<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Self-directed learning | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/self-directed-learning/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Wed, 22 Sep 2021 04:51:15 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.10</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>Self-directed learning | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>กสศ.ลงนามความร่วมมือกับ 7 สถาบันอุดมศึกษา เดินหน้าโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 3</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-sign-teachereef-3/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=news-sign-teachereef-3</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 22 Sep 2021 04:22:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรักษ์ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.เกีรยรติสุดา ศรีสุข]]></category>
		<category><![CDATA[และมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่น 3]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.ดร.สมบัติ โยธาทิพย์]]></category>
		<category><![CDATA[Self-directed learning]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยเชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อุดม วงษ์สิงห์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=45956</guid>

					<description><![CDATA[<p>สร้างต้นแบบสถาบันผลิตครูคุณภาพรุ่นใหม่หัวใจรัก(ษ์)ถิ่น  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-sign-teachereef-3/">กสศ.ลงนามความร่วมมือกับ 7 สถาบันอุดมศึกษา เดินหน้าโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 3</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong><strong>สร้างต้นแบบสถาบันผลิตครูคุณภาพรุ่นใหม่หัวใจรัก(ษ์)ถิ่น รองรับความเปลี่ยนแปลง ตอบโจทย์บริบทพื้นที่ ​เป็นนักพัฒนาทำงานร่วมกับชุมชน แก้ปัญหาการโยกย้ายและขาดแคลนครูในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล</strong></strong></p>



<p>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พร้อมสถาบันอุดมศึกษา 7 สถาบัน ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต และมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ​ได้ร่วมลงนามความร่วมมือเป็นสถาบันผลิตและพัฒนาครูในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ปีการศึกษา 2565 ​ และร่วมรับฟังการชี้แจงผ่านระบบออนไลน์ ถึงกระบวนทัศน์การผลิตครูเพื่อพัฒนาชุมชน และแนวทางการทำงานเพื่อเป็นสถาบันผลิตและพัฒนาครู</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-159f7f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/1631637024562-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ ประธานอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น</strong> กล่าวว่า กสศ.มุ่งมั่นให้โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการศึกษา ที่นำไปสู่การพัฒนาครูของประเทศไทยอย่างชัดเจน เริ่มตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการผลิตครูจากศูนย์กลางไปสู่การผลิตครูที่สอดคล้องกับพื้นที่ เน้นไปที่ผู้เรียนกำกับตัวเอง (Self-Directed Learning) ครูต้องเปลี่ยนบทบาทการเป็นครูผู้สอนไปสู่การเน้นเป็น “ครูโค้ช” อำนวยความสะดวก จัดสภาพแวดล้อมให้เด็กได้ศึกษาสอดคล้องกับบริบทชุมชน ฐานทรัพยากร วัฒนธรรม นอกจากนี้ครูยังมีบทบาทมากกว่าผู้สอน แต่ต้องเป็นนักพัฒนาและนำการเปลี่ยนแปลงสู่ชุมชน ครูจึงต้องได้รับการบ่มเพาะสมรรถนะที่หลากหลาย เป็นครูคุณภาพที่ทำงานร่วมกับชุมชนได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d785cb"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/12-กสศ.-ลงนามความร่วมมือ-05.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ ประธานอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการ ฯ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“สิ่งที่สำคัญคือ ครูต้องเป็นผู้รู้เท่าการเปลี่ยนการแปลง ต้องปรับตัวได้เร็ว ซึ่งเข้าใจว่าทั้ง 7 สถาบันกำลังออกแบบแผนการผลิตครูแบบใหม่ เพราะปัจจุบันเรามีการสูญเสียการเรียนรู้เยอะจากการสอนออนไลน์ เนื่องจากที่ผ่านมาเราไม่ได้เตรียมตัวออกแบบการเรียนรู้รองรับสถานการณ์ เช่น การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่ผ่านมา ยิ่งเห็นความไม่เท่าเทียมเกิดขึ้น</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img decoding="async" fetchpriority="high" width="864" height="454" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/b-3.jpg" alt="" class="wp-image-23265" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/b-3.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/b-3-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/b-3-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/b-3-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></figure></div>



