<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>SET : Learning @ home | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/set-learning-home/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Sat, 15 Jan 2022 08:44:40 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>SET : Learning @ home | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>SET: LEARNING@HOME จงเป็นนักเรียนตลอดชีวิต</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-a-lifelong-student-170122/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 15 Jan 2022 08:42:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[SET : Learning @ home]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้ตลอดชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[นิ้วกลม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=50541</guid>

					<description><![CDATA[<p>“จงเป็นนักเรียนตลอดชีวิต” ผมเคยเขียนหน้าแรกของสมุดบันทึ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-a-lifelong-student-170122/">SET: LEARNING@HOME จงเป็นนักเรียนตลอดชีวิต</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“จงเป็นนักเรียนตลอดชีวิต” ผมเคยเขียนหน้าแรกของสมุดบันทึกไว้แบบนั้น ทุกวันนี้ก็ยังไม่เปลี่ยนปณิธานจากเดิม ‘นักเรียน’ คืออาชีพที่สนุกที่สุด ทำไมจึงบอกว่าเป็นอาชีพ ก็เพราะเป็นสิ่งที่ทำแล้วได้เงินด้วยน่ะสิครับ</p>



<p>สำหรับผม เป้าหมายในการทำงานทุกวันนี้คือได้เรียนรู้ งานที่ทำแล้วขดหยักสมองมีร่องมากขึ้น เสริมสร้างประสบการณ์ชีวิต เพิ่มมุมคิดให้ตัวเอง คือการงานอันทรงคุณค่า แน่นอนว่าเงินก็อยากได้ แต่ถ้าเงินตรามาพร้อมความรู้เมื่อไหร่ งานนั้นจะเป็นการงานที่รักและทุ่มเทสุดหัวใจทันที</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">เหตุใดการเรียนรู้จึงสำคัญนัก</h2>



<p>ผมคิดว่ามันคือแรงขับเคลื่อนชีวิต การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้เมื่อ<strong>สงสัยใคร่รู้</strong> สิ่งนี้นำมาซึ่งความรู้สึกอัศจรรย์ต่อโลกและชีวิต ลองคิดดูว่าถ้าเราตื่นขึ้นทุกเช้าแล้วรู้สึกว่าวันนี้ไม่ต่างอะไรจากเมื่อวาน วานซืน และวันก่อนๆ ชีวิตจะเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่ายขนาดไหน&nbsp;</p>



<p>ความสงสัยใคร่รู้ทำให้โลกใบเดิมกลายเป็นเรื่องน่าสนใจไม่รู้จบ มองฟ้าก็สงสัยว่าทำไมมันเป็นสีฟ้า มองต้นหญ้าก็อยากรู้ว่าทำไมต้องสีเขียว แล้วทำไมปลาว่ายน้ำ ขณะที่นกบิน ทำไมดินกินไม่ได้ แต่ผักที่งอกจากดินดันกินอร่อย และอีกมากมายไม่รู้จบ</p>



<p>ความสงสัยทำให้โลกน่าอยู่ เพราะมีเรื่องให้ค้นหา</p>



<p>หากการเรียนรู้สำคัญ แล้วเราจะเป็นนักเรียนตลอดชีวิตได้อย่างไร</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0683e9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/จงเป็นนักเรียนตลอดชีวิต1-scaled.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>1. คุณสมบัติสำคัญของนักเรียนคือความโง่</strong></h4>



<p>สำหรับผม นักเรียนที่ดีต้องตระหนักเสมอว่าตัวเองยังไม่รู้ เมื่อรู้ว่าไม่รู้เท่านั้นแหละ จึงมีโอกาสได้รู้ คนจำนวนมากไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ เพราะมีคำพูดติดปากว่า “รู้แล้ว” ความโง่คือบานประตูพาเราไปพบความรู้ใหม่ ความโง่คือความสนุก ไม่ต้องเก๊กว่าตัวเองทรงภูมิฉลาดล้ำ ความโง่คือความถ่อมตัว เปิดหู เปิดตา เปิดใจ รับฟัง เป็นดังคำกล่าวจีนโบราณว่า “เมื่อศิษย์พร้อม ครูย่อมปรากฏตัว” ศิษย์ที่พร้อมที่สุดคือศิษย์ที่รู้ว่าตนโง่</p>



<p>การตระหนักถึงความโง่เป็นเรื่องเดียวกับ <strong>‘หัวใจของผู้เริ่มต้น’</strong> (Beginner’s Mind) ซึ่งตรงข้ามกับความเก๋าของผู้เชี่ยวชาญ มือใหม่ย่อมลงมือทำด้วยความไม่รู้สึกกดดัน กล้าคิดกล้าทำโดยไม่กลัวล้มเหลว พลาดไปก็เริ่มใหม่ เรียนรู้จากความผิดนั้น ที่สำคัญคือ สนุกกับการล้มลุกคลุกคลาน</p>



<p>หัวใจของผู้เริ่มต้นจะมองเห็นทุกสิ่งด้วย<strong>แววตาตื่นเต้น</strong> มิใช่เฉื่อยชา อ่านหนังสือเล่มใหม่ราวกับได้อ่านเป็นเล่มแรก ดูหนังเรื่องใหม่ราวกับเพิ่งเคยได้ดูหนัง เป็นเรื่องเดียวกับการไม่ยึดติดกับสิ่งต่างๆ ที่เคยรู้และประสบมา มิได้คิดว่าฉันรู้และเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว เช่นเดียวกับถ้วยชาที่มีชาเต็มถ้วยย่อมไม่อาจรับน้ำชาใหม่ลงไปในนั้นได้ </p>



<p>เช่นนี้แล้ว <strong>‘อาจารย์’</strong> จึงพร้อมปรากฏกายขึ้นตลอดเวลา ทั้งที่เป็นคนและสรรพสิ่ง หากกินไข่พะโล้อร่อยแล้วเอ่ยถามแม่ค้าว่าทำยังไง ก็จะได้วิชาปรุงอาหาร หากเดินป่าแล้วเอ่ยปากถามเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ย่อมได้เรียนวิชาธรรมชาติและสัตว์ป่า มิเพียงเท่านั้น ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ มด แมลง แสง คลื่น ล้วนแล้วแต่เป็นอาจารย์สอนสรรพวิชามากมายไม่รู้จบ</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>2. นักเรียนที่ดีย่อมมองเห็น ‘ห้องเรียน’ ทุกที่ทุกเวลา</strong></h4>



<p>อาวุธสำคัญของของนักเรียนคือเครื่องหมายคำถาม อะไร ทำไม อย่างไร ใคร ที่ไหน ฯลฯ หย่อนไปตรงไหนสถานที่แห่งนั้นก็จะถูกเนรมิตเป็นห้องเรียนทันที นักเรียนที่ดีต้องการกล้าถาม ซึ่งความกล้านี้เชื่อมโยงกับคุณสมบัติแรกนั่นคือ ไม่กลัวโง่</p>



<p>หากทำสิ่งเหล่านี้ได้บ่อยๆ รักษาคุณสมบัติเหล่านี้ไว้ได้เสมอ ผู้นั้นย่อมบ่มเพาะ <strong>‘ทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง’</strong> ขึ้นมาได้ แม้จะไม่มีครูประจำชั้นในชีวิตแล้ว ก้าวขาออกจากรั้วสถานศึกษาแล้วก็ตาม สิ่งนี้ทำให้นักเรียนคนนั้นไม่จบการเรียนรู้ไว้ในวินาทีที่ยื่นมือไปรับใบปริญญา ทว่ายังคง ‘เรียนต่อ’ ไปตลอดชีวิต</p>



<p>กล่าวในมิติเช่นนี้ ทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาบนเส้นทางชีวิตจึงเป็น ‘บทเรียน’ สำหรับนักเรียนผู้ตระหนักตนว่าไม่ฉลาดอยู่เสมอ เขาทราบดีว่าจำเป็นต้องสอบผ่านวิชายากๆ ที่จะเข้ามาทดสอบไปตลอดทาง ผ่านวิชานี้แล้วก็จะเจอวิชาที่ยากขึ้นไปอีก การงาน ความสัมพันธ์ ความรัก ความทุกข์ ความเจ็บปวด ความสับสน การดูถูกเหยียดหยาม หรืออะไรก็ตาม ล้วนแล้วแต่เป็นรายวิชาที่ผ่านเข้ามาในภาคการเรียนของแต่ละช่วงชีวิต</p>



<p>โลกมิได้มีเพียงคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ ภาษาอังกฤษ หรือวิชาต่างๆ ที่สอนกันในห้องเรียนเท่านั้น โลกใบกว้างยังมีวิชาอกหักศาสตร์ วิชาล้มเหลวศาสตร์ วิชาโดดเดี่ยวศาสตร์ หรือวิชาแตกสลายกลายเป็นงอกงามให้สอบผ่านอีกหลายเทอม นักเรียนที่ดีย่อมเรียนรู้จากเหตุการณ์ทั้งร้ายดีที่เกิดขึ้น เช่นกันกับในห้องเรียน ย่อมมีบางวิชาที่ไม่อยากเรียน แต่ในฐานะนักเรียนก็ต้องผ่านมันไปให้ได้ เราอาจไม่ได้เกรดเอทุกวิชา แต่ถ้าตั้งใจจริงย่อมสอบผ่าน แม้ฉิวเฉียดก็เอาตัวรอดมาได้แล้วกัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-98cfdd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/จงเป็นนักเรียนตลอดชีวิต2-scaled.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">การเรียนรู้ตลอดชีวิต</h2>



<p>ทักษะเช่นนี้สำคัญอย่างยิ่งในโลกที่เปลี่ยนแปลงไวและเอไอกำลังจะครองเมือง มนุษย์จำเป็นต้องมีคุณสมบัติของการเรียนรู้ตลอดชีวิต เรียนแล้ววาง ต่อยอดจากสิ่งเก่า ปลูกเมล็ดพันธุ์ความรู้ใหม่ แตกกิ่งก้านสาขาความสนใจของตนเองขยายออกไปไม่มีที่สิ้นสุด</p>



<p>ต้นไม้ที่ไม่งอกงามคือต้นไม้ที่ตายแล้ว สมองที่ไม่งอกงามย่อมถดถอย ชีวิตที่เรียนรู้ตลอดเวลาคือการเติบโตไปสู่พื้นที่แห่งความเป็นไปได้ใหม่ๆ ไม่รู้จบ</p>



<p>นี่คือทักษะแห่งศตวรรษของพนักงานที่องค์กรใดก็ต้องการ ฉะนั้น ‘นักเรียน’ ในมิตินี้จึงเป็น ‘อาชีพ’ ที่ทำเงินได้ ดีไม่ดีจะมีแต่คนแย่งตัวให้ไปเรียนในสถานที่ของเขา แต่สิ่งที่สำคัญไปกว่ารายได้และโอกาสคือ ความรู้สึกดีกับชีวิต การเรียนรู้มอบสิ่งนั้นให้กับเรา เมื่อรักการเรียนรู้เราจะรักโลกใบนี้และรักชีวิตไปพร้อมกัน เราจะพบว่าทุกเช้าที่ลืมตาตื่นขึ้นมาคือโอกาสในการค้นพบความอัศจรรย์ของโลกอีกครั้งและอีกครั้ง</p>



<p>สำหรับนักเรียนที่รักการเรียนแล้ว แทบจะมองไม่เห็นเส้นแบ่งระหว่างห้องเรียนกับสนามเด็กเล่นเลยด้วยซ้ำ</p>



<p>แน่นอน การวิ่งเล่นในสนามเด็กเล่นย่อมมีการล้มลง ร้องไห้ เป็นแผลบ้างในบางคราว แต่เมื่อสิ่งนั้นเป็นสิ่งเดียวกับการเรียนรู้เสียแล้ว มันก็ไม่ใช่เรื่องแย่แต่อย่างใด</p>



<p>น้ำตาและความทุกข์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเรียนรู้</p>



<p>เช่นกันกับรอยยิ้มและความสุข</p>



<p>ผมเคยเขียนหน้าแรกของสมุดบันทึกไว้ด้วยประโยคเตือนใจตน ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังไม่เปลี่ยนปณิธานจากเดิม <strong>“จงเป็นนักเรียนตลอดชีวิต”</strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-a-lifelong-student-170122/">SET: LEARNING@HOME จงเป็นนักเรียนตลอดชีวิต</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>SET : LEARNING@HOME การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กวัยมัธยมศึกษา แนะนำโดยครูเม-เมริษา ยอดมณฑป (เพจตามใจนักจิตวิทยา)</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-learning-management-for-high-school-children/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 22 Nov 2021 04:06:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[SET : Learning @ home]]></category>
		<category><![CDATA[ตามใจนักจิตวิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[เมริษา ยอดมณฑป]]></category>
		<category><![CDATA[ารจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กวัยมัธยมศึกษา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=48144</guid>

					<description><![CDATA[<p>คำถาม “เด็กมัธยมศึกษามีความจำเป็นต้องเรียนรู้อะไรบ้าง?” [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-learning-management-for-high-school-children/">SET : LEARNING@HOME การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กวัยมัธยมศึกษา แนะนำโดยครูเม-เมริษา ยอดมณฑป (เพจตามใจนักจิตวิทยา)</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>คำถาม “เด็กมัธยมศึกษามีความจำเป็นต้องเรียนรู้อะไรบ้าง?”</strong></p>



<p><strong>คำตอบ </strong>“ถ้าอ้างอิงตามระบบการศึกษา เนื้อหาที่วัยรุ่นต้องเรียนในโรงเรียนจะมีความยากและซับซ้อนมากขึ้นจากเดิม ยิ่งในช่วงมัธยมศึกษาตอนปลายที่เด็กต้องเลือกเรียนสายการเรียนรู้ที่ชัดเจน เนื้อหามีความลึกและเต็มไปด้วยรายละเอียดมากมาย ซึ่งบ่อยครั้งเราจะพบว่า เด็กที่มีพื้นฐานการเรียนรู้ไม่แน่นจะเผชิญปัญหาในการเข้าใจเนื้อหาที่เรียน ยิ่งในสถานการณ์โควิด-19 ที่เด็กๆ ไม่สามารถไปโรงเรียนได้ตามปกติ ทำให้จำเป็นต้องเรียนผ่านระบบออนไลน์หรือเรียนรู้ด้วยตนเอง ปัญหาความไม่เข้าใจบทเรียนนั้นอาจจะทำให้เด็กบางคนไม่สามารถทำการบ้านหรือเรียนรู้ได้อย่างราบรื่น ก่อให้เกิดความเครียดต่อตัวเด็กและพ่อแม่</p>



<p>ในบทความนี้จะกล่าวถึงแนวทางในการจัดการเรียนรู้ที่ช่วยเอื้อให้วัยรุ่นสามารถเรียนรู้ได้ตามจังหวะของตัวเองมากขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่การเรียนรู้รายบุคคลเป็นหลักและการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นได้ทุกที่ เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจและช่วยวัยรุ่นให้เขาได้เรียนรู้ได้เต็มศักยภาพของตัวเอง</p>



<p>ทำความเข้าใจวัยรุ่นตามพัฒนาการตามทฤษฎีพัฒนาการทางจิตสังคมของ (Psychosocial Development) ของอีริก อีริกสัน นักจิตวิทยาชาวเยอรมัน</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-64fdc5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กมัธยม-02.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h2 class="wp-block-heading">บันไดขั้นที่ 5 พัฒนาการอัตลักษณ์ของตนเอง (Identity) ให้ชัดเจน และสร้างการยอมรับจากตัวเองและผู้อื่น</h2>



<p>ช่วงวัยรุ่น (12-18 ปี) เป็นช่วงเวลาแห่งการค้นหา <strong>“อัตลักษณ์ของตัวเอง” (Identity)</strong> ผ่านการสำรวจตัวตน ทั้งความรู้สึก ความต้องการ ความเชื่อ คุณค่าภายในตนเอง หากวัยรุ่นสามารถค้นพบตัวตนที่สอดคล้องกันระหว่างภายนอกและภายใน เขาจะสามารถเติบโตต่อไปโดยไม่รู้สึกติดค้างในช่วงวัยดังกล่าว</p>



<p>ในทางกลับกัน หากวัยรุ่นไม่สามารถรับรู้ความต้องการที่มีต่อตัวเอง หรือแม้จะค้นพบความต้องการนั้น แต่ไม่สามารถทำตามที่ใจต้องการได้ อาจจะเป็นเพราะสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อ เช่น สังคมไม่ให้การยอมรับ ขัดกับค่านิยมของครอบครัว พ่อแม่ห้ามปรามไม่ให้เลือกในทางที่เป็นตัวเขา หรือเป็นเพราะตัวเขาเองที่ไม่สามารถเป็นไปตามที่ตัวเองต้องการได้ สิ่งเหล่านี้สามารถส่งผลให้วัยรุ่นเกิดความกังวลและความคับข้องใจ ถ้าหากไม่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ ปมที่ติดค้างจะนำไปสู่ <strong>“ความสับสนในบทบาทของตัวเอง” (Role Confusion)</strong> วัยรุ่นจึงพยายามสุดกำลังเพื่อพิสูจน์ตัวเอง เพื่อตัวเอง และคนที่เขารัก เมื่อพยายามเต็มที่แล้วทำไม่ได้ วัยรุ่นมีสองทางเลือก คือ การเปลี่ยนเส้นทาง หรือปล่อยวาง ในวัยรุ่นบางคนที่หาทางออกให้กับปัญหานี้ไม่ได้ สุขภาพจิตของเขาจะได้รับการบั่นทอนลง</p>



<p>หัวใจสำคัญของบันไดพัฒนาการในเด็กวัย 12-18 ปี คือ “อิสระในการเป็นตัวเอง” “การค้นหาตัวเอง” และ “การยอมรับจากสังคม”</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-482d14"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กมัธยม-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h2 class="wp-block-heading">การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กมัธยมศึกษา ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่บนโลกใบนี้</h2>



<p>ในทางจิตวิทยาพัฒนาการแล้ว วัยรุ่นเป็นวัยที่มีความเข้าใจด้านนามธรรมเทียบเท่าผู้ใหญ่ แต่อาจจะได้เปรียบผู้ใหญ่อย่างเราในด้านการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วกว่า ไม่ว่าจะเป็นในด้านเทคโนโลยี ภาษา หรือการเข้าใจสิ่งต่างๆ ดังนั้นสิ่งที่วัยรุ่นต้องการอาจจะไม่ใช่การสอนเนื้อหาวิชาการแบบแน่นขนัดให้กับเขา เพราะสิ่งที่สำคัญมากกว่าคือ วิธีการคิด วิเคราะห์ และสังเคราะห์ออกมาต่างหาก เพื่อที่เขาจะสามารถย่อยเนื้อหาในแบบฉบับที่ตนเองสามารถเข้าใจและนำไปใช้ได้</p>



