<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>TIJ | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/tij/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Thu, 16 Jan 2025 09:05:09 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>TIJ | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>วิจัย กสศ. ร่วมมือภาคเอกชน ขับเคลื่อน “Partnership Model” พัฒนานวัตกรรมการเงินเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-090125/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 09 Jan 2025 09:04:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิเคเอฟซี ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[TDRI]]></category>
		<category><![CDATA[TIJ]]></category>
		<category><![CDATA[โอกาสทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท KPMG ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท สานพลัง วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand Zero Dropout]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิยุวพัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[Partnership Model]]></category>
		<category><![CDATA[ระดมความคิดเห็นในการพัฒนานวัตกรรมการเงินเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาในประเทศไทย ครั้งที่ 2]]></category>
		<category><![CDATA[เทใจดอทคอม]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบัน Change Fusion]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มเซ็นทรัล]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิ เอสซีจี]]></category>
		<category><![CDATA[ลดเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=89779</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2568 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-090125/">วิจัย กสศ. ร่วมมือภาคเอกชน ขับเคลื่อน “Partnership Model” พัฒนานวัตกรรมการเงินเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2568 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดกิจกรรมเวิร์กช็อป ‘ระดมความคิดเห็นในการพัฒนานวัตกรรมการเงินเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาในประเทศไทย’ ครั้งที่ 2 เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวทางการทำงานด้านการศึกษาของหน่วยงานต่าง ๆ โดยมีการหารือถึงความร่วมมือในการสร้าง ‘Partnership Model’ ซึ่งเป็นโมเดลความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการสนับสนุนเด็กและเยาวชนให้เข้าถึงการศึกษาที่ยืดหยุ่นและมีทางเลือก สอดคล้องกับมาตรการ Thailand Zero Dropout (TZD) ที่มุ่งให้เด็กทุกคนสามารถเรียนรู้ได้อย่างเต็มภาพ</p>



<p>ในงานครั้งนี้มีภาคีความร่วมมือจากภาคธุรกิจเอกชนและองค์กรที่ทำงานด้านการศึกษาเข้าร่วม เช่น สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI), สถาบัน Change Fusion, เทใจดอทคอม, มูลนิธิยุวพัฒน์, กลุ่มเซ็นทรัล, สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ), บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน), บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน), มูลนิธิ เอสซีจี, บริษัท เคพีเอ็มจี ประเทศไทย, บริษัท สานพลัง วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด, มูลนิธิเคเอฟซี ประเทศไทย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งร่วมกันหารือและเสนอแนวทางการทำงานร่วมกันเพื่อเสริมสร้างโอกาสทางการศึกษาและลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย ณ สำนักงานกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-64bc22"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/0116_Partnership-Model-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-37852e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/0116_Partnership-Model-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>• <strong>สรุปข่าวกิจกรรมเวิร์กช็อปครั้งที่ 1 </strong><a href="https://www.eef.or.th/article-311024/"><strong>คลิก</strong></a></p>



