถติดตามเด็กนอกระบบอายุ 3–18 ปี เกือบหนึ่งล้านคน และเชื่อมโยงเด็กแต่ละรายเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้ที่เหมาะสม ครอบคลุมทั้ง <strong>โมเดล 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ, ศูนย์การเรียนรู้ตามมาตรา 12, โรงเรียนเคลื่อนที่ และพื้นที่การเรียนรู้ที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน</strong> โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณแบบมุ่งเป้า ขณะเดียวกัน ความร่วมมือกับภาคเอกชนและงานวิจัยเชิงประยุกต์ยังช่วยเสริมการเรียนรู้ควบคู่กับการทำงาน</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-46.jpeg" alt="" class="wp-image-98757" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-46.jpeg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-46-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-46-768x511.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-46-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-46-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p>ใ</p>



<p>นขณะที่ประเทศไทยเน้นการบูรณาการเชิงระบบ ประสบการณ์ของมาเลเซียได้สะท้อนบทบาทของ “ข้อมูลเชิงคาดการณ์” ในการป้องกันการหลุดออกจากระบบการศึกษา โดย <strong>ดร.นิก ฟาติฮะห์ บินติ นิก อับดุลลาห์</strong> <strong>ผู้ช่วยผู้อำนวยการกองวางแผนและวิจัยทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการมาเลเซีย</strong> ได้นำเสนอว่า กระทรวงศึกษาธิการมาเลเซียได้เปลี่ยนผ่านจากระบบเดิมที่ติดตามช่วยเหลือผู้เรียนแบบแมนนวล ไปสู่ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ โดยใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลผู้เรียนรายบุคคล</p>



<p>ระบบดังกล่าวมีชื่อว่า <strong>“</strong><a href="https://www.moe.gov.my/sistem-pengurusan-pembelajaran-sipp" target="_blank" rel="noopener" title=""><strong>SiPKPM</strong></a><strong>”</strong> เชื่อมโยงข้อมูลการเข้าเรียน ผลการเรียน และข้อมูลจิตพฤติกรรม เพื่อคาดการณ์ความเสี่ยงในการหลุดออกจากระบบการศึกษาของผู้เรียน ช่วยชี้นำการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า และสนับสนุนการตัดสินใจที่รวดเร็วบนฐานหลักฐานแทนการคาดเดา” ดร.นิกกล่าว</p>



<p>ปัจจุบัน ระบบนี้ถูกใช้งานโดยเจ้าหน้าที่และครูแนะแนวกว่า 11,000 คนทั่วประเทศ ผ่านแดชบอร์ดอัตโนมัติที่แจ้งเตือนผู้เรียนกลุ่มเสี่ยงสูง และแนะนำเส้นทางการเรียนรู้และอาชีพที่สอดคล้องกับศักยภาพรายบุคคล กรณีศึกษาแสดงให้เห็นว่า การวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ด้วย AI เมื่อผสานกับการดูแลช่วยเหลือโดยบุคลากรที่มีจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ การขจัดอุปสรรคเชิงโครงสร้าง เช่น ความยากจนและระยะทาง สามารถดำเนินไปได้ผ่านการสนับสนุนที่พัก การช่วยเหลือทางการเงิน และการติดตามต่อเนื่อง จนนำผู้เรียนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้จริง</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-48.jpeg" alt="" class="wp-image-98759" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-48.jpeg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-48-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-48-768x511.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-48-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-48-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>จากระบบและเทคโนโลยี สู่ระดับห้องเรียน มุมมองระดับนานาชาติจากประเทศแคนาดาช่วยเติมเต็มภาพผ่าน “มิติมนุษย์” โดย <strong>รองศาสตราจารย์ ดร.อิซาเบล นิเซต์</strong> <strong>คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชอร์บรูค ประเทศแคนาดา</strong> ซึ่งเน้นบทบาทของครูในฐานะ “ปัจจัยคุ้มกันสำคัญต่อการหลุดออกจากระบบการศึกษา”</p>



<p>“<a href="https://www.unesco.org/en/articles/meeting-every-learner-where-they-are">วิธีการจัดการเรียนการสอนที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล</a> ผ่านห้องเรียนโอบรับความหลากหลาย การประเมินเชิงวินิจฉัย และแผนรายบุคคล ทำหน้าที่ทั้งป้องกันและฟื้นฟูผู้เรียนทุกกลุ่ม” ดร.อิซาเบล กล่าว&nbsp;</p>



<p>ประสบการณ์ของแคนาดาชี้ให้เห็นว่า เมื่อเนื้อหา กระบวนการ และการประเมิน สอดคล้องกับความสนใจ ความพร้อม และความแตกต่างของผู้เรียน การมีส่วนร่วมจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อมี “ความสัมพันธ์ครู–นักเรียนที่ตั้งอยู่บนความไว้วางใจ” เป็นฐาน และมี AI ทำหน้าที่สนับสนุนการสอนที่ตอบสนองความแตกต่างได้อย่างเหมาะสม ในเชิงปฏิบัติ การจัดการเรียนรู้เริ่มต้นจากการทำความเข้าใจความหลากหลายและการจัดลำดับความจำเป็นของผู้เรียน ก่อนจะต่อยอดสู่การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น และการประเมินผลที่ปรับให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-45.jpeg" alt="" class="wp-image-98756" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-45.jpeg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-45-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-45-768x511.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-45-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-45-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">(จากซ้าย) รอง ดร.อิซาเบล นิเซต์ / ดร.นิก ฟาติฮะห์ บินติ นิก อับดุลลาห์</figcaption></figure></div>


<p></p>



<p>บทเรียนจากหลายประเทศได้ข้อสรุปร่วมกันว่า การป้องกันการหลุดออกจากระบบ และการดึงผู้เรียนกลับสู่การเรียนรู้ ต้องอาศัยระบบที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และเสริมด้วยความสัมพันธ์ที่เข้มแข็งในทุกระดับ</p>



<p>ระบบข้อมูลบูรณาการของไทย ระบบเตือนภัยด้วย AI ของมาเลเซีย และแนวทางการสอนที่โอบรับความหลากหลายของแคนาดา ล้วนตอกย้ำความสำคัญของการช่วยเหลือตั้งแต่เนิ่น ๆ การระดมพลังของชุมชน และความไว้วางใจระหว่างผู้เรียนกับครู ไปจนถึงระดับครอบครัว ชุมชน และประเทศ ยิ่งความสัมพันธ์เหล่านี้แน่นแฟ้นมากเท่าใด ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาในระยะยาวก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้น และโอกาสที่เด็กและเยาวชนจะคงอยู่บนเส้นทางการเรียนรู้ก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-47.jpeg" alt="" class="wp-image-98758" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-47.jpeg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-47-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-47-768x511.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-47-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-47-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">อาลอนโซ ปาดูล ลี</figcaption></figure></div>


<p></p>



<p>ในระดับชุมชน หลักการเชิงระบบและความสัมพันธ์เดียวกันนี้ ได้รับการพิสูจน์ผ่านการดำเนินงานเชิงพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดย <strong>คุณอาลอนโซ ปาดูล ลี</strong> <strong>ผู้จัดการฝ่ายคุณภาพการดำเนินพันธกิจภาคสนาม มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย</strong> ได้นำเสนอผลลัพธ์เชิงประจักษ์จาก “โครงการ Youth Ready for Work for Life” ซึ่งพัฒนาเยาวชนทั้งด้านเกษตร ด้านอาชีพ และด้านการเงิน พร้อมเชื่อมต่อสู่การศึกษาทั้งในและนอกระบบ” นายอาลอนโซกล่าว</p>



<p>โครงการดังกล่าวดำเนินงานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 ใน 43 พื้นที่ 32 จังหวัด ความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โรงเรียน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ช่วยให้โครงการสามารถเข้าถึงเยาวชนกว่า 66,000 คน ฝึกทักษะอาชีพมากกว่า 15,000 คน สนับสนุนการเป็นผู้ประกอบการ 2,600 คน และช่วยให้เยาวชนกลุ่มเปราะบาง 253 คนมีงานทำภายในปี พ.ศ. 2568</p>



<p>สำหรับยุทธศาสตร์ในช่วงปี พ.ศ. 2569–2573 โครงการจะมุ่งขยายการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เสริมพลังความร่วมมือ และเพิ่มการดูแลกลุ่มเปราะบางมากขึ้น รวมถึงเด็กพิการ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-49.jpeg" alt="" class="wp-image-98760" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-49.jpeg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-49-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-49-768x511.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-49-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-49-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">เศรษฐ์ อัลยุฟรี</figcaption></figure></div>


<p></p>



<p>มุมมองจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังได้ตอกย้ำเพิ่มเติมถึงความสำคัญของ “การเป็นเจ้าของร่วม” และ “การประสานงานข้ามหน่วยงาน” โดย <strong>คุณเศรษฐ์ อัลยุฟรี</strong> <strong>นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี</strong> ชี้ให้เห็นว่า ความยากจน ความเปราะบางของครอบครัว และประเด็นด้านความปลอดภัย เป็นปัจจัยสำคัญต่อการหลุดออกจากระบบการศึกษา</p>



<p>การจัดหาปัจจัยพื้นฐาน ทุนการศึกษา และการดูแลที่จำเป็นแก่ผู้เรียน จึงดำเนินการผ่านกรอบแนวทาง <strong>4 จ.</strong> ได้แก่ “เจอ – จัด – จิก – จบ” ควบคู่กับระบบส่งต่อการช่วยเหลือรายกรณี</p>



<p>“เรามองบทบาทของตนเองในฐานะผู้ประสานและเอื้ออำนวยความร่วมมือ ที่เชื่อมโยงโรงเรียน หน่วยงานรัฐ ผู้นำศาสนา และภาคเอกชน ให้ร่วมกันรับผิดชอบต่ออนาคตของเด็กและเยาวชน” นายเศรษฐ์กล่าว โดยยกตัวอย่างกองทุน “บูดักปัตตานี”<em> </em>ที่ระดมทุนจากซะกาตและวากัฟ ตามหลักความเชื่อทางศาสนา ซึ่งได้กลายเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนเส้นทางการศึกษาและอาชีพในพื้นที่</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-50.jpeg" alt="" class="wp-image-98761" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-50.jpeg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-50-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-50-768x511.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-50-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-50-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">สันติพงษ์ ศิลปสมบูรณ์</figcaption></figure></div>


<p></p>



<p>ในอีกพื้นที่หนึ่ง การพัฒนาเชิงพื้นที่แบบบูรณาการได้แสดงให้เห็นศักยภาพของ “ระบบนิเวศการเรียนรู้ในชุมชน” โดย <strong>คุณสันติพงษ์ ศิลปสมบูรณ์</strong> <strong>ผู้อำนวยการกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลตำบลลำปางหลวง จังหวัดลำปาง</strong> ได้นำเสนอการยกระดับพื้นที่สู่ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนผ่านกรอบ “วัคซีนชีวิต — สุขภาพ การศึกษา อาชีพ คุณค่าชีวิต”</p>



<p>กรอบดังกล่าวช่วยจำแนกผู้เรียนออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มปกติ กลุ่มเสี่ยง และกลุ่มนอกระบบ พร้อมสนับสนุนเป้าหมายเชิงรายบุคคลให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละคน ภายใต้กรอบการทำงานนี้ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ช่วยให้เยาวชน 19 คนกลับเข้าสู่การเรียนรู้ ขยายทักษะ และได้รับทุนสนับสนุนจากภาคเอกชน</p>



<p>“ด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือในระดับพื้นที่และการมีส่วนร่วมของครอบครัว เรากำลังก้าวไปสู่การเป็นตำบลแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต” คุณสันติพงษ์กล่าว พร้อมระบุว่า การรับฟังเสียงของกลุ่มเปราะบางได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการปรับพื้นที่การเรียนรู้ให้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์ที่ทุกคนเข้าถึงได้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-51.jpeg" alt="" class="wp-image-98762" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-51.jpeg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-51-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-51-768x511.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-51-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/12/image-51-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์</figcaption></figure></div>


<p></p>



<p>ในช่วงท้ายของการประชุม เป็นการสรุปและประมวลองค์ความรู้จากทั้งต่างประเทศและประเทศไทย โดย <strong>คุณธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์</strong> <strong>ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ กสศ.</strong> เน้นย้ำว่า</p>



<p>“การป้องกันการหลุดออกจากระบบต้องอาศัยการบูรณาการระหว่างเทคโนโลยี นโยบาย และชุมชน เพื่อสร้างเส้นทางการเรียนรู้ที่ครอบคลุมและยืดหยุ่น”ประสบการณ์จากประเทศไทย มาเลเซีย แคนาดา และพื้นที่ปฏิบัติการในปัตตานีและลำปาง สะท้อนตรงกันว่า ผลกระทบที่ยั่งยืนเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือระหว่างรัฐ ชุมชน โรงเรียน ครอบครัว และภาคีระหว่างประเทศ เมื่อระบบมีความยืดหยุ่น ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ใช้ชุมชนเป็นฐาน ตอบสนองต่อชีวิตจริง และเปิดพื้นที่ให้เยาวชนมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน ภายใต้ปัจจัยดังกล่าว การลดอัตราการหลุดออกจากระบบการศึกษา และปัญหา NEET จึงไม่ใช่เพียงความหวัง หากแต่เป็น “การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่มีผลเชิงประจักษ์” ซึ่งดำเนินงานลงลึกถึงชีวิตของเด็กและเยาวชนรายบุคคล และเส้นทางชีวิตของพวกเขาในอนาคต</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-291225/">เครือข่าย EEA เดินหน้าเชื่อมรอยต่อการเรียนรู้–การทำงาน แก้ปัญหาเยาวชนกลุ่ม NEET ยกระดับความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่อเสริมศักยภาพทุนมนุษย์ไทย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นและ กสศ. ได้รับการยอมรับจาก UNESCO ว่าเป็นโครงการที่ส่งเสริมความเสมอภาคด้านภาษา </title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-140325-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 14 Mar 2025 09:42:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ครูรักษ์ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[unesco]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[Global Guidance on Multilingual Education]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=91758</guid>

