<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>The Reporters | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/the-reporters/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Thu, 18 Jul 2024 10:56:59 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>The Reporters | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>Mobile School : รถโรงเรียนยืดหยุ่นตอบโจทย์ชีวิต เริ่มเคลื่อนแล้ว!  </title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-180724/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 18 Jul 2024 10:56:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนะพงษ์ สุขมะดัน]]></category>
		<category><![CDATA[The Reporters]]></category>
		<category><![CDATA[Mobile school]]></category>
		<category><![CDATA[พิมพ์ชนก จอมมงคล]]></category>
		<category><![CDATA[KFC ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[แจนเน็ต รุ้งสิทธิกุล]]></category>
		<category><![CDATA[ฐปณีย์ เอียดศรีไชย]]></category>
		<category><![CDATA[Bucket Search]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=84758</guid>

					<description><![CDATA[<p>เคยตั้งคำถามไหมว่า ทำไมเวลานี้ประเทศไทยยังมีเด็กที่หลุด [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-180724/">Mobile School : รถโรงเรียนยืดหยุ่นตอบโจทย์ชีวิต เริ่มเคลื่อนแล้ว!  </a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เคยตั้งคำถามไหมว่า ทำไมเวลานี้ประเทศไทยยังมีเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านทุนทรัพย์ ความจำเป็นของครอบครัว การลาออกกลางคัน หรือแม้แต่ปัญหาด้านสังคมในโรงเรียน และเราคนเดียวจะแก้ปัญหาการศึกษาที่หยั่งรากลึกในสังคมไทยได้มากน้อยแค่ไหน</p>



<p>ในงานเปิดตัวโครงการ<strong> ‘Mobile School เข้าเรียนไม่ได้ ให้โรงเรียนไปหา’</strong> จัดโดย <strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> เพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ และมอบวุฒิการศึกษาให้เด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาทั่วประเทศ เป็นความร่วมมือของ กสศ. และเครือข่ายศูนย์การเรียนโดยสถาบันทางสังคม สถานประกอบการภาคเอกชน นักวิชาการในสาขาอาชีพต่างๆ และชุมชน</p>



<p>“จุดเน้นของ <strong>Mobile School เข้าเรียนไม่ได้ ให้โรงเรียนไปหา</strong> คือการทำงานเชิงรุก เน้นความยืดหยุ่น ตอบสนองความหลากหลายของผู้เรียนเป็นรายคน โดยมีเด็กเป็นเจ้าของการเรียนรู้ ที่จะเรียนตามความถนัดและความสนใจ ที่สำคัญต้องเป็นการศึกษากินได้ เด็กสามารถเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา และได้วุฒิการศึกษาอย่างน้อย ม.6 เพื่อยกระดับรายได้ ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พึ่งพาตัวเองได้อย่างภาคภูมิใจ” <strong>คุณพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน</strong> ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าว</p>



<p>จากวงเสวนา <strong>‘หลักสูตรยืดหยุ่น ตอบโจทย์ชีวิต กับ ‘Mobile School’</strong> เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ที่ผ่านมา หลายองค์กรที่ทำเพื่อสังคมจากหลากหลายวงการได้แบ่งปันแนวคิดการพัฒนาหลักสูตรสำหรับเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาว่า ปัญหาเรื่องการศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยองค์กรเดียว แต่จะมีพลังมากขึ้นเมื่อทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือกัน</p>



<p><strong>ครูตูน-พิมพ์ชนก จอมมงคล</strong> จากศูนย์การเรียน CYF มองว่าปัจจัยที่ทำให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษาไม่ได้มีแค่เรื่องทุนทรัพย์ จากการทำงานร่วมกับเด็กในจังหวัดนครพนมกว่า 275 คนพบว่า 45% ของเด็กกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องสังคมในโรงเรียน การบูลลี่ อำนาจของครู และรู้สึกว่าการศึกษาในระบบยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการเท่าไรนัก ส่วน <strong>คุณแยม-ฐปณีย์ เอียดศรีไชย </strong>ผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters<strong> </strong>ได้พูดถึงการพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ว่ามีประโยชน์ต่อเด็กยุคนี้อย่างไร ในขณะที่ <strong>คุณแจนเน็ต รุ้งสิทธิกุล</strong> จากมูลนิธิเคเอฟซี ประเทศไทย ที่ทำโครงการ KFC Bucket Search เพื่อส่งมอบโอกาสทางการศึกษา พัฒนาศักยภาพให้เด็กและเยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากความไม่เสมอภาคทางการศึกษา และลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมในปัจจุบัน</p>



<p>ไม่ใช่เรื่องง่ายที่องค์กรต่างรูปแบบจะทำงานร่วมกัน แต่เรื่องราวของ Mobile School จะเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษา ได้กลับมามีความหวังได้มากขึ้น เมื่อ Mobile School หรือรถโรงเรียนคันนี้จะวิ่งเข้าไปหาเด็กๆ ที่ไม่สามารถเข้าเรียนได้ พร้อมด้วยการศึกษาที่ยืดหยุ่น และตอบโจทย์ชีวิต</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ec3b92"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/07/1-1-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ครูตูน-พิมพ์ชนก จอมมงคล</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>รถโรงเรียนสายชุมชน พัฒนาหลักสูตรที่เหมาะกับแต่ละคน เพื่อคืนอำนาจทางการศึกษาให้เด็ก</strong></h2>



<p>หลายครั้งที่การแก้ปัญหาสังคมต้องการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาเป็นกำลังสำคัญ เช่น ศูนย์การเรียน CYF (Children and Youth Development Foundation) ร่วมกับ กสศ. คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดนครพนม และภาคีเครือข่ายพัฒนาเด็กนอกระบบจังหวัดนครพนม จัดตั้งโครงการ Mobile School เพื่อให้เด็กได้เข้าถึงการเรียนรู้ตามความสนใจทุกที่ทุกเวลา</p>



<p>เมื่อทีม CYF สำรวจและลงพื้นที่ค้นพบว่า จริงๆ แล้วในจังหวัดนครพนมมีเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาจำนวนมาก จึงตั้งคำถามว่า จะทำอย่างไรให้เด็กกลับเข้าสู่ระบบอีกครั้ง หรืออย่างน้อยได้เข้าการศึกษาในรูปแบบที่ตัวเองต้องการ</p>



<p><strong>ครูตูน-พิมพ์ชนก จอมมงคล</strong> จากศูนย์การเรียน CYF ได้เล่าเบื้องหลังการทำงานว่า “ที่ผ่านมาเราทำโครงการในจังหวัดนครพนมเป็นหลัก โดยทำงานร่วมกับอบต. ในพื้นที่เพื่อสำรวจจำนวนเด็กนอกระบบ สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับระบบการเรียนผ่านมือถือ ที่สามารถเรียนและทำงานไปพร้อมกันได้ แถมยังได้รับวุฒิการศึกษาเพื่อต่อยอดการทำงานในอนาคตได้ หลังจากเด็กและผู้ปกครองเข้าใจ ทำให้เด็กกลับเข้าสู่การศึกษาในระบบได้เกือบ 100%”</p>



<p>และเพื่อให้เด็กได้เรียนในสิ่งที่ต้องการจริงๆ ทีม CYF จึงได้ออกแบบหลักสูตรที่เหมาะกับเด็กแต่ละคน เช่น เด็กที่อยู่ในชุมชนที่ขึ้นชื่อเรื่องการผลิตครกหิน จะได้เรียนรู้หลักสูตรการผลิตครกหินตั้งแต่ต้นน้ำ ถึงปลายน้ำ เช่น กระบวนการผลิตครกหิน แร่ธาตุที่อยู่ในหิน ประวัติศาสตร์หรือภูมิศาสตร์ในชุมชนนั้นว่าเพราะเหตุใดจึงมีวัตถุดิบให้ใช้เยอะ หรือหากเด็กครอบครัวที่ทำการเกษตร ก็จะมีหลักสูตรการปลูกข้าว ผสมปุ๋ยให้เหมาะกับดินและต้นไม้ การเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร สิ่งเหล่านี้เป็นความรู้ที่ไม่มีสอนในโรงเรียน ดังนั้น ทีมงานจะนำองค์ความรู้มาปรับให้เข้ากับภูมิปัญญาในพื้นที่นั้นๆ&nbsp;</p>



<p>“เรามองว่าการเรียนในระบบจะเน้นการสอบแบบวิชาการ เด็กทุกคนจะเรียนมาตรฐานเดียวกัน แต่ต้องบอกว่าวิชาการมีความสำคัญกับเด็กบางกลุ่ม แต่ทักษะชีวิตหรือทักษะอาชีพก็มีความสำคัญกับเด็กบางคนเช่นกัน คงตอบได้ยากว่าอะไรสำคัญกว่ากัน ขึ้นอยู่กับรูปแบบบริบทและการใช้ชีวิตของเด็กแต่ละคน”</p>



