<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>TSQM | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/tsqm/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Thu, 30 Apr 2026 08:55:39 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>TSQM | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เปิดเทอม 69 “ลดภาระครูจากกองเอกสาร”: กสศ. สนับสนุนระบบ Q-Info 5 เขตพื้นที่นำร่อง–โรงเรียน TSQM เพิ่มเวลาโฟกัสการสอน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-300426/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 30 Apr 2026 08:45:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[Q-info]]></category>
		<category><![CDATA[TSQM]]></category>
		<category><![CDATA[ลดภาระครู]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=101598</guid>

					<description><![CDATA[<p>กองเอกสารที่เคยวางซ้อนกันอยู่บนโต๊ะครู ตั้งแต่สมุดเช็กช [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-300426/">เปิดเทอม 69 “ลดภาระครูจากกองเอกสาร”: กสศ. สนับสนุนระบบ Q-Info 5 เขตพื้นที่นำร่อง–โรงเรียน TSQM เพิ่มเวลาโฟกัสการสอน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>กองเอกสารที่เคยวางซ้อนกันอยู่บนโต๊ะครู ตั้งแต่สมุดเช็กชื่อ บันทึกพฤติกรรม ไปจนถึงแบบประเมินผลต่าง ๆ กำลังค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วย “หน้าจอเดียว” ที่รวมข้อมูลทุกอย่างไว้พร้อมใช้งาน</p>



<p>เปิดเทอมปีการศึกษา 2569 นี้ ครูในหลายพื้นที่เริ่มต้นปีการศึกษาใหม่ด้วยภาระงานที่ “เบาลง” แต่การมองเห็นผู้เรียนกลับ “ชัดขึ้น” จากการนำ<strong>ระบบสารสนเทศ Q-Info</strong> เข้ามาเป็นผู้ช่วยสำคัญในการทำงาน</p>



<p>เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 สำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จัดอบรมพัฒนาศักยภาพครูพี่เลี้ยง เพื่อใช้ประโยชน์จากระบบ Q-Info ภายใต้โครงการส่งเสริมการใช้สารสนเทศคุณภาพสำหรับโรงเรียนและเขตพื้นที่การศึกษา โดยมีครูพี่เลี้ยงจาก 5 เขตพื้นที่นำร่อง ได้แก่ สพป.กาญจนบุรี ระนอง ภูเก็ต เชียงใหม่ และสุรินทร์ รวมถึงครูในโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง TSQM (Teacher and School Quality Movement) เข้าร่วมผ่านระบบออนไลน์กว่า 200 คน เพื่อเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและทดลองบันทึกข้อมูลจริง</p>



<p>การอบรมครั้งนี้มุ่งย้ำบทบาทของ Q-Info ในการ “คืนเวลาให้ครู” จากงานเอกสารและการจัดการข้อมูลที่ซ้ำซ้อน โดยระบบสามารถรวบรวมข้อมูลสำคัญของผู้เรียนไว้ในที่เดียว ทั้งผลการเรียน การมาเรียน และพฤติกรรม พร้อมประมวลผลและแสดงผลแบบเรียลไทม์ ช่วยให้ครูวิเคราะห์ผู้เรียนรายบุคคลได้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" fetchpriority="high" width="1400" height="932" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/01-3-1400x932.jpg" alt="" class="wp-image-101617" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/01-3-1400x932.jpg 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/01-3-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/01-3-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/01-3-1536x1022.jpg 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/01-3-2048x1363.jpg 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/01-3-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/01-3-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1400px) 100vw, 1400px" /></figure>



<p></p>



<p>หัวใจของ Q-Info คือการใช้ข้อมูลเพื่อออกแบบการเรียนรู้ที่ตรงจุด (Data-Driven Lesson Planning) จากเดิมที่ครูต้องใช้เวลาไล่ดูข้อมูลจากหลายแหล่ง วันนี้ระบบสามารถแสดง “ภาพรวมของนักเรียนแต่ละคน” ได้ทันที ทำให้ครูมองเห็นแนวโน้มความเสี่ยง เช่น การขาดเรียน ผลการเรียนที่ลดลง หรือพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลง และเข้าไปช่วยเหลือได้ก่อนปัญหาจะสะสม ขณะที่การสอนก็ปรับจาก “รูปแบบเดียวทั้งห้อง” ไปสู่ “การดูแลเฉพาะตัว” ที่ตอบโจทย์ศักยภาพของผู้เรียนแต่ละคนได้มากยิ่งขึ้น</p>



<p>Q-Info เป็นระบบสารสนเทศที่ กสศ. ร่วมกับ สพฐ. และคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร พัฒนาขึ้นตั้งแต่ปี 2557 เพื่อยกระดับผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน และสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยช่วยให้สถานศึกษาขับเคลื่อนการบริหารจัดการด้วยข้อมูล (Digital Transformation) อย่างเป็นระบบ นำร่องใช้ในโรงเรียนตั้งแต่ปี 2561 ปัจจุบันมีสถานศึกษาทั่วประเทศลงทะเบียนใช้งานแล้วมากกว่า 2,500 แห่ง และในปีการศึกษา 2569 มีโรงเรียนรับสิทธิ์ใช้งานเพิ่มอีกกว่า 600 แห่ง</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เบื้องหลัง Q-Info เริ่มต้นจากความตั้งใจแก้ปัญหาที่ครูเผชิญอยู่ทุกวัน</strong></h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-105.jpeg" alt="" class="wp-image-101600" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-105.jpeg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-105-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-105-768x511.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-105-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-105-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">ดร.อุดม วงษ์สิงห์</figcaption></figure></div>


<p></p>



<p><strong>ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กสศ. </strong>อธิบายว่า การพัฒนาระบบสารสนเทศ Q-Info มีจุดเริ่มต้นจากความต้องการ “ลดภาระงานครู” เป็นเป้าหมายหลัก เพื่อสอดรับกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ โดยระบบช่วยลดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการงานเอกสารต่าง ๆ เช่น คะแนนสอบ ผลประเมินกิจกรรม และบันทึกการเยี่ยมบ้าน พร้อมยกระดับเป็นฐานข้อมูลดิจิทัลที่ค้นหา ใช้งาน และประมวลผลได้สะดวก ช่วยให้การวางแผนการเรียนรู้และการบริหารจัดการโรงเรียนทำได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น ทั้งยังลดความซ้ำซ้อนของข้อมูลและการจัดเก็บเอกสารกระดาษจำนวนมาก</p>



<p>“ข้อมูลจาก Q-Info จะครอบคลุมทั้งการมาเรียน ผลการเรียน คะแนนกิจกรรม สุขภาพ และพัฒนาการของผู้เรียน พร้อมฟังก์ชันวิเคราะห์ประเมินรายบุคคล ซึ่งช่วยให้ครูสามารถดูแลนักเรียนที่มีความเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา และออกแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละคนได้อย่างตรงจุด”</p>



<p>ดร.อุดมกล่าว พร้อมระบุว่า ระบบทำหน้าที่เสมือน ‘Class Attendance and Evaluation Record’ หรือ ‘บัญชีเรียกชื่อและสมุดบันทึกพัฒนาการผู้เรียน’ (ปพ.5) ในรูปแบบดิจิทัล ที่ช่วยให้ครูเห็นแนวโน้มของผู้เรียน ตั้งแต่การมาเรียน คะแนนกิจกรรม ไปจนถึงพฤติกรรม และนำไปสู่การจัดการเรียนรู้รายบุคคล (Personalized Learning) ได้จริงในห้องเรียน</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-108.jpeg" alt="" class="wp-image-101601" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-108.jpeg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-108-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-108-768x511.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-108-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-108-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญ คือการเชื่อมต่อข้อมูลที่เคยแยกส่วนออกจากกัน<strong> </strong>ดร.อุดมชี้ว่า ในอดีตข้อมูลผู้เรียนมักถูกจัดเก็บแยกตามรายวิชา หากครูไม่ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน การทำความเข้าใจนักเรียนแต่ละคนจึงต้องเริ่มต้นใหม่ในทุกปีการศึกษา แต่ Q-Info ทำหน้าที่เป็น “บันทึกระยะยาว” ที่เชื่อมโยงข้อมูลข้ามชั้นเรียนและข้ามครู ข้อมูลทั้งหมดจึงถูกส่งต่ออย่างต่อเนื่องโดยไม่สูญหาย เมื่อข้อมูลถูกจัดเก็บอย่างเป็นระบบ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ เวลาของครูที่เพิ่มขึ้น</p>



<p>“ข้อมูลที่อัปเดตแบบเรียลไทม์และเรียกดูได้ผ่านสมาร์ตโฟน จะช่วยลดภาระงานด้านการส่งต่อข้อมูล ทำให้ครูมีเวลาเพิ่มขึ้นสำหรับการเตรียมการสอน การตรวจชิ้นงาน และการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ ขณะเดียวกัน ผู้บริหารโรงเรียนยังสามารถใช้ข้อมูลนำทางในการวางแผนพัฒนาโรงเรียนในภาพรวม (School-wide planning) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนในระยะยาว”</p>



<p>ในมิติของการดูแลนักเรียน Q-Info ยังทำหน้าที่เป็น “ตาข่ายกรองความเสี่ยง” ระบบสามารถแสดงข้อมูลเชิงภาพ หรือ Dashboard ของนักเรียนเป็นรายบุคคลได้ทันที เช่น กรณีติดศูนย์ ร หรือ มส ทำให้ครูสามารถติดตามและแก้ไขปัญหาได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนสะสมจนกระทบต่อการจบการศึกษา รายวิชาที่ค้างจะถูกจัดการได้แบบปีต่อปี ไม่ทิ้งปัญหาสะสมไปสู่ปีการศึกษาถัดไป และช่วยให้นักเรียนสามารถจบการศึกษาได้ตามกำหนด</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>หากมองในเชิงระบบ Q-Info ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือของครู แต่คือฐานข้อมูลที่ช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาทั้งโรงเรียน</strong></h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/07.jpg" alt="" class="wp-image-101604" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/07.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/07-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/07-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/07-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/07-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">อาจารย์นคร ตังคะพิภพ</figcaption></figure></div>


<p></p>



<p><strong>อาจารย์นคร ตังคะพิภพ ผู้ทรงคุณวุฒิโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น กสศ.</strong> กล่าวว่า Q-Info คือความพยายามพัฒนาเครื่องมือเพื่อช่วยโรงเรียนบริหารจัดการและประมวลผลข้อมูลอย่างเป็นระบบ โดยยิ่งสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้หลากหลายมิติเท่าใด โรงเรียนก็จะยิ่งมองเห็นแนวทางพัฒนาผู้เรียนได้ชัดเจนขึ้น ทั้งในระดับรายบุคคล รายกลุ่ม รายสถานศึกษา ไปจนถึงระดับเขตพื้นที่และเครือข่าย ข้อมูลที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ ไม่ได้ช่วยเฉพาะครูในห้องเรียน แต่ยังทำให้การกำกับติดตามและการกำหนดนโยบายในระดับภาพรวม สามารถดำเนินการได้อย่างใกล้ชิดและตรงกับบริบทของพื้นที่มากขึ้น</p>



<p>อาจารย์นครระบุว่า ในภาพใหญ่ Q-Info ยังเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมต่อกับการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQM)<strong> </strong>สอดรับกับแนวคิดการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ (Whole School Approach) โดยสนับสนุนการขับเคลื่อน TSQM ทั้ง 3 รูปแบบ ได้แก่ การขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเองเชิงพื้นที่ (TSQM-A) การขับเคลื่อนเครือข่ายโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQM-N) และ การขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเองเชิงประเด็น (TSQM-I)</p>



<p><strong>หัวใจของการขับเคลื่อนนี้ คือการใช้ “ข้อมูล” เป็นฐานของการพัฒนาในทุกมิติของโรงเรียน </strong>โดย<strong> </strong>Q-Info ถูกวางให้เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่ช่วยให้โรงเรียนสามารถ</p>



<ol>
<li>ติดตามและดูแลนักเรียนเป็นรายบุคคล เพื่อลดความเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา</li>



<li>ใช้ข้อมูลตั้งเป้าหมายและกำหนดทิศทางการพัฒนาโรงเรียนอย่างชัดเจน</li>



<li>พัฒนาครูและผู้บริหารผ่านกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน (PLC)</li>



<li>ออกแบบการเรียนรู้เชิงรุกที่ตอบโจทย์ผู้เรียน</li>



<li>เชื่อมโยงความร่วมมือกับชุมชนและภาคส่วนต่าง ๆ</li>



<li>ยกระดับระบบการดูแลนักเรียนให้มีความต่อเนื่องและเป็นระบบมากขึ้น</li>
</ol>



<p>“หากไม่มี Q-Info ช่วยบริหารจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ การดำเนินงานตามแนวทางเหล่านี้อาจไปไม่ถึงเป้าหมาย เนื่องจากภาระงานจำนวนมากที่ครูและผู้บริหารต้องรับผิดชอบ” อาจารย์นครกล่าว พร้อมย้ำว่า การอบรมพัฒนาศักยภาพครูพี่เลี้ยงใน 5 เขตพื้นที่นำร่องครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของปีการศึกษา 2569 ที่จะทำให้โรงเรียนมีเครื่องมือช่วยลดภาระงาน และ “คืนเวลาให้ครู” เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนได้อย่างเต็มที่</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ภาพการเปลี่ยนแปลงในเชิงระบบ สะท้อนชัดผ่านการใช้งานจริงในห้องเรียน</strong></h3>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="1400" height="816" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-109-1400x816.jpeg" alt="" class="wp-image-101607" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-109-1400x816.jpeg 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-109-300x175.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-109-768x447.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-109-1536x895.jpeg 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-109.jpeg 1586w" sizes="(max-width: 1400px) 100vw, 1400px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="1400" height="809" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-110-1400x809.jpeg" alt="" class="wp-image-101608" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-110-1400x809.jpeg 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-110-300x173.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-110-768x444.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-110-1536x887.jpeg 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-110.jpeg 1586w" sizes="(max-width: 1400px) 100vw, 1400px" /></figure>



<p></p>



<p>เสียงจากผู้ใช้งานยืนยันตรงกันว่า Q-Info ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือจัดการข้อมูล แต่เป็นนวัตกรรมที่เข้ามาเปลี่ยนทั้งระบบบริหารจัดการ และวิธีจัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้จริง โดย<strong>ครูกัลยา พงษ์สุระ จากโรงเรียนบ้านสามยอด อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี</strong> เล่าว่า การนำผลวิเคราะห์ข้อมูลนักเรียนในแต่ละรายวิชาจาก Q-Info มาใช้ ช่วยให้สามารถออกแบบการเรียนรู้ได้สอดคล้องกับความถนัดของผู้เรียนแต่ละคน โดยใช้ข้อมูลผลการเรียนเป็นฐานในการวางแผนแบบรายบุคคล</p>



