<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>The 101 | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/the-101/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Tue, 25 Jan 2022 06:28:05 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>The 101 | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>หลักสูตรฐานสมรรถนะไม่ใช่กระดาษ แต่เป็นวัฒนธรรม</title>
		<link>https://www.eef.or.th/teaching-learning-and-assessing-21st-century-skills/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 17 Jan 2022 06:26:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[The 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[OECD]]></category>
		<category><![CDATA[หลักสูตรฐานสมรรถนะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=50572</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘หลักสูตรฐานสมรรถนะ’ (Competency-based Curriculum) ไม่ใ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/teaching-learning-and-assessing-21st-century-skills/">หลักสูตรฐานสมรรถนะไม่ใช่กระดาษ แต่เป็นวัฒนธรรม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>‘หลักสูตรฐานสมรรถนะ’ (Competency-based Curriculum) ไม่ใช่ศัพท์ใหม่ในหมู่นักการศึกษา แต่ยังสดใหม่และเป็นที่กล่าวถึงทั่วไปด้วยความรู้สึกหลากหลายในขณะนี้ ไม่ว่าความรู้สึกนั้นจะเป็นความหวัง ความเคลือบแคลง หรือความสนใจก็ตาม เพราะอนาคตของเด็กๆ ในศตวรรษที่ 21 ดูจะผูกพันกับคำสั้นๆ ที่มีความหมายคลุมเครือนี้อย่างแยกไม่ออก</p>



<p>โดยทั่วไป หลักสูตรฐานสมรรถนะหมายถึงหลักสูตรที่เน้นส่งเสริมสมรรถนะของผู้เรียนในการปรับใช้องค์ความรู้ที่หลากหลายในสถานการณ์จริง ออกแบบกลยุทธ์และแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาโดยพลิกแพลงและอย่างยืดหยุ่นในระยะยาว ตลอดจนมีสุขภาวะที่ดี สามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางชีวิตให้สอดคล้องกับความผันผวนของโลกและความก้าวหน้าทางวิทยาการได้</p>



<p>ฟังเผินๆ ดูจะไม่แตกต่างจากปลายทางแห่งการปฏิรูปการศึกษาที่ได้ยินซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ดังนั้น คำถามที่แท้จริงอาจไม่ใช่คำถามที่ว่า หลักสูตรฐานสมรรถนะจะส่งเยาวชนในวันนี้สู่ฝั่งฝันในวันหน้าได้จริงหรือไม่ แต่เป็นคำถามที่ว่าอุปสรรคซึ่งขัดขวางเจตนารมณ์อันดีนั้นอยู่ที่ใด และหากหลักสูตรใหม่จะเป็นความหวังได้จริง การปรับใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะในเวลาอันใกล้นี้ จะเรียนรู้อะไรจากความผิดพลาดในอดีตได้บ้าง</p>



<p>คำตอบของอันเดรอัส ชไลเชอร์ (Andreas Schleicher) ในงานเสวนาขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) คือการปรับใช้หลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่งต้องไม่เป็นเพียงคำสั่งหรือกระทั่งนโยบาย แต่ต้องเป็น ‘วัฒนธรรม’</p>



<h2 class="wp-block-heading" id="1--%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2-"><strong>หลักสูตรฐานสมรรถนะในระบบการศึกษาไทย</strong></h2>



<p>OECD จัดงานเสวนา&nbsp;<a href="https://www.facebook.com/watch/live/?ref=watch_permalink&amp;v=287816036507005" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Teaching, learning, and assessing 21st century skills: Thailand’s experience</a>&nbsp;เพื่อทบทวนสถานการณ์ทั่วไปของการปรับใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะในไทย และเพื่อรวบรวมความคิดเห็นตลอดจนคำชี้แนะของผู้เชี่ยวชาญจากองค์การ</p>



<p><strong>สิริกร มณีรินทร์</strong>&nbsp;ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ไล่เรียงกำหนดการปัจจุบันของการปรับใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ นับแต่การเล็งเห็นข้อบกพร่องของการจัดการเรียนรู้โดยยึดโยงกับเนื้อหารายวิชาเป็นหลัก ซึ่งเป็นแนวทางหลักของการจัดการศึกษา จนถึงการรวบรวมข้อมูลเพื่อออกแบบหลักสูตรใหม่ และการเริ่มต้นนำร่องหลักสูตรในระดับประถมศึกษาตอนต้น ในวันที่ 11 ตุลาคม 2564</p>



<p>สิริกรอธิบายว่า มีเสียงเรียกร้องให้ปฏิรูปการจัดการศึกษานับแต่โลกเริ่มเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ด้วยความตระหนักว่าระบบการศึกษาไทยขณะนั้นไม่ตอบโจทย์ความต้องการของโลกยุคใหม่อีกต่อไป และไม่ช้าก็เร็ว เยาวชนไทยจะขาดความสามารถในการแข่งขันในตลาดแรงงานนานาชาติ อย่างไรก็ตาม ความพยายามปฏิรูปการศึกษาไม่ประสบความสำเร็จนักด้วยความผันผวนทางการเมือง ทำให้การดำเนินนโยบายด้านการศึกษาขาดความต่อเนื่อง กระแสเรียกร้องให้ปฏิรูปการจัดการศึกษาจึงทวีความร้อนแรงยิ่งขึ้นทุกขณะจวบจนปัจจุบัน ท่ามกลางความไม่พอใจของนักเรียนที่แสดงออกผ่านการชุมนุมและเคลื่อนไหวของเยาวชนทั่วประเทศอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน</p>



<p>โดยสมรรถนะหลัก 6 ประการที่ปรากฏในร่างกรอบหลักสูตรฐานสมรรถนะไทย ได้แก่&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2022/01/base1.png" alt="" class="wp-image-290695"/><figcaption>จากเว็บไซต์&nbsp;<a href="https://cbethailand.com/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%95%e0%b8%a3-2/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%95%e0%b8%a3/%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81-6-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">cbethailand.com</a></figcaption></figure></div>



<p></p>



<ol type="1"><li><strong>การจัดการตนเอง (Self-management)</strong>&nbsp;รู้จัก รัก เห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่น มีเป้าหมายในชีวิต จัดการอารมณ์และความเครียดได้ แก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง ตลอดจนฟื้นคืนสู่ภาวะสมดุลหลังเผชิญวิกฤตได้ และมีสุขภาวะที่ดี</li><li><strong>การคิดขั้นสูง (Higher Order thinking)</strong>&nbsp;สามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ และตัดสินใจอย่างมีวิจารณญาณด้วยเหตุผลรอบด้าน เข้าใจความเชื่อมโยงของสรรพสิ่งที่อยู่ร่วมกันอย่างเป็นระบบ ใช้จินตนาการและองค์ความรู้แก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนได้</li><li><strong>การสื่อสาร (Communication)&nbsp;</strong>รับสารและส่งสารได้อย่างปราศจากอคติ มีสติ เคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง เลือกใช้กลวิธีสื่อสารได้อย่างเหมาะสมโดยมีความรับผิดชอบต่อสังคม ด้วยทั้งวัจนภาษาและอวัจนภาษา</li><li><strong>การรวมพลังทำงานเป็นทีม (Teamwork collaboration)</strong>&nbsp;จัดระบบและออกแบบกระบวนการทำงานทั้งของตนเอง และกระบวนการทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ มีความเป็นผู้นำ โปร่งใส และตรวจสอบได้ มีมนุษยสัมพันธ์ดี และจัดการความขัดแย้งภายใต้สถานการณ์ที่ท้าทายได้</li><li><strong>การเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง (Civic literacy)</strong>&nbsp;เป็นพลเมืองไทยและพลเมืองโลกที่มีความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น เคารพกติกา และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจสาธารณะอย่างมีวิจารณญาณ ยึดมั่นในความเท่าเทียม ค่านิยมประชาธิปไตย และสันติวิธี</li><li><strong>การอยู่ร่วมกับธรรมชาติและวิทยาการอย่างยั่งยืน (Sustainable coexistence with nature and science)</strong>&nbsp;เข้าใจปรากฏการณ์ของโลกและเอกภพ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และธรรมชาติในชีวิตประจำวัน สร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืนได้</li></ol>



<p><strong>วิจารณ์ พานิช</strong>&nbsp;ที่ปรึกษาของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เสริมว่าการร่างกรอบหลักสูตรนี้ ตลอดจนการกำหนดนโยบายเปลี่ยนผ่านจากหลักสูตรเดิมล้วนอยู่บนฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้ อันเป็นผลลัพธ์จากแนวทางการดำเนินงานของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ที่เน้นใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและความร่วมมือกับหลากหลายองค์กร โดยที่<strong>ไกรยส ภัทราวาท</strong>&nbsp;รองผู้จัดการกองทุนฯ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัญหาหลักที่กองทุนฯ พบจากการรวบรวมข้อมูลเพื่อกำหนดนโยบายเปลี่ยนผ่านหลักสูตร และยังต้องการคำชี้แนะจากองค์กรพันธมิตรทั้งในและระหว่างประเทศ คือปัญหาการขาดแคลนครูที่พร้อมปรับใช้หลักสูตรดังกล่าวในหลายโรงเรียน</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2022/01/base2-1.png" alt="" class="wp-image-290698"/><figcaption>แนวทางปรับใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะในไทย</figcaption></figure>



<p>โดยแผนการปรับใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะในไทยนั้นเริ่มต้นด้วยการรวบรวมข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหา และความพร้อมในการปรับใช้หลักสูตรในโรงเรียนต่างๆ ติดตามด้วยการปรับปรุงพื้นฐานและยกระดับความพร้อมของโรงเรียนผ่านการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับนโยบาย การให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาโรงเรียน หรือการสนับสนุนทรัพยากรทางการศึกษา เพื่อให้การปรับใช้หลักสูตรเป็นไปโดยราบรื่น สามารถผลิตทรัพยากรมนุษย์สู่ตลาดแรงงานแห่งศตวรรษที่ 21 ได้จริง โดยระหว่างทางจะมีการรับฟังความคิดเห็นของบุคลากรระดับปฏิบัติการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อพัฒนานโยบายและหลักสูตรต่อไป</p>



<p>“ต้องประสานความร่วมมือกับโรงเรียนตั้งแต่เริ่มร่างกรอบหลักสูตร ไม่ใช่ร่างโดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกระทรวงที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานครแล้วให้ทุกโรงเรียนปรับใช้ เพราะแต่ละโรงเรียนต้องเผชิญปัญหาแตกต่างกัน” สิริกรร่วมแจกแจงแนวทางข้างต้น “ดังนั้น ในขั้นตอนการร่างกรอบหลักสูตร คณะกรรมการจึงเปิดโอกาสให้อาสาสมัครมากกว่า 100 คน ให้ข้อมูลด้วย โดยมากกว่า 30 คนในนั้นเป็นครู นอกจากนั้นก็เป็นผู้แทนจากหน่วยงานเอกชน โดยคณะกรรมการได้จัดทำเว็บไซต์ cbethailand.com เพื่อรวบรวมความคิดเห็นเหล่านั้นโดยเฉพาะ”</p>



<p>เมื่อได้รับฟังแนวคิด แผนการปรับใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ และความท้าทายที่นักการศึกษาไทยต้องเผชิญแล้ว อันเดรอัส ชไลเชอร์ ผู้แทนจาก OECD จึงกล่าวว่าเขาชื่นชอบสมรรถนะหลักหกประการของไทยทีเดียว แต่ “ปัญหาที่แท้จริงคือ หลักสูตรฐานสมรรถนะของคุณสอดคล้องกับกลไกอื่นๆ ในระบบการศึกษาหรือไม่ ทั้งการฝึกหัดครู และนโยบายที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เพราะนั่นเป็นจุดที่หลายประเทศ ‘ตกม้าตาย’”</p>



<p>อันเดรอัสตื่นเต้นที่จะได้เห็นการนำร่องหลักสูตรในวันที่ 11 ตุลาคม 2564 และเขาเห็นด้วยกับการนำร่องอย่างยิ่ง ในฐานะการเคลื่อนไหวที่รอบคอบ กระนั้น “สิ่งที่คุณต้องพิจารณาคือ จะทำอย่างไรให้ข้อบังคับที่ดีกลายเป็นแนวปฏิบัติที่เหมาะสม และจะทำอย่างไรให้แนวปฏิบัติที่เหมาะสมกลายเป็นวัฒนธรรม” อันเดรอัสให้ความเห็น “จุดที่ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษไม่ใช่จำนวนโรงเรียนที่สามารถปรับใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะได้ อย่างที่หลายประเทศก้าวพลาดเสียแล้ว และจุดที่ต้องให้ความสำคัญก็ไม่ใช่จำนวนงานวิจัยหรือหลักฐานที่รวบรวมได้ แต่เป็นคำถามที่ว่าจะเปลี่ยนข้อมูลที่ได้จากงานวิจัยเหล่านั้นเป็นกรอบความคิดของผู้ปกครองและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศได้อย่างไร”</p>



<p>ประเทศที่ทำได้ดีสำหรับอันเดรอัสคือหลายประเทศในยุโรป โดยเฉพาะฟินแลนด์ และหากเป็นในเอเชีย ก็คือสิงคโปร์และญี่ปุ่น รวมถึงเกาหลีใต้ที่กำลังมีพัฒนาการที่น่าสนใจ โดยสิงคโปร์นั้นให้ความสำคัญกับการพัฒนาครูให้เป็นนักวิจัย กล่าวคือไม่ได้ให้ความสำคัญแก่การพัฒนางานวิจัยในสถาบันอุดมศึกษาหรือหน่วยงานใหญ่ๆ มากไปกว่าสนับสนุนให้ครูสามารถดำเนินการวิจัยอย่างมีคุณภาพด้วยตนเอง และนำผลการวิจัยไปพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศได้ เช่นเดียวกับญี่ปุ่นที่ส่งเสริมให้มีการแบ่งปันนวัตกรรมระหว่างครูด้วยกัน</p>



<p>“สิ่งที่น่าสนใจคือ สิงคโปร์สามารถทำให้ค่านิยมหลัก (core values) ของหลักสูตรที่เน้นสมรรถนะแห่งศตวรรษที่ 21 เป็นแกนของทุกสิ่งในประเทศได้ สิงคโปร์ไม่ได้เพียงแขวนคำว่า ‘สมรรถนะ’ (competency) ไว้เหนือเนื้อหาในหลักสูตร แต่เขียนเนื้อหาในหลักสูตรใหม่โดยใช้สมรรถนะเป็นฐาน เพื่อให้เด็กควบคุมตนเองได้ มีความรับผิดชอบ เห็นอกเห็นใจผู้อื่น และใฝ่รู้” อันเดรอัสอธิบาย</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2022/01/base3.png" alt="" class="wp-image-290697"/></figure></div>



<p>กรอบความคิดว่าด้วยสมรรถนะแห่งศตวรรษที่ 21 และผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง</p>



<p>จากเว็บไซต์<a href="https://www.moe.gov.sg/education-in-sg/21st-century-competencies" target="_blank" rel="noreferrer noopener">กระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์</a></p>



<p>ดังที่ระบุไว้ในเว็บไซต์ของกระทรวงศึกษาธิการ สิงคโปร์กำหนดให้ค่านิยมหลัก 6 ประการเป็นแกนกลางของการจัดการศึกษาและการกำหนดนโยบาย ได้แก่&nbsp;<strong>ก)</strong>&nbsp;<strong>ความเคารพ (respect)</strong>&nbsp;เห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่น&nbsp;<strong>ข) ความรับผิดชอบ (responsibility)</strong>&nbsp;ประพฤติตนโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อตนเองชุมชน&nbsp;<strong>ค) ความยืดหยุ่น (resilience)</strong>&nbsp;เข้มแข็งเมื่อเผชิญวิกฤต และแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสม&nbsp;<strong>ง) ความมีคุณธรรม (integrity)</strong>&nbsp;กล้าหาญ ยืนหยัดเพื่อสิ่งที่ตนเห็นว่าถูกต้อง&nbsp;<strong>จ) ความเอาใจใส่ (care)</strong>&nbsp;มีเมตตาและโอบอ้อมอารี และ&nbsp;<strong>ฉ) ความรอมชอม (harmony)</strong>&nbsp;ยอมรับความแตกต่างและหลากหลายในสังคม</p>



<p>จากนั้นจึงกำหนดสมรรถนะเชิงสังคม-อารมณ์ (วงกลมสีชมพู) คือ ความตระหนักรู้เกี่ยวกับตนเอง (Self-Awareness) ความสามารถในการจัดการตนเอง (Self-Management) ความสามารถในการตัดสินใจอย่างมีวิจารณญาณ (Responsible Decision-Making) ความตระหนักรู้เกี่ยวกับสังคม (Social Awareness) และความสามารถในการจัดการความสัมพันธ์ (Relationship Management)</p>



<p>ในที่สุด จึงออกแบบสมรรถนะแห่งศตวรรษที่&nbsp; 21 (วงกลมสีแสด) ให้สอดคล้องกับค่านิยมเหล่านั้นด้วย คือมีความตระหนักรู้เกี่ยวกับประชาคมโลก มีทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์และคิดได้อย่างสร้างสรรค์ สามารถปฏิบัติงานร่วมกับผู้อื่นได้ เป็น ‘ผลลัพธ์’ แห่งการเรียนรู้ที่ชาวสิงคโปร์คาดหวัง คือเป็นผู้เรียนที่นำการเรียนรู้ด้วยตนเองได้ เป็นผู้มีความมั่นใจตนเอง เป็นพลเมืองผู้ตระหนักรู้ และเป็นผู้เต็มใจอุทิศตนเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น (อักษรสีชมพู)</p>



<p>ด้วยเหตุนี้ เมื่อครูชาวสิงคโปร์ปฏิบัติการสอนในแต่ละวัน พวกเขาจึงมีเป้าหมายชัดเจนว่าเด็กจะนำองค์ความรู้นั้นๆ ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันอย่างไร เมื่อเรียนรู้แล้วจะมีสมรรถนะใดบ้าง ขณะที่ฟินแลนด์เน้นสร้างสมรรถนะทั้ง 7 ของเยาวชนผ่านการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์ กล่าวคือให้นักเรียนเป็นผู้กำหนดปรากฏการณ์ที่ตนสนใจศึกษา และเรียนรู้แง่มุมต่างๆ ของปรากฏการณ์นั้น ผ่านมุมมองที่หลากหลายของสารพัดสาขาวิชา ซึ่งมีหลักการดังนี้</p>



<p>เจตนารมณ์ของวิธีการนี้ไม่ใช่เพื่อทดแทนการเรียนเนื้อหารายวิชา แต่เป็นการมองวิชาต่างๆ ในมุมที่กว้างขึ้น เรายังสามารถศึกษาเนื้อหารายวิชาด้วยการเรียนรู้ผ่านปรากฏการณ์ได้ด้วย เมื่อผู้เรียนสืบเสาะหาความรู้โดยตั้งตนจากคำถามของพวกเขาเอง ความสร้างสรรค์ก็จะได้รับการปลูกฝังลงไปด้วย …</p>



<p>โดยพื้นฐาน การเรียนรู้ผ่านปรากฏการณ์นั้นควรไปไกลเกินขอบเขตสาขาวิชาเดียว ปรากฏการณ์ซึ่งกำหนดโดยผู้เรียนถือเป็นหัวใจของการเรียนรู้ ด้วยวิธีนี้ผู้เรียนจะได้พัฒนาโมเดลความคิดที่ยืดหยุ่น การเรียนรู้ผ่านปรากฏการณ์ช่วยวิเคราะห์ปราฏการณ์ต่างๆ ในโลก เช่น ความยากจน การพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือเศรษฐกิจโลก และผ่านกรอบของสาขาวิชาต่างๆ โดยไม่ใช่เพียงการกระโจนลงไปสู่เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง แต่เป็นการสร้างความเข้าใจที่มีอยู่เดิมของเราขึ้นมาใหม่ ขณะที่ผู้เรียนทบทวนสมมติฐานที่มีอยู่เดิมด้วยการอภิปราย วาดแผนผังความคิด เขียน หรือวิธีอื่นๆ แล้วไตร่ตรองคำถามที่พวกเขาเห็นว่าสำคัญจริงๆ พวกเขาก็ได้พัฒนาทักษะการแก้ปัญหาและความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 อื่นๆ อีกมากมายไปด้วย<a href="https://www.the101.world/teaching-learning-and-assessing-21st-century-skills/#_edn1">[i]</a></p>



<p>สอดคล้องกับความกังวลอีกอย่างหนึ่งของผู้แทนจาก OECD คือ อุปสรรคในการปรับใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะที่หลายคนอาจคาดไม่ถึงไม่ใช่อุปสรรคภายในระบบการศึกษา แต่เป็นผู้ปกครองของนักเรียน เพราะโจทย์ที่ท้าทายที่สุดของหลักสูตรนี้คือจะทำอย่างไรให้ครูสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้น้อยลงได้ โดยที่เด็กสามารถประยุกต์ใช้องค์ความรู้นั้นด้วยตนเองได้ดีขึ้น ซึ่งมักจะเป็นปัญหาในสังคมอนุรักษนิยมที่ให้ความสำคัญแก่องค์ความรู้และการเตรียมสอบเป็นพิเศษ หลายประเทศแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยวิธีแตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม การสร้างความเข้าใจในหมู่ผู้ปกครองนั้น “จะรีบร้อนไม่ได้ ดังนั้นจึงผูกการศึกษากับการเมืองไม่ได้ เพราะการพัฒนาการจัดการศึกษาต้องใช้เวลา จะเปลี่ยนแปลงอย่างปุบปับไม่ได้”</p>