					<description><![CDATA[<p>โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น และ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-140325-2/">โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นและ กสศ. ได้รับการยอมรับจาก UNESCO ว่าเป็นโครงการที่ส่งเสริมความเสมอภาคด้านภาษา </a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น และ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้รับการยอมรับจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) ให้เป็นตัวอย่างการทำงานด้านความเสมอภาคด้านภาษา<strong> </strong>ในคู่มือ <em>Global Guidance on Multilingual Education</em> ซึ่งเปิดตัวในงานครบรอบ 25 ปีวันภาษาแม่สากลที่ องค์การยูเนสโกสำนักงานใหญ่กรุงปารีส เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2025คู่มือนี้มีจุดประสงค์เพื่อรณรงค์ให้ผู้เรียนทุกคนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพในภาษาที่พวกเขาเข้าใจ โดยสนับสนุนแนวทางการศึกษาเพื่อความเสมอภาค และส่งเสริมเอกลักษณ์ของแต่ละวัฒนธรรม ซึ่งจะ “<strong>ช่วยให้กระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปใช้ในการกำหนดนโยบายด้านพหุภาษาในระบบการศึกษา”</strong></p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ความโดดเด่นของโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น</strong></h3>



<p>โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นมีความโดดเด่นในด้านการผลิตและพัฒนาครูที่มีคุณภาพ ซึ่งเข้าใจลึกซึ้งในบริบทของชุมชนท้องถิ่นโดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล และมีความสามารถหลากหลายทางภาษา โครงการนี้มีการอบรมหลักสูตร “การจัดการศึกษาแบบทวิ-พหุภาษาโดยอาศัยภาษาแม่เป็นฐาน” หรือ <em>Mother Tongue-Based Multilingual Education (MTBMLE)</em> ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของยูเนสโกในการส่งเสริมสิทธิในการศึกษาให้กับทุกคนในภาษาที่พวกเขาเข้าใจ ภายใต้แนวคิด “Championing all learners’ right to a quality education in languages they understand”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-96bf28"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/03/01-5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>การส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาในพื้นที่ห่างไกล</strong></h3>



<p>โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นยังมุ่งเน้นสร้างโอกาสให้กับเยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในพื้นที่ห่างไกล ระดับมัธยมศึกษาปีที่&nbsp; 6 ที่มีผลการเรียนดีและตั้งใจที่จะเป็นครูให้ได้ศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วจะได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการครูในท้องถิ่นเพื่อช่วยเหลือเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลบ้านเกิดของตนเอง ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนครูและการโยกย้ายบ่อย</p>



<figure class="wp-block-gallery has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-3 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex">
<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="91760" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/03/02-7.jpg" alt="" class="wp-image-91760" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/03/02-7.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/03/02-7-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/03/02-7-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/03/02-7-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/03/02-7-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="91761" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/03/03-6.jpg" alt="" class="wp-image-91761" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/03/03-6.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/03/03-6-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/03/03-6-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/03/03-6-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/03/03-6-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>
</figure>



<p></p>



<p>ในปี 2567 ที่ผ่านมา บัณฑิตจากโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นแรกจำนวน 327 คน จาก 11 สถาบันต้นแบบการผลิตครู ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการครูในโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลต่าง ๆ ครอบคลุม 44 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่หลากหลาย เช่น พื้นที่สูงบนภูเขา พื้นที่ชายแดน และพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางภาษาและชาติพันธุ์</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เป้าหมายในอนาคต</strong></h3>



<p>โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นมีเป้าหมายที่จะเพิ่มจำนวนครูในพื้นที่ห่างไกลให้มากขึ้นในช่วง 4 ปีข้างหน้า โดยจะมีครูรุ่นใหม่กลับไปบรรจุเป็นข้าราชการครูในโรงเรียนประมาณ 1,269 แห่งทั่วประเทศ</p>



<p></p>



<p><strong>ดาวน์โหลดคู่มือ Global guidance on multilingual education ได้ที่<br></strong><a href="https://unesdoc.unesco.org/ark:/48223/pf0000392477" target="_blank" rel="noopener" title=""> https://unesdoc.unesco.org/ark:/48223/pf0000392477<br></a> (เกี่ยวกับโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น อยู่ที่หน้า 78)&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-140325-2/">โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นและ กสศ. ได้รับการยอมรับจาก UNESCO ว่าเป็นโครงการที่ส่งเสริมความเสมอภาคด้านภาษา </a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. ร่วมหารือผู้นำด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิตจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นรับมือสภาวะที่โลกเปลี่ยนไป</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-061124/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 06 Nov 2024 06:55:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[ASEAN+3 REGIONAL LEARNING CITIES CONFERENCE 202]]></category>
		<category><![CDATA[Freeform School]]></category>
		<category><![CDATA[unesco]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=88017</guid>

					<description><![CDATA[<p>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมหารือกับผู [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-061124/">กสศ. ร่วมหารือผู้นำด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิตจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นรับมือสภาวะที่โลกเปลี่ยนไป</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมหารือกับผู้แทนเมืองแห่งการเรียนรู้ของ UNESCO กว่า 200 คนจากประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศ ‘PLUS 3’ ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น สาธารณรัฐประชาชนจีน และสาธารณรัฐเกาหลี เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกใน <strong>‘ประชุมสัมมนาเมืองแห่งการเรียนรู้ระดับภูมิภาคอาเซียนบวกสาม’</strong> หรือ <strong>‘ASEAN+3 REGIONAL LEARNING CITIES CONFERENCE 2024’ </strong>ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรก ณ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 29 – 30 ตุลาคม 2567</p>



<p>สหประชาชาติประมาณการว่า ปัจจุบันประชากรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีจำนวนเกือบ 700 ล้านคน และกว่าครึ่งอาศัยอยู่ในเมือง <strong><em>“เมื่อพื้นที่ในเมืองโตขึ้น ความท้าทายและโอกาสต่าง ๆ ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน”</em></strong> ซึ่งความท้าทายที่เกิดขึ้น มีตั้งแต่ปัญหาเร่งด่วน เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหนาแน่นของประชากรเมืองที่ส่งผลไปยังสภาพเศรษฐกิจและสังคม การสูญเสียอัตลักษณ์ของวัฒนธรรมท้องถิ่น ไปจนถึงความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1da5bd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/11/1106_ประชุมสัมมนาเมืองแห่งการเรียนรู้-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ce6819"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/11/1106_ประชุมสัมมนาเมืองแห่งการเรียนรู้-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ด้วยเหตุนี้ สำนักงานยูเนสโกประจำภูมิภาคกรุงเทพมหานคร ร่วมกับหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดงาน <strong>‘ประชุมสัมมนาเมืองแห่งการเรียนรู้ระดับภูมิภาคอาเซียนบวกสาม’</strong> หรือ <strong>‘ASEAN+3 REGIONAL LEARNING CITIES CONFERENCE 2024’ </strong>เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างภาคีเครือข่ายในภูมิภาค เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกและเร่งให้เกิดความก้าวหน้าในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของวาระการศึกษาปี 2573 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง SDG 4: การศึกษาที่มีคุณภาพ และ SDG 11: เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน โดยเชิญผู้นำเมืองแห่งการเรียนรู้ นายกเทศมนตรี และเจ้าหน้าที่ระดับสูง จากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศญี่ปุ่น สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐเกาหลี เครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ 38 เมืองของประเทศไทย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยด้านเมืองแห่งการเรียนรู้และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ UNESCO, UN Habitat, UNDP และ NGO และผู้แทนภาคีเครือข่ายสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้มหาชน กทม. นายกเทศมนตรีและนายกเทศบาลเมืองในเครือข่ายการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ ผู้บริหาร คณาจารย์ และนักวิจัยจากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ เข้าร่วม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f9d72d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/11/1106_ประชุมสัมมนาเมืองแห่งการเรียนรู้-07.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-81069d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/11/1106_ประชุมสัมมนาเมืองแห่งการเรียนรู้-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>เบส พงศกร แก้วเกื้อญาติ </strong>เยาวชนวัย 17 ปีในโครงการ Freeform School โดยคลองเตยดีจัง เครือข่ายนวัตกรรมการศึกษาทางเลือกของ กสศ. เป็นตัวแทนเยาวชนขึ้นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่อง ‘<strong>การขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้อย่างยั่งยืน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา’</strong>&nbsp;</p>



<p>เขาเล่าว่า หลายปีที่หลุดไปจากระบบการศึกษา ไม่เคยคิดว่าจะกลับมาเรียนหนังสืออีก กระทั่งคุณป้าที่เป็นประธานชุมชนชวนให้ลองเข้าเรียนที่ Freeform School เบสจึงพบว่า <strong>‘ห้องเรียนนอกกรอบ’</strong> ที่เข้าไปค้นพบ คือพื้นที่ของการจัดการเรียนรู้ซึ่งต่างไปจากโรงเรียนปกติ และจึงตระหนักว่าตัวเขาเอง <strong><em>“ไม่ได้อยากเรียนหนังสือ”</em></strong> หากที่ผ่านมาเขาแค่ไม่รู้มาก่อนว่าอยากเรียนอะไร หรือจะเอาวิชาความรู้ที่ได้ไปต่อยอดชีวิตอย่างไร&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p><strong>เบส</strong>นำเสนอบทเรียนสั้น ๆ จากประสบการณ์เกี่ยวกับแนวทางการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น ซึ่งทำให้เขาเข้าใจถึงความหมายของการเรียนรู้ตลอดชีวิตว่า <strong><em>“ตอนอยู่ในโรงเรียนปกติ ผมไม่เคยชอบเรียน ติดเพื่อน รู้สึกสนใจเรื่องอื่นมากกว่า จนวันหนึ่งต้องออกจากโรงเรียน จากนั้นได้ลองเข้าไปที่ Freeform School และพอใช้เวลาสักพัก ก็เข้าใจว่า ‘การเรียนรู้ที่มีเป้าหมายชัดเจน’ โดยเฉพาะการเรียนเพื่อประกอบอาชีพ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ไขไปสู่แรงบันดาลใจ ให้รู้สึกอยากพยายามค้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบจนพบ และจากนั้นก็จะพร้อมเดินหน้าเรียนรู้ต่อไปไม่หยุด”</em></strong>&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-95beb8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/11/1106_ประชุมสัมมนาเมืองแห่งการเรียนรู้-08.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">พงศกร แก้วเกื้อญาติ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>“Freeform School”</strong> เป็นการจัดการเรียนรู้ในโครงการ <strong>“Mobile School เข้าโรงเรียนไม่ได้ให้โรงเรียนไปหา”</strong> ตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ มาตรา 12 ที่กำหนดให้องค์กรเอกชนมีสิทธิจัดการศึกษา และออกวุฒิได้ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลาย&nbsp;</p>



<p>Freeform School ใช้การจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานทั้ง Onsite และ Online แบ่งกระบวนการออกเป็น 4 ขั้นตอน เริ่มจาก&nbsp;</p>



<ol>
<li style="font-size:16px">กิจกรรมเข้าค่ายเสริมทักษะ ที่จะชวนเด็กเยาวชน ซึ่งแตกต่างด้วยพื้นเพ และสาเหตุหลากหลายที่ทำให้ไม่อาจเรียนรู้ในระบบโรงเรียนปกติ มาแลกเปลี่ยนมุมมองความคิดและส่งต่อแรงบันดาลใจระหว่างกัน&nbsp;</li>



<li style="font-size:16px">ทำบันทึกการเรียนรู้ประจำวัน จากกิจกรรมที่สนใจหรืออาชีพการงานที่แต่ละคนทำ อาทิ งานซ่อมรถ พนักงานเสิร์ฟอาหาร การทำงานบ้าน การเล่นดนตรี ฯลฯ&nbsp;</li>



<li style="font-size:16px">เรียนรู้ผ่านใบงานใน 8 กลุ่มสาระ เช่น คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย ฯลฯ เพื่อเรียนรู้วิชาตามมาตฐานหลักสูตรแกนกลาง&nbsp;</li>



<li style="font-size:16px">ทำโครงงานเพื่อจบการศึกษา ซึ่งผู้เรียนเลือกได้ว่าจะ ‘ทดลองปฏิบัติ’ (Practical Experiment) หรือ ‘ศึกษาและค้นคว้า’ (Study &amp; Research) โดยใช้หัวข้อจากเรื่องที่สนใจ หรือเป็นกิจกรรมที่อยากทำแต่ต้องการเก็บประสบการณ์เพื่อเตรียมความพร้อม ซึ่งทาง Freeform School จะมีทุนตั้งต้นให้ราว 5,000 บาท เป็นค่าเครื่องมืออุปกรณ์</li>
</ol>