<p>ก่อนจะจัดการเรียนรู้ให้วัยรุ่น เราควรเข้าใจธรรมชาติของสมองของเขาก่อน วัยรุ่นต้องการการนอนหลับมากกว่าวัยเด็กและผู้ใหญ่ แม้ว่ามันอาจดูเหมือนวัยรุ่นขี้เกียจ แต่หลักวิทยาศาสตร์แสดงให้เห็นว่า “ระดับเมลาโทนิน” (ระดับฮอร์โมนการนอนหลับ) ในเลือดของวัยรุ่นเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติในเวลากลางคืน และลากยาวมาถึงตอนเช้ามากกว่าวัยเด็กและวัยผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ นี่อาจอธิบายได้ว่าทำไมวัยรุ่นจำนวนมากนอนดึกและมีความยากลำบากในการตื่นนอนในตอนเช้า วัยรุ่นควรนอนประมาณ 9-10 ชั่วโมงต่อคืน แต่วัยรุ่นส่วนใหญ่ไม่ได้นอนหลับเพียงพอ เนื่องจากตารางเวลาที่ขัดกับธรรมชาติของร่างกายวัยรุ่น กล่าวคือ “ต้องตื่นเช้าตรู่มาเรียน”&nbsp;</p>



<p>การนอนหลับไม่เพียงพอในวัยรุ่นสามารถส่งผลให้เกิดภาวะซึมเศร้า หรือการบกพร่องในการควบคุมอารมณ์ ซึ่งนานวันอาจจะส่งผลต่อการเป็นโรคทางจิตได้ ดังนั้นตารางเวลาเรียนที่ควรจะเป็นอาจจะปรับให้ตรงกับธรรมชาติของวัยรุ่นมากขึ้น โดยอาจจะให้เริ่มเรียน 9.00 น. หรือ 10.00 น. เป็นต้นไป และควรเรียนไม่เกิน 4-5 ชั่วโมงต่อวัน ที่สำคัญระหว่างคาบเรียน (ประมาณ 1 ชั่วโมง) เด็กควรพักอย่างน้อย 15-20 นาที ก่อนจะเรียนคาบต่อไป เพราะเกินไปจากนั้น ตัวเด็กเองอาจจะล้าเกินกว่าจะเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-28c27d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กมัธยม-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h2 class="wp-block-heading">“คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ” และ “สุขภาพกายใจที่พร้อมส่งผลให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”</h2>



<p>บางกรณีที่เด็กมีปัญหาด้านการจดจ่อเป็นระยะเวลานานๆ การเรียนรู้ควรแบ่งช่วงเวลาให้สั้นลง เช่น 30-45 นาที แล้วพัก เพื่อให้เขาสามารถจดจ่อได้อย่างเต็มที่เมื่อกลับเข้ามาเรียนใหม่อีกครั้ง</p>



<p></p>



<p><strong>แนวทางการจัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกที่&nbsp;</strong></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">“ตัวเด็ก” คือ ผู้สร้างการเรียนรู้ให้ตัวเอง โดยมีผู้ใหญ่เป็นผู้สนับสนุนและให้ความช่วยเหลือ</h2>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ข้อที่ 1 พื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้</strong></h4>



<p>การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดีที่สุดเมื่อเด็กอยู่ในสภาวะที่เปิดรับ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้เมื่อเด็กรับรู้ว่า “พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเขา” พื้นที่ไม่หมายถึงสถานที่ แต่หมายถึงบุคคลที่รายล้อมเขา ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ครูผู้สอน หรือเพื่อนๆ&nbsp;</p>



<p><span style="text-decoration: underline;">พื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้ประกอบด้วย</span></p>



<ol><li>กติกาหรือข้อตกลงร่วมกัน เช่น&nbsp;</li></ol>



<ul><li>เราจะให้เกียรติซึ่งกันและกัน เวลาที่ใครพูดเราจะฟัง เวลาที่เราพูดทุกคนจะฟังเช่นกัน</li><li>สิ่งที่เราจะ “พูด” หรือ “ทำ” ต้องไม่ทำให้ตัวเราหรือใครเดือดร้อน&nbsp;</li><li>การสงสัยและการถามคำถามเป็นเรื่องที่ดี และความเห็นที่ไม่ตรงกันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ ขอเพียงเรานำมาพูดคุย ถกเถียงกันด้วยเหตุผล</li><li>ถ้าหากต้องการความช่วยเหลือ สามารถขอความช่วยเหลือได้เสมอ</li></ul>



<ol start="2"><li>รับฟังและยอมรับในความแตกต่าง เช่น เด็กบางคนอาจจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างจากเรา เราควรให้โอกาสเขาได้พูดถึงสิ่งที่เขาคิด และยอมรับในความแตกต่างนั้น&nbsp;</li><li>ไม่ตัดสินเด็กจากการที่เขาทำไม่ได้ ไม่เข้าใจ ทำผิดพลาด แต่ให้โอกาสและให้การสอนในวิธีการที่เขาสามารถเข้าใจได้</li><li>ไม่ทำให้เด็กอับอายต่อหน้าคนอื่น เช่น การตำหนิเขาต่อหน้าคนอื่น&nbsp;</li><li>ให้เกียรติซึ่งกันและกัน</li></ol>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ข้อที่ 2 การเรียนรู้ที่ดีที่สุด คือ กระบวนการคิด วิเคราะห์ และการค้นหาความรู้ด้วยตนเอง</strong></h4>



<p>อย่างที่กล่าวไปข้างต้น เนื้อหาทางวิชาการนั้นมีปริมาณมากและหลายหลาก หากต้องการให้เด็กสามารถเรียนรู้เนื้อหาเหล่านั้นได้อย่างเข้าใจและนำไปใช้ได้ เด็กต้องมีกระบวนการคิดที่นำไปสู่การวิเคราะห์ และสังเคราะห์มาเป็นเนื้อหาที่ตัวเองเข้าใจ นำไปสู่การสร้างความรู้สำหรับตัวเอง และต่อยอดเป็นความรู้ใหม่ได้&nbsp;</p>



<p>ซึ่งการเรียนรู้ลักษณะนี้จะไม่เกิดขึ้นเมื่อเป็นการเรียนรู้แบบทางเดียว (Passive Learning) กล่าวคือ ผู้สอนอาจจะบรรยายเนื้อหาไปเรื่อยๆ ในขณะที่ผู้เรียนฟังและจดจำเพียงอย่างเดียว&nbsp;</p>



<p>แต่การเรียนรู้ลักษณะนี้จะเกิดขึ้นเมื่อเป็นการเรียนรู้แบบสองทาง (Active Learining) กล่าวคือ ผู้สอนและผู้เรียนมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หรือพูดคุยกันเพื่อถกเถียงเกี่ยวกับเนื้อหาดังกล่าว ซึ่งทำให้เด็กได้เรียนรู้เนื้อหานั้นหลายมิติ เพราะการนำเนื้อหามาถกเถียงด้วยเหตุผลได้ เด็กจำเป็นต้องฟังและจดจำเนื้อหานั้นก่อน เพื่อนำไปผ่านกระบวนการคิดและเข้าใจ ก่อนจะนำมาแลกเปลี่ยนพูดคุยกับผู้อื่น ความรู้นั้นจึงถูกบดเคี้ยวและย่อยหลายครั้ง จึงไม่น่าแปลกใจที่เด็กๆ จะสามารถจดจำเนื้อหาเหล่านั้นได้อย่างขึ้นใจ</p>



<p><span style="text-decoration: underline;">ยกตัวอย่างการเรียนรู้แบบสองทาง (Active Learing)</span></p>



<ol><li>การใช้คำถามปลายเปิดมากกว่าคำถามปลายปิด เพื่อให้เด็กๆ เสนอความคิดเห็นของตนเองได้อย่างเต็มที่</li><li>การใช้เกมหรือโจทย์ที่ท้าทาย เช่น บอร์ดเกม หรือการจำลองสถานการณ์ และให้เด็กได้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหานั้นๆ&nbsp;</li><li>การทดลองเพื่อพิสูจน์สมมติฐานที่ตั้งไว้ เช่น เมื่อเด็กๆ อยากสงสัยเรื่องใด เราสามารถให้เขาคิดการทดลองเพื่อพิสูจน์สิ่งที่เขาสงสัยได้ โดยมีเราเป็นผู้ช่วยและดูแลความปลอดภัยเท่านั้น</li><li>การโต้วาที เพื่อถกเถียงถึงสิ่งที่ตนเองเชื่ออย่างเป็นเหตุเป็นผล และให้เกียรติอีกฝ่ายที่เห็นตรงข้ามกับตนเอง</li><li>การให้เด็กๆ ไปสืบค้นความรู้ด้วยตนเอง และนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน</li></ol>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ข้อที่ 3 การทดสอบความรู้ที่ดีที่สุดอาจจะไม่ใช่การใช้มาตรวัดเพียงมาตรวัดเดียว แต่คือการเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้สังเคราะห์ และประมวลความรู้ออกมานำเสนอผ่านรูปแบบที่ตนเองถนัด</strong></h4>



<p>การสอบผ่านออนไลน์นั้นมักทำให้เด็กๆ และพ่อแม่เกิดความเครียดเป็นอย่างมาก เนื่องจากบางบ้านอาจจะไม่พร้อมทั้งในเรื่องของอุปกรณ์ และระหว่างการสอบอาจจะเกิดเรื่องที่ไม่คาดคิดได้ เช่น ไฟดับ หรืออินเทอร์เน็ตหลุด&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้ การสอบในรูปแบบที่วัดผลผ่านข้อสอบฉบับเดียว อาจจะทำให้เด็กบางคนตกหล่นไป ดังนั้นการทดสอบความรู้ที่ดีที่สุดอาจจะไม่ใช่การสอบเพื่อวัดผลลัพธ์ทางการเรียนรู้ทางเดียว แต่คือการเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้แสดงความรู้ที่ตนเองมีผ่านการนำเสนอในรูปแบบที่ตนเองถนัด ยกตัวอย่างเช่น</p>



<p>การทำโครงการที่ตนเองสนใจ และนำความรู้ที่ได้เรียนมาประยุกต์หรือบูรณาการเข้าไปในโครงการนั้น</p>



<ul><li>เด็กบางคนอาจจะทำโครงการเกี่ยวกับ “การทำขนมขาย” แล้วนำวิชาคณิตศาสตร์มาคำนวณสัดส่วนของขนมแต่ละสูตร และต้นทุน-กำไร รวมทั้งการคิดวิธีการประชาสัมพันธ์หรือกิมมิค (Gimmick) ในการวางขาย ผ่านการใช้ความรู้ทางด้านภาษาและการออกแบบในวิชาศิลปะ</li><li>เด็กบางคนอาจจะทำโครงการเกี่ยวกับ “ท่าชู้ตลูกบาสให้ลงห่วง” เขาต้องหาว่าองศาใดมีแนวโน้มที่สามารถชู้ตได้แม่นยำกว่าองศาอื่นๆ ความรู้ทางด้านฟิสิกส์และคณิตสตร์เข้ามามีบทบาทอย่างมาก ผนวกกับการทดลองกับคนที่มีขนาดตัว น้ำหนัก-ส่วนสูงที่ต่างกันมีผลต่อการชู้ตบาสไหม&nbsp;</li><li>เด็กบางคนชอบเล่นเกมมาก เขาอาจจะคิดโครงการ “เล่นเกมอย่างไรให้ไม่เสียการเรียน” เพื่อให้พ่อแม่บ่นเขาน้อยลง เด็กนำปัญหาที่ตนเองเผชิญมาทำเป็นโครงการเพื่อแก้ปัญหานั้น ในโครงการนี้เด็กต้องศึกษาเรื่องจิตวิทยาเพื่อเข้าใจผลกระทบของเกมที่มีต่อเขา และพฤติกรรมเล่นเกมของเขาที่ส่งผลต่อพ่อแม่ เด็กต้องเข้าใจผู้อื่น และหาแนวทางตรงกลางเพื่อให้ตนเองได้เล่นเกม และไม่กระทบกับการเรียนของตนเอง</li></ul>



<p>จะเห็นได้ว่า สิ่งที่เด็กๆ อยากรู้และสงสัยอาจจะดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ถ้าหากทำเป็นโครงการอย่างจริงจัง พวกเขาจะได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างทีเดียว ความรู้ที่พวกเขาสังเคราะห์ขึ้นมาใหม่ จะเป็นสิ่งที่ติดตัวเขาไปได้นานกว่าความรู้ที่จำไปเพื่อสอบเพียงอย่างเดียว</p>



<p>ดังนั้น หากผู้ใหญ่ให้ความสำคัญกับ “กระบวนการเรียนรู้มากกว่าผลลัพธ์” เด็กๆ จะได้เรียนรู้สามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ เรียนรู้ได้เต็มศักยภาพของเขา และที่สำคัญที่สุด เด็กจะได้เรียนรู้ว่า ตนเองมีความชอบและความถนัดในเรื่องใด แม้วันนี้อาจจะยังทำได้ไม่ดี แต่ถ้าเขามีทัศนคติที่ดีต่อตนเอง เด็กจะสามารถพัฒนาความสามารถของเขาไปได้อย่างไม่สิ้นสุด เพราะ “ความอยากเรียนในสิ่งที่ตนเองสนใจ” คือเชื้อเพลิงที่ดีที่สุดที่ขับเคลื่อนการเรียนรู้ของเขา</p>



<p>ถ้าหากกังวลเรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ปัจจุบันนี้มหาวิทยาลัยมีทางเลือกในการเข้ามากขึ้น ทั้งการแสดงแฟ้มผลงานและการสอบตรง ซึ่งเด็กๆ จะสอบเฉพาะวิชาที่จำเป็นต้องใช้ ดังนั้นหากเด็กๆ เข้าใจตัวเองและรู้ว่าตนเองถนัดและต้องการเรียนอะไร คงไม่เป็นการยากเกินไปสำหรับพวกเขาที่จะเข้าสอบในระดับมหาวิทยาลัย&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้ หากเด็กๆ ไม่ได้ต้องการเรียนในมหาวิทยาลัย เพราะเขาค้นพบแล้วว่าตนเองชอบทำสายอาชีพ หรือทำอย่างอื่นมากกว่า ณ จุดนี้ พ่อแม่ควรรับฟังถึงแผนการของลูก และพูดคุยอย่างตรงไปตรงมา เรามีสิทธิ์ที่จะเป็นห่วงลูกได้ แต่ชีวิตลูก เขาต้องเป็นคนเลือกและรับผิดชอบต่อการเลือกด้วยตัวเขาเอง</p>



<p>สุดท้าย ในวันที่ลูกจะตัดสินใจเลือกทางเดินในชีวิตของตัวเอง วันนั้นพ่อแม่ไม่ได้มีหน้าที่ตัดสินใจแทนเขา แต่มีหน้าที่แบ่งปันประสบการณ์ พูดคุยกับเขาอย่างตรงไปตรงมา หากลูกไม่สามารถเลือกเองได้ พ่อแม่สามารถพาเขาไปเรียนรู้หรือให้ข้อมูลแก่เขา เพื่อให้เขาตัดสินใจด้วยตัวเองได้</p>



<p>สิ่งสำคัญสำหรับลูกวัยรุ่นคือ “คนสนับสนุน” เขาเลยวัยที่จะต้องให้พ่อแม่มาบอกเขาทุกเรื่องแล้ว (ถึงแม้เราจะบอกเขาเหมือนเดิม เขาก็อาจจะไม่ฟังอยู่ดี) เขาต้องการผู้ฟังมากกว่าผู้พูด และต้องการคนที่เขาสามารถปรึกษาเรื่องต่างๆ ได้ โดยไม่ตัดสินเขาหรืออย่างน้อยฟังเขาพูดจนจบถ้าหากพ่อแม่สามารถรับฟัง ไม่ตัดสินเขา และไม่พูดขัดเขาก่อนเขาพูดจบ วัยรุ่นจะกล้าพูดคุยกับเรา ที่สำคัญ ไม่ว่าลูกจะโตมากแค่ไหน เขายังต้องการพ่อแม่ที่รักและสนับสนุนในสิ่งที่เขาทำ เขาจะรู้สึกภูมิใจมาก หากพ่อแม่ยินดีกับสิ่งที่เขาทำและเป็นอยู่</p>



<p></p>



<p><strong>อ้างอิง :</strong> Widick, C., Parker, C. A., &amp; Knefelkamp, L. (1978). Erik Erikson and psychosocial development. New directions for student services, 1978(4), 1-17.</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-learning-management-for-high-school-children/">SET : LEARNING@HOME การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กวัยมัธยมศึกษา แนะนำโดยครูเม-เมริษา ยอดมณฑป (เพจตามใจนักจิตวิทยา)</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปรับนิด สะกิดหน่อย เสริมสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-lifelong-learning-151121/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 15 Nov 2021 02:57:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Nudge Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[SET : Learning @ home]]></category>
		<category><![CDATA[ภานุวัฒน์ สัจจะวิริยะกุล]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้ตลอดชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[Lifelong Learning]]></category>
		<category><![CDATA[พฤติกรรมศาสตร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=47872</guid>

					<description><![CDATA[<p>ช่วงนี้มีคำศัพท์ใหม่ที่หลายคนมักจะพูดกัน คือคำว่า “การเ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-lifelong-learning-151121/">ปรับนิด สะกิดหน่อย เสริมสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ช่วงนี้มีคำศัพท์ใหม่ที่หลายคนมักจะพูดกัน คือคำว่า “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” หรือ Lifelong Learning และหลายคนพูดว่าทักษะนี้จะกลายเป็นทักษะที่สำคัญมาสำหรับเด็กยุคใหม่ รวมถึงวัยทำงานที่กำลังทำงานอยู่ในปัจจุบัน&nbsp;</p>



<p>3 ขั้นตอนหลักที่จะทำให้เรามีทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต ได้แก่</p>



<p><strong>Learn: </strong>การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่กำเนิด<br><strong>Unlearn: </strong>การละทิ้งสิ่งที่เคยรู้มาว่าเป็นจริง เพราะปัจจุบันด้วยสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป สิ่งเหล่านี้อาจจะไม่จริงแล้วก็ไม่เป็นไร<br><strong>Relearn:</strong> การเรียนรู้สิ่งที่เราเคยรู้ด้วยมุมมองใหม่ หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ce8fcc"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/ปรับนิด-สะกิดหน่อย-เสริมสร้างการเรียนรู้ตลอดชิวิต-02.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h2 class="wp-block-heading">ทำไมเราต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต?</h2>



<p>เพราะว่าเทคโนโลยีในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงเร็วมาก และทำให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ ขึ้น เพียงไม่กี่ปีจากที่เราเคยนั่งดูโทรทัศน์กัน ปัจจุบันหลาย ๆ บ้านไม่ได้ดูโทรทัศน์ แต่ดูรายการต่าง ๆ ผ่านโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตกันแล้ว&nbsp;</p>



<p>ถ้ามัวแต่ยึดติดกับความรู้เดิมที่เคยเรียนรู้มา เราอาจไม่สามารถสู้กับโลกที่เปลี่ยนแปลงได้ อาชีพใหม่ ๆ ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีจะเกิดขึ้นเยอะ ในขณะที่บางอาชีพที่เคยมั่นคง ก็อาจถูกเทคโนโลยีแทนที่ก็เป็นได้ ดังนั้นเด็ก ๆ จะอยู่รอดในอนาคตที่หมุนเร็วได้ จำเป็นต้องมีทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อก้าวให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนไปเร็ว</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">พฤติกรรมศาสตร์ กับ Lifelong Learning เกี่ยวกันอย่างไร?</h2>