<p>สิริกรเห็นด้วยกับความกังวลดังกล่าว และอธิบายว่าขั้นตอนการสร้างความเข้าใจในปัจจุบันยังดำเนินต่อไป ไม่เพียงกับครูและผู้ปกครองเท่านั้น แต่รวมถึงกับมหาวิทยาต่างๆ ด้วย เพราะหากความคาดหวังของแต่ละมหาวิทยาลัยต่อองค์ความรู้ของเด็กยังคงเดิม การปฏิรูปการศึกษาก็ไม่อาจไปได้ไกลกว่านี้</p>



<p>ไกรยสยอมรับเช่นกันว่าหลักสูตรฐานสมรรถนะไทยต้องการเวลาเพื่อหยั่งรากและสร้างความเข้าใจอย่างต่อเนื่องอีกมาก “คุณต้องการวัฒนธรรมแห่งความเข้าใจ แต่เดี๋ยวนี้เรายังมุ่งไปข้างหน้าด้วยนโยบาย และยังผลักหลักสูตรฐานสมรรถนะไปสู่สังคมไม่ได้ ตลอดจนไม่ได้รับการสนับสนุนจากสังคม การผสานองค์ความรู้กับการสนับสนุนจากสังคมในอัตราส่วนที่เหมาะสมคือความก้าวหน้าที่เราพยายามไปให้ถึง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาเป็นเพียงองค์กรเล็กๆ ที่อยู่ตรงกลางระหว่างสังคมและผู้กำหนดนโยบาย และเราจะพยายามหาวิธีใหม่ๆ เพื่อให้การปฏิรูปนี้ได้รับการสนับสนุนจากสาธารณชนต่อไป”</p>



<p>วิจารณ์เห็นด้วยกับไกรยส และเสริมว่ากองทุนได้ดำเนินการเพื่อสนับสนุนโรงเรียนในการปรับใช้หลักสูตรอย่างมหาศาล ด้วยหวังว่าการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จะเป็นการเปลี่ยนผ่านจากล่างขึ้นบน ไม่ใช่จากบนลงล่าง “เราเริ่มต้นจากการฟังครูให้มากๆ พยายามสร้างสายสัมพันธ์ด้วยความปรารถนาดี สื่อสารว่าเราจะนำแนวคิดใหม่ๆ ทรัพยากรใหม่ๆ มาให้โรงเรียน แต่เราต้องฟังโรงเรียนด้วยว่าโรงเรียนกำลังพยายามทำอะไรดีๆ ให้เด็กๆ และชุมชนอยู่หรือเปล่า จากนั้น เราที่เป็นคนนอกของชุมชนการเรียนรู้นี้จึงเข้าไปแทรกแซง ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ได้ผลดี และทำให้เกิดสายสัมพันธ์อันดีระหว่างชุมชนกับทีมวิจัยของเรา”</p>



<p>โดยเขาหวังว่า เมื่อเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ อย่างโรงเรียนได้แล้ว ก็จะขยายวงแห่งความร่วมมือไปสู่เขตพื้นที่การศึกษาและมหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาการผลิตครูรุ่นถัดไปได้ กระนั้น วิจารณ์เองก็เห็นว่าระบบการศึกษาไทยยังต้องเรียนรู้อยู่มาก</p>



<p>อันเดรอัสจึงส่งท้ายการเสวนาอย่างคมคายว่า “คุณมีประเด็นและความตั้งใจที่ดีแล้ว แต่อาจจะรอให้สังคมมาสนับสนุนคุณเท่านั้นไม่ได้ เพราะนั่นไม่ใช่โจทย์ที่ถูกต้อง คุณต้องแสดงให้พวกเขาเห็นว่าหลักสูตรใหม่นี้จะส่งผลกระทบต่อชีวิตของลูกหลานของพวกเขาอย่างไร และการสร้างสายสัมพันธ์กับผู้ปกครองของเด็กคือหนทางที่ดีที่สุดในการจูงใจพวกเขา”</p>



<p>“พวกเขาอาจไม่ได้อยู่บนยอดพีระมิดของนโยบายนี้ แต่ก็เป็นครูของเยาวชนของเราเหมือนกัน พวกเขาได้ยินทุกรัฐบาลให้คำสัญญาว่าจะปฏิรูปการศึกษา แต่ไม่มีใครทำให้พวกเขาเชื่อถือได้ ดังนั้น หากคุณดึงผู้ปกครองเหล่านี้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการศึกษาได้ พวกเขานั่นเองที่จะเป็นกำลังสำคัญของการปรับใช้หลักสูตรนี้ กระทั่งการเปลี่ยนผ่านประสบความสำเร็จ”</p>



<p>ปัจจุบัน หลักสูตรฐานสมรรถนะสำหรับช่วงชั้นที่หนึ่งที่ประกอบด้วย 7 สาระการเรียนรู้ยังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของนักการศึกษาจำนวนไม่น้อยว่าสับสน ไม่สามารถพัฒนาสมรรถนะแห่งศตวรรษที่ 21 และบ่มเพาะเยาวชนให้เป็นพลเมืองโลกที่มีสำนึกประชาธิปไตยได้จริง ซึ่งหากการปรับใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะอย่างราบรื่นต้องอาศัยการสนับสนุนจากสังคม ตลอดจนความร่วมมือในระยะยาวระหว่างภาคส่วนต่างๆ ในระบบการศึกษา ประเด็นดังกล่าวก็เป็นประเด็นที่ผู้กำหนดนโยบายต้องรับฟังความคิดเห็นและแสวงหาหนทางแก้ไขต่อไป</p>



<p></p>



<p><a href="https://www.the101.world/teaching-learning-and-assessing-21st-century-skills/#_ednref1">[i]</a>&nbsp;จากหนังสือ&nbsp;<em>Phenomenal Learning: นวัตกรรมการเรียนรู้แห่งอนาคตแบบฟินแลนด์</em>&nbsp;(สำนักพิมพ์บุ๊คสเคป, 2563)</p>



<p></p>



<figure class="wp-block-pullquote"><blockquote><p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p></blockquote></figure>



<p></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/teaching-learning-and-assessing-21st-century-skills/">หลักสูตรฐานสมรรถนะไม่ใช่กระดาษ แต่เป็นวัฒนธรรม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปิดชั้นเรียนสร้างสุข เมื่อปลายทางของการเรียนคือ ‘ความสุข’ ของผู้เรียน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/happiness-curriculum/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 13 Jan 2022 06:27:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[The 101]]></category>
		<category><![CDATA[ดารณี อุทัยรัตนกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรมการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ศรีหะริ รวินทรนาถ]]></category>
		<category><![CDATA[หลักสูตรความสุข]]></category>
		<category><![CDATA[ทินสิริ ศิริโพธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[การส่งเสริมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=50890</guid>

					<description><![CDATA[<p>หากพูดถึงช่วงชีวิตในวัยเรียน เราคงคุ้นเคยกันดีกับคำที่ผ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/happiness-curriculum/">เปิดชั้นเรียนสร้างสุข เมื่อปลายทางของการเรียนคือ ‘ความสุข’ ของผู้เรียน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หากพูดถึงช่วงชีวิตในวัยเรียน เราคงคุ้นเคยกันดีกับคำที่ผู้ใหญ่หลายคนพร่ำบอกว่าให้ตั้งใจเรียนเพื่อจะได้คะแนนสอบดีๆ ต่อยอดไปจนถึงการสอบเข้ามหาวิทยาลัยและประกอบอาชีพ ‘ดีๆ’ ในอนาคต ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เมื่อลองมองย้อนดูระบบการศึกษา โดยเฉพาะในระบบการศึกษาประเทศไทย ก็ดูจะสอดรับกับชุดความคิดดังกล่าวเป็นอย่างดี หรือถ้าพูดให้ถึงที่สุด ชุดความคิดดังกล่าวอาจจะเป็นภาพหนึ่งที่ช่วยสะท้อนสภาพสังคมไทยที่คะแนนสอบคล้ายจะเป็นปลายทางของทุกเรื่อง</p>



<p>ทว่าอย่างที่เราทราบกันดี โลกในช่วงหลังมานี้เข้าสู่ภาวะผันผวน เปลี่ยนแปลง และไม่แน่นอนอย่างรุนแรง ประกอบกับกระแสการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 การเข้ามาดิสรัปต์ของเทคโนโลยี และล่าสุดคือการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบกับทุกมิติในชีวิตมนุษย์ และทำให้เด็กจำนวนมากต้องหลุดออกจากห้องเรียน คำถามสำคัญจึงเริ่มเกิดขึ้นในแวดวงการศึกษา กล่าวคือระบบการศึกษาที่เน้นวิชาการมาก่อนยังสอดคล้องกับบริบทของโลกปัจจุบันอยู่หรือไม่ จำเป็นหรือไม่ที่การวัดผลด้วยการสอบและคะแนนสอบต้องเป็นจุดหมายปลายทางของการเรียนเสมอไป และเป็นไปได้หรือไม่ ถ้าเราจะเริ่มสอนและเสริมสร้างทักษะอื่นๆ ให้ผู้เรียนเพื่อพร้อมรับกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะทักษะทางด้านอารมณ์และสังคม</p>



<p>หนึ่งในความพยายามเพื่อตอบคำถามข้างต้นคือนวัตกรรมทางการศึกษาที่เรียกว่า ‘หลักสูตรความสุข’ (Happiness Curriculum) จากประเทศอินเดีย ที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างรากฐานของความสุขและความเป็นอยู่ที่ดีสำหรับผู้เรียนทุกคน ยึดความเป็นอยู่ของผู้เรียนเป็นหลัก ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างผู้เรียนให้พร้อมรับกับความผันผวนของโลกใบนี้ และเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศและของโลกได้อย่างงดงาม</p>



<p>101 ชวนเปิดชั้นเรียนสร้างสุขที่ปลายทางของการเรียนคือการยึดผู้เรียนและความสุขของผู้เรียนเป็นสำคัญ ไล่เรียงตั้งแต่แนวคิดการออกแบบการเรียนรู้ที่เท่าเทียม ความสำคัญของการมีหลักสูตรความสุข ไปจนถึงแนวทางการปรับใช้หลักสูตรดังกล่าวในบริบทแบบไทยๆ – การเรียนและชั้นเรียนที่ยึดความสุขและผู้เรียนเป็นศูนย์กลางจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ชวนหาคำตอบได้ในบรรทัดถัดจากนี้</p>



<p><em>หมายเหตุ: เก็บความบางส่วนจากการสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ Happiness Curriculum: Happiness class and how it is implemented (หลักสูตรความสุข: ชั้นเรียนความสุข และกระบวนการสร้างสุข) โดย ดร.ศรีหะริ รวินทรนาถ ในวันพุธที่ 22 ธันวาคม 2564 จัดขึ้นโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</em></p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>เปิดบทบาท กสศ. เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และ 5 หลักการสำคัญเพื่อออกแบบการเรียนที่เท่าเทียม – ดารณี อุทัยรัตนกิจ</strong></h2>



<p>ก่อนเข้าสู่ช่วงการเสวนา&nbsp;<strong>รศ</strong><strong>.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ&nbsp;</strong>กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวนำด้วยบทบาทของ กสศ. ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การสร้างโอกาสทางการศึกษาในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านคุณภาพของสถานศึกษา โดยมีหลักการทำงานที่สำคัญคือการใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการลดความเหลื่อมล้ำ แก้ปัญหาความยากจน มีการทำงานเพื่อเพิ่มคุณภาพและลดช่องว่างระหว่างสถานศึกษา รวมถึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนและห้องเรียนผ่านการทำงานกับครูและผู้บริหาร ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาตัวแบบและส่งต่อให้หน่วยงานหลักที่ทำหน้าที่ปฏิรูปคุณภาพการเรียนการสอนต่อไป</p>



<p>“ตอนนี้ กสศ.ได้ดำเนินโครงการพัฒนาคุณภาพครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยพัฒนาครูและโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลเพื่อช่วยนักเรียนผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่เหล่านั้น โดยหวังว่าโรงเรียนในโครงการจะมีศักยภาพในการพัฒนาตนเอง ส่งผลให้การศึกษาระดับประเทศเกิดการเปลี่ยนแปลง เน้นคุณภาพการเรียนการสอนและป้องกันไม่ให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา”</p>



<p>ดารณียังได้กล่าวถึงปัจจัยสำคัญที่เข้ามากระทบการศึกษาอย่างรุนแรง คือการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้ผู้เรียนทั่วโลกต้องเผชิญกับปัญหาสำคัญหลายประการ โดย&nbsp;<strong>ประการแรก</strong>คือ ภาวะความรู้ถดถอย (learning loss) ซึ่งจากงานวิจัยของหอการค้าไทยที่ศึกษาความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษาของเด็กปฐมวัยใน 25 จังหวัดทั่วประเทศ พบว่า เด็กที่ไม่ได้ไปโรงเรียนมีระดับคะแนนความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษาต่ำกว่ากลุ่มที่ได้ไปเรียนตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p>



<p>“ถ้าพูดให้ชัดขึ้น เด็กกลุ่มที่ไม่ได้ไปโรงเรียนมีภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ด้านภาษาประมาณ 5 เดือน ด้านคณิตศาสตร์ประมาณ 4 เดือน และด้านสติปัญญาประมาณ 5 เดือน”</p>



<p>เมื่อเป็นเช่นนี้ ดารณีจึงเน้นย้ำว่าโรงเรียนจำเป็นจะต้องป้องกันไม่ให้ภาวะการเรียนรู้ถดถอยเกิดขึ้นแบบรุนแรงและต่อเนื่อง เพราะมิเช่นนั้นแล้ว ศักยภาพทางการเรียนรู้ของนักเรียนรุ่นนี้จะถดถอยอย่างไม่มีวันเรียกกลับได้</p>



<p><strong>ประการที่สอง&nbsp;</strong>คือ ปัญหาด้านการจัดการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม เพราะการปิดโรงเรียนทำให้ผู้เรียนเกิดความกดดันอย่างมากและส่งผลกระทบทั้งด้านอารมณ์และสังคม กล่าวคือเด็กและเยาวชนมีความทุกข์จากการเรียนออนไลน์และมีความเครียดจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จนกลายเป็นการแสดงออกถึงความวิตกกังวล กลัว เครียด และไม่แน่ใจ ไปจนถึงการมีภาวะซึมเศร้าและรู้สึกโดดเดี่ยว ที่สำคัญคือภาวะความยากจนที่ส่งผลกระทบเพิ่มขึ้นและการสูญเสียทักษะชีวิตบางด้านตามพัฒนาการของช่วงวัย โดยเฉพาะในเด็กเล็ก</p>



<p>“จากสถานการณ์ข้างต้นที่ว่ามานี้ การส่งเสริมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมเพื่อให้เด็กสามารถจัดการและดูแลสุขภาวะทางอารมณ์และสังคมของตนเองได้จะนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพในการเรียนรู้ของผู้เรียนได้อย่างเต็มที่” ดารณีกล่าว พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่า ‘ครู’ คือผู้ที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสนับสนุนเรื่องนี้ โดยเฉพาะกับกลุ่มเด็กเปราะบางซึ่งไม่มีที่ให้สนับสนุนหรือพึ่งพาได้</p>



<p>“ถ้าเด็กและเยาวชนสามารถจัดการดูแลตนเองและใช้ทักษะการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม ก็จะช่วยบรรเทาการเรียนรู้ที่ถดถอยได้ ซึ่งตอนนี้ การสร้างการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมให้กับเด็กเป็นทิศทางที่ประเทศทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ”</p>



<p>ทั้งนี้ ดารณีชี้ให้เห็นประเด็นที่น่าสนใจว่า แต่ก่อนประเทศส่วนใหญ่จะเน้นสอนเรื่องวิชาการเป็นหลัก แต่ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เต็มไปด้วยความพลิกผัน ไม่แน่นอน และต้องเผชิญกับปัญหาหลายด้าน การสอนเชิงวิชาการอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอจะพัฒนาผู้เรียนให้เติบโต มีศักยภาพ และเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศและของโลกได้</p>



<p>ดารณีอ้างถึงงานวิจัยจากสหรัฐฯ ที่ระบุว่ามีหลักการสำคัญ 5 ประการที่จำเป็นสำหรับการออกแบบการเรียนที่เท่าเทียมกัน&nbsp;<strong>ข้อแรก</strong>คือประสบการณ์การเรียนรู้ที่ลึกซึ้งและหลากหลาย&nbsp;<strong>ข้อที่สอง</strong>คือการพัฒนาทักษะ นิสัย และความคิด&nbsp;<strong>ข้อที่สาม</strong>คือการมีระบบสนับสนุนของโรงเรียนและครอบครัวแบบบูรณาการ&nbsp;<strong>ข้อที่สี่</strong>คือการพัฒนาความสัมพันธ์เชิงบวก และ<strong>ข้อสุดท้าย</strong>คือสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและสร้างการมีส่วนร่วม พร้อมทั้งสรุปว่า หลักการเหล่านี้สำคัญมากในการสร้างให้ผู้เรียนมีความรับผิดชอบและเป็นผู้นำตนเองในการเรียนรู้ รวมถึงสร้างการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาความสามารถในด้านต่างๆ ของตนเอง</p>



<p>ในตอนท้าย ดารณีกล่าวถึง ‘หลักสูตรความสุข’ ซึ่งเป็นหัวข้อสนทนาหลักของวงเสวนาว่า เป็นหลักสูตรที่ใช้ในห้องเรียนกับนักเรียนกว่าแปดแสนคนในกรุงเดลี ตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่สอง โดยใช้เวลาหนึ่งคาบเรียนในแต่ละวันเพื่อเล่นเกม มีบทสนทนาอย่างไตร่ตรอง มีการเล่าเรื่อง ฝึกสติ (mindfulness) รวมไปถึงการแสดงบทบาทสมมติ โดยทั้งหมดนี้จะส่งผลต่อการจัดการตนเอง ทักษะความสัมพันธ์ การตัดสินใจและคิดอย่างมีวิจารณญาณ ซึ่งล้วนเป็น soft skills ที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในการเรียนรู้และการทำงาน และยังช่วยเสริมการทำงานของครูในรูปแบบต่างๆ ได้เช่นกัน</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>เปิด ‘หลักสูตรความสุข’ จากประเทศอินเดีย – ศรีหะริ รวินทรนาถ</strong></h2>



<p>“ทุกครั้งที่เราเริ่มพูดถึงหลักสูตรความสุข เราจะเรียกหลักสูตรนี้ว่าเป็นนวัตกรรมทางการศึกษา แต่คำถามที่ดีคือหลักสูตรนี้คืออะไร แล้วทำไมเราต้องพูดถึงเรื่องความสุข”&nbsp;<strong>ดร</strong><strong>.ศรีหะริ รวินทรนาถ&nbsp;</strong>รองผู้อำนวยการ Research and Impact จากองค์กร Dream a Dream กล่าวนำ</p>



<p>“ในการพัฒนาหลักสูตรนี้ ถ้าผมเป็นครูในระบบโรงเรียน และถ้าเราอยากจะเข้าใจว่าเราต้องการสร้างอะไรให้เด็กของเรา เราต้องเริ่มจากการถามตัวเองก่อนว่า เราอยากให้เด็กเรียนรู้อะไรและอยากให้เขาเป็นอย่างไร คำตอบที่ได้คือเราอยากให้เด็กทุกคนมีความสุขในชีวิต”</p>



<p>อย่างไรก็ดี ศรีหะริชี้ว่า ระบบการศึกษามักจะเน้นเรื่องวิชาการเป็นหลัก แต่กลับไม่ได้มองถึงการเตรียมความพร้อมให้เด็กมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี เพื่อหาทางรับมือและก้าวข้ามผ่านสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันไป เพราะระบบการศึกษามุ่งเน้นแต่เรื่องคะแนนสอบและเหมาเอาเองว่าเด็กทุกคนจะต้องเรียนจบและออกไปทำงาน</p>



<p>“เราจึงเริ่มคุยกันว่าจะทำอย่างไรเพื่อเตรียมพร้อมให้เด็กได้ใช้ชีวิตแบบมีความสุขตลอดชีวิต ไม่ใช่แค่เรียนรู้วิชาการต่างๆ จึงเกิดเป็นการพูดคุยเรื่องการเรียนรู้เชิงสังคมและอารมณ์เป็นหลัก และกลายเป็นการพัฒนาหลักสูตรเพื่อช่วยให้เด็กมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยร่วมมือกับภาครัฐด้วย”</p>



<p>ศรีหะริอธิบายเรื่องหลักสูตรแห่งความสุขว่า จะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงต่อวัน มีกิจกรรมต่างๆ ให้เด็กทำ โดยหวังว่าถ้าเด็กมีความสุขในช่วง 1 ชั่วโมงต่อวันในโรงเรียนก็น่าจะเกิดประโยชน์ขึ้นได้</p>



<p>“เราพยายามสร้างความตระหนักรู้ ฝึกสติ รวมถึงการคิดเชิงวิพากษ์ เราต้องการให้เด็กสามารถสื่อสารกับคนอื่นโดยไม่มีความกลัวและสามารถแสดงความรู้สึกของตนเองออกมาได้ รวมถึงควรพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้คน โดยเฉพาะในชีวิตจริง เมื่อเด็กของเราออกจากโรงเรียนและไปเจอกับโลกภายนอกแล้ว เราก็อยากให้พวกเขาสามารถรับมือสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นนอกโรงเรียนได้ โดยเฉพาะสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งและความท้าทายต่างๆ”</p>