<p>สำหรับเบส ซึ่งเลือกทดลองปฏิบัติเกี่ยวกับ ‘การแต่งเพลง’ และเล่าเรื่องราวการทำงานผ่านช่องยูทูป (YouTube) และ ติ๊กต็อก (TikTok) เขาบอกว่าการทำโครงงานไม่เพียงเปิดโอกาสให้ลงมือทำในสิ่งที่สนใจ หากสิ่งที่เรียนรู้ผ่านขั้นตอนต่าง ๆ ยังช่วยขัดเกลาทักษะ เสริมประสบการณ์ และเติมเต็มความมั่นใจให้มองเห็นช่องทางอีกมากมายในการประกอบอาชีพ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b2edb3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/11/1106_ประชุมสัมมนาเมืองแห่งการเรียนรู้-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ตอนนี้ผมทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหาร แต่สิ่งที่อยากเรียนรู้จริง ๆ คือเรื่องการแต่งเพลง จึงเลือกทำโครงงานในหัวข้อนี้ มันจึงเป็นโอกาสครั้งแรกที่ได้ลองแต่งเพลงจริงจัง ได้ทำคลิปเกี่ยวกับขั้นตอนต่าง ๆ ทั้งเขียนเพลง แต่งทำนอง ไปจนถึงขั้นตอนมิกซ์และอัดเสียง ซึ่งพอได้ทำต่อเนื่องผมก็พบว่ามันไม่ได้แค่สนุก แต่ยังมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมากมายในงานสายนี้ที่ต้องเรียนรู้ต่อไปไม่สิ้นสุด ผมจึงเริ่มคิดถึงการเรียนต่อในระดับสูงเพื่ออยากจะประกอบอาชีพทางด้านนี้”&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>บทเรียนของเบส เป็นเพียงส่วนเสี้ยวหนึ่งของแนวคิดเรื่องเมืองแห่งการเรียนรู้ ที่เป้าหมายสำคัญอยู่ที่ ‘การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต’ โดยเชื่อมโยงสถาบันการศึกษา การฝึกอบรม และวัฒนธรรม และดึงดูดผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่หลากหลาย โดยเฉพาะภาคเอกชนและภาคประชาสังคม มาร่วมสร้างสภาพแวดล้อมที่ ‘ประชากรทุกช่วงวัย’ สามารถเข้าถึงโอกาสการเรียนรู้ และนำการเรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อสร้างเส้นทางการเรียนรู้ตลอดชีวิตของตนเองได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-49be79"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/11/ซูฮย็อน-คิม-Ms.-Soohyun-Kim.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ซูฮย็อน คิม</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ซูฮย็อน คิม (Ms. Soohyun Kim</strong>) <strong>ผู้อำนวยการส่วนภูมิภาคของยูเนสโก</strong> ยกย่องว่า <strong><em>“การทำให้การเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นจริงได้สำหรับพลเมืองทุกคน คือความมุ่งมั่นอันน่าชื่นชม”</em></strong> โดยปัจจุบันทั่วโลกมีเมืองแห่งการเรียนรู้ของ UNESCO 356 แห่งใน 79 ประเทศ ถ้านับเฉพาะภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มี 19 แห่ง ในประเทศจีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี มีรวมกัน 70 แห่ง ขณะที่ประเทศไทยซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุมมีเมืองแห่งการเรียนรู้ 10 แห่งทั่วประเทศ โดยเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ใหม่ในปี 2567 รวม 3 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ขอนแก่น และยะลา</p>



<p>“เมืองเหล่านี้กำลังสร้างเส้นทางไปสู่ความรู้ เพื่อให้มั่นใจว่าการเรียนรู้จะไม่จำกัดอยู่เพียงในโรงเรียนหรือในห้องเรียนเท่านั้น แต่ต้องขยายออกไปยังทุกพื้นที่ ไม่ว่าสวนสาธารณะ บนท้องถนน ในบ้าน หรือสถานประกอบการต่าง ๆ”</p>



<p>ผู้อำนวยการส่วนภูมิภาคของยูเนสโก<strong> </strong>กล่าวว่า แนวทางของประเทศไทยต่อแนวคิดเรื่องเมืองแห่งการเรียนรู้ นอกจากจะสอดคล้องกับหลักการโดยรวมของยูเนสโกแล้ว ยังมีจุดเด่นคือกลยุทธ์และความคิดริเริ่ม ที่เน้นขับดันลักษณะเฉพาะทางบริบทสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจของเมืองนั้น ๆ ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ ต่อการส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมถึงสร้างเมืองที่ครอบคลุมผู้คนทุกกลุ่ม และยั่งยืนขึ้นจากความร่วมมือของหน่วยงานต่าง ๆ เช่น บพท. ยูเนสโก กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) กระทรวงศึกษาธิการ และกรุงเทพมหานคร</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เมื่อโลกเปลี่ยน ผู้คนต้องปรับตัว การเรียนรู้เองก็ต้องก้าวไปสู่วิธีการใหม่ ๆ</strong></h3>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0d02fe"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/11/ราอูล-วาลเดส-โคเตรา-Mr-Raul-Valdes-Cotera.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ราอูล วาลเดส โคเตรา</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ราอูล วาลเดส&nbsp;โคเตรา (Mr. Raúl Valdés-Cotera) ตัวแทนเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ของยูเนสโก</strong> กล่าวว่า หลายเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว จึงต้องส่งเสริมให้พลเมืองเข้าถึงโอกาสการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อรับมือทุกความผันผวนท้าทาย ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ สังคม เศรษฐกิจ จนถึงผลพวงจากความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างไรก็ตามแต่ละเมืองก็มีการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่แตกต่างกัน ในวาระนี้ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ‘ASEAN+3 REGIONAL LEARNING CITIES CONFERENCE’<strong> </strong>ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก เนื่องมาจากแนวปฏิบัติและประสบการณ์ในการสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยประเทศไทยมีความสามารถด้านการเชื่อมโยงสถาบันการศึกษาไปสู่การฝึกอบรม และยังมีวัฒนธรรมเฉพาะที่โดดเด่น ทั้งเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายครอบคลุม ตลอดจนมีภาคีด้านการศึกษาที่หลากหลายทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน ที่ช่วยกันสร้างสภาพแวดล้อมและวิธีการที่ประชาชนสามารถนำการเรียนรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน และกำหนดแนวทางการเรียนรู้ของตนเองได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5dbfdf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/11/ดร.กิตติ-สัจจาวัฒนา.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.กิตติ&nbsp;สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) </strong>กล่าวว่า ด้วยความแตกต่างทางบริบทโครงสร้างสังคมวัฒนธรรม แต่ละเมืองจึงจำเป็นต้องเรียนรู้แลกเปลี่ยน และนำเสนอต้นแบบการพัฒนาเมืองที่มีความเฉพาะตัว เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจและองค์ความรู้สำหรับการสร้างพื้นที่สำหรับคนทุกคน โดยความสำคัญของการสร้างพื้นที่ร่วมกัน คือการแลกเปลี่ยนข้อมูล บนฐานความหลากหลายของชาติพันธุ์ ของวัฒนธรรม ของความเชื่อต่าง ๆ ซึ่งท้ายที่สุดทุกความแตกต่างจะมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียว คือการพัฒนาพื้นที่ร่วมกันโดยทุกคนมีส่วนร่วม</p>



<p>“งานครั้งนี้ที่กรุงเทพมหานคร เป็นเจ้าภาพ เราจะมีโอกาสได้แสดงให้นานาชาติเห็นแนวคิดและผลลัพธ์ของการสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ตามบริบทของเรา บนกรอบแนวคิดที่ต้องการพัฒนาเมืองไปพร้อมกับเรียนรู้ถึงรากเหง้า จิตวิญญาณ&nbsp; และวิถีชีวิตของผู้คนทั้งอดีตและปัจจุบันที่อยู่ภายในเมืองและพื้นที่รายรอบ”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-02acfd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/11/ศุภชัย-ปทุมนากุล.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศุภชัย ปทุมนากุล</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) </strong>กล่าวว่า “การเรียนรู้เป็นเครื่องมืออันทรงพลังของการเปลี่ยนแปลง โดยหากผู้นำหรือผู้บริหารตระหนักว่า ทุกเขตเมืองมีศักยภาพที่จะสร้างพื้นที่เรียนรู้ของคนทุกกลุ่มทุกช่วงวัย และส่งเสริมให้พลเมืองเข้าถึงและนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองหรือชุมชนสังคมได้ เชื่อว่าทุกเมืองจะสามารถเร่งกระบวนการพัฒนาได้ ดังนั้นความสำคัญของการนำเสนอต้นแบบเมืองแห่งการเรียนรู้ของแต่ละเมือง รวมถึงทุกข้อเสนอแนะและทุกบทสรุปของงานครั้งนี้ จะเป็นข้อมูลอันมีค่าต่อการทำงานวิจัยเรื่องการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ ที่จะมีประโยชน์มากกับอีกหลายเมืองที่จะเข้ามาร่วมเครือข่ายต่อไปในอนาคต”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5888b9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/11/พิเชฐ-โพธิ์ภักดี.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">พิเชฐ โพธิ์ภักดี</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>พิเชฐ โพธิ์ภักดี&nbsp;รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ </strong>กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังตื่นตัวเรื่องเมืองแห่งการเรียนรู้อย่างมาก เห็นได้จากนอกจากสิบเมืองที่ได้รับการรับรองจากยูเนสโกแล้ว ยังมีเมืองที่เข้าร่วมเครือข่ายเมืองการเรียนรู้อีกมากกว่าสามสิบแห่ง เราจึงได้เห็นความตั้งใจพัฒนาและนำเสนอสิ่งดี ๆ ของแต่ละเมือง ซึ่งนอกจากเรื่องของความภาคภูมิใจแล้ว ยังถือว่าเป็นประโยชน์ในแง่ของการชักชวนส่งต่อให้เมืองอื่น ๆ ก้าวเข้ามาร่วมกันในปีต่อ ๆ ไปด้วย</p>



<p>“สำหรับกระทรวงศึกษาธิการ เราเชื่อว่าสถาบันการศึกษามีความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งในแง่ขององค์ความรู้ ทรัพยากร และเครือข่าย ในการจัดการเรียนรู้ที่ขนานกันไป ระหว่างการศึกษาในห้องเรียนและพื้นที่ข้างนอก ตัวอย่างที่เห็นชัดคือจังหวัดพะเยา ที่มีมหาวิทยาลัยพะเยาเป็นผู้นำการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ โดยมี กสศ. รับบทบาทเป็นฝ่ายเติมเต็มและประสานเชื่อมโยงความร่วมมือ ซึ่งถือเป็นการทำงานสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ที่เน้นเรื่องความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เพราะการทำงานให้สำเร็จได้นั้นไม่อาจพึ่งพาหน่วยงานภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องมีภาคเอกชนและภาคประชาชนเข้ามาร่วมด้วย เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายของการสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิต เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา และต้องเรียนอย่างมีความสุข”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-eff303"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/11/1106_ประชุมสัมมนาเมืองแห่งการเรียนรู้-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>สำหรับบทบาทของ <strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา </strong>ด้านการเดินหน้าผลักดันเรื่อง ‘การเรียนรู้ตลอดชีวิต’ ที่สะท้อนผ่านนิทรรศการ นอกจากเรื่องราวของเบสกับการเรียนรู้ผ่าน Freeform School ที่เป็นส่วนหนึ่งในโครงการ <strong>‘MobileSchool เข้าโรงเรียนไม่ได้ให้โรงเรียนไปหา’</strong> ยังมีการนำเสนอการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นตอบโจทย์ชีวิตในรูปแบบอื่น ๆ เช่น การเรียนรู้ผ่าน <strong>‘ศูนย์การเรียน’</strong><strong> </strong>การจัดการเรียนรู้ด้วยโมเดล <strong>‘1 โรงเรียน 3 รูปแบบ’</strong> และยังมีห้องประชุมย่อยที่นำเสนอเรื่องราวการทำงาน <strong>‘เมืองแห่งการเรียนรู้’</strong> ที่จังหวัดพะเยา ขอนแก่น และยะลา</p>



<p>รวมถึงอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ ความร่วมมือของ กสศ. กับกรุงเทพมหานคร ผ่าน ‘การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ: ABE’ ในการ ‘การพัฒนาตัวแบบเมืองแห่งการเรียนรู้อย่างยั่งยืนน’ บนพื้นที่เขตคลองเตยและเขตปทุมวัน เพื่อสร้างโอกาสทางการเรียนรู้สำหรับคนทุกกลุ่ม ทั้งเพื่อวุฒิการศึกษาและการพัฒนาอาชีพ โดยเริ่มต้นที่กลุ่มเป้าหมายหลักคือเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา พร้อมมีทุนสนับสนุนให้ผู้เรียนเข้าถึงการเรียนรู้ตามความสนใจ มีการพัฒนาหลักสูตรร่วมกับภาคเอกชน มุ่งตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงาน และสนับสนุนการจัดพื้นที่เรียนรู้ในสวนสาธารณะ สามเด็กเล่น ห้องสมุด หรือจัดตั้งศูนย์ฝึกอาชีพในชุมชน&nbsp;</p>



<p>โดยทั้งหมดได้นำมาจัดแสดงผ่านกิจกรรมสาธิต ซึ่งผู้ร่วมงานสามารถเข้าชมพร้อมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเสนอแนะแนวทางร่วมกัน เพื่อขับเคลื่อนผลักดันให้การ ‘ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาผ่านการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้’ เป็นวาระสำคัญทางสังคมต่อไป</p>



<p></p>



<p><strong>เนื้อหาส่วนหนึ่งอ้างอิงจากเว็บไซต์</strong> <a href="https://pmua.or.th/21138/" target="_blank" rel="noopener" title="">หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-061124/">กสศ. ร่วมหารือผู้นำด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิตจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นรับมือสภาวะที่โลกเปลี่ยนไป</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. ร่วมประชุมขับเคลื่อนการศึกษาในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เร่งสร้างการเรียนรู้เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-180924/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 18 Sep 2024 04:45:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[APMED 6]]></category>
		<category><![CDATA[LE2030+]]></category>
		<category><![CDATA[unesco]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=86486</guid>