<p>หนึ่งในการศึกษาพฤติกรรมมนุษย์คือ การศึกษาเรื่องอคติทางความคิดของมนุษย์ (Cognitive Biases) ตัวอคตินี้เองมีผลต่อการตัดสินใจของมนุษย์ในหลายด้าน รวมถึงเรื่องการเรียนรู้ด้วยเช่นกัน</p>



<p>แล้วอคติที่คอยขัดขวางไม่ให้เราเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ มีอะไรบ้าง</p>



<p><strong><span style="text-decoration: underline;">Status quo bias </span></strong><br>อคติยึดติดกับสิ่งเดิม คือ การที่คนเรามักจะยึดตัวเรากับสิ่งเดิมที่เคยทำ ทำให้เราเลือกที่จะทำเหมือนเดิมมากกว่ายอมเปลี่ยนแปลง ในการเรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ ก็เช่นเดียวกัน เรามักจะติดกับความรู้เดิม และรู้สึกว่ามันยังใช้ได้อยู่ และละเลยความรู้ใหม่ ๆ ไป</p>



<p><br><strong><span style="text-decoration: underline;">Loss aversion</span></strong><br>คนเรามักจะกลัวการสูญเสียและรู้สึกเจ็บปวดกับการสูญเสีย มากกว่าดีใจจากการได้รับอะไรบางอย่างเสียอีก ในมุมมองเรื่องการเรียนรู้ การที่เราได้ลงทุนลงแรงไปแล้วต้องละทิ้งสิ่งที่เคยเรียนรู้มาทำให้เราเกิดความสูญเสีย ซึ่งคนเราไม่ชอบและพยายามจะหลีกเลี่ยงมัน</p>



<p><br><strong><span style="text-decoration: underline;">Present bias </span></strong><br>อคติที่ชอบความสุขตอนนี้คือ การที่คนเรามีแนวโน้มจะเลือกสิ่งที่ได้เดี๋ยวนี้ มากกว่าการอดทนรอคอย เช่น เรามักจะไม่ยอมเสียสละความสุขในวันนี้เพื่อความสุขในวันข้างหน้า แม้ว่าการรอคอยจะให้ผลตอบแทนมากกว่า </p>



<p>การเรียนรู้ต้องใช้ความอดทนและเวลา ทำให้หลายคนเลือกที่จะเอาความสุขตอนนี้ คือเลือกใช้ชีวิตสบาย ๆ คิดว่าจะไปเรียนรู้ใหม่ทำไมให้ลำบาก</p>



<p>เมื่อเราเข้าใจว่าอคติเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดา เราจะเริ่มรู้เท่าทันการคิด การตัดสินใจของเรา และจะสามารถปรับปรุงพฤติกรรมการเรียนรู้ได้ อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ ในการสร้างทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตคือ การฝึกเด็ก ๆ ให้ “เรียนรู้ด้วยตัวเอง” มากกว่ารอให้คนมาป้อนความรู้มาให้</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-75e6a0"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/ปรับนิด-สะกิดหน่อย-เสริมสร้างการเรียนรู้ตลอดชิวิต-03.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h2 class="wp-block-heading">4C เทคนิคสะกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)</h2>



<p><strong>1.Converting </strong><br><strong>แปลงคำพูดจาก “สูญเสีย” เป็น “ได้รับ”</strong></p>



<p>การจะปรับให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมจากสิ่งเดิมให้มาทำสิ่งใหม่&nbsp; โดยเน้นย้ำว่าต้องเลิกสิ่งเดิมได้แล้ว อาจทำให้คนเรารู้สึกสูญเสียได้ เราอาจต้องเน้นย้ำว่าสิ่งที่จะได้จากการเปลี่ยนพฤติกรรมคืออะไร เพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกสูญเสีย&nbsp;</p>



<p>คำพูดของผู้ใหญ่มีผลอย่างมากในการปรับความคิดของเด็ก ๆ เช่น การแปลงคำว่า “ล้มเหลว” เป็นคำว่า “เรียนรู้” หรือการแปลงคำว่า “อุปสรรค” เป็น “ความท้าทาย”</p>



<p><strong>2.Chunking </strong><br><strong>แบ่งการเรียนรู้เป็นส่วน ๆ ให้เกิดความสำเร็จเล็ก ๆ</strong></p>



<p>อย่างที่ได้บอกไปว่า คนเราจะตกหลุมกับความสุขตอนนี้ เพราะบางทีผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาวนั้นอยู่ไกลและจับต้องยาก เราจึงควรแบ่งย่อยการกระทำออกมาว่าต้องเรียนอะไรบ้าง เช่น ถ้าต้องการจะมีทักษะด้านการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์&nbsp; อาจต้องแบ่งว่าเราจะศึกษายังไง จะเรียนคอร์สออนไลน์วันละกี่นาที&nbsp;</p>



<p>เวลาตั้งเป้าไม่ต้องตั้งเยอะ เน้นเล็ก ๆ แต่บ่อย ๆ การตั้งเป้าหมายสั้น ๆ แบบนี้จะทำให้เราได้รับความสุขตอนนี้เลยเมื่อทำได้ตามเป้า เช่น อาจจะตั้งเป้าไว้แค่ว่าเรียนวันละ 10 นาทีก็พอ แต่ทำบ่อย ๆ เพราะธรรมชาติของมนุษย์ ตอนเริ่มต้นจะมีแรงเฉื่อยให้เราทำพฤติกรรมยาก แต่พอเริ่มทำจริง ๆ เราจะรู้สึกว่าก็โอเคนะแล้วทำต่อไปอีกนิด จนสุดท้ายอาจจะเรียนได้เกินกว่า 10 นาทีก็ได้&nbsp;</p>



<p><strong>3.Checklist </strong><br><strong>ทำสิ่งใหม่ที่เราชอบทุกสัปดาห์ </strong></p>



<p>การฝึกเรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่ควรยึดติดว่าต้องเป็นสิ่งที่เรียนในห้องเรียน แต่อาจจะเป็นอะไรก็ได้ที่เป็นเรื่องใหม่สำหรับเราและเราชอบ เช่น ฝึกทำอาหาร ฝึกวาดรูปวิว ฝึกวิ่งทางไกล ฝึกถ่ายรูป เป็นต้น&nbsp;</p>



<p>เพื่อฝึกความกล้าลองสิ่งใหม่และฝึกทักษะการเรียนรู้ อาจจะลองให้เด็กมี checklist ตอนต้นเดือนว่าอยากลองอะไรใหม่ ๆ แล้วให้เขาฝึกลองทำสัปดาห์ละหนึ่งอย่าง ก็จะช่วยให้เขามีทักษะในการเริ่มลองอะไรใหม่ ๆ ได้แล้ว </p>



<p><strong>4.Combining </strong><br><strong>รวมใหม่เข้ากับเก่า หรือถ้าทำอันนี้แล้วจะทำอันนั้นต่อ</strong></p>



<p>หลายครั้งการเริ่มทำสิ่งใหม่นั้นจะยาก การเริ่มด้วยการผสมกับสิ่งเดิมอาจจะทำให้เกิดพฤติกรรมง่ายกว่า เช่น ถ้าจะเริ่มเรียนถ่ายรูป อาจจะเริ่มจากการถ่ายรูปจากมือถือ เพราะถ้าเริ่มด้วยการต้องไปซื้อกล้อง ซื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ แบบใหม่ทั้งหมด ก็อาจยากเกินจนเราไม่อยากทำ การเพิ่มสิ่งใหม่เข้าไปในของเก่าเล็ก ๆ น้อย ๆ จึงจะปรับพฤติกรรมได้ดีกว่า</p>



<p>อีกวิธีหนึ่งที่ทำได้คือ ใช้เทคนิค ถ้า…….. แล้ว………. คือ ถ้าเราทำอันนี้แล้วเราจะทำสิ่งนี้ เช่น ถ้าเราอยากเรียนภาษาใหม่ ๆ เราอาจจะทำให้มันสอดคล้องไปกับกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิต เช่น ถ้าเราแปรงฟันเสร็จแล้วจะท่องศัพท์ภาษาใหม่ 5 คำ&nbsp; พอทำเป็นกิจวัตรมันก็จะไม่ยากมากไปและสอดคล้องกับชีวิตประจำวัน</p>



<p>อยากให้ผู้ใหญ่ลองเอาเทคนิค 4C นี้ ไปปรับใช้&nbsp; เพื่อเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ให้เด็ก ๆให้เขา รู้สึกว่าการเรียนรู้สิ่งใหม่นั้นทำได้ไม่ยากและควรจะทำไปตลอดชีวิต&nbsp;</p>



<p><strong>ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการเรียนรู้นะครับ</strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-lifelong-learning-151121/">ปรับนิด สะกิดหน่อย เสริมสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่อพ่อแม่ต้องจัดการเรียนรู้ที่บ้านสำหรับลูกวัยประถมศึกษา แนะนำโดย ครูเม-เมริษา ยอดมณฑป (เพจตามใจนักจิตวิทยา)</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-learning-at-home-for-elementary-school-aged-children/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 08 Nov 2021 03:58:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[SET : Learning @ home]]></category>
		<category><![CDATA[Psychosocial Development]]></category>
		<category><![CDATA[ตามใจนักจิตวิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[เมริษา ยอดมณฑป]]></category>
		<category><![CDATA[อีริก อีริกสัน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=47606</guid>

					<description><![CDATA[<p>คำถาม “เด็กประถมศึกษามีความจำเป็นต้องเรียนรู้อะไรบ้าง?” [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-learning-at-home-for-elementary-school-aged-children/">เมื่อพ่อแม่ต้องจัดการเรียนรู้ที่บ้านสำหรับลูกวัยประถมศึกษา แนะนำโดย ครูเม-เมริษา ยอดมณฑป (เพจตามใจนักจิตวิทยา)</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2 class="wp-block-heading" id="1-%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%A1-%E2%80%9C%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%96%E0%B8%A1%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E2%80%9D">คำถาม “เด็กประถมศึกษามีความจำเป็นต้องเรียนรู้อะไรบ้าง?”</h2>



<p><strong>คำตอบ </strong>ถ้าอ้างอิงตามระบบการศึกษา เนื้อหาของวิชาหลักได้แก่ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาไทยอังกฤษ สังคมศึกษา ศิลปะ งานบ้าน งานประดิษฐ์ พลศึกษา ล้วนเป็นวิชาที่เด็กๆ วัยนี้จะได้เรียนในห้องเรียน&nbsp;</p>



<p>แต่ในกรณีสถานการณ์โควิด-19 ที่เด็ก ๆ ไม่สามารถไปโรงเรียนได้ตามปกติ ทำให้จำเป็นต้องเรียนผ่านระบบออนไลน์หรือเรียนเองที่บ้าน ทางบ้านสามารถจัดการเรียนรู้อย่างไรให้เหมาะสมกับวัยของเด็กได้บ้าง&nbsp;</p>



<p>ในบทความนี้จะกล่าวถึงแนวทางการจัดการเรียนรู้ และพิจารณาเลือกงานหรือการบ้านที่เหมาะสมกับเด็กวัยนี้ให้กับคุณพ่อคุณแม่</p>



<p>หากอ้างอิงตามพัฒนาการตามทฤษฎีพัฒนาการทางจิตสังคม (Psychosocial Development) ของ อีริก อีริกสัน จะเห็นถึงความสำคัญที่เด็กควรทำได้​ และสิ่งที่ผู้ใหญ่ควรมอบให้ในช่วงวัยประถมศึกษา 6-12 ปี เป็นไปดังนี้</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="2-%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-4-%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99">บันไดขั้นที่ 4 พัฒนาการรับรู้ความสามารถของตนเอง เพื่อสร้างการยอมรับจากตัวเองและผู้อื่น</h2>



<p>เด็กวัยนี้สามารถพัฒนาทักษะความสามารถในทุกด้าน และมีความสามารถในการทำงานที่ซับซ้อนมากขึ้น จึงทำให้พวกเขามีความต้องการฝึกฝนทักษะใหม่ๆ อย่างหมั่นเพียร (Industry) เช่น การได้ทำงานได้ สำเร็จด้วยตนเอง การทำบางสิ่งที่ทำให้สังคมยอมรับในตัวเขา หรือแม้กระทั่งการทำสิ่งใหม่ ๆ ที่ท้าทายด้วยตัวเอง เป็นต้น&nbsp;</p>



<p>เมื่อเด็ก ๆ ทำได้สำเร็จหรือทำสิ่งดี ๆ แล้วได้รับการยอมรับจากผู้อื่น เช่น พ่อแม่ คุณครู และเพื่อน ๆ เด็ก ๆ จะมีแนวโน้มพัฒนาไปสู่การมองเห็นคุณค่าในตนเอง ในทางตรงกันข้าม​ ถ้าพัฒนาการขั้นนี้ไม่เกิดขึ้น เด็กจะเกิดปมด้อย (Inferiority)&nbsp; หรือเกิดความรู้สึกว่าตนเองนั้นไม่มีความสามารถ ซึ่งมักเกิดจากสองสาเหตุ ดังนี้</p>



<ol><li>เด็กไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของพ่อแม่และผู้ใหญ่ที่เขารักได้ หรือไม่สามารถทำได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้</li><li>เมื่อเด็กทำผิดพลาด มักจะถูกตำหนิ ลงโทษ ทำให้อับอาย หรือซ้ำเติม โดยปราศจากผู้ที่เข้ามาช่วยเหลือและสอนวิธีที่ถูกให้กับเขา ส่งผลให้เด็ก ๆ รับรู้ว่าตนเองไม่มีความสามารถ</li></ol>



<p>ดังนั้นการเปรียบเทียบและตัดสินเด็กจากมาตรวัดเพียงมาตรเดียว แล้วนำเด็ก ๆ มาจัดอันดับเปรียบเทียบกับผู้อื่น มักบั่นทอนความมั่นใจในตนเองของเด็กที่ได้อันดับท้ายหรือทำไม่ได้ แม้จะเป็นการตัดสินจากวิชาหรือทักษะเดียว แต่สามารถส่งผลให้เด็กที่โดนตัดสินแผ่ขยายการรับรู้ว่าตนเองล้มเหลวไปยังด้านอื่น ๆ ในชีวิตด้วย เช่น เด็กคนหนึ่งได้อันดับสุดท้ายวิชาเลข แต่เขากลับรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เรื่องในทุก ๆ ด้านไปด้วย</p>



<p>หัวใจสำคัญของบันไดพัฒนาการในเด็กวัย 6-12 ปี จึงเป็นช่วงเวลาแห่งโอกาส ในการให้เด็ก ๆ ลงมือทำ ได้ฝึกฝน ลองผิดลองถูก และได้รับการสอนอย่างเหมาะสม ที่สำคัญควรเป็นช่วงเวลาที่เขาได้รับรู้ความสามารถของตนเองมากกว่าการถูกตัดสินว่าตัวเขานั้นไม่ได้เรื่องอย่างไร</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-55f465"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/เมื่อพ่อแม่-ต้องจัดการเรียนรู้ที่บ้านสำหรับลูกวัยประถม-03.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h2 class="wp-block-heading" id="3-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%96%E0%B8%A1%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2">การจัดการเรียนรู้ที่บ้านสำหรับเด็กประถมศึกษา</h2>



<p>ในทางจิตวิทยาแล้ว ไม่ว่าเด็ก ๆ จะเรียนรู้วิชาอะไรก็ตาม สำหรับเด็กวัยนี้ที่เพิ่งเริ่มเข้าใจนามธรรมมากขึ้น พวกเขาควรได้เรียนรู้ผ่านการสังเกต ทดลอง ลงมือทำ และสัมผัสของจริง&nbsp;</p>



<p>ดังนั้นเนื้อหาที่ไกลตัวของเด็ก ๆ เป็นทฤษฎีเชิงท่องจำ​ ไม่สามารถนำมาเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันได้ จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรนำมาให้เด็กเรียนรู้ในช่วงวัยนี้ และรูปแบบการเรียนรู้ไม่ว่าเขาจะเรียนวิชาอะไร ควรมีแนวทางการเรียนรู้ดังต่อไปนี้</p>



<p>ก่อนจัดการเรียนรู้ที่บ้านให้กับเด็ก ๆ เราควรวางโครงสร้างการเรียนรู้ในแต่ละวันให้ชัดเจนผ่านการระบุว่าเด็ก ๆ ต้องทำอะไรบ้างในแต่ละวัน ซึ่งตารางเวลาที่ดีประกอบไปด้วย</p>



<ol><li>กิจวัตรประจำวันที่จำเป็น เวลาตื่นนอน กินข้าว พัก และทำงานบ้าน</li><li>การเรียนรู้ช่วงเช้า ควรเป็นการเรียนรู้สงบ ๆ อาจจะเริ่มต้นด้วยการอ่านหนังสือกับเรา หรืองานที่ใช้สมาธิบ้าง เช่น การคิด การวาด การสร้างสรรค์ และอื่น ๆ&nbsp;</li><li>การเรียนรู้ช่วงบ่าย ควรเป็นการเรียนรู้ที่เน้นการเคลื่อนไหว เช่น การทดลอง การออกกำลังกาย การประดิษฐ์ เป็นต้น</li><li>ในทุกวัน ควรมีการออกกำลังกายและการวิ่งเล่นอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงต่อวัน จะจัดสรร เป็นพักน้อย พักเที่ยง และก่อนกินข้าวเย็น สามารถจัดสรรให้เหมาะสมกับที่บ้านได้เลย</li><li>เวลาก่อนนอน คือเวลาที่เรากับลูกจะได้พูดคุยกันถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในวันนั้น ๆ</li></ol>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="4-%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89">แนวทางการจัดการเรียนรู้</h2>



<h4 class="wp-block-heading" id="5-1-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B9%8C-%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%AB%E0%B8%B2-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%94%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2">1 การทดลอง และลงมือทำเพื่อพิสูจน์ นำไปสู่การเข้าใจเนื้อหา และจดจำนำไปใช้ได้ดีกว่า</h4>



<p><strong><span style="text-decoration: underline;">วิชาคณิตศาสตร์</span></strong> เราควรให้เด็กนับเลขผ่านการนับวัตถุจริง ๆ ไม่ใช่เพียงแค่ให้เขานับในกระดาษ<br>เมื่อนับของได้แล้ว เราค่อยสอนสัญลักษณ์​ ซึ่งก็คือตัวเลขลงไป นับของได้&#8230;ชิ้น ของกองนี้แทนด้วยเลขนี้<br>เมื่อเชื่อมโยงจำนวนกับตัวเลขแล้ว จึงกระเถิบไปสู่การเปรียบเทียบมากกว่า-น้อยกว่า&nbsp;<br>สุดท้ายจึงนำไปสู่การเพิ่ม-ลดจำนวน ก่อนจะแทนสัญลักษณ์ คือ เครื่องหมายบวก-ลบลงไป<br>เด็ก ๆ สามารถเรียนรู้คณิตศาสตร์ผ่านการเล่นและลงมือทำ เช่น เล่นซื้อของ-ขายของ ทำอาหาร แบ่งขนม แบ่งเค้ก เป็นต้น</p>