<p>จากข้อมูลความคืบหน้าของมาตรการ Thailand Zero Dropout (TZD) ในปี 2567 คณะทำงาน TZD สามารถติดตามเด็กและเยาวชนเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้ได้แล้วจำนวน 304,082 คน จากเยาวชนที่ที่ไม่มีรายชื่ออยู่ในระบบการศึกษาทั้งหมด 1,025,514 คน ซึ่งหมายความว่า ยังมีเด็กและเยาวชนอีก 982,304 คนที่อยู่ในขั้นตอนการพากลับสู่การเรียนรู้ โดยแบ่งเป็นกลุ่มต่าง ๆ ดังนี้ กลุ่มวัยก่อนการศึกษาภาคบังคับจำนวน 279,296 คน, กลุ่มวัยระหว่างการศึกษาภาคบังคับจำนวน 387,591 คน และกลุ่มวัยหลังการศึกษาภาคบังคับจำนวน 315,417 คน</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ในระหว่างปีการศึกษามักจะมีการเคลื่อนไหวของเด็กและเยาวชนที่เข้า-ออกจากระบบการศึกษา เช่น กลุ่มที่อายุถึงวัยเรียนแต่ยังไม่ได้เข้าเรียน, กลุ่มที่หลุดออกจากระบบแล้วกลับมาเรียนใหม่ และกลุ่มที่มีความเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษามากขึ้น สะท้อนถึงความจำเป็นในการดำเนินงานเรื่องเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษา โดยต้องอาศัย ‘ความร่วมมือ’ จากทุกภาคส่วนในสังคมในการระดมความคิด แนวทาง และทรัพยากร เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับการดูแลและเข้าถึงการเรียนรู้ที่เหมาะสมตามบริบทชีวิตและความเปราะบางที่หลากหลาย โดยการออกแบบวิธีการช่วยเหลือที่มีระบบและสามารถส่งต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งต้องคำนึงถึงการหาทางป้องกันเด็กกลุ่มเสี่ยงไม่ให้หลุดออกจากการศึกษาในระยะยาว</p>



<p>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจในการเหนี่ยวนำความร่วมมือจากทุกภาคส่วน จึงมองเห็นความสำคัญของการร่วมมือกับภาคธุรกิจเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในรูปแบบ ‘Partnership’ เพื่อสร้างต้นแบบพื้นที่รองรับและต่อยอดเด็กเยาวชนที่ได้รับการค้นพบจากมาตรการ TZD โดยการขยายผลไปในวงกว้างและเชิงลึก รวมถึงการสร้างความต่อเนื่องและยั่งยืนในการทำงาน นอกจากนี้ การพัฒนานวัตกรรมการเงินยังเป็นอีกแนวทางที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานและทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีขึ้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-de5a59"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/คุณศิรี-จงดี.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">คุณศิรี จงดี</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>คุณศิรี จงดี รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ.</strong> กล่าวว่า จากสถานการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของปัจจัยที่ทำให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา การนำเด็กและเยาวชนเหล่านี้กลับเข้าสู่การเรียนรู้จึงจำเป็นต้องใช้มาตรการที่หลากหลายเพื่อให้เหมาะสมกับแต่ละกรณี <strong>การดึงภาคธุรกิจเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบ ‘นวัตกรรมการเงิน’ (Innovative Finance) ถือเป็นแนวทางที่สำคัญ โดยเป็นกลไกที่สามารถระดมเงินทุนได้จากผู้ที่สนใจลงทุนในด้านการศึกษาในรูปแบบที่หลากหลาย นอกจากนี้ยังช่วยสนับสนุนให้เกิดการสร้างสรรค์แนวคิดใหม่ ๆ ในการพัฒนาเครื่องมือและวิธีการต่าง ๆ รวมถึงการเป็นต้นแบบในการทำงานที่สามารถดึงดูดผู้ร่วมลงทุนรายใหม่ ๆ ให้เข้ามาร่วมขับเคลื่อนงานมากขึ้น</strong></p>



<p>“สำหรับเด็กเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาซึ่งถูกค้นพบโดยคณะกรรมการ TDZ ในแต่ละจังหวัด จะเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือและฟื้นฟูเยียวยาด้วยกระบวนการเฉพาะเป็นรายกรณี (Case Management System) เพื่อสำรวจว่าแต่ละคนมีปัจจัยใดที่ทำให้หลุดจากระบบ เช่น ฐานะทางเศรษฐกิจ สุขภาพ ปัญหาครอบครัว หรือความจำเป็นอื่น ๆ จากนั้นจึงไปถึงทางเลือกว่าเด็กสนใจและถนัดอะไร อยากเรียนต่อหรือประกอบอาชีพแบบไหน ซึ่งตรงนี้หากใครพร้อมกลับเข้าเรียนในระบบก็สามารถส่งต่อไปที่สถานศึกษาได้ทันที ส่วนคนที่ไม่พร้อมเรียนในโรงเรียน จะมีการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นรองรับ เช่น การฝึกอบรมอาชีพ การเรียนได้ในทุกที่ทุกเวลา หรือการเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย ซึ่งจะเป็นการเรียนผ่านศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 หรือโรงเรียนมือถือ (Mobile School) ซึ่งคณะทำงาน TZD กำลังร่วมกันผลักดันให้เกิดระบบเทียบโอนหน่วยกิต (Credit Bank) ตามมาตรฐานหลักสูตรแกนกลาง นอกจากนี้ยังมีการจัดการศึกษาแบบ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ ตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ที่เปิดกว้างให้สถานศึกษาจัดการศึกษาได้ทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย โดยหลักสำคัญคือการออกแบบหลักสูตรจากภารกิจและกิจวัตรในชีวิตประจำวัน เพื่อเพิ่มโอกาสเรียนรู้ ได้รับวุฒิการศึกษา ซึ่งจะต่อยอดถึงการเข้าสู่เส้นทางประกอบอาชีพที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5ecaf3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/0116_Partnership-Model-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a11ab6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/0116_Partnership-Model-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ.</strong> กล่าวต่อไปว่าการระดมความเห็นโดยภาคเอกชนในกิจกรรมครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคม 2567 ได้ทำให้เกิดแนวโน้มความร่วมมือที่ Amazon ตั้งใจจะจัดอบรมให้เยาวชนที่สนใจในหลักสูตร barista ก่อนจะออกใบรับรองการทำงานและส่งต่อไปเรียนรู้งานในเครือข่ายสถานประกอบการ รวมถึงยังมีความร่วมมือจากกลุ่มเซ็นทรัล ที่พร้อมเปิดพื้นที่รองรับเยาวชนผู้ผ่านหลักสูตรเข้าร่วมงาน&nbsp;</p>



<p><strong>“ด้วยทรัพยากรและความเชี่ยวชาญ ความร่วมมือของภาคธุรกิจเอกชนจึงไม่จำกัดอยู่แค่การสนับสนุนเงินทุน หากยังเป็นได้ทั้ง ‘ข้อเชื่อมต่อ’ และเป็น ‘พื้นที่จ้างงาน’ อันแสดงให้เห็นถึงการพัฒนานวัตกรรมการเงินที่หลากหลาย</strong> โดยในก้าวเดินต่อไปของการทำงาน TZD จำเป็นต้องมุ่งเน้นการสร้างโมเดลพัฒนาทักษะเยาวชนช่วงวัย 15-24 ปี เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงาน ดังนั้นบทบาทที่ภาคธุรกิจเอกชนทำได้ จึงเป็นเรื่องการเปิดพื้นที่ฝึกงาน ฝึกทักษะ เชื่อมต่อสู่สถานประกอบการ ที่จะทำให้เด็กเยาวชนที่เข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้มีทางเลือกในการประกอบอาชีพมากขึ้น และที่สำคัญคือเมื่อเป็นองค์กรธุรกิจเอกชนเข้ามาช่วยพัฒนาหลักสูตร ก็จะทำให้เกิดการยอมรับในด้านคุณภาพการเรียนรู้จากตลาดแรงงาน ซึ่งเท่ากับเพิ่มโอกาสการได้งานทำและการเติบโตบนเส้นทางอาชีพมากขึ้นตามไปด้วย”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-99dcc2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/คุณสุธีตา-ชุณหรัศมิ์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(ซ้าย) คุณสุธีตา ชุณหรัศมิ์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>คุณสุธีตา ชุณหรัศมิ์ ผู้อำนวยการโครงการด้านการศึกษาและพัฒนาเยาวชน มูลนิธิยุวพัฒน์ </strong>กล่าวว่า ทุกปีจะมีเด็กเยาวชนช่วงชั้นมัธยมต้นและมัธยมปลายราว 5,500 คน รับทุนจากมูลนิธิยุวพัฒน์ โดยเป็นทุนที่ให้ต่อเนื่องจากชั้น ม.1 ถึง ม.6 หรือ ปวช. <strong>บทเรียนจากการทำงานบอกว่าการสนับสนุนการศึกษาไม่อาจทำได้เพียงการให้ทุน แต่ต้องมีระบบดูแลประคับประคองไม่ให้เด็กหลุดออกไประหว่างเส้นทาง</strong>&nbsp;</p>



<p>“เราค้นพบว่านอกจากทุนที่เป็นตัวเงิน การดูแลสุขภาวะใจก็สำคัญเท่า ๆ กัน ทางมูลนิธิจึงมีทีมที่ปรึกษาทั้งภายใน และการดูแลเฉพาะทางจากผู้เชี่ยวชาญภายนอก ปัจจัยหนึ่งคือการสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กอย่างต่อเนื่อง และต้องสื่อสารความเข้าใจกับผู้ปกครอง นอกจากนี้ต้องส่งเสริมให้เกิดแนวทางการเรียนและทำงานไปพร้อมกัน เนื่องจากเด็กบางคนพอจบ ม.3 ผู้ปกครองจะอยากให้ออกไปทำงานเต็มตัว ซึ่งจากเวิร์กช็อปครั้งแรก ยุวพัฒน์ได้คุยกับอเมซอนว่าจะลองทำโมเดลร่วมกัน เริ่มจากในเขต กทม. และปริมณฑล ก่อนขยายไปยังพื้นที่อื่น ๆ เพื่อให้เป็นช่องทางหนึ่งที่เด็กจะไปต่อได้ในการเรียนโดยไม่เสียโอกาสที่จะมีรายได้”</p>



<p>คุณสุธีตา กล่าวว่าการจัดการศึกษา 1 โรงเรียน 3 รูปแบบที่ กสศ. นำเสนอ เป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นที่น่าสนใจ และเหมาะสมสำหรับการทำงานกับเด็กเยาวชนซึ่งรับทุนจากมูลนิธิ โดยจากนี้จะนำข้อมูลเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการแนะแนวการศึกษา เพื่อให้เด็กทราบว่าแม้ต้องประกอบอาชีพหารายได้ หรือมีความจำเป็นใดก็ตาม ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะต้องหันหลังให้การศึกษาอย่างถาวร ด้วยยังมีการจัดการศึกษาในรูปแบบอื่น ๆ รองรับอยู่ “เพราะต้องไม่ลืมว่าเด็กจำนวนมากไม่ได้มีข้อมูลเหล่านี้ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่เราที่ต้องพยายามชี้แนะและช่วยทุกวิถีทาง เพื่อให้เด็กสามารถเรียนจนจบและเชื่อมต่อไปถึงการศึกษาระดับสูงได้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4c6026"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/สุธาสีนี-ศุภศิริสินธุ์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">คุณสุธาสีนี