<p>สำหรับเด็กนอกระบบที่ยังไม่มั่นใจว่าจะเรียน Mobile School ดีหรือไม่ ครูตูน กล่าวว่า เด็กนอกระบบบางคนที่เคยผ่านการเรียนในระบบมาแล้วอาจถูกตีตราว่าเรียนไม่เก่ง เรียนไม่ได้ หากเข้ามาในโครงการ Mobile School แล้ว ทีม CYF พร้อมจะสนับสนุนในทุกช่องทาง โดยเฉพาะการพัฒนาหลักสูตรการเรียนที่เหมาะสม เพื่อให้เด็กได้วุฒิการศึกษา มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หรืออาจนำไปต่อยอดกับการทำงานในอนาคต ถือเป็นการคืนอำนาจทางการศึกษาให้อยู่ในมือผู้เรียน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-16e544"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/07/3-1-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">คุณแจนเน็ต รุ้งสิทธิกุล</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>รถโรงเรียนสายผู้ประกอบการ ส่งมอบโอกาสทางการศึกษาอย่างต่อเนื่องจาก Bucket Search โดย KFC</strong></h2>



<p>ปัญหาการศึกษาเด็กหลุดจากระบบ ไปจนถึงปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำในสังคมเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทย หลายคนมองว่าภาคเอกชนจะเข้ามาสนับสนุนและแก้ปัญหาได้อย่างไร <strong>คุณแจนเน็ต รุ้งสิทธิกุล</strong> จากมูลนิธิเคเอฟซี ประเทศไทย และผู้ร่วมพัฒนาหลักสูตรเรียนแก้จน ด้วยหลักสูตรทักษะอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการกับ KFC กล่าวว่า ปัจจุบันมีเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษากว่า 1.02 ล้านคน KFC จึงได้ทำโครงการ Bucket Search โรงเรียนนอกกรอบ เพื่อสนับสนุนเด็กให้เข้าถึงระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ ทั้งด้านความรู้ ทักษะชีวิต และโอกาสที่ช่วยให้เด็กๆ ได้ค้นหาศักยภาพของตัวเอง</p>



<p>โครงการ Bucket Search มีตั้งแต่หลักสูตรที่สอนในฝั่งหน้าร้าน และสำนักงาน เช่น การบริการและสุขาภิบาลอาหาร วิชาภาษาในโลกธุรกิจ การเงิน ครีเอทีฟ การบริหารและสื่อสารองค์กร วิชาคณิตศาสตร์ และวิชาการตลาด เป็นต้น ไปจนถึงการชวนพาร์ตเนอร์ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ มาให้คำแนะนำแก่เด็กๆ เพื่อให้พวกเขาเดินตามความฝันได้อย่างมั่นใจ</p>



<p>คุณแจนเน็ตเล่าว่าความตั้งใจการเข้าร่วมโครงการ Mobile School ของ KFC เพื่อต้องการสร้างหลักสูตรการเรียนการสอนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงการการศึกษา แก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบ ผ่านการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง หลักสูตรของ KFC จะมอบทักษะอาชีพ และทักษะการเป็นผู้ประกอบการให้เด็กๆ ได้นำไปต่อยอด และนำวุฒิการศึกษามาเทียบโอนหน่วยกิต</p>



<p>“สาเหตุที่ KFC เข้าร่วมกับโครงการ Mobile School ไม่ใช้เพื่อต้องการให้เด็กเหล่านี้เป็นแรงงาน แต่ต้องการมอบโอกาสทางการศึกษาให้เด็กทั่วประเทศ เมื่อเด็กๆ เข้าร่วมโครงการแล้ว หากรู้สึกว่าสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ยังไม่ใช่สิ่งที่ชอบ เพิ่งค้นพบความชอบของตัวเองภายหลัง เช่น อยากเป็นช่างทำผม พยาบาล นักข่าว หรือนักร้อง เราก็พร้อมต่อยอดความชอบเหล่านี้ด้วยการทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์ต่างๆ”&nbsp;</p>



<p>นอกจากจะสร้างอิมแพ็กให้สังคมแล้ว KFC ยังมุ่งมั่นที่จะสร้างการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ พร้อมสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ สนับสนุนให้เด็กได้เรียนรู้ในสาขาอาชีพต่างๆ โดยช่วงแรกตั้งเป้าจำนวนนักเรียนที่จะเข้าร่วมโครงการไว้ที่ 300 คนทั่วประเทศ</p>



<p><strong><em>อ่านเรื่องราว</em></strong><em> : </em><a href="https://www.eef.or.th/article-130624-2/" target="_blank" rel="noopener" title=""><em>‘ทุกศักยภาพไม่ควรถูกทอดทิ้ง’ ร้านไก่ KFC เปิดห้องเรียนยืดหยุ่น เติมความฝัน สร้างโอกาส ขยาย School Zone แก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา</em></a></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2a4c7f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/07/2-1-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">แยม-ฐปณีย์ เอียดศรีไชย</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong><strong>รถโรงเรียนฝึกวิชาชีพสื่อ โดย The Reporters เน้นสื่อสารเรื่องชุมชนสู่สังคม</strong></strong></h2>



<p><strong>The Reporters </strong>คือสำนักข่าวอิสระที่มีความตั้งใจอยากทำข่าวจากนักข่าวภาคสนามโดยตรง เชื่อมั่นในการรายงานข่าวเพื่อสันติภาพ เน้นการนำเสนอที่เจาะลึกทุกแง่มุม ก่อตั้งโดย คุณแยม-ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวที่โลดแล่นในสนามข่าวมากกว่า 20 ปี</p>



<p>ด้วยความช่ำชองในสายงาน ทำให้ กสศ. ชวน The Reporters ทำโครงการ Mobile School ด้วยกัน <strong>คุณแยม-ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters</strong> และผู้พัฒนาหลักสูตร The Reporters Juniors กล่าวว่า จากการทำงานร่วมกับ กสศ. ได้เจอและพูดคุยกับเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาพบว่า ยังมีเด็กและเยาวชนอีกมากที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบการศึกษาได้ และเมื่อได้สื่อสารถึงโครงการ Mobile School ทำให้เด็กๆ รู้ว่ามีการศึกษาแบบยืดหยุ่น ที่ทำให้พวกเขาได้เรียนตามสิ่งที่ต้องการ&nbsp;</p>



<p>คุณฐปณีย์ กล่าวถึงการร่วมงานในโครงการฯ ว่า “โครงการ Mobile School เปิดโอกาสให้เด็กนอกระบบได้ฝึกทักษะและวุฒิการศึกษาที่ได้ไปใช้เทียบโอนเพื่อประกอบวิชาชีพ ตอบโจทย์เด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาอย่างมาก เพราะการลงสนามจริง คือ การเรียนรู้ที่แท้จริง สำหรับเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา การเรียนรู้ภาคสนามและระบบการทำจริงมีความสำคัญ โดยเฉพาะในงานข่าวที่ต้องมีการสัมภาษณ์ การหาประเด็น การเขียนข่าว วิเคราะห์ข่าว หรือแม้แต่การรายงานข่าวหน้ากล้อง”</p>



<p>คุณฐปณีย์เล่ารายละเอียดการพัฒนาหลักสูตรว่า จริงๆ แล้วทุกคนเป็นสื่อได้ เพราะมีมือถือและโซเชียลมีเดียเป็นของตัวเอง สิ่งที่เราสอนจึงเป็นเรื่องของวิชาชีพนักข่าว สอนการสื่อสารที่ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่เน้นการสื่อสารปัญหาในชุมชน เป็นกระบอกเสียงให้คนในพื้นที่หรือผู้สูงอายุที่ไม่สามารถสื่อสารได้เอง&nbsp;</p>



<p>ที่ผ่านมา The Reporters ได้เปิดรับนักศึกษาฝึกงานอย่างต่อเนื่องหลายปี และจบไปเป็นคนข่าวจำนวนมาก ทั้งการเป็นนักข่าวภาคสนาม ช่างภาพ ตากล้อง ฯลฯ แสดงให้เห็นว่าเขาสามารถนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้กับสนามข่าวได้จริง นอกจากนี้ ยังได้จัดอบรมแก่เยาวชนในชุมชนตามพื้นที่ชายขอบหรือชายแดน กลุ่มชาติพันธุ์ หรือเยาวชนในภาคใต้ เพื่อบ่มเพาะให้เป็นนักข่าวชุมชน</p>



<p>“ทักษะการสื่อสารที่เด็กได้เรียนรู้ ไม่ได้ใช้แค่ในสายงานข่าวเท่านั้น แต่อาจต่อยอดไปสู่การไลฟ์สดขายของ หรือการนำเสนอข้อมูลผ่านสื่อสาธารณะ เป็นการสร้างความมั่นใจในการอยู่หน้ากล้อง”</p>



<p>ในการทำโครงการฯ ให้ประสบความสำเร็จ คุณฐปณีย์บอกว่า เด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาไม่ได้มีปัญหาแค่เรื่องฐานะทางการเงิน แต่ยังมีปัญหาเรื่องสังคมในโรงเรียน วิชาการเรียนการสอนที่ไม่ตอบโจทย์ ดังนั้น พ่อแม่ต้องเปิดใจและยอมรับการศึกษาทางเลือก หากผู้ปกครองไม่เข้าใจหรือแสดงให้เห็นความขัดแย้ง ก็อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เด็กไม่กลับไปสู่การศึกษาอีกครั้ง</p>



<p><strong>ถ้าเปรียบตัวเองเป็นรถโรงเรียน คิดว่ารถคันนี้จะมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ใด</strong></p>