<p>ทั้งนี้ ศรีหะริอธิบายถึงผลลัพธ์ที่ต้องการว่า เป็นเรื่องความสามารถที่จะมีสติ สามารถเพ่งความสนใจ ช่วยให้เด็กคิดเชิงวิพากษ์และสามารถสะท้อนความคิดของตนเอง ต้องการพัฒนาทักษะทางอารมณ์และสังคมของเด็ก รวมถึงสร้างให้เด็กมีความมั่นใจในตนเองและมีบุคลิกที่ดี ดังนั้นแกนหลักของหลักสูตรจึงอาจถูกปรับไปตามอายุของเด็กเช่นกัน</p>



<p>“แต่เรื่องหลักที่ต้องทำคือการเจริญสติ (mindfulness) เพราะนี่คือพื้นฐานที่จะช่วยให้เด็กสามารถมุ่งความสนใจหรือใส่ใจในทุกอย่างที่เขาต้องการเรียนรู้ และถ้าเด็กมีสติ พวกเขาก็จะสามารถจัดการหรือรับมือกับสถานการณ์ทุกอย่างได้ อีกทั้งเราอาจจะใช้วิธีการเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้เด็กฟังเพื่อให้เขาสะท้อนการคิดว่าเกิดอะไรขึ้นในเรื่องเหล่านี้ ใครเป็นคนถูกหรือผิด ปัญหาอยู่ที่ไหนหรือไหนหรือมีปัจจัยอะไร และถ้าสถานการณ์นี้เกิดขึ้นกับเพื่อนของเด็กๆ พวกเขาควรจะทำอะไรได้บ้าง”</p>



<p>ด้วยความที่ต้องการให้หลักสูตรความสุขสอดคล้องกับบริบทด้านวัฒนธรรมด้วย ศรีหะริจึงชี้ว่า เรื่องที่จะเล่าเพื่อนำไปสู่การอภิปรายในชั้นเรียนจำเป็นจะต้องสอดคล้องกับวัฒนธรรมในท้องถิ่น ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเน้นกับครูผู้สอนด้วยว่า เรื่องแบบไหนที่สมควรจะนำมาคุยเพื่อให้เกิดการอภิปราย การพัฒนาครูจึงเป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน</p>



<p>“ผลลัพธ์ที่เราได้จากหลักสูตรความสุขคือ นักเรียนมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับครูของพวกเขา เพราะหลักสูตรนี้ไม่ได้มีการสอบใดๆ ครูก็จะค่อนข้างผ่อนคลาย มันจึงเป็นชั้นเรียนแบบเปิดและยืดหยุ่น ช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนและผู้เรียน และเมื่อความสัมพันธ์ดีขึ้น เด็กก็จะกล้าขอความช่วยเหลือและถามครูในเรื่องอื่นๆ ด้วย”</p>



<p>“นอกจากนี้ เรายังเห็นการมีส่วนร่วมของเด็กมากขึ้น เพราะเด็กจะทำและเข้าร่วมกิจกรรมตลอด และไม่ใช่แค่การเข้าร่วมในช่วงชั้นเรียนแห่งความสุข แต่ผลลัพธ์เหล่านั้นจะกระจายและขยายผลไปสู่คาบเรียนอื่นๆ ในโรงเรียนด้วย เพราะเมื่อเด็กมั่นใจในตนเอง มีทักษะและมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นมากขึ้น ก็จะช่วยในการเข้าร่วมกิจกรรมและวิชาอื่นๆ และเด็กยังมีสมาธิในห้องเรียนเพิ่มขึ้นด้วย”</p>



<p>สำหรับในฝั่งของครู ศรีหะริชี้ว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านกระบวนทัศน์ คือครูเริ่มตระหนักแล้วว่าตนเองไม่ได้มีหน้าที่แค่สอนเพื่อให้เด็กสอบได้คะแนนดีๆ แต่ครูจะมีบทบาทมากขึ้นเพื่อช่วยให้เด็กอยู่ในโลกได้อย่างมีความสุข ทำให้นอกจากเรื่องวิชาการแล้ว ครูจะต้องสนใจปัจจัยอื่นๆ รวมถึงเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ สื่อสาร และทำงานร่วมกันกับนักเรียนและกับเพื่อนครูคนอื่นด้วย</p>



<p>อย่างไรก็ดี หลายคนอาจมองว่าการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของครูจากการเน้นสอนด้านวิชาการไปเป็นการสอนเพื่อมุ่งเน้นความสุขเป็นเรื่องยากและท้าทาย แต่ศรีหะริมองว่า จริงๆ แล้ว ครูทุกคนล้วนมีจุดมุ่งหมายร่วมกันคืออยากให้เด็กมีความสุข แต่ด้วยระบบการศึกษาทำให้ครูต้องพยายามบีบบังคับจบหลักสูตรเพื่อให้ทันกับการสอบ วิธีแก้ปัญหาจึงอยู่ที่การสร้างหลักสูตรความสุขร่วมกันระหว่างภาครัฐกับครู โดยรัฐบาลต้องรับฟังความเห็นของครู ทำให้ครูรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ และอาจช่วยเปลี่ยนทัศนคติของครูบางส่วนที่ยังยึดติดกับผลการเรียนได้ด้วย</p>



<p>ในตอนท้าย ศรีหะริกล่าวว่า สิ่งที่บ่งชี้ถึงความสำเร็จของหลักสูตรความสุขคือ หลักสูตรนี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเดลี เกิดขึ้นจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน และที่สำคัญคือหลักสูตรนี้ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมหลังเลิกเรียน ซึ่งปัจจัยทั้งหมดที่ว่ามานี้เองจะช่วยให้หลักสูตรความสุขประสบความสำเร็จและยั่งยืนได้ในระยะยาว</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>แนวทางการปรับใช้ ‘หลักสูตรความสุข’ ในบริบทแบบไทยๆ – ทินสิริ ศิริโพธิ์</strong></h2>



<p>วิทยากรท่านสุดท้าย&nbsp;<strong>ดร</strong><strong>.ทินสิริ ศิริโพธิ์&nbsp;</strong>Early Childhood Development Officer จากกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) ประเทศไทย ชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการนำหลักสูตรความสุขไปใช้ในบริบทของไทย โดยทินสิริชี้ว่า เราต้องพิจารณาใน 3 มิติ ดังนี้:</p>



<p><strong>มิติแรก&nbsp;</strong>คือมิติของครู ซึ่งเริ่มจากการที่ครูต้องทำความเข้าใจว่า mindfulness ที่ถูกพูดถึงมีวิธีการที่แตกต่างจากการทำสมาธิแบบศาสนาพุทธ อีกประเด็นที่ควรนำมาพิจารณาด้วยคือ กรอบสมรรถนะครูในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่คุรุสภาทำร่วมกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งประเทศไทยได้นำกรอบดังกล่าวมาปรับใช้ด้วย</p>



<p>“จุดศูนย์กลางในกรอบสมรรถนะดังกล่าวคือการที่ผู้เรียนมีความสุข ซึ่งตรงกับที่ ดร.ศรีหะริ กล่าวว่าต้องทำให้เด็กเป็นศูนย์กลางและทำให้เด็กมีความสุข ซึ่งการจะทำเช่นนี้ได้ ครูต้องทำให้นักเรียนได้เรียนรู้ และต้องรู้จักเด็กของตนเอง รู้ว่าพวกเขามีพฤติกรรมหรือความสามารถอย่างไร ถ้าจะเจาะจงลงไปกว่านั้นคือ ครูสนิทสนมกับเด็กจนรู้จักว่าเด็กแต่ละคนเป็นยังไงเพื่อจะสามารถช่วยเหลือพวกเขาได้อย่างเต็มที่”</p>



<p><strong>มิติที่สอง</strong>&nbsp;คือมิติของเด็กนักเรียน โดยเฉพาะในช่วง 0-3 ปีซึ่งเป็นช่วงที่สำคัญมากและเป็นพื้นฐานแรกๆ ในชีวิตการเรียนรู้ของเด็ก ทินสิริจึงเสนอว่า ถ้าเราลองปรับและนำหลักสูตรความสุขมาใช้ในช่วง 3 ปีแรกนี้ ก็อาจจะช่วยให้เด็กมีความพร้อมและมีพัฒนาการอย่างเต็มที่ ควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อมให้ครูหรือพี่เลี้ยงด้วย</p>



<p>อย่างไรก็ดี ทินสิริชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญว่า ทำอย่างไรจึงจะเตรียมความพร้อมเด็กได้อย่างมีคุณภาพ เพราะจากการสำรวจที่ UNICEF ทำร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า มีเด็กปฐมวัยในไทยเพียง 60% ที่สามารถพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ ขณะที่ในระดับวัยรุ่น UNICEF พบว่ามีวัยรุ่น 7-10% ที่มีปัญหาและอาจจะโยงไปถึงเรื่องสมรรถนะการเรียนรู้ได้</p>



<p>“เราต้องมองว่าเรื่องพวกนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และปลายทางของเราคือต้องทำให้เด็กเป็นพลเมืองที่มีศักยภาพ ตรงกับยุทธศาสตร์ของประเทศในด้านการพัฒนาศักยภาพมนุษย์หรือเรื่องของทุนมนุษย์ (human capital) ซึ่งการจะทำให้เด็กมีศักยภาพเต็มที่ต้องมาจากการบริหารจัดการเพื่อให้เด็กมีความสุขและเติบโตได้อย่างเต็มที่”</p>



<p>อีกประเด็นสำคัญที่ต้องเกิดขึ้นควบคู่กันคือ ครูจะต้องเป็นผู้ฟังที่ดี (active listener) ซึ่งทาง UNICEF ได้ทำแคมเปญรณรงค์ให้ครูหรือผู้ดูแลเด็กเป็นผู้ฟังที่ดี กล่าวคือต้องเปิดใจ ไม่ใช่แค่ฟังด้วยหู แต่ต้องฟังด้วยตาและฟังด้วยใจควบคู่ไปด้วย จากนั้นจึงทำความเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นโดยที่ไม่ตัดสินไปก่อนว่า เรื่องนั้นถูกหรือผิดอย่างไร</p>



<p>และ&nbsp;<strong>มิติสุดท้าย</strong>&nbsp;คือเรื่องของระบบและการนำหลักสูตรความสุขไปขยายต่อ โดยในภาพรวม เราควรมองเรื่องของภาวะผู้นำ (leadership) ในการนำหลักสูตรนี้มาใช้ ซึ่งอาจจะใช้ได้ตั้งแต่ในระดับกระทรวง หรือในระดับโรงเรียนที่นำมาปรับใช้ในบริบทของแต่ละท้องถิ่นได้ด้วย</p>



<p>“นอกจากนี้ ครูยังสามารถใช้หลักสูตรความสุขเองได้ด้วย เพราะถ้าเราจิตใจนิ่ง สงบ ก็สอนเด็กได้แบบไม่ต้องโมโห มีความอดทน คือเริ่มจากตัวเองก่อน เพราะถ้าเรายังปรับใช้กับตัวเองไม่ได้ก็คงสอนเด็กไม่ได้ หรือเราอาจจะเริ่มตั้งแต่การนำแนวคิดดังกล่าวไปใส่ไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอนของนิสิต/นักศึกษาที่เรียนครูอยู่ เพราะการบรรจุเรื่องนี้ตั้งแต่ในหลักสูตรจะทำให้เกิดความยั่งยืนด้วย” ทินสิริกล่าวทิ้งท้าย</p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator is-style-wide"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/happiness-curriculum/">เปิดชั้นเรียนสร้างสุข เมื่อปลายทางของการเรียนคือ ‘ความสุข’ ของผู้เรียน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศหรือเปล่า? คุยกับ ‘ครูดา’ – รออีด๊ะ หะสะเมาะ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/roeedah-hasamoh-interview/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 22 Nov 2021 06:55:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[The 101]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[LGBTQ]]></category>
		<category><![CDATA[ความหลากหลายทางเพศ]]></category>
		<category><![CDATA[ความปลอดภัยในโรงเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[รออีด๊ะ หะสะเมาะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=48162</guid>

					<description><![CDATA[<p>บนถนนสู่ความความเท่าเทียมทางเพศ นอกจากการปูทางเรียกร้อง [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/roeedah-hasamoh-interview/">โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศหรือเปล่า? คุยกับ ‘ครูดา’ – รออีด๊ะ หะสะเมาะ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>บนถนนสู่ความความเท่าเทียมทางเพศ นอกจากการปูทางเรียกร้องสิทธิและการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมจากคนในสังคมทั่วไปแล้ว อีกหนึ่งเส้นทางสำคัญคือความเท่าเทียมทางเพศในสถาบันการศึกษา</p>



<p>โรงเรียน มหาวิทยาลัย คืออากาศที่ห้อมล้อมมนุษย์ในระหว่างการเติบโต เช่นนั้นแล้ว หากสถานศึกษาปฏิเสธที่จะโอบรับความแตกต่าง หากสถานศึกษาไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยของผู้มีความหลากหลายทางเพศ คงเป็นไปไม่ได้ที่จะนิยามว่าสังคมไทยของเราเป็นสังคมที่เท่าเทียม เป็นไปไม่ได้ที่โลกการศึกษาจะมอบลมหายใจที่ดีสำหรับทุกคน</p>



<p>รูปธรรมของความเท่าเทียมทางเพศในสถาบันการศึกษาคือภาพที่ควรปรากฏชัดในทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน ครู บุคลากรในสถานศึกษา เลยไปถึงเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายและเนื้อหาที่บรรจุอยู่ในหนังสือเรียน – นี่คือสิ่งที่ ครูดา – รออีด๊ะ หะสะเมาะ ครูโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งย้ำกับเรา</p>



<p>ครูดาคือผู้มีความหลากหลายทางเพศที่เกิดในครอบครัวมุสลิม เธอเติบโตโดยเผชิญความเปราะบางเกี่ยวกับมุมมองของศาสนาอิสลามที่มีต่อเพศสภาพของเธอ และในวันที่ก้าวสู่รั้วการศึกษาในฐานะครู เธอคือคนคนหนึ่งที่มองเห็นความไม่เข้าใจคละคลุ้งอยู่ในสิ่งแวดล้อมการศึกษาไทย</p>



<p>101 พาคุณสำรวจมิติความหลากหลายทางเพศในสิ่งแวดล้อมการศึกษา ผ่านสายตาของผู้มีความหลากหลายทางเพศ — ครูของนักเรียนที่มีความหลากหลายทางเพศ — มนุษย์คนหนึ่งในสังคมไทย</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>หากมองผ่านมุมมองชีวิตประจำวัน ในฐานะที่คุณเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศที่ประกอบอาชีพครู คุณคิดว่าสังคมเรามีความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศขนาดไหน</strong></h3>



<p>เอาเข้าจริงๆ แล้ว สังคมไทยเหมือนจะยอมรับและรู้ว่าความหลากหลายทางเพศคืออะไร แต่ประสบการณ์ที่เราได้รับทั้งด้านการทำงานและชีวิตประจำวัน&nbsp; เราคิดว่าสังคมไทยยังต้องเรียนรู้เรื่องความหลากหลายอีกเยอะ คือไม่ใช่แค่รู้จัก แต่ต้องทำความเข้าใจจริงๆ ว่าคนที่มีอัตลักษณ์ทางเพศที่หลากหลายเขาเป็นอย่างไร และยังขาดสิทธิอะไรบ้าง</p>



<p>เอาง่ายๆ ในระบบโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นครูหรือนักเรียนก็ประสบปัญหาเกี่ยวกับอคติและความไม่เข้าใจในความหลากหลายทางเพศทั้งนั้น ที่เราเคยเจอเช่น นักเรียนบางคนไม่กล้าแสดงตัวตนเพราะถูกเพื่อนล้อ แต่อีกเหตุผลสำคัญคือเรื่องทางบ้าน ผู้ปกครองยังไม่เปิดรับ และตัวนักเรียนก็ไม่มั่นใจว่า ถูกไหมที่เขาจะแสดงตัวตนของเขาออกมา</p>



<p>ส่วนตัวเองในฐานะครู ก็เคยเจอลักษณะที่ว่า โรงเรียนเหมือนจะยอมรับให้เรามาทำงานได้ ให้ครูที่เป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศพูด “ค่ะ” หรือ “ครับ” ตามอัตลักษณ์ที่เขาอยากแสดงออกได้ แต่ในเชิงปฏิบัติจริงๆ อย่างการออกนโยบายเกี่ยวกับการแต่งกายหรือกิจกรรมต่างๆ ก็ยังสะท้อนว่าเขาอาจยังไม่ได้ยอมรับหรือเข้าใจจริงๆ เช่น โรงเรียนจะมีกิจกรรมอนุรักษ์ความเป็นไทยที่ให้ครูแต่งตัวเพื่อแสดงเอกลักษณ์ความเป็นไทย เขาจะแจ้งว่าให้ครูทั้งผู้ชายและผู้หญิงแต่งตัวให้เต็มยศ แต่เขาลืมไปว่าในโรงเรียนไม่ได้มีแค่ครูที่เป็นชายและหญิงนะ เหมือนเขาไม่ได้คิดเผื่อเลยว่า แล้วคนที่ไม่ใช่ทั้งผู้ชายและผู้หญิงล่ะ จะแต่งตัวอย่างไร เขาตัดสินเลยว่าถ้ามีเพศกำเนิดเป็นหญิง ก็ต้องใส่กระโปรงเท่านั้น</p>



<p>มันเป็นความรู้สึกที่แย่นะคะ เวลาเรามองออกไปแล้วเห็นคนอื่นสามารถแต่งตัวได้อย่างเต็มรูปแบบตามเพศสภาพของเขา แต่ว่าเราไม่สามารถทำได้ บางครั้งโรงเรียนก็ไม่อนุญาตให้เราแต่งตัวแบบเจอกันคนละครึ่งทางด้วยซ้ำ เช่น ในกิจกรรมอนุรักษ์ความเป็นไทย เราจะใส่กระโปรงสีดำและเสื้อแบบไทยด้านบนก็ไม่ได้ จะต้องแต่งชุดไทยแบบผู้หญิงเท่านั้น ซึ่งทำให้เราลำบากใจมาก</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>การแต่งตัวอย่างที่ไม่เป็นตัวคุณ หรือไม่ตรงกับเพศสภาพ มีผลกับคุณยังไงบ้าง</strong></h3>



<p>อันดับแรกคือ ไม่ภูมิใจในตัวเองเลย ไม่เป็นตัวของตัวเองเลย เวลาเราสอนนักเรียน เราจะบอกเขาให้ภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น โดยเฉพาะเด็กที่เริ่มรู้สึกว่าตัวเองแตกต่างจากคนอื่น เราจะบอกกับเขาเสมอว่าหนูไม่แปลก เวลามีใครมาพูดอะไร จงภูมิใจในสิ่งที่หนูเป็น จริงๆ เด็กที่เป็น LGBTQ จะเข้าหาเราตลอด เพราะเขาต้องการใครสักคนที่ซัปพอร์ตในสิ่งที่เขาเป็น และเขารู้สึกปลอดภัยกับเรา หลายครั้งที่เราสังเกตเห็นว่าเขาผิดหวังจากสังคมรอบข้าง เราก็จะพยายามย้ำกับเขาว่าให้เป็นในสิ่งที่ตัวเองเป็นและจงภูมิใจกับมัน สิ่งนี้เป็นใจความสำคัญที่เราจะพยายามพูดเสมอ แม้กระทั่งในงานปัจฉิมนิเทศ</p>



<p>แต่ปัญหาคือในเมื่อเรายังเจอปัญหาความไม่เท่าเทียม หรือบางครั้งที่เราต้องแต่งกายอย่างที่ไม่เป็นตัวเรา เราเองยังไม่ภูมิใจในตัวเองเลย เท่ากับว่าเราก็พูดไม่เต็มปากกับเด็ก เพราะรู้สึกว่ายังไม่ได้สู้ในสิทธิของเราอย่างเต็มที่ นี่คือผลกระทบอย่างหนึ่ง</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>คุณคิดสภาพแวดล้อมในโลกการศึกษาเป็นสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศไหม</strong></h3>



<p>ล่าสุดที่เพิ่งเจอเลยคือ เราไปอ่านหนังสือวิชาสุขศึกษาของนักเรียน ม.2 อ่านแล้วก็ได้แต่ตั้งคำถามว่าผลิตมาได้อย่างไร เพราะในบทเรียนเกี่ยวกับเพศ มีเนื้อหาเรื่องวิธีการแก้ปัญหาสำหรับบุคคลที่เบี่ยงเบนทางเพศ คือยังมีการใช้คำที่ตีตราอยู่ หลังจากอ่านเจอเราก็ไปแลกเปลี่ยนกับครูที่สอนวิชานั้นว่า เวลาเขาต้องสอนเรื่องนี้ เขาสอนอย่างไร และพยายามทำความเข้าใจกับเขาว่าประเด็นเรื่องความหลากหลายทางเพศมันไปไกลกว่านี้มากนะ อย่ายึดติดกับเนื้อหาที่กระทรวงให้มาจนเกินไปนะ เราเป็นครูเราต้องอัปเดตตัวเราเองด้วยตลอดเวลา เราไม่อยากให้เขาไปตอกย้ำเนื้อหาแบบนี้กับนักเรียน แค่เพราะเขาต้องสอนไปให้มันเสร็จๆ เพราะเด็กที่ได้รับเนื้อหาแบบนี้ ก็จะถูกปลูกฝังความคิดแบบนี้ไปอีกนาน หรือเวลาตัวเราเองมีโอกาสคุยกับเด็ก เราก็จะพูดตลอด และจะไม่ปล่อยผ่านเรื่องที่อาจทำให้เขาตีตราตัวเอง</p>