ศุภศิริสินธุ์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>คุณสุธาสีนี ศุภศิริสินธุ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาการศึกษาอย่างยั่งยืน กลุ่มเซ็นทรัล </strong> กล่าวว่า กลุ่มเซ็นทรัลได้สนับสนุนการศึกษาผ่านโครงการ Partnership School Project ซึ่งมุ่งเน้นการช่วยเหลือเด็กกลุ่มเสี่ยงให้สามารถอยู่ในระบบการศึกษา โดยเฉพาะในโรงเรียนขยายโอกาส โครงการนี้สามารถขยายผลไปในหลายพื้นที่เนื่องจากกลุ่มเซ็นทรัลมีศูนย์ตั้งอยู่ในกว่า 40 จังหวัดทั่วประเทศ แม้ว่าจะช่วยให้เด็กสามารถจบการศึกษาภาคบังคับได้แล้ว แต่โครงการยังคงมองหาช่องทางในการส่งต่อเด็กหลังจบชั้น ม.3 จึงได้เริ่มเชื่อมโยงการทำงานกับสถาบันอาชีวศึกษาในฐานะ ‘พี่เลี้ยงหลักสูตร’ เพื่อให้เด็กมีเส้นทางการศึกษาต่อเนื่องที่สามารถพาพวกเขาไปสู่การเปลี่ยนแปลงชีวิตได้อย่างแท้จริง“เมื่อมีผู้เชี่ยวชาญหลักสูตรมาช่วย เราสามารถแน่ใจได้ว่าเด็กจะมีกระบวนการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ ได้รับวุฒิการศึกษาที่ตรงตามมาตรฐาน ที่สำคัญคือการแนะแนวทางอาชีพโดยสถาบันอาชีวศึกษาจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจ และสื่อสารความเข้าใจให้เด็กได้ตั้งแต่ ม.ต้น ว่าการเรียนสายวิชาชีพมีสาขาใดบ้าง เรียนแล้วจะไปประกอบอาชีพอะไร แล้วจะเติบโตไปในเส้นทางไหนได้บ้าง ซึ่งเป็นการ ‘ขยายความหมายการเรียนรู้หรือการศึกษาในภาพใหญ่’ ที่เรายังถ่ายทอดไปถึงเด็กได้ไม่เพียงพอ ทั้งที่<strong>ข้อเท็จจริงคือเรามีแหล่งความรู้อยู่แล้ว แต่การทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนกับสถาบันการศึกษาสายอาชีพต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่แล้วในหลายพื้นที่ ยังเป็นสิ่งที่ต้องทำให้เกิดขึ้น </strong>และนอกจากนี้ความร่วมมือที่เกิดขึ้นจะช่วยต่อยอดเรื่องการหารายได้ระหว่างเรียน ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยจุดประกายให้เด็กเห็นคุณค่าของการเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ในทางกลับกันถึงเราหาเด็กจนพบ แต่หากไม่มีวิธีที่เหมาะสมในการดึงไปสู่การเรียนรู้ โอกาสที่เด็กจะหลุดออกไปอีกครั้งก็ยังเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-111452"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/ดร.ลฎาภา-มอร์เตโร.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ลฎาภา มอร์เตโร</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ลฎาภา มอร์เตโร ครูใหญ่ศูนย์การเรียน บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) </strong>ได้เสนอรูปแบบการทำงานของ เอส แอนด์ พี ซึ่งเป็นหนึ่งในโมเดลการพัฒนานวัตกรรมการเงินที่ดำเนินงานอย่างต่อเนื่องมาแล้ว 16 ปี โดยเอส แอนด์ พี ได้ตั้งศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 เป็นสถานศึกษาในสถานประกอบการที่จัดการศึกษาระดับ ปวช. สาขาอาหาร โภชนาการ และธุรกิจค้าปลีก เพื่อครอบคลุมการดูแลทั้งพนักงาน นักเรียนนักศึกษาฝึกงาน ตลอดจนกลุ่มเยาวชนที่ขาดแคลนโอกาสจากทั่วประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ในช่วงชั้น ม.3 เพื่อให้พวกเขาได้เรียนรู้ทักษะอาชีพอย่างจริงจัง โดยเน้นการสร้างบุคลากรที่ต้นน้ำ ตั้งแต่การให้โอกาสการเรียนรู้จนถึงการได้รับวุฒิการศึกษาและต่อเนื่องไปจนถึงการรับเข้าทำงาน ซึ่งเป็นแนวทางที่มุ่งสร้างการพัฒนาอาชีพและโอกาสทางการศึกษาที่ยั่งยืน</p>



<p>“เรามองว่าความสำคัญของการเรียนรู้คือต้องมีเส้นทางที่ต่อเนื่อง และสิ่งที่เรียนจะต้องเชื่อมต่อกับการศึกษาในระบบหลักได้ รวมถึงผู้เรียนต้องมีทักษะและประสบการณ์ชีวิตเพื่อเอาตัวรอดในสังคม ดังนั้นตั้งแต่ปีแรก ๆ เอส แอนด์ พี จึงออกแบบหลักสูตรร่วมกับสถาบันอาชีวศึกษา เพื่อให้หลักสูตรสามารถการันตีวุฒิในการเรียนต่อ ปวส. หรือมหาวิทยาลัย <strong>ความสำคัญของการผลิตบุคลากรไม่ใช่แค่ให้เขาทำงานกับเราได้ แต่ต้องเป็นการเติมเต็มคนคนหนึ่งให้พร้อมทำงานได้ทุกที่ </strong>ศูนย์การเรียน เอส แอนด์ พี จึงเป็นสถาบันที่เน้นให้ผู้เรียนเติบโตได้ในสายอาชีพ เป็นโรงเรียนในโรงงานที่เตรียมพร้อมตั้งแต่ต้นทาง ที่จะผลิตคนที่พร้อมเติบโต ทำงานเป็น มีความรู้ สามารถประกอบอาชีพอิสระหรือมีกิจการของตัวเอง และสามารถปรับตัวกับทุกความเปลี่ยนแปลงได้ตลอดชีวิต”&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-090125/">วิจัย กสศ. ร่วมมือภาคเอกชน ขับเคลื่อน “Partnership Model” พัฒนานวัตกรรมการเงินเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เวทีผู้นำเยาวชนอาเซียน ระดมสมองหาทางแนวทางแก้ปัญหาเหลื่อมล้ำยุคโควิด-19</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-24-01-21/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 26 Jan 2021 07:21:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[Chheu Suymeang]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[Covid Slide]]></category>