<p>ครูตูน-พิมพ์ชนก กล่าวว่า “อยากให้เด็กค้นพบศักยภาพตัวเองว่าต้องการอะไร มีเป้าหมายในชีวิต ทำให้เต็มที่ ส่วนเป้าหมายระยะยาวของโครงการ อยากให้ทุกคนรับรู้ว่ามีโครงการ Mobile School และอยากให้ภาคประชาสังคมและเยาวชนรับรู้ว่าตนเองมีอำนาจในการศึกษา โดยทุกภาคส่วนพร้อมจะเป็นผู้ช่วย”&nbsp;</p>



<p>ด้าน คุณแจนเน็ต กล่าวว่า “เราต้องการส่งเขาให้ถึงปลายทางหรือจอดในจุดที่เขาต้องการ เรื่องของการศึกษาเป็นเรื่องที่เรียนรู้ไม่สิ้นสุด แม้จะเป็นรถโรงเรียนแต่ก็ต้องเป็นรถโรงเรียนที่มีการอัปเกรดอยู่เสมอ เพื่อให้เป็นรถที่พร้อมจะส่งพวกเขาไปถึงจุดหมายที่ต้องการ”&nbsp;</p>



<p>“ปัจจุบันยังมีเด็กอีกหลายคนที่ยังค้นหาตัวเองไม่เจอ อยากบอกว่าไม่ต้องกดดัน ให้ลองทำก่อน การเข้าร่วมโครงการฯ อย่างน้อยเขาได้วิชาความรู้ ได้ใบประกาศนียบัตร การฝึกงานกับ The Reporters เป็นใบเบิกทางที่แสดงให้เห็นถึงการได้รับการยอมรับ ที่สำคัญอยากให้เด็กสื่อสารเรื่องราวได้มากกว่าเรื่องของตัวเอง เล่าเรื่องชุมชน หมู่บ้าน ถ่ายทอดปัญหาหรือเรื่องราวที่อยู่รอบตัวได้ ความรู้เหล่านี้จะทำให้ผู้เรียนมีทักษะและต่อยอดไปสู่การสร้างรายได้ต่อไป” คุณฐปณีย์ กล่าวทิ้งท้าย</p>



<p>ทั้งนี้ โครงการ Mobile School เปิดรับสมัครเพื่อเข้าเรียนในวันที่ 1-30 ของทุกเดือน มีความยืดหยุ่นทั้งเรื่องเวลา และเงื่อนไขในการเข้ารับบริการทางด้านการศึกษา www.eef.or.th, Facebook eefthailand, อีเมล mibileschool@eef.or.th, โทร. 02-079-5475 กด 0</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-180724/">Mobile School : รถโรงเรียนยืดหยุ่นตอบโจทย์ชีวิต เริ่มเคลื่อนแล้ว!  </a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เด็กไม่พ้นวิกฤตหลุดนอกระบบ เพราะครอบครัวไร้งานทำและสิ้นหวัง ศูนย์ช่วยเหลือเด็กวิกฤตทางการศึกษา กสศ. แนะรัฐต้องมีมาตรการเร่งด่วน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-190623/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 19 Jun 2023 07:35:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[Thai pbs]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ]]></category>
		<category><![CDATA[ศิริพร พรมวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[คลองเตยดีจัง]]></category>
		<category><![CDATA[วสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[The Reporters]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สุรศักดิ์ เก้าเอี้ยน]]></category>
		<category><![CDATA[ลภนพัฒน์ หวังไพสิฐ]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มนักเรียนเลว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=68653</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อเร็ว ๆ นี้  ที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-190623/">เด็กไม่พ้นวิกฤตหลุดนอกระบบ เพราะครอบครัวไร้งานทำและสิ้นหวัง ศูนย์ช่วยเหลือเด็กวิกฤตทางการศึกษา กสศ. แนะรัฐต้องมีมาตรการเร่งด่วน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อเร็ว ๆ นี้  ที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย <strong>ศูนย์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตทางการศึกษา กสศ.</strong> <strong>ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.), หน่วยปฏิบัติการวิจัยเพื่อการพัฒนาด้านเด็กและเยาวชน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ </strong>พร้อมด้วย<strong>ไทยพีบีเอส</strong> และ <strong>The Reporters</strong> จัดเวทีเสวนา <strong>‘เปิดเทอมที่ไม่ได้เรียนต่อ’</strong> เพื่อเสนอรายงานข้อค้นพบจากศูนย์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตการศึกษา กสศ. โดยมีทั้งนักวิชาการ นักกิจกรรม และนักการเมืองที่ทำงานด้านการศึกษาเข้าร่วมการเสวนา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9a98b2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/ภาพประกอบ-32-scaled.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภาคประชาสังคม กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภาคประชาสังคม กสศ.</strong> เปิดประเด็นว่า จากตัวเลขเด็กหลุดจากระบบที่ทางกระทรวงศึกษาธิการเปิดเผยข้อมูลล่าสุดสูงถึงกว่า 100,000 คน โดยสาเหตุหลักมาจากปัญหาความยากจนของครอบครัวที่ผลักให้เด็กต้องออกจากการเรียนเพื่อไปทำงานหาเงินแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง ตนเห็นว่าในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลเช่นนี้ จะต้องมีการจัดตั้งรัฐบาลให้เร็วที่สุด และผลักดันให้เป็นวาระเร่งด่วน เพราะปีการศึกษา 2566 จะเกิดปรากฎการณ์ที่มีเด็กหลุดจำนวนมาก เพราะครัวเรือนยากจนไม่สามารถฟื้นตัวจากผลกระทบทางเศรษฐกิจจากช่วงโควิด-19 และหากยังไม่มีมาตรการที่เหมาะสม เด็กเหล่านี้จะหลุดออกนอกระบบการศึกษาและตกอยู่ในกับดักความยากจนข้ามรุ่นอย่างถาวร</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-aaf804"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/ภาพประกอบ-08-scaled.jpeg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong><strong>ศาสตราจารย์</strong></strong> <strong>ดร.สมพงษ์</strong> กล่าวว่า นโยบายที่จะมาแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ต้องประกอบไปด้วยมาตรการสร้างรายได้ให้ผู้ปกครองที่มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงแหล่งงานและเงินทุน เพื่อมีความสามารถในการอุปการะบุตรหลานของตัวเอง การมีทางเลือกการศึกษาที่หลากหลายและมีความยืดหยุ่น รวมถึงสวัสดิเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนที่ครอบคลุมทุกช่วงชั้น โดยเฉพาะอนุบาล ม.ปลาย สายอาชีพ และทุกรูปแบบการศึกษา  นอกจากนี้มาตรการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายทางการศึกษา จะต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ นอกเหนือจากค่าเล่าเรียนด้วย เช่น ค่าเดินทาง ซึ่งจากผลการสำรวจพบว่ามีเด็กจำนวนมากที่ต้องหลุดออกนอกระบบการศึกษา เพราะไม่สามารถแบกรับค่าเดินทางในการไปเรียนหนังสือได้</p>



<p>“ในปีการศึกษา 2566 ศูนย์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตทางการศึกษา กำลังช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายระดับวิกฤตราว 1,100 คน ผ่านกลไกระดับพื้นที่ เพื่อให้ได้เรียนกับศูนย์การเรียนซึ่งเป็นเส้นทางการศึกษาทางเลือกที่วางแผนการเรียนและพัฒนาทักษะ Soft Skills ทักษะอาชีพเป็นรายคน ตามข้อจำกัดของเด็ก  ในจำนวนนี้รวมถึงเด็กและเยาวชนในสถานพินิจและศูนย์ฝึกอบรม พ่อแม่วัยรุ่น”  ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ca2253"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/ภาพประกอบ-12-scaled.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.สุรศักดิ์ เก้าเอี้ยน หน่วยปฏิบัติการวิจัยเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน<br>คณะครุศาสตร์ จุฬา ฯ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เช่นเดียวกับ<strong> ดร.สุรศักดิ์ เก้าเอี้ยน หน่วยปฏิบัติการวิจัยเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</strong>  ได้รายงานข้อค้นพบจากการวิจัยเชิงลึก จำนวน 848 กรณีศึกษา ของศูนย์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตการศึกษา กสศ. พบว่า เด็กช่วงชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น เป็นกลุ่มที่อยู่ในภาวะวิกฤตหลุดจากระบบการศึกษามากที่สุด ทั้ง ๆ ที่อยู่ภายใต้นโยบายเรียนฟรี  โดยพบว่าสาเหตุส่วนใหญ่เชื่อมโยงครอบครัวทั้งหมด ได้แก่ 1.ผู้ปกครองมีรายได้น้อย โดยรายได้ของครัวเรือนที่มีเด็กกลุ่มวิกฤตฯ เฉลี่ยอยู่ที่ 900 บาทต่อเดือนต่อคน ในขณะที่หนี้สิ้นอยู่ที่ 40,000 บาทต่อครัวเรือน ทำให้แต่ละครอบครัวมีหนี้สินสูงกว่ารายได้ประมาณ 45 เปอร์เซ็นต์ 2.ผู้ปกครองไม่มีงานทำ และตกอยู่ในภาวะสิ้นหวัง 3.ไม่มีค่าเดินทางมาเรียน 4.ครอบครัวแตกแยก พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว 5.ถูกทอดทิ้งไม่มีผู้อุปการะทางการศึกษา ซึ่งทั้งหมดส่งผลให้เด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษาได้</p>