<p>ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงการยกระดับผลการเรียนของนักเรียนทั้งชั้น แต่ยังช่วยให้ครูมองเห็นสัญญาณปัญหาได้รวดเร็ว และสามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ทันเวลา ขณะเดียวกัน นักเรียนเองก็เริ่มมองเห็นพัฒนาการของตนเป็นลำดับขั้น มีเป้าหมายในการเรียนรู้ และมั่นใจในศักยภาพของตัวเองมากขึ้น</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-112.jpeg" alt="" class="wp-image-101610" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-112.jpeg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-112-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-112-768x511.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-112-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-112-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>Q-Info เชื่อมการทำงานระหว่างโรงเรียนกับผู้ปกครองเข้าด้วยกัน</strong></h3>



<p><strong>ครูกัลยา</strong>ระบุว่า โรงเรียนได้นำฟังก์ชัน Q-Parent มาใช้เปิดให้ผู้ปกครองติดตามข้อมูลการเข้าเรียนและผลการเรียนของนักเรียน พร้อมสื่อสารกับครูเพื่อร่วมวางแผนและกำหนดเป้าหมายพัฒนา</p>



<p>“เราพบว่าในทุกการทดสอบ นักเรียนจะมีคะแนนดีขึ้น ซึ่งปัจจัยสำคัญคือการได้ประเมินตัวเองตลอดเวลา และผู้ปกครองก็เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ทำให้โรงเรียนเหมือนมีผู้ช่วยดูแลสนับสนุนอีกทางหนึ่ง” ครูกัลยากล่าว พร้อมเสริมว่า การติดตามอย่างใกล้ชิดนี้ช่วยให้อัตราการขาดเรียนลดลง และในกรณีที่นักเรียนมีเหตุจำเป็น ครูก็สามารถรับรู้และหาแนวทางช่วยเหลือได้ก่อนที่เด็กจะหลุดจากระบบ</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-111.jpeg" alt="" class="wp-image-101609" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-111.jpeg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-111-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-111-768x511.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-111-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-111-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เสียงสะท้อนจากพื้นที่อื่นยืนยันตรงกันว่า Q-Info คือ “ผู้ช่วยครู” ที่ช่วยให้ทำงานได้ดีขึ้นในเวลาที่น้อยลง</strong></h3>



<p><strong>ครูในสังกัด สพป. เชียงใหม่ เขต 1</strong> ระบุว่า ระบบ Q-Info ช่วยให้ครูสามารถออกแบบการเรียนรู้และติดตามผู้เรียนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่เพียงลดภาระงาน แต่ยังเพิ่มคุณภาพของการทำงานในห้องเรียนอย่างชัดเจน</p>



<p><strong>ในมุมของผู้บริหารโรงเรียน การมีข้อมูลเชิงลึกกำลังเปลี่ยนวิธีการตัดสินใจอย่างมีนัยสำคัญ</strong><strong><br></strong><strong>ผอ.ศรีวรรณ์ ชาญกิจ โรงเรียนบ้านต้นผึ้ง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่</strong> กล่าวว่าตั้งแต่ใช้ Q-Info ช่วยให้ครูสามารถเตรียมการสอนได้ละเอียดขึ้น และมองเห็นจุดแข็งจุดอ่อนของนักเรียนแต่ละคนได้อย่างชัดเจน ขณะที่การประเมินผลก็ทำได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้นแบบนาทีต่อนาที</p>



<p>“เมื่อข้อมูลเปิดดูได้ตลอดเวลา การวางแผนพัฒนาโรงเรียนก็ทำได้ตรงเป้ามากขึ้น เราสามารถปรับการจัดการเรียนรู้ให้เหมาะกับนักเรียนแต่ละคนได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้ปัญหาสะสมจนสะท้อนออกมาในรูปของผลการเรียนศูนย์ ร มส ถึงปีการศึกษาถัดไป”</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-113.jpeg" alt="" class="wp-image-101611" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-113.jpeg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-113-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-113-768x511.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-113-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/04/image-113-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>อีกหนึ่งมิติที่เห็นผลชัด คือการดูแลนักเรียนอย่างครอบคลุมและไม่ตกหล่น</strong></h3>



<p><strong>ครูดวงดี เป็งสุรินทร์ โรงเรียนบ้านสันทรายคองน้อย อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่</strong> กล่าวถึงการใช้ Q-Info ในการติดตามพัฒนาการด้านโภชนาการของนักเรียน ว่าการจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบช่วยประหยัดเวลา และเพิ่มความแม่นยำในการดูแลนักเรียนได้อย่างทั่วถึง เชื่อมโยงกันทั้งในโรงเรียน ระดับเครือข่ายโรงเรียน หรือระดับเขตพื้นที่การศึกษา รวมถึงการมีหลักฐานสำคัญที่จะทำให้เกิดการสนับสนุนเชิงนโยบายอย่างตรงกับความเป็นจริงของปัญหาในพื้นที่</p>



<p>“เมื่อใช้ Q-Info ไปสักระยะ เราจะรู้สึกว่าระบบนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานหลักของครู ทำให้สามารถดูแลนักเรียนได้ทั่วถึงมากขึ้น และเชื่อว่าจะช่วยลดจำนวนนักเรียนที่หลุดจากระบบการศึกษา เพราะได้รับการดูแลทั่วถึง ส่วนสำหรับคุณครู เราเชื่อว่าเมื่อระบบ Q-Info มาช่วยให้ภาระงานลดลงแต่มีผลลัพธ์เพิ่มขึ้นได้ ก็เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของมิติใหม่ในการทำงานที่ครูทุกคนจะมีกำลังใจมากขึ้น พร้อมดึงศักยภาพในตัวออกมาใช้เพื่อพัฒนาการศึกษาได้ดียิ่งขึ้น”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-300426/">เปิดเทอม 69 “ลดภาระครูจากกองเอกสาร”: กสศ. สนับสนุนระบบ Q-Info 5 เขตพื้นที่นำร่อง–โรงเรียน TSQM เพิ่มเวลาโฟกัสการสอน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จริงหรือไม่ ? “การศึกษาควรมองความเป็นคนมากกว่าการใช้เนื้อหารายวิชาเป็นตัวตั้ง”</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-061125/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 06 Nov 2025 02:50:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[พิษณุโลก]]></category>
		<category><![CDATA[TSQM]]></category>
		<category><![CDATA[แนวทางการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเองเชิงพื้นที่ TSQM-A จังหวัดพิษณุโลก ผ่าน Platform สมัชชาการศึกษาจังหวัดพิษณุโลก]]></category>
		<category><![CDATA[รวมพลังขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[สมัชชาการศึกษาจังหวัดพิษณุโลก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=97329</guid>

					<description><![CDATA[<p>“จริงหรือไม่ ที่การศึกษาไทยควรมองความเป็นคนมากกว่าการใช [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-061125/">จริงหรือไม่ ? “การศึกษาควรมองความเป็นคนมากกว่าการใช้เนื้อหารายวิชาเป็นตัวตั้ง”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“จริงหรือไม่ ที่การศึกษาไทยควรมองความเป็นคนมากกว่าการใช้เนื้อหารายวิชาเป็นตัวตั้ง” นี่คือประเด็นคำถามที่น่าสนใจที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อนุชา กอนพ่วง รองคณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ผู้นำวงเสวนาในประเด็น “แนวทางการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเองเชิงพื้นที่ TSQM-A จังหวัดพิษณุโลก ผ่าน Platform สมัชชาการศึกษาจังหวัดพิษณุโลก” เวทีประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดการความรู้ (Knowledge Management) โรงเรียนพัฒนาตนเอง จังหวัดพิษณุโลก เป็นผู้จุดคำถามชวนคิดขึ้นมา เพื่อให้เพื่อนครู ผู้บริหารสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์ ในจังหวัดพิษณุโลก ร่วมคิดและตระหนักถึงการจัดการเรียนรู้ที่ต้องมองผู้เรียนเป็นเป้าหมายสำคัญ ตลอดจนเกิดการปรับตัวและมอบการเรียนรู้ที่มีความหมายต่อเด็กอย่างแท้จริง ในขณะที่แวดวงการศึกษาไทยมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c96c43"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/2-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>การศึกษาไทยต้องให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์ของผู้เรียนมากกว่าผลลัพธ์การแข่งขัน</strong></h4>



<p>การสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อตัวผู้เรียนในทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ต้องมิได้จำกัดแค่บุคลากรภาคการศึกษา แต่ต้องมาจากทุกภาคส่วนเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย สิ่งสำคัญ คือ จำเป็นต้องเข้าใจความเป็นมนุษย์ของผู้เรียน และการออกแบบกระบวนการเรียนการสอนเพื่อสร้างสมรรถนะ (Competency) แก่ผู้เรียน เพื่อลดการยึดติดกับความรู้ทางวิชาการที่มากเกินไปหรือใช้บรรทัดฐานทางสังคมเป็นตัวชี้วัด</p>



<p>จะเห็นว่าบางกรณีเด็กจบการศึกษาขั้นพื้นฐานแต่กลับไม่รู้จักตัวตนของตนเอง เพราะครูไม่สามารถจัดการศึกษาเพื่อให้เด็กรู้จักตัวตนของพวกเขาได้ ซึ่งสะท้อนถึงความล้มเหลวของการศึกษาไทย ฉะนั้นการศึกษาไทยต้องปรับใหม่ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องพร้อมหนุนเสริมการทำงานสู่การเปลี่ยนแปลงการศึกษาของจังหวัดพิษณุโลกในร่องการทำงานใหม่ที่ให้ความสำคัญความเป็นมนุษย์ของผู้เรียนมากกว่าผลลัพธ์ทางการแข่งขัน<br><br>ดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร<br>อดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการดำเนินโครงการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเองเชิงพื้นที่ (TSQM-A) จังหวัดพิษณุโลก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cef67b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/3-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>การศึกษาต้องต่อยอดให้คนมีงานทำและดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข</strong></h4>



<p>การตีความคำว่า ‘ผู้เรียน’ เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะการเกิดเป็นคนสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือการมีงานทำ หากการศึกษาสามารถส่งเด็กให้มีงานทำในอนาคตตามความถนัด และตามศักยภาพที่เขามี นั่นเป็นการพัฒนาผู้เรียนที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต เช่น อยากเป็นครูแล้วได้เป็นครู ซึ่งการได้ทำในสิ่งที่ถนัดย่อมนำมาซึ่งความสุข</p>



<p>ฉะนั้น การศึกษาต้องต่อยอดให้คนมีงานทำและดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข ซึ่งสภาพสังคม ความต้องการแต่ละยุคมีความต่างกัน หลักสูตรการเรียนการสอนย่อมต้องปรับตามสภาพแวดล้อมด้วย การปรับตัวดังกล่าวครูตระหนักดีว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นครูต้องเข้าใจในส่วนนี้ก่อน พร้อมเรียนรู้และปรับเปลี่ยนวิถีแบบเดิมหนุนเสริมไปสู่รูปแบบใหม่ เพื่อต่อยอดการเรียนรู้เกี่ยวกับงานของเด็ก จัดการศึกษาให้ได้ทำงานตามความถนัด และส่งเด็กไปสู่อนาคตที่มีคุณภาพ<br><br>ดร.ปกรณ์ ประจัญบาน<br>คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a7af6f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/4-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ครูจงอย่าละเลยการพัฒนาความเป็นคนควบคู่กับเนื้อหาวิชา</strong></h4>



<p>ปัจจุบันครูมักจัดการเรียนรู้ให้นักเรียนได้เรียนมากกว่าได้นำไปใช้ในชีวิตจริง หรือในมิติของการทำงานจริง เช่น ผู้บริหารบางคนสอบได้ที่หนึ่งในการเข้ารับราชการ แต่ไม่สามารถนำความรู้มาพัฒนาได้ ครูสอบบรรจุได้ แต่ไม่สามารถจัดการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ความต้องการหรือศักยภาพผู้เรียน เพื่อให้นำไปใช้และเกิดประโยชน์ต่อชีวิต เพราะทุกคนต่างเน้นที่เนื้อหารายวิชามากกว่าความเป็นมนุษย์</p>



<p>ขณะเดียวกัน หากครูสามารถสอนความเป็นคนให้แก่เด็กได้ เด็กจะนำความรู้ไปพัฒนาความคิดและการใช้ชีวิตของตนเองได้ ฉะนั้นการมุ่งเป้าไปที่เนื้อหาวิชาแต่เพียงอย่างเดียวเป็นสิ่งที่อันตรายมาก เพราะเมื่อมนุษย์ขาดความเป็นคน สังคมย่อมขาดความเจริญ การพัฒนาจะไม่เกิดขึ้น ขาดความต่อเนื่อง และไม่ยั่งยืน ดังนั้น ครูจงอย่าละเลยการพัฒนาความเป็นคนควบคู่กับเนื้อหาวิชา เพราะเราไม่ได้ต้องการคนเก่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการคนดี คนที่มีทักษะและนำความรู้ไปต่อยอดในชีวิตจริง และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้<br><br>ดร.ผกาภรณ์ พลอยสังข์<br>ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-27e426"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/11/5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ครูต้องสังเกตศักยภาพของเด็กเพื่อนำมาเป็นฐานการเรียนรู้ และแก้ปัญหาไปทีละจุด</strong></h4>



<p>ตนเองมีกรณีศึกษาที่น่าสนใจของครูท่านหนึ่งซึ่งพบปัญหาเด็กไม่มาโรงเรียน และออกกลางคัน เนื่องจากอายที่ไม่เก่งวิชาการ และสอบไม่ผ่าน ซึ่งครูท่านนั้นได้ไปเยี่ยมเด็กที่บ้านและพบว่าอาศัยอยู่กับคุณตา แต่สิ่งที่ครูสังเกตได้ คือ บ้านของเด็กมีต้นกล้วยมากมาย จึงถามตาของเด็กว่าใครช่วยปลูก ซึ่งตาเล่าว่าหลานช่วยปลูกและช่วยดูแล ครูจึงเกิดแนวคิดและให้เด็กคนนี้ไปสอนเพื่อนที่โรงเรียนเกี่ยวกับการปลูกต้นกล้วย เพื่อให้เขาได้ลองทำสิ่งที่ถนัด หลังจากนั้นก็บูรณาการวิชาต่าง ๆ เรื่องกล้วย ทำให้เด็กเริ่มมีความสนุก เริ่มกลับเข้ามาเรียน สนใจในเนื้อหาวิชา และเรียนจบหลักสูตรขั้นพื้นฐาน ผลลัพธ์ดังกล่าวมาจากครูที่เห็นความสำคัญของศักยภาพของเด็กว่าทุกคนไม่ได้เก่งวิชาการ และนำความสามารถของเด็กนำมาเป็นฐานการเรียนรู้ เพื่อแก้ปัญหาไปทีละจุด<br><br>ดร.พรปวีณ์ คงนันทิพัฒน์<br>รองศึกษาธิการจังหวัดพิษณุโลก</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-061125/">จริงหรือไม่ ? “การศึกษาควรมองความเป็นคนมากกว่าการใช้เนื้อหารายวิชาเป็นตัวตั้ง”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“โรงเรียนแห่งอนาคตไม่ใช่ ‘โรงสอน’ แต่เป็น ‘โรงสร้าง’ ระบบนิเวศการเรียนรู้ที่โอบรับความหลากหลาย” ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-181224-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 18 Dec 2024 04:57:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียน TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช]]></category>
		<category><![CDATA[TSQM]]></category>
		<category><![CDATA[School Zero Dropout]]></category>
		<category><![CDATA[โรงสร้าง]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนแห่งอนาคต]]></category>
		<category><![CDATA[VASK]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=88920</guid>