<p>ส่วนเรื่องระหว่างนักเรียน เราจะไม่ค่อยเจอการกลั่นแกล้งอย่างชัดเจน อาจเพราะเด็กนักเรียนรู้ว่าเราซีเรียสและไม่ชอบให้มีการเหยียดเพศ ล้อกัน หรือบุลลีกัน เด็กจะรู้ว่าหากมีปัญหาแบบนี้เกิดขึ้น เราจะโกรธ แต่เราก็จะเจอวิธีปฏิบัติที่เกิดขึ้นอย่างเนียนๆ เช่น นักเรียนผู้ชายคนหนึ่งของเราที่ปกติเป็นคนร่าเริงมาก เขาดูเงียบๆ ไป เราเลยสอบถามว่าเป็นอะไร เกิดอะไรขึ้น ปรากฏว่าเพื่อนของเขาเป็นคนตอบ เพื่อนพูดว่า ‘มันอกหักครู’ โดยที่เจ้าตัวพยายามบอกว่า ‘ไม่มีอะไรค่ะ’ แต่เพื่อนคนเดิมก็แทรกขึ้นมาว่า ‘เขาไม่เอามึงหรอก เขาไม่ชอบหำ’ คำเหล่านี้ถึงแม้ไม่ใช่คำด่าทอแรงๆ แต่เป็นแผลลึกกว่านะ ตัวเราเองก็เคยเจอมาเหมือนกัน มันอาจไม่ใช่การบุลลีที่หนักหนา แต่มันกรีดความรู้สึก สุดท้ายเราก็เรียกนักเรียนทั้งคู่มาคุยหลังเลิกคลาส เรียกมาทีละคน ไม่ได้มาพร้อมกัน แต่พยายามปรับความเข้าใจกับทั้งคู่ในเรื่องความหลากหลายทางเพศและวิธีปฏิบัติต่อกันอย่างเคารพ</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>คุณเคยรู้สึกเหนื่อยไหม เพราะในขณะที่คุณพยายามจะอธิบายเรื่องความแตกต่างหลากหลาย แต่ในแบบเรียนก็ยังปรากฏคำที่มีอคติ และยังมีเนื้อหาที่แบ่งเพศออกเป็นแค่เพศชาย</strong><strong>–</strong><strong>เพศหญิง</strong></h3>



<p>ไม่ได้รู้สึกว่าเหนื่อยกายอะไรค่ะ แต่ตั้งคำถามตลอดว่า ทำไมผู้ที่เกี่ยวข้องหรือรัฐไม่พยายามทำให้เนื้อหามันอัปเดตเสียที โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว แต่เรายังรู้สึกว่ามีคนน้อยจังที่พยายามทำให้นักเรียนเข้าใจเรื่อง LGBTQ</p>



<p>แต่ไม่ว่ายังไง ตัวเราเองก็จะคอยสื่อสารเรื่องความแตกต่างหลากหลายกับนักเรียน และจะทำต่อไปอย่างสม่ำเสมอ เพราะทุกวันนี้เราเริ่มเห็นผลของความพยายามในการสื่อสารเรื่องนี้อย่างสม่ำเสมอ เท่าที่สัมผัสได้ เราเห็นว่านักเรียนเริ่มให้เกียรติกันมากขึ้นในเรื่องเพศ แต่การทำความเข้าใจที่ลึกซึ้งไปกว่านั้นก็ยังต้องสื่อสารอยู่เรื่อยๆ ตัวเราคนเดียวก็เป็นเพียงเสียงเล็กๆ เท่านั้น อาจจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ไม่มาก แต่ก็จะพยายามทำในสิ่งเล็กๆ นี้ต่อไปให้ดีที่สุด</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>คุณเป็นหนึ่งคนที่ต้องเผชิญกับอุปสรรคอันทับซ้อน นอกจากความไม่เข้าใจในสังคมแล้ว ยังผ่านประสบการณ์การเป็น</strong><strong>&nbsp;LGBTQ&nbsp;</strong><strong>ในศาสนาอิสลามด้วย อยากให้คุณแชร์ว่าคุณผ่านอุปสรรคต่างๆ มาได้อย่างไร</strong></h3>



<p>ก็ผ่านมาอย่างที่มันเป็นเลยค่ะ สุดท้ายแล้วชีวิตเราก็จะพาเราออกจากจุดที่มีอุปสรรคจนได้ อยู่ที่เราเลือกว่าจะศิโรราบยอมจำนนให้มัน หรือเลือกความเป็นตัวเอง</p>



<p>ถ้ามองในกรอบแนวคิดของสังคมไทย อาจจะดูเห็นแก่ตัว หลายคนอาจตั้งคำถามว่าทำไมเราเลือกเป็นตัวเอง ทำไมไม่เลือกครอบครัว แต่การที่เราจะต้องอยู่ตรงนั้นตลอดชีวิตโดยที่ไม่ได้เป็นตัวของเราเอง มันทรมานมากนะคะ ตอนแรกๆ เราก็รู้สึกผิด แต่พอเราทำความเข้าใจเรื่องเพศมากขึ้น พอปล่อยวางและลองมองอะไรกว้างๆ ขึ้น สุดท้ายแล้วเราก็พบว่าศาสนาไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต และเราไม่อาจกำหนดได้ว่าครอบครัวจะเป็นคนที่คอยซัปพอร์ตเราในเรื่องนี้หรือเปล่า ในโลกแห่งความจริง ไม่ใช่ทุกครอบครัวที่จะอยู่เคียงข้าง ยอมรับ และสนับสนุนกันในเรื่องเพศ</p>



<p>ถามว่าเจ็บปวดไหม แน่นอน แต่เราก็ผ่านจุดนั้นมาโดยที่ทำความเข้าใจกับตัวเอง เราตอบตัวเองอย่างชัดเจนว่าสุดท้ายเราต้องการอะไร เราอยู่จุดไหนได้ อยู่จุดไหนไม่ได้ ถ้าอยู่ไม่ได้เราก็แค่เดินออกมา ต่อให้มันยากอย่างไร แต่ตัวตนและสมองของเราจะบอกเอง</p>



<p>ชีวิตเราค่อนข้างซับซ้อน มีเรื่องของศาสนาเข้ามาเป็นเงื่อนไข เราก็อยู่กับความซับซ้อนนี้จนตกตะกอนว่า จริงๆ ศาสนานี่แหละที่ทำให้เรากับครอบครัวมีปัญหากัน พูดอีกอย่างคือ ประเด็นเรื่องเพศจะมีปัญหาแน่ในครอบครัวที่นับถือศาสนาอิสลามแบบเข้มข้น ถ้าเราลองเอาตัวเองไปอยู่ในบริบทแบบครอบครัวคนไทยพุทธ หรือครอบครัวที่ไม่ได้เข้มงวดเรื่องศาสนา อาจจะไม่เจอปัญหาเหล่านี้เลย เราอาจจะสามารถกลับบ้านได้ปกติ เราอาจจะสามารถกอดพ่อแม่ บอกรักพ่อแม่ได้เหมือนคนอื่น แต่สำหรับชีวิตเรา ศาสนากลายเป็นช่องว่างเป็นกำแพงที่หนามากสำหรับตัวเราและครอบครัว นี่คือความจริงที่เรายอมรับและก้าวต่อ</p>



<p>แต่ต้องบอกว่าครอบครัวอิสลามไม่ได้เป็นเหมือนกันทุกครอบครัว มีหลายครอบครัวที่เปิดรับ เราเคยเห็นคนที่ที่มีลูกเป็น LGBTQ แล้วอยู่กันได้ ประนีประนอมกันได้ ลูกสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ในบ้าน สิ่งเหล่านี้ก็สะท้อนว่าสังคมเริ่มเปลี่ยนไป ในสังคมอิสลามเริ่มมีการอนุญาตให้เป็นตัวเองได้มากขึ้น อาจจะอนุญาตให้คุณแต่งตัวตามเพศสภาพ ไม่สวมฮิญาบได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็อาจยังไม่พ้นจากกรอบที่บอกว่าสุดท้ายปลายทางชีวิตคุณต้องแต่งงานกับผู้ชายหรือผู้หญิง สุดท้ายแล้วคุณต้องกลับไปเป็นมุสลิมะห์ที่ดีของครอบครัว ของสามี</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>หลายคนรักในความเป็นมุสลิม แต่ขณะเดียวกันเขาก็เป็น&nbsp;</strong><strong>LGBTQ&nbsp;</strong><strong>ด้วย สถานการณ์ดังกล่าวทำให้หลายคนตกอยู่ในความทุกข์และสับสน คุณมองเรื่องนี้อย่างไร</strong></h3>



<p>พูดอย่างตรงไปตรงมาเลยนะคะ มันค่อนข้างเจ็บปวดมากเลย แต่ถ้ายึดตามหลักศาสนามันเหมือนกับว่าคุณต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น คุณไม่สามารถเป็น LGBTQ พร้อมกับการเป็นมุสลิมที่ดีได้ โอเค ในทางสังคม คุณสามารถเลือกตีความศาสนาให้เหมาะกับชีวิตของคุณได้ แต่ในทางหลักศาสนา เรารู้อยู่แก่ใจว่าศาสนาไม่อนุญาตให้เราเป็น LGBTQ คนเป็น LGBTQ ไม่สามารถขึ้นสวรรค์ได้ ไม่แม้แต่จะได้กลิ่นอายของสวรรค์ด้วยซ้ำ คุณไม่มีข้อต่อรองเลย เพราะฉะนั้นคนมุสลิมหลากคนจะตกอยู่ในจุดที่ต้องเลือกว่าจะเป็นตัวของตัวเองหรือคุณจะยอมจำนน เชื่อว่ามีหลายคนที่พยายามบอกตัวเองว่าอย่างน้อยๆ เราก็ละหมาดนะ เราถือศีลอด เราบริจาคทาน เราเป็นคนดี แต่เราเป็น LGBTQ หลายๆ ครั้งก็รู้สึกราวกับว่าเราพยายามต่อรองไปเรื่อยๆ ทั้งที่เรารู้ว่าศาสนาไม่ได้อนุญาตเราหรอก มันพูดยากมากเลย มันซับซ้อน ก็ตัวเราเป็นแบบนี้ แต่เราก็ยังรักในความเป็นมุสลิม</p>



<p>ส่วนตัวเราเอง เราเลือกเดินออกมาจากศาสนา เราเลือกที่จะเป็นตัวเอง หลักจากเลือกได้เราก็โล่งเหมือนยกภูเขาออกจากอกเลย และสามารถตอบตัวเองและสังคมได้อย่างเต็มปากว่า เราหันหลังให้กับศาสนามานานและก้าวข้ามจุดนั้นมาแล้ว การอยู่ที่ไหนก็ตามโดยไม่สามารถเป็นตัวเองได้ สุดท้ายเราจะอยู่ได้ไม่นาน สิ่งที่ผลักดันให้เราตัดสินใจเลือกตัวตน ไม่มีอะไรนอกจากความเชื่อในตัวเอง</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>แม้ไม่ใช่สถานการณ์เดียวกัน แต่ผู้มีความหลากหลายทางเพศหลายคนคงเผชิญความไม่เข้าใจของคนในครอบครัวอยู่ แม้กระทั่งนักเรียนของคุณเอง ถ้าเป็นไปได้คุณอยากบอกอะไรกับพวกเขา</strong></h3>



<p>ถ้าคุณเป็นบุคคลที่มีความหลายหลายทางเพศที่เกิดมาในสังคมนี้ มันจะมีปราการหลายชั้นมากที่คุณจะต้องผ่านไปให้ได้ ถ้าคุณเกิดมาในครอบครัวที่พร้อมที่จะเข้าใจตัวตนของคุณ ก็ถือว่าปราการด่านหนึ่งของคุณจะหายไป แต่คุณอาจต้องสู้กับปราการด่านอื่นๆ อีก ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างทางสังคม ค่านิยม ความเชื่อ และศาสนา ซึ่งเป็นปราการด่านที่ยากที่สุดที่คุณจะผ่านไปได้ ทั้งชีวิตนี้คุณอาจจะไม่สามารถผ่านมันไปได้เลยก็ได้ แต่สิ่งเดียวที่จะช่วยประคองตัวคุณท่ามกลางอุปสรรคเหล่านี้คือการยืนยันและภูมิใจในสิ่งที่คุณเป็น</p>



<p>ถ้าคุณจะยอมแพ้ มันก็ไม่ใช่เรื่องผิดนะ แต่อยู่ที่คุณจะมีความสุขหรืออยู่กับความพ่ายแพ้นั้นได้หรือป่าว บางทีชีวิตก็ต้องเลือก ชีวิตมันก็โหดร้ายแบบนี้แหละ ท้ายที่สุดไม่ว่าคุณจะเลือกอย่างไร จงมีความสุขกับมัน และอยู่กับมันให้ได้อย่างภาคภูมิในตนเอง</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าเราตั้งหมุดหมายว่าเราอยากให้ประเทศนี้สังคมนี้ ไม่สร้างบาดแผลให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศ ทั้งคนที่เป็นผู้ใหญ่ และเด็กๆ ที่กำลังเติบโตอยู่ในโรงเรียน เรายังขาดอะไรบ้าง และมีอะไรที่สังคมเราต้องทำบ้าง</strong></h3>



<p>เรายังขาดความเข้าใจค่ะ คือจริงๆ แล้ว LGBTQ ไม่ได้ต้องการอะไรพิเศษหรือนอกเหนือไปจากคนทั่วไป เราก็ต้องการเหมือนๆ กับผู้ชายผู้หญิง เราแค่ต้องการสิทธิการสมรสเท่าเทียม การใช้คำนำหน้านาม สิทธิในเรือนร่างและการแต่งกาย และการสามารถดำรงชีวิตและทำงานได้เหมือนคนอื่นโดยมีอัตลักษณ์ทางเพศแบบที่เราเลือก</p>



<p>เราต้องการความเข้าใจและการปฏิบัติที่ไม่ได้แตกต่างจากคนอื่น เพศอื่น แค่นั้นเองค่ะ</p>



<p></p>



<figure class="wp-block-pullquote"><blockquote><p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p></blockquote></figure><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/roeedah-hasamoh-interview/">โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศหรือเปล่า? คุยกับ ‘ครูดา’ – รออีด๊ะ หะสะเมาะ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปิดบทเรียนการส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาในภูมิภาคอาเซียน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/educational-equality-in-asian/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 22 Nov 2021 06:44:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาในอาเซียน]]></category>
		<category><![CDATA[The 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ความเสมอภาคทางการศึกษา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=48157</guid>

					<description><![CDATA[<p>ความเสมอภาคทางการศึกษาเป็นเป้าหมายสำคัญที่หลายประเทศให้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/educational-equality-in-asian/">เปิดบทเรียนการส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาในภูมิภาคอาเซียน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ความเสมอภาคทางการศึกษาเป็นเป้าหมายสำคัญที่หลายประเทศให้ความสนใจ เพราะการศึกษาที่เข้าถึงคนทุกกลุ่มเป็นการลงทุนที่จะช่วยผลักดันการยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว</p>



<p>ปัจจุบันความเสมอภาคทางการศึกษาถูกกำหนดในเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (Millennium Development Goals: MDGs)&nbsp;และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs)&nbsp;โดยมีปัจจัยที่ควรคำนึงหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการขยายการเข้าถึงทางการศึกษา&nbsp;การนับรวมคนทุกกลุ่มและความเสมอภาค ความเท่าเทียมทางเพศ &nbsp;การศึกษาที่มีคุณภาพ โอกาสในการเรียนรู้แบบยั่งยืน เด็กในพื้นที่ขัดแย้งและสถานการณ์อันยากลำบาก และเป้าหมายสากล ซึ่งเกี่ยวผันกับการเพิ่มงบประมาณด้านการศึกษาพื้นฐาน (global aspirations: Increased public spending for (basic) education)</p>



<p>จากปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้เส้นทางสู่เป้าหมายความเสมอภาคทางการศึกษาในแต่ละประเทศแตกต่างกัน แต่การแพร่ระบาดของโควิด-19&nbsp;กลับเป็นสถานการณ์พิเศษที่ทุกประเทศต่างก็ประสบกับความท้าทาย ก่อให้เกิดความเปราะบางทางการศึกษาอย่างรุนแรง การเรียนรู้ในห้องเรียนไม่สามารถทำได้อย่างเคย จำต้องปรับรูปแบบการศึกษาอย่างทันทีทันใด แต่รัฐบาลในบางประเทศกลับมีข้อจำกัด ไม่สามารถเตรียมความพร้อมเรื่องโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการศึกษานอกห้องเรียน หลายครอบครัวไม่พร้อมสนับสนุนการเรียนรู้ในบ้าน จนทำให้เกิดสภาวะการเรียนรู้ถดถอย ทั้งยังซ้ำเติมคนบางกลุ่มด้วยปัญหาทางการเงินที่จำต้องให้บุตรหลานหลุดออกจากการศึกษาในระบบ เพื่อหาเลี้ยงครอบครัวในช่วงยากเข็ญ</p>



<p><a href="https://afe2021.eef.or.th/agenda/view" target="_blank" rel="noreferrer noopener">‘การประชุมวิชาการระดับภูมิภาคเพื่อครู และความเสมอภาคทางการศึกษา: ปวงชนเพื่อการศึกษาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้</a>‘ ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2564 ได้เล็งเห็นความสำคัญของความเสมอภาคทางการศึกษา จึงเปิดให้มีการนำเสนอสถานการณ์ภาพรวมของความเสมอภาคทางการศึกษาในภูมิภาคอาเซียน และการแบ่งปันประสบการณ์การจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาผ่านตัวแทนของประเทศในภูมิภาคอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนจากกัมพูชา บรูไน มาเลเซีย สิงคโปร์ และลาว เพื่อนำไปสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้สู่ความเสมอภาคทางการศึกษาอย่างแท้จริง</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ภาพรวมความเสมอภาคทางการศึกษาในอาเซียน</strong></h2>



<p>ในช่วงแรก ศาสตราจารย์ฮวน มิเกล ลูซ (Professor Juan Miguel Luz)&nbsp;นักวิเคราะห์นโยบายและอดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ประเทศฟิลิปปินส์ เริ่มต้นบรรยายในหัวข้อ&nbsp;‘ความเสมอภาคทางการศึกษาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และความสำคัญของครู’&nbsp;เขาย้ำชัดถึงนิยามของคำว่า&nbsp;‘ความเสมอภาคทางการศึกษา’&nbsp;อันหมายถึงการเน้นยกระดับให้คนด้อยโอกาสได้ขึ้นไปยืนในระดับที่ใกล้เคียงกับคนที่มีโอกาสที่ดีกว่า ซึ่งแตกต่างกับคำว่า&nbsp;‘ความเท่าเทียมทางการศึกษา’&nbsp;ที่เป็นในลักษณะถ้วนหน้า</p>



<p>สำหรับสถานการณ์ความเสมอภาคทางการศึกษาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือว่ามีความท้าทายอย่างยิ่ง เนื่องจากแต่ละประเทศมีความแตกต่างทางด้านรายได้ กล่าวคือมี<strong>ประเทศรายได้สูง</strong>&nbsp;ได้แก่ สิงคโปร์&nbsp;บรูไน&nbsp;มาเลเซีย&nbsp;<strong>ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงหรือรายได้ปานกลางระดับปานกลาง</strong>&nbsp;ได้แก่ ไทย&nbsp;อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และ<strong>ประเทศรายได้ปานกลางระดับต่ำ</strong>&nbsp;ได้แก่ ลาวและกัมพูชา รวมถึง<strong>ประเทศรายได้ต่ำ</strong>&nbsp;ได้แก่ พม่าและติมอร์ เลสเต รายได้ที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศนี้เองเป็นบริบทที่ส่งผลกระทบต่อความเสมอภาคทางการศึกษาอย่างยิ่งยวด</p>



<p>จากข้อมูลพบว่า รายได้ของประเทศส่งผลโดยตรงกับความสำเร็จด้านการศึกษา โดยประเทศที่มีรายได้สูงจะบรรลุตัวชี้วัดที่อ้างอิงถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นอัตราสุทธิในการเข้าเรียนระดับประถมศึกษา (net primary enrolment rate),&nbsp;อัตราการสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (lower secondary completion rate)&nbsp;และอัตราการอ่านออกเขียนได้ (literacy rate)&nbsp;ในขณะที่ประเทศอื่นยังมีความท้าทายอยู่ในการบรรลุเป้าหมายในบางตัวชี้วัด&nbsp;เช่นเดียวกับดัชนีการพัฒนามนุษย์ ประเทศที่มีระดับเศรษฐกิจสูงจะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้มากกว่า</p>



<p>นอกจากนี้ยังมีดัชนีอีกหลายประการที่บ่งบอกถึงสถานการณ์สถานการณ์ความเสมอภาคทางการศึกษา ได้แก่&nbsp;<strong>อัตราการสมัครเข้าเรียนในระดับประถมศึกษาสูงและอัตราการสำเร็จการศึกษาในระดับประถมศึกษา</strong>&nbsp;ที่ประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย&nbsp;SDGs&nbsp;หลายประเทศมีอัตราการสำเร็จการศึกษาในระดับประถมศึกษาเกิน&nbsp;100%&nbsp;สะท้อนว่าสามารถนำเด็กที่อายุเกินเกณฑ์กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้</p>