					<description><![CDATA[<p>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เข้าร่วมการประ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-180924/">กสศ. ร่วมประชุมขับเคลื่อนการศึกษาในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เร่งสร้างการเรียนรู้เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> เข้าร่วมการประชุมระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ครั้งที่ 6 ว่าด้วยการศึกษา 2030 (6th Asia-Pacific Meeting on Education 2030 : APMED6) ในหัวข้อ “การเร่งรัดการดำเนินการ: การเปลี่ยนแปลงเนื้อหาและวิธีการเรียนรู้เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” (Accelerating Actions: Transforming the What and How of Learning for a Sustainable Future) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-13 กันยายน 2567ณ โรงแรมแบงค็อก แมริอ็อท มาคีส์ ควีนส์ ปาร์ค ภายใต้ความร่วมมือขององค์การยูเนสโก (UNESCO) โดยสำนักงานภูมิภาคกรุงเทพฯ (UNESCO Bangkok) ร่วมกับองค์การยูนิเซฟ โดยสำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก และสำนักงานภูมิภาคเอเชียใต้ (UNICEF EAPRO: East Asia and Pacific, UNICEF ROSA: Regional Office for South Asia) องค์การสหประชาชาติ (UN: United Nations) และรัฐบาลประเทศญี่ปุ่น โดยกระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี (MEXT: Ministry of Education, Culture, Sports, Science and Technology) จัดขึ้นร่วมกันภายใต้ <strong>‘กลุ่มเครือข่ายการเรียนรู้และการศึกษาเอเชียแปซิฟิก 2030+’ (LE2030+)</strong></p>



<p>ในการประชุมสี่วัน ตัวแทนจากประเทศต่าง ๆ ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่จากกระทรวงศึกษาธิการ, ผู้ประสานงาน SDG 4 ระดับนานาชาติ, เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานด้านพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, สถาบันหรือองค์กรการศึกษาระดับชาติและระดับภูมิภาค, องค์กรระดับภูมิภาคและอนุภูมิภาคระหว่างประเทศ, องค์กรภาคประชาสังคม (NGO/CSO) ระดับชาติและระดับภูมิภาค, ตัวแทนเยาวชน, หน่วยงานสหประชาชาติจากประเทศสมาชิก UNESCO 46 ประเทศในภูมิภาค รวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องด้านการศึกษาทั้งภายในและภายนอกภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมกว่า 150 คน เข้าร่วมสำรวจความคืบหน้าในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDG) 4* จากการนำเสนอต้นแบบการทำงาน พร้อมระดมความคิดเพื่อแก้ไขวิกฤตการเรียนรู้ เร่ง ‘สร้างการเรียนรู้ที่รองรับคนทุกกลุ่มทุกช่วงวัย’ และ ‘พัฒนาการเรียนรู้ในช่วงต้นสำหรับเด็กเยาวชนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก’ ซึ่งจะเป็นหัวใจของการเปลี่ยนแปลงการศึกษาที่ยั่งยืน</p>



<p style="font-size:14px"><em>*เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) เป็นชุดเป้าหมายการพัฒนา 17 เป้าหมายที่ได้รับการรับรองจาก 193 ประเทศสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ และเป็นทิศทางการพัฒนาที่ทุกประเทศต้องดำเนินการร่วมกัน ครอบคลุมช่วงระยะเวลาที่ต้องบรรลุภายใน 15 ปี (ค.ศ. 2016-2030/พ.ศ.2559-2573) โดยเป้าหมายที่ 4 คือ สร้างหลักประกันว่าคนทุกคนต้องได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุมและเท่าเทียม และสนับสนุนโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต</em></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4f7376"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/09/0918_ร่วมประชุมขับเคลื่อนการศึกษา-06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-356dd7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/09/0918_ร่วมประชุมขับเคลื่อนการศึกษา-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ช่วงเปิดงาน ตัวแทนแต่ละภาคส่วนได้เน้นย้ำถึงประเด็นสำคัญของการประชุม APMED 6 ว่าด้วยเรื่อง ‘วิกฤตการเรียนรู้’ โดยแม้ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะคืบหน้าด้านการขยายการเข้าถึงการศึกษาอย่างยิ่งในช่วงเกือบ 1 ทศวรรษที่ผ่านมา และมีข้อมูลที่ระบุว่าจำนวนนักเรียนในระบบการศึกษามีเพิ่มขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีเด็กเยาวชนจำนวนมากที่ไม่อยู่ในระบบ ส่วนในด้านผลลัพธ์การเรียนรู้ ข้อมูลยังชี้ว่ามีนักเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้นเกือบ 50% ของประเทศราวครึ่งหนึ่งของภูมิภาค ที่ไม่สามารถยกระดับผลลัพธ์การพัฒนาทักษะพื้นฐานการอ่าน-เขียน และทักษะการคำนวณ ตามข้อมูลล่าสุดจากการประเมิน PISA ที่ระบุว่าตั้งแต่ปี 2018 ถึง 2022 (พ.ศ.2561-2565) ภาพรวมของการพัฒนาทักษะดังกล่าวในกลุ่มนักเรียนอายุ 15 ปีมีแนวโน้มลดลง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5186d0"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/09/0918_ร่วมประชุมขับเคลื่อนการศึกษา-04.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">Ms. Soohyun Kim</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>Ms. Soohyun Kim ผู้อำนวยการสำนักงานยูเนสโกกรุงเทพ ฯ </strong>กล่าวว่า ผลลัพธ์ที่ระบุว่านักเรียนระดับชั้นประถมและมัธยมศึกษาตอนต้นกว่าครึ่งหนึ่ง มีการเรียนรู้ด้านการอ่านและคำนวณต่ำกว่าเกณฑ์ อีกทั้งตัวเลขในภาพรวมที่บอกว่ามีเด็กเยาวชนน้อยกว่า 40% ต่อรุ่นที่สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมปลาย ทำให้ต้องเร่งส่งเสริมให้เกิดการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม เพื่อสร้างสันติภาพและส่งมอบความเจริญก้าวหน้าโดยใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มจำนวน ‘โรงเรียนแห่งความสุข’ และทำให้เกิดนิเวศการเรียนรู้ที่ให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และพัฒนาความเป็นอยู่ของผู้เรียนให้ดีขึ้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ef5b57"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/09/Ms.-June-Kunugi.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">Ms. June Kunugi</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>Ms. June Kunugi ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก </strong>(UNICEF EAPRO) กล่าวว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลให้เกิดวิกฤตด้านคุณภาพการศึกษาที่รุนแรง ทั้งระบบการศึกษาหลายแห่งในภูมิภาค ยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการด้านการศึกษาและการฝึกอบรมของผู้เรียน ชุมชน หรือประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทปัจจุบัน ที่ทุกประเทศต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ สังคม เช่นความเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน หรือด้านสิ่งแวดล้อมเช่นความเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ซึ่งล้วนส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อตัวผู้เรียน และต่อการจัดการเรียนรู้ โดย ‘ระบบการศึกษา’ จำเป็นจะต้อง ‘ตอบสนองต่อความเป็นจริงในชีวิตประจำวัน’ ได้มากขึ้น และขณะเดียวกัน ก็ต้องเป็นการเรียนรู้ที่สามารถคาดการณ์ถึงความเปลี่ยนแปลงของอนาคตไปพร้อมกัน</p>



<p>“การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทิ้งผลกระทบยาวนานซึ่งทำให้นักเรียนส่วนหนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีการเรียนรู้ถดถอย ทำให้ต้องมีมาตรการเร่งด่วนต่อการสร้างโอกาสการเข้าถึงการเรียนรู้สำหรับเด็กเยาวชนกลุ่มเปราะบาง ทั้งจากความยากจน ความห่างไกล ความเป็นชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์และภาษา ผู้พิการ ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งต่าง ๆ หรือจากภัยพิบัติ ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยเด็กเยาวชนหลายคนแม้จะยังอยู่ในโรงเรียน แต่ก็มีการเรียนรู้ที่ต่ำกว่ามาตรฐาน ซึ่ง ณ ปัจจุบันมีเด็กเยาวชนจำนวนมากที่ประสบปัญหาด้านการอ่าน-เขียน หรือทำความเข้าใจในสิ่งพื้นฐาน โดยมีข้อมูลที่ระบุว่าเด็กวัย 10 ขวบราว 6 จาก 10 คนในเอเชียใต้ ไม่สามารถอ่านทำความเข้าใจข้อความง่าย ๆ ในภาษาของตนเอง ซึ่งส่งผลต่อการเรียนรู้ด้านอื่น ๆ และเป็นทั้งการสูญเสียโอกาสของเด็กเยาวชนคนหนึ่ง และความเสียหายของประเทศชาติที่ต้องการกำลังคนมาพัฒนาเศรษฐกิจละสังคมในอนาคต ในนามองค์การยูนิเซฟ จึงขอให้รัฐบาลของประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เร่งดำเนินการตามพันธกรณีต่ออนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child) โดยรับประกันว่าเด็กทุกคน จะต้องเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุมและปลอดภัย โดยเฉพาะในช่วงชั้นปฐมวัยจนถึงการศึกษาภาคบังคับ”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2fca28"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/09/Mr.-Hiroaki-Motomura.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">Mr. Hiroaki Motomura</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>Mr. Hiroaki Motomura ผู้อำนวยการด้านแผนและยุทธศาสตร์ต่างประเทศ กระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประเทศญี่ปุ่น </strong>กล่าวถึงการรับมือกับช่วงเวลาหลังสถานการณ์โควิด-19 ว่า “ประเทศญี่ปุ่นได้พยายามปรับตัวอย่างรวดเร็วหลังสถานการณ์โควิด-19 โดยนำเครื่องมือดิจิทัลมาเป็นส่วนสำคัญของการเรียนรู้ ลดความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงเครื่องมือ มีการสร้างหลักประกันการเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง สำหรับการศึกษาระบบทางไกลและการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Hybrid learning) เพื่อพร้อมรับมือกับวิกฤตการณ์หรือภัยพิบัติต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต นอกจากนี้การเรียนรู้แบบผสมผสาน ยังช่วยให้ประชากรกลุ่มเปราะบางสามารถเข้าถึงโอกาสการเรียนรู้ได้อย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น”&nbsp;</p>



<p><strong>Mr. Hiroaki </strong>กล่าวเน้นย้ำถึงความร่วมมือทั้งระดับภูมิภาคและในระดับนานาชาติ ว่าการสนับสนุนความร่วมมือคือกลไกสำคัญของการรับมือกับวิกฤตด้านการศึกษา โดยเรียกร้องไปยังคนทำงานด้านการศึกษาของประเทศต่าง ๆ ในการลงนามและลงมือปฏิบัติ เพื่อยืนยันความมุ่งมั่นที่จะยกระดับการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานของเด็กเยาวชน พร้อมเสนอให้เพิ่มการจัดสรรทุนสาธารณะอีก 10% ลงไปที่การจัดการเรียนรู้ในระดับก่อนประถมศึกษาและระดับประถมศึกษา เพื่อสนับสนุนการพัฒนาในระยะยาว</p>



<p>สอดคล้องกับประเด็นหนึ่งที่ข้อมูลแสดงให้เห็นว่า ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังมีการลงทุนด้านการศึกษาที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น ๆ ของโลก โดยผลสำรวจชี้ว่า รายจ่ายด้านการศึกษาในเอเชียแปซิฟิกมีอัตราลดลงในเกือบทุกภูมิภาคย่อย เช่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาลดลงจาก 15.41% ของรายจ่ายสาธารณะทั้งหมด เป็น 13.87% ซึ่งทำให้ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีการลงทุนด้านการศึกษาที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานระหว่างประเทศ (15% จากรายจ่ายสาธารณะทั้งหมด) รวมถึงงบประมาณหรือทรัพยากรด้านการศึกษาที่มีอยู่อย่างจำกัด ยังไม่ได้รับการจัดสรรอย่างมีประสิทธิภาพ การดำเนินงานปรับปรุงการจัดการเรียนรู้จึงไม่เกิดประสิทธิผลเท่าที่ควร</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-224f69"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/09/0918_ร่วมประชุมขับเคลื่อนการศึกษา-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ทั้งนี้การประชุม APMED 6 ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเร่งดำเนินการตามเป้าหมาย SDG 4 ในภูมิภาคให้เร็วขึ้น และเพื่อจัดการกับวิกฤตการเรียนรู้ในปัจจุบัน โดยประเด็นสำคัญของการประชุม คือติดตามการดำเนินการของรัฐบาลและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการศึกษาในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยคำนึงถึงความท้าทายด้านการศึกษาในปัจจุบัน ว่า ‘การเรียนรู้ที่มีคุณภาพของคนทุกกลุ่มทุกช่วงวัย’ อันเป็นเป้าหมายของ SDG 4 จำเป็นต้องประกอบด้วย การสร้างโอกาสเข้าถึงการศึกษาในช่วงชั้นปฐมวัยถึงการศึกษาภาคบังคับที่เสมอภาค มีคุณภาพ และนำไปสู่ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่มีประสิทธิผล ต่อเนื่องถึงการส่งเสริมโอกาสเข้าถึงการศึกษาด้านเทคนิค อาชีวศึกษา และอุดมศึกษาที่มีคุณภาพในราคาที่เอื้อมถึง เพื่อเพิ่มจำนวนประชากรที่มีทักษะแรงงานระดับสูง และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ อีกทั้งต้องส่งเสริมการเข้าถึงและการจัดการเรียนรู้และการฝึกอบรมที่ยืดหยุ่น หลากหลาย มีการยกระดับสิ่งอำนวยความสะดวก และจัดสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับผู้เปราะบางทุกเพศทุกวัย รวมถึงผู้พิการและกลุ่มชาติพันธุ์ และต้องเพิ่มจำนวนครูที่มีคุณสมบัติเหมาะสม โดยสร้างความร่วมมือทั้งภายในและระหว่างประเทศเพื่อการผลิตและพัฒนาครูที่มีประสิทธิภาพ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b2937f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/09/นายสุเทพ-แก่งสันเทียะ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">สุเทพ แก่งสันเทียะ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ด้าน<strong>นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ประเทศไทย </strong>กล่าวว่า “การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นจากทุกฝ่ายต่างตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาในภูมิภาค เมื่อวันนี้เรากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากความสูญเสียที่โควิด-19 ทิ้งร่องรอยไว้ รวมถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เกิดมลภาวะทางอากาศ ภาวะโลกร้อน ภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น จนถึงความเป็นไปของโลกที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงถึงการจัดการเรียนรู้ ดังนั้นเราต้องมีแนวทางการทำงานที่เร่งด่วนเพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบท ทำให้การเรียนรู้ครอบคลุมความหลากหลาย ยืดหยุ่น สอดรับเหมาะสมกับคนทุกกลุ่มทุกช่วงวัย&nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>&nbsp;</strong>&nbsp;</p>