					<description><![CDATA[<p>“โรงเรียนแห่งอนาคต ต้องเป็นแหล่งหนุนการเรียนรู้และพัฒนา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-181224-2/">“โรงเรียนแห่งอนาคตไม่ใช่ ‘โรงสอน’ แต่เป็น ‘โรงสร้าง’ ระบบนิเวศการเรียนรู้ที่โอบรับความหลากหลาย” ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<blockquote class="wp-block-quote">
<p>“โรงเรียนแห่งอนาคต ต้องเป็นแหล่งหนุนการเรียนรู้และพัฒนาเป็น Learning Development ของผู้เรียน ครู และของระบบการศึกษา หมายถึง ‘ระบบการศึกษา’ จะต้องเรียนรู้จากของจริงที่เกิดขึ้น และโรงเรียนแห่งอนาคต ยังต้องเป็นกลไกปฏิสัมพันธ์ของระบบการศึกษา ลดการส่งต่อจากบนสู่ล่างหรือ top-down ให้เกิดการเรียนรู้บนแนวราบหรือ bottom-up มากขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสการเรียนรู้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนและครู ซึ่งคือกลไกพัฒนาความเป็นมนุษย์ ถ้าทำอย่างนั้น โรงเรียนจะเป็นแหล่งเชื่อมโยงความรู้และทฤษฎีจากประสบการณ์จริง สถานการณ์จริง เป็นแหล่งพัฒนาความเป็นมนุษย์ของผู้เรียนที่ไม่ได้มีบทบาทแค่ถ่ายทอดวิชาความรู้”<br><br><strong>ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช</strong></p>
</blockquote>



<p>จากปี 2562 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้ทำงานร่วมกับโรงเรียนในสังกัด สพฐ. มากกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ ใน <strong>‘โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง’</strong> หรือ <strong>Teacher and School Quality Program (TSQP)</strong> ซึ่งมุ่งพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบ (Whole School Approach) โดยกระตุ้นให้เกิดการ ‘พัฒนาคุณภาพระบบบริหารจัดการโรงเรียน’ และ ‘พัฒนาการจัดการเรียนการสอน’ ให้มีคุณภาพสูง เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เกิดสมรรถนะในศตวรรษที่ 21 ผ่านการวัดผลลัพธ์การเรียนรู้ 4 ด้าน คือ คุณค่า (Values) ทัศนคติ (Attitude) ทักษะ (Skills) และ ความรู้ (Knowledge) หรือจำกัดความสั้น ๆ ว่า <strong>‘VASK’</strong></p>



<p>ถึงปี 2566 ผลการประเมินโครงการโดยทีมวิจัยและประเมินผลมูลนิธิศึกษาธิการ พบว่า 636 โรงเรียนในโครงการ TSQP สามารถยกระดับได้สำเร็จ และได้เดินหน้าสู่เป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นอีกขั้น โดยยกระดับจาก TSQP เป็น <strong>‘TSQM’</strong> ที่อักษร P ซึ่งหมายถึง Project ได้เปลี่ยนมาเป็น M อันมีความหมายถึงการ ‘Movement’ หรือคือเปลี่ยนจากการทำงาน ‘วงแคบ’ ในลักษณะ Project เป็นการทำงานใน ‘วงกว้าง’ ระดับพื้นที่หรือระดับจังหวัด ซึ่งจะอาศัยพลังความร่วมมือขององคาพยพที่หลากหลายในท้องถิ่นนั้น ๆ มาช่วยหนุนวงจรการเรียนรู้ของผู้เรียน พร้อมกับพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องในแวดวงการศึกษาทั้งระบบ เพื่อยกระดับคุณภาพอย่างต่อเนื่อง และ <strong>‘สร้างผู้นำความเปลี่ยนแปลง’</strong> หรือ <strong>‘พื้นที่ต้นแบบ’</strong> ที่จะขยายผลส่งต่อไปยังพื้นที่อื่น ๆ ให้เดินหน้าพัฒนาไปด้วยกัน&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้เป้าหมายสำคัญของ ‘TSQM’ ยังมีเรื่องของมาตรการ ‘School Zero Dropout’ ที่จะสร้างและพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา และสอดส่องค้นหาเด็กเยาวชนในวัยการศึกษาภาคบังคับที่หลุดออกจากระบบ เพื่อฟื้นฟูประคับประคองและส่งเสริมให้เข้าสู่วิธีการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น-มีทางเลือก-ตอบโจทย์ชีวิต ซึ่งเป็นการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ที่ทุกภาคส่วนร่วมเป็นเจ้าของการทำงานอย่างแท้จริง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2ecb76"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/12/7.ปาฐกถาพิเศษ-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหาร กสศ. </strong>กล่าวถึงการปรับแนวคิดการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาคุณภาพตนเอง โดยใช้การหนุนกลไกระดับพื้นที่ เพื่อการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ (System change) ให้เกิดการทำงานร่วมระหว่างหน่วยงานต้นสังกัดระดับพื้นที่ หรือระดับจังหวัด และมีความร่วมมือกับหน่วยงานภาคส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง และสร้างเครือข่ายโรงเรียนให้เป็นเจ้าของร่วมและดำเนินการด้วยตนเอง เพื่อขยายผลจากโรงเรียนแกนนำสู่โรงเรียนอื่น ๆ ตามแนวคิดของ TSQM และเพื่อให้เกิดเป็น ‘ระบบนิเวศทางการศึกษา’ ที่ยั่งยืนจากต้นทุนเดิมของจังหวัด โรงเรียน และทุกฝ่ายที่มีส่วนร่วม ว่า&nbsp;</p>



<p>“เมื่อพูดถึงการศึกษา เราต้องไม่ลืมเป้าหมายแท้จริงว่าหัวใจของการเรียนรู้ที่จะเกิดกับผู้เรียน จะมาควบคู่กับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา (Transformative Learning) และต้องเกิดขึ้นในทุกด้านของ V-A-S-K ไม่ใช่เปลี่ยนแปลงที่ความรู้ หรือ ‘K’ เพียงอย่างเดียว ฉะนั้นสิ่งที่ควรตระหนักในการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ คือต้องเอื้อต่อความหลากหลายของ ‘ผู้เรียนทุกคน’ โดยจะ ‘ไม่ทำร้ายหรือทำลายบางคน’ อย่างไม่ตั้งใจ ทีนี้พอเข้าใจตรงกันแล้วว่าการเรียนรู้เป็นเรื่องของทุกคน ระบบนิเวศที่จะออกแบบจึงต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยทั้งทางกายและทางใจ เป็นพื้นที่ที่ผู้เรียนสามารถตั้งคำถามต่อประเด็นต่าง ๆ เป็นพื้นที่ที่รองรับทุกอารมณ์และทุกความซับซ้อนของมนุษย์&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“การจัดการเรียนรู้ที่รองรับต่อนิเวศของการเรียนรู้ที่ดี ‘เด็ก’ หรือ ‘ผู้เรียน’ ควรมีส่วนช่วยในการออกแบบ เท่ากับเป็นหน้าที่ของครู ผู้บริหารโรงเรียน ผู้ปกครอง ไปจนถึงชุมชนสังคม ที่จะต้องมีวิธีการทำให้เด็กขยับเข้ามามีส่วนร่วม แล้วเราจะมองเห็นความเป็นไปได้ของนิเวศการเรียนรู้ที่ผู้เรียนสามารถพัฒนาตัวเองไปได้พร้อม ๆ กัน เพราะการเรียนรู้ที่ออกแบบขึ้นจากการรู้ความต้องการของตนเองและรู้ความต้องการของผู้อื่น จะเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำความเข้าใจความแตกต่างหลากหลาย”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ce38bd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/12/ศ.นพ.วิจารณ์-พานิช-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศ.นพ.วิจารณ์</strong> กล่าวถึงทฤษฎีการศึกษาที่สำคัญต่อการพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะในศตวรรษที่ 21 ว่า การพาผู้เรียนไปถึงผลลัพธ์ทั้ง 4 ด้าน คือ คุณค่า ทัศนคติ ทักษะ และความรู้ ได้พร้อม ๆ กัน การจัดการเรียนรู้ต้องบูรณาการแบบองค์รวม (Holistic Approach) ซึ่งมีวิธีการมากมายหลายแบบ อย่างไรก็ตามส่วนสำคัญที่สุดคือครูและโรงเรียนจะต้องออกแบบการเรียนรู้ที่ผู้เรียนไม่เพียงได้ ‘เรียนรู้จากประสบการณ์’ (Experiential Learning) แต่ต้องพาไปให้ถึงการ ‘เกิดความคิด’ และมี ‘วิธีตกผลึก’ ผ่านประสบการณ์ในเชิงหลักการ ตามทฤษฎี ‘Kolb’s Experiential Learning Cycle’ (David A. Kolb, Institute for Experiential Learning)</p>



<p>“หัวใจสำคัญอยู่ที่ผู้เรียนต้องสามารถสังเกตจากประสบการณ์ แล้วมีการ ‘สะท้อนกลับ’ (Reflection) ด้วยการคิดไปสู่หลักการเชิงนามธรรม ซึ่งตรงกันข้ามกับการเรียนรู้แบบเดิมที่คุ้นเคย ที่เป็นการเรียนจากทฤษฎีแล้วเอาไปปฏิบัติ โดยวิธีการนี้จะทำย้อนกลับจากภาคปฏิบัติเพื่อคิดไปหาทฤษฎี ทำให้ผู้เรียนเรียนรู้อย่างเป็นตัวของตัวเอง (Agentic Personality) และผลลัพธ์จากการจัดการเรียนรู้ลักษณะนี้ คือเราจะผลิตคนที่มีความคิดของตัวเอง กล้าคิด กล้าริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นคนที่มีศักยภาพในการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทั้งยังยอมรับและเคารพในความคิดของคนอื่นด้วย ซึ่งคือผลผลิตจากการเรียนรู้ที่ยุคปัจจุบันและอนาคตต้องการ&nbsp;</p>



<p>“การสะท้อนคิดไปสู่หลักการนั้นมีแก่นอยู่ที่การ ‘ตั้งคำถาม’ โดยเฉพาะในภาพรวมที่ผู้เรียนต้องรู้ว่าเรียนแล้วจะนำไปสู่อะไร สองสิ่งสำคัญที่ควรได้รับ คือ 1.แรงบันดาลใจที่จะทำอะไรบางอย่าง และ&nbsp; 2.เกิดทักษะการตั้งคำถามเพื่อพาตัวเองออกไปให้ไกลกว่าสิ่งที่เรียนรู้ตรงหน้า ซึ่งคือ ‘วงจรสร้างปัญญา’ ที่จะหมุนต่อไปเรื่อย ๆ ไม่สิ้นสุด และเกิดการค้นคว้าหาความรู้อื่น ประสบการณ์อื่นมาเทียบ เพื่อสะท้อนคิดเชิงหลักการไปสู่ทฤษฎีที่ใช่ที่สุด ณ เวลานั้น ๆ ดังนั้นจะเห็นว่ากระบวนการเรียนรู้ตามทฤษฎี ‘Kolb’s Experiential Learning Cycle’ นอกจากเด็กหรือผู้เรียนแล้ว โรงเรียนยังได้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ของครู ของผู้บริหาร ของกรรมการโรงเรียน ของผู้ปกครองและชุมชน ที่จะปรับบทบาทหรือหน้าที่ให้สอดคล้องกับการส่งต่อความรู้-ความเชื่อ-ความเข้าใจ ได้อยู่ตลอดเวลา เป็นวงจรของการปรับ-เปลี่ยน-พัฒนา เรื่อยไปไม่สิ้นสุด การเรียนรู้ในวันนี้และอนาคตจึงเป็นการ ‘สร้าง’ มากกว่า ‘รับถ่ายทอด’ ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่ตัวผู้เรียนได้กว้างและลึกกว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ครูและหน่วยอื่น ๆ ทั้งหมดในวงจรการเรียนรู้จะไม่ให้น้ำหนักที่การถ่ายทอดความรู้ แต่จะช่วยกันออกแบบการเรียนรู้ที่พาผู้เรียนไปสู่การปฏิบัติ และสะท้อนคิดหลักการด้วยตัวเอง หรือเป็น Facilitator และทั้งหมดนี้คือหลักการของ ‘การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง’ ที่ผู้เรียนต้องสามารถคิดจากประสบการณ์ เพื่อตั้งคำถามสะท้อนคิดไปให้ถึงการ ‘ท้าทายความเชื่อเดิม’ ให้ได้ เพราะความหมายของการเรียนรู้คือการไม่หยุดนิ่ง หรือการเปลี่ยนความคิดและเปลี่ยนใจด้วยความมั่นใจในหลักการ เมื่อเกิดการค้นพบหลักฐานหรือข้อเท็จจริงใหม่มาสนับสนุน”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b3ff60"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/12/ศ.นพ.วิจารณ์-พานิช-7.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศ.นพ.วิจารณ์</strong> กล่าวสรุปว่า ถ้าโรงเรียนไม่สามารถเปลี่ยนเป็น ‘แหล่งหนุนการเรียนรู้’ โดยเฉพาะสำหรับ ‘ระบบการศึกษา’ แล้ว การก้าวต่อไปข้างหน้าของการศึกษาทั้งระบบก็จะเป็นแค่เพียงการยึดโยงกับภาคทฤษฎี ขณะที่ความจริงที่ปรากฏขึ้นในโรงเรียนหนึ่ง ๆ หรือในพื้นที่หนึ่ง ๆ กลับไม่ถูกมองเห็นและทำความเข้าใจ&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“การทำงานของทุกฝ่ายที่เข้าร่วมสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ในวาระนี้ ทำให้เชื่อได้ว่าการทำงานและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในโรงเรียนหนึ่ง ในพื้นที่หนึ่งจะมีสถานะเป็นแหล่งการเรียนรู้ ผ่านหลักการ Double-Loop Learning ซึ่งหมายถึงการเรียนรู้ที่ให้ผลสองต่อ คือต่อแรกเมื่อทำแล้วเกิดผล ผลลัพธ์นั้นจะสะท้อนกลับไปที่การขยายวิธีการทำงานออกไป ส่วนต่อที่สองคือผลลัพธ์นั้นจะสะท้อนกลับไปยังภาคทฤษฎีหรือหลักการ หรือคือการสะท้อนไปถึง ‘ระบบเชิงโครงสร้าง’ ว่าจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนหรือไม่และอย่างไร ถ้าจะพัฒนางานให้ดีขึ้นไปอีก ฉะนั้นโรงเรียนต้องเป็นแหล่งหนุนการเรียนรู้ เพื่อเป็นต้นทางของ ‘ความคิดที่ต่างไปจากทฤษฎีซึ่งมีอยู่เดิม’ โดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ที่มีอยู่</p>