<p>อย่างไรก็ดีเริ่มมีความแตกต่างใน<strong>อัตราการศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษา (progression to secondary school)</strong>&nbsp;ประเทศที่มีรายได้สูงจะมีการศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาที่สูง ขณะที่ในประเทศรายได้ปานกลางระดับต่ำและประเทศที่มีรายได้ต่ำตัวเลขเริ่มตกลง เช่นเดียวกับ<strong>อัตราการประสบความสำเร็จในการเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น</strong>&nbsp;ที่ตกลงตามรายได้ โดยพบว่ามีนักเรียนที่เรียนไม่จบและออกจากการศึกษาไปกลางคันด้วยปัญหาหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการออกไปหางานทำเพื่อเลี้ยงครอบครัวในนักเรียนชาย&nbsp;เรียนไม่ไหว หรือวัฒนธรรมที่ต้องออกไปแต่งงาน เป็นต้น ซึ่งส่งผลให้<strong>จำนวนวัยรุ่นในโรงเรียน</strong>&nbsp;และ<strong>อัตราการอ่านออกเขียนได้</strong>ลดลง</p>



<p>ไม่เพียงแค่ดัชนีที่เกี่ยวข้องกับผู้เรียนเท่านั้น แต่เมื่อกล่าวถึงตัวชี้วัดในการพัฒนาในครู พบว่าไม่แตกต่างกันมากในประเทศที่มีระดับรายได้ต่างกัน แต่เมื่อพิจารณาดัชนีด้านสิ่งอำนวยความสะดวก กลับพบว่ามีอัตราส่วนลดลงตามระดับรายได้ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต การเข้าถึงไฟฟ้า โภชนาการอาหารที่ถูกต้อง และการล้างมือ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดเกี่ยวกับสุขอนามัย<br></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ครู: บุคลากรสำคัญในการขับเคลื่อนการศึกษา</strong></h2>



<p>ศาสตราจารย์ฮวน มิเกล ลูซได้ขยับมาทำความเข้าใจอุปสรรคและความท้าทายในการทำงานเกี่ยวกับความเสมอภาคทางการศึกษาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยใช้ชุดข้อมูลจาก&nbsp;2&nbsp;แหล่ง ทั้งจากรายงานสถานการณ์การศึกษาที่กระทรวงศึกษาธิการของแต่ละประเทศและจากบันทึกการสัมภาษณ์ครูที่ได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ซึ่งพูดถึงประสบการณ์การเรียนการสอนในประเทศของตน จนสามารถแบ่งอุปสรรคและความท้าทายในการทำงานเกี่ยวกับความเสมอภาคทางการศึกษาได้ดังต่อไปนี้</p>



<p><strong>ประการแรก การเข้าถึงการศึกษาซึ่งเกี่ยวพันกับรายได้ครัวเรือน&nbsp;</strong>ครูจากมาเลเซียแบ่งปันประสบการณ์ว่าประชาชนในระดับยากจน&nbsp;40%&nbsp;ของประเทศเข้าถึงทรัพยากรการศึกษาได้น้อยกว่าคนที่รวยที่สุด&nbsp;20%&nbsp;ของประเทศ</p>



<p><strong>ประการที่สอง สถานการณ์ของครู&nbsp;</strong>ครูจากบรูไนกล่าวว่าพวกเขาไม่ได้รับการฝึกอบรมเพื่อจัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษหรือผู้พิการ และครูจากมาเลเซียหลายคนไม่พร้อมที่จะสอนในพื้นที่ห่างไกล</p>



<p><strong>ประการที่สาม สถานการณ์ห้องเรียน</strong>&nbsp;ครูจากมาเลเซียกล่าวว่าจำนวนนักเรียนมีเพิ่มขึ้นกลายเป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ ทำให้ยากที่จะให้ความสนใจเด็กได้อย่างเท่าเทียม ครูต้องพยายามและเสียพลังงานมากในการตอบสนองนักเรียนที่มีความต่างกัน ส่งผลต่อสุขภาพจิต</p>



<p><strong>ประการที่สี่ สถานการณ์ผู้เรียน</strong>&nbsp;ครูจากพม่ากล่าวว่าผู้เรียนมีระดับการเรียนรู้และการเข้าถึงเทคโนโลยีที่ต่างกัน ทำให้ไม่สามารถสนับสนุนเด็กที่เรียนช้าหรือเด็กพิเศษได้มากเท่าที่ควร</p>



<p><strong>ประการที่ห้า สถานการณ์ครอบครัว</strong>&nbsp;ครูจากมาเลเซียพบว่าวิกฤตในครอบครัวเด็ก ทำให้เด็กไม่สามารถไปเรียนได้สม่ำเสมอหรือไม่สามารถตั้งสมาธิให้จดจ่อกับการเรียนได้</p>



<p><strong>ประการที่หก เงื่อนไขทางเศรษฐกิจและสังคม</strong>&nbsp;ครูจากเวียดนามสะท้อนว่าครูและเด็กที่มีทุนน้อย ไม่มีทรัพยากรที่จะซื้ออุปกรณ์การเรียน โดยเฉพาะในการเรียนรู้ห่างไกลหรือการเรียนรู้แบบผสมผสาน</p>



<p><strong>ประการที่เจ็ด ความแตกต่างกันในระดับชั้นสังคมและประชากรศาสตร์</strong>&nbsp;ครูจากเวียดนามสะท้อนว่าระบบชั้นสังคม (social class)&nbsp;ทำให้คุณภาพการเรียนรู้ไม่ได้อยู่ในมาตรฐานเดียวกัน และครูจากมาเลเซียยังกล่าวว่ามีความแตกต่างระหว่างโรงเรียนในชนบทและเมืองในการเข้าถึงทรัพยากรและสิ่งอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้</p>



<p>ปัจจุบันครูและกระทรวงศึกษาธิการในแต่ละประเทศมีความพยายามสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ไม่ว่าจะเป็น ในฟิลิปปินส์&nbsp;มีการจัดทำห้องเรียนเคลื่อนที่ในชื่อ&nbsp;Byaheng Kaalaman&nbsp;เพื่อช่วยเหลือเด็กที่ไม่สามารถไปโรงเรียนได้ หรือไม่สามารถศึกษาได้ต่อเนื่อง และการสร้างชุมชมเพื่อการเรียนรู้ในระดับมืออาชีพ (profession learning communities :PLC)&nbsp;</p>



<p>ในพม่า&nbsp;กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับการจัดการเรียนรู้ทางไกล เนื่องจากสถานการณ์โควิดและการพัฒนาครูในระดับมืออาชีพ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา ทั้งในระดับการฝึกอบรมก่อนการจ้างงานและในระหว่างการทำงาน</p>



<p>ในเวียดนาม&nbsp;กระทรวงศึกษาธิการยกระดับทักษะครูผ่านการอบรมเพื่อเตรียมพร้อมการเรียนการสอนผลักดันนักเรียนสู่การแข่งขันทางวิชาการระดับนานาชาติ</p>



<p>และในไทย&nbsp;มีโครงการพัฒนามืออาชีพในด้านการสอน ซึ่งการร่วมมือภายใต้พระบรมราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี,&nbsp;คุรุสภา,&nbsp;สำนักเลขาธิการคุรุสภา และมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีและมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช</p>



<p>ศาสตราจารย์ฮวน มิเกล ลูซให้ความเห็นว่าการระบาดของโควิด-19&nbsp;สั่นสะเทือนบทบาทของครูที่แต่เดิมอาจจะเน้นไปที่งานสอนภายในโรงเรียนเป็นหลัก กลับต้องเพิ่มเติมบทบาทของครูในการเป็นที่ปรึกษาแนะแนวทาง (guidance counselor)&nbsp;เป็นพนักงานคอลเซ็นเตอร์ในการศึกษาทางไกล และเป็นผู้นำในชุมชน รวมถึงให้คำแนะนำเรื่องสุขภาพกับผู้ปกครองในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19&nbsp;ทำให้ครูหลายคนต้องเผชิญความเครียดและปัญหาสุขภาพจิต โดยศาสตราจารย์ฮวน มิเกล ลูซได้หยิบยกถ้อยคำของ ดร.ซาดัท มินอันดัง ครูใหญ่จากประเทศฟิลิปปินส์มาช่วยขยายภาพสถานการณที่เกิดขึ้น</p>



<p>“อุปสรรคอันยิ่งใหญ่ก็คือการเอาชนะความกลัว และผลกระทบทางจิตวิทยาจากโรคระบาด อุปสรรคอื่นๆ รับมือได้ง่ายกว่า ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางด้านการเงิน ความต้องการในการขนส่ง วิถีชีวิตแบบใหม่ในการทำให้เด็กได้เรียนรู้ การสื่อสารกับนักเรียนและผู้ปกครอง และเพื่อนร่วมงาน การใช้เทคโนโลยีใหม่ แต่อุปสรรคอันยิ่งใหญ่คือความกลัวในสิ่งที่ไม่รู้”&nbsp;ดร. ซาดัท มินอันดังกล่าว</p>



<p>ศาสตราจารย์ฮวน มิเกล ลูซทิ้งท้ายว่าประเด็นความเสมอภาคทางการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ การทิ้งคนไว้ข้างหลังมีต้นทุนสูง เพราะนอกจากจะทำให้เสียทรัพยากรมนุษย์ที่จะพัฒนาประเทศในอนาคตแล้ว ยังอาจเป็นภาระทางการคลังในการให้ความช่วยเหลือ แม้ว่าการทำงานเพื่อความเสมอภาคจะใช้ต้นทุนค่อนข้างสูงในการช่วยเหลือเด็กที่มีภาวะยากจน แต่นี่จะเป็นการลงทุนระยะยาว</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>แบ่งปันประสบการณ์ในการส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษา</strong></h2>



<p>หลังการนำเสนอสถานการณ์ในภาพรวม ขยับมาสู่การแบ่งปันประสบการณ์การจัดการเรียนรู้และการส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษา ท่ามกลางความท้าทายจากการแพร่ระบาดโควิด-19 โดยมีตัวแทนประเทศที่เข้าร่วมในการแบ่งปันประสบการณ์ 5 ประเทศได้แก่ กัมพูชา บรูไน มาเลเซีย สิงคโปร์ และประเทศลาว ตามลำดับ</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ประเทศกัมพูชา</strong></h2>



<p>นายพูที คานน์ ผู้แทนจากกรมการศึกษา (ประถมศึกษา) กระทรวงศึกษาธิการ เยาวชนและกีฬา ประเทศกัมพูชา ได้ฉายให้เห็นสถานการณ์การศึกษาของประเทศกัมพูชาที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดโควิดทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและการศึกษา โรงเรียนในกัมพูชามีการเปิดและปิดตามสถานการณ์การแพร่ระบาด ทำให้ไม่สามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างต่อเนื่อง</p>



<p>กระทรวงศึกษาธิการ เยาวชนและกีฬาจึงได้ออกนโยบายในเรื่องความเสมอภาคทางการศึกษาในกัมพูชา ด้วยการพัฒนาหลักสูตรเนื้อหาออนไลน์และเครื่องมือในการศึกษาทางไกล ผ่านการจัดทำวิดีโอสื่อการเรียนรู้มากกว่า&nbsp;5,000&nbsp;คลิปวิดีโอครอบคลุมเนื้อหาตั้งแต่อนุบาลจนถึง ม.6&nbsp;รองรับภาษามือและภาษาในกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ</p>



<p>นอกจากนี้ภาครัฐยังจัดทำช่องโทรทัศน์เพื่อการศึกษา จัดตั้งศูนย์เพื่อเก็บข้อมูลความรู้ออนไลน์และดิจิทัลคอนเทนต์ และมีการพัฒนาแอปพลิเคชันของกระทรวงศึกษาธิการ รวมไปถึงช่องทางสื่อสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊กและยูทูบ เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ออนไลน์ ทั้งยังส่งมอบแบบเรียนรู้ให้กับเด็กเล็กที่บ้าน เพื่อให้ครอบครัวได้จัดการเรียนการสอน และสนับสนุนให้นักเรียนประถมศึกษาตอนปลายและมัธยมศึกษาตอนต้นเรียนรู้ด้วยตัวเอง</p>



<p>อย่างไรก็ดี ความท้าทายเรื่องความพร้อมเกี่ยวกับอุปกรณ์ในการเรียนรู้ออนไลน์ยังเป็นอุปสรรคสำคัญ มีผู้ปกครองชาวกัมพูชาเพียง&nbsp;45%&nbsp;ที่มีโทรศัพท์แบบสมาร์ตโฟน ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19&nbsp;นักเรียนได้รับผลกระทบเชิงลบ ทำให้กระทรวงศึกษาธิการฯ ปรับการประเมินวัดผลความรู้ เพื่อนำไปสู่การร่างบทเรียน ซึ่งเป็นไปตามความรู้ของนักเรียน ไม่ใช่ระดับที่เด็กกำลังศึกษาอยู่</p>



<p>นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับครูผ่านการให้กำลังใจ การอบรมแนวทางในการจัดการเรียนการสอนและส่งเสริมศักยภาพผ่านการอบรมการใช้เครื่องมือและแพลตฟอร์มออนไลน์ ส่วนในมาตรการทางด้านความปลอดภัย เพื่อให้นักเรียนและครูปลอดภัยจากโควิด-19 การตัดสินใจเปิดโรงเรียนอีกครั้งจะอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลทางด้านสาธารณสุข มีการจัดตั้งคณะดูแลความปลอดภัยและอนามัย และส่งเสริมให้มีการวัดอุณหภูมิ รักษาความสะอาดและสุขอนามัยในพื้นที่โรงเรียน มีการตรวจวัด ATK Test สำหรับนักเรียนและครูก่อนจะเปิดโรงเรียน รวมทั้งรัฐบาลผลักดันให้ครูและนักเรียนได้วัคซีน โดยปัจจุบันครูได้วัคซีนโควิดครบสองเข็มคิดเป็น 98% นักเรียนในวัย 12-18 ได้รับวัคซีนครบสองเข็มคิดเป็น 90%</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ประเทศบรูไน</strong></h2>



<p>ดร. นาซีราห์ อับดุลลาร์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและวางแผน สำนักยุทธศาสตร์ การพัฒนาและการวิจัย กระทรวงศึกษาธิการ ประเทศบรูไนได้กล่าวถึงภาพรวมของสถานการณ์โควิด-19&nbsp;ที่เกิดขึ้นในประเทศว่ามีการแพร่ระบาดสองระลอก โดยเริ่มต้นในเดือนมีนาคม&nbsp;2563&nbsp;กินเวลา&nbsp;59&nbsp;วัน ก่อนที่จะปลอดผู้ติดเชื้อและแพร่ระบาดระลอกสองในวันที่&nbsp;7&nbsp;สิงหาคม&nbsp;2564&nbsp;จนกระทั่งวันนี้</p>



<p>สำหรับการศึกษาที่เท่าเทียมกันและเสมอภาคเป็นหนึ่งในวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ในยุทธศาสตร์ทางการศึกษาของประเทศบรูไน เมื่อเกิดการแพร่ระบาดโควิดจึงถือเป็นแบบทดสอบที่สำคัญ เธอพบว่าในการแพร่ระบาดระลอกแรกครูยังไม่พร้อมที่จะใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ ขณะเดียวกันผู้เรียนเองก็มีข้อจำกัด อันมาจากเงื่อนไขสภาพครอบครัวที่มีบุตรหลายคน&nbsp;ผู้ปกครองทำงานเป็นด่านหน้าหรือจำเป็นต้องออกไปทำงาน&nbsp;นักเรียนมีความต้องการพิเศษในการเรียนรู้&nbsp;ปัญหาการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต หรือข้อจำกัดของสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมต่อการเรียนรู้ ทำให้ช่องโหว่ความแตกต่างระหว่างเด็กนักเรียนด้อยโอกาสกับนักเรียนฐานะดีขยายใหญ่ขึ้น</p>



<p>กระทรวงศึกษาธิการจึงดำเนินการมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการจัดเตรียมและส่งชุดการเรียนรู้สำหรับที่บ้านให้กับนักเรียนที่ยากไร้,&nbsp;การจัดส่งอาหาร โดยเป็นไปตามแผนการแจกจ่ายอาหารระดับชาติ,&nbsp;การติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์กับคนในท้องถิ่น สำหรับนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล,&nbsp;โปรแกรมโทรทัศน์ด้านการศึกษา รวมถึงบทเรียนออนไลน์ให้กับนักเรียน</p>



<p>นอกจากนี้เธอยังกล่าวว่ามีการแก้ปัญหาการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ผ่านการทำงานร่วมกันระหว่างราชการ รัฐวิสาหกิจและเอ็นจีโอ และมีการบริจาคอุปกรณ์ให้นักเรียนตามลำดับความจำเป็น รวมถึงฝึกอบรมพัฒนาวิชาชีพครู เพื่อให้ครูมีความพร้อมและยืดหยุ่นในช่วงเวลาที่มีความเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด</p>



<p>ดร.นาซีราห์ กล่าวว่าการเกิดโควิด-19 เปิดโอกาสในการผลักดันโครงการต่างๆ เพื่อยกระดับครูและนักเรียนให้มีความสามารถมากขึ้นในการใช้สื่อออนไลน์ กระตุ้นให้กระทรวงศึกษาธิการสร้างโครงการสนับสนุนการเรียนรู้ สำหรับโรงเรียนระดับชั้นประถมและมัธยมศึกษาทุกแห่งทั่วประเทศ เพื่อบรรเทา ปรับปรุง และส่งเสริมอัตราการอ่านออกเขียนได้ของนักเรียนให้อยู่ในระดับมาตรฐานการอ่านออกเขียนได้ที่ประเทศกำหนดไว้ และช่วยเหลือนักเรียนที่ตามเนื้อหาไม่ทันเนื่องจากโควิด-19 นำไปสู่ความเท่าเทียมและเสมอภาคทางการศึกษาสำหรับผู้เรียนทุกคน เป็นการดึงศักยภาพในการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตและอนาคตประเทศ</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ประเทศมาเลเซีย</strong></h2>



<p>ดร.ฮาจิ อัซฮาร์ ฮาจิ อามัด ผู้อำนวยการกองวิชาชีพครู กระทรวงศึกษาธิการ ประเทศมาเลเซียกล่าวว่าการศึกษาในมาเลเซียเผชิญความท้าทายจากวิกฤตโรคระบาดเช่นเดียวกัน กระทรวงศึกษาธิการได้พัฒนาการเรียนรู้ที่มีบ้านเป็นศูนย์กลาง (Home-Based Learning: HBL)&nbsp;มีโครงการปฏิบัติการอัจฉริยะ (ErDik/Smart Initiative)&nbsp;ร่วมกับมูลนิธิฮัสซานาทำการแจกจ่ายแล็ปท็อปคอมพิวเตอร์และแท็ปเล็ตให้แก่นักเรียนที่ยากจนและด้อยโอกาส รวมทั้งพัฒนาแพลตฟอร์มหลักในการเรียนรู้ที่เรียกว่า&nbsp;DELIMA (Digital Educational Learning Initiative Malaysia)&nbsp;และแหล่งเรียนรู้อื่นๆ เช่น&nbsp;cikgTUBE, e-Guru&nbsp;นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาการสอนแบบออฟไลน์ และนอกสถานที่เป็นทางเลือกในการเรียนรู้ สำหรับเด็กที่ไม่สามารถเข้าถึงการเรียนออนไลน์ได้</p>



<p>ดร.ฮาจิ อัซฮาร์ ฮาจิ อามัดกล่าวถึงการตั้งโรงเรียนชายขอบสำหรับนักเรียนชนพื้นเมือง ที่รู้จักกันในชื่อว่าเซโกละฮ์โอรังอัสลี (Sekolah Orang Asli, SOA)&nbsp;สำหรับพื้นที่ห่างไกล โดยเฉพาะในรัฐซาบาห์ และซาราวัก ร่วมมือกับผู้นำในชุมชนพื้นเมือง ซึ่งรู้จักกันในชื่อ ‘ต๊กบาติน’ และผู้นำจากชุมชนท้องถิ่นในการสนับสนุนการเรียนรู้ท่ามกลางการแพร่ระบาด</p>



<p>จากข้อมูลระหว่างปี พ.ศ.&nbsp;2559-2563&nbsp;การทำงานร่วมกับผู้นำชุมชนท้องถิ่นนี้เองในเซโกละฮ์ โอรังอัสลีพบว่า สัดส่วนค่าเฉลี่ยของการเข้าเรียนของนักเรียนชนพื้นเมืองจากชั้นประถมศึกษาไปยังระดับมัธยมศึกษาเพิ่มขึ้น และแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเพศ การออกจากโรงเรียนกลางคันในระดับมัธยมศึกษา เพื่อไปทำงานหาเลี้ยงครอบครัวของนักเรียนชายจากครอบครัวยากจนผ่านโครงการลดการหลุดออกจากระบบการศึกษาให้เป็นศูนย์หรือที่เรียกว่า ‘โปรแกรมซิฟาร์มูริดชิชีร์’ ตลอดจนการดำเนินโครงการและมาตรการต่างๆ โดยสร้างการมีส่วนร่วมของท้องถิ่น เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งพบว่าอัตราการหลุดออกจากระบบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาระหว่าง พ.ศ.&nbsp;2560-2564&nbsp;มีสัดส่วนลดลงอย่างต่อเนื่อง</p>



<p>ด้านการสนับสนุนครู กระทรวงศึกษาธิการจัดให้มีการฝึกอบรมแก่ครูครอบคลุมเนื้อหาหลากหลายสาขา แนวทางการจัดการเรียนการสอนที่บ้าน และทักษะดิจิทัลและทักษะที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ นอกจากนี้ยังมีการเผยแพร่คู่มือเกี่ยวกับวิธีการเรียนรู้จากที่บ้าน ทั้งในรูปแบบออนไลน์ ออฟไลน์หรือนอกสถานที่ เพื่อนำไปปฏิบัติและพัฒนาการสอนโดยการปรับให้เข้ากับบริบทที่เกิดขึ้น</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ประเทศสิงคโปร์</strong></h2>