<p>“สำหรับประเทศไทย เรามุ่งมั่นพัฒนาการศึกษาที่คำนึงถึงความยั่งยืน เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ต้องเตรียมผู้เรียนให้พร้อมรับมือกับความซับซ้อนของโลกสมัยใหม่ หรือคือการศึกษาเรียนรู้จะต้องสัมพันธ์กับรากฐานการพัฒนาคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำเรื่องการเข้าถึงโอกาส อย่างไรก็ตามการจะไปสู่เป้าหมาย เราจำเป็นต้องแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ นำเสนอแนวทางปฏิบัติ ตัวแบบการทำงานและนวัตกรรม ตลอดจนถ่ายทอดสถานการณ์ปัญหาร่วมกับคนทำงานด้านการศึกษาทั้งในและนอกภูมิภาค เพื่อนำเอาองค์ความรู้และวิธีการที่เหมาะสมมาปรับใช้ การทำงานจึงจะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c31b83"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/09/รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา-กสศ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศิรี จงดี</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ขณะที่<strong>นางสาวศิรี จงดี รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ.</strong> ซึ่งได้รับเชิญเข้าร่วมเสวนาเวทีย่อยในหัวข้อ ‘Financing for Education: การระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา’ ได้กล่าวสรุปใจความสำคัญจากวงเสวนาว่า “การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรการศึกษา คือดัชนีที่ชี้วัดได้ในเชิงปริมาณว่าแต่ละประเทศให้ความสำคัญกับการศึกษามากน้อยอย่างไร โดยเฉพาะสัดส่วนที่ลงไปตอบโจทย์กลุ่มประชากรเปราะบาง ด้วยข้อเท็จจริงระบุว่ากลุ่มคนที่เข้าไม่ถึงโอกาสจะใช้เวลาอยู่ในระบบการศึกษาได้ไม่นาน ดังนั้นการจัดสรรงบประมาณที่เสมอภาคจึงต้องยิ่งให้ความสำคัญกับการศึกษาในช่วงต้นของชีวิต หรือตั้งแต่ปฐมวัยถึงประถมศึกษา เพื่อไม่ให้เด็กเยาวชนที่ขาดความพร้อมหลุดออกไปในช่วงชั้นมัธยมศึกษา&nbsp;</p>



<p>ผู้แทน กสศ. ยังได้ตอบคำถามถึง ‘ข้อแนะนำด้านการดำเนินนโยบายเพื่อการระดมทุนสนับสนุนการศึกษาในประเทศไทย’ ว่า กสศ. เป็นหน่วยงานที่ทำงานลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยร่วมมือกับภาครัฐในการนำ ‘ข้อมูล’ มาใช้สนับสนุนนโยบายต่าง ๆ ของรัฐให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เนื่องด้วยการเก็บข้อมูลในทุกมิติของเด็กเยาวชนเป็นรายบุคคล จะช่วยให้สามารถออกแบบการจัดสรรงบประมาณที่ลงไปถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีความต้องการเร่งด่วนที่สุด เช่น โครงการจัดสรรเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข (ทุนเสมอภาค) ที่ดำเนินการเก็บข้อมูลผ่านครูมากกว่า 400,000 คนทั่วประเทศ เพื่อให้ทราบถึงปัญหาอุปสรรคในการเรียนรู้ของเด็กเยาวชน ทั้งด้านรายได้ครัวเรือน สุขภาพ สวัสดิภาพ และคุณภาพชีวิต ก่อนนำข้อมูลมาออกแบบการจัดสรรทรัพยากรที่เหมาะสมต่อปัญหาและความจำเป็น&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“มาตรการทางเศรษฐศาสตร์ช่วยชี้วัดรายได้ทางอ้อมที่เรียกว่า PMT: proxy means test คือกลไกที่สร้างความน่าเชื่อถือให้กระบวนการคัดกรอง โดยสามารถระบุตัวตนได้ เรียงลำดับได้ และชี้วัดได้ว่า ‘ใคร’ คือคนที่ต้องการการความช่วยเหลือมากที่สุด และควรมีกระบวนการอย่างไรเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของเด็กเยาวชนแต่ละคน และแม้จะเป็นทุนสนับสนุนแบบให้เปล่า แต่ด้วยเงื่อนไขที่ครอบคลุมเรื่องเวลาการเข้าชั้นเรียน รวมถึงการติดตามพัฒนาการในด้านต่าง ๆ จึงทำให้มั่นใจได้ว่าทุนที่ลงไปจะช่วยให้เด็กอยู่ในระบบการศึกษายาวนานขึ้น และมีโอกาสเข้าถึงโอกาสศึกษาต่อในระดับสูงต่อไป”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c58276"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/09/0918_ร่วมประชุมขับเคลื่อนการศึกษา-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ.</strong> กล่าวว่า การนำข้อมูลมาใช้เป็นฐานในภารกิจลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ยังครอบคลุมไปถึงเด็กเยาวชนที่ไม่มีรายชื่ออยู่ในระบบ โดย กสศ. ได้ร่วมกับภาครัฐ นำฐานข้อมูลจากทะเบียนราษฎร์ มาเทียบกับข้อมูลของเด็กเยาวชนทุกคนที่มีรายชื่ออยู่ในทุกสังกัดการศึกษา จนพบตัวตนของเด็กเยาวชนที่ตกหล่น ก่อนจะนำข้อมูลไปออกแบบขั้นตอนค้นหา ช่วยเหลือ และเตรียมความพร้อมสำหรับการเรียนรู้ที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล ซึ่งข้อมูลมิติต่าง ๆ จะช่วยให้การจัดสรรทรัพยากรทำได้ตรงจุด สามารถจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นมีทางเลือกและหลากหลาย ด้วยเด็กเยาวชนทุกคนไม่ได้พร้อมเท่ากันทั้งหมดที่จะกลับไปเรียนในโรงเรียน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1f9c70"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/09/0918_ร่วมประชุมขับเคลื่อนการศึกษา-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ในช่วงก่อนปิดการประชุมระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ครั้งที่ 6 ว่าด้วยการศึกษา 2030 (6th Asia-Pacific Meeting on Education 2030 : APMED6)&nbsp; ได้มีการสรุปแนวทาง ‘การเปลี่ยนแปลงเนื้อหาและวิธีการเรียนรู้เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน’ โดยลำดับความสำคัญของการทำงานเพื่อเร่งความคืบหน้าในการบรรลุเป้าหมาย SDG 4 ให้ได้ภายในปี ค.ศ. 2030 (พ.ศ. 2573) ตั้งแต่มุ่งเสริมสร้างการเรียนรู้ขั้นพื้นฐาน การคำนวณ ทักษะทางสังคมและอารมณ์ ซึ่งเป็นรากฐานที่จะต่อยอดไปสู่การเรียนรู้อื่นทั้งหมด โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ด้อยโอกาสที่สุด พร้อมจัดการเรียนรู้และปรับรูปแบบการศึกษาให้มีความยืดหยุ่น มีเส้นทางการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทำให้การเรียนรู้สามารถเชื่อมต่อไปถึงการประกอบอาชีพมีงานทำ เพิ่มประสิทธิภาพและลดความเหลื่อมล้ำในการเรียนรู้ผ่านเครื่องมือดิจิทัล แก้ไขปัญหาการขาดแคลนครูและการฝึกอบรมครูที่มีคุณภาพ ส่งเสริมให้วิชาชีพครูเป็นที่สนใจของคนรุ่นใหม่ ปรับสภาพแวดล้อมการทำงานของครู และผลักดันให้ครูมีเส้นทางพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้เกิดพันธมิตรทางสังคมที่จะร่วมผลักดันนโยบายด้านการศึกษา และการระดมทรัพยากรเพื่อขยายโอกาสในการเรียนรู้จากระดับชุมชน ท้องถิ่น จนถึงภูมิภาค</p>



<p>และท้ายที่สุดทุกประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ควรมีการรับรองเงินทุนที่เพียงพอและกระจายอย่างเสมอภาคสำหรับการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยจัดสรรงบประมาณอย่างน้อย 4-6% ของ GDP หรือ 15-20% ของรายจ่ายสาธารณะทั้งหมดสำหรับการศึกษา เพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานการจัดหาเงินทุนเพื่อการศึกษาอย่างยั่งยืนระหว่างประเทศ รวมถึงแก้ไขความไม่เท่าเทียมกันในการจัดสรรทรัพยากร ด้วยการกำหนดนโยบายซึ่งมุ่งความสำคัญไปยังพื้นที่ที่เร่งด่วน และใช้ประโยชน์จากความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน ท้องถิ่น หรือสถาบันการศึกษา เพื่อจัดหาทุนทรัพยากรที่จะกระจายไปในแต่ละพื้นที่ รวมถึงสนับสนุนการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านการศึกษา และขยายผลและขนาดของต้นแบบการทำงานที่ประสบความสำเร็จออกไปเป็นวงกว้าง</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-180924/">กสศ. ร่วมประชุมขับเคลื่อนการศึกษาในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เร่งสร้างการเรียนรู้เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. ร่วมกับ กทม. ชวนเรียนรู้ไม่สิ้นสุดผ่าน “เทศกาลการอ่านการเรียนรู้” ฉลองสมาชิกใหม่เมืองแห่งการเรียนรู้ UNESCO</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-290224/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 29 Feb 2024 13:02:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[เทศกาลการอ่านการเรียนรู้กรุงเทพมหานคร (BKK Read & Learn Festival)]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.พีรดร แก้วลาย]]></category>
		<category><![CDATA[เทศกาลการอ่านการเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กทม]]></category>
		<category><![CDATA[วริฎฐา แก้วเกตุ]]></category>
		<category><![CDATA[ศานนท์ หวังสร้างบุญ]]></category>
		<category><![CDATA[unesco]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=77957</guid>

					<description><![CDATA[<p>29 กุมภาพันธ์ 2567 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (ก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-290224/">กสศ. ร่วมกับ กทม. ชวนเรียนรู้ไม่สิ้นสุดผ่าน “เทศกาลการอ่านการเรียนรู้” ฉลองสมาชิกใหม่เมืองแห่งการเรียนรู้ UNESCO</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>29 กุมภาพันธ์ 2567 <strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> เข้าร่วมงานแถลงข่าวประกาศกรุงเทพมหานครเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ และกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน <strong>“เทศกาลการอ่านการเรียนรู้กรุงเทพมหานคร (BKK Read &amp; Learn Festival)”</strong> ณ ห้องเจ้าพระยา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร โดยมีนายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการแถลงข่าวร่วมกับผู้บริหารและผู้แทนภาคีเครือข่าย</p>



<p><strong>นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร </strong>กล่าวว่า<strong> </strong>กรุงเทพมหานครได้พยายามสมัครเข้าร่วมเป็นเครือข่ายระดับโลกของเมืองแห่งการเรียนรู้มาเป็นระยะเวลาหลายปีตั้งแต่ก่อนที่ทีมบริหารชุดนี้จะเข้ามา ซึ่งสิ่งสำคัญที่ทำให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ได้จะต้องอาศัยความมุ่งมั่นที่สูงมากและต้องมีนโยบายที่ชัดเจนจากผู้บริหาร ขณะเดียวกัน หัวใจของการสมัครเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้จะมีคำว่า Network อยู่ คือจะต้องมีภาคีเครือข่ายที่เข้มแข็ง ซึ่งกรุงเทพมหานครได้ยืนยันในหลักการ 2 เรื่อง ได้แก่ Learning for Life หรือการเรียนรู้ตลอดชีวิต และ Opportunities for All หรือการขยายโอกาสต่าง ๆ ให้ครอบคลุม</p>