<p></p>



<p>ในอนาคต โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นจะได้เตรียมความพร้อม ไม่ว่าในภาวะแบบไหน เด็กก็จะได้รับการศึกษาที่เท่าเทียมกัน รวมทั้งครูจะต้องเป็นครูของชุมชนที่มีการเรียนรู้ตลอดเวลา สถาบันการศึกษาต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการให้นักศึกษามีสมรรถนะออกแบบการเรียนรู้ผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับบริบทพื้นที่ ชุมชน ทรัพยากร โดยต้องลงไปวิเคราะห์ศักยภาพ ครอบครัว ชุมชน ให้ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องเข้ามามีบทบาทการจัดการเรียนรู้ร่วมกัน ท่ามกลางความท้าทายหลายประการ</p>



<p>เราเชื่อมั่นว่าสถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมโครงการนี้จะผลิตและพัฒนาครูหัวใจเดียวกัน ที่จะดึงศักยภาพให้นักศึกษาจบมาเป็นครูที่ดี มีความสร้างสรรค์ มุ่งมั่นของชุมชน” รศ.ดร.ดารณีกล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5e6a02"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/12-กสศ.-ลงนามความร่วมมือ-07.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการ<br>สำนักพัฒนาคุณภาพครู นักศึกษาครูและสถานศึกษา กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครู นักศึกษาครูและสถานศึกษา กสศ.</strong> กล่าวว่า โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2563 โดยมีที่มาจากโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งจำเป็นต้องคงอยู่เพื่อโอกาสทางการศึกษาเด็กท้องถิ่น ไม่สามารถยุบควบรวมได้ จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาคุณภาพครูควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาครูโยกย้ายบ่อย จึงคิดวิธีให้คนในท้องถิ่นมาเรียนเป็นครูเพื่อกลับไปทำงานในบ้านเกิดตัวเอง ลดปัญหาการย้ายออกและขาดแคลนในอนาคต</p>



<p>มี 3 องค์ประกอบที่สำคัญคือ 1. การให้โอกาสเด็กยากจนในพื้นที่ห่างไกลได้เรียนรวม 5 รุ่น 1,500 คน เพื่อไปบรรจุเป็นครูใน 1,500 โรงเรียน ​ 2. สถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมโครงการเพื่อผลิตครูให้เป็นบัณฑิตและนักพัฒนาชุมชน รวมไปถึงการพัฒนาหลักสูตรเพื่อเป็นต้นแบบพัฒนาครูต่อไป และ 3. โรงเรียนปลายทางซึ่งจะต้องร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพตามบริบบทของชุมชน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4d966b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/12-กสศ.-ลงนามความร่วมมือ-06-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>จากการดำเนินการที่ผ่านมา 2 รุ่น มีนักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่น 627 คน และ​รุ่นที่ 3 มีเพิ่มขึ้นอีก 240 คน ดังนั้น การร่วมลงนามความร่วมมือกับ 7 สถาบันในครั้งนี้จึงมีความสำคัญมาก ที่จะนำไปสู่กระบวนการคัดเลือกที่เป็นต้นทางสำคัญ ปัจจุบันโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นเดินหน้ามาสู่รุ่นที่ 3 เปรียบเหมือนเดินทางมาถึงกลางทางของต้นน้ำ คือการคัดเลือกสถาบันคุณภาพมาร่วมโครงการ ดำเนินการคัดเลือกน้อง ๆ ที่มีใจอยากเป็นครู เข้ามาเรียนและจบไปบรรจุเป็นครูที่โรงเรียน</p>