<p>“ความมุ่งมั่นที่มีต่อนักเรียนของเรา คือโอกาสสำหรับสร้างความมั่นคงในชีวิต ตั้งแต่ปฐมวัยไปจนถึงการทำงาน เพื่อมอบโอกาสที่ดีที่สุดในการพัฒนาศักยภาพแก่พวกเขา”&nbsp;ลี ยัน เคิง ผู้อำนวยการสาขาการพัฒนาวิชาชีพจากสถาบันครูแห่งประเทศสิงคโปร์กล่าวถึงเป้าหมายในการทำงาน พร้อมให้ความเห็นว่าการศึกษาทำหน้าที่สนับสนุนนักเรียนด้วยความเข้าใจในความแตกต่างทางการเรียนรู้ โดยไม่คำนึงถึงภูมิหลัง</p>



<p>หากเปรียบเทียบระบบการศึกษาเป็นต้นไม้ รากของการศึกษาในสิงคโปร์คือการทำให้การศึกษาเป็นแรงสนับสนุน (uplifting force)&nbsp;ผู้เรียน กระทรวงศึกษาธิการมีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้แบบยั่งยืนทางการศึกษา ได้แก่ การสนับสนุนการศึกษาที่หลากหลาย&nbsp;การปลูกฝังความสนุกในการเรียนรู้&nbsp;การปรับปรุงหลักสูตร&nbsp;การพัฒนาคุณภาพในระดับปฐมวัยไปจนถึงการศึกษาระดับสูง และการสร้างศักยภาพสนับสนุนความต้องการด้านการศึกษาพิเศษ รวมไปถึงกระตุ้นให้เกิดทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งจะเกิดขึ้นได้เมื่อมีการพัฒนาวิชาชีพครู</p>



<p>เมื่อกล่าวถึงวิธีการไปสู่ความเสมอภาคทางการศึกษาของประเทศสิงคโปร์สามารถแบ่ง ได้&nbsp;4&nbsp;ประเภท ได้แก่ การขยายนิยามของคำว่าประสบความสำเร็จให้กว้างขึ้นกว่ามิติทางวิชาการ&nbsp;การขยายทางเลือกทางการศึกษา เปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้ตามความสนใจและความสามารถ&nbsp;การศึกษาปฐมวัยและการดูแลเด็กปฐมวัยที่ครอบคลุมทุกคนสามารถเข้าถึงได้ และระบบคุ้มครองการเลื่อนระดับชั้นทางสังคม และการสร้างความเข้มแข็งของระบบสนับสนุนสำหรับนักเรียนที่ด้อยโอกาส</p>



<p>ลี ยัน เคิงยกตัวอย่างโครงการนำร่องเกี่ยวกับความเสมอภาคทางการศึกษา ไม่ว่าจะเป็น การยกระดับนักเรียนในด้านการใช้ชีวิตและภารกิจการสร้างแรงบันดาลใจให้ครอบครัว (Uplifting Pupils in Life and Inspiring Families Taskforce: UPLIFT)&nbsp;เพื่อสร้างความเข้มแข็งของการสนับสนุนให้กับนักเรียนที่มีภูมิหลังยากลำบาก ดึงศักยภาพสูงสุดของพวกเขาผ่านหลากหลายกิจกรรม</p>



<p>โปรแกรมการรู้หนังสือดิจิทัลแห่งชาติหรือ (National Digital Literacy Programme: NDLP)&nbsp;ภายใต้การปรับปรุงหลักสูตรสำหรับอนาคต โครงการเรียนรู้แบบยั่งยืน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้เรียนมีแรงจูงใจภายในในการเรียนรู้ด้วยตัวเองในโลกดิจิทัลที่มีความซับซ้อนมากขึ้น โดยจัดสรรอุปกรณ์สำหรับการเรียนรู้ส่วนบุคคลสำหรับนักเรียน เตรียมแหล่งเรียนรู้ด้วยตัวเองผ่านช่องทางออนไลน์ (Singapore Student Learning: SLS)&nbsp;และความพร้อมในการเท่าทันสื่อของผู้เรียน</p>



<p>แนวทางการพัฒนาอาชีพสำหรับนักการศึกษา (SkillFuture for Educators: SFEd)&nbsp;เพื่อช่วยให้ครูก้าวผ่านการปฏิบัติในห้องเรียนไปยังในระดับที่ดีขึ้น สร้างความเข้มแข็งด้านการปฏิบัติในห้องเรียน&nbsp;6&nbsp;ด้านได้แก่ การประเมินการอ่านออกเขียนได้&nbsp;การจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับผู้เรียน&nbsp;การเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้&nbsp;รูปแบบการสอนโดยใช้เทคโนโลยี การสนับสนุนนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษและคุณลักษณะและการศึกษาเรื่องหน้าที่ของพลเมือง โดยแต่ละสาขาเหล่านี้มีอยู่&nbsp;4&nbsp;ระดับของการปฏิบัติ ได้แก่ การเริ่มต้น การสร้างความชำนาญ การบรรลุเป้าหมายและความเป็นผู้นำ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถของครู รวมทั้งมีระบบที่ช่วยสนับสนุนครูให้ดียิ่งขึ้น</p>



<p>ลี ยัน เคิงกล่าวว่าโควิด-19 เร่งให้เกิดการทำงานส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาเร็วและมีความสำคัญมากขึ้น เช่น การจัดสรรอุปกรณ์การเรียนรู้ส่วนบุคคล เป็นต้น และตอกย้ำความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล ประเทศสิงคโปร์ได้มีการปรับแก้กฎหมายเพื่อลดช่องว่างดังกล่าว พร้อมทั้งสนับสนุนอาหารและส่วนลดการคมนาคมเพิ่มเติม รวมถึงการเยียวยาชั่วคราวได้ถูกมอบให้กับเด็กด้อยโอกาส</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ประเทศลาว</strong></h2>



<p>น่วมคำ ชาทาบุรี รองอธิบดีกรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และผู้อำนวยการโครงการด้านการศึกษาเพื่อการพัฒนาภาคการจ้างงานกล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการได้สนับสนุนความเสมอภาคทางการศึกษาผ่านการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์และอุปกรณ์สารสนเทศของโรงเรียนทั้งในเขตเมืองและชนบท&nbsp;การขยายชั้นเรียน&nbsp;การพัฒนาหลักสูตร และเตรียมความพร้อมครูด้วยการมอบตำรา สื่อการเรียนการสอนและคู่มือสำหรับครูทั่วประเทศ รวมถึงการมอบอุปกรณ์การเรียน เงินสนับสนุนแก่ผู้เรียนด้อยโอกาสสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา</p>



<p>อย่างไรก็ดี ช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาก็ยังเป็นปัญหาสำคัญ การแพร่ระบาดโควิด-19&nbsp;ทำให้การดำเนินการหลายอย่างไม่สามารถทำได้และก่อให้เกิดความท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนต้องปิด ส่งผลให้คุณภาพการศึกษาลดลง ไม่สามารถดำเนินตามหลักสูตรได้อย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ การเรียนการสอนระยะไกลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ช่วงโควิดไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากขาดแคลนอุปกรณ์ หลักสูตรปัจจุบันยังไม่ได้ออกแบบเพื่อรองรับการเรียนการสอนแบบดิจิทัลและแผนแม่บทการพัฒนาเศรษฐกิจและดิจิทัลของ สปป.ลาว ยังไม่เสร็จสิ้นส่งผลต่อการลงทุนและจัดหาอุปกรณ์ดิจิทัลสำหรับผู้เรียนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งภาครัฐและเอกชน&nbsp;&nbsp;</p>



<p>รวมถึงผู้สอนและผู้เรียนมีความสามารถในด้านดิจิทัลอย่างจำกัด เกิดช่องว่างในการเข้าถึงการศึกษามากขึ้นระหว่างโรงเรียนในเมืองและชนบท จากข้อมูลพบว่าอัตราการหลุดออกจากระบบการศึกษาของนักเรียนระดับประถมศึกษาระหว่างปี 2563-2564&nbsp;เพิ่มมากยิ่งขึ้น มีตัวเลขเป็น&nbsp;4.1%&nbsp;และมัธยมศึกษาตอนต้น&nbsp;10.3%&nbsp;ตามลำดับ โดยนักเรียนที่ออกจากการศึกษาอยู่ในช่วงมัธยมศึกษาตอนต้น ส่วนใหญ่เป็นเด็กผู้ชายที่ต้องออกไปหาเลี้ยงครอบครัว</p>



<p>กระทรวงศึกษาธิการแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าว โดยปรับปฏิทินการเรียน ปรับหลักสูตร และเปิดโอกาสการเรียนรู้ด้วยวิธีการอันหลากหลายให้ผู้เรียนที่อาศัยในเขตห่างไกล เช่น สนับสนุนการเรียนรู้ผ่านวิทยุ&nbsp;รายการโทรทัศน์&nbsp;การเรียนผ่านดาวเทียม&nbsp;การเรียนออนไลน์ และเมื่อกลับมาเปิดเรียนอีกครั้งได้มีการจัดสอนเสริมสำหรับผู้ที่เรียนไม่ทัน เพื่อลดปัญหาภาวะถดถอยทางการเรียนรู้</p>



<p>รวมทั้งสถาบันงานวิจัยการศึกษาและวิทยาศาสตร์ที่รับผิดชอบด้านการพัฒนาหลักสูตรได้พัฒนา&nbsp;5&nbsp;ตัวเลือกในการเรียนการสอน เพื่อเป็นการประกันว่านักเรียนทุกคนเข้าถึงการศึกษา ได้แก่ การเรียนที่โรงเรียนอย่างเว้นระยะห่าง สำหรับพื้นที่ที่ไม่มีการระบาด&nbsp;การเรียนที่บ้านโดยผู้ปกครองเป็นผู้สอน&nbsp;การเรียนจากวิทยุและโทรทัศน์ การเรียนออนไลน์ผ่านช่องทางออนไลน์หรือจากแอปพลิเคชัน และการเรียนแบบผสมผสาน</p>



<p>ในอนาคต กระทรวงศึกษาธิการพยายามสนับสนุนให้การดำเนินการศึกษาเดินหน้าต่อไปได้ผ่านการร่วมมือกับหลายภาคส่วนเพื่อให้การเรียนรู้ขยายไปยังพื้นที่ห่างไกลและผู้ด้อยโอกาสมากขึ้น โดยมีเป้าหมายในการสร้างระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นผ่านการใช้แพลตฟอร์ม ICT จัดอบรมเรื่องการใช้ดิจิทัลเพื่อการเรียนการสอนและการสร้างสมรรถนะให้ผู้สอน มีการออกแบบหลักสูตรเพื่อการเรียนการสอนแบบดิจิทัล จัดหาสื่ออุปกรณ์การเรียนการสอนแบบดิจิทัลให้สถานศึกษา อบรมให้ผู้บริหารและครูมีทักษะความสามารถในการใช้ดิจิทัลเพื่อการสอน</p>



<p></p>



<figure class="wp-block-pullquote"><blockquote><p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p></blockquote></figure><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/educational-equality-in-asian/">เปิดบทเรียนการส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาในภูมิภาคอาเซียน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘บอร์ดเกม’ เวทมนตร์ที่เสกการเรียนรู้ให้เป็นเรื่องสนุก: เอ็ก – พีรัช ษรานุรักษ์</title>
		<link>https://www.eef.or.th/perus-saranurak-interview/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 19 Nov 2021 08:09:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[The 101]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[เกมและการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[บอร์ดเกม]]></category>
		<category><![CDATA[พีรัช ษรานุรักษ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=48087</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อพูดถึง ‘บอร์ดเกม’ หลายคนอาจนึกถึงภาพการล้อมวงกับเพ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/perus-saranurak-interview/">‘บอร์ดเกม’ เวทมนตร์ที่เสกการเรียนรู้ให้เป็นเรื่องสนุก: เอ็ก – พีรัช ษรานุรักษ์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อพูดถึง ‘บอร์ดเกม’ หลายคนอาจนึกถึงภาพการล้อมวงกับเพื่อน พูดคุยกันบ้าง แกล้งหยอกกันบ้าง ขณะที่เกมบนกระดานดำเนินไปอย่างไม่มีใครทักท้วงหาเวลาจบ เป็นช่วงเวลาที่ความสนุกทำงานพร้อมกับการปฏิสัมพันธ์ แม้ในบางเกมความเอาจริงเอาจังจะเข้าแทรกแซง แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าบอร์ดเกมมอบประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์และช่วยสร้างเวลาดีๆ ให้ใครหลายคน</p>



<p>ปัจจุบันบอร์ดเกมมีมากมายหลายประเภท แตกต่างทั้งวิธีเล่น จำนวนคนเล่น และเรื่องราวที่สื่อสาร นอกจากการสร้างความสนุกสนานให้ผู้เล่นแล้ว บอร์ดเกมหลายเกมก็ช่วยสร้าง ‘การเรียนรู้’ ไปพร้อมกัน คุณสามารถพบบอร์ดเกมที่เล่าเรื่องประวัติศาสตร์โลก การเมืองการเลือกตั้ง การจัดการทรัพยากร และอีกมากมายที่คุณอาจคาดไม่ถึง – คงไม่เกินจริงนักหากจะกล่าวว่า เมื่อบอร์ดเกมบอกเล่าเรื่องราวได้อย่างไม่จำกัด เพดานโลกการเรียนรู้ก็ถูกทลายไปพร้อมกันด้วย</p>



<p>บอร์ดเกมสร้างการเรียนรู้ได้อย่างไร เบื้องหลังเกมกระดานแสนสนุกนี้ ผู้พัฒนาจะต้องผ่านกระบวนการอะไรบ้าง และบอร์ดเกมจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโลกการศึกษาได้ไหม 101 สนทนากับ เอ็ก – พีรัช ษรานุรักษ์ ผู้พัฒนาบอร์ดเกมแห่ง ‘Wizards of Learning’ กลุ่มออกแบบบอร์ดเกมสัญชาติไทย และหนึ่งในสมาชิกกลุ่ม Deschooling Game กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ออกแบบบอร์ดเกมเพื่อการเรียนรู้</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>คุณนิยาม&nbsp;</strong><strong>‘</strong><strong>การเรียนรู้</strong><strong>’</strong><strong>&nbsp;อย่างไร</strong></h3>



<p>แต่ก่อนผมมองว่าการเรียนรู้คือการศึกษา เท้าความก่อนว่าผมเคยเป็นเด็กที่ไม่ชอบเรียนในห้องเลย รู้สึกว่าวิชาเรียนน่าเบื่อ พอผมไปเรียนสถาปัตยกรรมศาสตร์ ก็คิดว่าตัวเองน่าจะได้ทำอะไรมากขึ้น แต่ปรากฏว่าบางวิชาก็ยังต้องเรียนแบบเลกเชอร์อยู่ดี (หัวเราะ) สาขาที่เรียนคือ product design ทำให้ผมได้ทำงานออกแบบ ก็เลยรู้สึกว่างานออกแบบสามารถสร้างความสนใจให้คนได้ และตั้งคำถามว่าทำไมความสนใจถึงไม่สามารถเกิดในวิชาเรียนสักที ทำไมเราต้องรู้สึกว่าวิชาเรียนมันน่าเบื่อ ผมก็เลยไปเรียนต่อที่อังกฤษในสาขาที่เรียกว่า Design Futures ที่มหาวิทยาลัย Goldsmiths, University of London</p>



<p>จากที่สนใจเรื่องการศึกษาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอเรียน Design Futures เลยตั้งโจทย์ว่าเราจะออกแบบอนาคตของเราเองผ่านการศึกษาได้อย่างไร ประสบการณ์ในการเรียนต่อทำให้เห็นนิยามของการเรียนรู้ที่มากไปกว่าการศึกษา ตอนนี้ผมมองว่าการเรียนรู้เป็นร่มใหญ่ที่มีการศึกษาเป็นหนึ่งในช่องทางการเรียนรู้ จริงๆ แล้วการเรียนรู้คืออะไรก็ตามที่ทำให้คนเปลี่ยนแปลง เช่น สมมุติเรามองกลับไปในอดีตเมื่อสองวันที่แล้วหรือหนึ่งปีที่แล้ว แล้วเรารู้สึกชอบตัวเองในตอนนี้มากกว่า เรามาลองดูซิว่าอะไรที่ทำให้เราเปลี่ยนแปลงไป นี่ก็ถือเป็นการเรียนรู้ การศึกษาก็เป็นการเรียนรู้แบบหนึ่ง แต่เป็นการเรียนรู้ที่คนอื่นเขียนหลักสูตรมาให้โดยเรามีบทบาทบางอย่างที่ต้องทำตาม การเรียนรู้บางเส้นทางก็มีคนตัดถนนไว้ให้ แต่บางทีเราก็อยากไปลุยป่าและสร้างการเรียนรู้ของเราเอง</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>นิยามการเรียนรู้ของคุณ มาบรรจบกับการทำบอร์ดเกมได้อย่างไร</strong></h3>



<p>ก่อนหน้าที่จะทำบอร์ดเกม ผมพยายามทำสื่ออบรมการเรียนรู้ เช่น อินโฟกราฟิก แล้วก็พบว่าวิธีการเหล่านี้ทำให้การเรียนรู้น่าสนใจขึ้นได้ ระหว่างที่ศึกษาว่าจะทำอย่างไรให้การเรียนรู้น่าสนใจขึ้น ก็ได้ไปรู้จักบอร์ดเกม และพบว่ามันมีเวทมนตร์ที่สามารถเปลี่ยนมิติของการเรียนรู้แบบที่เราเคยไม่ชอบได้ มันแก้ pain point ในหลายจุด ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเปรียบเทียบกับการเรียนแบบเลกเชอร์ บางครั้งพอพูดถึงเนื้อหาไปได้สักพัก หลายคนจะเริ่มเบลอและไม่เข้าใจ แต่บอร์ดเกมสามารถสื่อสารเรื่องราวอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้เนื้อหาจับต้องได้ เนื้อหาในบอร์ดเกมถูกย่อยมาแล้วในระดับที่คนสามารถทำความเข้าใจระบบและกระบวนการต่างๆ ได้เลยด้วย</p>



<p>อีกด้านหนึ่ง ผู้เล่นบอร์ดเกมสามารถกำหนดความช้า-เร็วในการรับข้อมูลได้ ปกติถ้าเรียนในห้องเรียน อาจารย์หนึ่งคนจะสอนเด็กประมาณห้าสิบคนในความเร็วเดียวกัน บางคนตามไม่ทัน บางคนเบื่อ แต่เวลาเล่นบอร์ดเกม เราอาจจะอินกับเรื่องราวเหล่านี้และเลือกได้ว่าจุดนี้เราช้าหน่อยนะ หรืออาจจะไปหาข้อมูลเพิ่มก็ได้ คล้ายกับการอ่านหนังสือที่จังหวะความช้า-เร็วแตกต่างกับการดูหนัง</p>



<p>จุดเด่นอีกอย่างของบอร์ดเกมคือการลองผิดลองถูกด้วยตัวเองได้ เวลาเราเล่นบอร์ดเกม ถ้าเชื่อแบบไหน ก็ลองเล่นไปแบบนั้น เล่นแล้วเราอาจจะเจ๊งไปเลย แต่เจ๊งแล้วก็เล่นใหม่ได้ ถ้าเราสนุกกับการทดลองอะไรใหม่ๆ จุดเด่นนี้สอดคล้องกับการฝึกทักษะและการฝึกการวิเคราะห์ที่ต้องอาศัยการทำซ้ำ การได้ทดลองทำอาจทำให้เราเจออะไรที่มากไปกว่าทฤษฎี ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ผมมองว่าเกมสามารถให้ได้</p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p>ระหว่างที่ศึกษาว่าจะทำอย่างไรให้การเรียนรู้น่าสนใจขึ้น ก็ได้ไปรู้จักบอร์ดเกม และพบว่ามันมีเวทมนตร์ที่สามารถเปลี่ยนมิติของการเรียนรู้แบบที่เราเคยไม่ชอบได้</p></blockquote>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ช่วยเล่าประสบการณ์การเล่นบอร์ดเกมและวินาทีที่ค้นพบเวทมนตร์ของมันให้ฟังหน่อย เกมแบบไหนที่ทำให้รู้สึกว่า ‘ใช่เลย’</strong></h3>



<p>จุดที่ผมรู้สึกประทับใจบอร์ดเกมคือขณะที่เราเล่นอยู่ แล้วเรารู้สึก ‘เอ๊ะ’ กับมุมมองที่เกมนำเสนอมา แล้วก็ตื่นเต้นว่าเรื่องนี้มันเล่าแบบนี้ได้ด้วยหรอ มีมุมมองแบบนี้ด้วยหรอ ทำให้ผมเชื่อว่าบอร์ดเกมคือการเรียบเรียงเนื้อหาในรูปแบบที่นักออกแบบหรือคนทำเกมเชื่อ อย่างตอนที่ผมเริ่มเล่นบอร์ดเกม ผมไม่ได้เริ่มจากเกมง่ายๆ เพราะผมตั้งต้นว่าเราจะหาวิธีการเรียนรู้ที่น่าสนใจ ก็เลยเริ่มเล่นเกมที่ชื่อว่า Suburbia เป็นเกมเกี่ยวกับการสร้างเมือง อารมณ์คล้ายๆ เกม Simcity ในคอมพิวเตอร์เลย แต่จะเป็นเกมที่สื่อสารเนื้อหาหรือฟังก์ชันผ่านแอ็กชันของการเล่น เวลาเล่นเราจะได้เรียนรู้ว่าเมื่อลงแอ็กชันต่างๆ ไปจะมีผลกระทบที่แตกต่างกันอย่างไร</p>