<p><strong><span style="text-decoration: underline;">วิชาวิทยาศาสตร์</span></strong> เราสามารถทดลองจากสิ่งรอบตัวของเด็ก ๆ หรือ แม้แต่สิ่งที่เด็ก ๆ อยากรู้ได้<br>เช่น จม-ลอย วัสดุแบบใดบ้างที่จมน้ำ-ลอยน้ำ ให้เด็ก ๆ ได้วิ่งหาของเหล่านั้นมาทดลอง<br>ปลูกต้นถั่วในดินแบบใดจะขึ้นได้ดีกว่ากัน เด็ก ๆ ได้เรียนรู้เรื่องดินแต่ละแบบ และอื่น ๆ อีกมากมาย<br>ในความเป็นจริงแล้ว ทุกวิชาเด็กวัยนี้สามารถเรียนรู้จากสิ่งใกล้ตัวภายในบ้าน และบางครั้งข้างนอกบ้านได้ เช่น&nbsp;</p>



<p>-เรียนรู้การบวก-ลบ-คูณ-หาร&nbsp; จากการทำอาหาร หรือไปซื้อของกับคุณแม่<br>-เรียนรู้การสังเคราะห์แสง จากการปลูกต้นไม้ในสวน<br>-เรียนรู้การแต่งประโยค จากการอ่านหนังสือนิทาน และลองแต่งนิทานของตัวเอง <br>-เรียนรู้ภาษาอังกฤษ จากของใช้ในบ้านและหนังสือนิทาน เป็นต้น</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading" id="6-2-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD-%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81-%E0%B9%86-%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89">2 การอ่านหนังสือ สามารถเปิดโลกหลายใบให้กับเด็ก ๆ ได้</h4>



<p>เมื่อเราต้องอยู่บ้านเป็นเวลานาน หนังสือสามารถพาเด็ก ๆ ออกไปเรียนรู้โลกใบนี้ได้ ที่สำคัญในหลาย ๆ วิชาเรียนสามารถเรียนได้จากการอ่านหนังสือที่น่าสนใจ ดังนั้นไม่ว่าเด็ก ๆ จะอยู่วัยใด การอ่านหนังสือสามารถเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ที่ดีที่สุด&nbsp;</p>



<p>ยิ่งเด็ก ๆ อ่าน พวกเขายิ่งได้พัฒนาคลังข้อมูลในสมอง และทุกครั้งที่อ่าน เด็ก ๆ ได้ใช้ความคิดและจินตนาการของพวกเขาอย่างเต็มเปี่ยม ถ้าบ้านใดสามารถจัดเวลาอ่านหนังสือให้เด็ก ๆ ได้ทุกเช้าหรือก่อนนอนเวลาเดิมเป็นประจำทุกวัน เรายังสามารถปลูกฝังวินัยในตัวเด็ก ๆ ได้อีกด้วย</p>



<p>ยิ่งไปกว่านั้น ในวิชาที่ค่อนข้างเป็นนามธรรม ซึ่งมักจะพบในเนื้อหาของชั้นประถมศึกษาตอนปลาย เราสามารถให้เด็ก ๆ อ่านเนื้อหาในหนังสือแล้วนำมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกับเราได้</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading" id="7-3-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%96%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%94">3 การทดสอบความรู้ที่ดีที่สุด คือ การเปิดโอกาสให้เด็กนำเสนอความรู้ในแบบที่เขาถนัด</h4>



<p>ถ้าหากเราใช้ข้อสอบวัดความรู้เด็ก เราจะได้เห็นความรู้แค่มุมเดียว และที่แย่ไปกว่านั้นเด็กบางคนอาจจะไม่สามารถนำเสนอความรู้ที่เขามีอยู่ในตัวออกมาให้เราห็นได้ ทำให้เราเข้าใจผิดว่าเด็กคนนั้นไม่มีความรู้</p>



<p>ในความเป็นจริง การนำเสนอความรู้สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การเขียน การพูด การสร้าง การวาด และอื่น ๆ&nbsp;</p>



<p>ยกตัวอย่างเช่น ผู้ใหญ่สอนเรื่อง “สัตว์บก-สัตว์น้ำ”<br>เด็กคนที่ 1 อาจจะนำเสนอผ่านการเขียนออกมา<br>เด็กคนที่ 2 อาจจะนำวิดีโอไปถ่ายสิ่งมีชีวิตที่เป็นสัตว์บก สัตว์น้ำ&nbsp;<br>เด็กคนที่ 3 อาจจะวาดรูปสัตว์บก อีกภาพเป็นสัตว์น้ำ</p>



<p>หัวใจสำคัญของการทดสอบความรู้คือ การทำให้ผู้ใหญ่รู้ว่าเด็กคนนั้น ๆ เข้าใจเนื้อหาที่สอนไปหรือไม่ ไม่ใช่เป็นไปเพื่อตัดสินว่าเด็กคนนั้นอยู่อันดับที่เท่าไหร่ของห้อง&nbsp;</p>



<p>แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้ข้อสอบเพื่อทดสอบเด็ก ๆ จริง ๆ ข้อสอบที่ดี คือ ข้อสอบปลายเปิดที่เด็ก ๆ สามารถแสดงความรู้และความคิดออกมาให้เราเห็นได้ เช่น แทนการตั้งคำถามว่า “เสือเป็นสัตว์บกใช่หรือไม่” อาจจะเปลี่ยนเป็น “สัตว์บกมีอะไรบ้าง”&nbsp;</p>



<p>หรือแม้กระทั่งคำถามที่สามารถต่อยอดความรู้ไปได้อีก เช่น “ถ้าปลาต้องขึ้นอยู่บนบก เด็ก ๆ ว่า เขาจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ให้เด็ก ๆ วาดภาพตามจินตนาการออกมา”&nbsp;</p>



<p>สำหรับเด็กที่โตกว่าเด็กประถมขึ้นไป การสอบอาจจะเป็นสิ่งที่จำเป็นมากขึ้น แต่ในวัยประถมนั้น การสอบไม่ควรทำให้เด็ก ๆ สูญเสียตัวตนและความมั่นใจในตนเองไป แต่การสอบควรช่วยให้พวกเขาอยากรู้อยากเห็นและพัฒนาตนเองต่อไปเรื่อย ๆ ต่างหาก</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b96c27"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/เมื่อพ่อแม่-ต้องจัดการเรียนรู้ที่บ้านสำหรับลูกวัยประถม-04.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h2 class="wp-block-heading" id="8-%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B9%8C">สำหรับบ้านที่เรียนตามระบบออนไลน์</h2>



<p>ผู้ใหญ่สามารถช่วยจัดสรรงานหรือการบ้านให้เหมาะสมกับเด็ก ๆ ได้ตามวัย โดยพิจารณาจาก</p>



<ol><li>งานนั้นเด็กสามารถทำด้วยตัวเองได้หรือไม่ เพราะงานที่เหมาะสมกับวัยเด็กควรทำได้ด้วยตนเองเพื่อทบทวนสิ่งที่เรียนมา</li><li>ระยะเวลาที่ทำงานนั้นไม่มากจนเกินกว่าที่วัยของเขาจะรับไหว</li></ol>



<p>แฮร์ริส​ คูเปอร์​ (Harris Cooper, 2015) ศาสตราจารย์ทางด้านจิตวิทยาและประสาทวิทยาของมหาวิทยาลัยดุกซ์ แนะนำว่า “เวลาโดยเฉลี่ยที่เหมาะสมกับการให้เด็กวัยเรียน (6 ปี) ได้ฝึกฝนเนื้อหาที่เรียนไปในแต่ละ วันเริ่มต้นที่ 10 นาที ซึ่งในชั้นเรียนถัดไปจะเพิ่มชั้นละ 10 นาที ไปเรื่อยๆ&#8221;</p>



<p>-ดังนั้นในเด็กประถมศึกษาปีที่ 1 ควรใช้เวลาทำการบ้านเฉลี่ยไม่เกิน 10 นาที ต่อวัน<br>-ประถมศึกษาปีที่ 2 ควรใช้เวลาทำการบ้านเฉลี่ยไม่เกิน 20 นาที ต่อวัน<br>-ประถมศึกษาปีที่ 3 ควรใช้เวลาทำการบ้านเฉลี่ยไม่เกิน 30 นาที ต่อวัน<br>-ประถมศึกษาปีที่ 4 ควรใช้เวลาทำการบ้านเฉลี่ยไม่เกิน 40 นาที ต่อวัน<br>-ประถมศึกษาปีที่ 5 ควรใช้เวลาทำการบ้านเฉลี่ยไม่เกิน 50 นาที ต่อวัน<br>-ประถมศึกษาปีที่ 6 ควรใช้เวลาทำการบ้านเฉลี่ยไม่เกิน 60 นาที ต่อวัน<br>-และพอเด็ก​ ๆ ขึ้นชั้นมัธยม 1 ควรใช้เวลาทำการบ้านเฉลี่ยไม่เกิน 1.10 ชั่วโมง ต่อวัน เป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ</p>



<p>3. ความพร้อมและข้อจำกัดของตัวเด็กและแต่ละบ้าน ตรงนี้เอาที่ลูกไหว พ่อแม่ไหว</p>



<p>สุดท้าย “เด็กทุกคนมีความแตกต่างกัน ซึ่งทำให้พวกเขามีวิธีการเรียนรู้ที่อาจจะแตกต่างกันไปด้วย การเรียนออนไลน์อาจจะทำให้เด็กบางคนหล่นหายไประหว่างทาง ตรงนี้ยังไม่ได้หมายรวมถึงความพร้อมของแต่ละบ้าน แต่หมายถึงความพร้อมของเด็กแต่ละคนก็แตกต่างกันแล้ว”</p>



<p>ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม​ ผู้ใหญ่มีหน้าที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับเด็ก ๆ ว่า “พวกเขามีศักยภาพและพวกเขาสามารถเรียนรู้ได้” ไม่ใช่การสร้างทัศคติทางลบต่อการเรียนรู้และที่เลวร้ายที่สุดคือ ทัศคติทางลบต่อตัวเอง เช่น “ฉันมันไม่ได้เรื่อง” “ฉันทำมันไม่ได้หรอก” และ “ทำอย่างไรก็ไม่ดีพอ&#8221;</p>



<p>ดังนั้นสิ่งที่เราควรตระหนักและให้ความสำคัญ ไม่ใช่ปริมาณชั่วโมงการเรียนหรือการบ้าน แต่คือ “ธรรมชาติของการเรียนรู้ในเด็กแต่ละวัย” และ “ข้อจำกัดที่เด็กแต่ละคนมีไม่เท่ากัน”&nbsp;</p>



<p><strong>เพื่อช่วยให้เด็ก ๆ เรียนรู้และเติบโตต่อไปได้อย่างที่เขาควรจะเป็น</strong></p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p><strong>อ้างอิง : </strong><br>Cooper, H. The Battle Over Homework: Common Ground for Administrators, Teachers, and Parents. New York, Carrel Books, 2015.</p>



<p>Widick, C., Parker, C. A., &amp; Knefelkamp, L. (1978). Erik Erikson and psychosocial development. New directions for student services, 1978(4), 1-17.</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-learning-at-home-for-elementary-school-aged-children/">เมื่อพ่อแม่ต้องจัดการเรียนรู้ที่บ้านสำหรับลูกวัยประถมศึกษา แนะนำโดย ครูเม-เมริษา ยอดมณฑป (เพจตามใจนักจิตวิทยา)</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปลี่ยน “mindset” เด็กได้ง่าย ๆ แค่เปลี่ยน “คำพูด” แนะนำโดย ภานุวัฒน์ สัจจะวิริยะกุล นักพฤติกรรมศาสตร์ จาก Nudge Thailand</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-change-mindset-children/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 01 Nov 2021 22:38:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ภานุวัฒน์ สัจจะวิริยะกุล]]></category>
		<category><![CDATA[Nudge Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[Carol Dweck]]></category>
		<category><![CDATA[Fixed mindset]]></category>
		<category><![CDATA[SET : Learning @ home]]></category>
		<category><![CDATA[Growth Mindset]]></category>
		<category><![CDATA[mindset]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=47343</guid>

					<description><![CDATA[<p>เคยสงสัยไหมครับ ว่าสิ่งใดที่มีผลให้เด็กคนหนึ่งประสบความ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-change-mindset-children/">เปลี่ยน “mindset” เด็กได้ง่าย ๆ แค่เปลี่ยน “คำพูด” แนะนำโดย ภานุวัฒน์ สัจจะวิริยะกุล นักพฤติกรรมศาสตร์ จาก Nudge Thailand</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เคยสงสัยไหมครับ</p>



<p>ว่าสิ่งใดที่มีผลให้เด็กคนหนึ่งประสบความสำเร็จมากกว่าอีกคนหนึ่ง ?&nbsp;</p>



<p>อะไรที่เป็นปัจจัยที่ทำคนเราประสบความสำเร็จ ?</p>



<p></p>



<p>คำถามนี้ไม่ใช่แค่พวกเราที่สงสัยนะครับ นักวิจัยหลาย ๆ ท่านก็สงสัยเช่นเดียวกัน มีการวิจัยหลายอย่างที่เกี่ยวกับเรื่องความสำเร็จ แต่ก็ยังไม่ผลวิจัยไหนที่ชี้ชัดว่าสิ่งใดเป็นปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของมนุษย์&nbsp;</p>



<p>จนมีนักวิจัยท่านหนึ่ง ชื่อว่า Carol Dweck ได้พบสิ่งที่น่าสนใจหลังจากทำวิจัยมานานกว่า 20 ปี เธอพบว่ามีตัวแปรหนึ่งที่มีความสัมพันธ์กับความสำเร็จอย่างมาก ซึ่งก็คือ <strong>กรอบความคิด หรือ mindset</strong></p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-297d24"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/เปลี่ยน-mindset-เด็กได้ง่ายๆ-02.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h2 class="wp-block-heading">Mindset คืออะไร ?</h2>



<p>ชุดความคิดหรือความเชื่อของเรา ซึ่งจะชี้นำพฤติกรรมให้เราทำหรือไม่ทำอะไร โดยชุดความคิดนี้อาจจะเกิดมาจากสภาพแวดล้อมหรือประสบการณ์ที่เราพบเจอ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่าถ้าตอนเด็ก ๆ เราโดนไก่จิก เราก็จะมีชุดความคิดในการกลัวไก่ขึ้นมาในหัวของเรา เวลาเจอไก่ เราก็พยายามจะวิ่งหนีมัน</p>



<p>Carol&nbsp; Dweck กล่าวไว้ว่า Mindset ที่บ่งชี้ได้ว่าคนคนหนึ่งจะประสบความสำเร็จหรือไม่ จะแบ่งเป็น 2 แบบ คือ</p>



<ol><li>Fixed mindset (กรอบความคิดแบบตายตัว) คือ แนวคิดที่ว่าสติปัญญา ความเก่ง เป็นสิ่ง<strong>ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนา</strong>ได้แล้ว</li><li>Growth mindset (กรอบความคิดแบบเติบโต)&nbsp; คือ แนวคิดที่ว่าสติปัญญา ความเก่ง เป็นสิ่งที่<strong>สามารถเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาได้</strong>อย่างแน่นอน</li></ol>



<p>โดยคนที่มี Growth mindset จะมีแนวโน้มประสบความสำเร็จในระดับสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ส่วนคนที่มี Fixed Mindset อาจจะหยุดพัฒนาตัวเองตั้งแต่เนิ่น ๆ และประสบความสำเร็จน้อยกว่าศักยภาพที่เขามี</p>



<p>ลองคิดง่าย ๆ ก็ได้ครับ ถ้าเด็ก ๆ มี Fixed mindset เชื่อว่าความเก่งเลขเป็นสิ่งที่ไม่สามารถพัฒนาได้แล้ว เด็ก ๆ ก็จะรู้สึกว่า “เขาจะเรียนเลขไปทำไม เรียนไปก็ทำได้แค่นี้ ก็ตัวเขาเกิดมาไม่ได้เก่งเลขนี่นา” เมื่อคิดแบบนี้ก็จะเกิดพฤติกรรมที่จะไม่เรียนเลขต่อ เบื่อช่างมันละกัน สุดท้ายก็จะไม่มีพัฒนาการด้านเลขเลย</p>



<p>แต่ในทางกลับกัน ถ้าเกิดเด็ก ๆ มี Growth mindset มองว่าความเก่งของคนเราเปลี่ยนแปลงได้ เขาก็จะคิดว่า “โอเค เราอาจจะยังทำเลขได้ไม่ดีในรอบนี้ แต่ถ้าเราพยายามขึ้นเราน่าจะได้ในอนาคต” เด็ก ๆ ก็จะเริ่มคิดหาวิธีว่าจะทำให้ดีขึ้นได้อย่างไร ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมการฝึกเลขมากขึ้น และสุดท้ายก็มีโอกาสจะเก่งเลขมากขึ้น</p>



<p>เห็นไหมครับว่า แค่ mindset ที่ต่างกันเพียงเล็กน้อย อาจจะเปลี่ยนการตัดสินใจของเด็ก ๆ ได้ และส่งผลให้เขาไปต่อหรือไม่ไปต่อ&nbsp;</p>



<p>แล้วเราจะเริ่มสร้าง Growth Mindset ได้ยังไงนะ ?</p>



<p>ไม่ต้องเริ่มไกลจากที่ไหนเลยครับ&nbsp;&nbsp;</p>



<p>เริ่มจาก “คำพูด” ของพวกเราเวลาคุยกับเด็ก ๆ ก็พอ&nbsp;</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c8ccc0"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/เปลี่ยน-mindset-เด็กได้ง่ายๆ-03.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h2 class="wp-block-heading">4 เทคนิคในการพูดเพื่อสร้าง Growth mindset</h2>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">1 ให้ชมที่ “ความพยายาม” มากกว่า “ความเก่ง”</h4>



<p>เรื่องนี้อาจจะขัดใจหลาย ๆ ท่าน ว่าทำไมเราถึงไม่ควรชมเด็ก ๆ ว่า “โอ้ เก่งจังเลย” เพราะปกติเวลาเด็กทำอะไรได้ดี เราก็อยากชมว่าเขาเก่ง ให้เด็กมีกำลังใจ&nbsp;</p>



<p>แต่การที่เราพุ่งตรงไปชมที่ความเก่งและให้รางวัลเขา จะเป็นการเสริมสร้างให้เขาคิดว่าความเก่งนั่นแหละ คือ สิ่งที่คุณพ่อ คุณแม่ คุณครู ต้องการ และเมื่อใดที่คิดจะทำอะไรที่เขารู้สึกว่าจะทำได้ไม่ดี เขาจะไม่ยอมทำและขาดการฝึกทักษะใหม่ในอนาคต หรือไม่กล้าพัฒนาต่อไปข้างหน้า กลายเป็นว่าจะมี Fixed mindset ไปโดยปริยาย</p>



<p>การเสริม Growth mindset จึงควรชมที่ “ความพยายาม” เช่น “หนูทำคะแนนวิชานี้ได้ดีนะ เพราะหนูพยายามอย่างหนักเลยใช่ไหม ความพยายามของหนูออกดอกออกผลแล้ว”&nbsp;</p>



<p>การชมแบบนี้จะทำให้เด็กมีกรอบคิด&nbsp; ว่าที่เขาทำได้ดีเพราะพยายามอย่างเต็มที่ ทำให้ไม่ว่าจะเจอกับเหตุการณ์ไหน เขาจะใช้ความพยายามในการก้าวผ่านมันไปให้ได้</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">2 เวลาเด็กเจออุปสรรคหรือปัญหา ให้บอกว่าเป็น “ความท้าทาย” มากกว่า “อย่าไปทำเลย”</h4>