<blockquote class="wp-block-quote">
<p><strong>“โรงเรียนแห่งอนาคตจึงไม่ใช่โรงสอน แต่เป็น ‘โรงสร้าง’ โดยมีครูเป็นนักออกแบบสร้างสรรค์ สร้างบันไดให้นักเรียนได้ปีน สามารถปลดปล่อยพลังที่ซ้อนเร้นในมนุษย์ เป็นพลังหนุนการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาไทย ให้สามารถผลิตผู้เรียนที่เป็นตัวของตัวเอง คิดเองได้ ยอมรับในความแตกต่างหลากหลาย ซึ่งคนแบบนี้คือนวัตกร (Innovator) แห่งอนาคต เป็นมนุษย์อารมณ์บวก (Positive Mindset) ที่พร้อมมุ่งฝ่าฟันความยากลำบาก และเป็นบุคคลแห่งสุขภาวะสำหรับตนเอง ครอบครัว และสังคมโลก”</strong></p>
</blockquote>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity is-style-dots"/>



<p><em>*เรียบเรียงจาก ปาฐกถาพิเศษเรื่อง ‘ความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนและระบบนิเวศทางการเรียนรู้ สู่การสร้างการเปลี่ยนแปลงในตัวเด็กและเยาวชน’ ณ เวทีการจัดการความรู้เพื่อการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQM) ‘School Zero Dropout’ ระหว่างวันที่ 13 &#8211; 15 ธันวาคม 2567 ณ โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพมหานคร</em></p>



<p><strong>ข่าวที่เกี่ยวข้อง:</strong><a href="https://www.eef.or.th/news-141224/" target="_blank" rel="noopener" title=""> กสศ. เปิดเวทีจัดการความรู้เพื่อการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQM) ตั้งเป้า “School Zero Dropout” พัฒนาเครือข่ายครูและโรงเรียน ดูแลช่วยเหลือเด็กเยาวชนไม่ให้หลุดจากระบบการศึกษา</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-181224-2/">“โรงเรียนแห่งอนาคตไม่ใช่ ‘โรงสอน’ แต่เป็น ‘โรงสร้าง’ ระบบนิเวศการเรียนรู้ที่โอบรับความหลากหลาย” ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. เปิดเวทีจัดการความรู้เพื่อการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQM) ตั้งเป้า “School Zero Dropout” พัฒนาเครือข่ายครูและโรงเรียน ดูแลช่วยเหลือเด็กเยาวชนไม่ให้หลุดจากระบบการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-141224/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 17 Dec 2024 08:23:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรงเรียน TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[TSQM]]></category>
		<category><![CDATA[School Zero Dropout]]></category>
		<category><![CDATA[ช่วยเหลือเด็กหลุดการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาตนเอง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=88859</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 13-15 ธันวาคม 2567 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-141224/">กสศ. เปิดเวทีจัดการความรู้เพื่อการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQM) ตั้งเป้า “School Zero Dropout” พัฒนาเครือข่ายครูและโรงเรียน ดูแลช่วยเหลือเด็กเยาวชนไม่ให้หลุดจากระบบการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 13-15 ธันวาคม 2567 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ <strong>‘การขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง’ หรือ Teacher and School Quality Movement (TSQM)</strong> โดยเชิญโรงเรียนในเครือข่ายจากทุกภูมิภาคมาร่วมนำเสนอชุดองค์ความรู้ และตัวอย่างความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมจากพื้นที่ต้นแบบ สู่การสร้างกลไกขับเคลื่อนและนวัตกรรมการเรียนรู้ การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ อันเป็นเครื่องมือสำคัญของการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ณ โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพมหานคร</p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท</strong> <strong>ผู้จัดการ กสศ.</strong> บรรยายพิเศษเรื่อง “กลยุทธ์การขับเคลื่อนการทำงาน School Zero Dropout เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา” ระบุว่าในปี 2566–2567 ที่ผ่านมา สำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กสศ. ได้ดำเนินการสนับสนุนขบวนการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพโรงเรียน เพื่อให้เกิดการทำงานในระดับพื้นที่หรือระดับจังหวัดอย่างต่อเนื่อง ในลักษณะการสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพของเด็กและเยาวชนที่ยากจน ด้อยโอกาส อันเป็นส่วนสำคัญของการสร้างหลักประกันโอกาสทางการศึกษา ซึ่งให้ความสำคัญกับการดูแลช่วยเหลือนักเรียน และเป็นการทำงานที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาตามมาตรการ Thailand Zero Dropout</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8f8f82"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/12/4-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ไกรยส</strong> กล่าวว่า ปัจจุบันมีเด็กเยาวชนช่วงวัย 3-18 ปี กว่า 1.02 ล้านคน อยู่นอกระบบการศึกษา ทั้งยังมีเด็กกลุ่มเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาอีกมากถึง 2.8 ล้านคน จากครัวเรือนที่มีรายได้เฉลี่ยอยู่ใต้เส้นความยากจน โดยในกระบวนการช่วยเหลือเด็กเหล่านี้ นอกจากต้องกำหนดมาตรการค้นหาและพาเด็กจำนวน 1.02 ล้านคนกลับสู่เส้นทางการศึกษาหรือการเรียนรู้แล้ว สิ่งที่ต้องทำควบคู่ไปด้วยคือกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เด็กอีก 2.8 ล้านคนหลุดออกจากระบบการศึกษาตามมา เนื่องจากการแก้ไขปัญหาตั้งแต่ต้นเหตุคือวิธีการที่ได้ผลและยั่งยืนที่สุด ซึ่งที่ผ่านมา กสศ. ได้ทำหน้าที่ชี้เป้ากลุ่มเป้าหมายและร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรม พร้อมมุ่งขยายผลนวัตกรรมให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น สอดคล้องกับแนวคิด ‘การขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง หรือ Teacher and School Quality Movement (TSQM)’ ที่มีแนวทางพัฒนาคุณภาพโรงเรียน 3 รูปแบบ ประกอบด้วย</p>



<ol>
<li style="font-size:16px">การขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเองเชิงพื้นที่ (TSQM-A)</li>



<li style="font-size:16px">การขับเคลื่อนเครือข่ายโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQM-N)</li>



<li style="font-size:16px">การขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเองเชิงประเด็น (TSQM-I)</li>
</ol>



<p>การพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งสามรูปแบบจะทำให้เกิดข้อเรียนรู้ ผ่านตัวอย่างแนวทางการพัฒนากลไกขับเคลื่อนทั้งในเชิงพื้นที่และเชิงเครือข่าย โดยมีประเด็นการทำงาน องค์ความรู้ นวัตกรรมในการจัดการเรียนการสอน การแก้ปัญหา และการดูแลช่วยเหลือเด็กจำนวนมากที่ได้จากคณะทำงานระดับพื้นที่ อาทิ ครูแกนนำ ผู้อำนวยการโรงเรียน หน่วยงานต้นสังกัด หรือบุคลากรที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยเห็นผลแล้วว่าการทำงานนั้นได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงตัวเด็กเยาวชนอย่างเป็นรูปธรรม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-981097"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/12/5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b45442"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/12/6.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“สำหรับการจัดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ครั้งนี้ จะก่อให้เกิดการหมุนวงจรการเรียนรู้ของภาคีเครือข่ายร่วมดำเนินงานในทุกระดับ ในทุกรูปแบบของการขับเคลื่อนของชุดโครงการ ที่เน้นสาระและการเรียนรู้เพื่อกระตุ้นให้เกิด Empowerment ผ่านเครือข่ายร่วมดำเนินงานในพื้นที่ เกิดเป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้ ที่เครือข่ายจะสามารถบูรณาการการทำงาน นำความรู้ หรือแชร์ข้อเรียนรู้ ความท้าทาย และรูปธรรมความสำเร็จให้กับเพื่อนร่วมขบวนการ ที่จะนำไปสู่การพัฒนาต้นแบบกลไกจังหวัด การขับเคลื่อนกลไกเครือข่ายโรงเรียน และการคิดค้นแนวทาง องค์ความรู้ หรือนวัตกรรมในประเด็นที่หลากหลายเพื่อการดูแลช่วยเหลือและพัฒนาเด็กและเยาวชนตามความต้องการได้ ด้วยหลักการของการมีส่วนร่วมและการร่วมเป็นเจ้าของ</p>



<p>“กสศ. พยายามวางโครงร่างการทำงานให้เข้าใจถึงสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยเฉพาะเรื่องของเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษา ซึ่งทุกหน่วยงานกำลังร่วมค้นหาเด็กเยาวชนทุกคนโดยบูรณาการข้อมูลร่วมกัน และเมื่อค้นหาเจอแล้วก็จะมีกระบวนการช่วยเหลือ ส่งต่อ ดูแล และส่งเข้าสู่เส้นทางการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นตอบโจทย์ชีวิต ให้เป็นคนที่ประสบความสำเร็จในแบบของตัวเองและเป็นอนาคตของประเทศได้ หากความเป็นครู ความเป็นผู้บริหารสถานศึกษา สามารถช่วยกันเปลี่ยนเด็กที่กำลังต้องการความช่วยเหลือ ให้เป็นเด็กที่มีอนาคตทางการศึกษาได้ภายในปี 2568 ก็จะเป็นความสุขในฐานะของขวัญปีใหม่และของขวัญวันเด็ก เพราะคงไม่มีอะไรล้ำค่าไปกว่าการที่เราสร้างโอกาสทางการศึกษาที่เสมอภาคให้กับเด็กทุกคนได้” ดร.ไกรยสกล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b52809"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/12/2-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายพัฒนะ พัฒนทวีดล</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายพัฒนะ พัฒนทวีดล</strong> <strong>รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน</strong> ร่วมบรรยายพิเศษเรื่อง “นโยบายความร่วมมือในการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาด้วยการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง” กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และ กสศ. มีความร่วมมือกันในการพัฒนาคุณภาพครูและโรงเรียน เพื่อให้เกิดโรงเรียนที่พัฒนาคุณภาพตนเองได้ทั้งระบบ เกิดการดูแลช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในสถานศึกษา โดยเฉพาะเด็กที่ยากจนและด้อยโอกาสมาตั้งแต่ปี 2561 อย่างต่อเนื่องในมิติที่หลากหลาย เพื่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพโรงเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา การพัฒนาแนวทางของการบริหารจัดการ และการจัดการเรียนการสอนของครูในโรงเรียน ที่ส่งผลกระทบไปถึงเด็กและเยาวชนให้มีคุณภาพชีวิต และผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ดีขึ้น ซึ่งเป้าหมายสำคัญที่ สพฐ. และ กสศ. มองเห็นร่วมกัน คือ ต้องการให้เด็กและเยาวชนในวัยเรียนได้รับโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา และสามารถที่จะช่วยเหลือและป้องกันการหลุดออกจากระบบการศึกษาของเด็กได้ ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันตามนโยบาย Thailand Zero Dropout</p>



<p><strong>รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน</strong> กล่าวต่อไปว่า รู้สึกยินดียิ่งขึ้น เมื่อทราบว่าการทำงานร่วมกันของโครงการ TSQM นี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่โรงเรียนในเครือข่าย สพฐ. แต่ยังเกิดพลังร่วมในพื้นที่ที่มีการขยายผลเรียนรู้ร่วมกันของโรงเรียน สพฐ. กับโรงเรียนในสังกัดอื่น ๆ หรือแม้กระทั่งการทำงานร่วมกันกับสถาบันการศึกษาในพื้นที่ รวมถึงเกิดกลไกคณะทำงานของจังหวัด เกิดเครือข่ายโรงเรียนที่ทำงานร่วมกับเขตพื้นที่การศึกษา ส่วนของพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา และหน่วยงานภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้เข้ามาร่วมกันขับเคลื่อน และเสริมต่อพลังของการบูรณาการความร่วมมือให้เข้มแข็ง เสริมต่อต้นทุนจากพื้นที่ร่วมกันจนเกิดเป็นภาคีร่วมดำเนินงานที่ทรงพลังมากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะร่วมกันดูแลช่วยเหลือ และสร้างโอกาสให้เด็กและเยาวชนของพวกเราได้มีโอกาสที่จะได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ พัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ของเด็ก และให้เด็กและเยาวชนมีทางเลือกทางการศึกษาที่หลากหลาย และสอดคล้องตามความต้องการ โดยเฉพาะการทำงานในระดับพื้นที่ ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของกลไกการดูแลเด็กที่ครอบคลุมทุกมิติ&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a27bc6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/12/3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“สพฐ. ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดของโรงเรียน 29,152 แห่ง มีครูทั้งหมด 540,000 กว่าคน และมีนักเรียนอยู่ประมาณ 6.4 ล้านคน คาดหวังว่าความร่วมมือในระดับพื้นที่ของโรงเรียน ครู ศึกษานิเทศก์ บุคลากรทางศึกษาในสำนักงานเขตพื้นที่ ภายใต้โครงการ TSQM ใน 10 จังหวัด กับเครือข่ายโรงเรียนกว่า 26 เครือข่าย พร้อมด้วยโรงเรียนในสังกัด สพฐ.กว่า 300 แห่งในพื้นที่ 39 จังหวัด จะสามารถรวมพลังเครือข่ายเพื่อจัดการศึกษาที่เป็นต้นแบบ รวมกลุ่มกันเพื่อพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบ เกิดการเรียนรู้ส่งต่อองค์ความรู้และประสบการณ์จากโรงเรียนแกนนำ และนำไปขยายผลให้กับโรงเรียนในเครือข่าย นอกจากนี้ในด้านการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเองเชิงประเด็น หรือ TSQM-I จะถือเป็นจุดเชื่อมบูรณาการการทำงานร่วมกันครั้งสำคัญ ในการนำประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะรูปแบบและเฉพาะพื้นที่ มาช่วยออกแบบกระบวนการแก้ไขปัญหาให้เด็กและเยาวชน อาทิการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ของเด็กกลุ่มชาติพันธุ์ และในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้&nbsp;</p>



<p>“ในฐานะของหน่วยงานต้นสังกัดในระดับนโยบาย สพฐ. มีความยินดีอย่างยิ่งที่จะส่งเสริมสนับสนุนร่วมกับ กสศ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกระดับ ในการส่งเสริม สนับสนุน ให้เกิดการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง เกิดการพัฒนาคุณภาพครู และบุคลากรทางการศึกษา เกิดพลังของการเป็นเจ้าของร่วมกัน เพื่อสร้างให้เกิดระบบการศึกษา และการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีทางเลือกในการเข้าถึงการศึกษา ทางเลือกของการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นหลากหลายอย่างมีคุณภาพ และสร้างระบบนิเวศทางการเรียนรู้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของประเทศได้อย่างยั่งยืน” รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e7a114"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/12/7.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(คนที่ 2 จากซ้าย) รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ด้าน <strong>รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ</strong> <strong>กรรมการบริหาร กสศ.</strong> กล่าวว่า ผู้เข้าร่วมงานวันนี้ทุกท่านคือผู้นำและผู้สร้างความเปลี่ยนแปลง โดยโครงการ TSQM ที่ผูกติดกับโครงการ Thailand Zero Dropout ถือว่าประเด็นสำคัญที่สุดอยู่ที่ ‘โรงเรียน’ เพราะเมื่อโรงเรียนเป็นศูนย์กลาง จึงทราบและเข้าถึงข้อมูลได้ดีที่สุดในการคัดกรองเด็กกลุ่มเสี่ยง เด็กที่มีอุปสรรคปัญหา หรือแม้แต่เด็กที่มีความสามารถพิเศษได้จากตรงไหน ดังนั้นโรงเรียนจะเป็นผู้ขับเคลื่อนการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้โดยไม่มีใครตกหล่น</p>