<p><strong>ดร.สุรศักดิ์</strong> กล่าวว่า การวิจัยในพื้นที่ยังพบว่าเด็กวิกฤตการศึกษาจำนวน 73 เปอร์เซ็นต์ มีปัญหาที่ซับซ้อนมากกว่า 1 ปัญหา โยงใยมาที่ครอบครัว ทั้งด้านเศรษฐกิจ สุขภาพกายจิตใจ สวัสดิภาพความปลอดภัย   เมื่อเข้าสู่โปรแกรมช่วยเหลือพบว่าการให้เงินอุดหนุนช่วยเหลืออย่างเดียว ไม่สามารถช่วยให้เด็กพ้นวิกฤตได้ แต่ต้องสนับสนุนให้ครอบครัวมีความสามารถในการอุปการะเลี้ยงดูเด็กได้ด้วย ภาครัฐจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงรุก ที่มุ่งสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่พ่อแม่ผู้ปกครองของนักเรียนยากจน สามารถยืนหยัดขึ้นมาพึ่งพาตัวเองได้อย่างภาคภูมิใจ ไม่ใช่มาตรการสงเคราะห์เงินช่วยเหลือเพียงอย่างเดียวแต่ไม่สามารถแก้ปมปัญหาที่แท้จริงได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-66b291"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/ภาพประกอบ-19-scaled.jpeg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“จากการลงพื้นที่เราพบว่าครัวเรือนเหล่านี้ตกอยู่ในภาวะสิ้นหวัง มองไม่เห็นโอกาสที่จะลืมตาอ้าปาก   ทัศนคติเหล่านี้ยังส่งผลลบมาถึงอนาคตทางการศึกษาของบุตรหลานอีกด้วย ในส่วนของการเดินทางมาเรียนก็เป็นอุปสรรคสำคัญ จำเป็นต้องมีสวัสดิการที่ช่วยเติมค่าเดินทาง หรือสวัสดิการรถรับส่งในชุมชนให้เด็กยากจนมาเรียนได้ เราพบว่าเด็กที่สามารถพ้นวิกฤตได้ยั่งยืนซึ่งมีอยู่จำนวน 32 เปอร์เซ็นต์ จากการช่วยเหลือที่ผ่านมาเป็นเพราะมีกลไกในพื้นที่สนับสนุนให้พ่อแม่สามารถมีอาชีพ ลืมตาอ้าปากได้  และมีทางเลือกการศึกษาที่เหมาะกับข้อจำกัดในชีวิตของเด็กและเยาวชนแต่ละคน”</p>



<p><strong>ศูนย์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตการศึกษา เป็นโครงการวิจัยพื้นที่และช่วยเหลือฉุกเฉินเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบบการศึกษาด้วยการเชื่อมโยง บูรณาการทุกหน่วยงานในพื้นที่ โดยความร่วมมือของ กสศ. กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  กระทรวงศึกษาธิการ</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-05a00a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/ภาพประกอบ-28-scaled.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศิริพร พรมวงศ์ ผู้ริเริ่ม Free From School เครือข่ายคลองเตยดีจัง</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นอกจากนี้มีการเปิดวงพูดคุยสะท้อนความเห็นเกี่ยวกับผลการศึกษาดังกล่าว พร้อมทั้งเสนอกลไกความร่วมมือเพื่อรองรับภาวะวิกฤตเด็กหลุดจากระบบ โดยมี <strong>ศิริพร พรมวงศ์ </strong>หรือ <strong>ครูอ๋อมแอ๋ม</strong> ผู้ริเริ่ม Free From School เครือข่ายคลองเตยดีจัง <strong>ลภนพัฒน์ หวังไพสิฐ</strong> ตัวแทนกลุ่มนักเรียนเลว ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ว่าด้วยวิธีคิดของระบบการศึกษา ไม่ว่าจะวิธีคิดของครูในโรงเรียนที่มีการขู่ไล่เด็กออกจากโรงเรียนบ่อยครั้ง ไม่สร้างบรรยากาศที่ดีให้กับเด็ก หรือวิธีคิดในการให้คุณค่าของการเรียนในระบบและนอกระบบที่แตกต่างกัน ทำให้ผู้ปกครองมีความรู้สึกไม่สบายใจที่จะส่งลูกของตัวเองไปเรียนนอกระบบ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6d49b9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/ภาพประกอบ-31-scaled.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ลภนพัฒน์ หวังไพสิฐ ตัวแทนกลุ่มนักเรียนเลว</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคก้าวไกล</strong> และ<strong>ตัวแทนสภาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) พรรคเพื่อไทย</strong> ยังเข้าร่วมแสดงความเห็นและหาทางออกร่วมกัน เพื่อให้ผลการศึกษาเหล่านี้สามารถถูกนำไปปฏิบัติและแก้ไขปัญหาเด็กหลุดออกนอกระบบได้จริง ผ่านกลไกทางการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่นและในระดับประเทศ โดยในการทำงานจะมุ่งเน้นไปที่การให้ความสำคัญกับร่วมมือและประสานกับเครือข่ายและชุมชนต่าง ๆ เพื่อที่จะสามารถเข้าใจปัญหาของเด็กหลุดนอกระบบการศึกษาได้อย่างถูกต้อง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-73d08c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/ภาพประกอบ-34-scaled.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคก้าวไกล และตัวแทนสภาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) พรรคเพื่อไทย</figcaption></figure></div></div></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-190623/">เด็กไม่พ้นวิกฤตหลุดนอกระบบ เพราะครอบครัวไร้งานทำและสิ้นหวัง ศูนย์ช่วยเหลือเด็กวิกฤตทางการศึกษา กสศ. แนะรัฐต้องมีมาตรการเร่งด่วน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาคือ ‘ดาต้า’ ไม่ใช่ ดราม่า’ นโยบายฟื้นฟูอย่างเสมอภาค ยั่งยืน จึงต้องมาและทำได้จริง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-260123/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 26 Jan 2023 11:53:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ณหทัย ทิวไผ่งาม]]></category>
		<category><![CDATA[ธิดารัตน์ ยิ่งเจริญ]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[สันติพงษ์ ช้างเผือก]]></category>
		<category><![CDATA[ฐปนีย์ เอียดศรีไชย]]></category>
		<category><![CDATA[พรรคไทยสร้างไทย]]></category>
		<category><![CDATA[Equitable Education Recovery Policy]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[พรรคประชาธิปัตย์]]></category>
		<category><![CDATA[Thai pbs]]></category>
		<category><![CDATA[The Reporters]]></category>
		<category><![CDATA[วิโรจน์ ลักขณาอดิศร]]></category>
		<category><![CDATA[พรรคก้าวไกล]]></category>
		<category><![CDATA[พรรคเพื่อไทย]]></category>
		<category><![CDATA[รายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[วงคุยวิธีคิดสู่การออกแบบนโยบายฟื้นฟูระบบการศึกษาไทยอย่างเสมอภาคและยั่งยืน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=64015</guid>

					<description><![CDATA[<p>หนึ่งในปัญหาสำคัญที่ถูกจับตามองในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ค [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-260123/">ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาคือ ‘ดาต้า’ ไม่ใช่ ดราม่า’ นโยบายฟื้นฟูอย่างเสมอภาค ยั่งยืน จึงต้องมาและทำได้จริง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หนึ่งในปัญหาสำคัญที่ถูกจับตามองในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา คงหนีไม่พ้น <strong>‘ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา’</strong> ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้มีนักเรียนยากจนจำนวนมากต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา</p>



<p>แม้ว่าจะเป็นปัญหาที่เห็นได้ชัด แต่การแก้ปัญหานั้นต้องอาศัยการขับเคลื่อนเชิงนโยบายที่ถูกออกแบบอยู่บนฐานของความรู้ อาศัยการทำงานกับฐานข้อมูล (data) เพื่อกำหนดทิศทางในการขับเคลื่อน และนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ตรงจุดและยั่งยืน</p>



<p>ปรากฏการณ์ดังกล่าวจึงเป็นที่มาของ <strong>“วงคุยวิธีคิดสู่การออกแบบนโยบายฟื้นฟูระบบการศึกษาไทยอย่างเสมอภาคและยั่งยืน (Equitable Education Recovery Policy)”</strong> จัดขึ้นโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายและตัวแทนพรรคการเมือง เพื่อร่วมกันเสนอวิธีคิดและเปิดความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ที่จะช่วยลดความเหลื่อล้ำทางการศึกษาและเพิ่มความเสมอภาคทางการศึกษาอย่างยั่งยืน โดยมีตัวแทนจากพรรคการเมือง ดังนี้</p>



<ul><li><strong>ดร.ณหทัย ทิวไผ่งาม</strong> ประธานคณะที่ปรึกษาด้านส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศ พรรคเพื่อไทย</li><li><strong>ธิดารัตน์ ยิ่งเจริญ</strong> โฆษกพรรคไทยสร้างไทย</li><li><strong>วิโรจน์ ลักขณาอดิศร</strong> พรรคก้าวไกล</li><li><strong>ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์</strong> หัวหน้าทีมการศึกษาทันสมัย พรรคประชาธิปัตย์</li></ul>



<p>ดำเนินรายการโดย</p>



<ul><li><strong>สันติพงษ์ ช้างเผือก</strong> บรรณาธิการข่าวไทยพีบีเอส</li><li><strong>ฐปนีย์ เอียดศรีไชย</strong> ผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters</li></ul>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-598ebd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/01_forum-2-all.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong><em>“เมื่อพูดถึงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา หลายคนอาจนึกว่าเป็นเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก หรือเรื่องดราม่า”</em></strong></p>