<p>อีกเกมหนึ่งที่ชอบคือเกม Evolution เป็นเกมเกี่ยวกับวิวัฒนาการ ตอนเริ่มเล่นผู้เล่นจะเป็นสัตว์ตัวเล็กๆ เหมือนกันหมด แต่ทุกคนสามารถวิวัฒนาการตัวเองได้ไม่เหมือนกัน การเลือกวิวัฒนาการก็จะต้องดูว่ามันเหมาะกับสิ่งแวดล้อมแบบไหน ถ้าเลือกวิวัฒนาการพลาด ก็ตาย ซึ่งการเล่นเกมนี้เปลี่ยนมุมมองของผมมาก เพราะแต่ก่อนผมเกลียดวิชาชีววิทยามาก ไม่รู้ว่าเราจะรู้ชื่อไฟลัม ชื่อวิวัฒนาการ ชื่อสายพันธุ์ต่างๆ ไปเพื่ออะไร มันมีผลอะไรกับชีวิตเรา แต่พอเล่นเกมนี้จะเห็นเลยว่า อ๋อ การเลือกวิวัฒนาการมันมีผลต่อชีวิตจริงๆ และเห็นความเชื่อมโยงต่างๆ ของสิ่งมีชีวิต</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เรียกว่าบอร์ดเกมทำให้การทำความเข้าใจเรื่องต่างๆ เป็นมิตรมากขึ้นได้ไหม</strong></h3>



<p>ใช่ครับ สมมุติเรามีเนื้อหาอะไรบางอย่าง เราอาจจะเคยมองเห็นมันเพียงแค่มุมเดียว ซึ่งอาจเป็นมุมที่เราไม่ชอบก็ได้ แต่การออกแบบการเรียนรู้ผ่านเกมอาจทำให้เราเห็นความเป็นไปได้ว่ายังมีมุมอื่นๆ นะ เราเลือกได้ว่าจะขยับเข้าหาเนื้อหาเหล่านี้ในมุมไหน</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>การเรียนรู้ผ่านบอร์ดเกมเหมาะกับคนแบบไหน จะสร้างการมีส่วนร่วมได้จริงไหม คนเป็น introvert เรียนรู้ผ่านบอร์ดเกมได้หรือเปล่า</strong></h3>



<p>ได้ครับ ที่ยกตัวอย่างการเรียนรู้ของผมไป ก็โคตรจะเป็นมุมของ introvert เลยนะ (หัวเราะ) เพราะมันคือการเล่นและทำความเข้าใจตัวเอง แล้วก็แฮปปี้ไปกับการเข้าใจเรื่องราวเหล่านี้</p>



<p>โอเค มันมีบอร์ดเกมที่ช่วยให้เราเข้าใจเพื่อนมากขึ้น มีบอร์ดเกมที่ต้องตอบสนองกับสถานการณ์เฉพาะหน้า หรือประเภทที่ต้องพูดคุยกัน บลัฟกัน แต่บอร์ดเกมไม่ได้แค่ประเภทที่ต้องเล่นกับเพื่อนเท่านั้น ยังมีเกมที่เล่นอยู่บนเนื้อหาประวัติศาสตร์ เช่น ประวัติศาสตร์การค้าทาสหรือการหลบหนี ประวัติศาสตร์ของยุโรป หรือบอร์ดเกมที่เล่าเกี่ยวกับการพัฒนาเมืองหลังผ่านภัยพิบัติ บางบอร์ดเกมก็เล่าเนื้อหาที่เฉพาะมาก เช่น เรื่องเกี่ยวกับเซลล์ บอกเล่าปฏิกิริยาภายในเซลล์ และยังมีบอร์ดเกมที่เน้นความสนุกในการแก้ไขปัญหาด้วย</p>



<p>ผมคิดว่าบอร์ดเกมไม่ได้มีกฎเกณฑ์ว่าเหมาะกับคนแบบไหน เพราะมันมีบอร์ดเกมหลากหลายมาก เราเป็นแบบไหน ก็ลองหาเกมที่เหมาะกับตัวเราได้ ผมว่ามันมีอยู่แน่นอน มีอยู่มากกว่าที่เราคิดด้วยครับ</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ในการสร้างบอร์ดเกมสักเกมเพื่อทำให้เกิดการเรียนรู้ ต้องตั้งต้นจากอะไร มีกระบวนการอย่างไรบ้าง</strong></h3>



<p>ถ้าเป็นเกมที่ผมทำจะเริ่มจากการรีเสิร์ชเนื้อหาก่อน ผมขอยกตัวอย่างผ่านเกมเกมหนึ่งที่ผมออกแบบแล้วกัน เกมนี้ถูกใช้ในการอบรมเกี่ยวกับความอันตรายของแหล่งน้ำและประเด็นเด็กจมน้ำ ผมเพิ่งรู้จากการทำเกมนี้เหมือนกันว่า ประเทศไทยมีเด็กจมน้ำเป็นอันดับต้นๆ และการจมน้ำเป็นสาเหตุการเสียชีวิตลำดับแรกๆ ของเด็กไทย พอรู้ปุ๊บ ก็เริ่มไปดูว่าแล้วเขาสอนเรื่องนี้ยังไง ก็พบว่าเขามักจะใช้วิธีให้เด็กทบทวนว่าอะไรหรือตรงไหนอันตรายบ้าง ผมเลยลองรีเสิร์ชต่อและตั้งคำถามว่า แล้วสถานที่อย่างโรงงานอุตสาหกรรมหรือไซต์ก่อสร้างที่ดูอันตรายกว่าแหล่งน้ำ ทำไมถึงมีจำนวนคนเสียชีวิตน้อยกว่า สุดท้ายก็ตกตะกอนว่าความอันตรายคือความเสี่ยง ซึ่งจะถูกลบด้วยการระมัดระวังหรือวิธีการป้องกันตัวเอง เพราะฉะนั้น สิ่งที่ต้องสอน ไม่ใช่แค่การชี้ว่าสิ่งไหนอันตรายบ้าง แต่ต้องสอนว่าอันตรายก็จริง แต่เราจะมีสติหรือป้องกันตัวเองอย่างไร นี่เป็นตัวอย่างของการรีเสิร์ชเนื้อหา ว่าเราจะบิดเนื้อหาไปทางไหนถึงจะเหมาะสม</p>



<p>หลังจากรีเสิร์ช เราก็ต้องดูว่าจะออกแบบรูปแบบเกมอย่างไร อย่างเกมเกี่ยวกับอันตรายของแหล่งน้ำ ก็มาคิดว่าเกมแบบไหนบ้างที่เราต้องเล่นโดยใช้ความระมัดระวัง เช่น เกมไม้จังก้า ที่ต้องผลัดกันดึงไม้ออก หรือเกมที่ต้องวางของจัดของไม่ให้ล้ม เหล่านี้คือกลไกง่ายๆ ที่ทำให้เรารู้จักการระมัดระวัง ผมก็เลยเปลี่ยนเนื้อหาเกี่ยวกับความอันตรายของแหล่งน้ำมาอยู่ในกลไกทำนองนี้โดยใช้กระดาษ เราต้องวางกระดาษแบบไหน ถ้ากระดาษร่วงลงไปข้างล่าง ก็เหมือนการตกน้ำ ถ้าตกน้ำแล้วมีเสื้อชูชีพ ถือว่ายังปลอดภัยอยู่ เป็นต้น นี่คือการเรียบเรียงเนื้อหาที่มีหัวใจหลักคือการระมัดระวัง แต่ในเกมก็อาจจะใส่องค์ประกอบอื่นๆ ได้เพื่อเป็นพระรองที่ช่วยทำให้เนื้อหากลมกล่อมขึ้น</p>



<p>ส่วนถัดมาคือดีไซน์และกราฟิก ต้องเป็นการออกแบบที่สอดคล้องกับผู้ใช้ กระบวนการนี้ไม่ได้มีแค่ความสวยงาม แต่ยังเชื่อมโยงกับการสื่อสารเนื้อหาและวิธีการเล่นด้วย บางเกมภาพสวยมากเลย แต่ดูแล้วไม่รู้ว่าเล่นยังไง ขณะที่บางเกมอาจจะดูไม่น่าสนใจ แต่พอเล่นไปแล้วกราฟิกสามารถช่วยสื่อสารได้ ดังนั้น การออกแบบบอร์ดเกมจะต้องใส่ใจทั้งฝั่งภาพประกอบ และฝั่งออกแบบประสบการณ์การเล่น</p>



<p>และส่วนสุดท้ายคือการผลิต ซึ่งการผลิตในไทยก็จะมีอุปสรรคเล็กๆ น้อยๆ เพราะไม่มีอุตสาหกรรมบอร์ดเกมแบบจริงจัง</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ในการทำบอร์ดเกมกระบวนการไหนที่ยากที่สุด</strong></h3>



<p>จริงๆ ยากทุกส่วนเลยเพราะอุตสาหกรรมยังไม่ชัดเจน แต่ส่วนที่ยากและคิดว่าเป็นปัญหาอย่างแรกๆ ในการออกแบบคือการเลือกบิดเนื้อหาให้น่าสนใจ</p>



<p>ผมได้ทำงานกับกลุ่ม Deschooling Game (กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ออกแบบบอร์ดเกมเพื่อการเรียนรู้) และได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณครู ทำให้เราเห็นว่าจริงๆ ครูคือคนที่เข้าใจเรื่องการเรียนรู้ แต่ด้วยความบีบบังคับของเวลา และเงื่อนไขหลายๆ อย่าง ทำให้ครูมีเวลาเตรียมการสอนหรือหามุมมองการเล่าเรื่องที่สั้นมากๆ บางทีทำได้แค่เปิดสไลด์แล้วชวนคุย นี่คือวิธีการที่เขาถนัดที่สุด พอเรามาทำงานออกแบบเกมก็เลยยิ่งได้เห็นว่าพาร์ทการเล่าเนื้อหาให้น่าสนใจค่อนข้างยากสำหรับหลายๆ คน แต่ผมกลับรู้สึกสนุกกับพาร์ทนี้มาก เวลาทำงานแต่ละชิ้น ผมใช้เวลากับการหาคอนเซปต์ในการเล่าเรื่องนานที่สุดเลย ก็คงเหมือนกับการทำหนังสักเรื่อง เราอยากจะทำบทหรือส่วนของเรื่องราวให้เคลียร์ ให้ดีที่สุดก่อน</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เวลาออกแบบบอร์ดเกมเพื่อการเรียนรู้ ‘ความสนุก’ เป็นเรื่องสำคัญแค่ไหน</strong></h3>



<p>เกมต้องสนุกครับ นิยามคำว่าเกมสำหรับผมคือกิจกรรมที่เราเอนจอยจะเล่น มีกติกาบางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกอยากจะทำ อยากจะท้าทาย เพราะฉะนั้นเกมต้องสนุก แต่สนุกแบบไหน แต่ละคนก็มีคำจำกัดความความสนุกไม่เหมือนกันอีก บางคนความสนุกคือการได้แกล้งเพื่อน บางคนสนุกที่ได้ครุ่นคิด เช่น คนที่ชอบเล่น sudoku หรือหมากรุก เป็นความสนุกแบบเงียบๆ หรือบางคนก็สนุกกับการเข้าใจเรื่องราว</p>



<p>สิ่งที่ตามมาคือ แล้วความสนุกนั้นสอดคล้องกับเนื้อหาขนาดไหน สมมุติว่าเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เครียดมาเลย แต่ทำกราฟิกให้ดูหวานแหววน่ารัก ดูอ่านง่ายๆ มันก็ไม่ควร ไม่สอดคล้องกับเนื้อหา ดังนั้นคำถามที่สำคัญมากๆ คือ เราจะสนุกกับการเข้าถึงเนื้อหานี้ในมุมที่เหมาะสมได้อย่างไร</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จากที่มีประสบการณ์ได้แลกเปลี่ยนและทำงานกับครู คนเป็นครูเชื่อในการเรียนรู้ผ่านเกมมากน้อยขนาดไหน หลายคนอาจมองว่าผู้ใหญ่จะไม่ค่อยเข้าใจว่าเกมกลายเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ได้อย่างไร จริงหรือไม่</strong></h3>



<p>โห อันนี้ผมเถียงสุดใจเลยครับ ผมเคยจัดอบรมเยอะมาก หลายครั้งที่ผมเห็นว่าคุณครูวัยเกษียณ อายุประมาณ 60 ปี เขาก็มาอบรมด้วย แล้วยังเป็นคนที่เสียงดังที่สุดในการเล่นเกมเลย อินมาก สนุกมากกับการได้ค้นพบว่าเกมทำอย่างนี้ได้ด้วยหรือ ผมมองว่าอายุไม่ใช่ปัจจัย หลายคนอาจจะบอกว่าคนรุ่นใหม่เปิดรับอะไรๆ ได้มากกว่าแต่ผมมองว่าไม่ว่าคุณจะอยู่ที่อายุช่วงไหน คุณก็สามารถแบบปิดรับความคิดใหม่ๆ เข้ามาได้ ยังสามารถลองผิดลองถูกได้เสมอ</p>



<p>การออกแบบใดๆ ก็ตามจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเรามองว่าของเดิมยังใช้ได้ไม่ดี เราเลยต้องออกแบบ การออกแบบการเรียนรู้ก็เช่นกัน ถ้าเขาเชื่อว่าของเดิมดีอยู่แล้ว ก็อาจจะปิดโอกาสและวิธีการที่เราจะเรียนรู้ผ่านเครื่องมือใหม่ๆ ที่ไม่ใช่แค่เกมด้วย ผมคิดว่าหลายครั้งเป็นปัญหาที่ระบบครู ที่ไม่เปิดพื้นที่ให้ครูสามารถผิดพลาดได้ ไม่มีแล็บให้ครูทดลอง พอทดลองไม่ได้ ก็ต้อง play safe เสมอ ผมจึงเชื่อว่าการอบรมหรือกิจกรรมที่ทำให้ครูได้ทดลอง ลองคิดลองเล่น ลองผิดลองถูกนอกห้องเรียน จะทำให้ครูได้เปิดมุมมองและนำวิธีการใหม่ๆ ไปใช้ได้</p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p>หลายครั้งเป็นปัญหาที่ระบบครู ที่ไม่เปิดพื้นที่ให้ครูสามารถผิดพลาดได้ ไม่มีแล็บให้ครูทดลอง พอทดลองไม่ได้ ก็ต้อง play safe เสมอ</p></blockquote>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>คุณมีกระบวนการ ‘test’ หรือนำเกมไปทดลองใช้อย่างไร อะไรเป็นจุดวัดที่ทำให้คุณรู้ว่าเกมนั้นๆ ตอบโจทย์การเรียนรู้แล้ว</strong></h3>



<p>จริงๆ ก่อนที่เราจะทำเกมต้นแบบ (prototype) ขึ้นมาเราจะต้องรู้ว่าจะเทสต์อะไร เช่น อยากรู้ว่าสนุกไหม วิธีการเล่นเกมเข้าใจง่ายไหม คือต้องมีคำถามและมีสมมุติฐานอยู่ในใจว่าแบบนี้น่าจะเวิร์ก แล้วก็ทำเกมออกมาแบบที่เราคิด แล้วเราค่อยไปเทสต์ เพราะฉะนั้นถามว่าจะวัดยังไง ก็วัดตามคำถามหรือสมมติฐานที่เราตั้งในตอนแรก โดยผมจะแบ่งเทสต์เป็นสามขั้นตอน</p>



<p>ขั้นแรก ผมเทสต์กับคนภายใน หรือคนที่รู้ว่าเป้าหมายของเราคืออะไรก่อน ในขั้นตอนนี้จะไม่เทสต์เรื่องอื่นเลยนอกจากว่า ตกลงการเรียบเรียงเนื้อหาแบบนี้ มุมมองแบบนี้ บรรยากาศแบบนี้ มันพอจะเข้าเค้า พอมีกลิ่นอายของเป้าหมายปลายทางที่เราต้องการหรือเปล่า บางครั้งเกมอาจจะยังเล่นไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่เราอาจจะเทสต์องค์ประกอบ คอนเซปต์ หรือบางทีอาจต้องลองเอาเกมอื่นมาเทียบเคียงด้วย</p>



<p>ขั้นที่สอง เทสต์กับคนที่เล่นเกมเป็น คือหลังจากที่เราได้คอนเซปต์ของเกมมาแล้ว เราจะเอามาประยุกต์ปรับใช้เพื่อให้เกิดตัวต้นแบบ ที่ต้องเทสต์กับคนเล่นเกมเป็นเพราะเราจะไม่ต้องเสียเวลาอธิบายความไม่สมบูรณ์ของเกมนี้เยอะ คนกลุ่มนี้จะคุ้นชินกับการเล่นเกม เราจะสามารถได้พุ่งเป้าไปได้เลยว่าเกมนี้สามารถสื่อสารเป้าหมายของเราได้จริงรึเปล่า อีกด้านหนึ่ง เวลาเทสต์กับคนที่มีประสบการณ์การเล่นเกมเยอะ เราจะได้คอมเมนต์ทำนองว่า ทำไมไม่ลองทำแบบนี้ล่ะ ขั้นตอนนี้เหมือนการท้าทายว่าเราคิดว่าเกมที่เราทำน่าจะสนุกแล้ว แต่ปรากฏว่าคนเล่นอาจจะเคยเล่นเกมคล้ายๆ แบบนี้อีกเกมนึง เขาอาจจะมีมุมมองว่าองค์ประกอบแบบไหนน่าสนใจ เราจะได้นำมาพัฒนาต่อยอดได้ ผมเชื่อว่าทุกการเทสต์คือกระบวนการการหาข้อผิดพลาด เพราะฉะนั้นผมจะยินดีมากเลยที่เจอข้อผิดพลาดระหว่างการเทสต์เกม ถ้าเทสต์แล้วคนบอกว่าไม่สนุก ก็เหมือนกับมีเครื่องหมายตกใจขนาดใหญ่โผล่มา แล้วเราก็ต้องถามต่อว่าตรงไหนที่เรารู้สึกเบื่อ หรือตรงไหนที่มันยาก เพื่อเอามาปรับให้ดีขึ้น หรือบางครั้งก็ยกเครื่องใหม่ไปเลยเพราะไม่เวิร์ก</p>



<p>ขั้นที่สาม การเทสต์ที่ดีที่สุดก็คือการเทสต์กับผู้ใช้จริง ที่เราไม่เทสต์กับผู้ใช้แต่แรกเพราะบางครั้งก็คนอาจจะไม่คุ้นชินกับการเรียนรู้ผ่านเกม บางคนอาจจะแอนตี้ และยังมีโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดไม่ตรงเป้าหมาย เพราะฉะนั้นกระบวนการเทสต์แต่ละขั้นตอนจะทำให้เราค่อยๆ ก่อรูปก่อร่าง แล้วก็ค่อยๆ ปรับ ขยายเพิ่ม หรือทำให้เหมาะสมที่สุด</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ชวนคุณมองย้อนกลับไปต้อนเป็นนักเรียน มีบทเรียนเรื่องอะไรไหมที่รู้สึกว่ามันไม่ค่อยสนุกและเห็นว่าน่าจะนำเกมเข้ามาช่วยสร้างการเรียนรู้ได้</strong></h3>



<p>เยอะมากเลย (หัวเราะ) จริงๆ เกมสามารถใช้ในห้องเรียนได้กับทุกเรื่องเลย อยู่ที่ว่าคนสอนจะสามารถถอดบทเรียนจากการเล่นเกมได้หรือเปล่า การเรียนรู้ผ่านเกมไม่ใช่แค่การจับเด็กมาเล่นเกมแล้วจบนะ แบบนี้ไม่เกิดการเรียนรู้แน่ๆ แต่เกมคือการสร้างประสบการณ์จำลอง และครูคือคนที่จะเชื่อมโยงประสบการณ์จำลองเหล่านั้นมาสู่บทเรียนหรือโลกแห่งความจริง ดังนั้นขึ้นอยู่กับศักยภาพของครูแล้วว่าครูจะถอดบทเรียนจากหนังสือ เกม ภาพยนตร์ สื่ออื่นๆ กระทั่งถอดบทเรียนจากประสบการณ์จริงของนักเรียนได้ไหม ผมมองว่าเกมที่ดีจะสามารถสร้างประสบการณ์ที่เฉียบคม ถอดบทเรียนได้ง่าย ขณะที่ครูที่ดีจะสามารถเชื่อมโยงประสบการณ์เหล่านั้นเข้ากับเนื้อหา แม้ว่าประสบการณ์ของเกมจะไม่เกี่ยว หรือไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเนื้อหานั้นๆ ก็ยังสามารถหาแง่มุมหยิบยกมาใช้ได้</p>