<p>“ด่านแรกในการดูแลเรื่องนี้ คือเราจะเก็บเด็กในโรงเรียน ไม่ให้หลุดออกจากระบบ และช่วยเด็กนอกระบบกลับเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อความต้องการ และความจำเป็นของแต่ละคน การจัดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้และช่วยกันหาแนวทางที่ก่อให้เกิดพลังอย่างที่ทำในวันนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเชื่อว่า ‘พลัง’ ที่ว่านี้ มีอยู่ภายในตัวของทุกท่านอยู่แล้ว จึงอยากให้กำลังใจทุกคนว่าแม้ความสำเร็จที่เกิดขึ้นจะถูกมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่อย่าลืมว่าสิ่งเล็กน้อยนี้เมื่อสะสมและพอกพูนขึ้น ก็จะกลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ และพลังนี้จะบันดาลให้ทุกท่านมีความสุข และขอให้ทุกท่านได้นำพลังแห่งความสุขในวันนี้ และพลังแห่งแรงบันดาลใจที่ได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กลับไปส่งต่อให้กับเครือข่ายรอบตัวท่านอีกมากมาย ซึ่งพวกเขาเองก็ต้องการกำลังใจและการสนับสนุนเช่นกัน ในนาม กสศ. เราจะขอเดินหน้าเคียงข้างไปกับทุกท่าน เพราะหน้าที่ของเราคือการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับการศึกษาของประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำให้เด็กทุกคน ช่วยให้เด็กได้รับโอกาสที่เท่าเทียม เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพสูงโดยถ้วนหน้า” รศ.ดร.ดารณี กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9ee172"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/12/1-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-141224/">กสศ. เปิดเวทีจัดการความรู้เพื่อการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQM) ตั้งเป้า “School Zero Dropout” พัฒนาเครือข่ายครูและโรงเรียน ดูแลช่วยเหลือเด็กเยาวชนไม่ให้หลุดจากระบบการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ดร.อุดม วงษ์สิงห์ : เราได้เห็นสิ่งสวยงามเกิดขึ้นกับเด็กๆ พื้นที่ห่างไกล เมื่อโรงเรียนเชื่อใจชุมชน และชุมชนเชื่อใจโรงเรียน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-040524/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 04 May 2024 03:38:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อุดม วงษ์สิงห์]]></category>
		<category><![CDATA[TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการ Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน]]></category>
		<category><![CDATA[TSQM]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=81122</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในช่วงไม่กี่สิบปีให้หลังมานี้ เรามักได้ยินและได้เห็นข่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-040524/">ดร.อุดม วงษ์สิงห์ : เราได้เห็นสิ่งสวยงามเกิดขึ้นกับเด็กๆ พื้นที่ห่างไกล เมื่อโรงเรียนเชื่อใจชุมชน และชุมชนเชื่อใจโรงเรียน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในช่วงไม่กี่สิบปีให้หลังมานี้ เรามักได้ยินและได้เห็นข่าวการจัดสรรแบ่งงบประมาณให้ ‘กระทรวงศึกษาธิการ’ ได้รับสัดส่วนงบประมาณสูงสุดในบรรดาทุกกระทรวง เพื่อคอยเน้นย้ำกับเราอยู่เสมอว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับการศึกษามากเพียงใด</p>



<p>แต่ไม่ว่าอย่างไรภาพของความเหลื่อมล้ำในระบบการศึกษาก็ยังไม่หมดไป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะงบประมาณที่กระทรวงได้มาถูกนำมาคำนวณด้วยวิธีที่เราเรียกว่า&nbsp;<strong>‘เหมาจ่ายรายหัว’&nbsp;</strong>ซึ่งหมายความว่ายิ่งโรงเรียนใดมีนักเรียนน้อย งบประมาณก็จะยิ่งถูกแบ่งสรรไปให้น้อยลงตาม</p>



<p>ผลที่ตามมาคือโรงเรียนใหญ่ที่ช่วยเหลือตัวเองได้อยู่แล้วได้รับงบประมาณไปเหลือเฟือ แต่โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลที่มีต้นทุนสูงกว่าในการบริหารจัดการกลับไม่ได้รับแรงสนับสนุนอย่างเพียงพอ</p>



<p>โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง (Teacher and School Quality Program) หรือที่เราเรียกกันติดปากสั้นๆ ว่า TSQP ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ถูกคิดค้นขึ้นโดยคำนึงถึงเรื่องนี้เป็นสำคัญ กว่า 700 โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการจึงมุ่งเน้นไปที่โรงเรียนขนาดกลางเป็นหลัก</p>



<p>เป็นระยะเวลากว่า 5 ปีที่โครงการเติบโตขึ้นด้วยความเร็วแบบก้าวกระโดด ในที่สุด TSQP ก็เดินทางมาถึงจุดที่พร้อมจะขยับขยายขอบเขตออกไปอีกขั้น กลายเป็น TSQM หรือ ‘Teacher and School Quality Movement’ เปลี่ยนจาก ‘โครงการ’ (Program) ที่ฟังดูเหมือนแยกย่อยกระจัดกระจายกันไปตามพื้นที่ มาเป็น ‘ขบวนการ’ (Movement) ที่แสดงให้เห็นความเป็นปึกแผ่นและความเข้มแข็งของเครือข่าย</p>



<p>เนื่องในโอกาสอันน่ายินดีนี้  <strong>ดร.อุดม วงษ์สิงห์</strong> ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กสศ.  ผู้มีบทบาทสำคัญในการดูแลโครงการ ชวนผู้อ่านย้อนมองความสำเร็จที่ผ่านมาและแผนการในอนาคตอันใกล้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-23b19e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/05/3.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้น TSQP เกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไม กสศ. ถึงมุ่งมั่นที่จะริเริ่มผลักดันโครงการนี้</strong></h2>



<p>แน่นอนว่าในเมื่อโครงการเกิดขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพระบบ ที่มาและความสำคัญของโครงการย่อมถูกจุดประกายด้วยปัญหา ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาในระบบการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพของโรงเรียนในประเทศไทยที่ยังมีความแตกต่างกันมาก การจัดการสอนของครูที่ยังไม่สอดคล้องกับการเรียนรู้ในโลกยุคใหม่ ตลอดจนอัตราการหลุดออกจากระบบการศึกษาของนักเรียนกลุ่มเสี่ยงที่มีแนวโน้มที่สูงขึ้น ล้วนเป็นสิ่งที่ กสศ. เล็งเห็นและพยายามเคลื่อนไหวมาตลอด</p>



<p>โดยบทบาทของตัวโครงการ TSQP คือจะเข้ามาช่วยเสริมพลังในด้านการสนับสนุนให้โรงเรียนตั้งเป้าหมายในการพัฒนาตนเอง เพื่อให้สามารถประยุกต์ใช้นวัตกรรมไปพร้อมกันทั้ง 11 เครือข่าย ตลอดจนขยายผลสำเร็จของโครงการไปสู่โรงเรียนรุ่นถัด ๆ ไป เพื่อที่ในที่สุดแล้ว ความสำเร็จนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางด้านนโยบายและโครงสร้างของการศึกษาไทยในอนาคต</p>



<p>TSQP ถือเป็นโครงการแรกๆ&nbsp; เลยที่ กสศ. เข้ามามีส่วนร่วมในดูแลสนับสนุน โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2562 จากเดิมที่เริ่มต้นก้าวเล็กๆ ด้วย 5 เครือข่าย ปัจจุบันขยายเพิ่มใหญ่เกินเท่าตัว รวมเป็น 11 เครือข่าย มีเป้าประสงค์การทำงานหลัก นอกจากเพื่อแก้ความเหลื่อมล้ำเชิงคุณภาพการศึกษาตามวิสัยทัศน์เดิมที่ กสศ. มีอยู่แล้ว TSQP ยังต้องการสร้างแรงกระเพื่อมที่สามารถผลักดันโรงเรียนบ้าน ๆ ให้กลายเป็นโรงเรียนที่มีคุณภาพได้ ไม่ใช่โรงเรียนทางเลือกของเด็กไม่มีทางไป แต่เป็นทางเลือกดีๆ ที่มองไปทางไหนก็เจอ</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้ตัวคุณเองตัดสินใจเข้ามาทำงานตรงนี้</strong></h2>



<p>ผมคิดว่าแรงส่งที่ทำให้ผมตัดสินใจเข้ามาทำงานนี้มีส่วนผสมมาจากหลากหลายช่วงชีวิตมาก งานทุกอย่างที่ผมเคยทำมาทั้งหมด หรือแม้กระทั่งชีวิตวัยเด็ก</p>



<p>ก่อนมาร่วมงานกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ผมเคยดูแลงานเกี่ยวกับการผลิตและพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยเป็นการทำงานร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ สาธารณสุขศาสตร์ และบุคลากรด้านสุขภาพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลหรือหน่วยให้บริการทางการแพทย์ ทั้งคุณหมอ พยาบาล เภสัชกร ทันตแพทย์ นักสาธารณสุข หรือเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล เรียกว่าเห็นงานทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน ซึ่งการทำงานดังกล่าวทำให้เราต้องทำงานใกล้ชิดกับเยาวชนและบุคลากรในระบบการศึกษา (อุดมศึกษา) ควบคู่ไปด้วย</p>



<p>ย้อนไปก่อนหน้านั้น ผมเคยสอนหนังสือให้นักศึกษา ปวช. และ ปวส. อยู่ที่สถาบันเอกชนแห่งหนึ่งเป็นช่วงสั้น ๆ ประมาณ 2 – 3 ปี เป็นประสบการณ์ที่ยังคงส่งต่อมาถึงปัจจุบัน แม้ว่าในวันที่เราจะเปลี่ยนงานไปทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่สอนหนังสือ แต่เมื่อถึงวันที่เราต้องรับบทเป็นหัวหน้าทีม เราก็ต้องกลับมาสวมหมวกเป็นครูสอนงานน้อง ๆ ในทีม ศาสตร์ของการสอน หรือเรียกให้ถูกในสมัยนี้คือศาสตร์ของ ‘การเรียนรู้’ จึงไม่เป็นเรื่องไกลตัวผมเลย</p>



<p>และหากจะให้ย้อนไปไกลยิ่งกว่านั้นอีก ก็ต้องบอกว่าผมเองก็เป็นเด็กต่างจังหวัดหรืออาจจะเรียกว่าบ้านนอกนั่นแหละ ผมเรียนต่างจังหวัดมาตั้งแต่เด็ก พอโตถึงวัยก็เข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยและทำงานที่กรุงเทพฯ ดังนั้นจึงพอจะนึกภาพช่องว่างที่มีอยู่ระหว่างการศึกษา ณ ใจกลางประเทศกับการศึกษาในพื้นที่ห่างไกลออก ทั้งความสะดวกสบาย ความทุรกันดาร ความปลอดภัย จำนวนและคุณภาพบุคลากร เครื่องไม้เครื่องมือพื้นฐาน และพื้นเพของเด็กนักเรียน ฯลฯ ผมพอจะมองเห็นความแตกต่างเหล่านี้ชัดพอสมควร พอถึงจุดหนึ่งประสบการณ์ทั้งหมดก็หล่อหลอมเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมก้าวมาทำงานหลายๆ อย่าง ณ จุดนี้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2a8fc4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/05/1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>จุดเริ่มต้นของโครงการ TSQP ต้องใช้หลักเกณฑ์อะไรบ้าง (กว่าจะคัดเลือกโรงเรียนนำร่องกว่า 700 แห่ง คิดเป็น 10 เปอร์เซ็นต์จากโรงเรียนขนาดกลางทั้งหมด 7,000 แห่งทั่วประเทศ)</strong></h2>



<p>กระบวนการคัดเลือกในตอนนั้นแบ่งเป็นทั้งหมด 3 ตอน ตอนแรกคือ ‘ขนาดของโรงเรียน’ เป็นสิ่งสำคัญ สาเหตุที่จำเป็นต้องเน้น ‘โรงเรียนขนาดกลาง’ ก่อน เพราะโรงเรียนขนาดใหญ่ได้รับแรงสนับสนุนจากภาครัฐทำให้อยู่ได้โดยไม่ต้องอาศัยความช่วยเหลือเพิ่มเติม ส่วนโรงเรียนขนาดเล็กก็มีข้อกังวลเรื่องความเสี่ยงที่โรงเรียนจะยุบ ในระยะเริ่มต้นที่เราจำเป็นต้องวัดผลระยะยาวให้มั่นใจเสียก่อนว่าทำได้และเห็นผลจริง เราจึงให้ความสนใจกับโรงเรียนขนาดกลางที่มีโอกาสรอดสูงก่อนเป็นหลัก</p>



<p>ต่อมา เรื่องของความพร้อมที่จะ ‘ทำร่วมกันทั้งโรงเรียน’ ไม่ว่าบุคลากรคนหนึ่งจะเก่งกาจขนาดไหน เขาไม่สามารถทำทั้งหมดได้ด้วยตัวคนเดียว เราจึงเฟ้นหาโรงเรียนที่ทุกคนพร้อมจะพัฒนาไปพร้อมกันทั้งระบบ (Whole School Approach) ซึ่งเป็นหัวใจหลักของโครงการและที่มาของชื่อภาษาไทย&nbsp;<strong>โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง</strong>&nbsp;นั่นแหละ</p>



<p>สุดท้ายคือ ‘เครื่องมือช่วยเหลือ’ ซึ่งหมายถึง มาตรการที่จะช่วยให้แต่ละโรงเรียนพัฒนาตัวเองได้จริง ประกอบด้วย</p>



<ol>
<li style="font-size:16px">การตั้งเป้าหมายในการพัฒนาที่ชัดเจน (Goal)&nbsp;</li>



<li style="font-size:16px">กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในโรงเรียนที่เราเรียกกันว่า Professional Learning Community (PLC)</li>



<li style="font-size:16px">ระบบสารสนเทศสำหรับใช้ในการบริหารจัดการข้อมูลของโรงเรียนและเด็กนักเรียน (Q-Info)</li>



<li style="font-size:16px">เครือข่ายระหว่างโรงเรียน (School network)</li>



<li style="font-size:16px">นวัตกรรมที่เหมาะสมในการจัดการเรียนการสอน (Classroom innovation) ซึ่งโรงเรียนสามารถขอรับความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ให้คุ้นเคยกับนวัตกรรมต่างๆ ได้หากต้องการ</li>



<li style="font-size:16px">ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน (Student care)</li>



<li style="font-size:16px">การประเมินผลเชิงพัฒนา (Developmental Evaluation: DE)</li>
</ol>