<p>หลายครั้งเวลาเด็ก ๆ เจอปัญหา หรือบางครั้งเราเห็นว่ามีอุปสรรค ด้วยความไม่ตั้งใจ และอยากปกป้องเด็ก ๆ เราอาจจะเผลอพูดไปว่า “อย่าไปทำเลยหนู ลำบากจะตาย”&nbsp;</p>



<p>การที่เราพูดกับเขาแบบนี้ อาจจะสร้างกรอบคิดเรื่อง Fixed mindset ไม่กล้าเผชิญกับอุปสรรค ซึ่งในชีวิตจริง ๆ เราทุกคนก็ต้องเจอกับอุปสรรคอย่างแน่นอน การที่เด็ก ๆ กลัว หรือ เลือกที่จะหนีอุปสรรค จะทำให้เขาหยุดพัฒนา&nbsp;</p>



<p>เวลาเด็ก ๆ เจอปัญหาหรืออุปสรรค การพูดกับเขาเพื่อสร้าง Growth mindset ทำได้โดยบอกว่า “ให้มองปัญหาที่เจอว่าเป็นความท้าทายที่เราต้องผ่านไปให้ได้”&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้เราอาจจะชวนเขามาวางแผน เพื่อทำให้ปัญหาหรืออุปสรรคนั้นลดน้อยลง เมื่อเด็ก ๆ สามารถผ่าฟันอุปสรรคได้ ก็อย่าลืมเน้นย้ำว่า เพราะการมองอุปสรรคเป็นความท้าทายนี่แหละที่ทำให้ผ่านอุปสรรคไปได้ โดยไม่หนีจากปัญหาไปซะก่อน</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">3 อย่าพูด “เปรียบเทียบเด็กกับความสำเร็จของคนอื่น” แต่ให้ชวนคิดว่า “คนอื่นทำอย่างไรถึงสำเร็จ”</h4>



<p>หลายครั้งพวกเราที่เป็นผู้ใหญ่อาจจะเผลอพูดเปรียบเทียบว่า “ลองดูเด็กคนนั้นสิ เขายังทำได้เลย ทำไมหนูทำไม่ได้บ้าง” โดยเราอาจคิดว่าการเปรียบเทียบจะช่วยเป็นแรงกระตุ้นให้เด็กได้พัฒนาต่อ แต่จริง ๆ แล้วคำพูดเหล่านี้กลับเป็นสิ่งทิ่มแทงให้เด็ก ๆ รู้สึกว่าเขาไม่ดี เขาไม่เก่งเหมือนคนอื่น และยิ่งตอกย้ำให้เด็กมีกรอบคิดแบบ Fixed Mindset และทำให้เด็กให้ความสำคัญไปที่ความเก่งมากกว่าความพยายาม&nbsp;</p>



<p>แล้วถ้าจะพูดเรื่องความสำเร็จของคนอื่น ๆ ให้เด็ก ๆ ฟัง ควรจะพูดอย่างไรให้มี Growth mindset&nbsp;</p>



<p>เราอาจจะปรับการพูดจาก “เปรียบเทียบ” เป็น “ค้นหา” มากกว่า คือให้เด็ก ๆ ตั้งคำถามว่าทำไมคน ๆ นี้เขาถึงทำได้ดี ทำไมเขาถึงประสบความสำเร็จ เขาทำอะไรบ้าง เขามีวิธีอย่างไร สิ่งนี้จะช่วยให้เด็ก ๆ มองไปที่กระบวนการหรือความพยายาม มากกว่าผลลัพธ์หรือความเก่ง และเสริมสร้างแนวคิดที่ว่า ถ้าเรามีความพยายามและวิธีการที่ดี เราก็จะประสบความสำเร็จได้เช่นกัน</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">4 เวลาเจอความผิดหวังหรือล้มเหลว ให้พูดว่า “ยังทำไม่ได้” แทน คำว่า “ทำไม่ได้”</h2>



<p>ข้อสุดท้ายเป็นเทคนิคที่ง่ายที่สุด และอาจจะเป็นวิธีที่ทุกท่านสามารถเอามาใช้ได้เลย สิ่งนี้ Carol Dweck เรียกว่า The power of “Yet” หรือ พลังของคำว่า “ยัง”</p>



<p>เมื่อเด็ก ๆ ผิดหวังหรือล้มเหลว แล้วเราพูดย้ำว่า “หนูทำไม่ได้” หรือ “หนูไม่เก่ง” จะเป็นการสร้าง Fixed mindset&nbsp; ทำให้เด็ก ๆ รู้สึกว่า “โอเค งั้นเราทำไม่ได้ ก็ไม่ทำต่อละกัน” หรือ “ก็เราไม่เก่งเรื่องนี้ งั้นเราเลิกทำแล้วกัน”</p>



<p>แต่ถ้าเราอยากจะเสริม Growth Mindset เราแค่เติมคำว่า “ยัง” เข้าไป เปลี่ยนจาก “ทำไม่ได้” เป็น “ยังทำไม่ได้” แค่นี้ความคิดของคนที่ได้ฟังก็เปลี่ยนไป&nbsp;</p>



<p>เห็นไหมครับ&#8230;แค่เปลี่ยนคำพูดของพวกเรา&nbsp;กรอบความคิดของเด็ก ๆ ก็เปลี่ยนแปลงได้ ขอฝากทุกท่านให้ลองเริ่มเปลี่ยนคำพูด ให้คำพูดของเราไม่เป็น “แม่กุญแจ” ที่ล๊อกเด็ก ๆ ไม่ให้กล้าคิดกล้าทำ&nbsp;</p>



<p>แต่เปลี่ยนคำพูดของเราให้เป็น “บัวรดน้ำ” ที่คอยเติมน้ำให้กับต้นไม้เล็ก ๆ ได้เติบโตกลายเป็นต้นไม้ใหญ่กันนะครับ</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-change-mindset-children/">เปลี่ยน “mindset” เด็กได้ง่าย ๆ แค่เปลี่ยน “คำพูด” แนะนำโดย ภานุวัฒน์ สัจจะวิริยะกุล นักพฤติกรรมศาสตร์ จาก Nudge Thailand</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>5 เทคนิคสะกิดพฤติกรรมให้ลูกลงมือทำและเรียนรู้ แนะนำโดย ภก.ณภัทร สัตยุตม์ นักจิตบำบัดความคิดและพฤติกรรม CBT</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-5-behavioral-techniques-for-children-to-do-and-learn/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 27 Sep 2021 04:55:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[SET : Learning @ home]]></category>
		<category><![CDATA[CBT]]></category>
		<category><![CDATA[ภก.ณภัทร สัตยุตม์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=46112</guid>

					<description><![CDATA[<p>พูดถึงเรื่องการเรียนรู้ช่วงเวลานี้ การนั่งเรียนจากจอสี่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-5-behavioral-techniques-for-children-to-do-and-learn/">5 เทคนิคสะกิดพฤติกรรมให้ลูกลงมือทำและเรียนรู้ แนะนำโดย ภก.ณภัทร สัตยุตม์ นักจิตบำบัดความคิดและพฤติกรรม CBT</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>พูดถึงเรื่องการเรียนรู้ช่วงเวลานี้ การนั่งเรียนจากจอสี่เหลี่ยม การหยิบหนังสือมาอ่าน หยิบการบ้านมาทำของลูกๆ เวลาที่คุณพ่อคุณแม่จะแนะนำให้ทำอะไรก็เป็นเรื่องยากไปเสียหมด จะพูดบอกอะไรก็กลายเป็นบ่น ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว เราจะพอทำอะไรได้บ้างให้ลูกๆ ยังสามารถเรียนรู้ และเลือกที่จะลงมือทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง ไม่นั่งเฉยๆ ปล่อยเวลาให้หมดไปในแต่ละวัน&nbsp;</p>



<p>วันนี้ขอเสนอเรื่อง<strong>&nbsp; </strong>“5 เทคนิคสะกิดพฤติกรรมให้ลูกลงมือทำและเรียนรู้”</p>



<p>การสะกิดพฤติกรรมคืออะไร?</p>



<p>พฤติกรรม คือ การกระทำหรือแสดงออกเมื่อมีอะไรมากระตุ้น โดยสิ่งกระตุ้นนั้นอาจจะเป็นสัญญาณอะไรบางอย่าง หรือเป็นสิ่งแวดล้อมในเวลานั้นๆ โดยการสะกิดพฤติกรรม (nudge) คือ การที่เราออกแบบสิ่งแวดล้อม ออกแบบทางเลือกไว้ โดยมีเจตนาโน้มน้าวให้คนทำพฤติกรรมในแบบที่เราตั้งใจโดยไม่บังคับ&nbsp;</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-45015f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/5-เทคนิคสะกิดพฤติกรรม-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">เทคนิคที่ 0 : การระบุพฤติกรรมให้เจาะจง</h2>



<p></p>



<p>จุดเริ่มต้นคือการระบุพฤติกรรมให้ “เจาะจง” แทนที่จะบอกว่า “ตั้งใจเรียนหน่อย” ให้บอกชัดเจนเลยว่าเราต้องการเห็นอะไร เช่น “ทำการบ้านเสร็จ” “ท่องคำศัพท์ได้ครบ” “อ่านหนังสือจบบท” “อยากให้เล่าให้ฟังหน่อยว่าวันนี้ได้เรียนรู้อะไรบ้าง”&nbsp;</p>



<p>การชื่นชมในสิ่งที่เขาทำได้ดีก็เช่นกัน&nbsp; ชื่นชมโดยหยอดกระปุกให้กับพฤติกรรมที่เจาะจง เช่น แทนที่จะบอกว่า “เก่งมาก” “ฉลาดมาก” “เยี่ยมไปเลย” ก็พูดให้เจาะจงเลยว่า “แม่ดีใจที่วันนี้ลูกทำการบ้านเสร็จ” “ขอบคุณนะที่วันนี้เล่าให้ฟังว่าลูกได้เรียนรู้อะไร”&nbsp;</p>



<p>การเจาะจงไปที่พฤติกรรม จะช่วยทำให้ลูกรู้ว่าพฤติกรรมแบบไหนที่ทำแล้วเราชื่นชม เขาก็มีแนวโน้มที่จะทำซ้ำอีกในอนาคต</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f56aac"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/5-เทคนิคสะกิดพฤติกรรม-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">เทคนิคที่ 1 “สร้างทางเลือกให้เขาเลือกเอง”</h2>



<p></p>



<p>แทนที่จะแนะนำหรือสั่งในแบบที่ลูกรู้สึกฝืนใจ เหมือนถูกสั่งว่าต้องทำอะไร ให้เราสร้างตัวเลือกเตรียมไว้ให้เขาเป็นคนตัดสินใจ เช่น “จะทำอะไรก่อนดีวันนี้ จะทำการบ้านก่อนแล้วค่อยกินข้าว หรือจะกินข้าวก่อนดี”&nbsp;</p>



<p>การให้ทางเลือกจะช่วยสร้างความมั่นใจให้ลูกมากขึ้น ว่าเขาเป็นคนได้ตัดสินใจ และเรายังสามารถออกแบบทางเลือก ที่ไม่ว่าทางไหนก็เป็นประโยชน์และดีกับเขาได้อีกด้วย</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d76422"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/5-เทคนิคสะกิดพฤติกรรม-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">เทคนิคที่ 2 “เริ่มให้ก่อน เมื่อเริ่มแล้วก็อยากทำให้จบ”</h2>



<p></p>



<p>เคยไหมที่เวลาเราไปซื้อของแล้วมีการสะสมตราปั๊มหรือสะสมแสตมป์ เมื่อเริ่มสะสมแล้วเราก็อยากจะเก็บให้ครบ การเริ่มสะสมไปสักระยะหนึ่งแล้วจะให้ทิ้งหรือเลิกก็จะรู้สึกเสียดาย ทำให้สุดท้ายแล้วเหมือนถูกผูกมัด ให้ทำต่อไปจนจบ&nbsp;</p>



<p>พฤติกรรมของลูกก็เหมือนกัน การจะให้เขาเริ่มต้นด้วยตัวเองอาจเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเราลงมือทำด้วยกันตอนแรกๆ&nbsp; แล้วจึงค่อยถอยออกมา เขาจะมีแนวโน้มทำต่อไปจนจบได้มากกว่า&nbsp;</p>



<p>สิ่งสำคัญคือการกำหนดเป้าหมายให้ชัดว่า ทำไปถึงจุดไหนแปลว่าเสร็จ เพราะระหว่างทางเขาจะรู้สึกว่าอีกนิดเดียวก็เสร็จแล้ว ทำต่อไปให้เสร็จเลยดีกว่า</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ecaa82"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/5-เทคนิคสะกิดพฤติกรรม-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">เทคนิคที่ 3 “ทำให้เห็นเด่นชัด”</h2>



<p></p>



<p>การใช้ชีวิตบางทีก็มีสิ่งดึงความสนใจเราหลายอย่าง การต้องเลือกว่าจะสนใจอะไรเป็นเรื่องที่ต้องใช้พลัง&nbsp; การเตรียมสิ่งแวดล้อมให้โล่ง โปร่ง และมีสิ่งรบกวนน้อยๆ จะช่วยทำให้ไม่มีอะไรมาดึงดูดความสนใจลูก</p>



<p>“การทำให้เด่นชัด” อาจจะเป็นการจัดพื้นที่แยกแยะเลยว่า พื้นที่นี้คือที่สำหรับเรียนรู้และทำการบ้าน พื้นที่นี้เอาไว้สำหรับการเล่น หรือหากในบ้านที่ไม่มีพื้นที่ ก็อาจจะเป็นการเก็บของบางอย่างลง ทำให้โล่ง เหลือแต่อุปกรณ์และสิ่งที่ต้องใช้ในแต่ละกิจกรรม จะทำให้การลงมือทำสิ่งต่างๆ ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น เมื่อพฤติกรรมการเรียนรู้ทำได้ง่ายและสะดวก โอกาสที่จะลงมือทำก็มากขึ้น</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1a03ae"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/5-เทคนิคสะกิดพฤติกรรม-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">เทคนิคที่ 4 “ออกพฤติกรรมล่วงไว้ให้เป็นแผนรับมือ”</h2>



<p></p>



<p>ปัญหาหนึ่งที่ทำให้คนเราไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ดีนัก คือ “อารมณ์” เวลาที่อารมณ์เย็นเราก็มักจะจินตนาการไม่ออกว่า เราตอนอารมณ์ร้อนจะเป็นอย่างไร และมักชะล่าใจว่าเราคงไม่ทำแบบนั้นหรอก เราจะบังคับตัวเองได้เมื่อถึงเวลานั้น แต่ร้อยทั้งร้อยเมื่อถึงสถานการณ์นั้นจริงๆ เราก็พลาดท่าเสียทีให้กับตัวเองอยู่เสมอ</p>



<p>วิธีแก้คือการวางแผนรับมือว่า “ถ้าเกิดแบบนั้น&#8230;ฉันจะทำแบบนี้” เช่น ถ้าถึงเวลาแล้วขี้เกียจอ่านหนังสือ จะบอกกับตัวเองว่า “ทำตามแผน ไม่ทำตามอารมณ์” หรือ “มันยากตอนเริ่มแค่นั้นแหละ พอเริ่มแล้วก็ทำต่อได้เอง”&nbsp;</p>



<p>ชวนลูกตั้งเป้าหมายในช่วงที่ลูกมีแรงบันดาลใจหรือตอนที่เขาอารมณ์เย็น โดยวางแผนให้เห็นเป็นภาพชัดเจน ระบุให้ชัดว่าจะทำอะไร เวลาไหน แล้วอาจเตรียมอุปกรณ์ล่วงหน้าวางไว้ ทำให้ตอนจะทำก็ทำได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาหรือพลังในการเตรียมของอีก</p>



<p>อาจใช้วิธีการเตือนด้วยการตั้งนาฬิกาปลุก พอนาฬิกาเตือนปุ๊บให้ทำปั๊บ หรืออาจจะตกลงกับคนในครอบครัวว่าให้สะกิดเตือนกันด้วยวิธีอะไร มีรหัสลับอะไรไหม เช่น ถ้าแม่เอามือแตะบ่าแปลว่าถึงเวลาทำการบ้านแล้ว การมีสิ่งเตือนจะช่วยทำให้เรานึกถึงแผนที่วางไว้และเอาชนะอารมณ์ได้</p>



<p>การ “มัดรวมพฤติกรรม” (temptation bundling) และ “ต่อคิวพฤติกรรม” (behavior stacking) ก็เป็นเทคนิคที่ดี คือการเอาสิ่งที่ต้องทำที่ไม่ค่อยชอบทำไปผูกไว้กับสิ่งที่ชอบ เช่น ระหว่างออกกำลังกายก็เปิดการ์ตูนหรือเพลงที่ชอบไปด้วย&nbsp;</p>



<p>หรือการเอาสิ่งที่ต้องทำไปต่อท้ายกิจกรรมที่ต้องทำอยู่แล้วเป็นกิจวัตร เช่น จะทำการบ้านทันทีที่อาบน้ำเสร็จ หลังกินข้าวเสร็จจะทวนคำศัพท์ 10 คำ ทุกวันก่อนเข้านอนจะเล่าให้พ่อแม่ฟังว่าวันนี้ได้เรียนรู้อะไร&nbsp;</p>



<p>การมีจุดให้อ้างอิงและมีสิ่งที่พอใจเป็นจุดนำ จะช่วยทำให้พฤติกรรมที่เราหวังไว้เกิดขึ้นได้โดยอัตโนมัติ </p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bdf64a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/5-เทคนิคสะกิดพฤติกรรม-06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">เทคนิคที่ 5 “ทำให้เห็นประโยชน์เด่นชัด นับได้เดี๋ยวนี้”</h2>



<p></p>



<p>จากการศึกษาพบว่า วันที่เด็กๆ มีความตั้งใจและเรียนรู้ด้วยตัวเองได้มากที่สุดคือ “วันหลัง” การผัดวันประกันพรุ่งส่วนหนึ่งมีต้นเหตุมาจากทางลัดของสมองที่ชอบ “สุขเดี๋ยวนี้ สุขทันที” (Present bias)  เมื่อมีอะไรที่ทำให้เราสุขได้ทันที เราก็มักจะคว้าสิ่งนั้นไว้ก่อน </p>



<p>การเรียนรู้หรือฝึกฝนอะไรต่างๆ ส่วนใหญ่ไม่ได้เห็นผลลัพธ์หรือได้ประโยชน์ทันที แต่จะเป็นประโยชน์ต่อไปในอนาคต เราจึงมักพ่ายแพ้ต่อความสุขในปัจจุบัน แล้วผัดผ่อนอะไรที่เป็นความเจ็บปวด เป็นความยากไว้ทำทีหลัง</p>



<p>สิ่งที่จะช่วยได้คือการทำให้ประโยชน์หรือ “รางวัล” นั้นเห็นเด่นชัดได้เดี๋ยวนี้ หรือทันทีหลังทำเสร็จ เช่น เมื่อทำการบ้านเสร็จ ก็ให้ทำสัญลักษณ์ไว้บนปฏิทินว่าทำสำเร็จไปได้อีกหนึ่งวัน</p>