<p>สถาบันอุดมศึกษายังมีภารกิจต้องติดตามเพื่อพัฒนาต่ออีก 6 ปี ดังนั้นการทำงานหนึ่งรุ่นจึงใช้เวลา 11 ปี นับเป็นโครงการระยะยาว ที่จะต้องมีการออกแบบการบริหารจัดการ การทำงานวิจัยรองรับ ด้วยความเชื่อมั่นว่าทุกมหาวิทยาลัยจะเป็นสถาบันต้นแบบพัฒนาครูต่อไป ดังนั้นต้องขอขอบคุณทุกสถาบันที่มาร่วมแรงร่วมใจสร้างครูรุ่นใหม่หัวใจรัก(ษ์)ถิ่น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-90aa39"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/12-กสศ.-ลงนามความร่วมมือ-04.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ที่ปรึกษา กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ที่ปรึกษากองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) </strong>กล่าวว่า อยากเห็นการพูดคุยของผู้บริหารสถาบันการศึกษาเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์บ่อย ๆ เพราะโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น เป็นโครงการระยะยาวประมาณ 11 ปี ต้องอาศัยความต่อเนื่องระดับนโยบายและความต่อเนื่องของข้อมูล นอกจากนี้ การทำงานของโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นสามารถเชื่อมโยงข้อมูลและการทำงานของ กสศ. ในโครงการอื่น ๆ เช่น โครงการ TSQP กว่า 700 โรงเรียน ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี 700 โรงเรียน และเครือข่ายอีก 11 ประเทศ​ ​อย่างไรก็ตาม ครูถือว่ามีความสำคัญในการศึกษา​อย่างมาก และนับเป็นตัวคูณที่สำคัญ เพราะครูคนหนึ่งสามารถสอนหนังสือเด็กได้หลายพันคน การเปลี่ยนแปลงจึงต้องเริ่มที่ครู ​นอกจากนี้อยากเน้นย้ำว่า ทุนที่ใช้ในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นเป็นเงินภาษีของประชาชน อยากให้ช่วยเน้นย้ำกับนักศึกษาที่ได้รับทุนว่า เงินทุกบากทุกสตางค์มาจากภาษีของประชาชน การใช้จ่ายต้องระมัดระวังและรู้คุณค่า</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-da883b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/12-กสศ.-ลงนามความร่วมมือ-03.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศาสตราจารย์ นพ.วิจารณ์ พานิช ที่ปรึกษา กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>เช่นเดียวกับศาสตราจารย์ นพ.วิจารณ์ พานิช</strong> <strong>ที่ปรึกษากองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) </strong>กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับ 7 สถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ซึ่งถือเป็นกระบวนการเปลี่ยนผ่านการผลิตครูสองชั้น ทั้งผลิตครูในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นและครูทั่วไป โดยการผลิตครูนั้นไม่ใช่แค่การสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยเพียงแค่​ 4 ปี แต่ต้องติดตามดูแลต่อเนื่อง เพราะจากที่ศึกษามาพบว่า กว่าจะเป็นครูที่เชี่ยวชาญ​ต้องใช้เวลา 5-7 ปี จึงต้องทำงานอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเมื่อผ่าน 5-7 ปี แล้วพวกเขาก็ยังต้องพัฒนาตัวเองต่อเนื่องไปไม่มีที่สิ้นสุด รวมทั้งจากที่หลายสถาบันดำเนินการมาก่อนหน้านี้ มีประสบการณ์สอน การวัดผล และพบปัจจัยท้าทายมากมาย ตรงนี้น่าจะได้นำมาเป็นข้อมูล คิดหาทางปรับตัวในการผลิตครูต่อไป</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img decoding="async" width="864" height="454" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/c-3.jpg" alt="" class="wp-image-23262" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/c-3.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/c-3-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/c-3-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/c-3-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></figure></div>



<p></p>



<p><strong>ด้าน ผศ.ดร.สมบัติ โยธาทิพย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา</strong> กล่าวว่า ในพื้นที่ห่างไกลมีปัญหาเรื่องครูโยกย้ายบ่อย พอผ่านไปสองปีสอบบรรจุได้ก็ย้ายออก ​โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นจะสามารถแก้ปัญหานี้ สร้างครูที่เป็นนักพัฒนา ทั้งวิชาการและจิตวิญญาณความเป็นครู อีกทั้งพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีคุณภาพการศึกษาต่ำที่สุดในประเทศไทย ถ้าผลิตครูด้วยกระบวนการปกติก็จะแก้ไขปัญหาไม่ได้ เช่น ในพื้นที่มีข้อจำกัดเรื่องเด็กพูดไทยไม่ได้ ก็ต้องเน้นการผลิตครูตามบริบทพื้นที่ ซึ่งจะช่วยยกระดับครูนักพัฒนาอย่างแท้จริง เพราะ​มีแต่การศึกษาเท่านั้นที่จะแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากจะมุ่งแก้ไขปัญหาแต่เพียงในมิติสังคม มิติเศรษฐกิจ ในขณะที่การศึกษายังไม่เข้มแข็ง ก็จะไม่สามารถแก้ไขได้ การศึกษาจึงเป็นสิ่งสำคัญ</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%A2.-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A-%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99-%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2_Photo-12.jpg" alt=""/></figure>