<p>สุดท้าย แม้ว่าจะมีโรงเรียนที่สามารถเดินหน้าได้ไกลขนาดไหน แต่ก็เป็นเพียงการทำงานในฐานะหน่วยย่อย ๆ ในพื้นที่ นี่คือสาเหตุที่เราเรียกมันว่ากลยุทธ์การทำงานจากล่างขึ้นบน หากเราต้องการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ก็มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะติดตอใหญ่ตอหนึ่ง นั่นคือสิ่งรายล้อมอยู่รอบ ๆ โรงเรียน ที่มีทั้งปัจจัยเอื้อและปัจจัยฉุดรั้ง ไม่ว่าจะเป็นงานหรือโครงการต่าง ๆ คนในชุมชนที่ตั้งของโรงรียนหรือชุมชนใกล้เคียง เพราะเป็นระบบนิเวศและภาคีเครือข่ายที่เข้มแข็งที่ช่วยพัฒนาและร่วมขับเคลื่อนให้โรงเรียนดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง หากตอที่ว่านี้เป็นคานงัดให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการทำงานเป็นขบวน ไม่ปล่อยให้ใครคนใดคนหนึ่ง หรือโรงเรียนใดโรงเรียนหนึ่งทำแต่เพียงลำพัง นี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ P (Project/Program) จำเป็นต้องขยับขยายกลายมาเป็น M (Movement) ที่พร้อมจะเดินไปด้วยกันทั้งองคาพยพ</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>อะไรคือแรงขับเคลื่อนหลักที่ทำให้ กสศ. คิดว่าถึงจุดที่พร้อมจะเปลี่ยนจากโครงการมาเป็น ‘ขบวนการ’</strong></h2>



<p>หลายอย่างเลย แต่ที่โดดเด่นมากก็คือความสำเร็จที่สะท้อนผ่านอัตราการเกิดโรงเรียนแกนนำ (Agentic School) หากพิจารณาโรงเรียนทั้งหมดจากเกือบ 700 โรงเรียน จะพบว่าขณะนี้มีโรงเรียนมากถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ที่มีศักยภาพมากพอจะเป็นแกนนำของโรงเรียนและพร้อมที่จะช่วยเหลือโรงเรียนในพื้นที่หรือเครือข่ายได้</p>



<p>ขอยกตัวอย่างโรงเรียนบ้านทุ่ม (ทุ่มประชานุเคราะห์) จ.ขอนแก่น หลายคนอาจจะมองโดยผิวเผินแล้วเห็นว่าที่นี่เป็นโรงเรียนบ้าน ๆ ธรรมดาทั่วไป แต่นี่คือตัวอย่างของโรงเรียนที่มีศักยภาพเต็มเปี่ยมพร้อมเป็นแกนนำ พิสูจน์ให้เห็นจากความสำเร็จของการนำนวัตกรรมการสอนแบบ LSOA หรือ ‘Lesson Study &amp; Open Approach’ มาปรับใช้จริงกับทุกวิชา&nbsp;</p>



<p>โดยโรงเรียนหันมาให้ความสำคัญกับหัวใจหลัก 2 ประการ อย่างแรกคือมอบหมาย ‘เพื่อนครู’ คนอื่นนอกจากครูผู้สอนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการสังเกตชั้นเรียน (Lesson Study) เพื่อนำข้อสังเกตมาพัฒนาปรับปรุงการสอน อย่างที่สองคือการปลูกฝังทั้งผู้เรียนและผู้สอนมีทัศนคติที่เปิดใจโอบรับคุณค่า (Open Approach) ของทุกไอเดียในชั้นเรียน และไม่ตัดสินถูกผิดโดยไม่มองให้รอบด้าน&nbsp;</p>



<p>นอกเหนือความเข้มแข็งระดับโรงเรียนแล้ว เรายังมองเห็นการเคลื่อนไหวในระดับจังหวัดที่เป็นโอกาสร่วมด้วย คือมีสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เขตพื้นที่ต่าง ๆ แสดงเจตจำนงและความพร้อมในการยื่นมือเข้ามาสนับสนุนหรือโอบอุ้มโรงเรียนในโครงการ ทำให้ในช่วงปลายปี 2566 เราเริ่มมั่นใจว่าจากนี้ต่อไป การขับเคลื่อนงานจะเป็นขบวนการโดย กสศ. ไม่ใช่เจ้าภาพนำ แต่จะเป็นผู้หนุนนำให้เจ้าของโรงเรียน คือ ผอ. ครู ชุมชน และต้นสังกัด ทั้งเขตพื้นที่การศึกษา หรือหน่วยงานในจังหวัดออกหน้า ดังนั้น กสศ. จึงออกแบบการดำเนินงานที่เราจะสามารถเดินหน้าต่อเนื่องจากต้นทุนที่ TSQP ทำมาไว้ได้ 3 แนวทางหลักในการขับเคลื่อน นั่นคือ</p>



<ol>
<li style="font-size:16px"><strong>TSQM-A :</strong>&nbsp;เน้นการเคลื่อนไหวเชิงพื้นที่ (Area-based) ไปพร้อมกันทั้งจังหวัดอย่างเข้มแข็ง</li>



<li style="font-size:16px"><strong>TSQM-N :</strong>&nbsp;เน้นการเคลื่อนไหวเชิงเครือข่าย (Network-based) ซึ่งเป็นแนวทางที่ปรับใช้ในกรณีที่เครือข่ายโรงเรียนในจังหวัดจับมือกันพร้อมขับเคลื่อนแล้ว แต่ยังขาดแนวร่วมบางส่วนอยู่ในพื้นที่ เช่น สำนักงานเขตพื้นที่ ภาคสังคม ภาคเอกชน หรือชุมชน เป็นต้น</li>



<li style="font-size:16px"><strong>TSQM-I :</strong>&nbsp;เน้นการเคลื่อนไหวตามประเด็นปัญหา (Issue-based) ที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ของนักเรียนทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ เด็กที่มีความต้องการพิเศษ เป็นต้น โดยจำเป็นต้องผนึกกำลังหลากหลายโรงเรียนและนักวิชาการที่เชี่ยวชาญแต่ละประเด็นมาช่วย ทั้งนี้อาจไม่ได้แบ่งพื้นที่จังหวัดเดียวกันเสมอไป แต่ประสบปัญหาคล้ายกันระดับประเทศ</li>
</ol>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7ac0c8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/05/2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ดูเหมือนนอกจากหน่วยงานต่างๆ จากส่วนกลาง ชุมชนรอบโรงเรียนเองก็มีบทบาทสำคัญต่อขบวนการมากทีเดียว ยกตัวอย่างให้ฟังหน่อยได้ไหมว่าสำคัญอย่างไร</strong></h2>



<p>ใช้คำว่าชุมชนรวมกันในคำเดียวก็จริง แต่จริงๆ แล้วแบ่งเป็นหลายส่วนที่เป็นองค์ประกอบของกันและกัน ส่วนแรกของชุมชนที่หลายคนน่าจะนึกถึงเป็นส่วนแรกคือผู้ปกครอง ที่ผ่านมาพบว่าหลายโรงเรียนที่ขับเคลื่อนส่วนนี้ได้อย่างยอดเยี่ยมมาก ตัวอย่างเช่น โรงเรียนบ้านเชียงดาว จ.เชียงใหม่</p>



<p>ในบริบททั่วไป คนในชุมชนเองอาจไม่ได้ไม่ใส่ใจความผิดปกติในชุมชนที่เกิดขึ้นมากนัก ตัวอย่าง แน่นอนที่ทุกคนมองเห็นแต่กลับไม่ได้ลงมือทำอะไร เพราะขณะนั้นเราเองก็ไม่เดือดร้อน เช่น เราเห็นคนทิ้งขยะไม่เป็นที่ หรือไม่สละที่นั่งให้คนท้องแก่ ในใจเราตระหนักได้ถึงความไม่ถูกต้อง แต่บางครั้งเราขาดความกล้าที่จะบอก ไม่มั่นใจในระบบและกติกาทางสังคม จึงอาจเผลอละเลยการทำหน้าที่ในฐานะพลเมืองไป</p>



<p>โรงเรียนบ้านเชียงดาวมองเห็นศักยภาพของพลังชุมชนและผู้ปกครองที่มีความปรารถนาดีต่อบุตรหลานของตนเอง จึงแลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาแนวปฏิบัติในการสอดส่องดูแลเด็กๆ ในชุมชนขึ้น มุ่งเน้นให้คนในชุมชนทุกคนไม่ว่าจะเป็นผู้ปกครอง เพื่อนบ้าน คนขับรถ พ่อค้าแม่ค้า ฯลฯ มีความกล้าที่จะเข้าไปถามไถ่ ตักเตือน หรือให้ความช่วยเหลือลูกหลานของชุมชนเมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติ เช่น เวลานี้ทำไมถึงไม่อยู่ที่โรงเรียน ออกมาจากโรงเรียนกับใคร มาทำอะไร และใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ในรูปแบบของแอปพลิเคชันที่จะส่งข้อมูลให้ครูที่โรงเรียน เพื่อให้ทราบถึงสถานการณ์ของเด็กเป็นรายบุคคล เป็นต้น</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>นอกจากส่วนของผู้ปกครองแล้ว ยังมีส่วนไหนในชุมชนที่สำคัญอีก</strong></h2>



<p>ปราชญ์ชาวบ้านและผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชนที่คุ้นเคยกับภูมิปัญญาแขนงใดๆ ก็ตาม ถือเป็นส่วนที่สำคัญมาก กรณีศึกษาที่น่าสนใจมาจากโรงเรียนที่อยู่ในเครือข่ายมูลนิธิโรงเรียนสตาร์ฟิชคันทรีโฮม ตอนนั้นทางโรงเรียนสังเกตเห็นว่ามีนักเรียนขาดเรียนบ่อย นอกเหนือจากนักเรียนยากจนที่จำเป็นต้องหยุดเรียนเพื่อไปช่วยที่บ้านทำนาหรือค้าขาย อีกกลุ่มหนึ่งคือนักเรียนที่รู้สึกถึงความ ‘ไม่พอดี’ กับในห้องเรียนที่มีรูปแบบการเรียนการสอนเดิมๆ ทำให้รู้สึกไม่สนุก จึงไม่เข้าเรียน</p>



<p>ยกตัวอย่างเช่น ‘หนูชอบปั้นดินปั้นทราย ไม่ชอบถูกบังคับให้ขีดๆ เขียนๆ อยู่ในห้องเรียน’ อีกคนบอก ‘ผมชอบสานไม้ไผ่’ ได้ยินอย่างนั้น เราก็ไปหามาเลยว่าปราชญ์ชาวบ้านที่เก่งเรื่องพวกนี้คือใครบ้าง ทำให้เกิดวิธีการเรียนรู้รูปแบบใหม่ที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์หรือวิธีการที่ยุ่งยาก แต่ให้คนในชุมชนมาช่วยกันให้บุตรหลานของตนเองได้เรียน เรื่องนี้สำคัญเพราะจะทำให้ทุกคนในชุมชนเกิดความภาคภูมิใจ โดยเฉพาะเด็กที่กำลังเรียนในการศึกษาภาคบังคับ รูปแบบวิธีใหม่ๆ และความร่วมมือจึงเป็นเรื่องสำคัญ ทำอย่างไรให้เด็กได้วุฒิการศึกษาและมีทักษะติดตัวไปด้วย จึงเป็นเป้าหมายที่จำเป็นต้องเทียบเคียงภูมิปัญญาเหล่านี้กับสาระการเรียนรู้ให้ได้โดยอาศัยความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่นี่แหละ”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ท้ายที่สุด ผลลัพธ์เป็นอย่างไร</strong></h2>



<p>กรณีที่เชียงดาว ถ้าถามว่าวัดอย่างไรถึงบอกว่าประสบความสำเร็จ ก็ต้องเล่าว่ามีผู้ปกครองหลายคนในชุมชนที่กังวลจนเคยพาลูกหนีไปเรียนที่อื่น ถึงกับย้ายลูกกลับมาเรียนที่เดิมใกล้บ้าน เพราะเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก</p>



<p>ส่วนของสตาร์ฟิช เด็กๆ ที่เคยรู้สึกไม่ดีกับกิจกรรมในห้องเรียน พอเห็นว่ามีห้องเรียนคู่ขนานที่นำกิจกรรมที่ตัวเองชอบและสนใจเข้ามาบูรณาการกับบทเรียนได้และเรียนรู้ได้ในแบบที่ตนเองชอบก็เริ่มอยากกลับมาเรียน</p>



<p>เดิมทีบางเรื่องหรือข้อมูลสำคัญ ๆ ที่โรงเรียนกับชุมชนไม่ค่อยมีโอกาสหรือพื้นที่ในการแบ่งปันให้กันเพราะอาจจะขาดความเชื่อใจ โรงเรียนไม่เชื่อใจชุมชนพอจะให้ปราชญ์ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมในหลักสูตร ส่วนชุมชนก็ไม่เชื่อใจว่าตนจะสามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวเรื่องการเรียนการสอน หรือแม้กระทั่งการขาดลามาสายของเด็กได้</p>



<p>มาวันนี้ เมื่อโรงเรียนเชื่อใจชุมชน และชุมชนเชื่อใจโรงเรียน เราได้เห็นความงดงามเกิดขึ้นกับเด็กๆ ทุกคนในพื้นที่ห่างไกล</p>



<p>และนี่เป็นเพียงข้อมูลส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งเบื้องหลังการทำงานของโครงการ TSQP ภายใต้ภาวะผู้นำของดร.อุดม วงษ์สิงห์ ตลอดจนต้นกล้าเครือข่ายโรงเรียนและชุมชนมากมายที่กำลังเติบโตขึ้นเป็นไม้ใหญ่ พร้อมจะขยายกิ่งก้านแผ่ไปทั่วประเทศ พวกเขาได้พิสูจน์แล้วว่าแม้แต่โรงเรียนธรรมดาๆ ใกล้บ้านที่ไม่ได้มีชื่อเสียงหรือมีขนาดใหญ่โตอะไร ก็สามารถพัฒนาตนเองกลายเป็นสถานศึกษาที่มีศักยภาพในการบ่มเพาะความรู้ ตลอดจนเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับลูกหลานของคนไทยได้ โดยไม่ได้ทิ้งใครไว้ข้างหลัง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7b76bc"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/05/5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-040524/">ดร.อุดม วงษ์สิงห์ : เราได้เห็นสิ่งสวยงามเกิดขึ้นกับเด็กๆ พื้นที่ห่างไกล เมื่อโรงเรียนเชื่อใจชุมชน และชุมชนเชื่อใจโรงเรียน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เจตนารมณ์ กสศ. รวมพลังพื้นที่เคลื่อนขบวนโรงเรียนพัฒนาตนเองจาก TSQP สู่ TSQM “โรงเรียนที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-250324-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 25 Mar 2024 10:57:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[Catalyzing Changes for Sustainable Impact]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อุดม วงษ์สิงห์]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[TSQM]]></category>
		<category><![CDATA[Schools That matter ชุมชนร่วมขับเคลื่อน โรงเรียนพัฒนาตนเอง : โรงเรียนที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=79024</guid>