<p>เปิดด้วยประโยคจาก <strong>ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์</strong> หัวหน้าทีมการศึกษาทันสมัย พรรคประชาธิปัตย์ ที่พูดถึงมุมมองของสังคมที่มีต่อปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา หลายครั้งที่การพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวถูกตีความไปในเชิงของความรู้สึก อารมณ์ หรือเป็นแค่เรื่องดราม่าบนโลกออนไลน์ที่พบเจอได้ในชีวิตประจำวัน</p>



<p><em>“แต่วันนี้ กสศ. ทำให้พวกเรารู้ว่า ความเหลื่อมล้ำมันคือ ‘ดาต้า’ ไม่ใช่ ดราม่า’ เรามีข้อมูลชัดเจนว่ามีจำนวนคนจนและจำนวนเด็กที่หลุดออกนอกระบบมากขึ้นเรื่อย ๆ”</em></p>



<p>แต่ในความเป็นจริงนั้นปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาถูกฉายให้เห็นผ่านสถิติและชุดข้อมูล (data) ที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามีนักเรียนจำนวนมากที่กำลังหลุดออกจากระบบการศึกษาในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสภาวะเงินเฟ้อและวิกฤตโควิด-19</p>



<p>ตัวเลขรายได้เฉลี่ยของครัวเรือนที่ลดลง จำนวนเด็กนักเรียนที่ตกอยู่ในกลุ่มยากจนและยากจนพิเศษมากขึ้น มีนักเรียนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาในช่วงระดับชั้นรอยต่อ (ป.6 ม.3 และม.6) มากกว่า 85,000 คนในช่วงเวลาดังกล่าว</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong><em>“หากโฟกัสผิดจุด เราจะไม่มีวันเอาชนะความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้เลย”</em></strong></h4>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-dc6349"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/02_สุชัชวีร์-สุวรรณสวัสดิ์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าทีมการศึกษาทันสมัย พรรคประชาธิปัตย์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>สถานการณ์ดังกล่าวจึงเกิดข้อเสนอเชิงนโยบายจาก<strong> ศ.ดร.สุชัชวีร์</strong> ต่อกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อนำไปพัฒนาสู่แนวทางการฟื้นฟูระบบการศึกษาอย่างตรงจุดดังนี้</p>



<p><strong>[1] ใช้ข้อมูลเป็นเข็มทิศนำทางแก้ปัญหา</strong></p>



<p>เพื่อเป็นการแก้ปัญหาได้อย่างแม่นยำ การกลับมาโฟกัสกับฐานข้อมูลที่มี เช่น รายได้เฉลี่ยครัวเรือน สถานภาพทางครอบครัว หรือการเข้าถึงการศึกษาของนักเรียน จะเป็นหัวใจหลักในการจัดลำดับความสำคัญ การจัดสรรงบประมาณ และการจัดสรรอัตรากำลังครูในแต่ละโรงเรียนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p>



<p><strong>[2] ส่งเสริมการพัฒนาด้านสุขภาพสำหรับเด็กเล็ก 0-6 ปี</strong></p>



<p>การจัดสรรงบประมาณควรมุ่งไปที่การพัฒนา ‘สุขภาพของเยาวชน (Hardware)’ ด้วยการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้รับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการและออกกำลังกายอย่างเพียงพอ เนื่องจากร่างกายที่แข็งแรงจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการต่อยอด ‘การเรียนรู้ (Software)’ ในอนาคต</p>



<p><strong>[3] ทบทวนเป้าหมายของการศึกษา และการเข้าสู่ระบบมหาวิทยาลัย</strong></p>



<p>มหาวิทยาลัยอาจไม่ใช่เป้าหมายทางการศึกษาสำหรับทุกคน บางครอบครัวต้องการแค่เพียงทักษะในการประกอบอาชีพเพื่อหารายได้ ดังนั้นโจทย์ที่สำคัญคือการยกระดับศักยภาพของเยาวชนที่ไม่ได้เข้าสู่การศึกษาในระดับอุดมศึกษาให้มีความสามารถในการประกอบอาชีพและมีคุณภาพชีวิตทัดเทียมกับคนทั่วไปในสังคม</p>



<p><strong>“หากไร้ซึ่งความกล้าหาญในการจัดสรรงบประมาณ ในปีถัดไปเราทุกคนก็จะวนกลับมาคุยกันเกี่ยวกับปัญหาการศึกษาในเรื่องเดิม ๆ”</strong></p>



<p>ขณะที่ <strong>วิโรจน์ ลักขณาอดิศร</strong> ตัวแทนจากพรรคก้าวไกล เสนอว่าหัวใจสำคัญในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ยั่งยืนอาจไม่ใช่เพียงวิธีคิดในการจัดการศึกษา แต่ต้องเกิดจากการจัดสรรงบประมาณจากส่วนกลางให้เพียงพอในแต่ละพื้นที่และมีการบริหารจัดการงบประมาณเหล่านั้นอย่างมีประสิทธิภาพ</p>



<p>อดีต ส.ส.พรรคก้าวไกล เน้นย้ำว่าหากใช้มุมมองทางเศรษฐศาสตร์แล้ว การลงทุนที่น้อยจนเกินไป อาจไม่ส่งผลใด ๆ ในการฟื้นฟูระบบการศึกษา เปรียบเสมือนกับการแจกเงินคนละ 1 บาททั่วประเทศไทย อาจไม่ส่งผลอะไรต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เช่นเดียวกันกับงบประมาณด้านการศึกษา หากมีงบประมาณที่น้อยจนเกินไป จะทำให้ไม่สามารถขับเคลื่อนใด ๆ ให้เกิดขึ้นในเชิงรูปธรรมได้</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong><em>“เพราะฉะนั้นการเพิ่มงบประมาณให้กับ กสศ. 4,000 ล้านบาท จึงเป็นขั้นพื้นฐานและขั้นต่ำที่สุดที่ไม่ต้องคิดอะไร ใช้แค่หัวใจอย่างเดียวก็พอ”</em></strong></h4>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-793dc2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/03_วิโรจน์-ลักขณาอดิศร.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">วิโรจน์ ลักขณาอดิศร พรรคก้าวไกล</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>วิโรจน์</strong> ยังมองว่านอกจากการเพิ่มงบประมาณเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานให้กับนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษแล้ว การเพิ่มงบประมาณสำหรับเงินอุดหนุนรายหัวในแต่ละโรงเรียนก็เป็นปัจจัยที่สำคัญ เนื่องจากงบประมาณที่กระจายไปในแต่ละโรงเรียนจะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพในการจัดการศึกษาในแต่ละพื้นที่</p>



<p>นอกจากนี้ ‘งบประมาณค่าอาหารกลางวัน’ และ ‘งบประมาณสนับสนุนค่าเดินทาง’ มักจะเป็นนโยบายสำคัญที่ถูกมองข้าม เนื่องจากเป็นค่าใช้จ่ายส่วนต่างทางการศึกษาที่นักเรียนแต่ละคนจะต้องรับผิดชอบเพิ่มเติม หากนักเรียนคนใดมีเงินไม่มากพอต่อการใช้จ่ายสำหรับการเดินทางมาเรียนหรือซื้ออาหารกลางวัน ก็มีความเสี่ยงที่เด็กเหล่านั้นจะตัดสินใจไม่มาเรียน และเลือกช่วยผู้ปกครองหารายได้ที่บ้านแทน</p>



<p><em>“ที่ผ่านมาเราบอกให้เด็กต้องคิดนอกกรอบ ผมก็ต้องบอกว่านโยบายการศึกษาก็ต้องคิดนอกรั้วโรงเรียนด้วย อย่างประเด็นควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก พ่อแม่หลายคนไม่มีปัญหาและพร้อมที่จะส่งลูกไปเรียนโรงเรียนที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนประจำจังหวัดหรือโรงเรียนประจำอำเภอ แต่สิ่งหนึ่งที่เราไม่กล้าจัดสรรงบประมาณคือการทำรถโรงเรียนให้มีคุณภาพ เพื่อพาเด็ก ๆ ไปโรงเรียนที่มีเหล่านั้นให้ได้”</em> วิโรจน์กล่าวทิ้งท้าย</p>



<p>หลักในการออกแบบนโยบายทางการศึกษาจึงต้องคิดทั้ง ‘ในรั้วโรงเรียน (นโยบายทางการศึกษา)’ และ ‘นอกรั้วโรงเรียน (นโยบายครัวเรือน)’ ไปพร้อม ๆ กัน</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong><em>“หน้าที่ของรัฐคือการจับคู่ทักษะที่แต่ละคนมีเข้ากับตลาดแรงงานที่ยังว่างอยู่”</em></strong></h4>



<p>นอกจากการคำนึงถึงแนวทางการจัดสรรงบประมาณทางการศึกษาแล้ว <strong>ดร.ณหทัย ทิวไผ่งาม </strong>ประธานคณะที่ปรึกษาด้านส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศ ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย ชี้ให้เห็นว่าเป้าหมายในการจัดการศึกษาก็เป็นสิ่งที่จำเป็นไม่แพ้กัน</p>