		<category><![CDATA[Young ASEAN Leader Policy Initiative]]></category>
		<category><![CDATA[YALPI]]></category>
		<category><![CDATA[กนิฎฐ์อาภา อารมย์ดี]]></category>
		<category><![CDATA[อาทิมม]]></category>
		<category><![CDATA[อาทิมม สมเพาะ]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[TIJ]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิรักษ์ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[Raks Thai Foundation]]></category>
		<category><![CDATA[เครือข่ายองค์กรด้านแรงงานข้ามชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[Migrant Working Group]]></category>
		<category><![CDATA[YewLee Wong]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=26527</guid>

					<description><![CDATA[<p>เวทีผู้นําเยาวชนอาเซียน ระดมสมองเสนอแนวทางแก้ปัญหาความเ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-24-01-21/">เวทีผู้นำเยาวชนอาเซียน ระดมสมองหาทางแนวทางแก้ปัญหาเหลื่อมล้ำยุคโควิด-19</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" fetchpriority="high" class="aligncenter size-full wp-image-26541" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/01/09-กสศ_1.หนุนแนวคิดหวังผลช่วยเด็กด้อยโอกาส_thumbn.jpg" alt="" width="855" height="449" /></p>
<p><b>เวทีผู้นําเยาวชนอาเซียน ระดมสมองเสนอแนวทางแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในยุคโควิด-19 ชี้ถ้าไม่แก้ปัญหาการศึกษาก่อน ความเหลื่อมล้ำด้านอื่นแก้ไขไม่ได้ยั่งยืน  ด้านกสศ. หนุนเครือข่ายเยาวชนอาเซียน ขยายผลโครงการนำร่อง นำการศึกษาไปให้ถึงเด็กด้อยโอกาสในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร ลดผลกระทบ COVID SLIDE  </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อวันที่ 23-24 มกราคม 2564 ที่ผ่านมา ได้มีการ<strong>ประชุมผู้นําเยาวชนอาเซียนเพื่อการริเริ่มนโยบาย </strong></span><span style="font-weight: 400;"><strong>ครั้งที่ 5 (Young ASEAN Leader Policy Initiative: YALPI) ภายใต้หัวข้อ &#8220;ผนึกกำลังผู้นำเยาวชนร่วมรับมือความเหลื่อมล้ำทางสังคมยุคโควิด-19&#8221;</strong> ซึ่งจัดโดย ศูนย์อาเซียนศึกษา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย </span></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-26543" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/01/09-กสศ_5.หนุนแนวคิดหวังผลช่วยเด็กด้อยโอกาส_Photo-.jpg" alt="" width="855" height="569" /></p>
<p><b>น.ส.อาทิมา สมเพาะ</b><span style="font-weight: 400;"> (ผักบุ้ง) หนึ่งในทีมผู้แทน YALPI ไทย กล่าวว่า</span><span style="font-weight: 400;"> YALPI  </span><span style="font-weight: 400;">เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้นำเยาวชนอายุระหว่าง 18 &#8211; 25 ปีจากทั่วโลกร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาทางสังคมที่หลากหลาย ภายใต้กรอบความร่วมมือภายในภูมิภาค ซึ่งในปีนี้เราชวนเยาวชนอาเซียนมาร่วมพัฒนาโครงการและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในชุมชน มุ่งเน้นลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมซึ่งปรากฎขึ้นอย่างชัดเจน จากการระบาดของโรคโควิด-19 ใน 3 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่  1) เด็กเยาวชนด้อยโอกาส 2) แรงงานสตรี และ 3) แรงงานข้ามชาติ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การระบาดไม่เพียงคุกคามสุขภาพของประชาชนโดยเฉพาะ กลุ่มคนชายขอบ กลุ่มคนเปราะบาง  แต่ยังสร้างความลำบากในการใช้ชีวิต นโยบายป้องกันและตอบโต้โควิท-19 ยังไม่เพียงพอที่จะตอบสนองต่อความจําเป็นและความต้องการของกลุ่มคนชายขอบต่างๆได้นําไปสู่ผลกระทบต่อทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรงยิ่งขึ้นต่อกลุ่มคนดังกล่าว และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยเฉพาะในเรื่องของการศึกษาในกลุ่มเด็กเยาวชนด้อยโอกาส การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการศึกษาเข้าสูระบบออนไลน์ซึ่งเป็นผลจากการแพร่กระจายของโรคโควิด-19</span></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-26531" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/01/09-กสศ_0.