<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Regression | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/regression/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 20 Dec 2021 13:23:15 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.10</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>Regression | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>จัดการอย่างไร เมื่อนักเรียนมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-how-to-manage-when-students-change-their-behavior-211221/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 20 Dec 2021 13:23:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ณัฏฐณี สุขปรีดี]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนเปลี่ยนใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[Regression]]></category>
		<category><![CDATA[พฤติกรรมในเชิงถดถอย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=49605</guid>

					<description><![CDATA[<p>จากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ที่เกิดขึ้นกับประชากรทั่วโ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-how-to-manage-when-students-change-their-behavior-211221/">จัดการอย่างไร เมื่อนักเรียนมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>จากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ที่เกิดขึ้นกับประชากรทั่วโลก ทำให้เกิดผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมกับทุกคน แม้ว่างานวิจัยหรือข้อมูลส่วนใหญ่จะบ่งชี้ถึงผลกระทบทางจิตใจที่เกิดขึ้นกับประชากรที่เป็นผู้ใหญ่ แต่ในความเป็นจริงแล้วเด็กและวัยรุ่นก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในครั้งนี้ไม่น้อยเลยค่ะ</p>



<p>เมื่อเร็วๆ นี้ ฟรานซิสโก อาร์. และคณะ (Francisco R., 2020) ได้ทำการวิจัยเชิงสำรวจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมเด็กและวัยรุ่นในยุโรปจำนวน 1,480 ครอบครัว จากประเทศอิตาลี สเปน และโปรตุเกส ในช่วงระยะเวลาที่ต้องกักตัวหรือจำกัดพื้นที่ในการทำกิจกรรมต่างๆ ในระหว่างสถานการณ์โรคระบาด ว่าช่วงระยะเวลาดังกล่าวนี้เด็กๆ มีการเปลี่ยนแปลงกิจวัตรประจำวัน พฤติกรรม รวมไปถึงอารมณ์สังคมอย่างไรบ้าง&nbsp;</p>



<p>ผลการสำรวจพบว่า สิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงไปมากที่สุด ได้แก่ เด็กๆ ส่วนใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์และพฤติกรรมไปในเชิงลบ มีการใช้เวลากับหน้าจอเพิ่มมากขึ้น มีเวลาในการทำกิจกรรมทางกายลดลง และใช้เวลาในการนอนทั้งช่วงกลางวันและกลางคืนมากขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นที่บ้านเป็นระยะเวลายาวนานต่อเนื่องนี้ ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเด็กเมื่อกลับมาสู่รั้วโรงเรียน&nbsp;</p>



<p>ในมุมมองของครูพิมนั้น การเปลี่ยนแปลงนี้แม้จะเป็นงานวิจัยที่สำรวจจากครอบครัวในยุโรป แต่ก็มีความคล้ายคลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กๆ ในประเทศไทย และเด็กๆ อีกหลายๆ ประเทศทั่วโลกอย่างไม่ต้องสงสัยเลยละค่ะ</p>



<p>การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในเชิงถดถอยหรือในทางจิตวิทยาเรียกว่า Regression นั้น เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นได้กับเด็กหรือแม้แต่ผู้ใหญ่ เมื่ออยู่ในช่วงที่สภาวะทางใจไม่มั่นคงหรือมีการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมที่ส่งผลกระทบกระเทือนต่อจิตใจ จนทำให้เด็กหรือบุคคลนั้นแสดงพฤติกรรมที่ดูเด็กกว่าช่วงวัย ไม่สามารถทำในสิ่งที่เคยทำได้ด้วยตนเองในช่วงก่อนหน้านี้ เช่น กลับมาพูดภาษาเด็ก ภาษาต่างดาว นอนหลับยากขึ้น (ต้องให้ช่วยกล่อม) เข้าห้องน้ำเองไม่ได้ ปัสสาวะราดตอนนอน มีพฤติกรรมก้าวร้าว รุนแรง หรืออ่อนไหวง่าย สำหรับเด็กในวัยเรียนก็จะมีการแสดงออกถึงความเศร้าจากการไม่ได้เจอเพื่อน ไม่ได้เจอครู ไม่ได้ไปโรงเรียน และมีพฤติกรรมหงุดหงิดและวิตกกังวลมากขึ้น</p>



<p>เมื่อต้องกลับเข้าสู่รั้วโรงเรียนอีกครั้ง พฤติกรรมเหล่านี้ก็ยังมีแนวโน้มที่จะยังคงอยู่ ไม่ได้กลับเข้าสู่สภาวะเดิมได้โดยทันที จึงเป็นสิ่งที่ครูผู้สอนทุกท่านควรทำความเข้าใจและเตรียมตัวไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ว่าภารกิจหลักของเรา อาจจะไม่ใช่การนำเข้าสู่บทเรียนทางวิชาการเพื่อให้ “เรียนทัน” แต่ทว่า เป็นการช่วยเหลือนักเรียนให้สามารถปรับตัวเข้าสู่สภาวะวิถีชีวิตใหม่ในรั้วโรงเรียนได้อย่างราบรื่นมากที่สุดนั่นเองค่ะ </p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเด็กแต่ละช่วงวัย</h2>



<p>สำหรับแนวโน้มของพฤติกรรมเด็กที่จะเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงวัยอาจเป็นได้ดังนี้</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>วัยเตรียมอนุบาล-อนุบาล</strong></h4>