<p>การทำให้เห็นเด่นชัดและเห็นความต่อเนื่อง จะกลายเป็นแรงจูงใจใหม่ ที่ทำให้อยากทำอีกในวันต่อไป เพราะไม่อยากเสียสถิติ ซึ่งเป็นการช่วยให้รางวัลหรือประโยชน์ที่ไม่ชัดเจนและอยู่ไกลๆ ย้ายมาไว้เดี๋ยวนี้ </p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">มองมุมกลับ ปรับวิธีการ ปรับสิ่งแวดล้อม และออกแบบตัวเลือก</h2>



<p></p>



<p>วิธีการส่วนใหญ่จะเน้นไปที่พฤติกรรมของเราที่ปฏิบัติต่อลูก และสะกิดพฤติกรรมของลูกด้วยการจัดเตรียมสิ่งแวดล้อมหรือทางเลือกเอาไว้ล่วงหน้า หากการให้ความรู้ความเข้าใจใช้ไม่ค่อยได้ผลในเวลานี้ อาจจะลองเปิดใจให้วิธีทางพฤติกรรมเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เมื่อเขาได้ลงมือทำไปสักระยะ เขาอาจจะมีประสบการณ์ใหม่ๆ มาใช้ทำความเข้าใจความหวังดีและเจตนาที่ดีของเราก็ได้</p>



<p>สิ่งที่อยากจะฝากเป็นเรื่องสุดท้ายในมุมมองของพฤติกรรมคือ “การจับถูกมากกว่าจับผิด” เมื่อเขาทำอะไรที่เป็นพฤติกรรมที่ดี ก็ให้เราเสริมแรงให้กับพฤติกรรมนั้น มากกว่าการเอ่ยปากบ่นหรือลงโทษเฉพาะเวลาที่เขาทำอะไรผิด&nbsp;</p>



<p>การเสริมแรงที่ดีคือการเสริมแรงด้วยความสัมพันธ์ ความรัก เคารพกัน และให้อภัย สิ่งเหล่านี้เป็นหัวใจของการบ่มเพาะพฤติกรรมที่ดี ที่จะติดตัวน้องๆ ไปในอนาคต </p>



<p></p>



<p>ท้ายนี้อยากจะบอกว่า “ผมชื่นชมคุณพ่อคุณแม่ที่ค้นคว้าศึกษาหาเทคนิควิธีใหม่ๆ ไปใช้ดูแลน้องๆ มากเลยครับ เป็นกำลังใจให้กับทุกหัวใจที่รักและหวังดีต่อลูกทุกคนครับ”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-5-behavioral-techniques-for-children-to-do-and-learn/">5 เทคนิคสะกิดพฤติกรรมให้ลูกลงมือทำและเรียนรู้ แนะนำโดย ภก.ณภัทร สัตยุตม์ นักจิตบำบัดความคิดและพฤติกรรม CBT</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Resilience ล้มเหลว เรียนรู้ สู้ต่อ แนะนำโดย ท้อฟฟี่ แบรดชอว์</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-resilience/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 21 Sep 2021 04:17:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[SET : Learning @ home]]></category>
		<category><![CDATA[Resilience]]></category>
		<category><![CDATA[ท้อฟฟี่ แบรดชอว์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=45889</guid>

					<description><![CDATA[<p>รู้สึกเหนื่อยกับปัญหาที่เจออยู่ไหมครับ? มนุษย์เราเมื่อต [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-resilience/">Resilience ล้มเหลว เรียนรู้ สู้ต่อ แนะนำโดย ท้อฟฟี่ แบรดชอว์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>รู้สึกเหนื่อยกับปัญหาที่เจออยู่ไหมครับ? มนุษย์เราเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน หรือต้องเจอกับความล้มเหลว คงรู้สึกสั่นสะเทือนและมองว่ามันเป็นปัญหา แต่ทักษะอะไรเป็นอาวุธสำคัญที่ทำให้เราสามารถมองเห็นปัญหาในทางบวกและหาทางแก้ไขปัญหาจนผ่านพ้นไปได้สำเร็จ</p>



<p>ทักษะนั้นคือ Resilience</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-82c0d1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/Resiliencet-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">Resilience คืออะไร?</h2>



<p></p>



<p>Resilience คือทักษะความสามารถในการรับมือกับความไม่แน่นอน คนที่มี Resilience คือคนที่สามารถปรับตัวได้เมื่อเจอการเปลี่ยนแปลง เมื่อเผชิญหน้ากับปัญหาจะมีมุมมองที่เป็นบวกต่อปัญหา มองว่าปัญหาเป็นโอกาส พยายามหาทางแก้ไขปัญหาได้สำเร็จ พร้อมกับเรียนรู้จากปัญหาและนำมาพัฒนาตัวเองได้ต่อ แม้กระทั่งเมื่อเจอกับความล้มเหลว คนที่มี Resilience ก็จะไม่ยอมแพ้ แต่จะพยายามลุกขึ้นมาใหม่ และพาตัวเองไปเป็นคนที่เก่งขึ้นและแกร่งขึ้นได้</p>



<p>แปลให้เห็นภาพมากขึ้นก็คือ ล้มเหลว เรียนรู้ สู้ต่อ</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">ทำไม Resilience จึงมีความสำคัญและเป็นประโยชน์</h3>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">1. ทำให้เราปรับตัวจนอยู่รอดได้</h4>



<p>โควิด-19 น่าจะยิ่งทำให้เราเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าชีวิตเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เมื่อโควิด-19 เข้ามาชีวิตเราก็ต้องเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม ทำให้เราต้องคิดหาหนทางใหม่ๆ ในการเอาตัวรอดให้ได้ และต้องไม่ลืมว่าโควิด-19 ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงเดียวที่เข้ามา ยังมีวิกฤตอีกมากมายที่จะเกิดขึ้น ทั้งวิกฤตที่เรามองเห็นชัดๆ แล้ว เช่น วิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตการขาดแคลนทรัพยากร วิกฤตโลกร้อน ฯลฯ และวิกฤตที่ยังมองไม่เห็น แบบเดียวที่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่าจะเกิดโควิด-19 ขึ้น แม้กระทั่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างการเปลี่ยนงาน การเปลี่ยนหัวหน้า การเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเราตลอด ดังนั้น การมี Resilience ทำให้เราพยายามหาทางปรับตัวเพื่ออยู่กับความเปลี่ยนแปลงได้</p>



<h4 class="wp-block-heading">2. ทำให้เรามีความคิดสร้างสรรค์และการแก้ปัญหาแบบใหม่ๆ</h4>



<p>นวัตกรรมเกิดขึ้นจากการลองผิดลองถูก หรือทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนจนกลายเป็นความคิดสร้างสรรค์ เมื่อเราอยากได้นวัตกรรมใหม่ แปลว่าเราต้องลองวิธีใหม่ๆ ไม่ใช้ชีวิธีแบบเดิมๆ ที่เคยสำเร็จมาก่อน แต่เพื่อจะให้ได้สิ่งที่ดีขึ้น แปลว่าในการลองผิดลองถูกนั้นเราต้องเจอกับความล้มเหลวอยู่บ่อยๆ ต้องคิดใหม่อยู่ตลอด และเอาไอเดียไปทดลอง แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกครั้งจะสำเร็จ แต่การมี Resilience ทำให้เรายอมรับความล้มเหลวได้ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการหาคำตอบในการแก้ไขปัญหา นวัตกรรมใหม่ๆ จึงสามารถเกิดขึ้นได้เพราะเรายอมที่จะล้มเหลวให้เป็นประโยชน์เสียก่อน</p>



<h4 class="wp-block-heading">3. ทำให้เรามีกำลังใจในการต่อสู้กับอุปสรรค</h4>



<p>ชีวิตเราเจออุปสรรคในหลายรูปแบบ ต้องล้มหลายครั้ง บาดแผลเต็มไปหมด การมี Resilience ทำให้เรามีกำลังใจในการผ่านพ้นปัญหาไปให้ได้ ล้มกี่ครั้งก็ยังลุกขึ้นมาใหม่และกลายเป็นคนใหม่ที่ดีขึ้นได้เสมอ</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-676b29"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/Resiliencet-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ทำอย่างไรจึงจะสร้าง Resilience ให้เกิดขึ้นได้?</h2>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">1. ล้มให้บ่อย จะได้ฝึกลุก</h4>



<p>ขึ้นชื่อว่าเป็นทักษะแห่งการล้มแล้วลุก แปลว่าการจะฝึกฝนตัวเองให้มี Resilience ได้ เราต้องยอมเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ทดลองทำอะไรใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นเคย ไม่ยึดติดกับความสำเร็จหรือรูปแบบการทำงานแบบเดิมๆ เมื่อยอมให้ตัวเองล้มได้บ่อย เราจะมีโอกาสฝึกที่จะลุกให้บ่อยตามไปด้วย</p>



<h4 class="wp-block-heading">2. สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง</h4>



<p>การมีแรงสนับสนุนจากคนรอบข้างจะทำให้เรามั่นใจในตัวเองมากขึ้นที่จะลองผิดลองถูก เพราะต่อให้เผชิญปัญหา เราก็รู้ว่ายังมีคนคอยเป็นกำลังใจให้ ล้มมาก็ยังมีคนคอยพยุงอยู่ จะทำให้เราไม่กลัวที่จะล้ม และยังสามารถลุกได้เร็วขึ้นด้วย นอกจากนั้น ในแง่การทำงานเป็นทีม ทีมที่มีความสัมพันธ์ที่ดีจะสร้างบรรยากาศการทำงานที่ช่วยให้กำลังใจกัน เจอปัญหาก็ชวนกันสู้ Resilience ก็จะเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าความสัมพันธ์ในทีมไม่ดี ต่างคนต่างเอาตัวรอด หรือพร้อมจะเหยียบกันได้ทุกเมื่อที่มีใครล้ม การจะล้มแล้วลุกขึ้นมาได้และยังรักษาสภาพจิตใจให้ดีอยู่ก็คงยาก แทนที่จะพากันสร้าง Resilience ไปพร้อมกันทั้งทีมก็จะไม่เกิด</p>



<h4 class="wp-block-heading">3. การให้ความหมายทางบวก</h4>



<p>ถ้าเราให้ความหมายกับอุปสรรคและความไม่แน่นอนว่าเท่ากับความซวย ความเหนื่อย ปัญหา ความมืดมน ฯลฯ หรืออะไรก็ตามที่เป็นความหมายเชิงลบ ใจเราก็คงไม่อยากจะสู้ ไม่อยากจะไปลองเสี่ยงเท่าไร เมื่อเป็นแบบนั้นการพัฒนาก็จะไม่เกิด แต่ถ้าเราให้ความหมายกับอุปสรรคและความไม่แน่นอนเท่ากับโอกาสจะได้แสดงฝีมือ โอกาสจะได้เรียนรู้ โอกาสที่จะเก่งขึ้นกว่าเดิม ฯลฯ การให้ความหมายในทางบวกจะทำให้เรากล้าเผชิญปัญหาตรงหน้า เพราะเรารู้แล้วว่ามันคือโอกาสที่เราจะได้พัฒนาตัวเอง ไม่ได้น่ากลัวไปหมด เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว เราก็จะมีกำลังใจสู้ต่อได้มากขึ้น</p>



<h4 class="wp-block-heading">4. ให้คุณค่ากับการพัฒนาเท่ากับความสำเร็จ</h4>



<p>การให้ความสำคัญกับความสำเร็จอย่างเดียวเป็นการปลูกฝังความคิดว่า ถ้าไม่ประสบความสำเร็จก็ไม่มีความหมาย ถ้าไม่ชนะหรือเป็นที่หนึ่งก็ไม่คุณค่า ซึ่งคนเราไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้น Resielience คือการให้ความสำคัญกับ “การเดินทาง” มากกว่า “จุดหมาย” นั่นคือ ระหว่างที่เราใช้ชีวิตนั้น เราได้เรียนรู้อะไรบ้าง เราเก็บเกี่ยวประสบการณ์อะไรมาบ้าง ดังนั้น การมีพัฒนาการจึงเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม ไม่ต้องไปรอชื่นชมกันตอนที่สำเร็จแล้วอย่างเดียว แต่เมื่อเห็นความตั้งใจ เห็นความพยายาม เห็นพัฒนาการที่มากกว่าเดิม ก็ควรชื่นชมให้ความสำคัญกันแล้ว</p>



<h4 class="wp-block-heading">5. มีเป้าหมาย</h4>



<p>การมีเป้าหมายทำให้เราไม่จมดิ่งอยู่กับปัญหาตรงหน้าจนจมทุกข์ แต่ทำให้เรามองไกลไปกว่านั้นว่า การที่เราต้องเผชิญปัญหาต่างๆ อยู่นี้ไปตอบโจทย์เป้าหมายชีวิตของเราอย่างไร เช่น ทำให้เราพัฒนาตัวเองมากขึ้น ทำให้เรามีโอกาสได้แก้ปัญหาและได้ช่วยเหลือผู้อื่น ทำให้เราเห็นสิ่งที่ต้องปรับปรุงให้ดีขึ้น ทำให้เราเข้าใกล้ความสำเร็จมากขึ้น ฯลฯ ความรู้สึกว่าอยากจะลุกขึ้นให้ได้ก็จะตามมา</p>



<h4 class="wp-block-heading">6. ทบทวนตัวเอง</h4>



<p>ทุกปัญหานำบทเรียนมาให้เราเสมอ ดังนั้นเราจึงควรเรียนรู้ให้ได้มากที่สุดจากปัญหาที่เราเจอ สิ่งสำคัญคือการกลับมาทบทวนว่าเราได้เรียนรู้อะไรจากปัญหาบ้าง ถ้าไม่เคยได้ตั้งคำถามนี้เลย เราก็อาจจะปล่อยให้บทเรียนดีๆ ผ่านไปโดยไม่ทันได้เรียนรู้หรือทบทวนเสียก่อน</p>



<p>รู้ถึงประโยชน์และวิธีการสร้าง Resilience แล้ว ครั้งต่อไปที่เผชิญหน้ากับปัญหาหรือความล้มเหลว อย่าลืมคิดว่าเป็นโอกาสที่ทำให้เราทั้ง “เก่ง” ขึ้นและ “แกร่ง” ขึ้นนะครับ&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-resilience/">Resilience ล้มเหลว เรียนรู้ สู้ต่อ แนะนำโดย ท้อฟฟี่ แบรดชอว์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>SET Learning@home เมื่อพ่อแม่ต้องจัดการเรียนรู้ที่บ้านสำหรับลูกปฐมวัย แนะนำโดย ครูเม-เมริษา ยอดมณฑป (เพจตามใจนักจิตวิทยา)</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-arrange-home-schooling-for-their-early-childhood-merisa-yodmondop/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 15 Sep 2021 05:31:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[เมริษา ยอดมณฑป]]></category>
		<category><![CDATA[SET : Learning @ home]]></category>
		<category><![CDATA[Psychosocial Development]]></category>
		<category><![CDATA[ตามใจนักจิตวิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[อีริก อีริกสัน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=45666</guid>

					<description><![CDATA[<p>คำถาม “เด็กปฐมวัย (0-6 ปี) มีความจำเป็นต้องเรียนรู้อะไร [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-arrange-home-schooling-for-their-early-childhood-merisa-yodmondop/">SET Learning@home เมื่อพ่อแม่ต้องจัดการเรียนรู้ที่บ้านสำหรับลูกปฐมวัย แนะนำโดย ครูเม-เมริษา ยอดมณฑป (เพจตามใจนักจิตวิทยา)</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>คำถาม “เด็กปฐมวัย (0-6 ปี) มีความจำเป็นต้องเรียนรู้อะไรบ้าง?”</strong><br><strong>คำตอบ “งานหลักของเด็กปฐมวัยคือ การเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการเรียนรู้ในวัยถัดไป ผ่านการฝึกช่วยเหลือตัวเองตามวัย การเล่น การฟัง (นิทาน) และการทำงานบ้านหรืองานที่เหมาะสมกับวัย”</strong></p>



<p>หากอ้างอิงตามพัฒนาการตามทฤษฎีพัฒนาการทางจิตสังคม (Psychosocial Development) ของอีริก อีริกสัน จะเห็นถึงความสำคัญที่เด็กควรทำได้ และสิ่งที่ผู้ใหญ่ควรมอบให้ในแต่ละช่วงวัย โดยเรียงลำดับตามขั้นบันไดพัฒนาการดังนี้</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d44c1b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/04_SET-Learning@home_01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h2 class="wp-block-heading">บันไดขั้นที่ 1 สร้างสายสัมพันธ์ พัฒนาความเชื่อใจ สร้างพ่อแม่ลูกที่มีอยู่จริง</h2>



<p>พัฒนาการขั้นแรกของมนุษย์ (วัย 0-2 ปีแรก) เริ่มจากการที่พ่อแม่ต้องสร้างความเชื่อใจ (Trust) ให้กับลูก ภารกิจที่สำคัญของพ่อแม่และผู้ใหญ่คือ การมีเวลาให้กับลูกเพื่อตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐาน ถ้าพ่อแม่ให้การตอบสนอง เด็กจะรับรู้ว่า สายสัมพันธ์ที่เขามีระหว่างพ่อแม่กับตัวเขานั้นมั่นคงและปลอดภัย</p>



<p>“การอ่านหนังสือนิทานให้ลูกฟัง” ถือเป็นอีกกิจกรรมที่พ่อแม่สามารถทำได้ทุกวัน&nbsp; ทุกครั้งที่พ่อแม่นั่งลงเพื่ออ่านหนังสือให้ลูกฟัง ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับลูกจะค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นมา รวมทั้งสมองของลูกที่ค่อยๆ พัฒนาขึ้นจากการที่พ่อแม่อ่านหนังสือให้เขาฟัง</p>



<p>ที่สำคัญก่อนที่เด็ก ๆ จะเรียนรู้ “การฟังและทำตามคำบอกของพ่อแม่” เสียงของพ่อแม่จำเป็นต้องมีความสำคัญสำหรับลูกเสียก่อน การอ่านหนังสือนิทานนอกจากเด็ก ๆ จะได้ยินเรื่องราวและมองเห็นภาพในหนังสือนิทานแล้ว เขายังได้ยินเสียงของพ่อแม่ และเสียงพ่อแม่มีความสำคัญสำหรับเขา เพราะช่วงเวลานิทานที่เต็มไปด้วยความสนุก เด็ก ๆ จะเชื่อมโยงความสุขที่เกิดขึ้นกับเสียงของพ่อแม่ และความรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยกับช่วงเวลาที่พ่อแม่อยู่กับเขา</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e4898a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/04_SET-Learning@home_02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h2 class="wp-block-heading">บันไดขั้นที่ 2 พัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง ผ่านการใช้ร่างกายเพื่อช่วยเหลือตัวเอง</h2>



<p>พัฒนาการขั้นที่สองของมนุษย์ (วัย 2-3 ปี) คือ ความเป็นตัวของตัวเอง (Autonomy) เด็กวัยนี้มีอิสรภาพทางร่างกายมากขึ้น เขาสามารถคลาน เดิน วิ่ง และหยิบคว้าอย่างรวดเร็ว เพราะกล้ามเนื้อของเขาเริ่มแข็งแรงพอจะเคลื่อนไหวได้ด้วยตนเอง ภารกิจที่สำคัญของพ่อแม่และผู้ใหญ่ของเด็กวัยนี้ ได้แก่</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">1. การสอนเด็กช่วยเหลือตัวเองตามวัย (Self-care)</h4>