					<description><![CDATA[<p>“กสศ. ขอประกาศและแสดงเจตนารมย์ว่า กสศ. จะร่วมมือกับทุกภ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-250324-2/">เจตนารมณ์ กสศ. รวมพลังพื้นที่เคลื่อนขบวนโรงเรียนพัฒนาตนเองจาก TSQP สู่ TSQM “โรงเรียนที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>“กสศ. ขอประกาศและแสดงเจตนารมย์ว่า กสศ. จะร่วมมือกับทุกภาคส่วน ในการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง เพื่อร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงคุณภาพทางการศึกษาไปด้วยกัน ให้เด็กและเยาวชนทุกคนเข้าถึงการศึกษาได้อย่างเสมอภาค ด้วยแนวคิด Education for All – All for Education ปวงชนเพื่อการศึกษา ให้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน โดยไม่ทิ้งเด็กคนใดไว้ข้างหลังแม้แต่คนเดียว”</strong></p>



<p>ในงาน <strong>“Schools That matter ชุมชนร่วมขับเคลื่อน โรงเรียนพัฒนาตนเอง : โรงเรียนที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” </strong>ที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายในโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง หรือ TSQP (Teacher and School Quality Program) จัดขึ้น ณ อิมแพ็คฟอรั่ม เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2567 <strong>ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กสศ.</strong> ได้นำประกาศเจตนารมณ์รวมพลังพื้นที่ขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง จาก TSQP สู่ TSQM ที่เป็นการยกระดับจากการทำงานในลักษณะโครงการที่เป็น Program ไปสู่การทำงานในลักษณะของขบวนการ Movement ดังต่อไปนี้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9a8a57"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/ข่าว-01-เจตนารมณ์-กสศ.-รวมพลังพื้นที่เคลื่อนขบวนโรงเรียนพัฒนาตนเอง.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา และเป็นพลังความร่วมมือ ขับเคลื่อนการพัฒนาให้เกิดโรงเรียนพัฒนาตนเองตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา</p>



<p>ด้วยเป้าหมายของโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง หรือ TSQP ที่มุ่งส่งเสริมให้โรงเรียนสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างเข้มแข็ง ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจของ กสศ. ที่มุ่งเป้าหมายสำคัญ 4 ประการ ได้แก่  <strong>1.การเข้าถึงการเรียนรู้ (Learning Access)</strong> โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กในช่วงการศึกษาภาคบังคับ <strong>2.การพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcome)</strong> เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในแง่คุณภาพการศึกษา <strong>3.การศึกษาทางเลือก (Alternative Education) </strong>เพื่อตอบโจทย์ของกลุ่มเด็กและเยาวชนที่ไม่ได้อยู่ในกระบบการศึกษาหรือหลุดออกไปแล้วไม่สามารถกลับเข้ามาเรียนในระบบการศึกษาแบบเดิมได้ และที่สำคัญคือ <strong>4.การสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ (System Change)</strong> โดยใช้ข้อมูล นวัตกรรม องค์ความรู้ และผลเชิงประจักษ์ที่จะสามารถเป็น <strong>“คานงัด”</strong> และ <strong>“ตัวเร่งการเปลี่ยนแปลง” </strong>เชิงระบบ จากผลที่เกิดขึ้นจึงเป็นความสำเร็จที่ตอบเป้าหมายทั้ง 4 ประการดังกล่าว ซึ่ง กสศ. เชื่อว่าเป็นสิ่งที่เกิดจากความร่วมมือของภาคีเครือข่าย และทุกท่านที่ร่วมสร้าง และร่วมเป็นเจ้าของมาด้วยกัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d7e41a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/ข่าว-01-กสศ.-ชูผลลัพธ์โรงเรียนพัฒนาตนเอง.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ในฐานะที่ กสศ. มีบทบาทหรือทำหน้าที่เป็น <strong>“กลไกเหนี่ยวนำความร่วมมือ” </strong>ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการช่วยลดปัญหาความเหลื่อมลํ้าทางการศึกษาเพื่อให้บรรลุผลนั้น จำเป็นต้องทำงานเชิงกลยุทธ์กับกลุ่มเป้าหมายทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เป็นกลไกสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงในระดับพื้นที่ เพื่อมุ่งหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบด้วยแนวคิดของการการพัฒนาและเป็น “<strong>ตัวกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่ยั่งยืน (Catalyzing Changes for Sustainable Impact)” </strong>ที่จะส่งผลให้เด็กและเยาวชนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพและยืดหยุ่น พร้อมได้รับการพัฒนาตามความต้องการเต็มตามศักยภาพ สามารถเติบโตได้อย่างมีคุณภาพทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3f73cd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/ข่าว.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2619b2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/ข่าว-03-เจตนารมณ์-กสศ.-รวมพลังพื้นที่เคลื่อนขบวนโรงเรียนพัฒนาตนเอง.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>สำหรับ<strong>ก้าวต่อไปของการทำงาน</strong> จากบทเรียนของโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง หรือ TSQP ที่ได้สร้างต้นทุนทางปัญญา (Wisdom) ไว้อย่างอย่างมากจึงนำมาสู่การขับเคลื่อนงานในลักษณะของขบวนการ หรือ Movement ในโครงการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง หรือ TSQM เพื่อหนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบทางการศึกษา และร่วมกันสร้างระบบนิเวศทางการเรียนรู้ ด้วยกลไกการทำงานในระดับจังหวัดและเครือข่าย เพื่อขยายผลให้มากกว่าโรงเรียนขนาดกลางทั้ง 700 แห่ง ที่ดำเนินงานมา โดยมุ่งขับเคลื่อนภารกิจสำคัญนี้ร่วมกับหน่วยงานต้นสังกัดและหน่วยงานภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชน ด้วยพลังจากทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมเป็นเจ้าของและมีส่วนร่วมรับผิดชอบคุณภาพการศึกษาในพื้นที่ของตนเองที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายการศึกษาของประเทศ และก้าวไปสู่ Thailand Zero Dropout ได้ในที่สุด</p>



<p>“ในโอกาสนี้ กระผมในนามตัวแทนของ กสศ. ขอประกาศและแสดงเจตนารมย์ว่า กสศ. จะร่วมมือกับทุกภาคส่วน ในการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง เพื่อร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงคุณภาพทางการศึกษาไปด้วยกัน ให้เด็กและเยาวชนทุกคนเข้าถึงการศึกษาได้อย่างเสมอภาค ด้วยแนวคิด <strong>Education for All – All for Educationปวงชนเพื่อการศึกษา</strong> ให้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน โดยไม่ทิ้งเด็กคนใดไว้ข้างหลังแม้แต่คนเดียว” ดร.อุดม วงษ์สิงห์</p>



<p></p>



<p><strong>อ่านข่าว :</strong><a href="https://www.eef.or.th/news-240324/" target="_blank" rel="noopener" title=" กสศ. ชูบทพิสูจน์ “โรงเรียนพัฒนาตนเอง”"><strong> </strong>กสศ. ชูบทพิสูจน์ “โรงเรียนพัฒนาตนเอง”</a><br><strong>อ่านข่าว : </strong><a href="https://www.eef.or.th/news-250324/" target="_blank" rel="noopener" title="ศธ. หนุนโรงเรียนพัฒนาตนเอง ยินดีส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ให้ยืดหยุ่นได้ พร้อมปรับวัฒนธรรมองค์กรให้ทันการเปลี่ยนแปลง">ศธ. หนุนโรงเรียนพัฒนาตนเอง ยินดีส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ให้ยืดหยุ่นได้ พร้อมปรับวัฒนธรรมองค์กรให้ทันการเปลี่ยนแปลง</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-250324-2/">เจตนารมณ์ กสศ. รวมพลังพื้นที่เคลื่อนขบวนโรงเรียนพัฒนาตนเองจาก TSQP สู่ TSQM “โรงเรียนที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จาก TSQP สู่ TSQM รวมพลังขับเคลื่อน ‘โรงเรียนพัฒนาตนเอง’ เปลี่ยน ‘หนอน’ ให้กลายเป็น ‘ผีเสื้อ’</title>
		<link>https://www.eef.or.th/tsqp-tsqm-301122/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 30 Nov 2022 08:47:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรงเรียน TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาคุณภาพตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[เวทีติดตามผลประเมินภายในเพื่อเสริมศักยภาพภาคีเครือข่าย ครั้งที่ 1]]></category>
		<category><![CDATA[TSQM]]></category>
		<category><![CDATA[TSQP]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=62284</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่โรงแรมอมารี ดอนเมือง กรุงเทพฯ กองทุน [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/tsqp-tsqm-301122/">จาก TSQP สู่ TSQM รวมพลังขับเคลื่อน ‘โรงเรียนพัฒนาตนเอง’ เปลี่ยน ‘หนอน’ ให้กลายเป็น ‘ผีเสื้อ’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่โรงแรมอมารี ดอนเมือง กรุงเทพฯ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดเวทีติดตามผลประเมินภายในเพื่อเสริมศักยภาพภาคีเครือข่าย ครั้งที่ 1 ภายใต้โครงการสนับสนุนกลไกขับเคลื่อน ‘โรงเรียนพัฒนาตนเอง’ หรือ Teachers – School – Quality – Program (TSQP) รุ่นที่ 2 ปี 2565 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนเป้าหมาย ผลผลิต ผลลัพธ์ ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการติดตามประเมินภายในและหาข้อตกลงร่วมในการติดตามประเมินผลภายในของชุดโครงการฯ ซึ่งมี 8 องค์กรภาคีเครือข่ายเข้าร่วม ได้แก่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2 ,มหาวิทยาลัยขอนแก่น ,มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ,มหาวิทยาลัยนเรศวร ,มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ,มูลนิธิเพื่อทักษะแห่งอนาคต ,มูลนิธิลำปลายมาศพัฒนา และมูลนิธิสยามกัมมาจล</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c64a5a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/Photo5-LinkThumbnail-จาก-TSQP-สู่-TSQM-รวมพลังขับเคลื่อน-โรงเรียนพัฒนาตนเอง-.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ยึดหลักเด็กมีผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ดี</strong></h2>



<p><strong>ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> กล่าวว่า การดำเนินงานโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง หรือ TSQP กำลังเข้าสู่ปีที่ 3 ของรุ่นที่ 2 แต่เป็นการทำงานของโครงการ TSQP เป็นเวลา 4 ปีแล้ว ซึ่งบนเว็บไซต์ กสศ. <a href="https://www.eef.or.th/tsqp" target="_blank" rel="noreferrer noopener" title="https://www.eef.or.th/tsqp">โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง (Teacher and School Quality Program: TSQP)</a> ได้รวบรวมข้อมูลโครงการ TSQP ไว้อย่างครบถ้วนสำหรับผู้สนใจในโครงการนี้</p>



<p>“TSQP ต้องการพัฒนาคุณภาพของโรงเรียนทั้งระบบ หรือ Whole School Approach ด้วยการไปกระตุ้นให้โรงเรียนพัฒนาตนเองทั้งระบบใน 2 ส่วน คือ 1. การพัฒนาคุณภาพของระบบบริหารจัดการโรงเรียน และ 2.การจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพสูงในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เกิดสมรรถนะในศตวรรษที่ 21 เพื่อมุ่งสร้าง ผลลัพธ์การเรียนรู้ = Values + Attitude + Skills + Knowledge ให้เกิดกับผู้เรียนทุกคน”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4ad850"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/Photo3-LinkThumbnail-จาก-TSQP-สู่-TSQM-รวมพลังขับเคลื่อน-โรงเรียนพัฒนาตนเอง-.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการ<br>สำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>TSQP มีความเชื่อว่า การพัฒนาเด็กต้องมีหลักการที่สำคัญหลายเรื่อง ซึ่งจากการศึกษางานวิจัยต่างๆ อาทิ ความรู้สู่ความเชื่อ Visible Learning (2009) โดย John Hattie จากงานวิจัย (Meta-analysis) เกี่ยวกับการพัฒนาการศึกษามาตรการคุณภาพ พบว่า มี 6 ปัจจัยที่จะส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียน ประกอบด้วย</p>



<p>1) ครูรู้ศักยภาพของนักเรียนแต่ละคน<br>2) พลังร่วมของผู้บริหาร ครูและบุคลากรทุกคนในโรงเรียน : การที่ครูไปอบรมแล้วมาขยายผลด้วยตนเองเพียงลำพังทำได้ยาก ที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าต้องอาศัยการมีส่วนร่วม<br>3) นักเรียนมีส่วนประเมินผลการเรียนของตนเอง : ดังนั้น จึงต้องตั้งคำถามในการเรียนการสอนว่าที่ผ่านมาให้เด็กมีส่วนร่วมมากน้อยแค่ไหน<br>4) การเรียนรู้ได้เหมาะสมตามช่วงวัยหรือระดับของพัฒนาการ<br>5) เปลี่ยนหลักคิดการจัดการเรียนการสอน และกระบวนการทางานในโรงเรียน<br>6) การดูแลแก้ไขปัญหาความเสี่ยงของนักเรียนแต่ละคน</p>



<p></p>



<p>“การทำงานตลอดเส้นทางตั้งแต่ปี 2562 – 2565 ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา และที่กำลังจะก้าวต่อไปในปี 2566 เมื่อย้อนดูจาก 6 ปัจจัยข้างต้นเพื่อเป็นทิศทางการพัฒนา ทำให้เห็นว่าที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าบางเรื่องอาจจะใช่ บางเรื่องอาจะไม่ใช่ แต่เราก็พยายามศึกษาวิจัยและนำมาออกแบบ จนได้พบมาตรการที่สำคัญหลายอย่าง มีการทำงานกับ 11 เครือข่ายร่วมพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ แม้ว่าขณะนี้มีบางเครือข่ายไม่ได้จับมือไปต่อ แต่ก็ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบความร่วมมือเป็นแบบอื่นๆ โดยยึดเป้าหมายเดิม คือ การให้เด็กมีผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ดี” ดร.อุดม ระบุ&nbsp;</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>จาก TSQP สู่ TSQM</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-59d613"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/Photo1-LinkThumbnail-จาก-TSQP-สู่-TSQM-รวมพลังขับเคลื่อน-โรงเรียนพัฒนาตนเอง-.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช<br>ประธานอนุกรรมการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ขณะที่ <strong>ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ประธานอนุกรรมการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบ</strong> ได้กล่าวในหัวข้อ ‘จาก TSQP สู่ TSQM การจัดการความสำเร็จสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่’ ว่า ขณะนี้ทีมโค้ช TSQP ทุกคนกำลังจะก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงอีกขั้น จาก TSQP โดยอักษร P ตัวสุดท้ายซึ่งเดิมหมายถึง Project ได้เปลี่ยนมาสู่ TSQM โดยอักษร M คือ Movement หมายถึง เปลี่ยนการทำงานในที่แคบ คือจาก Project ที่มีกติกา ระเบียบ มาเป็นการทำในสิ่งที่กว้างขึ้นโดยขึ้นกับตัวของเราเอง&nbsp;</p>



<p>“วันนี้ผมขอมาป่วน โดยมีข้อสมมุติฐานว่า ทุกคนคือผู้นำการศึกษาของบ้านเมือง ผ่านประสบการณ์มามากทั้งในตัวบุคคล การมีปฏิสัมพันธ์ในระหว่างโรงเรียน, ระหว่างเครือข่าย, ระหว่างพื้นที่, และระหว่างชุมชน โดยการป่วน เป็นการพูดให้งง เพื่อให้เห็นถึงตัวโครงการที่ชัดเจนว่าต่อไปจากนี้จะเป็นการ Movement และแสดงให้เห็นถึงสภาพของความชั่วร้าย หรือ Wicked ในงานที่พวกเรากำลังร่วมกันทำเพื่อบ้านเมือง”&nbsp;</p>