<p>ในวัยนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมการนอนกลางวัน (นอนยาวขึ้นหรือไม่ยอมนอน) แยกตัวจากเพื่อน ไม่อยากมีส่วนร่วมในกิจกรรม ไม่อยากแยกจากผู้ปกครอง ร้องไห้คิดถึงบ้านหรือคนในครอบครัวบ่อยครั้งหรือรุนแรงกว่าปกติ และอาจมีพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความกังวลใจ เช่น ดูดนิ้ว ดึงผม เป็นต้น ซึ่งคุณครูจะมีส่วนช่วยเหลือได้อย่างมาก หากหมั่นสังเกตพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ได้อย่างทันเวลาค่ะ</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong><strong>วัยประถม</strong></strong></h4>



<p>สำหรับเด็กในวัยนี้ การเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในลักษณะของการแสดงออกทางอารมณ์สังคมมากกว่าการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมหรือกิจวัตรประจำวัน เช่น หงุดหงิดง่ายขึ้น โกรธง่าย หรือกลับกันคือ เก็บตัว ไม่พูดจา หรือเกาะติดครูจนผิดปกติ ไม่ค่อยเล่นกับเพื่อนหรือทำกิจกรรมเป็นกลุ่ม</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>วัยมัธยม</strong></h4>



<p>เด็กในวัยนี้มักมีการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะต้องใช้การสังเกตหรือทำความเข้าใจมากขึ้นสักเล็กน้อย เพราะแม้แต่ตัวเด็กเองก็อาจจะไม่รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงแฝงที่เกิดขึ้นจากความเครียด เช่น การเปลี่ยนแปลงของร่างกายและสุขภาพ มีพฤติกรรมขาดความรับผิดชอบ มีปากเสียงหรือถกเถียงกับเพื่อนง่ายขึ้น ไม่ค่อยมีสมาธิหรือถูกดึงสมาธิได้ง่าย</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ครูจะช่วยเหลือนักเรียนได้อย่างไรบ้าง</h2>



<p>สำหรับแนวทางในการช่วยเหลือนักเรียนนั้น ไม่ว่าจะเป็นเด็กในช่วงวัยใดก็ตาม เราสามารถที่จะประยุกต์ใช้แนวทางการในช่วยเหลือได้ดังนี้ค่ะ</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>1) แสดงความใส่ใจในการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรม โดยไม่ใช้การตำหนิหรือลงโทษ</strong></h4>



<p>ตัวอย่างการสื่อสาร : “หนูดูไม่ค่อยเหมือนเดิมเลยนะจ๊ะ มีอะไรพอจะให้ครูช่วยได้ไหม”</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>2) ฟังให้มากขึ้น และพยายามเป็นผู้เปิดบทสนทนา ไม่ละเลยคำพูดหรือความกังวลเล็กๆ น้อยๆ ของนักเรียน</strong></h4>



<p>ตัวอย่างการสื่อสาร : “เมื่อกี้หนูบอกว่าหนูเบื่อ หนูเบื่อเรื่องอะไรนะคะ อยากพูดให้ครูฟังไหม”</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>3) ให้ความใส่ใจกับการเข้าเรียน/ไม่เข้าเรียนของนักเรียน โดยไม่สรุปการขาดเรียนว่าถือเป็นการไม่อยากมาเรียนของเด็กหรือผู้ปกครองเอง</strong></h4>



<p>ตัวอย่างการช่วยเหลือ : พยายามติดต่อกับเด็กหรือครอบครัวแบบส่วนตัว ทั้งแบบพบตัวและไม่พบตัวอยู่เป็นระยะๆ</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>4) เปิดโอกาสให้เด็กได้ทำกิจกรรมที่เป็นการแสดงออกทางอารมณ์สังคมมากขึ้น</strong></h4>



<p>ตัวอย่างกิจกรรม : วาดภาพ/พูดคุยในหัวข้อเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึก/การทำบันทึกประจำวัน</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>5) พยายามจัดกิจวัตรหรือตารางการเรียนการสอนให้เป็นไปอย่างเรียบง่ายมากที่สุด</strong></h4>



<p>แนวทางการจัดกิจกรรม : มีความสม่ำเสมอและคาดเดาได้ ลดกิจกรรมที่สร้างความเครียดแบบฉับพลัน เช่น การทดสอบท้ายคาบโดยไม่แจ้งล่วงหน้า การสั่งงานแบบเร่งด่วน หรือการเปลี่ยนแปลงตารางการเรียนการสอนบ่อยๆ&nbsp;</p>



<p>สำหรับ 5 แนวทางดังกล่าวนี้ เป็นแนวทางหลักๆ ที่มีความสำคัญอย่างมากที่จะช่วยให้นักเรียนในปกครองของคุณครูทุกท่านสามารถที่จะกลับมาปรับตัวให้เป็นไปตามปกติได้อย่างรวดเร็วและง่ายที่สุด และหากพบว่าเด็กคนใดมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก หรือไม่สามารถช่วยเหลือได้ด้วยวิธีปกติ การปรึกษากับผู้ปกครองเพื่อส่งต่อนักเรียนให้กับผู้เชี่ยวชาญในการดูแลต่อ ไม่ว่าจะเป็นนักจิตวิทยาโรงเรียน นักสังคมสงเคราะห์ หรือหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่คุณครูทุกท่านสามารถทำได้เช่นกันค่ะ</p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p><strong>อ้างอิง :</strong> Francisco, R., Pedro, M., Delvecchio, E., Espada, J. P., Morales, A., Mazzeschi, C., &amp; Orgilés, M. (2020). Psychological symptoms and behavioral changes in children and adolescents during the early phase of COVID-19 quarantine in three European countries. Frontiers in Psychiatry, 11, 1329.</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-how-to-manage-when-students-change-their-behavior-211221/">จัดการอย่างไร เมื่อนักเรียนมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