<p>เพื่อให้เขาได้ฝึกทำอะไรด้วยตนเอง เช่น การกิน การล้างหน้าแปรงฟัน การอาบน้ำ การถอด-ใส่เสื้อผ้า การถอด-ใส่รองเท้า การเก็บของเล่น และการเข้าห้องน้ำ เด็กที่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่ใช่แค่เพียงทำให้พ่อแม่สบายใจที่ปล่อยลูกไปสู่โลกภายนอก แต่เป็นความมั่นใจที่เกิดขึ้นในตัวเด็กด้วยว่า “เขาสามารถทำได้” เด็กจะพร้อมเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ อย่างมีความสุข เพราะฐานของเขานั้นมั่นคงและเเข็งแรง</p>



<h4 class="wp-block-heading">2. การให้เด็กๆ เล่นโดยใช้ร่างกายให้มากที่สุด</h4>



<p>เพื่อสร้างกล้ามเนื้อมัดเล็ก-มัดใหญ่ที่แข็งแรงพร้อมสำหรับการเรียนรู้ขั้นต่อไป และเพื่อกระตุ้นประสาทสัมผัสทางกายต่าง ๆ อย่างเต็มที่ เพื่อช่วยให้เด็ก ๆ สามารถปรับตัวกับสังคมในวัยถัดมา อย่าเพิ่งมุ่งอ่านเขียนเป็นสำคัญ เช่น</p>



<ul><li><strong>การเล่นปีนป่าย</strong> เช่น ปีนเครื่องเล่นในสนามเด็กเล่น ปีนต้นไม้ หรือการปีนป่ายฐานอุปสรรคที่ทำในบ้าน</li><li><strong>การเล่นกับธรรมชาติ</strong> เช่น เล่นน้ำ เล่นดิน เล่นทราย เล่นโคลน เล่นใบไม้ ใบหญ้า เรียงหิน เป็นต้น</li><li><strong>การเล่นเลอะเทอะ (Messy play)</strong> เช่น เล่นกับอาหาร ได้แก่ ข้าวสาร เม็ดแมงลักแช่น้ำ เส้นสปาเกตตีต้ม เส้นมะกะโรนี หั่นผักผลไม้ แป้งข้าวโพดผสมน้ำ เป็นต้น</li><li><strong>กิจกรรมศิลปะ</strong> สำหรับเด็กวัยนี้ก็ถือว่าเป็นการเล่นได้เช่นกัน เมื่อเด็ก ๆ ละเลงสี หรือวาดเส้นไปทั่วกระดาษ ร่างกายของเขาได้เคลื่อนไหว สมองได้สร้างสรรค์ และเขารู้สึกสนุกกับการเล่นนี้</li><li><strong>การเล่นทำงานบ้าน</strong> เช่น ช่วยแม่ทำอาหาร ช่วยพ่อล้างรถ ช่วยกวาดพื้น ถูพื้น ซักผ้า เป็นต้น</li></ul>



<p>เพราะการเล่นเหล่านี้ทำให้เด็กได้ทดสอบร่างกายของตนเอง และส่งเสริมให้ร่างกายได้ใช้งานอย่างเต็มที่นั่นเอง เมื่อเด็กรับรู้ว่า “ตนเองสามารถทำสิ่งใดได้ด้วยตนเอง” เขาจะรับรู้ถึงความสามารถของตน ซึ่งนำไปสู่ความภาคภูมิใจและความรู้สึกเป็นตัวของตัวเอง (Sense of Autonomy) และการควบคุมตนเอง (Self Control) จะเกิดขึ้นตามมา</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e98035"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/04_SET-Learning@home_03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h2 class="wp-block-heading">บันไดขั้นที่ 3 พัฒนาความคิดริเริ่มและลงมือทำตามความคิดผ่านการเล่น เพื่อเตรียมความพร้อมออกสู่โลกกว้าง</h2>



<p>พัฒนาการขั้นที่สามของมนุษย์ (วัย 3-5 ปี) คือ การเป็นผู้คิดริเริ่ม (Initiative) เด็กวัยนี้เริ่มมีความคิดริเริ่มอยากจะทำอะไรด้วยตนเอง พวกเขาจะพยายามช่วยเหลือตัวเองให้มากที่สุด</p>



<p>นอกจากนี้จินตนาการจะเข้ามามีส่วนสำคัญในโลกของเด็กวัยนี้เป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้การเล่นจึงเป็นกุญแจสำคัญของการพัฒนาร่างกาย จิตใจ ความคิด อารมณ์ และสังคมของเด็กวัยนี้เป็นอย่างมาก การเล่นทำให้เด็กๆ สามารถทดลองทำตามความคิดของตนเอง และความสนุกที่เกิดจากอิสระทางความคิดได้ปลดปล่อยให้เด็ก ๆ เล่นตามจินตนาการอย่างสนุกสนาน การเล่นที่เข้ามามีบทบาทสำคัญของเด็ก ๆ วัยนี้ ได้แก่</p>



<ul><li>การเล่นปรากฏในรูปแบบการทำกิจกรรมศิลปะ ประดิษฐ์ และสร้างสรรค์งานต่าง ๆ อย่างอิสระ</li><li>การเล่นบทบาทสมมติ เช่น การสมมติให้ตัวเองหรือพ่อแม่และคนรอบตัวที่เล่นด้วยเป็นสิ่งของหรือสิ่งมี ชีวิตต่าง ๆ การสมมติให้สิ่งของรอบตัวเป็นอะไรก็ตามในจินตนาการของตน</li><li>การเล่นทดลองเพื่อตอบคำถามสิ่งที่เด็ก ๆ อยากรู้</li><li>การเล่นตามกติกาอย่างง่าย เช่น เกมโดมิโน เกมจับคู่ เกมบิงโก เป็นต้น</li></ul>



<p>ภารกิจที่สำคัญของพ่อแม่และผู้ใหญ่ของเด็กวัย 3-5 ปี คือ “การอนุญาตให้เด็ก ๆ ได้เล่นอย่างที่เด็กวัยเขาควรได้เล่น และได้ทดลองสิ่งที่เขาอยากรู้ โดยมีพ่อแม่คอยดูแลและสนับสนุน”&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้การสอนให้เด็ก ๆ เรียนรู้การทำงานส่วนรวม หรืองานบ้าน จะช่วยให้พวกเขาได้เรียนรู้การยับยั้งชั่งใจเพื่อรับผิดชอบต่อหน้าที่ให้เสร็จก่อนไปทำสิ่งที่เขาอยากทำ และเรียนรู้ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เพราะเมื่อเด็ก ๆ ทำงานเพื่อส่วนรวม พวกเขาค่อยๆ ลดการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางลง และพัฒนาการมองเห็นผู้อื่นมากขึ้น ที่สำคัญเด็ก ๆ ยังมองเห็นคุณค่าในตัวเองผ่านการได้ทำสิ่งที่มีคุณค่าต่อส่วนรวมอีกด้วย</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-077826"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/04_SET-Learning@home_05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h2 class="wp-block-heading">“การเตรียมสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการเรียนรู้และการเล่นของเด็กปฐมวัย”</h2>



<h4 class="wp-block-heading">1. พื้นที่ที่ปลอดภัย</h4>



<p>ปิดรูปลั๊กไฟ ไม่มีของอันตรายหรือของที่อยู่สูงเกินเด็กเอื้อมถึง และหากเลอะเทอะแล้วทำความสะอาดในภายหลังได้อย่างง่ายดาย อาจจะใช้การปูผ้ายางกันเปื้อนก่อนจะปล่อยให้เด็ก ๆ เล่น</p>



<h4 class="wp-block-heading">2. วัตถุดิบและอุปกรณ์สำหรับเล่น</h4>



<p>-ของเล่นต่างๆ ทั้งแบบ Free form และสำเร็จรูป เช่น บล็อกไม้ ตัวต่อพลาสติก ตุ๊กตา รถของเล่น เป็นต้น<br>-วัสดุและวัตถุดิบจากธรรมชาติ เช่น หิน ดิน ทราย ไม้ ใบไม้ ดอกไม้ เป็นต้น</p>



<h3 class="wp-block-heading">3. อุปกรณ์สำหรับสร้างสรรค์งาน</h3>



<p>เช่น กาว กรรไกร สีต่าง ๆ ทั้งนี้ผู้ใหญ่ควรสอนให้เด็ก ๆ ใช้อุปกรณ์เหล่านั้นให้ถูกวิธี ก่อนจะมอบให้พวกเขาไป และในเด็กเล็กต่ำกว่า 6 ปี ผู้ใหญ่ควรให้การดูแลระหว่างที่เด็ก ๆ ใช้อุปกรณ์เหล่านี้</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-548bdf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/04_SET-Learning@home_06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h2 class="wp-block-heading">“การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย” เท่ากับ “การเล่น” และ “การเล่น&#8221; เท่ากับ “การเรียนรู้”</h2>



<p>เพราะ &#8220;การเล่น&#8221; เป็นวิธีการเรียนรู้ที่ดีที่สุดสำหรับเด็ก ๆ เด็ก ๆ ควรได้เล่นอย่างเพียงพอ โดยเฉลี่ยอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงต่อวัน จะแบ่งเวลาเล่นเป็นครั้งละ 30 นาที-1 ชั่วโมง เช้า กลางวัน เย็น ก็ทำได้เช่นกัน ทั้งนี้อย่าลืมให้เด็ก ๆ ได้ทำกิจวัตรประจำวันที่สำคัญหรืองานที่จำเป็นก่อนไปเล่น เพื่อให้เด็ก ๆ เรียนรู้การเรียงลำดับความสำคัญก่อนหลัง และการยับยั่งชั่งใจ เพื่อสร้างวินัยที่เหมาะสมให้กับพวกเขา</p>



<p>แม้จะให้เด็ก ๆ เล่นอย่างอิสระ แต่อย่าลืมกำหนดขอบเขตและตั้งกติกาให้ชัดเจนตั้งแต่แรกเริ่ม กติกาสำคัญที่ทุกบ้านควรมีก่อนปล่อยให้เด็ก ๆ ไปเล่น ได้แก่</p>



<p>1. กฎ 3 ข้อ ไม่ทำร้ายตัวเอง ไม่ทำร้ายผู้อื่น และไม่ทำลายข้าวของ<br>2. เล่นแล้วเก็บให้เหมือนเดิม หรือเล่นแล้วต้องช่วยกันทำความสะอาดด้วย<br>3. บริเวณที่เล่น ของเล่นที่เล่นได้ จะอยู่ในบริเวณดังกล่าว</p>



<p>เพียงเท่านี้เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้ที่จะสร้างสรรค์อย่างอิสระ แต่ไม่ลืมที่จะรับผิดชอบต่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเขาด้วย</p>



<p>เมื่อใดที่เด็ก ๆ เล่น พวกเขาได้เรียนรู้ การเล่นยังเป็นการเตรียมร่างกายทั้งสมองและกล้ามเนื้อมัดเล็ก-มัดใหญ่ให้พร้อมสำหรับการใช้งานในการเรียนรู้ขั้นต่อไป เด็กที่ได้เล่นอย่างเพียงพอและเหมาะสมกับวัย ช่วยให้เด็ก ๆ สามารถพัฒนาการควบคุมร่างกายภายนอกของตัวเอง และนำไปสู่การควบคุมตัวเองจากภายใน ซึ่งช่วยให้พวกเขามีสมาธิที่เพียงพอต่อการจดจ่อเพื่อเรียนรู้ในขั้นต่อ ๆ ไป</p>



<p></p>



<p><strong>อ้างอิง :</strong> Widick, C, Parker, C A, &amp; Knefelkamp, L (1978) Erik Erikson and psychosocial development New directions for student services, 1978(4), 1-17</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-arrange-home-schooling-for-their-early-childhood-merisa-yodmondop/">SET Learning@home เมื่อพ่อแม่ต้องจัดการเรียนรู้ที่บ้านสำหรับลูกปฐมวัย แนะนำโดย ครูเม-เมริษา ยอดมณฑป (เพจตามใจนักจิตวิทยา)</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>5 ตัวช่วยคุณครู จัดการ “ชั้นเรียนออนไลน์”</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-help-teachers-manage-online-classes/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 25 Aug 2021 13:49:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ]]></category>
		<category><![CDATA[SET : Learning @ home]]></category>
		<category><![CDATA[ชั้นเรียนออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[ตัวช่วยคุณครู]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=44884</guid>

					<description><![CDATA[<p>กระทั่งวันนี้ที่พวกเราอยู่กับการเรียนออนไลน์มาเป็นระยะเ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-help-teachers-manage-online-classes/">5 ตัวช่วยคุณครู จัดการ “ชั้นเรียนออนไลน์”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>กระทั่งวันนี้ที่พวกเราอยู่กับการเรียนออนไลน์มาเป็นระยะเวลานานมาก หลักปี หลักสองปีแล้ว แต่การสอนออนไลน์ยังคงเป็นความท้าทายของครูหลายคนอยู่&nbsp;</p>



<p>วันนี้มาลองทำความเข้าใจหลักพื้นฐานและตัวช่วยที่จะทำให้การเรียนการสอนออนไลน์มีประสิทธิภาพมากขึ้นกัน</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-75754d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/ตัวช่วยคุณครู-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h2 class="wp-block-heading">1 อย่ายกห้องเรียนปกติมาไว้ออนไลน์เด็ดขาด</h2>



<p>โหมดการสื่อสารที่เปลี่ยนไปมากมายชนิดที่ว่าปฏิสัมพันธ์แบบดูแววตา วิเคราะห์สีหน้า แทบเป็นไปไม่ได้ รวมถึงการต้องนั่งเรียนแบบกระดิกตัวไปจากจอลำบาก ถือเป็นสิ่งแรกที่ครูต้องตระหนัก ดังนั้นการทำทุกอย่างเหมือนสอนอยู่ที่โรงเรียนจึงเป็นสิ่งต้องห้าม ยืดหยุ่นเข้าไว้ อย่างไรเสียการเรียนผ่านสื่อต่าง ๆ เพียงอย่างเดียวก็ไม่ได้ประสิทธิภาพเท่ากับการเรียนที่โรงเรียน ด้วยอุปสรรคมากมาย&nbsp;</p>



<p>การยืดหยุ่นเวลาเรียน ไม่ต้องให้นักเรียนอยู่ติดกับหน้าจอนาน ๆ ตารางสอนไม่ต้องคาบละ 50 นาทีเป๊ะก็ได้ ถ้าไม่เปิดกล้องขอให้ส่งเสียงแทน กิจกรรมที่ทำมีหลากหลาย ปรับตามสภาพของนักเรียน และอย่าลืมเด็ดขาดว่านักเรียนจะต้องมีช่วงพักจากหน้าจอบ้าง</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-568745"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/ตัวช่วยคุณครู-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h2 class="wp-block-heading">2 ดู TikTok แล้วทำตาม</h2>



<p>ไม่ได้ให้ทำตาม TikTok แต่เข้าใจรูปแบบที่สั้นกระชับ จะช่วยให้นักเรียนจดจ่อกับกิจกรรมได้ดีกว่า หลักการนี้คือรูปแบบการเรียนแบบ microlearning หรือย่อยกิจกรรมให้สั้น กระชับ มีช่วงกิจกรรมหลากหลาย&nbsp;</p>



<p>ต้องเข้าใจก่อนว่าเด็กแต่ละวัยสามารถจดจ่อได้ไม่เท่ากัน เช่น เด็ก 6 ขวบอาจจดจ่อได้ประมาณ 12-18 นาที พอถึงอายุ 12 ปีก็อาจเพิ่มเป็น 24-36 นาที นั่นหมายความว่าครูต้องชัดเจน ยิงตรงประเด็นที่ต้องการสื่อ ย่อยเนื้อหาให้สั้น และจัดกิจกรรมอื่น ๆ ร่วมด้วย เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่น</p>



<p>เปิดชั้นเรียนด้วยการ check-in รูปแบบต่าง ๆ เช่น อารมณ์วันนี้ หรือเพลงที่อยากฟัง (ชวนนักเรียนมาเป็นดีเจยังได้)&nbsp;</p>



<p>ไม่ต้องกังวลว่านักเรียนจะทำไม่ได้ เขาปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีได้ดีเลย ถ้าครูไม่ถนัด ขอให้เด็ก ๆ ช่วย ถือเป็นการเรียนรู้พร้อม ๆ กันไปยังได้เลย แต่ถ้ายังไม่ถนัดเทคโนโลยี ให้เด็ก ๆ เขียนและโชว์ผ่านกล้องก็ยังได้</p>



<p>1. นำเสนอสิ่งที่ต้องการสอนด้วยการให้เด็ก ๆ ระดมสมองกันถึงหัวข้อที่จะใช้ในวันนั้น โดยใช้เครื่องมืออย่าง <a href="http://www.mentimeter.com" target="_blank" rel="noreferrer noopener">www.mentimeter.com</a> และ <a href="https://miro.com/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">https://miro.com</a><br>2. เข้าเนื้อหาโดยการทำแบบฝึกหัดบางอย่างร่วมกันผ่าน <a href="http://www.liveworksheets.com/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">www.liveworksheets.com</a> และ <a href="https://padlet.com" target="_blank" rel="noreferrer noopener">https://padlet.com</a><br>3. จดโน้ตด้วยกันผ่าน <a href="https://padlet.com" target="_blank" rel="noreferrer noopener">https://padlet.com</a><br>4. สำรวจความเห็นผ่าน <a href="https://wordart.com" target="_blank" rel="noreferrer noopener">https://wordart.com</a></p>



<p>ได้ทั้งความเห็น ได้ทั้งชิ้นงานศิลปะ เหล่านี้ล้วนทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ทั้งสิ้น และช่วยให้นักเรียนตื่นตัวกับห้องเรียนออนไลน์ได้</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d3c0ac"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/ตัวช่วยคุณครู-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h2 class="wp-block-heading">3 เกมได้ให้เกม</h2>



<p>gamification หรือการใส่กลไกแบบเกม (game mechanics) เข้ามาเพื่อให้ห้องเรียนสนุก เป็นสิ่งที่ห้องเรียนทั่วโลกเริ่มใช้กันมากขึ้น เช่น&nbsp;</p>



<p>&#8211; การสะสมคะแนนแลกรางวัลบางอย่าง โดยอาจเป็นเรื่องของเนื้อหา การตอบคำถาม การมีส่วนร่วมในชั้นเรียน การช่วยเหลือเพื่อน ๆ<br>&#8211; การสร้างอุปสรรคสนุก ๆ ให้นักเรียน เช่น การทายหัวข้อที่จะเรียนในวันนั้น การแจกโจทย์ที่มีความท้าทายภายใต้เวลาอันจำกัด เช่น ไปหาของเกี่ยวกับประวัติศาสตร์มาภายใน 1 นาที และแลกเปลี่ยนกันในห้องเรียนออนไลน์<br>&#8211; การสร้างการแข่งขันบางอย่าง เช่น คะแนนจากทีม คะแนนจากการทำการบ้านที่ผิดน้อยที่สุด <br>&#8211; การมอบ incentives หรือแรงบันดาลใจบางอย่าง เช่น การส่งการบ้านครบตรงเวลาจะได้คูปองเลือกหัวข้อที่จะเรียนในคลาสถัดไป มอบโบนัสให้นักเรียนเมื่อทำได้ดี<br>&#8211; การสร้างบันไดความสำเร็จ เมื่อนักเรียนสะสมคะแนนได้ถึงจุดหนึ่ง สามารถให้รางวัลบางอย่างได้ เช่น คูปองพิเศษไม่เข้าเรียน 1 คาบ <br>&#8211; การสร้างสถานการณ์จำลองและให้นักเรียนได้ทำบทบาทต่าง ๆ ตามเนื้อหา โดยครูใส่เงื่อนไขต่าง ๆ เข้าไป เช่น การเรียนเรื่องผู้ผลิต ผู้บริโภค นักเรียนสามารถสวมบทบาทต่าง ๆ ได้ โดยครูอาจให้โจทย์การเจรจาอะไรบางอย่างเพื่อให้เข้าใจบทบาทนั้น ๆ</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d4b4a6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/ตัวช่วยคุณครู-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h2 class="wp-block-heading">4 สื่อสารชัดเจน</h2>