หนุนแนวคิดหวังผลช่วยเด็กด้อยโอกาส_Photo-.jpg" alt="" width="855" height="569" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“โควิด-19 ทำให้ความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างที่มีอยู่แล้วนั้นชัดเจนมากขึ้นไปอีก  โดยเฉพาะในด้านการศึกษาที่กระทบชัดเจนที่สุด เพราะต้องหันไปเรียนออนไลน์กันหมด ปัญหาค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นและการขาดแคลนอุปกรณ์ที่จําเป็นต่อการศึกษาในรูปแบบออนไลน์ของครอบครัวยากจน ส่งผลให้อัตราผู้เลิกเรียนกลางคันในโรงเรียนมีแนวโน้มสูงขึ้นและเพิ่มความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในกลุ่มเยาวชนของอาเซียน มากไปกว่านั้นการแพร่กระจายของโรคโควิด-19 ยังส่งผลให้เกิดการว่างงานจํานวนมาก ทําให้บางครอบครัวไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้ นี่จึงเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญในการพัฒนาแผนของทีมผู้นำเยาวชนอีกด้วย” น.ส.อาทิมา กล่าว</span></p>
<p><b>น.ส.อาทิมา </b><span style="font-weight: 400;">กล่าวว่า ทีมเยาวชนจาก 6 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย เมียนมาร์ กัมพูชา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย  สมัครเข้าร่วมทั้งหมด 43 ทีม คัดเลือกจนได้  12 ทีมสุดท้าย ที่อยู่ระหว่างพัฒนาแผนปฏิบัติการ (Initiative Plan)  โดยแผนของทีมหรือ &#8220;white paper&#8221; ที่ได้รับการคัดเลือกในแต่ละกลุ่มเป้าหมาย จะถูกนำไปพัฒนาต่อโดยองค์กรพันธมิตรที่เข้าร่วม ทั้งภาครัฐและองค์กรอิสระไม่แสวงหากำไร (NGO) ซึ่งปีนี้ประกอบด้วย <strong>สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ), มูลนิธิรักษ์ไทย (Raks Thai Foundation), เครือข่ายองค์กรด้านแรงงานข้ามชาติ (Migrant Working Group) และ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ. &#8211; Equitable Education Fund : EEF)   </strong></span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-26544" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/01/09-กสศ_4.หนุนแนวคิดหวังผลช่วยเด็กด้อยโอกาส_Photo-.jpg" alt="" width="855" height="569" /></p>
<p><b>น.ส.กนิฎฐ์อาภา อารมย์ดี</b><span style="font-weight: 400;"> หรือ เน หนึ่งในตัวแทน YALPI ไทย กล่าวว่า การศึกษาเป็นพื้นที่ของความเหลื่อมล้ำในหลายด้าน YALPI จึงตระหนักได้ว่า &#8220;ถ้าปัญหาการศึกษายังไม่ถูกแก้ไข ก็ยากที่จะแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ด้านเศรษฐกิจ สาธารณสุขหรือสังคมต่างๆ ทั้งยังจะทำให้การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอื่นๆ ไม่ยั่งยืน แล้วก็จะไม่มีประสิทธิภาพด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“การศึกษาเป็นเรื่องของทุกคน (all for education) และการทำให้การศึกษาเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถเอื้อมถึงได้ต้องได้รับการผลักดันร่วมมือจากทุกฝ่ายอย่างแท้จริง ขณะที่การระบาดของโควิด-19  ทำให้การศึกษาขยายขอบเขตออกไป เป็นการเรียนรู้ที่ไม่มีพรมแดน เพียงแต่ความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างได้กลายเป็นอุปสรรคหรือข้อจำกัดที่กลายเป็นพรมแดนขวางกั้นไม่ให้คนกลุ่มหนึ่งได้เข้าถึงการศึกษาอย่างที่ควรจะเป็น  การออกมาแสดงความเห็นของเยาวชนก็คือเสียงของอนาคตที่่ผู้ใหญ่ในสังคมสมควรจะรับฟัง อย่างน้อย ในฐานะเยาวชนคนหนึ่งก็ต้องการที่จะมีส่วนร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ เกี่ยวกับปัญหาที่สังคมต้องเผชิญ เพราะเยาวชนก็เป็นสมาชิกคนหนึ่งในสังคมเช่นเดียวกัน” น.ส.กนิฎฐ์อาภา กล่าว</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-26545" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/01/09-กสศ_3.