<p><strong>ศ.นพ.วิจารณ์ กล่าวต่อไปว่า </strong>คำว่า Wicked ในด้านการศึกษาวิชาชีพสุขภาพ คือความชั่วร้าย แต่ในความคิดของตนคือโหดร้าย แต่ขอให้มองไปทางความหมายที่ดี คือมองเป็นความท้าทายที่กำลังเผชิญหน้ากับสภาพการศึกษาไทยที่วิกฤติ ซึ่งหากยอมรับได้ว่ามันโหดร้าย การทำงานก็จะต้องไม่ทำตามรูปแบบ หรือมีแบบแผนตายตัว แต่ต้องมีหลากหลายวิธีการที่เหมาะสมโดยยึดถืออุดมการณ์เป็นเรื่องใหญ่</p>



<p>“ในชีวิตการทำงานมากว่า 50 ปี ผมสะท้อนคิดไปเรื่อยๆ จนพบว่ามีสิ่งที่ยากลำบากในการเปลี่ยนแปลงใหญ่ คือ การหลงเข้าใจผิด คือการเอาวิธีการ เครื่องมือ มาเป็นเป้าหมาย หรือสับสนกับ 2 สิ่งนี้ ทั้งที่เป้าหมายต้องอยู่ที่ผลลัพธ์ที่เด็กเป็นตัวตั้งหรือเป็น end ส่วนที่เหลือเป็นเพียงเส้นทางสู่ความสำเร็จ ซึ่งอาจจะมองต่างกันไป เช่น การเรียนรู้ของครูที่เจริญก้าวหน้าขึ้น เป็น end ได้เช่นกัน แต่อย่าหลง เพราะผลสุดท้ายตัวเด็ก คือหัวใจสำคัญ เพราะฉะนั้น ที่เราจะต้องทำคือเอาสภาพของ Wicked มาสร้างอิสระ มาเป็นพลัง ใช้ความไม่ชัดเจน คลุมเครือ มาสร้างสรรค์ สิ่งนี้ถือเป็นความท้าทายในงานของเรา”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>โรงเรียนพัฒนาตนเอง จากโครงการ สู่ ขบวนการ School / Education Systems Transformation”</strong></h2>



<p>ศ.นพ.วิจารณ์ กล่าวต่อไปอีกว่า TSQP รุ่นที่ 2 กำลังจะจบในระยะ 10 เดือน แต่กระบวนการพัฒนาโรงเรียนจะยังไม่จบ เพียงแค่ต้องเปลี่ยนเป็น TSQM หมายถึงจากโครงการสู่ ขบวนการ School / Education Systems Transformation โดยมีเป้าหมายยิ่งใหญ่ คือทำเพื่อผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน เป็นหัวใจสำคัญ&nbsp;</p>



<p>“เหมือนเรากำลังเปลี่ยนจาก ตัวหนอน เป็นผีเสื้อ Transformation จากความเป็น project สู่ process วางแผนเอง ไม่ต้องรอการสั่งการ โดยธรรมชาติของผีเสื้อไม่สามารถกลับไปเป็นดักแด้ได้ แต่โรงเรียนสามารถเกิดภาวะถอยหลังได้มาจากหลายปัจจัย”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-baa985"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/Photo6-LinkThumbnail-จาก-TSQP-สู่-TSQM-รวมพลังขับเคลื่อน-โรงเรียนพัฒนาตนเอง-.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ศ.นพ.วิจารณ์ กล่าวต่อไปว่า กสศ.จะช่วยหนุนให้โรงเรียนลอกคราบ ซึ่งกระบวนการนี้ก็มีหลายขั้นตอน ได้แก่</p>



<ul><li>จาก สภาพปัจจุบัน สู่ “โรงเรียนพัฒนาตนเอง” : เปลี่ยนจาก ทีมโค้ชทำงานสนอง กสศ. สู่ ทำงานสนองโรงเรียน สนองประเทศไทย</li><li>จาก ทีมโค้ชทำงานสนอง กสศ.&nbsp; สู่ ทำงานสนองโรงเรียน&nbsp; สนองประเทศไทย :</li><li>จาก โรงเรียนทำงานสนองหน่วยเหนือ สู่ ทำงานสนองนักเรียน : นี่คือหัวใจ</li><li>จาก เน้นนักเรียนเรียนรู้ในโรงเรียน สู่ นักเรียนเรียนรู้ตลอดชีวิต&nbsp;</li><li>จากเด็กวัยเรียน สู่ เด็กทุกวัย : เอาใจใส่เด็กในพื้นที่ ชุมชน ทุกวัย</li></ul>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ปรับฐานคิด</strong><br><strong>เข้าใจให้ตรงกัน ‘โรงเรียนพัฒนาตนเอง’ เป็นอย่างไร ?</strong></h2>



<p>“ผมพยายามเน้นตั้งคำถามให้ทุกคนช่วยกันคิด อย่าเพิ่งเชื่อ หากถามว่า โรงเรียนพัฒนาตนเอง เป็นอย่างไร ? คำถามคือ “เราควรคิดให้ หรือให้โรงเรียนคิดเอง/ร่วมคิด/ร่วมกันคิด ที่ผ่านมา TSQP คิดจากส่วนกลาง แต่ตอนนี้เรา Transform แล้ว ขอให้ผ่อนลงเยอะๆ ได้ไหม ให้โรงเรียนคิดเองได้ไหม เพราะโครงการผ่านมา 3 ปี แล้ว ในการให้โรงเรียนดำเนินการต่อ เราก็ดูว่าสามารถหนุนอย่างไรได้บ้าง”&nbsp;</p>



<p>ศ.นพ.วิจารณ์ อธิบายต่อไปว่า ถ้าถามว่า หนุนให้โรงเรียนพัฒนาตนเองอย่างไร อันดับแรก ต้องเลิกกำหนดสูตรสำเร็จ ไปสู่การกำหนดเป้าหมาย กลยุทธ การวงจรเรียนรู้จากการปฏิบัติ และการปรับตัวต่อเนื่อง&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“เพื่อให้การศึกษาไทยไปสู่การศึกษาไทยคุณภาพสูงจะทำอย่างไร ผมคิดว่าสำคัญที่สุด คือการลงมือทำ ส่วนใครบ้างเป็น stakeholder หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก็จะต้องมีส่วนในการแก้ไข สิ่งนี้จะสามารถช่วยเปลี่ยนการศึกษาไทยได้ โรงเรียนมีกระบวนทัศน์และพฤติกรรมถูกต้อง เด็กได้ประโยชน์ โรงเรียนตั้งใจต่อการเปลี่ยนการศึกษาไทยทั้งหมด โดยมีหลักฐานเป็นที่ปรากฏได้ว่า learning outcome ของเด็กดี คือมี VASK หรือมีคุณค่าในการฝึกคนให้เป็นคนดี เป็นเรื่องของประโยชน์ระยะยาวของชีวิต”</p>



<p>ศ.นพ.วิจารณ์ ชี้ว่า stakeholder มีทั้งการร่วมกับชุมชนโดยรอบและการทำงานร่วมกับต้นสังกัด โดยมีกลไกหนุนเสริมในรูปแบบที่ไม่ใช่ควบคุมสั่งการ ซึ่งกลไกนี้ กสศ.พยายามค้นหามาตลอด เช่นเดียวกับตนที่พยายามยุกลไกสนับสนุนในฐานะที่ทุกคนเป็นผีเสื้อไม่ใช่ตัวหนอน ทุกคนต้องกำหนดและบอก กสศ.ว่าอยากได้แบบนี้ กสศ.ช่วยได้หรือไม่ โดยได้ชี้ทั้งช่องทางนามธรรมและรูปธรรม ที่สำคัญคือ เมื่อทุกคนรู้ว่าปัจจุบันเป็นสถานการณ์ที่ Wiked&nbsp; หรือโหดร้าย ก็ต้องทำไปเรียนรู้ไป เรียนรู้จากการปฏิบัติ (experiential learning) เป็นหัวใจสำคัญ หมายความว่าจะต้องมีสัมมาทิฎฐิทั้งครู โค้ช นักเรียน และทุกคนเรียนจากตนเองในการปฏิบัติและใคร่ครวญสะท้อนคิด ตั้งเป้า ดำเนินการ เรียนรู้ ปรับปรุงต่อเนื่อง ตามวงจรการเรียนรู้ของ Kolb’s Experiential Learning Cycle</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-32645d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/Photo2-LinkThumbnail-จาก-TSQP-สู่-TSQM-รวมพลังขับเคลื่อน-โรงเรียนพัฒนาตนเอง-.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>Bottom-up Education Systems Transformation</strong></h2>



<p>ศ.นพ.วิจารณ์ ย้ำว่า กระบวนการที่เรากำลังช่วยกันคือ Bottom-up Education Systems Transformation ที่จะเปลี่ยนระบบการศึกษาจากหนอนเป็นผีเสื้อได้ โดยเราริเริ่มจากส่วนปลายของระบบ คือ โรงเรียน และมี กสศ.เข้าช่วยหนุนให้โรงเรียนเปลี่ยนแปลงตนเอง มีกระบวนการทำให้เกิดผลสำเร็จ สร้างคุณภาพของโรงเรียนเพื่อไปผลักดันการเปลี่ยนเชิงระบบ ซึ่งการ empower ถือเป็นหัวใจ และที่ผ่านมาจะเห็นว่าโรงเรียนเองได้สร้างเครือข่ายของตนเองจนเกิดการหนุนเสริมกัน&nbsp;</p>



<p>“ผมเชื่อว่าในสถานการณ์โหด สิ่งดีๆ มีอยู่ แต่ที่ผ่านมาระบบไม่คำนึงถึง หรือไม่มีสายตาในการมอง เพราะสายตาไปอยู่ที่คำสั่งหรือเงื่อนไขของตนเอง ไม่ได้ดูที่เด็กซึ่งโรงเรียนซึ่งอาจจะทำโดยไม่รู้ตัว ทั้งนี้ Wicked จะเป็นการ โหด/ดี หากมองให้เป็น ความโหดบวกกับความเป็นมนุษย์อยู่ในสันดาน หรือ DNA ซึ่งเราย่อมมีครูแบบนี้อยู่ เพียงแต่เดิมอาจจะถูกตราว่า เป็นครูนอกคอกใช่หรือไม่ นี่คือสิ่งที่ผมตั้งคำถาม</p>



<p>“ขอย้ำว่าความโหดคือสิ่งที่ดี หากพลิกวิธีคิดไปหาด้านบวกของสิ่งที่ยากเพราะมีอยู่แล้วในมนุษย์เรา ดังนั้น ในวงของเราในสายตาผมต้องเป็นการทำไปเรียนรู้ไป ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว สามารถปรับได้โดยการเรียนรู้ของเราเอง เพียงอย่าหลงแค่รู้ทางเทคนิคไม่พอ ต้องเรียนรู้หลักการให้ได้ มองให้เห็นเป็นระบบวงจร”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>สะท้อนคิดสู่หลักการ เพื่อนำไปทดลองต่อเนื่อง</strong></h2>



<p>ศ.นพ.วิจารณ์ ยังได้อธิบายถึง Kolb’s Experiential Learning Cycle ว่า เป็นวงจรที่จะต้องทำความเข้าใจร่วมกัน ซึ่งจะเริ่มจากประสบการณ์ตรง (Concrete Experience) ไปสู่การสังเกตว่าเกิดอะไรขึ้น (Reflective Observation) แล้วนำมาสะท้อนคิดไปสู่การหาวิธีการ และดีที่สุดคือไปหาหลักการและจงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง (Abstract Conceptualization) ตรงนี้เป็นหัวใจเพื่อการนำไปลองใหม่ในสถานการณ์เดิม หากผลลัพธ์ดีขึ้นคือการเข้าใจที่เพิ่มขึ้นถูกต้องขึ้น (Active Experimentation) เป็นวงจรการเรียนรู้เรื่อยไป ซึ่งสิ่งนี้เกิดขึ้นในมนุษย์ทุกคน</p>



<p>“อยากเสนอข้อคิดเห็นว่า เรากำลังก้าวสู่การขับเคลื่อนผลลัพธ์การศึกษาของนักเรียนและขับเคลื่อนการเปลี่ยนระบบการศึกษาไทย โดยเรียนรู้จากการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับ Transform ปรับวิถีปฏิบัติในโรงเรียน เปลี่ยนความคิด ความเชื่อและวิถีปฏิบัติในครอบครัว ชุมชน พื้นที่ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในงานมหกรรมพลังโรงเรียนและครู เพื่อเปลี่ยนกระบวนทัศน์ว่าด้วยการศึกษาในสังคมไทยเป็นเป้าหมาย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-45fbb7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/11/Photo4-LinkThumbnail-จาก-TSQP-สู่-TSQM-รวมพลังขับเคลื่อน-โรงเรียนพัฒนาตนเอง-.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“หัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนทางการเมือง โดยผู้ก่อการ (ดี) สู่ Education Systems Transformation ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นไปได้หรือไม่การขับเคลื่อนที่ทำให้เด็กได้ประโยชน์ทำให้เป้าหมาย ยกระดับ CLO – VASK นักเรียน และคุณภาพพลเมืองไทยดีขึ้น เพื่อเป้าหมายปลายทางร่วมกัน คือ เคลื่อนจากประเทศรายได้ปานกลางสู่การเป็นประเทศรายได้ระดับสูง”</p>



<p>ศ.นพ.วิจารณ์ ย้ำว่า โครงการ TSQP ได้สร้างความสำเร็จให้ประเทศไทย จากผลการประเมินของโครงการฯ โดยทีมวิจัยและประเมินผล (มูลนิธิศึกษาธิการ) พบว่า ครึ่งหนึ่งจาก 636 โรงเรียน ประสบความสำเร็จในการยกระดับได้สำเร็จ&nbsp;</p>



<p>“หน้าที่ของเราทุกคนจากนี้ต้องพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นชัดและเชื่อว่าเด็กได้ประโยชน์จริง ซึ่ง กสศ.ก็จะช่วยสนับสนุนด้วย เราจะเห็นแสงสว่างว่าเราช่วยกันวางพื้นฐานคุณภาพพลเมืองไทยในอนาคต เป็นตัวขับเคลื่อนประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว คุณภาพสังคมดี อย่าลืมว่ามาเลเซียเพื่อนบ้านของเรา ในปีนี้ได้เลื่อนเป็นประเทศรายได้สูงแล้ว เมื่อเขาทำได้ทำไมประเทศไทยจะทำไม่ได้” ศ.นพ.วิจารณ์ กล่าวทิ้งท้าย</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/tsqp-tsqm-301122/">จาก TSQP สู่ TSQM รวมพลังขับเคลื่อน ‘โรงเรียนพัฒนาตนเอง’ เปลี่ยน ‘หนอน’ ให้กลายเป็น ‘ผีเสื้อ’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