<p>“การที่กรุงเทพมหานครได้รับคัดเลือกและประกาศรับรองให้เข้าเป็นสมาชิกใหม่ในเครือข่ายระดับโลกของเมืองแห่งการเรียนรู้ ไม่ใช่แค่เพียงสิ่งยืนยันความสำเร็จ แต่เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงกระบวนการหรือเครื่องมือที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของนโยบายต่าง ๆ มากกว่า ปัญหาหลักในช่วงที่สมัครคือถูกตั้งคำถามว่ากรุงเทพฯ ใหญ่เกินไปจนไม่สามารถทำได้หรือไม่ แต่ทีมทุกคนยืนยันว่าต้องเข้าร่วมทั้งกรุงเทพฯ เพราะเป็นเมืองที่มีโอกาสมากที่สุดทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจและเรื่องของการเรียนรู้ ซึ่งต้องขอขอบคุณภาคีเครือข่ายที่มาร่วมกัน” รองผู้ว่าฯ ศานนท์ กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3ad6d2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/0229_Read-Learn_PHOTO1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ในส่วนของทิศทางการขับเคลื่อนต่อไป <strong>รองผู้ว่าฯ ศานนท์</strong> กล่าวว่า  กรุงเทพมหานครได้กำหนด <strong>5 Primary Areas หรือประเด็นหลักในการขับเคลื่อน</strong> ได้แก่ 1. พัฒนาการเด็กปฐมวัย (Early Childhood Development) 2. การศึกษาภาคบังคับ (Compulsory Education) 3. การพัฒนาทักษะอาชีพ (Vocational Skills Development) 4. การเรียนรู้เพื่อทุกคน ทุกที่ ทุกเวลา (Lifelong learning for all, anywhere, anytime) และ 5. การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาเมือง (Participation of Youth and Citizens in Urban Development) ภายใต้หลักการ 2 เรื่องคือ Learning for Life และ Opportunities for All โดยได้หารือร่วมกับหน่วยงานสนับสนุนทุนว่าขอให้นำ 5 ประเด็นนี้เป็นประเด็นหลักในการสนับสนุนทุนแก่นักวิจัยหรือผู้มีส่วนร่วมขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้ไปกับกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ ในวันที่ 31 มีนาคม 2567 จะมีการแถลงว่ากรุงเทพมหานครและภาคีเครือข่ายจะดำเนินการอะไรบ้างภายใต้ 5 ประเด็นดังกล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9d8c72"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/0229_Read-Learn_PHOTO2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>กรุงเทพมหานคร เป็น 1 ใน 3 เมืองของประเทศไทย ที่องค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้คัดเลือกจากรายชื่อเมือง จำนวน 64 เมือง ใน 35 ประเทศทั่วโลก ซึ่งสมัครเข้าร่วมเป็น<strong>เครือข่ายระดับโลกของเมืองแห่งการเรียนรู้ (UNESCO Global Network of Learning Cities: GNLC)</strong> โดยกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยจังหวัดขอนแก่น และจังหวัดยะลา ได้รับการพิจารณาคัดเลือกและประกาศรับรองให้เข้าเป็นสมาชิกใหม่ในเครือข่ายระดับโลกของเมืองแห่งการเรียนรู้ในปีนี้ เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งเป็นการเชิดชูความพยายามอันโดดเด่นในการสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้เป็นจริงได้สำหรับทุกคนในระดับท้องถิ่น ด้วยคุณสมบัติต่าง ๆ ได้แก่ 1. การเชื่อมโยงของสถาบันศึกษา สถาบันฝึกอบรม และสถาบันวัฒนธรรม ตลอดจนการมีส่วนร่วมของพันธมิตรที่หลากหลาย เช่น ตัวแทนจากภาครัฐ องค์กรภาคประชาสังคม และภาคเอกชน 2. การเป็นเมืองที่สามารถระดมทรัพยากรในทุกภาคส่วน เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ที่มีคุณภาพในทุกช่วงวัยของชีวิต และ 3. มีการขยายการใช้เทคโนโลยีการเรียนรู้สมัยใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDGs)</p>



<p>เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ กรุงเทพมหานครจึงได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านกับ <strong>“เทศกาลการอ่านการเรียนรู้กรุงเทพมหานคร (Bangkok Read &amp; Learn Festival 2024)” </strong>ในเดือนมีนาคม &#8211; เมษายน 2567 โดยจะมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับเทศกาลหนังสือ การจัดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ซึ่งนับว่าเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มบุคคลที่รักหนังสือและจะได้พบปะนักเขียน อีกทั้งยังเปิดพื้นที่การเรียนรู้ทั่วกรุงเทพฯ เช่น หอสมุดเมืองกรุงเทพมหานคร ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้ของกรุงเทพมหานคร TK Park รวมถึงห้องสมุดหน่วยงานของรัฐหน่วยงานของเอกชน ร้านหนังสืออิสระ ด้วยกิจกรรมที่หลายหลาย ซึ่งกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นนี้ จะทำให้กลุ่มบุคคลที่รักการอ่านได้มีโอกาสมาพบปะกัน แลกเปลี่ยนมุมมองต่าง ๆ ด้วยกัน อาทิ กิจกรรม Walking Trip กิจกรรม Biking Trip กิจกรรม #BKKBooktok อ่านสนุกกับ TikTok และกิจกรรมอ่านผลิบาน ที่จะทำให้ทุกคนได้รู้จักห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้ของกรุงเทพมหานครมากยิ่งขึ้น กิจกรรมการอ่านสำหรับผู้สูงวัยอายุเพื่อพัฒนาทักษะด้านต่าง ๆ อาทิ การดูแลสุขภาพกายและใจวัยเก๋า</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3e0a5e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/0229_Read-Learn_PHOTO3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f69990"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/0229_Read-Learn_PHOTO4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นางสาววริฎฐา แก้วเกตุ นักวิชาการอาวุโส สำนักพัฒนาการเรียนรู้เชิงพื้นที่ กสศ. </strong>กล่าวถึงการสนับสนุนกรุงเทพมหานครเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ หรือ Learning City ว่า กสศ. ได้ทำงานพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริมการสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ให้เป็นจริงได้มาตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปี 2566 ได้ขยับการส่งเสริมการพัฒนาการเรียนรู้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในระดับพื้นที่อย่างจริงจัง ด้วยการเปิดเวทีวิชาการในการพัฒนาตัวแบบและองค์ความรู้เพื่อสนับสนุนการสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้ทำงานร่วมกับ<strong>หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)</strong> พร้อมด้วย <strong>รศ.ดร.พีรดร แก้วลาย</strong> <strong>และนักวิจัยจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</strong> สนับสนุนองค์ความรู้ทางวิชาการเพื่อขับเคลื่อนเมืองสร้างนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิต</p>



<p>“ส่วนหนึ่ง กสศ. มองเห็นเรื่องการบูรณาการศาสตร์เพื่อสร้าง Learning City เนื่องจากการขับเคลื่อนเรื่องการเรียนรู้เพียงภาคส่วนด้านการศึกษาไม่พอ ถ้าเราสามารถเชื่อมภาคส่วนอื่น ๆ เข้ามาร่วมทำงานเรื่องการศึกษาและการพัฒนาคน Learning City จะสามารถทำงานได้อย่างเป็นองค์รวมมากขึ้น ซึ่งปีนี้จะเป็นการเดินหน้ากรุงเทพมหานครเป็นตัวแบบของเมืองแห่งการเรียนรู้จากการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานต่าง ๆ”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-eceb3b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/0229_Read-Learn_PHOTO5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p><strong>นางสาววริฎฐา </strong>กล่าวต่อไปว่าขณะนี้ กสศ. กำลังเดินหน้าการทำงานตามนโยบาย <strong>Thailand Zero Dropout</strong> ตามที่ได้รับมอบหมายจาก<strong>นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี</strong> เป้าหมายนี้กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่หนึ่งที่สำคัญมาก เนื่องจาก 1 ใน 3 มาตรการขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout คือ <strong>Flexible Learning หรือการศึกษาที่ยืดหยุ่น</strong> ซึ่งกรุงเทพมหานครมีเครือข่ายที่ทำงานเรื่องการศึกษาที่มีทางเลือก เช่น การเรียนรู้ในย่าน ผู้ประกอบการในชุมชน การเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย เหล่านี้เป็นความก้าวหน้าที่สามารถทำให้ Learning City และ Thailand Zero Dropout ทำงานใกล้ชิดกันมากขึ้น</p>



<p>ปัจจุบันประเทศไทยมีเมืองที่ได้รับการประกาศให้เป็นสมาชิกเครือข่ายระดับโลกด้านเมืองแห่งการเรียนรู้รวม 10 เมือง ได้แก่ เชียงราย (เป็นสมาชิกเมื่อปี พ.ศ. 2562) เชียงใหม่ ภูเก็ต ฉะเชิงเทรา (เป็นสมาชิกเมื่อปี พ.ศ. 2563) สุโขทัย พะเยา หาดใหญ่ (เป็นสมาชิกปี พ.ศ. 2565) และสมาชิกล่าสุดในปี พ.ศ. 2567 คือ กรุงเทพมหานคร ขอนแก่น และยะลา</p>



<p>สำหรับ<strong>เทศกาลการอ่านการเรียนรู้กรุงเทพมหานคร (Bangkok Read &amp; Learn Festival 2024)</strong> ครั้งนี้ เป็นการสร้างและส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านของสังคมไทยให้มีรากฐานที่มั่นคง กระตุ้นให้ธุรกิจร้านหนังสือมีกระแสเศรษฐกิจหมุนเวียนเพิ่มยิ่งขึ้น รวมถึงเป็นการประชาสัมพันธ์ห้องสมุดและแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพมหานครให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายอย่างกว้างขวาง และที่สำคัญคือเพื่อร่วมเฉลิมฉลองที่กรุงเทพมหานครได้เข้าร่วมเป็นเครือข่ายระดับโลกด้านเมืองแห่งการเรียนรู้ของ UNESCO โดยได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากภาคีเครือข่ายส่งเสริมการอ่าน อาทิ สำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว (สสส.) สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ บริษัท แปลน ครีเอชั่นส์ จำกัด (PlanToys) แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน อุทยานการเรียนรู้ (TK Park) สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) (OKMD) TikTok Thailand กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และธนาคารแห่งประเทศไทย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1c1869"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/0229_Read-Learn_PHOTO6.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>รายละเอียดกิจกรรม ประกอบด้วยกิจกรรมหลัก ๆ อาทิ <strong>1. กิจกรรมหนังสือในสวน</strong> โดยครั้งที่ 1 จะจัดขึ้นที่สวนเบญจกิติ ในวันที่ 17 มีนาคม 2567 ซึ่งรูปแบบกิจกรรมจะเป็นกิจกรรม Human Library ที่เปิดโอกาสให้กับนักอ่านและประชาชนได้เข้าร่วมพบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยนมุมมองการเรียนรู้ ผ่านกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ และครั้งที่ 2 จะจัดขึ้นที่สวนลุมพินี ในวันที่ 31 มีนาคม 2567 โดยจะมีการแถลงนโยบายกรุงเทพฯ เมืองแห่งหารเรียนรู้ Bangkok Learning City</p>



<p><strong>2. กิจกรรม Walking Trip </strong>จำนวน 4 เส้นทาง และ<strong>กิจกรรม Biking Trip </strong>จำนวน 2 เส้นทาง ซึ่งเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่การเรียนรู้ของกรุงเทพมหานคร เช่น สวนสาธารณะ ชุมชน ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ และพื้นที่การเรียนรู้อื่น ๆ ที่น่าสนใจ โดยกิจกรรม Walking Trip ครั้งที่ 1 จะจัดในวันที่ 9 มีนาคม เพื่อเข้าใจความแตกต่าง ณ พื้นที่สำเพ็ง ครั้งที่ 2 จะจัดในวันที่ 23 มีนาคม เพื่อเรียนรู้การทำเครื่องหนัง ณ พื้นที่เจริญรัถ ครั้งที่ 3 จะจัดในวันที่ 30 มีนาคม ณ พื้นที่บางขุนศรี และครั้งที่ 4 จะจัดในวันที่ 6 เมษายน ณ พื้นที่หัวตะเข้ ส่วนกิจกรรม Biking Trip ครั้งที่ 1 เป็นกิจกรรม Biodiversity Bike Rally ณ สวนรถไฟ และครั้งที่ 2 เป็นกิจกรรม Bike in BKK หัดปั่นในเมืองเก่า ณ ย่านพระนคร</p>



<p><strong>3. กิจกรรมอ่านผลิบาน</strong> 8 ครั้ง กับเรื่องราวที่หลากหลาย ได้แก่ ครั้งที่ 1 วันที่ 9 มีนาคม เรียนรู้การทำกะปิหวานที่บางกะปิ ณ ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้บางกะปิ ครั้งที่ 2 วันที่ 10 มีนาคม เรียนรู้การพากย์เสียงและทำหนังสือเสียงกับนักพากย์ตัวจริง ณ ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้ซอยพระนาง ครั้งที่ 3 วันที่ 16 มีนาคม เรียนรู้การดูแลสิ่งแวดล้อม ใกล้ตัวและการดูแลธรรมชาติ ณ สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) ครั้งที่ 4 วันที่ 17 มีนาคม กิจกรรม Boardgame จากหนังสือ ณ ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้บางขุนเทียน ครั้งที่ 5 วันที่ 23 มีนาคม เรียนรู้เทคนิคลับกับนักบอลตัวจริง ณ บ้านหนังสือลานกีฬาพัฒน์ 2 ครั้งที่ 6 วันที่ 24 มีนาคม กิจกรรม Books &amp; Cooking Club ทำอาหารด้วยแรงบันดาลใจจากหนังสือ ณ พิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพมหานครแห่งที่ 1 ครั้งที่ 7 วันที่ 31 มีนาคม รู้จักปัญญาประดิษฐ์ ณ ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้มีนบุรี และครั้งที่ 8 กิจกรรมรู้จักและเข้าใจเมืองผ่านการทำงานศิลปะ ณ หอสมุดเมืองกรุงเทพมหานคร</p>