<p></p>



<p><strong>รศ.ดร.เกีรยรติสุดา ศรีสุข คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่</strong> กล่าวว่า การทำงานที่ผ่านมาทางมหาวิทยาลัยได้ร่วมงานกับ กสศ. ในการผลิตครูตามความต้องการของชุมชน ตั้งแต่ระบบคัดเลือกที่จะได้เด็กที่มีความเหมาะสม โดยประสานความร่วมมือกับผู้นำชุมชน และให้คณาจารย์บูรณาการการลงพื้นที่เพื่อให้ได้ครูรุ่นใหม่ที่ไปทำงานร่วมกับผู้นำชุมชนในพื้นที่ เน้นเรื่องอัตลักษณ์พื้นที่โดยใช้ข้อมูลจากบิ๊กดาต้า (big data) มาออกแบบการเรียนการสอน สร้างสมรรถนะชั้นสูง มีการออกแบบวิชาใหม่ๆ เพื่อให้เด็กได้รอบรู้ ซึ่งจะมีการออกแบบร่วมกับคณะเกษตรศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ แม้กระทั่งเภสัช ที่จะได้เรียนรู้เรื่องสมุนไพร สิ่งสำคัญคือ การติดอาวุธทางวิชาการและวิชาชีพให้ครูไปใช้งานได้จริง ส่วนใหญ่โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลจะมีลักษณะครูไม่ครบชั้น ดังนั้นครูจะต้องสอนเด็กได้ทุกชั้น ทุกวิชา </p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-sign-teachereef-3/">กสศ.ลงนามความร่วมมือกับ 7 สถาบันอุดมศึกษา เดินหน้าโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 3</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ผู้เรียนต้องเรียนรู้โดยการกำกับตัวเอง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/408-3/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=408-3</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 27 May 2020 04:21:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[โรงเรียน TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรมต้นแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[E-Learning]]></category>
		<category><![CDATA[Self-directed learning]]></category>
		<category><![CDATA[High Functioning Classroom]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ธันยวิช วิเชียรพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[TSQP]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=14266</guid>