<p>โดยมีมุมมองว่าระบบการศึกษาที่ดีจะต้องช่วยให้ผู้คนมีศักยภาพมากเพียงพอในการประกอบอาชีพเพื่อหารายได้ให้กับตนเองและครอบครัว ผ่านแนวคิด <strong>‘Learn to Earn ทุกคนต้องได้เรียน เรียนแล้วต้องมีรายได้’ </strong>หน้าที่ของรัฐจึงเป็นการค้นหาศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในแต่ละครอบครัวเพื่อจับคู่กับตำแหน่งในตลาดแรงงาน หากครอบครัวใดมีความสามารถไม่เพียงพอก็จำเป็นต้องใช้นวัตกรรมเข้าไปเสริมให้พวกเขามีทักษะเพียงพอต่อการประกอบอาชีพ</p>



<p><em>“เราอย่ามองว่าการศึกษาเป็นเรื่องที่ต้องให้คนเข้าไปอยู่ในระบบเท่านั้น การศึกษาคือการเรียนรู้ ทำอย่างไรให้ทุกคนสามารถเรียนรู้เพื่อยกระดับความสามารถของตนเองได้ วันนี้โลกหลังโควิดนั้นเปลี่ยนไป&nbsp; หลายอาชีพตายไปแล้ว บางอาชีพต้องอาศัยความรู้ที่มากขึ้น ความรู้เดิมอาจใช้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นความรู้จึงไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย”</em></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2600b6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/04_ณหทัย-ทิวไผ่งาม.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ณหทัย ทิวไผ่งาม ประธานคณะที่ปรึกษา<br>ด้านส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศ พรรคเพื่อไทย</figcaption></figure></div></div></div>



<p>มากไปกว่านั้น การแก้ปัญหาดังกล่าวต้องควบคู่กับการทำงานผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT) หากสามารถระบุได้ว่าแต่ละครัวเรือนมีจำนวนกี่คน แต่ละคนประกอบอาชีพใดบ้าง สถานะทางเศรษฐกิจเป็นอย่างไร แบกรับหนี้ครัวเรือนอยู่เท่าไหร่ ใครสมควรได้รับการช่วยเหลือจากทางภาครัฐอย่างเร่งด่วน และหน่วยงานใดที่ต้องเข้าไปประสานกับชุมชน ฯลฯ รูปแบบการทำงานเช่นนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลที่แต่ละหน่วยงานมี และช่วยกันขับเคลื่อนไปพร้อม ๆ กันทั้งขบวน</p>



<p><em>“เราต้องทำการเรียนรู้เชิงรุก เตรียมเครื่องมือกับเครือข่าย เทคโนโลยีต้องเข้าถึงประชาชนทั้งหมด”</em> ดร.ณหทัย เน้นย้ำความสำคัญในการใช้เทคโนโลยีในการทำงานกับประชาชน</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong><em>“คำว่าปฏิรูปอาจไม่เพียงพอ เราต้องออกแบบนโยบายที่ปฏิวัติวงการการศึกษา”</em></strong></h4>



<p><strong>ธิดารัตน์ ยิ่งเจริญ</strong> โฆษกพรรคไทยสร้างไทย เสนอมุมมองว่าการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษานั้น การใช้คำว่าปฏิรูปอาจไม่เพียงพอ เนื่องจากจำเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดและแนวทางการจัดศึกษาใหม่ ให้เหมาะสมกับโลกในปัจจุบัน ผ่านแนวคิดหลัก 4 ข้อดังนี้</p>



<p><strong>[1] ทบทวนเป้าหมายของการศึกษา</strong></p>



<p>เป้าหมายของการศึกษาต้องมุ่งเน้นให้นักเรียนได้มีโอกาสในการค้นหาตัวเองได้เร็วที่สุด ทำให้เยาวชนรับรู้ว่าสิ่งที่ตนเองสนใจนั้นสอดคล้องกับตลาดแรงงานหรือไม่ ช่วยเหลือให้สังคมดีขึ้นได้อย่างไร และต้องทำให้เด็ก ๆ สามารถปรับตัวกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วได้ และหาความรู้ได้ด้วยตนเองผ่านวิธีการทางวิทยาศาสตร์</p>



<p><strong>[2] ปรับระยะเวลาในการเรียนรู้</strong></p>



<p>ในปัจจุบัน นักเรียนไทยใช้เวลาในห้องเรียนเฉลี่ย 80 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างฟินแลนด์ ที่นักเรียนใช้เวลาในห้องเรียนเฉลี่ย 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (อ้างอิง : PISA THAILAND) และมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่ต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด</p>



<p><em>“เป็นไปได้ไหมที่จะปรับลดเวลาเรียนเหลือเพียง 3 วัน แล้วใช้เวลาที่เหลือไปกับการฝึกงาน หาประสบการณ์ เพื่อค้นหาตัวเอง”</em></p>



<p>ยิ่งค้นหาตัวเองเจอเร็วเท่าไร รับรู้ว่าความสามารถที่ตนเองมีสอดคล้องกับตลาดแรงงานหรือไม่ จะทำให้พวกเขามีโอกาสในการประกอบอาชีพในอนาคต และทดแทนแรงงานที่ขาดหายไปในสังคมสูงวัยที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่</p>



<p><strong>[3] พัฒนาวิธีการจัดการศึกษา</strong></p>



<p>พัฒนาการรูปแบบสอนให้เด็กเรียนรู้ผ่านกระบวนการคิด (Active Learning) ทดแทนการท่องจำ (Passive Learning) และทำให้สามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน</p>



<p><strong>[4] ปฏิวัติการเข้าถึงการจัดการเรียนรู้</strong></p>



<p>ทำให้การเรียนฟรี<strong> ‘ต้องฟรีจริง’ </strong>จนถึงปริญญาตรี หรือสุดความสามารถที่แต่ละคนมีอย่างทั่วถึง</p>



<p>การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไม่ควรโฟกัสแค่การพัฒนาระบบการศึกษาให้ดีขึ้น แต่ต้องมองภาพใหญ่ในเชิงโครงสร้าง สวัสดิการที่ประชาชนควรได้รับตั้งแต่ <strong>“เด็กที่เกิดมา มารดาที่คลอดบุตร”</strong> ตลอดจนถึงวัยทำงานและวัยชรา การดูแลตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำจะทำให้ประเทศไทยหลุดออกจากปัญหาความเหลื่อมล้ำได้อย่างยั่งยืน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-14d420"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/05_ธิดารัตน์-ยิ่งเจริญ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ธิดารัตน์ ยิ่งเจริญ โฆษกพรรคไทยสร้างไทย</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><em>“เราเชื่อว่าเราจำเป็นต้องดูแลเด็กตั้งแต่วันที่เขาเกิดมา ทำให้เขาสามารถอยู่ได้โดยไม่ทำให้พ่อแม่รู้สึกว่าเกิดมาแล้วจะดูแลยังไง จะหาเงินจากที่ไหน และจำเป็นต้องมีสวัสดิการรองรับ”</em> ธิดารัตน์ทิ้งท้าย</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-260123/">ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาคือ ‘ดาต้า’ ไม่ใช่ ดราม่า’ นโยบายฟื้นฟูอย่างเสมอภาค ยั่งยืน จึงต้องมาและทำได้จริง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ.เปิดข้อมูล 4 วิกฤตที่มองไม่เห็น “เด็กในชุมชนแออัด-แคมป์คนงาน”</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-4-invisible-crisis-children-in-slum-worker-camp/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 01 Jun 2021 08:32:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Covid-19]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้ : Covid-19]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ชาญวิทย์ พวงมาเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อุดม วงษ์สิงห์]]></category>
		<category><![CDATA[ทองพูล บัวศรี]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ]]></category>
		<category><![CDATA[อนรรฆ พิทักษ์ธานิน]]></category>
		<category><![CDATA[ศิริพร พรมวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการคลองเตยดีจัง]]></category>
		<category><![CDATA[The Reporters]]></category>
		<category><![CDATA[The Active]]></category>
		<category><![CDATA[ผลกระทบจากโควิด-19 วิกฤตที่มองไม่เห็น ความเหลื่อมล้ำของเด็กเปราะบางในชุมชนแออัดและพื้นที่เสี่ยง]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการครูข้างถนน]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนศูนย์รวมน้ำใจ]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการสนับสนุนองค์ความรู้และพัฒนาเครือข่ายครูและเด็กนอกระบบการศึกษาในกรุงเทพมหานคร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=41404</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัญหาการระบาดแบบคลัสเตอร์ มาตรการกักตัว วิกฤตเศรษฐกิจใน [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-4-invisible-crisis-children-in-slum-worker-camp/">กสศ.เปิดข้อมูล 4 วิกฤตที่มองไม่เห็น “เด็กในชุมชนแออัด-แคมป์คนงาน”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ปัญหาการระบาดแบบคลัสเตอร์ มาตรการกักตัว วิกฤตเศรษฐกิจในครัวเรือนส่งผล </strong><strong>เครียดเงียบ – เรียนรู้ถดถอย – กินไม่ครบมื้อ – เสี่ยงหลุดจากระบบเพิ่ม</strong></p>