<p>การทำข้อตกลงเกี่ยวกับการจัดชั้นเรียนออนไลน์ร่วมกันสำคัญมาก ๆ เพราะเป็นข้อตกลงที่จะอยู่ร่วมกันในบริบทนี้ได้ ดังนั้นขอให้สื่อสารชัดเจน หนักแน่น และแจ้งนักเรียนเสมอว่าในแต่ละคาบมีเป้าหมายและเนื้อหาอะไรที่จะเรียนกัน&nbsp;</p>



<p>ยิ่งต้องสื่อสารผ่านจอ หน้าคุณครูสำคัญมาก ๆ แม้นักเรียนอาจไม่เปิดจอ แต่การที่เขาเห็นสีหน้าท่าทางคุณครูก็ช่วยเรื่องการสื่อสารได้มากแล้ว เสียงและภาพสำคัญ ดังนั้นทดสอบระบบดี ๆ ดูว่าหน้าเรามองตรงไปที่กล้อง และเสียงเราชัดพอไหม นักเรียนจะสามารถจดจ่อได้ดีขึ้น</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ebe457"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/ตัวช่วยคุณครู-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h2 class="wp-block-heading">5 ชิ้นงานหลากหลายผ่านงานกลุ่ม</h2>



<p>การทำการบ้านอาจลำบากสำหรับเด็กหลายคน แต่ถ้าชั้นเรียนถูกออกแบบมาให้ทำแบบฝึกหัดหรือชิ้นงานเสร็จในห้อง โดยช่วยกันทำเป็นกลุ่ม ก็จะเป็นแรงจูงใจอีกอย่างสำหรับนักเรียน การบ้านในรูปแบบสมุดอาจเปลี่ยนมาใช้สื่อที่นักเรียนคุ้นเคย เช่น TikTok เพื่อทำวิดีโอ ส่งงานเป็นคลิปอัปโหลดลง YouTube การส่งงานเป็นภาพวาดหรือภาพถ่ายแทน หรือแม้กระทั่งการเขียนจดหมายก็ช่วยฝึกทักษะการเขียนที่ไม่ผ่านอุปกรณ์ใด ๆ คุณครูสามารถนำการเขียนจดหมายมาทำเป็นกิจกรรมการเขียนร่วมกับวิชาต่าง ๆ และจะให้นักเรียนลองส่งหากันจริง ๆ ก็สนุกดี&nbsp;</p>



<p>แต่ต้องอย่าลืมว่าการที่นักเรียนไม่ได้เจอกันมาก่อน (ในกรณีที่เรียนออนไลน์มาตลอด) ครูต้องช่วยทำกิจกรรม icebreaking เพื่อช่วยให้นักเรียนคุ้นเคยกันก่อนอย่างสม่ำเสมอในห้องเรียน ทำกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับวิชาการร่วมกันบ้าง แลกเปลี่ยนพูดคุยแบบสัพเพเหระกันในห้องเรียนบ้าง เหล่านี้ช่วยลดทอนช่องว่างที่เกิดขึ้นผ่านสื่ออย่างจอที่ใช้ได้&nbsp;</p>



<p>เวลาที่เหลือนักเรียนควรได้ใช้พักผ่อน ออกกำลังกาย และทำสิ่งที่ตัวเองชอบหรือสนใจ ดังนั้นการบ้านควรจำกัดปริมาณแต่พอดี มีเป้าหมายเพื่อการเรียนรู้ชัดเจน และครูหลายวิชาสามารถให้การบ้านรวมกันทีเดียวและวัดประเมินหลายวิชาได้</p>



<p></p>



<p>5 ข้อนี้เป็นเพียงหลักการเบื้องต้นในการจัดการชั้นเรียนออนไลน์เท่านั้น วันนี้คุณครูก็ต้องผันตัวมาเป็นนักเรียนที่เรียนรู้ทักษะการจัดการชั้นเรียนภายใต้ข้อจำกัดและอุปสรรคต่าง ๆ&nbsp;</p>



<p>แม้ว่าจะไม่ได้ดั่งใจบ้าง แต่นี่คือโอกาสอันดีที่จะได้เรียนรู้ไปพร้อมกับนักเรียน</p>



<p><strong>เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสกันค่ะ</strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-help-teachers-manage-online-classes/">5 ตัวช่วยคุณครู จัดการ “ชั้นเรียนออนไลน์”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปลี่ยนบ้านเป็น “พื้นที่เรียนรู้” แนะนำโดย ครูจุ๊ย-กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-change-the-house-to-learning-area-kultida-rungruangkiat/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 18 Aug 2021 13:34:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ]]></category>
		<category><![CDATA[SET : Learning @ home]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่เรียนรู้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=44686</guid>

					<description><![CDATA[<p>ก่อนที่จะเริ่มบทความนี้ อยากมอบกำลังใจให้ทุกบ้านที่กำลั [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-change-the-house-to-learning-area-kultida-rungruangkiat/">เปลี่ยนบ้านเป็น “พื้นที่เรียนรู้” แนะนำโดย ครูจุ๊ย-กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ก่อนที่จะเริ่มบทความนี้ อยากมอบกำลังใจให้ทุกบ้านที่กำลังฝ่าฟันการเรียนออนไลน์ การเรียนแบบใช้บ้านเป็นฐาน หรือรูปแบบใดก็ตามที่ทำให้บทบาทของพ่อแม่ ผู้ปกครองเริ่มมีความทับซ้อนกับความเป็นครูมากขึ้น&nbsp;</p>



<p>เรื่องหนึ่งที่สำคัญมากที่สุดในสถานการณ์วิกฤตอันยาวนานและยืดเยื้อเช่นนี้ คือการจับมือกันระหว่างบ้านและโรงเรียน เพื่อช่วยให้เด็กๆ ผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ พ่อแม่ยังคงเป็นพ่อแม่อยู่ แต่ต้องเพิ่มบทบาทช่วยสนับสนุนเด็กๆ ให้เรียนรู้ได้ในสภาวการณ์อันจำกัดหลายด้าน ซึ่งงานสนับสนุนเด็กๆ ฝึกฝนเพิ่มทักษะไว้ ไม่เสียเวลาแน่นอนค่ะ&nbsp;</p>



<p>ไม่ต้องเป็นครูทั้งหมด วันนี้เรามาเป็นพ่อยก แม่ยก ช่วยลูกๆ ให้เขาเรียนรู้ได้กัน</p>



<p>วันนี้จึงขอนำเช็กลิสต์มาเป็นตัวช่วยพ่อแม่ ผู้ปกครองทุกบ้านที่ต้องช่วยเหลือให้เด็กๆ เรียนหนังสือที่บ้านได้&nbsp;</p>



<p>บางข้ออาจทำแล้ว บางข้อถ้ายังไม่ได้ลองทำ ลองดูได้เลยนะคะ</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d66987"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/38-เปลี่ยนบ้านเป็นพื้นที่เรียนรู้-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h2 class="wp-block-heading">ข้อ 1 จัดสถานที่ให้เหมาะกับการเรียน</h2>



<p>โรงเรียน ห้องเรียน พอเด็กๆ เดินเข้าไปปุ๊บ เขาจะเข้าโหมดว่ามาที่นี่เขาต้องมาเรียน มาทำกิจกรรมกับเพื่อน ดังนั้นพื้นที่ที่เขาจะต้องใช้เรียนที่บ้านควรมีความชัดเจนว่าเอาไว้สำหรับเรียน พยายามตัดสิ่งเร้า สิ่งรบกวนอื่นๆ ถ้าเป็นไปได้ ไม่ว่าจะเป็นเสียงพูดคุยของคนอื่น เสียงโทรทัศน์ เพื่อให้เด็กๆ ได้จดจ่ออย่างเต็มที่ การให้เขาได้ช่วยจัด หรือตกแต่งพื้นที่ด้วยตัวเอง เตรียมอุปกรณ์ที่จะใช้เอง ก็ช่วยให้เขาเข้าใจว่านี่คือพื้นที่สำหรับการเรียน</p>



<p>เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมใช้ และถ้าเป็นไปได้ก็ฝึกฝนการใช้งานด้วยกัน หลายบ้านอาจต้องเรียนรู้พร้อมลูก ไม่เป็นไรเลย การเป็นตัวอย่างที่ดีอย่างหนึ่งคือการพยายามเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทำให้ลูกเห็นได้ ช่วยกันทำได้ค่ะ</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9d2a46"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/38-เปลี่ยนบ้านเป็นพื้นที่เรียนรู้-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h2 class="wp-block-heading">ข้อ 2 กิจวัตรสำคัญมากๆ</h2>



<p>เด็กๆ ทุกวัยควรรู้ว่าในแต่ละวันเขาจะต้องทำอะไรบ้าง</p>



<p>เด็กปฐมวัย ควรมีทั้ง<br>&#8211; การเล่นอิสระ<br>&#8211; การออกกำลังกายนอกบ้านหรือในบ้าน<br>&#8211; การเล่นบทบาทสมมุติ<br>&#8211; การเล่นเพื่อกระตุ้นประสาทสัมผัส เช่น การได้จับทราย พื้นผิวที่มีลักษะต่างๆ ของแข็ง ของเหลว ซึ่งเหล่านี้สามารถผนวกเข้ากับงานบ้านที่เด็กๆ ควรได้รับบทบาทให้ทำทุกวัน อย่างการช่วยงานครัว รดน้ำต้นไม้<br>&#8211; การอ่านนิทานทุกวัน </p>



<p>ผู้ปกครองสามารถทำตารางกิจวัตรให้เด็กๆ ดู แปะสติกเกอร์ให้เขาเมื่อเขาทำได้ ทำข้อตกลงกับเขาให้ชัดเจนถึงกิจวัตรที่เขาต้องทำ กิจกรรมไม่จำเป็นต้องเป๊ะ มีทั้งหมดนี้ในทุกวัน แต่รวมๆ แล้วขอให้เด็กๆ ได้ทำกิจกรรมหลากหลาย ใช้จอน้อยลง เล่นมากขึ้น ก็ถือเป็นอันพอ</p>



<p>การพูดคุยถึงกิจวัตรสามารถทำได้เหมือนเวลาไปโรงเรียน เช่น ก่อนนอนเตรียมเสื้อผ้าที่อยากใส่พรุ่งนี้ เตรียมของเล่นที่อยากเล่นพรุ่งนี้ หรือพูดถึงอาหารที่อยากทานในวันรุ่งขึ้น ก็จะช่วยให้เด็กๆ รู้ตัวว่าเขาจะต้องเจออะไรบ้างในวันรุ่งขึ้น</p>



<p>ส่วนวัยที่โตขึ้นไปมีหลักการคล้ายๆ กันกับปฐมวัย การออกกำลังกายและงานบ้านยังคงมีความจำเป็นอยู่ ควรบรรจุเอาไว้ในกิจวัตรเช่นเดียวกับการออกกำลังกาย ที่ไม่ว่าลูกจะอยู่ในวัยใด เขาควรได้ออกกำลังกายง่ายๆ ทุกวัน หากมีกิจกรรมที่เขาชอบทำก็ควรอยู่ในกิจวัตร แต่ควรทำข้อตกลงเวลาให้ชัดเจนว่าลูกจะใช้เวลาเท่าไหร่ เมื่อเขาทำได้ อย่าลืมชื่นชมความพยายามที่เขารักษาสัญญาและทำตามข้อตกลงได้</p>



<p>ถ้าเป็นไปได้พยายาม<br>&#8211; รักษากิจวัตรที่คล้ายกับการไปโรงเรียนให้ได้ เช่น เด็กๆ ไม่ควรใส่ชุดนอนมาเรียนหรือทำกิจกรรมหน้าจอ<br>&#8211; การปฏิบัติตามกิจวัตรได้ด้วยตัวเองถือเป็นทักษะการจัดการตนเองอันล้ำค่ามาก และมันจะอยู่ติดตัวเขาต่อไป ไม่ว่าโควิดจะหมดหรือไม่หมดจากโลกนี้ไป</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-679478"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/38-เปลี่ยนบ้านเป็นพื้นที่เรียนรู้-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h2 class="wp-block-heading">ข้อ 3 หากิจกรรมสนุกๆ ให้เขาทำ</h2>



<p>นอกเหนือจากสิ่งที่เขาต้องทำในคลาสของโรงเรียนแล้ว ลองมองหาสิ่งต่างๆ ในบ้านที่สามารถเป็นกิจกรรมสนุกแบบต่อเนื่องและทำร่วมกันได้ เช่น การสังเกต บันทึกดูสัตว์ ตั้งแต่ตัวเล็กจิ๋วอย่างแมลง จนกระทั่งนก หรือสัตว์ชนิดอื่นในบ้าน ชวนลูกบันทึก เช่น วาดภาพ หรือบันทึกประเภทสัตว์ เสียงของสัตว์ จำนวนครั้งที่เห็น และชวนกันคุยต่อในหลากหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็น ทำไมบ้านเรามีนกชนิดนี้เยอะ และลองหาความรู้จากอินเทอร์เน็ตดู นอกเหนือจากสัตว์ก็สามารถสังเกตพืชต่างๆ ได้เช่นกัน</p>



<p>การประดิษฐ์อะไรบางอย่างที่บ้านก็สนุกไม่น้อย เมื่อเด็กๆ เริ่มเบื่อ เขาจะหาวิธีใหม่ๆ ในการเล่น และถ้าเขาไม่มีเวลาใช้จอมากจนเกินไป เขาจะสรรหาวิธีมาแก้เบื่อ บทบาทของพ่อแม่ ผู้ปกครองคือการอดทนมองดูความวุ่นวาย ความเลอะเทอะให้ได้ เมื่อเขาเล่นเสร็จก็ขอให้เก็บของ ขอเพียงไม่เป็นอันตรายกับตัวเอง ผู้อื่น และสิ่งของ ก็เป็นอันเพียงพอ</p>



<p>อีกกิจกรรมที่สนุกไม่น้อยคือ treasure hunt การตามล่าหาคำใบ้และของบางอย่าง จะให้เด็กๆ เป็นคนทำ หรือผู้ปกครองทำก็สนุกไม่น้อย&nbsp;</p>



<p>การย้อนเวลากลับไปทำเรื่องอย่างการเขียนจดหมายช่วยทั้งการอ่านและเขียนของเด็กๆ รวมถึงสมาธิจดจ่ออีกด้วย ระหว่างนี้เด็กๆ สามารถเขียนจดหมายหาเพื่อน หาครู หรือเขียนบันทึกเล่าเรื่องราวการอยู่กับโควิดของตัวเองในแต่ละวันได้&nbsp;</p>



<p>ทักษะชีวิตที่เราไม่มีเวลาได้สอนพวกเขาก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง การทำกับข้าว การซักผ้า การตากผ้า การจ่ายตลาด การเย็บผ้า ซ่อมกระดุม การปิกนิกหรือแคมปิ้งที่บ้าน หรือแม้กระทั่งวิธีเปลี่ยนยางรถยนต์ เหล่านี้เป็นสิ่งที่เรียนรู้ได้ในพื้นที่บ้าน และถ้าทักษะไหน เราเองยังไม่มี ก็ถือว่าเรียนรู้ไปพร้อมลูกก็สนุกอีกแบบเหมือนกัน</p>



<p>สุดท้าย งานศิลปะบางอย่างที่ให้ลูกทำเอง หรือทำด้วยกัน ช่วยลูกได้เยอะมาก และศิลปะไม่ได้จำกัดอยู่แค่การวาดภาพ ระบายสีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการฟังดนตรี ทำเพลย์ลิสต์ด้วยกัน ทำงานศิลปะบางอย่างตามแต่ที่อยากทำ ใช้ของที่มีอยู่ในบ้าน และลองถ่ายภาพเก็บไว้เป็นผลงานชิ้นโบแดงที่ระลึกในช่วงโควิดก็น่าสนใจ เราอาจจะมองเห็นลูกๆ ในด้านที่ไม่เคยเห็นก็ได้</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-20aeec"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/38-เปลี่ยนบ้านเป็นพื้นที่เรียนรู้-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h2 class="wp-block-heading">ข้อ 4 สื่อสาร</h2>



<p>การเรียนรู้ไม่ได้จำกัดแต่ในรูปแบบของการเข้าชั้นเรียนเท่านั้น แต่การที่ได้สื่อสาร แลกเปลี่ยนกับลูกไม่ว่าจะรูปแบบใดก็ตาม เพิ่มทักษะหลายๆ ด้านให้เขา และช่วยให้เรารู้จักลูกมากขึ้น ลองดูซีรี่ส์ เล่นเกม เล่นบอร์ดเกม ทำอาหาร ไปซื้อของ ขับรถออกไปในที่ที่ไม่เคยไปด้วยกัน (ยังไม่ต้องลงจากรถก็ได้ในสถานการณ์เช่นนี้) คุยว่าหนังสือเล่มโปรด หนังที่ชอบคือเรื่องอะไร สร้างบทสนทนาไม่รู้จบ งานศิลปะต่างๆ การเล่นกีฬา การออกกำลังกายด้วยกัน โดยการตั้งเป้าหมายร่วมกัน ถ้าทำได้ ลูกและเราจะได้ทั้งความภูมิใจและสุขภาพที่ดี</p>



<p>ถ้าคิดไม่ออก ใช้การสุ่มดูก็สนุกดี&nbsp;</p>



<p>เขียนกิจกรรมที่ทำได้ลงไป และพับ และลองเล่นดู</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b4dc02"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/08/แทรกในข้อ-4-นะคะ-.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>แม้ว่าจะมีกิจกรรมหลากหลายมากมายให้ทำ แต่ในสถานการณ์นี้พ่อแม่ต้องไม่ลืมว่า จะไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบหรือพร้อม ดังนั้นทุกคนใจดีกับตัวเอง ใจดีต่อกันได้ เหนื่อยก็สื่อสารชัดเจนว่าเหนื่อย ขอเวลาพัก&nbsp;</p>



<p><strong>ทำไม่เป็น ทำไม่ได้ ลองบอกลูกตรงๆ และชวนลูกมาหาทางออกร่วมกันดู เด็กๆ เข้าใจและพร้อมช่วยเสมอ</strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-change-the-house-to-learning-area-kultida-rungruangkiat/">เปลี่ยนบ้านเป็น “พื้นที่เรียนรู้” แนะนำโดย ครูจุ๊ย-กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