					<description><![CDATA[<p>ม.ศรีปทุม​ เสนอแผนปรับหลักสูตร TSQP รับมือ COVID-19 คงค [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/408-3/">ผู้เรียนต้องเรียนรู้โดยการกำกับตัวเอง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-14269" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/thumbnail-1-1.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/thumbnail-1-1.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/thumbnail-1-1-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/thumbnail-1-1-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/05/thumbnail-1-1-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<h4 style="text-align: center;">ม.ศรีปทุม​ เสนอแผนปรับหลักสูตร TSQP<br />
รับมือ COVID-19 คงความเป็นชั้นเรียนคุณภาพ</h4>
<p><span style="font-weight: 400;">จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ยืดเยื้อมานานหลายเดือนและยังไม่มีทีท่าว่าจะสามารถหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรคนี้ได้ จนกระทรวงศึกษาธิการต้องเลื่อนการเปิดเรียนออกไปเป็นเดือน ก.ค. และอาจไม่สามารถเข้ามาเรียนตามปกติที่โรงเรียนได้นำมาสู่การคิดหาทางออกสำหรับรูปแบบการเรียนการสอนแนวใหม่ ที่มีทั้งระบบออนไลน์และออฟไลน์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่สำหรับโรงเรียนในถิ่นทุระกันดารปัญหาที่เกิดขึ้นยิ่งทำให้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่เป็นอยู่ ยิ่งรุนแรงมากขึ้น และผู้ที่เกี่ยวข้องจำเป็นจะต้องเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิด เช่นเดียวกับโรงเรียนในโครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง (TSQP) ของ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)​ ที่ต้องปรับแผนรับมือสถานการณ์ที่เป็นอยู่</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4 style="text-align: center;">ผู้เรียนต้องเรียนรู้โดยการกำกับตัวเอง</h4>
<p><span style="font-weight: 400;">รศ.ดร.ธันยวิช วิเชียรพันธ์ จากมหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี ​หนึ่งในภาคีเครือข่ายโครงการ TSQP ระบุว่า​สำหรับโรงเรียนที่อยู่พื้นที่ทุระกันดาร เด็กจำนวนหนึ่งเข้าไม่ถึงไฟฟ้า ไม่มีอินเตอร์เน็ต ก็อาจต้องปรับไปใช้การศึกษาทางไกลคล้ายรูปแบบในอดีตที่ใช้การเรียนทางไปรษณีย์เป็นการเรียนแบบออฟไลน์ เช่น มีชุดบ็อกซ์เซ็ท​​  ซึ่งผู้เรียนต้องเรียนรู้โดยการกำกับตัวเอง หรือ Self-directed learning  ต้องมีวินัยในการเรียนรู้สูง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในส่วนของที่มหาวิทยาลัยศรีปทุมฯ รับผิดชอบนั้น ได้เตรียมที่จะจัดการเรียนการสอนแบบทางไกล ซึ่งมีทั้ง Digital Platform แบบออนไลน์​และ Analog แบบ Offline  โดยส่วนแรก แบบออนไลน์จะมีองค์ประกอบเรื่องอุปกรณ์เทคโนโลยีการออกแบบการจัดการเรียนการสอน​ทั้งเรื่องเนื้อหา วิธีการสอน ไปจนถึงเรื่องการสั่งงานเพื่อให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง โดยยังคงเน้นไปที่กิจกรรมที่ให้นักเรียนได้คิดวิเคราะห์และคิดสร้างสรรค์</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4 style="text-align: center;">ทำให้ห้องเรียน เป็น High Functioning Classroom</h4>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่สำคัญคือการให้นักเรียนได้นำเสนอผลงานของตัวเอง ซึ่งจะมีทั้งงานรายบุคคล และ งานกลุ่ม 2-3 คน ที่นักเรียนสะดวกติดต่อสื่อสารกัน ซึ่งจะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อ ทำให้ห้องเรียนออนไลน์มีลักษณะเป็น High Functioning Classroom</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รศ.ดร.ธันยวิช ระบุว่า การสอนแบบออนไลน์มีทั้งหมด 4 รูปแบบ ทั้ง 1 การสอนแบบบรรยายทั้งรูปแบบไลฟ์สดหรืออัดคลิปวีดีโอในลักษณะ E-Learning โดยวัดผลจากการส่งงานแบบฝึกหัด การตั้งคำถาม แสดงความเห็นในกระดานสนทนา 2  การสอนแบบอภิปรายปัญหาให้เกิดการวิเคราะห์สังเคราะห์ 3 การสอนแบบโครงการหรือการสร้างนวัตกรรม และ 4 การสอนแบบเกมหรือสถานการณ์จำลอง</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4 style="text-align: center;">ครูต้องเปลี่ยนจากนักบรรยายเป็นนักออกแบบสื่อประสม</h4>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนการสอนแบบออฟไลน์ ซึ่งมีนักเรียนอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ไม่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ตและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์  จึงอาจใช้อุปกรณ์อนาล็อคเท่าที่มี เช่น โทรทัศน์ วิทยุ แต่ถ้าในพื้นที่ที่ไม่มีแม้แต่ไฟฟ้า ก็จะใช้ชุดเรียนรู้ Paper based  แบบ Toolkit หรือ Package หรือทำเป็นบอร์ดเกม ซึ่งมีคู่มือเรียนรู้ด้วยตัวเอง โดยจะต้องมีความน่าสนใจ ท้าทาย และมีความหลากหลายกับผู้เรียนที่มีอายุแตกต่างกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ครูจะต้องผันตัวเองจากการเป็นนักบรรยายมาเป็นนักออกแบบสื่อประสมที่สอดคล้องและสัมพันธ์กับจุดมุ่งหมายเนื้อหาวิชาและประสบการณ์ของหน่วยใดหน่วยหนึ่งโดยเฉพาะ มีสื่อการสอนที่อยู่ในรูปวัสดุ อุปกรณ์ หรือวิธีการต่างๆ ที่จะช่วยสนับสนุนส่งเสริมการเรียนรู้เนื้อหาวิชาได้อย่างต่อเนื่องด้วยตัวเอง”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รศ.ดร.ธันยวิช กล่าวว่า สิ่งที่ควรคำนึงถึงคือกลุ่มเด็กด้อยโอกาสที่ปกติก็เข้าถึงการศึกษาปกติได้ยากอยู่แล้วเมื่อออกแบบการเรียนรู้ใหม่เป็นแบบออนไลน์ ยิ่งจะทำให้เด็กกลุ่มนี้เข้าถึงการศึกษาได้อยากยิ่งขึ้นดังนั้น เด็กกลุ่มนี้จึงเป็นเป้าหมายสำคัญที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาที่ควรได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน มิฉะนั้นช่องว่างของความเหลื่อมล้ำก็จะยิ่งห่างกว้างมากยิ่งขึ้น</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ร่วมสร้างโอกาสทางการศึกษา</strong><br />
<strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong><br />
<a href="http://www.eef.or.th/donate/"><strong>www.eef.or.th/donate/</strong></a><br />
<strong>ธนาคารกรุงไทย สาขาซอยอารีย์</strong><br />
<strong>เลขที่ : 172-0-30021-6</strong><br />
<strong>บัญชี : กสศ.มาตรา 6(6) – เงินบริจาค</strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/408-3/">ผู้เรียนต้องเรียนรู้โดยการกำกับตัวเอง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