หนุนแนวคิดหวังผลช่วยเด็กด้อยโอกาส_Photo-.jpg" alt="" width="855" height="569" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้าน </span><b>Chheu Suymeang </b><span style="font-weight: 400;"> ผู้แทนโครงการ YALPI 2021 จากประเทศกัมพูชา หนึ่งในสมาชิกกลุ่มผู้ร่วมวางแนวทางริเริ่มแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเพื่อเด็กด้อยโอกาสในสังคม กล่าวว่า แม้จะเป็นเด็กที่เกิดและเติบโตในเมือง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะมองเห็นความเหลื่อมล้ำในสังคมของกัมพูชา แค่เดินไปตามแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในเมืองหลวงของประเทศ หรือตามริมแม่น้ำ จะเห็นเด็กยากจน และเด็กด้อยโอกาสมากมายดิ้นรนกัดฟันขายของเพื่อหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัว บางรายสถานการณ์เลวร้ายถึงขนาดต้องสละโอกาสทางการศึกษาของตนเองเพื่อมาทำงานจุนเจือครอบครัวเต็มตัว ทั้งที่่อยู่ในวัยที่ต้องเรียน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตนเองอยากนำเวลาของตัวเองมาใช้เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้น ประเทศกัมพูชาเป็นประเทศรายได้ปานกลางค่อนไปทางต่ำ ซึ่งสถานะดังกล่าว ทำให้เกิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างรายได้ค่อนข้างมาก การให้ความสำคัญลำดับแรกๆ ก็คือความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพราะเชื่ออย่างแรงกล้าว่า การศึกษาคือโอกาสพื้นฐานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพและจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในระยะยาวอย่างยั่งยืนที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และการมีระบบโครงสร้างสวัสดิการของรัฐที่ดีให้กับพลเรือนของประเทศ และบทบาทของพ่อแม่มีความสำคัญที่สุดในการสนับสนุนให้เด็กได้รับโอกาสทางการศึกษาซึ่งนอกจากหาทางสื่อสารกับพ่อแม่ให้เข้าใจและเห็นความสำคัญโดยที่ต้องรับการผลักดันร่วมมือจากภาครัฐแล้ว และยังเชื่อมั่นว่ารัฐยังต้องช่วยในเรื่องของจัดสรรอุปกรณ์และเทคโนโลยี รวมถึงปัจจัยอื่นๆ เพื่อช่วยให้เด็กๆ เผชิญหน้ากับความเหลื่อมล้ำได้”</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-26546" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/01/09-กสศ_1.หนุนแนวคิดหวังผลช่วยเด็กด้อยโอกาส_Photo-.jpg" alt="" width="855" height="569" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้าน</span><b>ดร.ไกรยส ภัทราวาท</b><span style="font-weight: 400;"> รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า อาเซียนถือเป็นจุดเริ่มต้นของปฏิญญาสากลว่าด้วยการศึกษาเพื่อปวงชน (Jomtien Declaration: Education for All) ที่หาดจอมเทียน ประเทศไทย เมื่อปี 2533 นอกจากนั้น ประเทศสมาชิกอาเซียนยังได้ร่วมกันประกาศความร่วมมือของ 10 ประเทศสมาชิกอาเซียนเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนที่ตกหล่น ASEAN Declaration on Strengthening Education for out-of-school Children and Youth (OOSCY)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อปี 2559 แสดงให้เห็นถึงความมั่นคงของประชาคมอาเซียนต่อเป้าหมายความเสมอภาคทางการศึกษาตลอด </span><span style="font-weight: 400;">30 ปีที่ผ่านมา กสศ. มีความยินดีที่ได้ร่วมสนับสนุนพลังของเยาวชนอาเซียนทั้ง 10 ประเทศที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของวาระการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาให้แก่ประชากรรุ่นน้องในอาเซียน (0-14 ปี) ที่มีสัดส่วนมากกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">1 ใน 4 ของประชากรรวมในอาเซียน โดย กสศ. ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลวิชาการ และประสบการณ์การแก้ไขปัญหาในระบบการศึกษาของไทยจากผลกระทบของ COVID-19 ในปีการศึกษา 2563 ที่ผ่านมา ทั้งมาตรการช่วยเหลือนักเรียนและครัวเรือนยากจนพิเศษ และการใช้เทคโนโลยีด้านข้อมูลสารสนเทศในการกำหนดเป้าหมาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และยุทธศาสตร์การทำงาน และการระดมการมีส่วนร่วมด้วยระบบ iSEE เป็นต้น โดยกสศ.ได้กำหนดโจทย์การสร้างนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตัวเองเพื่อนำการศึกษาไปให้ถึงเด็กด้อยโอกาส ในพื้นที่ห่างไกลและทุรกันดาร จากการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น เพื่อลดผลกระทบจากปรากฎการณ์ COVID SLIDE  สำหรับทีมที่ได้รับการคัดเลือก กสศ.จะสนับสนุนงบประมาณ และองค์ความรู้ให้เกิดการขยายผล เป็นโครงการทดลองในพื้นที่นำร่องต่อไปภายในปีนี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“กสศ.เชื่อมั่นในพลังและความร่วมมือของคนรุ่นใหม่ในภูมิภาคอาเซียน และพร้อมจะสนับสนุนให้เกิดพื้นที่สร้างสรรค์ และองค์ความรู้เพื่อการต่อยอดขยายผล  ให้แก่เยาวชนคนรุ่นใหม่ทุกเพศทุกวัยในประชาคมอาเซียน เพื่อร่วมกันออกแบบทิศทางของเป้าหมายความเสมอภาคทางการศึกษาในอนาคตของอาเซียน และรับมือกับปัญหาที่ท้าทายด้วยความรู้ความสามารถ ความมีจิตสาธารณะ และการเป็นพลเมืองของโลกนี้ร่วมกัน” </span><b>ดร.ไกรยส</b><span style="font-weight: 400;"> กล่าว</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-26547" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/01/09-กสศ_2.หนุนแนวคิดหวังผลช่วยเด็กด้อยโอกาส_Photo-.jpg" alt="" width="855" height="569" /></p>