<p>แต่ในประสบการณ์ของผม ถ้ากลับไปแก้อะไรในอดีตได้สักอย่าง ผมคงอยากเรียนวิชาสังคมผ่านการเล่นเกม วิชาสังคม-ประวัติศาสตร์ เป็น pain point ของผมเลย ตอนนั้นผมไม่เข้าใจและไม่รู้ว่าจะรู้เรื่องเหล่านี้ไปทำไม แต่พอเราเล่นเกม เราจะเข้าใจจังหวะของเหตุและผลในการกระทำต่างๆ เราได้ empathy คนในประวัติศาสตร์ว่าเขาทำไมเขาคิดอย่างนั้น ตัดสินใจอย่างนั้น หรือถ้าเราเป็นคนในประวัติศาสตร์แล้วเราอยากจะแก้ไขสถานการณ์ มันมีเงื่อนไขอะไรบ้าง ถ้าเป็นไปได้ น่าจะสนุกเลย</p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p>เกมที่ดีจะสามารถสร้างประสบการณ์ที่เฉียบคม ถอดบทเรียนได้ง่าย ขณะที่ครูที่ดีจะสามารถเชื่อมโยงประสบการณ์เหล่านั้นเข้ากับเนื้อหา</p></blockquote>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>หากครูในโรงเรียนสนใจนำบอร์ดเกมไปเป็นส่วนหนึ่งของการเรียน จากเดิมที่ครูมีหน้าที่ ‘สอน’ พอเปลี่ยนเป็นบอร์ดเกมแล้ว ครูจะมีบทบาทอย่างไร จะใช้บอร์ดเกมอย่างไรให้เวิร์กที่สุด</strong></h3>



<p>สิ่งที่ครูควรทำอย่างแรกคือการหยิบประสบการณ์จำลองมาสู่ประสบการณ์จริงหรือประสบการณ์ในการเรียนรู้ แต่นอกจากนั้น มีครูหลายคนที่สร้างชมรมบอร์ดเกม ทำให้เด็กๆ หลายคนที่เขามีเวลาว่างและไม่ได้อยากจะออกไปเตะบอล เล่นอะไรกับเพื่อน ได้มีกิจกรรมสนุกๆ ทำ ผมเคยสัมภาษณ์คุณครูในโรงเรียนพลศึกษา เราเข้าใจว่าคนที่เลือกเรียนพละเขาก็คงจะอยากจะออกกำลังกายในเวลาว่าง หรือทำกิจกรรมกีฬาที่เขาชอบ แต่ปรากฏว่ามีคุณครูเปิดชมรมบอร์ดเกมขึ้นมา และมีนักเรียนเข้ามาเล่นเรื่อยๆ เลย</p>



<p>การเปิดชมรมบอร์ดเกมของคุณครูก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไม่มีงบซัปพอร์ต คุณครูต้องเอาเกมที่ตัวเองซื้อมาไว้ที่ห้องชมรมให้เด็กเล่นกัน คือใช้งบส่วนตัวทั้งนั้นเลย แต่พอชมรมรันไปได้ทุกคนก็ได้เห็นว่าเกมช่วยทำให้บรรยากาศหรือความสัมพันธ์ระหว่างครูกับเด็กดีขึ้นด้วย จากแต่ก่อนครูอาจจะเป็นผู้ให้อย่างเดียว ดูเหมือนอยู่ในบทบาทเขาสูงกว่า เป็นคนคุมกฎระเบียบต่างๆ แต่พอเล่นเกมด้วยกันลักษณะความสัมพันธ์มันระนาบลงมา สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือนักเรียนกับครูสามารถพูดคุยเรื่องนอกเหนือจากการเรียนได้ ปัญหาของนักเรียนก็ถูกดึงมาอยู่ในความรับรู้ของครู ครูก็สามารถที่จะรับฟังและเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้นักเรียนได้ นี่คือโครงสร้างความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไปจากการเล่นเกมด้วยกัน และเป็นบทบาทที่ผมพยายามผลักให้เกมเข้าไปสู่โรงเรียนมากขึ้น</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>หลายคนอาจเริ่มเห็นบอร์ดเกมที่หลากหลายมากขึ้น เห็นช่อง YouTube เกี่ยวกับบอร์ดเกมได้รับความนิยม ภายใต้สิ่งที่เราเห็นนี้ อุตสาหกรรมบอร์ดเกมเจออุปสรรคอะไรบ้าง</strong></h3>



<p>ก็ยังมีอุปสรรคในเชิงมายาคติหรือความเข้าใจในสังคม ทุกคนน่าจะพอรู้แหละว่ามายาคติไม่ได้แก้กันง่ายๆ หลายคนยังมองเกมเป็นอบายมุข เป็นของเล่น ครูยังริบเกมเด็กเพราะมองเป็นของพนัน สิ่งเหล่านี้ก็ยังมีอยู่ในปัจจุบันนะ ขณะที่อีกด้านก็ยังมีมายาคติเรื่องการเรียนรู้ในไทย หลายคนมองว่าการเรียนต้องเข้มข้นจริงจัง ไม่ใช่อะไรที่จะใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไปได้ การเรียนต้องตอบข้อสอบให้ถูก ดังนั้นการเอาเกมไปใช้ในโรงเรียนก็เลยต้องพึ่งพาคุณครูที่สู้มากๆ เป็นเหตุผลที่ผมชื่นชมคุณครูหลายๆ คนที่เอาเกมไปใช้ในห้องเรียน หรือนำไปปรับกับหลักสูตร มันเป็นความกล้าและไม่ใช่เรื่องง่ายจริงๆ</p>



<p>อีกด้านหนึ่งคือเรื่องของอุตสาหกรรมนี้ ในประเทศไทยมันยังไม่ชัดเจน มันไม่เหมือนกับเวลาเราอยากสกรีนเสื้อสักตัว เราแทบจะคิดออกทันทีเลยว่านี้ทำยังไงบ้าง ต้องไปที่ไหน หรือเข้าเว็บไหน ส่งไฟล์แบบเสื้อไปให้คนผลิตปุ๊ป เสื้ออาจจะมาส่งถึงบ้านภายในเย็นวันนี้เลย เพราะอุตสาหกรรมมันตอบรับ แต่การทำเกมยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนและไม่ง่าย อย่างในระดับอุตสาหกรรมการผลิตอย่างเดียวเนี่ย ยอมรับเลยว่าทำที่จีนอาจจะดีกว่า ถูกกว่า แต่ว่าหลายๆ งานผมก็ต้องทำที่ไทย เพื่อให้โรงงานได้ซ้อมมือ โรงงานที่เปิดรับหลายแห่งเขาก็อยากจะทำนะ อยากเรียนรู้เพื่อทำงานลักษณะนี้ได้ดีขึ้น ถ้าอุตสาหกรรมมันโตขึ้นในสักวันหนึ่ง โรงงานเขาก็จะพร้อมทำงานเพิ่ม</p>



<p>อีกด้านหนึ่งคือเรื่องการใช้เกมเพื่อการเรียนรู้ มีการโต้กันว่าเกมต้องเป็นเกมสนุก ต้องให้ความบันเทิง คือพอเราเอาองค์ประกอบเกี่ยวกับการเรียนรู้เข้าไปใส่ หลายคนก็จะมองว่ามันไม่สนุก ยังมีคนบอกว่า โอ๊ย เกมที่สนุกเขาไม่ต้องสนใจการเรียนรู้หรอก แต่ผมมองว่ามันทำได้ทั้งคู่ อยู่ที่ศิลปะของคนออกแบบ ถ้าคุณมีศิลปะมากพอ คุณก็จะสามารถสร้างการเรียนรู้ที่สนุกควบคู่กันไปได้ ก็เป็นความท้าทายแบบหนึ่ง ยังมีอะไรให้สำรวจและค้นพบอีกเยอะเหมือนกัน แต่ถ้าเราเชื่อว่ามันทำให้สนุกได้ มันก็จะทำได้</p>



<p></p>



<figure class="wp-block-pullquote"><blockquote><p></p><p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p></blockquote></figure><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/perus-saranurak-interview/">‘บอร์ดเกม’ เวทมนตร์ที่เสกการเรียนรู้ให้เป็นเรื่องสนุก: เอ็ก – พีรัช ษรานุรักษ์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปรับการศึกษาสู้โควิด-19 เน้นกระบวนยืดหยุ่นตามบริบทพื้นที่</title>
		<link>https://www.eef.or.th/822-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 23 May 2020 13:22:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[DLTV]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อุดม วงษ์สิงห์]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[ศุภโชค ปิยะสันติ์]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี]]></category>
		<category><![CDATA[The 101]]></category>
		<category><![CDATA[public forum]]></category>
		<category><![CDATA[ปรับโรงเรียน-เปลี่ยนครู-ปฏิรูปการเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[เดชรัต สุขกำเนิด]]></category>
		<category><![CDATA[ภาคิน นิมมานนรวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนกำเนิดวิทย์]]></category>
		<category><![CDATA[เมษ์ ศรีพัฒนาสกุล]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท Lukkid]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=14925</guid>

					<description><![CDATA[<p>นักการศึกษาแนะปรับตัวการศึกษาช่วง COVID-19 ต้องเริ่มจาก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/822-2/">ปรับการศึกษาสู้โควิด-19 เน้นกระบวนยืดหยุ่นตามบริบทพื้นที่</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" fetchpriority="high" class="aligncenter size-full wp-image-14928" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/thu-2.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/thu-2.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/thu-2-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/thu-2-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/thu-2-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<h4 style="text-align: center;">นักการศึกษาแนะปรับตัวการศึกษาช่วง COVID-19 ต้องเริ่มจากเป้าหมายการเรียนรู้เพื่อเปิดให้เกิดรูปแบบต่างๆ ไม่ใช่แค่ยืนสอนหน้าชั้นเรียน แนะภาคนโยบายปลดล็อคให้โรงเรียนเกิดความยืดหยุ่นสอดรับกับพื้นที่</h4>
<p>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ  The 101 ร่วมจัด public forum ผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ “ปรับโรงเรียน-เปลี่ยนครู-ปฏิรูปการเรียนรู้&#8221; อ.เดชรัต สุขกำเนิด นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์  กล่าวว่า ปัญหาการศึกษาของไทยปัญหาแรกคือ 1. เรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาซึ่งเดิมไม่ค่อยรู้กัน จนเกิดการระบาดของ COVID-19 ทำให้เราเห็นชัดเจนขึ้นเช่นการเข้าถึงเทคโนโลยี อุปกรณ์ออนไลน์ ไปจนถึงอนาคตที่ปัญหาเศรษฐกิจอาจทำให้หลายคนต้องหลุดจากระบบการศึกษา 2. ขาดปฏิสัมพันธ์ผู้เรียนผู้สอน และ 3.  การออกแบบการเรียนให้เหมาะสมกับผู้เรียนซึ่งยังไม่เป็นเช่นนั้น</p>
<p><figure id="attachment_14929" aria-describedby="caption-attachment-14929" style="width: 855px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" class="wp-image-14929 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/d-3.jpg" alt="" width="855" height="648" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/d-3.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/d-3-300x227.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/d-3-768x582.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/d-3-750x568.jpg 750w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption id="caption-attachment-14929" class="wp-caption-text">อ.เดชรัต สุขกำเนิด นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์</figcaption></figure></p>
<p>อย่างไรก็ตาม ในการเรียนออนไลน์ที่ถูกพูดถึงยังคิดกันแต่ว่าเป็นการยืนพูดหน้าชั้นเหมือนในห้องเรียนปกติ ทั้งที่ยังมีรูปแบบอื่นทั้ง ให้ดูสารคดี ชีวิตสัตว์แบบอื่น อย่างเกมออนไลน์ โพลออนไลน์ ซึ่งในชีวิตจริงเด็กสามารถดูโทรทัศน์ได้เป็นชั่วโมงเราจะทำยังไงให้เด็ก สนใจและดูแบบเรียนที่ไม่ใช่แค่การสอนแบบหน้าห้อง แต่ควรมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูนักเรียนร่วมด้วย และการเรียนออนไลน์ไม่ใช่จะมาแทนออฟไลน์แต่จะเป็นการสอนที่ไปด้วยกัน การเรียนรู้เป็นเรื่องของทุกคน เรียนได้ทุกที่ ทุกโอกาส</p>
<p>อ.ภาคิน นิมมานนรวงศ์ ครูสังคมศาสตร์ โรงเรียนกำเนิดวิทย์ กล่าวว่า โรงเรียนเป็นโรงเรียนประจำสอนเฉพาะม.ปลายรวมนักเรียนเจ้าหน้าที่ประมาณ 300 คนแผนที่คิดไว้คือการลดจำนวนคนที่จะมาเรียนให้น้อยที่สุดเพื่อจำกัดและลดความเสี่ยงการติดเชื้อและพยายามทำให้การเรียนไปอยู่ในออนไลน์ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่สัปดาห์หน้า โจทย์ที่ยากของโรงเรียนคือเราจะทำได้ตามแผนแค่ไหนซึ่งเรามีหลายแผนที่วางไว้ เพื่อรองรับโอกาสที่จะเกิดสิ่งต่างๆ</p>
<p><figure id="attachment_14930" aria-describedby="caption-attachment-14930" style="width: 855px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" class="wp-image-14930 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/a-8.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/a-8.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/a-8-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/a-8-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/a-8-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/a-8-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption id="caption-attachment-14930" class="wp-caption-text">อ.ภาคิน นิมมานนรวงศ์ ครูสังคมศาสตร์ โรงเรียนกำเนิดวิทย์</figcaption></figure></p>
<p>สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เราต้องกลับมาทบทวนว่าการเรียนรู้คืออะไร ถ้าเราตอบคำถามนี้ไม่ได้หรือไม่ดีพอจะรับมือสถานการณ์ไม่ดีพอเช่นหากบอกว่า การเรียนรู้คือการเรียนในห้องเรียนก็จะไปไหนไม่ได้ แต่ถ้าคำตอบเปลี่ยนเป็นอะไรหลายอย่างก็จะนำไปสู่การปรับรูปแบบได้หลายอย่าง  นอกจากนี้ อุปสรรคใหญ่ของการปรับตัว เราต้องคิดว่าจำเป็นไหมมีต้องมีครูอยู่ในการเรียนรู้ของนักเรียน   และอะไรที่เรียนรู้ได้โดยไม่ต้องมีครู หรือครูจะอยู่ในบทบาทไหน</p>
<p>อ.ภาคิน กล่าวว่า ระยะสั้นเวลาพูดว่าโลกหลัง COVID-19 เราต้องรู้ก่อนว่าคือเมื่อไหร่ และหากเป็นอีก 2 ปีข้างหน้า ระหว่างนี้จะจัดการเรียนการสอนอย่างไร มีแผนแบบไหนบ้าง เราไม่สามารถบอกได้ว่าโมเดลไหนดีที่สุดไม่มีใครรู้จักนักเรียนได้ดีที่สุดเท่ากับอาจารย์ผู้สอน แต่ก็ต้องคุยกับนักเรียนและผู้ปกครองซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ อีกทั้งการจัดทำรูปแบบการสอนออนไลน์ ไม่เคยมีใครลองของใหม่ขนาดนี้ถ้าพูดว่าทำไม่ได้ก็จบเท่านั้นแต่ถ้าบอกว่าทำได้ก็จะมีโอกาสที่รออยู่ ซึ่งในภาพใหญ่ไม่ใช่แค่ครูที่จะต้องรับผิดชอบเรื่องนี้แต่ต้องมองไปถึงผู้กำหนดนโยบายที่ต้องมีความยืดหยุ่น ไปจนถึงมหาวิทยาลัยที่สอนครูที่จะต้องปรับตัวก่อนคนอื่น</p>
<p>ศุภโชค ปิยะสันติ์ ผู้อำนวยการ โรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี จ.เชียงราย กล่าวว่า ความพร้อมของโรงเรียนประสบปัญหากับหลายแห่งเด็กออนไลน์ได้แค่บางส่วน ออนแอร์ได้บางส่วน บางส่วนต้องออฟไลน์ สิ่งที่โรงเรียนเผชิญสัปดาห์ที่ผ่านมาคือการต้องพูดคุยเพื่อให้เกิดการเรียนรู้เกิดประสิทธิภาพที่ดีที่สุด  ทำไงขับเคลื่อนนโยบายกับปฏิบัติจริงให้ได้การเรียนรู้ดีที่สุด  ซึ่งมีทั้ง กลุ่ม ม.ปลาย ที่ส่วนใหญ่เรียนออนไลน์ได้ อีกกลุ่มเข้าไม่ถึงออนไลน์ก็ต้องเกาะกับเนื้อหา DLTV  อีกด้านยังมีช่องทางการเรียนรู้ที่เรียนจากชุมชน เรียนจากปราชญ์ชาวบ้าน ให้เขาไปหาความรู้ด้วยตัวเอง</p>
<p><figure id="attachment_14931" aria-describedby="caption-attachment-14931" style="width: 855px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-14931 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/b-7.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/b-7.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/b-7-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/b-7-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/b-7-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/b-7-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption id="caption-attachment-14931" class="wp-caption-text">ศุภโชค ปิยะสันติ์ ผู้อำนวยการ โรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี</figcaption></figure></p>
<p>ทั้งนี้ การเรียนรู้โดยให้เด็กดูทีวีโดยไม่สามารถซักถามหรือมีใครอธิบาย ตรงนี้ก็จะลำบากเพราะในพื้นที่บางบ้านมีข้อจำกัด ผู้ปกครองไม่มีเวลา ไม่มีความสามารถในการสอน  ซึ่งตรงนี้เป็นโอกาสทองคิดค้นนวัตกรรม มีโอกาสสอนน้อย เจอเด็กสั้นๆ จะเลือกเนื้อหา วิธีไหน ในการสอนให้เกิดประสิทธิภาพ ถ้ามีการปลดล็อก ผ่อนคลายเราก็จะได้เห็น ครูได้ปล่อยของมีอิสระรูปแบบการเรียนการสอนได้มากขึ้น</p>
<p>ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครู นักศึกษาครูและสถานศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า บทบาทหน้าที่ กสศ. มุ่งสร้างความเสมอภาค ลดความเหลื่อมล้ำ มีความเหลื่อมล้ำหลายมิติ สถานการณ์ COVID-19 ยิ่งทำให้ปัญหาทวีความรุนแรง โดยการทำงานของ กสศ. ที่ผ่านมามุ่งเน้นสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ หรือนำร่อง ซึ่งเมื่อเกิดโรคระบาดเราพูดคุยให้มีการปรับการทำงาน เช่น โครงการ TSQP 290 โรงเรียนต้องปรับอะไรบ้าง ยังมีโครงการการพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล ที่ต้องให้ความช่วยเหลือมากกว่าปกติจึงต้องมาคิดว่าจะพัฒนาอย่างไร</p>
<p><figure id="attachment_14932" aria-describedby="caption-attachment-14932" style="width: 855px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-14932 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/c-2.jpg" alt="" width="855" height="648" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/c-2.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/c-2-300x227.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/c-2-768x582.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/c-2-750x568.jpg 750w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption id="caption-attachment-14932" class="wp-caption-text">ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครู นักศึกษาครูและสถานศึกษา กสศ.</figcaption></figure></p>
<p>อย่างไรก็ตาม จากตัวอย่างที่เกิดขึ้นในประเทศบรูไน  เขามีระบบโฮมเลิร์นนิ่งแพ็คเกจให้ผู้ปกครองกับเด็กร่วมกันทำงานที่บ้าน รวมทั้งมีการเตรียมพร้อมจัดสภาพแวดล้อมเพื่อรองรับการเปิดเทอม ทั้งการจัดที่นั่งนักเรียน การก้าวเข้าโรงเรียน แบ่งครูออกเป็นสองกลุ่มทำงาน 2 สัปดาห์ที่โรงเรียน และหยุดสองสัปดาห์เพื่อไปลงพื้นออนไซท์  ช่วยเหลือให้คำปรึกษาเด็กในพื้นที่ ซึ่งสุดท้าย กสศ.ก็ต้องมาวิเคราะห์ย้อนกลับไปสู่เบื้องต้นคือไม่ต้องวิ่งตามเทคโนโลยีแต่ต้องเน้นไปที่การเรียนรู้</p>
<p>เมษ์ ศรีพัฒนาสกุล ผู้ก่อตั้งและซีอีโอบริษัท Lukkid และ ผู้แปลหนังสือ “designing your life” กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาต้องเริ่มจากการลงไปดูบริบทของปัญหาที่แตกต่างกันว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งเราติดกับรูปแบบเดิมว่าต้องเป็นการสอนในห้อง ดังนั้นต้องเริ่มตั้งคำถามใหม่เพื่อที่จะช่วยช่วยให้ได้ลองอะไรใหม่ ๆ และไม่มีใครรู้ว่าจะเป็นอย่างไรต้องลองลงมือทำอย่างเดียว  ซึ่งต้องลองและเรียนรู้แต่ไม่ใช่ลองแบบมั่วๆ</p>
<p><figure id="attachment_14933" aria-describedby="caption-attachment-14933" style="width: 855px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-14933 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/e-1-1.jpg" alt="" width="855" height="650" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/e-1-1.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/e-1-1-300x228.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/e-1-1-768x584.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/e-1-1-750x570.jpg 750w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption id="caption-attachment-14933" class="wp-caption-text">เมษ์ ศรีพัฒนาสกุล ผู้ก่อตั้งและซีอีโอบริษัท Lukkid</figcaption></figure></p>
<p>อย่างไรก็ตาม การใช้เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนช่วยการเรียนรู้ช่วยนั้น แต่บางครั้งเทคโนโลยีก็ไม่ได้สำคัญไปทุกสถานการณ์ บางทีระบบแมนนวล ก็อาจตอบโจทย์ได้ดีกว่า  เราไม่ได้มีสูตรเดียวที่ตอบโจทย์ทุกในสถานการณ์ โอกาสที่เราได้ลองจึงเป็นเรื่องสำคัญ และเราควรมีการสร้างคอมมูนิตี้เพื่อให้ครูได้คุยกันว่าเจอปัญหาอะไรแก้ไขอย่างไร ให้แต่ละคนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/822-2/">ปรับการศึกษาสู้โควิด-19 เน้นกระบวนยืดหยุ่นตามบริบทพื้นที่</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