<p>นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครร่วมกับภาคีเครือข่ายส่งเสริมการอ่านยังได้จัดกิจกรรมสนับสนุนเทศกาลหนังสือกรุงเทพฯ เดือนมีนาคม เช่น กิจกรรมความสุข 5 มิติ สำหรับผู้สูงวัยวัยเก๋าที่จะได้เรียนรู้การดูแลสุขภาพกายและใจวัยเก๋า การเปิดบริการ e–book (อีบุ๊ก อยู่เขตไหน อ่านได้ทุกที่) กิจกรรมส่งเสริมการอ่านตามอัธยาศัยในรูปแบบกิจกรรมที่หลากหลาย กิจกรรม Boardgame Club, Digital Guide, Small Talk และสนุกอ่าน สนุกคิด ของ TK park กิจกรรม Better aging: เล่นลืมวัย และกิจกรรมสำหรับเด็กออทิสติก ของ PlanToys สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 52 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 22 ในวันที่ 28 มีนาคม &#8211; 8 เมษายน 2567 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตลอดจนกิจกรรมจากภาคีเครือข่ายส่งเสริมการอ่านอีกมากมาย </p>



<p>รวมทั้งยังมีกิจกรรมสะสมแต้มการเรียนรู้ โดยสะสมแต้มและตามล่าตราประทับจากแหล่งเรียนรู้กว่า 200 แห่งทั่วกรุงเทพฯ ที่เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อแลกรับของรางวัลสุดพิเศษ (มีจำนวนจำกัด) เริ่มเดือนมีนาคม &#8211; มิถุนายน 2567 ผู้ร่วมกิจกรรมสามารถสะสมแต้มได้ 2 รูปแบบ คือ แบบ Offline ผ่านสมุดสะสมแต้มการเรียนรู้ และแบบ Online ผ่าน Line OA @bkklearningcity</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-290224/">กสศ. ร่วมกับ กทม. ชวนเรียนรู้ไม่สิ้นสุดผ่าน “เทศกาลการอ่านการเรียนรู้” ฉลองสมาชิกใหม่เมืองแห่งการเรียนรู้ UNESCO</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. จับมือ ม.พะเยา จัดทำหลักสูตร ‘นักจัดการเมืองแห่งการเรียนรู้’ พัฒนาคน พัฒนาเมือง แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-131123/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 13 Nov 2023 07:04:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[นักจัดการเมืองแห่งการเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[สุนทรียาผ้าปัก]]></category>
		<category><![CDATA[สุนทรีย์ มหาวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.ดร.เสมอ ถาน้อย]]></category>
		<category><![CDATA[เอ็นนู ซื่อสุวรรณ]]></category>
		<category><![CDATA[คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ผณินทรา ธีรานนท์]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยพะเยา]]></category>
		<category><![CDATA[บพท.]]></category>
		<category><![CDATA[unesco]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=74364</guid>

					<description><![CDATA[<p>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับมหาวิทย [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-131123/">กสศ. จับมือ ม.พะเยา จัดทำหลักสูตร ‘นักจัดการเมืองแห่งการเรียนรู้’ พัฒนาคน พัฒนาเมือง แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยพะเยา UNESCO และภาคีเครือข่ายอย่างหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดเวทีการเรียนรู้หลักสูตร <strong>‘นักจัดการเมืองแห่งการเรียนรู้’</strong> ระหว่างวันที่ 4-6 พฤศจิกายน 2566 ที่โรงแรมอมารี แอร์พอร์ต ดอนเมือง โดยมีภาคประชาชนและตัวแทนจาก 13 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ อาทิ เทศบาลนครเชียงราย เทศบาลนครเชียงใหม่ เทศบาลนครหาดใหญ่ เทศบาลนครภูเก็ต และเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา เข้าร่วมเปิดตัวหลักสูตรสร้างนักจัดการเมืองแห่งการเรียนรู้ให้มีทักษะการคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ และมีทักษะที่จำเป็นต่อการเป็นนักจัดการเมืองแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-16cb59"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/11/1113_ข่าว-288_PHOTO1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และอนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> กล่าวว่า การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยเฉพาะในเด็กกลุ่มเปราะบางที่สุ่มเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา เป็นเรื่องที่ซับซ้อน มีหลากหลายมิติ การแก้ปัญหาจึงจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการคิดที่รอบด้าน เพราะปัญหาแท้จริงที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่แค่ปัญหาการเงินในครอบครัว แต่อาจเกิดจากปัญหาลึก ๆ อีกหลายด้าน ซึ่งผู้กำหนดนโยบายการช่วยเหลือจากส่วนกลางอาจไม่ทราบข้อมูลที่ลึกลงไปถึงรากของปัญหา จึงจำเป็นต้องผลักดันรูปแบบการทำงานที่มอบบทบาทให้คนในพื้นที่ซึ่งเป็นเจ้าของปัญหา เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบวิธีการแก้ปัญหาที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่ </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7950cf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/11/1113_ข่าว-288_PHOTO2.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ<br>และอนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p><strong>นายเอ็นนู</strong>กล่าวว่า เมืองแห่งการเรียนรู้ ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือหรือโมเดลในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้อย่างยั่งยืน เพราะเป็นเครื่องมือที่เกิดขึ้นจากพลังของท้องถิ่นในการช่วยคิดแก้ปัญหา พร้อมทั้งมีระบบติดตามประเมินการทำงานของตัวเอง มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หาความรู้ หาวิธีการแลกเปลี่ยนกันระหว่างทีมหรือเครือข่ายในแต่ละเมือง จนสามารถสร้างทักษะต่าง ๆ ทั้งการคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร การสร้างและพัฒนาทีมเวิร์ค เพื่อนำมาพัฒนาเมืองอย่างเท่าทันความเปลี่ยนแปลง&nbsp;</p>



<p>เวทีการสร้างนักจัดการเมืองแห่งการเรียนรู้ครั้งนี้ นับเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความสำเร็จในการพัฒนาประเทศอย่างน้อย 2 โจทย์ใหญ่ที่อยู่ในแผนพัฒนาประเทศฉบับที่ 13 คือ หมุดหมายที่ 8 เรื่องเมืองน่าอยู่ และหมุดหมายที่ 12 เรื่องการพัฒนาคน หากประเทศไทยมีนักจัดการเมืองที่เข้าใจบริบทสังคมวัฒนธรรม ก็จะทำให้การพัฒนาบ้านเมืองเป็นไปอย่างมั่นคงและสร้างการมีส่วนร่วมได้มากขึ้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5028b3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/11/1113_ข่าว-288_PHOTO3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a95450"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/11/1113_ข่าว-288_PHOTO8.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศาสตราจารย์ ดร.เสมอ ถาน้อย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยพะเยา</strong> กล่าวว่า มหาวิทยาลัยพะเยาได้ศึกษาหลักเกณฑ์เมืองแห่งการเรียนรู้ของยูเนสโกแล้วเดินตามทีละข้อ ได้แก่ ข้อที่ 1 การใช้ทุนของชุมชนเป็นแหล่งเรียนรู้ ข้อที่ 2 การไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะคนที่ขาดโอกาสต้องได้เรียน ทั้งคนพิการ คนยากจน คนสูงอายุ เป็นต้น&nbsp;</p>



<p>ข้อที่ 3 การเรียนต้องก่อให้เกิดรายได้ มหาวิทยาลัยพะเยาจึงออกแบบการเรียนให้ออกมาเป็นโปรดักส์ ซึ่งโปรดักส์ดังกล่าวจะต้องขายได้ สร้างรายได้ระหว่างเรียน และข้อที่ 4 การทำงานบนความร่วมมือของท้องถิ่น โดยมหาวิทยาลัยพะเยาทำงานร่วมกับเทศบาลเมืองพะเยา ซึ่งปัจจุบันได้ยกระดับเป็นองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ภายใต้เป้าหมายร่วมกันคือ การสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-07a1b4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/11/1113_ข่าว-288_PHOTO5.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศ.ดร.เสมอ ถาน้อย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยพะเยา</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศ.ดร.เสมอ</strong> กล่าวว่า กสศ. กับมหาวิทยาลัยพะเยา ได้สร้างความร่วมมือในการจัดทำหลักสูตรนักจัดการเมืองแห่งการเรียนรู้ สร้างรูปแบบการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ที่หลากหลาย สามารถนำไปออกแบบเมืองแห่งการเรียนรู้ภายใต้บริบทของแต่ละพื้นที่ได้ ยกระดับสู่การกระจายอำนาจการจัดการศึกษาแก่ท้องถิ่น และกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค รวมถึงลดความเหลื่อมล้ำด้านต่าง ๆ ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่เสี่ยงต่อการหลุดออกจากระบบการศึกษา สร้างโอกาสให้ทุกคนได้เรียนรู้ตามความสนใจของตนเอง นำความรู้ไปประกอบอาชีพ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของคนในแต่ละพื้นที่ได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ad27ae"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/11/1113_ข่าว-288_PHOTO6.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.ผณินทรา ธีรานนท์ รองคณบดีฝ่ายวิจัย คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รองศาสตราจารย์ ดร.ผณินทรา ธีรานนท์ รองคณบดีฝ่ายวิจัย คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา</strong> กล่าวว่า ความตั้งใจที่จะเปลี่ยนจังหวัดพะเยาเป็น Learning City เริ่มขึ้นจากช่วงสถานการณ์โควิด-19 ระบาด ซึ่งส่งผลให้คนจำนวนมากที่เคยทำงานอยู่ในพื้นที่เมืองใหญ่ตกงาน ขาดรายได้ จำนวนหนึ่งต้องย้ายกลับมาที่จังหวัดพะเยา แรงงานกลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มเปราะบางที่น่าเป็นห่วง มหาวิทยาลัยพะเยาจึงได้สร้างแหล่งเรียนรู้จากภูมิปัญญาท้องถิ่นขึ้นในพื้นที่รอบกว้านพะเยา โดยเริ่มจากการทำวิจัยแหล่งเรียนรู้ทันสมัย สร้างอาชีพสร้างรายได้ หนุนเสริมต่อยอดด้วยกระบวนการความคิดสร้างสรรค์ พัฒนาสินค้าให้สามารถสร้างรายได้ในพื้นที่ ช่วยให้คนกลุ่มเปราะบางมีทักษะที่จำเป็นในการดำรงชีวิต และพยายามสร้างโมเดลวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้เกิดขึ้นในพื้นที่&nbsp;</p>



<p><strong>รศ.ดร.ผณินทรา</strong> กล่าวว่า จากแนวทางที่มหาวิทยาลัยพะเยาได้ศึกษา ถูกนำไปขยายผลเพิ่มรูปแบบการเรียนรู้ให้กับเด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบาง เริ่มจากชุมชนที่เรียกว่า ชุมชนแม่เลี้ยงเดี่ยว เด็กพิการ ให้เข้ามาเรียนและมีรายได้เพื่อเลี้ยงชีพ ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งในการลดความเหลื่อมล้ำด้วยการศึกษาอย่างมีคุณภาพ โดยมีการวัดประเมินผลทางด้านสุขภาพกายกับสุขภาพใจ ก่อนเรียนและหลังเข้ารับการฝึกกระบวนการเรียนรู้ โดยพบว่า สุขภาพกายด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กของมือที่เคยมีปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรงนั้นดีขึ้น จนสามารถพัฒนาตัวเองให้มีทักษะด้านอาชีพที่สูงขึ้น ทั้งการฝึกเย็บผ้า ทำร้องเท้าด้วยเศษผ้า ออกแบบลวดลายบนรองเท้า พร้อมทั้งมีการประสานให้วิสาหกิจชุมชมเข้ามาคัดเลือกเด็กไปฝึกงานเพื่อพัฒนาทักษะต่อไปให้เป็นระดับมืออาชีพ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8d0dc5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/11/1113_ข่าว-288_PHOTO7.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นอกจากนี้ ยังพบว่าโครงการพะเยา Learning City มีส่วนช่วยให้เด็กกลุ่มเปราะบางในพื้นที่มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น จากเดิมจังหวัดพะเยาเคยเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิตสูง ติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศ แต่ปัญหานี้เริ่มลดลง หลังจากใช้หลักสูตร ‘ท่ารำบำบัด’ ช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยว โดยเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลได้มาช่วยประเมินด้านสุขภาพจิต พบว่า เด็กถึง 75 เปอร์เซ็นต์ที่เข้าร่วมกิจกรรมนี้มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น</p>



<p>ทางด้าน <strong>นางสุนทรีย์ มหาวงศ์</strong> เจ้าของผลิตภัณฑ์ ‘สุนทรียาผ้าปัก’ กล่าวว่า ได้นำความรู้ที่ได้จากโครงการพะเยา Learning City ถ่ายทอดไปสู่คนอื่น ๆ ในชุมชน และขยายแนวทางในการช่วยเหลือเด็กกลุ่มเปราะบาง เด็กพิเศษ และผู้สูงอายุ ความสำเร็จของโครงการไม่เพียงทำให้เกิดการจ้างงานในกลุ่มสมาชิกและเกิดการสร้างรายได้เท่านั้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ กลุ่มเด็กพิเศษที่มาฝึกเย็บผ้า ได้เรียนรู้ถึงความวิริยะอุตสาหะ จนสามารถทำได้สำเร็จและนำความรู้ไปใช้ประกอบอาชีพ สามารถพึ่งพาตนเองได้ เปลี่ยนจากเด็กที่ไม่พูดคุยกับใคร ให้มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ เกิดความภาคภูมิใจในสิ่งที่ทำและมีรอยยิ้มให้กับความสำเร็จที่แต่ละคนมีส่วนสร้างขึ้น</p>