<p>เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2564 <strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)&nbsp; สำนักข่าว The Reporters และ The Active ร่วมกันจัดเสวนาออนไลน์เรื่อง “ผลกระทบจากโควิด-19 วิกฤตที่มองไม่เห็น ความเหลื่อมล้ำของเด็กเปราะบางในชุมชนแออัดและพื้นที่เสี่ยง”</strong> &nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b98e22"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/รวม.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p><strong>ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กสศ.</strong> กล่าวว่า กสศ. ได้เข้าไปทำงานกับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ชุมชนแออัดทั่วกทม. ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2563 ที่เกิดสถานการณ์โควิด-19 รอบแรก จนถึงวิกฤตครั้งล่าสุดนี้ พบว่า เด็กและเยาวชนในพื้นที่เสี่ยง กำลังเผชิญ 4 ปัญหาใหญ่ที่มากับภาวะโรคระบาด เรื่องแรกคือภาวะ ‘เครียดเงียบ’ อันเป็นผลจากห่วงโซ่ความรุนแรงของโควิด-19 &nbsp;ที่ทำให้เด็กและเยาวชนต้องซึมซับปัญหาเข้าไปในจิตใจของเขา ทั้งเรื่องที่ครอบครัวต้องขาดรายได้ สภาพแวดล้อมใกล้ตัวที่มีอัตราผู้ป่วยเพิ่มขึ้น รวมถึงคนรอบตัวกลายเป็นกลุ่มเสี่ยงทั้งหมด หรือการที่ต้องกักตัวไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติได้ ทั้งที่ธรรมชาติในวัยของเขาจำเป็นต้องได้วิ่งเล่นสนุกสนาน ขณะที่สิ่งเดียวที่เด็กตอบสนองได้มีเพียงความเงียบ ซึ่งสังเกตได้ผ่านสายตาที่เศร้ากังวลของเด็กๆ &nbsp;“วิกฤตครั้งนี้ เสียงของความเงียบงันกำลังอยู่ภายในตัวเด็ก ๆ เราต้องพยายามฟังเสียงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาวะจำยอม หรือการเก็บกักตัวเองที่ระบายออกมาไม่ได้จนกลายเป็นภาวะเครียดเงียบให้ได้ยิน เพื่อหาทางเยียวยาเขา”</p>



<p></p>



<h3 class="gb-headline gb-headline-55f01f30 gb-headline-text">แนะมาตรการ “รพ.สนามสำหรับครอบครัว” เน้นลดค่าใช้จ่ายการศึกษา</h3>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6ae821"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/อ.สมพงษ์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p><strong>ศ.ดร.สมพงษ์</strong> กล่าวว่า ปัญหาที่สองคือการปิดโรงเรียนทำให้ภาวะการเรียนรู้ของเด็กถดถอยกว่าปกติราว 2-5 เดือน ซึ่งจะยิ่งทำให้คุณภาพการเรียนรู้ในภาพรวมตกต่ำลงไปกว่าเดิมอีกมาก สามคือภาวะทุพโภชนาการ จากการกินไม่ครบมื้อ บางมื้อไม่ได้กินอิ่มเต็มที่ หรือได้สารอาหารไม่ครบหมวดหมู่ และสี่คือประเด็นที่ติดตามมาจากวิกฤตเศรษฐกิจ คือเด็กกลุ่มนี้จะมีความเสี่ยงสูงในการหลุดออกจากระบบการศึกษา เนื่องจากหลายครอบครัวขาดรายได้ จึงไม่มีกำลังส่งเสียบุตรหลานให้เรียนไหว&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;</p>



<p>กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กสศ. กล่าวต่อไปว่า ประเด็นปัญหาทั้ง 4 ด้าน คือข้อบ่งชี้ว่าแม้จะยังไม่เป็นผู้ติดเชื้อโควิด-19 แต่เด็กและเยาวชนในชุมชนแออัดทุกแห่ง ล้วนสูญเสียสิทธิในทุกด้าน มีชีวิตที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง พัฒนาการถดถอย ขาดความคุ้มครอง ไม่มีส่วนร่วม และเพื่อแก้ไขสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับเด็กกลุ่มเปราะบางและขาดโอกาสในสังคม</p>



<p>“ขอเสนอให้มีโรงพยาบาลสนามสำหรับครอบครัว ช่วงเปิดเทอมที่จะถึงนี้ต้องทำให้ค่าเทอมเป็นศูนย์ รวมถึงลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น ชุดเครื่องแบบลูกเสือที่ไม่ค่อยได้ใส่ เพราะผู้ปกครองที่ตกงานจะไปหาเงินจากไหนมาจ่าย และต้องมีการฉีดวัคซีนให้ครูและบุคลากรในพื้นที่ ประสานงานการจัดสรรวัคซีนโควิด-19 สำหรับเด็ก และเสนอไปยังผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ให้มีนโยบายจัดสรรอาหารเช้าสำหรับนักเรียนเช่นเดียวกับโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร”</p>



<p></p>



<h3 class="gb-headline gb-headline-5a450219 gb-headline-text">รับมือวิกฤตกสศ.ส่ง “โรงเรียนในถุง” แก้ปัญหาการเรียนรู้ถดถอย</h3>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-41d83f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/อุดม.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครู นักศึกษาครู และสถานศึกษา กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p>ด้าน <strong>ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครู นักศึกษาครู และสถานศึกษา กสศ.</strong> กล่าวว่า&nbsp; จากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ส่งผลกระทบภาวะความรู้ถดถอย หรือ Learning Loss &nbsp;และพบว่าการเรียนออนไลน์ในพื้นที่ชุนชนแออัดเองก็ยังทำไม่ได้&nbsp;&nbsp;&nbsp; กสศ. ทำงานร่วมกับครูจากเครือข่ายประชาสังคมของเด็กนอกระบบในชุมชนแออัด ซึ่งเป็นเสมือนอาสาสมัครการศึกษาของชุมชน ราว 100 คน ได้พัฒนาพื้นที่ทดลองนำการเรียนรู้ไปหาเด็ก เพื่อเยียวยาผลกระทบด้านการเรียนรู้ถดถอย ไม่ให้พัฒนาการต้องหยุดชะงักและเตรียมความพร้อมสำหรับแผนการช่วยเหลือฟื้นฟูระยะต่อไป โดย กสศ. ได้ออกแบบ “โรงเรียนในถุง”​ หรือ ถุงการเรียนรู้เติมยิ้ม ให้เด็กๆใน พื้นที่ชุมชนโรงหมู, ชุมชนริมคลองวัดสะพาน, ชุมชนแฟลต 23-24-25 ชุมชนบ้านมั่นคง &nbsp;โรงเรียนศูนย์รวมน้ำใจ&nbsp; รวมไปถึงบางพื้นที่ในชุมชนริมทางรถไฟ เช่น ชุมชนโค้งรถไฟยมราช, ชุมชนบ่อนไก่, ชุมชนไซต์ก่อสร้างที่ ครูจิ๋ว ทองพูล บัวศรี แห่งมูลนิธิสร้างสรรค์เด็กดูแลอยู่ รวมทั้งสิ้นกว่า 1,500 คน</p>



<p>“นอกจากชุมชนแออัดในกทม.แล้ว ถุงการเรียนรู้ยัง ทดลองในพื้นที่ชนบท จ.น่าน&nbsp; พร้อมกับสนับสนุนอาสาสมัครการศึกษา ด้วยแนวคิดที่ว่าวิกฤตแบบนี้จำเป็นต้องมีคนมาช่วยครู ทำให้เด็กได้เรียนรู้&nbsp; จากสถานการณ์ยังมีบทเรียน คือ นักการศึกษาต้องมีทักษะและความรู้ ในการจัดการศึกษาภายใต้สถานการณ์การศึกษาใหม่ๆ ตลอดจนแนวทางการถ่ายทอดสู่นักเรียน และให้ความสำคัญกับการลดช่องว่างการเรียนรู้ของนักเรียน”</p>



<p></p>



<h3 class="gb-headline gb-headline-3dfe1e42 gb-headline-text">ชี้เร่งด่วนสุดคือต้องผลักดันให้เด็กเข้าถึงทรัพยากรภาครัฐ</h3>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7fc6f8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/น.ส.ทองพลู.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นางสาวทองพูล บัวศรี (ครูจิ๋ว) ผู้จัดการโครงการครูข้างถนน (ไซต์ก่อสร้างและริมทางรถไฟ)</figcaption></figure></div></div></div>



<p><strong>นางสาวทองพูล บัวศรี (ครูจิ๋ว) ผู้จัดการโครงการครูข้างถนน (ไซต์ก่อสร้างและริมทางรถไฟ)</strong> กล่าวว่า โควิด-19 ส่งผลกระทบรุนแรงกับเด็กเร่ร่อนบนท้องถนนและคนต่างด้าวอย่างรุนแรง ทั้งในด้านการติดเชื้อจากคนในครอบครัว&nbsp; หรือมีคนในครอบครัวติดเชื้อ ซึ่งภาคประชาสังคมต้องประสานงานเพื่อให้เด็กเหล่านี้ได้รับการรักษาหรือการกักตัวดูแลอย่างทันท่วงที และจากการสำรวจกลุ่มเด็กขายพวงมาลัย ทำงานบนท้องถนน&nbsp; เช่น ในย่านวัดญวน-คลองส้มป่อย วัดพระยา ปีนี้มีโอกาสหลุดจากระบบหลายสิบชีวิต&nbsp; บางส่วนค้างค่าเทอม ทำให้ไม่ได้ใบจบการศึกษา ทั้งที่ตั้งใจเรียนได้เกรด 4 ทุกวิชา&nbsp; บางคนไม่มีสิทธิฝึกงาน แม่ต้องไปกู้เงินนอกระบบ ขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยกันทำให้เด็กกลับมาได้รับการศึกษา และเด็กเล็กควรได้รับการดูแลให้อิ่มท้องรวมถึงสิ่งของที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน&nbsp;&nbsp; เช่น แพมเพิร์ส นมผง &nbsp;&nbsp;</p>