<p><b>YewLee Wong</b><span style="font-weight: 400;"><strong> ผู้แทนโครงการ YALPI 2021</strong> จากมาเลเซีย ที่เป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มผู้ร่วมวางแนวทางริเริ่มแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเพื่อเด็กด้อยโอกาสในสังคมกล่าวถึงสาเหตุที่ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการก็เพื่อต้องการเป็นกระบอกเสียงในฐานะที่ตนเคยเป็นเด็กด้อยโอกาสเหมือนกัน โดย YewLee Wong กล่าวว่า ตนเองเป็นเด็กไร้รัฐไร้สัญชาติ ที่เคยใช้ชีวิตอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องยอมตัดใจจากสิทธิพื้นฐานหลายอย่าง รวมถึงการศึกษาเพื่อให้มีชีวิตรอด แต่สุดท้ายก็โชคดีว่าตนเองมีโอกาสได้เข้าร่วมในโครงการการศึกษาเพื่อเด็กชายขอบ ทำให้ตระหนักได้ว่า ความเหลื่อมล้ำเป็นรากฐานของปัญหาหลายอย่างในชีวิตของคนๆ หนึ่งอย่างไร และการศึกษาเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้หลุดพ้นจากความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่เกิดขึ้นได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ เด็กด้อยโอกาสเพราะความยากจนหรือเงื่อนไขยากลำบากต่างๆ ทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตตามความฝันที่ตนเองวาดหวัง เพราะมีสิ่งสำคัญกว่าอย่างชีวิตและปากท้องที่ต้องต่อสู้ดิ้นรน เนื่องจากตระหนักและเข้าใจถึงความเจ็บปวดที่ว่านี้เป็นอย่างดี YewLee Wong จึงต้องการที่จะหาแนวทางช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสให้มีโอกาสมีพื้นที่ได้ยืนบชในสังคม ไม่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง และหวังว่าความรู้และมุมมองของตนจะมีส่วนช่วยผลักดันให้เปิดระบบการศึกษาที่เท่าเทียมไม่แบ่งแยก เป็นการศึกษาเพื่อทุกคน (Education for All) อย่างแท้จริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะเดียวกัน การเข้าร่วม YALPI ในปีนี้ทำให้ตนเองได้รับโอกาสที่ดีในการทำความรู้จักกับกองทุนเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ของประเทศไทย ซึ่งในฐานะนักศึกษาด้าน Data Science, YewLee Wong ยอมรับว่า รู้สึกประทับใจอย่างมากที่ได้เห็นการทำงานของกสศ. โดยเฉพาะการคิดค้นแอพลิเคชั่นเพื่อบริหารจัดการบิ๊กดาต้า แล้วนำบิ๊ก ดาต้าที่ได้มาประมวลวิเคราะห์เพื่อส่งความช่วยเหลือไปถึงมือเด็กที่ด้อยโอกาส ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในระบบการศึกษา ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายว่าในมาเลเซียไม่ได้มีกองทุนในลักษณะดังกล่าว ทั้งๆ ที่มีเด็กหลายกลุ่มชาติพันธุ์ ที่หลุดออกจากระบบการศึกษาเป็นจำนวนมากในแต่ละปี รวมถึงเด็กไร้สัญชาติและเด็กจากพ่อแม่แรงงานข้ามชาติ อย่างแรงงานอุตสาหกรรมปาล์มที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบการศึกษา หรือเด็กจากกลุ่ม Bajau People หรือยิปซีทะเลทางตะวันออกของมาเลเซีย ตลอดจนเด็กจากกลุ่มผู้อพยพ</span></p>
<p><b>YewLee Wong</b><span style="font-weight: 400;"> กล่าวว่า การได้เห็นตัวอย่างการทำงานแบบเป็นระบบของไทย นับเป็นการเปิดมุมมองของตนอย่างมาก และได้แบบอย่างในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในประเทศของตนเอง ที่การแก้ปัญหาส่วนใหญ่มาจากกลุ่มเอ็นจีโอหลายกลุ่มที่มุ่งไปที่การจัดสรรครูอาสาลงพื้นที่สอนเด็กๆ กลุ่มนี้ ยังไม่นับรวมตัวอย่างโครงการอาหารฟรี และโครงการฝึกอบรมทักษะแรงงานให้กับเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา ซึ่ง YewLee Wong เชื่อว่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีที่มาเลเซียสามารถนำไปศึกษาต่อยอดประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในมาเลเซียได้</span></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-24-01-21/">เวทีผู้นำเยาวชนอาเซียน ระดมสมองหาทางแนวทางแก้ปัญหาเหลื่อมล้ำยุคโควิด-19</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