<p>ทั้งนี้ UNESCO ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ หรือ Learning City มานานกว่าทศวรรษ รวมถึงการสร้างเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ หรือ UNESCO Global Network of Learning Cities ขึ้น โดยมีเมืองต่าง ๆ กว่า 290 แห่ง จาก 76 ประเทศทั่วโลกเป็นสมาชิก ส่วนประเทศไทยมี 7 เมืองที่เข้าร่วมเป็นสมาชิก ได้แก่ จังหวัดพะเยา เทศบาลนครเชียงราย เทศบาลนครภูเก็ต จังหวัดสุโขทัย เทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา เทศบาลนครหาดใหญ่ และเทศบาลนครเชียงใหม่</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-131123/">กสศ. จับมือ ม.พะเยา จัดทำหลักสูตร ‘นักจัดการเมืองแห่งการเรียนรู้’ พัฒนาคน พัฒนาเมือง แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. ร่วมระดมความเห็นผ่านเวที &#8216;พลิกโฉมการศึกษาไทย&#8217; เพื่อเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา ย้ำเด็กกลุ่มเปราะบางสำคัญที่สุด</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-all-for-education-110822/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 11 Aug 2022 12:22:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[All For Education]]></category>
		<category><![CDATA[ประชุมนานาชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวงานต่างประเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฏ]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.จีรเดช อู่สวัสดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok Statement 2022]]></category>
		<category><![CDATA[สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ชิเกรุ อาโอยางิ]]></category>
		<category><![CDATA[คยองซอน คิม]]></category>
		<category><![CDATA[National Consultation for Transforming Education Summit]]></category>
		<category><![CDATA[เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ตรีนุช เทียนทอง]]></category>
		<category><![CDATA[UNICEF]]></category>
		<category><![CDATA[SDGs]]></category>
		<category><![CDATA[ศธ.]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[unesco]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=59212</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับชาติเพ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-all-for-education-110822/">กสศ. ร่วมระดมความเห็นผ่านเวที ‘พลิกโฉมการศึกษาไทย’ เพื่อเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา ย้ำเด็กกลุ่มเปราะบางสำคัญที่สุด</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับชาติเพื่อระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับการพลิกโฉมการศึกษา (National Consultation for Transforming Education Summit) ผ่านระบบการประชุมทางไกล&nbsp;&nbsp;โดยมี โดย<strong> นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) นางคยองซอน คิม ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย นายชิเกรุ อาโอยางิ ผู้อำนวยการ องค์การยูเนสโก สำนักงานกรุงเทพฯ รศ.ดร.จีรเดช อู่สวัสดิ์ ที่ปรึกษาคณะกรรมการพัฒนาการศึกษาหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฏ รองประธานสายงาน FTI Academy สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย</strong> และ <strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</strong> และคณะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วม</p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท</strong> ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้ร่วมเป็นส่วนสำคัญกล่าวในหัวข้อแนวทางการพลิกโฉมการศึกษาไทยว่า&nbsp; การรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลมีความสำคัญมากต่อการทำงานด้านการศึกษา โดยเฉพาะประชากรในส่วน 5 &#8211; 10 % สุดท้าย คือกลุ่มที่เราต้องเข้าถึงให้ได้ เพื่อลดผลกระทบจากโควิด-19 และทำให้พวกเขาได้เข้าถึงโอกาสในการศึกษา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f37a7d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/06-พลิกโฉมการศึกษาไทย-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>&#8220;ประชากร&nbsp; 5 &#8211; 10 % นี้ เราเรียกว่า ประชากรในหลักกิโลเมตรสุดท้าย (Last &#8211; mile) ซึ่งทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในภาครัฐหรือภาคเอกชน ต่างทราบดีว่าโจทย์ของหลักกิโลเมตรสุดท้ายเป็นโจทย์ที่มีความท้าทายมากที่สุดเสมอ เป็นโจทย์ที่จะต้องใช้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจริง ๆ เราจึงใช้คีย์เวิร์ดสำคัญเรื่อง All for Education เพื่อบรรลุเป้าหมาย Education for All&nbsp; ร่วมกันให้ได้</p>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวต่อไปว่า การบรรลุไปสู่ All for Education จะต้องใช้มาตรการที่หลากหลาย และหลายหน่วยงานมาทำร่วมกัน อย่างมาตรการด้านข้อมูลสารสนเทศ เช่น ถ้าใช้เลข 13 หลักเป็นตัวตั้ง จะทำอย่างไรให้เกิดกระบวนการบูรณาการทุกสังกัด แม้ทุกสังกัดจะเปิดเทอมใกล้เคียงกัน แต่วงจรในการรวบรวมข้อมูลรายบุคคลไม่เหมือนกัน เช่น ข้อมูลจาก กทม.มี 400 กว่าโรงเรียนก็แบบหนึ่ง เมื่อเปิดเทอมใหม่ เด็กอาจย้ายไปตามไซต์ทำงานของพ่อแม่หรือกลับต่างจังหวัดไป ข้อมูลอาจไปอยู่ในโรงเรียนสังกัด สพฐ. หรือหายไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ba0d0f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/นางสาวตรีนุช-เทียนทอง.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ฉะนั้นการจะรวบรวมข้อมูลรายบุคคลมาจากทุก ๆ หน่วยงาน สู่ระบบข้อมูลเดียวกันเพื่อตรวจสอบเด็กตกหล่น จึงยังเป็นเรื่องที่ท้าทายเป็นอย่างมาก</p>



<p>ในส่วนของการทำงานด้านกระบวนการเหล่านี้ เมื่อได้ข้อมูลที่ชัดเจนตรงกันแล้ว ก็ไปสู่เรื่องของงบประมาณต่อไป การที่เรามีข้อมูลที่มีตัวตนชัดเจน สามารถตรวจสอบได้ จะนำไปสู่การจัดสรรงบประมาณไปที่ตัวเด็กอย่างถูกต้องและรายงานผลได้อย่างไม่คลาดเคลื่อน</p>



<p>“ประเทศไทยภายใต้แนวคิด All for Education จะเกิดขึ้นได้ ต้องมีระบบสารสนเทศที่ดี มีแนวทางประสานความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และภาคประชาสังคมให้ได้ รวมถึงต้องมีนวัตกรรมทางการเมืองและการคลังด้วย”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ab1215"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/06-พลิกโฉมการศึกษาไทย-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวเสริมว่า เป็นที่ทราบดีว่าเมื่อเกิดการระบาดของโควิด-19&nbsp; การจัดเก็บรายได้ของภาครัฐมีแนวโน้มลดลง แนวทางและมาตรการในการใช้งบประมาณเพื่อลดผลกระทบจากโควิด-19 จึงมีความจำกัด แต่มีมิติที่หลากหลายขึ้น ดังนั้น การสร้างนวัตกรรมทางการเงินการคลังเพื่อดึงเงินจากภาคเอกชน หรือภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามาหนุนเสริมกันจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อทำให้รัฐมีงบประมาณที่เพียงพอในการจัดการศึกษาในภาวะโควิด-19 รวมถึงมีระบบคุ้มครองด้านสังคมต่าง ๆ อย่างครอบคลุมปัญหา</p>



<p>“ประเด็นสุดท้าย ผมจะขอเน้นย้ำตามข้อสรุปที่เคยเสนอไปตั้งแต่เมื่อปี 2563 คือ Area Based Education หรือการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ อย่างจังหวัดที่มีสภาหอการค้าจังหวัด หรือสภาอุตสาหกรรมจังหวัด เขาจะรู้ความต้องการภาคแรงงาน รู้ความต้องการของทักษะตามแต่ละพื้นที่ต้องการ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-965b1c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/1660238206670-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นางคยองซอน คิม ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>การฟื้นฟูเศรษฐกิจและการศึกษา จึงต้องเป็นการปักหมุดหมายร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ให้สามารถผลิตบัณฑิตและกำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก”</p>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวต่อไปว่า เมื่อขยับการทำงานมาในปี 2564 เรามีการประชุมนานาชาติ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ&nbsp; กสศ. และองค์กรระหว่างประเทศร่วมกันจัด ครั้งนั้นได้มีการเน้นย้ำความสำคัญไปที่เรื่องของครู เพราะภายใต้วิกฤตเป็นช่วงที่โรงเรียนต้องปิดและเปลี่ยนมาเป็นการเรียนการสอนแบบออนไลน์</p>



<p>&#8220;คุณครูคือความหวังสำคัญที่จะช่วยให้การเรียนรู้ยังคงมีอยู่ได้ แต่คุณครูและสถานศึกษาจะเข้าไปอยู่ในระบบออนไลน์ ตรงนี้จึงเป็นโจทย์สำคัญต่อการจะพลิกโฉมทางการศึกษา เพราะในสถานการณ์นี้ เราจะทำแบบเดิมไม่ได้อีก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7e0998"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/06-พลิกโฉมการศึกษาไทย-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“การแก้ไขปัญหาทั้งหมดจึงเน้นหลักการขับเคลื่อนให้ทุก ๆ ภาคส่วนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา Last mile ตรงนี้เป็นสิ่งที่สำคัญและเราก็พยายามที่จะให้ข้อสรุปจากข้อตกลงที่เรียกว่า ถ้อยแถลงกรุงเทพฯ 2565 มุ่งสู่การฟื้นฟูการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพสำหรับทุกคนและการพลิกโฉมการศึกษาในภูมิภาคเอเชีย &#8211; แปซิฟิก (Bangkok Statement 2022) เข้าไปอยู่ในการทำงานในอนาคต ของทั้ง กสศ.และหน่วยงานต่าง ๆ”</p>



<p>ดร.ไกรยส อธิบายเพิ่มเติมว่า ข้อเสนอในถ้อยแถลงกรุงเทพฯ 2565 แบ่งออกเป็นหลายด้าน แต่ที่อยากเน้นย้ำมี 4 ด้าน คือ 1.การเปิดเรียนอย่างปลอดภัยและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อผู้เรียนทุกคน 2.กลยุทธ์การฟื้นฟูการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ 3.ความเท่าเทียม การครอบคลุมและความเสมอภาคทางการศึกษา และ 4.การลงทุนทางการศึกษาที่ดีขึ้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a97b5a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/นายชิเกรุ-อาโอยางิ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายชิเกรุ อาโอยางิ ผู้อำนวยการ องค์การยูเนสโก สำนักงานกรุงเทพฯ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>การเปิดเรียนอย่างปลอดภัยและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อผู้เรียนทุกคน ที่เราเน้นในด้านนี้เพราะอยากให้ทุก ๆ คนได้นึกถึงน้อง ๆ ในส่วนที่ยังไม่ได้กลับมาสู่โรงเรียน ทุกวันนี้แม้ว่าในโครงการพาน้องกลับมาเรียน ของรัฐบาล เราพาน้อง ๆ กลับมาได้สำเร็จพอสมควรในปี 2564 แต่พอปี 2565 ก็เหมือนวงจรต้องย้อนกลับมาให้เริ่มต้นใหม่</p>



<p>“เมื่อวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมาได้มีการตรวจสอบชื่อทั่วประเทศไปแล้ว หลังจากนี้ทุกโรงเรียนต้องไปติดตามว่ามีเด็กคนไหนที่หายไปจากการตรวจเช็คเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ที่ผ่านมาหรือไม่ และจะมีการตรวจสอบครั้งต่อไปในวันที่ 10 พฤศจิกายน เราต้องติดตามต่อเนื่อง เพราะการเปิดเรียนอย่างปลอดภัย ต้องให้น้อง ๆ กลับมาได้ เมื่อกลับมาแล้วก็ต้องมีมาตรการเรื่องการฟื้นฟูการเรียนรู้เป็นรายบุคคล เด็กคนไหนที่มีภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ต้องมีการติดตามเป็นรายบุคคล”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-23661a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/ดร.ไกรยส-.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวว่า การทำงานตรงนี้จะต้องมีระบบติดตามกลุ่มเปราะบาง และอีกสิ่งสำคัญคือ การลงทุนด้านการศึกษา &#8220;นับเป็นครั้งแรกในรอบ 10 กว่าปีที่เราใช้โอกาสตรงนี้พูดถึงนโยบายเรียนฟรี 15 ปี มีการปรับอัตราให้เด็ก ๆ ทุกคนได้รับงบประมาณอย่างทั่วถึงกัน อย่างไรก็ตาม ยังมีเด็กยากจนอีกกลุ่มที่เปราะบาง ถ้ามีการจัดการให้เด็กกลุ่มนี้อยู่ในเป้าหมายของเรียนฟรี 15 ปีด้วย เราก็จะสามารถขยับตรงนี้ได้เพิ่มเติมในอนาคต การฟื้นฟูให้เกิดความเสมอภาคได้อย่างแท้จริง จะต้องมีการลงทุนทางการศึกษาที่ดีขึ้นด้วยการจัดสรรงบประมาณตามหลักความเสมอภาคและเชื่อมโยงกับแผนคุ้มครองทางสังคมที่เข้มแข็งอย่างมีประสิทธิภาพ&#8221;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-all-for-education-110822/">กสศ. ร่วมระดมความเห็นผ่านเวที ‘พลิกโฉมการศึกษาไทย’ เพื่อเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา ย้ำเด็กกลุ่มเปราะบางสำคัญที่สุด</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