<p>“ในส่วนของไซต์ก่อสร้างจำนวน 16 แห่ง ที่ดูแลอยู่&nbsp; เด็กทั้งหมดเกิดความเครียดเพราะติดอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม 2 คูณ 4 เมตร ครอบครัวทะเลาะกัน มีความรุนแรงในครอบครัวเกิดขึ้น สิ่งสำคัญทุกฝ่ายต้องช่วยกันให้เด็กๆสามารถเข้าถึงทรัพยากรการดูแลของภาครัฐ&nbsp; เช่น ค่าใช้จ่ายในการตรวจคัดกรองเพื่อให้ได้รับการดูแลจากสถานสงเคราะห์กรณีพ่อแม่ติดเชื้อ ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าใช้จ่ายในเรื่องปากท้อง&nbsp; การช่วยเหลือเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษา”</p>



<p></p>



<h3 class="gb-headline gb-headline-4ced8c0b gb-headline-text">แนะแก้ปัญหาการระบาดควบคู่การเรียนรู้เด็กและสร้างอาชีพพ่อแม่</h3>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-566a2c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/น.ส.ศิริพร.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นางสาวศิริพร พรมวงศ์ (ครูอ๋อมแอ๋ม) ผู้จัดการโครงการคลองเตยดีจัง</figcaption></figure></div></div></div>



<p><strong>นางสาวศิริพร พรมวงศ์ (ครูอ๋อมแอ๋ม) ผู้จัดการโครงการคลองเตยดีจัง</strong> กล่าวว่า อัตราการติดเชื้อที่คลองเตยยังไม่มีแนวโน้มลดลง ตลาดคลองเตยพบผู้ติดเชื้อ 700 กว่าคนเป็นอีกคลัสเตอร์ที่ใหญ่ ปัญหาคือการที่เด็กติดเชื้อแต่ผู้ปกครองไม่ติด การช่วยเหลือต้องทำให้ผู้ปกครองได้ไปอยู่ในโรงพยาบาลสนามหรือฮอสพิเทลได้&nbsp; ไม่เช่นนั้นเด็กก็จะอยู่ไม่ได้ นอกจากนี้ เราได้รวบรวมข้อมูลเด็กในหลายชุมชน พบว่ามีเด็กในช่วงวัย 0-12 ปี จำนวนมากที่จำเป็นต้องได้รับการดูแล เนื่องจากครอบครัวสูญเสียงาน แต่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายของเด็กเป็นจำนวนค่อนข้างสูง เช่น ค่านมหรือผ้าอ้อมสำเร็จรูป สบู่ แป้ง ที่เด็กไม่สามารถใช้ร่วมกับผู้ใหญ่ได้ และสื่อการเรียนรู้ที่ช่วยให้พัฒนาการของเด็กไม่ขาดช่วง</p>



<p>“สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปคือ มอบสื่อการเรียนรู้และอาหารสำหรับช่วงวิกฤต พยายามสร้างแรงจูงใจให้ครอบครัวได้ใช้เวลาด้วยกัน และต้องมองถึงการสร้างอาชีพให้พ่อแม่ที่ต้องเลี้ยงลูก การช่วยเหลือทำในมิติเดียวไม่ได้ ในระยะยาวทุกครอบครัวก็มีภาระทางเศรษฐกิจที่ต้องแบกรับ นอกจากนี้ยังได้ใช้โมเดลการจ้างงานเยาวชนในพื้นที่ที่ไม่ได้เรียนต่อมหาวิทยาลัยเพราะต้องออกมาทำงานเก็บเงินก่อน เข้ามาช่วยเป็นอาสาสมัคร สำรวจจัดทำฐานข้อมูลการช่วยเหลือ การแพ็คของ ขนส่งผู้ติดเชื้อ ก็สามารถบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าได้&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2afb4a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/ผอ.ชาญวิทย์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายชาญวิทย์ พวงมาเทศ ผู้อำนวยการสถานศึกษา โรงเรียนศูนย์รวมน้ำใจ</figcaption></figure></div></div></div>



<p><strong>นายชาญวิทย์ พวงมาเทศ ผู้อำนวยการสถานศึกษา โรงเรียนศูนย์รวมน้ำใจ</strong> กล่าวว่า การจัดการเรียนการสอนของ กทม. จะใช้วิธี 4 ออน คือ 1.ออนไลน์  2.ออนแอร์&nbsp; 3.ออนแฮนด์&nbsp; และ  4.ออนไซต์ &nbsp;ซึ่งสำหรับเขตพื้นที่คลองเตยการเรียนออนแอร์ หรือ ออนไลน์ ทำได้น้อยมาก ทำได้มากที่สุดคือออนแฮนด์ นำใบงานไปให้เด็ก สำหรับส่วนค่าเรียนของ รร.ศูนย์รวมน้ำใจ ไม่มีค่าใช้จ่ายเรียนฟรีทุกอย่าง มีอาหารเช้าและกลางวัน โดยอาจจะมีบางส่วนที่ผู้ปกครองอาจต้องจ่ายเพิ่มเช่นค่าชุดนักเรียนที่ได้ 360 บาทต่อหัว &nbsp;ซึ่งหากจะมีชุดนักเรียนเรียนได้ครบทั้งสัปดาห์อาจจะต้องจ่ายเงินเพิ่มบ้าง หรือชุดพละหรือชุดลูกเสือเนตรนารีที่จะได้ปีละหนึ่งชุดที่ต้องเลือกว่าจะเป็นชุดพละหรือชุดลูกเสือเนตรนารี</p>



<p></p>



<h3 class="gb-headline gb-headline-51538323 gb-headline-text">จับตาวิกฤตเศรษฐกิจโจทย์ใหญ่รัฐรับมือวิกฤตความเหลื่อมล้ำ</h3>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-75970d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/นายอนรรฆ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายอนรรฆ พิทักษ์ธานิน หัวหน้าโครงการสนับสนุนองค์ความรู้และพัฒนาเครือข่ายครูและเด็กนอกระบบการศึกษาในกรุงเทพมหานคร</figcaption></figure></div></div></div>



<p><strong>นายอนรรฆ พิทักษ์ธานิน หัวหน้า<strong>โครงการสนับสนุนองค์ความรู้และพัฒนาเครือข่ายครูและเด็กนอกระบบการศึกษาในกรุงเทพมหานคร</strong></strong> &nbsp;กล่าวว่า วิกฤติโควิด-19 ครั้งนี้ ทำให้เราเห็นชัดเจนว่าบทบาทภาคประชาสังคมของชุมชนมีพลังสูงในการรับมือกับปัญหาความไม่แน่นอน ความเสี่ยงใหม่ที่เข้ามา ซึ่งระบบราชการไม่สามารถปรับตัวจัดการกับปัญหาได้ทัน&nbsp; นี่คือโจทย์ระยะยาว&nbsp; ที่ภาครัฐควรสนับสนุนระบบการทำงานกับภาคประชาสังคมเพื่อเป็นเพื่อนร่วมทาง&nbsp; ช่วยภาครัฐแก้ปัญหาได้ทันท่วงที&nbsp;&nbsp; เพราะระบบโครงสร้างราชการแบบเดิมนั้นปรับตัวได้ช้า เราจำเป็นต้องมีหุ้นส่วนที่ดีในการทำงาน&nbsp;&nbsp;&nbsp; โดยเฉพาะปัญหาของเด็กกลุ่มเปราะบางนั้นจะซับซ้อนหลากหลายขึ้น</p>



<p>นอกจากนี้ ต้องยอมรับว่าสังคมไทยยังไม่มีองค์ความรู้เชิงระบบในการบริหารจัดการ เด็กและเยาวชนลูกหลานแรงงานข้ามชาติ ทั้งที่เป็นกลุ่มสำคัญในพื้นที่กทม. และก่อให้เกิดผลกระทบสูง ประเด็นเรื่องสุขภาพทั้งด้านการตรวจ ดูแลรักษา ถือเป็นประเด็นเร่งด่วนที่รัฐต้องให้ความสำคัญ&nbsp;</p>



<p>“ผลกระทบหลังโควิด-19 จะวิกฤติในหลายจังหวัด การตกงานจะไม่ใช่สามอาทิตย์ แต่เป็นปี โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยว ครัวเรือนที่ทำงานท่องเที่ยว ความเหลื่อมล้ำเพิ่มสูงขึ้น การขยับฐานะทางสังคม การได้รับการศึกษาจะแย่ลง ดังนั้นการลดค่าเทอมเทอมเดียวอาจไม่พอ คนจนได้รับผลกระทบเดือนนึง แต่ชีวิตบอบช้ำไปสามเดือน เป็นโจทย์ที่ภาครัฐต้องคิด ว่าสวัสดิการ หรือการช่วยเหลือแบบไหนจะได้ผลมากที่สุดในระยะยาว </p>



<p></p>



<p><strong>ที่มาภาพประกอบบทความ :</strong> freepik @crowf</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-4-invisible-crisis-children-in-slum-worker-camp/">กสศ.เปิดข้อมูล 4 วิกฤตที่มองไม่เห็น “เด็กในชุมชนแออัด-แคมป์คนงาน”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
